คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2545
#47391
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเงื่อนไขว่าหากยังไม่ได้มีการจัดการมรดกของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกได้แม้พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกอายุความหนึ่งปีขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้ แม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 691 ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 688,689 และ 690ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ นอกนั้นมิได้เสียสิทธิของผู้ค้ำประกันตามบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้ และตามสัญญาค้ำประกันจะได้ระบุให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนผู้กู้ให้แก่ผู้ให้กู้ทั้งสิ้นในเมื่อผู้กู้ไม่ชำระหนี้หรือผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้รวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน จึงมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536 นายสมหมาย ยิ้มย่อง กู้ยืมเงินจำนวน250,000 บาท ไปจากนายดิเรก ปราบใหญ่ ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และนายสมหมายได้รับต้นเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ดังกล่าวจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากที่นายสมหมายกู้ยืมเงินไปแล้ว ไม่เคยนำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระแก่นายดิเรกต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 (ที่ถูกวันที่ 21 เมษายน 2540) นายสมหมายถึงแก่กรรมนายดิเรกเคยติดต่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมหมายและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยจนกระทั่งนายดิเรกถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดิเรกได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองก็ยังคงเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2536 ถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 456,250 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 456,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 250,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายสมหมายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540(ที่ถูกวันที่ 21 เมษายน 2540) นายดิเรกรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายสมหมายเกินกว่า 1 ปี ตั้งแต่ก่อนที่นายดิเรกจะถึงแก่กรรม การที่นายดิเรกไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนายสมหมาย คดีจึงขาดอายุความโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดิเรกนำคดีที่ขาดอายุความมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754วรรคสาม ขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ และคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเงื่อนไขว่าหากยังไม่ได้มีการจัดการมรดกของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกได้แม้พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมหมายเจ้ามรดกผู้กู้จึงมีสิทธิยกอายุความหนึ่งปีขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่ามาตรา 1754 วรรคสาม ใช้บังคับกับเจ้าหนี้มีประกันไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญนั้น เห็นว่า ความในมาตรา 1754 วรรคสาม ตอนแรกที่บัญญัติว่าภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 นั้น หมายถึงความในมาตรา 1754 วรรคสาม ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในมาตรา 193/27 ซึ่งให้สิทธิเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้ได้แม้หนี้นั้นจะขาดอายุความแล้วก็ตาม หาใช่ว่าความในมาตรา 1754 วรรคสาม บังคับใช้เฉพาะเจ้าหนี้มีประกัน ไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันนายสมหมายเจ้ามรดกแม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม ก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 691 ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 688, 689 และ 690 ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ นอกนั้นมิได้เสียสิทธิของผู้ค้ำประกันตามบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันแต่อย่างใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงย่อมมีสิทธิตามมาตรา 694 ที่จะยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งนายสมหมายเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นทายาทของนายสมหมายผู้เป็นลูกหนี้ก็ตาม และที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาค้ำประกัน ระบุถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามสัญญา หรือผู้กู้ถึงแก่กรรม หรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่าข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเพียงแต่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด แม้ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับไปแล้วหรือผู้กู้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายสมหมายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 นายดิเรกผู้เป็นเจ้าหนี้ก็รู้ถึงความตายของนายสมหมาย แต่ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้อง จนกระทั่งถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายดิเรกนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 อันพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อนายดิเรกได้รู้ถึงความตายของนายสมหมายแล้วเช่นนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 691 ม. 694 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เอี่ยม ปราบใหญ่ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นาย ดิเรก ปราบใหญ่
จำเลย — นาง สวิง ยิ้มย่อง ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นาย สมหมาย ยิ้มย่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2545
#99722
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเงื่อนไขว่าหากยังไม่ได้มีการจัดการมรดกของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกได้แม้พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกอายุความหนึ่งปีขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้ แม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 691 ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 688, 689 และ 690 ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ นอกนั้นมิได้เสียสิทธิของผู้ค้ำประกันตามบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้ และตามสัญญาค้ำประกันจะได้ระบุให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนผู้กู้ให้แก่ผู้ให้กู้ทั้งสิ้นในเมื่อผู้กู้ไม่ชำระหนี้หรือผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม แต่ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้รวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน จึงมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๖ นายสมหมาย ยิ้มย่อง กู้ยืมเงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ไปจากนายดิเรก ปราบใหญ่ ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และนายสมหมายได้รับต้นเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากที่นายสมหมายกู้ยืมเงินไปแล้ว ไม่เคยนำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระแก่นายดิเรก ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๐ (ที่ถูกวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๐) นายสมหมายถึงแก่กรรม นายดิเรกเคยติดต่อให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมหมายและจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยจนกระทั่งนายดิเรกถึงแก่กรรม โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดิเรกได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองก็ยังคงเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๖ ถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๕๖,๒๕๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๕๖,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายสมหมายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๐ (ที่ถูกวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๐) นายดิเรกรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายสมหมายเกินกว่า ๑ ปี ตั้งแต่ก่อนที่นายดิเรกจะถึงแก่กรรม การที่นายดิเรกไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ๑ ปี นับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนายสมหมาย คดีจึงขาดอายุความโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดิเรกนำคดีที่ขาดอายุความมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า _ _ _ พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ และคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเงื่อนไขว่าหากยังไม่ได้มีการจัดการมรดกของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกได้แม้พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมหมายเจ้ามรดกผู้กู้จึงมีสิทธิยกอายุความหนึ่งปีขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ใช้บังคับกับเจ้าหนี้มีประกันไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญนั้น เห็นว่า ความในมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ตอนแรกที่บัญญัติว่าภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๙๓/๒๗ นั้นหมายถึงความในมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในมาตรา ๑๙๓/๒๗ ซึ่งให้สิทธิเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้ได้แม้หนี้นั้นจะขาดอายุความแล้วก็ตาม หาใช่ว่าความในมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม บังคับใช้เฉพาะเจ้าหนี้มีประกัน ไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันนายสมหมายเจ้ามรดกแม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม ก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา ๖๙๑ ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา ๖๘๘, ๖๘๙ และ ๖๙๐ ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ นอกนั้นมิได้เสียสิทธิของผู้ค้ำประกันตามบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันแต่อย่างใด ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงย่อมมีสิทธิตามมาตรา ๖๙๔ ที่จะยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งนายสมหมายเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แม้จำเลยที่ ๒ จะไม่ได้เป็นทายาทของนายสมหมายผู้เป็นลูกหนี้ก็ตาม และที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาค้ำประกัน ระบุถึงความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามสัญญา หรือผู้กู้ถึงแก่กรรม หรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่าข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเพียงแต่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด แม้ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับไปแล้วหรือผู้กู้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสมหมายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๐ นายดิเรกผู้เป็นเจ้าหนี้ก็รู้ถึงความตายของนายสมหมาย แต่ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้อง จนกระทั่งถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายดิเรกนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ อันพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อนายดิเรกได้รู้ถึงความตายของนายสมหมายแล้วเช่นนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 691 ม. 694 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ปราบใหญ่ในฐานะผู้จัดการมรดก — เลขที่ฎีกา 4356/2545 นางเอี่ยม
โจทก์ — ของนายดิเรก ปราบใหญ่
ยิ้มย่องกับพวก — นางสวิง ยิ้มย่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4352/2545
#48657
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ติดต่อกับจำเลยและเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลง เรื่องการเช่าและซื้อขายที่ดินดังกล่าว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่เจรจาติดต่อกันนั้นได้ใช้บ้าน ร. มารดาจำเลยเป็นสถานที่นัดพบเสมอทั้ง ร. ก็ร่วมเจรจาอยู่ด้วย แม้บางครั้งจำเลยไม่มาแต่ ร. ก็เป็นผู้จัดการแทนจำเลยเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาในที่สุด ดังนั้น ข้อตกลงใด ๆ ที่อยู่ในกรอบของการเช่าหรือซื้อขายที่ดินของจำเลยย่อมเห็นเป็นปริยายว่าจำเลยได้เชิด ร. เป็นตัวแทนในการเจรจาตกลงกับโจทก์ ทำให้เจ้าของที่ดินอีก 4 แปลง ตกลงยินยอมให้เช่าและขายที่ดินเรื่องค่านายหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้วยแม้มิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลผูกพันจำเลยแล้ว ดังนั้น จำเลยต้องให้ค่านายหน้า และเงินค่าที่ดินที่ให้เช่าหรือขายเกินกว่าราคาที่กำหนดแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 445,400 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 429,302 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,302 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (30 มกราคม 2540) (ที่ถูกคือ 30มกราคม 2539) ต้องไม่เกิน 16,098 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงอีก 4 แปลง เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ต่อมาจำเลยกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงจากการจดทะเบียนการเช่ามาเป็นการขายที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ตกลงให้ค่านายหน้าโจทก์ในการชี้ช่องให้จำเลยกับบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำนิติกรรมเช่าและซื้อขายที่ดินของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของพยานทั้งสองฝ่ายว่า โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กับจำเลยและเจ้าของที่ดินอีก 4 แปลงได้เข้าทำสัญญาเช่าและซื้อขายที่ดินเป็นผลสำเร็จ ปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ว่า จำเลยหรือนางริดมารดาจำเลยตกลงยินยอมให้ค่านายหน้าแก่โจทก์ในการนี้หรือไม่ โดยโจทก์นายเรียนและนายสำราญเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยกับเจ้าของที่ดินอีก4 แปลง ยอมให้ค่านายหน้าโจทก์อัตราร้อยละ 5 ของราคาที่ดินที่ขาย และหากขายเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ก็ให้ส่วนที่เกินตกเป็นของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่บริษัทคอนอโค(ประเทศไทย) จำกัด จะเข้าทำสัญญาเช่าหรือซื้อที่ดินดังกล่าว โจทก์ นายเรียนและนายสำราญได้มีการพบปะเจรจากับจำเลยและเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่บ้านนางริดมารดาจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งสอดคล้องต้องกับคำเบิกความของจำเลยว่า วันดังกล่าวโจทก์ได้พูดถึงเรื่องค่านายหน้าเพียงแต่จำเลยไม่ตกลงด้วย ส่วนครั้งที่ 2 โจทก์ นายเรียนและนายสำราญได้พบกับฝ่ายเจ้าของที่ดินที่บ้านนางริดได้ทำสัญญานายหน้า แต่จำเลยไม่มาซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยได้มอบให้นางริดมารดาจำเลยเป็นผู้เจรจาแทน จึงได้ทำสัญญานายหน้าให้เจ้าของที่ดินลงลายมือชื่อในสัญญาเนื่องจากนางริดเขียนหนังสือไม่ได้ จึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญานายหน้า และครั้งที่ 3 โจทก์กับฝ่ายบริษัทคอนอโค(ประเทศไทย) จำกัด มาพบกับเจ้าของที่ดินอีก เจ้าของที่ดินได้นำนายฟิลลิปผู้จัดการบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ไปดูที่ดินและเตรียมจะวางมัดจำกับทำสัญญา แต่มีเหตุขัดข้องทางเอกสาร จึงต้องเลื่อนนัดออกไป ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์เป็นคนกลางในการจัดให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบปะ โจทก์มีความมุ่งหมายที่จะได้ค่านายหน้าเป็นสำคัญ หากไม่ได้ค่านายหน้าตอบแทนเป็นผลประโยชน์แล้วการดำเนินการใด ๆ ที่ผ่านมา ตลอดทั้งการเช่าและซื้อขายที่ดินอาจจะไม่เกิดขึ้น เรื่องค่านายหน้าจึงเป็นข้อที่ต้องตกลงกับเจ้าของที่ดินทุกคนเป็นสำคัญ เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องที่ดินและเรื่องค่านายหน้าแล้ว นายสำราญบุตรเขยของโจทก์จึงยอมนำเรื่องที่ดินดังกล่าวเสนอให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัดพิจารณา จนในที่สุดจำเลยและเจ้าของที่ดินอีก 4 แปลง ได้ตกลงให้เช่าและขายที่ดินทั้งหมดไปพร้อมกันทีเดียว ที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยตกลงให้ค่านายหน้ากับโจทก์นั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่โจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยและเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลงและตลอดระยะเวลาที่เจรจาติดต่อกันนั้นก็ใช้บ้านนางริดมารดาจำเลยเป็นสถานที่นัดพบเสมอมา ทั้งนางริดมารดาจำเลยก็ร่วมเจรจาอยู่ด้วย แม้บางครั้งจำเลยไม่ได้มาแต่นางริดมารดาจำเลยก็เป็นผู้จัดการแทนจำเลยเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาในที่สุด ดังนั้น ข้อตกลงใด ๆ ที่อยู่ในกรอบของการเช่าหรือซื้อขายที่ดินของจำเลยย่อมเห็นเป็นปริยายว่าจำเลยได้เชิดนางริดมารดาเป็นตัวแทนในการเจรจาตกลงกับโจทก์ดังกล่าว ทำให้เจ้าของที่ดินอีก4 แปลง ตกลงยินยอมให้เช่าและขายที่ดิน เรื่องค่านายหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้วย แม้มิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลผูกพันจำเลยแล้ว ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและน่าเชื่อถือยิ่งกว่าพยานจำเลย รับฟังได้ว่าจำเลยตกลงยินยอมให้ค่านายหน้าแก่โจทก์และตกลงให้เงินค่าที่ดินที่ให้เช่าหรือขายเกินกว่าราคาที่กำหนดตกเป็นของโจทก์ ส่วนที่บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดเงื่อนไขไม่ให้นายสำราญนายหน้าฝ่ายของบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด รับประโยชน์หรือค่านายหน้าจากเจ้าของที่ดินโดยบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด จะให้ค่านายหน้านายสำราญหรือค่าใช้จ่ายแทนนั้น เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กับนายสำราญส่วนค่านายหน้าระหว่างโจทก์กับจำเลยก็เป็นข้อตกลงอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 845
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิวัฒน์ สุวรรณพงษ์
จำเลย — นาย เสงี่ยม คัดชาทัต
ชื่อองค์คณะ
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4349/2545
#45303
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคารโจทก์ร่วมยอมให้มีการโอนเงินไปตามเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยกระทำ มิได้ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารเป็นความจริงหรือความเท็จ แต่เป็นเพราะเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้กระทำได้มีรายการครบถ้วนและมีลายมือชื่อกับรหัสประจำตัวของจำเลย การอนุมัติให้มีการโอนเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความในเอกสารอันเป็นเท็จ การที่จำเลยทำเอกสารใบถอนเงิน โดยมีข้อความอันเป็นเท็จแล้วเสนอไปตามขั้นตอนเพื่อให้มีการอนุมัติโอนเงินตามเอกสารนั้น จึงเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้จำเลยเอาเงินของโจทก์ร่วมออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมโดยทุจริต มิใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานลูกจ้างของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ผู้เสียหายซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นนายจ้างของจำเลยโดยจำเลยปฏิบัติงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชา) สาขาสำนักงานพหลโยธิน มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าส่วนทำหน้าที่ธนกรสาขา (พนักงานบัญชี) มีอำนาจหน้าที่ดูแลและควบคุมงานด้านดี-แอล/ซี ซึ่งหมายถึงหนังสือรับรองที่ออกโดยผู้เสียหายจากผู้ซื้อภายในประเทศ ไปถึงผู้ขายภายในประเทศโดยผ่านธนาคารที่ผู้ขายติดต่ออยู่ และควบคุมงานด้านพี/เอ็น ซึ่งหมายถึงการกู้เงินระยะสั้น โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับออกเอกสารทุกชนิดที่เกี่ยวกับการรับค่าธรรมเนียมที่เก็บจากลูกค้า และออกเอกสารเบิกเงินของผู้เสียหายเพื่อชำระแทนลูกค้าตามที่ผู้เสียหายได้ค้ำประกันลูกค้าไว้และลงบัญชีเบื้องต้น จำเลยกับพวกที่หลบหนีลักทรัพย์ของนายจ้างโดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายจัดทำเอกสารชุดโอนเงินซึ่งประกอบด้วยใบถอนเงินหรือใบเดบิตสลิป ใบนำฝากหรือใบเดบโพสิตสลิปหรือใบเครดิตสลิป ซึ่งจำเลยต้องลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบอำนาจหรือช่องลายมือชื่อพนักงานของผู้เสียหาย พร้อมแบบสรุปยอดรายการโอนเงินซึ่งจำเลยต้องลงลายมือชื่อในช่องผู้ปฏิบัติ อันเป็นการดำเนินการโอนเงินของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้าผู้ขอกู้เงินจากผู้เสียหายเพื่อชำระดอกเบี้ยในเงินทดรองจ่ายของผู้เสียหาย ซึ่งชำระให้แก่คู่สัญญาของลูกค้าผู้เสียหาย เพื่อชำระค่าธรรมเนียมในการทำหนังสือรับรองของผู้เสียหายเพื่อชำระค่าธรรมเนียมตามภาระผูกพันตั๋วแลกเงิน เพื่อชำระดอกเบี้ยจากการรับซื้อลดตั๋วแลกเงินและจ่ายเงินทดรองของผู้เสียหายให้แก่คู่สัญญาของลูกค้าผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะเรียกเก็บเงินเหล่านี้จากลูกค้าที่มีสัญญากับผู้เสียหายด้วยการหักทอนบัญชีเพื่อนำเข้าเป็นรายได้ของผู้เสียหายในภายหลัง จำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างวาระกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและพนักงานของผู้เสียหายทำการถอนเงิน 210,200 บาท ของผู้เสียหายไป โดยทำเอกสารเท็จว่าเป็นการชำระตั๋วแลกเงินประกอบ ดี-แอล/ซี ให้แก่ลูกค้าผู้มีชื่อของผู้เสียหายแล้วโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชี เลขที่ 324-2-28502-3 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) ของพวกจำเลยที่หลบหนีไป แล้วจำเลยกับพวกได้ร่วมกันเบิกถอนเงินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและพนักงานของผู้เสียหายทำการถอนเงิน 123,327.78 บาท ของผู้เสียหายไป โดยทำเอกสารเท็จว่าเป็นการชำระในการแก้ไขรายการชำระตั๋วแลกเงินที่ครบกำหนดแล้ว แต่ยังมิได้ชำระให้แก่ลูกค้าผู้มีชื่อของธนาคาร 71,799.68 บาท และชำระดอกเบี้ยของตั๋วเงินแลกเงินประกอบ ดี-แอล/ซีที่ค้างชำระ 51,528.10 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย แล้วโอนเงิน 71,799.68 บาท เข้าบัญชีเลขที่ 325-2-28502-3 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) ของพวกจำเลยที่หลบหนี้ไปแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินจำนวน71,799.68 บาท เป็นของตนโดยทุจริต เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและพนักงานของผู้เสียหายทำการถอนเงิน 90,800 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทำเอกสารเท็จว่าเป็นการชำระตั๋วแลกเงินประกอบ ดี-แอล/ซี ให้แก่ลูกค้าผู้มีชื่อของผู้เสียหาย แล้วโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเลขที่ 325-2-28502-3 ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) ของพวกจำเลยที่หลบหนีไปแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริตและเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและพนักงานของผู้เสียหายทำการถอนเงิน 192,750 บาท ของผู้เสียหายไป โดยทำเอกสารเท็จว่าเป็นการชำระตั๋วแลกเงินประกอบ ดี-แอล/ซี ให้แก่ลูกค้าผู้มีชื่อของผู้เสียหายแล้วโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเลขที่ 325-2-28502-3 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) ของพวกจำเลยที่หลบหนีไป แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต รวมเงินของผู้เสียหายที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักไปจำนวน 565,549.68 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 335 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 372,799.68 ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายและนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 10282/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทงจำคุก 16 ปี แถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลยในระหว่างพิจารณามีประโยชน์ต่อการพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก8 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 372,799.68 บาท ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 10282/2541 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่นับโทษต่อให้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าส่วน ทำหน้าที่ธนากรสาขาโดยมีอำนาจหน้าที่ดูและควบคุมงานด้านการออกหนังสือรับรองของโจทก์ร่วมให้แก่ลูกค้าถึงผู้ขายภายในประเทศผ่านทางธนาคารกับควบคุมดูแลงานด้านกู้เงินระยะสั้นโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยโอกาสในหน้าที่ของจำเลยทำเอกสารใบถอนเงินจากโจทก์ร่วมระบุโดยเงินเข้าบัญชีลูกค้าอันเป็นเท็จแล้วได้โอนเงินของโจทก์ร่วมเข้าบัญชีของนางสุพัตรา นกแก้ว พวกของจำเลยหลังจากนั้นก็ได้ร่วมกับพวกเบิกถอนเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนกับพวก มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาเป็นความผิดฐานฉ้อโกงมิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรือไม่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยได้ทำเอกสารใบถอนเงินอันเป็นเท็จแล้ว ได้เสนอตามขั้นตอนเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ร่วมโอนไปเข้าบัญชีของนางสุพัตรา โดยพนักงานบัญชีของโจทก์ร่วมจะต้องตรวจสอบลายมือชื่อของจำเลยและหมายเลขบัญชีว่าถูกต้องตรงกับเอกสารที่จำเลยจัดทำขึ้นหรือไม่ หลังจากผ่านการตรวจสอบแล้วจึงจะมีการโอนเงินไปเข้าบัญชีตามใบถอนเงินที่จำเลยทำเท็จขึ้น เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางโสภาพรรณ กฤษฎาธิวุฒิ ผู้บังคับบัญชาของจำเลย นางสาวจิราพร พักตร์เพียงจันทร์ กับนางวิรัตน์ เดชากุล เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและควบคุมภายใน นางจิตสมบูรณ์สมประสงค์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและอนุมัติรายการเข้าบัญชี และนายวิชัยวิศิษฐ์จินดา เจ้าหน้าที่ดูแลและควบคุมบัญชีมาเบิกความได้ความสอดคล้องตรงกันว่า ฝ่ายบัญชีมีหน้าที่โอนเงินตามรายการที่จำเลยกระทำขึ้น โดยตรวจสอบเพียงจำนวนเงินเลขที่บัญชี ที่จำเลยระบุให้โอนเงินไป และมีลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้รับมอบอำนาจกับรหัสประจำตัวของจำเลย เมื่อพยานโจทก์และโจทก์ร่วมตรวจสอบเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยกระทำมีรายการถูกต้องนางจิตสมบูรณ์จึงอนุมัติให้นายวิชัยโอนเงินไปเข้าบัญชีของผู้รับเงินตามเอกสารที่จำเลยกระทำขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาดังกล่าวจึงฟังได้ว่า การที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมยอมให้มีการโอนเงินไปตามเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยกระทำขึ้นนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารดังกล่าวว่าจะเป็นความจริงหรือความเท็จ แต่เป็นการโอนเงินไปเพราะเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้กระทำได้มีรายการครบถ้วนและมีลายมือชื่อกับรหัสประจำตัวของจำเลย หากจำเลยไม่กระทำด้วยวิธีดังกล่าวย่อมไม่สามารถเอาเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมได้การอนุมัติให้มีการโอนเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความในเอกสารอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วมการที่จำเลยกระทำเอกสารใบถอนเงินโดยมีข้อความอันเป็นเท็จแล้วเสนอไปตามขั้นตอนเพื่อให้มีการอนุมัติโอนเงินตามเอกสารนั้น จึงเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้จำเลยเอาเงินของโจทก์ร่วมออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมโดยทุจริต การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังที่จำเลยฎีกา แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายวีระชัย ดีกอบกิจ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340 -ที่ 4341/2545
#45302
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ต่อเมื่อโจทก์มีคำขอ แต่การที่โจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้หมายความว่าจำเลยไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ต้องถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรก (เดิม) แล้วผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอ ก็เป็นผลทำให้ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความได้ตามมาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะมิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ เหตุนี้การขออนุญาตยื่นคำให้การตามมาตรา 199(เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อน

การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ตามคำร้องขอของจำเลยอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น มิได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยจึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยได้

จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ที่หลงลืมเพราะมีธุระส่วนตัวต้องทำจึงไม่อาจยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดมิใช่เหตุผลอันสมควร ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มีทนายความในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีที่ตนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งอยู่แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจติดต่อกับทนายความของตนเพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การหรืออาจขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยอ้างพฤติการณ์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ในการดำเนินการดังกล่าวหรือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้องและในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิที่จะสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งจำเลยก็ได้สาบานตนให้การเป็นพยาน และถามค้านพยานโจทก์ในข้อที่ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าวตามประมวลมาตรา 249 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2425 ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันถมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2461 ของจำเลยที่ 1ที่อยู่ติดแนวเขตที่ดินของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าวทางด้านทิศใต้ยาวประมาณ 40 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา แล้วจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของจำเลยทั้งสองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ 50 ตารางเมตรเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามมิให้จำเลย (ที่ถูกจำเลยทั้งสอง) เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เป็นความบกพร่องของจำเลยทั้งสองเอง ขอให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง แล้วพิจารณาคดีต่อไป และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท เอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้น หากสภาพบังคับไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินให้โจทก์เป็น (เงินจำนวน) 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า จำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่าขณะที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าการขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 (เดิม)ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อนหรือไม่ และที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อโจทก์มีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นจะไม่มีคำสั่งนั้น หากโจทก์ไม่มีคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลภายในกำหนดเช่นว่านั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรก (เดิม) แล้ว ผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวนั้น ก็เป็นผลทำให้ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่แต่อย่างใด เหตุนี้การขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 (เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อนข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดหรือไม่เท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ศาลชั้นต้นย่อมอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรได้ แต่ถ้าขาดนัดนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคแรก และวรรคสอง (เดิม) ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีนี้เป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลาจำเลยทั้งสองจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายใต้กำหนดเวลาตามกฎหมายและอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ปรากฏตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น หาได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าว จึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 25 เมษายน 2539 และทางไต่สวนพยานของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 โดยรับไว้แทนจำเลยที่ 1 ด้วย แล้วหลงลืมไว้บนตู้สินค้าเนื่องจากต้องรีบเดินทางไปจังหวัดชลบุรีเพื่อประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ แล้วเดินทางไปดูแลพี่ชายที่ป่วยหนักอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังต้องไปติดต่อหาสถานที่ศึกษาให้แก่บุตรและกลับมาถึงบ้านเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 จึงรีบติดต่อทนายความและทราบว่าพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว และจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าก่อนถูกฟ้องเป็นคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุก ในการดำเนินคดีอาญานั้นจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งทนายความให้มาดำเนินคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว ไม่อาจอ้างเหตุที่หลงลืมเพราะจำเลยที่ 2 มีธุระส่วนตัวต้องทำ จึงไม่อาจยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดว่ามีเหตุผลอันสมควรได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มีทนายความในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีที่ตนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งอยู่แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจติดต่อกับทนายความของตนเพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การหรืออาจขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยอ้างพฤติการณ์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ในการดำเนินการดังกล่าวหรือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปเป็นข้อสุดท้ายว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์อันเป็นที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ในคดีอาญาหมายเลขที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การจะถือว่าฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้ปัญหาตามข้อฎีกาดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจะมิใช่ประเด็นข้อพิพาท เพราะจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเป็นประเด็นไว้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้องและในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเช่นคดีนี้ จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะสาบานตนให้การเป็นพยานเอง และถามค้านพยานโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม)ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้สาบานตนให้การเป็นพยาน และถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 197 เดิม ม. 198 เดิม ม. 199 เดิม ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิตรา ทองพัฒน์
จำเลย — นาง สุดาหรือชยุดา สุนาถวนิชย์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340 -ที่ 4341/2545
#46541
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อโจทก์มีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงศาลชั้นต้นจะไม่มีคำสั่งนั้นหากโจทก์ไม่มีคำขอดังกล่าว แต่การที่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การมิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองไม่ขาดนัดยื่นคำให้การเพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรก (เดิม) ผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดก็เป็นผลให้ศาลชั้นต้นอาจสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ มาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่แต่อย่างใด ดังนั้น การขออนุญาตยื่นคำให้การตามมาตรา 199(เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อน เพราะการที่จะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การยื่นคำให้การได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดหรือไม่

การขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดยื่นคำให้การซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลานั้น จำเลยทั้งสองจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองอ้างเพียงเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้นหาได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การจึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้

แม้ปัญหาข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตนมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์จะมิใช่ประเด็นข้อพิพาท เพราะจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องโจทก์ โจทก์คงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามฟ้อง และในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะสาบานให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม)ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้สาบานตนและถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2425 ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันถมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2461 ของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ติดแนวเขตที่ดินของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าวทางด้านทิศใต้ยาวประมาณ 40 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ50 ตารางวา แล้วจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของจำเลยทั้งสองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ 50 ตารางเมตร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามมิให้จำเลย (ที่ถูกจำเลยทั้งสอง) เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน จำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เป็นความบกพร่องของจำเลยทั้งสองเอง ขอให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องแล้วพิจารณาคดีต่อไป และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ในส่วนที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539ของศาลชั้นต้น หากสภาพบังคับไม่เปิดช่องให้กระทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นและพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า จำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าการขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199(เดิม)ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคแรก(เดิม) ก่อนหรือไม่ และที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อโจทก์มีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นจะไม่มีคำสั่งนั้นหากโจทก์ไม่มีคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตามการที่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การมิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลภายในกำหนดเช่นว่านั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรก(เดิม) แล้ว ผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลาดังว่านั้น ก็เป็นผลทำให้ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกเสียจากสารบบความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่แต่อย่างใด เหตุนี้การขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199(เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก(เดิม) ก่อนข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดหรือไม่เท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ศาลชั้นต้นย่อมอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรได้ แต่ถ้าการขาดนัดนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคแรกและวรรคสอง(เดิม) ส่วนปัญหาว่าที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีนี้เป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยทั้งสองจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ปรากฏตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น หาได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าว จึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 25 เมษายน 2539 และทางไต่สวนพยานของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 ได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 3 เมษายน2539 โดยรับไว้แทนจำเลยที่ 1 ด้วย แล้วหลงลืมไว้บนตู้สินค้าเนื่องจากต้องรีบเดินทางไปจังหวัดชลบุรีเพื่อประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ แล้วเดินทางไปดูแลพี่ชายซึ่งป่วยหนักอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังต้องไปติดต่อหาสถานที่ศึกษาให้แก่บุตรและกลับมาถึงบ้านเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 จึงรีบติดต่อทนายความและทราบว่าพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว และจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าก่อนถูกฟ้องเป็นคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุก ในการดำเนินคดีอาญานั้นจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งทนายความให้มาดำเนินคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว ไม่อาจอ้างเหตุที่หลงลืมเพราะจำเลยที่ 2 มีธุระส่วนตัวต้องทำจึงไม่อาจยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดว่ามีเหตุผลอันสมควรได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มีทนายความในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีที่ตนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งนี้อยู่แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจติดต่อกับทนายความของตน เพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การหรืออาจขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยอ้างพฤติการณ์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ในการดำเนินการดังกล่าวหรือแจ้งให้จำเลยที่ 1ดำเนินการไม่ พฤติการณ์ดังกล่าว ของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปเป็นข้อสุดท้ายว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์อันเป็นที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การจะถือว่าฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรกหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ปัญหาตามข้อฎีกาดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจะมิใช่ประเด็นข้อพิพาท เพราะจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเป็นประเด็นไว้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้อง และในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเช่นคดีนี้จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะสาบานตนให้การเป็นพยานเอง และถามค้านพยานโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง(เดิม) ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้สาบานตนให้การเป็นพยานและถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่าโจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากนายนิพนธ์ พิบูลย์พนธ์เมื่อปี 2532 เนื้อที่จำนวน 1 ไร่ 1 ตารางวา ในราคา 101,000 บาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้น เป็นการซื้อที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทิศเหนือจดที่ดินของนายนิพนธ์ ทิศตะวันออกติดถนนเพชรเกษม ทิศใต้จดที่ดินของนางสมคิด อุชุภาพ น้องนายนิพนธ์และทิศตะวันตกจดที่ดินของนางเผือน สิทธิเกษร โดยที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือกว้าง 37.20 เมตร ทิศตะวันออกยาว 42 เมตร ทิศใต้กว้าง40 เมตร และทิศตะวันตกยาว 42 เมตร ต่อมาเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2538 โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทางด้านทิศใต้คิดเป็นเนื้อที่ 50 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1โจทก์จึงเข้าไปโต้แย้งขณะที่จำเลยทั้งสองกำลังปลูกสร้างอาคาร แต่จำเลยทั้งสองบอกว่าไม่ได้รุกล้ำ จากนั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท่าแซะมาทำการรังวัดตรวจสอบ นายยุทธพร พรหมหาญ เจ้าพนักงานที่ดินมาทำการตรวจสอบรังวัดแนวเขตที่ดินให้โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ในข้อนี้โจทก์มีนายนิพนธ์เจ้าของที่ดินที่ขายให้โจทก์ มาเบิกความสนับสนุนว่าเมื่อปี 2538 จำเลยที่ 2 ได้นำดินมาถมในที่ดินที่จำเลยที่ 2 ซื้อมาจากนางสมคิดโดยถมสูงขึ้นกว่าที่ดินเดิมประมาณ 1 เมตร ขณะที่ถมพยานเดินไปตรวจสอบดูแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 นำดินมาถมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกประมาณ 2 เมตรและทิศตะวันตกประมาณ 1 เมตร เหตุที่พยานทราบเพราะแนวเขตระหว่างที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดิมของนางสมคิด ที่ดินของพยานเดิมมีคันนาเป็นแนวเขตอยู่ เมื่อจำเลยที่ 2นำดินมาถมนั้นได้นำดินมาถมทับคันนาที่เป็นแนวเขตเดิมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์พยานจึงแจ้งเตือนจำเลยที่ 2 ว่าถมดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ยืนยันว่าไม่ได้รุกล้ำ พยานจึงบอกให้โจทก์ทราบ เมื่อโจทก์ทราบเช่นนั้นจึงเข้ามาตรวจสอบดูที่ดินแล้วไปนำเจ้าพนักงานที่ดินมาตรวจสอบรังวัดใหม่ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถมดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จริง ซึ่งในวันตรวจสอบรังวัดนั้นพยานอยู่ด้วย และนายสมปองมีแสง เจ้าพนักงานที่ดินในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอท่าแซะกับนายยุทธพรเจ้าพนักงานที่ดิน 4 สำนักงานที่ดินอำเภอท่าแซะพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 21พฤศจิกายน 2538 โจทก์ได้ไปยื่นคำขอให้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ เพื่อขายจำนวน 9 แปลงที่สำนักงานที่ดินอำเภอท่าแซะ นายสมปองจึงสั่งให้นายยุทธพรเป็นผู้ไปทำการรังวัดแบ่งแยก รายละเอียดปรากฏตามระวางขยายงาน น.ส.3 และหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538นายยุทธพรได้เข้าไปทำการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์แปลงพิพาท โดยวัดจากด้านทิศเหนือซึ่งมีหลักเขตแบบปูนซีเมนต์ไปยังทิศใต้ซึ่งปรากฏตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.1 ว่ามีความยาว 42 เมตร แต่นายยุทธพรวัดได้เพียง 40 เมตร ก็ไปขนกับอาคารที่จำเลยทั้งสองกำลังปลูกสร้างอยู่ ปรากฏว่าเนื้อที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ขาดหายไปประมาณ 16 ตารางวา ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีตัวจำเลยทั้งสองสาบานตนให้การเป็นพยานว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินแปลงที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้แต่ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เนื่องจากก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างจำเลยทั้งสองได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินแล้วปรากฏว่าอาคารที่จะก่อสร้างไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จึงได้ปลูกสร้างอาคาร ซึ่งระหว่างที่ดำเนินการปลูกสร้างอาคารนั้นสามีโจทก์อยู่ด้วยตลอดและไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด เห็นว่า โจทก์นอกจากจะมีตัวโจทก์เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้วยังมีนายนิพนธ์เจ้าของที่ดินมาเบิกความสนับสนุนและมีนายสมปองกับนายยุทธพร เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท่าแซะซึ่งมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่ได้รับคำสั่งจากนายสมปองเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท่าแซะมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่ตัวจำเลยทั้งสองมาสาบานตนให้การเป็นพยานลอย ๆ และจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าการนำเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดตรวจสอบแนวเขตก่อนปลูกสร้างอาคารไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการ เพียงแต่นำมารังวัดเป็นการส่วนตัว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือและรับฟังได้มากกว่าคำสาบานตนให้การเป็นพยานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่จำนวน 16 ตารางวาตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.7 และล.8 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 197 ม. 198 ม. 199 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิตรา ทองพัฒน์
จำเลย — นาง สุดาหรือชยุดา สุนาถวนิชย์กุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340 -ที่ 4341/2545
#258725
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นจะไม่มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การหากโจทก์ไม่มีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลภายในกำหนดเช่นว่านั้น ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในป.วิ.พ. มาตรา 197 วรรคแรก (เดิม) แล้วผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีผลเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลาดังว่านั้น ก็เป็นผลทำให้ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกเสียจากสารบบความได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่แต่อย่างใด เหตุนี้การขออนุญาตยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 (เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อน ข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การยื่นคำให้การได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดหรือไม่เท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นศาลชั้นต้นย่อมอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรได้แต่ถ้าการขาดนัดนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม)

ส่วนปัญหาที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีนี้เป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยทั้งสองจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่ปรากฏตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น หาได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด ไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให็ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้

จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้ว โดยอาจอ้างเหตุที่หลงลืมเพราะจำเลยที่ 2 มีธุระส่วนตัวต้องรีบเดินทางไปประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ ไปดูแลพี่ชายซึ่งป่วยหนัก และติดต่อหาสถานที่ศึกษาให้แก่บุตรจึงไม่อาจยื่นคำให้การทันภายในกำหนดว่ามีเหตุผลอันสมควรได้ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มีทนายความในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีที่ตนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งนี้อยู่แล้วซึ่งจำเลยที่ 2 อาจติดต่อกับทนายความของตนเพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การหรืออาจขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยอ้างพฤติการณ์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้เอาในใส่ในการดำเนินการดังกล่าวหรือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้

แม้ปัญหาตามข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ จะมิใช่ประเด็นพิพาท เพราะจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเป็นประเด็นไว้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้อง และในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเช่นคดีนี้ จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะสาบานตนให้การเป็นพยานเอง และถามค้านพยานโจทก์ได้ ตามมาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งจำเลยทั้งสองได้สาบานตนให้การเป็นพยาน และถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4 / 2545)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามมิให้จำเลย (ที่ถูกจำเลยทั้งสอง) เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายและรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เป็นความบกพร่องของจำเลยทั้งสองเอง ขอให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง แล้วพิจารณาคดีต่อไป และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดง 2966/2539 ของศาลชั้นต้น หากสภาพบังคับไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า จำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าการขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 (เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อนหรือไม่ และที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อโจทก์มีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง ศาลชั้นต้นจะไม่มีคำสั่งนั้น หากโจทก์ไม่มีคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การมิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสองไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลภายในกำหนดเช่นว่านั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรก (เดิม) แล้ว ผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลาดังว่านั้น ก็เป็นผลทำให้ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกเสียจากสารบบความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคแรกและ วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่แต่อย่างใด เหตุนี้การขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 (เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อน ข้อเท็จจริงในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การยื่นคำให้การได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดหรือไม่เท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นศาลชั้นต้นย่อมอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรได้แต่ถ้าการขาดนัดนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคแรก และวรรคสอง (เดิม) ส่วนปัญหาว่าที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจะถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีนี้เป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้วซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยทั้งสองจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ปรากฏตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น หาได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 25 เมษายน 2539 และทางไต่สวนพยานของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 โดยรับไว้แทนจำเลยที่ 1 ด้วย แล้วหลงลืมไว้บนตู้สินค้าเนื่องจากต้องรับเดินทางไปจังหวัดชลบุรีเพื่อประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ แล้วเดินทางไปดูแลพี่ชายซึ่งป่วยหนักอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังต้องไปติดต่อหาสถานที่ศึกษาให้แก่บุตรและกลับมาถึงบ้านเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 จึงรีบติดต่อทนายความและทราบว่าพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว และจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าก่อนถูกฟ้องเป็นคดีนี้จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในคดีอาญาในข้อหาบุกรุก ในการดำเนินคดีอาญานั้นจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งทนายความให้มาดำเนินคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องคดีนี้โดยชอบแล้ว ไม่อาจอ้างเหตุที่หลงลืมเพราะจำเลยที่ 2 มีธุระส่วนตัวต้องทำจึงไม่อาจยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดว่ามีเหตุผลอันสมควรได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มีทนายความในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีที่ตนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งนี้อยู่แล้วซึ่งจำเลยที่ 2 อาจติดต่อกับทนายความของตนเพื่อยื่นคำให้การต่อสู้ได้ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การหรืออาจขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยอ้างพฤติการณ์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ในการดำเนินการดังกล่าวหรือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปเป็นข้อสุดท้ายว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์อันเป็นที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การจะถือว่าฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้ปัญหาตามข้อฎีกาดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจะมิใช่ประเด็นข้อพิพาท เพราะจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีเป็นประเด็นไว้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้อง และในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเช่นคดีนี้ จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะสาบานตนให้การเป็นพยานเอง และถามค้านพยานโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้สาบานตนให้การเป็นพยาน และถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่จำนวน 16 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2966/2539 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 197 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 198 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 198 วรรคสอง(เดิม) ม. 199 วรรคหนึ่ง(เดิม) ม. 199 วรรคสอง(เดิม) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิตรา ทองพัฒน์
จำเลย — นางสุดาหรือชยุดา สุนาถวนิชย์กุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายวิระ สุดแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2545
#49053
เปิดฉบับเต็ม

การโอนทรัพย์สินหรือขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดที่จะทำให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนหรือราคาเพิ่มขึ้นตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 65 ทวิ(4)จะต้องเป็นการโอนทรัพย์สินหรือขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรการที่โจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้มีส่วนในการส่งเสริมการขายของโจทก์ทำให้สินค้าของโจทก์รู้จักกันแพร่หลาย โจทก์มีรายได้และมีกำไรเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นการขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรการที่เจ้าพนักงานประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ

โจทก์ บริษัท ท. และบริษัท ร. ทำสัญญาเช่าและสัญญาการให้บริการสาธารณูปโภคกับบริษัท ส. ผู้ให้เช่าอาคาร โดยมีบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัท ท. และบริษัท ร. เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งความรับผิดตามสัญญาเช่าและสัญญาการให้บริการสาธารณูปโภคในระหว่างผู้เช่าด้วยกันโจทก์รับผิดเพียงหนึ่งในสามของค่าเช่าและค่าบริการต่าง ๆ มิใช่ต้องรับผิดทั้งหมดรายจ่ายส่วนที่โจทก์จ่ายแทนผู้เช่าอีก 2 บริษัท จึงเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี(13) ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่เจ้าพนักงานประเมินตัดรายจ่ายในส่วนนี้ออกสองในสามส่วนและประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ต.1/1041/2/100299 และที่ ต.1/1041/2/100301 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2536 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 12/2542/สภ.1 (กม.1) และเลขที่ 13/2542/สภ.1 (กม.1)ลงวันที่ 12 มกราคม 2542

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...การโอนทรัพย์สินหรือการขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดที่จะทำให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนหรือราคาเพิ่มขึ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ(4) จะต้องเป็นการโอนทรัพย์สินหรือขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรเมื่อได้ความตามคำพยานจำเลยว่าการประเมินราคาเพิ่มได้ทำโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์อื่นที่โจทก์ได้รับ และฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งว่า เหตุที่โจทก์ต้องขายสินค้าให้แก่ห้างเซ็นทรัลบางสาขาถูกกว่าการขายให้แก่ลูกค้าอื่นเพราะถ้าไม่ลดราคาให้เป็นพิเศษเช่นเดียวกับที่ผู้ขายรายเดิมเคยลดให้ห้างเซ็นทรัล ห้างเซ็นทรัลจะไม่ซื้อสินค้าโจทก์ ลูกค้าของห้างเซ็นทรัลเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโจทก์ ทำให้สินค้าของโจทก์แพร่หลายยิ่งขึ้นและห้างเซ็นทรัลจัดพื้นที่ให้โจทก์แสดงสินค้าในบริเวณที่ดีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นการที่โจทก์ขายสินค้าตามนโยบายเพิ่มส่วนลดให้แก่ลูกค้าบางรายทำให้โจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 50 ล้านบาทและมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังได้ความจากพยานจำเลยว่า โจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนเพียงอัตราร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็นำสืบว่าโจทก์ยังได้รับประโยชน์จากการที่โจทก์ได้รับเครดิตให้ชำระราคาแก่ผู้ผลิตภายใน 90 วัน แต่โจทก์ขายสินค้าโดยผู้ซื้อจะต้องชำระราคาแก่โจทก์ภายใน 30 ถึง 60 วัน ดังนั้น การที่โจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้มีส่วนในการส่งเสริมการขายของโจทก์ ทำให้สินค้าของโจทก์รู้จักกันแพร่หลาย โจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นมากและมีกำไรเพิ่มขึ้นจึงเป็นการขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 524,940.23 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และเพิ่มขึ้น 306,965.12 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อที่สองว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินมิให้โจทก์นำค่าเช่าและค่าบริการต่าง ๆ ที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่ามารวมคำนวณเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรสุทธิเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ ในประเด็นข้อนี้โจทก์มีนายศุภเกียรติ วรรธนะชีวะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการโจทก์และนายประเวศ อินทนนท์ หัวหน้าแผนกกฎหมายของบริษัทรอยัล ปอร์ซเลนจำกัด มาเบิกความว่า โจทก์ตั้งขึ้นมาเพื่อจำหน่ายสินค้าของบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัดและบริษัทสยามไฟน์ ไชน่า จำกัด และเนื่องจากโจทก์ประสงค์จะใช้พื้นที่อาคารสินธรเป็นสำนักงานและที่แสดงสินค้า แต่บริษัทสยามสินธรพร็อบเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าอาคารสินธรจะเพิ่มค่าเช่าสำหรับผู้เช่ารายใหม่ให้มากกว่าเดิม 1 เท่า โจทก์จึงต้องทำสัญญาเช่าและสัญญาการให้บริการสาธารณูปโภครวมกับผู้เช่าเดิมอีก 2 บริษัท คือบริษัท ที.จี.เซรามิค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์ตามสัญญาเช่าและสัญญาการให้บริการสาธารณูปโภค เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.8 โจทก์และผู้เช่าอีก 2 บริษัทดังกล่าวได้ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะเป็นผู้ใช้พื้นที่ที่เช่าทั้งหมดและจะรับผิดชอบในค่าเช่าและค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 353 ถึง 356 โจทก์ได้ใช้พื้นที่ที่เช่าทั้งหมดจึงเป็นผู้ออกค่าเช่าและค่าบริการทั้งหมด นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเสรี เหล่าสุขศรีงาม ผู้จัดการโครงการบริษัทสยามสินธร พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า บริษัทสยามสินธรพร็อบเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ให้เช่าอาคารสินธร ได้ออกใบเสร็จรับเงินระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ชำระค่าเช่าและค่าบริการสาธารณูปโภคแต่เพียงผู้เดียว เห็นว่า บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัท ที.จี. เซรามิค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน การจะเป็นจริงตามบันทึกข้อตกลงหรือไม่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นด้วย โจทก์นำสืบว่า ก่อตั้งบริษัทโจทก์มาเพื่อจำหน่ายสินค้าของบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด ดังนั้น ถ้าโจทก์จะใช้พื้นที่อาคารสินธรจัดแสดงสินค้าที่โจทก์จำหน่าย โดยปกติบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่อาคารสินธรจัดแสดงสินค้าของตนอีกต่อไป บริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด ทำบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่1 กุมภาพันธ์ 2533 ยอมให้โจทก์ใช้พื้นที่ที่เช่าทั้งหมด โดยโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด ดังนั้น นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปถ้ามีหนี้สินที่จะต้องชำระแก่ผู้ให้เช่า ในระหว่างผู้เช่าด้วยกันบริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัดย่อมเกี่ยงให้โจทก์ไปรับผิดต่อผู้ให้เช่าได้ แต่กลับปรากฏต่อมาว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2533 บริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด จ่ายเงินค่าประกันตามสัญญาเช่า 216,000 บาท แก่ผู้ให้เช่าตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 44 และ 45 นางศรีสุดา รามสูต เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีระดับ 5 เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบภาษีโจทก์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2536 พยานสอบถามนายศุภเกียรติว่าเหตุใดจึงนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเช่าทั้งหมดมาลงเป็นรายจ่ายของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวทั้ง ๆที่ตามสัญญาเช่ามีผู้เช่า3 บริษัท นายศุภเกียรติตอบไม่ได้ โจทก์เพิ่งส่งบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้เช่าด้วยกันให้แก่พยานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2536 หลังจากที่ไปให้ถ้อยคำหลายครั้ง พยานเคยถามผู้แทนโจทก์ถึงสินค้าที่วางในห้องแสดงสินค้า ผู้แทนโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสินค้านั้นเป็นของใครบ้าง จึงเป็นเรื่องผิดปกติที่นายศุภเกียรติซึ่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการโจทก์ไม่ทราบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2536 ว่ามีบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้เช่าด้วยกันและโจทก์เป็นผู้ใช้พื้นที่ที่เช่าทั้งหมด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ใช้พื้นที่ที่เช่าแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ความรับผิดจึงต้องถือตามสัญญาเช่าและสัญญาการให้บริการสาธารณูปโภค คือมีผู้เช่า 3 บริษัทในระหว่างผู้เช่าด้วยกัน โจทก์รับผิดเพียงหนึ่งในสามของค่าเช่าและค่าบริการต่าง ๆ มิใช่ต้องรับผิดทั้งหมด รายจ่ายส่วนที่โจทก์จ่ายแทนผู้เช่าอีก 2 บริษัท จึงเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่เจ้าพนักงานประเมินตัดรายจ่ายในส่วนนี้ออกสองในสามส่วนและประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อที่สามว่า รายจ่ายในการรับรองลูกค้า ค่าบัตรอวยพรและของขวัญเพื่อมอบให้แก่ลูกค้าจำนวน 16,916 บาทนั้น โจทก์ได้ชำระเงินเมื่อปลายปี 2532 แต่โจทก์ถือว่าเป็นรายจ่ายของปี 2533 เพราะเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์ของธุรกิจโจทก์ในปี 2533 โจทก์จึงนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 การที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามนั้นเป็นการไม่ชอบ เห็นว่าเมื่อโจทก์ยอมรับว่าเงินจำนวน 16,916 บาทนี้เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปเมื่อปลายปี2532 และโจทก์มิได้นำสืบให้ฟังได้ว่า โจทก์ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ดังนั้น การที่โจทก์นำรายจ่ายจำนวนนี้ไปลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะบัญชีปี2533 จึงเป็นรายจ่ายที่ควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี(9) การที่เจ้าพนักงานประเมินมิให้ถือว่ารายจ่ายจำนวนนี้เป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อที่สี่ว่า รายจ่ายจำนวน 98,174 บาทที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มนั้นไม่ชอบเพราะโจทก์ปรับปรุงบัญชีรายการซื้อให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โจทก์ปรับปรุงรายการดังกล่าวโดยสุจริต และเป็นรายการปรับปรุงที่มีจำนวนเล็กน้อยเพียงร้อยละ 0.0045 ของยอดซื้อเท่านั้น เห็นว่า แม้รายจ่ายดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับยอดซื้อทั้งหมดของโจทก์แล้วจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้ฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายไปจริง จึงเป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี(9) การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าการประเมินนอกจากเรื่องโจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดเป็นการประเมินที่ชอบแล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีให้ต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต. 1/1041/2/100299 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2536 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่12/2542/สภ.1 (กม.1) ลงวันที่ 12 มกราคม 2542 เฉพาะส่วนที่ประเมินว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้น 524,940.23 บาท โดยอ้างว่าโจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควร กับให้เพิกถนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต. 1/1041/2/100301 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2536 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 13/2542/สภ.1 (กม.1) ลงวันที่ 12 มกราคม 2542 เฉพาะส่วนที่ประเมินว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้น306,965.12 บาท โดยอ้างว่าโจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่มีเหตุอันสมควร นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เทเบิ้ลท็อพ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4329/2545
#109429
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกหรือไม่ ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ไม่ใช่พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลและโจทก์เมื่อศาลรับคำฟ้องแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลแขวงไว้แล้ว ระหว่างส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้แก่จำเลย โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยข้อหาเดียวกันต่อศาลอาญา ฟ้องคดีหลังของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์บ้านเมือง หนังสือพิมพ์ข่าวสดและหนังสือพิมพ์อื่น ๆ อีกหลายฉบับซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 326, 328, 332 กับขอให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์บ้านเมือง มีกำหนดฉบับละ 7 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 302/2542 ของศาลแขวงพระนครเหนือหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองกรรมเดียวกันนี้ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ คือ คดีหมายเลขดำที่ 302/2542 คดีอยู่ระหว่างศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง และส่งหมายนัดให้แก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 24 เดือนเดียวกัน โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ดังนั้นโจทก์จึงฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่คดีหมายเลขดำที่ 302/2545 อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแขวงพระนครเหนือ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 302/2542 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่โจทก์ฎีกาว่า กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้อนได้จะต้องเป็นการยื่นฟ้องหลังจากคำสั่งประทับฟ้องคดีแรกแล้ว เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว?" นั้น เห็นว่า กรณีจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) หาใช่พิจารณาตามมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลและโจทก์เมื่อศาลรับคำฟ้องแล้วไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัฒน์ อุตตะโมต
จำเลย — นางคมคาย พลบุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุนพ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4322/2545
#45740
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นให้ทำหนังสือรายงานพฤติการณ์ของทนายโจทก์ไปยังสภาทนายความเพื่อพิจารณานั้น เป็นคำสั่งที่มิได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคดีที่ฟ้องร้องกัน ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจในการสั่งให้รายงานพฤติการณ์ของทนายความต่อสภาทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความฯ ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ทนายโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาและพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ในส่วนพฤติการณ์ที่โจทก์ยื่นฟ้องและนำจำเลยมาเพื่อทำยอมในวันนี้มีพฤติการณ์ในการกระทำโดยเร่งรัด ส่อไปในทางใช้ศาลเป็นเครื่องมือ ซึ่งอาจได้รับการให้คำแนะนำหารือจากทนายความโจทก์หรือนายกิตติศักดิ์ กิจกุลนำชัย ซึ่งประกอบอาชีพทนายความเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยวิชาชีพกฎหมาย จึงให้ทำหนังสือรายงานพฤติการณ์ของทนายโจทก์ และนายกิตติศักดิ์ไปยังสภาทนายความเพื่อพิจารณาต่อไป

ทนายโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลเป็นเรื่องที่ใช้ดุลพินิจในการสั่งให้รายงานพฤติการณ์ของทนายต่อสภาทนายความผู้มีหน้าที่ดูแลจริยธรรมของทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความไม่เกี่ยวข้องกับคดีความจึงไม่รับอุทธรณ์

ทนายโจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของทนายโจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นให้รายงานพฤติการณ์ของทนายโจทก์และนายกิตติศักดิ์ กิจกุลนำชัย ทนายความไปยังสภาทนายความเพื่อพิจารณาเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับพฤติการณ์ของทนายความในการดำเนินคดีไม่เกี่ยวกับคดีความของลูกความ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของทนายโจทก์ชอบแล้วให้ยกคำร้อง

ทนายโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลชั้นต้นให้ทำหนังสือรายงานพฤติการณ์ของทนายโจทก์และนายกิตติศักดิ์ไปยังสภาทนายความเพื่อพิจารณาต่อไปนั้นเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคดีที่ฟ้องร้องกัน ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการสั่งให้รายงานพฤติการณ์ของทนายความต่อสภาทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ ทนายโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของทนายโจทก์ชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของทนายโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลินี เสลานนท์
จำเลย — นางมยุรีย์ สำราญจิตต์หรือบินชัย
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2545
#46540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุพยานไว้ 30 อันดับ เป็นพยานนำเกือบทั้งหมด เอกสารบางอย่างเห็นชัดว่าน่าจะมิได้มีอยู่ที่โจทก์จะต้องติดตามมาซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร คดีของโจทก์มีทุนทรัพย์สูง โจทก์นำสืบทนายความของโจทก์ไปแล้ว 1 ปาก ยังมิได้อ้างส่งเอกสาร เอกสาร 25 อันดับตามบัญชีระบุพยานเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ในการสืบพยานบุคคลของโจทก์ 3 ปาก ที่เหลืออยู่ เหตุที่อ้างมาตามคำร้องว่ายังขัดข้องในเรื่องเอกสารซึ่งมีจำนวนมากยังได้มาไม่ครบนั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้โจทก์ยังไม่สามารถสืบพยานบุคคลที่เหลืออยู่ได้ โจทก์เพิ่งจะขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สองและจำเลยทั้งสี่รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน สมควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้เลื่อนคดีไปก่อนได้อีกครั้งหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มและค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเวนคืนรวมเป็นเงินจำนวน 16,375,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนการสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน และให้จำเลยทั้งสี่นำพยานเข้าสืบจนเสร็จ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 และยื่นบัญชีระบุพยานไว้ 30 อันดับ ที่ต้องขอหมายเรียกมีอันดับเดียวคืออันดับที่ 15 นอกนั้นเป็นพยานนำ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 20 เมษายน 2542 แต่ไม่สามารถสืบพยานโจทก์ได้ เนื่องจากยังไม่ทราบผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสี่ จึงเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 16กรกฎาคม 2542 เมื่อถึงวันนัดทนายความของโจทก์ขอเลื่อนคดีอ้างว่าโจทก์ไปต่างประเทศกลับมาไม่ทัน ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้และอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 7 ธันวาคม 2542 ถึงวันนัดทนายความของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์จนจบปากแล้วขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ต่อในวันที่ 15 มีนาคม 2543 แต่เมื่อถึงวันนัด ทนายความของโจทก์มอบให้ผู้รับมอบฉันทะนำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่น อ้างว่าเอกสารที่จะนำมาอ้างมีจำนวนมาก พยายามติดต่อขอแล้ว ยังได้มาไม่ครบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานที่เหลือต่อไป โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านไว้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 หลังจากศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยทั้งสี่เสร็จและพิพากษาคดีแล้ว ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2543 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีของศาลชั้นต้นดังกล่าวศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานที่เหลือดังกล่าวชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามคำร้องของโจทก์กล่าวอ้างไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์ประสงค์จะอ้างเอกสารต่าง ๆ ทั้งที่อยู่กับส่วนราชการและเอกชน การอ้างเอกสารของโจทก์ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอหมายเรียกจากศาล โจทก์ประสงค์จะนำมาเสนอศาลด้วยตนเองเป็นพยานนำเกือบทั้งสิ้น บางส่วนโจทก์ขอมาได้แล้ว แต่บางส่วนยังขอมาไม่ได้ซึ่งจะต้องนำสืบเชื่อมโยงกัน โจทก์ยังสืบพยานประกอบอยู่ ยังไม่ได้สืบตัวโจทก์ คดีโจทก์มีทุนทรัพย์สิบหกล้านบาทเศษ การสืบพยานต้องทำอย่างรัดกุม การเลื่อนคดีเพื่อรอเอกสารของโจทก์มีเหตุผลสมควรอนุญาตนั้น เห็นว่า โจทก์ระบุพยานไว้ 30 อันดับ เป็นพยานบุคคล 4 อันดับ ภาพถ่าย 1 อันดับ นอกนั้นอีก 25 อันดับ เป็นพยานเอกสาร ซึ่งโจทก์ระบุเป็นพยานนำเกือบทั้งหมด ที่ระบุว่าจะขอหมายเรียกมีอยู่อันดับเดียว เอกสารบางอย่างเห็นชัดว่าน่าจะมิได้มีอยู่ที่โจทก์ จะต้องติดตามมาซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร คดีของโจทก์มีทุนทรัพย์สูงถึงสิบหกล้านบาทเศษ โจทก์นำสืบทนายความของโจทก์ไปแล้ว 1 ปากโดยยังมิได้อ้างส่งเอกสาร เอกสาร 25 อันดับ ตามบัญชีระบุพยานเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ในการสืบพยานบุคคลของโจทก์ 3 ปาก ที่เหลืออยู่ เหตุที่อ้างมาตามคำร้องว่ายังขัดข้องในเรื่องเอกสารซึ่งมีจำนวนมากยังได้มาไม่ครบนั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้โจทก์ยังไม่สามารถสืบพยานบุคคลที่เหลืออยู่ได้ โจทก์เพิ่งจะขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สองและจำเลยทั้งสี่รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน สมควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้เลื่อนคดีไปก่อน อย่างน้อยก็อีกสักครั้งหนึ่งโดยกำชับโจทก์ไว้ด้วยในเรื่องการตัดพยาน ยังไม่สมควรจะด่วนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีพร้อมกับถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานที่เหลืออีกต่อไป ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดพยานของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถสืบพยานที่เหลือได้อีกเลย รวมทั้งตัวโจทก์ซึ่งเป็นพยานสำคัญ คดีจึงมีแต่พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่สมบูรณ์พร้อมอยู่ฝ่ายเดียวทั้ง ๆ ที่โจทก์ยังสามารถสืบพยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 และการดำเนินกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นเสีย ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วีรวร สีมาชัยบวร
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4313/2545
#46539
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียวจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17ประกอบด้วยมาตรา 25(5) โดยผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7(5) 26, 76, 102 และริบของกลาง กับนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7(5), 26, 76, 102 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3136/2544 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบด้วยมาตรา 25(5) โดยผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าวมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 208
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง นันทา สุจริต
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4312/2545
#45301
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินมิได้กำหนดอายุความโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164(เดิม) และตามมาตรา 169(เดิม)บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป" เมื่อสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนแรกภายในวันที่30 พฤศจิกายน 2527 การที่จำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เลยจึงเป็นการผิดสัญญาซึ่งสัญญากู้เงินข้อ 6 ระบุว่า โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยได้ ถือได้ว่า ระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2527 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 49,000 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2528 โดยจำเลยที่ 1 รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดชำระถึงวันฟ้องเพียง 5 ปี เป็นเงิน18,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 67,375 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 49,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่คำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 18,375 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 6) พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 49,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ทุกเดือน กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2528 ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หลังจากกู้ยืมเงินแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การกู้ยืมเงินมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (เดิม) (มาตรา 193/30 ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา 169(เดิม) (มาตรา 193/12 ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ..." ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2527การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เลย จึงเป็นการผิดสัญญา ซึ่งสัญญากู้เงินข้อ 6 ระบุว่าโจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยได้ ถือได้ว่าระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2527 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญาอายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164 เดิม ม. 169 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญชุม กาละ
จำเลย — นาย มนัส พลมั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4312/2545
#99693
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30 ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12 ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป?" เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก คือ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2527 จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและประพฤติผิดสัญญากู้เงิน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2527 โดยไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดชำระต้นเงินคืน อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 นับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2527 ถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๑ รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่เคยชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยกู้ยืมเงินและไม่เคยทำสัญญากู้กับโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๙,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่คำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๙) (ที่ถูกคือ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘) ไม่เกิน ๑๘,๓๗๕ บาท กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ (ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ) พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีการวม ๒,๘๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๔๙,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ทุกเดือน กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๘ หลังจากกู้ยืมเงินแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การกู้ยืมเงินมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ (เดิม) (มาตรา ๑๙๓/๓๐ ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา ๑๖๙ (เดิม) (มาตรา ๑๙๓/๑๒ ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป?" ตามสัญญาเงินกู้กำหนดให้จำเลยที่ ๑ จะต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เลย จึงเป็นการผิดสัญญา ซึ่งสัญญากู้เงินข้อ ๖ ระบุว่า โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยได้ ถือได้ว่าระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ อายุความนั้นเกิน ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 (158 ม. 193/12 (16 ม. 193/30 (16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญชุม กาละ
1 — นายมนัส พลมั่น ที่
จำเลย — นางออน พลมั่น ที่ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายวัชรินทร์ สงห้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4309/2545
#45300
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในผลแห่งละเมิดของ ค. ซึ่งเป็นลูกจ้างอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดเสียแล้ว ก็ไม่มีหนี้ที่จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์โดยอ้างว่าต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ ค. ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการพิพากษานอกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน ม-2905 เชียงราย จากนายอนิรุทธิ์ เงินคำ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2541 เวลา 19 นาฬิกาซึ่งอยู่ในระหว่างอายุคุ้มครองตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ-4447 เชียงราย ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยจำเลยที่ 1 ได้ขับรถถอยหลังชนรถคันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 12,300 บาท จำเลยที่ 1ต้องรับผิดในฐานผู้ทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 12,915 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 12,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ในวันเกิดเหตุหลังเลิกงานจำเลยที่ 1 ทราบว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายคำน้อย แสงวิชัย เป็นผู้ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แต่เนื่องจากนายคำน้อยไม่มีใบอนุญาตขับรถพนักงานของโจทก์จึงแนะนำให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในบันทึกยอมรับผิดแทนนายคำน้อย โดยอ้างว่าเพื่อจะได้นำไปเป็นหลักฐานประกอบการขออนุมัติสั่งซ่อมรถคันที่เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงยอมลงชื่อในบันทึกความรับผิดดังกล่าวโดยที่ตนเองมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จริง แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาหลังเลิกงานแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงหาจำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน ม-2905 เชียงราย จากนายอนิรุทธิ์ เงินคำ มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ-4447 เชียงราย และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 กับนายคำน้อย แสงวิชัย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2541 เวลา 19 นาฬิกา นายคำน้อยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ-4447 เชียงราย ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อถอยหลังชนรถตู้โดยสารที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเหตุให้กันชนหน้า ไฟส่องสว่างด้านซ้าย ไฟเลี้ยวด้านซ้าย และกระจกหน้ารถดังกล่าวได้รับความเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามายอมรับว่าเป็นความผิดของตน พร้อมกับตกลงทำบันทึกยอมรับผิดไว้ต่อพนักงานโจทก์ โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันแล้ว โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันมาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินไป

พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงหลุดพ้นความรับผิดไปด้วย แม้นายคำน้อยเป็นบุคคลภายนอกจะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้กระทำละเมิดก็เป็นเรื่องนอกคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสอง คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่นายคำน้อย ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อีกคนหนึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในผลแห่งละเมิดของนายคำน้อย ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เสียแล้ว ก็ไม่มีหนี้ที่จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์โดยอ้างว่าต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่นายคำน้อยซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 นั้น จึงเป็นการพิพากษานอกฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย จำลอง กำสอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4309/2545
#99769
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ ค. ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อีกคนหนึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในผลแห่งละเมิดของ ค. ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้อง รับผิดต่อโจทก์เสียแล้ว ก็ไม่มีหนี้ที่จะให้จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดของ ค. จึงเป็นการพิพากษานอกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารจากผู้มีชื่อ ระหว่างอยู่ในอายุคุ้มครองตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์กระบะไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ได้ขับรถถอยหลังด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถคันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 12,300 บาท จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานะผู้ทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะนายจ้าง หรือตัวการของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 12,915 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 12,300 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ทราบว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายคำน้อย แสงวิชัย เป็นผู้ขับได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แต่เนื่องจากนายคำน้อย ไม่มีใบอนุญาตขับรถ จำเลยที่ 1 จึงลงชื่อในบันทึกยอมรับผิดแทนตามคำแนะนำของพนักงานของโจทก์ ที่อ้างว่าเพื่อเป็นหลักฐานในการอนุมัติสั่งซ่อมรถคันที่เสียหาย จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 จริง แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาหลังเลิกงานแล้ว จึงมิใช่การกระทำในทางการที่จ้าง ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และค่าเสียหายของโจทก์หากมีก็ไม่เกินจำนวน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่นายคำน้อยลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อีกคนหนึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในผลแห่งละเมิดของนายคำน้อยดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหนี้ที่จะร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์โดยอ้างว่าต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของนายคำน้อยนั้นจึงเป็นการพิพากษานอกฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายจำลอง ก๋าสอน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2545
#45739
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ชวนผู้เสียหายที่ 1 ค. และ ซ. ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเที่ยว จำเลยที่ 1 มาพบระหว่างทาง จึงตามไปด้วย โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ชักชวนหรือให้ ค. ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยว โจทก์มีแต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเท่านั้นว่าร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงพยานบอกเล่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277,317 นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1570/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสามประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 6 เดือน ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1570/2542 ของศาลชั้นต้นนั้นคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เด็กหญิง ค. และเด็กหญิง ซ. พยานโจทก์ว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2ชวนพยานทั้งสามไปเที่ยวโดยผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ค. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของชายคู่แฝดคนหนึ่ง ส่วนเด็กหญิง ซ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 มุ่งหน้าไปยังอำเภอควนกาหลง รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายตามไม่ทันจึงจอดอยู่ที่บริเวณสะพานคอนกรีตใกล้ที่ว่าการอำเภอควนกาหลงนานประมาณ 30 นาทีจำเลยที่ 1 กับพวกมาพบผู้เสียหายที่ 1 กับพวก เมื่อรอแล้วจำเลยที่ 2 ไม่มา ชายคู่แฝดจึงขับรถจักรยานยนต์ตามไปที่ขนำซึ่งอยู่ในสวนยางพารา จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถตามไปด้วย ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ค. พบเด็กหญิง ซ. เดินลงมาจากขนำ ผู้เสียหายที่ 1 จึงชวนกลับบ้าน แต่เด็กหญิง ซ. ลืมนาฬิกาข้อมือและกระเป๋าสตางค์ไว้บนขนำและชวนผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ค. ไปค้นหา เมื่อไปถึงจำเลยที่ 1 กระชากผู้เสียหายที่ 1เข้าไปในห้องแล้วใช้กำลังทำร้ายและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้งเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 กับพวกพาผู้เสียหายที่ 1เด็กหญิง ค. และ เด็กหญิง ซ. ไปเที่ยว แล้วจำเลยที่ 1 มาพบระหว่างทางจึงตามไปด้วยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนหรือให้เด็กหญิง ค. ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยว โจทก์ คงมีแต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเท่านั้นว่าร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1ดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1ในความผิดข้อหาดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ป.วิ.พ. ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย สมนึก มากหนู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2545
#46131
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหายจึงฉุดผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายทันที แม้การที่จำเลยกระทำชำเราจะเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วย และการกระทำของจำเลยมีลักษณะต่อเนื่องกัน แต่การที่จำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปในป่าข้างทางเป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลยโดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา อันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ถึงแม้ป่าซึ่งจำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปกระทำชำเราจะอยู่ไม่ไกลจากทางเดินที่ผู้เสียหายเดินอยู่ก่อนมากนักก็ถือได้ว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก อีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายฉุดลากเด็กหญิงกิ่งกาญจน์ พันเดชผู้เสียหายอายุ 10 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยา โดยใช้กำลังประทุษร้ายเอามะนาวยัดปากใช้ผ้ารัดปิดปาก และใช้เชือกมัดแขนและขาของผู้เสียหายจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคสอง, 284

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 227 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 277 วรรคสอง), 284 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 12 ปีฐานพาเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 15 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก คงลงโทษจำคุกจำเลย 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แล้วมิใช่ไม่เป็นความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหายจึงตัดสินใจเข้าฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายทันทีนั้น แม้การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจะเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วย และการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การที่จำเลยฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางที่เกิดเหตุ เป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลย โดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา อันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ดังนั้นถึงแม้ป่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปกระทำชำเราจะอยู่ไม่ไกลจากทางเดินที่ผู้เสียหายเดินอยู่ก่อนมากนักก็ถือได้ว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นบริเวณเดียวกันไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก อีกกรรมหนึ่ง จำคุก 3 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย วุฒิไกร พวงศรี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2545
#46538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงตัดสินใจเข้าฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายทันที แม้การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจะเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วย และการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ต่อเนื่องกัน ก็ตาม แต่การที่จำเลยฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางที่เกิดเหตุ เป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลย โดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเราอันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายดังนั้น ถึงแม้ป่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปกระทำชำเราจะอยู่ไม่ไกลจากทางเดินที่ผู้เสียหายเดินอยู่ก่อนมากนัก ก็ถือได้ว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรกแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277วรรคสอง, 284

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 277 วรรคสอง), 284 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 12 ปี ฐานพาเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 15 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก คงลงโทษจำคุกจำเลย 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้พาผู้เสียหายซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุยังไม่เกิน 13 ปี เข้าไปในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นผู้เสียหายไปบอกนายบุญจันทร์ซึ่งเป็นตาของผู้เสียหายให้ทราบว่าถูกจำเลยกระทำชำเรา นายบุญจันทร์จึงไปแจ้งแก่นายวานิชกำนันให้ทราบเรื่อง นายบุญจันทร์ได้เรียกจำเลยมาสอบถามและในที่สุดจำเลยกับนายบุญจันทร์ทำบันทึกกันไว้ว่า จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงิน 7,000 บาท ต่อมานางอรทัยมารดาของผู้เสียหายทราบเรื่อง จึงได้นำผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นางสาวบังอร นายบุญจันทร์ นายวานิช นางสาวรัศมีนายปรีชา และนางอรทัย พยานโจทก์ต่างล้วนเป็นพยานบอกเล่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย เพียงแต่ได้ทราบจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเราดังเช่นที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่คำเบิกความของพยานบอกเล่าของโจทก์ดังกล่าวนี้ก็มิใช่จะไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเสียเลยแต่ประการใด เพราะลักษณะการกระทำผิดเช่นนี้ก็เป็นการยากที่จะได้มีผู้อยู่รู้เห็นในขณะที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย เป็นเรื่องที่จำเลยและผู้เสียหายเท่านั้นที่จะรู้เห็นด้วยกัน พยานบอกเล่าของโจทก์ที่จำเลยฎีกาอ้างถึงนั้น ย่อมเป็นพยานแวดล้อมที่จะสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้รับฟังได้หรือไม่ว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเราจริง โดยเฉพาะนางสาวบังอรที่เห็นจำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปในที่เกิดเหตุและได้ไปบอกนางถนอมยายของผู้เสียหายให้ทราบเรื่องแล้วพากันกลับไปยังที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายออกจากที่เกิดเหตุมาแล้วนางสาวบังอรเบิกความว่า ผู้เสียหายบอกว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้เสียหายบอกให้นางสาวบังอรทราบเรื่องทันที หลังจากนั้นทั้งนางสาวบังอรและผู้เสียหายเบิกความต้องกันว่าไปบอกให้นายบุญจันทร์ตาของผู้เสียหายทราบ นายบุญจันทร์เบิกความรับว่าเมื่อทราบเรื่องได้ตามหาจำเลยไม่พบ จึงไปแจ้งแก่นายวานิชกำนันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งนายวานิชก็เบิกความว่าขณะอยู่บ้านเวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายบุญจันทร์มาแจ้งว่าผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายที่ว่าในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 19.55 นาฬิกา ผู้เสียหายและนางสาวบังอรออกจากบ้านไปดูภาพยนตร์ที่กลางหมู่บ้าน ต่อมาจึงได้พบกับจำเลยและเกิดเหตุขึ้นแล้ว ยิ่งเห็นได้ว่านายวานิชได้รับแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นจากนายบุญจันทร์หลังเกิดเหตุไม่นานแม้เมื่อนายวานิชรับแจ้งเหตุจากนายบุญจันทร์ดังกล่าวนั้นผู้เสียหายมิได้มาอยู่ด้วยให้นายวานิชสอบถามก็ตาม แต่นายวานิชได้เบิกความอีกว่าในวันรุ่งขึ้นได้เรียกจำเลย ผู้เสียหาย นายบุญจันทร์และนางถนอมไปพบเพื่อสอบถามจำเลยรับว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายจริง ที่ทำไปเนื่องจากจำเลยมึนเมา ซึ่งบันทึกที่จำเลยทำขึ้นเพื่อรับผิดยอมชำระค่าเสียหายให้นายบุญจันทร์ จำเลยก็มิได้เบิกความว่าถูกบังคับให้ทำขึ้นแต่อย่างใด คงเบิกความถึงเหตุที่ทำเพียงว่าต้องการทำให้เสร็จเรื่องตามความประสงค์ของฝ่ายผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยต้องรีบเดินทางไปกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งหากจำเลยมิได้กระทำชำเราผู้เสียหายแล้วก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องยอมทำบันทึกและชำระเงินให้แก่นายบุญจันทร์ตาของผู้เสียหาย ทั้งนายบุญจันทร์ก็เป็นญาติกับจำเลย โดยเฉพาะนายวานิชเป็นกำนันไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายใดยิ่งไม่มีเหตุที่จะให้ระแวงสงสัยว่าจะร่วมมือปรักปรำจำเลย การที่นายวานิชรับแจ้งเรื่องจากนางถนอมก็ด้วยฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่เท่านั้น นอกจากนี้ภายหลังเมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งความแล้วได้ส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย นายแพทย์เมืองทอง เสถียรศักดิ์พงษ์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายก็เบิกความว่า ตรวจร่างกายภายนอกพบมีรอยฟกช้ำที่บริเวณขาหนีบหลายแห่ง ตรวจภายในช่องคลอดพบบาดแผลฉีกขาดบริเวณปากช่องคลอดจึงทำให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายได้ถูกร่วมประเวณีมาแล้วจึงเกิดมีรอยบาดแผลฉีกขาดบริเวณปากช่องคลอด การที่จำเลยฎีกาว่า จากการตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอดของผู้เสียหายนั้น ก็มิได้หมายความว่าผู้เสียหายจะมิได้ถูกร่วมประเวณีแต่อย่างใด เพราะตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายหลังเกิดเหตุถึง 10 วัน ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำชำเราผู้เสียหายด้วยเช่นนี้ พฤติการณ์จึงมีเหตุเชื่อได้ว่าที่ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยกระทำชำเราในคืนเกิดเหตุเป็นการเบิกความไปตามความจริง มิได้มีเหตุจูงใจที่จะกล่าวหาปรักปรำจำเลยที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้ลงโทษจำเลยต้องกันมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แล้ว มิใช่ไม่เป็นความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงตัดสินใจเข้าฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายทันทีนั้น แม้การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจะเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วย และการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การที่จำเลยฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางที่เกิดเหตุ เป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลย โดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา อันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้ว ต่างหากจากการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ดังนั้น ถึงแม้ป่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปกระทำชำเราจะอยู่ไม่ไกลจากทางเดินที่ผู้เสียหายเดินอยู่ก่อนมากนักก็ถือได้ว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นบริเวณเดียวกันไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก อีกกรรมหนึ่ง จำคุก 3 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91 ม. 277 วรรคสอง ม. 284 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย วุฒิไกร พวงศรี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2545
#99854
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฉุดผู้เสียหายออกจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น แม้การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจะเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วย และมีลักษณะเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การที่จำเลยฉุดตัวผู้เสียหายออกจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางที่เกิดเหตุเป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลย โดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา อันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 2 กระทง คือความผิดฐานพาหญิงไปเพื่ออนาจารกระทงหนึ่งและเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๗๗ วรรคสอง, ๒๘๔

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง), ๒๘๔ วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๓ ปี จำคุก ๑๒ ปี ฐานพาเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจารจำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๑๕ ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๐ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก คงลงโทษจำคุกจำเลย ๘ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยฉุดผู้เสียหายเข้าไปในป่าทีเกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก แล้ว มิใช่เป็นความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงตัดสินใจเข้าฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางบริเวณที่เกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายทันทีนั้น แม้การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจะเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายด้วย และการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ต่อเนื่องกันก็ตาม แต่การที่จำเลยฉุดตัวผู้เสียหายจากทางเดินเข้าไปในป่าข้างทางที่เกิดเหตุ เป็นการแสดงเจตนาส่วนหนึ่งของจำเลย โดยมีเหตุจูงใจที่จะนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา อันเป็นการกระทำส่วนหนึ่งที่สำเร็จไปแล้วต่างหากจากการที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ดังนั้นถึงแม้ป่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยกระทำชำเราจะอยู่ไม่ไกลจากทางเดินที่ผู้เสียหายเดินอยู่ก่อนฉุดผู้เสียหายเข้าไปมากนัก ก็ถือได้ว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นบริเวณเดียวกัน ไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารอีกกรรมหนึ่งนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก อีกกรรมหนึ่ง จำคุก ๓ ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี รวมเป็นจำคุก ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 284 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายวุฒิไกร พวงศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายฤทธิรงค์ สมอุดร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา