คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4282/2545
#46537
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำแถลงขอคัดคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าวันก่อนครบกำหนดอุทธรณ์และเพิ่งมาทราบผลคำพิพากษาโดยย่อหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว 1 เดือน ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษที่อ้างเพื่อขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ได้เท่านั้น แต่มิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่สามารถมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แม้ฎีกาของจำเลยจะเป็นสาระแก่คดีแต่ก็ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากวันที่ 7 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน105,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำแถลงขอคัดสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2543 จนกระทั่งบัดนี้จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำพิพากษา และจากการติดตามทุกสัปดาห์ก็ยังไม่อาจทราบเหตุและผลคำพิพากษา ครั้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 จำเลยตรวจสอบจากคอมพิวเตอร์จึงทราบว่าจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี การที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนหน้านี้เพราะเหตุดังกล่าวอันเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นคำแถลงขอคัดคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าหลายวันก่อนครบกำหนดอุทธรณ์และเพิ่งทราบผลคำพิพากษาโดยย่อเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 แม้ในวันที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก็ยังมิได้รับสำเนาคำพิพากษาซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ไม่อาจจัดทำอุทธรณ์ได้เป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 นั้น ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า ข้ออ้างดังกล่าวถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ได้เท่านั้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่สามารถมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ฎีกาของจำเลยไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองได้ จึงเป็นฎีกาที่เป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ รุ่งโรจน์วิทยกุล
จำเลย — นาย กมลพันธ์ ชูศรีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4278/2545
#46536
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยคืนเช็คที่โจทก์ชำระค่างวดตามสัญญาแก่โจทก์ ทั้งที่โจทก์ยืนยันว่ามีเงินจ่ายตามเช็ค ก็เพราะเหตุที่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ระยะเวลาการก่อสร้างจึงต้องตกอยู่ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยไม่จำต้องกำหนดเวลาให้จำเลยอีก จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับไว้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่เวลาที่รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองคริสตัลเฮ้าส์กับจำเลย โจทก์ชำระเงินค่าจองในวันทำสัญญากับผ่อนชำระรายงวดบางส่วนให้แก่จำเลยแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,067,500 บาท แต่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,377,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,067,500 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,067,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับเรียกดอกเบี้ยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้โดยละเอียดซึ่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชัดเจนแล้วโดยเฉพาะข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วฟังว่า การที่จำเลยคืนเช็คที่โจทก์ชำระค่างวดตามสัญญาประจำงวดที่ 37, 38 และ 39 แก่โจทก์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ยืนยันว่ามีเงินจ่ายตามเช็คแน่นอน ก็เพราะเหตุที่จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ซึ่งจะเห็นได้จากการที่จำเลยแถลงรับก่อนที่ศาลชั้นต้นจะออกไปเผชิญสืบตามคำขอของโจทก์ว่า จำเลยยังก่อสร้างอาคารให้แก่โจทก์ไม่แล้วเสร็จ ศาลชั้นต้นจึงงดการเผชิญสืบเช่นนี้ ระยะเวลาการก่อสร้างจึงต้องตกอยู่ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 24 เดือนนับแต่วันทำสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยอีก จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับไว้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่เวลาที่รับไว้และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาอีกนั้น ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีแต่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อภิสิทธิ์ เหลืองสุขวิริยะ
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276/2545
#45299
เปิดฉบับเต็ม

แม้มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้จะมาจากเหตุที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่นเดียวกัน แต่คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาคือรื้อถอนอาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 โดยที่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา ศาลพิพากษาว่าการที่จำเลยก่อสร้างอาคารเพิ่มจาก 27 เป็น 30 ชั้นนั้น จำเลยผิดสัญญาจริง แต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยรื้อได้ เช่นนี้ เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาได้ จึงได้บอกเลิกสัญญาและขอบังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลย แม้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องในคดีนี้ จะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนแต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะบอกเลิกสัญญา เพราะหากในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ไม่มีเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาและมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกัน เพราะในคดีก่อนมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขอบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้หรือไม่ แต่ในคดีนี้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกเงินคืนและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยเมืองทองธานีจากจำเลย ชื่ออาคารเจนีวาคอนโดมิเนียมทาวเวอร์ ชั้นที่ 14 ห้องชุดเลขที่ เอ พื้นที่ประมาณ 86.5 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในราคา 2,054,023.50 บาท โดยจำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารสูง 27 ชั้น พร้อมสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้อาศัย และสัญญาว่าจะติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากในแต่ละห้องชุดและร้านค้าเพื่อคิดค่าน้ำประปาตามจำนวนที่ใช้จริง หลังทำสัญญาแล้วโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งสิ้น 821,602 บาท แต่จำเลยกลับปฏิบัติผิดสัญญาก่อสร้างอาคารชุดถึง 30 ชั้น โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบและมิได้สร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นตามส่วนแต่อย่างใด การเพิ่มชั้นมากขึ้นดังกล่าวทำให้มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในอาคารชุดเพิ่มขึ้นมีผลทำให้กรรมสิทธิ์ในส่วนกลางของโจทก์ลดลง และจะมีผู้ร่วมใช้สาธารณูปโภคเพิ่มมากขึ้น ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับความสะดวกสบายในการใช้สาธารณูปโภคดังกล่าว จากการผิดสัญญาดังกล่าวทำให้จำเลยได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการขายห้องชุดอีก 3 ชั้น โดยไม่ต้องลงทุนก่อสร้างฐานรากและสาธารณูปโภคใด ๆ เพิ่มเติมอีก อันเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค โดยหวังแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น นอกจากนี้จำเลยยังไม่ยอมติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากของแต่ละห้องชุด ทำให้ผู้ใช้น้ำแต่ละรายไม่สามารถเสียค่าน้ำประปาตามจำนวนที่ใช้จริงได้ ค่าน้ำประปาจึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของร่วมทุกคนต้องเฉลี่ยกันออกโดยไม่คำนึงว่าใครจะใช้น้ำมากหรือน้อย อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาโดยให้รื้อถอนอาคารชุดที่ก่อสร้างเพิ่มเติม ชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ออกเสีย และให้จำเลยติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากในแต่ละห้องชุดและร้านค้า ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4495/2540 วินิจฉัยว่า "เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยก่อสร้างอาคารสูงกว่าที่ตกลงกันไว้อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้เท่านั้น โจทก์หามีสิทธิบังคับจำเลยให้รื้อถอนอาคารชั้น 28 ถึงชั้นที่ 30 ไม่ ส่วนเรื่องมิเตอร์น้ำประปานั้นให้จำเลยติดตั้งให้แก่โจทก์ตามสัญญา" ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงไม่ประสงค์จะทำสัญญากับจำเลยอีกต่อไป จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอเงินที่โจทก์ชำระให้แล้ว821,602 บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละงวด นับแต่วันที่ชำระจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 421,849.12 บาท และขอคิดค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์อันพึงได้จากมูลค่าห้องชุดที่เพิ่มขึ้นอีก 500,000 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,743,450.12 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,321,602 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำเพราะโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารชุดดังกล่าวชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 และให้แยกติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาในแต่ละห้องชุดแล้ว ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4495/2540 เพราะสิทธิของโจทก์ตามข้อกล่าวอ้างในคดีนี้เกิดมีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องคดีก่อนเพราะคดีก่อนโจทก์ก็ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วจึงฟ้องคดีทั้งคำขอในคดีนี้ของโจทก์ก็มีอยู่แล้วในขณะฟ้องคดีก่อนและโจทก์สามารถที่จะขอรวมมาในฟ้องคดีก่อนได้ กรณีการใช้สิทธิตามคำขอบังคับคดีนี้ของโจทก์และในคดีก่อนก็เป็นผลจากเหตุแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดสัญญาโดยก่อสร้างอาคารผิดจากข้อสัญญาหรือไม่ อันเป็นเหตุเดียวกัน แม้โจทก์จะมีคำขอบังคับต่างกันก็ตาม เห็นว่า แม้มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้จะมาจากเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่นเดียวกัน แต่ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาคือรื้อถอนอาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 และติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกกันในแต่ละห้องชุดและร้านค้าโดยที่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยดังที่จำเลยอ้าง ในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาว่าการที่จำเลยก่อสร้างอาคารเพิ่มจาก 27 เป็น 30 ชั้นนั้น จำเลยผิดสัญญาจริงแต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้ เช่นนี้ เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาได้จึงได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยและขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยพร้อมเรียกค่าเสียหาย แม้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องในคดีนี้ จะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนแต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะบอกเลิกสัญญา เพราะหากในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ไม่มีเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ แต่เมื่อศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกันเพราะในคดีก่อนมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขอบังคับให้จำเลยนี้ได้ ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกันเพราะในคดีก่อนมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขอบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้หรือไม่ แต่ในคดีนี้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกเงินคืนและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด การฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2540 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จรูญศักดิ์ สิวาภิรมย์รัตน์
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276/2545
#47390
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้หรือไม่ แต่ในคดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกเงินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกัน แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องจะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนแต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะบอกเลิกสัญญา เมื่อคดีก่อนศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยอีกได้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยเมืองทองธานีจากจำเลย โดยจำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารสูง 27 ชั้น พร้อมสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้อาศัย และสัญญาว่าจะติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากในแต่ละห้องชุดเพื่อคิดค่าน้ำประปาตามจำนวนที่ใช้จริงแต่จำเลยกลับปฏิบัติผิดสัญญาก่อสร้างอาคารชุดสูงถึง 30 ชั้น โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบและมิได้สร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นตามส่วนแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังไม่ยอมติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากของแต่ละห้องชุด ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล เพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญา โดยให้รื้อถอนอาคารชุดที่ก่อสร้างเพิ่มเติม ชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ออกเสีย และให้จำเลยติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากในแต่ละห้องชุดและร้านค้า ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4495/2540 วินิจฉัยว่า"เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยก่อสร้างอาคารสูงกว่าที่ตกลงกันไว้ อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้เท่านั้น โจทก์หามีสิทธิบังคับจำเลยให้รื้อถอนอาคารชั้น 28 ถึงชั้นที่ 30 ไม่ ส่วนเรื่องมิเตอร์น้ำประปานั้น ให้จำเลยติดตั้งให้แก่โจทก์ตามสัญญา" ดังนั้นเมื่อจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอเงินที่โจทก์ชำระให้แล้วคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละงวดนับแต่วันที่ชำระจนถึงวันฟ้อง และขอคิดค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากมูลค่าห้องชุดที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,743,451.12 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 1,321,602 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำเพราะโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลซึ่งศาลได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกทั้งจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเพราะตามสัญญาซื้อขายไม่มีข้อความว่า จำเลยต้องสร้างอาคารชุดจำนวน 27 ชั้น ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากสำหรับห้องชุดที่โจทก์ซื้อแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระราคา 1,067,826.16 บาท แก่จำเลย คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์และจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติตาม โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และเรียกเงินคืนจากจำเลย ทั้งโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับราคาห้องชุดดังกล่าวเพราะยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4495/2540 เพราะสิทธิของโจทก์ตามข้อกล่าวอ้างในคดีนี้เกิดมีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องคดีก่อน เพราะคดีก่อนโจทก์ก็ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วจึงฟ้องคดี ทั้งคำขอในคดีนี้ของโจทก์ก็มีอยู่แล้วในขณะฟ้องคดีก่อนและโจทก์สามารถที่จะขอรวมมาในฟ้องคดีก่อนได้ กรณีการใช้สิทธิตามคำขอบังคับคดีนี้ของโจทก์และในคดีก่อนก็เป็นผลจากเหตุแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยผิดสัญญาโดยก่อสร้างอาคารผิดจากข้อสัญญาหรือไม่ อันเป็นเหตุเดียวกัน แม้โจทก์จะมีคำขอบังคับต่างกันก็ตาม เห็นว่า แม้มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้จะมาจากเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่นเดียวกัน แต่ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาคือรื้อถอนอาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 และติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกกันในแต่ละห้องชุดและร้านค้า โดยที่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยดังที่จำเลยอ้าง ในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาว่า การที่จำเลยก่อสร้างอาคารเพิ่มจาก 27 เป็น 30 ชั้นนั้น จำเลยผิดสัญญาจริงแต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้เช่นนี้เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาได้ จึงได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยและขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยพร้อมเรียกค่าเสียหายแม้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องในคดีนี้ จะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนแต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะบอกเลิกสัญญาเพราะหากในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ไม่มีเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ แต่เมื่อศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกัน เพราะในคดีก่อนมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขอบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้หรือไม่ แต่ในคดีนี้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา เรียกเงินคืนและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด การฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2540 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จรูญศักดิ์ สิวาภิรมย์รัตน์
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276/2545
#99814
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้ออาคารชั้นที่ 28 ถึงชั้นที่ 30 ได้หรือไม่ แต่ในคดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกเงินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกัน แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องจะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนแต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะบอกเลิกสัญญา เมื่อคดีก่อนศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยอีกได้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยเมืองทองธานีจากจำเลย โดยจำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารสูง ๒๗ ชั้น พร้อมสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้อาศัย และสัญญาว่าจะติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากในแต่ละห้องชุดเพื่อคิดค่าน้ำประปาตามจำนวนที่ใช้จริง แต่จำเลยกลับปฏิบัติผิดสัญญาก่อสร้างอาคารชุดสูงถึง ๓๐ ชั้น โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบและมิได้สร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นตามส่วนแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังไม่ยอมติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากของแต่ละห้องชุด ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล เพื่อขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญา โดยให้รื้อถอนอาคารชุดที่ก่อสร้างเพิ่มเติม ชั้นที่ ๒๘ ถึงชั้นที่ ๓๐ ออกเสีย และให้จำเลยติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากในแต่ละห้องชุดและร้านค้า ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๔๔๙๕/๒๕๔๐ วินิจฉัยว่า "เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยก่อสร้างอาคารสูงกว่าที่ตกลงกันไว้ อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้เท่านั้น โจทก์หามีสิทธิบังคับจำเลยให้รื้อถอนอาคารชั้น ๒๘ ถึงชั้นที่ ๓๐ ไม่ ส่วนเรื่องมิเตอร์น้ำประปานั้น ให้จำเลยติดตั้งให้แก่โจทก์ตามสัญญา" ดังนั้นเมื่อจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยและขอเงินที่โจทก์ชำระให้แล้วคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินแต่ละงวดนับแต่วันที่ชำระจนถึงวันฟ้อง และขอคิดค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากมูลค่าห้องชุดที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑,๗๔๓,๔๕๑.๑๒ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงิน ๑,๓๒๑,๖๐๒ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำเพราะโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาล ซึ่งศาลได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีก ทั้งจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเพราะตามสัญญาซื้อขายไม่มีข้อความว่า จำเลยต้องสร้างอาคารชุดจำนวน ๒๗ ชั้น ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกต่างหากสำหรับห้องชุดที่โจทก์ซื้อแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระราคา ๑,๐๖๗,๘๒๖.๑๖ บาท แก่จำเลย คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์และจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติตาม โจทก์จึงไม่สิทธิบอกเลิกสัญญา และเรียกเงินคืนจากจำเลย ทั้งโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับราคาห้องชุดดังกล่าวเพราะยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๙๕/๒๕๔๐ เพราะสิทธิของโจทก์ตามข้อกล่าวอ้างในคดีนี้เกิดมีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องคดีก่อน เพราะคดีก่อนโจทก์ก็ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้วจึงฟ้องคดี ทั้งคำขอในคดีนี้ของโจทก์ก็มีอยู่แล้วในขณะฟ้องคดีก่อนและโจทก์สามารถที่จะขอรวมมาในฟ้องคดีก่อนได้ กรณีการใช้สิทธิตามคำขอบังคับคดีนี้ของโจทก์และในคดีก่อนก็เป็นผลจากเหตุแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดสัญญาโดยก่อสร้างอาคารผิดจากข้อสัญญาหรือไม่ อันเป็นเหตุเดียวกัน แม้โจทก์จะมีคำขอบังคับต่างกันก็ตาม เห็นว่า แม้มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้จะมาจากเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่นเดียวกัน แต่ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาคือรื้อถอนอาคารชั้นที่ ๒๘ ถึง ชั้นที่ ๓๐ และติดตั้งมิเตอร์น้ำประปาแยกกันในแต่ละห้องชุดและร้านค้า โดยที่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยดังที่จำเลยอ้าง ในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาว่า การที่จำเลยก่อสร้างอาคารเพิ่มจาก ๒๗ เป็น ๓๐ ชั้นนั้น จำเลยผิดสัญญาจริงแต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ ๒๘ ถึงชั้นที่ ๓๐ ได้ เช่นนี้เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาได้ จึงได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยและขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยพร้อมเรียกค่าเสียหาย แม้ว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องในคดีนี้จะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนแต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือจะบอกเลิกสัญญา เพราะหากในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ไม่มีเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ แต่เมื่อศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้จึงต่างกัน เพราะในคดีก่อนมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ขอบังคับให้จำเลยรื้ออาคารชั้นที่ ๒๘ถึงชั้นที่ ๓๐ ได้หรือไม่ แต่ในคดีนี้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญา เรียกเงินคืนและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด การฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๔๙๕/๒๕๔๐ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปสร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
สิวาภิรมย์รัตน์ — นายจรูญศักดิ์
จำกัด(มหาชน) — บริษัทบางกอกแลนด์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4251/2545
#45298
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ใช้ถ้อยคำบางตอนว่าฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ แต่ก็ได้กล่าวด้วยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนและครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา อันเป็นการผิดสัญญาเช่าที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อกันและจำเลยตกลงชำระค่าเสียหายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าเมื่อได้มีการเลิกสัญญานั้นแล้วด้วย กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยเหตุมาจากการเลิกสัญญาเช่าเป็น 2 ประการ คือ ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้ให้เช่าต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่า ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30เมื่อโจทก์เข้ายึดถือครอบครองเอาคืนซึ่งหัวรถยนต์บรรทุกที่เช่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม2540 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันดังกล่าว โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ยังไม่พ้นสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าหัวรถบรรทุกยี่ห้อเรโนลด์ หมายเลขทะเบียน 91-9213 กรุงเทพมหานครจากโจทก์ เป็นเงินค่าเช่ารวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2,967,840 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน รวม 48 งวด งวดละ 61,830 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง 6 งวดเศษ แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์อีกเลย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉยและไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าดังกล่าวคืน โดยครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญาเช่าซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ตกลงไว้ว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงเนื่องจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าด้วยเหตุใด จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าเสียหายทั้งปวงอันเกิดขึ้นเพราะการผิดสัญญานั้น และหากขายทรัพย์สินที่เช่าได้ไม่คุ้มราคาค่าเช่า จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้เงินให้แก่ผู้ให้เช่าจนครบถ้วน โจทก์ติดตามยึดหัวรถบรรทุกที่เช่าคืนมาได้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2540 ในสภาพเสื่อมโทรม เมื่อนำออกขายทอดตลาดจึงได้ราคาเพียง 500,000 บาท ทำให้โจทก์เสียหายขาดราคาไป 2,065,128 บาท จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายนับถึงวันที่โจทก์ได้หัวรถบรรทุกที่เช่าคืน รวมเวลา 16 เดือนเศษ ในอัตราเดือนละ 61,830 บาท รวมเป็นเงิน 1,019,378 บาท โดยเมื่อหักเงินประกันการเช่า 336,448.60 บาท ที่โจทก์มีสิทธินำมาหักได้ตามสัญญาแล้ว คงเหลือค่าเช่าที่ค้างชำระ 682,929.40 บาท และต้องร่วมกันรับผิดชำระราคาทรัพย์ที่ยังขาดอยู่อีก 2,065,128 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,748,057.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระซึ่งมีกำหนดอายุความสองปี และค่าเสียหายอันเกี่ยวแก่สัญญาเช่าซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์และมีกำหนดอายุความ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(6)และมาตรา 563 ตามลำดับ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยทั้งสี่ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินประกันการเช่า 336,448.60 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้วางไว้แก่โจทก์มาคำนวณหักออกให้ด้วย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาสรุปใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2539 สัญญาเช่าเลิกกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าแก่โจทก์ โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระได้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2539 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าเช่าซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินที่เช่านั้นไปให้ผู้อื่นเช่าและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดราคาด้วย ทั้งนี้ เพราะต่างเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งย่อมขาดอายุความไปตามหนี้ประธาน เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะใช้ถ้อยคำบางตอนว่าฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้กล่าวบรรยายฟ้องด้วยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนและครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ตลอดมา อันเป็นการผิดสัญญาเช่าที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกัน และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเสียหายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าเมื่อได้มีการเลิกสัญญานั้นแล้วด้วยกรณีจึงถือได้ว่าข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องมานั้นเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยเหตุมาจากการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็น 2 ประการ คือ ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้ให้เช่าต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าประการหนึ่ง และค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าอีกประการหนึ่ง ซึ่งค่าเสียหายทั้งสองกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ คดีจึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เข้ายึดถือครอบครองเอาคืนซึ่งหัวรถบรรทุกที่เช่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2540 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันดังกล่าว โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามวอลล์ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท โอเรียนทอล คอนกรีต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4251/2545
#46535
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้กล่าวบรรยายฟ้องด้วยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนและครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ตลอดมา อันเป็นการผิดสัญญาเช่าที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกัน และจำเลยที่ 1ตกลงชำระค่าเสียหายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าเมื่อได้มีการเลิกสัญญานั้นแล้วด้วย แม้คำฟ้องจะใช้ถ้อยคำบางตอนว่าฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก็ตาม กรณีก็ถือได้ว่าข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องมานั้นเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยเหตุมาจากการเลิกสัญญาเช่า และถือได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็น 2 ประการ คือ ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้ให้เช่าต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าประการหนึ่ง และค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าอีกประการหนึ่งซึ่งค่าเสียหายทั้งสองกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ คดีจึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าหัวรถบรรทุกจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาเช่า จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายเป็นเงิน 682,929.40 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,748,057.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระซึ่งมีกำหนดอายุความสองปี และค่าเสียหายอันเกี่ยวแก่สัญญาเช่าซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์และมีกำหนดอายุความ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(6) และมาตรา 563 ตามลำดับ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินไปและโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยทั้งสี่ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,900,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินประกันการเช่า 336,448.60 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้วางไว้แก่โจทก์มาคำนวณหักออกให้ด้วย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะใช้ถ้อยคำบางตอนว่าฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้กล่าวบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนและครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญาเช่าที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกัน และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเสียหายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าเมื่อได้มีการเลิกสัญญานั้นแล้วด้วย กรณีจึงถือได้ว่าข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องมานั้นเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยเหตุมาจากการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็น 2 ประการ คือ ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้ให้เช่าต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าประการหนึ่ง และค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าอีกประการหนึ่งซึ่งค่าเสียหายทั้งสองกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เข้ายึดถือครอบครองเอาคืนซึ่งหัวรถบรรทุกที่เช่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2540 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันดังกล่าว โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามวอลล์ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท โอเรียนทอล คอนกรีต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4251/2545
#99815
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้กล่าวบรรยายฟ้องด้วยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนและครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ตลอดมา อันเป็นการผิดสัญญาเช่าที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกัน และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเสียหายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าเมื่อได้มีการเลิกสัญญานั้นแล้วด้วย แม้คำฟ้องจะใช้ถ้อยคำบางตอนว่าฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก็ตาม กรณีก็ถือได้ว่าข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องมานั้นเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยเหตุมาจากการเลิกสัญญาเช่า และถือได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็น 2 ประการ คือ ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้ให้เช่าต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าประการหนึ่ง และค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าอีกประการหนึ่ง ซึ่งค่าเสียหายทั้งสองกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ คดีจึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าหัวรถบรรทุกจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาเช่า จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายเป็นเงิน ๖๘๒,๙๒๙.๔๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๒,๗๔๘,๐๕๗.๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระซึ่งมีกำหนดอายุความสองปี และค่าเสียหายอันเกี่ยวแก่สัญญาเช่าซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์และมีกำหนดอายุความ ๖ เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๖) และมาตรา ๕๖๓ ตามลำดับ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินไปและโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยทั้งสี่ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑,๙๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินประกันการเช่า ๓๓๖,๔๔๘.๖๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ ได้วางไว้แก่โจทก์มาคำนวณหักออกให้ด้วย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะใช้ถ้อยคำบางตอนว่าฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้กล่าวบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนและครอบครองใช้ทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญาเช่าที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำไว้ต่อกัน และจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าเสียหายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าเมื่อได้มีการเลิกสัญญานั้นแล้วด้วย กรณีจึงถือได้ว่าข้อที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องมานั้นเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยเหตุมาจากการเลิกสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และถือได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็น ๒ ประการ คือ ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้ให้เช่าต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าประการหนึ่ง และค่าขาดราคาทรัพย์สินที่เช่าอีกประการหนึ่งซึ่งค่าเสียหายทั้งสองกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เข้ายึดถือครอบครองเอาคืนซึ่งหัวรถบรรทุกที่เช่าเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๐ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันดังกล่าว โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๒ ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายณัฐพล จุลละเกศ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปสร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทสยามวอลล์ลีสซิ่ง
กับพวก — บริษัทโอเรียนทอล คอนกรีต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอิสระ ภูสีน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4241/2545
#45297
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีฯข้อ 85 กำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระเงินทันที เว้นแต่ทรัพย์ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 1,000บาทขึ้นไป เจ้าพนักงานอาจผ่อนผันให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินมัดจำไม่เกินร้อยละ 25 ของราคาซื้อและทำสัญญาใช้เงินที่ค้างชำระภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน ก็ได้นั้น ปรากฏว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวทุกประการโดยชำระราคาค่าเช่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดให้ผู้ร้องได้เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด แม้ผู้ร้องจะได้รับเงินค่าซื้อทรัพย์คืนไปจำนวน 2,090,000 บาท เงินส่วนที่เหลือก็เป็นเงินที่ผู้ร้องวางไว้เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาทั้งหมด มิใช่เงินมัดจำที่วางไว้ในการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแต่อย่างใด เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่นำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่รับคืนไปจำนวน2,090,000 บาทไปชำระแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่ซื้อ หากผู้ร้องไม่นำเงินดังกล่าวมาชำระแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ร้องจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดอยู่ หากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้ราคาต่ำกว่าราคาที่ผู้ร้องประมูลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงมีสิทธิยึดเงินจำนวน 110,000 บาท ไว้เป็นประกันราคาทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินจำนวน 110,000 บาทคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2531 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2533 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2535 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 89980 แขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ)เขตพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด วันที่ 12 กรกฎาคม 2536 ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 2,200,000 บาท และได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในวันเดียวกันกับได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทนครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2536 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทวันที่ 19 ตุลาคม 2536 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้คืนเงินค่าซื้อที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หักไว้เป็นเงินค่ามัดจำอัตราร้อยละ 5 เป็นเงิน 110,000 บาท และคืนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 2,090,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 เมษายน2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย และวันที่ 3 กันยายน 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งให้ผู้ร้องนำเงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 2,090,000 บาท มาชำระภายใน 15 วัน และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิฉะนั้นจะริบเงินมัดจำและนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ ซึ่งผู้ร้องจะต้องรับผิดในความเสียหายหากขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าเดิม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี (ที่ถูก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้มีการเลิกสัญญาซื้อขายและคืนเงินมัดจำจำนวน 110,000บาท ให้ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งงดไต่สวน และให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 89980 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ร้องได้ชำระราคาที่ดินจำนวน 2,200,000 บาท ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้และขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา โดยขอให้ระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ให้ตามขอ ผู้ร้องจึงขอคืนราคาที่ดินที่ชำระไว้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินจำนวน 2,090,000 บาท ให้ผู้ร้องโดยเหลือไว้เป็นเงินค่ามัดจำจำนวน 110,000บาท หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลย คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบและมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทจำนวน 2,090,000 บาทมาชำระแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทภายใน 15 วัน หากไม่ชำระภายในกำหนดจะริบเงินมัดจำและนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่ หากได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาขายทอดตลาดเดิม ผู้ร้องจะต้องรับผิดในส่วนราคาที่ขาด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คืนเงินมัดจำให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 85 ที่กำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องชำระเงินทันที เว้นแต่ทรัพย์ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป เจ้าพนักงานอาจผ่อนผันให้ผู้ซื้อทรัพย์วางเงินมัดจำไม่เกินร้อยละ 25 ของราคาซื้อและทำสัญญาใช้เงินที่ค้างชำระภายในเวลาไม่เกิน 15 วันก็ได้นั้น ซึ่งปรากฏว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวทุกประการ โดยได้ชำระราคาค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดให้ผู้ร้องได้เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด แม้ผู้ร้องจะได้รับเงินค่าซื้อทรัพย์คืนไปจำนวน 2,090,000 บาท ก็ตาม เงินส่วนที่เหลือก็เป็นเงินที่ผู้ร้องวางไว้เป็นการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของราคาทั้งหมด มิใช่เงินมัดจำที่วางไว้ในการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแต่อย่างใด เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่นำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่รับคืนไปจำนวน 2,090,000 บาทไปชำระแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่ซื้อ หากผู้ร้องไม่นำเงินส่วนที่รับคืนไปมาชำระแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ร้องจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดอยู่หากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้ราคาต่ำกว่าราคาที่ผู้ร้องประมูลได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีสิทธิยึดเงินจำนวน 110,000 บาทไว้เป็นประกันราคาทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินจำนวน 110,000 บาทคืน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 516
ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล อุดมชัยวิทยุ
ผู้ร้อง — นาย ถาวร พลจันทร์
จำเลย — นาย วสันต์ จามรสุริยา
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 4239/2545
#46534
เปิดฉบับเต็ม

การร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้จะต้องร้องภายในกำหนดระยะเวลาตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง กำหนดไว้ คือภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้รับสำเนาแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้แล้ว แต่มายื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลเกินกำหนดเวลา 7 วันนับแต่วันดังกล่าว เจ้าหนี้จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งจัดกลุ่มเจ้าหนี้เสียใหม่ตามคำร้องคัดค้านได้

ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ตรี แผนฟื้นฟูกิจการต้องกำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้การชำระหนี้ในกลุ่มเอเป็นการชำระหนี้เงินทุนหมุนเวียนซึ่งมีผู้ให้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่กิจการของกลุ่มลูกหนี้ตามวงเงินสินเชื่อใหม่ที่มีขึ้นตลอดอายุของแผนฯ จะได้รับชำระคืนเป็นลำดับแรกจากกระแสเงินสดของการบริหารกิจการของลูกหนี้ในวงเงินไม่เกิน 40 ล้านบาท ซึ่งธนาคาร ก. เป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่ให้เงินทุนหมุนเวียนใหม่จำนวน 15 ล้านบาท หากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนใหม่เพื่อปรับสภาพคล่องทางการเงินกิจการของลูกหนี้ก็จะมีปัญหาและต้องปิดกิจการก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการแผนฟื้นฟูกิจการจึงจำเป็นต้องจัดให้เจ้าหนี้เงินทุนหมุนเวียนรายใหม่ดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ส่วนหนี้ของธนาคาร ก. จำนวน 15,138,768 บาท ซึ่งมิใช่เงินทุนหมุนเวียนใหม่คงได้รับการชำระหนี้ในกลุ่มอีเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงิน แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยมาตรา 90/42 ตรี

ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58(2) หมายความว่า การดำเนินการแบ่งทรัพย์สินจะต้องเป็นไปตามลำดับบุริมสิทธิที่กำหนดไว้ในมาตรา 130(1) ถึง (6) ส่วนหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) จะได้ส่วนแบ่งอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามการจัดกลุ่มเจ้าหนี้และข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ มิใช่ว่าหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) จะต้องแบ่งส่วนเท่า ๆ กัน มิฉะนั้นแล้วการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ก็จะไม่มีประโยชน์เมื่อเจ้าหนี้ไม่มีประกันทุกรายได้รับการจัดสรรชำระหนี้ต้นเงินเต็มจำนวนแล้ว ทั้งแผนฟื้นฟูกิจการได้คำนึงถึงหลักการและทรัพย์ที่เป็นภาระจำนองหรือทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักในการประกอบกิจการย่อมได้รับการจัดสรรชำระหนี้ในเรื่องเงื่อนเวลาและดอกเบี้ยดีกว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ แต่สิทธิของเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันเพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการสามารถปฏิบัติไปได้โดยลูกหนี้ไม่ต้องปิดกิจการแผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยมาตรา 90/58(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้นายเกรียง สูริบุตร เป็นผู้ทำแผน ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มเจ้าหนี้สถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) ซึ่งได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มอีและกลุ่มเอฟ แต่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มเจ้าหนี้สถาบันการเงินเช่นเดียวกันกลับได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มเอ กลุ่มอีและกลุ่มเอฟ ทั้งที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ นอกจากนี้เจ้าหนี้ในกลุ่มเช่าซื้อ (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันก็ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มซี กลุ่มอี และกลุ่มเอฟในขณะที่เจ้าหนี้ในกลุ่มเช่าทรัพย์ (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 8) ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มอีและกลุ่มเอฟ ทั้งที่ทรัพย์ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาเช่าทรัพย์ต่างเป็นเครื่องจักรที่จำเป็นในการใช้ผลิตสินค้าเช่นเดียวกัน แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ตรี เพราะมิได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และแผนฟื้นฟูกิจการไม่ชอบด้วยมาตรา 90/58 ประกอบมาตรา 90/46(2) เนื่องจากมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการฉบับนี้เป็นมติตามมาตรา 90/46(2) แต่ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนี้หาได้เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายทั้งนี้เพราะเจ้าหนี้ไม่มีประกันในแต่ละกลุ่มได้รับชำระหนี้ไม่เท่าเทียมกันทั้งลำดับก่อนหลังและสัดส่วนที่ได้รับชำระหนี้เพื่อให้ผลการลงมติสอดคล้องกับข้อกำหนดตามมาตรา 90/58(2)

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า เหตุที่แผนฟื้นฟูกิจการจัดให้เจ้าหนี้ในกลุ่มเช่าซื้อ (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7) ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มซี กลุ่มอีและกลุ่มเอฟ แต่ให้เจ้าหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) และเจ้าหนี้ในกลุ่มเช่าทรัพย์ (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 8) ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มอีและกลุ่มเอฟ เนื่องจากลูกหนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรที่เช่าซื้อมาประกอบการผลิตสินค้าซึ่งก่อให้เกิดรายได้ แม้ขณะนี้กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่เช่าซื้อยังมิได้ตกเป็นของลูกหนี้ก็ตาม แต่เมื่อลูกหนี้ได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนหรือชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้นแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรก็จะตกเป็นของลูกหนี้ทันที และเหตุที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มเอนอกเหนือจากกลุ่มอีและกลุ่มเอฟ ทั้งนี้เพราะธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้วงเงินสินเชื่อจำนวน 15,000,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคต จึงถือได้ว่าเป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนใหม่เฉพาะหนี้จำนวน 15,000,000 บาท เท่านั้นที่จะได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มเอ ส่วนหนี้อีกจำนวน 15,138,768 บาท ยังคงได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มอีและกลุ่มเอฟเท่าเทียมกับเจ้าหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) รายอื่น นอกจากนี้เจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มอื่นไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มเช่าซื้อ เจ้าหนี้ในกลุ่มที่มีทรัพย์ของบุคคลภายนอกจดทะเบียนจำนองเป็นประกันและเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ไม่มีทรัพย์ของบุคคลภายนอกเป็นประกันล้วนได้รับชำระหนี้ในส่วนที่เป็นต้นเงินเต็มจำนวนทุกราย หากจะแตกต่างกันไปบ้างก็เฉพาะในเรื่องของเงื่อนเวลาและดอกเบี้ยที่ได้รับหลังจากที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการจนถึงการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงหลักการในเรื่องทรัพย์ที่เป็นภารจำนองหรือทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการที่จะได้รับการชำระหนี้ภายในเงื่อนเวลาและดอกเบี้ยที่ดีกว่าเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกันใด ๆ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์เป็นประการแรกว่า แผนฟื้นฟูกิจการได้แยกเจ้าหนี้ในกลุ่มเจ้าหนี้เช่าซื้อให้ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มซี กลุ่มอีและกลุ่มเอฟ ในขณะที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มอื่น ๆ ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มอีและกลุ่มเอฟเท่านั้น อาทิเช่น เจ้าหนี้ในกลุ่มเจ้าหนี้เช่าทรัพย์ซึ่งให้เช่าทรัพย์ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับทรัพย์ที่เช่าซื้อก็คงได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มอีและกลุ่มเอฟ ถือได้ว่าเจ้าหนีไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน เห็นว่า อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิในการร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่ง อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม และศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" เช่นนี้ การร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้จะต้องร้องภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ กล่าวคือ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การจัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็นอันยุติก่อนที่จะมีการประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้รับสำเนาแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งได้กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ในหน้า 33 ถึงหน้า 35 และเอกสารแนบท้าย 5 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2544 ตามสำเนาใบตอบรับในประเทศ การที่เจ้าหนี้เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลในวันที่ 18 เมษายน 2544จึงเกินกำหนดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 ทวิวรรคสอง เจ้าหนี้จึงไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งจัดกลุ่มเจ้าหนี้เสียใหม่ตามคำร้องคัดค้าน อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการต่อไปมีว่า แผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ตรี หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า สิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) เช่นเดียวกันไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้รายเดียวในกลุ่มสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) ที่ได้รับการจัดชำระหนี้ในกลุ่มเอ จำนวน 15,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อรายใหม่นั้น เห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้การชำระหนี้ในกลุ่มเอเป็นการชำระหนี้เงินทุนหมุนเวียน ซึ่งมีผู้ให้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่กิจการของกลุ่มลูกหนี้ตามวงเงินสินเชื่อใหม่ที่มีขึ้นตลอดอายุของแผนฟื้นฟูกิจการจะได้รับชำระคืนเป็นลำดับแรกจากกระแสเงินสดของการบริหารกิจการของลูกหนี้ในวงเงินไม่เกิน 40,000,000 บาท ซึ่งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้รายเดียวทีให้เงินทุนหมุนเวียนใหม่จำนวน 15,000,000 บาท เพื่อให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องทางด้านการเงิน หากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนใหม่เพื่อปรับสภาพคล่องทางด้านการเงิน กิจการของลูกหนี้ก็จะมีปัญหาและต้องปิดกิจการก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้ในการขอใช้เงินทุนหมุนเวียนใหม่ ผู้ทำแผนได้ยื่นคำร้องขอทำธุรกรรมต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งได้ไต่สวนและอนุญาตให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนใหม่ในระหว่างการจัดทำแผนจำนวน 36,000,000 บาท แต่ผู้ทำแผนขอใช้เงินทุนหมุนเวียนใหม่เพียง15,000,000 บาท เท่านั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงจำเป็นต้องจัดให้เจ้าหนี้เงินทุนหมุนเวียนรายใหม่ดังกล่าวได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ส่วนหนี้ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 15,138,768 บาท ซึ่งมิใช่เงินทุนหมุนเวียนใหม่คงได้รับการชำระหนี้ในกลุ่มอีเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3) ดังนั้น สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันจึงได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน แผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ตรี แล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการสุดท้ายว่า แผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2) หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ในกรณีที่มติยอมรับแผนของที่ประชุมเจ้าหนี้เป็นมติตามมาตรา 90/46(2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย ซึ่งในการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ไม่มีประกันทุกรายจะต้องได้รับชำระหนี้เท่าเทียมกันตามสัดส่วนจำนวนหนี้ของตนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ทั้งนี้เพื่อให้ผลการลงมติดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนดตามมาตรา 90/58(2) เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 90/58(2) หมายความว่า การดำเนินการแบ่งทรัพย์สินจะต้องเป็นไปตามลำดับบุริมสิทธิที่กำหนดไว้ในมาตรา 130(1) ถึง (6) ส่วนหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) จะได้ส่วนแบ่งอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามการจัดกลุ่มเจ้าหนี้และข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการมิใช่ว่าหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130(7) จะต้องแบ่งเป็นส่วนเท่า ๆ กัน มิฉะนั้นแล้วการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ก็จะไม่มีประโยชน์ เมื่อเจ้าหนี้ไม่มีประกันตั้งแต่กลุ่มที่ 3 ถึงกลุ่มที่ 11 ทุกรายได้รับการจัดสรรการชำระหนี้ต้นเงินเต็มจำนวน จะลดหลั่นกันเฉพาะในเรื่องเงื่อนเวลาและดอกเบี้ยที่ได้รับหลังจากที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการจนถึงการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ทั้งนี้แผนฟื้นฟูกิจการได้คำนึงถึงหลักการและทรัพย์ที่เป็นภารจำนองหรือทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักในการประกอบกิจการย่อมได้รับการจัดสรรชำระหนี้ในเรื่องเงื่อนเวลาและดอกเบี้ยดีกว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ แต่สิทธิของเจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการสามารถปฏิบัติไปได้โดยลูกหนี้ไม่ต้องปิดกิจการ แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2) ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 ทวิ วรรคสอง ม. 90/42 ตรี ม. 90/58 (2) ม. 130
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ไทย ไท โย จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัท บริหารสินทรัพย์ สถาบันการเงิน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4222/2545
#99816
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าร้านค้า โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการอยู่ในร้านค้านั้น ต่อมาจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำใบบันทึกการขายปลอมรวม 4 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใบบันทึกการขายปลอมจำนวน 25 ฉบับ ไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมได้โอนเงินให้แล้ว ส่อแสดงให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวข้องกันในกิจการร้านค้าที่จำเลยที่ 1 ทำการค้าขายอยู่นั้นด้วย ในการนำใบบันทึกการขายและใบสรุปยอดการขายบัตรเครดิตไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 หมุนเวียนกันไปโดยไม่มีบุคคลอื่น นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาในคดีร่วมกันปลอมและใช้บัตรเครดิตและใบบันทึกการขายอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกง โดยมีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการปลอมและใช้บันทึกการขายปลอม และมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ

ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ ของผู้ถือบัตรเครดิตซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมต่างรายกัน โดยสภาพของการกระทำจำเลยทั้งสามต้องทำใบบันทึกการขายดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยทั้งสามปลอมใบบันทึกการขายฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิแล้วกระทงหนึ่ง การปลอมใบบันทึกการขายของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหลายกรรมเป็น 25 กระทง

ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามเนื้อความของเอกสารสิทธิปลอมแต่ละฉบับนั้น การนำเอกสารสิทธิหลายฉบับไปใช้ก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนเอกสารสิทธิที่นำไปใช้ได้ แม้จะนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในคราวเดียวกันก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำในใบบันทึกการขายปลอมรวม 25 ฉบับ ไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 เมษายน 2537 และระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2537 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนานำใบบันทึกการขายปลอมรวม 25 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ร่วม ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมตามเนื้อความของใบบันทึกการขายปลอมแต่ละฉบับดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกรรมรวม 25 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามกับนางสาวนริสราหรืออาริตา กิจขยัน ซึ่งยังหลบหนีได้ร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 265, 268, 341 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 240,340 บาท (ที่ถูกเป็น 290,340 บาท) ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันฉ้อโกงไปแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268, 341 ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดรวม 25 กระทง จึงให้เรียงกระทงลงโทษเป็นรายกระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยคนละ 12 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 83,200 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265, 341, 341 ประกอบด้วยมาตรา 80 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง โดยฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 83,200 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 3

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้าอยู่ที่แผงบี-5,6 จำเลยที่ 2 จำหน่ายสินค้าอยู่ที่แผงบี-7,8 ในย่านการค้าดาวน์ทาวน์ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิกของธนาคารโจทก์ร่วมที่จะรับชำระราคาสินค้าด้วยบัตรเครดิตของโจทก์ร่วมที่ออกให้แก่ผู้ถือบัตรซึ่งมาซื้อสินค้าของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์ร่วมได้มอบเครื่องรูดบัตรเครดิตให้แก่จำเลยทั้งสองไว้ประจำแผงร้านค้าดังกล่าวแผงละ 1 เครื่อง และมอบแบบพิมพ์ใบบันทึกการขาย (แผ่นเซลสลิป) ให้ด้วย ทั้งนี้มีข้อตกลงกันว่าจำเลยทั้งสองจะรับบัตรเครดิตชำระราคาสินค้าได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท หากเกินวงเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสองจะโทรศัพท์ขออนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของโจทก์ร่วมที่กรุงเทพมหานครเสียก่อน สำหรับใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ เป็นบันทึกการขายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมรูดจากเครื่องรูดบัตรเครดิตที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ประจำร้านค้าของจำเลยที่ 1 หรือแผงบี-5,6 และมีการปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงลงในช่องลายมือชื่อผู้ถือบัตรในแบบพิมพ์ใบบันทึกการขายที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ประจำร้านค้าของจำเลยที่ 1 หรือแผงบี-5,6 และมีการใช้ใบบันทึกการขายปลอมทั้ง 25 ฉบับ ดังกล่าวโดยมีผู้นำมายื่นแก่โจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 สำหรับใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.9 รวม 4 ฉบับ จำเลยที่ 3 เป็นผู้นำมายื่นและโจทก์ร่วมได้โอนเงินตามใบบันทึกการขายดังกล่าว รวมเป็นเงิน 83,200 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.10 รวม 4 ฉบับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำมายื่นแต่พนักงานของโจทก์ร่วมตรวจพบว่าเป็นใบบันทึกการขายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมจึงไม่โอนเงินตามใบบันทึกการขายดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าร้านค้าหรือแผงบี-5,6 จากนายสมศักดิ์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 โดยตอนทำสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 มากับจำเลยที่ 3 และปรากฏว่าในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ประกอบกิจการค้าอยู่ที่ร้านค้าหรือแผงบี-5,6 ซึ่งเป็นร้านค้าหรือแผงที่จำเลยที่ 3 เช่าจากนายสมศักดิ์ดังกล่าว ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 3 และที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ว่า ในวันที่ 4 เมษายน 2537 จำเลยที่ 3 ได้นำใบบันทึกการขายปลอมตามเอกสารหมาย จ.9 รวม 4 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใบบันทึกการขายปลอมในจำนวน 25 ฉบับ ไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว และโจทก์ร่วมได้โอนเงินตามใบบันทึกการขายปลอมดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่อแสดงให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ในกิจการร้านค้าที่จำเลยที่ 1 ทำการค้าขายอยู่นั้นด้วย เพราะมิฉะนั้นคงไม่มีเหตุผลใดที่อยู่ ๆ จำเลยที่ 1 จะให้จำเลยที่ 3 นำใบบันทึกการขายปลอมตามที่กล่าวมาไปดำเนินการดังกล่าว สำหรับเหตุการณ์เกี่ยวกับการปลอมบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานรู้เห็น แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ในการนำใบบันทึกการขาย ใบสรุปยอดการขายบัตรเครดิตไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 หมุนเวียนกันไปโดยไม่มีบุคคลอื่น นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับนางสาวอาริตาหรือนริสรา กิจขยัน ผู้ต้องหาที่ถูกร้อยตำรวจเอกคำรณ เจริญใจ เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจจับกุมในข้อหาร่วมกับพวกปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม (บัตรเครดิตและใบบันทึกการขาย) ฉ้อโกง ตามสำเนารายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.6 ด้วย กล่าวคือมีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวอาริตาหรือนริสรา ทั้งในเรื่องนี้จำเลยที่ 3 ก็มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อนำพฤติการณ์ตามที่ได้ความดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ว่าใบบันทึกการขายปลอมรวม 25 ฉบับ เป็นเอกสารส่วนหนึ่งของแบบพิมพ์ในบันทึกการขายที่โจทก์ร่วมได้มอบไว้ประจำร้านค้าที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้เช่าโดยจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ดังวินิจฉัยข้างต้น รูปคดีมีเหตุผลทำให้น่าเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 ย่อมต้องมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการปลอมใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ และการใช้ใบบันทึกการขายปลอมดังกล่าวยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ด้วย และมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ (ใบบันทึกการขาย) ใช้เอกสารสิทธิปลอม ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมใบบันทึกการขายรวม 25 ฉบับ ของผู้ถือบัตรเครดิตซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมต่างรายกัน ตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 และ จ.66 ถึง จ.68 โดยสภาพของการกระทำ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องทำใบบันทึกการขายดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลอมใบบันทึกการขายฉบับหนึ่งก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง การปลอมใบบันทึกการขายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหลายกรรมรวม 25 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิเพียง 3 กระทง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานปลอมใบบันทึกการขาย การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานปลอมใบบันทึกการขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิรวม 25 กระทงเดียวเช่นเดียวกัน

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ความผิดฐานใช้ใบบันทึกการขายปลอมซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำปลอมขึ้นเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ซึ่งจะได้วินิจฉัยปัญหานี้กับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำใบบันทึกการขายไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ร่วม ซึ่งได้กระทำในคราวเดียวกัน เป็นความผิดกรรมเดียวหรือกระทงเดียวหรือไม่ ไปในคราวเดียวกัน เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ เห็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามเนื้อความของเอกสารสิทธิปลอมแต่ละฉบับนั้น การนำเอกสารสิทธิหลายฉบับไปใช้ก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนเอกสารสิทธิที่นำไปใช้ได้ แม้จะนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในคราวเดียวกันก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันให้จำเลยที่ 3 นำใบบันทึกการขายปลอมตามเอกสารหมาย จ.9 รวม 4 ฉบับ ไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 4 เมษายน 2537 เวลา 9.30 นาฬิกา ส่วนในบันทึกการขายปลอมตามเอกสารหมาย จ.10 รวม 4 ฉบับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันให้จำเลยที่ 1 นำไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันดังกล่าวเวลา 11 นาฬิกาเศษ สำหรับใบบันทึกการขายปลอมอีก 17 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.66 ถึง จ.68 นั้น ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำไปยื่นต่อโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2537 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนานำใบบันทึกการขายปลอมรวม 25 ฉบับ ไปใช้เรียกเก็บเงินจากโจทก์ร่วม ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมตามเนื้อความของใบบันทึกการขายปลอมแต่ละฉบับดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำใบบันทึกการขายปลอมไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกรรมรวม 25 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียง 3 กระทง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม (ใบบันทึกการขาย) การกระทำของจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นความผิดฐานใช้ใบบันทึกการขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมรวม 25 กระทง เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265, 341 และมาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั่นเอง จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ส่วนฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 25 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 150 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 83,200 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนุกูล ชื่นชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายประโลม คเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2545
#45738
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมเป็นหุ้นส่วนดำเนินกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2538 โจทก์และจำเลยทั้งสองโต้เถียงกันเพราะไม่ต้องการให้โจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของร้านค้าอีกต่อไป จ. ทนายความของโจทก์จึงเสนอให้เลิกหุ้นส่วนกัน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าทันที หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองก็แยกไปเปิดบัญชีกระแสรายวันแทนบัญชีเดิมของห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว และมีการร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาต่อกันอีกด้วย ย่อมเห็นได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างมีเจตนาเลิกห้างหุ้นส่วนกันแล้วในวันที่ 22 เมษายนส่วนการชำระบัญชีที่ยังไม่แล้วเสร็จหามีผลให้รับฟังว่าคู่กรณียังคงมีเจตนาร่วมดำเนินกิจการอยู่เช่นเดิมไม่ เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน ส่วนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าแม้จะเริ่มกระทำตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จเพราะคู่กรณียังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับผลการตรวจสอบ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 ที่ต้องตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวให้ถูกต้องและยุติเสียก่อน ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2524 โจทก์ จำเลยที่ 1 นายสำรวย คำควรจำ และนายธีรชัย จำนามสกุลไม่ได้ รวม 4 คน ได้ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนเปิดร้านค้าขายของเบ็ดเตล็ดที่บริเวณชั้นล่างของอาคารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ลงหุ้นคนละ 10,000 บาทโดยมิได้จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามกฎหมาย ในการดำเนินกิจการหุ้นส่วนทั้งสี่ตกลงให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนไปทำสัญญาเช่ากับเจ้าของผู้ดำเนินการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แทนหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ต่อมาปลายปี 2524 นายธีรชัยได้ถอนหุ้นของตนทั้งหมดไป หุ้นส่วนที่เหลือคงร่วมทำกิจการต่อไป โดยมีการต่อสัญญาเช่าครั้งละ 2 ปี เมื่อดำเนินการมาได้ 4 ถึง 5 ปี นายสำรวยได้โอนหุ้นเฉพาะส่วนของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา โดยหุ้นส่วนอื่นทุกคนยินยอมและคงร่วมกิจการกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ และทุกครั้งที่ครบกำหนดสัญญาเช่าคราวละ 2 ปี ก็มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามทำสัญญาเช่าแทนมาตลอดในการดำเนินกิจการโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งวันดูแลรับผิดชอบในการซื้อขายสินค้า รับจ่ายเงิน และทำบัญชีรายรับรายจ่ายรายวัน โดยโจทก์ดูแลรับผิดชอบวันพุธและวันเสาร์ จำเลยที่ 1 ดูแลรับผิดชอบวันจันทร์และวันพฤหัสบดีส่วนจำเลยที่ 2 ดูแลรับผิดชอบวันอังคารและวันศุกร์ ส่วนวันอาทิตย์หุ้นส่วนทั้งสามคนจะหมุนเวียนผัดเปลี่ยนมาดูแลสัปดาห์ละหนึ่งคนเรื่อยมา หุ้นส่วนคนใดดูแลรับผิดชอบวันใดหากเกิดความเสียหายใด ๆ ขึ้นในวันนั้น หุ้นส่วนคนนั้นต้องรับผิดชอบในความเสียหายในวันนั้น ๆ แต่ผู้เดียว การดูแลร้านค้าหุ้นส่วนทุกคนมีกุญแจร้านค้าคนละ 1 ดอก ซึ่งหุ้นส่วนทั้งสามคนก็ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแลร้านค้า และแบ่งผลกำไรจากการค้าเรื่อยมาเกือบทุกเดือนโดยไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบร้านค้า เมื่อโจทก์ไปถึงร้านค้า ปรากฏว่ากุญแจประตูร้านค้าถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันเปลี่ยนใหม่โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า ทำให้โจทก์ไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปในร้านค้าเพื่อทำหน้าที่ตามปกติได้ ต้องรออยู่จนจำเลยทั้งสองมาถึง จึงสามารถเข้าไปในร้านค้าได้ และขอดูสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายรายวันจากจำเลยทั้งสองเพื่อตรวจสอบบัญชีร้านค้าในวันที่ผ่านมาตามที่จำเลยทั้งสองทำไว้ รวมทั้งตรวจสอบยอดเงินที่ยกมาจากวันที่ผ่านมาซึ่งเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะเก็บเงินด้วย แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมให้โจทก์ตรวจสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายและยอดเงินในลิ้นชัก โดยแจ้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในร้านค้าดังกล่าว พร้อมขับไล่ให้โจทก์ออกไปจากร้านค้านั้นด้วย จนเกิดปากเสียงกัน หลังจากวันนั้นเมื่อถึงวันที่โจทก์มีหน้าที่ดูแลร้านค้าก็ถูกจำเลยทั้งสองขัดขวางไม่ให้เข้าไปในร้านค้าเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 เวลา19 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี กล่าวหาว่า โจทก์และนายจรูญ สิงหนาท ทนายโจทก์ ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในร้านค้าดังกล่าวในเวลากลางคืน ซึ่งไม่เป็นความจริง ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดและในวันเดียวกันโจทก์กับนายจรูญก็ได้แจ้งความกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่า ขัดขวางและขับไล่โจทก์ออกจากร้านค้าเมื่อวันที่ 22เมษายน 2538 คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการเช่นเดียวกัน ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้การเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057(3) ขอให้มีคำพิพากษาเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งโจทก์หรือบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชี เพื่อคืนทุนให้แก่โจทก์และจำเลยทั้งสองตามที่ได้ลงหุ้นหากมีทรัพย์สินและเงินเหลืออยู่เท่าใด ให้แบ่งเฉลี่ยเป็นกำไรระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินปันผลกำไรจากร้านค้าดังกล่าวที่ค้างชำระโจทก์รวม 1,041,767 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 1,010,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินปันผลกำไรแก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 101,000 บาททุกวันสิ้นเดือนนับแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2539 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า สิทธิการเช่าร้านค้าพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นของห้างหุ้นส่วน เพียงแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้สิทธิการเช่าแล้ว ได้ชักชวนโจทก์นายสำรวยคำควรจำ และนายธีรชัยมาเข้าร่วมหุ้นกันโดยลงทุนคนละ 10,000 บาท โดยมิได้นำสิทธิในร้านค้าพิพาทมาเข้าร่วมหุ้นด้วย แต่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเข้าทำการค้าขายในร้านค้าได้ โดยหุ้นส่วนจะต้องชำระค่าเช่าในแต่ละเดือนแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนกันตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน2538 แต่ยังไม่มีการชำระบัญชีให้เสร็จสิ้น เพียงแต่มีการตรวจนับจำนวนสินค้าคงเหลือในร้านค้าเท่านั้นแต่ก็ตกลงกันไม่ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องผลประโยชน์ใด ๆ จากการที่จำเลยทั้งสองได้รับจากการค้าขายส่วนตัวของจำเลยทั้งสองเองในร้านค้าพิพาท ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2538 ตลอดมา และผลกำไรจากการประกอบการค้าที่ร้านค้าพิพาทนับแต่วันที่ 22 เมษายน 2538 ได้กำไรไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิในผลกำไรส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 377,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเลิกกันตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2538 ให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่าห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนซึ่งโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนกันได้เลิกกิจการเมื่อวันที่ 22เมษายน 2538 หรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของนายจรูญ สิงหนาท ทนายความของโจทก์ได้ความว่า ในวันที่ 22 เมษายน 2538 ดังกล่าว นายจรูญได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ไปที่ร้านค้าภายในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมเป็นหุ้นส่วนดำเนินกิจการ โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้โต้เถียงกันเนื่องจากจำเลยทั้งสองมิให้โจทก์ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของร้านค้าอีกต่อไปนายจรูญเห็นว่าคงร่วมกิจการกันต่อไปไม่ได้ จึงเสนอให้เลิกหุ้นส่วนกัน จึงได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าในวันเดียวกันนั้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ระบุว่า ในวันดังกล่าวนายวรภพซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นทนายความได้แจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องการจะเลิกหุ้นส่วน โจทก์จึงตอบว่าต้องทำการตรวจสอบสินค้าและหนี้สินแล้วแบ่งความรับผิดชอบเป็น 3 ส่วน ซึ่งหมายถึงการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนของโจทก์และจำเลยทั้งสองนั่นเองและก็ได้มีการตรวจสอบสินค้าและหนี้สินของร้านค้าทันที ซึ่งภายหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองก็แยกไปเปิดบัญชีกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขานานาเหนือ แทนบัญชีเดิมของห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว ซึ่งมีทั้งบัญชีกระแสรายวันบัญชีออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำ ซึ่งเปิดไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย (มหาชน)สาขานานาเหนือ เพื่อใช้ในกิจการของห้างและจำเลยทั้งสองก็มิให้โจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวในกิจการของร้านค้าอีกต่อไป อีกทั้งได้มีการร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาต่อกันอีกด้วยดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างมีเจตนาเลิกหุ้นส่วนกันแล้วตามพฤติการณ์นี้ปรากฏในวันที่ 22 เมษายน 2538 ดังกล่าว ส่วนการชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จหามีผลให้รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองยังคงมีเจตนาร่วมดำเนินกิจการกันอยู่เช่นเดิมไม่ เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน คำเบิกความของโจทก์ที่ว่า เมื่อชำระบัญชีแล้วเสร็จจึงจะทำสัญญาเลิกห้างหุ้นส่วนกัน จึงขัดต่อเหตุผล ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนของโจทก์และจำเลยทั้งสองเลิกกันแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวและสำหรับข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์ยังไม่ยอมเลิกห้างหุ้นส่วนเพราะจำเลยทั้งสองมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1056 และหากจะเลิกห้างหุ้นส่วนก็จะต้องทำสัญญาเป็นหนังสือเลิกห้างหุ้นส่วนต่อกันนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องและต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางนำสืบดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสองมีว่า ควรให้มีการชำระบัญชีหรือต้องถือข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่โจทก์นำสืบโดยไม่ต้องมีการชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่าในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าซึ่งเริ่มกระทำตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2538 ก็ไม่อาจกระทำได้แล้วเสร็จเพราะคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังนี้ จะให้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบหาได้ไม่ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 ที่จะต้องตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าให้ถูกต้องและเป็นยุติเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชี จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกันและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025 ม. 1057 ม. 1061
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกียรติศักดิ์ เศรษฐธำรงค์กุล
จำเลย — นาง จิราภา สวัสดิวัตน์หรือสวัสดิวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4201/2545
#45296
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้พิมพ์หนังสือเป็นเรื่องจ้างทำของสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยชำระค่าจ้างดังกล่าวมีกำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1)

สัญญากำหนดชำระค่าจ้างเป็นงวด ๆ ตามงานที่เสร็จเป็นช่วง ๆ โจทก์จัดส่งหนังสือให้จำเลยครบถ้วนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ฉะนั้น อายุความของโจทก์ในการฟ้องเพื่อสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงวดสุดท้ายจึงเริ่มนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จึงเป็นเวลาเกินกว่าสองปีแล้ว จึงขาดอายุความ ตามมาตรา 193/9 การบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริงของสัญญาที่แบ่งชำระค่าจ้างเป็นงวด ๆ ให้กลายเป็นการชำระหนี้ให้บางส่วน เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์พิมพ์หนังสือ ค่าจ้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน500,000 บาท จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 250,000 บาท โจทก์พิมพ์หนังสือให้จำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระ จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ให้โจทก์อีก 125,000 บาท จำเลยยังค้างชำระโจทก์อีกจำนวน 125,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 125,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินจ้างจากจำเลยภายในสองปี นับแต่วันที่20 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ส่งมอบงานตามที่จำเลยว่าจ้างแก่จำเลย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีประเด็นพิพาทที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก็คือฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้พิมพ์หนังสือชื่อ บางกอกบาย ดีไซน์ ตามสัญญาพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 นั้นเป็นเรื่องจ้างทำของฉะนั้นสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยชำระค่าจ้างดังกล่าวจึงมีกำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) จากข้อความในสัญญาพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ที่เกี่ยวกับรายละเอียดการจ่ายเงิน ข้อ 6 นั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการกำหนดการชำระค่าจ้างเป็นงวด ๆ ตามงานที่เสร็จเป็นช่วง ๆ อันเป็นปกติวิสัยของสัญญาว่าจ้างเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้เองนายสมบูรณ์ พงษ์พิทักษ์ชัย พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงเบิกความว่า ในวันทำสัญญา จำเลยได้ชำระเงิน 250,000บาท และชำระอีกครั้งจำนวน 125,000 บาท เมื่อทำอาร์ตเวิร์คเสร็จนั่นก็หมายถึงจำเลยจะต้องชำระงวดสุดท้ายจำนวน 125,000 บาท เมื่อโจทก์พิมพ์หนังสือเสร็จเรียบร้อยซึ่งได้ความจากนายสมบูรณ์ ต่อไปว่าโจทก์จัดส่งหนังสือให้จำเลยครบถ้วนเมื่อวันที่ 20พฤศจิกายน 2538 ฉะนั้น อายุความของโจทก์ในการฟ้องเพื่อสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงวดสุดท้ายจึงเริ่มนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จึงเป็นเวลาเกินกว่าสองปีแล้ว ถือว่าโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 การบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริงของสัญญาที่แบ่งชำระค่าจ้างเป็นงวด ๆ ให้กลายเป็นการชำระหนี้ให้บางส่วน เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ดังที่โจทก์อ้าง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/12 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โพสต์พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4200/2545
#46533
เปิดฉบับเต็ม

รองเท้าแตะของโจทก์ร่วมตกอยู่ที่บริเวณประตูบ้านของจำเลยก็เพราะโจทก์ร่วมทำหลุดไว้ เนื่องจากเหตุวิวาทชกต่อยกันระหว่างจำเลยกับ ส. จำเลยจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วเก็บรองเท้าแตะของโจทก์ร่วมและนำไปมอบให้พนักงานสอบสวนแสดงว่าจำเลยมิได้เอารองเท้าแตะของโจทก์ร่วมไปเป็นของตนหรือผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของโจทก์ร่วม แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิเก็บเอารองเท้าแตะของโจทก์ร่วมไว้ก็ตาม ก็มิใช่เหตุที่จะถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาววัฒนา แซ่โง้ว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ลงโทษจำคุก 15 วัน ปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 วัน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2542 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เกิดเหตุวิวาทชกต่อยกันระหว่างจำเลยกับนายสมชัย แซ่โง้ว พี่ของโจทก์ร่วมที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 655 ซอยกรุงธนบุรี 4 ถนนกรุงธนบุรี แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตึกแถวของจำเลย โจทก์ร่วม นางจินตนา เถียรกิตติ และนายสมคิด แซ่โง้ว พี่อีกสองคนของโจทก์ร่วมเข้าไปร่วมอยู่ในเหตุชกต่อยกันดังกล่าวด้วย ต่อมามีผู้แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน ปรากฏว่ารองเท้าแตะของโจทก์ร่วม 1 ข้างและรองเท้าแตะของนายสมชัย 1 ข้าง ตกอยู่บริเวณประตูบ้านของจำเลย หลังเกิดเหตุจำเลยเก็บรองเท้า 2 ข้างดังกล่าวเข้าไปในบ้านของจำเลยและถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.4 วันที่ 4 กรกฎาคม 2542 จำเลยนำรองเท้า 2 ข้างดังกล่าวไปมอบให้ร้อยตำรวจโทโฆษิต เฮงจำรัส พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสำเหร่ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า รองเท้าแตะของโจทก์ร่วมตกอยู่ที่บริเวณประตูบ้านของจำเลยก็เพราะโจทก์ร่วมทำหลุดไว้ เนื่องจากเหตุวิวาทชกต่อยกันระหว่างจำเลยกับนายสมชัย จำเลยจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วเก็บรองเท้าแตะของโจทก์ร่วมและนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน แสดงว่าจำเลยมิได้เอารองเท้าแตะของโจทก์ร่วมไปเป็นของตนหรือผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของโจทก์ร่วม แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิเก็บเอารองเท้าแตะของโจทก์ร่วมไว้ดังที่โจทก์ร่วมอ้างในฎีกาก็ตามก็มิใช่เหตุที่จะถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 59 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางสาว วัฒนา แซ่โง้ว
จำเลย — นาย เกษม แซ่เฮง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4198/2545
#45294
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยระบุตรงกันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 20/96 ถนนสุขุมวิท ซอยพร้อมมิตร แขวงคลองตันเหนือ เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ การที่จำเลยกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่นเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจึงได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด โดยผลของกฎหมายตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 185 มิใช่เป็นการโอนหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 จึงไม่ต้องทำหลักฐานการโอนหนี้เป็นหนังสือแม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการโอนหนี้ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กับโจทก์และไม่ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 306 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

จำเลยเป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อมาจำเลยทำความตกลงกับโจทก์เพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิต ตกลงให้ใช้บัญชีเดินสะพัดของจำเลยเป็นบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในการเรียกเก็บเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปด้วย ข้อตกลงและการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาโดยมีการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างโจทก์และจำเลยหักกลบลบกัน และคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาค อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด

โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจดูแลกิจการผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ออกทดรองไป เมื่อกฎหมายในเรื่องบัญชีเดินสะพัดมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

โจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 และนำยอดเงินการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2536 เมื่อหักทอนบัญชีกันในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยโดยให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์2538 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยมิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ โดยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 040-3-02005-7 ในนาม "รามาคอลเลคชั่น" ไว้แก่โจทก์ที่สาขาซอยไชยยศ มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสั่งจ่ายเงินในบัญชีเดินสะพัดด้วยการใช้เช็คหรือเอกสารอื่นของโจทก์เป็นหลักฐานแห่งการเบิกเงินและตัดทอนบัญชีเดินสะพัดต่อกันหากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย แต่โจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินไปก่อนจำเลยยอมผูกพันตามยอดเงินที่โจทก์จ่ายไป และยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในยอดเงินดังกล่าวแก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์คิดจากผู้กู้ยืมได้ ในขณะทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้สูงสุดในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยบันทึกข้อตกลงกับโจทก์เพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตหลายชนิดที่ผู้ถือบัตรเครดิตนำมาใช้ซื้อสินค้าหรือบริการแทนการชำระเงินสด โดยจำเลยต้องตรวจดูความถูกต้องของบัตรเครดิตและราคาสินค้าหรือบริการแก่ผู้ถือบัตรเครดิตตามเงื่อนไขและวงเงินที่โจทก์กำหนดให้ ถ้าผู้ถือบัตรเครดิตต้องการซื้อสินค้าหรือบริการมากกว่าวงเงินที่กำหนด จำเลยต้องขออนุมัติจากโจทก์ก่อน ซึ่งจำเลยจะต้องบันทึกรหัสที่โจทก์อนุมัติเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรลงในหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิป และส่งให้โจทก์เรียกเก็บเงินให้แก่จำเลย โดยยอมให้โจทก์คิดค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเดินสะพัดของจำเลยเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยหรือนำเงินเข้าบัญชีจำเลยแล้วหากปรากฏในภายหลังว่าจำเลยปฏิบัติผิดไปจากข้อตกลงที่ระบุไว้หรือกรณีอื่นใดที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเซลสลิปได้จำเลยจะต้องคืนเงินที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บได้ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีให้แก่จำเลย และยอมให้โจทก์หักเงินพร้อมดอกเบี้ยออกจากบัญชีของจำเลยได้ทันที หากเงินในบัญชีไม่มีหรือไม่พอชำระหนี้ให้ถือเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันที่เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นต้นไป จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินเกินบัญชีและเงินเข้าบัญชีดังกล่าว กับได้ส่งเซลสลิปมาขึ้นเงินสดกับโจทก์หลายครั้ง โจทก์ได้นำเงินเข้าบัญชีจำเลยทุกครั้ง ต่อมาโจทก์ได้ส่งเซลสลิปของจำเลยจำนวน 35 ฉบับ เป็นเงิน 1,223,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารที่ออกบัตรเครดิตของผู้ถือบัตร แต่เรียกเก็บเงินไม่ได้ โดยธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตแจ้งว่าบัตรเครดิตที่ใช้ซื้อสินค้าตามเซลสลิปดังกล่าวเป็นบัตรเครดิตปลอมและคืนเซลสลิปแก่โจทก์ โจทก์จึงหักเงินที่ได้จ่ายแก่จำเลยตามเซลสลิปดังกล่าวออกจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลย แต่เงินในบัญชีของจำเลยมีไม่เพียงพอ จึงถือเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและคิดดอกเบี้ยทบต้น กับได้ทวงถามให้จำเลยนำเงินเข้าบัญชีหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์2538 โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยเพิกเฉย สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,891,172.85 บาท จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ไม่ทบต้นนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์2538 ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 721,779.46 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,612,952.31 บาทขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,612,952.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,891,172.85 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำฟ้องเกิดขึ้นเมื่อปี 2534 ก่อนที่โจทก์จะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้รับโอนสิทธิหน้าที่และความรับผิดของธนาคารโจทก์เดิมฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม และโจทก์เป็นผู้ค้ารับทำการงานแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี มูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นในปี 2534 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,109,308.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,801,066.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน 340,061.74 บาท ออกให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้หรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยระบุข้อเท็จจริงตรงกันว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 20/96 ถนนสุขุมวิท ซอยพร้อมมิตรแขวงคลองตันเหนือ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ การที่จำเลยกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่นเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้าง เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย...

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามมีว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่มีหลักฐานการโอนหนี้ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กับโจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจึงได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมดโดยผลของกฎหมายตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2534 มาตรา 185 มิใช่เป็นการโอนหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 จึงไม่ต้องทำหลักฐานการโอนหนี้เป็นหนังสือดังที่จำเลยฎีกา แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการโอนหนี้ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด กับโจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่มีว่า หลักฐานการใช้บัตรเครดิต แทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับ เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมหรือไม่ และบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม2534 จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 04-02005-7 ชื่อบัญชี"รามาคอลเลคชั่น" ที่ธนาคารโจทก์สาขาซอยไชยยศ เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตตามเอกสารหมาย จ.6 ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2536 จำเลยนำหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับ เป็นเงิน1,223,000 บาท ส่งมอบต่อโจทก์เพื่อขอรับเงินสดจากโจทก์ โจทก์นำเงินเข้าบัญชีจำเลยแล้วแต่เรียกเก็บเงินจากผู้ออกบัตรเครดิตไม่ได้ โดยบริษัทผู้ออกบัตรเครดิตปฏิเสธว่า หลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปดังกล่าวเป็นหลักฐานอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งโจทก์มีนายสุวิทย์ หมื่นเดชเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการบัตรเครดิต มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมและป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับบัตรเครดิตเป็นพยานเบิกความว่า ตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปตัวอักษรซีวี มีขนาดใหญ่กว่า และมีลักษณะผิดจากตัวอักษรในบัตรมาตรฐานจำเลยไม่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับนั้น เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมประกอบกับตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตกำหนดให้เป็นหน้าที่ของร้านค้าต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือบัตร เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หรือเลขที่หนังสือเดินทาง และประเทศที่ออกหนังสือเดินทางด้วย แต่จำเลยมิได้กระทำการดังกล่าว ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่าการขายสินค้าของจำเลยเป็นการปฏิบัติไปตามปกติที่เคยกระทำมา และไม่ใช่ความผิดของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนข้อที่ว่าความรับผิดของจำเลยเป็นความรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ชื่อบัญชี รามาคอลเลคชั่น บัญชีเลขที่ 040-3-02005-7 ต่อมาจำเลยทำความตกลงกับโจทก์เพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิต ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 7 ตกลงให้ใช้บัญชีเดินสะพัดชื่อบัญชีรามาคอลเลคชั่น บัญชีเลขที่ 040-3-02005-7 ของจำเลยเป็นบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในการเรียกเก็บเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปด้วย ตามข้อตกลงข้อที่ 8 ถึงข้อที่ 10 กำหนดให้ใช้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัด โดยยินยอมให้โจทก์หักทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบหนี้กันได้ ตามวิธีและประเพณีปฏิบัติของธนาคารเกี่ยวกับบัญชีเดินสะพัดหากจำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่เงินในบัญชีไม่มีให้หักหรือมีแต่ไม่พอให้หักชำระหนี้ได้ครบจำนวน จำเลยยินยอมให้โจทก์นำหนี้ทั้งจำนวนนั้น หรือจำนวนที่คงเหลือหลังจากหักชำระแล้วนั้นลงจ่ายในบัญชีเพื่อให้เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นของจำนวนเงินที่เป็นหนี้ตามประเพณีการคิดดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดของธนาคารด้วยนับแต่วันที่เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นต้นไป หลังจากมีข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ส่งหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.8 มาเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์คิดค่าธรรมเนียมเรียกเก็บแล้วได้เอาเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.12 เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.12 ประกอบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปทั้งหมดเป็นรายการขายสินค้าระหว่างวันที่ 19 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2536 ซึ่งโจทก์ได้นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทำให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือในบัญชี ณ วันดังกล่าวว่าจำเลยเป็นเจ้าหนี้ ในระหว่างนี้จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 29 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.7 ถอนเงินออกจากบัญชี ทำให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือในบัญชีว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ ดังนี้เห็นได้ว่าข้อตกลงและการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาโดยมีการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างโจทก์และจำเลยหักกลบลบกันและคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาคอันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัด จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจดูแลกิจการผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ออกทดลองไปเมื่อกฎหมายในเรื่องบัญชีเดินสะพัดมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 และนำยอดเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2536 เมื่อหักทอนบัญชีกันในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,801,066.67 บาทต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลยโดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 อายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน1,801,066.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินจำนวน 340,061.75 บาท ออก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์3,000 บาท เท่านั้น มิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง เมื่อมีคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์รวม 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 306 ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 249 ม. 242
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย โชคชัย สัจจเดว์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4198/2545
#45295
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยระบุข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ การที่จำเลยกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่นเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้าง เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจึงได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมดโดยผลของกฎหมายตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัดฯ มาตรา 185 มิใช่เป็นการโอนหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 จึงไม่ต้องทำหลักฐานการโอนหนี้เป็นหนังสือ แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการโอนหนี้ระหว่างธนาคาร ท. กับโจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 306 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

ข้อตกลงและการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตเป็นการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาโดยมีการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างโจทก์และจำเลยหักกลบลบกันและคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาค อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัด จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด

ตามคำฟ้องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจดูแลกิจการผู้อื่นหรือรับทำงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ออกทดรองไป เมื่อกฎหมายในเรื่องบัญชีเดินสะพัดมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท เท่านั้น มิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง ศาลฎีกามีอำนาจสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ โดยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันในนาม "รามาคอลเลคชั่น" ไว้แก่โจทก์ มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสั่งจ่ายเงินในบัญชีเดินสะพัดด้วยการใช้เช็คหรือเอกสารอื่นของโจทก์เป็นหลักฐานแห่งการเบิกเงินและตัดทอนบัญชีเดินสะพัดต่อกันหากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย แต่โจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินไปก่อน จำเลยยอมผูกพันตามยอดเงินที่โจทก์จ่ายไป และยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในยอดเงินดังกล่าวแก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์คิดจากผู้กู้ยืมได้ ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,612,952.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,891,172.85 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,109,308.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,801,066.67 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน 340,061.75 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยระบุข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 20/96 ถนนสุขุมวิท ซอยพร้อมมิตรแขวงคลองตันเหนือ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ การที่จำเลยกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่นเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้าง เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า นายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และนายโอฬารได้มอบอำนาจให้นายอนุรักษ์ สุรพัฒน์ ฟ้องคดีหรือไม่ โจทก์มีหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นพยานหลักฐานว่านายโอฬารเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และมีหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2เป็นพยานหลักฐานว่านายโอฬารลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายอนุรักษ์ฟ้องคดี กับมีนายอนุรักษ์ สุรพัฒน์ เป็นพยานเบิกความรับรองว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจคือลายมือชื่อของนายโอฬารซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธแต่ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายโอฬารเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้และนายโอฬารมอบอำนาจให้นายอนุรักษ์ฟ้องคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามมีว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่มีหลักฐานการโอนหนี้ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กับโจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจึงได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมดโดยผลของกฎหมายตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 185 มิใช่เป็นการโอนหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 จึงไม่ต้องทำหลักฐานการโอนหนี้เป็นหนังสือดังที่จำเลยฎีกา แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการโอนหนี้ระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด กับโจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่มีว่า หลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับ เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมหรือไม่ และบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2534 จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 040-3-02005-7 ชื่อบัญชี "รามาคอลเลคชั่น" ที่ธนาคารโจทก์สาขาซอยไชยยศ เพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ต่อมาวันที่ 7พฤศจิกายน 2534 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตตามเอกสารหมาย จ.6 ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2536 จำเลยนำหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับ เป็นเงิน1,223,000 บาท ส่งมอบต่อโจทก์เพื่อขอรับเงินสดจากโจทก์ โจทก์นำเงินเข้าบัญชีจำเลยแล้วแต่เรียกเก็บเงินจากผู้ออกบัตรเครดิตไม่ได้ โดยบริษัทผู้ออกบัตรเครดิตปฏิเสธว่าหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปดังกล่าวเป็นหลักฐานอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งโจทก์มีนายสุวิทย์ หมื่นเดช เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการบัตรเครดิต มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมและป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับบัตรเครดิตเป็นพยานเบิกความว่า ตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปตัวอักษรซีวีมีขนาดใหญ่กว่า และมีลักษณะผิดจากตัวอักษรในบัตรมาตรฐาน จำเลยไม่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับนั้น เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอม ประกอบกับตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตกำหนดให้เป็นหน้าที่ของร้านค้าต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือบัตร เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หรือเลขที่หนังสือเดินทางและประเทศที่ออกหนังสือเดินทางด้วย แต่จำเลยมิได้กระทำการดังกล่าว ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่าการขายสินค้าของจำเลยเป็นการปฏิบัติไปตามปกติที่เคยกระทำมา และไม่ใช่ความผิดของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนข้อที่ว่าความรับผิดของจำเลยเป็นความรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ชื่อบัญชี รามาคอลเลคชั่น บัญชีเลขที่ 040-3-02005-7 ต่อมาจำเลยทำความตกลงกับโจทก์เพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิต ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 7 ตกลงให้ใช้บัญชีเดินสะพัดชื่อบัญชี รามาคอลเลคชั่น บัญชีเลขที่ 040-3-02005-7 ของจำเลยเป็นบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในการเรียกเก็บเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปด้วยตามข้อตกลงข้อที่ 8 ถึงข้อที่ 10 กำหนดให้ใช้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัด โดยยินยอมให้โจทก์หักทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบหนี้กันได้ ตามวิธีและประเพณีปฏิบัติของธนาคารเกี่ยวกับบัญชีเดินสะพัดหากจำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่เงินในบัญชีไม่มีให้หักหรือมีแต่ไม่พอให้หักชำระหนี้ได้ครบจำนวน จำเลยยินยอมให้โจทก์นำหนี้ทั้งจำนวนนั้น หรือจำนวนที่คงเหลือหลังจากหักชำระแล้วนั้น ลงจ่ายในบัญชีเพื่อให้เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นของจำนวนเงินที่เป็นหนี้ตามประเพณีการคิดดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดของธนาคารด้วย นับแต่วันที่เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นต้นไป หลังจากมีข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ส่งหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน 35 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.8 มาเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์คิดค่าธรรมเนียมเรียกเก็บแล้วได้เอาเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.12 เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.12 ประกอบกันแล้ว จะเห็นได้ว่า หลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปทั้งหมดเป็นรายการขายสินค้าระหว่างวันที่ 19 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2536 ซึ่งโจทก์ได้นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทำให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือในบัญชี ณ วันดังกล่าวว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้ ในระหว่างนี้จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 29 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.7 ถอนเงินออกจากบัญชี ทำให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือในบัญชีว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ ดังนี้เห็นได้ว่า ข้อตกลงและการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาโดยมีการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างโจทก์และจำเลยหักกลบลบกัน และคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาค อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัด จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจดูแลกิจการผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ออกทดรองไป เมื่อกฎหมายในเรื่องบัญชีเดินสะพัดมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 และนำยอดเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2536 เมื่อหักทอนบัญชีกันในวันที่ 30พฤศจิกายน 2536 ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,801,066.67 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลย โดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 15วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 11กุมภาพันธ์ 2538 อายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์2538 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,801,066.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินจำนวน 340,061.75 บาท ออก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท เท่านั้น มิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไปเป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 306 ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 167 ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย โชคชัย สัจจเดว์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4198/2545
#99749
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ต่อมาจำเลยทำความตกลงกับโจทก์เพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิต ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้ใช้บัญชีเดินสะพัดของจำเลยเป็นบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในการเรียกเก็บเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปด้วย โดยยินยอมให้โจทก์หักทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบหนี้กันได้ ตามวิธีและประเพณีปฏิบัติของธนาคารเกี่ยวกับบัญชีเดินสะพัด โจทก์จะเรียกเก็บเงินตามเซลสลิปโดยคิดค่าธรรมเนียมเรียกเก็บแล้วจะโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย หากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเซลสลิปได้ จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ และถ้าเงินในบัญชีไม่มีให้หักหรือมีแต่ไม่พอให้หักชำระหนี้ได้ครบจำนวน จำเลยยินยอมให้โจทก์นำหนี้ทั้งจำนวนนั้น หรือจำนวนที่คงเหลือหลังจากหักชำระแล้วนั้นลงจ่ายในบัญชีเพื่อให้เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และยินยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นของจำนวนเงินที่เป็นหนี้ตามประเพณีการคิดดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดของธนาคารด้วย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิหน้าที่ความรับผิดของคู่สัญญาโดยมีการตัดทอนบัญชีอันเกิดแต่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบกัน และคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาค อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชี้เดินสะพัด จำเลยจึงมีความรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด

เมื่อกฎหมายในเรื่องบัญชีเดินสะพัดมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะจำนวนเงินที่ให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่มิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์อันเพิกถอนไป เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง? ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๖๑๒,๙๕๒.๓๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๘๙๑,๑๗๒.๘๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒,๑๐๙,๓๐๘.๗๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๘๐๑,๐๖๖.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน ๓๔๐,๐๖๑.๗๕ บาท ออก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่มีว่า หลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน ๓๕ ฉบับ เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอมหรือไม่ และบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่? ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน ๓๕ ฉบับนั้น เกิดจากการใช้บัตรเครดิตปลอม ประกอบกับตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตกำหนดให้เป็นหน้าที่ของร้านค้าต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของบัตรเครดิต ชื่อผู้ถือบัตร เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หรือเลขที่หนังสือเดินทาง และประเทศที่ออกหนังสือเดินทางด้วย แต่จำเลยมิได้กระทำการดังกล่าว ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่าการขายสินค้าของจำเลยเป็นการปฏิบัติไปตามปกติที่เคยกระทำมา และไม่ใช่ความผิดของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนข้อที่ว่าความรับผิดของจำเลยเป็นความรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ชื่อบัญชี รามาคอลเลคชั่น บัญชีเลขที่ ๐๔๐-๓-๐๒๐๐๕-๗ ต่อมาจำเลยทำความตกลงกับโจทก์เพื่อเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิต ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตข้อ ๗ ตกลงให้ใช้บัญชีเดินสะพัด ชื่อบัญชี รามาคอลเลคชั่น บัญชีเลขที่ ๐๔๐-๓-๐๒๐๐๕-๗ ของจำเลยเป็นบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยในการเรียกเก็บเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปด้วย ตามข้อตกลงกำหนดให้ใช้บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัด โดยยินยอมให้โจทก์หักทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบหนี้กันได้ ตามวิธีและประเพณีปฏิบัติของธนาคารเกี่ยวกับบัญชีเดินสะพัด หากจำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่เงินในบัญชีไม่มีให้หักหรือมีแต่ไม่พอให้หักชำระหนี้ได้ครบจำนวน จำเลยยินยอมให้โจทก์นำหนี้ทั้งจำนวนนั้น หรือจำนวนที่คงเหลือหลังจากหักชำระแล้วนั้นลงจ่ายในบัญชีเพื่อให้เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นของจำนวนเงินที่เป็นหนี้ตามประเพณีการคิดดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดของธนาคารด้วย นับแต่วันที่เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นต้นไป หลังจากมีข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ส่งหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปจำนวน ๓๕ ฉบับ มาเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์คิดค่าธรรมเนียมเรียกเก็บแล้วได้เอาเงินเข้าบัญชีของจำเลยตามบัญชีกระแสรายวัน? เห็นได้ว่า หลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดหรือเซลสลิปทั้งหมดเป็นรายการขายสินค้าระหว่างวันที่ ๑๙ ถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๖ ซึ่งโจทก์ได้นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทำให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือในบัญชี ณ วันดังกล่าวว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้ ในระหว่างนี้จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน ๒๙ ฉบับ ถอนเงินออกจากบัญชี ทำให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือในบัญชีว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ ดังนี้เห็นได้ว่า ข้อตกลงและการปฏิบัติต่อกันระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาโดยมีการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างโจทก์และจำเลยหักกลบลบกัน และคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาค อันเป็นลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัด จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจดูแลกิจการผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ออกทดรองไป เมื่อกฎหมายในเรื่องบัญชีเดินสะพัดมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๓๖ และนำยอดเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เมื่อหักทอนบัญชีกันในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน ๑,๘๐๑,๐๖๖.๖๗ บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลยโดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ อายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๐ ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๘๐๑,๐๖๖.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินจำนวน ๓๔๐,๐๖๑.๗๕ บาท ออก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท เท่านั้น มิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์รวม ๘,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโชคชัย สัจจเดว์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบุรินทร์ ตั้งประพันธ์วงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4193/2545
#46130
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส. ผู้ส่งกับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งมีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 มีผลให้บริษัท ส. ไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ส. ไปก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับบริษัท ส. แต่หาอาจก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิจากบริษัท ส. มาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยการขนส่งกระจกไว้จากบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี จำกัดและบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี กระจกนิรภัย จำกัด ซึ่งว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งโดยจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 และนายประดิษฐ์ พรวิเศรษฐสิริกุล เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนในการขับรถยนต์บรรทุกขนส่งสินค้าดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถควบคุมรถได้ เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกเสียหลักชนราวสะพานกระจกที่บรรทุกไปได้รับความเสียหายเป็นเงิน 245,000 บาท และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม2536 นายประดิษฐ์ขับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาท โดยขับรถด้วยความเร็วสูงขณะเลี้ยวรถเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกเสียหลักพลิกคว่ำ กระจกที่บรรทุกไปได้รับความเสียหายเป็นเงิน 252,613 บาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2536 โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรวม 491,613 บาท จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนจำนวน 242,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,635 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และนายประดิษฐ์ต้องร่วมรับผิดในค่าสินไหมทดแทนจำนวน 491,613 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 23,637 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 253,635 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 242,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 515,250 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 491,613 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้างให้ขนส่งโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย จึงไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เคยรับจ้างบรรทุกสินค้าของบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซีจำกัด แต่มีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของกระจกรับจ้างบรรทุก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดที่ไม่รับประกันความเสียหายของสินค้าที่ขนส่ง เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี จำกัด และบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี กระจกนิรภัย จำกัด กับจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี จำกัด และบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี กระจกนิรภัย จำกัด ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง ได้ตกลงกันชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 และมีผลให้บริษัททั้งสองไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเพียงเท่าที่สิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่ แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัททั้งสองไปก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับบริษัททั้งสอง แต่หาอาจก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิจากบริษัททั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5809/2539 ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เกษม ดวงลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4193/2545
#48656
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบริษัท ส. และบริษัท ว. ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง ได้ตกลงกันชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 และมีผลให้บริษัททั้งสองไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเพียงเท่าที่สิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่ แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัททั้งสองไปก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับบริษัททั้งสอง แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิจากบริษัททั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 253,635 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 242,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 515,250บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 491,613 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งกระจกของบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. จำกัด และบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ที่จะเกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่ง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกกระจกดังกล่าวไปส่งลูกค้าในระหว่างทางกระจกแตกเสียหาย และเมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2536 นายประดิษฐ์ พรวิเศรษฐสิริกุล ขับรถยนต์บรรทุกกระจกดังกล่าวระหว่างทางรถยนต์บรรทุกพลิกคว่ำทำให้กระจกแตกเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. จำกัด และบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับขนกระจกในราคาเที่ยวละ 2,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ไม่รับประกันความเสียหายของสินค้า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่ง ซึ่งบริษัททั้งสองได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับขนจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของบริษัททั้งสองโจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยซึ่งข้อเท็จจริงเชื่อว่าความเสียหายของกระจกเกิดจากจำเลยที่ 1 หักหลบรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงที่แซงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 อันจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อีกพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดที่ไม่รับประกันความเสียหายของสินค้าที่ขนส่ง เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. จำกัด และบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด กับจำเลยที่ 2 ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. จำกัด และบริษัทสยามวี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้ตกลงกันชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 และมีผลให้บริษัททั้งสองไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเพียงเท่าที่สิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่ แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัททั้งสองไปก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับบริษัททั้งสอง แต่หาอาจก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิจากบริษัททั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5809/2539 ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามบทบัญญัติมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หน้าที่นำสืบตกแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้เห็นโดยปราศจากสงสัยว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่าในปัญหาเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 นำสืบว่าขณะขับรถมาถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงขับแซงยังไม่พ้นแล้วหักหลบมาทางซ้ายเนื่องจากเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจราจรยืนอยู่ด้านหน้า จำเลยที่ 1 จึงขับรถหักมาทางซ้ายแต่หักมากไม่ได้เพราะติดราวสะพาน แล้วจำเลยที่ 1 หักรถมาทางขวาช่องทางปกติเชือกซึ่งยึดกระจกที่บรรทุกมาขาด ทำให้กระจกไปตีกระบะด้านซ้ายหักและกระจกล้มไปพาดราวสะพาน จำเลยที่ 1 หยุดรถได้ทันทีกระจกจึงไม่ตกไปที่พื้นสอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4ที่ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถหักหลบรถที่แซงขึ้นมาทำให้กระจกตกหล่นเกิดความเสียหาย โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเฉี่ยวชนราวสะพาน การนำกระจกขึ้นบรรทุกกระบะท้ายรถไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี.จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ สภาพการบรรทุกกระจกไม่มั่นคงเพียงพอ หากจำเลยที่ 1 ไม่หักหลบย่อมเกิดเหตุเฉี่ยวชนและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท จึงเชื่อว่าความเสียหายเกิดจากการหักหลบรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงที่แซงขึ้นมาอย่างกะทันหัน หาใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนราวสะพาน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยดังนี้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไว้ชัดแจ้งแล้ว มิได้วินิจฉัยแต่เพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาจึงฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความประมาทของจำเลยที่ 1แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 420 ม. 625 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เกษม ดวงลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4193/2545
#99838
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้ตกลงกันชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดของ จำเลยที่ 2 ที่ไม่รับประกันความเสียหายของสินค้าที่ส่งข้อตกลงยกเว้นความรับผิดดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 และมีผลให้บริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้ส่งไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้เอา ประกันภัยเพียงเท่าที่สิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่ แม้โจทก์จะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัททั้งสองไปก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับบริษัททั้งสอง แต่หาอาจก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิจากบริษัททั้งสองมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกกระจกที่โจทก์รับประกันภัยความเสียหายไว้จากบริษัทผู้ส่งมาถึงที่เกิดเหตุ มีรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงขับแซงรถของจำเลยที่ 1 ขึ้นไปแต่แซงยังไม่พ้น แล้วหักหัวรถตัดหน้ารถจำเลยที่ 1 กะทันหัน จำเลยที่ 1 จึงหักหัวรถหลบไปทางซ้าย แต่หักมากไม่ได้เพราะติดราวสะพาน แล้วจำเลยที่ 1 หักหัวรถมา ทางขวาเข้าช่องทางปกติ เชือกซึ่งยึดกระจกที่บรรทุกมาขาด ทำให้กระจกไปตีกระบะด้านซ้ายหักกระจกแตกเสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยซึ่งโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอา ประกันภัยแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ผู้ทำละเมิดชำระเงินจำนวน ๒๕๓,๖๓๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๔๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งรับผิดชำระเงินจำนวน ๕๑๕,๒๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๙๑,๖๑๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ แต่จำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความระมัดระวัง มีรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงขับแซง แล้วขับรถปาดหน้ารถของจำเลยที่ ๑ ในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ต้องหักรถหลบ กระที่บรรทุกมาถ่วงกดทับลงไปด้านเดียวและมีน้ำหนักมากเป็นเหตุให้เชือกที่ผูกมัดกระจกขาด กระจกล้มไปกระแทกกับกระบะรถได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้างให้ขนส่ง โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์ ๆ กับจำเลยที่ ๑ และนายประดิษฐ์ จำเลยที่ ๒ มิใช่เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุทั้งสองคัน จำเลยที่ ๑ และ นายประดิษฐ์จะขับรถโดยประมาทหรือไม่ จำเลยที่ ๒ ไม่ทราบ บุคคลทั้งสองไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เคยรับจ้างบรรทุกสินค้าของบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. จำกัด แต่มีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของกระจกที่รับจ้างบรรทุก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งกระจกของบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. จำกัด และบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ที่จะเกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่ง เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกกระจกดังกล่าวไปส่งลูกค้าในระหว่างทางกระจกแตกเสียหาย และเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๖ นายประดิษฐ์ พรวิเศรษฐสิริกุล ขับรถยนต์บรรทุกกระจกดังกล่าวระหว่างทางรถยนต์บรรทุกพลิกคว่ำ ทำให้กระจกแตกเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. จำกัด และ บริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ตกลงให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับขนกระจกในราคาเที่ยวละ ๒,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ไม่รับประกันความเสียหายของสินค้า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อยกเว้น ความรับผิดของผู้ขนส่ง ซึ่งบริษัททั้งสองได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งแล้ว จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับขนจึงไม่ต้อง รับผิดในความเสียหายของบริษัททั้งสอง โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยซึ่งข้อเท็จจริงเชื่อว่าความเสียหายของกระจกเกิดจากจำเลยที่ ๑ หักหลบรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงที่แซงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องบังคับจำเลยที่ ๑ ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ ๑ อันจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ อีก พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดที่ไม่รับประกันความเสียหายของสินค้าที่ขนส่ง เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. จำกัด และบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. กระจกนิรภัย จำกัด กับจำเลยที่ ๒ ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. จำกัด และ บริษัท สยาม วี. เอ็ม. ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ผู้ส่ง กับจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่ง ได้ตกลงกันชัดแจ้งในการยกเว้นความผิดรับของจำเลยที่ ๒ ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๕ และมีผลให้บริษัททั้งสองไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ โจทก์ซึ่งเป็น ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัททั้งสองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเพียงเท่าที่สิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่ แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัททั้งสองไปก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัย ที่โจทก์ทำไว้กับบริษัททั้งสอง แต่หาอาจก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะรับช่วงสิทธิจากบริษัททั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดต่อโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๐๙/๒๕๓๙ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทพฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามบทบัญญัติมาตรา ๔๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หน้าที่นำสืบตกแก่จำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ มิได้นำสืบให้เห็นโดยปราศจากสงสัยว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่าในปัญหาเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ นำสืบว่า ขณะขับรถมาถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงขับแซงยังไม่พ้น แล้วหักหลบมาทางซ้ายเนื่องจากเห็นเจ้าพนักงานตำรวจจราจรยืนอยู่ด้านหน้า จำเลยที่ ๑ จึงขับรถหักมาทางซ้ายแต่หักมากไม่ได้เพราะติดราวสะพาน แล้วจำเลยที่ ๑ หักรถมาทางขวาเข้าช่องทางปกติ เชือกซึ่งยึดกระจกที่บรรทุกมาขาด ทำให้กระจกไป ตีกระบะด้านซ้ายหัก และกระจกล้มไปพาดราวสะพาน จำเลยที่ ๑ หยุดรถได้ทันทีกระจกจึงไม่ตกไปที่พื้น สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.๔ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถหักหลบรถที่แซงขึ้นมาทำให้กระจกตกหล่นเกิดความเสียหาย โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถเฉี่ยวชนราวสะพาน การนำกระจกขึ้นบรรทุกกระบะท้ายรถไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของบริษัทสยาม วี. เอ็ม. ซี. จำกัด เป็น ผู้ดำเนินการ สภาพการบรรทุกกระจกไม่มั่นคงเพียงพอ หากจำเลยที่ ๑ ไม่หักหลบย่อมเกิดเหตุเฉี่ยวชนและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาท จึงเชื่อว่าความเสียหายเกิดจากการหักหลบรถยนต์บรรทุกกระบะพ่วงที่แซงขึ้นมาอย่างกะทันหันหาใช่กรณีที่จำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนราวสะพาน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย ดังนี้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไว้ชัดแจ้งแล้ว มิได้วินิจฉัยแต่เพียงว่า โจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมาพิสูจน์ว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาท ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวตามที่จำเลยที่ ๑ นำสืบมาจึงฟังได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะความประมาทของจำเลยที่ ๑ แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(สมศักดิ์ เนตรนัย - ไพศาล เจริญวุฒิ - สายันต์ สุรสมภพ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 625 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกษม ดวงลี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจังหวัดนครปฐม — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา