คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069/2545
#45733
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา โดยให้บริษัท ซ. เช่าพื้นที่ชั้นล่างบางส่วนและชั้นลอยบางส่วน กับโจทก์ใช้พื้นที่ชั้นล่างบางส่วนทำเป็นสำนักงานของโจทก์ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 โจทก์ให้ ว. กรรมการของโจทก์พักอาศัยส่วนชั้นที่ 4 ปิดว่างไว้ ดังนั้น พื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 จึงมิใช่พื้นที่ที่โจทก์ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม ส่วนการที่ ว. พักอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ให้ผู้แทนเฝ้ารักษาอาคาร แม้ว่าผู้แทนนั้นจะได้รับความสะดวกจากการอยู่อาศัยแต่ก็มิใช่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ เพราะโจทก์มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นล่างบางส่วนสำหรับให้บริษัท ซ. สามารถติดต่อกับโจทก์ได้โดยตรงอยู่แล้วโจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนในพื้นที่อาคารชั้น 2 และชั้น 3 ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า การประเมินภาษีของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ โดยขอให้จำเลยงดภาษีโรงเรือนในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัยตามมาตรา 10 ต่อมาจำเลยแจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบโดยจำเลยไม่ยอมลดภาษีในส่วนที่โจทก์ร้องขอ โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีในส่วนนี้เนื่องจากได้รับยกเว้นตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยจึงไม่ถูกต้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 11,345 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โรงเรือนของโจทก์มิได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 5 เลขที่ 18 ลงวันที่ 18 เมษายน 2543 และคำชี้ขาดเล่มที่ 23 เลขที่ 84 ลงวันที่21 สิงหาคม 2543 เฉพาะรายการประเมินที่ 2 และที่ 3 (พื้นที่โรงเรือนชั้น 2 และชั้น 3)กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 9,200 บาทแก่โจทก์ภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ใช้อาคารพิพาทเป็นสำนักงานประกอบกิจการเพื่อหาผลประโยชน์ในการให้บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่า และโจทก์ได้ใช้ชั้นล่างบางส่วนเป็นสำนักงานของโจทก์เองกรรมการบริษัทโจทก์อาศัยอยู่ชั้น 2 และชั้น 3 เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับผู้เช่าการอยู่อาศัยของกรรมการบริษัทโจทก์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์เอง ไม่ใช่กรณีเจ้าของอยู่เองหรือผู้แทนเฝ้ารักษาพื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา แต่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 10 นั้น ในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงยุติไว้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา โจทก์ให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าพื้นที่ชั้นล่างบางส่วนและชั้นลอยบางส่วนกับโจทก์ใช้พื้นที่ชั้นล่างบางส่วนทำเป็นสำนักงานของบริษัทโจทก์ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3โจทก์ให้นางวิภาดา พิริยานสรณ์ กรรมการของโจทก์พักอาศัย พื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3มิใช่พื้นที่ที่โจทก์ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม และการที่นางวิภาดาได้พักอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นกรณีที่ผู้แทนของเจ้าของโรงเรือนเฝ้ารักษาโรงเรือนนั้น เห็นว่าเมื่อศาลภาษีอากรกลางฟังว่าโจทก์มิได้ใช้พื้นที่อาคารชั้น 2 และชั้น 3 เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม และโจทก์ได้ให้ผู้แทนเฝ้ารักษาอาคารดังกล่าว ดังนั้นแม้ผู้แทนของโจทก์ที่เฝ้ารักษาจะได้รับความสะดวกจากการอยู่อาศัยนั้นติดต่อกับบริษัทผู้เช่าอาคารชั้นล่างของโจทก์ แต่การอยู่อาศัยของผู้แทนโจทก์ก็มิใช่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์เพราะโจทก์มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นล่างบางส่วนสำหรับให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด สามารถติดต่อกับบริษัทโจทก์ได้โดยตรงอยู่แล้ว สำหรับที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้เป็นเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2525 และ3298/2526 นั้น เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นอย่างไรจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์จำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับอาคารชั้น 2 และชั้น 3 นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วี อาร์ บี ดี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069/2545
#99671
เปิดฉบับเต็ม

นิติบุคคลโจทก์เป็นเจ้าของอาคาร 4 ชั้น ชั้นล่างบางส่วนเป็นสำนักงานของโจทก์และแบ่งให้เช่า ส่วนชั้น 2 และชั้น 3 โจทก์ให้ ว. กรรมการโจทก์อยู่อาศัยโดยมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม การที่ ว. กรรมการโจทก์อยู่อาศัยแม้จะได้รับความสะดวกจากการอยู่อาศัยติดต่อกับผู้เช่าอาคารชั้นล่าง แต่มิใช่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบกิจการของโจทก์โดยแท้ เพราะโจทก์มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นล่างบางส่วนอยู่แล้ว โจทก์จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับอาคารชั้น 2 และชั้น 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน ๑๑,๓๔๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ ๕ เลขที่ ๑๘ ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๓ และคำชี้ขาดเล่มที่ ๒๓ เลขที่ ๘๔ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ เฉพาะรายการประเมินที่ ๒ และที่ ๓ (พื้นที่โรงเรือนชั้น ๒ และชั้น ๓) กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๙,๒๐๐ บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด ๓ เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนด ให้จำเลยชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด ๓ เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อศาลภาษีอากรกลางฟังว่าโจทก์มิได้ใช้พื้นที่อาคารชั้น ๒ และชั้น ๓ เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม และโจทก์ได้ให้ผู้แทนเฝ้ารักษาอาคารดังกล่าว ดังนั้น แม้ผู้แทนของโจทก์ที่เฝ้ารักษาจะได้รับความสะดวกจากการอยู่อาศัยนั้นติดต่อกับบริษัทผู้เช่าอาคารชั้นล่างของโจทก์ แต่การอยู่อาศัยของผู้แทนโจทก์ก็มิใช่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ เพราะโจทก์มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นล่างบางส่วนสำหรับให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด สามารถติดต่อกับบริษัทโจทก์ได้โดยตรงอยู่แล้ว สำหรับที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้เป็นเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๒๙/๒๕๒๕ และ ๓๒๙๘/๒๕๒๖ นั้น เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์จำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับอาคารชั้น ๒ และชั้น ๓ นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวี อาร์ บี ดี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายนันทน อินทนนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4068/2545
#46532
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดและให้หมายความรวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นบัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ในอันที่จะขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะบรรทุกและโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดี ในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นรวม 2 วัน ติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของจำเลย และเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-4715984 โดยซื้อมาจากบริษัทเลยเทเลคอมจำกัด ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บ-6730 เลย โดยซื้อมาจากบริษัทโค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด สาขาเลย การที่จำเลยนำรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ทราบและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บ-6730 เลย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-4715984 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยและผู้คัดค้านที่ 2รถยนต์กระบะบรรทุกยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน บ-6730 เลย เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-4715984 มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1เป็นเจ้าของ วันที่ 9 มกราคม 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย โดยอ้างว่ายึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,257 เม็ดและเมทแอมเฟตามีนชนิดผงอีก 1 ถุง ธนบัตรจำนวน 7,760 บาท ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์กระบะบรรทุก หมายเลขทะเบียน บ-6730 เลย กับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ที่กระเป๋ากางเกงของจำเลยและโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง ของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ริบรถยนต์กระบะบรรทุก หมายเลขทะเบียน บ-6730เลย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ความปรากฏว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า"ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นบัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ในอันที่จะขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ริบรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 อีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
ผู้คัดค้าน — นาย สุเทพ อาธรรมระชะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4068/2545
#99670
เปิดฉบับเต็ม

ตามพ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดและให้หมายความรวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ. ข้างต้นบัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ในอันที่จะขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ตามมาตรา 30 แห่งพ.ร.บ. ข้างต้นได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะบรรทุกและโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐, ๓๑

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดี ในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นรวม ๒ วัน ติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นบุตรของจำเลย และเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข ๐๑ - ๔๗๑๕๙๘๔ โดยซื้อมาจากบริษัทเลยเทเลคอม จำกัด ส่วนผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บ - ๖๗๓๐ เลย โดยซื้อมาจากบริษัทโค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด สาขาเลย การที่จำเลยนำรถยนต์กระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ทราบและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บ - ๖๗๓๐ เลย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข ๐๑ - ๔๗๑๕๙๘๔ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยกับผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นบุตรของจำเลยและผู้คัดค้านที่ ๒ รถยนต์กระบะบรรทุกยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน บ - ๖๗๓๐ เลย เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ ๒ ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข ๐๑ - ๔๗๑๕๙๘๔ มีชื่อผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นเจ้าของ วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๑ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย โดยอ้างว่ายึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑,๒๕๗ เม็ดและเมทแอมเฟตามีนชนิดผงอีก ๑ ถุง ธนบัตรจำนวน ๗,๗๖๐ บาท ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์กระบะบรรทุก หมายเลขทะเบียน บ - ๖๗๓๐ เลย กับเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๖ เม็ด ที่กระเป๋ากางเกงของจำเลย และโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน ๑ เครื่อง ของผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ต่อศาลชั้นต้น และยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ริบรถยนต์กระบะบรรทุก หมายเลขทะเบียน บ - ๖๗๓๐ เลย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ความปรากฏว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ โดยวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๕๗, ๖๗, ๙๑ ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นบัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ในอันที่จะขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐, ๓๑ ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ริบรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๒ อีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

นายพิทยา ลิ้มสุวัฒน์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายสุเทพ อาธรรมระชะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายกฤต หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชัชลิต ละเอียด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4066/2545
#44807
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เปลือยกายถือมีดเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงนอนของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัวจำเลยที่ 1 พูดขู่มิให้ร้อง ผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียงจำเลยที่1ชกปากและเอามือซ้ายยัดเข้าไปในปาก ผู้เสียหายที่ 1กัดนิ้วของจำเลยที่ 1 และดิ้นจนตกจากเตียงนอน ผู้เสียหายที่ 1 ถูกมีดของจำเลยที่ 1บาดที่ข้อมือซ้าย ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอันไม่สมควรทางเพศโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและได้ใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และเป็นการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันควรในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตามมาตรา 365 เมื่อผู้เสียหายที่ 3 เข้ามาที่ห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1ก็ถูกจำเลยที่ 1 ทำร้ายและจำเลยที่ 1 หยิบเอากระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 นำมาด้วยและตกอยู่ที่พื้นไป ก่อนจะหลบหนีจำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 และใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14746/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ได้เปลือยกายบุกรุกเข้าไปในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวดลหทัย สิทธิวงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเหตุอันสมควร กับมีอาวุธมีดและใช้อาวุธมีดดังกล่าวขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 ว่า จะใช้กำลังประทุษร้ายแล้วจำเลยที่ 1กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 27 ปี โดยกอดปล้ำ และจำเลยลักอาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 หมายเลขทะเบียน กท.937891 ของนายสวัสดิ์ สิทธิวงศ์ ผู้เสียหายที่ 2ไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้อาวุธมีดที่ติดตัวมาแทงประทุษร้ายนางจุฑาทิพย์ สิทธิวงศ์ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เปิดประตูด้านหน้าบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ชี้ช่องทางเข้าห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาวุธมีดติดตัวบุกรุกเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร และใช้อาวุธมีดนั้นขู่เข็ญว่าจะใช้ประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 และให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูต้นทางมิให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้จำเลยที่ 1 ลักอาวุธปืนดังกล่าวของผู้เสียหายที่ 2 และใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 295, 339, 365, 86, 90, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 339 วรรคสาม, 365(1)(2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธโดยใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 14 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปีจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365(1)(2)(3)ประกอบมาตรา 364, 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 86อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่าเหตุเกิดเวลาประมาณ 2 นาฬิกา คนร้ายที่ก่อเหตุคือจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 เริ่มเห็นคนร้ายตั้งแต่ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ยังนอนไม่หลับและรู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ปลายเท้าชิดเตียงนอนแล้วเดินขึ้นมาถึงบริเวณไหล่ของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ลืมตาขึ้นก็เห็นชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ ผมหยิกฟู จมูกโด่งเหมือนแขกมีผ้ายืดสีขาวคาดอยู่ที่บริเวณปากและพูดขู่มิให้ร้องโดยพูดว่าอย่าร้องนะ ผู้เสียหายที่ 1ร้องกรี๊ดสุดเสียง จึงถูกคนร้ายชกที่ปากและเอามือข้างซ้าย 4 นิ้ว ยัดเขาไปในปากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อกดลิ้นมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ร้องได้ ผู้เสียหายที่ 1 กัดนิ้วของคนร้ายและดิ้นจนตกเตียงนอนก็ถูกอาวุธมีดของคนร้ายที่ถือมาบาดที่ข้อมือซ้าย จากนั้นผู้เสียหายที่ 3ก็เข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีลงไปที่ห้องโถงได้ ในคืนเดียวกันหลังเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มและได้ดูตัวบุคคลที่ต้องสงสัยคือจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จำได้ชัดเจนกับยังเห็นบาดแผลที่นิ้วนางข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 ที่ถูกผู้เสียหายที่ 1 กัดยังมีโลหิตไหลอยู่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ระบุยืนยันกับเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 คือคนร้าย ต่อมาในวันที่ 26 เดือนเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ชี้ตัวคนร้าย ผู้เสียหายที่ 1 ก็ชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.10 และภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาหมาย จ.11 ส่วนผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่าเมื่อได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 1 ร้องก็รีบออกจากห้องนอนพร้อมหยิบกระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ไปยังห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ครั้นเปิดประตูห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ได้ และเข้าไปก็พบชายคนร้ายเปลือยกายกำลังทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 คนร้ายหันหน้ามาทางผู้เสียหายที่ 3 และวิ่งสวนชนผู้เสียหายที่ 3 กระเป๋าที่มีอาวุธปืนเก็บไว้ตกลงไปอยู่ที่พื้นห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นได้เกิดต่อสู้กันขึ้น โดยผู้เสียหายที่ 3 พยายามใช้มือดึงอวัยวะเพศของคนร้าย จึงได้เห็นบริเวณเหนือข้อเท้าด้านหลังขวาของคนร้ายมีรอยด่างแต่ผู้เสียหายที่ 3 ก็ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันถูกที่บริเวณมือขวา ระหว่างต่อสู้กันผ้าที่คนร้ายคาดไว้ที่ปากได้หลุดออก ผู้เสียหายที่ 3 เห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน เพราะบริเวณที่ต่อสู้กันอยู่ใกล้กับห้องน้ำด้านนอก ซึ่งอยู่ระหว่างห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3เปิดไฟสว่าง คนร้ายวิ่งไปหยิบกระเป๋าที่มีอาวุธปืนเก็บไว้ซึ่งตกอยู่บนพื้น และหยิบผ้าชิ้นหนึ่งคล้ายกางเกงใน แล้วคนร้ายวิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 ล้มลง และยังใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ถูกที่คอด้านซ้ายด้วย จากนั้นคนร้ายวิ่งหนีเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 3 แล้วออกทางประตูกระจกซึ่งภายนอกเป็นระเบียงบ้าน เมื่อผู้เสียหายที่ 3 ได้เห็นจำเลยที่ 1 ที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ผู้เสียหายที่ 3 ก็จำได้ทันทีว่า จำเลยที่ 1 คือคนร้ายดังกล่าว อีกทั้งได้ชี้ตัวจำเลยที่ 1 อีกด้วย ตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.5 และภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหาหมาย จ.6 นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 3 ยังเบิกความอีกว่า โดยปกติแล้วประตูกระจกในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งคนร้ายใช้เป็นทางหลบหนีไปจะไม่มีผู้ใดทราบว่าสามารถเปิดเข้าออกได้ แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วขณะเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ไปเฝ้าสังเกตดู เมื่อผู้เสียหายที่ 3 พูดสอบถาม จำเลยที่ 2 ก็ตกใจและกลับออกไป ผู้เสียหายที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 2มีบุตรชายซึ่งต้องโทษจำคุกในคดีเมทแอมเฟตามีน จึงให้ข้อมูลดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานตำรวจนอกจากนี้พยานโจทก์ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกสามารถเนียรทะศาสตร์ และสิบตำรวจโทนิยม สุนทราวงศ์ เบิกความว่า ได้ร่วมกันไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุทันทีไม่ปรากฏร่องรอยงัดแงะที่คนร้ายใช้เป็นช่องทางเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายทั้งสาม เมื่อสอบถามข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 แล้วก็ได้ติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของผู้เสียหายทั้งสามประมาณ500 เมตร เมื่อนำตัวจำเลยที่ 1 ไปสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม และทำการตรวจสภาพร่างกายก็พบที่นิ้วของจำเลยที่ 1 มีบาดแผล และที่บริเวณโคนขามีรอยผื่นแดง เห็นว่าจากพยานหลักฐานโจทก์ที่ปรากฏ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เป็นสตรีมีวุฒิภาวะและสถานะทางสังคมที่ดีเนื่องจากประกอบอาชีพเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะให้รับฟังว่าปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 1 และสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ก็มีช่วงเวลาเผชิญหน้ากับคนร้ายนานพอควร โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 3 ได้ต่อสู้โดยพยายามดึงอวัยวะเพศของคนร้ายซึ่งเป็นจุดอ่อนของเพศชาย เนื่องจากคนร้ายเปลือยกาย ภายในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1ก็มีแสงไฟสปอทไลท์ซึ่งติดอยู่หน้าบ้านใกล้กับหน้าต่างห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีม่านบาง ๆ ส่องให้ภายในห้องนอนสว่างอยู่บ้าง กับแสงไฟฟ้าภายในห้องน้ำที่ผู้เสียหายที่ 3 เปิดตามไฟไว้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 3 ต่อสู้กับคนร้าย ประกอบกับที่บริเวณเหนือข้อเท้าด้านหลังขวาของจำเลยที่ 1 ก็มีรอยด่างเป็นทำนองเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 3เบิกความ ปรากฏต่อศาลตามที่ศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2541 ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์รวมไปถึงพฤติการณ์อันเป็นพิรุธของจำเลยที่ 2 และการที่คนร้ายเข้าไปภายในบ้านของผู้เสียหายทั้งสามได้โดยง่าย ย่อมมีเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 คือคนร้ายที่ก่อเหตุคดีนี้ พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบอ้างฐานที่อยู่ล้วนเป็นเครือญาติหรือเพื่อนบ้านกับจำเลยที่ 1 มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 เปลือยกายถืออาวุธมีดเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงนอนในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน พอดีผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาเห็นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดขู่มิให้ร้องผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียง จำเลยที่ 1 จึงชกปากผู้เสียหายที่ 1 และเอามือซ้ายยัดเข้าไปในปากผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จึงกัดนิ้วของจำเลยที่ 1 และดิ้นจนตกจากเตียงนอน ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถูกอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 ที่ถือมาบาดที่ข้อมือซ้ายถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและได้ใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และเป็นการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควรในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(1)(2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 3 เข้ามาที่ห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ก็ถูกจำเลยที่ 1 ทำร้ายและจำเลยที่ 1 หยิบเอากระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3นำมาด้วย และตกอยู่ที่พื้นไป ก่อนจะหลบหนี จำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 และยังใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บจึงเป็นการลักอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2ไปโดยทุจริต โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278 ม. 339 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอดุลย์ เสร็จธุระ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4066/2545
#45732
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปลือยกายถือมีดเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนในเวลากลางคืน ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาแล้วร้องสุดเสียงจำเลยจึงชกปากและเอามือซ้ายยัดเข้าไปในปากผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถูกมีดของจำเลยบาดที่ข้อมือซ้าย ถือว่าจำเลยกระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและได้ใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และเป็นการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควรในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(1)(2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 1 เข้ามาที่ห้องนอนก็ถูกจำเลยทำร้าย และจำเลยหยิบเอากระเป๋าที่มีปืนของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายที่ 1 ที่ผู้เสียหายที่ 3 นำมาและตกอยู่ที่พื้นไปด้วย โดยก่อนที่จะหลบหนีจำเลยวิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 แล้วใช้มีดฟันจนผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการลักอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริต โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม อีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14746/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ได้เปลือยกายบุกรุกเข้าไปในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวดลหทัย สิทธิวงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเหตุอันสมควร กับมีอาวุธมีดและใช้อาวุธมีดดังกล่าวขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 ว่า จะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1ซึ่งมีอายุ 27 ปี โดยกอดปล้ำ และจำเลยลักอาวุธปืนของนายสวัสดิ์ สิทธิวงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้อาวุธมีดที่ติดตัวมาแทงประทุษร้ายนางจุฑาทิพย์ สิทธิวงศ์ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 295, 339, 364, 365, 86, 90, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 339 วรรคสาม, 365(1)(2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธโดยใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 14 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปีจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365(1)(2)(3) ประกอบมาตรา 364, 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 86 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เหตุเกิดเวลาประมาณ 2 นาฬิกา คนร้ายที่ก่อเหตุคือจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1เริ่มเห็นคนร้ายตั้งแต่ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ยังนอนไม่หลับและรู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ปลายเท้าชิดเตียงนอนแล้วเดินขึ้นมาถึงบริเวณไหล่ของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1ลืมตาขึ้นก็เห็นชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ ผมหยิกฟู จมูกโด่งเหมือนแขกมีผ้ายืดสีขาวคาดอยู่ที่บริเวณปาก และพูดขู่มิให้ร้องโดยพูดว่าอย่าร้องนะ ผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียงจึงถูกคนร้ายชกที่ปากและเอามือข้างซ้าย 4 นิ้ว ยัดเข้าไปในปากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อกดลิ้นมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ร้องได้ ผู้เสียหายที่ 1 กัดนิ้วของคนร้ายและดิ้นจนตกเตียงนอนก็ถูกอาวุธมีดของคนร้ายที่ถือมาบาดที่ข้อมือซ้าย จากนั้นผู้เสียหายที่ 3 ก็เข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีลงไปที่ห้องโถงได้ ในคืนเดียวกันหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มและได้ดูตัวบุคคลที่ต้องสงสัยคือจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จำได้ชัดเจนกับยังเห็นบาดแผลที่นิ้วนางข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 ที่ถูกผู้เสียหายที่ 1 กัดยังมีโลหิตไหลอยู่ ผู้เสียหายที่ 1 ได้ระบุยืนยันกับเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 คือคนร้าย ต่อมาในวันที่ 26 เดือนเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ชี้ตัวคนร้ายผู้เสียหายที่ 1 ก็ชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย ส่วนผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่า เมื่อได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 1 ร้อง ก็รีบออกจากห้องนอนพร้อมหยิบกระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ไปยังห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1ครั้นเปิดประตูห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ได้และเข้าไป ก็พบชายคนร้ายเปลือยกายกำลังทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 คนร้ายหันหน้ามาทางผู้เสียหายที่ 3 และวิ่งสวนชนผู้เสียหายที่ 3 กระเป๋าที่มีอาวุธปืนเก็บไว้ตกลงไปอยู่ที่พื้นห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นได้เกิดต่อสู้กันขึ้น โดยผู้เสียหายที่ 3 พยายามใช้มือดึงอวัยวะเพศของคนร้าย จึงได้เห็นบริเวณเหนือข้อเท้าด้านหลังขวาของคนร้ายมีรอยด่าง แต่ผู้เสียหายที่ 3 ก็ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันถูกที่บริเวณมือขวา ระหว่างต่อสู้กันผ้าที่คนร้ายคาดไว้ที่ปากได้หลุดออก ผู้เสียหายที่ 3 เห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน เพราะบริเวณที่ต่อสู้กันอยู่ใกล้กับห้องน้ำด้านนอก ซึ่งอยู่ระหว่างห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เปิดไฟสว่าง คนร้ายวิ่งไปหยิบกระเป๋าที่มีอาวุธปืนเก็บไว้ซึ่งตกอยู่บนพื้นและหยิบผ้าชิ้นหนึ่งคล้ายกางเกงใน แล้วคนร้ายวิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 ล้มลง และยังใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ถูกที่คอด้านซ้ายด้วยจากนั้นคนร้ายวิ่งหนีเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 3 แล้วออกทางประตูกระจกซึ่งภายนอกเป็นระเบียงบ้าน เมื่อผู้เสียหายที่ 3 ได้เห็นจำเลยที่ 1 ที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ผู้เสียหายที่ 3 ก็จำได้ทันทีว่า จำเลยที่ 1 คือคนร้ายดังกล่าว อีกทั้งได้ชี้ตัวจำเลยที่ 1 อีกด้วย นอกจากนี้ผู้เสียหายที่ 3 ยังเบิกความอีกว่า โดยปกติแล้วประตูกระจกในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งคนร้ายใช้เป็นทางหลบหนีไปจะไม่มีผู้ใดทราบว่าสามารถเปิดเข้าออกได้แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว ขณะเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ไปเฝ้าสังเกตดู เมื่อผู้เสียหายที่ 3 พูดสอบถามจำเลยที่ 2 ก็ตกใจและกลับออกไป ผู้เสียหายที่ 3ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีบุตรชายซึ่งต้องโทษจำคุกในคดีเมทแอมเฟตามีน จึงให้ข้อมูลดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานตำรวจนอกจากนี้พยานโจทก์ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกสามารถ เนียรทะศาสตร์ และสิบตำรวจโทนิยม สุนทรวงศ์ เบิกความว่าได้ร่วมกันไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุทันที ไม่ปรากฏร่องรอยงัดแงะที่คนร้ายใช้เป็นช่องทางเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายทั้งสาม เมื่อสอบถามข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 แล้วก็ได้ติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของผู้เสียหายทั้งสามประมาณ 500 เมตร เมื่อนำตัวจำเลยที่ 1 ไปสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม และทำการตรวจสภาพร่างกาย ก็พบที่นิ้วของจำเลยที่ 1 มีบาดแผล และที่บริเวณโคนขามีรอยผื่นแดง เห็นว่า จากพยานหลักฐานโจทก์ที่ปรากฏ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3เป็นสตรีมีวุฒิภาวะและสถานะทางสังคมที่ดี เนื่องจากประกอบอาชีพเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะให้รับฟังว่าปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 1 และสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ก็มีช่วงเวลาเผชิญหน้ากับคนร้ายนานพอควร โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 3 ได้ต่อสู้โดยพยายามดึงอวัยวะเพศของคนร้ายซึ่งเป็นจุดอ่อนของเพศชาย เนื่องจากคนร้ายเปลือยกาย ภายในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ก็มีแสงไฟสปอทไลท์ซึ่งติดอยู่หน้าบ้านใกล้กับหน้าต่างห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีม่านบาง ๆ ส่องให้ภายในห้องนอนสว่างอยู่บ้าง กับแสงไฟฟ้าภายในห้องน้ำที่ผู้เสียหายที่ 3 เปิดตามไฟไว้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 3 ต่อสู้กับคนร้ายประกอบกับที่บริเวณเหนือข้อเท้าด้านหลังขวาของจำเลยที่ 1 ก็มีรอยด่างเป็นทำนองเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความ ปรากฏต่อศาลตามที่ศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2541 ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์รวมไปถึงพฤติการณ์อันเป็นพิรุธของจำเลยที่ 2 และการที่คนร้ายเข้าไปภายในบ้านของผู้เสียหายทั้งสามได้โดยง่าย ย่อมมีเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 คือคนร้ายที่ก่อเหตุคดีนี้ พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบอ้างฐานที่อยู่ล้วนเป็นเครือญาติหรือเพื่อนบ้านกับจำเลยที่ 1 มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์พฤติการณ์ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 เปลือยกายถืออาวุธมีดเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงนอนในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1ในเวลากลางคืน พอดีผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาเห็นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดขู่มิให้ร้อง ผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียง จำเลยที่ 1 จึงชกปากผู้เสียหายที่ 1 และเอามือซ้ายยัดเข้าไปในปากผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จึงกัดนิ้วของจำเลยที่ 1 และดิ้นจนตกจากเตียงนอนระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถูกอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 ที่ถือมาบาดที่ข้อมือซ้ายถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและได้ใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และเป็นการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควรในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(1)(2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 3 เข้ามาที่ห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ก็ถูกจำเลยที่ 1 ทำร้าย และจำเลยที่ 1 หยิบเอากระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 นำมาด้วยและตกอยู่ที่พื้นไป ก่อนจะหลบหนีจำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 และยังใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บจึงเป็นการลักอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริตโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 1 (6) ม. 91 ม. 278 ม. 339 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อดุลย์ เสร็จธุระ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4066/2545
#99655
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 เปลือยกายถืออาวุธมีดเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงภายในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 พอดีผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาเห็นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดขู่มิให้ร้อง ผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียง จำเลยที่ 1 จึงชกปากผู้เสียหายที่ 1 และเอามือซ้ายยัดเข้าไปในปากของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จึงกัดนิ้วของจำเลยที่ 1 และดิ้นจนตกจากเตียงนอน ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถูกอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถือมาบาดที่ข้อมือซ้าย ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และเป็นการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควรในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 3 เข้ามาในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ก็ถูกจำเลยที่ 1 ทำร้าย และหยิบเอากระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 นำมาด้วย และตกอยู่ที่พื้นไป ก่อนจะหลบหนี จำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 และยังใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นการลักอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริต โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14746/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติแล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสำนวนนี้

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 295, 339, 364, 365, 86, 90, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 339 วรรคสาม, 365 (1) (2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธโดยใช้กำลังประทุษร้ายและกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 14 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำอนาจารโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 86 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มี ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เหตุเกิดเวลาประมาณ 2 นาฬิกา คนร้ายที่ก่อเหตุคือจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 เริ่มเห็นคนร้ายตั้งแต่ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ยังนอนไม่หลับและรู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ปลายเท้าชิดเตียงนอนแล้วเดินขึ้นมาถึงบริเวณไหล่ของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ลืมตาขึ้นก็เห็นชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ ผมหยิกฟู จมูกโด่งเหมือนแขก มีผ้ายืดสีขาวคาดอยู่ที่บริเวณปากและพูดขู่มิให้ร้องโดยพูดว่าอย่าร้องนะ ผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียง จึงถูกคนร้ายชกที่ปากและเอามือข้างซ้าย 4 นิ้ว ยัดเข้าไปในปากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อกดลิ้นมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ร้องได้ ผู้เสียหายที่ 1 กัดนิ้วของคนร้ายและดิ้นจนตกเตียงนอนก็ถูกอาวุธมีดของคนร้ายที่ถือมาบาดที่ข้อมือซ้าย จากนั้นผู้เสียหายที่ 3 ก็เข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ 1 ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีลงไปที่ห้องโถงได้ ในคืนเดียวกันหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ได้ระบุยืนยันกับเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 คือคนร้าย ต่อมาในวันที่ 26 เดือนเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้ชี้ตัวคนร้าย ผู้เสียหายที่ 1 ก็ชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย ส่วนผู้เสียหายที่ 3 เบิกความว่าเมื่อได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 1 ร้อง ก็รีบออกจากห้องนอนพร้อมหยิบกระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ไปยังห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ครั้นเปิดประตูห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ได้ และเข้าไป ก็พบชายคนร้ายเปลือยกายกำลังทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 คนร้ายหันหน้ามาทางผู้เสียหายที่ 3 และวิ่งสวนผู้เสียหายที่ 3 กระเป๋าที่มีอาวุธปืนเก็บไว้ตกลงไปอยู่ที่พื้นห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นได้เกิดต่อสู้กันขึ้น โดยผู้เสียหายที่ 3 พยายามใช้มือดึงอวัยวะเพศของคนร้าย จึงได้เห็นบริเวณเหนือข้อเท้าด้านหลังขวาของคนร้ายมีรอยด่าง แต่ผู้เสียหายที่ 3 ก็ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันถูกที่ บริเวณมือขวา ระหว่างต่อสู้กันผ้าที่คนร้ายคาดไว้ที่ปากได้หลุดออก ผู้เสียหายที่ 3 เห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน เห็นว่า จากพยานหลักฐานโจทก์ที่ปรากฏ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เป็นสตรี มีวุฒิภาวะและสถานะทางสังคมที่ดี เนื่องจากประกอบวิชาชีพเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะรับฟังว่าปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 1 และสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ก็มีช่วงเวลาเผชิญหน้ากับคนร้ายนานพอควร โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 3 ได้ต่อสู้โดยพยายยามดึงอวัยวะเพศของคนร้ายซึ่งเป็นจุดอ่อนของเพศชายเนื่องจากคนร้ายเปลือยกาย ภายในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ก็มีแสงไฟสปอทไลท์ซึ่งติดอยู่หน้าบ้านใกล้กับหน้าต่างห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีม่านบาง ๆ ส่องให้ภายในห้องนอนสว่างอยู่บ้าง กับแสงไฟฟ้าภายในห้องน้ำที่ผู้เสียหายที่ 3 เปิดตามไฟไว้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 3 ต่อสู้กับคนร้าย ประกอบกับที่บริเวณเหนือข้อเท้าด้านหลังขวาของจำเลยที่ 1 ก็มีรอยด่างเป็นทำนองเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความ ปรากฏต่อศาลตามที่ศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2541 ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์รวมไปถึงพฤติการณ์อันเป็นพิรุธของจำเลยที่ 2 และการที่คนร้ายเข้าไปภายในบ้านของผู้เสียหายทั้งสามได้โดยง่าย ย่อมมีเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 คือคนร้ายที่ก่อเหตุคดีนี้ พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบอ้างฐานที่อยู่ล้วนเป็นเครือญาติหรือเพื่อนบ้านกับจำเลยที่ 1 มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 เปลือยกายถืออาวุธมีดเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนอนอยู่บนเตียงนอนในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน พอดีผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาเห็นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดขู่มิให้ร้อง ผู้เสียหายที่ 1 ร้องกรี๊ดสุดเสียง จำเลยที่ 1 จึงชกปากผู้เสียหายที่ 1 และเอามือซ้ายยัดเข้าไปในปากผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 จึงกัดนิ้วของจำเลยที่ 1 และดิ้นจนตกจากเตียงนอน และระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถูกอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 ที่ถือมาบาดที่ข้อมือซ้าย ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการอันไม่สมควรทางเพศแก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและได้ใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว จึงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และเป็นการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควรในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) และ (3) ประกอบมาตรา 364 หลังจากนั้น เมื่อผู้เสียหายที่ 3 เข้ามาที่ห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ก็ถูกจำเลยที่ 1 ทำร้าย และจำเลยที่ 1 หยิบกระเป๋าที่มีอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 นำมาด้วย และตกอยู่ที่พื้นไป ก่อนจะหลบหนี จำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้เสียหายที่ 3 และยังใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บจึงเป็นการลักอาวุธปืนของผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยทุจริตโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสะดวกในการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 278 ม. 365 ม. 339
ชื่อคู่ความ
สำนักงานอัยการสูงสุด — พนักงานอัยการ
เสร็จธุระ — นายอาดุลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวขวัญชีรี เสียงสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 4064/2545
#45289
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าหนี้จะใช้ใบมอบฉันทะไม่ถูกต้องตามแบบพิมพ์ของศาลล้มละลายกลาง ตามประกาศศาลล้มละลายกลาง ที่ 1/2542 แต่ข้อความในใบมอบฉันทะดังกล่าวก็ครบถ้วนดังเช่นข้อความในแบบพิมพ์ใบมอบฉันทะ (แบบ ล.6) ท้ายประกาศศาลล้มละลายกลางจะผิดไปก็เพียงขนาดใบมอบฉันทะของเจ้าหนี้ยาวกว่าใบมอบฉันทะตามแบบพิมพ์ที่ศาลล้มละลายกลางประกาศไว้ประมาณ 2 นิ้ว ซึ่งอาจจะเป็นเพียงไม่เรียบร้อยเท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้ใบมอบฉันทะเสียไปแต่อย่างใดไม่ และในชั้นตรวจคำร้องคัดค้านหากศาลล้มละลายกลางเห็นว่า ใบมอบฉันทะใช้กระดาษผิดขนาดไปก็ควรสั่งคืนให้เจ้าหนี้ไปทำมาใหม่ภายในเวลาที่ศาลล้มละลายกลางเห็นสมควรกำหนดก็ได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงสมควรรับคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของเจ้าหนี้ไว้เพื่อให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาดำเนินการต่อไปตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทสยามซินเท็ค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้จ้างทำของ ผิดสัญญาเรียกค่าเสียหายจำนวน 25,562,056.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,229,570.49 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผน ตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ในมูลหนี้จ้างทำของ ผิดสัญญา เรียกค่าเสียหาย เป็นเงินทั้งสิ้น 6,471,838.06บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,681,786.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลายกลาง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ผู้รับมอบฉันทะไม่มีอำนาจยื่นคำร้องแทนเจ้าหนี้เนื่องจากใบมอบฉันทะไม่ถูกต้องตามแบบพิมพ์ของศาลล้มละลายกลาง จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งขอให้รับคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า มีเหตุที่จะรับคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ที่คัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้พิจารณาหรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้เจ้าหนี้จะใช้ใบมอบฉันทะไม่ถูกต้องตามแบบพิมพ์ของศาลล้มละลายกลาง ตามประกาศล้มละลายกลาง ที่ 1/2542 เรื่อง แบบพิมพ์ของศาลล้มละลายกลางที่ประกาศว่า "อาศัยอำนาจตามความในข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 25 อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง เห็นสมควรกำหนดแบบพิมพ์เพื่อใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ดังต่อไปนี้... ข้อ 2 เมื่อมีกรณีที่จะต้องใช้แบบพิมพ์ท้ายประกาศนี้ บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจจัดทำเอกสารตามรูปแบบแห่งแบบพิมพ์นั้น ด้วยวิธีใด ๆ โดยไม่จำต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์ตามที่ศาลจัดไว้ให้ก็ได้ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ 2.1 แบบพิมพ์ที่จัดทำขึ้นเองจะต้องใช้กระดาษขนาด 8 1/2 X 11 นิ้ว (A 4") ก็ตาม แต่ข้อความในใบมอบฉันทะของเจ้าหนี้ดังกล่าวก็ครบถ้วนดังเช่นข้อความในแบบพิมพ์ใบมอบฉันทะ (แบบ ล.6) ท้ายประกาศศาลล้มละลายกลางจะผิดไปก็เพียงแต่ขนาดใบมอบฉันทะของเจ้าหนี้ที่ยาวกว่าใบมอบฉันทะตามแบบพิมพ์ที่ศาลล้มละลายกลางประกาศไว้ประมาณ 2 นิ้ว ซึ่งอาจจะเป็นเพียงไม่เรียบร้อยเท่านั้น หาได้มีผลถึงกับทำให้การมอบฉันทะเสียไปแต่อย่างใดไม่ และในชั้นตรวจรับคำร้องคัดค้านหากศาลล้มละลายกลางเห็นว่าใบมอบฉันทะใช้กระดาษผิดขนาดไปจากที่ได้ประกาศกำหนดไว้ก็ควรมีคำสั่งให้คืนใบมอบฉันทะนั้นไปให้ทำมาใหม่ภายในระยะเวลาตามที่ศาลล้มละลายกลางเห็นสมควรก็ย่อมกระทำได้ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรให้รับคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เพื่อให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาดำเนินการต่อไปตามรูปคดี อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ไว้และให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท สยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน
เจ้าหนี้ — บริษัท บี.เอ็ม.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
เจ้าหนี้ — และบริษัท สตาร์เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4050/2545
#45287
เปิดฉบับเต็ม

ถนนทั้ง 6 สาย ในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทางสาธารณะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจจัดการใช้สอยดำเนินการเกี่ยวกับถนนดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ถนนทั้ง 6 สายจะเป็นภารจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไป มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจะหารายได้จากสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามิได้เพียงแต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ส่วนโจทก์ทั้งยี่สิบห้าผู้ใช้ภารจำยอมก็ต้องใช้เท่าที่จำเป็นตามสมควร มิใช่ใช้ได้โดยไม่มีขีดจำกัด

จำเลยที่ 1 จัดสติกเกอร์ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าสำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำรถเข้าไปจอดหรือเข้าออกในศูนย์การค้าได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถ นับได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้ใช้ภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงในศูนย์การค้าเท่าที่จำเป็นตามสมควรแล้ว การที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บเงินค่าจอดรถสำหรับรถทุกคันของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าแม้จะมีรถจำนวนมากเท่าใดย่อมเป็นการใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมเกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า และไม่ทำให้การใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

การที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้านำแผงเหล็กปิดกั้นบนถนนหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าหรือบางรายจอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้า เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าไม่มีอำนาจกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และ 1389 จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามได้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่จอดรถตามที่ประกาศโฆษณาไว้ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีอำนาจกระทำการดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบแปดเป็นผู้ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินในโครงการศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรจากจำเลยทั้งสองที่จัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป ในการจัดสรรจำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างถนน 6 สาย เป็นสาธารณูปโภคแก่โครงการดังกล่าว โจทก์ทั้งยี่สิบแปดและผู้ซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินจากจำเลยทั้งสองได้ใช้ถนนทั้ง 6 สาย ผ่านเข้าออกเป็นเวลา 10 ปี แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ปิดกั้นถนนทั้ง 6 สาย โดยจำเลยทั้งสองกำหนดให้ผู้ขับรถผ่านเข้าออกต้องเสียเงินค่าตอบแทนให้จำเลยทั้งสองหรือตัวแทน การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบแปดได้รับความเดือดร้อน ขอให้พิพากษาให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนภารจำยอมถนนสาธารณะตลอดไป หรือให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางภารจำยอมและรื้อถอนป้อมยามพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดขวางออกไปจากทางภารจำยอม โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง อีกทั้งห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารกระทำการใด ๆ แก่ทางภารจำยอม

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 17 และที่ 18 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของถนนคอนกรีต 6 สายที่อยู่ในโครงการศูนย์การค้าเมโทร ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงในบริเวณศูนย์การค้าเมโทร จำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 1 ไม่เคยยินยอมให้บุคคลใดใช้ประโยชน์บนถนนและทางเท้าอาคารพาณิชย์แต่ละแปลงเพื่อใช้เป็นที่จอดรถ โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน โจทก์ทั้งยี่สิบหกนำรถมาจอดและทำการตั้งแผงเหล็กกั้นในบริเวณดังกล่าวเป็นการกระทำโดยถือวิสาสะ จำเลยที่ 1 ได้จัดบริเวณที่จอดรถไว้ให้แก่ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์โดยไม่ต้องเสียเงินค่าตอบแทน โจทก์ทั้งยี่สิบหกไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการนำรถมาจอดและตั้งแผงเหล็กกั้นบริเวณถนนและทางเท้าหน้าอาคารพาณิชย์ มากว่า 10 ปีตามฟ้องแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นปิดเปิดบริเวณทางเข้าออกของถนนทั้ง 6 สายนั้น เป็นการกระทำโดยได้รับความยินยอมจากเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมผู้อยู่อาศัยในโครงการศูนย์การค้าเมโทร และการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำให้การใช้ประโยชน์ถนนและทางเท้าลดลง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการสูญหายของรถที่มาจอดบริเวณศูนย์การค้าเมโทร จำเลยที่ 1 ได้จัดทำสติกเกอร์เพื่อใช้แสดงต่อพนักงานของจำเลยที่ 1 ตอนเข้าและออก รถคันใดมีสติกเกอร์จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินค่าตอบแทน การที่โจทก์ทั้งยี่สิบหกนำรถเข้าไปจอดบนถนนหรือทางเท้าและตั้งแผงเหล็กกั้นหรือวางสิ่งของต่าง ๆ กีดขวางบริเวณศูนย์การค้าเมโทร เป็นการเพิ่มภาระแก่ถนนและเปลี่ยนแปลงสภาพทางเท้าโดยไม่มีสิทธิจะทำได้ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษาห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งยี่สิบหกและบริวารนำรถไปจอดบนทางเท้าในบริเวณศูนย์การค้าเมโทร และมิให้นำแผงกั้นหรือวัสดุใด ๆ ไปวางบนถนนและทางเท้าและมิให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการกีดขวางการใช้ถนนและทางเท้า

หลังจากจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ที่ 20 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึง 28 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 ทางเท้าในบริเวณศูนย์การค้าเมโทรผู้อยู่อาศัยและบริวารใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว การที่โจทก์นำแผงกั้นหรือวัสดุต่าง ๆ มาวางบนถนนและทางเท้านั้นเป็นไปตามข้อตกลงของจำเลยทั้งสองเพราะสถานที่จอดรถที่จำเลยทั้งสองจะจัดให้นั้นจำเลยทั้งสองได้นำไปให้บุคคลอื่นเช่าประกอบการค้า โจทก์ทั้งยี่สิบห้ากับผู้อยู่อาศัยอื่นไม่เคยตกลงให้จำเลยทั้งสองก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นปิดเปิดบริเวณทางเข้าออกของถนนทั้ง 6 สาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยพลการ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเพราะถนนพิพาทเป็นทางภารจำยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ถนนกับทางเท้าพิพาทในศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรตกอยู่ในภารจำยอม ห้ามโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 นำยานพาหนะหรือวัสดุอื่นใดไปจอดหรือวางบนทางเท้า และห้ามโจทก์ทั้งหมดนำแผงกั้นหรือวัสดุสิ่งของอื่น ๆ ไปวางบนถนนพิพาททั้งหกสายอันเป็นการกีดขวางการจราจรอีกต่อไป คำขออื่น ๆ นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งยี่สิบห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรขายเมื่อปี 2524 ภายในศูนย์การค้าเมโทรมีถนนรวม 6 สาย ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น และเป็นภารจำยอมเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออกทั้งหมด รวม 5 จุด ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.24 รถของบุคคลภายนอกที่จะผ่านเข้าออกจะต้องรับบัตรจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และจะต้องเสียเงินค่าจอดรถตามระยะเวลาที่จอดคิดเป็นชั่วโมง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า และเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ และการที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าวางแผงเหล็กกั้นบนถนน จอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้าในศูนย์การค้าเมโทร ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่าตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2534 คดีระหว่างบริษัทสินพรชัย จำกัด โจทก์ บริษัทบางกอกฮิลตันโฮเต็ล จำกัด จำเลย ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับถนนทั้ง 6 สาย ในศูนย์การค้าเมโทรของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ใช่ทางสาธารณะ ฉะนั้นถนนทั้ง 6 สาย ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจจัดการใช้สอยดำเนินการเกี่ยวกับถนนดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336แม้ถนนทั้ง 6 สายจะเป็นภารจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ในการประชุมผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดการจราจรในศูนย์การค้าเมโทรหลังจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออกโดยมีพนักงานเก็บเงินค่าจอดรถแล้วจำเลยที่ 1 แจกสติกเกอร์สำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่เจ้าของอาคารพาณิชย์ทุกคูหา สติกเกอร์ดังกล่าวสามารถให้เข้าออกได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถแต่ประการใด ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายสุพัฒน์ สุธาชีวะ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 26 และจากคำเบิกความของนางสาวเรืองวิไล สวามิวัสดุ์ พยานโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ให้ผู้ที่จะขับรถเข้าไปในศูนย์การค้าเมโทรรับบัตรและเมื่อจะออกต้องคืนบัตรเพื่อป้องกันโจรกรรมรถ ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวไม่ปรากฏว่ารถในศูนย์การค้าเมโทรสูญหาย แต่จำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงระบบไฟฟ้าท่อระบายน้ำ และถนนที่ชำรุดในศูนย์การค้าเมโทรด้วย หลังจากจำเลยที่ 1 จัดระบบการจราจรทำให้การจราจรในศูนย์การค้าเมโทรคล่องตัวขึ้นเนื่องจากไม่มีบุคคลภายนอกนำรถเข้าไปจอดไว้อีก จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและเพื่อความสะดวกของการจราจรในศูนย์การค้าเมโทร ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินจึงมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพเดิม โดยจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถนั้น เห็นว่า แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไป แต่ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะหารายได้จากสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามิได้ เพียงแต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไป หรือเสื่อมความสะดวก ส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าผู้ใช้ภารจำยอมก็ต้องใช้เท่าที่จำเป็นตามสมควรมิใช่ใช้ได้โดยไม่มีขีดจำกัด จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดสติกเกอร์ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรสำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำรถเข้าไปจอดหรือเข้าออกในศูนย์การค้าเมโทรได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถนั้น นับได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้ใช้ภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงในศูนย์การค้าเมโทรเท่าที่จำเป็นตามสมควรแล้ว แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 13 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า โจทก์ที่ 13 ซื้ออาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าเมโทร 3 คูหา มีรถยนต์ 6 คันแต่จำเป็นต้องใช้รถยนต์บรรทุกในกิจการค้าประมาณ 30 คัน หากรับสติกเกอร์จะไม่เพียงพอกับจำนวนรถยนต์ที่ต้องนำเข้าไปในศูนย์การค้าเมโทร และได้ความจากคำเบิกความของนายบุญชู ตระกูลวิวัฒน์ ถึงผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 27 และที่ 28 เบิกความตอบทนายโจทก์ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 กับเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าโจทก์ที่ 27 ซื้ออาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าเมโทร 1 คูหา แต่มีรถยนต์ 6 คันโจทก์ที่ 27 จึงไม่ยอมรับสติกเกอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้ 2 ใบ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งยี่สิบห้าประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บเงินค่าจอดรถสำหรับรถทุกคันของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า แม้จะมีรถจำนวนมากเท่าใดก็ตาม อันเป็นการใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมเกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าและไม่ทำให้การใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตามที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกา

ส่วนการที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้านำแผงเหล็กมาปิดกั้นบนถนนหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าหรือบางรายจอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้านั้น เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าไม่มีอำนาจกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และ 1389 จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามได้ที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่จอดรถตามที่ประกาศโฆษณาไว้นั้น ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีอำนาจกระทำการดังกล่าวไม่ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเพราะเป็นการกระทำโดยชอบ ดังนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกาว่าต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1387 ม. 1388 ม. 1390
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติทุนทวีทัวร์ กับพวก
จำเลย — บริษัท สินพรชัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4050/2545
#45288
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับถนนทั้ง 6 สาย ในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ใช่ทางสาธารณะ ถนนทั้ง 6 สายยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจจัดการใช้สอยดำเนินการเกี่ยวกับถนนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ถนนทั้ง 6 สายจะเป็นภารจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติฯ ข้อ 30 วรรคหนึ่ง แต่เสียงส่วนใหญ่ในการประชุมผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดการจราจรในศูนย์การค้า หลังจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออกโดยมีพนักงานเก็บเงินค่าจอดรถแล้ว จำเลยที่ 1 แจกสติ๊กเกอร์สำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่เจ้าของอาคารพาณิชย์ทุกคูหาสติ๊กเกอร์ดังกล่าวสามารถใช้เข้าออกได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถแต่ประการใด และแม้ประกาศของคณะปฏิวัติฯ ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภค แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะหารายได้จากสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่ได้ เพียงแต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก นับได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้ใช้ภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงในศูนย์การค้าเท่าที่จำเป็นตามสมควรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และไม่ทำให้การใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

โจทก์นำแผงเหล็กปิดกั้นบนถนนหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์หรือบางรายจอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้านั้น เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มเติมแก่ภารยทรัพย์โจทก์ไม่มีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และมาตรา 1389 จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามได้ และการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่จอดรถตามที่ประกาศโฆษณาไว้ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจกระทำการดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาให้ถนนที่จำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างเป็นสาธารณูปโภคทั้ง 6 สายเป็นทางภารจำยอม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนภารจำยอมถนนสาธารณะตลอดไป หรือให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางภารจำยอมและรื้อถอนป้อมยามพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดขวางออกไปจากทางภารจำยอมโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง อีกทั้งห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารกระทำการใด ๆ แก่ทางภารจำยอม

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 17 และที่ 18 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้พิพากษาห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งยี่สิบหกและบริวารนำรถไปจอดบนทางเท้าในบริเวณศูนย์การค้าและมิให้นำแผงกั้นหรือวัสดุใด ๆ ไปวางบนถนนและทางเท้า และมิให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการกีดขวางการใช้ถนนและทางเท้า

หลังจากจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ที่ 20 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ทางเท้า ในบริเวณศูนย์การค้าผู้อยู่อาศัยและบริวารใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว การที่โจทก์นำแผงกั้นหรือวัสดุต่าง ๆ มาวางบนถนนและทางเท้านั้นเป็นไปตามข้อตกลงของจำเลยทั้งสอง เพราะสถานที่จอดรถที่จำเลยทั้งสองจะจัดให้นั้นจำเลยทั้งสองได้นำไปให้บุคคลอื่นเช่าประกอบการค้า โจทก์ทั้งยี่สิบห้ากับผู้อยู่อาศัยอื่นไม่เคยตกลงให้จำเลยทั้งสองก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นปิดเปิดบริเวณทางเข้าออกของถนนทั้ง 6 สาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเพราะถนนพิพาทเป็นทางภารจำยอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ถนนกับทางเท้าพิพาทในศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรตกอยู่ในภารจำยอม ห้ามโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 นำยานพาหนะหรือวัสดุอื่นใดไปจอดหรือวางบนทางเท้า และห้ามโจทก์ทั้งหมดนำแผงกั้นหรือวัสดุสิ่งของอื่น ๆ ไปวางบนถนนพิพาททั้งหกสายอันเป็นการกีดขวางการจราจรอีกต่อไป คำขออื่น ๆ นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 28 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งยี่สิบห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรขายเมื่อปี 2524 ภายในศูนย์การค้าเมโทรมีถนนรวม 6 สาย ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น และเป็นภารจำยอมเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออกทั้งหมดรวม5 จุด รถของบุคคลภายนอกที่จะผ่านเข้าออกจะต้องรับบัตรจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และจะต้องเสียเงินค่าจอดรถตามระยะเวลาที่จอดคิดเป็นชั่วโมงปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า และเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ และการที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าวางแผงเหล็กกั้นบนถนน จอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้าในศูนย์การค้าเมโทร ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2534 คดีระหว่างบริษัทสินพรชัย จำกัด โจทก์ บริษัทบางกอกฮิลตันโฮเต็ล จำกัด จำเลย ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับถนนทั้ง 6 สายในศูนย์การค้าเมโทรของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ใช่ทางสาธารณะ ฉะนั้น ถนนทั้ง 6 สายยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจจัดการใช้สอยดำเนินการเกี่ยวกับถนนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ถนนทั้ง 6 สายจะเป็นภารจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่าเสียงส่วนใหญ่ในการประชุมผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดการจราจรในศูนย์การค้าเมโทร หลังจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออก โดยมีพนักงานเก็บเงินค่าจอดรถแล้วจำเลยที่ 1 แจกสติ๊กเกอร์สำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่เจ้าของอาคารพาณิชย์ทุกคูหา สติ๊กเกอร์ดังกล่าวสามารถใช้เข้าออกได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถแต่ประการใด ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายสุพัฒน์ สุธาชีวะ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 21 ถึงที่ 26 และจากคำเบิกความของนางสาวเรืองวิไล สวามิวัสดุ์ พยานโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ให้ผู้ที่จะขับรถเข้าไปในศูนย์การค้าเมโทรรับบัตรและเมื่อจะออกต้องคืนบัตรเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถ ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวไม่ปรากฏว่ารถในศูนย์การค้าเมโทรสูญหาย และจำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงระบบไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ และถนนที่ชำรุดในศูนย์การค้าเมโทรด้วย หลังจากจำเลยที่ 1 จัดระบบการจราจรทำให้การจราจรในศูนย์การค้าเมโทรคล่องตัวขึ้นเนื่องจากไม่มีบุคคลภายนอกนำรถเข้าไปจอดไว้อีก จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและเพื่อความสะดวกของการจราจรในศูนย์การค้าเมโทร ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินจึงมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพเดิม โดยจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเก็บเงินค่าจอดรถนั้น เห็นว่า แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่งจะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไปแต่ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะหารายได้จากสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามิได้ เพียงแต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ส่วนโจทก์ทั้งยี่สิบห้าผู้ใช้ภารจำยอมก็ต้องใช้เท่าที่จำเป็นตามสมควรมิใช่ใช้ได้โดยไม่มีขีดจำกัด จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดสติ๊กเกอร์ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรสำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อนำรถเข้าไปจอดหรือเข้าออกในศูนย์การค้าเมโทรได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถนั้น นับได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้ใช้ภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงในศูนย์การค้าเมโทรเท่าที่จำเป็นตามสมควรแล้ว แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 13 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า โจทก์ที่ 13 ซื้ออาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าเมโทร 3 คูหา มีรถยนต์ 6 คัน แต่จำเป็นต้องใช้รถยนต์บรรทุกในกิจการค้าประมาณ 30 คัน หากรับสติ๊กเกอร์จะไม่เพียงพอกับจำนวนรถยนต์ที่ต้องนำเข้าไปในศูนย์การค้าเมโทร และได้ความจากคำเบิกความของนายบุญชู ตระกูลวิวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 27 และที่ 28 เบิกความตอบทนายโจทก์ที่ 19 และที่ 21 ถึงที่28 กับเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า โจทก์ที่ 27 ซื้ออาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าเมโทร 1 คูหา แต่มีรถยนต์ 6 คัน โจทก์ที่ 27 จึงไม่ยอมรับสติ๊กเกอร์ที่จำเลยที่ 1 จัดให้ 2 ใบ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งยี่สิบห้าประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บเงินค่าจอดรถสำหรับรถทุกคันของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า แม้จะมีรถจำนวนมากเท่าใดก็ตาม อันเป็นการใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมเกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า และไม่ทำให้การใช้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตามที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกา

ส่วนการที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้านำแผงเหล็กปิดกั้นบนถนนหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งยี่สิบหรือบางรายจอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้านั้น เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าไม่มีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 และมาตรา 1389 จำเลยที่ 1 มีสิทธิห้ามได้ ที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่จอดรถตามที่ประกาศโฆษณาไว้นั้น ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีอำนาจกระทำการดังกล่าวไม่ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเพราะเป็นการกระทำโดยชอบ ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกาว่าต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336 ม. 1388 ม. 1389
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติทุนทวีทัวร์ กับพวก
จำเลย — บริษัท สินพรชัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4050/2545
#99767
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งยี่สิบห้าเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรขาย ภายในศูนย์การค้ามีถนนรวม 6 สาย ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น และเป็นภาระจำยอมเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออกทั้งหมด รถของบุคคลภายนอกที่จะผ่านเข้าออกจะต้องรับบัตรจาก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 และจะต้องเสียเงินค่าจอดรถตามระยะเวลาที่จอด แม้ประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไป แต่ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะหารายได้จากสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามิได้ เพียงแต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ส่วนโจทก์ทั้งยี่สิบห้าผู้ใช้ภาระจำยอมก็ต้องใช้เท่าที่จำเป็นตามสมควร มิใช่ใช้ได้โดยไม่มีขีดจำกัด

เสียงส่วนใหญ่ของการประชุมผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดการจราจรในศูนย์การค้า เมโทร หลังจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออก โดยมีพนักงานเก็บค่าจอดรถแล้ว จำเลยที่ 1 จัดสติกเกอร์ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรสำหรับติดรถยนต์และรถจักรยานยนต์สติกเกอร์ดังกล่าวสามารถใช้เข้าออกได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถนับได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้ใช้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงภายในศูนย์การค้าเมโทรเท่าที่จำเป็นตามสมควรแล้ว แต่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ไม่เรียกเก็บเงินค่าจอดรถสำหรับรถทุกคันของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าแม้จะมีรถจำนวนมากเท่าใดก็ตาม ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมเกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า และไม่ทำให้การใช้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

การที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้านำแผงเหล็กปิดกั้นบนถนนหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า หรือบางรายจอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้า เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าไม่มีอำนาจกระทำได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 และมาตรา 1389

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบแปดเป็นผู้ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินในโครงการศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรจากจำเลยทั้งสองที่จัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป ในการจัดสรรจำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างถนน ๖ สาย เป็นสาธารณูปโภคแก่โครงการดังกล่าว โจทก์ทั้งยี่สิบแปดและผู้ซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินจากจำเลยทั้งสองได้ใช้ถนนทั้ง ๖ สาย ผ่านเข้าออกเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ปิดกั้นถนนทั้ง ๖ สาย โดยจำเลยทั้งสองกำหนดให้ผู้ขับรถผ่านเข้าออกต้องเสียเงินค่าตอบแทนให้จำเลยทั้งสองหรือตัวแทน การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบแปดได้รับความเดือดร้อน ขอให้พิพากษาให้ถนน ดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนภาระจำยอมถนนสาธารณะตลอดไป หรือให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางภาระจำยอมและรื้อถอนป้อมยามพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดขวางออกไปจากทางภาระจำยอมโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง อีกทั้งห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารกระทำการใดๆ แก่ทางภาระจำยอม

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ที่ ๑๗ และที่ ๑๘ ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งยี่สิบหกและบริวารนำรถไปจอดบนทางเท้าในบริเวณศูนย์การค้าเมโทร และมิให้นำแผงกั้นหรือวัสดุใดๆ ไปวางถนนและทางเท้า และมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางการใช้ถนนและทางเท้า

หลังจากจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ที่ ๒๐ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๙ และที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๘ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ และจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ ๑ ทางเท้าในบริเวณศูนย์การค้าเมโทรผู้อยู่อาศัยและบริวารใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว การที่โจทก์นำแผงกั้นหรือวัสดุต่างๆ มาวางบนถนนและทางเท้านั้นเป็นไปตามข้อตกลงของจำเลยทั้งสอง เพราะสถานที่จอดรถที่จำเลยทั้งสองจะจัดให้นั้นจำเลยทั้งสองได้นำไปให้บุคคลอื่นเช่าประกอบการค้า โจทก์ทั้งยี่สิบห้ากับผู้อยู่อาศัยอื่นไม่เคยตกลงให้จำเลยทั้งสองก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นปิดเปิดบริเวณทางเข้าออกของถนนทั้ง ๖ สาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยพลการ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า เพราะถนนพิพาทเป็นทางภาระจำยอม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ถนนกับทางเท้าพิพาทในศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรตกอยู่ในภาระจำยอม ห้ามโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๙ และที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๘ นำยานพาหนะหรือวัสดุอื่นใดไปจอดหรือวางบนทางเท้า และห้ามโจทก์ทั้งหมดนำแผงกั้นหรือวัสดุสิ่งของอื่นๆ ไปวางบนถนนพิพาททั้งหกสายอันเป็นการกีดขวางการจราจรอีกต่อไป คำขออื่นๆ นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒

โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๙ และที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๘ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๖ ที่ ๑๙ และที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๘ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งยี่สิบห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ใน ศูนย์การค้าประตูน้ำหรือศูนย์การค้าเมโทรซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดสรรขายเมื่อปี ๒๕๒๔ ภายในศูนย์การค้าเมโทรมีถนนรวม ๖ สาย ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ ๑ จัดทำขึ้น และเป็นภาระจำยอมเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออกทั้งหมดรวม ๕ จุด รถของบุคคลภายนอกที่จะผ่านเข้าออกจะต้องรับบัตรจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ ๑ และจะต้องเสียเงินค่าจอดรถตามระยะเวลาที่จอดคิดเป็นชั่วโมง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าและเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการขัดต่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ข้อ ๓๐ วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ และการที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าวางแผงเหล็กกั้นบนถนน จอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้าในศูนย์การค้าเมโทร ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘/๒๕๓๔ คดีระหว่าง บริษัทสินพรชัย จำกัด โจทก์ บริษัทบางกอกฮิลตันโฮเต็ล จำกัด จำเลย ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับถนนทั้ง ๖ สาย ในศูนย์การค้าเมโทรของจำเลยที่ ๑ ว่าไม่ใช่ทางสาธารณะ ฉะนั้นถนนทั้ง ๖ สาย ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จำเลยที่ ๑ จึงมีอำนาจจัดการใช้สอยดำเนินการเกี่ยวกับถนนดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ แม้ถนนทั้ง ๖ สายจะเป็นภาระจำยอมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ข้อ ๓๐ วรรคหนึ่ง แต่เสียงส่วนใหญ่ในการประชุมผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรตกลงให้จำเลยที่ ๑ จัดการจราจรในศูนย์การค้าเมโทร หลังจากจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างป้อมยามและเหล็กกั้นทางเข้าออก โดยมีพนักงานเก็บเงินค่าจอดรถแล้วจำเลยที่ ๑ แจกสติกเกอร์สำหรับติด รถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่เจ้าของอาคารพาณิชย์ทุกคูหา สติกเกอร์ดังกล่าวสามารถใช้เข้าออกได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถแต่ประการใด จำเลยที่ ๑ ให้ผู้ที่จะขับรถเข้าไปในศูนย์การค้าเมโทรรับบัตรและเมื่อจะออกต้องคืนบัตรเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถ ตั้งแต่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการดังกล่าวไม่ปรากฏว่ารถในศูนย์ การค้าเมโทรสูญหายและจำเลยที่ ๑ ได้ปรับปรุงระบบไฟฟ้า ท่อระบายน้ำ และถนนที่ชำรุดในศูนย์การค้าเมโทรด้วยหลังจากจำเลยที่ ๑ จัดระบบการจราจรทำให้การจราจรในศูนย์การค้าเมโทรคล่องตัวขึ้นเนื่องจากไม่มีบุคคลภายนอกนำรถเข้าไปจอดไว้อีก จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและเพื่อความสะดวกของการจราจรในศูนย์การค้าเมโทร ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดสรรที่ดินจึงมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพเดิม โดยจำเลยที่ ๑ ต้องเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถนั้น เห็นว่า แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ ข้อ ๓๐ วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไป แต่ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ ๑ จะหารายได้จากสาธารณูปโภคดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามิได้ เพียงแต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ส่วนโจทก์ทั้งยี่สิบห้าผู้ใช้ภาระจำยอมก็ต้องใช้เท่าที่จำเป็นตามสมควร มิใช่ใช้ได้โดย ไม่มีขีดจำกัด จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ จัดสติกเกอร์ให้แก่ผู้อยู่อาศัยในศูนย์การค้าเมโทรสำหรับติด รถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อนำรถเข้าไปจอดหรือเข้าออกในศูนย์การค้าเมโทรได้ทุกทางตลอดเวลาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าจอดรถนั้น นับได้ว่าจำเลยที่ ๑ ให้ใช้ภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินทุกแปลงในศูนย์การค้าเมโทรเท่าที่จำเป็นตามสมควรแล้วแต่ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบห้าประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ ไม่เรียกเก็บเงินค่าจอดรถสำหรับรถทุกคันของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าแม้จะมีรถจำนวนมากเท่าใดก็ตาม อันเป็นการใช้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมเกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า และไม่ทำให้การใช้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

ส่วนการที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้านำแผงเหล็กปิดกั้นบนถนนหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าหรือบางรายจอดรถจักรยานยนต์หรือวางวัสดุบนทางเท้านั้น เป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าไม่มีอำนาจกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๘ และมาตรา ๑๓๘๙ จำเลยที่ ๑ มีสิทธิห้ามได้ ที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่จอดรถตามที่ประกาศโฆษณาไว้นั้น ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบห้ามีอำนาจกระทำการดังกล่าวไม่ และเมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเพราะเป็นการกระทำโดยชอบ ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ที่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฎีกาว่าต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบห้า จึงไม่ต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1388 ม. 1389 ม. 1390
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ม. 30 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกียรติทุนทวีทัวร์ กับพวก
จำเลย — บริษัทสินพรชัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2545
#44806
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท โครงการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนใหญ่จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ทำสัญญากับลูกค้าด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาจำเลยที่ 3 ก็จะเป็นผู้เจรจาตกลงซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการของตน การที่จำเลยที่ 3 เจรจาตกลงทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้างกับโจทก์ จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ

จำเลยที่ 3 ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ผ่อนชำระเงินคืนให้แก่โจทก์รวม 8 งวดต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งโจทก์ตกลงคืนให้แก่ ธ. จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมเข้าผูกพันปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ 3 แล้ว จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 เข้าทำข้อตกลงโดยพลการและมูลหนี้ที่ตกลงชำระกันเป็นมูลหนี้ที่ไม่ชอบได้ อีกทั้งการให้สัตยาบันดังกล่าวมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมด มิใช่เป็นการให้สัตยาบันเฉพาะในมูลหนี้ที่ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเนื้อที่ 126 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในราคา 693,000 บาท วางเงินมัดจำและชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวน 25,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ3,000 บาท บ้าง 5,000 บาท บ้าง ส่วนที่เหลือจำนวน 590,000 บาท จะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ยังได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการก่อสร้างบ้านชั้นเดียวบนที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างเป็นเงินค่าจ้าง 831,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดกำหนดสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 5มิถุนายน 2540 พร้อมชำระเงินส่วนที่เหลือจนครบ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540โจทก์และจำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงใหม่ยกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับ โดยจำเลยทั้งสามยินยอมชำระเงินจำนวน 405,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แล้วคืนโจทก์ ในวันทำบันทึกชำระเงินจำนวน 45,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาททุกวันที่ 5 ของเดือนนับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป หลังจากทำบันทึกแล้วจำเลยทั้งสามชำระเงินให้โจทก์เพียง 8 เดือน เป็นเงิน 160,000 บาท ยังคงค้างชำระจำนวน 200,000 บาท โจทก์ติดตามทวงถาม แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 212,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างบ้านกับโจทก์จริง แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และไม่ชำระเงินค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ ทั้งที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 3กลับทำบันทึกข้อตกลงพิพาทกับโจทก์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์สำคัญผิดและโดยไม่มีอำนาจเพราะจำเลยที่ 3 เพิ่งทราบว่าไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินให้โจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยที่ 3 กระทำเกินหน้าที่ไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 212,500บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก (ที่ถูกยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 206,250 บาท แก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเนื้อที่ 126 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 และทำสัญญาจ้างเหมาให้จำเลยที่ 2ทำการก่อสร้างบ้านในที่ดินดังกล่าว ตามสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ไปจำนวน 405,000 บาท ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3จะนำที่ดินและบ้านดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้อื่นจึงไปทำการคัดค้าน จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมคืนเงินจำนวน 405,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยขอผ่อนชำระเป็นงวด ๆ โดยงวดแรกชำระ 45,000 บาท และงวดต่อไปงวดละ 20,000 บาทตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 และต่อมาได้มีการผ่อนชำระเงินคืนให้โจทก์8 งวด เป็นเงิน 160,000 บาท คงค้างอยู่อีก 200,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2จะต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 และที่ 2ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 3 ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 และชำระหนี้บางส่วนโดยปราศจากอำนาจจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3เป็นผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้าง กับรับเงินแทนจำเลยที่ 1และที่ 2 เท่านั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับว่า จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท โครงการของจำเลยที่ 1 และที่ 2ส่วนใหญ่จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ทำสัญญากับลูกค้าด้วยตนเอง นอกจากนี้ปรากฏว่าเมื่อมีปัญหาจำเลยที่ 3 ก็จะเป็นผู้เจรจาตกลงซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนในการดำเนินการของตน การที่จำเลยที่ 3 เจรจาตกลงทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้างดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2อ้างว่า จำเลยที่ 3 ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยพลการและไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพื่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 กระทำไปโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบเขตจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 3ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ผ่อนชำระเงินคืนให้แก่โจทก์รวม 8 งวด ตามหลักฐานการจ่ายเงินและรับเงินเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งโจทก์ตกลงคืนให้แก่นายธรรมรงค์ไปแล้ว จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมเข้าผูกพันปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ 3 แล้วบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 เข้าทำข้อตกลงโดยพลการและมูลหนี้ที่ตกลงชำระกันเป็นมูลหนี้ที่ไม่ชอบได้ อีกทั้งการให้สัตยาบันดังกล่าวมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมด หาใช่เป็นการให้สัตยาบันเฉพาะในมูลหนี้ที่ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศิริรัตน์ ผ่องใส
จำเลย — บริษัท เพนด้า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2545
#47389
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและรับเหมาก่อสร้างบ้านกับรับเงินแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้นแต่เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ทำสัญญากับลูกค้าด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้เจรจาตกลงซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า จำเลยที่ 3 มีอำนาจในการดำเนินการกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนในกิจการของตน การที่จำเลยที่ 3เจรจาตกลงทำบันทึกเอกสารหมาย จ.5 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระเงินคืนให้โจทก์ถึง 8 งวด ตามบันทึกข้อตกลงและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งโจทก์ตกลงคืนให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ 3 แล้ว มีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 212,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และไม่ชำระเงินค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ ทั้งที่จำเลยที่ 2ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 3 กลับทำบันทึกข้อตกลงพิพาทกับโจทก์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์สำคัญผิดและโดยไม่มีอำนาจเพราะจำเลยที่ 3 เพิ่งทราบว่าไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินให้โจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยที่ 3 กระทำเกินหน้าที่ไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน212,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มกราคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000บาท คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 206,250 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเนื้อที่ 126 ตารางวา จากจำเลยที่ 1 และทำสัญญาจ้างเหมาให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างบ้านในที่ดินดังกล่าว ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ไปจำนวน 405,000 บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 จะนำที่ดินและบ้านดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้อื่นจึงไปทำการคัดค้าน จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมคืนเงินจำนวน 405,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยขอผ่อนชำระเป็นงวด ๆโดยงวดแรกชำระ 45,000 บาท และงวดต่อไปงวดละ 20,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 และต่อมาได้มีการผ่อนชำระเงินคืนให้โจทก์ 8 งวด เป็นเงิน 160,000บาท คงค้างอยู่อีก 200,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2จะต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3เป็นผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้าง กับรับเงินแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับว่า จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทโครงการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนใหญ่จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ทำสัญญากับลูกค้าด้วยตนเอง นอกจากนี้ปรากฏว่าเมื่อมีปัญหาจำเลยที่ 3ก็จะเป็นผู้เจรจาตกลงซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เชิดให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการของตน การที่จำเลยที่ 3 เจรจาตกลงทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้างดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 3 ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยพลการและไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำไปโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบเขตจึงไม่ผูกพัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ผ่อนชำระเงินคืนให้แก่โจทก์รวม 8 งวด ตามหลักฐานการจ่ายเงินและรับเงินเอกสารหมาย จ.6นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งโจทก์ตกลงคืนให้แก่นายธรรมรงค์ไปแล้ว จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ยินยอมเข้าผูกพันปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ 3 แล้ว บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 เข้าทำข้อตกลงโดยพลการและมูลหนี้ที่ตกลงชำระกันเป็นมูลหนี้ที่ไม่ชอบได้ อีกทั้งการให้สัตยาบันดังกล่าวมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมด หาใช่เป็นการให้สัตยาบันเฉพาะในมูลหนี้ที่ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,300 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 823 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศิริรัตน์ ผ่องใส
จำเลย — บริษัท แพนด้า จำกัด ที่ 1
จำเลย — บริษัท ริเวอร์ เรียลเอสเตท จำกัด ที่ 2
จำเลย — นาย สุรพันธ์ จั่นเจริญ ที่ 3
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2545
#99654
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและรับเหมาก่อสร้างบ้านกับรับเงินแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ทำสัญญากับลูกค้าด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้เจรจาตกลงซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า จำเลยที่ 3 มีอำนาจในการดำเนินการกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนในกิจการของตน การที่จำเลยที่ 3 เจรจาตกลงทำบันทึกเอกสารหมาย จ. 5 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระเงินคืนให้โจทก์ถึง 8 งวด ตามบันทึกข้อตกลงและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งโจทก์ตกลงคืนให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ 3 แล้ว มีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๑๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และไม่ชำระเงินค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือ ทั้งที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ ๓ กลับทำบันทึกข้อตกลงพิพาทกับโจทก์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์สำคัญผิดและโดยไม่มีอำนาจเพราะจำเลยที่ ๓ เพิ่งทราบว่าไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินให้โจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่จำเลยที่ ๓ กระทำเกินหน้าที่ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๑๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๐๖,๒๕๐ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเนื้อที่ ๑๒๖ ตารางวา จากจำเลยที่ ๑ และทำสัญญาจ้างเหมาให้จำเลยที่ ๒ ทำการก่อสร้างบ้านในที่ดินดังกล่าว ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้กระทำแทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไปจำนวน ๔๐๕,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๓ จะนำที่ดินและบ้านดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้อื่นจึงไปทำการคัดค้าน จำเลยที่ ๓ ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมคืนเงินจำนวน ๔๐๕,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์โดยขอผ่อนชำระเป็นงวด ๆ โดยงวดแรกชำระ ๔๕,๐๐๐ บาท และงวดต่อไปงวดละ ๒๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๕ และต่อมาได้มีการผ่อนชำระเงินคืนให้โจทก์ ๘ งวด เป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท คงค้างอยู่อีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๕ หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล. ๓ และ ล. ๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้าง กับรับเงินแทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้น แต่จำเลยที่ ๓ ก็เบิกความรับว่า จำเลยที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท โครงการของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่วนใหญ่จำเลยที่ ๓ จะเป็นผู้ทำสัญญากับลูกค้าด้วยตนเอง นอกจากนี้ปรากฏว่าเมื่อมีปัญหาจำเลยที่ ๓ ก็จะเป็นผู้เจรจาตกลงซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เชิดให้จำเลยที่ ๓ เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการของตน การที่จำเลยที่ ๓ เจรจาตกลงทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ. ๕ เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจะซื้อจะขายและรับเหมาก่อสร้างดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวการ

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อ้างว่า จำเลยที่ ๓ ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยพลการและไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๓ กระทำไปโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบเขตจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๓ ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ. ๕ แล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ผ่อนชำระเงินคืนให้แก่โจทก์รวม ๘ งวด ตามหลักฐานการจ่ายเงินและรับเงินเอกสารหมาย จ. ๖ นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ขายที่ดินและบ้านซึ่งโจทก์ตกลงคืนให้แก่นายธรรมรงค์ไปแล้ว จึงเป็นการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยินยอมเข้าผูกพันปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ ๓ แล้ว บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ. ๕ จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เข้าทำข้อตกลงโดยพลการและมูลหนี้ที่ตกลงชำระกันเป็นมูลหนี้ที่ไม่ชอบได้ อีกทั้งการให้สัตยาบันดังกล่าวมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมด หาใช่เป็นการให้สัตยาบันเฉพาะในมูลหนี้ที่ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๓๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 823 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริรัตน์ ผ่องใส
1 — บริษัทเพนด้า จำกัด ที่
2 — บริษัทริเวอร์ เรียลเอสเตท จำกัด ที่
จำเลย — นายสุรพันธ์ จั่นเจริญ ที่ 3
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2545
#45285
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงิน ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้ว กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) ซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้ และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ หรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 283,778 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง และหมายนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทราบว่าถูกฟ้องเมื่อได้รับหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม2542 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการของจำเลย จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสองนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ใส่ใจในการดำเนินกระบวนพิจารณาจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลย 3 ประการว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาประการหลังก่อน จำเลยฎีกาว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไว้ก่อนเนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้รับคำร้องขอของจำเลยไว้ไต่สวนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยออกไปเพื่อฟังผลคดีดังกล่าวเมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาหลักประกันของจำเลยไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวและได้แจ้งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ส่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาให้ศาลชั้นต้นอ่านให้แก่คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นให้งดการอ่านไว้และให้มีหนังสือแจ้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมส่งสำนวนและคำพิพากษาคืน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีหนังสือแจ้งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามความในหมวดนี้...(4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้... ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน... ในกรณีที่มีการฟ้องคดี... ไว้ก่อนแล้วให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินอันเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้ และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้น การพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดีหรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดีล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกันการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องเพิกถอนการพิจารณานั้นเสียทั้งหมด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่ที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยแถลงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สิรินุช เกื้อกูล กับพวก
จำเลย — บริษัท บิ๊ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2545
#45286
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดียื่นคำขอให้มีการพิจารณาใหม่ ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลย จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/12 ซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้ และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้น การพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 283,778 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้อง จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลย 3 ประการว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาประการหลังก่อน จำเลยฎีกาว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไว้ก่อน เนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้รับคำร้องขอของจำเลยไว้ไต่สวนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยออกไปเพื่อฟังผลคดีดังกล่าวเมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาหลักประกันของจำเลยไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวและได้แจ้งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทราบแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ส่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาให้ศาลชั้นต้นอ่านให้แก่คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นให้งดการอ่านไว้และให้มีหนังสือแจ้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมส่งสำนวนและคำพิพากษาคืน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีหนังสือแจ้งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามความในหมวดนี้... (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้... ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน... ในกรณีที่มีการฟ้องคดี... ไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินอันเกิดจากการผิดสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่า เป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้ และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้น การพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดี หรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดีล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องเพิกถอนการพิจารณานั้นเสียทั้งหมด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่ที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยแถลงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สิรินุช เกื้อกูล กับพวก
จำเลย — บริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2545
#47388
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินอันเกิดจากการผิดสัญญาจะซื้อขายจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่ การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้วโดยไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4)ซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้นการพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดี หรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดี ล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกันการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องเพิกถอนการพิจารณานั้นเสียทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 283,778 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทราบว่าถูกฟ้อง เมื่อได้รับหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542ซึ่งเป็นวันเปิดทำการของจำเลย จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสองนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่ใส่ใจในการดำเนินกระบวนพิจารณา จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลย 3 ประการว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาประการหลังก่อน จำเลยฎีกาว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไว้ก่อน เนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบพิเคราะห์แล้วคดีนี้ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้รับคำร้องขอของจำเลยไว้ไต่สวนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยออกไปเพื่อฟังผลคดีดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาหลักประกันของจำเลยไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวและได้แจ้งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1ทราบแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ส่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มาให้ศาลชั้นต้นอ่านให้แก่คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นให้งดการอ่านไว้และให้มีหนังสือแจ้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมส่งสำนวนและคำพิพากษาคืน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีหนังสือแจ้งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามความในหมวดนี้... (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้... ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน... ในกรณีที่มีการฟ้องคดี... ไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินอันเกิดจากการผิดสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่ การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้ และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้น การพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดีหรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1ก็ดีล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องเพิกถอนการพิจารณานั้นเสียทั้งหมดฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่ที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยแถลงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สิรินุช เกื้อกูล ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2545
#99723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินอันเกิดจากการผิดสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่ การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้วโดยไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) ซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้น การพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดี หรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ดี ล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องเพิกถอนการพิจารณานั้นเสียทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๘๓,๗๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๘ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทราบว่าถูกฟ้องเมื่อได้รับหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันเปิดทำการของจำเลย จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้พิจารณาใหม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสองนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่ใส่ใจในการดำเนินกระบวนพิจารณา จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลย ๓ ประการว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไปนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาประการหลังก่อน จำเลยฎีกาว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไว้ก่อน เนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงเป็นการไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ความปรากฎต่อศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซึ่งอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้รับคำร้องขอของจำเลยไว้ไต่สวนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดพิจารณาหลักประกันของจำเลยออกไปเพื่อฟังผลคดีดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาหลักประกันของจำเลยไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวและได้แจ้งให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ทราบแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้ส่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มาให้ศาลชั้นต้นอ่านให้แก่คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นให้งดการอ่านไว้และให้มีหนังสือแจ้งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พร้อมส่งสำนวนและคำพิพากษาคืน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีหนังสือแจ้งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา ๙๐/๑๓ และมาตรา ๙๐/๑๔ นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามความในหมวดนี้... (๔) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้... ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน... ในกรณีที่มีการฟ้องคดี... ไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินอันเกิดจากการผิดสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงมีคำขอให้มีการพิจารณาใหม่ การที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยนั่นเอง เมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นในระหว่างการพิจารณาหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับของจำเลยว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติให้ศาลที่มีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยงดการพิจารณาไว้ และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาด้วย ดังนั้น การพิจารณาหลักประกันของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็ดีหรือการที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็ดีล้วนถือได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งซึ่งต้องงดการพิจารณาไว้ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไปนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องเพิกถอนการพิจารณานั้นเสียทั้งหมด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่ที่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้จำเลยแถลงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสิรินุช เกื้อกูล ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2545
#44805
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาวจำนวน 20 คน โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาลกิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่งแล้ว ส่วนที่ต่อมาระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยจึงเข้าจับกุมแต่จำเลยได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาหลบหนีและพุ่งเข้ารถยนต์ของทางราชการนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ต่างกรรมต่างวาระกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

การที่จำเลยร่วมกันขับรถหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์ของทางราชการจนเกิดการเสียหายนั้น จำเลยมีเจตนาที่จะกระทำขึ้นและได้กระทำในวาระเดียวกันอันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าว สัญชาติลาวจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยจำเลยทั้งสองได้ช่วยซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวทั้งยี่สิบคนดังกล่าวด้วยการให้โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพาไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว และได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งมีเจตนาที่จะช่วยคนต่างด้าวทั้งยี่สิบคนดังกล่าวให้พ้นจากการจับกุมภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ร้อยตำรวจเอกปารเมศร์จันทรทิพย์ กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอตระการพืชผลพบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้แสดงตัวเข้าจับกุมจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตำรวจเอกปารเมศร์ กับพวก โดยการขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาดังกล่าวหลบหนีและขับพุ่งเข้าชนรถยนต์หมายเลขโล่ 27172 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาใช้ประโยชน์ในราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาใช้ประโยชน์ในราชการของร้อยตำรวจเอกปารเมศร์ ซึ่งจอดขวางทางป้องกันไม่ให้รถคันที่จำเลยทั้งสองขับหลบหนี ทำให้รถยนต์ของทางราชการดังกล่าวได้รับความเสียหายคิดเป็นจำนวนเงิน 45,350 บาท เพื่อขัดขวางไม่ให้ร้อยตำรวจเอกปารเมศร์กับพวก ปฏิบัติการตามหน้าที่เข้าจับกุมจำเลยทั้งสอง เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล และตำบลคำเจริญ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 358

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 64 (ที่ถูกมาตรา 64 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,356 (ที่ถูกมาตรา 358 ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานช่วยคนต่างด้าวจำคุกคนละ 2 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่าไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมโทษความผิดสองกระทง จำคุกคนละ 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำคนต่างด้าวขึ้นรถยนต์แล้วพาหลบหนีจนเป็นเหตุทำให้รถที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับพุ่งชนรถยนต์หมายเลขโล่ 27172 ได้รับความเสียหายและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นั้น เพียงแต่ผู้กระทำรู้ว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แล้ว ยังให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว คดีนี้ได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาวจำนวน20 คน โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่งแล้ว ส่วนที่ต่อมาระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจพบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้งสองได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาหลบหนีและพุ่งเข้ารถยนต์หมายเลขโล่ 27172 นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ต่างกรรมต่างวาระกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับรถหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์ของทางราชการจนเกิดการเสียหายนั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะกระทำขึ้นและได้กระทำในวาระเดียวกันอันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ทวีศักดิ์ คำตรงใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2545
#45284
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองนำคนต่างด้าวสัญชาติลาว 20 คน โดยสารรถยนต์จากจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ มาตรา 64 วรรคหนึ่ง แล้ว

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับรถหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจและพุ่งชนรถของทางราชการจนเกิดการเสียหายนั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำเพื่อหลบหนีการจับกุมดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าว สัญชาติลาวจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522โดยจำเลยทั้งสองได้ช่วยซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวทั้งยี่สิบคนดังกล่าวด้วยการให้โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อพาไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าเป็นคนต่างด้าวสัญชาติลาว และได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะช่วยคนต่างด้าวทั้งยี่สิบคนดังกล่าวให้พ้นจากการจับกุม ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้แสดงตัวเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ โดยการขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาดังกล่าวหลบหนีและขับพุ่งเข้าชนรถยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจอดขวางทางป้องกันไม่ให้รถคันที่จำเลยทั้งสองขับมาหลบหนี ทำให้รถยนต์ของทางราชการดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 138, 358

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 64 (ที่ถูกมาตรา 64 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,356 (ที่ถูกมาตรา 358) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวจำคุกคนละ 2 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือนจำเลยทั้งสองรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า ไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานช่วยเหลือคนต่างด้าวให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมโทษความผิดสองกระทง จำคุกคนละ 9เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำคนต่างด้าวขึ้นรถยนต์แล้วพาหลบหนีจนเป็นเหตุทำให้รถที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับพุ่งชนรถยนต์หมายเลขโล่ 27172 ได้รับความเสียหายและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นั้น เพียงแต่ผู้กระทำรู้ว่ามีคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แล้ว ยังให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว คดีนี้ได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาวจำนวน 20 คน โดยสารรถยนต์จากตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อไปส่งที่จังหวัดปทุมธานี โดยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนที่ต่อมาระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองจึงเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้งสองได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจโดยขับรถยนต์คันที่พาคนต่างด้าวมาหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์หมายเลขโล่ 27172 นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ต่างกรรมต่างวาระกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขับรถหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์ของทางราชการจนเกิดการเสียหายนั้นจำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะกระทำขึ้น และได้กระทำในวาระเดียวกันอันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ ดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 90 ม. 91 ม. 138 ม. 358
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2493 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ทวีศักดิ์ คำตรงใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ