คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4189/2545
#44810
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2521 ในราคา 30,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบดีว่าราคาที่ดินต้องเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ซึ่งโจทก์อาจกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามราคาในขณะยื่นฟ้องได้อยู่แล้ว ข้ออ้างที่ว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ทราบว่าราคาที่ดินสูงขึ้นกว่าวันที่โจทก์ซื้อที่ดินก็ดี หรือโจทก์เพิ่งคิดได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่ไม่อาจถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2521 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 423/16 เนื้อที่ 3 งาน 24 ตารางวา จากนายน้อย พองพรหมบิดาจำเลยในราคา 30,000 บาท นายน้อยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แก่โจทก์แล้ว โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยให้นางพูลทรัพย์ แสนเสน เช่าปลูกบ้าน แต่ยังมิได้โอนทางทะเบียน ต่อมานายน้อยถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยในฐานะบุตรนายน้อยจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปโอนทางทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า นายน้อย พองพรหม ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่นายน้อยขายที่ดินพิพาทให้นางพูลทรัพย์ นายน้อยถึงแก่ความตายก่อนจดทะเบียนโอนให้นางพูลทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 682/2532 ระหว่างนายเฮียเฮียง แซ่เตีย โจทก์ นางพูลทรัพย์ แสนเสน จำเลย แต่ยังมิได้โอนทางทะเบียนเพราะหาเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวไม่พบ ผู้ร้องสอดได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว นายน้อยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และโจทก์ไม่ได้ให้นางพูลทรัพย์เช่าที่ดินพิพาท แต่นายน้อยได้ขายที่ดินให้นางพูลทรัพย์ นายน้อยถึงแก่ความตายก่อนจะจดทะเบียนโอนแก่นางพูลทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์สินที่มีการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 682/2532ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดเพิ่งเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2541 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาบุกรุกแล้ว ผู้ร้องสอดไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

หลังจากสืบพยานโจทก์พยานจำเลยและพยานผู้ร้องสอดเสร็จก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเกี่ยวกับจำนวนทุนทรัพย์ว่า ราคาที่ดินพิพาทจำนวน 30,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นราคาที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันในปี 2521 แต่ขณะยื่นฟ้องราคาที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 81,000 บาท เป็นข้อผิดหลงเล็กน้อยและโจทก์เพิ่งทราบภายหลัง ขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์จากจำนวน 30,000 บาทเป็น 81,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์โดยขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2521 ในราคา 30,000 บาท โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบดีว่าราคาที่ดินเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ซึ่งโจทก์อาจกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามราคาในขณะยื่นฟ้องได้อยู่แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ทราบว่าราคาที่ดินสูงขึ้นกว่าวันที่โจทก์ซื้อที่ดินก็ดี หรือโจทก์เพิ่งคิดได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่ไม่อาจถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยาน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญยุทธ กรพันธ์
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาย วรวัฒน์ จึงไกรสีห์
จำเลย — นาย ยอย พองพรหม
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4189/2545
#99656
เปิดฉบับเต็ม

คดีไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 180 เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทอันเป็นเวลาล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบดีว่าราคาที่ดินต้องเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ซึ่งโจทก์อาจกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามราคาในขณะยื่นฟ้องได้อยู่แล้ว ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ทราบว่าราคาที่ดินสูงขึ้นกว่าวันที่โจทก์ซื้อที่ดินก็ดี หรือโจทก์เพิ่งคิดได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่ไม่อาจถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๑ โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) จากนายน้อย พองพรหม บิดาจำเลย ในราคา ๓๐,๐๐๐ บาท นายน้อยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) แก่โจทก์แล้ว โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยให้นางพูลทรัพย์ แสนเสน เช่าปลูกบ้าน แต่ยังมิได้โอนทางทะเบียน ต่อมานายน้อยถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยในฐานะบุตรนายน้อยจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปโอนทางทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า นายน้อย พองพรหม ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่นายน้อยขายที่ดินพิพาทให้นางพูลทรัพย์ นายน้อยถึงแก่ความตายก่อนจดทะเบียนโอนให้นางพูลทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๘๒/๒๕๓๒ ระหว่างนายเฮียเฮียง แซ่เตีย โจทก์ นางพูลทรัพย์ แสนเสน จำเลย แต่ยังมิได้โอนทางทะเบียนเพราะหาเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวไม่พบ ผู้ร้องสอดได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว นายน้อยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้นางโจทก์และโจทก์ไม่ได้ให้นางพูลทรัพย์เช่าที่ดินพิพาท แต่นายน้อยได้ขายที่ดินให้นางพูลทรัพย์ นายน้อยถึงแก่ความตายก่อนจะจดทะเบียนโอนแก่นางพูลทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์สินที่มีการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๘๒/๒๕๓๒ ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดเพิ่งเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๒๔/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น ในข้อหาบุกรุกแล้ว ผู้ร้องสอดไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอด และคำร้องสอดเคลือบคลุม ขอให้ยกคำร้องสอด

หลังจากสืบพยานโจทก์พยานจำเลยและพยานผู้ร้องสอดเสร็จ ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเกี่ยวกับจำนวนทุนทรัพย์ว่า ราคาที่ดินพิพาทจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นราคาที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันในปี ๒๕๒๑ แต่ขณะยื่นฟ้องราคาที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นเป็นเงิน ๘๑,๐๐๐ บาท เป็นข้อผิดหลงเล็กน้อยและโจทก์เพิ่งทราบภายหลัง ขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์จากจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท เป็น ๘๑,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ศาลชั้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์โดยขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี ๒๕๒๑ ในราคา ๓๐,๐๐๐ บาท โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อปี ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบดีว่าราคาที่ดินต้องเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ซึ่งโจทก์อาจกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ตามราคาในขณะยื่นฟ้องได้อยู่แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องโจทก์ไม่ทราบว่าราคาที่ดินสูงขึ้นกว่าวันที่โจทก์ซื้อที่ดินก็ดี หรือโจทก์เพิ่งคิดได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่ไม่อาจถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันสืบพยาน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ตรวจร่างคำพิพากษา

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ผู้ตรวจย่อข้อกฎหมาย

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
กรพันธ์ — นายชาญยุทธ์
จึงไกรสีห์ — นายวรวัฒน์
พองพรหม — นายยอย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายทินกร พูนเม็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4098 -ที่ 4185/2545
#99744
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการร่วมใจจาก และได้ทำหนังสือลาออกหลังจากได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้ตามโครงการดังกล่าว จึงเป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ลาออกมิใช่เลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดสิบแปดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน และโจทก์ที่ ๑๒ แก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จ่ายเงินบำเหน็จตอบแทนในส่วนที่ขาด สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ เงินโบนัส และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนให้แก่โจทก์ดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่รวมแปดสิบแปดสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งแปดสิบแปดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ โจทก์ทั้งแปดสิบแปดไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ รับผิดเป็นส่วนตัว เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ มีโครงการ "ร่วมใจจาก" ให้พนักงานลาออกก่อนเกษียณอายุ โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกิน ๓๐ เท่าของเงินเดือน จำเลยที่ ๑ สงวนสิทธิที่จะให้พนักงานคนใดลาออกหรือไม่ก็ได้ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมากเป็นเหตุให้งบประมาณที่จัดเตรียมไว้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายให้แก่พนักงานทุกคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ จำเลยที่ ๑ จึงแจ้งให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเกิน ๒๐ เดือน ทราบว่าจำเลยที่ ๑ มีความจำเป็นไม่อาจอนุมัติให้พนักงานดังกล่าวเข้าร่วมโครงการได้ หากพนักงานคนใดยังคงยืนยันที่จะขอเข้าร่วมโครงการ จำเลยที่ ๑ สามารถจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้สูงสุดไม่เกิน ๒๐ เท่าของเงินเดือน แต่ถ้าพนักงานคนใดไม่ประสงค์จะรับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราใหม่พนักงานคนนั้นก็ยังมีสิทธิปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมต่อไป หลังจากโจทก์ทั้งแปดสิบแปดได้รับแจ้งผลการพิจารณาไม่อนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ โจทก์ทั้งแปดสิบแปดได้ยื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ต่อจำเลยที่ ๑ ขอเข้าร่วมโครงการโดยขอรับสิทธิประโยชน์สูงสุดไม่เกิน ๒๐ เท่าของเงินเดือน และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ อีก จำเลยที่ ๑ จึงอนุมัติให้โจทก์ทั้งแปดสิบแปดเข้าร่วมโครงการ "ร่วมใจจาก" ได้ ต่อมาโจทก์ทั้งแปดสิบแปดยื่นหนังสือลาออกและจำเลยที่ ๑ อนุมัติให้โจทก์ทุกคนลาออก โจทก์ทั้งแปดสิบแปดลาออกด้วยความสมัครใจ จำเลยทั้งสี่มิได้กลั่นแกล้งหรือบีบบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ ๑ จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามจำนวนที่ตกลงกันใหม่แก่โจทก์ทุกคนจนครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ มิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบแปด มิได้ปรับปรุงหน่วยงานอันเนื่องจากนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงาน โจทก์ทั้งแปดสิบแปดไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยพิเศษ และค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยทั้งสี่ สำหรับเงินโบนัสโจทก์ทั้งแปดสิบแปดทำงานไม่ครบกำหนดวันที่จำเลยที่๑ จ่ายเงินโบนัสประจำปี ๒๕๔๒ โดยโจทก์ทั้งแปดสิบแปดขอลาออกก่อนถึงวันดังกล่าว ทั้งตกลงว่าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ อีก โจทก์ทั้งแปดสิบแปดจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัสหรือเงินอื่นใดจากจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๘๔ และโจทก์ที่ ๘๖ ถึงที่ ๘๙

โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๘๔ และโจทก์ที่ ๘๖ ถึงที่ ๘๙ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ริเริ่มเสนอโครงการร่วมใจจากต่อโจทก์ดังกล่าวก่อนก็ตาม แต่โครงการร่วมใจจากตามเอกสารหมาย จ.๑๗ หรือ ล.๑ ข้อวิธีการยื่นใบสมัคร กำหนดให้พนักงานที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องยื่นใบสมัครต่อจำเลยที่ ๑ มิใช่จำเลยที่ ๑ เสนอคำขาดให้โจทก์ดังกล่าวต้องออกจากงานเช่นกรณีเลิกจ้างทั่ว ๆ ไป พนักงานของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่สมัครร่วมโครงการก็ยังคงได้ทำงานต่อไป ดังนั้น การที่โจทก์ดังกล่าวสมัครเข้าโครงการร่วมใจจากและได้ทำหนังสือลาออกหลังจากได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ ๑ แล้วเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จำเลยที่ ๑ เสนอให้ตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ดังกล่าวลาออก มิใช่มีลักษณะเป็นการเลิกจ้าง

พิพากษายืน.

นายชลิต จั่นประดับ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นางสาวชลิตา ศรีสง่า ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นางบังอร ศยามเศรณี
กับพวก — ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4098/2545
#45737
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการร่วมใจจาก และได้ทำหนังสือลาออกหลังจากได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้ตามโครงการดังกล่าว จึงเป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ลาออกมิใช่เลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดสิบแปดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน และโจทก์ที่ 12 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จ่ายเงินบำเหน็จตอบแทนในส่วนที่ขาด สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ เงินโบนัส และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนให้แก่โจทก์ดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่รวมแปดสิบแปดสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งแปดสิบแปดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โจทก์ทั้งแปดสิบแปดไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รับผิดเป็นส่วนตัว เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 1 มีโครงการ "ร่วมใจจาก" ให้พนักงานลาออกก่อนเกษียณอายุ โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกิน 30 เท่าของเงินเดือน จำเลยที่ 1 สงวนสิทธิที่จะให้พนักงานคนใดลาออกหรือไม่ก็ได้ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมากเป็นเหตุให้งบประมาณที่จัดเตรียมไว้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายให้แก่พนักงานทุกคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเกิน 20 เดือน ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นไม่อาจอนุมัติให้พนักงานดังกล่าวเข้าร่วมโครงการได้ หากพนักงานคนใดยังคงยืนยันที่จะขอเข้าร่วมโครงการ จำเลยที่ 1 สามารถจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้สูงสุดไม่เกิน 20 เท่าของเงินเดือน แต่ถ้าพนักงานคนใดไม่ประสงค์จะรับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราใหม่พนักงานคนนั้นก็ยังมีสิทธิปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมต่อไป หลังจากโจทก์ทั้งแปดสิบแปดได้รับแจ้งผลการพิจารณาไม่อนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ โจทก์ทั้งแปดสิบแปดได้ยื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ต่อจำเลยที่ 1 ขอเข้าร่วมโครงการโดยขอรับสิทธิประโยชน์สูงสุดไม่เกิน 20 เท่าของเงินเดือน และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ อีก จำเลยที่ 1 จึงอนุมัติให้โจทก์ทั้งแปดสิบแปดเข้าร่วมโครงการ "ร่วมใจจาก" ได้ ต่อมาโจทก์ทั้งแปดสิบแปดยื่นหนังสือลาออกและจำเลยที่ 1 อนุมัติให้โจทก์ทุกคนลาออกโจทก์ทั้งแปดสิบแปดลาออกด้วยความสมัครใจ จำเลยทั้งสี่มิได้กลั่นแกล้งหรือบีบบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามจำนวนที่ตกลงกันใหม่แก่โจทก์ทุกคนจนครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบแปด มิได้ปรับปรุงหน่วยงานอันเนื่องจากนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงาน โจทก์ทั้งแปดสิบแปดไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยพิเศษ และค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยทั้งสี่ สำหรับเงินโบนัสโจทก์ทั้งแปดสิบแปดทำงานไม่ครบกำหนดวันที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 โดยโจทก์ทั้งแปดสิบแปดขอลาออกก่อนถึงวันดังกล่าว ทั้งตกลงว่าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ อีก โจทก์ทั้งแปดสิบแปดจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัสหรือเงินอื่นใดจากจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 84 และโจทก์ที่ 86ถึงที่ 89

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 84 และโจทก์ที่ 86 ถึงที่ 89 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ริเริ่มเสนอโครงการร่วมใจจากต่อโจทก์ดังกล่าวก่อนก็ตาม แต่โครงการร่วมใจจากตามเอกสารหมาย จ.17 หรือ ล.1 ข้อวิธีการยื่นใบสมัครกำหนดให้พนักงานที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องยื่นใบสมัครต่อจำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 1 เสนอคำขาดให้โจทก์ดังกล่าวต้องออกจากงานเช่นกรณีเลิกจ้างทั่ว ๆ ไป พนักงานของจำเลยที่ 1 ที่ไม่สมัครร่วมโครงการก็ยังคงได้ทำงานต่อไป ดังนั้น การที่โจทก์ดังกล่าวสมัครเข้าโครงการร่วมใจจากและได้ทำหนังสือลาออกหลังจากได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 แล้วเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้ตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ดังกล่าวลาออก มิใช่มีลักษณะเป็นการเลิกจ้าง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บังอร ศยามเศรณี กับพวก
จำเลย — ธนาคาร ดีบีเอสไทยทนุ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088/2545
#45736
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 4,55,78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80,83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันใช้ลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปีรวมจำคุก 14 ปี จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80,83 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55 ประกอบด้วยมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสามความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงเดียว 14 ปีเกินกว่าที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกในแต่ละกระทงโดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ อันเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 91, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 55, 78 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 168/42 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 4, 55, 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก 4 ปีฐานร่วมกันใช้ลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 14 ปี ริบของกลาง ยกคำขอที่ให้นับโทษต่อเนื่องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 168/2542 ของศาลชั้นต้นยังมิได้มีการพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วย มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 55 ประกอบด้วยมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสามซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ... ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 55, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันใช้ลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก14 ปี จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 83พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 55 ประกอบด้วยมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงเดียว 14 ปี เกินกว่าที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกในแต่ละกระทง โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์อันเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 10 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย สมนึกหรือนึก เอียงสา
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088/2545
#99608
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 4 , 55 , 78 ป.อ.มาตรา 288 , 80 , 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ.มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันใช้ลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ.มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 , 83 พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 55 ประกอบด้วยมาตรา 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงเดียว 14 ปี เกินกว่าที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกในแต่ละกระทงโดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ อันเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 212 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ , ๘๓ , ๙๑ , ๓๒ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๔ , ๕๕ , ๗๘ ริบของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๘/๔๒ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๔ , ๕๕ , ๗๘ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ , ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก ๔ ปี ฐานร่วมกันใช้ลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑๐ ปี รวมจำคุก ๑๔ ปี ริบของกลาง ยกคำขอที่ให้นับโทษต่อเนื่องจากคดีอาญา หมายเลขดำที่ ๑๖๘/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้นยังมิได้มีการพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ , ๘๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๕๕ ประกอบด้วยมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗๘ วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ... ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๔ , ๕๕ , ๗๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ , ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันมีลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก ๔ ปี ฐานร่วมกันใช้ลูกระเบิดอันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก๑๐ ปี รวมจำคุก ๑๔ ปี จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว แล้วศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ , ๘๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๕๕ ประกอบด้วยมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดและใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗๘ วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงเดียว ๑๔ ปี เกินกว่าที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกในแต่ละกระทง โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์อันเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๑๐ ปี.

นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ผู้ตรวจ/ย่อ

นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วย/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
เอียงสา — นายสมนึกหรือนึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายดิลก กาญจนแสนส่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตร์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2545
#258724
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีอาญา จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นนอกจากโจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้อง ยังต้องได้ความว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้อีกด้วย

เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว และโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างนาย ฟ. ไปทำการล่อซื้อ จึงเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามคำฟ้องขึ้นเอง โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลากลางวันและเวลากลางคืน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย แจกจ่าย และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวแก่ลูกค้าของจำเลยและประชาชนทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยทั้งสามรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เหตุเกิดที่แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๐, ๓๑, ๖๙ วรรคสอง, ๗๐ วรรคสอง และ ๗๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และ ๙๑ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๐ (๑) , ๓๑ (๑) (๓), ๖๙ วรรคสอง และ ๗๐ วรรคสอง (ที่ถูกต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ มาด้วย) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานทำซ้ำซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยมิได้รับอนุญาตเพื่อการค้า ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๖๐,๐๐๐ บาท ฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๘๐,๐๐๐ บาท รวมโทษจำเลยที่ ๑ เป็นปรับ ๒๔๐,๐๐๐ บาท รวมโทษจำเลยที่ ๒ เป็นจำคุก ๙ เดือน และปรับ ๒๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ แต่กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน ๑ ปี และให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๖ กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและ ศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ตามที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้อง ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศและได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายรุทร นพคุณ ดำเนินคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีจำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานขายประจำร้านค้าของจำเลยที่ ๑ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๙/๒๙ หมู่ที่ ๗ ซอยตลาดสมพรชัย แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกี่ยวกับอำนาจฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีนี้โดยฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคดีอาญา คดีโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ซึ่งให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น นอกจากโจทก์จะต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ แล้ว คดียังจะต้องได้ความว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และมาตรา ๒๘ (๒) อีกด้วย ได้ความจากคำเบิกความของนายรุทร นพคุณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ พยานโจทก์ว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าท้องตลาดในประเทศไทยมีร้านค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ลักลอบติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงว่าจ้างนักสืบอิสระของบริษัทไรท์ แอสโซซิเอทประเทศไทย จำกัด ไปล่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากร้านค้าต่าง ๆ รวมทั้งร้านของจำเลยที่ ๑ เพื่อดำเนินคดีเอง โดยโจทก์มิได้แจ้งความร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย นายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระผู้ล่อซื้อพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุ ขณะที่พยานไปถึงร้านของจำเลยที่ ๑ พยานพบจำเลยที่ ๓ พนักงานขายประจำร้านค้าของจำเลยที่ ๑ อยู่ในร้าน พยานบอกจำเลยที่ ๓ ว่า พยานได้รับการแนะนำให้มาซื้อคอมพิวเตอร์ที่ร้านนี้ในราคาประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท พยานได้ดูใบโฆษณาสินค้า และได้รับคำแนะนำให้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อเลเซอร์ รุ่นพลาตินั่ม บีเอส ๑๔๓๓ ซึ่งเสนอขายในราคา ๒๙,๙๐๐ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามใบโฆษณาสินค้าที่พยานเห็นนั้นระบุว่าเป็นการขายเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกับโปรแกรมซอฟท์แวร์ วินโดวส์ ๙๘ ที่ได้รับอนุญาตซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษว่า "Licensed ๙๘ MS windows ๙๘" พยานได้ถามจำเลยที่ ๓ ว่า การมีโปรแกรม วินโดวส์ ๙๘ นั้น สามารถใช้เขียนจดหมายธุรกิจ ทำบัญชีทั่วไป วาดภาพ และใช้งานอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่ จำเลยที่ ๓ จึงเสนอชุดโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ๙๗ อโดเบโฟโต้ช็อป คอเรล ดรอว์และวินแอมแก่พยานด้วยการเขียนโปรแกรมดังกล่าวในกระดาษ โดยเสนอที่จะให้โปรแกรมต่าง ๆ ที่เขียนไว้ให้แก่พยานโดยชำระค่าเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนเพียง ๒๙,๙๐๐ บาท เท่าเดิม บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม พยานตกลงซื้อ แต่ยังไม่สามารถรับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันนั้นเพราะจำเลยที่ ๓ บอกว่าจะต้องใช้เวลา ๗ วัน ในการจัดเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ พยานขอให้จัดเตรียมเร็วขึ้น ซึ่งในที่สุดจำเลยที่ ๓ ก็ตกลงจัดเตรียมให้ภายใน ๒ วัน และนัดให้พยานไปรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ โดยวันดังกล่าวพยานได้ชำระเงินมัดจำไว้จำนวน ๑,๐๐๐ บาท ตามใบจองสินค้า ต่อมาเมื่อถึงวันนัดพยานได้ไปที่ร้านของจำเลยที่ ๑ ขอรับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ นายฐิติพงษ์ อันมานะตระกูล ช่างเทคนิคบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้พยานดูตามคำขอของพยาน ปรากฏว่ามีโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ๙๘ และชุดโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ๙๗ ติดตั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์จริง เห็นว่าตามใบโฆษณาสินค้าที่ได้พิมพ์ข้อความต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อเลเซอร์ พลาตินั่ม บีเอส ๑๔๓๓ ที่นายฟิลิป พาสโค ล่อซื้อว่า มีโปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ๙๘ ที่ได้รับใบอนุญาตให้ด้วย และขายในราคา ๒๙,๙๐๐ บาท ซึ่งนายฟิลิป พาสโค น่าจะทราบดี และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นายฟิลิป พาสโค จะล่อซื้อก็เป็นสินค้าแบรนด์เนม ของบริษัทคอมพิวเทค ไมโครซิสเท็ม จำกัด ที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้แทนจำหน่ายโดยชอบ ซึ่งนายฟิลิป พาสโค สามารถสั่งซื้อไปใช้งานในสภาพเช่นนั้นได้ หากไม่มีมูลเหตุจูงใจเป็นประการอื่น จำเลยที่ ๓ ก็สามารถขายเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นดังกล่าวให้แก่นายฟิลิป พาสโค ได้โดยชอบด้วยกฎหมายในราคา ๒๙,๙๐๐ บาท ตามที่ปรากฏในใบโฆษณาสินค้านั้น โดยไม่ต้องเสียเวลาไปติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมและจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกจับกุมดำเนินคดี การที่นายฟิลิป พาสโค ซึ่งทราบดีเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์อยู่แล้วแกล้งสอบถามจำเลยที่ ๓ ว่า โปรแกรมไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ๙๘ ดังกล่าวสามารถใช้เขียนจดหมายธุรกิจ ทำบัญชี วาดภาพได้หรือไม่ นายฟิลิป พาสโค ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ ๓ จะต้องตอบในทางปฏิเสธ ที่จำเลยที่ ๓ เสนอติดตั้งโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ๙๗ ให้แก่นายฟิลิป พาสโคด้วย ตามรูปเรื่องจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือว่าเป็นเพราะถูกนายฟิลิป พาสโค ชักจูงใจ และการที่จำเลยที่ ๓ แจ้งว่า ต้องใช้เวลาประมาณ ๗ วัน เพื่อจัดเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์โดยมิได้เรียกร้องให้นายฟิลิป พาสโค ชำระราคาสินค้าเพิ่มขึ้นนั้น เท่ากับเป็นการแถมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวให้ตามความต้องการของนายฟิลิป พาสโคเอง ซึ่งนายฟิลิป พาสโคควรจะทราบดีว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งให้โดยไม่คิดมูลค่านั้นเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยมิชอบ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในขณะนั้น จึงต้องไปดำเนินการติดตั้งและส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้นายฟิลิป พาสโค ในภายหลัง แต่นายฟิลิป พาสโค กลับตกลงขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ในเงื่อนไขดังกล่าวโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ย่อมเป็นการลวงให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจว่า นายฟิลิป พาสโค ต้องการให้ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ตามคำฟ้องลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยนาย ฟิลิป พาสโค ไม่ใส่ใจว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งให้จะทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่า ใครเป็นผู้ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ล่อซื้อ และแผ่นดิสก์หรือซีดีรอมที่ใช้สำหรับทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ล่อซื้อ อันเป็นพยานหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดคดีนี้อยู่ก่อนแล้ว โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า มีอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ การที่นายฟิลิป พาสโค ไปล่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากร้านของจำเลยที่ ๑ ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายรุทรผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ช่วงเกิดเหตุโจทก์เพียงแต่ว่าจ้างนักสืบของ บริษัทไรท์ แอสโซซิเอท จำกัด ให้ไปสุ่มซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ตามร้านค้าต่าง ๆ รวมทั้งร้านของจำเลยที่ ๑ ด้วยเท่านั้น มิใช่ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามคำฟ้องของโจทก์ออกขายโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงตามที่นายฟิลิป พาสโค พยานโจทก์เบิกความและวินิจฉัยมานี้จึงส่อไปในทางว่านายฟิลิป พาสโค จะเป็นผู้ชักจูงให้ฝ่ายจำเลยทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ล่อซื้อเพื่อขายให้แก่นายฟิลิป พาสโค โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว และคดีได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ว่าจ้าง นายฟิลิป พาสโค ไปทำการล่อซื้อจึงเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามคำฟ้องขึ้นเอง โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) และมาตรา ๒๘ (๒) ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๓๐๑/๒๕๔๓ ระหว่าง บริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น โจทก์ บริษัทเอเทค คอมพิวเตอร์ จำกัด กับพวก จำเลย จึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสีย โดยไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสียด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟิสท์ คอมป์ ซิสเต็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2545
#45293
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินมีโฉนดมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่เป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตามมาตรา 144 ด้วย หากผู้ร้องโต้แย้งว่าบ้านเป็นของบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินแล้ว ผู้ร้องต้องมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรนายกิมกัง แซ่ตั้ง กับนางหงษ์ แซ่ตั้ง บิดามารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายซึ่งมีบุตรด้วยกัน 7 คน นายกิมกังผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2523 ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือ บ้านเลขที่ 8 โดยมีชื่อนางหงษ์มารดาเป็นเจ้าบ้านและเป็นผู้ครอบครองแทนทายาททั้งหมดและที่ดินมีโฉนดอีก 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 3254 (ที่ถูกคือ 3954), 4220, 4221 โดยมีชื่อนายบุญลือไพสิฐวนิชกุล และนายบุญเรือง ไพสิฐวนิชกุล บุตรผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้ร้องไปขอจดทะเบียนรับโอนบ้านและที่ดินดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานที่ดินมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาผู้ตายและเป็นมารดาผู้ร้อง ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรผู้ตาย และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ร้อง ก่อนผู้ตายถึงแก่กรรม ผู้ร้องได้รับเงิน 110,000 บาท จากผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 ไปแล้ว บ้านเลขที่ 8 เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 แต่ใส่ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าบ้าน สำหรับที่ดินโฉนดที่ 3954 เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4220และ 4221 เป็นของผู้คัดค้านที่ 3 มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายกิมกังผู้ตายกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสามีภริยากัน มีบุตร 7 คน รวมทั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2523 ผู้ตายถึงแก่กรรมตามมรณบัตรเอกสารหมาย ร.5 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ฝ่ายผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง นางเยี่ยม หุ่นดี และนางสาวเพ็ญรัตน์ นาควัชระ มาเบิกความเป็นพยานผู้ร้องเบิกความว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือบ้านเลขที่ 8 หมู่ 4 ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ตามสำเนาทะเบียนบ้านหมาย ร.6 และที่ดินมีโฉนดอีก 3 แปลง อยู่ที่ตำบลโพงพาง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงครามโดยมีผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนตามโฉนดที่ดินหมาย ร.7 ถึง ร.9 การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าต้องร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเสียก่อน นางเยี่ยงเบิกความว่า เคยกู้เงินผู้ตายไปแล้วไม่มีเงินชำระหนี้จึงโอนที่ดินให้ผู้ตายแทนการชำระหนี้ ส่วนนางสาวเพ็ญรัตน์เบิกความว่า บ้านที่ผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยอยู่เป็นบ้านหลังเดียวกับบ้านผู้ตาย ฝ่ายผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้านทั้งสาม นางอารยา ไพสิฐวนิชกุล และนายบุญเลิศ ไพสิฐวนิชกุล มาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ผู้ตายไม่มีมรดก บ้านเลขที่ 8 หมู่ 4 ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม และที่ดินโฉนดเลขที่ 3954 เอกสารหมาย ร.7 เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4220 และ 4221 เอกสารหมาย ร.8 และ ร.9 เป็นของผู้คัดค้านที่ 3 เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3954 เอกสารหมาย ร.7 มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนบ้านเลขที่ 8 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินแปลงนี้ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ด้วย หากผู้ร้องโต้แย้งว่าบ้านเลขที่ 8 เป็นของบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินแล้ว ผู้ร้องต้องมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่4220 และ 4221 เอกสารหมาย ร.8 และ ร.9 มีชื่อผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ผู้คัดค้านที่ 3 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเช่นเดียวกัน การที่ผู้ร้องโต้แย้งว่าที่ดินทั้งสามแปลงนี้เป็นของผู้ตาย มิใช่เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ผู้ร้องย่อมต้องมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้ด้วย ผู้ร้องเบิกความปากเดียวกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า บ้านเลขที่ 8 และที่ดินทั้งสามแปลงเป็นของผู้ตาย แต่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3ถือกรรมสิทธิ์แทนไว้ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ส่วนคำเบิกความของนางเยี่ยมและนางสาวเพ็ญรัตน์ก็มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้ออ้างของผู้ร้องแต่อย่างใดพยานฝ่ายผู้คัดค้านนอกจากจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานกฎหมายแล้วยังมีพยานบุคคลอื่นมาเบิกความยืนยันความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 8 และที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานผู้ร้อง น่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ 8 และที่ดินทั้งสามแปลงนี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายตามคำร้องขอของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก จึงไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุขัดข้องที่จะตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ธนพรรณ เรืองวิญญูเวช
ผู้คัดค้าน — นาง หงษ์ แซ่ตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2545
#99743
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าบ้านและที่ดินทั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านอ้างว่าบ้านและที่ดินทั้งสามแปลงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบ้านและที่ดินทั้งสามแปลงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งตามคำร้องขอไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก จึงไม่มีเหตุขัดข้องที่จะตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ? ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้าน? ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายกิมกัง ผู้ตาย กับผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นสามีภริยากัน มีบุตร ๗ คน รวมทั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ ๒ และที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๓ ผู้ตายถึงแก่กรรมตามมรณบัตร คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่? เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๕๔ มีชื่อผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนบ้านเลขที่ ๘ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินแปลงนี้ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ ด้วย หากผู้ร้องโต้แย้งว่าบ้านเลขที่ ๘ เป็นของบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินแล้ว ผู้ร้องต้องมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๒๒๐ และ ๔๒๒๑ มีชื่อผู้คัดค้านที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านที่ ๓ จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเช่นเดียวกัน การที่ผู้ร้องโต้แย้งว่าที่ดินทั้งสามแปลงนี้เป็นของผู้ตาย มิใช่เป็นของผู้คัดค้านที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ร้องย่อมต้องมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้ด้วย ผู้ร้องเบิกความปากเดียวกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า บ้านเลขที่ ๘ และที่ดินทั้งสามแปลงเป็นของผู้ตายแต่ให้ผู้คัดค้านที่ ๒ และที่ ๓ ถือกรรมสิทธิ์แทนไว้ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้? พยานฝ่ายผู้คัดค้านนอกจากจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายแล้วยังมีพยานบุคคลอื่นมาเบิกความยืนยันความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ ๘ และที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานผู้ร้อง น่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ ๘ และที่ดินทั้งสามแปลงนี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ตามคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก จึงไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องจัดการ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุขัดข้องที่จะตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนผู้คัดค้านทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางธนพรรณ เรืองวิญญูเวช
ผู้คัดค้าน — นางหงษ์ แซ่ตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082 -ที่ 4083/2545
#45292
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นเป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอยไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินที่ได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด มีอาณาเขตอย่างไร ผู้ได้รับส่วนแบ่งไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ถูกต้อง จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องคืนให้ศาลชั้นต้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งแยกที่ดินกันให้มีอาณาเขตแน่นอนว่าส่วนใดเป็นของใครบ้างนั้น ไม่เข้าเหตุหนึ่งเหตุใด ตามข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบและโจทก์ไม่อาจจะฎีกาต่อมาได้ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ข้อตกลงแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความหากจะทำให้ ฮ. ไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกเลยหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ ฮ. จะไปว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของ ฮ. จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบและโจทก์ไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า นายเม้ง แซ่อึ้ง บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1เลขที่ 24 ตำบลหนองใหญ่ อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ ก่อนถึงแก่กรรมได้ยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาตลอดโดยปลูกบ้าน ขุดสระน้ำ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้านและจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยกับพวกบุกรุกรื้อถอนทำลายบ้านของโจทก์และลักเอาทรัพย์ของโจทก์ไป รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 577,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องรบกวน

จำเลยให้การว่า บิดาไม่ได้ยกที่ดินให้โจทก์ แต่ที่ดิน บ้านพัก สระน้ำเป็นของจำเลยที่โจทก์พักอาศัย เพราะโจทก์เป็นน้องชายของจำเลย จำเลยรื้อถอนบ้านเพราะทรุดโทรมและอาจเกิดอันตรายเกี่ยวกับไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงได้คัดค้าน จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์เสียหายทั้งหมดก็ไม่เกิน 55,000บาท ทั้งฟ้องโจทก์เรื่องละเมิดขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า บิดาของโจทก์ได้ยกที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 24 ดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 12 ไร่เศษ ให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยแผ้วถางและปลูกต้นไม้เต็มเนื้อที่ที่ได้รับมา ต่อมาโจทก์ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินที่ได้รับมา แต่จำเลยคัดค้านว่าเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยครอบครองทำประโยชน์มานานประมาณ 20 ปีแล้ว ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ จำเลย นายถวัลย์ อภิชัยกุล นายหลักกุ่ยหรือธีรศักดิ์ อภิชัยกุล นายสมชัย อภิชัยกุล นางลัดดา อภิชัยกุล นางอมรรัตน์ เหลาตุลา ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้นว่า

ข้อ 1 โจทก์ จำเลย และบุคคลทั้งหมดดังกล่าวยินยอมแบ่งทรัพย์สินที่เป็นที่ดินดังนี้

1.1 ที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 46211 เล่มที่ 463 หน้าที่ 11 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง (บางปลาสร้อย) จังหวัดชลบุรี จำนวนเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวาซึ่งนายถวัลย์ อภิชัยกุล เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตกลงแบ่งให้โจทก์จำนวน 7 ไร่ นางลัดดาอภิชัยกุล จำนวน 3 ไร่ นางอมรรัตน์ เหลาตุลา จำนวน 3 ไร่ นายณัฐพงศ์ อภิชัยกุล จำนวน 4 ไร่ ส่วนที่เหลือให้เป็นของนายถวัลย์ อภิชัยกุล ทั้งหมด

1.2 ที่ดินที่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้เสียภาษีอยู่ตกลงแบ่งให้โจทก์จำนวน 12 ไร่ บริเวณวังใหญ่ที่มีอาคารสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 หลัง นางลัดดาอภิชัยกุล จำนวน 2 ไร่ นางอมรรัตน์ เหลาตุลา จำนวน 2 ไร่ ซึ่งไม่ติดกับที่โจทก์ ส่วนของนายณัฐพงศ์ อภิชัยกุล จำนวน 14 ไร่

1.3 ที่ดินมือเปล่าที่นายถวัลย์ อภิชัยกุล ครอบครองใช้ประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่แบ่งให้โจทก์จำนวน 20 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง

1.4 ที่ดินมือเปล่าที่นายหลักกุ่ยหรือธีรศักดิ์ อภิชัยกุล เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์เสียภาษีบำรุงท้องที่แบ่งให้โจทก์จำนวน 9 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โจทก์และจำเลยยอมให้ที่ดินของตนตัดเป็นทางกรรมสิทธิ์ร่วมเพื่อเข้าสุสานบิดาของโจทก์จำเลย แปลงละ 3 เมตร และให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ญาติพี่น้องทุกคนเข้าออกได้รวมกว้าง 6 เมตร

1.5 ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการแบ่งแยกที่ดินจากข้อ 1.1 ถึง 1.4 นั้น ผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งแต่ละส่วนเป็นผู้ออกเองทั้งสิ้น

ข้อ 2 คดีความต่าง ๆ ที่โจทก์ จำเลย และที่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้องทุกคดี มีคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1851/2538 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 733/2540 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ยื่นฟ้องนายถวัลย์ อภิชัยกุล คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3558/2539 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2799/2539 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3445/2537 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 34/2538 ที่มีการร้องขอถอนผู้จัดการมรดก คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2167/2540 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลย คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2173/2540 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2894/2540 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งคดีนี้รวม 8 เรื่อง ทุกฝ่ายตกลงถอนฟ้องถอนคำร้องทุกข์ และไม่ติดใจดำเนินคดีหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดทั้งสิ้นอีก

ข้อ 3 ที่ดินมือเปล่าฝั่งตรงข้ามที่ดินที่จำเลยแบ่งให้โจทก์ด้านฝั่งถนนสายบึง -แกลง ด้านซ้ายมือจากทางที่มาจากอำเภอแกลงที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1536/2540 จำนวน 12 ไร่ จำเลยไม่เกี่ยว และโจทก์จะไปตรวจสอบด้วยตนเอง โดยไม่เกี่ยวข้องในที่ดินแปลงตามข้อ 1.2 โดยเมื่อโจทก์ไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดต่อสำนักงานที่ดิน จำเลยและนายสมชัย อภิชัยกุล ตกลงไม่คัดค้าน หรือหากมีการคัดค้านจะไปดำเนินการถอนคำคัดค้าน

ข้อ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน ค่าทนายทั้งสองฝ่ายและบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ติดใจที่จะเรียกร้องซึ่งกันและกันอีก

ข้อ 5 หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บุคคลใดคนหนึ่งผิดนัด หรือไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ข้อ 6 โจทก์ จำเลยยินยอมตามข้อ 1 ถึง 5

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา ความปรากฏแก่ศาลชั้นต้นว่าจำเลยถึงแก่กรรม นางสุรินทร์ อภิชัยกุล ภริยาของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่น เป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอย ไม่ชัดเจนไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด มีอาณาเขตอย่างไร ผู้ได้รับส่วนแบ่งไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ถูกต้อง จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องคืนให้ศาลชั้นต้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งแยกที่ดินกันให้มีอาณาเขตแน่นอนว่าส่วนใดเป็นของใครบ้างนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล(2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความ ปรากฏว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยมีข้ออ้างในชั้นอุทธรณ์เช่นเดียวกับในชั้นฎีกาดังกล่าวข้างต้น อันเป็นข้ออุทธรณ์ที่ไม่เข้าเหตุหนึ่งเหตุใด ตามข้อยกเว้นดังกล่าวซึ่งโจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ตามที่โจทก์อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจจะฎีกาในปัญหาข้อนี้ต่อมาได้ตามนัยของมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาในประการสุดท้ายว่า นางฮวย แซ่อึ้ง มารดาของโจทก์เป็นเจ้าของมรดกและทายาทอันชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับไม่ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินแปลงใดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเลย ในขณะที่ทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งกันทุกคน จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่าข้อตกลงแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหากจะทำให้นางฮวยไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกเลยหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นางฮวยจะไม่ว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของนางฮวย จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้ตามนัยของมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเช่นกัน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 223 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อภิสิทธิ์ อภิชัยกุล
จำเลย — นาย ธีรพล อภิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082 -ที่ 4083/2545
#99784
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าศาล แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฮ. ทายาทผู้หนึ่งไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย ในขณะที่ทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งกันทุกคนก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ ฮ. จะไปว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของ ฮ. จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค.๑ ก่อนถึงแก่กรรมได้ยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาตลอดโดยปลูกบ้าน ขุดสระน้ำ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยยื่นคำคัดค้าน และจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยกับพวกบุกรุกรื้อถอนทำลายบ้านของโจทก์ และลักเอาทรัพย์ของโจทก์ไป รวมค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๗๗,๕๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องรบกวน

จำเลยให้การว่า บิดาไม่ได้ยกที่ดินให้โจทก์ แต่ที่ดิน บ้านพัก สระน้ำเป็นของจำเลยที่ให้โจทก์พักอาศัย เพราะโจทก์เป็นน้องชายของจำเลย จำเลยรื้อถอนบ้านเพราะทรุดโทรมและอาจเกิดอันตรายเกี่ยวกับไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงได้คัดค้าน จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์เสียหายทั้งหมดก็ไม่เกิน ๕๕,๐๐๐ บาท ทั้งฟ้องโจทก์เรื่องละเมิดขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า บิดาของโจทก์ได้ยกที่ดินตาม ส.ค.๑ ดังกล่าวบางส่วนให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยแผ้วถางและปลูกต้นไม้เต็มเนื้อที่ที่ได้รับมา ต่อมาโจทก์ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินที่ได้รับมาแต่จำเลยคัดค้านว่าเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยครอบครองทำประโยชน์มานานประมาณ ๒๐ ปี แล้ว ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน ๑ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ จำเลย นายถวัลย์ อภิชัยกุล นายหลักกุ่ยหรือธีรศักดิ์ อภิชัยกุล นายสมชัย อภิชัยกุล นางลัดดา อภิชัยกุล นางอมรรัตน์ เหลาตุลา ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษเจ็ดในแปดส่วน แต่ให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ บาท (ที่ถูกให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่าสำนวนละ ๒๐๐ บาท)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในประการแรกว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ ที่ระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๒๑๑ ซึ่งนายถวัลย์ อภิชัยกุล เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตกลงแบ่งให้โจทก์และทายาทอื่นบางคนตามจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ ส่วนที่เหลือให้เป็นของนายถวัลย์ทั้งหมด ขัดกับคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๗๓๓/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ที่พิพากษาให้นายถวัลย์ส่งคืนโฉนดที่ดังกล่าวและให้โจทก์ใส่ชื่อในโฉนดที่ดินแทนนายถวัลย์ คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่สามารถนำที่ดินมาแบ่งปันตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้อีก ขอให้ยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยกับที่ดินแปลงนี้ และให้ที่ดินกลับสู่สภาพเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าวนั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โจทก์จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นเป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอย ไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินที่ได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด มีอาณาเขตอย่างไร ผู้ได้รับส่วนแบ่งไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ถูกต้อง จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ โดยมีข้ออ้างในชั้นอุทธรณ์เช่นเดียวกับในชั้นฎีกา อันเป็นข้ออุทธรณ์ที่ไม่เข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ตามที่โจทก์อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจจะฎีกาในปัญหาข้อนี้ต่อมาได้ตามนัยของมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาในประการสุดท้ายว่า นางฮวย แซ่อึ้ง มารดาของโจทก์เป็นเจ้าของมรดกและทายาทอันชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับไม่ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินแปลงใดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเลย ในขณะที่ทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งกันทุกคน จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ข้อตกลงแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว หากจะทำให้นางฮวยไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกเลยหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นางฮวยจะไปว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่ส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของนางฮวย จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รับวินิจฉัยในปัญหานั้จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้ตามนัยของมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเช่นกัน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และยกฎีกาโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเวสารัช ปราโมช ณ อยุธยา ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 223 ม. 247
ชื่อคู่ความ
อภิชัยกุล — นายอภิสิทธิ์
อภิชัยกุล — นายธีรพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายธีระวัฒน์ ศิริวัฒนมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082/2545
#45735
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าศาล แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฮ. ทายาทผู้หนึ่งไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย ในขณะที่ทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งกันทุกคนก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ ฮ. จะไปว่ากล่าวเองโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของ ฮ. จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า บิดาของโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1 ก่อนถึงแก่กรรมได้ยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์มาตลอดโดยปลูกบ้าน ขุดสระน้ำ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยยื่นคำคัดค้าน และจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยกับพวกบุกรุกรื้อถอนทำลายบ้านของโจทก์ และลักเอาทรัพย์ของโจทก์ไป รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 577,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จและให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องรบกวน

จำเลยให้การว่า บิดาไม่ได้ยกที่ดินให้โจทก์ แต่ที่ดิน บ้านพัก สระน้ำเป็นของจำเลยที่ให้โจทก์พักอาศัย เพราะโจทก์เป็นน้องชายของจำเลย จำเลยรื้อถอนบ้านเพราะทรุดโทรมและอาจเกิดอันตรายเกี่ยวกับไฟฟ้า โจทก์ไม่มีสิทธิขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงได้คัดค้าน จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ หากโจทก์เสียหายทั้งหมดก็ไม่เกิน 55,000 บาท ทั้งฟ้องโจทก์เรื่องละเมิดขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า บิดาของโจทก์ได้ยกที่ดินตาม ส.ค.1 ดังกล่าวบางส่วนให้โจทก์ โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยแผ้วถางและปลูกต้นไม้เต็มเนื้อที่ที่ได้รับมาต่อมาโจทก์ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินที่ได้รับมาแต่จำเลยคัดค้านว่าเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยครอบครองทำประโยชน์มานานประมาณ 20 ปี แล้ว ทั้งโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ จำเลย นายถวัลย์ อภิชัยกุล นายหลักกุ่ยหรือธีรศักดิ์อภิชัยกุล นายสมชัย อภิชัยกุล นางลัดดา อภิชัยกุล นางอมรรัตน์ เหลาตุลา ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษเจ็ดในแปดส่วนแต่ให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่า 200 บาท (ที่ถูกให้เหลือไว้ไม่น้อยกว่าสำนวนละ 200 บาท)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในประการแรกว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ที่ระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 46211 ซึ่งนายถวัลย์ อภิชัยกุล เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตกลงแบ่งให้โจทก์และทายาทอื่นบางคนตามจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ส่วนที่เหลือให้เป็นของนายถวัลย์ทั้งหมด ขัดกับคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 733/2540 ของศาลชั้นต้น ที่พิพากษาให้นายถวัลย์ส่งคืนโฉนดที่ดังกล่าวและให้โจทก์ใส่ชื่อในโฉนดที่ดินแทนนายถวัลย์ คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่สามารถนำที่ดินมาแบ่งปันตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้อีก ขอให้ยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้และให้ที่ดินกลับสู่สภาพเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าวนั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นเป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอย ไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินที่ได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด มีอาณาเขตอย่างไร ผู้ได้รับส่วนแบ่งไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ถูกต้อง จึงไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยมีข้ออ้างในชั้นอุทธรณ์เช่นเดียวกับในชั้นฎีกา อันเป็นข้ออุทธรณ์ที่ไม่เข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ตามที่โจทก์อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจจะฎีกาในปัญหาข้อนี้ต่อมาได้ตามนัยของมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาในประการสุดท้ายว่า นางฮวย แซ่อึ้ง มารดาของโจทก์เป็นเจ้าของมรดกและทายาทอันชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับไม่ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินแปลงใดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเลย ในขณะที่ทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งกันทุกคน จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า ข้อตกลงแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว หากจะทำให้นางฮวยไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกเลยหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นางฮวยจะไปว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียจากการได้หรือไม่ได้รับมรดกของนางฮวย จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้ตามนัยของมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเช่นกัน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 223 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อภิสิทธิ์ อภิชัยกุล
จำเลย — นาย ธีรพล อภิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4079/2545
#45291
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำชับมิให้ฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดีไว้แล้ว การที่ในนัดสุดท้ายซึ่งเป็นวันสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ โจทก์มิได้ไปศาล และศาลชั้นต้นขึ้นนั่งพิจารณาคดีสืบพยานจำเลยในเวลา 11 นาฬิกา จนเสร็จโดยถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน แล้วมีคำสั่งให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน ต่อมาในเวลาบ่ายทนายโจทก์ได้ไปศาลจึงทราบเหตุและยื่นคำร้องขอสืบพยานโจทก์โดยให้เหตุผลว่าจดเวลานัดผิดพลาดเป็นเวลาบ่าย ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบต่อไปหรือไม่ การที่ทนายโจทก์จดเวลานัดผิดพลาด ถือว่าเป็นเหตุผลสมควรที่จะให้โจทก์มีโอกาสนำพยานเข้าสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามเช็คจำนวน 1,500,000บาท ซึ่งจำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยสืบพยานจนถึงนัดสุดท้าย วันที่22 ธันวาคม 2543 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์มิได้ไปศาล เมื่อจำเลยสืบพยานแล้วเสร็จและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานและมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ให้ยกฟ้อง วันดังกล่าวโจทก์มาศาลในตอนบ่ายและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาโดยให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลสมควรใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานและกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน โดยนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกวันที่ 15กันยายน 2541 ปรากฏว่าต้องนัดสืบพยานจำเลยรวมถึง 13 นัด จึงจะแล้วเสร็จ ซึ่งนัดที่ 13คือวันที่ 22 ธันวาคม 2543 เป็นวันนัดสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ แต่ทั้ง 13 นัดดังกล่าวมีการสืบพยานจำเลยได้เพียง 4 นัด ๆ ละ 1 ปาก นอกนั้นอีก 9 นัด ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้เลื่อนคดีเอง 1 นัด จำเลยขอเลื่อนคดีอ้างเหตุตัวความติดธุระสำคัญ1 นัด และอ้างเหตุจากทนายความจำเลยรวม 7 นัด กับปรากฏอีกว่าทั้ง 13 นัด เป็นการนัดสืบพยานในเวลา 13.30 นาฬิกา รวม 9 นัด และนัดสืบพยานในเวลา 9 นาฬิกา เพียง4 นัด คือนัดที่ 4 วันที่ 2 เมษายน 2542 นัดที่ 6 วันที่ 20 สิงหาคม 2542 นัดที่ 12 วันที่20 ตุลาคม 2543 และนัดสุดท้ายวันที่ 22 ธันวาคม 2543 ซึ่งนอกจากนัดสุดท้ายแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแม้แต่นัดเดียวว่า ทนายความโจทก์ไม่ไปศาลหรือเคยเป็นฝ่ายขอเลื่อนคดี ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีย่อมชี้ชัดว่าฝ่ายโจทก์ได้เอาใจใส่คดีมาโดยตลอด ต่างกับฝ่ายจำเลยซึ่งอ้างเหตุขอเลื่อนคดีมาฝ่ายเดียวและฝ่ายโจทก์แถลงไม่คัดค้านเกือบทุกนัดยกเว้นนัดที่ 11 วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เพียงนัดเดียว อันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องกำชับมิให้ฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดีอีก การที่ในนัดสุดท้ายซึ่งเป็นวันสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์มิได้ไปศาลตามเวลาที่ศาลนัด และศาลชั้นต้นขึ้นนั่งพิจารณาคดีสืบพยานจำเลยในเวลา 11 นาฬิกา จนเสร็จโดยถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน แล้วมีคำสั่งให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน ต่อมาในเวลาบ่ายทนายความโจทก์ได้ไปศาลจึงทราบเหตุและยื่นคำร้องขอสืบพยานโจทก์โดยให้เหตุผลว่า จดเวลานัดผิดพลาดเป็นเวลาบ่าย ซึ่งในขณะนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงเห็นได้ว่าทนายความโจทก์ได้มาศาลก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาคำร้องของโจทก์ว่ามีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบต่อไปหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าทนายความโจทก์จดเวลานัดผิดพลาดจริง จึงชอบที่จะให้โจทก์มีโอกาสนำพยานเข้าสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจักบังเกิดแก่คู่ความทุกฝ่ายโดยเสมอภาคกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาคดีมานั้น ชอบด้วยเหตุผลในการดำเนินกระบวนพิจารณาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าเอก สมรัตน์ หอมขุนทด
จำเลย — นาง สุมาณี อุ่นเมตตาอารีหรือสาระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4079/2545
#65926
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นให้นัดสืบพยานจำเลยพร้อมพยานโจทก์วันเดียวกัน ครั้นถึงวันนัดฝ่ายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นให้สืบพยานจำเลยจนเสร็จ และถือว่าโจทก์ที่ไม่มาศาลไม่ติดใจสืบพยาน และมีคำสั่งให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน ต่อมาในช่วงบ่ายโจทก์ไปศาลจึงทราบเหตุและยื่นคำร้องขอให้สืบพยานโจทก์เนื่องจากจดเวลานัดผิดพลาด ซึ่งขณะนั้นศาลชั้นต้นก็ยังมิได้พิพากษา ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า โจทก์ได้มาศาลก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาคำร้องของโจทก์ว่ามีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบต่อไปหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า คดีต้องมีการสืบพยานจำเลยรวม 13 นัด โดยสืบพยานในช่วงเช้า 4 นัด และช่วงบ่าย 9 นัด แต่สืบพยานจำเลยได้เพียง 4 นัด นอกจากนี้อีก 9 นัด ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้เลื่อนคดีเอง 1 นัด และฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดี 8 นัด ซึ่งทุกนัดฝ่ายโจทก์มาศาล แสดงว่าฝ่ายโจทก์เอาใจใส่คดีมาตลอด การที่โจทก์ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยพร้อมพยานโจทก์ในช่วงเช้า แต่ไปศาลในช่วงบ่าย จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าทนายความโจทก์จดเวลานัดผิดพลาดจริง ชอบที่จะให้โจทก์นำพยานเข้าสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามเช็คจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยสืบพยานจนถึงนัดสุดท้ายวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งเป็นนัดสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์มิได้ไปศาล เมื่อจำเลยสืบพยานแล้วเสร็จและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน และมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ให้ยกฟ้อง วันดังกล่าวโจทก์มาศาลในตอนบ่ายและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาโดยให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลสมควรใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานและกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน โดยนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๑ ปรากฏว่าต้องนัดสืบพยานจำเลยรวมถึง ๑๓ นัด จึงจะแล้วเสร็จ ซึ่งนัดที่ ๑๓ คือวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓ เป็นวันนัดสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ แต่ทั้ง ๑๓ นัดดังกล่าวมีการสืบพยานจำเลยได้เพียง ๔ นัด ๆ ละ ๑ ปาก นอกนั้นอีก ๙ นัด ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้เลื่อนคดีเอง ๑ นัด จำเลยขอเลื่อนคดีอ้างเหตุตัวความติดธุระสำคัญ ๑ นัด และอ้างเหตุจากทนายความจำเลยรวม ๗ นัด กับปรากฏอีกว่าทั้ง ๑๓ นัด เป็นการนัดสืบพยานในเวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา รวม ๙ นัด และนัดสืบพยานในเวลา ๙ นาฬิกา เพียง ๔ นัด คือ นัดที่ ๔ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๖ นัดที่ ๖ วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ นัดที่ ๑๒ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ และนัดสุดท้ายวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งนอกจากนัดสุดท้ายแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแม้แต่นัดเดียวว่าทนายความโจทก์ไม่ไปศาล หรือเคยเป็นฝ่ายขอเลื่อนคดี ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีย่อมชี้ชัดว่า ฝ่ายโจทก์ได้เอาใจใส่คดีมาโดยตลอด ต่างกับฝ่ายจำเลยซึ่งอ้างเหตุขอเลื่อนคดีมาฝ่ายเดียวและฝ่ายโจทก์แถลงไม่คัดค้านเกือบทุกนัด ยกเว้นนัดที่ ๑๑ วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ เพียงนัดเดียว อันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องกำชับมิให้ฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดีอีก การที่ในนัดสุดท้ายซึ่งเป็นวันสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ แต่โจทก์มิได้ไปศาลตามเวลาที่ศาลนัด และศาลชั้นต้นขึ้นนั่งพิจารณาคดีสืบพยานจำเลยในเวลา ๑๑ นาฬิกา จนเสร็จโดยถือว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานแล้วมีคำสั่งให้รอฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน ต่อมาในเวลาบ่ายทนายความโจทก์ได้ไปศาลจึงทราบเหตุและยื่นคำร้องขอสืบพยานโจทก์โดยให้เหตุผลว่าจดเวลานัดผิดพลาดเป็นเวลาบ่าย ซึ่งในขณะนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงเห็นได้ว่าทนายความโจทก์ได้มาศาลก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาคำร้องของโจทก์ว่ามีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบต่อไปหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าทนายความโจทก์จดเวลานัดผิดพลาดจริง จึงชอบที่จะให้โจทก์มีโอกาสนำพยานเข้าสืบเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจักบังเกิดแก่คู่ความทุกฝ่ายโดยเสมอภาคกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาคดีมานั้น ชอบด้วยเหตุผลในการดำเนินกระบวนพิจารณาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 243 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าเอกสมรัตน์ หอมขุนทด
จำเลย — นางสุมาณี อุ่นเมตตาอารี หรือสาระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวิทูร วิมลเศรษฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4073/2545
#45734
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถ่ายสำเนารายการจดทะเบียนรถจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการ แล้วแก้ไขรายการในช่องผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าสำเนาดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับ และน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แก้ไขรายการจดทะเบียนรถในเอกสารที่แท้จริง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว

การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกได้ร่วมกันปลอมสำเนารายการจดทะเบียนโดยมีเจตนาอย่างเดียวกับการปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์เพื่อให้เจ้าพนักงานเห็นว่ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 พ-6302 กรุงเทพมหานคร ได้จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องเพื่อจำเลยกับพวกจะได้ใช้รถยนต์นั้นโดยชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการปลอมรายการจดทะเบียนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมซึ่งจะต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 และโดยที่เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่มิได้อุทธรณ์และฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียนผ - 7950 สุพรรณบุรี โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายเลขทะเบียนรถเป็น 7 พ - 6302 กรุงเทพมหานคร แก้ไขวันสิ้นอายุจากเดิมวันที่ 3 เมษายน 2542 เป็นวันที่ 1 สิงหาคม 2542 อันเป็นการแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารราชการและจำเลยทั้งสี่ร่วมกันปลอมแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นเอกสารราชการของกรมการประกันภัย โดยนำแผ่นป้ายซึ่งกรมการประกันภัยออกให้แก่ยานพาหนะอื่น มาแก้ไขหมายเลขทะเบียนรถจากเดิมเป็นหมายเลขทะเบียน 7 พ - 6302 กรุงเทพมหานครอันเป็นการแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารราชการนอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังร่วมกันปลอมเอกสารราชการสำเนารายการจดทะเบียนรถขึ้นทั้งฉบับแล้วจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถซึ่งเป็นเอกสารราชการที่จำเลยทั้งสี่ทำปลอมขึ้นไปติดไว้ที่กระจกด้านหน้ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ - 7950 สุพรรณบุรี ซึ่งติดแผ่นป้ายทะเบียน 7 พ - 6302 กรุงเทพมหานคร ของรถคันอื่นแล้วใช้อ้างแสดงต่อร้อยตำรวจโทมนต์ชัย พุ่มพูน กับพวกต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมยึดแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์แผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและสำเนารายการจดทะเบียนรถยนต์ที่จำเลยทั้งสี่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 41, 42 และริบของกลาง

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 41, 42 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ2 ปี รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมและใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 จำคุกคนละ 2 ปี ฐานปลอมและใช้แผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถปลอม ลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบมาตรา 41 จำคุกคนละ 2 ปีฐานปลอมสำเนารายการจดทะเบียนรถ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกา ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า การที่จำเลยที่ 1 ถ่ายสำเนารายการจดทะเบียนรถจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการแล้วแก้ไขรายการเจ้าของรถในสำเนาเอกสารดังกล่าวในช่องผู้ถือกรรมสิทธิ์จากเดิมเป็นชื่อผู้อื่นเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ได้แยกการกระทำเป็น 2 ประการ คือ การทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดประการหนึ่ง และการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง อีกประการหนึ่งการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดไม่จำต้องกระทำลงในเอกสารที่แท้จริง ต่างไปจากการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ซึ่งต้องกระทำในเอกสารที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะเป็นความผิด จำเลยที่ 1 ถ่ายสำเนารายการจดทะเบียนรถจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการแล้วจำเลยที่ 1 แก้ไขรายการในช่องผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าสำเนาดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับ และน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้แก้ไขรายการจดทะเบียนรถในเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การปลอมและใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถปลอม และปลอมสำเนารายการจดทะเบียนรถ แม้เอกสารทั้ง 3 รายการ จะเป็นเอกสารคนละประเภทแต่จำเลยมีเจตนาประการเดียวคือเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าเป็นเอกสารสำหรับใช้ประกอบกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 พ - 6302 กรุงเทพมหานคร การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า สำหรับการปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ตามคำฟ้องของโจทก์นั้นปรากฏชัดเจนว่าเป็นการปลอมขึ้นสำหรับใช้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 พ - 6302 กรุงเทพมหานคร แต่การปลอมสำเนารายการจดทะเบียนรถโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุให้เห็นชัดเจนเช่นในข้อหาอื่นว่าเป็นการทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้รถยนต์คันดังกล่าวหรือต่างคันกันแต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ทั้งฉบับแล้วก็พอจะแปลคำฟ้องของโจทก์ได้ว่าเป็นการปลอมสำเนารายการจดทะเบียนรถหรือสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถเพื่อใช้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 พ - 6302กรุงเทพมหานคร นั่นเอง ทั้งนี้เพราะการจะใช้รถยนต์คันนี้ได้นอกจากจะต้องติดแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์แล้ว ตามกฎหมายผู้ขับรถหรือควบคุมรถจะต้องมีสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถด้วยเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ทันที ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ในคดีนี้กับพวกได้ร่วมกันปลอมสำเนารายการจดทะเบียนรถจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาอย่างเดียวกันกับการปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ เพื่อให้เจ้าพนักงานเห็นว่ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 พ - 6302 กรุงเทพมหานคร ได้จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องเพื่อจำเลยดังกล่าวกับพวกจะได้ใช้รถยนต์นั้นโดยชอบการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการปลอมรายการจดทะเบียนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานปลอมและใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมซึ่งจะต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265และโดยที่เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาข้อนี้ให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่มิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ส่วนการปลอมและใช้แผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนั้น เห็นได้ว่าก็เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่ามีการประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่ต้องกล่าวซ้ำอีกข้อนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดฐานปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ ฐานปลอมสำเนารายการจดทะเบียนรถ และฐานใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม ความผิดของจำเลยทั้งสามฐานนี้เป็นกรรมเดียวกันให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 265 จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายจำเริญ ไชยบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2545
#45290
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ มีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้แต่เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย

ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985 ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปี ตามมาตรา 1001

โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2) ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์จำนวน 30,000,000 บาท ครบกำหนดเมื่อทวงถามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ชำระเป็นรายเดือนของทุกเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดได้ มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกประเภท ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 4 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตกลงชำระเป็นรายเดือน เดือนละครั้งหลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดมา โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 52,559,178.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ตามฟ้องจริง แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 4 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนองจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55160 และ 63679 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 30,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5ต่อปี ครบกำหนดเมื่อทวงถาม ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.14 มีจำเลยที่ 3และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.15, จ.16 และสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.17 คดีสำหรับจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าต้องร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่อุทธรณ์คงมีแต่เฉพาะจำเลยที่ 4 เท่านั้นที่อุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ คงมีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อสู้ไว้ แต่เนื่องจากหนี้ของจำเลยทั้งสี่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1) บัญญัติว่า ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันในบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ถือว่าได้ทำโดยหรือต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมสิทธิแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ดังนั้น การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ข้อพิจารณาต่อไปมีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985 ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.8 ตามลำดับเมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปีหรือไม่ หรือมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 เท่านั้นโดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอะไร ฉบับไหน ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 4 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินใช้ชื่อว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2)ไม่ตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เอง โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 จำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้การต่อสู้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดไปจากประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 913 ม. 1001
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 84
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย จุนเกียรติ เป้าสุวรรณ หรือเบ้าสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศา เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2545
#46129
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 4 ผู้ฎีกาจะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ แต่หนี้ของจำเลยทั้งสี่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การที่จำเลยร่วมคนอื่นยกข้อต่อสู้ไว้ จำเลยที่ 4 จึงได้รับผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 59(1) ที่ให้ถือว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย

จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ฯมาตรา 30(2) ไม่ตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 52,559,178.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55160 และ 63679 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 30,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 บาทต่อปี ครบกำหนดเมื่อทวงถามตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.14 มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.15, จ.16 และสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.17 คดีสำหรับจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าต้องร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่อุทธรณ์คงมีแต่เฉพาะจำเลยที่ 4 เท่านั้นที่อุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ คงมีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อสู้ไว้ แต่เนื่องจากหนี้ของจำเลยทั้งสี่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1) บัญญัติว่า ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันในบรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมสิทธิแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ดังนั้น การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ข้อพิจารณาต่อไปมีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้วเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.8 ตามลำดับเมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ฎีกาของจำเลยที่ 4ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีหรือไม่ หรือมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 เท่านั้น โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวตามพระราชบัญญัติอะไร ฉบับไหน ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 4 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินใช้ชื่อว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2) ไม่ตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ทั้งจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้การต่อสู้ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดไปจากประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 4ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 59 (1) ม. 84
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 30 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย จุนเกียรติ เป้าสุวรรณหรือเบ้าสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4070/2545
#44809
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยได้เคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์แล้วครั้งหนึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด คดีจึงฟังได้เป็นข้อยุติว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่ โดยอ้างเหตุว่ายากจนลงกว่าเดิมแม้จะฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลย ศาลก็ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชียืม และบังคับจำนอง จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน6,173,166.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงิน 4,596,466.79 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 15 วัน จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หลังจากนั้นจำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายขอขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2543 ก่อนครบกำหนด จำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง และให้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2543 ตามที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาครั้งสุดท้าย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า มีเหตุทำให้จำเลยยากจนกว่าเดิม ดังนั้นศาลควรอนุญาตให้ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จำเลย เห็นว่าเดิมจำเลยได้เคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด คดีจึงฟังได้เป็นข้อยุติว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่โดยอ้างเหตุว่ายากจนลงกว่าเดิม แม้จะฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลย ศาลก็ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ได้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด
จำเลย — นาย วีระชาติ ศิริยงวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4070/2545
#99748
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด คดีจึงฟังได้เป็นยุติว่าคดีจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่โดยอ้างเหตุว่ายากจนลงกว่าเดิม แม้จะฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลย ศาลก็ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ยืม และบังคับจำนอง จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖,๑๗๓,๑๖๖.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในต้นเงิน ๔,๕๙๖,๔๖๖.๗๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๙๒๐๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๓๓๐ , ๓๕๖๘๗ และ ๓๙๓๒๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน ๑๕ วัน จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หลังจากนั้นจำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายขอขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ก่อนครบกำหนด จำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง และให้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ตามที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาครั้งสุดท้าย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า มีเหตุที่ทำให้จำเลยยากจนลงกว่าเดิม ดังนั้นศาลควรอนุญาตให้ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย เห็นว่า เดิมจำเลยได้เคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด คดีจึงฟังได้เป็นข้อยุติว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ครั้งใหม่โดยอ้างเหตุว่ายากจนลงกว่าเดิม แม้จะฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลย ศาลก็ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ได้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 155 ม. 156 ม. 223 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด
จำเลย — นายวีระชาติ ศิริยงวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069/2545
#44808
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา โจทก์ให้บริษัท ซ. เช่าพื้นที่ชั้นล่างบางส่วนและชั้นลอยบางส่วนกับโจทก์ใช้พื้นที่ชั้นล่างบางส่วนทำเป็นสำนักงานของบริษัทโจทก์ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 โจทก์ให้ ว. กรรมการของโจทก์พักอาศัยแม้ ว. ผู้แทนของโจทก์ที่เฝ้ารักษาจะได้รับความสะดวกจากการอยู่อาศัยนั้นติดต่อกับบริษัทผู้เช่าอาคารชั้นล่างของโจทก์ แต่การอยู่อาศัยของผู้แทนโจทก์ก็มิใช่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ เพราะโจทก์มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นล่างบางส่วนสำหรับให้บริษัท ซ. สามารถติดต่อกับบริษัทโจทก์ได้โดยตรงอยู่แล้ว พื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 จึงเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เนื่องจากได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 10

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้เป็นเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้าง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2543 ต่อพนักงานเก็บภาษีของจำเลยที่สำนักงานเขตพระนคร ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2543 จำเลยแจ้งรายการประเมินให้โจทก์ทราบโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน 117,245 บาท ไปชำระแก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2543 โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระ แต่โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีของจำเลยไม่ชอบด้วยมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ โดยขอให้จำเลยงดภาษีโรงเรือนในส่วนที่โจทก์ใช้เป็นที่พักอาศัยตามมาตรา 10 ดังกล่าวรวมเป็นเงินภาษีโรงเรือนที่ขอลดลงทั้งสิ้น 11,345 บาท ต่อมาจำเลยแจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบ โดยจำเลยไม่ยอมลดภาษีในส่วนที่โจทก์ร้องขอโจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีในส่วนนี้เนื่องจากได้รับยกเว้นตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ขอให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 11,345 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โรงเรือนของโจทก์มิได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 การประเมินถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 5 เลขที่ 18 ลงวันที่ 18 เมษายน 2543 และคำชี้ขาดเล่มที่ 23 เลขที่ 84 ลงวันที่21 สิงหาคม 2543 เฉพาะรายการประเมินที่ 2 และที่ 3 (พื้นที่โรงเรือนชั้น 2 และชั้น 3)กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 9,200 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ใช้อาคารพิพาทเป็นสำนักงานประกอบกิจการเพื่อหาผลประโยชน์ในการให้บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่า และโจทก์ได้ใช้ชั้นล่างบางส่วนเป็นสำนักงานของโจทก์เองกรรมการบริษัทโจทก์อาศัยอยู่ชั้น 2 และชั้น 3 เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับผู้เช่าการอยู่อาศัยของกรรมการบริษัทโจทก์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์เองไม่ใช่กรณีเจ้าของอยู่เองหรือผู้แทนเฝ้ารักษา พื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา แต่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 10 นั้น ในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงยุติไว้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหาโจทก์ให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าพื้นที่ชั้นล่างบางส่วนและชั้นลอยบางส่วนกับโจทก์ใช้พื้นที่ชั้นล่างบางส่วนทำเป็นสำนักงานของบริษัทโจทก์ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 และชั้น 3 โจทก์ให้นางวิภาดา พิริยานสรณ์ กรรมการของโจทก์พักอาศัย พื้นที่ชั้น 2และชั้น 3 มิใช่พื้นที่ที่โจทก์ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรมและการที่นางวิภาดาได้พักอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นกรณีที่ผู้แทนของเจ้าของโรงเรือนเฝ้ารักษาโรงเรือนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลภาษีอากรกลางฟังว่าโจทก์มิได้ใช้พื้นที่อาคารชั้น 2และชั้น 3 เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม และโจทก์ได้ให้ผู้แทนเฝ้ารักษาอาคารดังกล่าว ดังนั้น แม้ผู้แทนของโจทก์ที่เฝ้ารักษาจะได้รับความสะดวกจากการอยู่อาศัยนั้นติดต่อกับบริษัทผู้เช่าอาคารชั้นล่างของโจทก์ แต่การอยู่อาศัยของผู้แทนโจทก์ก็มิใช่เป็นการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยแท้ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ เพราะโจทก์มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นล่างบางส่วนสำหรับให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด สามารถติดต่อกับบริษัทโจทก์ได้โดยตรงอยู่แล้วสำหรับที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้เป็นเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2525 และ 3298/2526 นั้น เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์จำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับอาคารชั้น 2 และชั้น 3 นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วี อาร์ บี ดี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา