คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2545
#99692
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้คนต่างด้าวโดยสารรถยนต์จากที่แห่งหนึ่งไปส่งยังที่อีกแห่งหนึ่งโดยรู้ว่าบุคคลนั้นเป็นคนต่างด้าวและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64

ขณะที่จำเลยทั้งสองนำคนต่างด้าวไปส่ง เจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นและจับกุม จำเลยทั้งสองขับรถหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์ของทางราชการตำรวจเสียหายเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่คนละกะทงกับความผิดฐานนำคนต่างด้าวเข้าเมือง จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำในวาระเดียวกันซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อหลบหนีการจับกุมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายโชติช่วง ทัพวงศ์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 358
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายทวีศักดิ์ คำตรงใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4038 -ที่ 4039/2545
#45283
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ระบุว่า นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆ ที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป เป็นผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 บัญญัติไว้ แต่คำฟ้องของโจทก์เป็นการอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าว

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 44 และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานข้อ 10 ให้อำนาจศาลแรงงานสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง แล้วจดรายชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคล สภาพและสถานที่เก็บของพยานเอกสารหรือพยานวัตถุไว้หรือจะให้คู่ความทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลแรงงานในวันนั้นหรือภายในกำหนด 2 วัน ก็ได้หากศาลแรงงานเห็นว่าพยานที่คู่ความนำมาสืบยังไม่ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดีแจ้งชัด ศาลก็มีอำนาจตามมาตรา 45 ที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เอง ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้

กิจการของจำเลยประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องนับแต่เริ่มดำเนินกิจการในปี 2538จนถึงปี 2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์แล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง 208,500,000 บาทประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก และไม่ปรากฏว่าภาวะขาดทุนของจำเลยในขณะที่เลิกจ้างโจทก์กับแนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ ฉะนั้นจึงต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ยังไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2538 ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้าย 81,580 บาท ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิชาการและแผน ต่อมาวันที่ 21มิถุนายน 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543อ้างว่าจำเลยขาดทุน จำเลยมีนโยบายปรับลดค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่เป็นการกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียว เพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยมีการแข่งขันมากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และต้องใช้เวลานานกว่าจะถึงจุดคุ้มทุนและมีกำไร จำเลยเพิ่งประกอบธุรกิจประกันชีวิตเมื่อปี 2538นับถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 สิงหาคม 2543) เป็นเวลาเพียง 4 ปี จำเลยทราบอยู่แล้วว่าในช่วงระยะเวลา 5 ปีแรก นับจากจำเลยประกอบธุรกิจประกันชีวิตจำเลยต้องขาดทุนการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดใด การเลิกจ้างของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างและข้อบังคับของโจทก์(ที่ถูกน่าจะเป็นของจำเลย) ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานต่อไปในตำแหน่งเดิมคือหัวหน้าฝ่ายวิชาการและแผน ในอัตราเงินเดือน 81,580 บาท หากจำเลยไม่ประสงค์รับโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานขอให้จ่ายค่าเสียหาย 9,300,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 2 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2537ทำงานในตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าสำนักผู้จัดการซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทราบความเป็นไปของจำเลยตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมติต่าง ๆ ของจำเลยกรรมการจำเลยบางคนที่เป็นผู้แทนสหกรณ์ผู้ถือหุ้นเริ่มมีพฤติกรรมมิชอบ เช่นโจทก์ที่ 2ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมการจำเลยว่าองค์คณะของคณะกรรมการบริหารไม่ถูกต้องตามข้อบังคับจำเลยข้อ 13 วรรคสาม จำเลยเจตนาดำเนินการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีที่ให้รับประกันชีวิตเฉพาะบุคคลในครอบครัวสมาชิกสหกรณ์โดยจำเลยรับประกันชีวิตบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประกวดนางสาวไทยปี 2543 ซึ่งจำเลยไม่ได้รับเบี้ยประกันภัยแต่จำเลยต้องชำระเบี้ยประกันภัยต่ออีกจำนวนหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่กำกับดูแลการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการจำเลยเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2538ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต แต่ในปี 2543 ก่อนมีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการจำเลย โจทก์ที่ 2 ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายรับประกันชีวิต ปรากฏว่าการเลือกตั้งกรรมการจำเลยในปี 2543 มีการทุจริต กรรมการจำเลยบางคนต้องการให้โจทก์ที่ 2 พ้นจากการเป็นพนักงานจำเลย พยายามกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 2 จะให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของอดีตกรรมการจำเลยที่ใช้ไปโดยไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ โจทก์ที่ 2 ได้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่จำเลยต้องบังคับชำระหนี้จากอดีตกรรมการจากหลายสาเหตุดังกล่าวกรรมการจำเลยซึ่งไม่พอใจโจทก์ที่ 2 ไม่สามารถหาเหตุให้โจทก์ที่ 2 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยได้ จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 2ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 อ้างว่าจำเลยขาดทุนต่อเนื่องและกรรมการจำเลยมีนโยบายปรับลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเหตุผลเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวขัดกับการปฏิบัติของจำเลยเองคือจำเลยขึ้นเงินเดือนให้ผู้รักษาการในตำแหน่งผู้จัดการ ตั้งตำแหน่งเพิ่มคือหัวหน้าฝ่ายอำนวยการธุรกิจ หัวหน้าสำนักผู้จัดการ หัวหน้าแผนกบริการผู้ถือกรรมธรรม์มีการขึ้นเงินเดือนและปรับเงินเดือนให้บุคคลทั้งสาม มีการจ้างพนักงานในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการตลาด ขัดกับมติที่ประชุมกรรมการจำเลยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม2542 ที่ไม่ให้เพิ่มอัตรากำลัง นอกจากนี้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยไม่ได้ระบุให้จำเลยเลิกจ้างพนักงานได้เพราะเหตุจำเลยต้องการปรับลดค่าใช้จ่าย ฉะนั้นการเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหาย โจทก์ที่ 2 สามารถทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี โจทก์ที่ 2 ขาดรายได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 เดือนละ51,300 บาท เป็นเงิน 2,177,100 บาท โจทก์ที่ 2 ขาดรายได้จากค่าชดเชยตามกฎหมายหากโจทก์ที่ 2 ทำงานจนถึงอายุ 60 ปี อีก 60 วัน เป็นเงิน 106,200 บาท ขาดรายได้จากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและผลประโยชน์ร้อยละ 50 หากโจทก์ที่ 2 ทำงานจนถึงอายุ 60 ปี เป็นเงิน 90,000 บาท รวมค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,373,300บาท โจทก์ที่ 2 ไม่ประสงค์ทำงานกับจำเลยอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยสำนวนแรกให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เพราะจำเลยขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2542 เป็นเงิน 40 ล้านบาท จึงเห็นควรให้ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในหมวดเงินเดือนและค่าจ้างตามนโยบายของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ที่ 1 และมิได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวจำเลยได้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี วันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม สินจ้างแทนบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว โจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมสูงเกินส่วน หากจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ก็ไม่แน่ว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ทำงานจนถึงอายุ 60 ปี ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาเนื่องจากตามสัญญาจ้างข้อ 9 ระบุว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงกันในเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยสำนวนหลังให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เพราะจำเลยขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2542 เป็นเงิน 40 ล้านบาท จึงเห็นสมควรให้ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในหมวดเงินเดือนและค่าจ้างตามนโยบายของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ที่ 2 และมิได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เพียงคนเดียว จำเลยได้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างการแทนบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว ส่วนสาเหตุที่โจทก์ที่ 2 อ้างว่าจำเลยกลั่นแกล้งต้องการให้โจทก์ที่ 2 พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยนั้นเป็นเท็จ ค่าขาดรายได้จากเงินเดือนเดือนละ 51,300 บาท รวมเป็นเงิน 2,177,100 บาท นั้นสูงเกินส่วน หากจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ก็ไม่แน่ว่าโจทก์ที่ 2 จะอยู่ทำงานจนถึงอายุ 60 ปี โจทก์ที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้ชดเชย 106,200 บาท เพราะนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยต่อเมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น แม้โจทก์ที่ 2 ทำงานจนครบเกษียณก็มิใช่เป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 2 ต้องขอรับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและผลประโยชน์จากคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มิใช่เรียกร้องจากจำเลย โจทก์ที่ 2 ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 2 เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อใด มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 50 อย่างไร จำเลยไม่เข้าใจข้อหาและคำขอบังคับจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาเนื่องจากตามสัญญาจ้างข้อ 9ระบุว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 1 กับจำเลยไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.5 และล.6 ข้อ 9 ใช้ข้อความว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" แต่ปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว สัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยและโจทก์ทั้งสองอีก โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 448,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง เนื่องจากสัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยระบุไว้ว่าในกรณีที่ข้อพิพาทจะต้องประนีประนอมโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามสัญญาจ้างพนักงานเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ข้อ 9 ระบุว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆ ที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิอย่างใดตามสัญญาจ้างพนักงานซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงจัดทำไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนและเป็นผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 บัญญัติไว้เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะหรือไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่ามูลกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานตามเอกสารหมาย ล.5และ ล.6 แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้เนื่องจากมิได้อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยพิจารณาจากผลงานวิจัยของชาวเยอรมันตามเอกสารหมาย จ.1ประกอบกับรายงานกิจการประจำปี พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย จ.11 ว่า จำเลยทราบดีว่าปกติธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ.1 และจ.11 เป็นพยานโดยมิได้ระบุเอกสารทั้งสองฉบับไว้ในบัญชีระบุพยานโจทก์ทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 29บัญญัติหลักการสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม หากประเด็นใดคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้มาตรา 39 ก็บัญญัติให้ศาลแรงงานจดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลังแล้วกำหนดวันสืบพยานไปทันที ในการสืบพยานของคู่ความนั้นตามมาตรา 44 และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ 10 ซึ่งออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 ให้อำนาจศาลแรงงานสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง แล้วจดรายชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคล สภาพและสถานที่เก็บของพยานเอกสารหรือพยานวัตถุไว้หรือจะให้คู่ความทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลแรงงานในวันนั้นหรือภายในกำหนด 2 วัน ก็ได้ หากศาลแรงงานเห็นว่าพยานที่คู่ความนำมาสืบยังไม่ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดีแจ้งชัด ศาลก็มีอำนาจตามมาตรา 45 ที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้ เมื่อศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ดังกล่าวมาแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ.1 และจ.11 เป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่าภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรมตกแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ากิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต่อเนื่องนับแต่เริ่มดำเนินกิจการในปี 2538 จนถึงปี 2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์ทั้งสองแล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง 208,500,000 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้าเอกสารหมาย ล.1 ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าภาวะการขาดทุนของจำเลยในขณะที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับแนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ฉะนั้นจึงต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 29 ม. 31 ม. 44 ม. 45 ม. 49
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โกเมศ จันทร์เกษ กับพวก
จำเลย — บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4038 -ที่ 4039/2545
#46128
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 บัญญัติไว้ไม่ใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้เนื่องจากมิได้อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลง ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ได้บัญญัติหลักการสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) และมาตรา 88มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานได้ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารเป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

แม้กิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต่อเนื่องนับแต่เริ่มดำเนินกิจการในปี 2538 จนถึงปี 2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์ทั้งสองแล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง208,500,000 บาท ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก และไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าภาวะการขาดทุนของจำเลย ในขณะที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับแนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้น จะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง จึงต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2538ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยขาดทุน จำเลยมีนโยบายปรับลดค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เป็นความจริงแต่เป็นการกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดใดการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างและข้อบังคับของโจทก์ (ที่ถูกน่าจะเป็นจำเลย) ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานต่อไปในตำแหน่งเดิมคือหัวหน้าฝ่ายวิชาการและแผน ในอัตราเงินเดือน 81,580 บาท หากจำเลยไม่ประสงค์รับโจทก์ที่ 1เข้าทำงานขอให้จ่ายค่าเสียหาย 9,300,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 2 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยทำงานในตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าสำนักผู้จัดการซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทราบความเป็นไปของจำเลยตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมติต่าง ๆ ของจำเลย กรรมการจำเลยไม่พอใจโจทก์ที่ 2โดยไม่สามารถหาเหตุให้โจทก์ที่ 2 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยได้จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 อ้างว่าจำเลยขาดทุนต่อเนื่องและกรรมการจำเลยมีนโยบายปรับลดค่าใช้จ่าย การเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหายโจทก์ที่ 2 สามารถทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี โจทก์ที่ 2 ขาดรายได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม2543 เดือนละ 51,300 บาท เป็นเงิน 2,177,100 บาท โจทก์ที่ 2 ขาดรายได้จากค่าชดเชยตามกฎหมายหากโจทก์ที่ 2 ทำงานจนถึงอายุ 60 ปี อีก 60 วัน เป็นเงิน106,200 บาท ขาดรายได้จากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและผลประโยชน์ร้อยละ 50หากโจทก์ที่ 2 ทำงานจนถึงอายุ 60 ปี เป็นเงิน 90,000 บาท รวมค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,373,300 บาท โจทก์ที่ 2 ไม่ประสงค์ทำงานกับจำเลยอีกต่อไปขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 1 กับจำเลยไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.5 และล.6 ข้อ 9 ใช้ข้อความว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" แต่ปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว สัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยและโจทก์ทั้งสองอีก โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 448,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากสัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยระบุไว้ว่าในกรณีที่มีข้อพิพาทจะต้องประนีประนอมโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามสัญญาจ้างพนักงานเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ข้อ 9 ระบุว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆ ที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป"ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิอย่างใดตามสัญญาจ้างพนักงานซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงจัดทำไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนและเป็นผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะหรือไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่ามูลกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้ เนื่องจากมิได้อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยพิจารณาจากผลงานวิจัยของชาวเยอรมันตามเอกสารหมาย จ.1ประกอบกับรายงานกิจการประจำปี พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย จ.11 ว่าจำเลยทราบดีว่าปกติธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรกนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11เป็นพยานโดยมิได้ระบุเอกสารทั้งสองฉบับไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 29บัญญัติหลักการสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม หากประเด็นใดคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้มาตรา 39 ก็บัญญัติให้ศาลแรงงานจดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลังแล้วกำหนดวันสืบพยานไปทันที ในการสืบพยานของคู่ความนั้นตามมาตรา 44 และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ 10 ซึ่งออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 ให้อำนาจศาลแรงงานสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง แล้วจดรายชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคล สภาพและสถานที่เก็บของพยานเอกสารหรือพยานวัตถุไว้หรือจะให้คู่ความทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลแรงงานในวันนั้นหรือภายในกำหนด 2 วันก็ได้ หากศาลแรงงานเห็นว่าพยานที่คู่ความนำมาสืบยังไม่ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดีแจ้งชัด ศาลก็มีอำนาจตามมาตรา 45 ที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87(2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้ เมื่อศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ดังกล่าวมาแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11 เป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่าภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรมตกแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ากิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต่อเนื่องนับแต่เริ่มดำเนินกิจการในปี 2538 จนถึงปี 2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์ทั้งสองแล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง 208,500,000 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้าเอกสารหมาย ล.1 ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าภาวะการขาดทุนของจำเลยในขณะที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับแนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ฉะนั้นจึงต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างเพียงพอเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 29 ม. 31 ม. 39 ม. 44 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โกเมศ จันทร์เกษ กับพวก
จำเลย — บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4038 -ที่ 4039/2545
#99754
เปิดฉบับเต็ม

มูลกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่ พ.ร.บ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆ ที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" ก็ตาม กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้

การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานนั้น พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 ให้อำนาจศาลที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้ การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์อ้างเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11 เป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว ทั้งที่โจทก์มิได้ระบุเอกสารทั้งสองฉบับไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า กิจการของจำเลยประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องนับแต่ดำเนินการในปี 2538 จนถึงปี 2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์แล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง 208,500,000 บาท ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า แนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินการกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ ฉะนั้นจึงถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าเป็นโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์ที่ ๑ เข้าทำงานต่อไปในตำแหน่งเดิมหากไม่ประสงค์รับโจทก์ที่ ๑ เข้าทำงานขอให้ชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ส่วนโจทก์ที่ ๒ ไม่ประสงค์ทำงานกับจำเลยต่อไป จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๒

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เพราะจำเลยขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ถึงปี ๒๕๔๒ เป็นเงิน ๔๐ ล้านบาท จึงเห็นควรให้ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในหมวดเงินเดือนและค่าจ้างตามนโยบายของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง จำเลยมิได้เลิกจ้างเพียงโจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานไม่มีอำนาจพิจารณาเนื่องจากตามสัญญาจ้างข้อ ๙ ระบุว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่๑ เป็นเงิน ๔๔๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากสัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยระบุไว้ว่าในกรณีที่มีข้อพิพาทจะต้องประนีประนอมโดยอนุญาโตตุลาการก่อนศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามสัญญาจ้างพนักงานเอกสารหมาย ล. ๕ และ ล. ๖ ข้อ ๙ ระบุว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆ ที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฎว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิอย่างใดตามสัญญาจ้างพนักงานซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงจัดทำไว้ตามเอกสารหมาย ล. ๕ และ ล. ๖ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนและเป็นผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะหรือไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่ามูลกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานตามเอกสารหมาย ล. ๕ และ ล. ๖ แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้เนื่องจากมิได้อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยพิจารณาจากผลงานวิจัยของชาวเยอรมันตามเอกสารหมาย จ.๑ ประกอบกับรายงานกิจการประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เอกสารหมายเลข จ. ๑๑ ว่าจำเลยทราบดีว่าปกติธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา ๖ ปีแรก นั้นด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๑๑ เป็นพยานโดยมิได้ระบุเอกสารทั้งสองฉบับไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๙ บัญญัติหลักการสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม หากประเด็นใดคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้มาตรา ๓๙ ก็บัญญัติให้ศาลแรงงานจดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลังแล้วกำหนดวันสืบพยานไปทันทีในการสืบพยานของคู่ความนั้นตามมาตรา ๔๔ และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ ๑๐ ซึ่งออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๙ ให้อำนาจศาลแรงงานสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง แล้วจดรายชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคล สภาพและสถานที่เก็บของพยานเอกสารหรือพยานวัตถุไว้ หรือจะให้คู่ความทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลแรงงานในวันนั้นหรือภายในกำหนด ๒ วัน ก็ได้ หากศาลแรงงานเห็นว่าพยานที่คู่ความนำมาสืบยังไม่ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดีแจ้งชัด ศาลก็มีอำนาจตามมาตรา ๔๕ ที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗ (๒) และมาตรา ๘๘ มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินการกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ได้ เมื่อศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ดังกล่าวมาแล้วการที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๑๑ เป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ากิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต่อเนื่องนับแต่เริ่มดำเนินกิจการในปี ๒๕๓๘ จนถึงปี ๒๕๔๒ รวมเป็นเงินถึง ๔๐ ล้านบาท และนอกจากโจทก์ทั้งสองแล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก ๒ คน ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง ๒๐๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ปรากฎตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้าเอกสารหมาย ล. ๑ ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา ๖ ปีแรก และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฎอย่างชัดแจ้งว่าภาวะการขาดทุนของจำเลยในขณะที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับแนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ฉะนั้นจึงต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นางสาวสุจิตรา พัฒนาภักดี ผู้ช่วย

นายพิชญ์พงศ์ จันทะศรี ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 45 ม. 49
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายโกเมศ จันทร์เกษ
จำกัด — บริษัทสหประกันชีวิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4038/2545
#45731
เปิดฉบับเต็ม

มูลกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆ ที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" ก็ตาม กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้

การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 ให้อำนาจศาลที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้ การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์อ้างเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11 เป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว ทั้งที่โจทก์มิได้ระบุเอกสารทั้งสองฉบับไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า กิจการของจำเลยประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องนับแต่ดำเนินการในปี 2538 จนถึงปี 2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์แล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง 208,500,000 บาท ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปี แรก และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า แนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินการกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ ฉะนั้นจึงถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าเป็นโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานต่อไปในตำแหน่งเดิมหากไม่ประสงค์รับโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานขอให้ชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2ไม่ประสงค์ทำงานกับจำเลยต่อไป จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เพราะจำเลยขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2542 เป็นเงิน 40 ล้านบาท จึงเห็นควรให้ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในหมวดเงินเดือนและค่าจ้างตามนโยบายของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง จำเลยมิได้เลิกจ้างเพียงโจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานไม่มีอำนาจพิจารณาเนื่องจากตามสัญญาจ้างข้อ 9 ระบุว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน448,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากสัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยระบุไว้ว่าในกรณีที่มีข้อพิพาทจะต้องประนีประนอมโดยอนุญาโตตุลาการก่อนศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้นเห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามสัญญาจ้างพนักงานเอกสารหมายล.5 และ ล.6 ข้อ 9 ระบุว่า "นายจ้างและลูกจ้างยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิใด ๆที่จะพึงมีตามสัญญานี้เพื่อระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ถ้าปรากฏว่าไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป" ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิอย่างใดตามสัญญาจ้างพนักงานซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงจัดทำไว้ตามเอกสารหมาย ล.5และ ล.6 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนและเป็นผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนที่จะให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไม่ได้ตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 มาตรา 10 บัญญัติไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะหรือไม่สามารถระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่ามูลกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้างพนักงานตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางได้เนื่องจากมิได้อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยพิจารณาจากผลงานวิจัยของชาวเยอรมันตามเอกสารหมาย จ.1 ประกอบกับรายงานกิจการประจำปี พ.ศ. 2539 เอกสารหมายเลข จ.11 ว่า จำเลยทราบดีว่าปกติธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก นั้นด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11 เป็นพยานโดยมิได้ระบุเอกสารทั้งสองฉบับไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งสอง การรับฟังข้อเท็จจริงจากเอกสารดังกล่าวของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 29 บัญญัติหลักการสำคัญในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม หากประเด็นใดคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้มาตรา 39 ก็บัญญัติให้ศาลแรงงานจดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลังแล้วกำหนดวันสืบพยานไปทันทีในการสืบพยานของคู่ความนั้นตามมาตรา 44 และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ข้อ 10 ซึ่งออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 ให้อำนาจศาลแรงงานสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างและสืบพยานใดบ้าง แล้วจดรายชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคล สภาพและสถานที่เก็บของพยานเอกสารหรือพยานวัตถุไว้ หรือจะให้คู่ความทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลแรงงานในวันนั้นหรือภายในกำหนด 2 วัน ก็ได้ หากศาลแรงงานเห็นว่าพยานที่คู่ความนำมาสืบยังไม่ได้ข้อเท็จจริงแห่งคดีแจ้งชัด ศาลก็มีอำนาจตามมาตรา 45 ที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) และมาตรา 88มาอนุโลมใช้บังคับแก่การดำเนินการกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ได้ เมื่อศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ดังกล่าวมาแล้วการที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองอ้างเอกสารหมาย จ.1 และ จ.11 เป็นพยานและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ากิจการของจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต่อเนื่องนับแต่เริ่มดำเนินกิจการในปี 2538 จนถึงปี2542 รวมเป็นเงินถึง 40 ล้านบาท และนอกจากโจทก์ทั้งสองแล้วจำเลยยังได้เลิกจ้างพนักงานอื่น ๆ อีก 2 คน ตามที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยมีทุนจดทะเบียนดำเนินการถึง 208,500,000 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้าเอกสารหมาย ล.1 ประกอบกับจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าปกติการดำเนินธุรกิจประกันภัยสหกรณ์อย่างเช่นกิจการของจำเลยจะขาดทุนต่อเนื่องในระยะเวลา 6 ปีแรก และข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าภาวะการขาดทุนของจำเลยในขณะที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับแนวโน้มในการดำเนินกิจการของจำเลยในปีต่อ ๆ ไปนั้นจะต้องประสบภาวะวิกฤตจนถึงขั้นไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หากไม่แก้ไขการจัดการโดยวิธีเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ฉะนั้นจึงต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นยังไม่มีเหตุอันสมควรอย่างเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 45 ม. 49
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โกเมศ จันทร์เกษ กับพวก
จำเลย — บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4037/2545
#45281
เปิดฉบับเต็ม

แท่นไฮดรอลิกสำหรับเทน้ำตาลดิบออกจากรถยนต์บรรทุกซึ่งจอดอยู่บนแท่นไฮดรอลิกนั้นลงฉางเก็บ เป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องรับผิดชอบ เพื่อการเสียหายอันเกิดขึ้นแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบว่าเหตุที่เกิดความเสียหายสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างจำเลยที่ 1

น้ำตาลดิบที่บรรทุกมาในรถยนต์บรรทุกมีความชื้นสูงจึงเกาะกันแน่น แต่มิได้มีการทำให้น้ำตาลดิบแตกตัวทั้งหมดก่อนแล้วจึงยกแท่นไฮดรอลิกขึ้นเท การที่น้ำตาลดิบเกาะกันแน่นอยู่นั้นย่อมทำให้น้ำหนักเฉลี่ยไม่สม่ำเสมอ เมื่อถ่ายน้ำหนักออกมาจากรถยนต์บรรทุกในทันทีทันใด จึงทำให้แหนบรถเกิดแรงต้านและดีดตัวรถให้ลอยขึ้นข้ามที่กั้นล้อแล้วดึงโซ่ที่มัดคานหน้าไว้ขาดก่อนที่จะไหลลงมากระโดดข้ามที่กั้นล้อทุกล้อ ถือไม่ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เพราะจำเลยที่ 1 อาจป้องกันมิให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นได้โดยการทำให้น้ำตาลดิบที่บรรทุกมาในรถยนต์บรรทุกแตกตัวเสียก่อนที่จะนำรถขึ้นแท่นไฮดรอลิกเพื่อยกเทน้ำตาลดิบลงภาชนะที่รองรับนั้นได้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี จากบริษัทอุดร-วัฒนา (2520) จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันวินาศภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และบุคคลภายนอกที่อยู่ในบริเวณที่ตั้งของฉางเก็บน้ำตาลดิบของจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536เวลา 8.45 นาฬิกา นายเสถียร ศรีจอมพล ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-1501อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี บรรทุกน้ำตาลดิบมาที่ฉางเก็บน้ำตาลดิบของจำเลยที่ 1 แล้วขึ้นแท่นไฮดรอลิก ยกเทน้ำตาลดิบลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับเครื่องไฮดรอลิกดังกล่าวด้วย ความประมาทเลินเล่อในการบังคับเครื่องไฮดรอลิก เทน้ำตาลดิบจากรถดังกล่าวด้วยความเร็ว ทำให้การถ่ายเทน้ำหนักของน้ำตาลดิบไม่สมดุลกับน้ำตาลดิบที่ยังอยู่ในรถ และไม่ได้ตรวจสอบดูสภาพตะขอเกี่ยวตัวรถกับคานของโซโลว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้ตาขอเกี่ยวตัวรถกับคานขอไซโลขาดรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวไหลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0497 อุดรธานี และรถลากพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี ทำให้รถยนต์ทั้งสี่คันได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถดังกล่าวไปซ่อมแซมให้มีสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 347,031.31 บาท จึงรับช่วงสิทธิ มาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้าง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยร่วมกันชำระหนี้จำนวน 347,031.31บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2536 อันเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้อง ดอกเบี้ยเป็นเงิน 15,182 บาท รวมเป็นเงิน 362,443.31 บาท ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 362,443.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน347,031.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานชำรุดบกพร่องเสื่อมสภาพ ทำให้ขณะที่น้ำตาลดิบในรถลากพ่วงดังกล่าวไหลลงสู่ฉางเก็บแหนบซึ่งเป็นอุปกรณ์ยึดและรองรับรถเกิดแรงต้านดีดตัวรถให้ลอยข้ามที่กั้นล้อดึงโซ่ที่มัดคานหน้ารถขาดเคลื่อนข้ามที่กั้นล้อไหลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0489 อุดรธานีได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 และลูกจ้างจำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายก่อให้เกิดเหตุละเมิดจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 เวลา 8.45 นาฬิกา และเกิดจากรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี บรรทุกน้ำตาลดิบมาเกินอัตรา น้ำตาลมีความชื้นสูงจับตัวเป็นก้อน ขณะที่เครื่องไฮดรอลิกกำลังยกเท น้ำตาลดิบไหลลงสู่ฉางเก็บด้วยความเร็วผิดปกติ เนื่องจากน้ำตาลมีจำนวนมากเป็นเหตุให้แหนบของรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวเกิดแรงต้านดีดตัวรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงกะทันหันกระชากโซ่ที่มัดคานหน้ารถยนต์บรรทุกขาด เหตุละเมิดมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 310,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้องไม่เกิน 15,182 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการประกันวินาศภัย จดทะเบียน ณ ประเทศญี่ปุ่น และมีสำนักงานสาขาในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตจากกรมประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ ให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย โจทก์มอบอำนาจให้นายโคเรทาคะ อิโนอุเอะ เป็นผู้จัดการสาขา มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจช่วงได้ โจทก์โดยนายโคเรทาคะ มอบอำนาจให้นายจิระวัฏ ศิริสุขะ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี จากบริษัทอุดรวัฒนา (2520) จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 เวลา 8.45 นาฬิกา รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี เข้าจอดที่แท่นไฮดรอลิกซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง ซึ่งอยู่ในบริเวณฉางเก็บน้ำตาลดิบของจำเลยที่ 1 โดยสถานที่ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประกันวินาศภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัยเอกสารหมาย ล.3 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ยกแท่นไฮดรอลิกยกรถบรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวเพื่อเทน้ำตาลดิบออกจากรถลงฉางเก็บ เมื่อแท่นไฮดรอลิกยกทำมุมได้ประมาณ 40 องศา รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวไหลกระโดดข้ามที่กั้นล้อหลังแล้วไหลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี ทำให้รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงได้รับความเสียหาย โจทก์นำไปซ่อมแซมและจ่ายค่าซ่อมแซมพร้อมค่าอะไหล่แล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2536 คดีมีปัญหาโต้เถียงกันในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่...

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี ไหลลงไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี ทำให้รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงได้รับความเสียหายนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กำลังยกแทนไฮดรอลิก เพื่อเทน้ำตาลดิบออกจากรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี ซึ่งจอดอยู่บนแท่นไฮดรอลิกนั้นลงฉางเก็บ แท่นไฮดรอลิกดังกล่าวเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดขึ้นแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบว่าเหตุที่เกิดความเสียหายสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกา ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เหตุแห่งความเสียหายเกิดจากสภาพความชำรุดบกพร่องของแหนบรถยนต์ซึ่งบรรทุกน้ำตาลดิบคันเกิดเหตุนั้น ก็ได้ความตามคำเบิกความของนายณรงค์ ชมรัตน์ พยานจำเลยเพียงว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากแหนบรถของโจทก์ซึ่งมีลักษณะโค้งขึ้น เมื่อมีการยกแท่นไฮดรอลิกเพื่อถ่ายน้ำตาลดิบลงทำให้น้ำตาลไหลตัวมารวมกันที่ด้านท้ายและแหนบดังกล่าวได้ยุบตัวลงและเกิดอาการขัดข้อง เมื่อน้ำตาลได้ถ่ายตัวลงภาชนะรองรับแล้วแหนบดังกล่าวได้ดีดตัวขึ้นอย่างกะทันหัน จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุ โดยพนักงานจำเลยที่ 1 ได้เปรียบเทียบแหนบของรถคันที่เกิดเหตุกับรถคันอื่น ทำให้ทราบว่ารถคันที่เกิดเหตุนั้นตัวแหนบชำรุดบกพร่องและรถปกติตัวแหนบจะคว่ำลง แต่รถคันเกิดเหตุจากการตรวจสอบปรากฏว่าตัวแหนบหงายขึ้น ตัวแหนบเมื่อผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่งหูแหนบจะสึกทำให้เป็นร่อง เมื่อมีน้ำหนักกดตัวลงมา ตัวแหนบดังกล่าวจะทรุดตัวลงแล้วไปขวางตัวอยู่ในร่องที่ชำรุดหากหูแหนบไม่ชำรุดเมื่อมีการถ่ายเทน้ำตาลดิบลงสู่ที่รองรับแล้วตัวแหนบก็จะค่อย ๆยกตัวขึ้น แต่จากการที่หูแหนบสึกดังกล่าวและตัวแหนบไปขัดอยู่ในช่องที่ชำรุดนั้นทำให้เมื่อน้ำหนักที่กดอยู่บนตัวแหนบลดน้อยลงแล้ว ตัวแหนบจะยกตัวขึ้นอย่างกะทันหันอันเป็นผลให้ล้อด้านหลังของรถพ่วงลอยขึ้นเหนือแผงเหล็กที่กั้นอยู่เท่านั้น จำเลยหาได้นำตัวพนักงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเปรียบเทียบแหนบของรถคันที่เกิดเหตุกับรถคันอื่นดังที่นายณรงค์กล่าวอ้างถึง ตลอดจนช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการซ่อมแซมรถยนต์มาเป็นพยานยืนยันประกอบคำเบิกความของนายณรงค์แต่อย่างใด ทั้งนายณรงค์พยานจำเลยดังกล่าวก็คงเป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่ทำหน้าที่ดูแลซ่อมแซมเครื่องจักรที่เสียเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีความรู้เชี่ยวชาญในการซ่อมแซมรถยนต์แต่ประการใด ลำพังเพียงคำเบิกความของนายณรงค์พยานจำเลยดังกล่าวจึงยังฟังไม่ได้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากแหนบของรถลากพ่วงคันเกิดเหตุชำรุดบกพร่อง และแม้จะได้ความตามคำเบิกความของนายประบูร บัวเคล้า พยานจำเลยว่า หลังเกิดเหตุพยานได้ไปดูแหนบของตัวรถคันเกิดเหตุ ปรากฏว่าแหนบเสียหายปรากฏตามภาพถ่ายภาพที่ 10 และ 11 ตามเอกสารหมาย ล.9 ก็ตาม แต่ตามคำอธิบายประกอบภาพถ่ายทั้งสองภาพนั้นก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ความเสียหายของรถบรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุมีสาเหตุมาจากการชนกับที่กั้นล้อ มิใช่ความเสียหายที่มีอยู่ก่อนเกิดเหตุกรณีจึงฟังไม่ได้ว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี ไหลกระโดดข้ามที่กั้นล้อหลังของแท่นไฮดรอลิกไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0489 อุดรธานี จนเกิดความเสียหายนั้นเกิดจากสภาพความชำรุดบกพร่องของแหนบรถยนต์ซึ่งบรรทุกน้ำตาลดิบคันเกิดเหตุดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และเมื่อพิจารณาถึงรายงานของบริษัทสำนักงานกฎหมายซี.ซี.ลอว์ จำกัด ที่ส่งไปให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.13 ที่สรุปสาเหตุของอุบัติเหตุโดยวิศวกรที่ปรึกษาของบริษัทดังกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกน้ำตาลดิบมาจากจังหวัดอุดรธานี ระหว่างการเดินทางน้ำตาลมีความชื้นสูงจึงเกาะกันแน่น เมื่อเครื่องยกขึ้นเท น้ำตาลเป็นผลึกทำให้น้ำหนักเฉลี่ยไม่สม่ำเสมอ เมื่อน้ำหนักถ่ายออกทันทีทันใดทำให้แหนบรถเกิดแรงต้านดีดตัวรถให้ลอยขึ้นข้ามที่กั้นล้อแล้วดึงโซ่ที่มัดคานหน้าไว้ขาดก่อนที่จะไหลลงมากระโดดข้ามที่กั้นล้อทุกล้อเพราะน้ำหนักของตัวรถและน้ำตาลมีมาก ประกอบคำเบิกความของนายวารินทร์ ก๊กเครือ พยานจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุมีพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ไม้ไผ่แทงไปที่น้ำตาลดิบเพื่อช่วยในการไหลของน้ำตาลจึงเชื่อได้ว่า ขณะเกิดเหตุน้ำตาลดิบมีสภาพเกาะกันแน่นจริงดังรายงานเอกสารหมาย ล.4 และ ล.13 แต่ก็ได้ความตามคำเบิกความของนายประยูร ว่า ในวันดังกล่าวพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ไม้แทงน้ำตาลเพื่อให้ไหลเนื่องจากน้ำตาลเกาะเป็นก้อนผิวบนเท่านั้น ส่อแสดงว่ามิได้มีการทำให้น้ำตาลที่บรรทุกอยู่บนรถลากพ่วงคันเกิดเหตุแตกตัวทั้งหมดก่อนแล้วจึงยกแท่นไฮดรอลิกขึ้นเทแต่อย่างใดแล้ว น้ำตาลดิบซึ่งยังมีสภาพเกาะกันแน่นอยู่นั้นย่อมทำให้น้ำหนักเฉลี่ยยังคงไม่สม่ำเสมออยู่เช่นเดิมเมื่อถ่ายน้ำหนักออกมาจากรถลากพ่วงคันดังกล่าวในทันทีทันใด จึงย่อมทำให้แหนบรถเกิดแรงต้านและดีดตัวรถให้ลอยขึ้นข้ามที่กั้นล้อแล้วดึงโซ่ที่มัดคานหน้าไว้ขาดก่อนที่จะไหลลงมากระโดดข้ามที่กั้นล้อทุกล้อ ดังที่วิศวกรที่ปรึกษาของบริษัทสำนักงานกฎหมายซี.ซี.ลอว์ จำกัด ซึ่งได้ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทำรายงานสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุแก่บริษัทตามที่บริษัทดังกล่าวได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ไปตรวจสอบแล้วทำรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบ ตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการเสียหายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เพราะจำเลยที่ 1 อาจป้องกันมิให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นได้โดยการทำให้น้ำตาลที่บรรทุกมาในรถบรรทุกแตกตัวเสียก่อนที่จะนำรถขึ้นแท่นไฮดรอลิกเพื่อยกเทน้ำตาลลงภาชนะที่รองรับนั้นได้และเมื่อคดีฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงทั้งสี่คันเสียหายเกิดจากการใช้แท่นไฮดรอลิกซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 เช่นนี้แล้วจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดในความเสียหายนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเอกสารหมาย ล.3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงที่ได้รับความเสียหายและได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถที่เสียหายนั้นไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 437
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มิตซุยมารีนแอนด์ ไฟร์อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ศรีราชาไซโล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4037/2545
#45282
เปิดฉบับเต็ม

ความเสียหายของรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วง 4 คัน เกิดขึ้นในขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กำลังยกแท่นไฮดรอลิกเพื่อเทน้ำตาลดิบออกจากรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงซึ่งจอดอยู่บนแท่นไฮดรอลิกนั้นลงฉางเก็บโดยแท่นไฮดรอลิกดังกล่าวเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดขึ้นแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบว่า เหตุที่เกิดความเสียหายสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างจำเลยที่ 1

ขณะเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกน้ำตาลดิบมาจากจังหวัดอุดรธานี ระหว่างการเดินทางน้ำตาลมีความชื้นสูงจึงเกาะกันแน่น ซึ่งก่อนเทมิได้มีการทำให้น้ำตาลแตกตัวทั้งหมดก่อนที่จะยกแท่นไฮดรอลิกขึ้นเทแต่อย่างใด น้ำตาลดิบที่ยังคงมีสภาพเกาะกันแน่นย่อมทำให้น้ำหนักเฉลี่ยไม่สม่ำเสมอ เมื่อถ่ายน้ำหนักออกจากรถพ่วงทันทีทันใดย่อมทำให้แหนบรถเกิดแรงต้านดีดตัวรถให้ลอยขึ้นข้ามที่กั้นล้อแล้วดึงโซ่ที่มัดคานหน้าไว้ขาดก่อนที่จะไหลลงมากระโดดข้ามที่กั้นล้อทุกล้อ ทำให้รถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่บรรทุกน้ำตาลมาไหลชนรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงคันอื่นได้รับความเสียหาย ซึ่งมิใช่ความเสียหายที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย เพราะจำเลยที่ 1 อาจป้องกันได้โดยทำให้น้ำตาลแตกตัวเสียก่อนที่จะนำรถขึ้นแท่นไฮดรอลิก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงคันที่ได้รับความเสียหายและได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถที่เสียหายนั้นไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการประกันภัย มีสำนักงานสาขาและได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502อุดรธานี และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานีจากบริษัทอุดรวัฒนา (2520) จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันวินาศภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และบุคคลภายนอกที่อยู่ในบริเวณที่ตั้งของฉางเก็บน้ำตาลดิบของจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 นายเสถียร ศรีจอมพล ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี บรรทุกน้ำตาลดิบมาที่ฉางเก็บน้ำตาลดิบของจำเลยที่ 1 แล้วขึ้นแท่นไฮดรอลิกยกเทน้ำตาลดิบ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับเครื่องไฮดรอลิกดังกล่าวด้วยความประมาทเลินเล่อในการบังคับเครื่องไฮดรอลิก เทน้ำตาลดิบจากรถดังกล่าวด้วยความเร็ว ทำให้การถ่ายเทน้ำหนักของน้ำตาลดิบไม่สมดุลกับน้ำตาลดิบที่ยังอยู่ในรถ และไม่ได้ตรวจสอบดูสภาพตะขอเกี่ยวตัวรถกับคานของไซโลว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้ตาขอเกี่ยวตัวรถกับคานของไซโลขาด รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวไหลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0497 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี ทำให้รถยนต์ทั้งสี่คันได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถดังกล่าวไปซ่อมแซมให้มีสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 347,031.31 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้าง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยร่วมกันชำระหนี้จำนวน 347,031.31 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 24สิงหาคม 2536 อันเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้อง ดอกเบี้ยเป็นเงิน 15,182 บาท รวมเป็นเงิน 362,443.31 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 362,213.31 บาท)ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 362,443.31 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 347,031.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานชำรุดบกพร่องเสื่อมสภาพ ทำให้ขณะที่น้ำตาลดิบ ในรถลากพ่วงดังกล่าวไหลลงสู่ฉางเก็บ แหนบซึ่งเป็นอุปกรณ์ยึดและรองรับรถเกิดแรงต้านดีดตัวรถให้ลอยข้ามที่กั้นล้อดึงโซ่ที่มัดคานหน้ารถขาดเคลื่อนข้ามที่กั้นล้อไหลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-0489 อุดรธานีได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายก่อให้เกิดเหตุละเมิด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง หากจำเลยที่ 1ต้องรับผิดค่าเสียหายก็ไม่เกิน 100,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์จดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่นแต่ไม่ได้แสดงหลักฐานการจดทะเบียนและอำนาจกรรมการของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย นายโคเรทาคะ อิโนอุเอะ จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 รับประกันวินาศภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เข้ามาภายในบริเวณ "ไซโลมาบุญครอง" อันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อหรือละเลยของจำเลยที่ 1 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับยานพาหนะที่มาติดต่อหรือรอขนถ่ายสินค้า หรือจอดอยู่ในบริเวณของจำเลยที่ 1 เหตุละเมิดเกิดจากรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี บรรทุกน้ำตาลดิบมาเกินอัตราน้ำตาลดิบมีความชื้นสูงจับตัวเป็นก้อน ขณะที่เครื่องไฮดรอลิกกำลังยกเท น้ำตาลดิบไหลลงสู่ฉางเก็บด้วยความเร็วผิดปกติเนื่องจากน้ำตาลมีจำนวนมาก เป็นเหตุให้แหนบของรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวเกิดแรงต้านดีดตัวรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงกะทันหันกระชากโซ่ที่มัดคานหน้ารถยนต์บรรทุกขาด เหตุละเมิดมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดโจทก์มิได้รับความเสียหายตามฟ้อง หากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดก็ไม่เกิน 100,000 บาทขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 310,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 15,182 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยจดทะเบียน ณ ประเทศญี่ปุ่น และมีสำนักงานสาขาในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตจากกรมประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ ให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทยได้ โจทก์มอบอำนาจให้นายโคเรทาคะ อิโนอุเอะ เป็นผู้จัดการสาขา มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจช่วงได้ โจทก์โดยนายโคเรทาคะมอบอำนาจช่วงให้นายจิระวัฎ ศิริสุขะ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497อุดรธานี รถลากพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-0498 อุดรธานี จากบริษัทอุดรวัฒนา (2520)จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536เวลา 8.45 นาฬิกา รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี เข้าจอดที่แท่นไฮดรอลิกซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง ที่อยู่ในบริเวณฉางเก็บน้ำตาลดิบของจำเลยที่ 1 โดยสถานที่ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประกันวินาศภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประกันภัยเอกสารหมาย ล.3 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ยกแท่นไฮดรอลิกยกรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวเพื่อเทน้ำตาลดิบออกจากรถลงฉางเก็บ เมื่อแท่นไฮดรอลิกยกทำมุมได้ประมาณ40 องศา รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงดังกล่าวไหลกระโดดข้ามที่กั้นล้อหลังแล้วไหลไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน70-0498 อุดรธานี ทำให้รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงได้รับความเสียหาย โจทก์นำไปซ่อมแซมและจ่ายค่าซ่อมแซมพร้อมค่าอะไหล่แล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2536 คดีมีปัญหาโต้เถียงกันในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0501 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี ไหลลงไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน70-0498 อุดรธานี ทำให้รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงได้รับความเสียหายนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กำลังยกแท่นไฮดรอลิกเพื่อเทน้ำตาลดิบออกจากรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0501 อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502อุดรธานี ซึ่งจอดอยู่บนแท่นไฮดรอลิกนั้นลงฉางเก็บ แท่นไฮดรอลิกดังกล่าวเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้ โดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดขึ้นแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบว่าเหตุที่เกิดความเสียหายสืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เหตุแห่งความเสียหายเกิดจากสภาพความชำรุดบกพร่องของแหนบรถยนต์ซึ่งบรรทุกน้ำตาลดิบคันเกิดเหตุนั้น ก็ได้ความตามคำเบิกความของนายณรงค์ ชมรัตน์ พยานจำเลยเพียงว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากแหนบรถของโจทก์ซึ่งมีลักษณะโค้งขึ้น เมื่อมีการยกแท่นไฮดรอลิกเพื่อถ่ายน้ำตาลดิบลงทำให้น้ำตาลไหลตัวมารวมกันที่ด้านท้ายและแหนบดังกล่าวได้ยุบตัวลงและเกิดอาการขัดข้องเมื่อน้ำตาลได้ถ่ายตัวลงภาชนะรองรับแล้ว แหนบดังกล่าวได้ดีดตัวขึ้นอย่างกะทันหัน จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุ โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้เปรียบเทียบแหนบของรถคันที่เกิดเหตุกับรถคันอื่น ทำให้ทราบว่ารถคันที่เกิดเหตุนั้นตัวแหนบชำรุดบกพร่องและรถปกติตัวแหนบจะต้องคว่ำลง แต่รถคันเกิดเหตุจากการตรวจสอบปรากฏว่าตัวแหนบหงายขึ้น ตัวแหนบนั้นเมื่อผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่ง หูแหนบจะสึกทำให้เป็นร่อง เมื่อมีน้ำหนักกดตัวลงมาตัวแหนบดังกล่าวจะทรุดตัวลงแล้วไปขวางตัวอยู่ในร่องที่ชำรุดหากหูแหนบไม่ชำรุดเมื่อมีการถ่ายเทน้ำตาลทรายดิบลงสู่ที่รองรับแล้วตัวแหนบก็จะค่อย ๆยกตัวขึ้น แต่จากการที่หูแหนบสึกดังกล่าวและตัวแหนบไปขัดอยู่ในช่องที่ชำรุดนั้น ทำให้เมื่อน้ำหนักที่กดอยู่บนตัวแหนบลดน้อยลงแล้ว ตัวแหนบจะยกตัวขึ้นอย่างกะทันหัน อันเป็นผลให้ล้อด้านหลังของรถพ่วงลอยขึ้นเหนือแผงเหล็กที่กั้นอยู่เท่านั้น จำเลยหาได้นำตัวพนักงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเปรียบเทียบแหนบของรถคันที่เกิดเหตุกับรถคันอื่นดังที่นายณรงค์กล่าวอ้างถึง ตลอดจนช่างผู้มีความรู้ความชำนาญในการซ่อมแซมรถยนต์มาเป็นพยานยืนยันประกอบคำเบิกความของนายณรงค์แต่อย่างใด ทั้งนายณรงค์พยานจำเลยดังกล่าวก็คงเป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่ทำหน้าที่ดูแลซ่อมแซมเครื่องจักรที่เสียเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีความรู้เชี่ยวชาญในการซ่อมแซมรถยนต์แต่ประการใด ลำพังเพียงคำเบิกความของนายณรงค์พยานจำเลยดังกล่าวจึงยังฟังไม่ได้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากแหนบของรถลากพ่วงคันเกิดเหตุชำรุดบกพร่อง และแม้จะได้ความตามคำเบิกความของนายประยูร บัวเคล้า พยานจำเลยว่า หลังเกิดเหตุพยานได้ไปดูแหนบของตัวรถคันเกิดเหตุปรากฏว่าแหนบเสียหาย ปรากฏตามภาพถ่ายภาพที่ 10 และ 11 ตามเอกสารหมาย ล.9 ก็ตาม แต่ตามคำอธิบายประกอบภาพถ่ายทั้งสองภาพนั้นก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่าความเสียหายของรถบรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุมีสาเหตุมาจากการชนกับที่กั้นล้อ มิใช่ความเสียหายที่มีอยู่ก่อนเกิดเหตุ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน70-0501 อุดรธานี และรถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0502 อุดรธานี ไหลกระโดดข้ามที่กั้นล้อหลังของแท่นไฮดรอลิกไปชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70-0497อุดรธานี รถลากพ่วงหมายเลขทะเบียน 70-0489 อุดรธานี จนเกิดความเสียหายนั้น เกิดจากสภาพความชำรุดบกพร่องของแหนบรถยนต์ซึ่งบรรทุกน้ำตาลดิบคันเกิดเหตุดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และเมื่อพิจารณาถึงรายงานของบริษัทสำนักงานกฎหมาย ซี.ซี.ลอว์ จำกัด ที่ส่งไปให้จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.13 ที่สรุป สาเหตุของอุบัติเหตุโดยวิศวกรที่ปรึกษาของบริษัทดังกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์บรรทุกน้ำตาลดิบมาจากจังหวัดอุดรธานี ระหว่างการเดินทางน้ำตาลมีความชื้นสูงจึงเกาะกันแน่น เมื่อเครื่องยกขึ้นเท น้ำตาลเป็นผลึกทำให้น้ำหนักเฉลี่ยไม่สม่ำเสมอ เมื่อน้ำหนักถ่ายออกทันทีทันใด ทำให้แหนบรถเกิดแรงต้านดีดตัวรถให้ลอยขึ้นข้ามที่กั้นล้อแล้วดึงโซ่ที่มัดคานหน้าไว้ขาดก่อนที่จะไหลลงมากระโดดข้ามที่กั้นล้อทุกล้อ เพราะน้ำหนักของตัวรถและน้ำตาลมีมาก ประกอบคำเบิกความของนายวารินทร์ ก๊กเครือ พยานจำเลยว่า ในวันเกิดเหตุมีพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ไม้ไผ่แทงไปที่น้ำตาลดิบ เพื่อช่วยในการไหลของน้ำตาล จึงเชื่อได้ว่าขณะเกิดเหตุน้ำตาลดิบมีสภาพเกาะกันแน่นจริงดังรายงานเอกสารหมาย ล.4และ ล.13 แต่ก็ได้ความตามคำเบิกความของนายประยูรว่า ในวันดังกล่าวพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้ไม้แทงน้ำตาลเพื่อให้ไหลเนื่องจากน้ำตาลเกาะเป็นก้อนผิวบนเท่านั้น ส่อแสดงว่ามิได้มีการทำให้น้ำตาลที่บรรทุกอยู่บนรถลากพ่วงคันเกิดเหตุแตกตัวทั้งหมดก่อนแล้วจึงยกแท่นไฮดรอลิกขึ้นเทแต่อย่างใดแล้ว น้ำตาลดิบซึ่งยังมีสภาพเกาะกันแน่นอยู่นั้นย่อมทำให้น้ำหนักเฉลี่ยยังคงไม่สม่ำเสมออยู่เช่นเดิม เมื่อถ่ายน้ำหนักออกจากรถลากพ่วงคันดังกล่าวในทันที ทันใด จึงย่อมทำให้แหนบรถเกิดแรงต้านและดีดตัวรถให้ลอยขึ้นข้ามที่กั้นล้อแล้วดึงโซ่ที่มัดคานหน้าไว้ขาดก่อนที่จะไหลลงมากระโดดข้ามที่กั้นล้อทุกล้อดังที่วิศวกรที่ปรึกษาของบริษัทสำนักงานกฎหมาย ซี.ซี.ลอว์ จำกัด ซึ่งได้ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทำรายงานสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุแก่บริษัทตามที่บริษัทดังกล่าวได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ไปตรวจสอบแล้วทำรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบ ตามเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการเสียหายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย เพราะจำเลยที่ 1 อาจป้องกันมิให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นได้โดยการทำให้น้ำตาลที่บรรทุกมาในรถบรรทุกแตกตัวเสียก่อนที่จะนำรถขึ้นแท่นไฮดรอลิกเพื่อยกเทน้ำตาลลงภาชนะที่รองรับนั้นได้ และเมื่อคดีฟังได้ว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงทั้งสี่คันเสียหายเกิดจากการใช้แท่นไฮดรอลิกซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 เช่นนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดในความเสียหายนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัย เอกสารหมาย ล.3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถลากพ่วงที่ได้รับความเสียหายและได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมรถที่เสียหายนั้นไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 437 ม. 877 ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 84 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุยมารีน แอนด์ไฟร์อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีราชาไซโล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2545
#46531
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจของผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษและเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแห่งประเทศอังกฤษจะเป็นไปตามกฎหมายของประเทศใดย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ แต่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกว่าต้องใช้กฎหมายใดบังคับ กรณีจึงต้องใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ทั่วไปนั้น กฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับอาจเป็นกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนา เมื่อโจทก์มีสัญชาติอังกฤษและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้หลักกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนา กฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีย่อมได้แก่กฎหมายแห่งประเทศอังกฤษแต่การที่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่กรณีเช่นนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่ากฎหมายต่างประเทศนั้นบัญญัติไว้อย่างไร เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นเป็นที่ชัดแจ้งว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษบัญญัติไว้เช่นนั้นจริง กรณีนี้จึงต้องใช้กฎหมายภายในประเทศไทยบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 บัญญัติถึงเรื่องการที่บุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ถ้าผู้จัดการมรดกบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียวผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลร่วมกับจ. จึงไม่อาจนำมาตรา 1715 มาใช้บังคับได้เมื่อ จ. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์เพียงคนเดียวจะฟ้องคดีนี้ต่อไปตามลำพังโดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และประกอบพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษและเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแห่งประเทศอังกฤษเช่นนี้ อำนาจของผู้จัดการมรดกจะเป็นไปตามกฎหมายของประเทศใด ย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 แต่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกว่าต้องใช้กฎหมายใดบังคับ กรณีจึงต้องใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ทั่วไปนั้น กฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับอาจเป็นกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนา โจทก์คดีนี้มีสัญชาติอังกฤษและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้หลักกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนากฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีย่อมได้แก่กฎหมายแห่งประเทศอังกฤษ แต่การที่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่กรณีเช่นนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่ากฎหมายต่างประเทศนั้นบัญญัติไว้อย่างไร คดีนี้โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่ากฎหมายอังกฤษบัญญัติถึงเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้อย่างไร คงมีเพียงนายเกรียงศักดิ์ นันทเสน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า นายเกรียงศักดิ์สอบถามทนายความของโจทก์ที่ประเทศอังกฤษแล้วได้รับคำยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกที่เหลือเพียงคนเดียวสามารถจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้โดยติดต่อทางโทรศัพท์ ทนายดังกล่าวชื่ออะไรไม่ทราบเพราะเป็นการติดต่อในนามสำนักงาน ซึ่งเห็นได้ว่าคำเบิกความของนายเกรียงศักดิ์ดังกล่าวเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นเป็นที่ชัดแจ้งว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษบัญญัติไว้เช่นนั้นจริง กรณีนี้จึงต้องใช้กฎหมายภายในประเทศไทยบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1715 บัญญัติถึงเรื่องการที่บุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ถ้าผู้จัดการมรดกบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการและยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่คดีนี้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลร่วมกับนายจอห์น จึงไม่อาจนำมาตรา 1715 มาใช้บังคับได้ เมื่อนายจอห์นซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตายโจทก์เพียงคนเดียวจะฟ้องคดีนี้ต่อไปตามลำพังโดยยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในปัญหาว่า คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1715
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ม. 3 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จูน บีทริช ฟลูเกอร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย พอล จอห์น ฟลูเกอร์
จำเลย — นาย สมศักดิ์ อัตตวนิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2545
#258726
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มิได้บัญญัติเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกว่าจะต้องใช้ กฎหมายใดบังคับ กรณีจึงต้องใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ ตามมาตรา 3 ซึ่งอาจเป็นกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนา โจทก์มีสัญชาติอังกฤษและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะใช้หลักกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนา กฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีย่อมได้แก่กฎหมายแห่งประเทศอังกฤษ แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นเป็นที่ชัดแจ้งว่ากฎหมายอังกฤษบัญญัติเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้อย่างไร คงมีเพียงผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่าผู้จัดการที่เหลือเพียงคนเดียวสามารถจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้ ซึ่งเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังได้ กรณีจึงต้องใช้กฎหมายภายในประเทศไทยบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษตามคำสั่งศาลแห่งประเทศอังกฤษร่วมกับ จ. เมื่อ จ. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์เพียงคนเดียวจะฟ้องคดีตามลำพังโดยยังมิได้ขอให้ศาลมี คำสั่งอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1715 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษและเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแห่งประเทศอังกฤษ เช่นนี้อำนาจของผู้จัดการมรดกจะเป็นไปตามกฎหมายของประเทศใด ย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ แต่ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกว่าต้องใช้กฎหมายใดบังคับ กรณีจึงต้องใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศคดีบุคคลตามมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบังคับ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ทั่วไปนั้น กฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับอาจเป็นกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนา โจทก์คดีนี้มีสัญชาติอังกฤษและมีภูมิลำเนาอยู่ใน ประเทศอังกฤษ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้หลักกฎหมายสัญชาติหรือกฎหมายภูมิลำเนากฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีย่อมได้แก่กฎหมายแห่งประเทศอังกฤษ แต่การที่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่กรณีเช่นนี้เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้เห็นว่ากฎหมายต่างประเทศนั้นบัญญัติไว้อย่างไร คงมีเพียงนายเกรียงศักดิ์ นันทเสน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความว่าคงมีผู้จัดการมรดกที่เหลือเพียงคนเดียวสามารถจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้ ซึ่งเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นเป็นที่ชัดแจ้งว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษบัญญัติไว้เช่นนั้นจริง กรณีนี้จึงต้องใช้กฎหมายภายในประเทศบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๑๕ บัญญัติถึงเรื่องการที่บุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ถ้าผู้จัดการมรดก บางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการได้ โดยลำพัง แต่คดีนี้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลร่วมกับนายจอห์นจึงไม่อาจนำมาตรา ๑๗๑๕ มาใช้บังคับได้ เมื่อนายจอห์นซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์เพียงคนเดียวจะฟ้องคดีนี้ต่อไปตามลำพังโดยมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจูน บีทริช ฟลูเกอร์
ฟลูเกอร์
จำเลย — นายสมศักดิ์ อัตตวนิช กับพวก
1715 — ป.พ.พ. มาตรา 1711, 1713,
84 — ป.วิ.พ. มาตรา 55,
8 — พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 3,
153 — พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4026/2545
#44804
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่ เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลา แม้จะน้อยกว่าระยะเวลาที่จำเลยขอไป 2 วัน ก็ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์ให้ขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 2 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งอ้างว่า จำเลยเพิ่งแจ้งความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ให้ทนายจำเลยทราบ ทนายจำเลยจึงทำอุทธรณ์มายื่นไม่ทันตามกำหนด ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไป 20 วัน นับแต่วันครบกำหนดตามที่จำเลยขอ ครั้งที่สองจำเลยอ้างว่าจำเลยกำลังเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อมาเป็นค่าธรรมเนียมศาลแต่ยังไม่ครบ ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดครั้งแรก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 2มิถุนายน 2543

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเป็นระยะเวลาตามที่จำเลยขอนั้นชอบหรือไม่เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลา ตลอดจนกำหนดระยะเวลาถึงวันที่2 มิถุนายน 2543 ซึ่งแม้จะน้อยกว่าระยะเวลาที่จำเลยขอไป 2 วัน ก็ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์ให้ขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท ทีอาร์พีเฟอร์นิเจอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4026/2545
#99694
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 นั้น ศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแม้จะน้อยกว่าระยะเวลาที่จำเลยขอ ก็ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะอุทธรณ์ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อไปได้อีก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
(ประเทศไทย) — บริษัทบอร์เนียว เทคนิเคิล
จำกัด — บริษัททีอาร์พี เฟอร์นิเจอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญญบุรี — นายสุรศักดิ์ ห้าวหาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025/2545
#45280
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเมื่อครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าที่เช่าของโจทก์ในวันที่ 26 เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม 2533 แต่จำเลยเพิกเฉยอันถือได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยตลอดมา อีกทั้งโจทก์ก็ทราบว่าจำเลยเป็นผู้กระทำละเมิด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าที่เกิดก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2407 เลขที่ดิน 171 พร้อมตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีและตึกแถวซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าที่ดินและแผงค้าในบริเวณตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีของโจทก์ โดยเมื่อปี 2525และ 2527 จำเลยได้เช่าที่ดินโจทก์บริเวณหลังตลาดสด เนื้อที่ 60 ตารางเมตร และ35 ตารางเมตร ตามลำดับ เพื่อวางสิ่งของและสินค้าของจำเลยรวมเนื้อที่ 95 ตารางเมตรอัตราค่าเช่า 550 บาท ต่อเดือน ครั้นปี 2530 จำเลยได้เช่าแผงค้าในบริเวณตลาดดังกล่าวจากโจทก์ จำนวน 10 แผง เพื่อวางสินค้าของจำเลยอัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาทต่อมาปี 2532 โจทก์ได้เปลี่ยนแปลงค่าเช่าแผงค้าเป็นรายวัน วันละ 3 บาท ต่อแผงจำเลยไม่ยอมชำระค่าแผงค้ารายวันและไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์เกี่ยวกับการวางสินค้า โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าแผงค้าแก่จำเลย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือในวันที่ 26 เมษายน 2532 จำเลยเพิกเฉย และในปี 2533 โจทก์ประสงค์จะใช้พื้นที่หลังตลาดสดจึงบอกเลิกการเช่าที่ดินแก่จำเลย โดยจำเลยจะต้องออกไปจากบริเวณที่ดินโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกเลิกการเช่าในวันที่ 9ตุลาคม 2533 แต่จำเลยเพิกเฉยอีก เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอคิดค่าเสียหายในอัตราเดียวกับค่าเช่า สำหรับที่ดินค่าเสียหายเดือนละ 550 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2533ถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 43,175 บาท และเป็นเหตุให้โจทก์จะต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 1,051 บาท ถึงวันฟ้องรวม 6 ปี เป็นเงิน 6,300 บาท สำหรับแผงค้าจำเลยครอบครองใช้ประโยชน์ระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2532 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม2533 รวม 6,065 แผง และระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2536 ถึงวันฟ้องวันละ 72 แผงคิดค่าเสียหายวันละ 3 บาทต่อแผง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 294,027 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 343,502 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของออกไปจากบริเวณที่ดินเนื้อที่ 95 ตารางเมตร ด้านหลังตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีและแผงค้าทั้งหมดในบริเวณตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีของโจทก์ และส่งมอบที่ดินรวมทั้งแผงค้าดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดินแก่โจทก์เป็นเงิน43,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินเนื้อที่ 95 ตารางเมตร ให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 6,300บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2540 เป็นต้นไปเป็นเงินปีละ 1,050 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินรวม 95 ตารางเมตรให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าเป็นเงิน 294,027 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบแผงค้าทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด เมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันจำเลยทำละเมิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 43,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำนวน 6,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี2540 เป็นต้นไปปีละ 1,050 บาท จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระเงินจำนวน294,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดิน 6,600บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าจำนวน 78,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาทนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผงค้าที่เช่าขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า การที่จำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิ้นปีนับแต่วันทำละเมิด" ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าที่เช่าของโจทก์ในวันที่ 26เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม 2533 ตามลำดับ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป อันถือได้ว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าวโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยตลอดมา อีกทั้งโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่กระทำละเมิดในครั้งนี้ก็คือจำเลยซึ่งเป็นผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 เช่นนี้ จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาย วุฒิพงษ์ สุขสมานพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025/2545
#45730
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม2533 ตามลำดับ โจทก์ทราบมาโดยตลอดว่า ผู้กระทำละเมิดในครั้งนี้คือจำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของออกไปจากบริเวณที่ดินและแผงค้าทั้งหมดในบริเวณตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีของโจทก์ และส่งมอบที่ดินรวมทั้งแผงค้าดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ชำระเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี2540 เป็นต้นไป เป็นเงินปีละ 1,050 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบแผงค้าทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยให้การว่า... โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด เมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันทำละเมิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 43,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ550 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำนวน 6,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี 2540 เป็นต้นไปปีละ 1,050 บาท จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ชำระเงินจำนวน 294,027 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 19 มกราคม 2542

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดิน 6,600บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 550 บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าจำนวน 78,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกวันละ 216 บาทนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 19 มกราคม 2542 แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า การที่จำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิ้นปีนับแต่วันทำละเมิด" ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าที่เช่าของโจทก์ในวันที่ 26เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม 2533 ตามลำดับ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป อันถือได้ว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยตลอดมา อีกทั้งโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่กระทำละเมิดในครั้งนี้ก็คือจำเลยซึ่งเป็นผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกด้วยดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 เช่นนี้ จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาย วุฒิพงษ์ สุขสมานพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4025/2545
#99725
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2532 และวันที่ 9 ตุลาคม 2533 ตามลำดับ โจทก์ทราบมาโดยตลอดว่า ผู้กระทำละเมิดในครั้งนี้คือจำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 24 เมษายน 2539 เกิน 1 ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของออกไปจากบริเวณที่ดินและแผงค้าทั้งหมดในบริเวณตลาดสุขาภิบาลมีนบุรีของโจทก์ และส่งมอบที่ดินรวมทั้งแผงค้าดังกล่าวให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ตอปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๕๕๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายที่โจทก์ชำระเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี ๒๕๔๐ เป็นต้นไป เป็นเงินปีละ ๑,๐๕๐ บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกวันละ ๒๑๖ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบแผงค้าทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยให้การว่า... โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด เมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันทำละเมิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน ๔๓,๑๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ ๕๕๐ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ ชำระค่าเสียหายเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำนวน ๖,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปี ๒๕๔๐ เป็นต้นไปปีละ ๑,๐๕๐ บาท จนถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ ชำระเงินจำนวน ๒๙๔,๐๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกวันละ ๒๑๖ บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับที่ดิน ๖,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๕๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ ให้ชำระค่าเสียหายสำหรับแผงค้าจำนวน ๗๘,๘๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกวันละ ๒๑๖ บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า การที่จำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิ้นปีนับแต่วันทำละเมิด" ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและแผงค้าที่เช่าของโจทก์ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๒ และวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ ตามลำดับ แต่จำเลยก็เพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไป อันถือได้ว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยตลอดมา อีกทั้งโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดว่า ผู้ที่กระทำละเมิดในครั้งนี้ก็คือจำเลยซึ่งเป็นผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๐ เช่นนี้ จึงต้องถือว่าค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินและแผงค้าตามฟ้องที่เกิดก่อนวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๓๙ เกิน ๑ ปี แล้วเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ ผู้ช่วยฯ

นายพิชญ์พงศ์ จันทะศรี ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
สุขสมานพาณิชย์ — นายวุฒิพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4016/2545
#45279
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรือประเภท 5... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่าทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้องต้องกันแสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบยาเสพติดให้โทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนมาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลมีอำนาจสั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 23.441 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกคนละ 25 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 16 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102 บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4หรือประเภท 5... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่า ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้องต้องกัน แสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบยาเสพติดให้โทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้นแม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนมาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลก็มีอำนาจสั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย มนัส เปลาเล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2545
#44803
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนานัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 241.1 ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526(แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 9 พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2535 ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการต้นทางเพียงแต่ตรวจสอบแบบ ธน.31ท่อนที่1ซึ่งได้รับคืนแบบธน.1ของธนาณัติฉบับนั้น และแยกเก็บไว้เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 235 เมื่อโจทก์ผู้ฝากไม่ได้ไปขอรับเงินคืนในกำหนดเวลาดังกล่าว การสื่อสารแห่งประเทศไทยจำเลยจึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลย เพราะโจทก์ไม่ไปขอรับเงินตามระเบียบ ข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้นำเงินจำนวน 8,096 บาท ฝากส่งไปรษณีย์ธนาณัติ ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 2 ไปยังที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากปลายทาง เพื่อให้จำเลยที่ 1 ส่งเงินดังกล่าวให้แก่บริษัทแห่งหนึ่งเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อต่อมาเดือนพฤษภาคม 2543 โจทก์ทราบว่าบริษัทดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินไปรษณีย์ธนาณัติที่โจทก์ส่งไปให้จึงได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ทราบว่า จำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปรษณีย์ธนาณัติเป็นรายได้ของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่สามารถส่งเงินไปรษณีย์ธนาณัติให้แก่ผู้รับตามจ่าหน้าได้ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติหมวดที่ 24 ข้อ 235 และ 236 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถรับเงินที่โจทก์ฝากส่งคืนได้ โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,287 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 10,383 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 8,096 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ได้ฝากส่งไปรษณีย์ธนาณัติตามฟ้องจริง แต่ผู้รับเงินตามจ่าหน้าไม่มารับเงินภายในกำหนด 2 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากซึ่งเป็นที่ทำการปลายทาง จึงส่งไปรษณีย์ธนาณัติดังกล่าวคืนไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางเพื่อจ่ายเงินธนาณัติคืนแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่มาติดต่อขอรับเงินภายในกำหนดเวลา 4 เดือน ไปรษณีย์ธนาณัติของโจทก์จึงพ้นอายุการจ่ายเงินตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 234, 235 และจำเลยที่ 1 ได้ประกาศโฆษณาให้ผู้รับเงินหรือผู้ฝากที่มีใบไปรษณีย์ธนาณัติภายในประเทศที่ฝากส่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2539 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 มาติดต่อขอรับเงินภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1มิถุนายน 2540 แล้ว แต่โจทก์ไม่มาติดต่อขอรับเงินคืนในกำหนด จำเลยที่ 1 จึงระงับการจ่ายเงินและดำเนินการโอนเงินธนาณัติดังกล่าวเป็นรายได้ของจำเลยที่ 1 ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มาตรา 34(2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2539 โจทก์ฝากส่งเงิน 8,096 บาท กับจำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศจากไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางไปยังไปรษณีย์โทรเลขหัวหมาก ที่ทำการปลายทางเพื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับ และไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากได้จัดส่งใบแจ้งความไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับผู้รับไปขอรับเงิน (แบบธน.31 ท่อนที่ 2) ให้แก่บริษัทเอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ไปขอรับเงินภายในกำหนด 2 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 235.1 ไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากจึงส่งใบไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับ นปท. (ธน.31 ท่อนที่ 1) คืนไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางตามระเบียบ ฉบับที่ 61 ข้อ 238 เพื่อจ่ายเงินคืนแก่โจทก์ผู้ฝากส่ง ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีรอโจทก์ติดต่อขอรับเงินคืนโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงิน จนกระทั่งครบกำหนด 4 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่งตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 234.12 ปรากฏว่าโจทก์มิได้ไปขอรับเงินคืน และเมื่อครบกำหนด 6 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 235.3 แล้ว โจทก์และบริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดก็มิได้ไปขอรับเงิน จำเลยที่ 1 จึงประกาศโฆษณาให้โจทก์และบริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำหลักฐานไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 โจทก์และบริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด มิได้ไปขอรับเงินในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงโอนเงินธนาณัติเป็นของจำเลยที่ 1ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินไปรษณีย์ธนาณัติตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อได้รับ ธน.31 ท่อนที่ 1 คืนจากไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทางแล้ว ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเสียก่อนว่า บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงินจึงจะถือว่าโจทก์ไม่ไปติดต่อขอรับเงินคืนในกำหนดตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 ตามระเบียบดังกล่าวข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้ เห็นว่า เดิมระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทยฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 241.1 กำหนดว่าเมื่อที่ทำการต้นทางได้รับแบบ ธน.31 ท่อนที่ 1 ซึ่งที่ทำการปลายทางส่งคืนให้ตามข้อ 238ให้ตรวจสอบกับแบบ ธน.1 (ใบฝากธนาณัติในประเทศ) ของธนาณัติฉบับนั้น หากเป็นรายที่ไม่มีหมายเหตุการออกแบบ ธน.10 ก. (ใบแทนไปรษณีย์ธนาณัติ) หรือหมายเหตุให้ระงับการจ่ายเงินคืนใด ๆ อย่างกรณีของโจทก์ให้แจ้งผู้ฝากทราบเพื่อรับเงินคืน ด้วยแบบธน.47 ท่อนที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้ระเบียบดังกล่าวได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2535) ลงวันที่12 ตุลาคม 2535 ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการต้นทางเพียงแต่ตรวจสอบแบบ ธน.31 ท่อนที่ 1 ซึ่งได้รับคืนแบบ ธน.1 ของธนาณัติฉบับนั้น และแยกเก็บไว้เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2539 ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อโจทก์ผู้ฝากไม่ได้ไปขอรับเงินคืนในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่ไปขอรับเงิน ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณียนิเทศพ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม. 34
ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2529
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว รัชนี อุบลสถิตย์
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2545
#45278
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่โจทก์ผู้ฝากส่งเงินทางไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศไปให้ผู้รับแต่ผู้รับไม่ไปขอรับเงินภายในกำหนด 2 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ไปรษณีย์ปลายทางจึงส่งไปรษณีย์ธนาณัติคืนไปรษณีย์ต้นทางตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทยของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526(แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 9 พ.ศ. 2535) ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการต้นทางเพียงแต่ตรวจสอบแบบ ธน. 31ท่อนที่ 1 ซึ่งได้รับคืนกับแบบ ธน.1ของธนาณัติฉบับนั้น และแยกเก็บไว้เพื่อการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้นทั้งไปรษณีย์นิเทศฯ ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ข้อ 235 เมื่อโจทก์ผู้ฝากไม่ได้ไปขอรับเงินคืนในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนอีกแต่โจทก์ก็ไม่ไปขอรับเงินคืนตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศฯข้อ 204 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้นำเงินจำนวน 8,096 บาทฝากส่งไปรษณีย์ธนาณัติ ณ ที่ทำการของจำเลยที่ 2 ไปยังที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากปลายทาง เพื่อให้จำเลยที่ 1ส่งเงินดังกล่าวให้แก่บริษัทแห่งหนึ่งเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ต่อมาโจทก์ทราบว่าบริษัทดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินไปรษณีย์ธนาณัติที่โจทก์ส่งไปให้ จึงได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปรษณีย์ธนาณัติเป็นรายได้ของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่สามารถส่งเงินไปรษณีย์ธนาณัติให้แก่ผู้รับตามจ่าหน้าได้อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติหมวดที่ 24ข้อ 235 และ 236 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถรับเงินที่โจทก์ฝากส่งคืนได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 10,383 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 8,096 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้รับเงินตามจ่าหน้าไม่มารับเงินภายในกำหนด 2 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากซึ่งเป็นที่ทำการปลายทางจึงส่งไปรษณีย์ธนาณัติดังกล่าวคืนไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางเพื่อจ่ายเงินธนาณัติคืนแก่โจทก์แต่โจทก์ไม่มาติดต่อขอรับเงินภายในกำหนดเวลา 4 เดือน ไปรษณีย์ธนาณัติของโจทก์จึงพ้นอายุการจ่ายเงินตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 234, 235 และจำเลยที่ 1ได้ประกาศโฆษณาให้ผู้รับเงินหรือผู้ฝากที่มีใบไปรษณีย์ธนาณัติภายในประเทศที่ฝากส่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 มาติดต่อขอรับเงินภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 แล้ว แต่โจทก์ไม่มาติดต่อขอรับเงินคืนในกำหนด จำเลยที่ 1 จึงระงับการจ่ายเงินและดำเนินการโอนเงินธนาณัติดังกล่าวเป็นรายได้ของจำเลยที่ 1ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มาตรา 34(2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2539 โจทก์ฝากส่งเงิน 8,096 บาทกับจำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศจากไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางไปยังไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทาง เพื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่บริษัท เอส. พี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับ และไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากได้จัดส่งใบแจ้งความไปรษณีย์ธนาณัติ สำหรับผู้รับไปขอรับเงิน (แบบ ธน.31ท่อนที่ 2) ให้แก่บริษัท เอส. พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ไปขอรับเงินภายในกำหนด 2 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่งตามระเบียบของจำเลยที่ 1ฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 235.1 ไปรษณีย์โทรเลขหัวหมาก จึงส่งใบไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับ นปท. (ธน. 31 ท่อนที่ 1) คืนไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 238 เพื่อจ่ายเงินคืนให้แก่โจทก์ผู้ฝากส่ง ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีรอโจทก์ติดต่อขอรับเงินคืนโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า บริษัท เอส. พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงินจนกระทั่งครบกำหนด 4 เดือนนับต่อจากเดือนที่ฝากส่งตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 235.2 ปรากฏว่าโจทก์มิได้ไปขอรับเงินคืน และเมื่อครบกำหนด 6 เดือนนับต่อจากเดือนที่ฝากส่งตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 235.3 แล้ว โจทก์และบริษัท เอส. พี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดก็มิได้ไปขอรับเงิน จำเลยที่ 1 จึงประกาศโฆษณาให้โจทก์หรือบริษัท เอส. พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำหลักฐานไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 โจทก์และบริษัท เอส. พี. อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด มิได้ไปขอรับเงินในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงโอนเงินธนาณัติเป็นของจำเลยที่ 1ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินไปรษณีย์ธนาณัติตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อได้รับ ธน. 31 ท่อนที่ 1 คืนจากไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทางแล้ว ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเสียก่อนว่า บริษัท เอส. พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงินจึงจะถือได้ว่าโจทก์ไม่ไปติดต่อขอรับเงินคืนในกำหนดตามระเบียบของจำเลยที่ 1ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ จำเลยที่ 1จึงไม่สามารถดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืน และโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 ตามระเบียบดังกล่าวข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้ เห็นว่า เดิมระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทยฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 241.1 กำหนดว่า เมื่อที่ทำการต้นทางได้รับแบบ ธน. 31 ท่อนที่ 1 ซึ่งที่ทำการปลายทางส่งคืนให้ตามข้อ 238 ให้ตรวจสอบกับแบบ ธน. 1 (ใบฝากธนาณัติในประเทศ) ของธนาณัติฉบับนั้นหากเป็นรายที่ไม่มีหมายเหตุการออกแบบ ธน. 10 ก. (ใบแทนไปรษณีย์ธนาณัติ)หรือหมายเหตุให้ระงับการจ่ายเงินคืนใด ๆ อย่างกรณีของโจทก์ให้แจ้งผู้ฝากทราบเพื่อรับเงินคืนด้วยแบบ ธน.47 ท่อนที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้ระเบียบดังกล่าวได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 9พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2535 ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการต้นทางเพียงแต่ตรวจสอบแบบ ธน. 31 ท่อนที่ 1 ซึ่งได้รับคืนกับแบบ ธน.1 ของธนาณัติฉบับนั้น และแยกเก็บไว้ เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อโจทก์ผู้ฝากไม่ได้ไปขอรับเงินคืนในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่ไปขอรับเงินตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัชนี อุบลสถิตย์
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2545
#45729
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศพ.ศ. 2526 ข้อ 238 กำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางส่งธนาณัติคืนให้แก่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางเพื่อจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝากส่งเมื่อผู้รับไม่ไปติดต่อขอรับเงินธนาณัติภายในกำหนดตามข้อ 235.1 และเมื่อที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางได้รับธนาณัติคืนแล้ว ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526(แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 9 พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2535 ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางตรวจสอบแบบ ธน.31ท่อนที่1ซึ่งได้รับคืนกับแบบธน.1ของธนาณัตินั้นและแยกเก็บไว้เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อโจทก์ไม่ได้ไปติดต่อขอรับเงินคืนในกำหนดเวลา จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่ไปติดต่อขอรับเงินตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 10,383บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 8,096 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2539 โจทก์ฝากส่งเงิน 8,096 บาท กับจำเลยที่ 1 ทางไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศจากไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางไปยังไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทางเพื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่บริษัท เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับ และไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากได้จัดส่งใบแจ้งความไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับผู้รับไปขอรับเงิน (แบบธน.31 ท่อนที่ 2) ให้แก่บริษัท เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ไปขอรับเงินภายในกำหนด 2 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่งตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 235.1 ไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากจึงส่งใบไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับ นปท. (ธน.31 ท่อนที่ 1)คืนไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทาง ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 238เพื่อจ่ายเงินคืนให้แก่โจทก์ผู้ฝากส่ง ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีรอโจทก์ติดต่อขอรับเงินคืนโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า บริษัท เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงิน จนกระทั่งครบกำหนด 4 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 235 ปรากฏว่าโจทก์มิได้ไปขอรับเงินคืนและเมื่อครบกำหนด 6 เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 235.3 แล้ว โจทก์และบริษัท เอส.พีอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็มิได้ไปขอรับเงิน จำเลยที่ 1 จึงประกาศโฆษณาให้โจทก์หรือบริษัท เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำหลักฐานไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนด1 ปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 โจทก์และบริษัท เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มิได้ไปขอรับเงินในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงโอนเงินธนาณัติเป็นของจำเลยที่ 1 ตามระเบียบฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณียนิเทศพ.ศ. 2539 ข้อ 204 คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1ต้องรับผิดคืนเงินไปรษณีย์ธนาณัติตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่

โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อได้รับ ธน.31 ท่อนที่ 1 คืนจากไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทางแล้ว ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเสียก่อนว่า บริษัท เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงินจึงจะถือได้ว่าโจทก์ไม่ไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61ข้อ 235 เมื่อไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืน และโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 ตามระเบียบดังกล่าวข้อ 236 และไปรษณียนิเทศพ.ศ. 2539 ข้อ 204 ได้ เห็นว่า เดิมระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 ข้อ 241.1 กำหนดว่าเมื่อทำการต้นทางได้รับแบบ ธน.31 ท่อนที่ 1 ซึ่งที่ทำการปลายทางส่งคืนให้ตามข้อ 238 ให้ตรวจสอบกับแบบ ธน.1 (ใบฝากธนาณัติในประเทศ) ของธนาณัติฉบับนั้น หากเป็นรายที่ไม่มีหมายเหตุการออกแบบ ธน.10 ก. (ใบแทนไปรษณีย์ธนาณัติ) หรือหมายเหตุให้ระงับการจ่ายเงินคืนใด ๆ อย่างกรณีของโจทก์ให้แจ้งผู้ฝากทราบเพื่อรับเงินคืนด้วยแบบ ธน.47 ท่อนที่ 2โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้ระเบียบดังกล่าวได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2535) ลงวันที่ 12 ตุลาคม2535 ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการต้นทางเพียงแต่ตรวจสอบแบบ ธน.31 ท่อนที่ 1 ซึ่งได้รับคืนกับแบบ ธน.1 ของธนาณัติฉบับนั้น และแยกเก็บไว้เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2539 ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อโจทก์ผู้ฝากไม่ได้ไปขอรับเงินคืนในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่ไปขอรับเงิน ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2539ข้อ 204 ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม. 34 (2)
ป.พ.พ. ม. 1366
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว รัชนี อุบลสถิตย์
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4007/2545
#99704
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ.2526 ข้อ 238 กำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางส่งธนาณัติคืนให้แก่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางเพื่อจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝากส่งเมื่อผู้รับไม่ไปติดต่อขอรับเงินธนาณัติภายในกำหนดตามข้อ 235.1 และเมื่อที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางได้รับธนาณัติคืนแล้ว ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 61 ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ.2526 (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 9 พ.ศ.2535) ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2535 ข้อ 3 กำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางตรวจสอบแบบ ธน.31 ท่อนที่ 1 ซึ่งได้รับคืนกับแบบ ธน.1 ของธนาณัตินั้นและแยกเก็บไว้เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2539 ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 235 เมื่อโจทก์ไม่ได้ไปติดต่อขอรับเงินคืนในกำหนดเวลา จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ไม่ไปติดต่อขอรับเงินตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 61 ข้อ 236 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2539 ข้อ 204 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑๐,๓๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๘,๐๙๖ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะจำเลยที่ ๑ ไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ โจทก์ฝากส่งเงิน ๘,๐๙๖ บาท กับจำเลยที่ ๑ ทางไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศจากไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางไปยังไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทาง เพื่อชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ให้แก่บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับ และไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากได้จัดส่งใบแจ้งความไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับผู้รับไปขอรับเงิน (แบบ ธน.๓๑ ท่อนที่ ๒) ให้แก่บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ไปขอรับเงินภายในกำหนด ๒ เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่งตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ฉบับที่ ๖๑ ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ.๒๕๒๖ ข้อ ๒๓๕.๑ ไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากจึงส่งใบไปรษณีย์ธนาณัติสำหรับ นปท. (ธน.๓๑ ท่อนที่ ๑) คืนไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทาง ตามระเบียบฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๘ เพื่อจ่ายเงินคืนให้แก่โจทก์ผู้ฝากส่ง ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีรอโจทก์ติดต่อขอรับเงินคืนโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงิน จนกระทั่งครบกำหนด ๔ เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ตามระเบียบฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๕.๒ ปรากฏว่าโจทก์มิได้ไปขอรับเงินคืนและเมื่อครบกำหนด ๖ เดือน นับต่อจากเดือนที่ฝากส่ง ตามระเบียบฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๕.๓ แล้ว โจทก์และบริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็มิได้ไปขอรับเงิน จำเลยที่ ๑ จึงประกาศโฆษณาให้โจทก์หรือบริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำหลักฐานไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ โจทก์และบริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มิได้ไปขอรับเงินในกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงโอนเงินธนาณัติเป็นของจำเลยที่ ๑ ตามระเบียบฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๖ และไปรษณียนิเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ ข้อ ๒๐๔ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดคืนเงินไปรษณีย์ธนาณัติตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่

โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อได้รับ ธน.๓๑ ท่อนที่ ๑ คืนจากไปรษณีย์โทรเลขหัวหมากที่ทำการปลายทางแล้ว ไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเสียก่อนว่า บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับไม่ได้ไปขอรับเงินจึงจะถือได้ว่าโจทก์ไม่ไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๕ เมื่อไปรษณีย์โทรเลขสุราษฎร์ธานีมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ จำเลยที่ ๑ จึงไม่สามารถดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืน และโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ ๑ ตามระเบียบดังกล่าวข้อ ๒๓๖ และไปรษณียนิเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ ข้อ ๒๐๔ ได้ เห็นว่า เดิมระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๖๑ ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ.๒๕๒๖ ข้อ ๒๔๑.๑ กำหนดว่า เมื่อที่ทำการต้นทางได้รับแบบ ธน.๓๑ ท่อนที่ ๑ ซึ่งที่ทำการปลายทางส่งคืนให้ตามข้อ ๒๓๘ ให้ตรวจสอบกับแบบ ธน.๑ (ใบฝากธนาณัติในประเทศ) ของธนาณัติฉบับนั้น หากเป็นรายที่ไม่มีหมายเหตุการออกแบบ ธน. ๑๐ ก. (ใบแทนไปรษณีย์ธนาณัติ) หรือหมายเหตุให้ระงับการจ่ายเงินคืนใด ๆ อย่างกรณีของโจทก์ให้แจ้งผู้ฝากทราบเพื่อรับเงินคืนด้วยแบบ ธน.๔๗ ท่อนที่ ๒ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้ระเบียบดังกล่าวได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๖๑ ว่าด้วย บริการไปรษณีย์ธนาณัติในประเทศ พ.ศ.๒๕๒๖ (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๕๓๕) ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๕ ข้อ ๓ กำหนดให้ที่ทำการต้นทางเพียงแต่ตรวจสอบแบบ ธน.๓๑ ท่อนที่ ๑ ซึ่งได้รับคืนกับแบบ ธน.๑ ของธนาณัติฉบับนั้น และแยกเก็บไว้เพื่อรอการติดต่อขอรับเงินคืนจากผู้ฝากเท่านั้น ทั้งไปรษณียนิเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ ก็มิได้กำหนดให้ที่ทำการต้นทางจะต้องแจ้งให้ผู้ฝากทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากที่จะต้องไปติดต่อขอรับเงินคืนภายในกำหนดเวลาตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๕ เมื่อโจทก์ผู้ฝากไม่ได้ไปขอรับเงินคืนในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงดำเนินการประกาศโฆษณากำหนดระยะเวลาให้โจทก์ไปขอรับเงินคืนและโอนเงินธนาณัติที่โจทก์ฝากส่งเป็นของจำเลยที่ ๑ เพราะโจทก์ไม่ไปขอรับเงิน ตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ฉบับที่ ๖๑ ข้อ ๒๓๖ และไปรษณียนิเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ ข้อ ๒๐๔ ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.

นายพรเทพ ศิริมหาพฤกษ์ ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม. 34 (2)
ป.พ.พ. ม. 1366
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
อุบลสถิตย์ — นางสาวรัชนี
กับพวก — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายนพรัตน์ บุญจร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4002/2545
#46530
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งลงนามแทนโดย ส. กับ ช. แต่ในขณะตกลงว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 นั้น ส. หรือกรรมการอื่นในบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังมิได้เข้าไปเป็นกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 4 แต่เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 4 ในภายหลัง ส. จึงกระทำการในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น แต่ตามข้อบังคับบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กำหนดให้มีกรรมการบริษัท 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัท จึงจะสามารถกระทำกิจการต่าง ๆ ผูกพันบริษัทได้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีหนังสือมอบอำนาจให้ ส. ไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่ ส. ไปเจรจาตกลงว่าจ้างโจทก์ รวมทั้งทำหนังสือยืนยันข้อตกลงโดยลงลายมือชื่อร่วมกับ ช. ซึ่งขณะนั้น ช. ก็ยังไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้างและขอเบิกเงินค่าตอบแทนกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เชิด ส. ให้เป็นตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 3 สัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2และที่ 3 เท่านั้น

แม้เอกสารหมาย จ.7 จะกล่าวถึงจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือ และจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ถือว่าการกระทำของบริษัทหนึ่ง ให้มีผลผูกพันบริษัทในเครือด้วย เมื่อบริษัทในเครือแต่ละบริษัทได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน การกระทำกิจการใด ๆ หรือการทำนิติกรรมใด ๆ ของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดมีผลผูกพันบริษัทหรือไม่ ก่อให้เกิดหน้าที่และความรับผิดชอบเพียงใด ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณี เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธว่า ส. หรือจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้ไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 และไม่มีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์เชิด ส. หรือจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 การที่บริษัท อ. เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของจำเลยที่ 4 จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 ถือเอาประโยชน์จากการเป็นตัวแทนของ ส. ได้ สัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 จึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 30 ได้ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อใช้บังคับในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ โดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกา ซึ่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540ข้อ 31 ศาลมีอำนาจอนุญาตให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนำผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ เมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อข้อกำหนดดังกล่าวได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ค. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาแทนการนำ ค. มาเบิกความต่อศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาการบริหารกิจการและการจัดการธุรกิจทั่วไปแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นทั่วโลก โดยใช้ชื่อในการประกอบธุรกิจว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์คอนซัลติง (Hainbok International Management Consulting) และได้จดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทยนายสุรเดช มุขยางกูร ในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการสรรหาผู้ร่วมลงทุนจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อการลงทุนในธุรกิจการโทรคมนาคมและการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยตกลงให้ค่าจ้างแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งค่าตอบแทนอีกจำนวนร้อยละของจำนวนเงินลงทุนที่ผู้ร่วมลงทุนได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัทจำเลยทั้งสี่จากการให้คำปรึกษาและการให้บริการของโจทก์ ต่อมาบริษัทในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหลายบริษัทสนใจลงทุนในธุรกิจการโทรคมนาคมและการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมกับกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์ชี้ช่อง และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 นายสุรเดชในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ได้ทำหนังสือยืนยันการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว จากการโจทก์ได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ และเข้าร่วมในการเจรจากับผู้บริหารของวิสาหกิจสัญชาติเกาหลีที่สนใจเข้าร่วมลงทุนในกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่จนเป็นผลให้บริษัทจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมลงทุนในบริษัทจำเลยที่ 4 เป็นเงินทั้งสิ้น 150,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดในการจ่ายเงินค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของงานตามสัญญาในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินดังกล่าวคิดเป็นเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสี่แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำนวน 217,500 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 3,217,500 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจตามคำฟ้อง และไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ สัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำกับเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติงตามคำฟ้องไม่ได้มีข้อตกลงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เป็นความตกลงในเรื่องอื่น นายสุรเดชมุขยางกูร ไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มบริษัทและไม่ได้ลงนามในสัญญาในฐานะตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในการทำสัญญาตามคำฟ้องระบุชัดเจนว่านายสุรเดชทำในนามจำเลยที่ 1 สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง เดิมเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ได้ทำสัญญาที่มีข้อตกลงเดียวกันกับบริษัทจำเลยที่ 2 แต่การรับเป็นที่ปรึกษาดังกล่าวเป็นการทำงานให้บุคคลที่มีธุรกิจแข่งขันกันในลักษณะมีผลประโยชน์ขัดกัน ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามกฎหมายไทย เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จึงขอให้นายสุรเดช เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 เพื่ออำพรางบุคคลที่สาม โจทก์ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยแนะนำหรือให้คำปรึกษาใด ๆ หรือร่วมเจรจาในการแสวงหาผู้ร่วมลงทุนให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่เคยจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ ไม่มีบริษัทเกาหลีมาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 4 จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลยอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริงจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือกับบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 และไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 2 ไม่เคยมอบอำนาจหรือมอบหมายให้นายสุรเดช มุขยางกูร เป็นตัวแทนในการตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษากลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ การที่นายสุรเดชทำหนังสือยืนยันการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเป็นเรื่องของนายสุรเดชและ/หรือจำเลยที่ กับโจทก์เท่านั้น มิได้ทำในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าว นอกจากนี้เงื่อนไขในสัญญาระบุชัดเจนว่าการที่จ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษานั้นไม่รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกิจการระบบดาวเทียมที่จำเลยที่ 1 อาจมีผลประโยชน์ ดังนั้น หากจะตีความว่านายสุรเดชได้กระทำไปในฐานะเป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ จะเห็นได้ว่ากลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่มิได้หมายความรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วย เพราะจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการระบบดาวเทียมอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 2 เคยส่งเงินค่าจ้างและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ มิได้เป็นการจ่ายเงินตามสัญญาว่าจ้างท้ายคำฟ้อง แต่เป็นการจ่ายค่าจ้างและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ หรือเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ตามสัญญาว่าจ้างที่จำเลยที่ 2 ได้เคยทำไว้ ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2539 ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อเนื่องกับสัญญาว่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับฝ่ายโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าตอบแทนตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง และหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือกับจำเลยที่ 1 หรือจำเลยอื่น ๆ จำเลยที่ 3 ไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 สัญญาว่าจ้างตามคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจ 2 คน และประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 3 สัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่ได้แนะนำให้จำเลยที่ 3 รู้จักกับวิสาหกิจสัญชาติเกาหลี และโจทก์ไม่ได้เข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ในการเจรจากับวิสาหกิจสัญชาติเกาหลีให้มาลงทุนในบริษัทจำเลยที่ 4 การลงทุนของวิสาหกิจสัญชาติเกาหลีหากจะมีจริงก็ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อิเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หนังสือมอบอำนาจในการฟ้องคดีไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง จำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือกับบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 4 ไม่ได้มอบอำนาจหรือมอบหมายให้นายสุรเดช มุขยางกูร เป็นตัวแทนในการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเป็นเรื่องของนายสุรเดชและ/หรือจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไม่ได้ทำในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4การที่บริษัทจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทจำเลยที่ 4 ตามคำฟ้อง มิใช่เป็นผลสำเร็จจากการทำหน้าที่ให้บริการและคำปรึกษาของโจทก์ และมิใช่เป็นผลสำเร็จจากการเจรจาหรือแนะนำของโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าตอบแทนหรือเงินใด ๆ ตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้600,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นอันดับแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำสืบถึงกฎหมายของมลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าโจทก์สืบไม่ได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการในนามของเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จำกัด ในฐานะส่วนตัวไม่ใช่นิติบุคคล จำเลยที่ 2และที่ 4 อุทธรณ์ว่า โจทก์สืบไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หนังสือรับรอง คำรับรอง ใบอนุญาตประกอบการและประกอบอาชีพ และใบอนุญาตครอบครองที่อยู่พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์มีอำนาจกระทำแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง มิได้มีหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จดทะเบียนเป็นองค์กรที่ปรึกษาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโดยมีโจทก์เป็นเจ้าของและมีอำนาจกระทำการแทนองค์กรแต่ผู้เดียว ตามคำรับรองพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.2 แล้ว เป็นแบบพิมพ์ของสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ตแห่งเมืองแฟร์แฟซ์ มลรัฐเวอร์จีเนีย (The office of the Clerk the Circuit Court of Fairfax county, Virginia) ซึ่งเป็นคำรับรองของบุคคลผู้ประกอบกิจการอยู่ภายในเขตมลรัฐเวอร์จิเนียโดยใช้นามสมมติหรือนามที่ตั้งขึ้น ซึ่งมีข้อความว่า โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าขอให้คำรับรองตามบทบัญญัติในมาตรา 59.1-69 ของกฎหมายแห่งมลรัฐเวอร์จิเนีย ปี 2493 ว่า ข้าพเจ้าประกอบกิจการที่ปรึกษาด้านการจัดการ อยู่ที่เลขที่ 7915 ทาวเวอร์เบล คอร์ต (Towerbell court) เมืองอันนันเดล (Annandale) มลรัฐเวอร์จิเนีย 22003 โดยใช้ชื่อ เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หาได้มีบุคคลอื่นใดมีสิทธิประโยชน์ไม่ว่าในลักษณะใดก็ตามในกิจการดังกล่าวและข้าพเจ้าเป็นเจ้าของและผู้ถือกรรมสิทธิ์ในกิจการดังกล่าวโดยสมบูรณ์แต่เพียงผู้เดียว โดยมีโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้คำรับรอง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 และมีผู้ช่วยนายทะเบียนสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ตลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของโจทก์ กับมีนายทะเบียนสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ตโดยผู้ช่วยนายทะเบียนได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าได้มีการจดบันทึกคำรับรองดังกล่าว นอกจากนี้คำรับรองเอกสารหมาย จ.2 ยังมีผู้ช่วยนายทะเบียนสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ต เมืองแฟร์แฟกซ์ มลรัฐเวอร์จิเนีย ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องและประทับตราสำคัญของสำนักงานดังกล่าว โดยระบุว่าเอกสารต้นฉบับเก็บไว้ที่สำนักงานนั้น ฝ่ายจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบหักล้างเอกสารหมาย จ.2 หรือข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าว ทั้งพฤติการณ์ของฝ่ายจำเลยในการติดต่อหรือทำสัญญากับเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติงเช่น ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 หรือ จ.7 เป็นการติดต่อหรือทำสัญญากับโจทก์ในฐานะผู้แทนของเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง แต่เพียงผู้เดียว หรือการที่จำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าได้มีการทำสัญญากับเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ตามเอกสารหมาย ล.1 และ จ.7 ซึ่งโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง แต่ผู้เดียว ตามที่จำเลยทั้งสี่นำสืบ เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับถึงสถานะของโจทก์ว่าโจทก์คือผู้แทนของเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาการบริหารกิจการ โดยใช้ชื่อทางธุรกิจว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ทั้งโจทก์ไม่จำเป็นต้องนำสืบถึงกฎหมายแห่งมลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันว่าจ้างโจทก์ให้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและสรรหาผู้ลงทุนตามคำฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงพร้อมคำแปลว่า นายคริสโตเฟอร์วิซาส ที่ปรึกษาฝ่ายกลยุทธและการเงินบริษัทจำเลยที่ 1 ได้แนะนำให้โจทก์รู้จักกับนายสุรเดช มุขยางกูร และนายสุรเดชตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายกลยุทธแก่จำเลยทั้งสี่ในเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยเน้นการทำงานกับจำเลยที่ 2 แต่จะช่วยเหลือบริษัทอื่นในเครือของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยโจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โจทก์ได้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2539 โดยเดินทางไปที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อศึกษานโยบายของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีเกี่ยวกับนิติบุคคลต่างชาติที่ประกอบการแพร่สัญญาณทางดาวเทียม และศึกษาว่ามีบริษัทใดบ้างทำธุรกิจประเภทนี้ ต่อจากนั้นโจทก์ก็ได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทโคเรีย เทเลคอม จำกัด และบริษัทลัคกี้ โกลด์สตาร์ จำกัด โดยมีผู้แทนของจำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมด้วยและได้มีการประชุมต่อมาอีกหลายครั้ง โจทก์ได้เสนอข้อแนะนำแก่นายสุรเดชเรื่องการดึงเอาบริษัทในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาร่วมลงทุนในกิจการของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งให้ปรึกษาแก่จำเลยทั้งสี่ทางโทรศัพท์และโทรสารหลายครั้ง และผลการปฏิบัติงานของโจทก์สามารถดึงบริษัทเอสเค เทเลคอม จำกัด จากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีทำสัญญาซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 4 เป็นจำนวน 150,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนธันวาคม 2539 ซึ่งในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่กลุ่มบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าจ้างและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์หลายครั้งตามเอกสารพร้อมคำแปลหมาย จ.29 ถึง จ.35 ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้ทำหนังสือยืนยันข้อตกลงว่าจ้างโจทก์ด้วยวาจา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.7 และได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ก่อนทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โจทก์เคยทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 หลังจากทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 แล้ว โจทก์ไม่เคยได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 อีกเลย ในข้อนี้โจทก์มีนายซังกิล ซอนนี่ คิม ซึ่งเคยทำงานและเป็นกรรมการบริษัทอยู่ในบริษัทเอสเค เทเลคอม จำกัด มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงพร้อมคำแปลว่า โจทก์ได้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและจัดหาผู้มาลงทุนในบริษัทจำเลยทั้งสี่ กับมีนางสาวแอน วรรณประทีป ทนายโจทก์ และนายเชษฐ เชษฐสันติคุณมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างเป็นบริษัทในเครือเดียวกันและนายสุรเดชเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสี่ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาและสรรหาผู้ลงทุน มีหลักฐานเป็นหนังสือตามบันทึกยืนยันข้อตกลง 2 ฉบับ คือเอกสารหมาย ล.1 และ จ.7 บันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งลงนามแทนโดยนายสุรเดชกับนายเชษฐ ส่วนบันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นการลงนามระหว่างโจทก์กับนายสุรเดชในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 ข้อตกลงทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญทำนองเดียวกันคือว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาและสรรหาผู้ลงทุนในอัตราค่าตอบแทนเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นว่า นายสุรเดชแต่ผู้เดียวเป็นผู้เจรจาด้วยวาจาตกลงว่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เริ่มแรกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ขณะนั้นจำเลยที่ 4 ยังใช้ชื่อว่า บริษัทเซ็นจูรี่ ยูนิเทคแอนด์คอนซัลเทนท์ จำกัด และนายสุรเดชหรือกรรมการอื่นของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้เข้าไปเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นในขณะตกลงว่าจ้างโจทก์ครั้งแรกนั้น จำเลยที่ 4 ยังมิได้เข้ามาเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 เพิ่งเปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนตัวกรรมการบริษัทเป็นนายสุรเดชกับพวกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 นายสุรเดชจึงกระทำการในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น แต่ตามข้อบังคับบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กำหนดให้มีกรรมการบริษัท 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัท จึงจะสามารถทำกิจการต่าง ๆ ผูกพันบริษัทได้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีหนังสือมอบอำนาจให้นายสุรเดชไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่นายสุรเดชไปเจรจาตกลงว่าจ้างโจทก์ รวมทั้งทำหนังสือยืนยันข้อตกลงโดยลงลายมือชื่อร่วมกับนายเชษฐซึ่งขณะนั้นนายเชษฐก็ยังไม่เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้างและขอเบิกเงินค่าตอบแทนกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เชิดนายสุรเดชให้เป็นตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 3 สัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3เท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า สัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย ล.1 มีกำหนดเวลา 1 ปี หรือเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแก่กัน และเมื่อโจทก์ได้ขอเบิกเงินค่าจ้างประจำเดือนมิถุนายน 2539 แล้ว โจทก์ก็มิได้เบิกเงินค่าจ้างอีกเลยจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2539 โจทก์กับนายสุรเดชก็ลงลายมือชื่อในบันทึกเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าและหาผู้ร่วมดำเนินกิจการด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ยกเว้นเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในระบบดาวเทียม ตกลงค่าจ้างเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของงานในอัตราร้อยละ 1 ของเงินที่นำมาลงทุนโดยโจทก์เป็นผู้แนะนำ และร้อยละ 2 ของเงินที่นำมาลงทุนโดยโจทก์ไม่เพียงแนะนำแต่ได้เข้าร่วมเจรจาด้วย สัญญาว่าจ้างเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 มีกำหนด 1 ปี หรือเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแก่กันตามสัญญาเอกสารหมาย จ.7 ได้ความจากคำเบิกความของนายเชษฐซึ่งเคยเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 พยานโจทก์ว่า ตอนแรกโจทก์ให้คำปรึกษาในการหาผู้ร่วมลงทุนในโครงการดาวเทียมและโครงการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม แต่เนื่องจากขณะนั้นโจทก์มีสัญญาเป็นที่ปรึกษาโครงการดาวเทียมของบริษัทไอไรออน จำกัด ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงเรื่องการรับจ้างทำงานอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันด้วย จึงทำให้โจทก์ต้องระงับการให้คำปรึกษาแก่จำเลยที่ 2 นายสุรเดชกับนายคริสโตเฟอร์ วิซาส จึงแจ้งให้พยานทราบว่าโจทก์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เป็นบริษัทจำเลยที่ 4 และนายเชษฐเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถามค้านว่า ได้มีการจ่ายเงินเดือนในเดือนสุดท้ายให้แก่โจทก์คือเดือนมิถุนายน 2539 เนื่องจากโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นที่ปรึกษาให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ขัดกับบริษัทไอไรออน จำกัด ซึ่งคำเบิกความของนายเชษฐในข้อนี้เจือสมกับคำเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายจเรรัฐ ปิงคลาศัย กรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ที่ให้ถ้อยคำว่าหลังจากโจทก์เบิกเงินค่าจ้างประจำเดือนมิถุนายน 2539 แล้ว โจทก์มิได้เบิกเงินค่าจ้างตามสัญญาเอกสารหมาย ล.1 อีกเลย เพราะโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นที่ปรึกษา เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความในบันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.7 ที่มีการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาด้านคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ยกเว้นด้านเกี่ยวข้องกับระบบดาวเทียมแล้ว จึงมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย ล.1 กันไปแล้วหลังจากเดือนมิถุนายน 2539 นายสุรเดชกับโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างกันใหม่ตามบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 ดังนั้น สัญญาตามเอกสารหมาย จ.7 จึงมีผลผูกพันคู่สัญญาอย่างสมบูรณ์ มิใช่นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาตามเอกสารหมาย ล.1 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ และตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างให้โจทก์เป็นที่ปรึกษาและจัดหาผู้ร่วมลงทุนจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่จำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือ โดยลงลายมือชื่อของนายสุรเดชในฐานะประธานฝ่ายกิจการสื่อสารและเทคโนโลยีบริษัทจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แม้นายสุรเดชจะเป็นเพียงกรรมการบริษัทคนหนึ่งในบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อแต่เพียงลำพังเพื่อให้ผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การปฏิเสธว่านายสุรเดชไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 1 และมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาว่าจ้างตามบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งตรงกับสำเนาสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 14 กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ตกลงว่าจ้างโจทก์ตามบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 แม้ในบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.7 จะมีข้อความกล่าวถึงจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือและโจทก์ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงว่าบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ก็คือจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ถือว่าการกระทำของบริษัทหนึ่งให้มีผลผูกพันบริษัทในเครือด้วย เมื่อบริษัทในเครือแต่ละบริษัทได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันการกระทำกิจการใด ๆ หรือการทำนิติกรรมใด ๆ ของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดมีผลผูกพันบริษัทหรือไม่ ก่อให้เกิดหน้าที่และความรับผิดชอบเพียงใด ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณี เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธว่า นายสุรเดชหรือจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้ไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 และไม่มีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์เชิดนายสุรเดชหรือจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 การที่บริษัทเอสเค เทเลคอม จำกัด เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 4 จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 ถือเอาประโยชน์จากการเป็นตัวแทนของนายสุรเดชได้ สัญญาว่าจ้างโจทก์ตามคำฟ้องจึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 แต่ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า.. จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ว่านายคริสโตเฟอร์ วิซาส มิได้มาเบิกความเป็นพยานต่อศาล จึงต้องห้ามมิให้รับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษต่างหากจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เว้นแต่กระบวนพิจารณาใดมิได้บัญญัติไว้ จึงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม ตามมาตรา 26 ทั้งมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในการออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อใช้บังคับในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ โดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกา ซึ่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 31 ศาลมีอำนาจอนุญาตให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนำผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้เมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนคดีนี้ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายคริสโตเฟอร์ วิซาส แทนการนำนายคริสโตเฟอร์ วิซาสมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายคริสโตเฟอร์ วิซาส เป็นพยานหลักฐานได้ แต่จะมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพียงใดนั้นข้อกำหนดดังกล่าวข้อ 38 ระบุว่า ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะและแหล่งที่มาของบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย ดังนั้น บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายคริสโตเฟอร์ วิซาส จึงมิได้ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 113
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไต-ยอง ไซมอน คิมหรือไซมอน ไต-ยอง คิม
จำเลย — บริษัท เดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา