คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4002/2545
#99703
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งลงนามแทนโดย ส. กับ ช. แต่ในขณะตกลงว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 นั้น ส.หรือกรรมการอื่นในบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังมิได้เข้าไปเป็นกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 4 แต่เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการในบริษัทจำเลยที่ 4 ในภายหลัง ส. จึงกระทำการในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น แต่ตามข้อบังคับบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กำหนดให้มีกรรมการบริษัท 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัท จึงจะสามารถกระทำกิจการต่าง ๆ ผูกพันบริษัทได้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีหนังสือมอบอำนาจให้ ส. ไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่ส.ไปเจรจาตกลงว่าจ้างโจทก์ รวมทั้งทำหนังสือยืนยันข้อตกลงโดยลงลายมือชื่อร่วมกับ ช. ซึ่งขณะนั้น ช. ก็ยังไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้างและขอเบิกเงินค่าตอบแทนกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ได้เชิด ส. ให้เป็นตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ 2 และที่ 3 สัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.1 จึงผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น

แม้เอกสารหมาย จ.7จะกล่าวถึงจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือ และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ถือว่าการกระทำของบริษัทหนึ่ง ให้มีผลผูกพันบริษัทในเครือด้วย เมื่อบริษัทในเครือแต่ละบริษัทได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน การกระทำกิจการใด ๆ หรือการทำนิติกรรมใด ๆ ของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดมีผลผูกพันบริษัทหรือไม่ ก่อให้เกิดหน้าที่และความรับผิดชอบเพียงใด ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณี เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธว่า ส.หรือจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้ไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมายจ.7 และไม่มีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์เชิด ส. หรือจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 การที่บริษัท อ. เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของจำเลยที่ 4 จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 ถือเอาประโยชน์จากการเป็นตัวแทนของ ส. ได้ สัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 จึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 30ได้ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานเพื่อใช้บังคับในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ โดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกา ซึ่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 31 ศาลมีอำนาจอนุญาตให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนำผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้เมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อข้อกำหนดดังกล่าวได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำ ป.วิ.พ.มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ค. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาแทนการนำ ค. มาเบิกความต่อศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาการบริหารกิจการและการจัดการธุรกิจทั่วไปแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นทั่วโลก โดยใช้ชื่อในการประกอบธุรกิจว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง (Hainbok International Management Consulting) และได้จดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย นายสุรเดช มุขยางกูร ในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการสรรหาผู้ร่วมลงทุนจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อการลงทุนในธุรกิจการโทรคมนาคมและการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยตกลงให้ค่าจ้างแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งค่าตอบแทนอีกจำนวนร้อยละของจำนวนเงินลงทุนที่ผู้ร่วมลงทุนได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัทจำเลยทั้งสี่จากการให้คำปรึกษาและการให้บริการของโจทก์ ต่อมาบริษัทในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหลายบริษัทสนใจลงทุนในธุรกิจการโทรคมนาคมและการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมกับกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์ชี้ช่อง และเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ นายสุรเดชในฐานะตัวแทนของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ได้ทำหนังสือยืนยันการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว จากการที่โจทก์ได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ และเข้าร่วมในการเจรจากับผู้บริหารของวิสาหกิจสัญชาติเกาหลีที่สนใจเข้าร่วมลงทุนในกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่จนเป็นผลให้บริษัทจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมลงทุนในบริษัทจำเลยที่ ๔ เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดในการจ่ายเงินค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของงานตามสัญญาในอัตราร้อยละ ๒ ของจำนวนเงินดังกล่าวคิดเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสี่แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำนวน ๒๑๗,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน ๓,๒๑๗,๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจตามคำฟ้อง และไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ สัญญาที่จำเลยที่ ๑ ทำกับเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ตามคำฟ้องไม่ได้มีข้อตกลงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เป็นความตกลงในเรื่องอื่น นายสุรเดช มุขยางกูรไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มบริษัทและไม่ได้ลงนามในสัญญาในฐานะตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในการทำสัญญาตามคำฟ้องระบุชัดเจนว่านายสุรเดชทำในนามจำเลยที่ ๑ สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง เดิมเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ได้ทำสัญญาที่มีข้อตกลงเดียวกันกับบริษัทจำเลยที่ ๒ แต่การรับเป็นที่ปรึกษาดังกล่าวเป็นการทำงานให้บุคคลที่มีธุรกิจแข่งขันกัน ในลักษณะมีผลประโยชน์ขัดกัน ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามกฎหมายไทย เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จึงขอให้นายสุรเดช เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ ๒ เพื่ออำพรางบุคคลที่สาม โจทก์ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่เคยแนะนำหรือให้คำปรึกษาใด ๆ หรือร่วมเจรจาในการแสวงหาผู้ร่วมลงทุนให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ ไม่มีบริษัทเกาหลีมาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๔ จากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำเลยอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือกับบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ และไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยมอบอำนาจหรือมอบหมายให้นายสุรเดช มุขยางกูร เป็นตัวแทนในการตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษากลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ การที่นายสุรเดชทำหนังสือยืนยันการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเป็นเรื่องของนายสุรเดชและ/หรือจำเลยที่ ๑ กับโจทก์เท่านั้น มิได้ทำในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าว นอกจากนี้เงื่อนไขในสัญญาระบุชัดเจนว่าการที่จ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษานั้นไม่รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกิจการระบบดาวเทียมที่จำเลยที่ ๑ อาจมีผลประโยชน์ ดังนั้น หากจะตีความว่านายสุรเดชได้กระทำไปในฐานะเป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ จะเห็นได้ว่ากลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่มิได้หมายความรวมถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย เพราะจำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการระบบดาวเทียมอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ ๒ เคยส่งเงินค่าจ้างและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ มิได้เป็นการจ่ายเงินตามสัญญาว่าจ้างท้ายคำฟ้อง แต่เป็นการจ่ายค่าจ้างและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ หรือเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ตามสัญญาว่าจ้างที่จำเลยที่ ๒ ได้เคยทำไว้ ฉบับลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๙ ซิ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อเนื่องกับสัญญาว่าจ้างที่จำเลยที่ ๑ ได้ทำไว้กับฝ่ายโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินค่าตอบแทนตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง และหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๓ ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือกับจำเลยที่ ๑ หรือจำเลยอื่น ๆ จำเลยที่ ๓ ไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ สัญญาว่าจ้างตามคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจ ๒ คน และประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๓ สัญญาดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ ๓ โจทก์ไม่ได้แนะนำให้จำเลยที่ ๓ รู้จักกับวิสาหกิจสัญชาติเกาหลี และโจทก์ไม่ได้เข้าร่วมกับจำเลยที่ ๓ ในการเจรจากับวิสาหกิจสัญชาติเกาหลีให้มาลงทุนในบริษัทจำเลยที่ ๔ การลงทุนของวิสาหกิจสัญชาติเกาหลีหากจะมีจริงก็ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ ๓ จ่ายเงินค่าตอบแทนให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หนังสือมอบอำนาจในการฟ้องคดีไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง จำเลยที่ ๔ ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือกับบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ และไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ ๔ ไม่ได้มอบหมายอำนาจหรือมอบหมายให้นายสุรเดช มุขยางกูร เป็นตัวแทนในการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาเป็นเรื่องของนายสุรเดชและ/หรือจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ ไม่ได้ทำในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๔ ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๔ การที่บริษัทจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทจำเลยที่ ๔ ตามคำฟ้อง มิใช่เป็นผลสำเร็จจากการทำหน้าที่ให้บริการและคำปรึกษาของโจทก์ และมิใช่เป็นผลสำเร็จจากการเจรจาหรือแนะนำของโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ ๔ ชำระเงินค่าตอบแทนหรือเงินใด ๆ ตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๖๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นอันดับแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำสืบถึงกฎหมายของมลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือว่าโจทก์สืบไม่ได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการในนามของเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จำกัด ในฐานะส่วนตัวไม่ใช่นิติบุคคล จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์ว่า โจทก์สืบไม่ได้ว่าโจทก์มีอำนาจกระทำการแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หนังสือรับรอง คำรับรอง ใบอนุญาตประกอบการและประกอบอาชีพ และใบอนุญาตครอบครองที่อยู่พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๑ ถึง จ.๔ ไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์มีอำนาจกระทำแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง มิได้มีหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง จดทะเบียนเป็นองค์กรที่ปรึกษาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีโจทก์เป็นเจ้าของและมีอำนาจกระทำการแทนองค์กรแต่ผู้เดียว ตามคำรับรองพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๒ ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.๒ แล้ว เป็นแบบพิมพ์ของสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ตแห่งเมืองแฟร์แฟกซ์ มลรัฐเวอร์จิเนีย (The office of the Clerk the Circuit Court of Fairfax county, Virginia) ซึ่งเป็นคำรับรองของบุคคลผู้ประกอบกิจการอยู่ภายในเขตมลรัฐเวอร์จิเนียโดยใช้นามสมมติหรือนามที่ตั้งขึ้น ซึ่งมีข้อความว่า โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าขอให้คำรับรองตามบทบัญญัติในมาตรา ๕๙.๑-๖๙ ของกฎหมายแห่งมลรัฐเวอร์จิเนีย ปี ๒๔๙๓ ว่า ข้าพเจ้าประกอบกิจการที่ปรึกษาด้านการจัดการ อยู่ที่เลขที่ ๗๙๑๕ ทาวเวอร์เบล คอร์ต (Towerbell court) เมืองอันนันเดล (Annandale) มลรัฐเวอร์จิเนีย ๒๒๐๐๓ โดยใช้ชื่อ เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง หาได้มีบุคคลอื่นใดมีสิทธิประโยชน์ไม่ว่าในลักษณะใดก็ตามในกิจการดังกล่าว และข้าพเจ้าเป็นเจ้าของและผู้ถือกรรมสิทธิ์ในกิจการดังกล่าวโดยสมบูรณ์แต่เพียงผู้เดียว โดยมีโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้คำรับรอง เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๙ และมีผู้ช่วยนายทะเบียนสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ตลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของโจทก์ กับมีนายทะเบียนสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ตโดยผู้ช่วยนายทะเบียนได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าได้มีการจดบันทึกคำรับรองดังกล่าว นอกจากนี้คำรับรองเอกสารหมาย จ.๒ ยังมีผู้ช่วยนายทะเบียนสำนักงานนายทะเบียนประจำศาลเซอร์กิตคอร์ต เมืองแฟร์แฟกซ์ มลรัฐเวอร์จิเนีย ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องและประทับตราสำคัญของสำนักงานดังกล่าว โดยระบุว่าเอกสารต้นฉบับเก็บไว้ที่สำนักงานนั้น ฝ่ายจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบหักล้างเอกสารหมาย จ.๒ หรือข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าว ทั้งพฤติการณ์ของฝ่ายจำเลยในการติดต่อหรือทำสัญญากับเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง เช่น ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.๑ หรือ จ.๗ เป็นการติดต่อหรือทำสัญญากับโจทก์ในฐานะผู้แทนของเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติงแต่เพียงผู้เดียว หรือการที่จำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าได้มีการทำสัญญากับเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ตามเอกสารหมาย ล.๑ และ จ.๗ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง แต่ผู้เดียว ตามที่จำเลยทั้งสี่นำสืบ เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับถึงสถานะของโจทก์ว่าโจทก์คือผู้แทนของเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ประกอบธุรกิจบริการให้คำปรึกษาการบริหารกิจการ โดยใช้ชื่อทางธุรกิจว่า เฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเฮนบ็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเมนต์ คอนซัลติง ทั้งโจทก์ไม่จำเป็นต้องนำสืบถึงกฎหมายแห่งมลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันว่าจ้างโจทก์ให้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและสรรหาผู้ลงทุนตามคำฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงพร้อมคำแปลว่า นายคริสโตเฟอร์วิซาส ที่ปรึกษาฝ่ายกลยุทธและการเงินบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้แนะนำให้โจทก์รู้จักกับนายสุรเดช มุขยางกูร และนายสุรเดชตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายกลยุทธแก่จำเลยทั้งสี่ในเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยเน้นการทำงานกับจำเลยที่ ๒ แต่จะช่วยเหลือบริษัทอื่นในเครือของจำเลยที่ ๑ ด้วย โดยโจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โจทก์ได้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โดยเดินทางไปที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อศึกษานโยบายของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีเกี่ยวกับนิติบุคคลต่างชาติที่ประกอบการแพร่สัญญาณทางดาวเทียม และศึกษาว่ามีบริษัทใดบ้างทำธุรกิจประเภทนี้ ต่อจากนั้นโจทก์ก็ได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทโคเรีย เทเลคอม จำกัด และบริษัทลัคกี้ โกลด์สตาร์ จำกัด โดยมีผู้แทนของจำเลยที่ ๒ เข้าร่วมประชุมด้วยและได้มีการประชุมต่อมาอีกหลายครั้ง โจทก์ได้เสนอข้อแนะนำแก่นายสุรเดชเรื่องการดึงเอาบริษัทในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาร่วมลงทุนในกิจการของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่จำเลยทั้งสี่ทางโทรศัพท์และโทรสารหลายครั้ง และผลการปฏิบัติงานของโจทก์สามารถดึงบริษัทเอสเค เทเลคอม จำกัด จากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีทำสัญญาซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๔ เป็นจำนวน ๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่กลุ่มบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าจ้างและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์หลายครั้งตามเอกสารพร้อมคำแปลหมาย จ.๒๙ ถึง จ.๓๕ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้ทำหนังสือยืนยันข้อตกลงว่าจ้างโจทก์ด้วยวาจา เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๗ และได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ ๓ ถามค้านว่า ก่อนทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ โจกท์เคยทำสัญญากับจำเลยที่ ๒ ตามเอกสารหมาย ล.๑ หลังจากทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๗ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ แล้ว โจทก์ไม่เคยได้รับเงินจากจำเลยที่ ๒ อีกเลย ในข้อนี้โจทก์มีนายซังกิล ซอนนี่ คิม ซึ่งเคยทำงานและเป็นกรรมการบริษัทอยู่ในบริษัทเอสเค เทเลคอม จำกัด มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงพร้อมคำแปลว่า โจทก์ได้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและจัดหาผู้มาลงทุนในบริษัทจำเลยทั้งสี่ กับมีนางสาวแอน วรรณประทีป ทนายโจทก์ และนายเชษฐ เชษฐสันติคุณมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ต่างเป็นบริษัทในเครือเดียวกันและนายสุรเดชเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เห็นว่าข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาและสรรหาผู้ลงทุน มีหลักฐานเป็นหนังสือตามบันทึกยืนยันข้อตกลง ๒ ฉบับ คือ เอกสารหมาย ล.๑ และ จ.๗ บันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.๑ มีข้อความเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งลงนามแทนโดยนายสุรเดชกับนายเชษฐ ส่วนบันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๗ ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เป็นการลงนามระหว่างโจทก์กับนายสุรเดชในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ข้อตกลงทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญทำนองเดียวกันคือ ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ให้คำปรึกษาและสรรหาผู้ลงทุนในอัตราค่าตอบแทนเดือนละ ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นว่า นายสุรเดชแต่ผู้เดียวเป็นผู้เจรจาด้วยวาจาตกลงว่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เริ่มแรกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ขณะนั้นจำเลยที่ ๔ ยังใช้ชื่อว่า บริษัทเซ็นจูรี่ ยูนิเทคแอนด์คอนซัลเทนท์ จำกัด และนายสุรเดชหรือกรรมการอื่นของบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เข้าไปเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ในขณะตกลงว่าจ้างโจทก์ครั้งแรกนั้น จำเลยที่ ๔ ยังมิได้เข้ามาเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๔ เพิ่งเปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนตัวกรรมการบริษัทเป็นนายสุรเดชกับพวกเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๙ นายสุรเดชจึงกระทำการในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เท่านั้น แต่ตามข้อบังคับบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กำหนดให้มีกรรมการบริษัท ๒ คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัท จึงจะสามารถทำกิจการต่าง ๆ ผูกพันบริษัทได้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ มีหนังสือมอบอำนาจให้นายสุรเดชไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่นายสุรเดชไปเจรจาตกลงว่าจ้างโจทก์ รวมทั้งทำหนังสือยืนยันข้อตกลงโดยลงลายมือชื่อร่วมกับนายเชษฐซึ่งขณะนั้นนายเชษฐก็ยังไม่เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้างและขอเบิกเงินค่าตอบแทนกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้เชิดนายสุรเดชให้เป็นตัวแทนของบริษัทจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ สัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย ล.๑ จึงผูกพันจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า สัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย ล.๑ มีกำหนดเวลา ๑ ปี หรือเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแก่กัน และเมื่อโจทก์ได้ขอเบิกเงินค่าจ้างประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ แล้ว โจทก์ก็มิได้เบิกเงินค่าจ้างอีกเลย จนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ โจทก์กับนายสุรเดชก็ลงลายมือชื่อในบันทึกเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าและหาผู้ร่วมดำเนินกิจการด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ยกเว้นเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในระบบดาวเทียม ตกลงค่าจ้างเดือนละ ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของงานในอัตราร้อยละ ๑ ของเงินที่นำมาลงทุนโดยโจทก์เป็นผู้แนะนำ และร้อยละ ๒ ของเงินที่นำมาลงทุนโดยโจทก์ไม่เพียงแนะนำแต่ได้เข้าร่วมเจรจาด้วย สัญญาว่าจ้างเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ มีกำหนด ๑ ปี หรือเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแก่กัน ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๗ ได้ความจากคำเบิกความของนายเชษฐซึ่งเคยเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๒ พยานโจทก์ว่า ตอนแรกโจทก์ให้คำปรึกษาในการหาผู้ร่วมลงทุนในโครงการดาวเทียมและโครงการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม แต่เนื่องจากขณะนั้นโจทก์มีสัญญาเป็นที่ปรึกษาโครงการดาวเทียมของบริษัทไอไรออน จำกัด ซึ่งสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงเรื่องการรับจ้างทำงานอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันด้วย จึงทำให้โจทก์ต้องระงับการให้คำปรึกษาแก่จำเลยที่ ๒ นายสุรเดชกับนายคริสโตเฟอร์ วิซาส จึงแจ้งให้พยานทราบว่าโจทก์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เป็นบริษัทจำเลยที่ ๔ และนายเชษฐเบิกความตอบทนายจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ถามค้านว่า ได้มีการจ่ายเงินเดือนในเดือนสุดท้ายให้แก่โจทก์คือเดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ เนื่องจากโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นที่ปรึกษาให้แก่จำเลยที่ ๒ ด้วยเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ขัดกับบริษัทไอไรออน จำกัด ซึ่งคำเบิกความของนายเชษฐในข้อนี้เจือสมกับคำเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายจเรรัฐ ปิงคลาศัย กรรมการบริษัทจำเลยที่ ๒ ที่ให้ถ้อยคำว่าหลังจากโจทก์เบิกเงินค่าจ้างประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ แล้ว โจทก์มิได้เบิกเงินค่าจ้างตามสัญญาเอกสารหมาย ล.๑ อีกเลย เพราะโจทก์แจ้งยกเลิกการเป็นที่ปรึกษา เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความในบันทึกยืนยันข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่มีการตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นที่ปรึกษาด้านคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ยกเว้นด้านเกี่ยวข้องกับระบบดาวเทียมแล้ว จึงมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตกลงเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย ล.๑ กันไปแล้ว หลังจากเดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ นายสุรเดชกับโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างกันใหม่ตามบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๗ ดังนั้น สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๗ จึงมีผลผูกพันคู่สัญญาอย่างสมบูรณ์ มิใช่นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาตามเอกสารหมาย ล.๑ ดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ และตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๗ มีข้อความว่า จำเลยที่ ๑ ตกลงว่าจ้างให้โจทก์เป็นที่ปรึกษาและจัดหาผู้ร่วมลงทุนจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่จำเลยที่ ๑ และบริษัทในเครือ โดยลงลายมือชื่อของนายสุรเดชในฐานะประธานฝ่ายกิจการสื่อสารและเทคโนโลยีบริษัทจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ แม้นายสุรเดชจะเป็นเพียงกรรมการบริษัทคนหนึ่งในบริษัทจำเลยที่ ๑ และไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อแต่เพียงลำพังเพื่อให้ผูกพันจำเลยที่ ๑ ได้ แต่จำเลยที่ ๑ ก็มิได้ให้การปฏิเสธว่านายสุรเดชไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ ๑ และมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ทำสัญญาว่าจ้างตามบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๗ ซึ่งตรงกับสำเนาสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๑๔ กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ตกลงว่าจ้างโจทก์ตามบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๗ แม้ในบันทึกยืนยันข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๗ จะมีข้อความกล่าวถึงจำเลยที่ ๑ และบริษัทในเครือและโจทก์ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงว่าบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ ก็คือจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ แต่ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ถือว่าการกระทำของบริษัทหนึ่งให้มีผลผูกพันบริษัทในเครือด้วย เมื่อบริษัทในเครือแต่ละบริษัทได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน การกระทำกิจการใด ๆ หรือการทำนิติกรรมใด ๆ ของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดมีผลผูกพันบริษัทหรือไม่ ก่อให้เกิดหน้าที่และความรับผิดชอบเพียงใด ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วแต่กรณี เมื่อจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การปฏิเสธว่า นายสุรเดชหรือจำเลยที่ ๑ไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ให้ไปทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๗ และไม่มีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มีพฤติการณ์เชิดนายสุรเดชหรือจำเลยที่ ๑เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.๗ การที่บริษัทเอสเค เทเลคอม จำกัด เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๔ จากจำเลยที่ ๑ ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๔ ถือเอาประโยชน์จากการเป็นตัวแทนของนายสุรเดชได้ สัญญาว่าจ้างโจทก์ตามคำฟ้องจึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ ๑ แต่ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า... จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์ว่า นายคริสโตเฟอร์ วิซาส มิได้มาเบิกความเป็นพยานต่อศาล จึงต้องห้ามมิให้รับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษต่างหากจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เว้นแต่กระบวนพิจารณาใดมิได้บัญญัติไว้ จึงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม ตามมาตรา ๒๖ ทั้งมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในการออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการับฟังพยานหลักฐานเพื่อใช้บังคับในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ โดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกา ซึ่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๓๑ ศาลมีอำนาจอนุญาตให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนำผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้เมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนคดีนี้ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายคริสโตเฟอร์ วิซาส แทนการนำนายคริสโตเฟอร์ วิซาสมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายคริสโตเฟอร์ วิซาส เป็นพยานหลักฐานได้ แต่จะมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพียงใดนั้น ข้อกำหนดดังกล่าวข้อ ๓๘ ระบุว่า ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงสภาพ ลักษณะและแหล่งที่มาของบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย ดังนั้น บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายคริสโตเฟอร์ วิซาส จึงมิได้ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานดังที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทั้งสองศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

นายปริญญา ดีผดุง ผู้ช่วยฯ

นายพิชญ์พงศ์ จันทะศรี ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 113
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไต-ยอง ไซมอน คิมหรือไซมอน ไต-ยอง คิม
จำเลย — บริษัท เดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ — นางกรกันยา สุวรรณพาณิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2545
#99653
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมใช้กระดาษที่มีตราครุฑและมีข้อความเป็นตัวพิมพ์ดีดเป็นส่วนใหญ่ กรอกข้อความด้วยลายมือเขียนเฉพาะบ้านเลขที่ วันเดือนปี อายุของเจ้ามรดกทั้งสอง และรายชื่อผู้รับพินัยกรรม มีลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดกทั้งสอง เมื่อปรากฏว่าพินัยกรรมได้ทำเป็นหนังสือลงวันเดือนปีขณะที่ทำ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อไว้ครบถ้วนจึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ.มาตรา 1656

ผู้ทำพินัยกรรมมิได้ระบุชื่อทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก แต่เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก

การที่ ท. คู่สมรสของ ม. ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม เป็นเหตุให้ ม. ไม่อาจเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมนั้นได้ เพราะข้อกำหนดในพินัยกรรมในส่วนของ ม.เป็นโมฆะ แต่ไม่มีกฎหมายห้ามศาลไม่ให้รับฟังคำเบิกความของ ท. และ น. เป็นพยานแต่อย่างใด และข้อกำหนดในพินัยกรรมในส่วนของผู้ร้องยังคงสมบูรณ์ ใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดก

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และตั้งให้ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การที่นายทองเก็บสามีของนางมาลัยผู้รับมรดกตามพินัยกรรมลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเป็นเหตุให้นางมาลัยไม่อาจเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นได้ มิได้มีกฎหมายห้ามศาลไม่ให้รับฟังคำเบิกความของนายทองเก็บและนางมาลัยเป็นพยานแต่อย่างใด ทั้งมีผลให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของนางมาลัยและนางลูกจันทร์ซึ่งนายเหมา กมลมาลย์ ผู้เป็นสามีลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเท่านั้นที่เป็นโมฆะ แต่ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของผู้ร้องยังคงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ส่วนในเรื่องตัวพินัยกรรมซึ่งใช้กระดาษโดยหัวกระดาษมีตราครุฑและมีข้อความเป็นตัวพิมพ์ดีดเป็นส่วนใหญ่ กรอกข้อความด้วยลายมือเขียนเฉพาะบ้านเลขที่ วันเดือนปี อายุของเจ้ามรดกทั้งสองและรายชื่อผู้รับพินัยกรรม มีลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดกทั้งสอง ตลอดจนลายมือชื่อพยานและผู้เขียนครบถ้วนนั้น เห็นว่า แม้หัวกระดาษจะมีตราครุฑก็ไม่ทำให้รูปแบบของพินัยกรรมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อพินัยกรรมได้ทำเป็นหนังสือลงวันเดือนปีขณะที่ทำ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อไว้ครบถ้วน จึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ ส่วนลายมือชื่อของนายผิวผู้เขียนพินัยกรรม พยานผู้ร้องก็ยืนยันว่านายผิวเป็นผู้ลงลายมือชื่อ และข้อที่ว่าข้อความ เนื้อหาและผู้ที่เป็นพยานในพินัยกรรมน่าจะไม่ถูกต้องตามเจตนาของเจ้ามรดกและมิได้ระบุชื่อทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดก เป็นข้อพิรุธว่าเป็นพินัยกรรมที่แท้จริงหรือไม่นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมิใช่ข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าเจ้ามรดกทั้งสองมีเจตนาเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อกำหนดในพินัยกรรมอย่างไร แม้พินัยกรรมจะไม่ระบุชื่อทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก แต่เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๘ วรรคสาม ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก จึงไม่อาจถือเป็นข้อพิรุธอันจะทำให้รับฟังได้ว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. ๒๕ มิใช่พินัยกรรมที่แท้จริงแต่อย่างใด

พิพากษากลับ ให้ตั้งนางส้มโอ สวรรคทัต ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุขหรือสุขหรือศุข ถมยา และนางลำใยหรือใย ถมยา เจ้ามรดกทั้งสองตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 ม. 1653 ม. 1656 ม. 1705
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 95
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางส้มโอ สวรรคฑัต
ผู้คัดค้าน — นายสุวรรณ ถมยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทา ปัทมสูต
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2545
#44802
เปิดฉบับเต็ม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโจทก์เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลได้รับการยกเว้นไม่ต้องติดอากรแสตมป์ตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ในเอกสาร ก็รับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและส่งให้แก่จำเลยเป็นการล่วงหน้าตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 บัญญัติไว้ แต่เอกสารเหล่านั้นเป็นเพียงบันทึกประวัติการเช่าของจำเลย เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดในการที่จำเลยไม่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ระหว่างที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นหนังสือบอกเลิกการเช่าและให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง และเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เช่าอาคารข้างเคียงที่ทำธุรกิจเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งเป็นเอกสารสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานในคดีได้ตามมาตรา 87(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าอาคารเลขที่ 111 และ 113 ล็อก 2 หมอน 37 จากโจทก์เมื่อครบกำหนดจำเลยยังคงครอบครองอาคารของโจทก์ ทั้งไม่ยอมชำระค่าเช่าและค่าเสียหาย โจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่าแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทและชำระค่าเสียหายจำนวน 889,527บาท กับค่าเสียหายวันละ 5,000 บาท ต่ออาคาร 1 คูหา นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดค่าเช่าอัตราเดือนละ450 บาท ต่ออาคาร 1 คูหา จำเลยค้างชำระค่าเช่าโจทก์เป็นระยะเวลา 2 ปี 10 เดือนเป็นเงิน 15,300 บาท ต่อห้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดค่าเสียหายจากจำเลยในอัตราวันละ5,000 บาท เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลา จำเลยยังคงครอบครองอาคารที่เช่าอยู่ถือว่าโจทก์ไม่ทักท้วงและประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปในอัตราเดือนละ 450 บาท ตามสัญญาขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 111 และที่ 113 ล็อค 2 หมอน 37 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 12,500 บาท ต่ออาคาร 1 คูหา นับแต่วันที่ 1สิงหาคม 2538 จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารดังกล่าวคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2522 มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นอธิการบดี และโจทก์มอบอำนาจให้นายธัชชัย ศุภผลศิริฟ้องคดีนี้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม2533 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารของโจทก์เลขที่ 111 และ 113 ล็อก 2 หมอน 37 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2533 ถึงวันที่ 31กรกฎาคม 2538 อัตราค่าเช่าล่วงหน้า 350,000 บาท และค่าเช่ารายเดือนอีกเดือนละ450 บาท โดยทำสัญญาเช่าเป็นหนังสือ แต่สัญญาดังกล่าวสูญหายไปเมื่อประมาณ2539 นับแต่สิ้นสุดสัญญาเช่าจำเลยไม่เคยชำระค่าเช่าให้โจทก์... ที่จำเลยฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 จ.14 และ จ.16โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์และโจทก์ไม่ส่งสำเนาตามเอกสารหมาย จ.7 จ.11 ถึง จ.17ต่อศาลและส่งให้แก่จำเลยก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.16 เป็นเพียงสำเนา ไม่มีลายมือชื่อของผู้เช่า ทำให้จำเลยเสียเปรียบและไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลได้รับการยกเว้นโดยไม่ต้องติดอากรแสตมป์ตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากรพ.ศ. 2481 โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ในเอกสารหมาย จ.5 จ.14 และ จ.16 ก็รับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้และแม้โจทก์จะไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.7 จ.11 ถึง จ.17 ต่อศาล และส่งให้แก่จำเลยเป็นการล่วงหน้าตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่ศาลเห็นว่าเอกสารหมาย จ.7 เป็นเพียงบันทึกประวัติการเช่าของจำเลย เอกสารหมาย จ.11 และ จ.15 เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดในการที่จำเลยไม่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ระหว่างที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ เอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 เป็นหนังสือบอกเลิกการเช่าและให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้าง ส่วนเอกสารหมาย จ.14 จ.16 และ จ.17 เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เช่าอาคารข้างเคียงที่ทำธุรกิจเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งเป็นเอกสารสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2)นอกจากนี้จำเลยได้ให้การรับว่าได้ทำสัญญาเช่าอาคารของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีภาระต้องพิสูจน์และอ้างส่งสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นพยานอีก ฉะนั้น แม้สัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.16 เป็นเพียงสำเนาและไม่มีลายมือชื่อของผู้เช่าก็รับฟังได้ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87
ป.รัษฎากร ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำเลย — นาง จิตร อนันตประยูร
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3993/2545
#47387
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาเข้าร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2535 สัญญาดังกล่าวข้อ 37 ได้ระบุให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 สัญญาดังกล่าวได้ยกเลิกข้อกำหนดเดิมเรื่องการตั้งอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 20พฤศจิกายน 2539 ว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามรับกันแต่เพียงว่า ประเด็นข้อพิพาทเฉพาะเรื่องค่าภาษีเท่านั้นที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งโจทก์สมัครใจเข้าร่วมกระบวนการแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอื่นอีกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องไต่สวนให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มาตรา 10 โดยไม่ทำการไต่สวนก่อนนั้น จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานผิดสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสาร และจำเลยที่ 3 ฐานผิดสัญญาค้ำประกัน โดยขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์เป็นความเสียหายที่เกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2535 เป็นข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ ที่ได้มีการตกลงในสัญญาดังกล่าวให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการและฝ่ายโจทก์สมัครใจเข้าร่วมกระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการแล้ว เป็นคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 61/2541 ของสำนักงานอนุญาโตตุลาการโดยโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านข้อพิพาทตามกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการและแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการของฝ่ายโจทก์เพื่อระงับข้อพิพาทดังกล่าว ทั้งสำนักงานอนุญาโตตุลาการได้นัดพร้อมสอบถามผลการประนีประนอมในวันที่ 5 เมษายน 2542 เวลา 9.30 นาฬิกา จึงชอบที่จะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ขอให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันใหม่ตามสัญญาเลขที่ ชบ.31/2539ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลักคือสัญญาที่ ชบ.55/2535ลงวันที่ 3 กันยายน 2535 ทั้งสัญญาเลขที่ ชบ.31/2539 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539ไม่มีข้อสัญญาว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทให้คู่กรณีตั้งอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามข้อสัญญาได้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ให้คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาเข้าร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2535 สัญญาดังกล่าวข้อ 37 ได้ระบุให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 สัญญาดังกล่าวได้ยกเลิกข้อกำหนดเดิมเรื่องการตั้งอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามรับกันแต่เพียงว่า ประเด็นข้อพิพาทเฉพาะค่าภาษีเท่านั้นที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ คดีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องไต่สวนให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 โดยไม่ทำการไต่สวนก่อนนั้นจึงไม่ชอบด้วยเหตุผล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — บริษัท บางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ จำกัด กับพวกรวม 3 คน
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3993/2545
#99760
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาเข้าร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2535 สัญญาดังกล่าวข้อ 37 ได้ระบุให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 สัญญาดังกล่าวได้ยกเลิกข้อกำหนดเดิมเรื่องการตั้งอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามรับกันแต่เพียงว่า ประเด็นข้อพิพาทเฉพาะเรื่องค่าภาษีเท่านั้นที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการซึ่งโจทก์สมัครใจเข้าร่วมกระบวนการแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอื่นอีกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องไต่สวนให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 โดยไม่ทำการไต่สวนก่อนนั้น จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฐานผิดสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสาร และจำเลยที่ ๓ ฐานผิดสัญญาค้ำประกัน โดยขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า ค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์เป็นความเสียหายที่เกิดจากข้อพิพาทตามสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๕ เป็นข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ ที่ได้มีการตกลงในสัญญาดังกล่าวให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการและฝ่ายโจทก์สมัครใจเข้าร่วมกระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการแล้ว เป็นคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ๖๑/๒๕๔๑ ของสำนักงานอนุญาโตตุลาการโดยโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านข้อพิพาทตามกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการและแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการของฝ่ายโจทก์เพื่อระงับข้อพิพาทดังกล่าว ทั้งสำนักงานอนุญาโตตุลาการได้นัดพร้อมสอบถามผลการประนีประนอมในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๒ เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา จึงชอบที่จะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ขอให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐

โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระเงินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันใหม่ตามสัญญาเลขที่ ชบ. ๓๑/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาหลักคือ สัญญาที่ ชบ. ๕๕/๒๕๓๕ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๕ ทั้งสัญญาเลขที่ ชบ. ๓๑/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ไม่มีข้อสัญญาว่าเมื่อเกิดข้อพิพาทให้คู่กรณีตั้งอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามข้อสัญญาได้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ให้คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาเข้าร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๕ สัญญาดังกล่าวข้อ ๓๗ ได้ระบุให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ สัญญาดังกล่าวได้ยกเลิกข้อกำหนดเดิมเรื่องการตั้งอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไมได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเลิกสัญญาร่วมลงทุนในการเดินรถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็กในเขตเมืองเพื่อบริการในเขตธุรกิจ ฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามรับกันแต่เพียงว่า ประเด็นข้อพิพาทเฉพาะค่าภาษีเท่านั้นที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ คดีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องไต่สวนให้ได้ความดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ โดยไม่ทำการไต่สวนก่อนนั้น จึงไม่ชอบด้วยเหตุผล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — บริษัทบางกอกมอเตอร์ อีควิปเมนท์ จำกัด กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2545
#45277
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำแถลงลงวันที่ 23 กันยายน 2540 ต่อศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นออกคำบังคับระบุจำนวนค่าเสียหายรายเดือนที่จำเลยต้องชำระไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2532 แล้ว แต่โจทก์แถลงคัดค้านว่า จำเลยเพิ่งหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คือวันที่ 1 มีนาคม 2538 เมื่อต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติได้ การที่หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ยื่นฎีกาจำเลยก็ยื่นคำแก้ฎีกาว่ามิได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ยังไม่เพียงพอที่จะให้ฟังว่าจำเลยเพิ่งหยุดทำละเมิดลิขสิทธิ์นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้เท่านั้น มิได้หมายความว่าหลังจากใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแล้วจำเลยจะต้องทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตลอดมา จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความเสียก่อน แล้วจึงมีคำสั่งในเรื่องนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท กับค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 500,000 บาท และให้จำเลยดังกล่าวใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 4 เป็นจำนวนเงิน 1,200,000 บาท กับค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 600,000 บาท สำหรับค่าเสียหายรายเดือน ให้ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม2528 จนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยดังกล่าวชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวน 6,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และในต้นเงินจำนวน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 4 นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยดังกล่าวหยุดการทำละเมิด (ลิขสิทธิ์) ในแบบปากกาแคนดี้คอมแพค และปากกาแลนเซอร์ คาเดท ของโจทก์ทั้งสี่และให้จำเลยที่ 1 หยุดจำหน่ายปากกาจ๊อตจอย และปากกาติ๊กแต๊ก โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 13อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 13 หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพค ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 11 หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแลนเซอร์ คาเดท ให้จำเลยที่ 1 หยุดการจำหน่ายปากกาจ๊อดจอยและติ๊กแต๊ก ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 13 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1เป็นเงินจำนวน 1,127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ 1เดือนละ 84,427 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพคของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 12และที่ 13 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,895,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 63,751 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพค ของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 11 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน156,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะชำระเสร็จและร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 10,764บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแลนเซอร์ คาเดท ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 11 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงินจำนวน 153,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ 4เดือนละ 1,656 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแลนเซอร์ คาเดท ของโจทก์ที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 11 ถึงที่ 13 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ทั้งสี่จึงขอให้บังคับคดีแก่จำเลยดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2540 ต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3ได้หยุดการทำละเมิดต่อลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ สำหรับปากกาติ๊กแต๊กหลังจากวันที่ 31ธันวาคม 2532 แล้ว ขอให้เจ้าหน้าที่การเงินของศาลชั้นต้นคำนวณค่าเสียหายรายเดือนตามคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ เพื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะได้นำเงินมาวางศาลต่อไปโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำแถลงคัดค้านฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2540 ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 นับแต่วันฟ้องจนถึงวันหยุดการทำละเมิดคือวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม2538 ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างแถลงยืนยันข้อเท็จจริงตามคำแถลงของตน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการบังคับคดี จึงให้ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที 16 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 19มีนาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อโต้แย้งของคู่ความดังกล่าวเพื่อประกอบการวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 20 มีนาคม 2541 ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2541อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งศาลฎีกาพิจารณาต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งเกี่ยวกับคำแถลงของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 23กันยายน 2540 ว่า กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลที่ได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นเป็นศาลที่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา จึงให้คืนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป และศาลฎีกามีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 10เมษายน 2541 ว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นที่เข้าใจว่าจำเลยที่ 3 มีความประสงค์จะให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงบางประการอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งปฏิเสธการร้องขอดังกล่าวเช่นนี้ จำเลยที่ 3 ชอบที่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ จึงให้คืนสำนวนไปเพื่อดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว และให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความ ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความ ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งว่าจำเลยทั้งหลายได้หยุดการทำละเมิดวันเวลาใด เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณา ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่า จำเลยดังกล่าวทำละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ย่อมแสดงว่าฝ่ายจำเลยยังมิได้ยอมรับในผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกทั้งต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ฝ่ายจำเลยก็ยังมิได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ เมื่อฝ่ายโจทก์ยื่นฎีกา ฝ่ายจำเลยก็ยังยื่นคำแก้ฎีกาว่ามิได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ อันควรจะรับฟังว่าจำเลยได้หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะด้วยการหยุดการผลิตหรือหยุดการจำหน่ายก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่าจำเลย (หมายถึงจำเลยที่ 1และที่ 3) ได้หยุดการทำละเมิด ณ วันที่ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไปโดยไม่จำต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยก่อน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1และที่ 3 (ที่ถูกคำแถลงของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2540)แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในชั้นนี้คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนคำแถลงของจำเลยที่ 1และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2540 ก่อนมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และที่ 4 เมื่อใดหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2540 ต่อศาลชั้นต้นยืนยันว่าศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับระบุจำนวนเงินค่าเสียหายรายเดือนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องชำระไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 2และที่ 4 สำหรับปากกาติ๊กแต๊กหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2532 แล้ว แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2และที่ 4 แถลงคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิ่งหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์เมื่อวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คือวันที่ 1 มีนาคม 2538 เมื่อต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์ชนะคดี ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ฝ่ายโจทก์ยื่นฎีกา ฝ่ายจำเลยก็ยื่นคำแก้ฎีกาว่ามิได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะฟังว่าฝ่ายจำเลยได้หยุดทำละเมิดลิขสิทธิ์ก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นอ้างดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุผลให้รับฟังว่าฝ่ายจำเลยเพิ่งหยุดทำละเมิดลิขสิทธิ์นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยใช้สิทธิตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้เท่านั้น มิได้หมายความว่าหลังจากใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแล้วฝ่ายจำเลยจะต้องทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ตลอดมา เพราะฝ่ายจำเลยอาจไม่กล้าเสี่ยงที่จะดำเนินธุรกิจที่มีข้อพิพาทนี้ต่อไปหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้วก็ได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้สินกระแสความเสียก่อน แล้วจึงมีคำสั่งในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 หยุดการทำละเมิด ณ วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (วันที่ 1 มีนาคม 2538) มาด้วยนั้น ยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรให้แก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ณ วันที่ 1 มีนาคม 2538 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดี.ที.ซี. อินดัสตรีส์ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท ไทยปากกาลูกลื่นอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2545
#99766
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทำละเมิดสิทธิ์ต่อโจทก์ การที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยใช้สิทธิตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้นมิได้หมายความว่าหลังจากใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแล้วฝ่ายจำเลยจะต้องทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ตลอดมา เพราะฝ่ายจำเลยอาจไม่กล้าเสี่ยงที่จะดำเนินธุรกิจที่มีข้อพิพาทนี้ต่อไปหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้วก็เป็นได้ ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นงดไต่สวนพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยยังคงทำละเมิดต่อโจทก์ตลอดมาและได้หยุดกระทำละเมิด ณ วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้จำเลยหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยหยุดการทำละเมิด ณ วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามาด้วยนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ถึงที่ ๑๓ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเงินจำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยดังกล่าวใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ เป็นเงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ ๖๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับค่าเสียหายรายเดือน ให้ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๒๘ จนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยดังกล่าวชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ และในต้นเงินจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๔ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยดังกล่าวหยุดการทำละเมิด (ลิขสิทธิ์) ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพคและปากกาแลนเซอร์ คาเดท ของโจทก์ทั้งสี่ และให้จำเลยที่ ๑ หยุดจำหน่ายปากกาจ๊อตจอย และปากกาติ้กแต๊ก โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๗ ถึงที่ ๑๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพค ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๑๑ หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแลนเซอร์ คาเดท ให้จำเลยที่ ๑ หยุดการจำหน่ายปากกาจ๊อตจอยและติ๊กแต๊ก ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๑,๑๒๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ ๑ เดือนละ ๘๔,๔๒๗ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพค ของโจทก์ที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๓,๘๙๕,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ ๒ เดือนละ ๖๓,๗๕๑ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแคนดี้ คอมแพค ของโจทก์ที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๑๑ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๑๕๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ ๑ เดือนละ ๑๐,๗๖๔ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแลนเซอร์ คาเดท ของโจทก์ที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๑๑ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๔ เป็นเงินจำนวน ๑๕๓,๓๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ ๔ เดือนละ ๑,๖๕๖ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยดังกล่าวจะหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบปากกาแลนเซอร์ คาเดท ของโจทก์ที่ ๔ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๑๑ ถึงที่ ๑๓ ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ทั้งสี่จึงขอให้บังคับคดีแก่จำเลยดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ ต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้หยุดการทำละเมิดต่อลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์สำหรับปากกาติ๊กแต๊กหลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๒ แล้ว ขอให้เจ้าหน้าที่การเงินของศาลชั้นต้นคำนวณค่าเสียหายรายเดือนตามคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ เพื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จะได้นำเงินมาวางศาลต่อไป โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำแถลงคัดค้านฉบับลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ นับแต่วันฟ้องจนถึงวันหยุดการทำละเมิดคือวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามยอดหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างแถลงยืนยันข้อเท็จจริงตามคำแถลงของตน...

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่า จำเลยดังกล่าวทำละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยดังกล่าวได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ย่อมแสดงว่าฝ่ายจำเลยยังมิได้ยอมรับในผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อีกทั้งต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ฝ่ายจำเลยก็ยังมิได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ เมื่อฝ่ายโจทก์ยื่นฎีกา ฝ่ายจำเลยก็ยังยื่นคำแก้ฎีกาว่ามิได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ อันควรจะรับฟังว่าฝ่ายจำเลยได้หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะด้วยการหยุดการผลิตหรือหยุดการจำหน่ายก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลย (หมายถึงจำเลย ที่ ๑ และที่ ๓) ได้หยุดการทำละเมิด ณ วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไปโดยไม่จำต้องทำการไต่ส่วนพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ (ที่ถูกคำแถลงของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐) แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้คงมีปัญาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนคำแถลงของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ ก่อนมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ เมื่อใดหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ ต่อศาลชั้นต้นยืนยันว่าศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับระบุจำนวนเงินค่าเสียหายรายเดือนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต้องชำระไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ สำหรับปากกาติ๊กแต๊กหลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๒ แล้ว แต่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ แถลงคัดค้านว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เพิ่งหยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์เมื่อวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคือวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ เมื่อต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ฝ่ายโจทก์ชนะคดี ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ฝ่ายโจทก์ยื่นฎีกา ฝ่ายจำเลยก็ยื่นคำแก้ฎีกาว่ามิได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะฟังว่าฝ่ายจำเลยได้หยุดทำละเมิดลิขสิทธิ์ก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นอ้างดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุผลให้รับฟังว่าฝ่ายจำเลยเพิ่งหยุดทำละเมิดลิขสิทธิ์นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยใช้สิทธิตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้เท่านั้น มิได้หมายความว่าหลังจากใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแล้วฝ่ายจำเลยจะต้องทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ตลอดมา เพราะฝ่ายจำเลยอาจไม่กล้าเสี่ยงที่จะดำเนินธุรกิจที่มีข้อพิพาทนี้ต่อไปหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้วก็ได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความเสียก่อน แล้วจึงมีคำสั่งในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ หยุดการทำละเมิด ณ วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘) มาด้วยนั้น ยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ หยุดการทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ณ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

นายปริญญา ดีผดุง ผู้ช่วยฯ

นายพิชญ์พงศ์ จันทะศรี ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
กับพวก — บริษัทดี.ที.ซี.อินดัสตรีส์ จำกัด
กับพวก — บริษัทไทยปากกาลูกลื่นอุตสาหกรรม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2545
#44801
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมซึ่งยกทรัพย์มรดกให้ผู้ร้องมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานแต่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จึงมิได้ทำตามแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกทอดได้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนหนึ่งมิได้มีการทำพินัยกรรมไว้ ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาของพันโทเที่ยง พฤกษมาศ ผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางสาวทองอัมไพ พฤกษมาศ และนางสาวทองวิไล พฤกษมาศ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2541 ผู้ตายถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 แปลง ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง และบุตรของผู้ร้อง 2 คน และระบุในพินัยกรรมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธที่จะแบ่งแยกที่ดินให้เว้นแต่มีคำสั่งศาลมาแสดงว่าผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2492 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางทองน้อยพฤกษมาศ นางสาวทองนวล พฤกษมาศ และนางทองขาว พฤกษมาศ (ธีระวัชรมาศ)ที่ดิน 8 แปลง ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้าน พินัยกรรมที่ผู้ร้องกล่าวอ้างปลอมทั้งฉบับ และเป็นการทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของผู้ตายให้แก่บุคคลอื่นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1481 และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางผ้วน พฤกษมาศ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของพันโทเที่ยง พฤกษมาศ ผู้ตาย ให้ผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาของพันโทเที่ยง พฤกษมาศ ผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่อยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2511 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางสาวทองอัมไพ พฤกษมาศ และนางสาวทองวิไล พฤกษมาศ ส่วนผู้คัดค้านเป็นภริยาของผู้ตายโดยจดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่20 สิงหาคม 2492 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางสาวทองนวล พฤกษมาศ และนางทองขาว พฤกษมาศ (ธีระวัชรมาศ) วันที่ 13 มิถุนายน 2541 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 ถึง 10 แปลง อาวุธปืน 4 กระบอก และรถยนต์ 2 คันคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.15 สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.15 ดังที่ผู้ร้องฎีกาก็ตาม แต่นายวรรณโณ สังข์พงศ์ ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมเบิกความเป็นพยานผู้ร้องได้ความว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 นายเฉลิม ศรีเมือง ชวนพยานไปดูสนามบินและชวนพยานไปบ้านผู้ตายเพราะนายเฉลิมจะไปเป็นพยานในการทำพินัยกรรมที่นั่นครั้นไปถึงบ้านผู้ตาย ผู้ตายบอกว่าจะทำพินัยกรรม ขณะนั้นพยานเห็นมีการพิมพ์พินัยกรรมขึ้นมาผู้ร้อง ทนายผู้ร้องและเพื่อนทนายผู้ร้องอีก 1 คนก็อยู่ด้วย เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมก่อนนายเฉลิม จากนั้นพยานก็ส่งให้นายเฉลิมลงลายมือชื่อ ส่วนนายเฉลิมซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมอีกคนหนึ่งกลับเบิกความเป็นพยานผู้ร้องได้ความว่า ในวันที่ 5 มกราคม 2541 พยานไปบ้านผู้ตายพร้อมกับนายวรรณโณโดยพยานตั้งใจจะไปพบผู้ตายเรื่องการสร้างสนามบิน ครั้นไปถึงพบคนนั่นอยู่ก่อนแล้ว 4 ถึง 5 คน ผู้ตายขอให้พยานเป็นพยานในการทำพินัยกรรมขณะนั้นทนายผู้ร้องกำลังพิมพ์พินัยกรรม เมื่อทำพินัยกรรมกันแล้วผู้ตายก็ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม จากนั้นพยานลงลายมือชื่อรับรองเป็นพยานในพินัยกรรมก่อนนายวรรณโณ เห็นว่า นายวรรณโณและนายเฉลิมต่างเป็นผู้ปกครองท้องที่ย่อมมีไหวพริบและปฏิภาณดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ทั้งระยะเวลานับแต่วันทำพินัยกรรมในวันที่ 5 มกราคม2541 จนถึงวันที่พยานผู้ร้องทั้งสองมาเบิกความในวันที่ 26 มีนาคม 2542 ก็ห่างกันเพียง 1 ปีเศษ จึงไม่น่าเชื่อว่านายวรรณโณและนายเฉลิมจะเบิกความคลาดเคลื่อนจนแตกต่างกันโดยเฉพาะเรื่องพยานคนไหนลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมก่อนหรือหลังซึ่งเป็นสาระสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะต่างก็อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน นอกจากนี้ทนายผู้ร้องเป็นผู้พิมพ์พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.15 แต่กลับไม่ยอมลงลายมือชื่อในฐานะผู้พิมพ์พินัยกรรมแล้วยังไม่ยอมอ้างตนเองเป็นพยานผู้ร้องเพื่อเบิกความเป็นพยานสนับสนุนผู้ร้องว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวได้กระทำต่อหน้านายวรรณโณและนายเฉลิมพร้อมกันจริง การที่พยานผู้ร้องทั้งสองเบิกความแตกต่างกันในเรื่องดังกล่าว ทำให้เชื่อได้ว่าขณะที่มีการลงลายมือชื่อของผู้ตายในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.15 มิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน เพราะมิฉะนั้นพยานผู้ร้องทั้งสองจะต้องเบิกความสอดคล้องต้องกัน ประกอบกับนายวรรณโณเบิกความตอบคำถามค้านของทนายผู้คัดค้านยืนยันว่าพยานรับรองเป็นพยานในพินัยกรรม แต่พยานไม่ได้รับรองลายมือชื่อของผู้ลงชื่อในพินัยกรรม ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น เมื่อนายวรรณโณซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งไม่รับรองลายมือชื่อของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.15 และมิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ดังนี้พินัยกรรมฉบับนี้จึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกทอดได้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนหนึ่งมิได้มีการทำพินัยกรรมไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ประไพ พาหมะ
ผู้คัดค้าน — นาง ผ้วน พฤกษมาศ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2545
#99652
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น เมื่อนาย ว. ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งไม่รับรองลายมือชื่อของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ทำพินัยกรรมและมิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ดังนี้ พินัยกรรมฉบับนี้จึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกทอดได้แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเสมือนมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาของผู้ตาย โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ นางสาวทองอัมไพ และนางสาวทองวิไล พฤกษมาศ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน ๘ แปลง ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและบุตรของผู้ร้อง ๒ คน และระบุในพินัยกรรมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน ๓ คน คือ นางทองน้อย พฤกษมาศ นางสาวทองนวล พฤกษมาศ และนางทองขาว พฤกษมาศ (ธีระวัชรมาศ) ที่ดิน ๘ แปลง ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้าน พินัยกรรมที่ผู้ร้องกล่าวอ้างปลอมทั้งฉบับ และเป็นการทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของผู้ตายให้แก่บุคคลอื่นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๑ และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และยก คำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งให้นางผ้วน พฤกษมาศ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ให้ผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายและยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะที่มีการลงลายมือชื่อของผู้ตายในพินัยกรรมมิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น เมื่อนายวรรณโณซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งไม่รับรองลายมือชื่อของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ทำพินัยกรรม และมิได้กระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ดังนี้พินัยกรรมย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๕ ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกทอดได้แก่ทายาทโดยธรรม ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาล ขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ , ๒๔๗ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 วรรคหนึ่ง ม. 1705
ป.วิ.พ. ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางประไพ พาหมะ
ผู้คัดค้าน — นางผ้วน พฤกษมาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิรัตน์ วิศิษฏ์วงศกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3975 -ที่ 3976/2545
#99678
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยทุจริตต่อหน้าที่เอาเงินของจำเลยไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่จำเลยมีอำนาจตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด ที่จะเลือกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกได้ ตามความร้ายแรงแห่งกรณีการกระทำความผิด ประกอบกับโจทก์ทั้งสองทำงานมาเกือบ 30 ปี เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก เงินที่โจทก์ทั้งสองทุจริตเอาไปมีจำนวนเพียง 300 บาทเศษ และ 1,200 บาทเศษ ตามลำดับ ทั้งโจทก์ทั้งสองรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การสอบสวนมีเหตุอันสมควรลดหย่อนโทษ การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสองถึงขั้นไล่ออกจึงหนักเกินไป ศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลย และให้เปลี่ยนโทษไล่ออกเป็นให้ออกกับให้จำเลยจ่ายเงินทุนบำเหน็จและเงินประกันการทำงานคืนแก่โจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยสั่งพักงานโจทก์ทั้งสองอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ทุจริตและมีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสองออกจากงานเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ทั้งสองทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามคำสั่งที่ ก.๒๘๕/๒๕๔๓ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยมีมติเห็นชอบด้วย แต่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบ เพราะโจทก์ทั้งสองไม่มีเจตนาทุจริต เหตุเกิดเพราะความผิดพลาดในการออกใบเสร็จรับเงินและเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จึงไม่ควรได้รับโทษรุนแรงถึงขั้นไล่ออก ทั้งจำเลยทำการสอบสวนไม่ละเอียดถี่ถ้วน ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ก. ๒๘๕/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ รส.๑๒๓/๒๕๔๓ และ รส.๑๒๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ตามลำดับ กับสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้ชำระค่าเสียหายกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๖๕๙,๙๒๐ บาท และโจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๕๗๖,๐๓๔.๑๑ บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีเดินรถสุราษฎร์ธานี โจทก์ทั้งสองจำหน่ายค่าธรรมเนียมรถร่วมแล้วนำเงินเข้าบัญชีไม่ครบถ้วนตามที่เรียกเก็บ ซึ่งตามระเบียบพนักงานของจำเลยถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยทำการสอบสวนแล้วได้ความว่าโจทก์ทั้งสองมีความผิดจริงจึงไล่โจทก์ทั้งสองออกจากงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสองและไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ทั้งสองออกโดยให้ลงโทษเพียงให้ออกแทน และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๕๓๘,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๔๙๐,๕๗๔.๑๑ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พ.ศ.๒๕๓๒ เอกสารหมาย ล.๑๗ ข้อ ๓๙ (๑) แต่ข้อ ๔๔ ได้ระบุว่า "พนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจักต้องรับโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันสมควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าให้ออก" หมายความว่า ให้นายจ้างสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงโดยให้ลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าว มิใช่ต้องลงโทษไล่ออกสถานเดียวตามที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยมานานคนละเกือบ ๓๐ ปี เงินของจำเลยที่โจทก์ทั้งสองทุจริตเป็นจำนวนไม่มาก และเป็นการกระทำผิดครั้งแรก อีกทั้งโจทก์ทั้งสองยอมรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงอันเป็นประโยชน์แก่การสอบสวนของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรลดหย่อนโทษให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยลงโทษโจทก์ทั้งสองถึงขั้นไล่ออกเป็นการลงโทษที่หนักเกินไปไม่เหมาะตามความร้ายแรงแห่งกรณีการกระทำความผิด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ลดหย่อนโทษแก่โจทก์ทั้งสองจากไล่ออกเป็นให้ออกและให้จำเลยจ่ายเงินทุนบำเหน็จและเงินประกันการทำงานคืนแก่โจทก์ทั้งสองนั้นจึงชอบด้วยระเบียบพนักงานของจำเลยดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายอนันต์ ชุมวิสูตร ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นางสาวพัชรินทร์ ธวัชชัยนันท์ ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 32 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายศิริชัย น้อยประเสริฐ
จำกัด — บริษัทขนส่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3975/2545
#45728
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยทุจริตต่อหน้าที่เอาเงินของจำเลยไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่จำเลยมีอำนาจตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัดที่จะเลือกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกได้ ตามความร้ายแรงแห่งกรณีการกระทำความผิด ประกอบกับโจทก์ทั้งสองทำงานมาเกือบ 30 ปี เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกเงินที่โจทก์ทั้งสองทุจริตเอาไปมีจำนวนเพียง 300 บาทเศษ และ 1,200 บาทเศษตามลำดับ ทั้งโจทก์ทั้งสองรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การสอบสวนมีเหตุอันสมควรลดหย่อนโทษ การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสองถึงขั้นไล่ออกจึงหนักเกินไป ศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลย และให้เปลี่ยนโทษไล่ออกเป็นให้ออกกับให้จำเลยจ่ายเงินทุนบำเหน็จและเงินประกันการทำงานคืนแก่โจทก์ทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยสั่งพักงานโจทก์ทั้งสองอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ทุจริตและมีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสองออกจากงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม2543 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ทั้งสองทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามคำสั่งที่ ก. 285/2543ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยมีมติเห็นชอบด้วย แต่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบ เพราะโจทก์ทั้งสองไม่มีเจตนาทุจริต เหตุเกิดเพราะความผิดพลาดในการออกใบเสร็จรับเงินและเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จึงไม่ควรได้รับโทษรุนแรงถึงขั้นไล่ออกทั้งจำเลยทำการสอบสวนไม่ละเอียดถี่ถ้วน ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ก. 285/2543ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ รส.123/2543 และ รส.120/2543 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 1พฤศจิกายน 2543 กับสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้ชำระค่าเสียหายกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 659,920 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 576,034.11บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีเดินรถสุราษฎร์ธานี โจทก์ทั้งสองจำหน่ายค่าธรรมเนียมรถร่วมแล้วนำเงินเข้าบัญชีไม่ครบถ้วนตามที่เรียกเก็บ ซึ่งตามระเบียบพนักงานของจำเลยถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจำเลยทำการสอบสวนแล้วได้ความว่าโจทก์ทั้งสองมีความผิดจริงจึงไล่โจทก์ทั้งสองออกจากงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสองและไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ทั้งสองออกโดยให้ลงโทษเพียงให้ออกแทนและให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 538,000บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 490,574.11 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พ.ศ. 2532 เอกสารหมาย ล.17ข้อ 39(1) แต่ข้อ 44 ได้ระบุว่า "พนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจักต้องรับโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันสมควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าให้ออก" หมายความว่า ให้นายจ้างสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงโดยให้ลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำผิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าว มิใช่ต้องลงโทษไล่ออกสถานเดียวตามที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยมานานคนละเกือบ 30 ปี เงินของจำเลยที่โจทก์ทั้งสองทุจริตเป็นจำนวนไม่มาก และเป็นการกระทำผิดครั้งแรก อีกทั้งโจทก์ทั้งสองยอมรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงอันเป็นประโยชน์แก่การสอบสวนของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรลดหย่อนโทษให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยลงโทษโจทก์ทั้งสองถึงขั้นไล่ออกเป็นการลงโทษที่หนักเกินไปไม่เหมาะตามความร้ายแรงแห่งกรณีการกระทำความผิด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ลดหย่อนโทษแก่โจทก์ทั้งสองจากไล่ออกเป็นให้ออกและให้จำเลยจ่ายเงินทุนบำเหน็จและเงินประกันการทำงานคืนแก่โจทก์ทั้งสองนั้นจึงชอบด้วยระเบียบพนักงานของจำเลยดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 32 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศิริชัย น้อยประเสริฐ กับพวก
จำเลย — บริษัท ขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2545
#45276
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานไม่ได้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาว่าจำเลยเป็นนายจ้างได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน ซึ่งตามกฎหมายโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ แม้โจทก์จะเรียกร้องมาเป็นค่าจ้าง แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหาย ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ โจทก์สามารถทำงานให้นายจ้างตลอดมา แต่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยได้เลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรมเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลยแม้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพื่อทำลายและกำจัดโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน อีกทั้งจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(2) และมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน ทั้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้มีหลักเกณฑ์และไม่ได้มีการประเมินผลตัวโจทก์ หลังจากเลิกจ้างโจทก์แล้วยังรับคนอื่นเข้ามาทำงานแทนโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อันเป็นการกล่าวหาว่าการเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยเหตุที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อศาลแรงงานได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก่อน กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ35,000 บาท เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุคนล้นงานภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงจำต้องปรับปรุงโครงสร้างเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ข้ออ้างเช่นนี้ของจำเลยเป็นความเท็จ เพราะสภาวะเศรษฐกิจของจำเลยมิได้ตกต่ำผลประกอบการยังมีกำไรโดยไม่มีหนี้สินใด ๆ แต่เนื่องจากจำเลยต้องการทำลายกรรมการลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ที่ได้เคยร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเพื่อขจัดความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ของฝ่ายบริหาร จำเลยเลิกจ้างโจทก์ระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างซึ่งโจทก์เกี่ยวข้องด้วยมีผลใช้บังคับและโจทก์มิได้กระทำผิดตามมาตรา 123(1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยมิได้กำหนดหรือประกาศหลักเกณฑ์ และดำเนินการตามมาตรการและแนวทางบรรเทาปัญหาเลิกจ้างของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม มิได้มีการประเมินผลตัวโจทก์หรือพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง ทั้งหลังจากเลิกจ้างโจทก์แล้วจำเลยรับคนอื่นเข้ามาทำงานแทนโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องขาดรายได้ซึ่งเป็นค่าจ้างและขาดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการให้จำเลยชำระค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องจำนวน 415,333 บาท ค่าจ้างในอัตราเดือนละ 35,000 บาท และให้จำเลยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องจำนวน 29,400 บาท และในอัตราเดือนละ 2,450บาท นับจากวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม

จำเลยให้การว่า คำฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากการกลั่นแกล้งเพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งโจทก์เกี่ยวข้องด้วยมีผลใช้บังคับ เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งมาตรา 124 กำหนดให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่โจทก์มิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้องอย่างไรก็ตามที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์และพนักงานอื่น ๆ เนื่องจากมีตำแหน่งงานซ้ำซ้อนจำนวนมาก รายได้ลดลงอย่างมากและมีแนวโน้มว่าจะประสบการขาดทุน ก่อนเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้ประกาศแจ้งนโยบายที่จะลดจำนวนลูกจ้างให้ลูกจ้างทุกคนทราบและพยายามหางานที่เหมาะสมให้โจทก์ทำงานแล้ว แต่ไม่อาจจัดให้โจทก์ไปทำงานที่หน่วยงานใดได้อีก และโจทก์มิได้ใช้สิทธิลาออกจำเลยจึงได้เลิกจ้างและได้จ่ายค่าชดเชยและเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายให้แก่โจทก์ถูกต้องครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและชำระค่าเสียหายรวมทั้งเงินอื่น ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้าง รวมทั้งให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ต่าง ๆ เท่าเดิมโดยต้องเป็นไปตามกฎระเบียบนั้น ๆ คำขออื่นตามฟ้องนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าจ้างอัตราเดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จนถึงวันที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา"บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานไม่ได้เพราะมาตรา 49 มิได้ให้อำนาจไว้ แต่คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาโดยตรงว่าจำเลยเป็นนายจ้างได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน ซึ่งตามกฎหมายโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ แม้โจทก์จะเรียกร้องมาเป็นค่าจ้าง แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ เมื่อพิเคราะห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ โจทก์ในคดีนี้สามารถทำงานให้นายจ้างตลอดมาแต่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยได้เลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลยแม้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้างโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ตามที่เห็นสมควร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพื่อต้องการทำลายและกำจัดกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วยคนหนึ่ง อีกทั้งได้เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งโจทก์เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(2) และมาตรา 123 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 ก่อน เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์กำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522มาตรา 8 วรรคสองนั้น เห็นว่าแม้คำฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพื่อต้องการทำลายและกำจัดกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วย อีกทั้งจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งโจทก์เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(2) และมาตรา 123 วรรคหนึ่งแต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุนจำเลยยังคงมีกำไรและไม่มีหนี้สินใด ๆ ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้มีหลักเกณฑ์และไม่ได้มีการประเมินผลตัวโจทก์ หลังจากเลิกจ้างโจทก์แล้วจำเลยยังรับคนอื่นเข้ามาทำงานแทนโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยตามเดิมและรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยเหตุที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนที่จะดำเนินการฟ้องร้องในศาลแรงงาน ดังนั้นโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก่อนกรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กามัล กุมาร
จำเลย — บริษัท โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2545
#99683
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาโดยตรงว่าจำเลยเป็นนายจ้างได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ เมื่อปรากฏว่า โจทก์สามารถทำงานให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างตลอดมาแต่จำเลยกระทำผิดสัญญาโดยเลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลย แม้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม

แม้คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพื่อต้องการทำลายและกำจัดกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วยคนหนึ่ง อีกทั้งได้เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (2) และมาตรา 123 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้มีหลักเกณฑ์และไม่ได้มีการประเมินผลตัวโจทก์ อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนที่จะดำเนินการฟ้องร้อง ดังนั้น โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ ให้จำเลยชำระค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องจำนวน 415,333 บาท ค่าจ้างในอัตราเดือนละ 35,000 บาท และให้จำเลยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องจำนวน 29,400 บาท และในอัตราเดือนละ 2,450 บาท นับจากวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้าง รวมทั้งให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ต่างๆ เท่าเดิม โดยต้องเป็นไปตามกฎระเบียบนั้น ๆ คำขออื่นตามฟ้องนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ เพราะมาตรา 49 มิได้ให้อำนาจไว้ แต่คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาโดยตรงว่าจำเลยเป็นนายจ้างได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเป็นการขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน ซึ่งตามกฎหมายโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ แม้โจทก์จะเรียกร้องมาเป็นค่าจ้าง ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ เมื่อพิเคราะห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ โจทก์ในคดีนี้สามารถทำงานให้นายจ้างตลอดมาแต่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยได้เลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลย แม้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง โจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง เห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ตามที่เห็นสมควร

แม้คำฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพื่อต้องการทำลายและกำจัดกรรมการลูกจ้างและคณะกรรมการสหภาพแรงงาน รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วย อีกทั้งจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งโจทก์เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (2) และมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน จำเลยยังคงมีกำไรและไม่มีหนี้สินใด ทั้งจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้มีหลักเกณฑ์และไม่ได้มีการประเมินผลตัวโจทก์ หลังจากเลิกจ้างโจทก์แล้วจำเลยยังรับคนอื่นเข้ามาทำงานแทนโจทก์ เป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยตามเดิม และรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยเหตุที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนที่จะดำเนินการฟ้องร้องในศาลแรงงาน ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ก่อน กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 35 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 (2) ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกามัล กุมาร
จำเลย — บริษัทโพสต์พับสิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2545
#44800
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างว่าจำเลยสั่งให้สมาชิกของโจทก์หมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยอ้างเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติ การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์และโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วยขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ เป็นกรณีที่สมาชิกของโจทก์แต่ละคนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกของโจทก์โดยตรงซึ่งหากสมาชิกของโจทก์คนใดประสงค์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานสมาชิกของโจทก์คนนั้น ก็จะต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 36

สมาชิกของโจทก์มิได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสหภาพแรงงานเป็นผู้ฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8และมาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงาน สมาชิกของโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต มีวันทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ สมาชิกที่เป็นลูกจ้างรายวันมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 3 และวันที่ 18 ของเดือนส่วนที่เป็นลูกจ้างรายเดือนจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2541 จนถึงปัจจุบันจำเลยมีคำสั่งให้สมาชิกของโจทก์บางส่วนหมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยอ้างว่ามีเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าน้อยลง กระบวนการผลิตไม่ต่อเนื่อง และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติ เหตุที่จำเลยอ้างดังกล่าวมิใช่เหตุจำเป็นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 เพราะเป็นเหตุที่กว้างใหญ่ไพศาลและเป็นภาวะทั่วไปของการผลิตไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นหรือเป็นการชั่วคราว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อบีบบังคับสมาชิกของโจทก์ทางอ้อมไม่ให้สามารถทนทำงานต่อไปได้การกระทำของจำเลยเป็นกรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์และโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กรรมการโจทก์บางคนเคยนำเรื่องดังกล่าวแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 7/2542 ลงวันที่ 19 เมษายน 2542 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าข่ายตามมาตรา 75 และไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจึงสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอีกร้อยละห้าสิบแก่ลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานแต่อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในทางปกครอง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ทุกคนตามบัญชีรายละเอียดท้ายฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี คำนวณจากยอดค่าจ้างของสมาชิกของโจทก์แต่ละปี เริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สมาชิกของโจทก์ หากในระหว่างฟ้องจำเลยยังคงสั่งหยุดงานจ่ายค่าจ้างเพียงร้อยละห้าสิบก็ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่สมาชิกของโจทก์ที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือชำระเสร็จ กับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดสมุทรสาครที่ 7/2542 ลงวันที่ 19เมษายน 2542

จำเลยให้การว่า ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้โจทก์ฟ้องคดีแทนสมาชิกของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2542 เมื่อมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 2 พฤษภาคม2543 โจทก์ไม่ได้ขอมติที่ประชุมใหญ่ให้ฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยอีกครั้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่สมาชิกของโจทก์ตามรายชื่อและจำนวนเงินดังที่ปรากฏในบัญชีเอกสารหมาย ล.19 ท้ายคำพิพากษากับให้รับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยคิดนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาซึ่งสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเบื้องแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างว่า จำเลยสั่งให้สมาชิกของโจทก์หมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยอ้างเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติการกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์และโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพแห่งข้ออ้าง ข้อหา และคำขอบังคับในคำฟ้องดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่สมาชิกของโจทก์แต่ละคนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกของโจทก์โดยตรง ซึ่งหากสมาชิกของโจทก์คนใดประสงค์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานดังเช่นคดีนี้ สมาชิกของโจทก์คนนั้น ก็จะต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล โดยจะดำเนินคดีด้วยตนเอง หรือจะแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนหรือจะมอบอำนาจให้สภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ก็ได้ คดีนี้สมาชิกของโจทก์มิได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสหภาพแรงงานเป็นผู้ฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 8 และมาตรา 31 ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยอุทธรณ์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานบริติช-ไทย ซินเทติคเท็กสไทล์
จำเลย — บริษัท บริติชไทย ซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2545
#45275
เปิดฉบับเต็ม

สมาชิกของสหภาพแรงงานโจทก์แต่ละคนหากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกโจทก์สามารถบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานได้โดยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล ซึ่งจะดำเนินคดีด้วยตนเองหรือจะแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความ หรือจะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานที่ตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 36 ก็ได้ เมื่อสมาชิกโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 และมาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงาน สมาชิกของโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต มีวันทำงานสัปดาห์ละ 6 วันวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ สมาชิกที่เป็นลูกจ้างรายวันมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 3 และวันที่ 18 ของเดือน ส่วนที่เป็นลูกจ้างรายเดือนจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2541 จนถึงปัจจุบัน จำเลยมีคำสั่งให้สมาชิกของโจทก์บางส่วนหมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยอ้างว่ามีเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าน้อยลง กระบวนการผลิตไม่ต่อเนื่อง และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติ เหตุที่จำเลยอ้างดังกล่าวมิใช่เหตุจำเป็นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 เพราะเป็นเหตุที่กว้างใหญ่ไพศาลและเป็นภาวะทั่วไปของการผลิตไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นหรือเป็นการชั่วคราว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อบีบบังคับสมาชิกของโจทก์ทางอ้อมไม่ให้สามารถทนทำงานต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นกรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กรรมการโจทก์บางคนเคยนำเรื่องดังกล่าวแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 7/2542 ลงวันที่ 19 เมษายน 2542 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าข่ายตามมาตรา 75 และไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จึงสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอีกร้อยละห้าสิบแก่ลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานแต่อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในทางปกครอง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ทุกคนตามบัญชีรายละเอียดท้ายฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คำนวณจากยอดค่าจ้างของสมาชิกของโจทก์แต่ละปี เริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สมาชิกของโจทก์ หากในระหว่างฟ้องจำเลยยังคงสั่งหยุดงานจ่ายค่าจ้างเพียงร้อยละห้าสิบก็ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่สมาชิกของโจทก์ที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือชำระเสร็จ กับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครที่ 7/2542 ลงวันที่ 19เมษายน 2542

จำเลยให้การว่า ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้โจทก์ฟ้องคดีแทนสมาชิกของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2542 เมื่อมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2543โจทก์ไม่ได้ขอมติที่ประชุมใหญ่ให้ฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยอีกครั้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คณะกรรมการโจทก์ประชุมและมีมติมอบให้นางสาวนิภา มองเพชรนางสาวเตือนใจ ถาวรสาลี และนายสมเกียรติ ศรีชุบร่วง เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยไม่ได้มีการมอบอำนาจเป็นหนังสือ การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจึงไม่ชอบฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออก มีลูกจ้างประมาณ 1,500 คน นับแต่ปี 2540 เป็นต้นมา จำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจขาดแคลนคำสั่งซื้อของลูกค้า การสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าน้อยกว่าปกติ กระบวนการผลิตไม่ต่อเนื่อง จำเลยไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวแทน จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 75 ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เนื่องจากไม่เคยมีข้อตกลงกับโจทก์หรือสมาชิกของโจทก์ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ว่าหากจำเลยยังคงสั่งหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างเพียงร้อยละห้าสิบอยู่อีก ก็ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่สมาชิกโจทก์ที่ขาดอีกร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายหรือชำระเสร็จนั้น เป็นการฟ้องเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต จำเลยจะสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะเหตุการณ์ในเวลานั้นซึ่งเป็นอำนาจจัดการของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2542ซึ่งต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครวินิจฉัยว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ครบถ้วนแล้วไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2542 เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ขอมติที่ประชุมใหญ่เพื่อดำเนินการแทนสมาชิกของโจทก์ในเรื่องนี้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายบางส่วนเกินกว่า 2 ปี และฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่มีคำสั่ง คดีโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่สมาชิกของโจทก์ตามรายชื่อและจำนวนเงินดังที่ปรากฏในบัญชีเอกสารหมาย ล.19 ท้ายคำพิพากษากับให้รับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยคิดนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาซึ่งสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเบื้องแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างว่า จำเลยสั่งให้สมาชิกของโจทก์หมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆโดยอ้างเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติการกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์และโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพแห่งข้ออ้าง ข้อหา และคำขอบังคับในคำฟ้องดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่สมาชิกของโจทก์แต่ละคนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกของโจทก์โดยตรง ซึ่งหากสมาชิกของโจทก์คนใดประสงค์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานดังเช่นคดีนี้สมาชิกของโจทก์คนนั้นก็จะต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล โดยจะดำเนินคดีด้วยตนเอง หรือจะแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนหรือจะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ก็ได้ คดีนี้สมาชิกของโจทก์มิได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสหภาพแรงงานเป็นผู้ฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8และมาตรา 31 ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยอุทธรณ์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 31 ม. 36
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานบริติช-ไทย ซินเทติคเท็กสไทล์
จำเลย — บริษัท บริติช-ไทย ซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2545
#99651
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องนายจ้างฐานผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยลูกจ้างและสหภาพแรงงานมิได้ตกลง ยินยอม ขอให้บังคับนายจ้างจ่ายค่าจ้างที่ยังจ่ายขาดแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น เป็นกรณีที่ลูกจ้างแต่ ละคนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และตามสัญญาจ้างกับนายจ้างโดยตรง หากลูกจ้างคนใดจะฟ้องขอให้บังคับนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานก็จะต้องเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลโดยจะดำเนินคดีด้วยตนเองหรือแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความให้ดำเนินคดีแทน หรือจะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ก็ได้ เมื่อลูกจ้างมิได้เป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างเองและมิได้มอบอำนาจให้สหภาพแรงงานดำเนินคดีแทน สหภาพแรงงานจึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 8 และมาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ ทุกคนตามบัญชีรายละเอียดท้ายฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี คำนวณจากยอดค่าจ้างของสมาชิกของโจทก์แต่ละปี เริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สมาชิกของโจทก์ หากในระหว่างฟ้องจำเลยยังคงสั่งหยุดงานจ่ายค่าจ้างเพียงร้อยละห้าสิบก็ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่สมาชิกของโจทก์ที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือชำระเสร็จกับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครที่ ๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๒

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่สมาชิกของโจทก์ตามรายชื่อและจำนวนเงินดังที่ปรากฏในบัญชีท้ายคำพิพากษากับให้รับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยคิดนับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาซึ่งสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเบื้องแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยสั่งให้สมาชิกของโจทก์หมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยอ้างเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติ การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราช-บัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕ เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์และโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพแห่งข้ออ้าง ข้อหา และคำขอบังคับในคำฟ้องดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่สมาชิกของโจทก์ แต่ละคนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกของโจทก์โดยตรง ซึ่งหากสมาชิกของโจทก์คนใดประสงค์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานดังเช่นคดีนี้ สมาชิกของโจทก์คนนั้น ก็จะต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล โดยจะดำเนินคดีด้วยตนเอง หรือจะแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความเพื่อดำเนินคดีแทน หรือจะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตามพระราช-บัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๖ ก็ได้ คดีนี้สมาชิกของโจทก์มิได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสภาพแรงงานเป็นผู้ฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ และมาตรา ๓๑ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕), ๒๔๖ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยอุทธรณ์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานบริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์
จำเลย — บริษัทบริติช-ไทย ซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3959/2545
#45727
เปิดฉบับเต็ม

พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เข้าเป็นตัวการในการทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งด้วยตนเองในการจัดการขนส่งต่อเนื่องจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น เข้าลักษณะเป็นผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ที่บัญญัติไว้ว่า"ผู้ขนส่ง" หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเล เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติโดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการขนส่งหลายช่วง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งช่วงสุดท้ายแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อการกระทำของผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 43 หากผู้ขนส่งอื่นประพฤติผิดสัญญาขนส่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ขนส่งอื่นมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1โดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งอันเป็นการประพฤติผิดบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 และ 28 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าที่ขนส่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในเที่ยวที่ตนรับขนส่งแก่โจทก์นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน23,814.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน23,325,144.15 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมชำระเงินจำนวน 13,762,808.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 13,480,276.25 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระเงินจำนวน 10,051,205.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,844,867.90 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือของบริษัทแปซิฟิกบริดจ์ เซอร์วิสเซส จำกัด เรียกชื่อย่อว่า บริษัทพีบีเอส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งทางทะเล มีสำนักงานอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง ก่อนการขนส่งสินค้าเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้ขนส่งสินค้าในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว 10 เที่ยว ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของบริษัทพีบีเอส จำกัด ในการประสานงานกับโจทก์สำหรับกิจการที่ต้องทำในประเทศไทย การขนส่งสินค้าทั้งสิบเที่ยวดังกล่าว บริษัทพีบีเอส จำกัดปล่อยสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งและเอกสารการขนส่งซึ่งเป็นแนวการปฏิบัติของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง บริษัทพีบีเอส จำกัด และจำเลยที่ 3 จึงมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความเสียหายของโจทก์เป็นเงินจำนวนไม่ถึง 13,762,808.07 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เคยติดต่อขอชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเพื่อใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทยขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง หากแต่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 4 ได้รับการติดต่อจากบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ให้ทำการส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ท่าเรือฮ่องกง จำเลยที่ 4 มีหน้าที่เพียงจองระวางเรือเพื่อการขนส่งระหว่างท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกงและออกใบตราส่งให้โจทก์เป็นหลักฐานระบุการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือซานเตา โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้รับตราส่ง มีหน้าที่ต้องจัดส่งสินค้าต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ณ เมืองซานเตาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน การออกใบปล่อยสินค้าเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปรับสินค้าจากเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือซานเตาไม่อยู่ในอำนาจและความรับผิดของจำเลยที่ 4 ก่อนการขนส่งสินค้าเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้ขนส่งสินค้าในลักษณะและวิธีเดียวกันให้แก่จำเลยที่ 2 มาแล้ว 10 เที่ยว ซึ่งมีการปล่อยสินค้าโดยไม่มีใบตราส่ง ปกติทางการค้าของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 รับสินค้าไปก่อนแล้วชำระเงินภายหลังจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มิได้รับความเสียหายเป็นเงินถึงจำนวน10,051,205.54 บาท เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยติดต่อชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทยขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 10,189,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 9,980,276 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2540)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 150,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันเวลาตามคำฟ้อง โจทก์ทำสัญญาขายแผ่นฟิล์มหุ้มบรรจุภัณฑ์หลายชนิดให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ส่งสินค้าดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 1 โดยการขนส่งทางทะเลด้วยเรือหมิง-แชมเปี้ยน เรือกัวฉิม และเรือกังเจนเมื่อส่งสินค้าไปถึงปลายทาง มีผู้รับสินค้าไปโดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งให้แก่ผู้ขนส่งทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระค่าสินค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลหรือไม่ โจทก์มีนายวัลลภคุญานุกรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8, จ.12 และ จ.16 และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ว่าโจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบังเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ที่เมืองซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 4 เที่ยว โดยจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้ามูลค่าจำนวน 13,480,276.25 บาทเป็นจำนวน 3 เที่ยว และจำเลยที่ 4 ขนส่งสินค้ามูลค่าจำนวน 9,844,867.90 บาท เป็นจำนวน 1 เที่ยว เมื่อโจทก์ชำระค่าระวางบรรทุก จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ออกใบตราส่งและใบเสร็จรับเงินให้ ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8, จ.12 และ จ.16 และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ส่วนจำเลยที่ 3 มีนายสมบูรณ์ วลีอิทธิกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 มีนายมนูญ เฟืองการกล กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 4 เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่ง โดยจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของบริษัทพีบีเอส จำกัด ซึ่งอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และได้รับมอบหมายจากบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้เป็นตัวแทนในการดูแลการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและต่อจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงไปยังประเทศสาธารณประชาชนจีน โดยทำหน้าที่ติดต่อกับโจทก์เพื่อจัดเตรียมตู้สินค้าให้โจทก์ใช้บรรจุสินค้าและกำหนดเวลาในการส่งสินค้าให้แก่โจทก์ รวมทั้งออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8 และ จ.12 เก็บค่าระวาง และออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.21 ส่วนจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายจากบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ไต้หวันให้ดำเนินการต่าง ๆ ตามสำเนาโทรสารเอกสารหมาย ล.10 โดยให้ติดต่อกับโจทก์ จองระวางเรือ และจัดส่งสินค้าไปให้แก่จำเลยที่ 2 รวมถึงออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.16 เก็บค่าระวาง และออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.21 เห็นว่านายสมบูรณ์และนายมนูญต่างเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นผู้ออกใบตราส่งให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8 และ จ.12เพื่อการบรรทุกสินค้ารวม 3 เที่ยว ส่วนจำเลยที่ 4 ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.16เพื่อการบรรทุกสินค้า 1 เที่ยว และต่างเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.20 และจ.21 เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อความต่าง ๆ ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8 และ จ.12ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งระหว่างโจทก์ผู้ส่งกับผู้ขนส่งที่โจทก์เข้าทำสัญญาด้วยแล้วจะเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าเป็นใบตราส่งที่ออกในนามจำเลยที่ 3 และที่ 4 อย่างแท้จริงและไม่มีข้อความใด ๆ ในเอกสารที่แสดงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกใบตราส่งแทนผู้ใดสำหรับใบตราส่งเอกสารหมาย จ.16 ก็ระบุชัดว่าเป็นการออกในฐานะผู้ขนส่ง นอกจากนี้ใบตราส่งทั้งหมดดังกล่าวเป็นใบตราส่งสำหรับการขนส่งต่อเนื่อง (combined transport)ซึ่งผู้ขนส่งตามใบตราส่งดังกล่าวตกลงรับจัดการขนส่งนับแต่เวลาที่ได้รับสินค้าไว้ที่ลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบสินค้าที่ลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ใช่เพียงตกลงรับจัดการขนส่งเฉพาะในช่วงจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกงตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.10 แผ่นที่ 27, 39, 43 และใบตราส่งเอกสารหมาย ล.4 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งที่จำเลยที่ 3 และที่ 4ทำกับสายการเดินเรือเพื่อให้ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปจนถึงท่าเรือฮ่องกงก็เจือสมกับใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8, จ.12 และ จ.16 เพราะปรากฏตามใบตราส่งดังกล่าวว่าเพื่อให้การดำเนินการตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8, จ.12และ จ.16 ลุล่วงไป จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญากับสายการเดินเรือให้ทำการขนส่งเฉพาะในช่วงท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกงในนามของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เอง โดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ส่ง ไม่ได้ระบุว่าเป็นการทำสัญญาแทนบริษัทพีบีเอส จำกัดหรือบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด หรือแทนโจทก์ ทั้งตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.10แผ่นที่ 27, 39, 43 ยังระบุชื่อบริษัทพีบีเอส จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง ซึ่งสอดคล้องกันกับข้อความที่มุมล่างด้านซ้ายของใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8 และ จ.12 ที่ระบุว่าบริษัทพีบีเอส จำกัด เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งตามใบตราส่งดังกล่าว กับตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 ก็เป็นหลักฐานที่แสดงอยู่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินค่าระวางเอง โดยไม่ได้ระบุว่าออกไว้แทนผู้ใด ค่าระวางดังกล่าวเป็นค่าระวางตลอดเส้นทางจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังไปจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ไม่ใช่เป็นเพียงค่าระวางจากท่าเรือแหลมฉบังไปถึงท่าเรือฮ่องกง การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่าการดำเนินการทั้งหมดจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับเพียงเงินค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนจากบริษัทพีบีเอส จำกัด และบริษัทแวกอนชิปปิ้งเอเยนซี่ จำกัด นั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับรู้ด้วย จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับบริษัทดังกล่าวจะมีข้อตกลงกันเองอย่างไร จะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร ในลักษณะใดเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับบริษัทนั้นเอง ไม่เกี่ยวกับความผูกพันของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ทำไว้กับโจทก์ ซึ่งในเรื่องนี้นายมนูญเองก็เบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 4 และบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ประกอบธุรกิจร่วมกันโดยเป็นตัวแทนของกันและกันมีบางกรณีที่บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามคำสั่งของจำเลยที่ 4 ทั้งตามสำเนาโทรสารของบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ที่มีถึงจำเลยที่ 4 ตามเอกสารหมาย ล.1 ก็ปรากฏว่าเงินค่าระวางที่จำเลยที่ 4 เก็บมาจากโจทก์ บริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด จะเรียกเก็บจากจำเลยที่ 4 จำนวน 35 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตู้สินค้า เพื่อให้แก่บริษัทแวกอนชิปปิ้งเอเยนซี่ จำกัด และตัวแทนที่เมืองซานเตาเป็นค่าส่วนแบ่งกำไร ไม่ใช่เป็นเพียงค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนการเป็นตัวแทน นอกจากนั้นนายสมบูรณ์และนายมนูญต่างเบิกความรับว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประกอบธุรกิจคล้ายกัน โดยเฉพาะนายมนูญเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3และที่ 4 ตามที่ปรากฏจากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าดำเนินการติดต่อและตกลงกับโจทก์ในฐานะเป็นตัวการในการจัดการขนส่งต่อเนื่องจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีบริษัทพีบีเอส จำกัด และบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ร่วมในการจัดการขนส่งหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในการดำเนินการขนส่งสินค้าบางช่วง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 จึงเข้าลักษณะเป็นผู้ขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ที่บัญญัติไว้ว่า "ผู้ขนส่ง" หมายความว่า"บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติโดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ" แม้จำเลยที่ 4 จะมีนายอุทัย แซ่เกา นางสุณี เอกธีรจิตต์และนายปกรณ์ กังวาลสิงหนาท เป็นพยานเบิกความประกอบสำเนาโทรสาร 2 ฉบับเอกสารหมาย ล.12 และ ล.16 ว่าโจทก์น่าจะทราบจากการแจ้งของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อสินค้า ไม่ได้มีอาชีพประกอบกิจการขนส่งทางทะเล และจำเลยที่ 4 ไม่มีเรือเดินทะเลเป็นของตนเอง จึงอาจทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่ง แต่จากพฤติกรรมของจำเลยที่ 4 ที่ติดต่อกับโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแสดงชัดว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าเป็นตัวการในการทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งด้วยตนเอง หาใช่ตัวแทนผู้ขนส่งดังที่จำเลยที่ 1 เข้าใจไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทางทะเลอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4, จ.8, จ.12 และ จ.16ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งทางทะเลระบุว่าเป็นการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศไทยไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการขนส่งหลายช่วง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งช่วงสุดท้าย แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อการกระทำของผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 43 หากผู้ขนส่งอื่นประพฤติผิดสัญญาขนส่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ขนส่งอื่นมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1โดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งอันเป็นการประพฤติผิดบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 และ 28 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้ชำระราคาสินค้าที่ขนส่ง ถือได้ว่าเป็นการผิดสัญญาขนส่งต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในเที่ยวที่ตนรับขนส่งโดยต้องชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าผู้ขนส่งอื่นเคยส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่เวนคืนใบตราส่งก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว ก็ไม่อาจถือว่าผู้ขนส่งอื่นมิได้ประพฤติผิดบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในการขนส่งครั้งที่เกิดเหตุเป็นคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง สำหรับเงินประกันความเสียหายจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยที่ 1 วางประกันการทำสัญญาซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องกับโจทก์ และจำเลยที่ 4 ขอให้นำมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 ต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้นำมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิในเงินประกันความเสียหายดังกล่าว จึงจะขอให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องใช้แก่โจทก์หาได้ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 10,051,205.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 9,844,867.90 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 28 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยฟิล์ม อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชานเตา หัวซุ่น (กรุ๊ป) จำกัด ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3959/2545
#99650
เปิดฉบับเต็ม

พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เข้าเป็นตัวการในการทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งด้วยตนเองในการจัดการขนส่งต่อเนื่องจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น เข้าลักษณะเป็นผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ที่บัญญัติไว้ว่า "ผู้ขนส่ง" หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเล เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติโดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการขนส่งหลายช่วง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งช่วงสุดท้าย แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อการกระทำของผู้ขนส่งอื่น ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 43 หากผู้ขนส่งอื่นประพฤติผิดสัญญาขนส่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ขนส่งอื่นมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งอันเป็นการประพฤติผิดบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 และ 28 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าที่ขนส่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในเที่ยวที่ตนรับขนส่งแก่โจทก์นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๓,๘๑๔,๐๑๓.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๓,๓๒๕,๑๔๔.๑๕ บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมชำระเงินจำนวน ๑๓,๗๖๒,๘๐๘.๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๓,๔๘๐,๒๗๖.๒๕ บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๔ ร่วมชำระเงินจำนวน ๑๐,๐๕๑,๒๐๕.๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙,๘๔๔,๘๖๗.๙๐ บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ศาลสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือของบริษัทแปซิฟิก บริดจ์ เซอร์วิสเซส จำกัด เรียกชื่อย่อว่า บริษัทพีบีเอส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งทางทะเล มีสำนักงานอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง ก่อนการขนส่งสินค้าเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้ขนส่งสินค้าในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว ๑๐ เที่ยว ซึ่งจำเลยที่ ๓ ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของบริษัทพีบีเอส จำกัด ในการประสานงานกับโจทก์สำหรับกิจการที่ต้องทำในประเทศไทย การขนส่งสินค้าทั้งสิบเที่ยวดังกล่าว บริษัทพีบีเอส จำกัด ปล่อยสินค้าให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งและเอกสารการขนส่งซึ่งเป็นแนวการปฏิบัติของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง บริษัทพีบีเอส จำกัด และจำเลยที่ ๓ จึงมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ความเสียหายของโจทก์เป็นเงินจำนวนไม่ถึง ๑๓,๗๖๒,๘๐๘.๐๗ บาท เพราะจำเลยที่ ๒ เคยติดต่อขอชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเพื่อใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๔ ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง หากแต่เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๔ ได้รับการติดต่อจากบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ให้ทำการส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปให้แก่จำเลยที่ ๒ ที่ท่าเรือฮ่องกง จำเลยที่ ๔ มีหน้าที่เพียงจองระวางเรือเพื่อการขนส่งระหว่างท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกงและออกใบตราส่งให้โจทก์เป็นหลักฐานระบุการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือซานเตา โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับตราส่ง มีหน้าที่ต้องจัดส่งสินค้าต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ณ เมืองซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน การออกใบปล่อยสินค้าเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปรับสินค้าจากเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือซานเตาไม่อยู่ในอำนาจและความรับผิดของจำเลยที่ ๔ ก่อนการขนส่งสินค้าเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้ขนส่งสินค้าในลักษณะและวิธีเดียวกันให้แก่จำเลยที่ ๒ มาแล้ว ๑๐ เที่ยว ซึ่งมีการปล่อยสินค้าโดยไม่มีใบตราส่ง ปกติทางการค้าของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๒ รับสินค้าไปก่อนแล้วชำระเงินภายหลังจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๔ จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มิได้รับความเสียหายเป็นเงินถึงจำนวน ๑๐,๐๕๑,๒๐๕.๕๔ บาท เพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เคยติดต่อชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ ๔ ซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงินจำนวน ๑๐,๑๘๙,๔๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙,๙๘๐,๒๗๖ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันเวลาตามคำฟ้อง โจทก์ทำสัญญาขายแผ่นฟิล์มหุ้มบรรจุภัณฑ์หลายชนิดให้แก่จำเลยที่ ๑ และโจทก์ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ส่งสินค้าดังกล่าวไปให้จำเลยที่ ๑ โดยการขนส่งทางทะเลด้วยเรือหมิง-แชมเปี้ยน เรือกัวฉิน และเรือกังเจน เมื่อส่งสินค้าไปถึงปลายทาง มีผู้รับสินค้าไปโดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งให้แก่ผู้ขนส่ง ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระค่าสินค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลหรือไม่ โจทก์มีนายวัลลภ คุญานุกรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ จ.๑๒ และ จ.๑๖ และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ ว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบังเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ ที่เมืองซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน ๔ เที่ยว โดยจำเลยที่ ๓ ขนส่งสินค้ามูลค่าจำนวน ๑๓,๔๘๐,๒๗๖.๒๕ บาท เป็นจำนวน ๓ เที่ยว และจำเลยที่ ๔ ขนส่งสินค้ามูลค่าจำนวน ๙,๘๔๔,๘๖๗.๙๐ บาท เป็นจำนวน ๑ เที่ยว เมื่อโจทก์ชำระค่าระวางบรรทุก จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ก็ออกใบตราส่งและใบเสร็จรับเงินให้ ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ จ.๑๒ และ จ.๑๖ และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ ส่วนจำเลยที่ ๓ มีนายสมบูรณ์ วลีอิทธิกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ มีนายมนูญ เฟืองการกล กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ ๔ เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้เป็นผู้ขนส่ง โดยจำเลยที่ ๓ เป็นตัวแทนของบริษัทพีบีเอส จำกัด ซึ่งอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และได้รับมอบหมายจากบริษัทพีบีเอส จำกัด ให้เป็นตัวแทนในการดูแลการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและต่อจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงไปยังประเทศสาธารณประชาชนจีน โดยทำหน้าที่ติดต่อกับโจทก์เพื่อจัดเตรียมตู้สินค้าให้โจทก์ใช้บรรจุสินค้าและกำหนดเวลาในการส่งสินค้าให้แก่โจทก์ รวมทั้งออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ และ จ.๑๒ เก็บค่าระวาง และออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๑ ส่วนจำเลยที่ ๔ ได้รับมอบหมายจากบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ไต้หวันให้ดำเนินการต่าง ๆ ตามสำเนาโทรสารเอกสารหมาย ล.๑๐ โดยให้ติดต่อกับโจทก์ จองระวางเรือ และจัดส่งสินค้าไปให้แก่จำเลยที่ ๒ รวมถึงออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๖ เก็บค่าระวาง และออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๑ เห็นว่า นายสมบูรณ์และนายมนูญต่างเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่างเป็นผู้ออกใบตราส่งให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ ๓ ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ และ จ.๑๒ เพื่อการบรรทุกสินค้ารวม ๓ เที่ยว ส่วนจำเลยที่ ๔ ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๖ เพื่อการบรรทุกสินค้า ๑ เที่ยว และต่างเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อความต่าง ๆ ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ และ จ.๑๒ ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งระหว่างโจทก์ผู้ส่งกับผู้ขนส่งที่โจทก์เข้าทำสัญญาด้วยแล้วจะเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าเป็นใบตราส่งที่ออกในนามจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อย่างแท้จริง และไม่มีข้อความใด ๆ ในเอกสารที่แสดงว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกใบตราส่งแทนผู้ใด สำหรับใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๖ ก็ระบุชัดว่าเป็นการออกในฐานะผู้ขนส่ง นอกจากนี้ใบตราส่งทั้งหมดดังกล่าวเป็นใบตราส่งสำหรับการขนส่งต่อเนื่อง (combined transport) ซึ่งผู้ขนส่งตามใบตราส่งดังกล่าวตกลงรับจัดการขนส่งนับแต่เวลาที่ได้รับสินค้าไว้ที่ลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบสินค้าที่ลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ใช่เพียงตกลงรับจัดการขนส่งเฉพาะในช่วงจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกง ตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.๑๐ แผ่นที่ ๒๗ , ๓๙ , ๔๓ และใบตราส่งเอกสารหมาย ล.๔ ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ทำกับสายการเดินเรือเพื่อให้ทำการขนส่งสินค้าตามคำฟ้องจากท่าเรือแหลมฉบังไปจนถึงท่าเรือฮ่องกงก็เจือสมกับใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ จ.๑๒ และ จ.๑๖ เพราะปรากฏตามใบตราส่งดังกล่าวว่าเพื่อให้การดำเนินการตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ จ.๑๒ และ จ.๑๖ ลุล่วงไป จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ทำสัญญากับสายการเดินเรือให้ทำการขนส่งเฉพาะในช่วงท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือฮ่องกงในนามของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เอง โดยระบุชื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ส่ง ไม่ได้ระบุว่าเป็นการทำสัญญาแทนบริษัทพีบีเอส จำกัด หรือบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด หรือแทนโจทก์ ทั้งตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.๑๐ แผ่นที่ ๒๗ , ๓๙ , ๔๓ ยังระบุชื่อบริษัทพีบีเอส จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง ซึ่งสอดคล้องกันกับข้อความที่มุมล่างด้านซ้ายของใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ และจ.๑๒ ที่ระบุว่าบริษัทพีบีเอส จำกัด เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งตามใบตราส่งดังกล่าว กับตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ ก็เป็นหลักฐานที่แสดงอยู่ว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินค่าระวางเอง โดยไม่ได้ระบุว่าออกไว้แทนผู้ใด ค่าระวางดังกล่าวเป็นค่าระวางตลอดเส้นทางจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังไปจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ไม่ใช่เป็นเพียงค่าระวางจากท่าเรือแหลมฉบังไปถึงท่าเรือฮ่องกง การที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อ้างว่าการดำเนินการทั้งหมดจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้รับเพียงเงินค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนจากบริษัทพีบีเอส จำกัด และบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด นั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับรู้ด้วย จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กับบริษัทดังกล่าวจะมีข้อตกลงกันเองอย่างไร จะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไร ในลักษณะใดเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กับบริษัทนั้นเอง ไม่เกี่ยวกับความผูกพันของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ที่ทำไว้กับโจทก์ ซึ่งในเรื่องนี้นายมนูญเองก็เบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ ๔และบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ประกอบธุรกิจร่วมกันโดยเป็นตัวแทนของกันและกัน มีบางกรณีที่บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามคำสั่งของจำเลยที่ ๔ ทั้งตามสำเนาโทรสารของบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ที่มีถึงจำเลยที่ ๔ ตามเอกสารหมาย ล.๑ ก็ปรากฏว่าเงินค่าระวางที่จำเลยที่ ๔ เก็บมาจากโจทก์ บริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด จะเรียกเก็บจากจำเลยที่ ๔ จำนวน ๓๕ ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตู้สินค้า เพื่อให้แก่บริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด และตัวแทนที่เมืองซานเตาเป็นค่าส่วนแบ่งกำไร ไม่ใช่เป็นเพียงค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนการเป็นตัวแทน นอกจากนั้นนายสมบูรณ์และนายมนูญต่างเบิกความรับว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ประกอบธุรกิจคล้ายกัน โดยเฉพาะนายมนูญเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่างเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตามที่ปรากฏจากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้าดำเนินการติดต่อและตกลงกับโจทก์ในฐานะเป็นตัวการในการจัดการขนส่งต่อเนื่องจากลานวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบังจนถึงลานวางตู้สินค้าท่าเรือซานเตา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีบริษัทพีบีเอส จำกัด และบริษัทแวกอนชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ร่วมในการจัดการขนส่งหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในการดำเนินการขนส่งสินค้าบางช่วง พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๓ จึงเข้าลักษณะเป็นผู้ขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ ที่บัญญัติไว้ว่า "ผู้ขนส่ง" หมายความว่า "บุคคลซึ่งประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติโดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ" แม้จำเลยที่ ๔ จะมีนายอุทัย แซ่เกา นางสุณี เอกธีรจิตต์ และนายปกรณ์ กังวาลสิงหนาท เป็นพยานเบิกความประกอบสำเนาโทรสาร ๒ ฉบับเอกสารหมาย ล.๑๒ และ ล.๑๖ ว่าโจทก์น่าจะทราบจากการแจ้งของจำเลยที่ ๑ ว่าจำเลยที่ ๔ เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ซื้อสินค้า ไม่ได้มีอาชีพประกอบกิจการขนส่งทางทะเล และจำเลยที่ ๔ ไม่มีเรือเดินทะเลเป็นของตนเอง จึงอาจทำให้จำเลยที่ ๑ เข้าใจผิดว่าจำเลยที่ ๔ เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่ง แต่จากพฤติกรรมของจำเลยที่ ๔ ที่ติดต่อกับโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแสดงชัดว่าจำเลยที่ ๔ เป็นผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าเป็นตัวการในการทำสัญญาขนส่งกับผู้ส่งด้วยตนเอง หาใช่ตัวแทนผู้ขนส่งดังที่จำเลยที่ ๑ เข้าใจไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามคำฟ้องทางทะเล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๔ จ.๘ จ.๑๒ และ จ.๑๖ ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งทางทะเลระบุว่าเป็นการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศไทยไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่ามีการขนส่งหลายช่วง และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้เป็นผู้ขนส่งช่วงสุดท้าย แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดเพื่อการกระทำของผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๓ หากผู้ขนส่งอื่นประพฤติผิดสัญญาขนส่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ขนส่งอื่นมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งอันเป็นการประพฤติผิดบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ และ ๒๘ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าที่ขนส่ง ถือได้ว่าเป็นการผิดสัญญาขนส่งต่อโจทก์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในเที่ยวที่ตนรับขนส่งโดยต้องชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่า ผู้ขนส่งอื่นเคยส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่เวนคืนใบตราส่งก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว ก็ไม่อาจถือว่าผู้ขนส่งอื่นมิได้ประพฤติผิดบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในการขนส่งครั้งที่เกิดเหตุเป็นคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

อนึ่ง สำหรับเงินประกันความเสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยที่ ๑ วางประกันการทำสัญญาซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องกับโจทก์ และจำเลยที่ ๔ ขอให้นำมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๔ ต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้นำมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๔ ไม่มีสิทธิในเงินประกันความเสียหายดังกล่าว จึงจะขอให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๔ จะต้องใช้แก่โจทก์หาได้ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๔ ชำระเงินจำนวน ๑๐,๐๕๑,๒๐๕.๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๙,๘๔๔,๘๖๗.๙๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๔ ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 28 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยฟิล์ม อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชานเตา หัวซุ่น (กรุ๊ป) จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ฯ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3942/2545
#45274
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทจำเลย โดยชำระเงิน274,600 บาท แต่เมื่อถึงวันทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์เห็นว่ามีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมลักษณะเอาเปรียบโจทก์หลายข้อ จึงแสดงเจตนาขอแก้ไขสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรมเสียก่อนว่าจำเลยจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จเมื่อใด จะแบ่งแยกโฉนดพร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวมถึงการชำระเงินเมื่อใด ซึ่งล้วนแต่เป็นปกติประเพณีของการซื้อขายที่อยู่ในวิสัยของจำเลยต้องกระทำและกระทำได้ ข้อสัญญาดังกล่าวถือว่าเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน เมื่อจำเลยยอมรับว่ายังไม่ได้แก้ไขสัญญาตามที่โจทก์ขอทุกข้อ โจทก์กับจำเลยจึงยังมิได้มีสัญญาต่อกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366วรรคหนึ่ง สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิดขึ้นเงินที่จำเลยรับไว้จึงเป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ต้องคืนให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2540 โจทก์ทำสัญญาจองซื้อที่ดินจำนวน2 แปลง เนื้อที่ 188 ตารางวา และ 152 ตารางวา พร้อมบ้าน 1 หลัง ในโครงการพฤกษ์ภิรมย์ บางขุนเทียน รวมราคาทั้งสิ้น 21,173,000 บาท โจทก์จะชำระเงิน 4,234,600บาท ให้แก่จำเลยโดยชำระในวันทำสัญญาจอง 54,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งโจทก์และจำเลยจะตกลงรายละเอียดต่าง ๆ ในสัญญาอีกครั้งหนึ่งโดยโจทก์จะชำระให้จำเลยอีก 220,600 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์2540 และแบ่งชำระเป็น 11 งวด งวดละเดือน งวดที่ 1 ถึงที่ 10 ชำระงวดละ 220,000บาท งวดสุดท้ายชำระ 16,938,400 บาท ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยและได้อ่านสัญญาที่จำเลยจัดทำขึ้นแล้ว เห็นว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงขอให้จำเลยเพิ่มเติมและแก้ไขสาระสำคัญบางประการเกี่ยวกับวันที่จำเลยทำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อและก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ การผิดนัดชำระเงิน การขยายเวลาชำระเงินในกรณีที่จำเลยไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้ยืมเงินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้ จำเลยได้ขอให้โจทก์ส่งข้อความที่ขอเพิ่มเติมและแก้ไขสัญญาเพื่อให้ผู้บริหารของจำเลยพิจารณา โจทก์จึงได้จัดส่งข้อความที่ขอแก้ไขให้จำเลยและชำระเงินอีก 220,600 บาท ให้จำเลยแล้ว เงินส่วนที่เหลือโจทก์ระงับการชำระไว้จนกว่าจะมีการตกลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อจะขายและทำสัญญาให้เสร็จเรียบร้อยหลังจากนั้นในวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้แจ้งโจทก์ว่ายินยอมแก้ไขข้อความที่โจทก์เสนอเพียงบางข้อ แต่ไม่ยอมแก้ไขในเรื่องวันที่แบ่งแยกโฉนดและก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้โจทก์ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินให้โจทก์ขอกู้ยืมเงินซื้อบ้านได้ ซึ่งสาระสำคัญดังกล่าวหากโจทก์ยินยอมทำสัญญาแล้วโจทก์จะต้องเสี่ยงกับความเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ตกลงทำสัญญากับจำเลยจนกว่าจำเลยจะยินยอมแก้ไขข้อความในสัญญา โจทก์ได้พยายามเจรจาขอให้จำเลยแก้ไขสัญญาอีกหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงขอให้จำเลยคืนเงินเนื่องจากไม่มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน จำเลยไม่ยอมคืนให้แต่กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินและบ้านกับจำเลยต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจองซื้อที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2540 กับจำเลย ให้จำเลยคืนเงินที่รับไปแล้วจำนวน 274,600 บาทแก่โจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ไม่คืนเงินให้จำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่โจทก์ให้จำเลยคืนเงินตามหนังสือทวงถามถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 8,745.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน283,345.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 274,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่จำเลยกำหนดหากพ้นกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อไป และหนังสือจองเป็นอันยกเลิกโดยโจทก์ยินยอมให้ริบเงินที่ได้ชำระแล้วทั้งหมด นอกจากนี้ในหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังได้ระบุเงื่อนไขการชำระราคาส่วนที่เหลือ โดยให้แบ่งชำระเป็นงวด ๆ และกำหนดวันชำระไว้ชัดเจน แต่โจทก์ชำระเพียงงวด วันทำสัญญาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวนเงิน 220,600 บาท เท่านั้น โจทก์ผิดสัญญาตั้งแต่งวดที่ 1 ตลอดมา จำเลยจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมด โจทก์ได้รับหนังสือแล้วแต่กลับให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาขอให้คืนเงินโดยอ้างว่า จำเลยไม่ยินยอมแก้ไขสัญญาในสาระสำคัญอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นรูปแบบของสัญญาที่ใช้กับลูกค้าของจำเลยทุกรายไม่มีเงื่อนไขใดเอาเปรียบลูกค้า โจทก์ทราบเงื่อนไขการชำระเงินตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอย่างดีว่าโจทก์จะต้องชำระเงินค่างวดทุกวันที่ 28 ของเดือนงวดละ 220,000 บาทให้แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ชำระเงินตั้งแต่งวดที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นอ้างเหตุเกี่ยวกับเรื่องข้อความตามสัญญา ซึ่งจำเลยได้พยายามแก้ไขในข้อสาระสำคัญให้โจทก์แล้ว โจทก์กลับไม่ตกลงและไม่ยอมลงนามในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 274,600 บาท พร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 283,345.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 274,600 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2541ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จะได้วินิจฉัยประเด็นพิพาทที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาดังต่อไปนี้ ประเด็นข้อแรกที่ว่า สัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ได้ความจากนายวิชัย ทิตตภักดี ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 26มกราคม 2540 ได้ไปทำสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยและในวันนั้นได้ชำระเงินจำนวน 54,000 บาท ปรากฏตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.6 และ จ.11 ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ได้ไปที่สำนักงานของจำเลยเพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายแต่เห็นว่ามีข้อสัญญาหลายข้อที่ไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้ทำสัญญาใด ๆ พร้อมกับขอนำสัญญาไปแก้ไขตามที่โจทก์ต้องการสัญญาดังกล่าวคือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการพฤกษ์ภิรมย์เอกสารหมาย จ.1 และในวันนั้นเองก็ได้ชำระเงินตามหนังสือจองซื้อที่ดินเอกสารหมาย จ.6 จำนวน 220,600 บาท ด้วย ปรากฏตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.12จากนั้นได้นำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ไปให้นายพรชัย ปัทมภาสซึ่งเป็นทนายโจทก์ตรวจสอบแก้ไข ซึ่งนายพรชัยเบิกความว่า ได้แก้ไขสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวรวม 4 แห่ง เป็นต้นว่า กำหนดวันเวลาที่แน่นอนว่าจะก่อสร้างเสร็จเมื่อใด แบ่งแยกโฉนดโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินเมื่อใด ปรากฏรายละเอียดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการพฤกษ์ภิรมย์เอกสารหมาย จ.2 ในส่วนที่มีการขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดงแล้วส่งไปให้จำเลยแก้ไขซึ่งจำเลยยอมแก้ไขให้เพียงบางข้อ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.3 ที่สำคัญจำเลยไม่ยอมกำหนดวันที่จะก่อสร้างเสร็จตลอดจนการแบ่งแยกโฉนดโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อตกลงไม่ได้เช่นนี้โจทก์จึงไม่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยและประสงค์ที่จะขอเงินที่ชำระไปแล้วคืน จากการนำสืบของโจทก์ดังกล่าวได้ความเจือสมจากนายกัมพล นิลพงษ์พยานจำเลย ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกฎหมายว่าโจทก์ยังไม่ได้ลงนามทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยเพราะโจทก์ขอดูเงื่อนไขของสัญญาก่อน ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขสัญญาจะซื้อจะขายหลายข้อ จำเลยยินยอมแก้ไขให้บางข้อตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งจำเลยยังคงมิได้ระบุวันก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ในการแก้ไขเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและขอเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วคืนด้วย ปรากฏตามหนังสือเรื่องบอกเลิกหนังสือสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้คืนเงิน และใบตอบรับในประเทศ เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8เมื่อเป็นเช่นนี้ประกอบกับหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.6หน้าที่ 2 ข้อที่ 3 ระบุว่า ผู้จองจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามรายการดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่ของจำเลย จึงย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเมื่อมีการจองซื้อดังกล่าวแล้ว โจทก์จะต้องมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 กับจำเลยอีกครั้งหนึ่งอันจะทำให้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดการผูกพันที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เองเมื่อโจทก์เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1มีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมลักษณะเป็นการเอาเปรียบโจทก์หลายข้อ โจทก์จึงแสดงเจตนาขอแก้ไขสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรมเสียก่อน และเมื่อได้พิเคราะห์ถึงข้อสัญญาที่โจทก์ขอแก้ไข เช่น จะก่อสร้างเสร็จเมื่อใดจะแบ่งแยกโฉนดพร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวมถึงการชำระเงินเมื่อใดแล้ว เห็นว่าเป็นข้อสัญญาที่เป็นปกติประเพณีของการซื้อขายเช่นนี้ที่อยู่ในวิสัยของจำเลยต้องกระทำและกระทำได้ข้อสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อยฉะนั้นเมื่อจำเลยยอมรับว่ายังไม่ได้แก้ไขสัญญาตามที่โจทก์ขอทุกข้อโจทก์กับจำเลยจึงยังมิได้มีสัญญาต่อกันดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 366 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ รูปคดีฟังได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิดขึ้น

ประเด็นข้อที่สองที่ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินทั้งหมดที่รับไว้พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า การที่โจทก์ชำระเงินจำนวน 274,600บาท ให้แก่จำเลยตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13 นั้นก็เพื่อเป็นการชำระหนี้เกี่ยวกับการที่จะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันจะเกิดจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.1 ดังนั้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่เกิดขึ้นตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406 วรรคหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนและวันเวลาที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 366 ม. 406 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลี ทิตตภักดี
จำเลย — บริษัท ควอลิตี้ เฮ้า จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3942/2545
#46127
เปิดฉบับเต็ม

ตามปกติเมื่อมีการจองซื้อที่ดินแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อจะต้องมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยอีกครั้งหนึ่งอันจะทำให้เกิดการผูกพันที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อโจทก์เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมลักษณะเป็นการเอาเปรียบโจทก์หลายข้อ โจทก์ย่อมขอแก้ไขสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรมเสียก่อนได้ ข้อสัญญาที่โจทก์ขอแก้ไข เช่น จะก่อสร้างเสร็จเมื่อใด จะแบ่งแยกโฉนดพร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวมถึงการชำระเงินเมื่อใดซึ่งเป็นข้อสัญญา ที่เป็นปกติประเพณีของการซื้อขายที่อยู่ในวิสัยของจำเลยต้องกระทำและกระทำได้ ถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อยฉะนั้น เมื่อยังไม่ได้แก้ไขสัญญาตามที่โจทก์ขอทุกข้อ โจทก์กับจำเลยจึงยังมิได้มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิดขึ้น การที่จำเลยรับเงินจากโจทก์ไว้เป็นการชำระหนี้เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ต้องคืนให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ ตามมาตรา 406 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2540 โจทก์ทำสัญญาจองซื้อที่ดินจำนวน2 แปลง เนื้อที่ 188 ตารางวา และ 152 ตารางวา ราคาตารางวาละ 46,000 บาท พร้อมบ้านแบบพฤษ์นรินทร์ 1 หลัง ราคา 5,533,000 บาท ในโครงการพฤษ์ภิรมย์ บางขุนเทียนรวมราคาทั้งสิ้น 21,173,000 บาท โจทก์จะชำระเงิน 4,234,600 บาท ให้แก่จำเลยโดยชำระในวันทำสัญญาจอง 54,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งโจทก์และจำเลยจะตกลงรายละเอียดต่าง ๆ ในสัญญาอีกครั้งหนึ่งโดยโจทก์จะชำระให้จำเลยอีก 220,600 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และแบ่งชำระเป็น 11 งวด งวดละเดือน งวดที่ 1 ถึงที่ 10 ชำระงวดละ 220,000 บาท งวดสุดท้ายชำระ16,938,400 บาท ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยและได้อ่านสัญญาที่จำเลยจัดทำขึ้นแล้ว เห็นว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจึงขอให้จำเลยเพิ่มเติมและแก้ไขสาระสำคัญบางประการเกี่ยวกับวันที่จำเลยทำการแบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อและก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ การผิดนัดชำระเงิน การขยายระยะเวลาชำระเงินในกรณีที่จำเลยไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้ยืมเงินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้ จำเลยได้ขอให้โจทก์ส่งข้อความที่ขอเพิ่มเติมและแก้ไขสัญญาเพื่อให้ผู้บริหารของจำเลยพิจารณา โจทก์จึงได้จัดส่งข้อความที่ขอแก้ไขให้จำเลยและชำระเงินอีก 220,600 บาท ให้จำเลยแล้ว เงินส่วนที่เหลือโจทก์ระงับการชำระไว้จนกว่าจะมีการตกลงแก้ไขข้อความในสัญญาจะซื้อจะขายและทำสัญญาให้เสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นในวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้แจ้งโจทก์ว่ายินยอมแก้ไขข้อความที่โจทก์เสนอเพียงบางข้อ แต่ไม่ยอมแก้ไขในเรื่องวันที่แบ่งแยกโฉนดและก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้โจทก์ในกรณีที่จำเลยไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินให้โจทก์ขอกู้ยืมเงินซื้อบ้านได้ ซึ่งสาระสำคัญดังกล่าวหากโจทก์ยินยอมทำสัญญาแล้วโจทก์จะต้องเสี่ยงกับความเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ตกลงทำสัญญากับจำเลยจนกว่าจำเลยจะยินยอมแก้ไขข้อความในสัญญา โจทก์ได้พยายามเจรจาขอให้จำเลยแก้ไขสัญญาอีกหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงขอให้จำเลยคืนเงินเนื่องจากไม่มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน จำเลยไม่ยอมคืนให้แต่กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินและบ้านกับจำเลยต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2540 กับจำเลย ให้จำเลยคืนเงินที่รับไปแล้วจำนวน 274,600 บาท แก่โจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ไม่คืนเงินให้ จำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่โจทก์ให้จำเลยคืนเงินตามหนังสือทวงถามถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 8,745.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 283,345.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 274,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่จำเลยกำหนดหากพ้นกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อไป และหนังสือจองเป็นอันยกเลิกโดยโจทก์ยินยอมให้ริบเงินที่ได้ชำระแล้วทั้งหมด นอกจากนี้ในหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังได้ระบุเงื่อนไขการชำระราคาส่วนที่เหลือโดยให้แบ่งชำระเป็นงวด ๆ และกำหนดวันชำระไว้ชัดเจน แต่โจทก์ชำระเพียงงวดวันทำสัญญาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวนเงิน 220,600 บาท เท่านั้น โจทก์ผิดสัญญาตั้งแต่งวดที่ 1 ตลอดมา จำเลยจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมด โจทก์ได้รับหนังสือแล้วแต่กลับให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาขอให้คืนเงินโดยอ้างว่าจำเลยไม่ยินยอมแก้ไขสัญญาในสาระสำคัญอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นรูปแบบของสัญญาที่ใช้กับลูกค้าของจำเลยทุกรายไม่มีเงื่อนไขใดเอาเปรียบลูกค้า โจทก์ทราบเงื่อนไขการชำระเงินตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอย่างดีว่าโจทก์จะต้องชำระเงินค่างวดทุกวันที่ 28 ของเดือน งวดละ 220,000 บาท ให้แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ชำระเงินตั้งแต่งวดที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นอ้างเหตุเกี่ยวกับเรื่องข้อความตามสัญญา ซึ่งจำเลยได้พยายามแก้ไขในข้อสาระสำคัญให้โจทก์แล้ว โจทก์กลับไม่ตกลงและไม่ยอมลงนามในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 274,600 บาท พร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 283,345.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 274,600 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จะได้วินิจฉัยประเด็นพิพาทที่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาดังต่อไปนี้ ประเด็นข้อแรกที่ว่า สัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ได้ความจาก นายวิชัย ทิตตภักดี ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2540 ได้ไปทำสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยและในวันนั้นได้ชำระเงินจำนวน 54,000 บาท ปรากฏตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.6 และ จ.11 ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ได้ไปที่สำนักงานของจำเลยเพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายแต่เห็นว่ามีข้อสัญญาหลายข้อที่ไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้ทำสัญญาใด ๆ พร้อมกับขอนำสัญญาไปแก้ไขตามที่โจทก์ต้องการสัญญาดังกล่าวคือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการพฤษ์ภิรมย์เอกสารหมาย จ.1 และในวันนั้นเองก็ได้ชำระเงินตามหนังสือจองซื้อที่ดินเอกสารหมาย จ.6 จำนวน 220,600 บาท ด้วย ปรากฏตามใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย จ.12 จากนั้นได้นำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ไปให้นายพรชัย ปัทมภาสซึ่งเป็นทนายโจทก์ ตรวจสอบแก้ไข ซึ่งนายพรชัยเบิกความว่าได้แก้ไขสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวรวม 4 แห่ง เป็นต้นว่า กำหนดวันเวลาที่แน่นอน ว่าจะก่อสร้างเสร็จเมื่อใดแบ่งแยกโฉนด โอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินเมื่อใด ปรากฏรายละเอียดตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการพฤกษ์ภิรมย์เอกสารหมาย จ.2 ในส่วนที่มีการขีดเส้นใต้ด้วยหมึกแดงแล้วส่งไปให้จำเลยแก้ไขซึ่งจำเลยยอมแก้ไขให้เพียงบางข้อ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.3 ที่สำคัญจำเลยไม่ยอมกำหนดวันที่จะก่อสร้างเสร็จตลอดจนการแบ่งแยกโฉนดโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อตกลงไม่ได้เช่นนี้โจทก์จึงไม่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยและประสงค์ที่จะขอเงินที่ชำระไปแล้วคืน จากการนำสืบของโจทก์ดังกล่าวได้ความเจือสมจากนายกัมพล นิลพงษ์พยานจำเลย ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกฎหมายว่า โจทก์ยังไม่ได้ลงนามทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยเพราะโจทก์ขอดูเงื่อนไขของสัญญาก่อน ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขสัญญาจะซื้อจะขายหลายข้อ จำเลยยินยอมแก้ไขให้บางข้อ ตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งจำเลยยังคงมิได้ระบุวันก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ในการแก้ไขเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและขอเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วคืนด้วย ปรากฏตามหนังสือ เรื่องบอกเลิกสัญญาจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้คืนเงินและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เมื่อเป็นเช่นนี้ประกอบกับหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.6 หน้าที่ 2 ข้อที่ 3 ระบุว่า ผู้จองจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามรายการดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่ของจำเลย จึงย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเมื่อมีการจองซื้อดังกล่าวแล้ว โจทก์จะต้องมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 กับจำเลยอีกครั้งหนึ่งอันจะทำให้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดการผูกพันที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เองเมื่อโจทก์เห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 มีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมลักษณะเป็นการเอาเปรียบโจทก์หลายข้อ โจทก์จึงแสดงเจตนาขอแก้ไขสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรมเสียก่อน และเมื่อได้พิเคราะห์ถึงข้อสัญญาที่โจทก์ขอแก้ไข เช่น จะก่อสร้างเสร็จเมื่อใด จะแบ่งแยกโฉนดพร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวมถึงการชำระเงินเมื่อใดแล้ว เห็นว่าเป็นข้อสัญญาที่เป็นปกติประเพณีของการซื้อขายเช่นนี้ที่อยู่ในวิสัยของจำเลยต้องกระทำและกระทำได้ ข้อสัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อย ฉะนั้น เมื่อจำเลยยอมรับว่ายังไม่ได้แก้ไขสัญญาตามที่โจทก์ขอทุกข้อโจทก์กับจำเลยจึงยังมิได้มีสัญญาต่อกันดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ รูปคดีฟังได้ว่า สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิดขึ้น

ประเด็นข้อที่สองที่ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินทั้งหมดที่รับไว้พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า การที่โจทก์ชำระเงินจำนวน 274,600 บาทให้แก่จำเลยตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13 นั้นก็เพื่อเป็นการชำระหนี้เกี่ยวกับการที่จะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันจะเกิดจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.1 ดังนั้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่เกิดขึ้นตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406วรรคหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนและวันเวลาที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลี ทิตตภักดี
จำเลย — บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา