คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2545
#45273
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "วีรบุรุษ" ตามพจนานุกรม หมายความว่า ชายที่ได้รับการยกย่องว่ามีความกล้าหาญ คำว่า "คนมีสี" เป็นที่เข้าใจของบุคคลทั่วไปว่าหมายถึงข้าราชการตำรวจและทหารทุกระดับชั้นยศ ส่วนคำว่า "นายพล" เป็นตำแหน่งของข้าราชการตำรวจและทหารการที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ลงพิมพ์ข้อความในคอลัมน์ หนังสือพิมพ์ข่าวสดว่า "การที่ข่าวสดถูกคนร้ายโยนระเบิด... จะเป็นการกระทำของวีรบุรุษซาตาน... หรือใครก็ตาม... ไม่ว่าจะเป็นคนมีสีหรือไม่มีสีก็ตาม ผู้บงการจะต้องถูกลงโทษไม่มีการยกเว้น" และข้อความว่า "สงสัยว่าเป็นนายพลเงินเดือนไม่มากมายแต่ทำไมมีเงิน..จ่ายดอกเบี้ยเป็นล้านถึงบางอ้อเมื่อทราบว่ารายได้จากการแข่งม้านัดเดียวก็กินถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน" นั้น ไม่มีตอนใดที่ระบุว่าเป็นโจทก์หรือทำให้เข้าใจว่าเป็นโจทก์ ทั้งโจทก์เองก็รับว่าก่อนเกิดเหตุหนังสือพิมพ์ข่าวสดลงข่าวเกี่ยวกับโจทก์ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยระบุตัวโจทก์ตรง ๆ ไม่ต้องแปลหรือทำความเข้าใจเองว่าหมายถึงใคร ดังนั้น หากจำเลยทั้งหกประสงค์จะให้ถ้อยคำดังกล่าวชี้ชัดเฉพาะเจาะจงเป็นการยืนยันว่าเป็นโจทก์ ก็น่าจะกล่าวถึงตัวโจทก์โดยระบุตรง ๆ เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ข้อความตามที่จำเลยทั้งหกลงพิมพ์ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 136,90, 91, 83, 50 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48, 49 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาของศาลทั้งหมดครึ่งหน้าลงบนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ เดอะเนชั่น แนวหน้า ข่าวสด มติชน บางกอกโพสท์ เป็นเวลา30 วัน โดยให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับห้ามจำเลยทั้งหกประกอบอาชีพเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์รับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์พิมพ์หนังสือพิมพ์ข่าวสดและสิ่งพิมพ์อื่นจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์ข่าวสด จำเลยที่ 4 เป็นนักเขียนในคอลัมน์ข่าวข้นคนเข้ม ใช้นามปากกาว่าสันตะวา จำเลยที่ 5 เป็นนักเขียนในคอลัมน์ชุมทางปัญหา ใช้นามปากกาว่า คาน คอดิน จำเลยที่ 6 เป็นนักเขียนในคอลัมน์ชกไม่มีมุม ใช้นามปากกาว่า วงค์ ตาวัน และคอลัมน์ยุทธจักรแปดแฉก ใช้นามปากกาว่า พิทักษ์ 001 เมื่อวันที่ 2สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งหกได้ลงพิมพ์ข้อความในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ในคอลัมน์ชุมทางปัญหาความว่า "รู้สึกสลดใจและเสียความรู้สึกเป็นอย่างยิ่งที่ข่าวสดถูกคนร้ายโยนระเบิดใส่สำนักงานจนเกิดความเสียหาย และเสียขวัญจากการข่มขู่คุกคามของคนมีสีบางคนเพื่อให้ข่าวสดหยุดเล่นข่าวที่เป็นความจริง แต่เราเชื่อว่าอุดมการณ์และความตั้งใจในการเสนอข่าวอย่างเที่ยงตรงจะไม่เปลี่ยนแปลง และเราจะติดตามให้กำลังใจข่าวสดตลอดไป จะเป็นการกระทำของวีรบุรุษซาตาน นักร้องเพลงเพื่อชีวิตตัวเองหรือใครก็ตามเราขอประฌามการกระทำครั้งนี้ว่าเลวทรามป่าเถื่อน ขอให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบอย่างจริงจัง เร่งสืบสวนหาผู้กระทำผิดทุกระดับมาลงโทษให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคนมีสีหรือไม่มีสีก็ตาม และผู้บงการอยู่เบื้องหลังจะต้องถูกลงโทษโดยไม่มีการยกเว้น..." และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งหกได้ลงพิมพ์ข้อความในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ในคอลัมน์ชุมทางปัญหา ความว่า "ครั้งแรกผมสงสัยว่าเป็นนายพลเงินเดือนก็ไม่มากมาย ทำไมมีเงินมีทองจ่ายเอาดอกเบี้ยเป็นล้าน คิดว่าเขาคงมีธุรกิจเป็นรายได้เสริมผมเพิ่งมาถึงบางอ้อเมื่อทราบว่ารายได้จากการแข่งขันม้านัดเดียวก็กินถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน..."มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งหกลงพิมพ์ดังกล่าวหมายถึงโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ข้อความดังกล่าวหมายถึงโจทก์ เพราะข่าวเกี่ยวกับสำนักงานของจำเลยที่ 1 โดนระเบิดนั้น หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้ลงข่าวหน้าหนึ่งหลายวันติดต่อกันมีข้อความว่าสาเหตุน่าจะมาจากกรณีพิพาทอย่างรุนแรงกับโจทก์ คำว่าวีรบุรุษซาตานหมายถึงโจทก์ ซึ่งจำเลยทั้งหกเคยลงข่าวเกี่ยวแก่โจทก์ติดต่อกันเป็นเวลานานทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุหนังสือพิมพ์ข่าวสดก็ลงข่าวโจทก์รับเงิน 60,000,000 บาท เพื่อปราบโต๊ดเถื่อนในสนามม้า เห็นว่า คำว่าวีรบุรุษตามพจนานุกรมฯ หมายความว่า ชายที่ได้รับยกย่องว่ามีความกล้าหาญ คำว่า คนมีสีเป็นที่เข้าใจของบุคคลทั่วไปว่าหมายถึงข้าราชการตำรวจและทหารทุกระดับชั้นยศ ส่วนคำว่า นายพลนั้นเป็นตำแหน่งของข้าราชการตำรวจและทหาร เมื่ออ่านถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวอ้างโดยตลอดแล้ว ไม่มีตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์หรือทำให้เข้าใจว่าหมายถึงโจทก์ ประกอบกับปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ หนังสือพิมพ์ข่าวสดลงข่าวเกี่ยวกับโจทก์ติดต่อกันเป็นเวลานานกล่าวถึงตัวโจทก์โดยระบุตรง ๆ ไม่ต้องให้ผู้อ่านต้องแปลหรือทำความเข้าใจเองว่าหมายถึงใคร ดังนั้น หากจำเลยทั้งหกประสงค์จะให้ถ้อยคำดังกล่าวชี้ชัดเฉพาะเจาะจง เป็นการยืนยันว่าเป็นโจทก์ ก็น่าจะกล่าวถึงตัวโจทก์โดยระบุตรง ๆ เหมือนหลาย ๆครั้ง ดังกล่าว ข้อความตามที่จำเลยทั้งหกลงพิมพ์ตามคำฟ้องจึงฟังไม่ได้ว่าหมายถึงโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328
พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2545
#46126
เปิดฉบับเต็ม

รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้น ประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี (5)มิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งยกเว้นให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ทั้งตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 อธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราให้สามารถคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าวได้ ไม่มีข้อความใดยกเว้นความในมาตรา 65 ตรี (5) แต่อย่างใด ส่วนการหักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากรฯนั้น ต้องเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีสภาพพร้อมใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้แล้วเมื่อไม่ปรากฏว่าโรงงานของโจทก์อยู่ในสภาพดังกล่าว จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตและจำหน่ายนมข้นหวาน นมข้นจืด ตรามะลิ ตราปีกนก และผลิตภัณฑ์นมอื่น ๆ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 62,164,213.09 บาท โดยโจทก์ได้นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน87,824,000 บาท มาบันทึกเป็นรายจ่ายตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค. 0809/2031ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 มายังโจทก์ว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงาน ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ และทำให้ยอดผลขาดทุนสุทธิเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการก่อนหักขาดทุนสะสมจำนวน 62,164,213.09 บาท กำไรสุทธิจำนวน 25,659,786.91 บาท โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 7,697,936.07 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากออสเตรเลียแอนด์นิวซีแลนด์แบงกิ้งกรุ๊ป ซึ่งเป็นธนาคารต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานและเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานทั่วไปจำนวน20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ลงทุนในกิจการของโจทก์ ในวันทำสัญญาอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.60 บาท ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2540กระทรวงการคลังได้ออกประกาศ เรื่อง ปรับปรุงการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้ของผู้ที่มีหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศอยู่ ณ วันดังกล่าว และเมื่อวันที่ 24กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยกำหนดวิธีการลงบัญชีไว้ด้วยกัน 3 วิธีซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถเลือกลงบัญชีวิธีใดวิธีหนึ่งได้ วันที่ 31ธันวาคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 47.556 บาท ทำให้โจทก์มีหนี้เพิ่มขึ้นที่เกิดจากผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนรวมทั้งสิ้นจำนวน 439,120,000บาท โจทก์จึงได้เลือกวิธีบันทึกบัญชีตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว โดยเลือกคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาทรัพย์สินหรือหนี้สินตามส่วนเฉลี่ยของมูลค่าทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรก (รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540) แต่ไม่เกินห้ารอบระยะเวลาบัญชี โดยโจทก์ได้นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวทั้งหมดมาเฉลี่ยในการลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน87,824,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวมิได้กำหนดอย่างเฉพาะเจาะจงว่าให้ใช้บังคับเฉพาะหนี้สินหรือทรัพย์สินประเภทใด จึงสามารถนำผลขาดทุนดังกล่าวมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรหรือผลขาดทุนสุทธิได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าส่วนขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นส่วนที่เกิดจากค่าใช้จ่ายหรือส่วนของทรัพย์สินการลงทุนเนื่องจากการกู้เงินที่นำมาใช้ในกิจการของโจทก์เป็นการยากที่จะจำแนกออกมาว่าเงินลงทุนส่วนใดเป็นส่วนลงทุนและส่วนใดเป็นค่าใช้จ่าย ในการเลือกปฏิบัติตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว โจทก์ได้ระบุวิธีปฏิบัติในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) พร้อมใบเสร็จรับเงินอันเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 30 จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 72/2540เพื่อเป็นการรองรับมาตรการที่กระทรวงการคลังได้ออกประกาศเรื่องปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยวางมาตรการการคำนวณรายได้รายจ่ายไว้ว่าให้เลือกคำนวณเฉลี่ยได้หลายทาง โจทก์จึงได้คำนวณไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่เห็นว่าผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ดังกล่าวเป็นลักษณะลงทุนห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายแล้ว คำสั่งที่ออกมาดังกล่าวก็ใช้บังคับไม่ได้ ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ไม่ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 7,697,936.07 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์กู้ยืมเงินมาใช้ในโครงการการก่อสร้างอาคาร และการติดตั้งเครื่องจักรในโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 439,120,000 บาท อันเป็นรายจ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายไปเพื่อการก่อสร้างอาคารและการติดตั้งเครื่องจักร เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนซึ่งต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงนำรายจ่ายผลขาดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลือกคำนวณผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 ลงวันที่ 24กรกฎาคม 2540 โจทก์ต้องนำรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนดังกล่าวไปหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาขายทรัพย์สินตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราอันมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31ธันวาคม เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 โจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารต่างประเทศจำนวน20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างโรงงานและบริหารงานทั่วไปขณะทำสัญญามีอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.60 บาท ต่อมาวันที่ 2กรกฎาคม 2540 กระทรวงการคลังได้ประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบลอยตัววันที่ 31 ธันวาคม 2540 อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 47.556 บาท ทำให้โจทก์มีหนี้เพิ่มขึ้นที่เกิดจากผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 439,120,000 บาทโจทก์บันทึกบัญชีตามข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมาเฉลี่ยในการลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน 87,824,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809/2031 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน2542 แก่โจทก์ว่า ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5)แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้ผลขาดทุนสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เป็นโจทก์มีกำไรสุทธิจำนวน 25,659,786.91 บาท ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 47 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ7)/50/2543ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมายล.1 แผ่นที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามฟ้อง ซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 ได้หรือไม่เห็นว่า รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้น มาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งยกเว้นให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ทั้งตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 อธิบดีกรมสรรพากรออกคำสั่งดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเนื่องจากการปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราให้สามารถคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าวได้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่ายกเว้นบทบัญญัติในมาตรา 65ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่ารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนสามารถหักหรือตัดเป็นรายจ่ายได้ในรูปของการหักค่าเสื่อมราคาหรือค่าสึกหรอนั้น เห็นว่า การหักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่มีสภาพพร้อมใช้งานหรือใช้ประโยชน์ได้แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโรงงานของโจทก์อยู่ในสภาพดังกล่าว จึงไม่อาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามฟ้องซึ่งเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 72/2540 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (2) ม. 65 ตรี (5)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.72/2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3866/2545
#45272
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ช่วย ว.ซึ่งเป็นผู้อนุบาลคนเดิมที่ดูแลและเลี้ยงดูอ. ซึ่งเป็นบุคคลวิกลจริต โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกันตลอดมา และนับแต่ ว. ถึงแก่กรรมผู้ร้องก็เป็นผู้ดูแลและพา อ. ไปรักษายามเจ็บป่วยมาโดยตลอด ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งปกครองดูแล อ.คนไร้ความสามารถจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลของอ. ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28

เมื่อคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของ อ. ในอันที่จะได้อยู่ในบ้านเดิมที่ตนได้พักอาศัยตลอดมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 50 ปี การได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่องและความรัก ความอบอุ่น รวมตลอดถึงความห่วงใยแล้วผู้ร้องมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาลของ อ.มากกว่าผู้คัดค้านทั้งปรากฏว่าอ. บรรลุนิติภาวะแล้วไม่มีคู่สมรสและบิดามารดา ศาลจึงมีอำนาจแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของ อ.แทนว. ซึ่งเป็นผู้อนุบาลคนเดิมที่ถึงแก่ความตายแล้วได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1569/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า นางสาวเอิบ นิรามัย หรือขจรเนติยุทธคนไร้ความสามารถ เดิมอยู่ในความอนุบาลของนางสาววัชรี นิรามัย ซึ่งเป็นพี่สาว ผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของนางสาววัชรี นางสาววัชรีถึงแก่กรรม ระหว่างที่นางสาววัชรียังมีชีวิตอยู่ผู้ร้องได้ร่วมปกครองดูแลนางสาวเอิบมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี นางสาววัชรีได้ทำพินัยกรรมแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนางสาววราห์ นิรามัย ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลนางสาวเอิบนิรามัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 ยกคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2510 ศาลมีคำสั่งให้นางสาวเอิบ นิรามัยหรือขจรเนติยุทธ เป็นคนไร้ความสามารถให้อยู่ในความอนุบาลของนางสาววัชรี นิรามัย นางสาวเอิบเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันกับนางสาววัชรีและพันตำรวจเอกเกษม นิรามัย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม2537 นางสาววัชรีจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรม ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2540นางสาววัชรีถึงแก่กรรม ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลนางสาวเอิบต่อมาโดยพักอาศัยอยู่ด้วยกับที่กรุงเทพมหานคร นางสาวเอิบยังเป็นบุคคลวิกลจริตอยู่ ส่วนผู้คัดค้านเป็นบุตรของพันตำรวจเอกเกษมกับนางกัญญา นิรามัย รับราชการอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ญาติของนางสาวเอิบการที่นางสาววัชรีจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมและพินัยกรรมของนางสาววัชรีที่มอบหมายให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบมีข้อบกพร่อง เนื่องจากลายมือชื่อในทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมและในพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสาววัชรีผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบได้ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 นอกจากจะกำหนดให้คู่สมรส บุพการีผู้สืบสันดาน ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ของบุคคลวิกลจริตมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว ยังกำหนดให้ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลวิกลจริตและพนักงานอัยการมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ด้วย ฉะนั้นเมื่อผู้ร้องเป็นผู้ช่วยนางสาววัชรีซึ่งเป็นผู้อนุบาลคนเดิมดูแลและเลี้ยงดูนางสาวเอิบซึ่งเป็นบุคคลวิกลจริต โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกันตลอดมา และนับแต่นางสาววัชรีถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ผู้ร้องก็เป็นผู้ดูแลและพานางสาวเอิบไปรักษายามเจ็บป่วยมาโดยตลอด เช่นนี้ ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งปกครองดูแลนางสาวเอิบคนไร้ความสามารถ จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบได้ ส่วนปัญหาที่ว่านางสาววัชรีจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมและพินัยกรรมของนางวัชรีมีข้อบกพร่องหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิในการยื่นคำร้องขอของผู้ร้องแต่อย่างใด ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านผู้ใดมีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบ เห็นว่าผู้ร้องพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับนางสาวเอิบที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ผู้ร้อง ยังเป็นเด็กตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว เมื่อนางสาวเอิบถูกศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถให้อยู่ในความอนุบาลของนางสาววัชรีในปี 2510 ผู้ร้องก็ช่วยนางสาววัชรีเลี้ยงดูและดูแลนางสาวเอิบมาโดยตลอด เมื่อยามที่นางสาวเอิบป่วยผู้ร้องก็พาไปพบแพทย์และไปรับยาจากแพทย์มาให้นางสาวเอิบรับประทานซึ่งนายแพทย์กฤชชื่นศิริ แพทย์ผู้ตรวจรักษานางสาวเอิบก็เบิกความยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หลังจากนางสาววัชรีถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ร้องก็ทำหน้าที่นี้แทนนางสาววัชรีต่อไป ส่วนผู้คัดค้านเคยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับนางสาวเอิบในช่วงระยะเวลาสั้น ขณะที่ผู้คัดค้านเรียนหนังสือเท่านั้น แต่หลังจากเรียนจบแล้วผู้คัดค้านก็ไปอยู่ที่อื่นและตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมาผู้คัดค้าน ก็ไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมาเยี่ยมเยียนนางสาวเอิบและนางสาววัชรีเป็นครั้งคราวเท่านั้น นางสาวเอิบย่อมมีความผูกพันสนิทสนมกับผู้ร้องมากกว่าผู้คัดค้านนอกจากนี้นางสาวเอิบมีลักษณะปัญญาอ่อนและร่างกายพิการหูหนวกทั้งสองข้าง เป็นใบ้พูดไม่ได้มาแต่กำเนิด การสื่อสารกับคนอื่นต้องใช้ภาษามือเชื่อว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ดูแลนางสาวเอิบอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ย่อมสามารถสื่อสารกับนางสาวเอิบได้อย่างเข้าใจมากกว่าผู้คัดค้าน ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องนำเงินได้ของนางสาวเอิบที่ได้จากการให้เช่าตึกและที่ดินไปฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นบัญชีส่วนตัวของผู้ร้อง แสดงถึงความไม่สุจริต จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบนั้น เห็นว่านางสาวเอิบเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถจัดกิจการใด ๆของตนเองได้ จึงไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากในนามตนเองได้อยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลนางสาวเอิบโดยพฤตินัยที่จะนำเงินรายได้ของนางสาวเอิบเข้าบัญชีเงินฝากในธนาคารเป็นชื่อของผู้ร้อง ซึ่งตามหนังสือขอเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน และหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากดังกล่าว ก็มีข้อความที่ระบุว่าเป็นบัญชีเงินฝากเพื่อนางสาวเอิบ นิรามัย ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องโดยชัดเจนว่าการเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นการทำแทนเพื่อประโยชน์แก่นางสาวเอิบโดยแท้จริงนอกจากนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝาก มีรายการนำเงินเข้าฝากหลายรายการ แต่มีรายการถอนเงินเพียงรายการเดียว เป็นเงินเพียง 41,250 บาท ยังคงเหลือเงินฝากถึง606,107.92 บาท จึงไม่ใช่ความบกพร่องหรือความไม่สุจริตของผู้ร้องแต่อย่างใด เมื่อคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของนางสาวเอิบในอันที่จะได้อยู่ในบ้านเดิมที่ตนได้พักอาศัยตลอดมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 50 ปี การได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่องและความรัก ความอบอุ่น รวมตลอดถึงความห่วงใยแล้ว ผู้ร้องมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบมากกว่าผู้คัดค้าน ทั้งปรากฏว่านางสาวเอิบบรรลุนิติภาวะแล้วไม่มีคู่สมรสและบิดามารดา ศาลจึงมีอำนาจแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบแทนนางสาววัชรีซึ่งเป็นผู้อนุบาลคนเดิมที่ถึงแก่ความตายแล้วได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1569/1 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเอิบนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 ม. 1569/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาววราห์ นิรามัย
ผู้คัดค้าน — นางสลวย นิรามัย
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
อำนวย เต้พันธ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3860/2545
#44799
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อแรกว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย ดังนี้แม้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นก็มีผลเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเท่านั้น ยังมิได้ทำให้โจทก์ชนะคดีตามคำขอบังคับท้ายฟ้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ หากแต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีเขตปทุมวัน และให้ประเมินค่ารายปีกับค่าภาษีโรงเรือนของอาคารเลขที่ 4/1-2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร สำหรับปี พ.ศ. 2535 ถึงปี พ.ศ. 2543 ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 76,395,688.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วมจำเลยให้การสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์เป็นรายข้อหาตามจำนวนปี ศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้ในประเด็นแห่งคดีโจทก์อุทธรณ์ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องเป็นรายข้อหาดังที่เสียไว้ในขณะยื่นฟ้อง การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงไม่ชอบ ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 7 วัน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "เห็นว่าคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อแรกเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย ดังนี้แม้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นก็มีผลเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเท่านั้น ยังมิได้ทำให้โจทก์ชนะคดีตามคำขอบังคับท้ายฟ้องแต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ หากแต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ(2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายข้อหาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลภาษีอากรกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วังเพชรบูรณ์ จำกัด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3860/2545
#45271
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อแรกเรื่องอำนาจฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวในประเด็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย ประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยด้วย ดังนั้น แม้หากอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นก็คงมีผลเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเท่านั้น ยังมิได้ทำให้โจทก์ชนะคดีตามคำขอบังคับท้ายฟ้องแต่อย่างใดจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีเขตปทุมวัน และให้ประเมินค่ารายปีกับค่าภาษีโรงเรือนของอาคารเลขที่ 4/1-2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร สำหรับปี พ.ศ. 2535ถึงปี พ.ศ. 2543 ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 76,395,688.80บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วมจำเลยให้การสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์เป็นรายข้อหาตามจำนวนปี ศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้ในประเด็นแห่งคดี โจทก์อุทธรณ์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องเป็นรายข้อหาดังที่เสียไว้ในขณะยื่นฟ้อง การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงไม่ชอบ ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน 7 วัน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อแรกเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยดังนี้แม้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นก็มีผลเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเท่านั้น ยังมิได้ทำให้โจทก์ชนะคดีตามคำขอบังคับท้ายฟ้องแต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ หากแต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายข้อหา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลภาษีอากรกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3860/2545
#99609
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อแรกเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีเขตปทุมวัน และให้ประเมินค่ารายปีกับค่าภาษีโรงเรือนของอาคารเลขที่ ๔/๑-๒ ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ถึง ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๗๖,๓๙๕,๖๘๘.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วม จำเลยให้การสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์เป็นรายข้อหาตามจำนวนปี ศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้ในประเด็นแห่งคดี โจทก์อุทธรณ์ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องเป็นรายข้อหาดังที่เสียไว้ในขณะยื่นฟ้อง การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท จึงไม่ชอบ ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายใน ๗ วัน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อแรกเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย ดังนี้แม้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นก็มีผลเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเท่านั้นยังมิได้ทำให้โจทก์ชนะคดีตามคำขอบังคับท้ายฟ้องแต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ หากแต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ข้อ (๒) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายข้อหา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลภาษีอากรกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ตาราง 1 ข้อ (2) (ก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3858/2545
#99742
เปิดฉบับเต็ม

ส. และ ว. ผู้มอบอำนาจเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการกระทำการแทนโจทก์ ถือได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีอำนาจร่วมกัน การปิดแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ต้องแยกเป็นรายบุคคล ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจของ ส. และ ว. ที่มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจ 8 คน ปิดอากรแสตมป์ 240 บาท จึงครบถ้วนแล้วและใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งห้าให้การ? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าแพ้คดี

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นออกคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์ตั้งแต่โจทก์ยื่นคำฟ้องและจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถือว่าคำสั่งศาลที่กำหนดวันสืบพยานโจทก์ มิใช่คำสั่งศาลให้กำหนดวันสืบพยานตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การแล้ว ศาลได้ออกคำสั่งให้งดชี้สองสถานโดยมิได้ออกคำสั่งกำหนดวันสืบพยานและมิได้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทุกคนทราบขัดต่อมาตรา ๑๘๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ และคำแถลงยื่นบัญชีพยานจำเลยทั้งห้าเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ และในที่สุดศาลไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งห้านำพยานเข้าสืบนั้น เห็นว่า แม้มาตรา ๑๘๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะบัญญัติไว้เป็นขั้นตอนว่า เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้งถ้าหากมีแล้ว ให้ศาลทำการชี้สองสถาน? ในกรณีที่ไม่ต้องชี้สองสถาน ให้ศาลมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนดวันสืบพยาน ถ้าหากมี แล้วให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบตามมาตรา ๑๘๔ เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดจะได้ทราบหรือถือได้ว่าทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ศาลกำหนดวันสืบพยานโจทก์ไว้ล่วงหน้า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์ไว้ในหมายเรียกคดีแพ่งสามัญที่ส่งไปให้จำเลยทั้งห้าพร้อมกับสำเนาคำฟ้องแล้วโดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา กรณีจึงถือได้ว่า จำเลยทั้งห้าได้ทราบคำสั่งดังกล่าวตั้งแต่แรกรับหมายเรียกคดีแพ่งสามัญแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งกำหนดวันสืบพยานโจทก์และออกหมายกำหนดวันสืบพยานโจทก์ส่งให้แก่จำเลยทั้งห้าทราบอีกในเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไว้ในคำให้การของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แล้วว่า คดีไม่มีข้อยุ่งยากให้งดการชี้สองสถาน ซึ่งแม้ว่าในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นจะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้จนถึงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก็ตาม แต่ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งห้าแล้ว ทั้งยังปรากฏอีกว่า ในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ได้มีการสืบพยานโจทก์จริง และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคิดคำนวณกำหนดวันสืบพยานโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ล่วงหน้ากับระยะเวลาที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การต่อศาลแล้ว ก็ได้ระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๘๔ ฉะนั้นโดยผลตามกฎหมาย จำเลยทั้งห้าจึงต้องยื่นบัญชีพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ยื่นบัญชีพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานของจำเลยทั้งห้าและที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำแถลงขออนุญาตยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ นั้นก็เป็นที่เห็นได้ว่าคำขอเช่นนี้ต้องทำเป็นคำร้องจะทำเป็นคำแถลงไม่ได้ เพราะเป็นการขออนุญาตในกรณีที่ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการยื่นบัญชีพยานสิ้นสุดไปแล้ว และเมื่อจำเลยทั้งห้าเพียงแต่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี แต่มิได้ยื่นบัญชีพยานต่อศาล จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบ กรณีไม่อาจถือว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งปิดอากรแสตมป์ ๓๐ บาท จำเลยทั้งห้าฎีกาว่าจะต้องปิด ๖๐ บาท เพราะมีผู้มอบอำนาจ ๒ คน นั้น เห็นว่า นายสุวัฒน์ สุพานิชผล กับนายวัฒนา หลิ่มโภไคยกุล เป็นผู้มีอำนาจร่วมกันในการกระทำการแทนโจทก์ ซึ่งถือได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันจึงไม่ต้องคิดตามรายตัวบุคคล หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๕ ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้ว?

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 88 ม. 182 ม. 184 ม. 88 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบครัวอุษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3855/2545
#45270
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 บัญญัติยกเว้นภาษีป้ายสำหรับป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน การที่จะพิจารณาว่าป้ายใดจะถือเป็นป้ายโรงเรียนเอกชนหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ซึ่งมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทย ขนาดใหญ่พอเห็นได้ในระยะอันสมควรติดไว้ที่โรงเรียนหรือบริเวณโรงเรียน ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย" ดังนั้นป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงหมายความถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทบังคับของมาตรา 46 เท่านั้น ป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงมิใช่ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8(9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ตั้งโรงเรียนเอกชนชื่อโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ดและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองป้ายขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 80 เซนติเมตรเนื้อที่ 6,400 ตารางเซนติเมตร จำนวน 8 ป้าย มีรูปภาพคอมพิวเตอร์และคนนั่งและมีอักษรภาษาอังกฤษ คำว่า "BCC" อยู่ในป้าย กับป้ายขนาดกว้าง 500 เซนติเมตร ยาว200 เซนติเมตร เนื้อที่ 100,000 ตารางเซนติเมตร จำนวน 1 ป้าย โดยมีรูปภาพคอมพิวเตอร์และคนนั่ง และอักษรภาษาอังกฤษคำว่า "BUSINESS COMPUTERCENTER" อยู่ในป้าย จำเลยได้ติดตั้งป้ายทั้งหมดไว้นอกอาคารบ้านเลขที่ 9/1-2 ถนนเพลินจิต ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลของโจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 โดยจัดเป็นป้ายประเภทที่ 2 ตามกฎกระทรวง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 ข้อ 2 ที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ในอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร จำเลยติดตั้งป้ายทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามมาตรา 25(1) เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี 2540 ค่าภาษีจำนวน 4,560 บาท เงินเพิ่มจำนวน 456 บาท รวมจำนวน 5,016 บาท ปี 2541 ถึง 2543 ค่าภาษีปีละ 6,080 บาท เงินเพิ่มปีละ 608 บาท รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน 25,080 บาท จำเลยทราบการประเมินและมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง กับมิได้ชำระเงินค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์จึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มอีกอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือนนับแต่วันที่พ้นกำหนดในใบแนบแจ้งประเมินของค่าภาษีป้ายนั้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 34,960.30 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 34,960.30 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือนในหนี้ค่าภาษีจำนวน22,800 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ป้ายพิพาทเป็นป้ายของโรงเรียนและติดตั้งหรือแสดงไว้ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนมีชื่อภาษาไทยของโรงเรียนด้วย ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ. 2525 ป้ายพิพาทเป็นของโรงเรียนดังกล่าวติดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของโรงเรียนพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายกับเงินเพิ่ม เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี 2540 จำนวน 5,016 บาท สำหรับปี 2541 ถึง 2543 ปีละ6,688 บาท รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน 25,080 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายพิพาทหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 บัญญัติยกเว้นภาษีป้ายสำหรับป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าป้ายใด จะถือเป็นป้ายโรงเรียนเอกชนหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน คือพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ ซึ่งมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่พอเห็นได้ในระยะอันสมควรติดไว้ที่โรงเรียนหรือบริเวณโรงเรียน ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย"ดังนั้น ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงหมายความถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทบังคับของมาตรา 46 เท่านั้น ป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงมิใช่ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดียังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยและคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงสมควรให้มีการวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 7 ม. 8
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย เทพกุล พูลลาภ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3855/2545
#47386
เปิดฉบับเต็ม

ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหมายถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ตั้งโรงเรียนเอกชนชื่อโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ดและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองป้าย ขนาดกว้าง 80 เซนติเมตรยาว 80 เซนติเมตร จำนวน 8 ป้าย มีรูปภาพคอมพิวเตอร์และคนนั่ง และมีอักษรภาษาอังกฤษ คำว่า "BCC" อยู่ในป้าย กับป้ายขนาดกว้าง 500 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตรจำนวน 1 ป้าย โดยมีรูปภาพคอมพิวเตอร์และคนนั่ง และอักษรภาษาอังกฤษคำว่า"BUSSINESS COMPUTER CENTER" อยู่ในป้าย จำเลยได้ติดตั้งป้ายทั้งหมดไว้นอกอาคารซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลของโจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510จำเลยติดตั้งป้ายทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามมาตรา 25(1) เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี 2540 และปี 2541 ถึง 2543 รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน 25,080 บาท จำเลยทราบการประเมินแล้วมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง กับมิได้ชำระเงินค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มอีกอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือน นับแต่วันที่พ้นกำหนดในใบแจ้งประเมินของค่าภาษีป้ายนั้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 34,960.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 34,960.30 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือนในหนี้ค่าภาษีจำนวน 22,800 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ป้ายพิพาทเป็นป้ายของโรงเรียนและติดตั้งหรือแสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนมีชื่อภาษาไทยของโรงเรียนด้วย ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 นอกจากนี้ป้ายพิพาทมีขนาดไม่เกิน 50 เซนติเมตร ทั้งด้านกว้างและยาว และป้ายใหญ่กว้างไม่เกิน 100เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 200 เซนติเมตร และป้ายพิพาทมีภาษาไทยปนอยู่ด้วย ไม่ใช่มีเพียงภาษาต่างประเทศและภาพ ดังนั้น การคำนวณค่าภาษีป้ายพิพาทตามฟ้องจึงไม่ถูกต้อง จำเลยไม่เคยได้รับทราบการประเมิน โจทก์จึงคิดเงินเพิ่มตามมาตรา 25(3)ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ. 2525 ป้ายพิพาทเป็นของโรงเรียนดังกล่าวติดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของโรงเรียนพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายกับเงินเพิ่ม เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี 2540 จำนวน 5,016 บาท สำหรับปี 2541 ปีละ 6,688 บาทรวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน 25,080 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายพิพาทหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 บัญญัติยกเว้นภาษีป้ายสำหรับป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าป้ายใดจะถือเป็นป้ายของโรงเรียนเอกชนหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนคือพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ ซึ่งมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่พอเห็นได้ในระยะอันสมควรติดไว้ที่โรงเรียนหรือบริเวณโรงเรียน ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย"ดังนั้น ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงหมายความถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทบังคับของมาตรา 46 เท่านั้น ป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงมิใช่ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้าย ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดียังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยและคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง สมควรให้มีการวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 8 (9)
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย เทพกุล พูลลาภ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3855/2545
#49052
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ มาตรา 46 ป้ายของโรงเรียนเอกชนหมายถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยเท่านั้น เมื่อป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทย จึงมิใช่ป้ายโรงเรียนเอกชนที่จะได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ มาตรา 8(9) จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นเทศบาลมีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีป้าย จำเลยได้ตั้งโรงเรียนเอกชนชื่อโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ดและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองป้าย พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามมาตรา 25(1) เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี 2540 ค่าภาษีจำนวน 4,560 บาท เงินเพิ่มจำนวน 456 บาท รวมจำนวน 5,016 บาทปี 2541 ถึง 2543 ค่าภาษีปีละ 6,080 บาท เงินเพิ่มปีละ 608 บาท รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน25,080 บาท จำเลยทราบการประเมินแล้วมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง กับมิได้ชำระเงินค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มอีกอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือน นับแต่วันที่พ้นกำหนดในใบแจ้งประเมินของค่าภาษีป้ายนั้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 34,960.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 34,960.30 บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือนในหนี้ค่าภาษีจำนวน 22,800 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การคำนวณค่าภาษีป้ายพิพาทตามฟ้องจึงไม่ถูกต้อง จำเลยไม่เคยได้รับทราบการประเมิน โจทก์จึงคิดเงินเพิ่มตามมาตรา 25(3) ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ป้ายพิพาทเป็นของโรงเรียนดังกล่าวติดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของโรงเรียน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายกับเงินเพิ่ม เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี 2540 จำนวน 5,016 บาท สำหรับปี 2541 ถึง 2543ปีละ 6,688 บาท รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน 25,080 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายพิพาทหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8(9)แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 บัญญัติยกเว้นภาษีป้ายสำหรับป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าป้ายใดจะถือเป็นป้ายของโรงเรียนเอกชนหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนคือพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ ซึ่งมาตรา 46แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่พอเห็นได้ในระยะอันสมควรติดไว้ที่โรงเรียนหรือบริเวณโรงเรียนณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย" ดังนั้น ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงหมายความถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทบังคับของมาตรา 46เท่านั้น ป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงมิใช่ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8(9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดียังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยและคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง สมควรให้มีการวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 8 (9)
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย เทพกุล พูลลาภ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3855/2545
#99682
เปิดฉบับเต็ม

ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหมายถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ตั้งโรงเรียนเอกชนชื่อโรงเรียนศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ดและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองป้าย ขนาดกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ยาว ๘๐ เซนติเมตร จำนวน ๘ ป้าย มีรูปภาพคอมพิวเตอร์และคนนั่ง และมีอักษรภาษาอังกฤษ คำว่า "BCC" อยู่ในป้าย กับป้ายขนาดกว้าง ๕๐๐ เซนติเมตร ยาว ๒๐๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ป้าย โดยมีรูปภาพคอมพิวเตอร์และคนนั่ง และอักษรภาษาอังกฤษคำว่า "BUSSINESS COMPUTER CENTER" อยู่ในป้าย จำเลยได้ติดตั้งป้ายทั้งหมดไว้นอกอาคาร ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลของโจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐ จำเลยติดตั้งป้ายทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๕ (๑) เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายสำหรับปี ๒๕๔๐ และ ปี ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๔๓ รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน ๒๕,๐๘๐ บาท จำเลยทราบการประเมินแล้วมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง กับมิได้ชำระเงินค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มอีกอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือน นับแต่วันที่พ้นกำหนดในใบแจ้งประเมินของค่าภาษีป้ายนั้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน ๓๔,๙๖๐.๓๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๔,๙๖๐.๓๐ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นหนึ่งเดือนในหนี้ค่าภาษีจำนวน ๒๒,๘๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ป้ายพิพาทเป็นป้ายของโรงเรียนและติดตั้งหรือแสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียน มีชื่อภาษาไทยของโรงเรียนด้วย ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา ๘ (๙) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐ นอกจากนี้ป้ายพิพาทมีขนาดไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ทั้งด้านกว้างและยาว และป้ายใหญ่กว้างไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ยาวไม่เกิน ๒๐๐ เซนติเมตร และป้ายพิพาทมีภาษาไทยปนอยู่ด้วย ไม่ใช่มีเพียงภาษาต่างประเทศและภาพ ดังนั้น การคำนวณค่าภาษีป้ายพิพาทตามฟ้องจึงไม่ถูกต้อง จำเลยไม่เคยได้รับทราบการประเมิน โจทก์จึงคิดเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๕ (๓) ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรียนศูนย์คอบรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ ป้ายพิพาทเป็นของโรงเรียนดังกล่าวติดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของโรงเรียน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายกับเงินเพิ่ม เนื่องจากจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดง รายการภาษีป้ายสำหรับปี ๒๕๔๐ จำนวน ๕,๐๑๖ บาท สำหรับปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๓ ปีละ ๖,๖๘๘ บาท รวมทั้งสี่ปีเป็นเงิน ๒๕,๐๘๐ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายพิพาทหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๘ (๙) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐ บัญญัติยกเว้นภาษีป้ายสำหรับป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าป้ายใดจะถือเป็นป้ายของโรงเรียนเอกชนหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามที่กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนคือพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ กำหนดไว้ ซึ่งมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่พอเห็นได้ในระยะอันสมควรติดไว้ที่โรงเรียนหรือบริเวณโรงเรียน ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย" ดังนั้น ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนจึงหมายความถึงป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทบังคับของมาตรา๔๖เท่านั้น ป้ายพิพาทมิใช่ป้ายแสดงชื่อโรงเรียนที่เป็นอักษรไทยตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงมิใช่ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ (๙) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้าย ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดียังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยและคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง สมควรให้มีการวินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 8 (9)
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด
จำเลย — นายเทพกุล พูลลาภ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3841/2545
#44798
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้สอบไล่ผ่านครบถ้วนทุกวิชาตามหลักสูตรปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิตและผ่านการอนุมัติของสภาวิชาการของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแล้วเพียงแต่รอการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ชี้แจงผลการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาว่า เมื่อสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว ผู้ร้องจะสำเร็จการศึกษาตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2545 และตามประกาศของมหาวิทยาลัยที่ออกตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยก็ระบุว่า นักศึกษาที่สอบไล่ได้ชุดวิชาต่าง ๆ ครบถ้วน... มหาวิทยาลัยจะดำเนินการขออนุมัติปริญญา.. โดยถือวันถัดจากวันสิ้นสุดการสอบไล่ครั้งสุดท้ายเป็นวันสำเร็จการศึกษา ซึ่งก็คือวันที่ 29 เมษายน 2545 นั่นเอง ดังนั้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีตั้งแต่วันดังกล่าวอันเป็นวันถัดจากวันสิ้นสุดการสอบไล่ครั้งสุดท้ายโดยไม่จำต้องอาศัยผลของการอนุมัติปริญญาของสภามหาวิทยาลัยอีกต่อไปเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 4 สิงหาคม 2545 โดยคณะกรรมการเลือกตั้งได้ประกาศการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาระหว่างวันที่ 8กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2545 และผู้ร้องไปยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งในวันแรก ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในขณะยื่นใบสมัครตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 125(3) ผู้คัดค้านต้องรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมายและได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งโดยแจ้งว่าหลักฐานการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาของผู้ร้องยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในระดับปริญญาตรีตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน2545 ผู้ร้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เอกสารที่ผู้ร้องนำไปสมัครนั้น สภามหาวิทยาลัยยังไม่ได้อนุมัติปริญญาให้แก่ผู้ร้องถือไม่ได้ว่าผู้ร้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ผู้ร้องจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแม้สภามหาวิทยาลัยจะอนุมัติปริญญาให้ผู้ร้องแต่เป็นการอนุมัติหลังจากวันที่ผู้ร้องยื่นใบสมัครแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวน เอกสารที่คู่ความส่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสภามหาวิทยาลัยอนุมัติปริญญาให้ผู้ร้องหลังจากวันที่ผู้ร้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง การกำหนดวันสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาฯ ตามเอกสารที่ผู้ร้องอ้างส่งหมาย ร.2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในวันยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งผู้ร้องเป็นผู้สอบไล่ผ่านครบถ้วนทุกชุดวิชาตามหลักสูตรปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิตในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2545 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2545 ตามหนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชท้ายคำร้องซึ่งการสำเร็จการศึกษาของผู้ร้องดังกล่าวได้ผ่านการอนุมัติของสภาวิชาการของมหาวิทยาลัยแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ตามหนังสือชี้แจงผลการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชท้ายคำร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าในขณะยื่นใบสมัครผู้ร้องเป็นผู้มีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องเป็นผู้สอบไล่ผ่านครบถ้วนทุกชุดวิชาตามหลักสูตรปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต และผ่านการอนุมัติของสภาวิชาการของมหาวิทยาลัยแล้วเพียงแต่รอการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ชี้แจงในหนังสือเรื่อง ผลการตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาว่า เมื่อสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว ผู้ร้องจะสำเร็จการศึกษาตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2545ตามเอกสารท้ายคำร้องและท้ายคำคัดค้าน และตามประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเอกสารหมาย ร.2 ซึ่งออกตามความในข้อ 22 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรี พ.ศ. 2523 ข้อ 1 ระบุว่า "นักศึกษาที่สอบไล่ได้ชุดวิชาต่าง ๆ ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร มหาวิทยาลัยจะดำเนินการขออนุมัติปริญญาหรือประกาศนียบัตรโดยถือวันถัดจากวันสิ้นสุดการสอบไล่ครั้งสุดท้ายเป็นวันสำเร็จการศึกษา" ซึ่งก็คือวันที่ 29 เมษายน 2545 ดังนั้น จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2545 โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยผลของเอกสารหมาย ร.1 ต่อไป เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 4 สิงหาคม 2545 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่12 กรกฎาคม 2545 และผู้ร้องไปยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2545ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีคุณสมบัติสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในขณะยื่นใบสมัครตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 125(3) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น"

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้อง และประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 125 (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34 ม. 89
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837/2545
#49051
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลย โดยชำระราคาให้บางส่วนแล้วส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยส่งมอบให้โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวซึ่งจำเลยในฐานะผู้จะขายยังมีหนี้ที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ผู้จะซื้อ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่โจทก์ครอบครองอยู่ โจทก์จึงชอบที่จะยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้ได้จนกว่าจำเลยจะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายเกินกว่า10 ปี ซึ่งขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/27 ระบุไว้ว่า แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ โจทก์ในฐานะผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงก็ยังคงมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ตนได้พร้อมรับเงินส่วนที่เหลือจากโจทก์ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน 1 แปลง เลขที่ดิน 205 หน้าสำรวจ 772 ตำบลบ้านยาง (บัวทอง) อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 1 ไร่ 92 ตารางวา แก่โจทก์ในราคา 7,000 บาท โดยยินยอมให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินและจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ในวันทำสัญญา 4,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระในวันจดทะเบียนโอนที่ดิน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปรับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวแต่จำเลยเพิกเฉย จนกระทั่งปี 2542 โจทก์ได้ติดต่อทวงถามและมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปรับโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์และรับเงินจำนวน 3,000 บาท จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์และรับเงินจำนวน 3,000 บาท หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนภายใน 7 วัน ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า เมื่อปี 2523 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000 บาท ได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำนาต่างดอกเบี้ย โดยไม่มีกำหนดเวลาไถ่คืน และโจทก์เสนอเงื่อนไขว่าหากจำเลยจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์จะซื้อในราคา 7,000 บาท โดยโจทก์จะเพิ่มเงินให้อีก 3,000 บาท หากจำเลยไม่ขายจะไถ่คืนเมื่อใดก็ได้ จำเลยมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงจำยอมทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ ต่อมาปี 2542 จำเลยได้ไปขอไถ่ที่ดินคืนแต่โจทก์ไม่ยอม สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายเกินกว่า 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับเงิน 3,000 บาท และไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 205 ตำบลบ้านยาง (บัวทอง) อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่4 มิถุนายน 2523 จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ในราคา7,000 บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ในวันทำสัญญา 4,000 บาท และส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำประโยชน์นับวันทำสัญญาซึ่งโจทก์ก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเงินที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้นัดหมายกันอีกครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 11ตุลาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.3 ให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับรับเงินที่เหลืออีก 3,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยให้การไม่ชัดแจ้งขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่ถือว่าเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันและในตอนท้ายก็ระบุว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายเกินกว่า 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ดังนี้ แสดงว่า จำเลยได้ยกประเด็นเรื่องอายุความเป็นข้อต่อสู้แล้ว คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาในประการต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยในฐานะผู้จะขายยังมีหนี้ที่จะต้องไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้จะซื้อ หนี้ดังกล่าวนี้จึงเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินคือที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่ฉะนั้น โจทก์จึงชอบที่จะเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้ได้จนกว่าจำเลยจะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 241 และกรณีเช่นนี้ตามมาตรา 193/27 ระบุว่าแม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงก็ยังคงมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ตนได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 241 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองใบ พันธ์ศรี
จำเลย — นาย ทา สมพงษ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2545
#45726
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมและสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ไม่ได้บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 28(1),69 วรรคหนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินฯ พิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษตามมาตรา 28(1),69 วรรคสองจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 4, 6, 8, 27, 28, 31, 61, 69, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด โดยให้วิดีโอซีดี 1,410 แผ่น แผ่นแสตมเปอร์ 30 แผ่นแผ่นฟิล์ม 30 แผ่น และแผ่นสกรีน 15 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27(1), 28(1), 31(1)ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำซ้ำแก่งานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ของผู้อื่นซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อการค้าร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งงานดังกล่าว เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานร่วมกันทำซ้ำงานดังกล่าวอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 28(1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวกับภาพยนตร์และสิ่งบันทึกเสียง วางโทษจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี พฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่มีการกระทำละเมิดในลักษณะของการเป็นแหล่งผลิต มีเครื่องจักรถึง 3 เครื่อง กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษ ริบของกลางทั้งหมดโดยให้วีดีโอซีดีของกลาง จำนวน 1,410แผ่น แผ่นแสตมเปอร์ จำนวน 30 แผ่น แผ่นฟิล์ม 30 แผ่น และแผ่นสกรีน จำนวน15 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า...

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ (ข) แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าวซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 8 และที่ 9 ด้วย การนำภาพของศิลปินและภาพในภาพยนตร์ต่าง ๆ ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2, 3 และ 4มาทำซ้ำ พิมพ์ลงบนแผ่นฟิล์ม จำนวน 30 แผ่น และแผ่นสกรีน จำนวน 15 แผ่น เพื่อนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์โดยใช้วิธีการทางการพิมพ์ทำซ้ำให้ปรากฏลงแผ่นซีดี ซึ่งจำเลยทั้งสี่กับพวกรู้อยู่แล้วว่า งานศิลปกรรมดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งห้า และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 28(1), 69 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าลงโทษตามมาตรา 28(1), 69 วรรคสองจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอันเกี่ยวกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 8 และที่ 9 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539มาตรา 28(1), 69 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 40,000บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 40,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สัญชัย ชินการุณ ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2545
#46125
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นเรื่องที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศ แต่ก็มีผลกระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายในด้านทรัพย์สินทางปัญญาของชาติต่อประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของชาติโดยตรงประกอบกับจำนวนเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีแผ่นแม่พิมพ์ซีดี(แผ่นแสตมเปอร์)และจำนวนแผ่นซีดีที่ได้ผลิตไว้แล้วมีจำนวนมาก ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยกับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ด้วยการนำภาพของศิลปินและภาพในภาพยนตร์ต่าง ๆ มาทำซ้ำ พิมพ์ลงบนแผ่นฟิล์มและแผ่นสกรีนเพื่อนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์โดยใช้วิธีการทางการพิมพ์ทำซ้ำให้ปรากฏลงแผ่นซีดี ซึ่งจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่างานศิลปกรรมดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายเท่านั้นแต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 28(1),69 วรรคหนึ่งมิใช่วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4,6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 69, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83,91 ริบของกลางทั้งหมด โดยให้วิดีโอซีดี 1,410 แผ่น แผ่นแสตมเปอร์ 30 แผ่น แผ่นฟิล์ม30 แผ่นและแผ่นสกรีน 15 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27(1), 28(1), 31(1)ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำซ้ำแก่งานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ของผู้อื่นซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อการค้า กับฐานร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งงานดังกล่าว เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำซ้ำงานดังกล่าวอันมีสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 28(1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวกับภาพยนตร์และสิ่งบันทึกเสียง วางโทษจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี พฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่มีการกระทำละเมิดในลักษณะของการเป็นแหล่งผลิต มีเครื่องจักรถึง3 เครื่อง กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงไม่สมควรรอการลงโทษ ริบของกลางทั้งหมดโดยให้วิดิโอซีดีของกลางจำนวน 1,410 แผ่น แผ่นแสตมเปอร์จำนวน 30 แผ่น แผ่นฟิล์ม30 แผ่น และแผ่นสกรีนจำนวน 15 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นตัวการร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเก้า ซึ่งจำเลยทั้งสี่รู้อยู่ว่างานนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเก้า โดยมีเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีจำนวน 3 เครื่อง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้ว ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามฟ้องโจทก์ การที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่เป็นเพียงลูกจ้างของบริษัทมิกซ์แลนด์ เอ็กซ์ปอร์ต เซอร์วิส จำกัด ผลิตแผ่นซีดีตามคำสั่งของกรรมการผู้จัดการบริษัทไม่ทราบว่าได้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ใด และเครื่องผลิตแผ่นซีดีมีเพียง 2 เครื่อง ทั้งขณะนั้นเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดียังชำรุด 1 เครื่องด้วยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสี่ยกขึ้นอ้างมาใหม่อันเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้มีการว่ากล่าวกันมาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสี่นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ แม้จะเป็นเรื่องที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศดังเช่นจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็มีผลกระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายในด้านทรัพย์สินทางปัญญาของชาติต่อประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของชาติโดยตรง ประกอบกับจำนวนเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดี แผ่นแม่พิมพ์ซีดี (แผ่นแสตมเปอร์) และจำนวนแผ่นซีดีที่ได้ผลิตไว้แล้วมีจำนวนมาก การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ (ข) แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าวซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 8 และที่ 9 ด้วยการนำภาพของศิลปินและภาพในภาพยนตร์ต่าง ๆ ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2, 3 และ 4มาทำซ้ำพิมพ์ลงบนแผ่นฟิล์มจำนวน 30 แผ่น และแผ่นสกรีนจำนวน 15 แผ่น เพื่อนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์โดยใช้วิธีการทางการพิมพ์ทำซ้ำให้ปรากฏลงแผ่นซีดี ซึ่งจำเลยทั้งสี่กับพวกรู้อยู่แล้วว่า งานศิลปกรรมดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งห้าและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 28(1),69 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษตามมาตรา 28(1), 69 วรรคสองจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอันเกี่ยวกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 8 และที่ 9 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539มาตรา 28(1), 69 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่งคงปรับ 40,000 บาทเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 40,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 28 (1) ม. 69 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สัญชัย ชินการุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2545
#99759
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมและสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ไม่ได้บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) , 69 วรรคหนึ่ง การที่ศาลทรัพย์สินฯ พิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษตาม มาตรา 28 (1) , 69 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๘ , ๑๕ , ๒๗ , ๒๘ , ๓๑ , ๖๑ , ๖๙ , ๗๐ , ๗๕ , ๗๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ ริบของกลางทั้งหมด โดยให้วิดีโอซีดี ๑,๔๑๐ แผ่น แผ่นแสตมเปอร์ ๓๐ แผ่น แผ่นฟิล์ม ๓๐ แผ่น และแผ่นสกรีน ๑๕ แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๒๗ (๑) , ๒๘ (๑) , ๓๑ (๑) ประกอบมาตรา ๖๙ วรรคสอง , ๗๐ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันทำซ้ำแก่งานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ของผู้อื่นซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อการค้าร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งงานดังกล่าว เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันทำซ้ำงานดังกล่าวอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๒๘ (๑) ประกอบมาตรา ๖๙ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ลงโทษจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน ฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวกับภาพยนตร์และสิ่งบันทึกเสียง วางโทษจำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๑ ปี พฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่มีการกระทำละเมิดในลักษณะของการเป็นแหล่งผลิต มีเครื่องจักรถึง ๓ เครื่อง กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ ริบของกลางทั้งหมดโดยให้วิดีโอซีดีของกลาง จำนวน ๑,๔๑๐ แผ่น แผ่นแสตมเปอร์ จำนวน ๓๐ แผ่น แผ่นฟิล์ม ๓๐ แผ่น และแผ่นสกรีน จำนวน ๑๕ แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ...

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องข้อ (ข) แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าวซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ ๔ , ที่ ๖ , ที่ ๗ , ที่ ๘ และที่ ๙ ด้วยการนำภาพของศิลปินและภาพในภาพยนตร์ต่าง ๆ ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๒ , ๓ , และ ๔ มาทำซ้ำ พิมพ์ลงบนแผ่นฟิล์ม จำนวน ๓๐ แผ่น และแผ่นสกรีน จำนวน ๑๕ แผ่น เพื่อนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์โดยใช้วิธีการทางการพิมพ์ทำซ้ำให้ปรากฏลงแผ่นซีดี ซึ่งจำเลยทั้งสี่กับพวกรู้อยู่แล้วว่า งานศิลปกรรมดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งห้า และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๒๘ (๑) , ๖๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าลงโทษตามมาตรา ๒๘ (๑) , ๖๙ วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสี่ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอันเกี่ยวกับภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ ๔ , ที่ ๖ , ที่ ๗ , ที่ ๘ และที่ ๙ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๒๘ (๑) , ๖๙ วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับ ๘๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก ๙ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สัญชัย ชินการุณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3825/2545
#46124
เปิดฉบับเต็ม

คดีแรงงาน โจทก์หรือจำเลยอาจฟ้องหรือให้การเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ทั้งการดำเนินคดีควรเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ

เหตุที่จำเลยเลิกจ้างเป็นเรื่องที่โจทก์ตวาดใส่จำเลยว่า "หยิบขึ้นมาทำไม" จำเลยโกรธจึงเลิกจ้างโจทก์ ถ้อยคำดังกล่าววิญญูชนโดยทั่วไปในฐานะนายจ้างอาจไม่พอใจบ้างที่ถูกลูกจ้างกล่าวทำนองทักท้วงเช่นนั้น และนายจ้างอาจได้รับความเสียหายบ้างในด้านการบังคับบัญชา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการทำงานของนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งย่อมมีการสั่งงาน สอบถาม ถกเถียง และโต้แย้งกันเป็นปกติวิสัย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กล่าวถ้อยคำนั้นโดยมีเจตนาหรือประสงค์ให้จำเลยได้รับความเสียหายการกระทำของโจทก์จึงมิใช่การจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ

โจทก์ฟ้อง บ. ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท อ. และบริษัท อ. ในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 ในชั้นพิจารณาจำเลยยอมรับว่าเป็นกรรมการบริษัท อ. และเป็นนายจ้าง ทั้งต่อสู้คดีโดยอ้างความผิดที่โจทก์ได้กระทำซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างด้วย บ. กับบริษัท อ. จึงต่างเป็นนายจ้างของโจทก์และมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนี้ด้วย และเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท อ. จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เป็นเงิน 31,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การด้วยวาจา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 31,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้เป็นคดีแรงงาน โจทก์หรือจำเลยอาจฟ้องหรือให้การเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ทั้งการดำเนินคดีควรเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็วเสมอภาค และเป็นธรรม ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างฟ้องคดีด้วยตนเองโดยมิได้ตั้งแต่งทนายความเข้าดำเนินคดีแทน ในคำฟ้องระบุชื่อ "นายบุญส่ง อำนวยเดชกร" และระบุตำแหน่งหน้าที่ว่า "กรรมการผู้จัดการบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด" เป็นจำเลยและบรรยายในคำฟ้องว่า "โจทก์ได้สมัครเข้าทำงานตำแหน่งลูกจ้างกับบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด... จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด..."ตามคำฟ้องข้างต้นแม้มิได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไว้ดังที่จำเลยอ้าง แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์ฟ้องบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด และนายบุญส่ง อำนวยเดชกร ในฐานะนายจ้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยฟ้องบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดในฐานะนิติบุคคลผู้ซึ่งตกลงรับโจทก์เข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และฟ้องนายบุญส่งอำนวยเดชกร ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดนิติบุคคล คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกับจำเลย จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนข้ออ้างของจำเลยเรื่องการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วและจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นและไม่อาจนำมาพิจารณาในชั้นนี้ได้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า ในวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์กำลังทำงานตามปกติ จำเลยเดินตรวจดูคนงาน เห็นโจทก์ทำงานได้ไม่เรียบร้อยจึงแนะนำและสั่งให้โจทก์แก้ไข ครั้นกลับมาตรวจดูอีกก็ถูกโจทก์พูดจาไม่สุภาพ ซึ่งคำไม่สุภาพดังกล่าวจำเลยว่า โจทก์ตวาดใส่จำเลยว่า "หยิบขึ้นมาทำไม" จำเลยโกรธจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ เหตุที่จำเลยเลิกจ้างจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวถ้อยคำข้างต้นซึ่งวิญญูชนโดยทั่วไปในฐานะนายจ้างอาจไม่พอใจบ้างที่ถูกลูกจ้างกล่าวทำนองทักท้วงเช่นนั้น และนายจ้างอาจได้รับความเสียหายบ้างในด้านการบังคับบัญชา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างการทำงานของนายจ้างและลูกจ้างซึ่งย่อมมีการสั่งงานสอบถาม ถกเถียง และโต้แย้งกันเป็นปกติวิสัย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กล่าวถ้อยคำนั้นโดยมีเจตนาหรือประสงค์ให้จำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นจึงมิใช่การจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยกล่าวมาในตอนท้ายของอุทธรณ์นี้ว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์มากเกินไป อายุการทำงานของโจทก์ในวันข้างหน้าเป็นเรื่องอนาคต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องนั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายและศาลแรงงานกลางก็มิได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวด้วย อุทธรณ์ส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้ฟ้องทั้งนายบุญส่งอำนวยเดชกร ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด และบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด ในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยอมรับว่าเป็นกรรมการบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด และเป็นนายจ้าง ทั้งต่อสู้คดีโดยอ้างความผิดที่โจทก์ได้กระทำซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างด้วย นายบุญส่ง อำนวยเดชกร จำเลยกับบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัดจึงต่างเป็นนายจ้างของโจทก์และมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนี้ด้วย และเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดให้คำพิพากษาผูกพันบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด นายจ้างโดยให้บริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด ร่วมรับผิดกับจำเลยในการจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริษัทอบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด จ่ายค่าชดเชย31,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 119 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นิตร ทรัพย์เกิด
จำเลย — นาย บุญส่ง อำนวยเดชกร กรรมการผู้จัดการบริษัท อบพื้นไม้ปาเก้เด่นชัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3819/2545
#99874
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างโจทก์กับผู้ขายที่ดิน ที่ดินยังอยู่ระหว่างการเช่า โดยผู้ขายที่ดินได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้ ธ. กับพวก มีกำหนดเวลา 20 ปี และมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ดังนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามที่ได้จดทะเบียนไว้ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้รับโอน ธ. กับพวกย่อมหมดสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถวและไม่มีสิทธินำห้องในอาคารตึกแถวให้บุคคลใดเช่าช่วงได้ จำเลยจึงเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าเดิม ไม่อาจยกการเช่าระหว่างจำเลยกับ ธ. และพวกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพิพาท การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมา จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท

การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลเพียงโจทก์ไม่มีประเด็นที่จะฎีกาในชั้นฎีกาเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ พร้อมอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ ในอาคารเลขที่ ๙๖ ให้จำเลยชำระเงิน ค่าเสียหายจำนวน ๘๘๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อห้อง นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ ให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์และไม่มีสิทธิใด ๆ ในอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ตามฟ้อง เพราะโจทก์ซื้อเฉพาะที่ดินตามฟ้อง ส่วนอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ จากเจ้าของอาคารแฟลตดังกล่าว โดยเจ้าของตกลงให้จำเลยเช่าตลอดไป จนกว่าจะมี การรื้อถอน เหตุที่ทำสัญญากันไว้ ๑ ปี เพราะเจ้าของอาคารแฟลตไม่ต้องการเสียภาษีจากการจดทะเบียน หนังสือส่งมอบอาคารแฟลตเลขที่ ๙๖ ท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเจ้าของอาคารแฟลตดังกล่าวไม่ได้ มอบอำนาจให้แก่ผู้ใดมีหนังสือส่งมอบอาคารแฟลตให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท การที่จำเลยครอบครองห้องพิพาทไม่ทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในห้องพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากห้องเลขที่ ๙๖/๒๑ และ ๙๖/๖๐ อาคารเลขที่ ๙๖ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อห้อง ตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องของโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกและประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทชอบหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาทั้งสองประการไปพร้อมกัน เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามี น้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ โดยได้จดทะเบียนการโอนที่ดินพร้อมตึกแถวเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ซึ่งในขณะที่จดทะเบียนโอนที่ดิน ที่ดินยังอยู่ระหว่างการเช่า โดยผู้ขายที่ดินให้โจทก์ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ มีกำหนดเวลา ๒๐ ปี และมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ดังนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามที่จดทะเบียนไว้ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้รับโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ ประกอบมาตรา ๑๔๔ และ ๑๙๑ นอกจากนี้ได้ความจากโจทก์ว่าผู้เช่าที่ดินคือนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ได้แสดงเจตนายืนยันว่าสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายที่ดินคือกองมรดกของหลวงโทณะวณิกพันธ์เจ้าของที่ดินเดิม มิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าที่ดิน ส่วนข้อความที่ปรากฏในสัญญาเช่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่ระบุว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าให้ผู้เช่ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างในที่ดินก็ดี ข้อความในหนังสือเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามเอกสารหมาย ล.๑ ที่ว่า ซื้อเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้างก็ดี ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นเพียงเอกสารสำหรับใช้เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังต้องกันว่า อาคารตึกแถว (แฟลต) ที่ปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๘๐ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินที่นายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ทำกับกองมรดกหลวงโทณะวณิกพันธ์เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ หลักจากนั้นนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ย่อมหมดสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถว (แฟลต) และไม่มีสิทธินำห้องในอาคารตึกแถว (แฟลต) ให้บุคคลใดเช่าช่วงได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าเดิม ไม่อาจยกการเช่าระหว่างจำเลยกับนายธารา นายเกียรติและนายทิพย์ขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพิพาท การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมาจึงเป็นการละเมิด ต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายคือ การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลต่อคดีในชั้นอุทธรณ์เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลเพียงโจทก์ไม่มีประเด็นที่จะฎีกาในชั้นฎีกาเท่านั้น ศาลอุทธรณ์คงพิจารณาประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษาไปตามนั้น ฎีกาจำเลยทุกประการฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 191 ม. 569
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเมรี่ รัตนราชชาติกุล
จำเลย — นายวรวิทย์ วิมลทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวัฒนา วิทยกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3810/2545
#45268
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 252 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบแต่เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งต่อมาอันเนื่องมาจากคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงชอบแล้วและเมื่อขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยจึงต้องวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวอาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้หรือไม่ แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือคำสั่งให้รับฎีกา

การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ผู้ยื่นคำร้องมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งนำมาใช้ในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาด้วยตามมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน162,091 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน160,929.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 24 มีนาคม2541) ต้องไม่เกิน 1,161.59 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับรองให้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่วางเงินให้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับคำร้อง ต่อมาวันที่ 4กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 252 ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่วางเงินให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมไม่รับคำร้อง

ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2543 และฉบับวันที่ 4 กันยายน 2543 ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 หาจำต้องให้จำเลยวางเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งเป็นวิธีการในชั้นอุทธรณ์ไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับวันที่ 14กันยายน 2543 และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับอุทธรณ์ดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "จำเลยไม่วางเงินให้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับคำร้อง..."ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองส่งไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องฉบับนี้ว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม วันที่ 14กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในชั้นที่จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบกับมาตรา 232 บัญญัติให้อำนาจศาลชั้นต้นไว้แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา และจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 252 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบอย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งต่อมาอันเนื่องมาจากคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวอาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้หรือไม่แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2543 จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เพื่อให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2543 ให้เสร็จไปพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกานั้น ผู้ยื่นคำร้องมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งนำมาใช้ในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 คดีนี้จำเลยทั้งสองเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางต่อศาลชั้นต้นมิได้นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแก่โจทก์ 1,000 บาท และให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม2543 ค่าคำร้องให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละม่อม อริยสุระ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปั๊ม ส.อนันต์บริการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3810/2545
#45269
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะจำเลยวางเงินไม่ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่ให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับฎีกาและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสั่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 232 ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและสั่งรับหรือไม่รับฎีกา แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา และจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบแต่เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งต่อมาอันเนื่องจากคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวอาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้หรือไม่แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงชอบแล้ว

การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ผู้ยื่นคำร้องมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 แต่จำเลยเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางโดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน162,091 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน160,929.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 24 มีนาคม2541) ต้องไม่เกิน 1,161.59 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับรองให้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่วางเงินให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับคำร้อง ต่อมาวันที่ 4 กันยายน2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในวันที่18 สิงหาคม 2543 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่วางเงินให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ไม่รับคำร้อง

ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2543 และฉบับวันที่ 4 กันยายน 2543 ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 หาจำต้องให้จำเลยวางเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งเป็นวิธีการในชั้นอุทธรณ์ไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับวันที่ 14 กันยายน 2543

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "จำเลยไม่วางเงินให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับคำร้อง..." ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองส่งไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องฉบับนี้ว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม วันที่ 14 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในชั้นที่จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบกับมาตรา 232 บัญญัติให้อำนาจศาลชั้นต้นไว้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งต่อมาอันเนื่องมาจากคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวอาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้หรือไม่ แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2543 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2543 ให้เสร็จไป พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกานั้น ผู้ยื่นคำร้องมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งนำมาใช้ในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 คดีนี้จำเลยทั้งสองเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางต่อศาลชั้นต้น มิได้นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว"

พิพากษายืน ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2543
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ละม่อม อริยะสุระ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปั๊ม ส.อนันต์บริการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ