คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3810/2545
#99726
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นที่จำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา เพราะ ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 232 ให้อำนาจศาลชั้นต้นไว้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา และจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาเสียเองเป็นการไม่ชอบ และเมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ต่อมาศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวอาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาหรือไม่ แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งไม่รับฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน ๑๖๒,๐๙๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๑ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๖๐,๙๒๙.๔๑ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑) ต้องไม่เกิน ๑,๑๖๑.๕๙ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่รับรองให้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่วางเงินให้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ จึงไม่รับคำร้อง ต่อมาวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๒ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่วางเงินให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ไม่รับคำร้อง

ต่อมาวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ และฉบับวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๓ ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๒ หาจำต้องให้จำเลยวางเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ซึ่งเป็นวิธีการในชั้นอุทธรณ์ไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับอุทธรณ์ดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสอง ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "จำเลยไม่วางเงินให้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ จึงไม่รับคำร้อง?" ต่อมาวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองส่งไปยังศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องฉบับนี้ว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในชั้นที่จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ประกอบกับมาตรา ๒๓๒ บัญญัติให้อำนาจศาลชั้นต้นไว้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา และจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๒ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งต่อมาอันเนื่องมาจากคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวอาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้หรือไม่ แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๓ ให้เสร็จไป พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกานั้น ผู้ยื่นคำร้องมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ซึ่งนำมาใช้ในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ คดีนี้จำเลยทั้งสองเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางต่อศาลชั้นต้น มิได้นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแก่โจทก์ ๑,๐๐๐ บาท และให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ ค่าคำร้องให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละม่อม อริยสุระ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปั๊ม ส.อนันต์บริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2545
#99649
เปิดฉบับเต็ม

คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองต่อศาลไม่ปรากฏตามสำนวนว่ามีการข่มขู่แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าเป็นการรับสารภาพต่อศาลโดยความสมัครใจ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าถูกนายประกันข่มขู่ให้การรับสารภาพต่อศาล หากไม่รับสารภาพจะถอนประกันจึงถือว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นขึ้นอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้ในปัญหานี้จึงชอบแล้ว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านตามหมายค้นของศาล และไม่ยอมให้นำตัว นาย ก. ซึ่งถูกจับกุมออกจากบ้านด้วยการใช้ไม้ท่อนเป็นอาวุธขู่เข็ญว่าจะทำร้ายและได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเจ้าพนักงานตำรวจโดยปิดล็อกใส่กุญแจประตูรั้วบ้านไม่ยอมให้ออกจากบ้าน กับใช้ไม้ท่อนเป็นอาวุธขู่เข็ญว่าจะทำร้าย อันเป็นการข่มขืนใจ เจ้าพนักงานตำรวจให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเพียงเจตนาเดียวคือป้องกันมิให้ผู้เสียหายทั้งห้าจับกุมตัวนาย ก. เท่านั้น และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในทันทีทันใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๑๓๘, ๑๓๙, ๑๔๐, ๓๐๙, ๓๑๐ ริบไม้ท่อนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง, ๑๓๙ ประกอบมาตรา ๑๔๐ วรรคแรก, ๓๐๙ วรรคสอง, ๓๑๐ วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษ ฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ ๖ เดือน ฐานข่มขืนใจเป็นกรรมเดียวกันมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงานจำคุกคนละ ๑ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ๑ ปี ๑๒ เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๑๒ เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๐ วรรคแรก และมาตรา ๓๐๙ วรรคสอง มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๐ วรรคแรก จำคุกคนละ ๑ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะถูกนายประกันข่มขู่ว่าหากไม่ยอมรับสารภาพจะถอนประกัน คำรับสารภาพจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เห็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองต่อศาลไม่ปรากฏตามสำนวนว่ามีการข่มขู่แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าเป็นการรับสารภาพต่อศาลโดยความสมัครใจ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าถูกข่มขู่ให้รับสารภาพต่อศาล จึงถือว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นขึ้นอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับวินิจฉัยให้ในปัญหานี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเพียงเจตนาเดียวคือป้องกันมิให้ผู้เสียหายทั้งห้าจับกุมตัวนายกิตติศักดิ์ ชูประเสริฐ เท่านั้น และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในทันทีทันใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายอดิเทพ ถิระวัฒน์ ผู้ช่วย

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายโชติช่วง ทัพวงศ์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 140 วรรคแรก ม. 309 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ที่1 — นางสุกัญญา นาคหรั่ง
2 — นายธวัช บุตรสุวรรณ ที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801 -ที่ 3802/2545
#45267
เปิดฉบับเต็ม

การชำระหนี้แต่ละครั้งเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง จำเลยผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ซึ่งต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามมาตรา 321 วรรคสาม โดยถือเป็นการชำระหนี้ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารและต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนวันชำระหากมีเงินเหลือก็นำไปชำระต้นเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์เรียกนางจรูญ มุดเจริญ จำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกนายปรีดา มุดเจริญจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537จำเลยทั้งสองได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงินจำนวนคนละ 4,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีกำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละครั้ง จำเลยทั้งสองได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน โดยให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 2 นับแต่กู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามข้อตกลง โดยชำระดอกเบี้ยถึงวันที่ 15 กันยายน 2538 โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินต่อไป จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสอง และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินคนละ 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15กันยายน 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,252,600 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 (เฉพาะสำนวนแรก) ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน จำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จและขอให้บังคับจำเลยที่ 2 (เฉพาะสำนวนหลัง) ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 จนกว่าชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์รวม21 ครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเป็นเงิน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 2,545,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยที่ 1 คงค้างชำระเงินต้น 1,049,007.13 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6พฤศจิกายน 2539 เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,078,767.12 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2539เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ในการชำระหนี้แต่ละครั้งนั้นเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระต้นเงิน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคราวจึงต้องคำนวณเสียก่อนว่ามีดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาจนถึงวันชำระเป็นเงินเท่าใด เมื่อมีเงินเหลือจากการชำระดอกเบี้ยแล้วก็นำไปชำระต้นเงินซึ่งอาจทำให้ต้นเงินเหลือลดลงไปและดอกเบี้ยต่อจากนั้นก็ลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ซึ่งต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เช็คตามเอกสารหมายล.2 ถึง ล.15 และ ล.17 ถึง ล.22 จึงถือเป็นการชำระหนี้ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามที่ปรากฏในสำเนาบัญชีกระแสรายวัน เอกสารหมาย ล.24 ถึง ล.26 และรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วโดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ วันที่ 19 กรกฎาคม2538 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่ 26 กรกฎาคม 2538 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่3 สิงหาคม 2538 เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 10 สิงหาคม 2538 เป็นเงิน 110,000 บาทวันที่ 24 สิงหาคม 2538 เป็นเงิน 110,000 บาท วันที่ 28 สิงหาคม 2538 เป็นเงิน100,000 บาท วันที่ 5 กันยายน 2538 เป็นเงิน 110,000 บาท วันที่ 23 พฤศจิกายน2538 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่ 1 ธันวาคม 2538 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่ 3มกราคม 2539 เป็นเงิน 220,000 บาท วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 110,000 บาทวันที่ 23 เมษายน 2539 เป็นเงิน 110,000 บาท วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 เป็นเงิน105,000 บาท วันที่ 11 มิถุนายน 2539 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่ 8 กรกฎาคม 2539เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 16 สิงหาคม 2539 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่ 18กันยายน 2539 เป็นเงิน 105,000 บาท วันที่ 16 ตุลาคม 2539 เป็นเงิน 100,000 บาทวันที่ 28 ตุลาคม 2539 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 เป็นเงิน100,000 บาท การชำระหนี้ทุกครั้งจึงต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนวันชำระ หากมีเงินเหลือก็นำไปชำระต้นเงินที่ศาลอุทธรณ์ให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจึงไม่ถูกต้องฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคนละสำนวนซึ่งมีคำขอบังคับจำเลยแต่ละคนแยกต่างหากจากกันแม้ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้วเมื่อจะพิพากษาคดีรวมกันก็ต้องคำนึงถึงคำขอของแต่ละสำนวนด้วยว่ามีอยู่อย่างไรคดีสำนวนของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีคำขอบังคับจำนองด้วย ส่วนคดีสำนวนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ ถ้าไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำนอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเท่านั้นที่กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 อันเป็นการมิชอบ กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นมาวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 ไปจนกว่าชำระเสร็จโดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ใช้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระคำนวณถึงวันชำระแต่ละครั้ง มีเงินเหลือเท่าใดให้ชำระต้นเงินแล้วคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนกว่าถึงวันที่ชำระครั้งถัดไปตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลักษณ์ ปฏิบัติชอบ
จำเลย — นาง จรูญ มุดเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801 -ที่ 3802/2545
#99741
เปิดฉบับเต็ม

ในการชำระหนี้แต่ละครั้งนั้นเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระเงินต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคราวจึงต้องคำนวณเสียก่อนว่ามีดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาจนถึงวันชำระเป็นเงินเท่าใด เมื่อมีเงินเหลือจากการชำระดอกเบี้ยแล้วก็นำไปชำระเงินต้นซึ่งอาจทำให้เงินต้นเหลือลดลงไปและดอกเบี้ยต่อจากนั้นก็ลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน

จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เช็คดังกล่าว จึงถือเป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคาร

คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคนละสำนวนซึ่งมีคำขอบังคับจำเลยแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน แม้ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้ว เมื่อจะพิจารณาคดีรวมกันก็ต้องคำนึงถึงคำขอของแต่ละสำนวนด้วยว่ามีอยู่อย่างไร คดีสำนวนของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีคำขอบังคับจำนองด้วย ส่วนคดีสำนวนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ ถ้าไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำนอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเท่านั้นที่กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขจึงเป็นการพิพาทเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 อันเป็นการมิชอบ กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 จำเลยทั้งสองได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงินจำนวนคนละ 4,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละครั้งโดยจำเลยที่ 2 ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามข้อตกลง โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินต่อไปอีก ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 5,252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยกู้ยืมเงิน 4,000,000 บาท จากโจทก์ ความจริงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์ 4,000,000 บาท แต่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 บางส่วนเพียง 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์รวม 21 ครั้ง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,545,000 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยที่ 1 คงค้างชำระเงินต้น 1,049,007.13 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,078,767.12 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 34108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ในการชำระหนี้แต่ละครั้งนั้นเมื่อไม่มีการตกลงเป็นอย่างอื่นต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่เสียก่อน หลังจากนั้นเหลือเงินเท่าใดจึงนำไปชำระต้นเงิน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคราวจึงต้องคำนวณเสียก่อนว่ามีดอกเบี้ยที่ค้างชำระมาจนถึงวันชำระเป็นเงินเท่าใด เมื่อมีเงินเหลือจากชำระดอกเบี้ยแล้วก็นำไปชำระต้นเงินซึ่งอาจทำให้เงินเหลือลดลงไปและดอกเบี้ยต่อจากนั้นก็ลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ด้วยการออกและโอนเช็คให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ซึ่งต้องถือว่าหนี้ส่วนที่ชำระด้วยเช็คระงับสิ้นไปเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เช็คตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.15 และ ล.17 ถึง ล.22 จึงถือเป็นการชำระหนี้ในวันที่เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามที่ปรากฏในสำเนาบัญชีกระแสรายวัน การชำระหนี้ทุกครั้งจึงต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนวันชำระ หากมีเงินเหลือก็นำไปชำระต้นเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ให้หักเงิน 2,210,000 บาท ออกจากดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 เป็นต้นไปจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์แยกฟ้องมาเป็นคนละสำนวนซึ่งมีคำขอบังคับจำเลยแต่ละคน แยกต่างหากจากกัน แม้ศาลชั้นต้นจะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันแล้ว เมื่อจะพิพากษาคดีรวมกันก็ต้องคำนึงถึงคำขอของแต่ละสำนวนด้วยว่ามีอยู่อย่างไร คดีสำนวนของจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีคำขอบังคับจำนองด้วย ส่วนคดีสำนวนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ ถ้าไม่ชำระจึงขอให้บังคับจำนอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเท่านั้นที่กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ ย่อมไม่มีกรณีที่จะต้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 อันเป็นการมิชอบ กรณีเช่นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงิน 2,210,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์รวม 20 ครั้ง ใช้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระคำนวณถึงวันชำระแต่ละครั้ง มีเงินเหลือเท่าใดให้ชำระต้นเงิน แล้วคำนวณดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระไปจนถึงวันที่ชำระครั้งถัดไปตามนัยที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 329
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลักษณ์ ปฏิบัติชอบ
จำเลย — นางจรูญ มุดเจริญ
โจทก์ — นายลักษณ์ ปฏิบัติชอบ
จำเลย — นายปรีดา มุดเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2545
#45725
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พ.ศ. 2457 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 10

ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ได้บัญญัติว่า"กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือข้าราชการหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐผู้ใด ผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ดังนั้น การกระทำความผิดที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออก หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็มิได้อยู่ในความหมายของคำว่า จำหน่าย ตามมาตรา 4 แต่อย่างใด แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ได้ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215และมาตรา 225

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นเจ้าพนักงานซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 2,340 เม็ดโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำผิดจำเลยเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 100 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ให้จำคุก 50 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาการปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 เสียก่อน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่า "กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ดังนั้นการกระทำความผิดที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออก หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็มิได้อยู่ในความหมายของคำว่าจำหน่าย ตามมาตรา 4แต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติดังกล่าวแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยปรับบทมาตราดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่แก้ไข ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าพนักงานซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 2,340 เม็ด โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดนับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 100
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ป.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาง ธัญลักษณ์ กลั้งทองด้วง
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2545
#99610
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามพ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10

ตามพ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 ได้บัญญัติว่า " กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.นี้หรือข้าราชการหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐผู้ใด ผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.นี้หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น " ดังนั้น การกระทำความผิดที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออก หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็มิได้อยู่ในความหมายของคำว่า จำหน่าย ตามมาตรา 4 แต่อย่างใด แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจระวางโทษเป็นสามเท่าตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 100 ได้ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215 และมาตรา 225

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าพนักงานซึ่งพ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 2,340 เม็ด โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๐, ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ขณะกระทำผิดจำเลยเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ให้จำคุก ๕๐ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒๕ ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาการปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ เสียก่อน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่า "กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ดังนั้น การกระทำความผิดที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นความผิดฐานผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออก หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็มิได้อยู่ในความหมายของคำว่าจำหน่าย ตามมาตรา ๔ แต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๐ ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยปรับบทมาตราดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่แก้ไข ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน ๒,๓๔๐ เม็ด โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ กำหนดนับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙

นายเปรมศักดิ์ ชื่นชวน ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายเดชา หงส์ทอง ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 100
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
กลั้งทองด้วง — นางธัญลักษณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสมศักดิ์ ประติธิพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุวิทย์ นรนุตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2545
#45266
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลย ศาลพิพากษาให้โจทก์ออกไป และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลย คดีถึงที่สุด การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจำเลยยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป เนื่องจากโจทก์และจำเลยได้มีข้อตกลงการเช่าขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าและไม่มีสัญญาเช่าระหว่างกันนั้น โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยตามข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้าง เพียงแต่ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น เป็นการยกข้ออ้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้โจทก์ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีก่อนนั่นเอง ข้อตกลงการเช่าตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาเช่าในคดีก่อนซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการชอบแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป และให้ขับไล่โจทก์พร้อมบริการออกไปจากที่ดินพิพาท การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลย 2 ฉบับ ฉบับแรก บริเวณถนนสุนทรโกษาพร้อมอาคาร ตามที่ดินโฉนดเลขที่ 6709 และ 4853 เมื่อวันที่ 25ตุลาคม 2528 ฉบับที่สองบริเวณหัวโค้งทางแยกตรงข้ามกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 23กันยายน 2529 ต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าทั้งสองฉบับ หลังจากนั้นโจทก์ยังคงทำประโยชน์ในที่ดินและชำระค่าเช่าให้จำเลยเมื่อประมาณต้นปี 2540 โจทก์กับจำเลยได้มีข้อตกลงการเช่าที่ดินทั้งสองแปลงขึ้นใหม่ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2540 โจทก์ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยเสนอ และจำเลยยังให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินที่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวของจำเลยตลอดมาโดยไม่มีสัญญาเช่าระหว่างกัน ซึ่งเท่ากับจำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวใหม่อีกต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาเช่า การบอกกล่าวครั้งก่อนย่อมถือว่าเป็นอันยกเลิกตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นใหม่ และขณะนี้จำเลยยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ได้ทราบก่อนตามกฎหมาย ก่อนที่จำเลยจะกลับเข้าครอบครองที่ดิน จำเลยกลับมีเจตนาไม่สุจริตโดยเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2541 จำเลยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปขับไล่มิให้โจทก์และบริวารอยู่อาศัยใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคาร ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 6709 และ 4853 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารและที่ดินบริเวณหัวโค้งทางแยกตรงข้ามกรมศุลกากรตามสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองฉบับ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 863/2537 ของศาลแพ่งซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีก่อนคือคดีหมายเลขแดงที่ 863/2537 ของศาลแพ่ง จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 863/2537 ของศาลแพ่งหรือไม่เห็นว่า คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลย ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน และอยู่ในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจำเลยยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป เนื่องจากเมื่อประมาณต้นปี 2540 โจทก์และจำเลยได้มีข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทกันขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่า และไม่มีสัญญาเช่าระหว่างกันนั้น โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยตามข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างแต่อย่างใดเพียงแต่ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ยกข้ออ้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้โจทก์ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนนั่นเอง ข้อตกลงการเช่าตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาเช่าในคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป และให้ขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เทรลเล่อร์ทรานสปอร์ท (1974) จำกัด
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2545
#99740
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแล้วแต่โจทก์ไม่ยอมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลย ศาลพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย คดีถึงที่สุด และอยู่ในระหว่างการบังคับคดี การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจำเลยยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปเนื่องจากโจทก์และจำเลยได้มีข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทกันขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าและไม่มีสัญญาเช่าระหว่างกันนั้น โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยตามข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ยกข้ออ้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้โจทก์ต้องถูกบังคับคดีในคดีก่อนนั่นเอง ข้อตกลงการเช่าใหม่ตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาเช่าในคดีก่อนซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าการบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป ให้ขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๐๙ และ ๔๘๕๓ ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารและที่ดินบริเวณหัวโค้งทางแยกตรงข้ามกรมศุลกากร ตามสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองฉบับ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๘๖๓/๒๕๓๗ ของศาลแพ่ง ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน มีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีก่อนคือคดีหมายเลขแดงที่ ๘๖๓/๒๕๓๗ ของศาลแพ่ง จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๘๖๓/๒๕๓๗ ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลย ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน และอยู่ในระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าจำเลยยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปเนื่องจากเมื่อประมาณต้นปี ๒๕๔๐ โจทก์และจำเลยได้มีข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทกันขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าและไม่มีสัญญาเช่าระหว่างกันนั้น โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยตามข้อตกลงการเช่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้ห้ามจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ยกข้ออ้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้โจทก์ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนนั่นเอง ข้อตกลงการเช่าตามข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาเช่าในคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป และให้ขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 570
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทรลเล่อร์ทรานสปอร์ท (1974) จำกัด
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิ เอกกิตติ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3781/2545
#45265
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลย 1 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แล้วมีการขายทอดตลาดโดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้จากนั้นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย แต่มีการยอมความกันโดยให้จำเลยเช่า อยู่ต่อไป ต่อมาส. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวกลับคืนไปโดยบอกว่าถ้าซื้อก็จะไม่มีหนี้สินต่อกันจำเลยจึงรับซื้อคืน ทำให้หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับไป ซึ่งโจทก์ในฐานะตัวการต้องผูกพันต่อจำเลย ส่วนความรับผิดระหว่างโจทก์กับ ส. จะเป็นประการใดเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันเองหามีผลกระทบต่อจำเลยไม่ เมื่อหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยหมดสิ้นต่อกันแล้ว การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินแปลงดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2533 ตำบลบ้านเพชร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 100,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า ในการขายทอดตลาดโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยเข้าสู้ราคา หากจำเลยเข้าสู้ราคาจะขายที่ดินได้ไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท เพียงพอในการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยวิธีการฉ้อฉล หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินได้แล้ว โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินต่อในอัตราเดือนละ 600 บาท ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2537 จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากโจทก์ในราคา 120,000 บาท และโจทก์แจ้งจำเลยว่าไม่มีหนี้สินใด ๆ กับโจทก์แล้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวอีก โดยประเมินราคาทรัพย์ที่ยึด 80,500 บาทจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าราคาประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงต่อศาลแล้ว การกระทำของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การขายทอดตลาดเป็นไปโดยสุจริตชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของกรมบังคับคดี ในการขายทอดตลาดครั้งแรกโจทก์ซื้อได้และได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน ต่อมาจำเลยได้ซื้อที่ดินดังกล่าวคืนจากโจทก์ จำเลยยังค้างชำระหนี้โจทก์ตามบัญชีรายละเอียดหนี้สิน ณ วันที่ 16 เมษายน 2533 เป็นเงิน 46,707.74 บาท ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2540 โจทก์จึงได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2533 ตำบลบ้านเพชร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยประเมินราคา 80,500 บาท ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่ดินดังกล่าวต่อมาได้ออกเป็นโฉนดแล้วตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17565 ตำบลบ้านเพชร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วจากการนำสืบของจำเลยและโจทก์ได้ข้อเท็จจริงต้องตรงกันในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยคือที่ดิน 1 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2533 เอกสารหมาย ร.1 (ค.3)ต่อมาเปลี่ยนเป็นที่ดินมีโฉนด ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17565 เอกสารหมาย ร.2 สำหรับที่ดินแปลงนี้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม2531 แล้วได้มีการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2533 โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 100,000 บาท จากนั้นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยแล้วมีการยอมความกันโดยให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไป ต่อมานายสุภัทร วัฒนวิทย์ ซึ่งเป็นผู้จัดการโจทก์สาขาจัตุรัส และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ให้จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวคืนไปเป็นของจำเลยอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นการยึดที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 จึงเป็นการยึดที่ดินแปลงเดียวกันเป็นครั้งที่ 2 ปัญหาที่ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกามีว่า การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยครั้งที่ 2 นี้ชอบหรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยโดยละเอียดดังต่อไปนี้ ในการบังคับคดีนั้นโดยหลักแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วน ก็ชอบที่จะติดตามยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระหนี้ให้ครบถ้วนได้ แต่สำหรับคดีนี้มูลคดีมิได้เป็นดังเช่นคดีทั่ว ๆ ไป หากแต่เป็นการยึดที่ดินแปลงเดียวกันของจำเลยเพื่อชำระหนี้รายเดียวกันถึง 2 ครั้ง เหตุใดเป็นเช่นนั้นและจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จำเลยกลับไปซื้อที่ดินจากโจทก์มาเพื่อให้โจทก์ตามมายึดกลับเอาไปขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์อีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยฝืนต่อความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้ความจากจำเลยว่าเหตุที่จำเลยซื้อที่ดินแปลงเดิมคืนก็เพราะนายสุภัทรบอกว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว ฉะนั้น หากการซื้อที่ดินดังกล่าวไม่ทำให้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยหมดไป จำเลยก็ไม่ซื้อ นอกจากนี้ยังได้ความว่า นายสุภัทรซึ่งเป็นผู้จัดการและผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในขณะนั้นได้ให้จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืน อีกทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าเหตุใดจำเลยต้องซื้อที่ดินคืนเพราะคดีไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยเช่าที่ดินอยู่นั้นได้รับความเดือดร้อนใด ๆ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวรูปคดีเชื่อได้ว่านายสุภัทรตกลงเช่นนั้นกับจำเลยจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ในฐานะที่นายสุภัทรเป็นทั้งผู้จัดการโจทก์สาขาจัตุรัสและเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ถือได้ว่านายสุภัทรเป็นตัวแทนของโจทก์กระทำการขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยแทนโจทก์โดยมีข้อตกลงเพิ่มเติมให้หนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับไปด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะตัวการต้องผูกพันต่อจำเลย ส่วนความรับผิดระหว่างโจทก์กับนายสุภัทรจะเป็นประการใดนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการกันเองหามีผลกระทบต่อจำเลยไม่ กรณีฟังได้ว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยหมดสิ้นต่อกันแล้ว ฉะนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 จึงไม่ชอบ คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในฐานะผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดทรัพย์จำเลยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบโดยให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง ประสม จิตต์อ่อง
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545
#45263
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมที่มีพยานลงลายมือชื่อสองคน แต่มิได้ลงวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705

บันทึกข้อตกลงที่มีข้อความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในนามผู้จัดการมรดกของ ส. ไปในวันนี้แล้วและจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก เป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดก ที่จะมีขึ้นในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในอนาคตให้หมดไป จึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 นอกจากนี้เงิน 10,000 บาท ที่ผู้ร้องจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ 1 ก็เป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับเงินดังกล่าวไป แล้วทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก จึงเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกเพียงบางส่วนจึงมีผลเป็นการสละมรดกตามมาตรา 1612 และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1613เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 สละมรดกแล้วมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1615 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีอำนาจร้องขอถอนผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทรเกตุจิตร ผู้ตาย เพื่อจัดการมรดกตามพินัยกรรม

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันสี่คน คือ นางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 1 นางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย และนายสุจินต์กลิ่นเกษร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ตายได้สมรสกับนายโนแล เกตุจิตร นายโนแลถึงแก่กรรมก่อนผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมนั้น เนื่องจากพินัยกรรมของผู้ตายไม่สมบูรณ์ไม่มีผลตามกฎหมายเพราะพินัยกรรมไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรมและพยานมิได้ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะทำพินัยกรรม ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งพินัยกรรมมีพิรุธ เพราะระบุยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้อง บุตรของผู้ร้องและบุตรของพี่สาวผู้ร้องเท่านั้น และในขณะที่ทำพินัยกรรมผู้ตายกำลังป่วย ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะสามารถทำพินัยกรรมได้ ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันสี่คน คือ ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 นางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย นายสุจินต์ กลิ่นเกษรซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วผู้ร้องได้แบ่งทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นเงิน 60,000 บาท แล้วทำหลักฐานเป็นหนังสือยืนยันว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอีก และยังทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก โดยยักยอกทรัพย์มรดกไปเป็นของตนบางส่วน จึงขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องกับยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมของผู้ตายมีผลสมบูรณ์เพราะมีพยานหลายคนขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไป 60,000 บาท และทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆอีก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ร้องไม่เคยทำผิดหน้าที่ในการจัดการมรดกแต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางสนิท คงดิษฐ์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งนางชำเรือง มาใหญ่ ผู้คัดค้านที่ 1 กับนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตรผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่าผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.6 ไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นเงิน 10,000 บาทเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 โดยบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีก ตามเอกสารหมายร.12 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.6 เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.6 ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ไว้ ซึ่งตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 บัญญัติว่า พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้นและผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนั้น แม้พินัยกรรมดังกล่าวจะมีพยานลงลายมือชื่อสองคนแต่มิได้ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรมก็ต้องถือว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1656 ย่อมเป็นโมฆะ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1705 เมื่อพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายตามพินัยกรรมไม่มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอันจะทำให้มีสิทธิเรียกร้องขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามบันทึกเอกสารหมาย ร.12 มีข้อความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในนามผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ไปในวันนี้แล้วและจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกรายนี้ ที่จะมีขึ้นในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในอนาคตให้หมดไป โดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในขณะนั้นยอมจ่ายเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 10,000 บาท แล้วผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850นอกจากนี้เงินจำนวน 10,000 บาท ที่ผู้ร้องจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้ความจากพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองว่าเป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของลูกค้า ธกส. อำเภอสรรพยาซึ่งผู้ตายระบุไว้ในใบสมัครว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมแล้วให้ผู้ร้องเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์เงินดังกล่าวย่อมมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับเงินดังกล่าวไป 10,000 บาท แล้ว ทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก จึงเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกเพียงบางส่วนการประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย ร.12 ดังกล่าวจึงมีผลเป็นการสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1613เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 สละมรดกแล้วมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1615 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ไม่มีอำนาจมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตายแต่เพียงผู้เดียวให้ยกคำร้องของนางชำเรือง มาใหญ่ผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1612 ม. 1615 ม. 1656 ม. 1705 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง สนิท คงดิษฐ์
ผู้คัดค้าน — นาง ชำเรือง มาใหญ่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545
#45264
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมที่ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ไว้ แม้จะมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน ในขณะทำพินัยกรรม ก็ต้องถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1656 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ผู้ร้องซึ่งมีชื่อเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้

การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ทำบันทึกมีข้อความว่า ได้รับเงินจากผู้ร้องในนามผู้จัดการมรดกแล้วและจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีกนั้น เป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกที่จะมีขึ้นในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในอนาคตให้หมดไป จึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ทั้งยังปรากฏว่าเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับไปนั้นเป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ทำบันทึกดังกล่าวจึงเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่เพียงบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1613 ซึ่งมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตายตามมาตรา 1615 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ไม่มีอำนาจมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย เพื่อจัดการมรดกตามพินัยกรรม

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันสี่คน คือ นางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 1 นางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย และนายสุจินต์ กลิ่นเกษร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ตายได้สมรสกับนายโนแล เกตุจิตร นายโนแลถึงแก่กรรมก่อนผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมนั้น เนื่องจากพินัยกรรมของผู้ตายไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลตามกฎหมายเพราะพินัยกรรมไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรมและพยานมิได้ลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะทำพินัยกรรมผู้ร้องจึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งพินัยกรรมมีพิรุธ เพราะระบุยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้อง บุตรของผู้ร้องและบุตรของพี่สาวผู้ร้องเท่านั้น และในขณะที่ทำพินัยกรรมผู้ตายกำลังป่วย ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะสามารถทำพินัยกรรมได้ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันสี่คน คือ ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 นางสุนทร เกตุจิตรผู้ตาย และนายสุจินต์ กลิ่นเกษร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องได้แบ่งทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นเงิน60,000 บาท แล้วทำหลักฐานเป็นหนังสือยืนยันว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ดังนั้นผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอีก และยังทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก โดยยักยอกทรัพย์มรดกไปเป็นของตนบางส่วนจึงขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง กับยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมของผู้ตายมีผลสมบูรณ์เพราะมีพยานหลายคนขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไป 60,000 บาท และทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีกผู้คัดค้านที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ร้องไม่เคยทำผิดหน้าที่ในการจัดการมรดกแต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางสนิท คงดิษฐ์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งนางชำเรือง มาใหญ่ ผู้คัดค้านที่ 1 กับนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.6 ไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นเงิน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 โดยบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีก ตามเอกสารหมาย ร.12 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.6 เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.6 ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 บัญญัติว่า พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปีในขณะที่ทำขึ้นและผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนั้น แม้พินัยกรรมดังกล่าวจะมีพยานลงลายมือชื่อสองคน แต่มิได้ลง วันเดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรมก็ต้องถือว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1656 ย่อมเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1705 เมื่อพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายตามพินัยกรรมไม่มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอันจะทำให้มีสิทธิร้องขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามบันทึกเอกสารหมาย ร.12 มีข้อความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในนามผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ไปในวันนี้แล้วและจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกรายนี้ที่จะมีขึ้นในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในอนาคตให้หมดไป โดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในขณะนั้นยอมจ่ายเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน10,000 บาท แล้วผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นจึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 นอกจากนี้เงินจำนวน10,000 บาท ที่ผู้ร้องจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ได้ความจากพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองว่าเป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของลูกค้า ธกส. อำเภอสรรพยา ซึ่งผู้ตายระบุไว้ในใบสมัครว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมแล้วให้ผู้ร้องเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์เงินดังกล่าวย่อมมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับเงินดังกล่าวไป 10,000 บาท แล้วทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก จึงเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกเพียงบางส่วนการประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย ร.12 ดังกล่าวจึงมีผลเป็นการสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1613 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 สละมรดกแล้วมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1615 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ไม่มีอำนาจมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตายแต่ผู้เดียว ให้ยกคำร้องขอของนางชำเรือง มาใหญ่ ผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1612 ม. 1613 ม. 1615 ม. 1656 ม. 1705 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง สนิท คงดิษฐ์
ผู้คัดค้าน — นาง ชำเรือง มาใหญ่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545
#47385
เปิดฉบับเต็ม

แม้พินัยกรรมจะมีพยานลงลายมือชื่อสองคน แต่มิได้ลงวันเดือนปีในขณะที่ทำพินัยกรรม ต้องถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1656 ย่อมเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1705

ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะทายาทจำนวน 10,000 บาท แล้วทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกที่จะมีขึ้นในอนาคตให้หมดไปจึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และข้อความดังกล่าวเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกบางส่วนเพราะเงินฌาปนกิจสงเคราะห์มิใช่ทรัพย์มรดก การประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นการสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1615 ไม่มีอำนาจร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือถอนผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทรเกตุจิตร ผู้ตาย เพื่อจัดการมรดกตามพินัยกรรม

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องกับยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมของผู้ตายมีผลสมบูรณ์เพราะมีพยานหลายคนขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไป 60,000 บาท และทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีกผู้คัดค้านที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ร้องไม่เคยทำผิดหน้าที่ในการจัดการมรดกแต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ถอนนางสนิท คงดิษฐ์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งนางชำเรือง มาใหญ่ ผู้คัดค้านที่ 1 กับนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตรผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.6 ไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นเงิน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม2540 โดยบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีก ตามเอกสารหมาย ร.12 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.6 เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.6 ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1656 บัญญัติว่า พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้นและผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนั้นแม้พินัยกรรมดังกล่าวจะมีพยานลงลายมือชื่อสองคน แต่มิได้ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม ก็ต้องถือว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1656 ย่อมเป็นโมฆะ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1705 เมื่อพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายตามพินัยกรรมไม่มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอันจะทำให้มีสิทธิร้องขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามบันทึกเอกสารหมาย ร.12 มีข้อความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินจากผู้ร้องในนามผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ไปในวันนี้แล้วและจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกรายนี้ที่จะมีขึ้นในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในอนาคตให้หมดไป โดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในขณะนั้นยอมจ่ายเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 10,000บาท แล้วผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 นอกจากนี้เงินจำนวน 10,000 บาทที่ผู้ร้องจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ได้ความจากพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองว่าเป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของลูกค้า ธกส. อำเภอสรรพยา ซึ่งผู้ตายระบุไว้ในใบสมัครว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมแล้วให้ผู้ร้องเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ เงินดังกล่าวย่อมมิใช่ทรัพย์มรดก เพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตายดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับเงินดังกล่าวไป10,000 บาท แล้วทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก จึงเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกเพียงบางส่วน การประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย ร.12 ดังกล่าวจึงมีผลเป็นการสละมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1613 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 สละมรดกแล้ว มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1615 ผู้คัดค้านที่ 1จึงไม่ใช่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ไม่มีอำนาจมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตายแต่ผู้เดียว ให้ยกคำร้องขอของนางชำเรือง มาใหญ่ ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1612 ม. 1613 ม. 1656 ม. 1615 ม. 1705 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง สนิท คงดิษฐ์
ผู้คัดค้าน — นาง ชำเรือง มาใหญ่ ที่ 1
ผู้คัดค้าน — นาง เฉลียว คงดิษฐ์ ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545
#99669
เปิดฉบับเต็ม

แม้พินัยกรรมจะมีพยานลงลายมือชื่อสองคน แต่มิได้ลงวันเดือนปีในขณะที่ทำพินัยกรรม ต้องถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1615 ย่อมเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1705

ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะทายาทจำนวน 10,000 บาท แล้วทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้นอีก โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกที่จะมีขึ้นในอนาคตให้หมดไปจึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามป.พ.พ. มาตรา 850 และข้อความดังกล่าวเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกบางส่วนเพราะเงินฌาปนิจสงเคราะห์มิใช่ทรัพย์มรดก การประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นการสละมรดกตามป.พ.พ. มาตรา 1612 และมีผลย้อนหลังในถึงเวลาเข้ามรดกตามมาตรา 1615 ไม่มีอำนาจร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือถอนผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย เพื่อจัดการมรดกตามพินัยกรรม

ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ ๒ ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องกับยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ ๑

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมของผู้ตายมีผลสมบูรณ์เพราะมีพยานหลายคน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไป ๖๐,๐๐๐ บาท และทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีก ผู้คัดค้านที่ ๑ จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ร้องไม่เคยทำผิดหน้าที่ในการจัดการมรดกแต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ถอนนางสนิท คงดิษฐ์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งนางชำเรือง มาใหญ่ผู้คัดค้านที่ ๑ กับนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ ๒ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.๖ ไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้รับเงินจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โดยบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ อีก ตามเอกสารหมาย ร.๑๒ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.๖ เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.๖ ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕๖ บัญญัติว่า พินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนั้น แม้พินัยกรรมดังกล่าวจะมีพยานลงลายมือชื่อสองคน แต่มิได้ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม ก็ต้องถือว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖๕๖ ย่อมเป็นโมฆะ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๐๕ เมื่อพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายตามพินัยกรรมไม่มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๒ ว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอันจะทำให้มีสิทธิร้องขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามบันทึกเอกสารหมาย ร.๑๒ มีข้อความว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้รับเงินจากผู้ร้องในนามผู้จัดการมรดกของ นางสุนทร เกตุจิตร ไปในวันนี้แล้วและจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ ลงลายมือชื่อไว้ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทในทรัพย์มรดกรายนี้ที่จะมีขึ้นในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในอนาคตให้หมดไป โดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในขณะนั้นยอมจ่ายเงินให้ผู้คัดค้านที่ ๑ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วผู้คัดค้านที่ ๑ จะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ นอกจากนี้เงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ร้องจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ได้ความจากพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองว่าเป็นเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของลูกค้า ธกส. อำเภอสรรพยา ซึ่งผู้ตายระบุไว้ในใบสมัครว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมแล้วให้ผู้ร้องเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ เงินดังกล่าวย่อมมิใช่ทรัพย์มรดก เพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตายดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ ๑ รับเงินดังกล่าวไป ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วทำบันทึกว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้นอีก จึงเป็นการสละมรดกทั้งหมดมิใช่สละมรดกเพียงบางส่วน การประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย ร.๑๒ ดังกล่าวจึงมีผลเป็นการสละมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๑๒ และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๖๑๓ เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑ สละมรดกแล้ว มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๑๕ผู้คัดค้านที่ ๑ จึงไมใช่ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ไม่มีอำนาจมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ ๒ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางเฉลียว คงดิษฐ์ ผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนทร เกตุจิตร ผู้ตายแต่ผู้เดียว ให้ยกคำร้องขอของนางชำเรือง มาใหญ่ ผู้คัดค้านที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1612 ม. 1613 ม. 1656 ม. 1615 ม. 1705 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง สนิท คงดิษฐ์
ผู้คัดค้านที่1 — นาง ชำเรือง มาใหญ่
ผู้คัดค้านที่2 — นางเฉลียว คงดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายนิพนธ์ เพื่อคุณธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3772 -ที่ 3775/2545
#45262
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันการที่โจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังประกาศดังกล่าว แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอนก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มิได้ครอบครองอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าแย่งจากโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีที่ราษฎรฟ้องกันเองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสำนวนละ200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกนายไสว หนูคูขุด เป็นจำเลยที่ 1 นายบุญสม รัตนสาร เป็นจำเลยที่ 2 นายสุทัศน์ แสงแก้ว เป็นจำเลยที่ 3 นายพานิช คงศิริ เป็นจำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารได้บุกรุกเข้ามาปลูกขนำเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้รื้อถอนทำลายหลักหมุดแสดงอาณาเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินโจทก์อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินทั้งเก้าแปลงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องนั้นเป็นที่ดินสาธารณะที่จำเลยทั้งสี่กับประชาชนได้ใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาประมาณ50 ปี โดยสงบ เปิดเผย มีเจตนาเป็นเจ้าของโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน หากที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์มีนายทวีศักดิ์ ประทีปอุษานนท์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 21570 ถึง 21578 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา รวมเนื้อที่ 251 ไร่ 27 8/10 ตารางวา และนายเกษม ศรีคงคา เบิกความว่า เดิมพยานอยู่ที่ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ทางราชการจะให้พยานและชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณดังกล่าวย้ายไปอยู่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลพะวง พยานในฐานะตัวแทนชาวบ้านได้ยื่นฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานที่ดิน ต่อมาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2527 ราชเลขาธิการได้มีหนังสือถึงกองทัพภาคที่ 4 ให้จัดที่ดินแก่ราษฎรกองทัพภาคที่ 4 ได้จัดให้พยานและชาวบ้านเข้าอยู่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลพะวง รวมประมาณ 700 ครัวเรือน ครัวเรือนละประมาณ 2 ไร่ เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ใกล้เคียงเป็นที่ดินโจทก์เนื้อที่ 250 ไร่เศษ ซึ่งมีรั้วลวดหนามเสาคอนกรีตล้อมรอบ ส่วนจำเลยทั้งสี่มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อปี 2524 จำเลยทั้งสี่เข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งทราบว่าเป็นที่สาธารณะ และทางราชการกำลังจะจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเข้าอยู่ได้คนละ 2 ไร่ ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้ที่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ขอให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิให้โดยติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมออกเอกสารสิทธิให้อ้างว่าเป็นที่สาธารณะโดยให้ดูแผนที่ เกี่ยวกับที่สาธารณะนี้นายจ้วน มรรคคา กับพวก ได้เป็นโจทก์ฟ้องจังหวัดสงขลาเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 362 - 368/2532 ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 และนายวิเชษฐ์ แสงแก้ว บุกรุก จำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 และนายวิเชษฐ์ นอกจากนั้นจำเลยทั้งสี่ยังมีนายชัยรัตน์ เสถียร ปลัดจังหวัดสงขลา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองสงขลาเมื่อปี 2534 ถึงปี 2538 เบิกความเป็นพยานว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สงวนหวงห้ามตามประกาศลงวันที่ 21 มกราคม 2476 ต่อมาได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 4,600 ไร่ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2483 ต่อมาปี 2518 ได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2518ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตรงกับแผนที่ระวางเพื่อใช้ออกโฉนดที่ดิน ทั้งนี้เพื่อจะนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้แก่ราษฎร ที่ประกอบอาชีพทำโพงพางและมีปัญหาด้านทำกินอยู่ในขณะนั้น โดยมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาจัดสรรที่ทำกินให้แก่ผู้มีอาชีพทำโพงพาง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นไม่อำนวยให้ทำอาชีพทำโพงพาง กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงยกเลิกโครงการจัดสรรที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2523 ที่ดินดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นที่ดินของรัฐอยู่ในความดูแลของกรมที่ดินที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่สาธารณะ ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การออกโฉนดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการจึงได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินให้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ แต่ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้เพิกถอนโฉนดของโจทก์เพราะรอฟังผลคำพิพากษาของศาลเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีราษฎรอื่นอีกหลายรายฟ้องจังหวัดสงขลาและหลายรายถูกจังหวัดสงขลาฟ้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณดังกล่าว และจำเลยทั้งสี่ยังมีนายบรรลือ หอมหวน ซึ่งเคยเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2538 มาเบิกความว่า ขณะที่พยานรับราชการอยู่ที่จังหวัดสงขลานั้น สภาจังหวัดสงขลาได้สอบถามมายังสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ระหว่างที่พยานกำลังทำหนังสือตอบไปยังสภาจังหวัดสงขลานั้นได้มีชาวบ้านร้องเรียนกับพยานว่าโจทก์ได้ออกโฉนดทับที่สาธารณะ กรมที่ดินได้ตั้งกรรมการสอบสวน ผลการสอบสวนได้ความว่าโจทก์ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยชอบ ต่อมาชาวบ้านร้องเรียนไปยังกระทรวงมหาดไทยอีก กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบสวน 2 ชุด ผลสรุปจากการสอบสวนได้ความว่าโจทก์ออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบ โดยออกทับที่สาธารณประโยชน์และมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท พยานจึงได้มีหนังสือชี้แจงถึงสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา และพยานปากนี้ได้เบิกความยืนยันว่าตามแผนที่ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ เห็นว่า นายชัยรัตน์เคยเป็นนายอำเภอเมืองสงขลาส่วนนายบรรลือเคยเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาจึงน่าจะทราบเกี่ยวกับที่ดินสาธารณะและที่ดินพิพาทดี พยานทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเป็นพยานคนกลางเบิกความสอดคล้องกับรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง ซึ่งสรุปผลการสอบสวนว่าโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องกันมาจากผู้ครอบครองเดิม ซึ่งแจ้งการครอบครองไว้โดยมิชอบ และเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ดินบริเวณนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมา 100 ปีเศษ การออกโฉนดที่ดินของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่น้ำหนักน่ารับฟังกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินที่ประกาศให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2476 จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่โจทก์ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากการแจ้งการครอบครองภายหลังวันที่ 21 มกราคม 2476 นั้น แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตและโฉนดที่ดินยังไม่ถูกเพิกถอนก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ครอบครองอยู่ก่อนแล้วจำเลยทั้งสี่เข้ามาแย่งการครอบครองจากโจทก์ จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีที่ราษฎรฟ้องกันเองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาสำนวนละ 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาตามราคาที่ดินพิพาทในชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท และชั้นฎีกา 6,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทีป ประทีปอุษานนท์
จำเลย — นายไสว หนูคูขุด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2545
#45261
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่กรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและความเสียหายดังกล่าวจะต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรืองดเว้นในสิ่งที่ควรกระทำ การที่ ส. ขับรถยนต์บรรทุกแก๊สด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์บรรทุกแก๊สพลิกคว่ำ ความเสียหายที่เกิดเพราะรถยนต์บรรทุกแก๊สมีสภาพและอุปกรณ์ไม่ถูกต้องก็เป็นเพียงเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ได้รับผลร้ายแรงเท่านั้น มิใช่ผลโดยตรงของความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกแก๊สคันเกิดเหตุมาใช้ หากจะถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่นำรถยนต์บรรทุกแก๊สคันดังกล่าวออกมาใช้งานจนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เสียหาย แม้จะเป็นการผิดกฎหมายในส่วนของการนำรถยนต์บรรทุกแก๊สมาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในมูลละเมิดไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าแก๊ส มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และประทับตราสำคัญกระทำการผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 6 เป็นทายาทโดยธรรมของนายสุทัน ฝักแคเล็ก ผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 71-0415 กรุงเทพมหานคร และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 7 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2533นายสุทันขับรถยนต์บรรทุกถังแก๊สประเภทถังคู่บรรจุแก๊สปิโตรเลียมเหลวจึงเป็นวัตถุไวไฟโดยมิได้ติดตั้งอุปกรณ์นิรภัยและไม่ได้รับอนุญาตขนย้ายแก๊สจากกรมโยธาธิการไปตามทางด่วนสายดินแดง - บางนา มุ่งหน้ามาเลี้ยวเข้าถนนเพชรบุรีตัดใหม่เพื่อนำแก๊สไปส่งลูกค้าอันเป็นการกระทำหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ด้วยความประมาทขับรถลงทางด่วนด้วยความเร็ว เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางลาดชันและทางแยกได้เลี้ยวรถอย่างกะทันหันเป็นเหตุให้รถเสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้แก๊สรั่วออกมาอย่างรวดเร็วและกระจายเป็นบริเวณกว้างไปสัมผัสกับเปลวไฟลุกไหม้รถยนต์และอาคารที่ตั้งอยู่ริมถนนเพชรบุรีตัดใหม่รวมทั้งทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหก ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 23,046,330 บาทแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,995,400 บาทแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,092,000 บาทแก่โจทก์ที่ 3 และจำนวน 380,000 บาทแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 7 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 7 ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกแก๊สคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 7 จะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 7 จะใช้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดไม่เกิน 350,000บาท เหตุเกิดขึ้นครั้งนี้ผู้ได้รับความเสียหายมีจำนวนมาก จำเลยที่ 7 ไม่รู้ตัวเจ้าหนี้ได้แน่นอนจึงนำเงินเต็มจำนวนที่ต้องรับผิดตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางแล้ว จำเลยที่ 7 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งหก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันชำระให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน7,692,080 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,718,100 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1,241,600 บาทและโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นเงินคนละ 71,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 กันยายน 2533 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 6 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของนายสุทัน ฝักแคเล็ก ที่ตกได้แก่จำเลยที่ 6 ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7

โจทก์ทั้งหกและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหกโดยชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,692,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 2 นายสุทันเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดเหตุละเมิดคดีนี้จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างของนายสุทัน และจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดเหตุทำละเมิดโดยตรง จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 หากกรรมการทำผิดหน้าที่ดังกล่าวจึงจะต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อบริษัทและบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บัญญัติว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้

อนึ่ง การเรียกร้องเช่นนี้ เจ้าหนี้ของบริษัทจะเป็นผู้เรียกบังคับก็ได้เท่าที่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิเรียกร้องแก่บริษัทอยู่" จากบทบัญญัติดังกล่าวบริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่กรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทและความเสียหายดังกล่าวจะต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรืองดเว้นในสิ่งที่ควรกระทำ การที่นายสุทันขับรถยนต์บรรทุกแก๊สด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้รถยนต์บรรทุกแก๊สพลิกคว่ำ ความเสียหายที่เกิดเพราะรถยนต์บรรทุกแก๊สมีสภาพและอุปกรณ์ไม่ถูกต้องก็เป็นเพียงเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ได้รับผลร้ายแรงเท่านั้น แต่มิใช่ผลโดยตรงของความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์บรรทุกแก๊สคันเกิดเหตุมาใช้ หากจะถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่นำรถยนต์บรรทุกแก๊สคันดังกล่าวออกมาใช้งานจนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็มิได้เสียหาย แม้จะเป็นการผิดกฎหมายในส่วนของการนำรถยนต์บรรทุกแก๊สมาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในมูลละเมิดจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 6 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น บางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหกโดยชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,092,080 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1169
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงเพชรพาณิชย์ กับพวก
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมแก๊สสยาม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3769/2545
#45260
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นซอยทองหล่อ 18 โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 โดยโจทก์แนบแผนที่สังเขปมาท้ายคำฟ้องซึ่งแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 ติดกับคลองเป้งและติดกับที่ดินของ ท. ซึ่งเป็นทางเชื่อมกับที่ดินพิพาทเพื่อออกสู่ถนนสุขุมวิท 55แผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย เป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินของ ท. และที่ดินพิพาทอยู่ในบริเวณใดและมีสภาพเป็นอย่างไรคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 แม้โจทก์ไม่เคยอยู่อาศัยในซอยดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเข้าออกเพื่อไปดูแลหรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะทั้งแปลงตามที่โจทก์อ้างในฟ้องแล้ว การที่จำเลยทั้งเก้าทำที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นตลาดสดย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางสาธารณะได้รับความสะดวกน้อยลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเก้าได้

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9ให้การว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งเก้า เหตุที่โจทก์ไม่ขออนุญาตหรือขอให้จำเลยทั้งเก้าจดทะเบียนภารจำยอมให้ ก็เพราะโจทก์จะทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะเพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์จะปลูกบ้านพักและอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ซึ่งทางราชการจะอนุญาตต่อเมื่อติดทางสาธารณะที่มีขนาดกว้างไม่ต่ำกว่า 10 เมตร เป็นการฟ้องคดีเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การไว้ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฟ้องว่า พ. และ น. เจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2485 จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นทายาทของ พ. และ น. ได้ผู้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งเก้าได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายย่อมเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งเก้าที่อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าไม่ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายพัน โพบุตร และนางพิน แสงมะณี ที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองหล่อ ทองบุญรอด นายพัน นางพิน และนายทองหล่อได้ร่วมกันยกที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทางสาธารณะประโยชน์ให้ประชาชนใช้สัญจรเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 ตั้งแต่ปี 2485 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเดิมเรียกว่า ซอยโพบุตร ปัจจุบันเรียกว่าซอยทองหล่อ 18 โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7209 ตำบลคลองตันอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และได้สร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินแปลงดังกล่าวโดยใช้ซอยทองหล่อ 18 เป็นทางสัญจรเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 มาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี จำเลยทั้งเก้าเป็นผู้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 จากนายพันและนางพินเมื่อปี 2531 ต่อปี 2535 จำเลยทั้งเก้าได้ปิดกั้นทางเข้าออกบนที่ดินโฉนดเลขที่7095 ซึ่งนายพันและนางพินยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยให้บุคคลอื่นเข้ามาเปิดร้านค้าบนที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์และบุคคลอื่นไม่สามารถใช้ทางสัญจรไปมาตามปกติได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ซึ่งนายทองหล่อยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ยังเป็นทางสัญจรไปมาได้ แต่ไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณะสุขุมวิท 55 ได้ เพราะจำเลยทั้งเก้าได้ปิดกั้นขวางอยู่ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 และ 7243 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นทางสาธารณประโยชน์ และห้ามจำเลยทั้งเก้าพร้อมบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตันอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การทำนองเดียวกันว่า นายพัน นางพิน และนายทองหล่อไม่เคยยกที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องให้ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรเป็นทางเข้า - ออก สู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 ตั้งแต่ปี 2485 จนถึงปัจจุบันแต่อย่างใดและบุคคลทั้งสามไม่ได้ทำหนังสือหรือแสดงเจตนาทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมเพื่อยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ได้ยินยอมและอนุญาตให้บุคคลบางคนใช้เป็นทางชั่วคราวเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 ตามความจำเป็นและต้องขออนุญาตก่อน ที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องไม่ได้มีสภาพเป็นถนนทั้งหมดคงมีเฉพาะส่วนยาวประมาณ 40 เมตร จากปากซอยทองหล่อ 18 ติดถนนสุขุมวิท 55 เท่านั้น ที่มีสภาพเป็นถนนคอนกรีต ส่วนต่อจากบริเวณถนนคอนกรีตไปจนถึงคลองเป้งไม่มีสภาพเป็นถนนและเดิมเป็นเพียงทางเดินมีสภาพเป็นดินกว้างเพียงประมาณ 2 เมตร และบุคคลที่ใช้ทางเดินดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงมาท้ายคำฟ้องและคำฟ้องมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ตรงบริเวณใดมีสภาพและถูกแบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินแปลงใดที่ดินของโจทก์อยู่ตรงบริเวณใด ผู้ใดปิดกั้นทางพิพาทและเป็นอุปสรรคขัดข้องไม่สามารถใช้ทางได้อย่างไร โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นที่ดินส่วนบุคคลและเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งเก้า โจทก์จะทำให้เป็นทางสาธารณะเพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้นโดยไม่ขอความยินยอมหรือขอภารจำยอมจากจำเลยทั้งเก้า เมื่อจำเลยทั้งเก้าได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวก็ไม่เคยยกที่ดินหรือยินยอมหรือเจตนาให้เป็นทางสาธารณประโยชน์และจำเลยทั้งเก้ายังได้ดูแลทำประโยชน์ ในที่ดินทั้งสองแปลงตามปกติ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7209 ตำบลคลองตันอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และโจทก์ไม่ได้ใช้ซอยทองหล่อ 18 เป็นทางสัญจรเข้าออก จำเลยทั้งเก้ามิได้ปิดกั้นขัดขวางทางเข้าออกซอยทองหล่อ 18 และร้านค้าที่ปรากฏอยู่ริมทางในซอยดังกล่าวก็มิได้ขวางทางสัญจรแต่อย่างใด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ทั้งแปลงเป็นทางสาธารณะ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆอันเป็นการรบกวนปิดกั้นทางสาธารณะดังกล่าว คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่เป็นตลาดสดชั่วคราว ส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว ตามแผนที่ประกอบการเดินเผชิญสืบโดยสังเขปลงวันที่ 20 ตุลาคม2540 ไม่ใช่ทางสาธารณะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7209 ซึ่งอยู่สุดซอยทองหล่อ 18ติดกับคลองเป้ง โดยซื้อมาเมื่อปี 2533 ซอยทองหล่อ 18 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท55 หรือซอยทองหล่อเดิม จากปากซอยทองหล่อ 18 ลึกเข้าไปในซอยประมาณ 40 เมตรเป็นถนนคอนกรีตขนาดกว้าง 7.50 เมตร ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ถัดเข้าไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7095 ซึ่งมีชื่อจำเลยทั้งเก้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยรับมรดกจากนายพันและนางพินตั้งแต่ปี 2531 และเป็นที่ดินพิพาท ที่ดินแปลงนี้มีความกว้างประมาณ 14.80เมตร ยาว 112 เมตร มีถนนคอนกรีตรวมทางเท้ากว้าง 7.50 เมตร เท่ากับทางสาธารณะจากปากซอย และมีความยาวตลอดแนวที่ดินพิพาททางซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าไปในซอยที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีกด้านหนึ่งจำเลยทั้งเก้าได้เทพื้นคอนกรีตสูงกว่าระดับถนนและกางเต้นท์ทำเป็นตลาดสดให้เช่าค้าขาย ถัดจากที่ดินพิพาทเข้าไปจนสุดซอยเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ของนายทองหล่อ ทองบุญรอด ซึ่งมีแนวตรงกับที่ดินพิพาท มีถนนคอนกรีตเลยเข้าไปในที่ดินของนายทองหล่อเป็นระยะทาง 13 เมตร ขนาดกว้างเท่ากับถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2531 จำเลยทั้งเก้าได้จดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินพิพาทบางส่วนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4186 และ 7096 ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ กว้าง 7 เมตร เท่ากับถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาท และที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ทั้งสองโฉนดดังกล่าวได้ก่อสร้างเป็นอาคารชุดชื่อ "ทองหล่อทาวเวอร์" รายละเอียดเป็นไปตามแผนที่ประกอบการเดินเผชิญสืบโดยสังเขปของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม2540

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าที่ดินของโจทก์อยู่บริเวณใด ที่ดินพิพาทอยู่บริเวณใด มีสภาพเป็นอย่างไรกว้างยาวเท่าใด ประเด็นข้อนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาคงรับวินิจฉัยให้เฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 เท่านั้น และเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า ที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นซอยทองหล่อ 18 โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 โดยโจทก์แนบแผนที่สังเขปมาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ซึ่งแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 ติดกับคลองเป้ง และติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 ของนายทองหล่อ ที่ดินของนายทองหล่อแปลงนี้เป็นทางเชื่อมกับที่ดินพิพาท เพื่อออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ) แผนที่สังเขปเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วยเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินของนายทองหล่อและที่ดินพิพาทอยู่ในบริเวณใดและมีสภาพเป็นอย่างไร จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ก็ต่อสู้คดีได้อย่างเข้าใจสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4ถึงที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ไม่เคยอาศัยอยู่ในซอยทองหล่อ 18 และทางในซอยดังกล่าวก็ยังใช้ได้เป็นปกติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18 แม้โจทก์ไม่เคยอยู่อาศัยในซอยดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธิที่จะเข้าออกเพื่อไปดูแลหรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะทั้งแปลงตามที่โจทก์อ้างในฟ้องแล้ว การที่จำเลยทั้งเก้าทำที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นตลาดสดย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะใช้ทางสาธารณะได้รับความสะดวกน้อยลง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเก้าได้ ส่วนที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นในเรื่องนี้สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ ส่วนจำเลยที่ 1และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งเก้า เหตุที่โจทก์ไม่ขออนุญาตหรือขอให้จำเลยทั้งเก้าจดทะเบียนภารจำยอมให้ ก็เพราะจะทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะเพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์จะปลูกบ้านพักและอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ซึ่งทางราชการจะอนุญาตต่อเมื่อติดทางสาธารณะที่มีขนาดกว้างไม่ต่ำกว่า 10 เมตร เป็นการฟ้องคดีเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอันเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การไว้ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งเก้าฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ที่ดินพิพาททั้งแปลงไม่ใช่ทางสาธารณะ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นทางสาธารณะโดยนายพันและนางพินเจ้าของเดิมแสดงเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย จึงเป็นประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งเก้าและโจทก์รวมกันไป คดีนี้โจทก์ฟ้องว่านายพันและนางพิน เจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2485 จึงไม่มีประเด็นเลยว่าจำเลยทั้งเก้าเป็นผู้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งเก้าได้อุทิศที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายย่อมเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องอันเป็นการไม่ชอบ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งเก้าที่อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าไม่ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแต่อย่างใด สำหรับปัญหาตามประเด็นข้อนี้นั้น โจทก์ฟ้องอ้างว่านายพันและนางพินเจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทได้ยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี 2485โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้ดังข้ออ้าง แต่พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีผู้ใดทราบเจตนาของนายพันและนางพินในเรื่องนี้ การที่นายพันและนางพินแยกโฉนดที่ดินพิพาทออกมามีลักษณะเป็นทางต่อเชื่อมกับทางสาธารณะด้านปากซอยทองหล่อ 18 และเชื่อมทางในที่ดินของนายทองหล่อซึ่งอยู่ด้านในตามที่ปรากฏในสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.1 และแผนที่ประกอบการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2540 นั้น อาจเป็นเพราะนายพันและนางพินเพียงประสงค์จะให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสำหรับผู้ที่ซื้อที่ดินของตนและของนายทองหล่อใช้เป็นทางออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 โดยเจตนาให้เป็นทางหรือถนนส่วนบุคคลก็ได้ และการที่เจ้าของที่ดินมิได้ปักป้ายแสดงการสงวนสิทธิไว้ก็ไม่อาจแปลไปได้ว่าเจ้าของที่ดินอุทิศให้ที่ดินนั้นเป็นทางสาธารณะเสียแล้ว เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงอื่น ๆ มาประกอบให้เห็นชัดแจ้งเช่นนั้นได้ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำงบประมาณในปี 2526 มาก่อสร้างถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาทก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่จะแสดงว่าเจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะและที่สำนักงานเขตพระโขนง มีหนังสือขับไล่ผู้ที่บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ในซอยทองหล่อ 18 ตามเอกสารหมาย จ.6 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าผู้บุกรุกนั้นได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทหรือไม่ และที่สำนักงานเขตคลองเตยตั้งงบประมาณปี 2534 เพื่อปรับปรุงซอยทองหล่อ 18 ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.7ก็ปรากฏว่าในที่สุดสำนักงานเขตคลองเตยไม่อาจดำเนินการตามงบประมาณได้เนื่องจากเมื่อสำรวจแล้วพบว่าพื้นที่ในซอยทองหล่อ 18 บางส่วนไม่ใช่ทางสาธารณะ ต้องมีการขอโอนงบประมาณไปดำเนินการอย่างอื่นตามสำเนาเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งปลัดกรุงเทพมหานครได้ทำบันทึกตำหนิสำนักงานเขตคลองเตยไว้ด้วยว่า ก่อนเสนอขอตั้งงบประมาณค่าที่ดินและค่าสิ่งก่อสร้างต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าพื้นที่ที่จะดำเนินการเป็นที่สาธารณะหรือไม่ ให้สำนักงานเขตคลองเตยกำชับเจ้าหน้าที่อย่าให้มีกรณีเช่นนี้อีก แสดงว่าเมื่อมีการตรวจสอบพื้นที่ซอยทองหล่อ 18 กันอย่างจริงจังแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่ที่สาธารณะทั้งหมด เห็นได้ว่าหากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่โจทก์อ้างแล้ว สำนักงานเขตคลองเตยย่อมดำเนินการปรับปรุงไปตามงบประมาณที่ได้รับ นอกจากนี้เมื่อมีการออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่สำหรับที่ดินพิพาทโดยแยกโฉนดที่ดินเดิมเมื่อวันที่30 ตุลาคม 2529 ก็ยังคงระบุชื่อนายพันและนางพินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยไม่ปรากฏว่าทางราชการหรือบุคคลอื่นใดโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ และตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.1 ยังปรากฏว่ามีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท ทั้งในปี 2529 ปี 2530 และปี 2531 แสดงว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงหวงกันกรรมสิทธิ์ของตนตลอดมา ส่วนพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบหลายปากก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่เคยบุกรุกที่ดินในซอยทองหล่อ 18 และบางคนก็เพียงแต่มีที่อยู่อาศัยใกล้เคียงที่ดินพิพาท และคงได้ความเพียงว่าบุคคลทั่วไปอาจใช้ซอยทองหล่อ 18 รวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสุขุมวิท 55 ได้เท่านั้น ซึ่งมิใช่เหตุที่จะให้รับฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะไปแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่านายพันและนางพินได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะทั้งแปลง และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะเฉพาะส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตกว้าง 7.50 เมตร นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น แต่ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 172 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปิติ พันธัย
จำเลย — นาง สนอง ธุวสินธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3767/2545
#45259
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองโจทก์มีหนังสือแจ้งให้ ผ. ชำระค่าปรับตามสัญญารับรองการขออนุญาตเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรชั่วคราวแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2537 ผ. เพิกเฉยไม่ชำระถือว่า ผ. เป็นฝ่ายผิดนัดตั้งแต่วันที่ 31มีนาคม 2537 เป็นต้นไป โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ ผ. ผิดนัดโดยเป็นผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิไว้ในหนังสือแจ้งให้ ผ. ชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของ ผ. จึงเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของ ผ. มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ผ. ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินของ ผ. ทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่ความรับผิดต่าง ๆ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกันกับ ผ. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกในฐานะทายาทโดยธรรม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ ผ. ต้องรับผิดใช้ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ ผ. ผิดนัดจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่โจทก์แจ้งจึงไม่ชอบ เพราะมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2และที่ 3 จะต้องรับผิดเป็นส่วนตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2533 และปลายเดือนพฤษภาคม2533 ถึงต้นเดือนมิถุนายน 2534 วันใดไม่ปรากฏชัด สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจวแจ้งเรื่องนายไช่ อี้ ชั่ง และนางหรือนางสาวเจิ้ง เหว่ย หลิง หรือเชิง เว่น หลิง มีภูมิลำเนาอยู่มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีนขออนุญาตเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อให้โจทก์พิจารณาพร้อมกับแนบคำร้องขอตรวจลงตราของบุคคลต่างด้าว ซึ่งระบุชื่อ นายผดุงศักดิ์ เอื้อมงคลการเป็นผู้ค้ำประกันในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2533 และวันที่ 14 มิถุนายน2534 นายผดุงศักดิ์ได้ทำบันทึกรับรองบุคคลทั้งสองต่อโจทก์ว่า เมื่อบุคคลทั้งสองเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว นายผดุงศักดิ์จะเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบบุคคลทั้งสองและในกรณีการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวของบุคคลทั้งสองสิ้นสุดลงนายผดุงศักดิ์จะจัดการส่งบุคคลทั้งสองเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรภายในกำหนดทันทีและจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่และกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองทุกประการ หากผิดเงื่อนไขนายผดุงศักดิ์ยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินรายละ 20,000บาท กับยินยอมชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แทน ซึ่งจากการรับรองโจทก์ได้พิจารณาอนุญาตให้บุคคลทั้งสองเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ต่อมาเมื่อวันที่24 พฤษภาคม 2533 และวันที่ 25 กรกฎาคม 2534 บุคคลทั้งสองได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรตามลำดับ ซึ่งนายไช่ อี้ ชั่ง ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม2533 และนางหรือนางสาวเจิ้ง เหว่ย หลิง ได้รับอนุญาตให้อยู่ถึงวันที่ 22 กันยายน2534 ต่อมาปรากฏว่าบุคคลทั้งสองอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตจึงถูกดำเนินคดีและได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว กรณีดังกล่าวถือว่านายผดุงศักดิ์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบันทึกรับรอง ซึ่งโจทก์ได้แจ้งให้นายผดุงศักดิ์นำเงินค่าปรับจำนวน 40,000 บาท มาชำระแก่โจทก์แล้ว แต่นายผดุงศักดิ์เพิกเฉย ต่อมานายผดุงศักดิ์ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและไม่มีผู้จัดการมรดก โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายผดุงศักดิ์นำเงินค่าปรับไปชำระแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,352บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ผู้รับคำรับรองไม่ปรากฏว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 นายผดุงศักดิ์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งบันทึกคำรับรองมิได้กำหนดวันที่บุคคลต่างด้าวทั้งสองต้องเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร และไม่เคยมีคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้นายผดุงศักดิ์จัดการส่งตัวนายไช่อี้ ชั่ง และนางสาวเจิ้น เหว่ย หลิง เดินทางออกนอกราชอาณาจักรภายในกำหนดวันใดและโจทก์ดำเนินคดีและปรับบุคคลทั้งสองแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิปรับนายผดุงศักดิ์อีกนอกจากนี้นายผดุงศักดิ์ไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนการพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 นับแต่เมื่อใด ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า นายผดุงศักดิ์ เอื้อมงคลการ ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบันทึกการรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 โดยไม่จัดการส่งตัวนายไช่ อี้ ชั่งและนางหรือนางสาวเจิ้ง เหว่ย หลิง บุคคลต่างด้าวทั้งสองที่นายผดุงศักดิ์เป็นผู้รับรองออกนอกราชอาณาจักรไทย เมื่อครบกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว และโจทก์แจ้งให้นายผดุงศักดิ์ชำระค่าปรับดังกล่าวแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2537 แต่นายผดุงศักดิ์เพิกเฉยไม่ชำระต่อมาโจทก์ทราบว่านายผดุงศักดิ์ถึงแก่ความตายโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายผดุงศักดิ์ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทของนายผดุงศักดิ์ชำระเงินค่าปรับข้างต้นแก่โจทก์ภายในวันที่ 25 มิถุนายน2541 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉยไม่ชำระ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ชำระเงิน 30,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้นายผดุงศักดิ์ชำระค่าปรับแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2537นายผดุงศักดิ์เพิกเฉยไม่ชำระถือว่านายผดุงศักดิ์เป็นฝ่ายผิดนัดตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม2537 เป็นต้นไป หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่นายผดุงศักดิ์ผิดนัดโดยเป็นผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิไว้ในหนังสือแจ้งให้นายผดุงศักดิ์ชำระเงินแก่โจทก์ นายผดุงศักดิ์ต้องรับผิดมีหน้าที่ต้องใช้เงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของนายผดุงศักดิ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของนายผดุงศักดิ์ มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกตกทอดของนายผดุงศักดิ์ตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินของนายผดุงศักดิ์ผู้ตายทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่ความรับผิดต่าง ๆ ที่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว ไม่เป็นการเฉพาะตัวผู้ตายโดยแท้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกันกับนายผดุงศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้ามรดกในฐานะทายาทโดยธรรม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากต้นเงินที่นายผดุงศักดิ์ต้องรับผิดใช้ให้แก่โจทก์นับแต่วันที่นายผดุงศักดิ์ผิดนัดจากจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่โจทก์แจ้งไม่ชอบ เพราะมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดเป็นส่วนตน คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกายังไม่เห็นฟ้องด้วยทั้งหมด ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยให้คิดแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
จำเลย — นาง นวลน้อย รักหฤทัยหรือเอื้อมงคลการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3766/2545
#45258
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 วางหลักไว้ว่า การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมายนั้น คำว่าสิทธิอื่น ๆต้องเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิ แต่กรณีของโจทก์แม้จะได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่นายอำเภอจะมีคำสั่งให้ยึดที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว และโจทก์ได้ชำระราคาให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่สิทธิของโจทก์เป็นเพียงบุคคลสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาดังกล่าวได้ก่อนบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 เท่านั้น ต่างจากหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อรัฐ เป็นหนี้บุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253 ทั้งขณะที่นายอำเภอมีคำสั่งให้ยึดที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระภาษีนั้น ที่ดินและบ้านพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจดทะเบียนซื้อขายโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 12 ทวิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้าน จำเลยที่ 1 นำบ้านและที่ดินไปจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบ้านและที่ดินให้โจทก์เป็นเงิน 680,000 บาท โดยให้โจทก์ชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี แทนจำเลยที่ 1 จนกว่าจะครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้โจทก์โจทก์ชำระหนี้ค่าบ้านและที่ดินแทนจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นแต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนบ้านและที่ดินให้โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 3 มีคำสั่งอายัดที่ดินและบ้านดังกล่าวเพราะจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 3 ถอนการอายัดแล้ว แต่จำเลยที่ 3 แจ้งว่า ต้องมีคำพิพากษาของศาลให้ถอนอายัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจอายัดที่ดินพร้อมบ้านได้ โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ดินและบ้านโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมได้รับความเสียหายไม่สามารถรับโอนบ้านและที่ดินจากจำเลยที่ 1 ได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ที่อายัดที่ดินและบ้านให้จำเลยที่ 1 จัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุบินก่อสร้าง มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ได้ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 2,740,818.97 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรค้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุบินก่อสร้างโดยไม่จำกัดจำนวน และต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัวด้วย จำเลยที่ 3 มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าภาษีที่ค้างชำระไปชำระให้จำเลยที่ 3 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระ จำเลยที่ 3 จึงใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะคำสั่งยึดและอายัดดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 26765 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดสุบินก่อสร้างเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26765 ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 24 ตารางวาพร้อมบ้านพิพาท เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี ต่อมาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ โดยในวันทำสัญญาโจทก์ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนหนึ่ง ส่วนราคาที่เหลือให้โจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนหนึ่ง ส่วนราคาที่เหลือให้โจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี เพื่อไถ่ถอนจำนอง เมื่อวันที่27 ตุลาคม 2538 นายอำเภอเมืองเพชรบุรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ยึดทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุบินก่อสร้างที่ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ พร้อมเงินเพิ่มและภาษีเงินได้ของนิติบุคคลให้แก่รัฐ จึงได้มีการยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุบินก่อสร้าง ส่วนโจทก์ได้ผ่อนชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี เพื่อไถ่ถอนจำนองจนครบถ้วนในวันที่ 25 ธันวาคม2538 ครั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2538 โจทก์จึงไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี และขอโอนที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีไม่ดำเนินการให้เพราะที่ดินพร้อมบ้านพิพาทถูกคำสั่งยึดไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทได้หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 บัญญัติให้อำนาจนายอำเภอเมืองเพชรบุรียึดทรัพย์ของผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยไม่ต้องฟ้องศาลได้ก่อนก็ตาม แต่ผลของการยึดทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 287 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่วางหลักไว้ว่าการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ซึ่งเมื่อโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน จึงถือเป็นสิทธิอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้โจทก์ตั้งแต่ปี 2534 โดยโจทก์ก็ได้ชำระราคาจนครบถ้วนแล้ว แม้จะเป็นการชำระราคาครบถ้วนภายหลังจากมีคำสั่งให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท กรณีก็ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงซึ่งสิทธิในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายหลังจากมีการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามมาตรา 305(1)แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้เกิดขึ้นก่อนแล้ว ดังนั้น ผลการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนการยึดได้นั้น เห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเท่านั้น แม้ภายหลังโจทก์ได้ชำระราคาที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจนครบถ้วนแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมิได้จดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์กัน สิทธิของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงบุคคลสิทธิเท่านั้น การที่มาตรา 287 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวางหลักไว้ว่า การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินได้ตามกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกานั้น คำว่าสิทธิอื่น ๆ ในบทบัญญัติมาตรา 287 ดังกล่าว ต้องเป็นสิทธิที่โจทก์มีอยู่เหนือที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยที่ 1 อันเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิอันเป็นสิทธิประเภทแรกที่อ้างถึง แต่กรณีของโจทก์แม้จะได้ทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่นายอำเภอเมืองเพชรบุรีจะมีคำสั่งให้ยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาท และโจทก์ได้ชำระค่าซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว สิทธิของโจทก์ที่มีตามสัญญาที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์เป็นเพียงบุคคลสิทธิที่โจทก์มีสิทธิที่จะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ได้ก่อนผู้มีบุคคลสิทธิอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น ต่างจากหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อรัฐนั้นเป็นหนี้บุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253 และขณะที่นายอำเภอเมืองเพชรบุรีมีคำสั่งให้ยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระค่าภาษีอากรที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุบินก่อสร้างค้างชำระให้แก่รัฐนั้น ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้น ภายหลังที่โจทก์ชำระราคาซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจที่จะจดทะเบียนซื้อขายโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแล้วพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 253 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 287
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 12 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยโท ปรีดา หวานใจ
จำเลย — นาย สุบินหรือณัฐธพล เผ่าพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2545
#44797
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่ธนาคารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดแม้จะอยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของโจทก์แล้ว แต่ก็ยังจำแนกได้ว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ มิได้ปะปนกับเงินอื่นของโจทก์จนไม่อาจแยกออกได้หรือได้ใช้สอยแปรเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินอื่นแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หักเงินจำนวน 47,647.22บาท ซึ่งเป็นส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์จากบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำเลยที่ 1จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 23,24 และยังเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 346 จำเลยที่ 1จึงต้องคืนเงินที่หักไว้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างในอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,065 บาท โจทก์ได้ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1มีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินสะสมและเงินสมทบโดยให้โจทก์จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ทุกงวดการจ่ายค่าจ้างโดยหักจากค่าจ้างโจทก์ในอัตราร้อยละ 3ของค่าจ้าง และจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 6 ของเงินค่าจ้างทุกงวดของการจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2539 จนถึงวันที่31 ธันวาคม 2534 โจทก์จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนเป็นเงิน 13,912.80 บาท และได้ประโยชน์เงินสะสมเป็นเงิน 3,423.69 บาท รวมเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมเป็นเงิน 17,336.49 บาท จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้โจทก์เป็นเงิน 37,432.53 บาท และได้ผลประโยชน์เงินสมทบเป็นเงิน 10,626.76 บาท รวมเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 48,059.29 บาทรวมเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน 65,395.78 บาท เมื่อโจทก์ลาออกจากงานตามระเบียบของจำเลยที่ 1 โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสะสมพร้อมเงินผลประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นจำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์แล้วจำนวน 17,336.49 บาท ที่เหลืออีก 47,647.22บาท ไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน 47,647.22 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ก่อนโจทก์ลาออกได้กู้เงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 612,000 บาท เมื่อโจทก์ลาออกโจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวนตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์บัญชีเลขที่ 100-2-07700-9 ณ ธนาคารจำเลยที่ 1 สำนักงานใหญ่แล้วและจำเลยที่ 1 ได้หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือให้ความยินยอมให้หักเงินและผลประโยชน์ของโจทก์ ส่วนเงินจำนวน17,336.49 บาท โจทก์สามารถเบิกถอนได้ตลอดเวลา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ได้จ่ายเงินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบและขั้นตอนของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความรับกันว่า เมื่อโจทก์ได้ลาออกจากงาน จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งส่วนเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม 17,336.49 บาท และส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ 48,059.39 บาท แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์และได้หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือยินยอมให้หักเงินและผลประโยชน์และหนังสือยินยอม เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 4 และ 5 คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะความรับผิดของจำเลยที่ 1 ว่า ที่จำเลยที่ 1 หักเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 47,647.22 บาท ไว้ตามหนังสือยินยอมของโจทก์นั้นเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 23, 24 หรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 23 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนโดยให้จ่ายรวมทั้งหมดครั้งเดียวภายในเวลาไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ" และมาตรา 24 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 23 สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี บทบัญญัติดังกล่าวแสดงเจตนารมณ์ว่าสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมดคราวเดียวโดยเร็วอย่างช้าไม่เกินสามสิบวัน เพื่อนำไปเลี้ยงดูชีวิตตนเองและครอบครัว (ถ้ามี) ทั้งนี้ โดยไม่ถูกโอนหรือถูกบังคับคดีหรือถูกบังคับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ เงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดแม้จะอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของโจทก์แล้วก็ตามแต่ก็ยังจำแนกได้ว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ มิได้ปะปนกับเงินอื่นของโจทก์จนไม่อาจแยกออกได้หรือได้ใช้สอยแปรเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินอื่นแล้วดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ซึ่งเป็นส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำเลยที่ 1 จึงเป็นขัดต่อเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าว และยังเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 346 ซึ่งบัญญัติใจความสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องรายใดตามกฎหมาย ศาลจะสั่งยึดไม่ได้สิทธิเรียกร้องนั้นจะนำไปหักกลบลบหนี้ไม่ได้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนที่หักไว้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 47,647.22บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 346
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจษฎา มณีวงศ์
จำเลย — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2545
#45257
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ มาตรา 23 และ 24 มีเจตนารมณ์ให้สมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมดคราวเดียวโดยเร็วอย่างช้าไม่เกิน 30 วัน เพื่อนำไปเลี้ยงดูชีวิตตนเองและครอบครัว โดยไม่ถูกโอนหรือถูกบังคับคดีหรือถูกบังคับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ ซึ่งแม้เงินดังกล่าวจะถือว่าเป็นทรัพย์สินของโจทก์แล้ว แต่ก็ยังจำแนกได้ว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่มิได้ปะปนกับเงินอื่นของโจทก์ จนไม่อาจแยกออกได้หรือได้ใช้สอยแปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หักเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว และยังขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 346 ที่กำหนดว่าสิทธิเรียกร้องรายใดตามกฎหมายศาลจะสั่งยึดไม่ได้ สิทธิเรียกร้องนั้นจะนำไปหักกลบลบหนี้ไม่ได้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนที่หักไว้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างในอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,065 บาท โจทก์ได้ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินสะสมและเงินสมทบโดยให้โจทก์จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ทุกงวดการจ่ายค่าจ้าง โดยหักจากค่าจ้างโจทก์ในอัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้าง และจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 6 ของเงินค่าจ้างทุกงวดของการจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ โจทก์จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนเป็นเงิน 13,912.80 บาท และได้ประโยชน์เงินสะสมเป็นเงิน 3,423.69 บาท รวมเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมเป็นเงิน 17,336.49 บาท จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้โจทก์เป็นเงิน 37,432.53 บาท และได้ผลประโยชน์เงินสมทบเป็นเงิน 10,626.76 บาท รวมเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 48,059.29 บาท รวมเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน 65,395.78 บาท เมื่อโจทก์ลาออกจากงานตามระเบียบของจำเลยที่ 1 โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสะสมพร้อมเงินผลประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น จำเลยทั้งสองจ่ายเงินให้โจทก์แล้วจำนวน 17,336.49 บาท ที่เหลืออีก 47,647.22 บาท ไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน47,647.22 บาทแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ก่อนโจทก์ลาออกได้กู้เงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 612,000 บาท เมื่อโจทก์ลาออกโจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวนตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์บัญชีเลขที่ 100-2-07700-9 ณ ธนาคารจำเลยที่ 1 สำนักงานใหญ่แล้ว และจำเลยที่ 1 ได้หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือให้ความยินยอมให้หักเงินและผลประโยชน์ของโจทก์ปรากฏตามสำเนาใบลาออกและสำเนาหนังสือยินยอมเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 4 และ 5 ส่วนเงินจำนวน 17,336.49 บาท โจทก์สามารถเบิกถอนได้ตลอดเวลา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ได้จ่ายเงินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 ตามระเบียบและขั้นตอนของจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความรับกันว่า เมื่อโจทก์ได้ลาออกจากงาน จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งส่วนเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม 17,336.49 บาท และส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ 48,059.29 บาทแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์และได้หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือยินยอมให้หักเงินและผลประโยชน์และหนังสือยินยอม เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 4 และ 5 คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะความรับผิดของจำเลยที่ 1 ว่า ที่จำเลยที่ 1 หักเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 47,647.22 บาท ไว้ตามหนังสือยินยอมของโจทก์ นั้นเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 23, 24 หรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 23 วรรคแรกบัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนโดยให้จ่ายรวมทั้งหมดครั้งเดียวภายในเวลาไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ"และมาตรา 24 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 23 สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" บทบัญญัติดังกล่าวแสดงเจตนารมณ์ว่าสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมดคราวเดียวโดยเร็วอย่างช้าไม่เกินสามสิบวัน เพื่อนำไปเลี้ยงดูชีวิตตนเองและครอบครัว (ถ้ามี) ทั้งนี้ โดยไม่ถูกโอนหรือถูกบังคับคดีหรือถูกบังคับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ เงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดแม้จะอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของโจทก์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังจำแนกได้ว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่มิได้ปะปนกับเงินอื่นของโจทก์จนไม่อาจแยกออกได้หรือได้ใช้สอยแปรเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินอื่นแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ซึ่งเป็นส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าว และยังเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 346 ซึ่งบัญญัติใจความสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องรายใดตามกฎหมายศาลจะสั่งยึดไม่ได้สิทธิเรียกร้องนั้นจะนำไปหักกลบลบหนี้ไม่ได้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนที่หักไว้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 47,647.22 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 346
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจษฎา มณีวงศ์
จำเลย — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ