คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2545
#99648
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 23 สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" การที่จำเลยที่ 1 หักเงินจำนวน 47,647.22 บาท ซึ่งเป็นส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าว และยังเป็นการขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 346 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องรายใดตามกฎหมายศาลจะสั่งยึดไม่ได้ สิทธิเรียกร้องนั้นจะนำไปหักกลบลบหนี้ไม่ได้" ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินที่หักไว้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน ๔๗,๖๔๗.๒๒ บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ก่อนโจทก์ลาออกได้กู้เงินจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๖๑๒,๐๐๐ บาท เมื่อโจทก์ลาออกโจทก์มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวนตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ บัญชีเลขที่ ๑๐๐-๒-๐๗๗๐๐-๙ ณ ธนาคารจำเลยที่ ๑ สำนักงานใหญ่แล้วและจำเลยที่ ๑ ได้หักเงินจำนวน ๔๗,๖๔๗.๒๒ บาท ชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์ค้างชำระต่อจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือให้ความยินยอมให้หักเงินและผลประโยชน์ของโจทก์ ปรากฏตามสำเนาใบลาออกและสำเนาหนังสือยินยอมเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข ๔ และ ๕ ส่วนเงินจำนวน ๑๗,๓๓๖.๔๙ บาท โจทก์สามารถเบิกถอนได้ตลอดเวลา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ได้จ่ายเงินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามระเบียบและขั้นตอนของจำเลยที่ ๑ ถือว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ว่าที่จำเลยที่ ๑ หักเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน ๔๗,๖๔๗.๒๒ บาท ไว้ตามหนังสือยินยอมของโจทก์นั้น เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๓ , ๒๔ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๓ วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่ายรวมทั้งหมดครั้งเดียวภายในเวลาไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ" และมาตรา ๒๔ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" บทบัญญัติดังกล่าวแสดงเจตนารมณ์ว่าสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมดคราวเดียวโดยเร็วอย่างช้าไม่เกินสามสิบวัน เพื่อนำไปเลี้ยงดูชีวิตตนเองและครอบครัว (ถ้ามี) ทั้งนี้โดยไม่ถูกโอนหรือถูกบังคับคดีหรือถูกบังคับชำระหนี้ การที่จำเลยที่ ๒ ได้จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้นำเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ เงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดแม้จะอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของโจทก์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังจำแนกได้ว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ มิได้ปะปนกับเงินอื่นของโจทก์จนไม่อาจแยกออกได้หรือได้ใช้สอยแปรเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินอื่นแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ หักเงินจำนวน ๔๗,๖๔๗.๒๒ บาท ซึ่งเป็นส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอันเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าว และยังเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๖ ซึ่งบัญญัติใจความสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องรายใดตามกฎหมายศาลจะสั่งยึดไม่ได้ สิทธิเรียกร้องนั้นจะนำไปหักกลบลบหนี้ไม่ได้ด้วย จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนเงินจำนวนที่หักไว้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ๔๗,๖๔๗.๒๒ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 346
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23 วรรคแรก ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษฎา มณีวงศ์
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอัมพร ทองประยูร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3762/2545
#45256
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ศาลซึ่งรายงานว่าไม่ต้องหักวันคุมขังให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วแจ้งให้ทนายจำเลยทราบโดยไม่ได้สั่งแก้ไขหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา เท่ากับให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยเห็นด้วยกับรายงานของเจ้าหน้าที่ศาล จำเลยที่ 2 จึงอุทธรณ์คำสั่งได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังในคดีนี้ตามหมายขังระหว่างพิจารณาตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2544 โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ถือได้ว่าตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิพากษาจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังมาก่อนศาลพิพากษา เมื่อคำพิพากษาไม่ได้ระบุว่าไม่ให้หักวันคุมขังให้แก่จำเลยที่ 2 จึงต้องหักวันคุมขังดังกล่าวออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 22

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน 15 วัน ให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2215/2544

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2544จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 8 เดือนเศษ แต่หมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังมาแล้วกี่วัน ขอให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวจำเลยที่ 2

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบแล้วรายงานเพื่อพิจารณา เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 โดยให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีเรื่องอื่น กรณีจึงไม่หักวันต้องขังให้เพราะโทษจะนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดโทษในคดีที่นับโทษต่อ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรายงานแล้วแจ้งให้ทนายจำเลยทราบตามรายงานดังกล่าว โดยไม่ได้สั่งแก้ไขหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2ไม่ได้ถูกควบคุมตัวในระหว่างสอบสวน แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหมายขังจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณาตั้งแต่วันฟ้องคือวันที่ 22 มกราคม2544 ตลอดมา จนกระทั่งวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ อ.2215/2544 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาในชั้นนี้ว่า จะต้องหักวันคุมขังให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่าการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ศาลซึ่งรายงานว่ากรณีนี้ไม่ต้องหักวันคุมขังให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแจ้งให้ทนายจำเลยทราบตามรายงานดังกล่าวโดยไม่ได้สั่งแก้ไขหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จึงเท่ากับให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยเห็นด้วยกับรายงานของเจ้าหน้าที่ศาล จำเลยที่ 2 จึงอุทธรณ์คำสั่งได้เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังในคดีนี้ตามหมายขังระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2544 โดยจำเลยที่ 2ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จึงถือได้ว่าตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 11ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังมาก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา เมื่อคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ระบุว่าไม่ให้หักวันคุมขังให้แก่จำเลยที่ 2 จึงต้องหักวันคุมขังดังกล่าวออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่สั่งแก้ไขหมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกาโดยให้หักวันคุมขังให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้หักวันคุมขังระหว่างพิจารณาออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย และปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ต้องขังมาพอแก่โทษแล้ว จึงให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไปเฉพาะคดีนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเมโทร โกลด์วีนน์ เมเยอร์ พิคเจอร์ ลิงค์ กับพวก
จำเลย — บริษัทอี๋ไทย อินเตอร์เนชั่นแนลเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3760/2545
#45255
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีชื่อใน น.ส.3 ก. อันมีผลให้จำเลยได้รับคำรับรองของทางราชการว่าจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว และยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานะที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ก็ตาม แต่เมื่อวัดโจทก์กล่าวอ้างว่าสิทธิของจำเลยไม่ถูกต้อง จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

หลังจากตั้งวัดโจทก์ขึ้นแล้ว มีการตั้งโรงเรียนขึ้นโดยยืมศาลาวัดสร้างเป็นโรงเรียนอยู่ 10 ปี จึงสร้างโรงเรียนในที่ดินของวัดด้วยความยินยอมของโจทก์ แต่เมื่อวัดโจทก์ย้ายออกไปแล้ว โจทก์มิได้สละสิทธิในที่ดินพิพาทยังคงนำที่ดินออกหาผลประโยชน์ตลอดมา การที่โจทก์ยอมให้ทางราชการใช้ที่ดินพิพาทเป็นโรงเรียนหาใช่เป็นการยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยไม่ เมื่อที่ดินพิพาทมีผู้ยกให้เพื่อสร้างวัด ซึ่งต่อมาก็มีการสร้างวัดขึ้นตามเจตนาของผู้ยกให้ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่วัดและเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น โดยที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่มีผู้นำที่ดินพิพาทไปออก น.ส. 3 ก. เป็นชื่อจำเลยและต่อมาถูกเปลี่ยนแปลงขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ดินพิพาทยังคงสภาพเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์อยู่เช่นเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ทางราชการได้ขออาศัยอาคารสถานที่ของโจทก์เปิดเป็นโรงเรียนจำเลยได้นำที่ดินธรณีสงฆ์ของโจทก์เนื้อที่ 24 ไร่ดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1793 และ 1794 ต่อมามีการยุบโรงเรียนแต่จำเลยไม่ยอมคืนที่ดินให้โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเนื้อที่ 24 ไร่ เป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1793 และ1794 กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 10,000 บาท และทุก ๆ ปีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้อุทิศและมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาแล้ว ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินพิพาทในนามจำเลยเพื่อประโยชน์ของการศึกษาแห่งชาติ ที่ดินพิพาทก็โอนไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติด้วย เป็นผลให้ที่ดินพิพาทตกเป็นที่ราชพัสดุ โจทก์ไม่เคยทวงถามเรียกร้องที่ดินพิพาทคืน และที่ดินพิพาทไม่สามารถทำประโยชน์ได้เพราะมีอาคารโรงเรียนตั้งอยู่ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)เลขที่ 1793 และ 1794 ตำบลศรีภิรมย์ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่วัดของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวเสีย คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นชื่อของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าว เห็นว่า เมื่อจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและต่อมานายอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)โดยระบุจำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก.) แต่โจทก์อ้างว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ การที่จำเลยมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มีผลให้จำเลยได้รับคำรับรองของทางราชการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว และจำเลยยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานะที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1373 หากความจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง สิทธิของจำเลยก็ไม่ถูกต้องตรงตามความจริงเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ตามความเป็นจริงโดยตรง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับโอนมาตามกฎหมายเป็นที่ราชพัสดุก็ตาม โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ได้ เมื่อฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยคู่ความสืบพยานจนสิ้นกระแสความ ทั้งพยานหลักฐานในสำนวนก็เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยตามประเด็นพิพาทต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่

ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1793 ตำบลศรีภิรมย์ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 11 ไร่ และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1794 ตำบลศรีภิรมย์ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีชื่อจำเลย เพื่อประโยชน์การศึกษาประชาบาลโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบเป็นผู้ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) นายก๊ก แก้วแสง กับนางสร้อย แก้วแสง ได้ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้โจทก์เพื่อสร้างวัดจึงได้มีการสร้างวัดคลองมะแพลบในที่ดินดังกล่าว วัดคลองมะแพลบตั้งขึ้นเมื่อปี 2478 ต่อมาปี 2484 ได้จัดตั้งโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบขึ้น โดยอาศัยศาลาวัดเป็นอาคารเรียน ปี 2496 วัดคลองมะแพลบได้รื้อกุฏิไปอยู่ที่อื่น ส่วนโรงเรียนยังอยู่ที่เดิม ต่อมาโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบได้โอนมาสังกัดจำเลย ได้มีการรื้อศาลาวัดซึ่งใช้เป็นอาคารเรียนและปลูกสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่ปี 2523 มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการประถมศึกษาโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบจึงโอนไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ปี 2537 ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกในฐานะประธานกรรมการการประถมศึกษาจังหวัดพิษณุโลกประกาศเลิกล้มโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบเพราะเหตุไม่มีนักเรียน

... ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า วัดคลองมะแพลบได้อุทิศที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้เป็นของจำเลยแล้วหรือไม่ นายคล้ายและพระครูอุปถัมภ์ธรรมกิจพยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากได้ตั้งวัดคลองมะแพลบขึ้นในปี 2484 มีการตั้งโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบขึ้น โดยยืมศาลาวัดสร้างเป็นโรงเรียนอาศัยศาลาวัดอยู่ 10 ปี จึงได้สร้างอาคารเรียนในที่ดินของวัดคลองมะแพลบโดยชาวบ้านยินยอมให้สร้าง วัดก็อนุญาตกรรมการวัดและมัคนายกก็เห็นชอบด้วย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความยืนยันว่าในระยะเริ่มแรกโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบได้มาขอยืมศาลาวัดสร้างเป็นโรงเรียนซึ่งทางวัดก็ยินยอม ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่บุตรหลานของชาวบ้านใกล้เคียงที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นการที่ศาสนาเกื้อหนุนประชาชนในท้องที่ให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนต่อมาได้มีการสร้างอาคารเรียนขึ้นในที่ดินของวัดก็ด้วยความยินยอมของวัด พยานโจทก์ทั้งสองปากไม่ได้เบิกความลอยว่าวัดยกที่ดินให้โรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบ แม้ต่อมาเมื่อปี 2496 วัดคลองมะแพลบจะย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิมไปตั้งยังที่ตั้งใหม่ ก็ไม่ถือว่าวัดคลองมะแพลบได้สละที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเล่าเรียน แต่ยังคงถือว่าวัดให้โรงเรียนใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเท่านั้น นายทองใบ ศรีฐาน กรรมการวัดโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า เมื่อวัดโจทก์ย้ายออกไปแล้ว พยานได้เช่าที่ดินของโจทก์ทำนาเนื้อที่ 13 ไร่ ปัจจุบันยังเช่าอยู่จ่ายค่าเช่าให้มัคนายกวัดโจทก์ 3 ปี ต่อครั้ง ครั้งละประมาณ 8,000 บาท จะเห็นได้ว่า โจทก์ไม่ได้สละสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ยังคงนำที่ดินพิพาทสองแปลงออกหาผลประโยชน์ตลอดมา การที่โจทก์ยอมให้ทางราชการใช้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นโรงเรียนตลอดมาตั้งแต่ปี 2487 จนกระทั่งโรงเรียนประชาบาลวัดคลองมะแพลบถูกยุบไปเมื่อปี 2537 หาใช่เป็นการยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยไม่ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีผู้ยกให้เพื่อสร้างวัด ต่อมาได้มีการสร้างวัดคลองมะแพลบขึ้นในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเจตนาของผู้ยกให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 และ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่มีผู้นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นชื่อของจำเลยและต่อมาได้ถูกเปลี่ยนแปลงขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ด้วยเหตุที่อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงก็ยังคงสภาพเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์อยู่เช่นเดิม ฟังไม่ได้ว่าวัดคลองมะแพลบได้อุทิศที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้เป็นของจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 127
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ม. 40 (1) ม. 40 (2) ม. 41
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดใหม่โพธิ์งาม หรือวัดคลองมะแพลบ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3750/2545
#99765
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาของศาลคดีส่วนอาญาที่ฟังว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส มีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังข้อเท็จจริงกันใหม่

การที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปบรรทุกผักและผลไม้ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แวะรับประทานอาหารและดื่มสุราจนถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยความโกรธแค้นเพราะเหตุส่วนตัวที่ถูกทำร้ายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขับรถบรรทุกพุ่งชนโจทก์ที่ 5 และผู้ตายกับพวกที่ทำร้ายตนจนเป็นเหตุให้มีคนตายและบาดเจ็บเช่นนี้ เป็นเหตุส่วนตัวที่เกิดขึ้นต่างหากไม่เกี่ยวข้องกับกิจการในทางการที่จ้างหรือกรอบแห่งการจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นายจ้างที่มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ลูกจ้างไปกระทำ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งห้า ส่วนจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 3 ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งจำเลยที่ 4 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ.มาตรา 887 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อโจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยค้ำจุน จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๔ ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยใช้ความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ ๑ ขับเสียการทรงตัวพุ่งชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ซึ่งมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกับจำเลยที่ ๑ รถจักรยานยนต์คันแรกมีนายทรงยศ แซ่กิม เป็นผู้ขับ นายคนัง นิรภัย บุตรชายของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย ส่วนรถจักรยานยนต์คันที่สองมีนายนุสรณ์ ศรีพรทุม เป็นผู้ขับ โจทก์ที่ ๕ นั่งซ้อนท้ายคนที่ ๑ นายสุรเทพ นครไชย บุตรชายของโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ นั่งซ้อนท้ายคนที่ ๒ เป็นเหตุให้นายคนัง นายสุรเทพและนายนุสรณ์ถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ที่ ๕ ได้รับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับความเสียหายจำนวน ๒๕๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ได้รับความเสียหายจำนวน ๒๔๕,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๕ ได้รับความเสียหายจำนวน ๑๓๓,๕๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๒๕๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๒๔๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ และชำระเงินจำนวน ๑๓๓,๕๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถบรรทุก จำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่เคยใช้จ้างวานให้จำเลยที่ ๑ ขับรถไปทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้า เหตุคดีนี้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มีสาเหตุโกรธแค้นกับบุตรของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ บุตรของโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ และโจทก์ที่ ๕ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าเรียกมานั้น ค่ารักษาพยาบาลนายคนังก่อนถึงแก่ความตายไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพนายคนังไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เกินเดือนละ ๕๐๐ บาท เป็นเวลา ๗ ปี ไม่เกิน ๔๒,๐๐๐ บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพนายสุรเทพไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในส่วนของโจทก์ที่ ๕ ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายเนื่องจากมีรอยแผลเป็นทำให้ใบหน้าเสียโฉมไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน ๑,๘๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างและปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด ตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยที่ ๔ รับผิดต่อชีวิตร่างกายของบุคคลภายนอกคนละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยรับผิดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ของการเกิดเหตุแต่ละครั้ง และรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น เหตุคดีนี้เป็นการกระทำโดยเจตนาผิดวัตถุประสงค์ของสัญญาประกันภัย โดยเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของนายคนัง นายสุรเทพและโจทก์ที่ ๕ เองที่สมัครใจเข้าร่วมทะเลาะวิวาทและพยายามทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ จึงแกล้งขับรถจักรยานยนต์ปาดตัดหน้ารถบรรทุก เพื่อให้เสียหลักหรือหยุดรถ โดยหวังผลในการประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายผู้อื่น จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ฟ้องโจทก์ทั้งห้าเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๒๗,๒๔๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑๑๙,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ และชำระเงินจำนวน ๔๑,๔๗๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละรายการนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดในหนี้ต้นเงินแต่ละรายการไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาประการแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้ามีว่า การที่จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ตามฟ้องจนเป็นเหตุให้นายคนัง นิรภัย นายสุรเทพ นครไชยและนายนุสรณ์ ศรีพรทุม ถึงแก่ความตาย กับโจทก์ที่ ๕ ได้รับอันตรายสาหัสนั้น เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๔๓๙/๒๕๓๘ ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ แม้ว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังกล่าวที่ฟังว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส มีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังข้อเท็จจริงกันใหม่ ดังนั้น จากพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีดังที่วินิจฉัยมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ที่โจทก์ที่ ๕ และผู้ตายนั่งมาเกิดจากการกระทำโดยเจตนาฆ่ามิใช่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด

ปัญหาประการที่สองที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจกท์ทั้งห้ามีว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปบรรทุกผักและผลไม้จากจังหวัดนครราชสีมาไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในตลาดอำเภอลำปลายมาศตามทางการที่จ้าง แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกออกจากบ้านจำเลยที่ ๒ เพื่อไปบรรทุกผักและผลไม้ตามทางการที่จ้างแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้แวะรับประทานอาหารและดื่มสุราจนถูกทำร้ายร่างกาย จากนั้นด้วยความโกรธแค้นเพราะเหตุส่วนตัวที่ถูกทำร้ายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงขับรถบรรทุกพุ่งชนโจทก์ที่ ๕ และผู้ตายกับพวกที่ทำร้ายตน จนเป็นเหตุให้มีคนตายและบาดเจ็บเช่นนี้ เป็นเหตุการณ์ส่วนตัวที่เกิดขึ้นต่างหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการในทางการที่จ้างหรือกรอบแห่งการจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นายจ้างที่มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างไปกระทำ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งห้าดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ ๓ ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยที่ ๔ ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ ๓ ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ ๓ ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๗ วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๓ ผู้เอาประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุกับจำเลยที่ ๔ ไว้ดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ ที่กระทำต่อโจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายพศวัจณ์ กนกนาก ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 887
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นางพูน นิรภัย ที่ 1
กับพวก — นายสมชาย อินเป้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายหัสดี ไกรทองสุก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2545
#45254
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินค้ำประกัน จำนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์โจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารในช่องผู้ค้ำประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนหนังสือสัญญาค้ำประกันแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่คืนก็ขอให้มีคำสั่งให้ทำลายเสียตามคำให้การที่ต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามข้อต่อสู้แล้ว ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง สัญญาค้ำประกันย่อมไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2และที่ 3 เมื่อโจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาค้ำประกันมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ได้อีกต่อไป ย่อมไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะฟ้องแย้งขอให้บังคับคืนหรือทำลายหนังสือสัญญาค้ำประกันอีก ศาลจึงไม่รับฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งสินค้าออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้กับโจทก์ รวม 7 ครั้ง เป็นเงิน 13,440,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปจัดซื้อสินค้าเพื่อเตรียมส่งสินค้าออกตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตและจะนำเอกสารการส่งสินค้ามอบให้แก่โจทก์เพื่อที่โจทก์จะได้นำเอกสารไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในต่างประเทศตามวิธีการของธนาคาร หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบเอกสารการส่งสินค้าหรือไม่ชำระเงินคืนให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ ยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 17 ถึง 19 นอกจากนี้ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 25,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งอีกเป็นเงิน 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนอง 35,000,000 บาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยที่ 1 มิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 17,594,519.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 13,440,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ และไม่ได้ทำสัญญาจำนองข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันหนี้ในไว้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ และเนื่องจากโจทก์นำสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 17 ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 มากรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารดังกล่าวที่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจึงเป็นการนำเอกสารปลอมมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 17 และ 19 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่คืนขอให้ศาลมีคำพิพากษาทำลายเอกสารดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ไม่รับฟ้องแย้ง เนื่องจากเป็นฟ้องแย้งที่ไม่จำเป็น คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแพ้คดี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินค้ำประกัน จำนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 17 ถึง 19 กับโจทก์ โจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารที่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ในช่องผู้ค้ำประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ในคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 17 และ 19 แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หากโจทก์ไม่คืนก็ขอให้มีคำสั่งให้ทำลายเสีย ตามคำให้การดังกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 17 และ 19 เป็นเอกสารปลอม ดังนั้นหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง สัญญาค้ำประกันย่อมไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาค้ำประกันมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ได้อีกต่อไป กรณีไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยที่ 2และที่ 3 จะต้องฟ้องแย้งขอให้บังคับคืนหรือทำลายสัญญาค้ำประกันอีก ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เกษมสิริ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3747/2545
#258723
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานซ่อนเร้นศพตาม ป.อ. มาตรา 199 เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) และมาตรา 339 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 199 เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) และมาตรา 339 วรรคท้าย จึงไม่ถูกต้อง

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) และมาตรา 339 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) ระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวจึงเป็นบทที่มีโทษหนักกว่าความผิดตามมาตรา 339 วรรคท้าย ระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต จึงต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ความผิดทั้งสองบท มีระวางโทษสูงสุดเท่ากัน จึงให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) (6) จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๙๙, ๒๘๙, ๓๓๙ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙, ๒๘๙ (๔) (๖), ๓๓๙ วรรคท้าย, ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่อัตราโทษตามมาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) กับมาตรา ๓๓๙ วรรคท้าย ต่างกำหนดระวางโทษสูงสุดเท่ากันจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) ให้ประหารชีวิต ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องนายมานิตย์ ดีอามาศ ผู้ตาย ถูกคนร้ายฆ่าแล้วคนร้ายใช้มีดหั่นศพ ส่วนแขน ขาและศีรษะนำไปใส่กระเป๋า ๒ ใบ แล้วนำใส่กล่องกระดาษ โบกปูนซีเมนต์เททับกระเป๋าและนำไปทิ้งในคลองวัดบางบัว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ชิ้นศพส่วนลำตัว และต้นขา ถูกคนร้ายนำใส่กระสอบข้าวสารไปทิ้งริมถนนสายวัดพระญาติ - บ้านเกาะ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วคนร้ายใช้น้ำมันจุดไฟเผาไหม้ไฟบางส่วนคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์เมื่อฟังประกอบกันแล้วมีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อสะดวกแก่การชิงทรัพย์ และปกปิดความผิดโดยมีการหั่นทำลายศพอันเป็นการซ่อนเร้นเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายตามฟ้องโจทก์จริง พยานฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ ในความผิดฐานซ่อนเร้นศพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ เป็นอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) และมาตรา ๓๓๙ วรรคท้าย ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) และ มาตรา ๓๓๙ วรรคท้าย จึงไม่ถูกต้อง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) และมาตรา ๓๓๙ วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) ระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว จึงเป็นบทมีโทษหนักกว่าความผิดตาม มาตรา ๓๓๙ วรรคท้าย ระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต จึงต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาว่า ความผิดทั้งสองบท มีระวางโทษสูงสุดเท่ากันจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) จึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามา นอกจากนี้ ทรัพย์ของกลางนอกจากเศษกระสอบป่าน มีดปลายแหลม และรถยนต์ นั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ มีไว้เพื่อใช้หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓ ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้ริบไว้นั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๙ อีกกระทงหนึ่ง และ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) และมาตรา ๓๓๙ วรรคท้าย อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (๖) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ อีกกระทงหนึ่ง และไม่ริบกางเกงขาสั้นไหม้ไฟสีขาวเขียวแดง ๑ ชิ้น เศษกางเกงชั้นใน ๑ ตัว ปากกาไส้ดินสอ ๑ ด้าม เศษผ้าขนหนูผืนเล็กไหม้ไฟ ๑ ชิ้น เศษเสื้อไหม้ไฟ ๑ ชิ้น เถ้าถ่าน เชื้อเพลิง ๑ กอง เศษวัสดุที่มีใยสังเคราะห์ ๑ กอง เศษเอกสารสัญญากู้ยืมไหม้ไฟ ๑ ชุด เศษเอกสารสัญญาขายฝาก ไหม้ไฟ ๑ ชุด ธนบัตรไทยชนิดต่าง ๆ จำนวน ๘,๔๕๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายประสพชัยหรืออ๋อง ขันธรูจี กับพวก
วรรคท้าย — ป.อ. มาตรา 90, 199, 289 (4) (6), 339
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายพีรพงศ์ ภาณุธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3741/2545
#46529
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 137 ให้คิดเงินเพิ่มจากจำนวนภาษีที่ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาด โดยการคำนวณเงินเพิ่มดังกล่าวมิให้คิดทบต้นและมิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ แสดงว่าฐานแห่งการคิดเงินเพิ่มหมายถึงเฉพาะจำนวนภาษีที่ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาดเท่านั้นไม่รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การคิดจากเงินเพิ่มถือว่าเป็นการคิดทบต้นและทำให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ส่วนกรณีที่มาตรา 139 ที่ให้เบี้ยปรับและเงินเพิ่มถือเป็นเงินภาษีนั้นเป็นเพียงการบัญญัติขึ้นเพื่อให้สอดคล้องชัดเจนกับคำนิยามคำว่า "ภาษี" ตามมาตรา 4 และมาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2543 โดยตั้งบริษัทวิภาวดีแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2543 ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ปฏิบัติตามแผนครบถ้วนสมบูรณ์ การฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีสรรพสามิต (น้ำมัน) แยกเป็นเงินเพิ่มร้อยละ0.5 ต่อเดือน จำนวน 26,919,673.98 บาท ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 จำนวน 2,691,967.39 บาท เงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จำนวน 6,662,619.30บาท และภาษีสรรพสามิต (แบตเตอรี่) แยกเป็นเบี้ยปรับร้อยละ 2 จำนวน 1,024.60 บาทเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จำนวน 384.23 บาท ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10จำนวน 140.88 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36,275,619.38 บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้วปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ1.5 ต่อเดือนจากเงินเพิ่มร้อยละ 0.5 ต่อเดือน และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 137 ที่ห้ามมิให้คิดเงินเพิ่มทบต้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ภาษีสรรพสามิตจำนวน 29,611,641.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น คำขอรับชำระหนี้นอกจากนี้ให้ยก

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เงินเพิ่มร้อยละ 0.5 ต่อเดือน จำนวน 26,919,673.94บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 จำนวน 2,691,967.39 บาท รวม 29,611,641.37 บาท เป็นเงินภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 139 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า เจ้าหนี้คิดเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จากเงินจำนวน 29,611,641.37 บาท ซึ่งเป็นเงินเพิ่มเติมและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย จึงเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้นต้องห้ามตามมาตรา 137 และไม่ถือเป็นเงินภาษีตามมาตรา 139

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า เงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จำนวน 6,662,619.30 บาท เจ้าหนี้คำนวณจากต้นเงินจำนวน 29,611,641.37 บาท ซึ่งก็คือเงินเพิ่มเดิมและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย จึงเป็นการคำนวณเงินเพิ่มในลักษณะทบต้นต้องห้ามตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 137 เจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ส่วนเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เจ้าหนี้เรียกในลักษณะเงินเพิ่ม จึงไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้เช่นกัน ให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิคิดเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จำนวน 6,662,619.30 บาทและเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นหรือไม่ ปัญหาที่ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิคิดเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นหรือไม่ แม้ผู้ทำแผนจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำร้องโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าที่ลูกหนี้จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้มีเพียงเงินเพิ่ม 26,919,673.98 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 2,691,967.39 บาท ซึ่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 มาตรา 137 เป็นบทบัญญัติหลักในการให้คิดเงินเพิ่มจากจำนวนภาษีที่ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาดได้บัญญัติไว้ชัดเจนแล้วว่าการคำนวณเงินเพิ่มดังกล่าวมิให้คิดทบต้นและมิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ฐานแห่งการคิดเงินเพิ่มหมายถึงเฉพาะจำนวนภาษีที่ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาหรือชำระขาดเท่านั้น ไม่รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่าลูกหนี้จะต้องชำระเงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยดังกล่าวเพราะถือเป็นเงินภาษีตามมาตรา 139 โดยไม่ถือเป็นการคำนวณเงินเพิ่มในลักษณะทบต้นนั้นย่อมขัดอยู่ในตัวเอง เนื่องจากฐานที่นำมาคำนวณเงินเพิ่มกรณีของเจ้าหนี้จริง ๆแล้วก็คือเงินเพิ่ม เมื่อคิดจากเงินเพิ่มก็ต้องถือว่าเป็นการคิดทบต้นและทำให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ส่วนกรณีตามมาตรา 139 ที่ให้เบี้ยปรับและเงินเพิ่มถือเป็นเงินภาษีนั้นก็เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อให้สอดคล้องชัดเจนกับคำนิยามคำว่า "ภาษี"ตามมาตรา 4 และมาตรา 6 ที่ให้หมายความถึงภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ดังนั้น เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จำนวน 6,662,619.30 บาท และไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มใหม่ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 6 ม. 137 ม. 139
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เชส แมนฮัตตัน กับพวก
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
โจทก์ — ลูกหนี้
โจทก์ — บริษัท ไทยออยล์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740/2545
#99739
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปออกให้ผู้อื่นเช่าและค่าขาดราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ยังขาดไปจากราคาตามสัญญาเช่าซื้อนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

แม้สัญญาเช่าซื้อจะมิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนทุกดวงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ก็ตาม แต่ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1มิได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวกับโจทก์จริง กรณีจึงไม่ต้องอาศัยสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ก็สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันที ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๑๙๓,๑๙๐.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า? โจทก์ฟ้องคดีนี้พ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๐๖,๐๗๔.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ในราคา ๓,๒๘๐,๓๗๔ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ ๖๐ งวด งวดละ ๕๔,๖๗๒.๙๐ บาทต่อเดือน เมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินที่ต้องชำระงวดละ ๕๘,๕๐๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๗ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๑๕ ของเดือนจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และหนังสือค้ำประกันเอกสาร จ.๔ และ จ.๕ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อเพียง ๒๓ งวด เป็นเงิน ๑,๒๕๗,๔๗๖.๗๐ บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน ๑,๓๕๐,๐๐๐ บาทเศษ ปรากฏตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.๒ จากนั้นผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๒๔ ประจำวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นมา สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันทีในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ โจทก์ได้รถยนต์คืนมาและนำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงินจำนวน ๑,๕๔๕,๔๕๔,.๕๕ บาท เมื่อรวมกับภาษีมูลคาเพิ่มเป็นเงิน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.๑๐ ราคารถยนต์ยังขาดไปจากราคาเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้ออีก ๔๗๗,๔๔๒.๗๕ บาท โจทก์ลงทุนในรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อเป็นเงิน ๒,๒๕๐,๐๐๐ บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ยังคงครอบครองและใช้ทรัพย์ของโจทก์ตลอดมา โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืนมาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยมิชอบเป็นเวลา ๑๓ เดือน เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ อันควรได้จากการนำทรัพย์สินออกไปให้เช่าและเมื่อโจทก์ยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืนมาแล้วนำออกประมูลขายได้ราคาเพียง ๑,๕๔๕,๔๕๔.๕๕ บาท เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายขาดราคารถยนต์ไปจากราคาเช่าซื้ออีก ๔๗๗,๔๔๒.๗๕ บาท ดังนี้ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ดังกล่าวออกให้เช่าและค่าขาดราคาของรถยนต์ที่ยังขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อนั่นเอง มิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่ทรัพย์สินที่เช่าสูญหายหรือบุบสลายดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาแต่อย่างใด ซึ่งการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคาเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ มิใช่อายุความหกเดือนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ยังไม่เกิน ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาจำเลยทั้งสองประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สัญญาเช่าซื้อใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ เพราะมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ครบทุกดวง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.๔ จะมิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนทุกดวงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม แต่คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อที่แนบมาท้ายคำฟ้องซึ่งตรงกับสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.๔ และจำเลยที่ ๑ก็เบิกความยอมรับว่า ได้ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.๔ กับโจทก์จริง จึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องอาศัยสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ก็สามารถรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.๔ กับโจทก์ ดังนั้น แม้สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนทุกดวงก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้วได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193 ม. 572
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาวจารุชา กิระนามวัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3735/2545
#44796
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหก เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทโดยมิได้แบ่งแยกเนื้อที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุก ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบมาตรา 245(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม2534 ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2534 จำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าไม้เบญจพรรณนำไม้ไปเผาถ่าน และไถดินปลูกพืชลงบนที่ดินของโจทก์ที่ 1 บางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2376 เลขที่ดิน 57 เลขที่ 2381เลขที่ดิน 62 เลขที่ 2383 เลขที่ดิน 71 และเลขที่ 2385 เลขที่ดิน 73 และที่ดินของโจทก์ที่ 2 บางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2380เลขที่ดิน 61 เลขที่ 2382 เลขที่ดิน 70 เลขที่ 2384 เลขที่ดิน 72 และเลขที่ 2379เลขที่ดิน 60 รวมจำนวนที่ดินที่จำเลยทั้งหกบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสองประมาณ 138ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ซึ่งโจทก์ไปแจ้งความไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2534 และวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2535 การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่สามารถครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นค่าเสียหายไร่ละ 1,000 บาท ต่อเดือน ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2376 เลขที่ดิน 57เลขที่ 2381 เลขที่ดิน 62 เลขที่ 2383 เลขที่ดิน 71 เลขที่ 2385 เลขที่ดิน 73 เลขที่2380 เลขที่ดิน 61 เลขที่ 2382 เลขที่ดิน 70 เลขที่ 2384 เลขที่ดิน 72 และเลขที่2379 เลขที่ดิน 60 ตำบลหนองแซง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี จากต้นเงินค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การว่า จำเลยทั้งหกไม่เคยร่วมกันบุกรุกแผ้วถาง ไถ หรือกระทำละเมิดใด ๆ ต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2376เลขที่ดิน 57 เลขที่ 2381 เลขที่ดิน 62 เลขที่ 2383 เลขที่ดิน 71 เลขที่ 2385 เลขที่ดิน73 เลขที่ 2380 เลขที่ดิน 61 เลขที่ 2382 เลขที่ดิน 70 เลขที่ 2384 เลขที่ดิน 76 (ที่ถูก72) และเลขที่ 2379 เลขที่ดิน 60 ตำบลหนองแซง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์ในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 138 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ในอัตราไร่ละ500 บาท ต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี จากต้นเงินค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายปี ในอัตราไร่ละ 500 บาท ต่อปี โดยไม่มีดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 2376 เลขที่ดิน 57 เลขที่ 2381 เลขที่ดิน 62 เลขที่ 2383 เลขที่ดิน 71 เลขที่ 2385เลขที่ดิน 73 โจทก์ที่ 2 มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2380 เลขที่ดิน 61 เลขที่ 2382 เลขที่ดิน 70 เลขที่ 2384เลขที่ดิน 72 เลขที่ 2379 เลขที่ดิน 60 จำเลยทั้งหกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนรวมเนื้อที่ 138 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารจ.ล.1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่... พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ฟังขึ้น และเมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทโดยมิได้แบ่งแยกเนื้อที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุก ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245(1)"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยทั้งหกได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์ทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยทั้งหก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สกลหรือชิน เหลืองอร่ามวิทูร กับพวก
จำเลย — นาย ยงค์ ขุมทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3735/2545
#99647
เปิดฉบับเต็ม

แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เป็นเพียงเอกสารราชการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำขึ้นขณะมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มิใช่หลักฐานอันแสดงว่าโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเมื่อซื้อมาจากผู้อื่น

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาท โดยมิได้แบ่งแยกเนื้อที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุก เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินบางส่วนของที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายในอัตราไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การว่า? โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายปี ในอัตราไร่ละ ๕๐๐ บาท ต่อปี โดยไม่มีดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ ๑ มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๓๗๖ เลขที่ ๒๓๘๑ เลขที่ ๒๓๘๓ เลขที่ ๒๓๘๕ โจทก์ที่ ๒ มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๓๘๐ เลขที่ ๒๓๘๒ เลขที่ ๒๓๘๔ เลขที่ ๒๓๗๙ จำเลยทั้งหกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวบางส่วนรวมเนื้อที่ ๑๓๘ ไร่ ๒ งาน ๙๕ ตารางวา ตามแผนที่พิพาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองใน ที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่พิพาทมาจากผู้มีชื่อตามแบบบันทึก การสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์แล้ว โจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลังบางส่วน กับให้ผู้อื่น เช่าบางส่วน โจทก์ทั้งสองเสียภาษีบำรุงท้องที่ติดต่อมาจากเจ้าของเดิม ในการทำประโยชน์โจทก์ทั้งสองให้นายสมศักดิ์ บุญชื่น เป็นผู้ดูแล โจทก์ทั้งสองทราบว่าจำเลยทั้งหกเข้าไปแผ้วถางและปลูกมันสำปะหลังในที่ดินพิพาทเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๔ จึงไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลห้วยงู ส่วนจำเลยทั้งหกนำสืบว่า จำเลยทั้งหกเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยร่วมกันจับจองแผ้วถางตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ แล้วทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลัง กล้วย ฟักทอง ข้าวโพด และครอบครองอย่างสงบโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา จำเลยทั้งหกไม่เคยเห็นโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสองไม่เคยนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกไม่เคยทราบว่าโจทก์ทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า มีได้เพียงสิทธิครอบครอง แม้โจทก์ทั้งสองจะมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม น.ส. ๓ ก. โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าโจทก์มีสิทธิเช่นนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ แต่หากไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ข้อสันนิษฐานดังกล่าวย่อมตกไปและ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งหกบุกรุกที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองครอบครอง แต่นำสืบโดยมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของตัวโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเมื่อซื้อที่ดินพิพาทจาก ผู้มีชื่อ โจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ โดยไม่มีผู้ที่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก่อนโอนขายแก่โจทก์ทั้งสอง หรือผู้เช่าที่ดินพิพาท หรือผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียง หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ทั้งสอง และแม้กระทั่ง นายสมศักดิ์ บุญชื่น ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ดูแลที่ดิน โจทก์ทั้งสองก็ไม่นำมาเบิกความสนับสนุน สำหรับใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานว่าโจทก์ทั้งสองเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทตลอดมานั้น ก็เป็นเพียงหลักฐานแสดงว่าโจทก์ทั้งสองเสียภาษีในที่ดิน มิใช่หลักฐานอันแสดงว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดิน ส่วนแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้น ก็เพียงรับฟังได้ว่าเป็นเอกสารราชการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำขึ้นขณะมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เมื่อปี ๒๕๒๒ ทั้งสิ้น จึงมิใช่หลักฐานอันแสดงว่าโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเมื่อซื้อมาจากผู้มีชื่อแล้วเช่นกัน ส่วนฝ่ายจำเลย ทั้งหกนั้น นอกจากจำเลยทั้งหกอ้างตัวเองเบิกความเป็นพยานแล้วยังมีนายต๊ะ มหาวงษ์ นายชูชาติ บุญชื่น นายพลั้ง สุขสำราญหรือสดทิม นายเสียน หนูตะเภา และนายทองคำ บุญชื่น เบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า จำเลยทั้งหก ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมากว่า ๓๐ ปี โจทก์ทั้งสองไม่เคยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่เคยนำ เจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ฟังขึ้น และเมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาทโดยมิได้แบ่งแยกเนื้อที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุก ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ ๕ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ประกอบมาตรา ๒๔๕ (๑)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๐,๐๐๐ บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยทั้งหกได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่าง คนอนาถานั้น ให้โจทก์ทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยทั้งหก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสกลหรือชิน เหลืองอร่ามวิทูร กับพวก
จำเลย — นายยงค์ ขุมทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายชวลิต ช่างสลัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3719/2545
#108723
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่คู่ความยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หากคู่ความประสงค์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 บัญญัติไว้ หากคู่ความไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียม และเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอีกไม่ได้ เพราะพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว หากศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ถ้าไม่มีเหตุต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่ ศาลฎีกาชอบที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของคู่ความนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมากจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามเช็ค พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินตามเช็ค นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคือวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินตามคำสั่งศาลออกไปเป็นเวลา ๓๐ วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ๓๐ วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตและกำชับว่า ให้เป็นครั้งสุดท้ายภายในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ แต่ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลออกไปอีก ๓๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และในวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอของจำเลยทั้งสี่ที่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ฉบับวันที่ ๒๙ กรกฏตาคม ๒๕๔๒ ว่า ผู้อุทธรณ์ไม่นำเงินต่าง ๆ มาวางต่อศาลภายในกำหนด จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินฉบับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า มีเหตุให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการนำค่าฤชาธรรมเนียมและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลถึงสามครั้ง รวมเวลาทั้งสิ้นเกือบสามเดือน เหตุที่จำเลยทั้งสี่ยกขึ้นอ้างขอเลื่อนการวางเงินออกไปอีก ก็มาจากเหตุเดียวกันคือยังไม่สามารถหยิบยืมเงินมาชำระได้ ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวของจำเลยทั้งสี่เอง จึงไม่มีเหตุให้ขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวของจำเลยทั้งสี่เอง จึงไม่มีเหตุให้ขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่ฉบับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตามในกรณีที่คู่ความยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หากคู่ความประสงค์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๔ บัญญัติไว้ หากคู่ความไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียม และเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอีกไม่ได้ เพราะพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว ดังนั้นเมื่อจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฉบับ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ โดยจำเลยทั้งสี่มิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมและเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา หรือหาประกันมาวางต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรในเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓๔ ถือเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเสียด้วย

พิพากษายืน และให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสี่ฉบับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ โจทก์มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234 ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิชัย ทรัพย์เหลือหลาย
จำเลย — นางสาวดวงใจ พุกประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2545
#45253
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรีมิใช่ความผิดอันยอมความได้ ทั้งยังได้บัญญัติถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงคนหางานโดยทุจริตว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศอันเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้ได้เงินหรือทรัพย์สินจากคนหางานนั้น เป็นความผิดอีกลักษณะหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยในความผิดตามมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ กลายเป็นไม่มีความผิดไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงนายชาญชัย ชรินทร์ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จอ้างว่าจำเลยสามารถส่งผู้เสียหายไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นมีรายได้และสวัสดิการดี โดยต้องจ่ายค่าสมัครและค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่จำเลย ซึ่งความจริงแล้ว จำเลยไม่สามารถส่งผู้เสียหายไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวให้มีรายได้และสวัสดิการดีตามที่กล่าวอ้าง การหลอกลวงของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจ่ายเงินจำนวน 106,300 บาทให้แก่จำเลย จำเลยได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต และจำเลยจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 106,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ความผิดอื่นให้ยก ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 106,300 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 106,300 บาทแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าผู้เสียหายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามบันทึกเอกสารหมาย ป.จ.1 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) จำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แล้ว จำเลยจะไม่มีความผิดฐานโดยทุจริตหลอกลวงว่าสามารถส่งคนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรีหรือไม่ นั้น เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 91 ตรี มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ทั้งยังได้บัญญัติถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับการที่ไปหลอกลวงคนหางานโดยทุจริตว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้ได้เงินหรือทรัพย์สินจากคนหางานนั้น จึงเป็นความผิดอีกลักษณะหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดตามมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 กลายเป็นไม่มีความผิดไปด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางปทุมา สมบุญเพ็งหรือวาสนา ธรเสนา
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2545
#99646
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าผู้เสียหายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น ไม่ทำให้การกระทำความผิดตามมาตรา 91 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 กลายเป็นไม่มีความผิดไปด้วยเพราะความผิดตามมาตรา 91 ตรี มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ทั้งได้บัญญัติถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับการที่ไปหลอกลวงคนหางานโดยทุจริตว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศซึ่งเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้ได้เงินและทรัพย์สินจากคนหางาน จึงเป็นความผิดอีกลักษณะหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๓๔๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐ , ๘๒ , ๙๑ ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๓๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก ๓ ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ความผิดอื่นให้ยก ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๓๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๑๐๖,๓๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าผู้เสียหายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามบันทึกเอกสารหมาย ป.จ. ๑ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) จำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ แล้ว จำเลยจะไม่มีความผิดฐานโดยทุจริตหลอกลวงจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ว่าสามารถส่งคนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศตามพระราชบัญญัติ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา ๙๑ ตรี มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ทั้งยังได้บัญญัติถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับการที่ไปหลอกลวงคนหางานโดยทุจริตว่ามีงานให้ทำในต่างประเทศซึ่งเป็นเท็จ จนเป็นเหตุให้ได้เงินหรือทรัพย์สินจากคนหางานนั้น จึงเป็นความผิดอีกลักษณะหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดตามมาตรา ๙๑ ตรี แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ กลายเป็นไม่มีความผิดไปด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 341
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 ม. 82 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางปทุมา สมบุญเพ็งหรือวาสนา ธรเสนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3713/2545
#45252
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศกับโจทก์ โดยข้อความในสัญญาดังกล่าวจะถือว่าจำเลยผิดสัญญาต่อเมื่อจำเลยเป็นผู้ยุติหรือเลิกการศึกษาเสียเองแต่กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ออกคำสั่งให้จำเลยพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบของสถาบัน การยุติหรือเลิกการศึกษาไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้รับทุนการศึกษาในประเทศของโจทก์ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศกับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษาจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยุติการศึกษาหรือเลิกการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 746,514.65 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 710,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7 หรือไม่ โจทก์ฟ้องอ้างเหตุอันเป็นมูลแห่งฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยุติหรือเลิกการศึกษาเป็นการผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 3 และหมาย จ.7 ข้อ 3 ซึ่งมีข้อความตรงกันว่า "ในระหว่างรับทุนรัฐบาลตามสัญญานี้ ถ้าข้าพเจ้าสละสิทธิการรับทุนรัฐบาลก็ดีหรือหลีกเลี่ยงไม่เข้าอยู่ศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาที่ผู้รับสัญญากำหนดหรือละเลยทอดทิ้ง ยุติ หรือเลิกการศึกษาหรือฝึกอบรมประการหนึ่งประการใดก็ดี ข้าพเจ้ายินยอมรับผิดชดใช้คืนทุนรัฐบาลที่ผู้รับสัญญาได้จ่ายไปแล้ว พร้อมทั้งชำระเงินอีกเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนทุนรัฐบาลให้เป็นเบี้ยปรับแก่ผู้รับสัญญาดังกล่าวทันที" เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยุติหรือเลิกการศึกษาเสียเอง แต่กรณีตามโจทก์ฟ้องสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นผู้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบของสถาบัน การยุติหรือเลิกการศึกษาไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่ผิดสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาในประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.7ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งการศึกษาเพราะไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเป็นการผิดสัญญาการรับทุนของโจทก์นั้น โจทก์มิได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในฟ้องจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
จำเลย — นาย เฉลิมพล หุตะจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3712/2545
#47384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งมีข้อสัญญาว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการและจำเลยได้โต้แย้งไว้แล้ว จึงชอบที่ศาลจะต้องไต่สวน และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญานี้ได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย เพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินจำนวน 7,938,317.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,797,945.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์มิได้เป็นนิติบุคคล... หนังสือมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย...การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มิได้ดำเนินตามขั้นตอนของข้อสัญญา... โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง...ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 201,838.74 ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นสกุลเงินไทยเป็นเงินจำนวน7,938,317.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,797,945.47บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ 13 ว่า "This agreement is tointerpreted and applied to the laws of Quebec, Canada and any dispute arisingherefrom shall be for settlement by a single arbitrator, in accordance witharticles 940 and following of the Civil Code of the province of Quebec" ซึ่งหมายความว่า "สัญญาฉบับนี้ให้ตีความและบังคับใช้ตามกฎหมายของรัฐควิเบกประเทศแคนาดา และข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากสัญญานี้ให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการจำนวน 1 คน เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดภายใต้บทบัญญัติมาตรา 940 และตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งของรัฐควิเบก" จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีการระงับข้อพิพาทตามสัญญานี้ โดยให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน และเมื่อศาลไต่สวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้และในขณะที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนตามสัญญาอันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งตามบทบัญญัติตามมาตรา 10 ดังกล่าวข้างต้น และปรากฏว่าจำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อน ซึ่งถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา 10 ดังกล่าวนั่นเอง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะไม่ได้ทำการไต่สวนในปัญหาเรื่องสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยตรงตามมาตรา 10 ดังกล่าวก็ตาม แต่ศาลดังกล่าวได้กำหนดปัญหาเรื่องสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้วซึ่งโจทก์และจำเลยได้นำสืบพยานหลักฐานรับกันว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.12 และในสัญญานั้นมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวข้างต้น อันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์และจำเลยตกลงกันกำหนดถึงวิธีการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญา ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการไต่สวนตามมาตรา 10 ข้างต้นแล้ว แม้ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นแล้วเพราะจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่ขอผัดผ่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่กรณีมีเหตุที่ทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือบังคับใช้ไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นได้ โจทก์และจำเลยก็ยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการเสียก่อน และจำเลยได้โต้แย้งไว้แล้วจึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวในคดีนี้ก่อน ซึ่งย่อมมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่กลับพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ไปจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน คืนค่าขึ้นศาลในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อีเซอร์เทอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ทิมโก้-อินเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3712/2545
#99645
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งมีข้อสัญญาว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการและจำเลยได้โต้แย้งไว้แล้ว จึงชอบที่ศาลจะต้องไต่สวน และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญานี้ได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย เพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ ฯ มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินจำนวน ๗,๙๓๘,๓๑๗.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๖,๗๙๗,๙๔๕.๔๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์มิได้เป็นนิติบุคคล? หนังสือมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย? การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มิได้ดำเนินตามขั้นตอนของข้อสัญญา? โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง? ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๐๑,๘๓๘.๗๔ ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นสกุลเงินไทยเป็นเงินจำนวน ๗,๙๓๘,๓๑๗.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๖,๗๙๗,๙๔๕.๔๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อ ๑๓ ว่า "This agreement is to interpreted and applied to the laws of Quebec , Canada and any dispute arising herefrom shall be for settlement by a single arbitrator , in accordance with articles ๙๔๐ and following of the Civil Code of the province of Quebec" ซึ่งหมายความว่า "สัญญาฉบับนี้ให้ตีความและบังคับใช้ตามกฎหมายของรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา และข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากสัญญานี้ให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการจำนวน ๑ คน เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดภายใต้บทบัญญัติมาตรา ๙๔๐ และตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งของรัฐควิเบก" จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีการระงับข้อพิพาทตามสัญญานี้ โดยให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน และเมื่อศาลไต่สวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้และในขณะที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนตามสัญญาอันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งตามบทบัญญัติตามมาตรา ๑๐ ดังกล่าวข้างต้น และปรากฏว่าจำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อสัญญาดังกล่าวก่อน ซึ่งถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะฟ้องตามมาตรา ๑๐ ดังกล่าวนั่นเอง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะไม่ได้ทำการไต่สวนในปัญหาเรื่องสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยตรงตามมาตรา ๑๐ ดังกล่าวก็ตาม แต่ศาลดังกล่าวได้กำหนดปัญหาเรื่องสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว ซึ่งโจทก์และจำเลยได้นำสืบพยานหลักฐานรับกันว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ. ๑๒ และในสัญญานั้นมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวข้างต้น อันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์และจำเลยตกลงกันกำหนดถึงวิธีการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญา ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการไต่สวนตามมาตรา ๑๐ ข้างต้นแล้ว แม้ว่าโจทก์จะได้บอกเลิกสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นแล้วเพราะจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่ขอผัดผ่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่กรณีมีเหตุที่ทำให้ข้อสัญญาอนูญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือบังคับใช้ไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่นหรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นได้ โจทก์และจำเลยก็ยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการเสียก่อน และจำเลยได้โต้แย้งไว้แล้วจึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวในคดีนี้ก่อน ซึ่งย่อมมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่กลับพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ไปจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน คืนค่าขึ้นศาลในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเซอร์เทอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัททิมโก้ - อินเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3710/2545
#45251
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 16,000 บาท โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 12,000 บาท โจทก์ก็ชอบที่จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 16,000 บาท เท่านั้น จะขอแก้ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 24,000 บาท ซึ่งเกินกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แก่โจทก์และโจทก์พอใจแล้วไม่ได้ ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้แก้ โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 24,000 บาท ไม่ได้ด้วย

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้วินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 24,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้จากฝ่ายจำเลยซึ่งมากกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แก่โจทก์และโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ถือได้ว่าโจทก์พอใจคำวินิจฉัยส่วนนี้ของรัฐมนตรีแล้ว ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินตามฟ้องของโจทก์จึงหมดสิ้นไปแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาส่วนนี้ของจำเลย

โจทก์ไม่ได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนที่ดินหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ส่วนที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้น เป็นการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา 20 เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน แต่การยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำคดีในส่วนนี้มาฟ้องใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 และ 152143ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 สายต่อเขตกรุงเทพมหานครควบคุม (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3202 (เขตบึงกุ่ม) พ.ศ. 2535 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 145468 และ 152143 ถูกเวนคืนบางส่วน เนื้อที่ 277.2 ตารางวา และ 83.8 ตารางวา ตามลำดับคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางวาละ 15,000บาท เป็นเงิน 4,158,000 บาท และตารางวาละ 8,000 บาท เป็นเงิน 670,400 บาท ตามลำดับ โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงแล้วเห็นว่าไม่เป็นธรรม ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่รัฐมนตรีฯ ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 145468 อยู่ติดถนนคลองลำเจียกสามารถเชื่อมต่อไปยังถนนนวลจันทร์และถนนอื่นอีกหลายสายอยู่ในย่านที่เจริญ เดิมที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมเมื่อถูกเวนคืนทำให้ถูกแบ่งเป็นสองแปลงไม่เป็นรูปสี่เหลี่ยม ไม่สามารถพัฒนาทำประโยชน์ได้เต็มที่ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 อยู่ติดคลองลำเจียกซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์ สามารถผ่านเข้าออกสู่ที่ดินและทางสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ได้ มิใช่เป็นที่ดินตาบอด ที่ดินแปลงนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม แต่เมื่อถูกเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธงไม่อาจทำประโยชน์ใดได้ ทำให้ได้รับความเสียหาย เมื่อคำนึงถึงสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์แล้วที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ70,000 บาท จะต้องได้รับค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 55,000 บาท เป็นเงิน15,246,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่มีสิทธิรับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 คือวันที่ 28 สิงหาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน 23 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 1,918,666.75 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่152143 มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตารางวาละ 40,000 บาท ซึ่งจะต้องได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีกตารางวาละ 32,000 บาท เป็นเงิน 2,656,000 บาท(ที่ถูก 2,681,600 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน 25 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 338,738.21 บาทการเวนคืนทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 ถูกแบ่งแยกเป็นสองแปลงเสื่อมราคาลงเพราะไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลือได้เต็มที่ขอคิดค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 2,000,000บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ที่เหลือจากการเวนคืนเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธงมีเนื้อที่เพียง 9.2 ตารางวา ไม่อาจทำประโยชน์ใด ๆ ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท เป็นเงิน 368,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 เพิ่มขึ้น 15,246,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 1,918,666.75 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 152143เพิ่มขึ้นอีก 2,656,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 338,738.21 บาท ให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจำนวน 9.2 ตารางวา ในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท เป็นเงิน 368,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาของที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 20,270,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่โจทก์อ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 และ 152143 มีราคาตารางวาละ 70,000 บาท และ 40,000 บาท ตามลำดับนั้นเป็นราคาที่กำหนดขึ้นเองตามความพอใจมิได้มีการซื้อขายกันจริง ที่โจทก์ขอค่าเสื่อมราคา 2,000,000 บาทนั้น ปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 145468 ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน 222.8 ตารางวา จะอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 มี 8 ช่องเดินรถ มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น ไม่เสื่อมราคาแต่อย่างใด ไม่อาจเรียกร้องค่าเสื่อมราคาได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ซึ่งเหลือเนื้อที่ 9.2 ตารางวา นั้น โจทก์ไม่เคยแสดงความจำนงขายให้แก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น จึงไม่อาจจ่ายเงินทดแทนส่วนนี้ได้ หากต้องจ่ายราคาก็ไม่ถึงตารางวาละ 40,000บาท เพราะราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯมีราคาตารางวาละ 8,000 บาท การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ8.5 ต่อปี หากจำเลยทั้งสองต้องจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มและต้องเสียดอกเบี้ย โจทก์ก็จะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินซึ่งไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,133,600 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้ ดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ 8.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมากับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน7,375,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขึ้นลงของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ 8.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ส่วนที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 152143 นั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขทุนทรัพย์ชั้นฎีกาโดยอ้างว่าในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้วินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนด เลขที่ 152143 เพิ่มขึ้นจากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 24,000 บาทจึงมีปัญหาว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขทุนทรัพย์ชั้นฎีกาได้หรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 จากตารางวาละ8,000 บาท เป็นตารางวาละ 16,000 บาท โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 จากตารางวาละ8,000 บาท เป็นตารางวาละ 12,000 บาท โจทก์ก็ชอบที่จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 จากตารางวาละ 12,000 บาท เป็นตารางวาละ16,000 บาท เท่านั้น จะขอแก้ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่152143 เป็นตารางวาละ 24,000 บาท ซึ่งเกินกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แก่โจทก์และโจทก์พอใจแล้วนั้นไม่ได้ ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้แก้ให้ยกคำร้องขอดังนี้โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 24,000 บาทไม่ได้ด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้วินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่152143 จากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 24,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้จากฝ่ายจำเลยซึ่งมากกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แก่โจทก์ และโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ถือได้ว่าโจทก์พอใจคำวินิจฉัยส่วนนี้ของรัฐมนตรีฯ แล้ว ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ตามฟ้องของโจทก์จึงหมดสิ้นไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองจะต้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนหรือไม่ในราคาเท่าใด โจทก์เบิกความว่า โจทก์เคยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่จำเลยในตอนที่ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปก่อน โจทก์จึงไม่ทราบว่าจำเลยจะซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่าตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ความชัดเจนพอที่จะให้รับฟังได้ว่า โจทก์ได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนที่ดินหรือจัดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 152143ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ส่วนที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น เป็นการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา 20 เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวจึงยังไม่มีสิทธิฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง การยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงเห็นสมควรไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำคดีในส่วนนี้มาฟ้องใหม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่145468 เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีก 1,386,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 8.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และในส่วนที่ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 เพิ่มขึ้นนั้นให้ยกฟ้องโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและยกฎีกาโจทก์และยกฎีกาจำเลยทั้งสองในส่วนดังกล่าวเสียด้วยและยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 152143 ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องในส่วนนี้มายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 247
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 20 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุวรรณ ฤทธิ์ดี
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3710/2545
#99718
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 16,000 บาท โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 12,000 บาท โจทก์ก็ชอบที่จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินทดแทนจากตารางวาละ 12,000 บาท เป็นตารางวาละ 16,000 บาทเท่านั้น จะขอแก้ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 24,000 บาทไม่ได้ ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้แก้ ให้ยกคำร้องขอ ดังนี้โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากตารางวาละ 8,000 บาท เป็นตารางวาละ 24,000 บาท ไม่ได้ด้วย

โจทก์มิได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้น เป็นการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืน เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา 20 เมื่อโจทก์ยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายจึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน

อนึ่งการยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงเห็นสมควรไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำคดีในส่วนนี้มาฟ้องใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๕๔๖๘ เพิ่มขึ้นอีก ๑๕,๒๔๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ๑,๙๑๘,๖๖๖.๗๕ บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ เพิ่มขึ้นอีก ๒,๖๕๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ๓๓๘,๗๓๘.๒๑ บาท ให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจำนวน ๙.๒ ตารางวา ในอัตราตารางวาละ ๔๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๓๖๘,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๕๔๖๘ เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน ๒๐,๒๗๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ......ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙,๑๓๓,๖๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ ๘.๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมา จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗,๓๗๕,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขึ้นลงของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ ๘.๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมา

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขทุนทรัพย์ชั้นฎีกาได้หรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ จากตารางวาละ ๘,๐๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๑๖,๐๐๐ บาท โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ จากตารางวาละ ๘,๐๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๑๒,๐๐๐ บาทโจทก์ก็ชอบที่จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ จากตารางวาละ ๑๒,๐๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๑๖,๐๐๐ บาท เท่านั้น จะขอแก้ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ เป็นตารางวาละ ๒๔,๐๐๐ บาท ซึ่งเกินกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แก่โจทก์และโจทก์พอใจแล้วนั้นไม่ได้ ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้แก้ ให้ยกคำร้องขอ ดังนี้โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากตารางวาละ ๘,๐๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๒๔,๐๐๐ บาทไม่ได้ด้วย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้วินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ จากตารางวาละ ๘,๐๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๒๔,๐๐๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้จากฝ่ายจำเลยซึ่งมากกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แก่โจทก์ และโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ถือได้ว่าโจทก์พอใจคำวินิจฉัยส่วนนี้ของรัฐมนตรีฯแล้ว ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ ตามฟ้องของโจทก์จึงหมดสิ้นไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองจะต้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนหรือไม่ในราคาเท่าใด โจทก์เบิกความว่า โจทก์เคยขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่จำเลยในตอนที่ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งให้รับเงินค่าทดแทนที่ดินไปก่อน โจทก์จึงไม่ทราบว่าจำเลยจะซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ความชัดเจนพอที่จะให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนหรือจัดซื้อทีดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ส่วนที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้น เป็นการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนเวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตามมาตรา ๒๐ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง การยกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นการยกฟ้องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงเห็นสมควรไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำคดีในส่วนนี้มาฟ้องใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๕๔๖๘ เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯวินิจฉัยอีก ๑,๓๘๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๘.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และในส่วนที่ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ เพิ่มขึ้นนั้นให้ยกฟ้องโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และยกฎีกาโจทก์และยกฎีกาจำเลยทั้งสองในส่วนดังกล่าวเสียด้วย และยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๒๑๔๓ ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องในส่วนนี้มายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

นายสุพจน์ แสงประชากุล ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคีณอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ม. 20 ม. 21 ม. 25
ชื่อคู่ความ
ฤทธิ์ดี — นางสาวสุวรรณ
กับพวก — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2545
#45250
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่ ว. มีถึงจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของ ว. มีข้อความว่า ว. ต้องการให้จำเลยจ่ายเงิน 2,112,450 บาท ให้โจทก์ โดยจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นตัวแทนของจำเลยได้ตรวจรับงานดังกล่าวจากโจทก์และจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ไป 360,000 บาท กับทำบันทึกภายในบริษัทจำเลยยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท หนังสือดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำเสนอ ส่วนการที่จำเลยตรวจรับมอบงานจากโจทก์ จ่ายเงินให้โจทก์ไปบางส่วนและทำบันทึกภายในยอมรับว่าค้างชำระหนี้แก่โจทก์ มีลักษณะเป็นคำสนองด้วยการแสดงเจตนาโดยปริยาย เกิดเป็นสัญญาระหว่าง ว. และจำเลยโดยให้จำเลยรับมอบงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์และจ่ายเงินให้โจทก์แทน เนื่องจากจำเลยยังค้างชำระค่าที่ดินและอาคารที่ซื้อจาก ว. อยู่ สัญญาเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก โดยจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้ และสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงไม่มีปัญหาว่ามีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่าง ว. และโจทก์หรือไม่

จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ในการซื้อขายและติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมแต่จำเลยเป็นลูกหนี้ของ ว. โดยยังค้างชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อไปจาก ว. มูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินและอาคารย่อมมีอายุความ 10 ปี อันเป็นข้อที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ ว. ได้ เมื่อสัญญาระหว่างจำเลยและ ว. เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก จำเลยมีข้อต่อสู้คู่สัญญาเดิมคือผู้ขายที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยอยู่อย่างไรจำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ เพราะเป็นข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาที่ทำให้จำเลยตกลงว่าจะชำระหนี้ของ ว. ให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 376 แต่ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยยกเอาข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาซื้อขายและติดตั้งกระจกและอลูมิเนียมของ ว. ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 มิใช่มีกำหนด 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2535 นายชูศักดิ์ สุบินเกษม นางวิไล สุบินเกษมและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ประเภทกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์ กับว่าจ้างให้โจทก์ไปทำการติดตั้งที่อาคารฉัตร ต่อมานายชูศักดิ์กับพวกดังกล่าวได้โอนขายอาคารฉัตรพร้อมที่ดินให้จำเลยและตกลงโอนหนี้ค่าติดตั้งสินค้าข้างต้นซึ่งนายชูศักดิ์กับพวกค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 2,112,450 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ชำระแทนเป็นการหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไปดังกล่าว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยชำระให้โจทก์เพียง 360,000 บาท ส่วนที่เหลือ 1,752,450 บาท จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 มิถุนายน 2537 ถึงวันฟ้อง โดยขอคิดเพียง 4 ปี เป็นเงิน 525,735 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน2,278,185 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,752,450 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์กับนายชูศักดิ์ นางวิไล และห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่ง ไม่เคยทำสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประเภทกระจกและอลูมิเนียมมาติดตั้งที่อาคารฉัตรของจำเลย โจทก์กับนายชูศักดิ์และพวกดังกล่าวจึงไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้ซึ่งกันและกัน การที่โจทก์รีบโอนหนี้จากนายชูศักดิ์กับพวกเป็นการฉ้อฉลจำเลย การโอนหนี้ระหว่างโจทก์กับนายชูศักดิ์และพวกจึงเป็นโมฆะนายชูศักดิ์กับพวกไม่ได้โอนขายอาคารฉัตรให้จำเลยจึงไม่มีหนี้ต่อกัน แม้จำเลยรับโอนหนี้ค่าสินค้าจากนายชูศักดิ์ก็ไม่มีความผูกพันต้องชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยไม่เคยชำระเงิน360,000 บาท ให้โจทก์ หนังสือโอนสิทธิการรับชำระหนี้เป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จึงเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2537 ไม่ได้คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ชอบที่จะเรียกค่าส่งมอบของ ค่าจ้าง และค่าการงานที่ทำให้นายชูศักดิ์กับพวกภายในกำหนด 2 ปี นับแต่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวและการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับนายชูศักดิ์และพวก เพียงแต่นางวิไลมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิการรับชำระหนี้มายังจำเลย ทั้งจำเลยไม่ได้ยินยอมในการโอนหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,752,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้ขายและติดตั้งกระจกและอลูมิเนียมที่อาคารฉัตรตามคำสั่งซื้อและการว่าจ้างของนายชูศักดิ์ นางวิไล และห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งตั้งแต่ปี2535 ต่อมาในปี 2536 นายชูศักดิ์กับพวกได้โอนขายอาคารฉัตรพร้อมที่ดินให้จำเลยโดยในวันที่ 29 เมษายน 2537 นางวิไลมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ค่าติดตั้งกระจกและอลูมิเนียมที่ยังค้างชำระอยู่แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.5 และเมื่อวันที่ 3มิถุนายน 2537 นางวิไลมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่านางวิไลกับพวกขอโอนสิทธิการรับชำระราคาซื้อขายอาคารสำนักงาน 11 ชั้น ตึกฉัตร จากจำเลยบางส่วนเป็นเงิน2,112,450 บาท ให้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอลูมิเนียมรวมทั้งแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องที่อาคารฉัตรให้เสร็จเรียบร้อย เมื่อจำเลยตรวจสอบจนเป็นที่พอใจแล้วตรวจรับมอบงานแล้วจึงให้จ่ายเงินดังกล่าวได้ ตามเอกสารหมาย จ.6ต่อมาโจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานแก่ตัวแทนของจำเลยเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์2538 ตามเอกสารหมาย จ.7 จำเลยชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน360,000 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 20 เมษายน 2538 นางสาวศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาศกรรมการบริหารของจำเลย ทำบันทึกถึงกรรมการผู้อำนวยการของจำเลยว่ามีหนังสือสัญญาโอนสิทธิการรับชำระหนี้ของโจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท ตามเอกสารหมายจ.9 และในวันที่ 24 เมษายน 2538 นางสาวศรีวิรัตน์ทำหนังสือถึงกรรมการผู้อำนวยการและผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของจำเลยอีกฉบับหนึ่งมีข้อความว่าจำเลยจะต้องทำเช็คสั่งจ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท ตามเอกสารหมาย จ.10

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนางวิไลกับพวกให้โจทก์มิได้ทำเป็นหนังสือตามกฎหมายหนังสือของนางวิไลถึงจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นเพียงหนังสือบอกกล่าวนั้น เห็นว่า นางวิไลมีหนังสือตามเอกสารหมายจ.6 ถึงจำเลยมีข้อความแสดงเจตนาแก่จำเลยว่า นางวิไลกับพวกต้องการให้จำเลยจ่ายเงิน 2,112,450 บาท ให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นตัวแทนจำเลยได้ตรวจรับงานดังกล่าวจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 และจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ไป 360,000 บาทกับทำบันทึกภายในบริษัทจำเลยยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,752,450บาท ตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ดังนี้ หนังสือของนางวิไลตามเอกสารหมาย จ.6 ย่อมมีลักษณะเป็นคำเสนอ ส่วนการที่จำเลยตรวจรับมอบงานจากโจทก์จ่ายเงินให้โจทก์ไปบางส่วน และทำบันทึกภายในยอมรับว่าค้างชำระหนี้แก่โจทก์ ย่อมมีลักษณะเป็นคำสนองด้วยการแสดงเจตนาโดยปริยาย เกิดเป็นสัญญาระหว่างนางวิไลกับพวกและจำเลย โดยให้จำเลยรับมอบงานติดตั้งกระจกและอลูมิเนียมจากโจทก์และจ่ายเงินให้โจทก์แทน เนื่องจากจำเลยยังค้างชำระค่าที่ดินและอาคารที่ซื้อจากนางวิไลกับพวกอยู่ สัญญาเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกคือโจทก์ โดยจำเลยทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้ และสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกเช่นนี้ ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนางวิไลกับพวกในฐานะผู้โอนและโจทก์ในฐานะผู้รับโอนหรือไม่แม้โจทก์จะตั้งประเด็นมาในคำฟ้องทำนองเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาเป็นที่เข้าใจได้ว่านายชูศักดิ์ นางวิไลและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งตกลงให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระจกและอลูมิเนียมแก่โจทก์แล้วหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไป เมื่อจำเลยได้รับหนังสือจากนางวิไลแล้วชำระหนี้ให้โจทก์เพียง360,000 บาท ซึ่งแสดงว่ามีการตกลงกันระหว่างนางวิไลกับพวกและจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องจะต้องด้วยบทกฎหมายเรื่องใดเป็นเรื่องที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยถือได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วย...

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 อันเป็นวันรับมอบงานนั้น เห็นว่า จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ในการว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอลูมิเนียม แต่จำเลยเป็นลูกหนี้ของนายชูศักดิ์ นางวิไลและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งโดยยังค้างชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อไป มูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ย่อมมีอายุความ 10 ปีอันเป็นข้อที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ผู้ขายได้ เมื่อกรณีเป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จำเลยมีข้อต่อสู้คู่สัญญาเดิมคือผู้ขายที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยอยู่อย่างไรจำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ เพราะเป็นข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาที่ทำให้จำเลยตกลงว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 376 แต่ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยยกเอาข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาซื้อขายและติดตั้งสินค้าดังกล่าวของนายชูศักดิ์กับพวกซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายของจำเลยดังกล่าวได้ คดีนี้จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณีเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันโดยชอบ คดีมีอายุความ 2 ปี แต่ยังไม่มีการรับมอบงานจึงไม่ขาดอายุความ และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 306 ม. 374 ม. 376
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แกรมม่า อลูมิเนียม จำกัด
จำเลย — บริษัท ฉัตร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2545
#46528
เปิดฉบับเต็ม

ว. มีหนังสือถึงจำเลยมีข้อความแสดงเจตนาแก่จำเลยว่าต้องการให้จำเลยจ่ายเงิน 2,112,450 บาท ให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นตัวแทนของจำเลยได้ตรวจรับงานจากโจทก์และจ่ายเงินให้โจทก์ไป 360,000 บาท กับทำบันทึกภายในบริษัทจำเลยยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท หนังสือของ ว. ย่อมมีลักษณะเป็นคำเสนอ ส่วนการที่จำเลยตรวจรับมอบงานจากโจทก์ จ่ายเงินให้โจทก์ไปบางส่วน และทำบันทึกภายในยอมรับว่าค้างชำระหนี้แก่โจทก์ มีลักษณะเป็นคำสนองด้วยการแสดงเจตนาโดยปริยาย เกิดเป็นสัญญาระหว่าง ว. กับพวกและจำเลย สัญญาเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกคือโจทก์ โดยจำเลยทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้ และสัญญาดังกล่าวไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ

แม้โจทก์จะตั้งประเด็นมาในคำฟ้องเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องแต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาเป็นที่เข้าใจได้ว่า ช. ว. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ตกลงให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระจกและอะลูมิเนียมแก่โจทก์แล้วหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไปเมื่อจำเลยได้รับหนังสือจาก ว. แล้วชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน แสดงว่ามีการตกลงกันระหว่าง ว. กับพวกและจำเลยแล้ว ถือได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วย

จำเลยไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ในการว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมแต่จำเลยเป็นลูกหนี้ของ ช. ว. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โดยยังค้างชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อไป มูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ย่อมมีอายุความ 10 ปี อันเป็นข้อที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ผู้ขายได้ เมื่อกรณีเป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก จำเลยมีข้อต่อสู้คู่สัญญาเดิมคือผู้ขายที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยอยู่อย่างไรจำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้เพราะเป็นข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาที่ทำให้จำเลยตกลงจะชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 376 แต่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยยกเอาข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาซื้อขายและติดตั้งสินค้าดังกล่าวของ ช. กับพวกซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายของจำเลยได้ คดีนี้จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2535 นายชูศักดิ์ สุบินเกษม นางวิไล สุบินเกษม และห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์ประเภทกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์ กับว่าจ้างให้โจทก์ไปทำการติดตั้งที่อาคารฉัตรต่อมานายชูศักดิ์กับพวกได้โอนขายอาคารฉัตรพร้อมที่ดินให้จำเลยและตกลงโอนหนี้ค่าติดตั้งสินค้าข้างต้นซึ่งนายชูศักดิ์กับพวกค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 2,112,450 บาทให้จำเลยเป็นผู้ชำระแทนเป็นการหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไปดังกล่าว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยชำระให้โจทก์เพียง 360,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,752,450 บาทจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,278,185 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,752,450 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์กับนายชูศักดิ์ นางวิไลและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งไม่เคยทำสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประเภทกระจกและอะลูมิเนียมมาติดตั้งที่อาคารฉัตรของจำเลย จึงไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้ซึ่งกันและกัน การที่โจทก์รับโอนหนี้จากนายชูศักดิ์กับพวกเป็นการฉ้อฉลจำเลยจึงเป็นโมฆะ แม้จำเลยรับโอนหนี้ค่าสินค้าจากนายชูศักดิ์ก็ไม่มีความผูกพันต้องชำระหนี้ให้โจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ การโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับนายชูศักดิ์และพวก ทั้งจำเลยไม่ได้ยินยอมในการโอนหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,752,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้ขายและติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมที่อาคารฉัตร ตามคำสั่งซื้อและการว่าจ้างของนายชูศักดิ์ นางวิไล และห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งตั้งแต่ปี 2535 ต่อมาในปี 2536 นายชูศักดิ์กับพวกได้โอนขายอาคารฉัตรพร้อมที่ดินให้จำเลย โดยในวันที่ 29 เมษายน 2537 นางวิไลมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ค่าติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมที่ยังค้างชำระอยู่แก่โจทก์ วันที่ 3 มิถุนายน 2537 นางวิไลมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่า นางวิไลกับพวกขอโอนสิทธิการรับชำระราคาซื้อขายอาคารสำนักงาน 11 ชั้น ตึกฉัตรจากจำเลยบางส่วนเป็นเงิน 2,112,450 บาท ให้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมรวมทั้งแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องที่อาคารฉัตรให้เสร็จเรียบร้อย เมื่อจำเลยตรวจสอบจนเป็นที่พอใจและตรวจรับมอบงานแล้วจึงให้จ่ายเงินดังกล่าวได้ ต่อมาโจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานแก่ตัวแทนของจำเลยเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน 360,000 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 20 เมษายน 2538 นางสาวศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาศ กรรมการบริหารของจำเลยทำบันทึกถึงกรรมการผู้อำนวยการของจำเลยว่ามีหนังสือสัญญาโอนสิทธิการรับชำระหนี้ของโจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท และในวันที่ 24 เมษายน 2538 นางสาวศรีวิรัตน์ทำหนังสือถึงกรรมการผู้อำนวยการและผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของจำเลยอีกฉบับหนึ่งมีข้อความว่าจำเลยจะต้องทำเช็คสั่งจ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 1,752,450 บาท

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนางวิไลกับพวกให้โจทก์มิได้ทำเป็นหนังสือตามกฎหมาย หนังสือของนางวิไลถึงจำเลยเป็นเพียงหนังสือบอกกล่าวนั้น เห็นว่า นางวิไลมีหนังสือถึงจำเลยมีข้อความแสดงเจตนาแก่จำเลยว่า นางวิไลกับพวกต้องการให้จำเลยจ่ายเงิน 2,112,450 บาท ให้โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นตัวแทนของจำเลยได้ตรวจรับงานดังกล่าวจากโจทก์ และจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ไป 360,000 บาท กับทำบันทึกภายในบริษัทจำเลยยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน1,752,450 บาท ดังนี้ หนังสือของนางวิไลย่อมมีลักษณะเป็นคำเสนอ ส่วนการที่จำเลยตรวจรับมอบงานจากโจทก์ จ่ายเงินให้โจทก์ไปบางส่วนและทำบันทึกภายในยอมรับว่าค้างชำระหนี้แก่โจทก์ ย่อมมีลักษณะเป็นคำสนองด้วยการแสดงเจตนาโดยปริยาย เกิดเป็นสัญญาระหว่างนางวิไลกับพวกและจำเลย โดยให้จำเลยรับมอบงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมจากโจทก์และจ่ายเงินให้โจทก์แทน เนื่องจากจำเลยยังค้างชำระหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่ซื้อจากนางวิไลกับพวกอยู่ สัญญาเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกคือโจทก์ โดยจำเลยทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงได้และสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกเช่นนี้ ไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนางวิไลกับพวกในฐานะผู้โอนและโจทก์ในฐานะผู้รับโอนหรือไม่ แม้โจทก์จะตั้งประเด็นมาในคำฟ้องทำนองเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องมาเป็นที่เข้าใจได้ว่านายชูศักดิ์ นางวิไลและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่งตกลงให้จำเลยชำระหนี้ค่ากระจกและอะลูมิเนียมแก่โจทก์แล้วหักหนี้ค่าที่ดินและอาคารที่จำเลยซื้อไป เมื่อจำเลยได้รับหนังสือจากนางวิไลแล้วชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 360,000 บาท ซึ่งแสดงว่ามีการตกลงกันระหว่างนางวิไลกับพวกและจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องจะต้องด้วยบทกฎหมายเรื่องใดเป็นเรื่องที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัย ถือได้ว่าคำฟ้องมีประเด็นในเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นางวิไลทำหนังสือขึ้นตามลำพังไม่ปรากฏว่าทำแทนผู้ใดและไม่มีหนังสือมอบอำนาจ และที่ฎีกาว่ายังมีข้อโต้แย้งในเรื่องจำนวนเงินกันอยู่ ทั้งโจทก์และบุคคลอื่นต้องจัดทำหนังสือค้ำประกันจำนวนเงิน 6,102,352 บาท ก่อนจึงจะรับเงินได้นั้น ฎีกาทั้งสองประเด็นนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 อันเป็นวันรับมอบงานนั้น เห็นว่า จำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ในการว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียม แต่จำเลยเป็นลูกหนี้ของนายชูศักดิ์ นางวิไลและห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสิตก่อสร้างและขนส่ง โดยยังค้างชำระราคาที่ดินและอาคารที่ซื้อไป มูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ย่อมมีอายุความ 10 ปีอันเป็นข้อที่จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้ผู้ขายได้ เมื่อกรณีเป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จำเลยมีข้อต่อสู้คู่สัญญาเดิมคือผู้ขายที่ดินและอาคารให้แก่จำเลยอยู่อย่างไร จำเลยอาจยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ เพราะเป็นข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาที่ทำให้จำเลยตกลงว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 376 แต่ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยยกเอาข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาซื้อขายและติดตั้งสินค้าดังกล่าวของนายชูศักดิ์กับพวก ซึ่งเป็นคู่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซื้อขายของจำเลยดังกล่าวได้ คดีนี้จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันโดยชอบ คดีมีอายุความ 2 ปี แต่ยังไม่มีการรับมอบงานจึงไม่ขาดอายุความ และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 374 ม. 376
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แกรมม่า อลูมิเนียม จำกัด
จำเลย — บริษัท ฉัตร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ