คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2858/2564
#656669
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีภาระพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 69 และ 73 ตามคำฟ้องโจทก์ดังกล่าว หากจำเลยจะต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด จำเลยจะต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าไม้ท่อนของกลางเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ส่วนไม้แปรรูปของกลางก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 50 (4) เมื่อมาตรา 69 วรรคหนึ่งและมาตรา 50 (4) ได้บัญญัติในเรื่องภาระการพิสูจน์ไว้เป็นการเฉพาะเช่นนี้แล้ว แม้ต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วมี พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" บทบัญญัติมาตรา 7 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็หามีผลทำให้โจทก์มีภาระพิสูจน์ถึงที่มาของไม้ท่อนและไม้แปรรูปของกลางไม่ แต่ยังคงเป็นภาระของจำเลยที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าวในการนำสืบข้อเท็จจริงอันจะทำให้ตนพ้นผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 47, 48, 69, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1), ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูป 17 ท่อน และไม้พะยูงแปรรูป 1 แผ่น ของกลาง ไม่จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับ (ที่ถูก ยกคำขอที่ขอให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 56 บ้านที่เกิดเหตุ พบไม้พะยูง 17 ท่อน ปริมาตร 0.747 ลูกบาศก์เมตร และไม้พะยูงแปรรูป 1 แผ่น ปริมาตร 0.024 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาตรไม้ของกลาง 0.771 ลูกบาศก์เมตร ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ฟังข้อเท็จจริงในสำนวนจากการนำสืบของโจทก์ รวมทั้งการนำสืบพยานของจำเลยแล้วว่าพยานหลักฐานจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และฟังไม่ได้ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันจะทำให้ไม้พะยูงของกลางไม่เป็นไม้หวงห้าม ไม้พะยูงของกลางจึงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยโดยมีข้อสำคัญเกี่ยวกับเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (5) และ (6) แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีภาระพิสูจน์ว่าไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีไม้พะยูงแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 69 และ 73 ตามคำฟ้องโจทก์ดังกล่าว หากจำเลยจะต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด จำเลยจะต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าไม้ท่อนของกลางเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ส่วนไม้แปรรูปของกลางก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 50 (4) เมื่อมาตรา 69 วรรคหนึ่งและมาตรา 50 (4) ได้บัญญัติในเรื่องภาระการพิสูจน์ไว้เป็นการเฉพาะเช่นนี้แล้ว แม้ต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วมีพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มาตรา 4 ให้ยกเลิก ความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม" บทบัญญัติมาตรา 7 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็หามีผลทำให้โจทก์มีภาระพิสูจน์ถึงที่มาของไม้ท่อนและไม้แปรรูปของกลางไม่ แต่ยังคงเป็นภาระของจำเลยที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าวในการนำสืบข้อเท็จจริงอันจะทำให้ตนพ้นผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 ม. 50 (4) ม. 69 วรรคหนึ่ง ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นางปรีเนตร ทรัพย์ตันติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2564
#664240
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติต่างเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่ประเภทของความผิด การกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ประกอบกับโจทก์บรรยายองค์ประกอบความผิดทั้งสองฐานนี้รวมกันมาในคำฟ้อง แสดงว่ามุ่งประสงค์ให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว การกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้นเป็นความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อเอาผิดแก่ผู้ที่สมคบกันเพื่อจะกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการสมคบกันแล้วโดยยังไม่ต้องลงมือกระทำความผิดอื่นอีก ดังนี้การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แม้จะคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงเวลาการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติด้วย ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจะต้องมีการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนเสียก่อนอันเป็นความผิดสำเร็จแล้วจึงจะมีการลงมือกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อจากนั้นไปซึ่งเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกัน เป็นการกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 3,500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 396,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 213 และมาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 7, 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานเป็นซ่องโจร ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 396,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจร และความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามคำฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจร กับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติต่างเป็นการสมคบกับเพื่อกระทำความผิดเหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่ประเภทของความผิด การกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ประกอบกับโจทก์บรรยายองค์ประกอบความผิดทั้งสองฐานนี้รวมกันมาในคำฟ้องข้อ 1.1 แสดงว่ามุ่งประสงค์ให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว การกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

มีปัญหาต่อไปว่าความผิดทั้งสองฐานข้างต้นกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้นเป็นความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อเอาผิดแก่ผู้ที่สมคบกันเพื่อจะกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการสมคมกันแล้วโดยยังไม่ต้องลงมือกระทำความผิดอื่นอีก ดังนี้การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามคำฟ้องข้อ 1.5 แม้จะคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงเวลาการกระทำความผิดในคำฟ้องข้อ 1.1 ด้วยก็เป็นที่เห็นได้ว่าจะต้องมีการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนเสียก่อนอันเป็นความผิดสำเร็จแล้วจึงจะมีการลงมือกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อจากนั้นไปซึ่งเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกัน เป็นการกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าความผิดตามคำฟ้อง ข้อ 1.1 และข้อ 1.5 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 213 และมาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 7, 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานมีส่วนร่วมในองค์การอาชญากรข้ามชาติเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นกับความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายดิษพล รัตนโสมณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวปทุมวดี พิชชาโชติ
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
สุวิชา นาควัชระ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2564
#680724
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ที่ยกให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของ ส. เบียดบังที่ดินพิพาทไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ กลับจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 โจทก์จึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96 แต่เมื่อในวันที่ 2 สิงหาคม 2559 ซึ่งโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่โอนให้ เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินให้ตามที่จำเลยที่ 1 เรียกร้อง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทต่อโจทก์ และมูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าวแล้ว เมื่อนับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 มีมูล ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสุ และนางใส มีบุตรด้วยกัน 8 คน คือ นางภิญญดา โจทก์ นางเวส นายวาส นายจันทร์ นางสาวสุชินันท์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ตามลำดับ วันที่ 26 ธันวาคม 2556 นายสุถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3065, 3069, 3678 และ 3680 ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุ หลังจากนั้นวันที่ 1 กันยายน 2557 และวันที่ 11 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3069, 3678, 3680 และ 3065 ตามลำดับ เป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินบางส่วนในโฉนดเลขที่ 3069 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 10120 (ที่ดินพิพาท) ถึง 10123 เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่เศษ ส่วนที่ดินที่เหลือจำนวน 22 ไร่เศษ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 10120 ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3065, 3678 และ 3680 จำเลยที่ 1 แบ่งปันให้แก่ทายาทตามสัดส่วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 10125 ซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3065 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10234 ซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3680 ให้แก่โจทก์ในวันที่ 2 สิงหาคม 2559 ซึ่งโจทก์พอใจ คงเหลือแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 10120 ที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยทุจริตเนื่องจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แทนที่จะเป็นโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์เพิ่งมาสงสัยเมื่อเห็นว่ามีการติดแผ่นป้ายประกาศขายที่ดินในที่ดินพิพาท จึงได้มอบหมายให้ทนายความไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบึงกาฬ สาขาเซกา ในวันที่ 5 มีนาคม 2561 จึงทราบว่ามีการโอนที่ดินพิพาทไปยังจำเลยที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 จึงต้องถือว่า โจทก์ทราบแน่ชัดถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 5 มีนาคม 2561 เมื่อโจทก์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีวันที่ 6 มีนาคม 2561 จึงอยู่ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า นายสุและจำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3069 ออกเป็น 4 แปลงย่อย โดยแปลงที่ 1 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทนั้น นายสุยกให้แก่โจทก์ ภายหลังนายสุถึงแก่ความตาย โจทก์ยังนำดินเข้าไปถมในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 กับนางใส มารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายสุมีเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 3069 ให้จำเลยที่ 1 ทั้งแปลง โดยจำเลยที่ 1 เบิกความในส่วนนี้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3069 ที่นายสุยกให้จำเลยที่ 1 นั้น ต่อมาจำเลยที่ 1 นำไปแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย 4 แปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ประสงค์จะจดทะเบียนยกให้นางใสแต่นางใสแจ้งว่าไม่สามารถเดินทางไปทำนิติกรรมได้โดยสะดวก ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ไว้ เห็นว่า ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างยันกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายสุที่ยกให้แก่ตนเอง เมื่อโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และภายหลังที่นายสุถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุตามคำสั่งศาล ได้เบียดบังที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายสุโดยไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่กลับจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 โจทก์จึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านได้ความว่า ในวันที่ 2 สิงหาคม 2559 ซึ่งจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 10125 ที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3065 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10234 ที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3680 ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ไปรับโอนที่ดินดังกล่าว โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าไม่ให้ เพราะที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในโฉนดเลขที่ 3069 โดยจำเลยที่ 1 โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอ้างว่านายสุยกให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งแปลง ทั้งโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านต่ออีกว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 เรียกเงินโจทก์ 200,000 บาท โจทก์ไม่ทราบว่าเป็นค่าอะไร โจทก์ไม่มีเงินให้ จำเลยที่ 1 จึงไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิเสธในการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทต่อโจทก์โดยชัดแจ้งในวันดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า มูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าว โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2559 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96, 353, 354
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ห.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นางสาวณัฐนิตา ธรรมกิตติคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2836/2564
#666540
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทของบิดาจำเลยที่จำเลยตกลงมอบให้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายและนำโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปโดยไม่ชำระหนี้แก่ผู้เสียหายตามข้อตกลง ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เนื่องจากไม่มีหลักประกันให้ยึดถือไว้ตามสัญญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341 ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1959 หรือชดใช้เงิน 1,000,000 บาท กับให้คืนเงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1959 ให้แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 จำเลยกู้ยืมเงินนายดนัย ผู้เสียหาย 1,000,000 บาท จำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 1959 เล่ม 20 หน้า 59 ซึ่งเป็นของนายจิรวัฒน์ บิดาจำเลยมามอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการกู้ยืม ต่อมาจำเลยเอาโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายโดยจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทมามอบให้ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2560 จำเลยมาขอรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหายบอกว่าจะนำไปติดต่อขอกู้ยืมเงินมาใช้หนี้แก่ผู้เสียหาย และจะนำเงินที่กู้ยืมมาคืนให้ในวันเดียวกัน ผู้เสียหายจึงมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยไป แต่จำเลยไม่ได้นำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหายตามที่ตกลงกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ผู้เสียหายพบนางสาวคฑาทิพ มาทวงหนี้จำเลยที่บ้านจำเลย นางสาวคฑาทิพเปิดกระเป๋าแล้วนำโฉนดที่ดินขึ้นมาฉบับหนึ่ง ผู้เสียหายจำได้ว่าเป็นโฉนดที่ดินพิพาท แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายทราบตั้งแต่เห็นโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับนางสาวคฑาทิพแล้วว่าถูกจำเลยหลอกลวงเอาโฉนดที่ดินพิพาทไปให้บุคคลอื่นและไม่นำเงินที่กู้ยืมคืนให้ผู้เสียหาย ถือได้ว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ" เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 จึงพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องความผิดฐานฉ้อโกง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทของบิดาจำเลยโดยจำเลยนำมามอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แม้ผู้เสียหายในฐานะผู้ให้กู้ยืมจะไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินพิพาทไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 เพราะหนี้เงินกู้ยืมไม่เกี่ยวกับตัวโฉนดที่ดินพิพาท แต่เมื่อข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4 ระบุว่าผู้กู้นำโฉนดที่ดินพิพาทมาให้ผู้ให้กู้เพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืม อันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำกันไว้ ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย ย่อมมีผลทำให้ผู้เสียหายผู้ให้กู้มีสิทธิยึดถือทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญา เมื่อจำเลยยังไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วน จึงไม่มีสิทธิ์ขอคืนโฉนดที่ดินพิพาทจากผู้เสียหาย การที่จำเลยมาขอรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหายโดยหลอกลวงว่าจะเอาโฉนดที่ดินพิพาทไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้ผู้เสียหายจนผู้เสียหายหลงเชื่อมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยไป แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระให้ผู้เสียหายตามข้อตกลง ทำให้ผู้เสียหายไม่มีหลักประกันยึดถือไว้ตามสัญญา ย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 แล้ว ที่จำเลยนำสืบว่า มารับโฉนดที่ดินพิพาทคืนไปจากผู้เสียหายเพื่อนำไปวางประกันแก่เจ้าหนี้รายใหม่เป็นการเปลี่ยนเจ้าหนี้นั้น เห็นว่า หลังจากจำเลยได้รับโฉนดที่ดินพิพาทมาจากผู้เสียหาย จำเลยมากู้ยืมเงินจากนางสาวคฑาทิพโดยเอาโฉนดที่ดินพิพาทวางประกันหนี้ไว้ แต่จำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ให้ผู้เสียหาย และเมื่อผู้เสียหายมาทวงหนี้จำเลยกลับขับรถหนีไป จำเลยมิได้มีเจตนาชำระหนี้ให้ผู้เสียหายอย่างจริงจัง จึงมิใช่การเปลี่ยนเจ้าหนี้รายใหม่ พยานจำเลยที่นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องความผิดข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวอมรพิมล จันทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ์ วังศานุตร
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2564
#680730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 อันเป็นวันภายหลังจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เปิดทำการแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ของโจทก์เสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 180, 246, 267

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน.

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่สมควรต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัด จำเลยที่ 1 จึงเป็นพระภิกษุซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ ถือเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 45 ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์บรรยายฟ้องว่า มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชุมพร ซึ่งตามคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาที่ 391/2561 เรื่อง ย้ายข้าราชการ และบัญชีรายละเอียดการย้ายข้าราชการแนบท้ายคำสั่งดังกล่าว ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชุมพร และได้รับเงินเดือนตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน พ.ศ.2551 จำเลยที่ 2 จึงเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐตามความหมายเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 จำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีและขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 ประกอบมาตรา 83 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีอาญาให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 และมาตรา 7 เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 10 ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา ประกอบกับพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค พ.ศ.2560 มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้มีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค จำนวน 9 ศาล...(8) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีเขตศาลใน...จังหวัดชุมพร...และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติให้เปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2560 เป็นต้นไป การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 อันเป็นวันภายหลังจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เปิดทำการแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาอ้างว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) เพียงแต่ระบุเลขมาตราผิด โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ เห็นว่า ความผิดดังกล่าวก็ยังเป็นคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 เช่นกัน เมื่อศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ของโจทก์เสีย และโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกา ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 3 ม. 7 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระ อ.
จำเลย — พระราช ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายชัยรัตน์ วงศ์ศรีชัยโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2823/2564
#664236
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ สิทธิของผู้ร้องสอดดังกล่าวถือเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไปขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้องถือเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 119139 โดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 119139 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คดีถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ควบคุมและจัดเก็บภาษีอากร ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 119139 มีชื่อนายรชต์เขตต์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นายรชต์เขตต์มีหนี้ภาษีอากรประเภทเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีมูลค่าเพิ่มค้างชำระแก่ผู้ร้องสอดเป็นเงิน 267,880,741 บาท (ไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) ผู้ร้องสอดประเมินภาษีดังกล่าวและแจ้งแก่นายรชต์เขตต์แล้ว นายรชต์เขตต์อุทธรณ์การประเมินและฟ้องผู้ร้องสอดต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง นายรชต์เขตต์ยื่นฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษายืน คดีถึงที่สุด ผู้ร้องสอดมีหนังสือให้หน่วยงานของผู้ร้องสอดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเร่งรัดการจัดเก็บภาษีแก่นายรชต์เขตต์ เนื่องจากตรวจสอบพบว่านายรชต์เขตต์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน 10 แปลง รวมที่ดินพิพาท ทำให้ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรบางส่วนเป็นเงิน 884,666.96 บาท คงมีหนี้ภาษีอากรค้างชำระอีก 266,996,074.04 บาท (ไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2551 ผู้ร้องสอดมีคำสั่งให้ยึดที่ดินทั้งหมดรวมที่ดินพิพาท วันที่ 17 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องยื่นหนังสือขอให้ผู้ร้องสอดถอนอายัดที่ดินพิพาทอ้างว่า เดิมมารดาของผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2548 นายนิพนธ์ น้องของผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ นายนิพนธ์กู้ยืมเงินจากบริษัทผู้มีชื่อที่มีนายรชต์เขตต์เป็นผู้จัดการโดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันและลงชื่อในเอกสารประกอบการกู้ยืมเงิน เมื่อชำระหนี้แล้วนายรชต์เขตต์จะคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้ ต่อมานายนิพนธ์ชำระหนี้ครบถ้วน นายรชต์เขตต์ไม่คืนโฉนดที่ดินพิพาทอ้างว่านายนิพนธ์ขายที่ดินแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายรชต์เขตต์ แต่ไม่สามารถติดต่อนายรชต์เขตต์ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา แต่สำนักงานที่ดินดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้ได้เนื่องจากผู้ร้องสอดแจ้งอายัดที่ดินพิพาทไว้ ผู้ร้องสอดมีคำสั่งไม่อนุมัติให้ถอนการยึดและให้ยกคำร้องของผู้ร้อง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องฟ้องอธิบดีของผู้ร้องสอดกับพวกต่อศาลปกครองนครราชสีมาขอให้เพิกถอนหนังสือของผู้ร้องสอดที่ไม่อนุมัติให้ถอนการยึดที่ดินพิพาท ศาลปกครองนครราชสีมาพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไม่อนุมัติให้ถอนการยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด คดียังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องสอดมีคำสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2551 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยผู้ร้องสอดแจ้งคำสั่งและประกาศให้ยึดที่ดินพิพาทแก่นายรชต์เขตต์เพื่อให้บุคคลดังกล่าวและบุคคลอื่นคัดค้านการยึดแล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ภายใต้สิทธิการบังคับชำระหนี้ถือว่าเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้ร้องและนายรชต์เขตต์มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการชำระหนี้ภาษีอากรด้วยการสมยอมให้บุคคลอื่นฟ้องคดีเพื่อมิให้ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินจึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องสอดไม่ใช่คู่ความในคดีนี้และไม่ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิผู้ร้องสอดเจ้าหนี้ภาษีอากรของนายรชต์เขตต์อันเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่เพราะคดีอยู่ระหว่างบังคับคดีตามคำสั่งของศาล หากมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไปยังบุคคลภายนอก ผู้ร้องสอดไม่อาจบังคับชำระหนี้ภาษีอากรได้ขอให้มีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องผู้ร้องสอดไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ถูกโต้แย้งอันจะมีสิทธิร้องสอดในคดีนี้เพื่อขอให้ยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ ประกอบกับผู้ร้องสอดมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรค้างชำระตามประมวลรัษฎากรแล้ว จึงไม่อาจร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนได้ตามมาตรา 57 (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)) จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดมีว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 119139 ของนายรชต์เขตต์ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์โดยการครอบครองปรปักษ์เป็นคดีนี้ ประกอบกับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้" ทั้งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ได้บัญญัติอันเป็นบทบังคับไว้ว่า "เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บภาษีอากรค้างได้โดยสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินได้เองโดยไม่จำต้องนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลและเมื่อมีคำสั่งยึดหรืออายัดแล้ว บุคคลใดจะทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าวไม่ได้ สิทธิของผู้ร้องสอดตามประมวลรัษฎากรจึงถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้ร้องสอดไว้โดยเฉพาะถึงขนาดนี้แล้ว การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้องถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดโดยยังไม่ได้ไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องสอดให้สิ้นกระแสความก่อน จึงให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องสอดแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องสอดฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ว.
ผู้ร้องสอด — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวบุษกร เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ์ วังศานุตร
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2809/2564
#664222
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการในวันดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ การยึดทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีผลตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านไปก่อนในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ตามคำขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ผู้คัดค้านคงมีสิทธิเพียงขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน ดังนั้น ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 4 หรือผู้คัดค้านซึ่งได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 4 ก่อนการยึดเพียง 2 วัน จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะวินิจฉัยเองว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านให้การยึดที่ดินพิพาทไม่มีผลตามกฎหมาย ทั้งในกรณีนี้ตามกฎหมายก็ไม่มีบทบัญญัติใดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจถอนการยึดทรัพย์ได้เองและเรียกให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีได้ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้การยึดที่ดินพิพาทไม่มีผลเป็นการยึดตามกฎหมาย เรียกให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีมานั้น จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยทั้งสิบห้าตกลงประนีประนอมยอมความกันศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสิบห้าไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93298 โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 4 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายแจ้งว่าที่ดินดังกล่าวมีชื่อบุคคลภายนอกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบพบว่า ที่ดินพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 นั้น จำเลยที่ 4 โอนให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเนื่องจากแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรสไปแล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 การยึดที่ดินพิพาทจึงไม่มีผลเป็นการยึดตามกฎหมาย กับมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยที่ 4 และนายสัมฤทธิ์ ผู้คัดค้าน ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93298 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจะมีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงคนเดียว แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 4 กับผู้คัดค้าน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 (2) ซึ่งเมื่อทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 4 ว่าให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของผู้คัดค้านเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1532 และได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของผู้คัดค้านเรียบร้อยแล้ว ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสิทธิของผู้คัดค้านนับแต่เวลาจดทะเบียนหย่า และถือว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้คัดค้าน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471 (1) ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 อีกต่อไปโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดมาขายทอดตลาด คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดทรัพย์พิพาทและให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมถอนการยึดพร้อมค่าใช้จ่ายจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสิบห้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยทั้งสิบห้ายอมชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยทั้งสิบห้าไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดี โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ขอคัดสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 93298 พบชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 28 สิงหาคม 2560 ผู้แทนโจทก์ไปยังที่ดินพิพาทเพื่อถ่ายภาพที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมทำแผนที่ทางไปที่ตั้งทรัพย์ พบจำเลยที่ 4 ณ ที่ดินพิพาท วันที่ 31 สิงหาคม 2560 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเนื่องจากจำเลยที่ 4 จดทะเบียนหย่ากับผู้คัดค้านและมีการแบ่งสินสมรส เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า การยึดที่ดินพิพาทไม่มีผลตามกฎหมาย ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีดังนี้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้การยึดที่ดินพิพาทไม่มีผลเป็นการยึดตามกฎหมาย ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ ณ ที่ทำการในวันดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ตามคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการและรายงานการยึดอสังหาริมทรพย์ การยึดทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีผลตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 4 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านไปก่อนในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ตามคำขอแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ผู้คัดค้านคงมีสิทธิเพียงขอปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน ดังนั้น ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 4 หรือผู้คัดค้านซึ่งได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 4 ก่อนการยึดเพียง 2 วัน จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดหาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะวินิจฉัยเองว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านให้การยึดที่ดินพิพาทไม่มีผลตามกฎหมาย ทั้งในกรณีนี้ตามกฎหมายก็ไม่มีบทบัญญัติใดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจถอนการยึดทรัพย์ได้เองและเรียกให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีได้ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้การยึดที่ดินพิพาทไม่มีผลเป็นการยึดตามกฎหมาย เรียกให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในชั้นบังคับคดีมานั้น จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 292 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน แห่งประเทศไทย จำกัด
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
จำเลย — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายวีรวุฒิ ไกยนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2805/2564
#664233
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 หรือผู้อื่น โดยไม่ได้บรรยายว่าเอกสารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่เมื่ออ่านถ้อยคำในฟ้องทั้งหมดแล้วมีความหมายในทำนองว่าโฉนดที่ดินนั้นมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานด้วย ทั้งยังปรากฏตามฟ้องว่าในวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันนั้นเอง ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ที่ 1 จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 267 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จึงให้ประทับฟ้องคดีโจทก์ที่ 1 ในข้อหาดังกล่าว โดยให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ส่วนข้อหาร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2540 จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า ได้ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน เจ้าพนักงานที่ดินออกสำรวจรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวพร้อมกับปักหลักหมุดแสดงแนวเขตที่ดินไว้ ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ปี 2551 จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ราคา 900,000 บาท และให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลทับใต้เปลี่ยนชื่อผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ในใบ ภบท. 5 จากจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2557 โจทก์ที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันนั้นเองในราคา 1,300,000 บาท วันที่ 1 สิงหาคม 2561 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นางสาวณัฎฐนัช แจ้งเรื่องราวต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของ วันที่ 20 สิงหาคม 2563 โจทก์ที่ 1 แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2561 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นายทัศไนย ยื่นคำขออายัดการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองเพื่อดำเนินคดีอาญา แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ไม่รับคำขอ วันที่ 19 ธันวาคม 2561 โจทก์ที่ 1 ร้องเรียนขอความเป็นธรรมและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวต่ออธิบดีกรมที่ดิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ประการแรกมีว่า โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ฟ้องของโจทก์ที่ 1 ทั้งหมดแล้ว แม้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 หรือผู้อื่น โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเอกสารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอย่างใดก็ตาม แต่เมื่ออ่านถ้อยคำในฟ้องของโจทก์ที่ 1 ทั้งหมดแล้วมีความหมายในทำนองว่าโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการนั้น มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานด้วย ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 ต่อไปว่า ในวันที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน จดข้อความอันเป็นเท็จลงในโฉนดที่ดินพิพาท และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันนั้นเอง ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ที่ 1 จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า หลังจากพยานซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 แล้ว พยานเสียภาษีบำรุงท้องที่ต่อเนื่องมาตลอด ในปี 2559 พยานทำรั้วล้อมที่ดินพิพาท 3 ด้าน เนื่องจากที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เป็นสามเหลี่ยม หลังจากนั้น 3 ถึง 4 เดือน พยานไปตรวจสอบที่ดินดังกล่าวอีกครั้งพบว่ารั้วซึ่งติดกับที่ดินข้างเคียงถูกรื้อสูญหายไป 2 ด้าน คงเหลือด้านเดียวที่ติดกับถนน และทราบว่าผู้ที่รื้อรั้วคือเจ้าของที่ดินข้างเคียง พยานจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวหินเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 และในปี 2559 เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือถึงพยานในฐานะที่ดินข้างเคียงให้ไประวังแนวเขต ซึ่งในเอกสารดังกล่าวระบุว่าพยานซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความประกอบเอกสารและภาพถ่าย ตามลำดับเหตุการณ์ได้สมเหตุสมผล โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความรับว่าได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 2 แล้ว เพียงแต่บ่ายเบี่ยงอ้างว่าโจทก์ที่ 2 ยังชำระค่าที่ดินให้จำเลยที่ 1 ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย เพราะหากโจทก์ที่ 2 ยังชำระค่าที่ดินให้จำเลยที่ 1 ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 ก็น่าจะต้องทวงถามและบอกเลิกสัญญา หรือฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกร้องเงินค่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 2 แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำเช่นนั้น ตรงกันข้ามข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 และให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลทับใต้เปลี่ยนชื่อผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ในใบ ภบท. 5 จากจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ที่ 2 แล้ว ปี 2557 โจทก์ที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ก็เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาตลอด และโจทก์ที่ 1 ได้ทำรั้วล้อมที่ดินพิพาท 3 ด้าน ทั้งเมื่อเจ้าของที่ดินข้างเคียงรื้อรั้วดังกล่าวสูญหายไป 2 ด้าน โจทก์ที่ 1 ก็ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวหิน และเมื่อมีการรังวัดสอบเขตที่ดินของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในปี 2559 เจ้าพนักงานที่ดินได้มีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่ดินข้างเคียงให้ไประวังแนวเขต ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่จริงตามที่จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน จำเลยที่ 1 น่าจะต้องโต้แย้งคัดค้านการกระทำของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำเช่นนั้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในโฉนดที่ดิน เป็นการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในความผิดฐานนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายบุญรัตน์ จูอี้
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2787/2564
#664237
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่เรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาสาวนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมที่ 2 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 เป็นบุตรนาง น. กับนาย ม. ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 นำโจทก์ร่วมที่ 1 มาเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ 1 เดือน จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช่วงเดือนมิถุนายน 2548 โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่กับนาย ป. บุตรชาย โจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2548 โจทก์ร่วมที่ 1 ไปตรวจร่างกายเพื่อหาร่องรอยการถูกกระทำชำเราที่โรงพยาบาล จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงขอออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2562 จึงจับจำเลยได้ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาว่า กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน พาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทกร่วมทั้งสองฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความถึงการกระทำของจำเลยในวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ว่า จำเลยได้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องว่าเจ็บและเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีผู้ใดได้ยิน จำเลยจึงใช้อวัยวะเพศของจำเลยใส่ช่องปากของโจทก์ร่วมที่ 1 ประมาณ 5 นาที มีน้ำสีขาวไหลออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย ส่วนหนึ่งอยู่ในปากของโจทก์ร่วมที่ 1 บางส่วนไหลเลอะเสื้อผ้า และในวันที่ 25 สิงหาคม 2548 จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูกับอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 ไปมา จากนั้นใช้อวัยวะเพศของจำเลยใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ใส่ได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 เจ็บ จำเลยจึงใช้อวัยวะเพศของจำเลยใส่ช่องปากของโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยกดศีรษะโจทก์ร่วมที่ 1 ไว้ แล้วจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยออกจากปากของโจทก์ร่วมที่ 1 จากนั้นจำเลยใช้มือชักที่อวัยวะเพศของจำเลย จนเมื่อใกล้มีน้ำสีขาวออกมา จำเลยจึงใช้อวัยวะเพศของจำเลยมาใส่ช่องปากของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าว สอดคล้องกับผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ที่ตรวจไม่พบการมีเพศสัมพันธ์ ไม่พบบาดแผลที่อวัยวะเพศภายนอก และไม่พบตัวอสุจิในช่องคลอด ประกอบกับขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ยังเป็นเด็กมีอายุเพียง 11 ปีเศษอวัยวะเพศ ของจำเลยจึงยังเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้และทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 เจ็บ ทั้งคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่เบิกความถึงการกระทำของจำเลยสอดคล้องกับสภาพร่างกายของโจทก์ที่ 1 ในขณะนั้น คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้ใช้อวัยวะเพศของตนกระทำแก่โจทก์ร่วมที่ 1 โดยจะสอดใส่อวัยวะเพศของตนเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 ยังเป็นเด็ก จำเลยจึงสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่สำเร็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 แม้ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ได้แก้ไขว่า การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นก็ตาม แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนโทษที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้นหนักเกินไป จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นรับอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 และเมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอีก ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 นับว่าเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 เมษายน 2564 จึงเห็นสมควรแก้ไขในส่วนของอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี 16 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี แล้ว เป็นจำคุก 18 ปี 16 เดือน ส่วนดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ปัจจุบันเป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 44/1 ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ค. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางกาญจนา ยาจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ศุภมิตร บุญประสงค์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2779/2564
#664255
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างระหว่างบริษัท จ. กับโจทก์มีข้อตกลงกันว่า โจทก์ต้องรับผิดในความผิดและความประมาทเลินเล่อของผู้รับจ้างช่วงหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้รับจ้างช่วง และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างช่วงมีข้อตกลงกันว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่ออุปัทวเหตุ ความเสียหายหรือภยันตรายใด ๆ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และพนักงานของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อมีข้อตกลงตามสัญญากำหนดความรับผิดเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และเมื่อโจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัท ฮ. แล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) และ 296 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 980,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 600,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด สุกัญญา ขนส่ง ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2559 ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดในชื่อ บริษัทสุกัญญา ขนส่ง จำกัด และวันที่ 19 เมษายน 2559 จดทะเบียนเปลื่ยนชื่อเป็นบริษัทสุกัญญา ทรานสปอร์ต (1997) จำกัด บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เคลื่อนย้ายตู้สินค้าอันตรายระหว่างผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและลานวางตู้สินค้าเปล่ากับคลังสินค้าอันตรายและขนส่งตู้สินค้าอันตรายหรือสินค้าอันตรายและตู้สินค้าหรือสินค้าทั่วไปไปยังที่ใด ๆ ในประเทศไทย และโจทก์ได้ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 2 จัดหารถหัวลากและรถลากพ่วงเพื่อทำการเคลื่อนย้ายสินค้าตามที่โจทก์ทำสัญญากับบริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (จำกัด) โจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งร่วมกันโดยมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญไม่จดทะเบียน จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้นำรถบรรทุกลากจูง รถกึ่งพ่วง เข้าร่วมขนส่งกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำประกันภัยรถบรรทุกลากจูงดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 5 มีวงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน 600,000 บาท ต่อครั้ง ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพวงบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถเทรลเลอร์หัวลาก ของบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งมีนายฤทธิไกร เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้รถเทรลเลอร์หัวลาก ได้รับความเสียหาย และนายฤทธิไกรได้รับบาดเจ็บสาหัส บริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด เจ้าของรถเทรลเลอร์หัวลากเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย และโจทก์อ้างว่าโจทก์ตกลงและชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ไปเป็นเงิน 980,000 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความประมาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งศาลฎีกาและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่โจทก์แนบมาท้ายคำแก้ฎีกา การถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลดังกล่าวที่ฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุที่ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสคงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายซึ่งได้รับอันตรายแก่กาย ไม่มีผลผูกพันบุคคลซึ่งไม่เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังข้อเท็จจริงกันใหม่ โดยเมื่อพิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเฉี่ยวชนจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงด้วยความเร็วในช่องเดินรถขวาสุดแซงขึ้นหน้ารถเทรลเลอร์ที่นายฤทธิไกรขับอยู่ทางด้านซ้ายและเฉี่ยวชนกันตรงบริเวณทางแยก ทั้งปรากฏว่ารถเทรลเลอร์ที่นายฤทธิไกรขับมีร่องรอยความเสียหายที่บริเวณหน้ารถทางด้านหน้าฝั่งขวาฉีกขาด มีเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของรถที่นายฤทธิไกรขับติดอยู่บริเวณกึ่งกลางรถกึ่งพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับ กับมีเศษชิ้นส่วนที่ตกลงอยู่บนพื้นถนนใกล้ชิดกับหน้ารถที่นายฤทธิไกรขับ แสดงให้เห็นว่าจุดชนล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่นายฤทธิไกรขับ เชื่อว่าเหตุที่เฉี่ยวชนกันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถหักเข้ามาทางด้านซ้ายในช่องเดินรถที่นายฤทธิไกรขับทำให้ส่วนหน้าของรถที่นายฤทธิไกรขับเฉี่ยวชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับ นอกจากนี้หลังเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งต่อพนักงานสอบสวนทันทีว่าตนเองขับรถโดยประมาท เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 1 ถูกบังคับให้ยอมรับหรือต้องการให้ตกลงกับจำเลยที่ 5 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด ทั้งเป็นการให้การทันทีหลังเกิดเหตุ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า นายฤทธิไกรเป็นฝ่ายขับรถเลี้ยวขวาโดยไม่ชิดขวาและไม่เปิดสัญญาณไฟ จึงเฉี่ยวชนกันบริเวณกลางตู้คอนเทนเนอร์ ก็เป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลและไม่น่าเชื่อถือเพราะนายฤทธิไกรย่อมต้องเห็นอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 แซงรถขึ้นมาทางด้านขวาและรถดังกล่าวมีความยาวมากจึงเป็นไปไม่ได้ที่นายฤทธิไกรจะหักรถเลี้ยวขวาทันทีทั้งที่เห็นอยู่ว่ารถที่จำเลยที่ 1 ขับยังไม่ผ่านพ้นไป ทั้งขัดแย้งกับภาพที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดวัตถุพยานและภาพถ่ายร่องรอยความเสียหาย ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าความเห็นของนายเกรียงชัย มีน้ำหนักให้รับฟังได้นั้น ก็ปรากฏว่านายเกรียงชัยได้จัดทำเอกสารวิเคราะห์ วัดระยะสัดส่วนของสถานที่ตลอดจนคำนวณความเร็วของรถในภาพจากกล้องวงจรปิดโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียวและเป็นเพียงการให้ความเห็นของนายเกรียงชัยเท่านั้น จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 รับกันและไม่โต้แย้งกันว่า บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์และจำเลยที่ 2 เข้าร่วมกันประกอบกิจการขนส่ง และมีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบกิจการดังกล่าว เมื่อรถเทรลเลอร์ของบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิด บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งร่วมกันก็ต้องรับผิดต่อบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด อย่างลูกหนี้ร่วมกัน ดังนั้น การที่โจทก์ตกลงเจรจาต่อรองค่าเสียหายกับบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด จึงมิได้เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ทั้งบันทึกการชดใช้ค่าเสียหายก็เป็นกรณีที่โจทก์ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทฮัทชิสันแหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด และบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ตกลงยอมรับเงินค่าเสียหายจากโจทก์เท่านั้น หาใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ซึ่งทำให้หนี้เดิมระงับไปตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า รถเทรลเลอร์ของบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด เป็นรถเถื่อนหรือรถผิดกฎหมายไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้อง นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายจึงมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจะยกข้ออ้างดังกล่าวเพื่อปฏิเสธความรับผิดในทางแพ่งหาได้ไม่ และที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นส่วนเท่า ๆ กัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดเพียง 1 ใน 3 ส่วนของค่าเสียหายเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดจำนวน 980,000 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด อย่างลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 บัญญัติว่า ในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันทั้งหลายนั้น ท่านว่าต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างปรากฏว่าระหว่างบริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด กับโจทก์มีข้อตกลงกันว่าโจทก์ต้องรับผิดในความผิดและความประมาทเลินเล่อของผู้รับจ้างช่วงหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้รับจ้างช่วง และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างช่วงมีข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่ออุปัทวเหตุ ความเสียหายหรือภยันตรายใด ๆ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และพนักงานของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อมีข้อตกลงตามสัญญากำหนดความรับผิดเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและเมื่อโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 980,000 บาท ให้แก่บริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด แล้วย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) และ 296 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 (3) ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางเวนิสา เจือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2773/2564
#664248
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคสาม กำหนดให้การพิจารณาพยานหลักฐานของผู้ร้องจะต้องได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ และตามวรรคสี่ กำหนดให้การพิจารณาของศาลตามวรรคสาม ให้ศาลแจ้งกรมที่ดินทราบและให้กรมที่ดินตรวจสอบกับระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ พร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้ร้องได้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ดังนั้น การพิจารณาเนื้อที่ที่ดินจึงต้องพิจารณาเนื้อที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับเป็นสาระสำคัญ มิใช่พิจารณาจากเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ในขณะขอออกโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ ส่วนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นในภายหลังย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ ทั้งหากยินยอมให้มีการครอบครองเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมย่อมเป็นการสนับสนุนและรับรองสิทธิให้มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่ จ. แจ้งการครอบครองจนกระทั่งมีการโอนต่อเนื่องกันมาถึงผู้ร้องย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคท้าย ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคำร้องตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาดอยสะเก็ด ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา โดยชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 โดยชอบด้วยกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่ 7 ไร่ เดิมมีนายใจ๋เป็นผู้แจ้งการครอบครองไว้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2498 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนายมนตรี และนายมานิตย์ และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้ร้องยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาดอยสะเก็ด วันที่ 27 กันยายน 2556 เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามที่ผู้ร้องนำชี้ได้เนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา และสอบสวนสิทธิแล้วเห็นสมควรออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่เพียงใด เห็นว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) มีนายใจ๋เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ประมาณ 7 ไร่ มีรูปที่ดินระบุด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาวด้านละประมาณ 3 เส้น 10 วา หรือประมาณ 70 วา ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาวด้านละประมาณ 2 เส้น หรือประมาณ 40 วา คำนวณเป็นเนื้อที่ประมาณ 2,800 ตารางวา หรือประมาณ 7 ไร่ การคำนวณเนื้อที่จากความยาวในแต่ละด้านของรูปที่ดินที่สอดคล้องกันดังกล่าว มิได้เกิดจากการวัดระยะและคำนวณเนื้อที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อน และเมื่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินจัดทำความเห็นโดยผ่านขั้นตอนการพิจารณาระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ การสำรวจ การอ่าน แปล ตีความ และรายงานผลตามหลักวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีวิชาชีพในแต่ละสาขานั้นโดยตรง ทั้งผ่านกระบวนการตรวจสอบผลโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญโดยตลอดแล้ว เชื่อว่า มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ซึ่งมีเนื้อที่มากไปกว่าที่นายใจ๋แจ้งการครอบครองทำประโยชน์ที่ดินไว้ และถือว่านายใจ๋แจ้งการครอบครองที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงและถือได้ว่านายใจ๋มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เฉพาะส่วนที่มีการทำประโยชน์จริงในขณะนั้นเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ส่วนที่ผู้ร้องมีนายสว่าง เบิกความว่า ที่ดินพิพาทมีการทำประโยชน์ต่อ ๆ กันมาเต็มพื้นที่จนกระทั่งมาถึงผู้ร้อง และนายมนตรี นางพัชรี นางศรีชัย และนางบุญปัน มาเบิกความสนับสนุน ก็รับฟังได้เพียงว่าผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องกันมาโดยตลอด แต่ก็มิใช่พยานที่จะเบิกความยืนยันได้ว่านายใจ๋ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินเนื้อที่เพียงใด เมื่อฟังได้ว่านายใจ๋ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในขณะนั้นเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ต่อมามีการโอนการครอบครองที่ดินเรื่อยมานับตั้งแต่ปี 2498 จนกระทั่งผู้ร้องรับโอนการครอบครองเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเวลากว่า 58 ปี เนื้อที่เพิ่มเป็น 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา หรือเพิ่มขึ้นถึง 16 ไร่ 3 งาน 83.6 ตารางวา เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นนี้จึงมิใช่ที่ดินที่นายใจ๋ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โดยในมาตรา 3 ให้ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2497 เป็นต้นไป ทั้งยังได้ความตามทางไต่สวนว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าขุนแม่กวง และป่าไม้ถาวรทั้งแปลง ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 712 (พ.ศ.2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2509 ซึ่งตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคสาม กำหนดให้การพิจารณาพยานหลักฐานของผู้ร้องจะต้องได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และตามวรรคสี่ กำหนดให้การพิจารณาของศาลตามวรรคสาม ให้ศาลแจ้งกรมที่ดินทราบและให้กรมที่ดินตรวจสอบกับระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ พร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้ร้องได้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ดังนั้น การพิจารณาเนื้อที่ที่ดินจึงต้องพิจารณาเนื้อที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเป็นสาระสำคัญ มิใช่พิจารณาจากเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ในขณะขอออกโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ ส่วนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นในภายหลังย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ทั้งหากยินยอมให้มีการครอบครองเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมย่อมเป็นการสนับสนุนและรับรองสิทธิให้มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่นายใจ๋แจ้งการครอบครองจนกระทั่งมีการโอนต่อเนื่องกันมาถึงผู้ร้องย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคท้าย ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว และมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา เท่านั้น ที่ผู้ร้องอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมานั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้วจริงหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่ต้องพิจารณาว่ามีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเนื้อที่เพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 ม. 8
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวพิมพ์ศศิ จันทร์สว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2736/2564
#664277
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยอมรับในชั้นอุทธรณ์ว่า กระทำความผิดทุกกระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่เป็นการแก้ไขคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยยอมสละข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่อีกต่อไป ถือเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตาม ป.อ. มาตรา 78 จึงมีเหตุลดโทษให้แก่จำเลยบางส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูป 30 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.26 ลูกบาศก์เมตร ไม้รังแปรรูป 11 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร ไม้แดง 5 ท่อน ปริมาตร 0.81 ลูกบาศก์เมตร และไม้ประดู่ 1 ท่อน ปริมาตร 0.19 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง ส่วนไม้แปรรูปและไม้ท่อนจำนวนอื่นและข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำไม้หวงหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นผู้สนับสนุนการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 5 กระทง

ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาด้วยการลดโทษให้บางส่วนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีไม้ประดู่แปรรูป 30 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.26 ลูกบาศก์เมตรและไม้รังแปรรูป 11 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองจริง ส่วนฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีไม้แดง 5 ท่อน ปริมาตร 0.81 ลูกบาศก์เมตร และไม้ประดู่ 1 ท่อน ปริมาตร 0.19 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองจริง นับว่าคำให้การดังกล่าวของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สมควรลดโทษให้จำเลยบางส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลดโทษให้จำเลยในความผิดสองฐานนี้ จึงยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี นอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยอมรับว่ากระทำความผิดทุกกระทงจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้จำเลยไม่อาจแก้ไขคำให้การจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ได้ เนื่องจากต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยยอมสละข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนร้ายอีกหรือไม่ต่อไป กรณีถือได้ว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงมีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ลดโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น โดยศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามทุกกระทง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นภริยานายไพรัตน์ ไม่ได้ร่วมทำไม้และแปรรูปไม้ของกลางโดยตรง ทั้งไม่มีพฤติการณ์เป็นนายทุนหรือนำไม้มาเพื่อขายแสวงหากำไร แต่ประสงค์จะนำไม้ของกลางมาสร้างบ้านพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเท่านั้น ประกอบกับไม้ของกลางเป็นไม้แดง ไม้ประดู่ และไม้รัง มีปริมาตรรวมกันเพียง 1 ลูกบาศก์เมตรเศษ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยงดูครอบครัวมาโดยตลอด และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ 2 คน ซึ่งบุตรคนเล็กอายุ 6 ขวบ มีปัญหาทางสมอง จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ตามสำเนาใบรับรองของแพทย์แนบท้ายฎีกา ประกอบกับคดีที่นายไพรัตน์ สามีจำเลยถูกฟ้องในข้อหาเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.906/2563 ของศาลชั้นต้น ที่แนบมาท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ในระหว่างฎีกา จำเลยได้สำนึกผิดและบรรเทาผลร้ายในการกระทำของตน ด้วยการนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้ จำนวน 66,975 บาท ตามรูปคดีจึงมีเหตุสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นเช่นกัน แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งทุกกระทง และกำหนดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย เนื่องจากคดีนี้มีผู้นำจับและโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลสั่งจ่ายสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 จัตวา และพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 13 มาด้วย ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทุกกระทง จึงต้องสั่งจ่ายสินบนนำจับตามคำขอของโจทก์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานเป็นผู้สนับสนุนการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามทุกกระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตคงจำคุก 8 เดือน และปรับ 13,333.33 บาท ฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 13,333.33 บาท ฐานเป็นผู้สนับสนุนการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน และปรับ 13,333.33 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตคงจำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวม 5 กระทง จำคุก 32 เดือน และปรับ 79,999.99 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี ตามเงื่อนไขที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 จัตวา และพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 13 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายศิริวัตร์ เท่าบุรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2665/2564
#664354
เปิดฉบับเต็ม

การร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 ต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ ซึ่งหมายถึงต้องร่วมกระทำความผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งผู้กระทำความผิดต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกัน กับต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย

ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ป.วิ.อ. มาตรา 46 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 47 แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาโจทก์ข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52, 53/1 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 6, 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8, 9, 83, 91, 199, 290, 309, 310, 312, 312 ทวิ, 312 ตรี,313 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยร่วมกับพวกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์แก่ผู้เสียหายรวมทั้งสิ้น 60 ราย แยกตามกลุ่มอายุ ดังนี้ กลุ่มผู้เสียหายอายุไม่เกินสิบห้าปี รวม 7 ราย กลุ่มผู้เสียหายอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี รวม 13 ราย กลุ่มผู้เสียหายอายุเกินสิบแปดปี รวม 40 ราย

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2), 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 6 (1) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 52 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบแปดปี และเป็นการร่วมกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือกระทำโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรม ซึ่งต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 ปี และยังเป็นความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์กระทงข้างต้นเป็นความผิดที่ลงมือกระทำตามที่ได้สมคบกันตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคสอง จำคุก 6 ปี อีกกระทงหนึ่งด้วย รวมจำคุก 19 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กลุ่มผู้เสียหายอายุไม่เกินสิบห้าปี รวม 7 ราย กลุ่มผู้เสียหายอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี รวม 13 ราย กลุ่มผู้เสียหายอายุเกินสิบแปดปี รวม 39 ราย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีและได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบ ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีและได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 52 วรรคสองและวรรคสาม (เดิม) ด้วย เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี แต่ละกระทงดังกล่าวเป็นการร่วมกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตั้งแต่สามคนขึ้นไป หรือกระทำโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นการกระทำเพื่อให้ผู้เสียหายที่ถูกพาเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดแต่ละกระทง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 10 วรรคสาม ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี จำคุก 16 ปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 20 ปี ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีและได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบ จำคุก 8 ปี ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปีและได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบ จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 73 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้ยกคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายมาฮาหมัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานร่วมกันให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่และเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามฟ้องข้อ 2.5 ข้อ 2.6 ข้อ 2.8 และข้อ 2.9 หรือไม่ เห็นว่า การร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น ต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ ซึ่งหมายถึงต้องร่วมกระทำความผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งผู้กระทำความผิดต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกัน กับต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของโจทก์ฟังได้เพียงว่า จำเลยทำหน้าที่ยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้มาจากการค้ามนุษย์คนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจาจากกลุ่มของนายณัฐภัทร นางศศิธร นางจันทรา และนางสาวนัยนา เพื่อให้กลุ่มของนายณัฐภัทร นางศศิธร นางจันทรา และนางสาวนัยนา กับพวกในกลุ่มเครือข่ายดำเนินการค้ามนุษย์คนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจา ได้รับประโยชน์จากการค้ามนุษย์ โดยจำเลยมิได้ร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจาเข้ามาในราชอาณาจักร ร่วมกันให้คนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจาที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ร่วมกันข่มขืนใจคนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจาโดยใช้อาวุธ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังคนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจา ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังคนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจาเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังคนต่างด้าวชาวบังกลาเทศและชาวโรฮีนจาเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่และเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวในลักษณะของตัวการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายมาฮาหมัด ผู้เสียหายที่ 25 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 47 ฎีกาต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์ฎีกาว่า ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 33-43/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า นายมาฮาหมัด มีส่วนร่วมในขบวนการค้ามนุษย์ทำหน้าที่เป็นผู้คุมและขนเสบียงอาหาร นายมาฮาหมัด จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคดีดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายมาฮาหมัด จึงไม่ถูกต้อง แต่ฎีกาโจทก์ดังกล่าวข้างต้นไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ทั้งยังมีลักษณะเป็นเงื่อนไขที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.5 ข้อ 2.6 ข้อ 2.8 และข้อ 2.9 หรือไม่ จึงจะวินิจฉัยว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 25 เต็มตามจำนวนคำขอของโจทก์หรือไม่ ฎีกาโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาโจทก์ข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยยังไม่ได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2664/2564
#664302
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคแรก เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ใหม่ ที่อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและบวกด้วยอัตราเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 93 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 62 จัตวา, 106, 106 จัตวา พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 4, 6, 88, 93, 140, 142, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 276, 295, 309, 310, 337, 358 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2943/2561 ของศาลจังหวัดชลบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานางสาว อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทำชำเรา พยายามกรรโชกทรัพย์ ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำให้เสียทรัพย์

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม), 309 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 ปี ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด จำคุกกระทงละ 3 เดือน 2 กระทง จำคุก 6 เดือน รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้จำเลยชำระเงิน 1,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ร่วม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ ข้อหาอื่นและคำขอคดีส่วนแพ่งอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2943/2561 ของศาลจังหวัดชลบุรีนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม รวมทุกกระทง คงจำคุก 12 เดือน และให้จำเลยชำระเงิน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรู้จักคบหากันเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์ร่วมแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยนำเงิน 200,000 บาท มาวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ ข่มขืนกระทำชำเรา หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ พยายามกรรโชก ทำให้เสียทรัพย์ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ยกเว้นการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.39 และข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ยกเว้นการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.29 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดตามฟ้องข้อ 1.7 และข้อ 1.29 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามฟ้องข้อ 1.39 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายจากการขาดรายได้ที่ต้องเสียความสามารถประกอบการงานให้แก่โจทก์ร่วมต่ำไปหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ร่วมนำสืบว่า โจทก์ร่วมประกอบอาชีพรับจ้างรีวิวสินค้าประเภทเครื่องสำอางและเป็นพิธีกรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีรายได้รวมประมาณเดือนละ 60,000 ถึง 100,000 บาท โดยโจทก์ร่วมมีนาย ส. เพื่อนของโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานรู้จักกับโจทก์ร่วมมานานประมาณ 8 ปี เดิมโจทก์ร่วมเคยต้องมายืมเงินจากพยาน แต่ภายหลังจากที่โจทก์ร่วมประกอบอาชีพดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมมีฐานะดีขึ้นมาก เคยซื้อของฝากที่มีราคาแพงมาให้พยาน ทั้งโจทก์ร่วมยังมีเงินซื้อคอนโดมิเนียม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัดว่าโจทก์ร่วมจะมีรายได้สูงเช่นนั้น อย่างต่อเนื่องเป็นประจำหรือไม่ อีกทั้งระยะเวลาที่รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมมีระยะเวลาประมาณกลางเดือนธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตด้วยตามสมควรแล้ว และแม้การกระทำของจำเลยอาจมีพฤติการณ์ที่ร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องเสียชื่อเสียงตามที่โจทก์ร่วมฎีกา แต่ศาลอุทธรณ์ก็ได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนที่เสียชื่อเสียงให้แก่โจทก์ร่วมอีกต่างหากด้วยอยู่แล้ว ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายจากการขาดรายได้ที่ต้องเสียความสามารถประกอบการงานให้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนดังกล่าวข้างต้นนั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก นั้น ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคแรก เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและบวกด้วยอัตราเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคแรกไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว อ.
จำเลย — นาย ฑ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสุรชาติ วรศรัณย์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2638/2564
#680283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงทองคำของโจทก์ร่วมไปหลายรายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,075,012 บาท แต่โจทก์และโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนทองคำที่ฉ้อโกงไปคืนหรือใช้ราคา 11,103,793 บาท ซึ่งเกินไปกว่าราคาทองคำที่แท้จริงที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงไป โดยส่วนที่เกินกว่าราคาทองคำที่แท้จริงเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทองคำที่แท้จริงที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงไปแทนโจทก์ร่วม อันเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมต้องสูญเสียไปเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองได้เท่านั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มมิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยทั้งสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองซื้อขายทองคำกันจริง หากแต่เป็นเพียงอุบายของจำเลยทั้งสองในการฉ้อโกงโจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องมีหน้าที่นำส่งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากร ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมิใช่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โจทก์ร่วมไม่อาจเรียกร้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาทองคำที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกร้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 440 แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยนิติกรรมหรือกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้จะได้เรียกดอกเบี้ยสูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นดอกเบี้ยของค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วม จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยโจทก์ร่วมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยของราคาทองคำในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทองคำของโจทก์ร่วมแต่ละรายการ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชดใช้ราคาทองคำเสร็จแก่โจทก์ร่วม โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ร่วมขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 11,103,793 บาท นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.578/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ห. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 11,103,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,334,516.05 บาท นับจากวันที่ 29 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จของต้นเงิน 2,430,721.79 บาท นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ของต้นเงิน 2,196,342.75 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 3,149,211.69 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การคดีส่วนแพ่งว่ามิได้กระทำผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 11,103,793 บาท ยกคำขอในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการจำหน่ายทองคำ ย่านวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายชัยโรจน์ เป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมเคยซื้อทองคำกับโจทก์ร่วมไปขายต่อ นายชัยโรจน์อ้างว่ามีร้านทองหลายร้าน ต่อมานายชัยโรจน์พาบุตร 4 คน ประกอบด้วยนายศุภศิลป์ นายฐานิส และจำเลยทั้งสองมาแนะนำให้พนักงานงานของโจทก์ร่วมรู้จัก ตามวันเวลาเกิดเหตุ โจทก์ร่วมขายทองคำให้บริษัท ห. ซึ่งเป็นบริษัทของนายชัยโรจน์ 4 ครั้ง คิดเป็นเงิน 11,103,793 บาท โจทก์ร่วมออกใบกำกับภาษี/ใบส่งสินค้า โดยโจทก์ร่วมได้รับชำระราคาเป็นเช็ครวมแปดฉบับต่อมาเช็คทั้งแปดฉบับ ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย โจทก์ร่วมจึงมอบอำนาจให้นางศิริวัลย์ ดำเนินคดีแก่นายชัยโรจน์และบุคคลในครอบครัว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นบุตรของนายชัยโรจน์และเป็นลูกค้าของโจทก์ร่วมมาก่อนเกิดเหตุเป็นระยะเวลาพอสมควร ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเหตุที่มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองและนายชัยโรจน์ล้วนมาจากพฤติการณ์ในการก่อเหตุ โดยในเบื้องต้นโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นางศิริวัลย์ดำเนินคดีแก่นายชัยโรจน์และบุคคลในครอบครัวทุกคน แต่ในเวลาต่อมามีการถอนคำร้องทุกข์ในส่วนของนายศุภศิลป์และนายฐานิส โดยนางศิริวัลย์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เนื่องจากบุคคลทั้งสองไม่ได้ไปที่ร้านโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีแก่นายชัยโรจน์และบุคคลในครอบครัวเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อเอาผิดแก่จำเลยทั้งสองเพียงเพราะเป็นบุตรของนายชัยโรจน์ เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความไปตามความจริง ส่วนที่นางศิริวัลย์ให้การครั้งแรกเพียงว่า บุตรของนายชัยโรจน์ผลัดเปลี่ยนกันมาซื้อทองคำและออกเช็คสั่งจ่ายค่าทองคำ และหลังจากนั้นประมาณ 7 เดือน ไปให้การเพิ่มเติมว่า บุตรของนายชัยโรจน์ที่เคยให้การถึงคือจำเลยทั้งสองนั้นอาจเป็นเพราะอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมเพื่อให้ได้ความชัดเจนเท่านั้นจึงไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธสงสัย ส่วนที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลเหมือนกันว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย มิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างลายมือชื่อที่ให้ไว้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ไปที่ร้านโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุ เพราะจำเลยทั้งสองอาจนำเช็คที่นายชัยโรจน์ลงลายมือชื่อแล้วมากรอกเฉพาะในส่วนของราคาทองคำแล้วมอบให้โจทก์ร่วมเท่านั้น ข้อสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการชำระราคาทองคำด้วยเช็คของนายชัยโรจน์ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงินอยู่ในบัญชีหรือไม่จำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนายชัยโรจน์ และจำเลยทั้งสองเบิกความตอบโจทก์ถามค้านได้ความว่า ตั้งแต่เรียนจบจำเลยทั้งสองช่วยนายชัยโรจน์ประกอบธุรกิจร้านทองมาโดยตลอดจำเลยทั้งสองย่อมทราบถึงสถานะทางการเงินของนายชัยโรจน์ว่าเป็นอย่างไร แต่จำเลยทั้งสองกลับชำระราคาทองคำมูลค่ากว่าสิบล้านบาทด้วยเช็คของนายชัยโรจน์ซึ่งไม่มีเงินอยู่ในบัญชีทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจะได้รับชำระหนี้ จึงส่งมอบทองคำให้แก่จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นนายชัยโรจน์กลับปิดกิจการและหลบหนีไป ซึ่งนอกจากร้านทองของโจทก์ร่วมแล้วนายชัยโรจน์และบุคคลในครอบครัวยังได้ร่วมกันก่อเหตุในลักษณะเดียวกันกับร้านทองอื่นอีกหลายร้านก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกับนายชัยโรจน์มีเจตนาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม พยานฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้ปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องจริงเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องและยกคำร้องของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

อนึ่ง ในคดีส่วนแพ่งนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงทองคำของโจทก์ร่วมไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และวันที่ 10 สิงหาคม 2561 หลายรายการ รวมราคา 3,325,650 บาท 2,424,403 บาท 2,190,641 บาท และ 3,134,318 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,075,012 บาท แต่โจทก์และโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนทองคำที่ฉ้อโกงไปคืนหรือใช้ราคา 11,103,793 บาท ซึ่งเกินไปกว่าราคาทองคำที่แท้จริงที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงไป โดยปรากฏตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ถูกกล่าวหาว่าส่วนที่เกินกว่าราคาทองคำที่แท้จริงเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า "ในคดีลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์… ฉ้อโกง... ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิจะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เข้าต้องสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทองคำที่จริงที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงไปแทนโจทก์ร่วม อันเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมต้องสูญเสียไปเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองได้เท่านั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มมิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองซื้อขายทองคำกันจริง หากแต่เป็นเพียงอุบายของจำเลยทั้งสองในการฉ้อโกงโจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องมีหน้าที่นำส่งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากร ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจึงมิใช่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โจทก์ร่วมไม่อาจเรียกร้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาทองคำที่จำเลยทั้งสองฉ้อโกงโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกร้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 440 แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยนิติกรรมหรือกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้จะได้เรียกดอกเบี้ยสูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นดอกเบี้ยของค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วม จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยโจทก์ร่วมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยของราคาทองคำในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทองคำของโจทก์ร่วมแต่ละรายการ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชดใช้ราคาทองคำเสร็จแก่โจทก์ร่วม โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ร่วมขอ

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีส่วนอาญาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทองคำแก่โจทก์ร่วม หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคา 11,075,012 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,325,650 บาท นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2561 ของต้นเงิน 2,424,403 บาท นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ของต้นเงิน 2,190,641 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และของต้นเงิน 3,134,318 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของราคาทองคำแต่ละรายการดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม โดยสำหรับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ร่วมคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ม. 440
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท ห.
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายบุรพัฒน์ อรรถมานะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสาโรจน์ เกษมถาวรศิลป์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
น้ำเพชร ปานะถึก
อรุณี วีระรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2564
#664323
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หนี้ตามเช็คพิพาทไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 วัน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 180 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องว่านายทรงเกียรติ ขอวางเงินจำนวน 450,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแทนจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายปี 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกทศกัณฑ์ รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 5 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 20 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 5 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท และฉบับที่ 9 ลงวันที่ 20 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 ไปเรียกเก็บเงิน และวันที่ 21 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 9 ไปเรียกเก็บเงิน โดยฝากเข้าบัญชีของนางสาวสุวรรณา กรรมการบริษัทโจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 และโจทก์นำสืบว่า หลังจากจำเลยหยุดผ่อนชำระค่าสินค้าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 จำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าแก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับภายหลังจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งการออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น หนี้ตามเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงบางบอน — นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล
ศาลอุทธรณ์ — นางสุภาวรรณ มหัตเดชกุล
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพิน พรแสงจันทร์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2564
#666543
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 5 และมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 สถานศึกษาของเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การศึกษาในระดับปริญญา ทำการสอน การวิจัยและการอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 แม้จะยังไม่มีการเรียนการสอน สถานศึกษาเอกชนนั้นย่อมมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และจากบทบัญญัติของมาตรา 9 มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประเภทหนึ่งที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ดังนั้น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 10 คือ จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และแม้มหาวิทยาลัย ป. ยังไม่มีการเรียนการสอน แต่จากข้อมูลในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยระบุชัดว่า มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมด้านการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม การกีฬา และสาธารณสุข ทั้งยังมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา เช่น หัวข้อเกี่ยวกับนักศึกษาใหม่ หลักสูตรการเรียนการสอน และคณาจารย์ไว้ชัดแจ้ง แสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัย ป. จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ มหาวิทยาลัย ป. จึงมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามความในมาตรา 8 และ 9 ของ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับนำข้อมูลต่าง ๆ ลงในเว็บไซต์ จัดให้มีพิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการ คณะทำงานของมหาวิทยาลัย ป. และมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลต่าง ๆ อันเป็นการแสดงออกให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นหลงเชื่อว่ามหาวิทยาลัย ป. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบรรยายฟ้องของโจทก์สามารถแยกเจตนาของจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 1.1 ฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อ 1.2 ฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

แม้คดีทั้งสองดังกล่าวโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาเช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ส. และมหาวิทยาลัย ส. 2 ซึ่งเป็นคนละมหาวิทยาลัยกับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับทั้งสองคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 9, 10, 104, 121 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่อ.3414/2560 และจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.513/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 10, 104, 121 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม (ที่ถูก ที่บิดเบือน) หรือเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 120,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง, 104, 121 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์กระทำความผิดลักษณะเดียวกันหลายคดี และส่อไปในทางหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนเพื่อตนเองหรือผู้อื่นในลักษณะเป็นขบวนการ แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะอายุมากแล้วและได้ทำงานรับใช้สังคมมีคุณงามความดีมาก่อนดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำแก้อุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.3414/2560 หมายเลขแดงที่อ.1036/2562 และจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.513/2561 หมายเลขแดงที่ อ.1703/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการดำเนินการและการรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย ป. ที่ห้องอาหารสนามม้านางเลิ้ง วันที่ 25 และ 26พฤษภาคม 2556 จำเลยทั้งสองเข้าร่วมในพิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการ คณะทำงานและประสาทปริญญาบัตร ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม ม. กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ให้เปิดเว็บไซต์ แล้วจำเลยที่ 1 นำข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ป. ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องเป็นภริยาของ Dr. R.วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายเสกสรร กับพวกว่า นายสวัสดิ์ กับพวกจัดตั้งมหาวิทยาลัย ส. โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและมีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยการแจกปริญญากิตติมศักดิ์และตำแหน่งทางวิชาการพร้อมกับมีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนแล้วแยกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษเป็น 3 คดี คือ กรณีของมหาวิทยาลัย ส. มหาวิทยาลัย ส. 2 และ มหาวิทยาลัย ป. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า มหาวิทยาลัย ป. ไม่ได้เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ก่อน โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า การใช้คำว่ามหาวิทยาลัย กับการมอบกระดาษที่เขียนข้อความว่า ปริญญาบัตรโดยไม่มีการเรียนการสอน การวิจัย ไม่มีหลักสูตรและสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัย อันจะต้องขออนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย กรณีจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ให้คำจำกัดความคำว่า "สถาบันอุดมศึกษาเอกชน" หมายความว่า สถานศึกษาของเอกชนที่ให้การศึกษาระดับปริญญาแก่บุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป และมาตรา 8 บัญญัติว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ดังนั้น สถานศึกษาของเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การศึกษาในระดับปริญญา ทำการสอนการวิจัยและการอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 แม้จะยังไม่มีการเรียนการสอน สถานศึกษาเอกชนนั้นย่อมมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 แล้วทั้งตามมาตรา 9 ยังแบ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนออกเป็น 3 ประเภท คือ มหาวิทยาลัยสถาบัน และวิทยาลัย และในวรรคสอง บัญญัติว่า "ลักษณะของมหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัย ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งตามกฎกระทรวง กำหนดลักษณะของมหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2549 ข้อ 1.มหาวิทยาลัยมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1. ให้การศึกษา และส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลายสาขาวิชา หรือหลายกลุ่มสาขาวิชา 2. ให้การศึกษาเพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญาปริญญาทุกชั้น และประกาศนียบัตรบัณฑิต 3. มีภารกิจด้านการสอน การผลิตบัณฑิต การวิจัยการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประเภทหนึ่งที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ดังนั้น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือ จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยคำแนะนำของคณะกรรมการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้ความจากนายสมบัติ และนางยินดี พยานโจทก์ว่า ในวันที่ 10 เมษายน 2556 จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมที่ห้องอาหารสนามม้านางเลิ้งกับพยานทั้งสองและในวันดังกล่าวมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้จบการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยเฉพาะนางยินดีเบิกความยืนยันว่า พยานรู้จักมหาวิทยาลัย ป. เนื่องจากนายสมบัติชักชวนให้ไปรับปริญญากิตติมศักดิ์ ที่สนามกอล์ฟกัสซัน จังหวัดลำพูน โดยพยานเสียค่าใช้จ่ายจำพวกชุดครุยค่าอาหารและค่าโรงแรมที่พักเป็นเงินประมาณ 15,000 บาท ต่อมามีการจัดพิธีมอบปริญญาบัตรที่โรงแรม ม. โดยมีหม่อมราชวงค์ จ. เป็นผู้มอบในครั้งนี้พยานได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ด้านสื่อสารมวลชนและพยานพบจำเลยที่ 2 ที่โรงแรมดังกล่าวด้วย แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะไม่ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับมหาวิทยาลัย ป. ก็ตาม แต่ตามรายงานการประชุม มีข้อความระบุชัดว่าเป็นรายงานการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 4/2013 ซึ่งในวาระที่ 1 เรื่องแจ้งเพื่อทราบมีข้อความระบุชัดว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. ได้กล่าวต้อนรับคณะบริหารและคณะทำงานผู้ร่วมก่อตั้ง พร้อมกับแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า Dr. R. เป็น Director โดยมีญาติที่ประเทศปากีสถานอีก 6 คน ร่วมก่อตั้ง และได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัย ส. และมหาวิทยาลัย ส. 2 ว่า หากไม่มีคณะทำงานผู้ร่วมก่อตั้งโดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. จำเลยที่ 2 และดร.กิตติคุณ ศ. ก็จะไม่มีวันนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังแจ้งในที่ประชุมเรื่องการแต่งตั้งคณะอาจารย์ ตามขั้นตอนการเปิดการเรียนการสอนว่า ได้แต่งตั้งคณะอาจารย์แล้ว 99 คน และนำร่องนักศึกษาระดับอนุปริญญา 6 คน และในวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา 3.2 พิจารณาแต่งตั้งฝ่ายต่าง ๆ เพื่อดำเนินการ มีการแต่งตั้งศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัย ป. จำเลยที่ 2 เป็นรองอธิการบดี/และฝ่ายวิชาการ/วิจัย จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และนายทะเบียน นอกจากนี้ที่ประชุมยังเสนอว่า หากศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. ไปทำหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย ส. ให้จำเลยที่ 2 รักษาการอธิการบดี พร้อมกับแต่งตั้งคณะทำงานธุรการกำหนดวันจัดงานสถาปนาคณะทำงาน สถาปนาคณะผู้บริการและมอบปริญญากิตติมศักดิ์รุ่นกัซซัน อันเป็นการประชุมกำหนดตัวคณะทำงานฝ่ายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ป. แม้รายงานการประชุมจะไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองรับรองความถูกต้อง แต่รายงานการประชุมฉบับดังกล่าวนี้ก็เป็นเอกสารที่นางอมลวรรณ ผู้เข้าร่วมประชุมนำมามอบให้พันตำรวจโทศักกพล พนักงานสอบสวนซึ่งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านรายงานการประชุมดังกล่าวหากแต่จำเลยที่ 2 ยังลงนามในฐานะรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัย ป. ในหนังสือเชิญหม่อมราชวงศ์ จ. มาเป็นประธานการมอบตำแหน่งคณาจารย์นักวิชาการ โดยในหนังสือเชิญมีข้อความระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนระบบทางไกล Cyber ทั่วโลก สถานที่ตั้งอยู่ที่ประเทศปากีสถาน มีคณาจารย์ นักวิชาการและศูนย์การศึกษานอกระบบ (กศน.) ในประเทศไทย ประกอบกับในงานวันที่ 25 และ 26 พฤษภาคม 2556 ยังมีป้ายข้อความระบุชัดว่า พิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการ คณะทำงานและประสาทปริญญาบัตร และจำเลยที่ 2 ยังร่วมลงชื่อในปริญญาบัตรที่มอบในงานดังกล่าวด้วย ทั้งในเว็บไซต์ ที่จำเลยที่ 1 นำข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ป. ลงเผยแพร่ นอกจากจะปรากฏรายชื่อคณาจารย์ ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ป. วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และแผนการดำเนินงานที่ระบุว่าเปิดลงทะเบียนการเรียนตั้งแต่พฤษภาคม 2013 เป็นต้นไปแล้ว ในเว็บไซต์ดังกล่าวยังมีภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและฝ่ายวิจัย กับมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัย ป. และยังปรากฏข้อมูลสื่อสารถึงนักศึกษาและสมาชิก โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์วิธีการเรียนการสอนและคู่มือการเขียนสารนิพนธ์ตลอดจนหลักสูตรการศึกษาไว้สอดคล้องกับเอกสารการขออนุญาตจัดตั้ง ที่ประเทศปากีสถาน ที่จำเลยที่ 1 นำมาแสดงต่อพันตำรวจโทศักกพลซึ่งมีข้อความระบุชัดว่าคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย ป. มีมติให้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 9 คน เป็นคณะกรรมการจากประเทศไทยด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว เชื่อว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. ขึ้นในประเทศไทย แม้ยังไม่มีการเรียนการสอน แต่จากข้อมูลในเว็บไซต์ ระบุชัดว่า มหาวิทยาลัย ป. มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมด้านการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม การกีฬาและสาธารณสุข ทั้งยังมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา อาทิเช่น หัวข้อเกี่ยวกับนักศึกษาใหม่ หลักสูตร การเรียน การสอนและคณาจารย์ไว้ชัดแจ้ง โดยเฉพาะในหัวข้อนักศึกษาใหม่ มีการแจกแจงระเบียบการลงทะเบียนนักศึกษาใหม่ เกณฑ์การรับสมัครทุนการศึกษา อัตราค่าลงทะเบียนปี 2556 และระเบียบนักศึกษาเทียบโอนไว้ อันแสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัย ป. จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ มหาวิทยาลัย ป. จึงมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามความในมาตรา 8 และ 9 ของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. ขึ้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับนำข้อมูลหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดจนระเบียบการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ และจัดให้มีพิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการคณะทำงานของมหาวิทยาลัย ป. และมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลต่าง ๆ อันเป็นการแสดงออกให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นหลงเชื่อว่ามหาวิทยาลัย ป. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ตามฟ้องข้อ 1. โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลากลางวันถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ 1.1 จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ป. โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อ 1.2 ตามวันเวลาดังกล่าวตามฟ้องข้อ 1. จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตและกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญา โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. แต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการและตำแหน่งทางการบริหารในลักษณะเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายมีหลักสูตรการเรียนการสอน การมอบปริญญาชั้นต่าง ๆ และตำแหน่งทางวิชาการ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่ามหาวิทยาลัย ป. มีการจัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องและจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาของมหาวิทยาลัย ป. โดยความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้จัดการศึกษาระดับปริญญาตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวนอกจากโจทก์จะบรรยายระบุชัดว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ป. โดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วตามฟ้องข้อ 1.2 โจทก์ยังบรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงสามารถแยกเจตนาของจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามฟ้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องในลักษณะเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.1036/2562 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1703/2562 ของศาลชั้นต้นซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ป. โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาส่วนคดีหมายเลขแดงที่ อ.1036/2562 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1703/2562 ของศาลชั้นต้น แม้ทั้งสองคดีดังกล่าวโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาเช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ส. และ มหาวิทยาลัย ส. 2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นคนละมหาวิทยาลัยกับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับทั้งสองคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะอายุมากแล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. และแสดงออกให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า มหาวิทยาลัย ป. มีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอก โดยที่ไม่มีการดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยให้ถูกต้องและไม่มีการเรียนการสอนจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลที่สนใจศึกษาหาความรู้เสียโอกาสทางการศึกษา ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา เศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศโดยตรง ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนในการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือนและปรับ 50,000 บาท และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน และปรับ 120,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ม. 5 ม. 8 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางทรรศนีย์ ลีลาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายคมกฤช เทียนทัด
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2564
#664261
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบัญญัติหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และ พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก. นี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ คดีนี้โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินที่ได้รับไว้นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ต่อมาจำเลยได้ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินคืน และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยฟ้องแย้งขอเรียกคืนเงินสำรองและค่าเสียหาย จึงมีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ กรณีต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ โดยจำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเท่ากับร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่ พ.ร.ก. นี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 414,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 2,105,576.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 949,618.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,946.40 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560) ต้องไม่เกิน 24,590.26 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 448,672.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 414,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (26 กันยายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มีนายสมชาย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน จำเลยประกอบกิจการให้เช่าห้องพัก ชื่ออาคาร ส. มีนายสุทธิ นายวิโรจน์ และนายคเณตร์ เป็นกรรมการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำเลยว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงห้องพักของอาคาร ส. ชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ทำใบเสนอราคาค่าปรับปรุงห้องพักชั้นที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 556,600 บาท และวันที่ 6 มีนาคม 2560 โจทก์ทำใบเสนอราคาค่าปรับปรุงห้องพักชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 รวมค่าดำเนินการและกำไรเป็นเงินทั้งสิ้น 985,780 บาท วันที่ 17 มีนาคม 2560 โจทก์ทำใบสั่งจ้างไปยังจำเลยระบุค่าจ้างเป็นเงิน 985,780 บาท โจทก์เริ่มเข้าทำงานวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระหว่างสัญญาโจทก์ขอเบิกเงินจากจำเลย 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 29 มีนาคม 2560 จำนวน 300,000 บาท และวันที่ 27 เมษายน 2560 จำนวน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 750,000 บาท วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือขอเบิกเงินจากจำเลย 200,000 บาท และวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือขอเบิกเงินจากจำเลย 35,780 บาท และ 178,476 บาท รวมเป็นเงิน 414,256 บาท วันที่ 16 สิงหาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่เหลือทั้งหมด วันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ค้าง 414,256 บาท ภายใน 7 วัน วันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง กับขอให้โจทก์คืนเงินสำรองค่างานและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 591,171 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับหนังสือ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาจ้างทำของ โจทก์ผู้รับจ้างย่อมมีหน้าที่ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ในกรณีนี้คือการปรับปรุงห้องพักให้อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อการเข้าอยู่อาศัยของลูกค้าในกิจการห้องพักให้เช่าของจำเลย ส่วนสินจ้างอันพึงใช้ให้ เมื่อตามสำเนาใบเสนอราคาและใบสั่งจ้างมิได้มีข้อสัญญากำหนดว่าจะส่งรับมอบการงานที่ทำเป็นส่วน ๆ และได้ระบุจำนวนสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ เพื่อการงานแต่ละส่วนในเวลาที่รับเอาส่วนนั้น จำเลยจึงพึงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยรับมอบการงานที่ทำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 ทั้งในการขอเบิกเงินแต่ละครั้ง โจทก์ยังระบุว่า ขอเบิกเงิน (สำรอง) ซึ่งมีความหมายชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการขอรับเงินล่วงหน้าเผื่อเหลือเผื่อขาดก่อนที่จะทำการงานเสร็จ ไม่อาจแปลความของคำว่าเงินสำรองเป็นค่าจ้างตามงวดงานได้ ที่โจทก์ระบุในหนังสือว่าโจทก์ดำเนินงานปรับปรุงแล้วเสร็จบางส่วน จึงขอเบิกเงิน (สำรอง) ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นงานประเภทใดบ้างที่ทำเสร็จและได้เนื้องานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 คิดเป็นเงิน 200,000 บาท วันที่ 29 มีนาคม 2560 คิดเป็นเงิน 300,000 บาท และวันที่ 27 เมษายน 2560 คิดเป็นเงิน 250,000 บาท ลำพังภาพถ่ายสภาพห้องพักขณะปรับปรุง ยังไม่เพียงพอต่อการรับฟังว่าเป็นการงานที่ทำเสร็จ กับได้ความอีกว่า ในการทำงานโจทก์ให้นายกรณ์ รับเหมาช่วงงานไปทำต่ออีกทอดหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์โดยนายสมชายหรือลูกจ้างของโจทก์เข้าทำการงานปรับปรุงห้องพักเอง โดยที่โจทก์มิได้มอบหมายให้ลูกจ้างของโจทก์คนใดไปควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของนายกรณ์ คงเป็นฝ่ายจำเลยที่มอบหมายให้นางสาวขนิษฐา และนางสาวพิมพาพรรณ ลูกจ้างของจำเลยผู้ดูแลอาคาร ส. คอยดูแลการทำงาน นายกรณ์ซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานเบิกความอีกว่า นายสุทธิไปตรวจความเรียบร้อยเกือบทุกวัน บางครั้งเป็นพนักงานของจำเลยชื่อเอกับแก้วที่เข้าไปดูงานและสั่งให้พยานแก้ไข ไม่ปรากฏจากคำของนายกรณ์ว่านายสมชายเข้าไปดูงานในแต่ละวันหรือเป็นครั้งคราวด้วยเลย คำของนายสมชายที่เบิกความลอย ๆ และขัดกับข้อความในเอกสารซึ่งนายสมชายทำขึ้นเอง จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินที่โจทก์ขอเบิกและรับไปจากจำเลย 3 ครั้ง รวม 750,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยสำรองจ่ายล่วงหน้าเพื่อให้โจทก์นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน มิใช่เป็นเงินค่าจ้างตามส่วนของงานที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าซึ่งโจทก์ทำเสร็จและจำเลยรับมอบการงานส่วนนั้นไว้แล้ว ที่นายสมชายเบิกความอีกว่าวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 พยานดำเนินงานได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และขอเบิกเงินครั้งที่ 4 จำนวน 200,000 บาท แต่จำเลยผัดผ่อนโดยขอให้พยานทำงานไปก่อนค่อยเบิกตอนงานจบทีเดียว เมื่อพยานทำงานเสร็จเรียบร้อย วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 พยานจึงขอเบิกเงินครั้งสุดท้ายตามจำนวนที่เหลือ 35,780 บาท และงานเพิ่ม 178,460 บาท รวมเป็นเงิน 414,256 บาท และวันที่ 4 สิงหาคม 2560 พยานทำหนังสือส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลยตามที่ลูกจ้างของจำเลยแจ้งให้ทำ โจทก์ยังคงไม่มีรายละเอียดของงานตามที่อ้าง ภาพถ่ายพื้นห้อง 8 ภาพ และภาพถ่ายหน้าต่าง 5 ภาพ ไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่าโจทก์ปรับปรุงห้องพักในชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วเสร็จไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เช่นกัน ส่วนพยานจำเลยที่มีนางสาวขนิษฐาเบิกความว่า โจทก์ทำงานยังไม่เรียบร้อยและไม่แล้วเสร็จ สีที่ทาก็พองและหลุดล่อน พยานรายงานให้นายสุทธิและนายวิโรจน์ทราบ กับแจ้งให้โจทก์มาแก้ไข โจทก์ส่งช่างมาแก้ไขแต่งานยังไม่แล้วเสร็จ นางสาวขนิษฐาสามารถเบิกความอธิบายในรายละเอียดของงานที่ไม่เสร็จและไม่เรียบร้อยได้เป็นอย่างดี กับได้สำรวจ ถ่ายภาพและทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานชัดเจน และนางสาวขนิษฐาได้ทำหนังสือโต้ตอบนายสมชายถึงงานที่ทำไม่เรียบร้อย โดยปรากฏในเอกสารว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 นายสมชายลงชื่อรับรองเอกสารเรื่องที่โจทก์ขอเบิกสีจากจำเลยไปใช้หลายรายการ เพื่อให้จำเลยใช้เป็นหลักฐานส่งไปให้โจทก์และหักเงินระหว่างกัน ทั้งนางสาวขนิษฐายังจดบันทึกวันเวลาที่โจทก์ส่งคนงานเข้าไปแก้ไขงานทาสี ซึ่งคนงานของโจทก์เข้าไปทำงานจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ทำให้เห็นได้ว่าขณะโจทก์มีหนังสือส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลยในวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ห้องพักไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้ดีดังโจทก์อ้าง และจำเลยยังมีนายมานิต กรรมการบริษัท น. ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เบิกความว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 บริษัท น. โดยพยานได้รับการติดต่อจากจำเลยให้เข้าไปตรวจรับงานปรับปรุงห้องพักในอาคาร ส. ต้นเดือนสิงหาคม2560 จำเลยแจ้งให้พยานไปตรวจสอบงานตามหนังสือส่งมอบพื้นที่ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ของโจทก์ พยานใช้เวลา 5 วัน ในการตรวจสอบงานปรับปรุงห้องพักในชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 ในขณะที่ยังมีช่างสีของโจทก์ 3 ถึง 4 คน เข้าไปแก้ไขงานสีที่หลุดล่อนและพองตัว วันที่ 29 สิงหาคม 2560 พยานทำหนังสือแจ้งรายละเอียดของงานแต่ละชั้นโดยงานที่ใช้ไม่ได้ มีงานสีต้องทาใหม่ ผนังห้องต้องรื้อและทำใหม่ วงกบประตูเอียงและเบี้ยว งานปรับปรุงที่โจทก์ทำและใช้งานได้จริงคิดเป็นเงิน 161,253.60 บาท ส่วนงานเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 87,800 บาท รวมเป็นเงิน 249,053.60 บาท ต่อมาจำเลยให้บริษัท น. เสนอราคาแก้ไขซ่อมแซมงานส่วนที่โจทก์ทำไว้ไม่เรียบร้อยและใช้การไม่ได้ วันที่ 15 มกราคม 2561 พยานเสนอราคาแก้ไขซ่อมแซมงานชั้นที่ 2 รวม 6 รายการ เป็นเงิน 201,250 บาท ชั้นที่ 3 รวม 6 รายการ เป็นเงิน 193,200 บาท และชั้นที่ 4 รวม 6 รายการ เป็นเงิน 193,200 บาท ใช้เวลาทำงาน 60 วัน บริษัท น. ทำงานเสร็จและได้รับค่าจ้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย 628,785.50 บาท หากงานปรับปรุงห้องพักที่โจทก์ดำเนินการและส่งมอบให้จำเลยเสร็จสมบูรณ์สามารถใช้การได้ดี ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยต้องว่าจ้างบริษัท น. เข้าไปซ่อมแซมแก้ไขซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้นอีก ทั้งข้อที่นายมานิตอ้างว่างานสีใช้ไม่ได้ทั้งหมดต้องทำใหม่ จำเลยมีนายภานุพล พนักงานฝ่ายเทคนิคของบริษัท ต. ซึ่งจำหน่ายสีทุกชนิด เบิกความว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2560 บริษัท ต. ให้พยานเข้าไปตรวจสอบสีของบริษัทที่จำเลยใช้ทาภายในอาคาร ส. ที่เกิดปัญหาพองตัวและหลุดล่อน พยานตรวจพบปัญหาว่าเกิดจากการทาสีไม่ถูกต้องตามกรรมวิธีโดยช่างไม่ได้ขัดล้างทำความสะอาดผนังเก่าให้เรียบร้อยก่อนและไม่ได้ทาสีรองพื้นปูนเก่า ถ้าทำถูกต้องสีจะคงทนนานอย่างน้อย 10 ปี สอดคล้องกับที่นางสาวขนิษฐาจดบันทึกเหตุการณ์ที่โจทก์ส่งคนงานเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องสีพองตัวในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 และแม้มีการแก้ไขแล้วสีก็ยังพองตัว ส่วนงานผนังห้องที่โจทก์ทำไว้แต่ยังคงมีเสียงเล็ดลอด นายมานิตก็สามารถเบิกความอธิบายได้ว่าเป็นเพราะโจทก์ใช้โครงเหล็กชุบสังกะสีที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผนังห้องไม่แข็งแรง จึงต้องรื้อและทำใหม่ คำของนายมานิตมีน้ำหนักในการรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าโจทก์ปรับปรุงห้องพักอาคารสุทธิแมนชั่น 2 ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างตามสัญญาจากจำเลย อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ประสงค์เข้าทำงานต่อและต่างฝ่ายต่างมีหนังสือบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระเงินให้แก่ตนแต่ได้รับการปฏิเสธ ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ต้องคืนเงิน 750,000 บาท แก่จำเลย ส่วนจำเลยต้องใช้เงินตามควรแห่งค่าการงานอันโจทก์ได้กระทำให้ ตามที่รับฟังได้ว่างานปรับปรุงห้องพักที่โจทก์กระทำให้แก่จำเลยใช้งานได้จริงคิดเป็นเงิน 249,053.60 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อหักกลบกันแล้ว โจทก์ต้องคืนเงิน 500,946.40 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันที่โจทก์รับไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง และมาตรา 7 แต่จำเลยฟ้องแย้งขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รับเงินไปจากจำเลยครั้งสุดท้ายและเป็นคุณแก่โจทก์ จึงให้ตามที่จำเลยขอ สำหรับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่จำเลยพึงมีสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย เห็นว่า โจทก์ทำการงานปรับปรุงห้องพักให้จำเลยไม่เสร็จตามสัญญา จึงชอบที่จำเลยจะเอาการงานนั้นไปให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมหรือทำต่อไปได้ ซึ่งโจทก์จะต้องเสี่ยงความเสียหายและออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 594 เมื่อได้ความว่าจำเลยจ้างบริษัท น. แก้ไขซ่อมแซมงานส่วนที่โจทก์ทำไว้ไม่เรียบร้อยและใช้การไม่ได้ โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 628,785.50 บาท แต่จำเลยเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนนี้จากโจทก์ 148,672.20 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดให้ตามจำนวนดังกล่าว ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่าห้องพัก จำเลยฎีกาขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์ที่เป็นค่าเช่าอันจะพึงได้รับจากการให้เช่าห้องพักของผู้ว่าจ้าง มิใช่เป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้หรือผิดสัญญาจ้างทำของ หากแต่เป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือขณะทำสัญญาแล้วว่าจำเลยมีความประสงค์หรือมีกำหนดเวลาว่าจะนำห้องพักที่ปรับปรุงเสร็จออกให้เช่าเมื่อใดและมีอัตราค่าเช่าเท่าใด ที่นายวิโรจน์และนางสาวขนิษฐาเบิกความว่า อาคารชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 มีห้องพักชั้นละ 6 ห้อง อัตราค่าเช่าต่อเดือนชั้นที่ 2 และที่ 3 ห้องละ 11,500 บาท ชั้นที่ 4 ห้องละ 12,000 บาท ไม่มีหลักฐานใดสนับสนุน และนางสาวขนิษฐาเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ว่า ปัจจุบันยังไม่มีผู้เช่าห้องพักชั้นที่ 2 ถึงที่ 3 ทั้ง ๆ ที่ได้ความว่าบริษัท น. ส่งมอบงานแก้ไขซ่อมแซมห้องพักชั้นที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 และชั้นที่ 4 ในเดือนเมษายน 2561 ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้ประสงค์ที่จะนำห้องพักออกให้เช่าในทันทีที่ปรับปรุงห้องพักเสร็จและจำเลยมิได้บอกกล่าวเรื่องนี้แก่โจทก์ กรณีฟังไม่ได้ว่าก่อนหรือขณะทำสัญญาโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นว่าจำเลยจะนำห้องพักออกให้เช่าอย่างแน่นอนชัดเจนแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..."ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ คดีนี้โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินที่ได้รับไว้นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ต่อมาจำเลยได้ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินคืน และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยฟ้องแย้งขอเรียกคืนเงินสำรองและค่าเสียหาย จึงมีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ โดยจำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเท่ากับร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 649,618.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 500,946.40 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในต้นเงิน 148,672.20 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 391 ม. 594
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟ.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณรัช อิ่มสุขศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2564
#656668
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นางอมร ภริยาของนายประวิทย์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 4,133,144 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,024,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 6 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ผู้ตายมีส่วนกระทำความผิดด้วยและค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้จำเลยชำระเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้ลงโทษจำคุก 18 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน 780,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 ตามที่โจทก์ร่วมขอเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์ร่วมและนายประวิทย์ ผู้ตาย เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยและนางสาวอรพิน เคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน รวมทั้งเด็กชายธนโชติ แต่หย่ากันเมื่อปี 2557 ก่อนเกิดเหตุ 4 ปีเศษ ผู้ตายและนางสาวอรพินมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว วันเกิดเหตุวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยใช้ไม้ลักษณะสี่เหลี่ยมยาวประมาณ 1 เมตร ตีศีรษะผู้ตายภายในบ้านที่นางสาวอรพินพักอยู่กับเด็กชายธนโชติซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุ ผู้ตายวิ่งออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้วไปล้มหมดสติอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2562 ผู้ตายถึงแก่ความตาย แพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตายพบบาดแผลฟกช้ำที่ศีรษะด้านขวา ขนาด 5 เซนติเมตร ที่รอบเบ้าตาขวา ขนาดกว้าง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร และบาดแผลถลอกที่คาง ขนาด 0.5 เซนติเมตร และ 1 เซนติเมตร รอบ ๆ บวมช้ำขนาด 3 เซนติเมตร ไม่พบรอยกดรัดบริเวณลำคอ ไม่พบบาดแผลอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุการตาย ผ่าตรวจศพภายใน พบหนังศีรษะส่วนบนและขมับทั้งสองข้างช้ำรุนแรง พบกะโหลกศีรษะด้านซ้ายและส่วนฐานด้านซ้ายแตกร้าวรุนแรง พบเลือดออกบนเยื่อหุ้มสมองด้านซ้าย 150 มิลลิลิตร สมองบวมมากกดทับไปทางด้านขวา พบเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองกลีบหน้าซ้าย 10 มิลลิลิตร พบเลือดฉาบที่ผิวสมองทั่ว ๆ พบเลือดออกในเนื้อสมองกลีบกระหม่อมซ้าย 5 มิลลิลิตร เนื้อสมองกลีบขมับทั้งสองข้างช้ำและฉีกขาด ตรวจบริเวณลำคอ ทรวงอก ช่องท้อง ไม่พบลักษณะการได้รับบาดเจ็บ และไม่พบลักษณะผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุการตาย เหตุที่ตายเนื่องจากบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง สันนิษฐานว่าเกิดจากถูกทำร้ายร่างกาย วันที่ 27 มีนาคม 2562 ญาติของผู้ตายมาแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกบรรจง พนักงานสอบสวน ร้อยตำรวจเอกบรรจงไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุพบนางสาวอรพิน บ้านที่เกิดเหตุเป็นอาคารปูน 1 ชั้น แบ่งเป็น 2 คูหา เลขที่ 90/3 และ 90/4 บริเวณหน้าบ้านเป็นประตูเหล็กดึงขึ้นลง 2 ช่อง สภาพบ้านเลขที่ 90/3 บริเวณด้านหน้าติดกับถนน ส่วนบริเวณด้านหลังเป็นลานโล่งและมีประตูหลังบ้าน ตรวจสอบภายในบ้านเมื่อเปิดประตูเหล็กเลื่อนขึ้น บริเวณกลางบ้านเป็นห้องโถง ถัดจากห้องเข้าไปเป็นห้องนอนด้านซ้ายมือของบ้าน ถัดเข้าไปเป็นห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกับประตูหลังบ้าน ไม่พบรอยคราบโลหิตและอาวุธในที่เกิดเหตุ นางสาวอรพินแจ้งว่าจำเลยซึ่งเป็นสามีเก่าใช้ไม้ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ตีศีรษะผู้ตาย แล้วผู้ตายวิ่งหนีออกจากบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อนางสาวอรพินโทรศัพท์สอบถามผู้ตายว่าอยู่ที่ใดและบาดเจ็บหรือไม่ ได้รับแจ้งว่าอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน เมื่อร้อยตำรวจเอกบรรจงเดินทางไปบริเวณโรงเรียน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่พบผู้ตายรวมถึงรอยเลือด แต่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชายมาล้มลงบริเวณหน้าโรงเรียนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาล ร้อยตำรวจเอกบรรจงรวบรวมพยานหลักฐานแล้วได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยและวันที่ 22 เมษายน 2562 พันตำรวจตรีธานี จับจำเลยได้ที่บริษัทปูนซีเมนต์ ร้อยตำรวจเอกบรรจงสอบปากคำพันตำรวจตรีธานี และแจ้งข้อหาจำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้ไม้รองเครื่องซักผ้าตีผู้ตาย 1 ครั้ง สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน 780,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 ตามที่โจทก์ร่วมขอเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกบรรจงเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงว่าจะทำบันทึกคำให้การของนางสาวอรพินให้แตกต่างจากที่นางสาวอรพินให้การเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเป็นการบันทึกคำให้การตามที่นางสาวอรพินให้การ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของนางสาวอรพินได้ความว่า นางสาวอรพินให้การในวันที่ 27 มีนาคม 2562 ว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะนางสาวอรพิน ผู้ตาย และเด็กชายธนโชติ พักอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยมาเคาะประตูหลังบ้านเรียกให้เปิดประตู ผู้ตายบอกนางสาวอรพินว่าไม่ต้องเปิดประตู แต่จำเลยยังคงเคาะประตูเรียกอยู่อีก หลังจากนั้นผู้ตายบอกนางสาวอรพินว่าให้เปิดประตูด้านหลังให้จำเลย ส่วนผู้ตายจะเปิดประตูออกทางด้านหน้า เมื่อนางสาวอรพินไปเปิดประตูหลังให้จำเลยเข้ามาในบ้านแล้วพบผู้ตายยืนอยู่บริเวณประตูด้านหน้าบ้าน จำเลยใช้ไม้ทุบตีศีรษะของผู้ตายประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งผู้ตายล้มลง นางสาวอรพินเข้าไปโอบตัวผู้ตายให้ลุกขึ้น จำเลยเข้ามาชกต่อยอีก นางสาวอรพินผลักจำเลยออกมาแล้วจำเลยและนางสาวอรพินทะเลาะโต้เถียงกัน ผู้ตายเดินมาทางหลังบ้านเข้าห้องนํ้าและล้างหน้าและตัวที่มีเลือดออก จำเลยเข้าไปหยิบมีดในครัวมา นางสาวอรพินวิ่งเข้ามาขวางไว้แล้วผู้ตายออกจากบ้านไป จำเลยตบตีและใช้มีดจี้คอนางสาวอรพินแล้วออกจากบ้านไป นางสาวอรพินจึงโทรศัพท์หาผู้ตายและทราบว่าผู้ตายอยู่บริเวณโรงเรียน การที่นางสาวอรพินให้การหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ย่อมไม่มีเวลาไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น เชื่อว่าให้การไปตามจริง แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวนางสาวอรพินมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของนางสาวอรพินในชั้นสอบสวน อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2562 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 และวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ว่าโจทก์ประสงค์จะสืบนางสาวอรพินเป็นพยาน แต่นางสาวอรพินไปจากบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด และโจทก์ได้พยายามติดตามหาแล้วแต่ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด อันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานปากนางสาวอรพินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พฤติการณ์ที่นางสาวอรพินออกจากบ้านเช่าและไม่ทราบว่าไปอยู่ ณ ที่ใดดังกล่าวนั้น ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้ ทั้งเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายเพียงทีเดียวโดยไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตายระบุว่าพบบาดแผลฟกช้ำที่ศีรษะด้านขวา ขนาด 5 เซนติเมตร ที่รอบเบ้าตาขวา ขนาดกว้าง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร และบาดแผลถลอกที่คาง ขนาด 0.5 เซนติเมตร และ 1 เซนติเมตร รอบ ๆ บวมช้ำขนาด 3 เซนติเมตร ไม่พบรอยกดรัดบริเวณลำคอ ไม่พบบาดแผลอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุการตาย ผ่าตรวจศพภายใน พบหนังศีรษะส่วนบนและขมับทั้งสองข้างช้ำรุนแรงพบกะโหลกศีรษะด้านซ้ายและส่วนฐานด้านซ้ายแตกร้าวรุนแรง เลือดออกบนเยื่อหุ้มสมองด้านซ้าย 150 มิลลิลิตร สมองบวมมากกดทับไปทางด้านขวา เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองกลีบหน้าซ้าย 10 มิลลิลิตร เลือดฉาบที่ผิวสมองทั่ว ๆ เลือดออกในเนื้อสมองกลีบกระหม่อมซ้าย 5 มิลลิลิตร เนื้อสมองกลีบขมับทั้งสองข้างช้ำและฉีกขาด การที่ผู้ตายบาดเจ็บทั้งส่วนบนขมับและฐานกะโหลกซึ่งเป็นส่วนล่างของศีรษะเชื่อว่าเกิดจากการตีต่างคราวกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้ไม้เหลี่ยมยาว 1 เมตร ตีศีรษะผู้ตายโดยแรง 2 ถึง 3 ครั้ง ตามที่นางสาวอรพินให้การ จำเลยนำสืบว่าใช้ไม้ตีผู้ตายขณะที่ผู้ตายกำลังก้มลงเพื่อจะลอดประตูเหล็กหน้าบ้านออกไปในขณะที่มีแสงสว่างทั้งภายในและภายนอกบ้าน แสดงว่าจำเลยมองเห็นผู้ตายได้ดีและมีโอกาสเลือกตีอวัยวะส่วนอื่นแต่จำเลยกลับเลือกตีศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญหลายครั้งถึงกับเป็นเหตุให้กะโหลกศีรษะด้านซ้ายและส่วนฐานด้านซ้ายแตกร้าวรุนแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ส่วนการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่นั้น ที่จำเลยฎีกาว่าแม้จำเลยจะจดทะเบียนหย่ากับนางสาวอรพินแล้ว แต่จำเลยและนางสาวอรพินยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันมาโดยตลอด เห็นว่า เมื่อจำเลยเคาะประตูหลังบ้านเรียกให้เปิดประตู หากจำเลยและนางสาวอรพินไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันหลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่นางสาวอรพินจะต้องให้ผู้ตายรีบออกทางประตูหน้าบ้าน พฤติการณ์แสดงว่านางสาวอรพินและผู้ตายไม่ต้องการให้จำเลยทราบว่าผู้ตายและนางสาวอรพินมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกัน อันเป็นข้อที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยและนางสาวอรพินยังอยู่กินฉันสามีภริยา นอกจากนั้น ยังได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมของนางสาวอรพินว่าจำเลยเคยมาที่บ้านเกิดเหตุ กับจำเลยโทรศัพท์มาหานางสาวอรพินและทะเลาะกันก่อนเกิดเหตุ 3 วัน และวันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้โทรศัพท์บอกว่าจะมาบ้านที่เกิดเหตุ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบยืนยันว่า เมื่อปี 2557 ขณะที่อยู่จังหวัดสตูล จำเลยและนางสาวอรพินจดทะเบียนหย่ากัน เนื่องจากประสงค์จะซื้อบ้าน แต่จำเลยไม่สามารถกู้เงินได้เนื่องจากติดเครดิตบูโร แต่ยังอยู่กินฉันสามีภริยากันมาโดยตลอด อีกทั้งจำเลยมีใบเสร็จรับเงินชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 มาแสดงว่านางสาวอรพินเป็นผู้กู้เงิน ส่วนจำเลยเป็นผู้ชำระเงินกู้นั้น เห็นว่า หากจำเลยและนางสาวอรพินไม่ได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาหลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็ไม่มีเหตุใดที่จำเลยต้องชำระเงินที่นางสาวอรพินกู้ให้แทนนางสาวอรพิน เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยยังติดต่อนางสาวอรพินอย่างสม่ำเสมอและนางสาวอรพินก็ไม่ต้องการให้จำเลยทราบถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างนางสาวอรพินและผู้ตาย แม้จำเลยและนางสาวอรพินจะจดทะเบียนหย่ากัน แต่จำเลยและนางสาวอรพินยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันหลังจากจดทะเบียนหย่า ดังนั้น พฤติการณ์ที่เมื่อจำเลยเข้ามาภายในบ้านที่เกิดเหตุแล้วเห็นผู้ตายอยู่กับนางสาวอรพินในเวลากลางคืนในลักษณะชู้สาว จึงเป็นการที่จำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ มาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 4 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนี่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 145 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
โจทก์ร่วม — นาง อ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางสาวภคินี ก่อคุณากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แก้ว เวศอุไร
พิชัยวัฒน์ อุตะเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2564
#680347
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 277 ตรี (2) เป็นความผิดที่เป็นผลมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ไม่ว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่ก็ตาม ผลของการกระทำความผิดนั้นซึ่งได้แก่ความตายของผู้ถูกกระทำจึงต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ ตาม ป.อ. มาตรา 63

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันให้ผู้ตายเสพ 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) คีตามีน (ยาเค) และไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) เข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ผู้ตายมึนเมาเคลิบเคลิ้มหรือประสาทหลอน จนอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนต่อการกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ย่อมเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายตาม ป.อ. มาตรา 1 (6) และเป็นการกระทำที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ไม่อาจแยกออกจากกันเป็นคนละส่วนได้ และการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายด้วยการนำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายจนเกินขนาด แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่สภาพร่างกายของผู้ตายอ่อนแออย่างมากจากพิษของสารเสพติดย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้ตายทั้งการใช้กำลังประทุษร้ายและการข่มขืนกระทำชำเราด้วยความรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของผู้ตายจะทนทานได้ จึงต้องถือว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงและเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 86, 91, 92, 276, 277 ตรี พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62 ตรี, 106 ตรี, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 58, 91 ริบของกลางทั้งหมด บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ อย.4683/2558 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาอื่นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ กับจำเลยที่ 4 รับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วตามฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ถ. มารดาของนางสาว ก. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายและเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว)

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่าเดินทางในการติดตามคดี 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลา 37 ปี รวมเป็นเงิน 4,000,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานต่อจิตใจทำให้โจทก์ร่วมเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งห้าให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม), 277 ตรี (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 92, 141 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และมาตรา 58, 91 อีกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเสพโคคาอีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานเสพคีตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพโคคาอีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมาเรียงกระทงลงโทษและบวกโทษได้อีก คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 5

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 92, 141 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และมาตรา 58, 91 อีกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ให้จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานเสพคีตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน และจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพโคคาอีน จำคุก 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ให้เพิ่มโทษอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 สำหรับความผิดฐานเสพคีตามีน เป็นจำคุก 8 เดือน แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น เมื่อศาลวางโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ไว้ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานเสพคีตามีน และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพโคคาอีนให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 3 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน รวมเป็นโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกคนละ 33 ปี 7 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 13 เดือน และจำเลยที่ 4 จำคุก 33 ปี 8 เดือน โดยให้นำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ของจำเลยที่ 2 ที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ อย.4683/2558 ของศาลชั้นต้นรวมเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นโทษจำคุก 33 ปี 14 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี (2) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) และจำเลยที่ 2 เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) กับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคคาอีน) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคบคิดวางแผนข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ก. ผู้ตาย ด้วยการแอบใส่ 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) ในเบียร์ที่ผู้ตายดื่ม ให้ผู้ตายสูดดมคีตามีน (ยาเค) และให้ผู้ตายอมไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) 1 เม็ด ไว้ใต้ลิ้น จากนั้นเวลา 5 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 พาผู้ตายไปยังโรงแรมเสนาเพลส ห้องพักเลขที่ 1216 ที่เกิดเหตุ ให้ผู้ตายอมไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) อีก 1 เม็ด ไว้ใต้ลิ้น แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา มาผู้พบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ แพทย์ตรวจพบสารเสพติด 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) เฮโรอีน คีตามีน (ยาเค) ไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) และยาแก้ไออยู่ในร่างกายของผู้ตาย กับระบุสาเหตุการตายว่า เนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) จำเลยที่ 2 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) กับฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคคาอีน) ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 5 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยุติไปเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี (2) เป็นความผิดที่เป็นผลมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ไม่ว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่ก็ตาม เช่นนี้ ผลของการกระทำความผิดนั้นซึ่งได้แก่ความตายของผู้ถูกกระทำจึงต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) มีการกระทำของผู้กระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดคือ ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ถ้ามีเพียงกระทำชำเราอย่างเดียว โดยไม่มีการกระทำที่เป็นการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ การใช้กำลังประทุษร้าย การทำให้ผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือการทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นร่วมด้วย ย่อมขาดองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันให้ผู้ตายเสพ 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) คีตามีน (ยาเค) และไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) เข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ผู้ตายมึนเมาเคลิบเคลิ้มหรือประสาทหลอนจนอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนต่อการกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ย่อมเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (6) และเป็นการกระทำที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายนั่นเอง ไม่อาจที่จะแยกออกจากกันเป็นคนละส่วนได้เลย แม้การข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามปกติไม่ทำให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ก็เป็นเพราะการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ การใช้กำลังประทุษร้าย การทำให้ผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วข่มขืนกระทำชำเรา มิได้กระทำด้วยความรุนแรงจนเกินสมควร หาใช่เป็นการกระทำที่ไม่อาจทำให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายได้เลยแต่อย่างใด ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายด้วยการนำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายจนเกินขนาด แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่สภาพร่างกายของผู้ตายอ่อนแออย่างมากจากพิษของสารเสพติด ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้ตายทั้งการใช้กำลังประทุษร้ายและการข่มขืนกระทำชำเราด้วยความรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของผู้ตายจะสามารถทนทานได้ เมื่อต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องถือว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงและเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ดังกล่าว เพราะหากไม่มีการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วยการนำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายเกินขนาดและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายไปด้วยในขณะนั้น เป็นต้นว่านำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายในปริมาณเล็กน้อยเพียงแค่พอให้ผู้ตายไม่สามารถขัดขืนการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ไม่มากจนเกินขนาด ความตายของผู้ตายย่อมจะไม่เกิดขึ้น ที่แพทย์ระบุสาเหตุการตายว่า เนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว เป็นเพียงผลการตรวจพบพยาธิสภาพภายในของผู้ตายและเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานแห่งการตายของผู้ตาย แต่ผลของความตายแท้จริงเกิดจากสิ่งใดศาลย่อมต้องพินิจตริตรองตามบทบัญญัติของกฎหมายและการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ตายดังวินิจฉัยมาประกอบเข้าด้วยกัน มิใช่ดูเพียงพยาธิสภาพภายในของผู้ตายเท่านั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี (2) อีกบทหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มาเป็นอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งปัจจุบันเป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีจึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามมาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนถึงวันที่ชำระหนี้เสร็จ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม), 277 ตรี (2) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อโทษสุทธิเป็นจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 หรือบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน หรือเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 63 ม. 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), วรรคสาม (เดิม) ม. 277 ตรี (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ถ.
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา