คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2564
#664346
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและเรียกค่าเสียหายอ้างว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อคืนโดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 1 ยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีก่อนเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้กรรมสิทธิ์ติดตามและเอาคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนจากจำเลยที่ 1 ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตลอดจนสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่จะใช้สอยทรัพย์สินนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ส่วนคำร้องสอดของโจทก์ที่ยื่นเข้าไปขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 กับสามีซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้กระทำการโดยไม่สุจริต โดยมีคำขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นได้ชัดว่า คำร้องสอดของโจทก์ตั้งข้อพิพาทเป็นปฏิปักษ์กับทั้งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และจำเลยในคดีก่อน มีผลให้คดีตามคำร้องสอดของโจทก์มีลักษณะเป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลแล้ว แม้คดีก่อนศาลจะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีนี้ ก็ถือว่าคดีตามคำร้องสอดของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ โดยมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องเดียวกันกับคดีที่โจทก์ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีก่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 44986 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 245

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโฉนดเลขที่ 44986 ไว้แก่นางสาวศิริพร ในราคา 4,760,000 บาท มีกำหนดเวลาไถ่ถอน 1 ปี และโจทก์ทำหนังสือให้ความยินยอมขายฝากดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนจากขายฝากแล้วจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 รับมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งการทำนิติกรรมซื้อขายของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มาให้ความยินยอม ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 6,880,000 บาท วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพัทยาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท ศาลจังหวัดพัทยาพิพากษายกฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1519/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 1533/2556 คดีถึงที่สุด วันที่ 1 มีนาคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลจังหวัดพัทยาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.229/2560 วันที่ 4 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพัทยาขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารให้ออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.338/2560 ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.229/2560 และมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคำร้องสอดเข้าไปเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.338/2560 ของศาลจังหวัดพัทยา วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ นอกจากนั้น คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.338/2560 ของศาลจังหวัดพัทยา คู่ความท้ากันให้ถือเอาผลคดีนี้เป็นข้อแพ้ชนะ ซึ่งศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีดังกล่าวไว้ชั่วคราว ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลจังหวัดพัทยา ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2560

พิเคราะห์แล้วที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาอ้างว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2562 เป็นสำเนาเอกสารทางโทรสาร มิใช่ต้นฉบับที่ยื่นมาพร้อมกับฎีกา เมื่อโจทก์ส่งต้นฉบับก็ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ปฏิเสธความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารดังกล่าว ทั้งคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาก็หาได้มีข้อผิดระเบียบอย่างใดไม่ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.338/2560 ของศาลจังหวัดพัทยาหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.338/2560 ของศาลจังหวัดพัทยา จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและเรียกค่าเสียหายอ้างว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อคืนโดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 1 ยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้กรรมสิทธิ์ติดตามและเอาคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนจากจำเลยที่ 1 ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตลอดจนสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่จะใช้สอยทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ส่วนคำร้องสอดของโจทก์ที่ยื่นเข้าไปขณะคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 กับสามีซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้กระทำการโดยไม่สุจริต โดยมีคำขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เห็นได้ชัดว่าคำร้องสอดของโจทก์ตั้งข้อพิพาทเป็นปฏิปักษ์กับทั้งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าว มีผลให้คดีตามคำร้องสอดของโจทก์มีลักษณะเป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลแล้ว แม้ศาลจังหวัดพัทยาจะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคดีนี้ ก็ถือว่าคดีตามคำร้องสอดของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพัทยา การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ โดยมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องเดียวกันกับคดีที่โจทก์ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีหมายเลขดำที่ 338/2560 ของศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งมีลักษณะเป็นคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
- นายอุเทน ศิริสมรรถการ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2155/2564
#681425
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลหนี้ซื้อขายสินค้า จำเลยจึงทำหนังสือมอบอำนาจระบุ ป. เป็นผู้มีอำนาจจัดการคดีจนเสร็จสิ้น ป. กับโจทก์ร่วมกันแถลงว่าคดีมีแนวทางที่จะตกลงกันได้ประสงค์จะทำยอม ขอเลื่อนไปทำยอมในนัดหน้า ต่อมาจำเลยทำหนังสือมอบอำนาจระบุให้ ป. เป็นผู้มีอำนาจในการไกล่เกลี่ย เลื่อนนัด จัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้นกระบวนการศาล นั้น ป. จึงอยู่ในฐานะตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจเฉพาะการ มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาในสิ่งที่จำเป็นแทนจำเลยภายในขอบอำนาจที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับข้างต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 800 เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุโดยชัดแจ้งว่าให้ ป. มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งข้อความที่ระบุว่าให้มีอำนาจจัดการคดีจนเสร็จสิ้นก็ไม่อาจตีความว่ารวมถึงให้มีอำนาจในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยได้ ฉะนั้นการที่ ป. แถลงต่อศาลว่าประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์จึงเป็นกรณีตัวแทนกระทำนอกเหนือขอบอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นตัวการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,469,868.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีใจความว่า จำเลยยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 1,469,868.50 บาท โดยผ่อนชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจากเงินที่ค้างชำระ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าส่งคำคู่ความรวมเป็นเงิน 600 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลหนี้ซื้อขายสินค้า จำเลยจึงทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 ระบุให้นางปรานอม เป็นผู้มีอำนาจจัดการคดีหมายเลขดำที่ 2566/2561 จนเสร็จสิ้น โดยวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 นางปรานอมกับฝ่ายโจทก์ร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีมีแนวทางที่จะตกลงกันได้ ประสงค์จะทำยอม ขอเลื่อนคดีเพื่อไปทำยอมในนัดหน้า ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2561 จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจระบุให้นางปรานอมเป็นผู้มีอำนาจในการเจรจาไกล่เกลี่ย เลื่อนนัด จัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้นกระบวนการศาล นั้น นางปรานอมจึงอยู่ในฐานะตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการ มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาในสิ่งที่จำเป็นแทนจำเลยภายในขอบอำนาจที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับข้างต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 800 เมื่อหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับไม่ได้ระบุโดยชัดแจ้งว่าให้นางปรานอมมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งข้อความที่ระบุว่าให้มีอำนาจจัดการคดีจนเสร็จสิ้นก็ไม่อาจตีความว่ารวมถึงให้มีอำนาจในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยได้ ฉะนั้น ที่นางปรานอมแถลงต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ว่าประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2561 จึงเป็นกรณีตัวแทนกระทำนอกเหนือขอบอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยและคำแก้ฎีกาของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเพิกถอนสัญญาประนีประนอม ยอมความฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายศรสิทธิ์ เหลืองคุณวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2564
#681478
เปิดฉบับเต็ม

หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้

กฎหมายมิได้บัญญัตินิยามคำว่า "เกี่ยวข้องสัมพันธ์" ไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์หรือไม่จึงต้องอาศัยความหมายอย่างปกติทั่วไป กล่าวคือ มีความเกี่ยวพัน ติดต่อผูกพัน หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าจะในทางทรัพย์สินในทางความเป็นอยู่ หรือในทางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับผู้กระทำความผิดมูลฐานอย่างมีนัยสำคัญจนเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมในการฟอกเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 78 รายการ รวมราคาประมาณ 1,081,204,804.49 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 23 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.23 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 7 เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตรายปีปีแรกตามสิทธิ และรายการที่ 72 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.23 ของผู้ร้อง โดยให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 กับให้คืนค่าขึ้นศาล 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 9 ถึงที่ 17 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามที่คู่ความฎีกาขึ้นมาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 เป็นฎีกาที่พึงรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดตกเป็นของแผ่นดินเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้อยู่ในขณะยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิได้บัญญัติให้คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ แต่บัญญัติให้คู่ความสามารถฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้เป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้ฎีกา ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้บัญญัติกำหนดลักษณะคดีที่ต้องห้ามฎีกาไว้ว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดี ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์" และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติในเรื่องการฎีกาไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องนำบทบัญญัติการห้ามฎีกาดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอย่างคดีนี้ด้วย คดีนี้ราคาทรัพย์สินซึ่งเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 คิดเป็นเงิน 82,970.85 บาท ผู้คัดค้านที่ 12 คิดเป็นเงิน 20,234.50 บาท ผู้คัดค้านที่ 13 คิดเป็นเงิน 140,987.25 บาท ผู้คัดค้านที่ 14 คิดเป็นเงิน 154,131.46 บาท ผู้คัดค้านที่ 16 คิดเป็นเงิน 0.18 บาท และผู้คัดค้านที่ 17 คิดเป็นเงิน 141,369.51 บาท ซึ่งมีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ไม่ปรากฏว่าได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามฎีกาเป็นประการอื่น ผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า ไม่ปรากฏจากหลักฐานของผู้ร้องว่ามีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป จึงฟังไม่ได้ว่ามีความผิดมูลฐานตามคำร้องของผู้ร้องเกิดขึ้น และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ในการวินิจฉัยฎีกาที่ว่า ไม่ปรากฏจากหลักฐานของผู้ร้องว่ามีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป จึงฟังไม่ได้ว่ามีความผิดมูลฐานตามคำร้องของผู้ร้องเกิดขึ้นนั้น ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า มีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในแต่ละครั้งจำนวนเท่าใด หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไปหรือไม่เสียก่อนแล้วจึงนำไปปรับกับตัวบทกฎหมายว่าการจัดให้มีการเล่นการพนันดังกล่าวมีจำนวนผู้เล่น ผู้เข้าพนัน หรือวงเงินในการกระทำความผิดมากเพียงพอที่จะถือว่าเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ การฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาในข้อที่ว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ (ปัจจุบันคือประธานศาลอุทธรณ์) ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้าม ทั้งฎีกาดังกล่าวมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีอำนาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคําร้องขอให้ศาลมีคําสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น เป็นมาตรการส่วนแพ่งในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมที่มีการนำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือที่ได้มาจากการกระทำความผิดมากระทำในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน และนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์หรือใช้ในการกระทำความผิดต่อไปอีก มิใช่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 จึงบัญญัติมาตรฐานการสั่งคดีของพนักงานอัยการที่จะพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่จึงเป็นเพียงการปรากฏเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามบทนิยาม "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 เท่านั้น โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ นอกจากนี้อำนาจในการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นอำนาจของศาล ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 โดยศาลจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานจนกว่าจะเชื่อว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องคัดค้านของผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินนั้นฟังไม่ขึ้น

สำหรับคดีนี้เริ่มต้นขึ้นจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รับรายงานจากธนาคาร ท. ว่าธุรกรรมทางการเงินรายผู้คัดค้านที่ 1 มีเหตุน่าสงสัย ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมมีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องและที่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลดังกล่าว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ 6 คน ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วเห็นว่ามีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นจริงและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงทำบันทึกเสนอให้คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก 78 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบด้วย เห็นได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ เป็นขั้นเป็นตอนตามที่กฎหมายกำหนด มีผู้เกี่ยวข้องและตรวจสอบเป็นจำนวนมาก มิได้เป็นการดำเนินการไปโดยปราศจากพยานหลักฐาน จึงเป็นกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกรวม 78 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงมีอำนาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน และพนักงานอัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ ส่วนพยานหลักฐานของผู้ร้องจะมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะทำให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันในอีกขั้นตอนหนึ่ง ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 11 และที่ 15 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 78 รายการ ที่มีชื่อผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ครอบครองตกเป็นของแผ่นดินโดยอ้างว่าผู้คัดค้านทั้งสิบเจ็ดกับพวกมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ซึ่งบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 มาตรา 3 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินคดีนี้บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีจำนวนผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป" ดังนั้น ลำพังเพียงความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่ถือว่าเป็นความผิดมูลฐาน กรณีจะเป็นความผิดมูลฐานได้ต้องได้ความว่ามีจำนวนผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไปอีกด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ได้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (การพนันออนไลน์) ทางเว็บไซต์ www.t..., www.u..., www.c... และ www.u... โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีผู้จัดให้มีการเล่นการพนันดังกล่าวตามคำร้องขอของผู้ร้องจริง ส่วนการพนันดังกล่าวจะมีจำนวนผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้ง หรือมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมากพอที่จะเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจ ท. ซึ่งในช่วงระหว่างปี 2552 ถึงปี 2557 พยานรับราชการในตำแหน่งสารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประกอบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของกองกำกับการกลุ่มงานตรวจสอบและตรวจพิสูจน์ทางเทคโนโลยี (ที่ถูก กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี) ซึ่งเป็นข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่แสดงประวัติการเข้าถึงเว็บไซต์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์เล่นการพนันออนไลน์ และช่องทางจัดการให้เล่นการพนันออนไลน์และเว็บไซต์ตัวแทนการพนันออนไลน์ เว็บไซต์ตัวแทนชักชวนโฆษณาให้คนเล่นการพนัน และเอกสารที่เป็นตารางข้อมูลเกี่ยวกับผู้เล่นการพนันซึ่งจัดให้มีผู้เล่นการพนันเกือบ 1,000 ราย ซึ่งผู้เล่นไม่สามารถเปลี่ยน Username และ Password ได้เพราะเจ้าของโปรแกรมการเล่นเป็นผู้กำหนดและสามารถเล่นการพนันที่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเท่านั้น มีจำนวน 999 ผู้ใช้ (Username) ฟังได้ว่า มีจำนวนผู้เล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคน จึงเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีจำนวนผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นแต่ละครั้งเกินกว่าหนึ่งร้อยคนต้องด้วยนิยาม "ความผิดมูลฐาน" ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ที่ใช้อยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความผิดมูลฐานตามคำร้องขอของผู้ร้องเกิดขึ้นแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 11 และที่ 15 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ทรัพย์สิน 78 รายการและดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.23 ยกเว้นทรัพย์สินรายการที่ 7 เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตรายปีปีแรกตามสิทธิ และรายการที่ 72 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้บัญญัตินิยามคำว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า (1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน หรือความผิดฐานฟอกเงิน และให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือสนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานตาม (8) ของบทนิยามคำว่า "ความผิดมูลฐาน" ... (2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินตาม (1) (2) หรือ (3) จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ" และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี" จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้เจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่ได้ถูกฟ้อง ก็ดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ แต่เนื่องจากกฎหมายมิได้บัญญัตินิยามคำว่า "เกี่ยวข้องสัมพันธ์" ไว้โดยเฉพาะ การวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์หรือไม่ จึงต้องอาศัยความหมายอย่างปกติทั่วไป กล่าวคือ มีความเกี่ยวพัน ติดต่อผูกพัน หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าจะในทางทรัพย์สิน ในทางความเป็นอยู่ หรือในทางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับผู้กระทำความผิดมูลฐานอย่างมีนัยสำคัญจนเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมในการฟอกเงิน เมื่อพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 และที่ 10 มีน้ำหนักน้อย ไม่มั่นคงหนักแน่นเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 และที่ 10 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนผู้คัดค้านที่ 11 และที่ 15 ไม่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 11 และที่ 15 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 11 และที่ 15 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้วพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 11 และที่ 15 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกฎีกาของผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้านที่ 5 ที่ 12 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 และพิพากษายืนสำหรับฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 11 และที่ 15 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 49 ม. 50 วรรคหนึ่ง ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลชั้นต้น — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
ศิริชัย จันทร์สว่าง
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2119/2564
#666583
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าไม้พะยูงของกลางมิใช่เป็นของจำเลย และไม่ทราบว่าเป็นไม้ของผู้ใด โดยไม่เคยให้การว่าเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของ ป. อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยยังคงโต้เถียงว่าไม้พะยูงของกลางมิใช่เป็นไม้ของจำเลย มิได้กล่าวอ้างว่าเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของ ป. การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาอ้างว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของ ป. ถือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 7, 47, 48, 69, 73, 74 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 92 ริบของกลางทั้งหมด เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ สวอ.4/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ สวอ.17/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้าม (ไม้พะยูง) แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้าม (ไม้พะยูง) อันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน 20 วัน ริบของกลางทั้งหมด ยกคำขอส่วนที่ให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ดังนั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 และความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า หลังเกิดเหตุได้มีพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 โดยในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้ไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริเวณที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6892 ของนางประทุมมา และโจทก์นำสืบถึงแหล่งที่มาของไม้พะยูงของกลางไม่ได้ ต้องถือว่าไม้ของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของนางประทุมมา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปและฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 นั้น เห็นว่า แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 มาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง โดยบัญญัติให้ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลย ให้การต่อสู้มาโดยตลอดว่า ไม้พะยูงของกลางมิใช่เป็นของจำเลย และไม่ทราบว่าเป็นไม้ของผู้ใด โดยจำเลยไม่เคยกล่าวอ้างหรือให้การต่อสู้คดีว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นของจำเลยและเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของนางประทุมมา อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็ยังคงโต้เถียงว่าไม้พะยูงของกลางมิใช่เป็นไม้ของจำเลย มิได้กล่าวอ้างว่าเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของนางประทุมมา อันจะเป็นผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏชัดว่า ที่เกิดเหตุเป็นที่นาซึ่งจำเลยกับภริยาเป็นผู้เช่าทำนา และไม่ปรากฏตอไม้พะยูงใด ๆ อยู่ในที่เกิดเหตุ การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาอ้างว่า ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ของนางประทุมมา เป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ถือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นางพิณเพ็ญ ธีระวัฒน์ ทวีนุช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2109/2564
#664307
เปิดฉบับเต็ม

การชำระบัญชีนั้น เป็นกระบวนการที่ผู้ชำระบัญชีเข้าทำการตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หากปรากฏว่าห้างฯ มีหนี้ค้างชำระอยู่แก่บุคคลภายนอก ผู้ชำระบัญชีก็ต้องจัดการนำทรัพย์สินของห้างฯ ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกให้เสร็จสิ้นไป ในทางกลับกัน หากปรากฏว่าห้างฯ มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินใด ๆ อยู่แก่บุคคลภายนอก ผู้ชำระบัญชีก็ต้องดำเนินการเรียกร้องให้บุคคลภายนอกส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนเข้ากองทรัพย์สินของห้างฯ หากบุคคลภายนอกซึ่งมีทรัพย์สินที่ต้องชำระหรือส่งมอบคืน ไม่ยอมชำระหรือส่งมอบคืน ผู้ชำระบัญชีก็ย่อมต้องฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แทนห้างฯ ซึ่งมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีถือว่าจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้เป็นหุ้นส่วน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีที่จะต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินดังกล่าวคืนมายังกองทรัพย์สินของห้างฯ เพื่อจัดการชำระบัญชีในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่ยอมโอนที่ดินคืน ผู้ชำระบัญชีก็ต้องฟ้องร้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินดังกล่าวคืน เพื่อผู้ชำระบัญชีจะได้รวบรวมและจัดการทรัพย์สินดังกล่าวต่อไปตามกฎหมาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และขอให้บังคับจำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หรือแก่ผู้ชำระบัญชีเป็นการไม่ชอบ เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการในการชำระบัญชีของห้างฯ ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน เพื่อนำที่ดินทั้ง 3 แปลงตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนหากมีเงินเหลือ ให้นำไปชำระทุนคืนแก่หุ้นส่วนเท่าที่ได้ลงทุนเงิน หรือถือว่าลงทุนเงิน หากมีเงินเหลือ ให้ถือว่าเป็นกำไรที่ต้องนำมาแบ่งปันแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 35140 (ที่ถูกคือ 35410) ตามฟ้องแก่โจทก์ และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หรือผู้ชำระบัญชีเพื่อทำการชำระบัญชีตามกฎหมายต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้องเลิกกัน และให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35410 แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้ชำระบัญชี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยทั้งสามฎีกาเฉพาะปัญหาที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35410 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นการชอบหรือไม่ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายเชิดพงศร์ เป็นบุตรของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภรรยากัน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต่อมาเลิกบริษัท มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นกันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ดำเนินโครงการพัฒนาจัดสรรที่ดินเพื่อเอากำไรมาแบ่งปันกัน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3021 ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 30390 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3026 ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 34893 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 361 ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35410 ที่ดินทั้ง 3 แปลงนี้ เป็นทรัพย์สินของห้างฯ แปลงที่ 1 และแปลงที่ 2 มีชื่อนายเชิดพงศร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันแทนห้างฯ ส่วนที่ดินแปลงที่ 3 มีชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนห้างฯ ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาให้ห้างฯ เลิกกันและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสามได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35410 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างเหตุความขัดแย้งรุนแรงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการดำเนินกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ทำให้ห้างฯ เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นการฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกกัน และแต่งตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างฯ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีที่จะต้องดำเนินการชำระบัญชีต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 และมาตรา 1063 ซึ่งการชำระบัญชีนั้น เป็นกระบวนการที่ผู้ชำระบัญชีเข้าทำการตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินของห้างฯ หากปรากฏว่า ห้างฯ มีหนี้ค้างชำระอยู่แก่บุคคลภายนอก ผู้ชำระบัญชีก็ต้องจัดการนำทรัพย์สินของห้างฯ ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกให้เสร็จสิ้นไป ในทางกลับกัน หากปรากฏว่า ห้างฯ มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินใด ๆ อยู่แก่บุคคลภายนอก ผู้ชำระบัญชีก็ต้องดำเนินการเรียกร้องให้บุคคลภายนอกส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนเข้ากองทรัพย์สินของห้างฯ หากบุคคลภายนอกซึ่งมีทรัพย์สินที่ต้องชำระหรือส่งมอบคืน ไม่ยอมชำระหรือส่งมอบคืน ผู้ชำระบัญชีก็ย่อมต้องฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 361 ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35410 แทนห้างฯ ซึ่งมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีถือว่าจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้เป็นหุ้นส่วน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีที่จะต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินดังกล่าวคืนมายังกองทรัพย์สินของห้างฯ เพื่อจัดการชำระบัญชีในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่ยอมโอนที่ดินคืน ผู้ชำระบัญชีก็ต้องฟ้องร้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินดังกล่าวคืน เพื่อผู้ชำระบัญชีจะได้รวบรวมและจัดการทรัพย์สินดังกล่าวต่อไปตามกฎหมาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และขอให้บังคับให้จำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หรือแก่ผู้ชำระบัญชีเป็นการไม่ชอบ เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการในการชำระบัญชีของห้างฯ ตามกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้ชำระบัญชีย่อมเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 ม. 1062 ม. 1063
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายอัคคนันท์ วิไลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศุภมิตร บุญประสงค์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2108/2564
#666477
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้โดยชำระเงินค่าหุ้นกู้ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ ค. ครบถ้วนแล้ว และบริษัทดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อสลักหลังใบหุ้นกู้พร้อมส่งมอบใบหุ้นกู้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน แม้โจทก์จะไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้รับโอนในใบหุ้นกู้ในขณะยื่นฟ้อง การโอนหุ้นกู้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 51 แล้ว พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 53 มิได้มุ่งประสงค์บังคับโดยเด็ดขาดว่าหากไม่ลงทะเบียนการโอนแล้วจะโอนหุ้นกู้กันไม่ได้ หากผู้รับโอนหุ้นกู้ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนการโอนก็ไม่จำต้องดำเนินการดังกล่าว การไม่ลงทะเบียนการโอนมีผลเพียงมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนใดหรือเงินปันผลแก่บุคคลที่มิได้ลงทะเบียนเป็นผู้ถือหลักทรัพย์เท่านั้น เมื่อการโอนหุ้นกู้ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ ค. กับโจทก์ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ย่อมมีผลผูกพันจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามใบหุ้นกู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,102,739.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,102,739.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จำเลยขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อออกหุ้นกู้ประเภทด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันระยะสั้น (6 เดือน) เพื่อนำเงินทุนมาหมุนเวียนในธุรกิจของจำเลย โดยจำเลยนำหุ้นกู้บางส่วนจำนำไว้แก่บริษัทหลักทรัพย์ ค. ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์โดยชอบด้วยกฎหมาย มีเงื่อนไขว่าจำเลยจะชำระค่าหุ้นกู้และผลตอบแทนอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นกู้ที่จำนำไว้แก่บริษัทดังกล่าว และยินยอมให้บริษัทดังกล่าวนำหุ้นกู้ที่จำเลยจำนำไว้ออกขายบุคคลอื่นโดยจำเลยยินยอมรับผิดต่อลูกค้าของบริษัทดังกล่าวในลักษณะเดียวกัน ต่อมาบริษัทดังกล่าวชักชวนให้โจทก์ลงทุนกับจำเลย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 จำเลยเสนอขายในลักษณะขอต่อสัญญาหุ้นกู้ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันของจำเลยบางส่วนจำนวน 10,000 หน่วย มูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยบริษัทหลักทรัพย์ ค. เสนอส่วนลดของราคาหุ้นกู้ให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นกู้เพื่อเป็นค่าตอบแทนการเข้าซื้อหุ้นกู้ตลอดระยะเวลาที่ถือครองหุ้นกู้อยู่เป็นส่วนลด 313,934.67 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนคืนภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2560 คงเหลือราคาหุ้นกู้ที่ต้องชำระให้จำเลย 9,733,155.53 บาท โจทก์ชำระราคาหุ้นกู้ครบถ้วนแล้ว และบริษัทหลักทรัพย์ ค. ได้สลักหลังใบหุ้นกู้พร้อมส่งมอบใบหุ้นกู้ให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อถึงกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้คืนและชำระผลตอบแทน จำเลยไม่สามารถดำเนินการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ จำเลยขอขยายระยะเวลาไปอีกจนถึงวันที่ 14 กันยายน 2560 โดยจำเลยเพิ่มผลตอบแทนในระหว่างขยายระยะเวลาจากร้อยละ 6.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นจำเลยชำระผลตอบแทนเป็นส่วนลดให้โจทก์ 183,554.09 บาท และบริษัทหลักทรัพย์ ค. ได้สลักหลังใบหุ้นกู้พร้อมส่งมอบใบหุ้นกู้ให้โจทก์ยึดถือไว้ ต่อมาเมื่อครบกำหนดวันที่ 14 กันยายน 2560 ตามระยะเวลาที่จำเลยขยายออกไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทำการไถ่ถอนหุ้นกู้และชำระผลตอบแทน แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาที่ว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อผู้รับโอนในใบหุ้นกู้ขณะยื่นฟ้องและไม่ได้ลงทะเบียนการโอนตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 53 การรับโอนหุ้นกู้ของโจทก์จึงไม่บริบูรณ์ตามกฎหมายไม่อาจใช้ยันจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวไว้ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยอ้างเหตุว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อจำเลยฎีกาปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวมาด้วย และคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า การโอนหุ้นกู้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 51 บัญญัติว่า การโอนหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือที่ออกตามมาตรา 33 จะสมบูรณ์ต่อเมื่อผู้มีชื่อแสดงว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนคนสุดท้ายได้ส่งมอบใบหลักทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้รับโอนโดยลงลายมือชื่อสลักหลังแสดงการโอน บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวการโอนหุ้นกู้ย่อมสมบูรณ์เมื่อผู้โอนลงลายมือชื่อสลักหลังแสดงการโอนในใบหุ้นกู้และส่งมอบใบหุ้นกู้ให้แก่ผู้รับโอน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ชำระเงินค่าหุ้นกู้ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ ค. ครบถ้วนแล้ว และบริษัทดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อสลักหลังใบหุ้นกู้พร้อมส่งมอบใบหุ้นกู้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน แม้โจทก์จะไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้รับโอนในใบหุ้นกู้ในขณะยื่นฟ้อง การโอนหุ้นกู้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 53 บัญญัติว่า ผู้รับโอนหุ้นกู้ผู้ใดประสงค์จะลงทะเบียนการโอนให้ยื่นคำขอต่อบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือนายทะเบียน แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มุ่งประสงค์บังคับโดยเด็ดขาดว่าหากไม่ลงทะเบียนการโอนแล้วหุ้นกู้จะโอนกันไม่ได้ ดังนั้น หากผู้รับโอนหุ้นกู้ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนการโอนก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการดังกล่าว การไม่ลงทะเบียนการโอนมีผลเพียงมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนใดหรือเงินปันผลแก่บุคคลที่มิได้ลงทะเบียนเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ตามมาตรา 54 เท่านั้น แต่การโอนหุ้นกู้ย่อมกระทำได้เมื่อได้ดำเนินการตามมาตรา 51 ดังกล่าวข้างต้น เมื่อการโอนหุ้นกู้ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ ค. กับโจทก์ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ย่อมมีผลผูกพันจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามใบหุ้นกู้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 51 ม. 53 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรัศม์ ไชยชิต
ศาลอุทธรณ์ — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2564
#670388
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีดำเนินการในกรณีสมาคมการค้าที่ร้างเนื่องจากมีการเลิกหรือถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งจดชื่อสมาคมการค้าที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนให้กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมนำมาตรา 1273/4 ซึ่งอยู่ในหมวด 6 ว่าด้วยการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดร้างแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชย์ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีให้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตสมาคมการค้า และกลับจดชื่อสมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็กคืนเข้าสู่ทะเบียน

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนพยานผู้ร้องได้ความว่า สมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็กเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีผู้ร้องเป็นนายกสมาคมและเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็ก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 นายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานครได้เพิกถอนใบอนุญาตพร้อมทั้งขีดชื่อสมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็กออกจากทะเบียนกรณีสมาคมหยุดดำเนินกิจการติดต่อกันตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ทำให้สมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็กสิ้นสภาพนิติบุคคล ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่เปิดช่องให้มีการจดชื่อสมาคมการค้ากลับคืนเข้าสู่ทะเบียนได้เหมือนกับกรณีห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทซึ่งกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การขอให้นายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตสมาคมการค้าและกลับจดชื่อสมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็กคืนเข้าสู่ทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามเดิมอาศัยเทียบบทบัญญัติมาตรา 1273/4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ได้หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 1273/4 ซึ่งอยู่ในหมวด 6 ว่าด้วยการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดร้างแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า ถ้าห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน บริษัท ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ใด ๆ ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น รู้สึกว่าต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมเพราะการที่ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน เมื่อห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน บริษัท ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาล และศาลพิจารณาได้ความเป็นที่พอใจว่าในขณะที่ขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกจากทะเบียน ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทยังทำการค้าขายหรือยังประกอบการงานอยู่ หรือเห็นเป็นการยุติธรรมในการที่จะให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทได้กลับคืนสู่ทะเบียนก็ดี ศาลจะสั่งให้จดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนก็ได้ และให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย โดยศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ตามที่เห็นเป็นการยุติธรรมด้วยก็ได้ เพื่อให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทและบรรดาบุคคลอื่น ๆ กลับคืนสู่ฐานะอันใกล้ที่สุดกับฐานะเดิมเสมือนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลย ดังนี้ ตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ.2509 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีดำเนินการในกรณีสมาคมการค้าที่ร้างเนื่องจากมีการเลิกหรือถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนไว้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งจดชื่อสมาคมการค้าที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนให้กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมนำมาตรา 1273/4 ดังกล่าวซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีให้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่เปิดช่องให้มีการจดชื่อสมาคมการค้ากลับคืนเข้าสู่ทะเบียนได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น แต่ตามมาตรา 1273/4 วรรคสอง บัญญัติว่า การร้องขอให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน ห้ามมิให้ร้องขอเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกจากทะเบียน เช่นนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 จึงเป็นการร้องขอเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อสมาคมผู้ผลิตภาชนะแผ่นเหล็กออกจากทะเบียนแล้ว เป็นการต้องห้ามไม่ให้ร้องขอตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1273/4
พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวันเพ็ญ กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2100/2564
#667222
เปิดฉบับเต็ม

อ. ผู้เอาประกันภัยซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อรถยนต์ซึ่งระบุเงื่อนไขการรับประกันในข้อ 5.1 ว่า รถยนต์ดังกล่าวปราศจากความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากวัสดุและฝีมือแรงงานที่ใช้ประกอบรถยนต์ สำหรับระยะเวลา 24 เดือน นับแต่วันส่งมอบ โดยระบุในข้อ 5.7 ด้วยว่า การรับประกันนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงกรณีตามข้อ (ก) การใช้รถอย่างไม่ถูกวิธี ความประมาทเลินเล่อ อุบัติเหตุ หรือนำรถไปใช้ในการแข่งขัน (ข) รถยนต์ดังกล่าวได้รับการซ่อมแซมโดยบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาต (ค) การเสื่อมสภาพหรือชำรุดที่เกิดจากการใช้งานตามปกติหรือที่เกิดจากการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม ความประมาทเลินเล่อ สภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม หรืออุบัติเหตุ แสดงให้เห็นว่า หากเกิดความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากวัสดุหรือฝีมือแรงงานที่ใช้ประกอบรถยนต์ ภายในเวลา 24 เดือน นับแต่วันส่งมอบ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิด หากไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 5.7 ดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่สืบพิสูจน์ให้เห็นว่าได้เกิดความเสียหายชำรุดบกพร่องและไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 5.7 โจทก์ได้นำสืบแล้วว่า มีการใช้รถยนต์ตามปกติ ทั้งนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คสภาพยังศูนย์บริการของจำเลยทั้งสองไม่เกินระยะมาตรฐาน ไม่มีการดัดแปลงสภาพรถยนต์ เหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากอุบัติเหตุ เหตุเพลิงไหม้รถยนต์เกิดเมื่อรับมอบรถยนต์มาเพียง 1 ปี 1 เดือน ยังไม่ครบกำหนดตามเงื่อนไขการรับประกัน จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์โดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ย่อมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตและประกอบรถยนต์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว หาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งมิได้เป็นความผิดของจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากวัสดุและฝีมือแรงงานที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชอบตามเงื่อนไขการรับประกันที่ให้ไว้ เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อรถแล้ว โจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,482,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 108,820 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,591,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,482,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,591,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,482,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 นางสาวอัจฉรา ซื้อรถยนต์ยี่ห้อ B. หมายเลขทะเบียน ม 9xxx กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหมายเลขทะเบียน 6 กง 3xxx กรุงเทพมหานคร ในราคา 4,649,000 บาท จากจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวโดยนางสาวอัจฉราเป็นผู้เอาประกันภัย ในการขายรถยนต์คันดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีเงื่อนไขการรับประกันตามสัญญาซื้อรถยนต์ และมีการให้โปรแกรมบริการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์รวมถึงการเปลี่ยนอะไหล่แท้โดยเจ้าของรถยนต์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่เงื่อนไขใดจะถึงกำหนดก่อน ตามที่ระบุไว้ในคู่มือเจ้าของรถ และการซ่อมบำรุงอันเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการผลิตตามระยะเวลาของสัญญา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา ภายในระยะเวลาที่โจทก์รับประกันภัย นายวชิระได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปตามทางด่วนบูรพาวิถีขึ้นจากทางด่วนพระรามสี่มุ่งหน้าลงทางด่วนบางนาในช่องทางเดินรถที่ 3 นับจากซ้ายมือ เมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนา กรุงเทพมหานคร รถยนต์คันดังกล่าวได้เกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเหตุเพลิงไหม้และจัดทำรายงานตรวจพิสูจน์เกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ไว้ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองเข้าตรวจสอบสภาพรถยนต์คันเกิดเหตุ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,482,500 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาทำนองว่า คดีนี้โจทก์นำพยานบุคคลสองปากคือ พันตำรวจโทเชิดพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ตรวจพิสูจน์รถยนต์คันที่เกิดเพลิงไหม้ กับนายวชิระ ผู้ครอบครองดูแลและเป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งถือเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยัน โดยพันตำรวจโทเชิดพงษ์เบิกความว่า สาเหตุของการเกิดเพลิงลุกไหม้รถยนต์เกิดจากปัจจัยภายในของเครื่องยนต์ มิได้เกิดจากปัจจัยภายนอก และนายวชิระเบิกความว่า พยานใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันตามปกติวิสัยอย่างวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำและมิได้ดัดแปลงสภาพรถก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ จึงต้องถือว่าโจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบสมตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์แล้ว และการวินิจฉัยพยานหลักฐานต้องอาศัยหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ โจทก์สืบไม่สมฟ้อง เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิมาจากนางสาวอัจฉรา เจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยนางสาวอัจฉราซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 สัญญาซื้อรถยนต์ระบุเงื่อนไขการรับประกันในข้อ 5.1 ว่า ผู้ขายซึ่งเป็นผู้จำหน่าย B. ที่ได้รับอนุญาต รับประกันว่า รถยนต์ดังกล่าวปราศจากความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากวัสดุ และฝีมือแรงงานที่ใช้ประกอบรถยนต์ สำหรับระยะเวลารับประกัน 24 เดือน นับแต่วันส่งมอบ โดยระบุในข้อ 5.7 ด้วยว่า การรับประกันนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงกรณีตามข้อ (ก) การใช้รถยนต์อย่างไม่ถูกวิธี ความประมาทเลินเล่อ อุบัติเหตุ หรือนำรถไปใช้ในการแข่งขัน (ข) รถยนต์ดังกล่าวได้รับการซ่อมแซมโดยบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้จำหน่าย B. ที่ได้รับอนุญาต (ค) การเสื่อมสภาพหรือชำรุดที่เกิดจากการใช้งานตามปกติ หรือที่เกิดจากการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม ความประมาทเลินเล่อ สภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม หรืออุบัติเหตุ แสดงให้เห็นว่า หากเกิดความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากวัสดุหรือฝีมือแรงงานที่ใช้ประกอบรถยนต์ ภายในเวลา 24 เดือน นับแต่วันส่งมอบ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิด หากไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 5.7 แห่งสัญญาซื้อรถยนต์ ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากนางสาวอัจฉรามีหน้าที่สืบพิสูจน์ให้เห็นว่า ได้เกิดความเสียหายจากความชำรุดบกพร่อง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 5.7 ดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีนายวชิระ บุตรนางสาวอัจฉรา ผู้ใช้รถยนต์ขณะเกิดเหตุ เบิกความว่า พยานเป็นผู้ใช้รถยนต์คันเกิดเหตุเพียงคนเดียว ปกติใช้ขับไปเรียนหนังสือ มิได้ตกแต่งหรือดัดแปลงสภาพเครื่องยนต์รวมถึงระบบท่อไอเสีย ระบบเครื่องเสียง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสภาพเดิม และนำรถยนต์เข้าเช็คระยะรักษาสภาพรถยนต์ที่ศูนย์บริการ บ. สาขาบางนา โดยนำเข้าเมื่อได้รับการแจ้งเตือนจากสัญญาณไฟหน้าปัดรถยนต์ ทั้งหมด 2 ครั้ง วันเกิดเหตุขณะขับรถกลับบ้าน ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สังเกตจากกระจกมองหลังด้านขวามีควันและสะเก็ดไฟออกมาจากท้ายรถยนต์ จึงนำรถยนต์เข้าข้างทางและลงจากรถ เกิดไฟลุกไหม้จากด้านท้ายพร้อมสะเก็ดไฟ ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายธวัชชัย พนักงานบริษัท ย. ที่นายวชิระนำรถยนต์เข้ารับบริการ เบิกความว่า นายวชิระนำรถยนต์คันเกิดเหตุเข้าเช็คสภาพสองครั้ง ครั้งแรกมีสัญญาณไฟแสดงหน้าจอว่าให้นำรถยนต์เข้ารับบริการ ขณะที่มีเลขกิโลเมตรอยู่ที่ 9,607 ตรวจสอบแล้วนายวชิระนำเข้าศูนย์หลังจากสัญญาณไฟแสดงแล้ว 1,900 กิโลเมตร มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เข้ารับบริการครั้งที่สองเกินกว่ากำหนด 800 กิโลเมตร มีการเปลี่ยนยางล้อและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ โจทก์ได้นำสืบแล้วว่า เจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุมิได้ทำการดัดแปลงเครื่องยนต์หรือระบบท่อไอเสียให้เปลี่ยนไปจากสภาพเดิม การเข้าตรวจเช็คระยะทั้งสองครั้งก็เข้าศูนย์ บ. มิใช่อู่ของบุคคลภายนอก ซึ่งนายธวัชชัย พนักงานบริษัท ย. เบิกความรับว่า นายวชิระนำรถยนต์เข้ามาตรวจเช็ค และยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ไม่ปรากฏว่ารถยนต์คันเกิดเหตุมีการดัดแปลงสภาพรถ การใช้รถยนต์คันเกิดเหตุจึงเป็นการใช้ตามปกติ และเหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากอุบัติเหตุ เหตุเพลิงไหม้เกิดเมื่อรับมอบรถยนต์มาเพียง 1 ปี 1 เดือน ยังไม่ครบกำหนดตามเงื่อนไขการรับประกัน 24 เดือน จำเลยทั้งสองนำสืบแต่เพียงว่า เหตุเพลิงไหม้อาจเกิดจากเศษใบไม้แห้งหรือมีสัตว์แทะสายไฟฟ้า อันเป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยทั้งสองเท่านั้น จำเลยทั้งสองเองปฏิเสธที่จะเข้าตรวจสภาพรถยนต์หลังเกิดเหตุตามที่โจทก์มีหนังสือแจ้ง โดยอ้างว่าแจ้งหลังเกิดเหตุเป็นระยะเวลานาน อันเป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังอ้างว่าเจ้าของรถยนต์มิได้นำรถยนต์เข้าตรวจเช็คตามที่มีสัญญาณไฟแจ้งเตือน แต่กลับนำเข้าเช็คครั้งแรกเมื่อรถยนต์วิ่งมาได้ 9,607 กิโลเมตร เกินมา 1,900 กิโลเมตร ซึ่งระยะดังกล่าวก็ยังไม่เกินระยะมาตรฐานการนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คครั้งแรกที่ 10,000 ถึง 12,000 กิโลเมตร ตามที่นายธวัชชัย พยานจำเลยทั้งสองเบิกความ จำเลยทั้งสองไม่อาจยกข้อนี้มาปัดความรับผิดได้ เมื่อโจทก์นำสืบถึงการใช้รถยนต์ตามปกติ ทั้งนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คสภาพยังศูนย์บริการของจำเลยทั้งสอง ไม่มีการดัดแปลงสภาพรถยนต์ อันเป็นการนำสืบสมฟ้องแล้ว แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิต ประกอบและจำหน่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์คันเกิดเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยตรง แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์เป็นตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และแม้การจำหน่ายรถยนต์แต่ละคันจำเลยที่ 1 ใช้วิธีการขายรถยนต์ให้แก่ตัวแทนจำหน่ายคือจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายรถยนต์ให้แก่ลูกค้าโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าผู้ซื้อรถเองก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทนจำหน่าย เห็นได้ว่าในการให้บริการซ่อมแซมรถของตัวแทนจำหน่ายเช่นจำเลยที่ 2 แก่ลูกค้านั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมคุณภาพและกำกับดูแลมาตรฐานการซ่อมของจำเลยที่ 2 ตัวแทนจำหน่าย บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการให้สัญญารับประกันการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์อันเป็นบริการที่ให้แก่ผู้เอาประกันภัยผู้เป็นลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาให้บริการแก่ผู้ซื้อรถ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์โดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองย่อมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตและประกอบรถยนต์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว หาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งมิได้เป็นความผิดของจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุเพลิงไหม้รถยนต์เกิดจากความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากวัสดุและฝีมือแรงงานที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชอบตามเงื่อนไขการรับประกันที่ให้ไว้ และเมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ซื้อรถแล้ว โจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคแรก จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดแก่โจทก์นับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไป รถยนต์คันดังกล่าวผู้เอาประกันภัยซื้อมาในราคา 4,649,000 บาท มีการใช้งานไป 1 ปี เศษ ที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์เกิดเพลิงไหม้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย 3,482,500 บาท เห็นได้ว่าเหมาะสมแก่สภาพของรถยนต์ที่มีการใช้งาน 1 ปีเศษแล้ว และไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรณีรถยนต์ไฟไหม้ 3,500,000 บาท เช่นนี้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 3,482,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 108,820 บาท ตามที่โจทก์มีคำขอ จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,591,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,482,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไป ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
พศวัจณ์ กนกนาก
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2564
#664259
เปิดฉบับเต็ม

การทำเอกสารปลอม ไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อนและไม่จำต้องทำให้เหมือนจริง หนังสือซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่มุ่งประสงค์ให้ ส. และผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีได้ทำขึ้นในหน้าที่จึงเป็นเอกสารราชการปลอม การที่จำเลยนำหนังสือไปมอบให้แก่ ส. จึงเป็นการกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยติดต่อกับนายสมยศ ซึ่งมีความประสงค์จะซื้อที่ดินจากกรมบังคับคดี จำเลยมอบหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดี และหนังสือเรื่อง คำสั่ง รอการพิจารณา การจำหน่ายทรัพย์ ซึ่งเป็นเอกสารปลอมให้แก่นายสมยศ สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานใช้หนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดีและหนังสือแจ้งให้รอการพิจารณาการจำหน่ายทรัพย์ซึ่งเป็นเอกสารปลอม ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และไม่มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยใช้หนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดีและหนังสือ เรื่อง คำสั่ง รอการพิจารณา การจำหน่ายทรัพย์ ซึ่งเป็นเอกสารปลอมดังกล่าว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า หนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดี และหนังสือ เรื่อง คำสั่ง รอการพิจารณา การจำหน่ายทรัพย์ เป็นเอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า เอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่... เมื่อพิจารณาหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดีมีข้อความระบุข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างกรมบังคับคดีฝ่ายจำหน่ายทรัพย์ภายใน ผู้จะขาย กับนายสมยศ ผู้จะซื้อ ส่วนหนังสือ เรื่อง คำสั่งรอการพิจารณา การจำหน่ายทรัพย์ มีข้อความแจ้งนายสมยศว่า จำเลยที่เป็นผู้ถือครองทรัพย์ที่ดินเดิมขอโอกาสไถ่ถอนซื้อคืนทรัพย์ ซึ่งหากไถ่ถอนซื้อคืนได้ ฝ่ายจำหน่ายทรัพย์ กรมบังคับคดี จะคืนเงินให้แก่นายสมยศ แต่หากจำเลยดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติตามคำร้องขอต่อศาลได้จะแจ้งให้ทราบเพื่อมาทำสัญญาต่อไป หนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวด้านบนระบุชื่อของกรมบังคับคดี และมีข้อความในบรรทัดแรกว่า ทำที่กรมบังคับคดีซึ่งเป็นส่วนราชการโดยมีเนื้อหาข้อความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการของกรมบังคับคดี ทั้งยังระบุตำแหน่งและลายมือชื่อปลอมของผู้อำนวยการกองจำหน่ายทรัพย์ อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปลอมรูปแบบเนื้อหาข้อความลายมือชื่อรวมทั้งตำแหน่งของผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือ ล้วนมุ่งประสงค์ให้นายสมยศและผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีได้ทำขึ้นในหน้าที่เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายสมยศและแจ้งผลการดำเนินการให้นายสมยศทราบ แม้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า หนังสือจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือเรื่อง คำสั่ง รอการพิจารณา การจำหน่ายทรัพย์ ไม่ใช่หนังสือราชการของกรมบังคับคดีที่ต้องมีเครื่องหมายครุฑ และกรมบังคับคดีไม่เคยมีหนังสือลักษณะดังกล่าวดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การทำเอกสารปลอมนั้น ไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และไม่จำต้องทำให้เหมือนจริง ดังนั้น หนังสือซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่มุ่งประสงค์ให้นายสมยศและผู้พบเห็นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีได้ทำขึ้นในหน้าที่จึงเป็นเอกสารราชการปลอม การที่จำเลยนำหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินกับกรมบังคับคดีและหนังสือ เรื่อง คำสั่ง รอการพิจารณา การจำหน่ายทรัพย์ ไปมอบให้แก่นายสมยศจึงเป็นการกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายพลวัฒน์ อักษรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายเปรมศักดิ์ ชื่นชวน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2564
#682118
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ.2558 ข้อ 14 วรรคสองกำหนดว่า จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแล้ว เมื่อจำเลยทราบนัดวันฟังคำสั่งศาลฎีกาโดยชอบแล้วหากจำเลยประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นต้องยื่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลฎีกาตามข้อ 14 วรรคสอง ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแก้ซ้ำอีก การที่โจทก์ไม่ได้นำส่งสำเนาภายในระยะเวลาดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ได้ทิ้งฟ้องฎีกา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้ฎีกาแล้วจำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้ฎีกา

จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท จากโจทก์แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อ โดยขณะให้ยืมนั้นโจทก์และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยจะนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) (เดิม) ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 นิติกรรมการกู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินที่จำเลยต้องการเงินไปปล่อยกู้ต่อโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ ต้นเงินที่กู้ยืมไปจึงหาเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีไม่ กรณีมีผลเพียงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ยืมที่เป็นต้นเหตุให้โจทก์จ่ายต้นเงินตามสัญญากู้เงินจึงต้องรับผิดคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,041,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) ต้องไม่เกิน 241,890 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกัน โจทก์และจำเลยมีอาชีพรับจ้าง นอกจากนี้โจทก์มีอาชีพให้ผู้อื่นกู้ยืม จำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งระบุข้อความว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,800,000 บาท วันที่ 29 เมษายน 2559 จำเลยและนายณรงค์ สามีจำเลยลงลายมือชื่อในสมุดบันทึกการตรวจราชการหมู่บ้าน ซึ่งมีข้อความว่า จำเลยยืมเงินจากโจทก์และได้ทำสัญญาไว้ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 1,800,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท ครั้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 โจทก์ฟ้องจำเลยและนายณรงค์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.595/2560 ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาท ต่อมาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 1,200,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.402/2559 หมายเลขแดงที่ ผบ.1748/2559 ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการบังคับคดีมาชำระแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปรับเงินจากการขายทอดตลาด โดยก่อนหน้านั้น จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางแช่มช้อย เป็นจำเลย คดีมีการไกล่เกลี่ยกันได้ข้อสรุปว่า นาง ร. (โจทก์คดีนี้) เจ้าของเงินที่โจทก์ (นาง ช.) และจำเลย (นางแช่มช้อย) เป็นลูกสายแล้วนำเงินไปปล่อยให้กู้มาศาลด้วย นาง ร. เจ้าของเงินยินยอมลดยอดหนี้ให้โจทก์ (นาง ช.) และจำเลย (นางแช่มช้อย) รับผิดยอดเงินที่เอาไปประมาณ 3,000,000 บาทเศษ โดยให้โจทก์ (นาง ช.) รับผิด 1,200,000 บาท จำเลย (นางแช่มช้อย) รับผิด 1,800,000 บาท

ปัญหาที่สมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์ จำเลย โดยชอบแล้ว ถึงวันนัดโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มา ศาลจึงอ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังและถือว่าได้อ่านคำสั่งให้จำเลยฟังแล้ว และศาลมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาภายใน 15 วัน ให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยภายใน 7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งฎีกา แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอนำส่งสำเนาดังกล่าวเมื่อเลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นจึงส่งคำร้องดังกล่าวมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง กรณีจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ.2558 ข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่า จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่ง คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแล้ว เมื่อจำเลยทราบนัดวันฟังคำสั่งศาลฎีกาโดยชอบแล้ว หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นต้องยื่นภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลฎีกาตามข้อ 14 วรรคสอง ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแก้ซ้ำอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสั่งที่ผิดหลง การที่โจทก์ไม่ได้นำส่งสำเนาภายในระยะเวลาดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ทิ้งฟ้องฎีกา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้ฎีกาแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้ฎีกา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินคืนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปปล่อยให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อมีการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้สืบเนื่องจากจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยขณะกู้ยืมเงินนั้นโจทก์และจำเลยรู้ว่าจำเลยจะนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือสืบเนื่องจากจำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ในการนำเงินของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ปัญหานี้ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,800,000 บาท จำเลยได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์แล้ว ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกเดือนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระต้นเงินคืน หลังจากกู้เงินไปแล้วจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยทำบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้ที่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยจำเลยรับว่ากู้ยืมเงิน 1,200,000 บาท และ 1,800,000 บาท จากโจทก์ ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลย นายณรงค์ สามีจำเลย และนางสาวสำราญ เบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นอาสะใภ้ของจำเลย โจทก์มีอาชีพปล่อยเงินกู้ให้ประชาชนทั่วไป เมื่อประมาณปลายปี 2557 โจทก์ชักชวนจำเลยให้ร่วมกันปล่อยเงินกู้โดยจำเลยมีหน้าที่บอกกล่าวชาวบ้านในหมู่ที่ 3 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และหมู่บ้านใกล้เคียงว่า หากมีบุคคลต้องการกู้ยืมเงิน ให้ติดต่อจำเลยแล้วจำเลยจะติดต่อโจทก์เพื่อให้โจทก์นำเงินกู้ยืมมาให้ บางครั้งจำเลยจะรับเงินกู้ยืมจากโจทก์มาให้ผู้กู้ และจำเลยมีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เพื่อส่งมอบแก่โจทก์ โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อสัปดาห์ และให้ค่าตอบแทนจำเลยเป็นส่วนแบ่งจากดอกเบี้ยที่ได้จากผู้กู้อัตราร้อยละ 1 ต่อสัปดาห์ ช่วงแรกที่จำเลยเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความในเอกสาร มีเพียงลายมือชื่อของนายสมเดช ในช่องผู้เขียนและพยานเท่านั้น โจทก์กรอกจำนวนเงินกู้ยืม 1,800,000 บาท ในหนังสือสัญญากู้เงิน ไม่ตรงกับความจริงโดยจำเลยไม่ยินยอม จำเลยทำหน้าที่หาผู้กู้และเก็บดอกเบี้ยให้โจทก์จนถึงประมาณกลางปี 2558 ผู้กู้เริ่มผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย ทำให้จำเลยไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยส่งมอบให้โจทก์ โจทก์บอกจำเลยว่าเงินที่นำมาปล่อยกู้เป็นของบุคคลอื่นด้วย เมื่อไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ เจ้าของเงินคนอื่นจึงขอดูสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์ขอให้จำเลยลงชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน 1,200,000 บาท และให้นายณรงค์ สามีของจำเลยลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่โจทก์เพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าของเงินคนอื่น จำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นต้นเงินที่ปล่อยกู้ 900,000 บาท และดอกเบี้ยที่เก็บไม่ได้ประมาณ 2 เดือน เป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์บอกว่าจะไม่นำเอกสารดังกล่าวไปดำเนินคดีอย่างแน่นอนและจะให้จำเลยทำหน้าที่เก็บดอกเบี้ยต่อไป จำเลยและนายณรงค์ต้องการค่าตอบแทนจากการเก็บดอกเบี้ยต่อไปจึงลงชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยและนายณรงค์ให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.595/2560 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาท และรับไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และมีนายมงคล พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 โจทก์กับจำเลยและนายณรงค์สามีจำเลย ได้ทำบันทึกยอมรับว่าทำสัญญากู้เงินจากโจทก์สองฉบับ เป็นเงิน 1,200,000 บาท และ 1,800,000 บาท ขณะทำบันทึกนั้นจำเลยและสามีจำเลยลงลายมือชื่อด้วยความสมัครใจไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด พยานได้ลงลายมือชื่อในฐานะพยานในการทำบันทึก และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เล่าให้ฟังว่าจำเลยและสามีจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวนดังกล่าว แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงได้มีการทำบันทึกนั้น ทั้งนี้ นายมงคลเป็นผู้ใหญ่บ้านและไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด จึงน่าเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาที่ยังไม่ได้กรอกข้อความนั้น เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืม ข้อความในช่องจำนวนเงินที่กู้กับช่องลงลายมือชื่อผู้กู้ปรากฏว่าสีหมึกของปากกาเหมือนกัน ส่อว่าเขียนโดยใช้ปากกาด้ามเดียวกัน จึงสอดคล้องกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเป็นผู้กรอกจำนวนเงินในหนังสือสัญญากู้ยืมเอง ประกอบกับจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,200,000 บาท แล้วนำไปปล่อยกู้อีกต่อหนึ่งแล้วไม่สามารถชำระเงินคืนโจทก์ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.595/2560 ของศาลชั้นต้น ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว และจำเลยเคยนำเงินให้นางแช่มช้อย กู้ยืมหลายครั้งเป็นเงิน 3,590,000 บาท ซึ่งมีเงินโจทก์รวมอยู่ด้วย อันเป็นการแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วนำเงินดังกล่าวออกให้บุคคลอื่นกู้ยืมต่อ จึงเจือสมกับพยานโจทก์ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท จากโจทก์แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินต่อโดยขณะให้ยืมนั้นโจทก์และจำเลยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยจะนำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการกระทำผิดอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 นิติกรรมการกู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินที่จำเลยต้องการนำเงินไปปล่อยกู้ต่อโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ ต้นเงินที่กู้ยืมไปจึงหาเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีไม่ กรณีมีผลเพียงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ยืมที่เป็นต้นเหตุให้โจทก์จ่ายต้นเงินตามสัญญากู้เงิน จึงต้องรับผิดคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดต้นเงินและดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงกำหนดให้ตามขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายชัยวัฒน์ ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชาญศักดิ์ เชิดสงวน
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2014/2564
#664235
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 บัญญัติเรื่องการโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไว้ในมาตรา 38 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินยื่นคำขอต่อคณะกรรมการตามแบบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด เมื่อคณะกรรมการเห็นว่าการโอนนั้นไม่เป็นที่เสียหายแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และธนาคารหรือสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามมาตรา 24 หรือมาตรา 43 วรรคสอง ได้ยินยอมด้วยแล้ว ให้คณะกรรมการอนุญาตให้โอนใบอนุญาตให้แก่ผู้รับโอน แม้มาตรา 39 บัญญัติผลแห่งการโอนใบอนุญาตว่า "เมื่อได้โอนใบอนุญาตให้แก่ผู้รับโอนแล้ว ให้บรรดาสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตกไปยังผู้รับโอน" ก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโดยเฉพาะการได้สิทธิในที่ดินจัดสรรและการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ดังจะเห็นได้จากการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคไว้ในมาตรา 43 ส่วนบ้านเรือนที่ปลูกสร้างในที่ดินที่จัดสรรย่อมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งยังคงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย หาได้โอนไปตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งโอนไปเฉพาะสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน แต่ไม่หมายรวมถึงสิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ตามข้อสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายในบังคับของ ป.พ.พ. ต่างหากจาก พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ดังนั้นบรรดาสิทธิ หน้าที่และความรับผิดที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับดังกล่าวจึงยังคงมีอยู่ทุกประการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ได้ เมื่ออาคารพาณิชย์ที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่โจทก์มีความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันซ่อมแซมอาคารพาณิชย์เลขที่ 96/36-37 โดยใช้วัสดุอุปกรณ์และการก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน จนกว่าปัญหาน้ำรั่วซึมในอาคารจะไม่เกิดขึ้นอีก หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 7,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์วันละ 20,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้าน ว. เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2557 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 หลัง จากจำเลยที่ 1 โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ทั้งสองหลังในวันที่ 7 เมษายน 2558 ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดชุมพรให้โอนใบอนุญาตทำการจัดสรรที่ดินแก่บริษัท ม. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 อาคารพาณิชย์ของโจทก์มีน้ำรั่วซึมเข้ามาตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร ได้แก่ ผนังด้านข้าง ตามรอยยาแนวกระเบื้องพื้นชั้นหนึ่งของอาคารพาณิชย์ และบริเวณเสากับขอบประตูซึ่งเชื่อมต่ออาคารพาณิชย์กับห้องชั้นเดียวด้านหลัง นอกจากนี้บริเวณชั้นสองของอาคารพาณิชย์มีน้ำรั่วซึมที่วงกบหน้าต่างและบริเวณฝ้าเพดานของอาคารชั้นสองเข้ามาในอาคาร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 บัญญัติเรื่องการโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไว้ในมาตรา 38 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินยื่นคำขอต่อคณะกรรมการตามแบบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด เมื่อคณะกรรมการเห็นว่าการโอนนั้นไม่เป็นที่เสียหายแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และธนาคารหรือสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามมาตรา 24 หรือมาตรา 43 วรรคสอง ได้ยินยอมด้วยแล้ว ให้คณะกรรมการอนุญาตให้โอนใบอนุญาตให้แก่ผู้รับโอน แม้มาตรา 39 บัญญัติผลแห่งการโอนใบอนุญาตว่า "เมื่อได้โอนใบอนุญาตให้แก่ผู้รับโอนแล้ว ให้บรรดาสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตกไปยังผู้รับโอน" ก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โดยเฉพาะการได้สิทธิในที่ดินจัดสรรและการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ดังจะเห็นได้จากการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคไว้ในมาตรา 43 ส่วนบ้านเรือนที่ปลูกสร้างในที่ดินที่จัดสรรย่อมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งยังคงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายกับผู้ขายหาได้โอนไปตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งโอนไปเฉพาะสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน แต่ไม่หมายรวมถึงสิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่างหากจากพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินฯ ดังนั้นบรรดาสิทธิ หน้าที่และความรับผิดที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับดังกล่าวจึงยังคงมีอยู่ทุกประการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่ออาคารพาณิชย์ที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่โจทก์มีความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 มิได้แก้ฎีกาในจำนวนค่าเสียหายนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 24 ม. 38
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 39 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางเมลินี โฆษิตวัฒนฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
จรัญ เนาวพนานนท์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2564
#684349
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งในร้านที่เกิดเหตุที่ช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น ไม่ได้ดูแลกิจการของร้านที่เกิดเหตุทั้งหมดและไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการการค้าประเวณี จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (1), 52 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 11 วรรคแรกและวรรคสาม พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) 52 วรรคสาม (เดิม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม, 11 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการ หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีซึ่งมีเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพาไปซึ่งบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี กับฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 28 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี 1 เดือน 20 วัน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับนางสาว พ. ซึ่งทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแจ่วฮ้อน ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุ มีนาง ท. เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการ ในเดือนมิถุนายน 2555 ก่อนเกิดเหตุไม่นานนาง อ. ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ประชาบดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ช่วยติดตามนางสาว ร. หลานสาว เนื่องจากเชื่อว่าถูกจำเลยซึ่งเป็นญาติและทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านที่เกิดเหตุล่อลวงไปค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุศูนย์ประชาบดีโทรศัพท์แจ้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้ช่วยติดตามนางสาว ร. โดยให้นาง อ. ไปพบพันตำรวจโทมณฑล แล้วจึงวางแผนจับกุมจำเลย โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 3 ฉบับ และฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ไปลงประจำวันธุรการ จากนั้นพันตำรวจโทมณฑลและสิบตำรวจเอกอาคม พร้อมเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อีกหลายคนเดินทางไปยังร้านที่เกิดเหตุโดยมีนาง อ. เป็นผู้นำทาง เมื่อไปถึงร้านที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พันตำรวจโทมณฑลมอบหมายให้สิบตำรวจเอกอาคมและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน เข้าไปในร้านที่เกิดเหตุเพื่อตามหานางสาว ร. โดยมอบธนบัตรเพื่อใช้ล่อซื้อการค้าประเวณีไปด้วย สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกสั่งสุรามาดื่มและพูดคุยกับจำเลยได้ความว่านางสาว ร. ทำงานอยู่ในร้านที่เกิดเหตุ แต่วันนั้นไม่ไปทำงานและยังทราบว่าร้านที่เกิดเหตุมีการค้าประเวณีเด็ก จึงล่อซื้อประเวณีจากผู้เสียหายในราคา 1,300 บาท โดยมอบธนบัตรบางส่วนเป็นเงิน 1,300 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบธนบัตรนั้นให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยนำไปมอบให้แก่นาง ท. อีกต่อหนึ่ง จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกพาผู้เสียหายออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ ส่วนพันตำรวจโทมณฑลกับพวกเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้น พบธนบัตรฉบับละ 100 บาท 3 ฉบับ อยู่ในกระเป๋าใส่เงินที่เอวของนาง ท. จึงยึดเป็นของกลาง พันตำรวจโทมณฑลสอบถามที่อยู่ของนางสาว ร. จากจำเลย เมื่อได้ความว่านางสาว ร. พักอยู่ที่บ้านของจำเลยก็ให้จำเลยพาไปที่บ้านและนำนางสาว ร. ไปที่ร้านที่เกิดเหตุ จากนั้นควบคุมตัวจำเลยและนาง ท. พร้อมทั้งนำนางสาว ร. ไปกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และมอบตัวนางสาว ร. แก่นาง อ. ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยและนาง ท. ว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และฐานร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยและนาง ท. ให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานอัยการฟ้องนาง ท. ต่อศาลชั้นต้นว่าร่วมกับจำเลยกระทำความผิดในข้อหาเช่นเดียวกับคดีนี้นาง ท. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านาง ท. มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวมจำคุก 28 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 14 ปี 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.60/2560 ในสำนวนการสอบสวนที่โจทก์ส่งต่อศาลชั้นต้น สำหรับความผิดของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นว่าความผิดดังกล่าวกับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี โจทก์และจำเลยมิได้ขออนุญาตฎีกาคดีในความผิดดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตามฟ้อง หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีหน้าที่เชียร์แขกและทำหน้าที่เสนอบริการทางเพศเด็กให้แก่แขก ติดต่อแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงค้าประเวณีและเก็บค่าขายบริการทางเพศจากลูกค้า ถือว่าเป็นผู้ดูแลการค้าและเป็นผู้ควบคุมการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีอันมีลักษณะเป็นปกติธุระอันเป็นความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนผู้เสียหายว่า ในวันเกิดเหตุพยานและนางสาว พ. เข้าไปนั่งร่วมโต๊ะเสิร์ฟสุราและพูดคุยกับสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกถามพยานว่ามีเด็กออกงานหรือไม่ แต่พยานไม่เคยขายบริการทางเพศมาก่อนจึงให้ไปถามจำเลย สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกจึงเรียกจำเลยมาคุยที่โต๊ะอาหาร จำเลยบอกกับสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกว่าออกงานทุกคน และมีการต่อรองราคาค่าค้าประเวณีของพยานระหว่างสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกและจำเลย จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกจึงถามพยานและนางสาว พ. ว่าจะออกไปกับสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกหรือไม่ และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า พยานไม่ทราบราคาในการออกงานของพนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆ โดยก่อนเกิดเหตุพยานทราบเพียงว่าพนักงานเสิร์ฟที่ตกลงขายประเวณีแก่ลูกค้าจะพูดคุยต่อรองราคาค่าค้าประเวณีกับลูกค้าเอง และพนักงานเสิร์ฟต้องจ่ายเงินให้แก่นาง ท. ครั้งละ 200 บาท แต่ไม่ทราบว่าจะจ่ายให้แก่จำเลยด้วยหรือไม่ และเหตุที่พยานให้สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกไปถามราคาค่าค้าประเวณีจากจำเลยและแบ่งเงินที่ได้จากการค้าประเวณี 100 บาท ให้แก่จำเลยก็เพราะพยานเป็นเด็กและจำเลยขอเงินดังกล่าว และยังได้ความจากพันตำรวจโทประสิทธิ์ พนักงานสอบสวน ตอบทนายจำเลยว่า จากการสอบสวนไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารที่เกิดเหตุและไม่ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลกิจการร้านแทนนาง ว. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อจดทะเบียนขอประกอบการร้านที่เกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากผู้เสียหายและพันตำรวจโทประสิทธิ์ ดังกล่าวได้ความเพียงว่า จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง ในร้านที่เกิดเหตุที่ช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น โดยไม่ได้ดูแลกิจการของร้านที่เกิดเหตุทั้งหมดและไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการการค้าประเวณี พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางหรือนางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1989 -ที่ 1990/2564
#664220
เปิดฉบับเต็ม

การส่งข้อมูลในรูปแบบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อื่น ซึ่งเป็นวัตถุอื่นใดทำให้ปรากฏและสามารถอ่านและเข้าใจความหมายได้ อันเป็นหลักฐานแห่งความหมาย จึงเป็นเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 1 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นใจความขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (ที่ถูก 265 (เดิม)), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก 265 (เดิม)), การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และเมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการจึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก 265 (เดิม)), ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสองเป็นคนสัญชาติเกาหลีและติดต่อกับจำเลยผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงร่วมกันจัดตั้งบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด โดยจำเลยรับเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้ง ต่อมาบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 3700/2560 หมายเลขแดงที่ 3804/2561 ของศาลชั้นต้น ส่วนสำเนาหนังสือรับรองบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 3700/2560 หมายเลขแดงที่ 3804/2561 ของศาลชั้นต้น ที่ระบุว่าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท และสำนาหนังสือรับรองบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท เป็นเอกสารราชการปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในหน้า 4 ว่า โจทก์เชื่อว่าเหตุปลอมหนังสือรับรองบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ฉบับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 และเหตุใช้หนังสือรับรองปลอมเกิดที่แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ตามที่ระบุในหนังสือรับรองฉบับดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อว่าความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การส่งข้อมูลในรูปแบบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในความหมายของเอกสารหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) ได้นิยามคำว่า "เอกสาร" หมายความว่า "กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น" ดังนั้น การส่งข้อมูลในรูปแบบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อื่นซึ่งเป็นวัตถุอื่นใดทำให้ปรากฏและสามารถอ่านและเข้าใจความหมายได้ อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายจึงเป็นเอกสารตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมสำเนาหนังสือรับรองของบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 3700/2560 หมายเลขแดงที่ 3804/2561 ของศาลชั้นต้น ที่ระบุว่าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท และสำนาหนังสือรับรองของบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แต่การที่จำเลยรับเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท โดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ลงทุน ต่อมาจำเลยก็ดำเนินการจนได้หนังสือรับรองของบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ฉบับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และ 4,000,000 บาท จากนั้นนำไปใช้อ้างแสดงว่าได้ดำเนินการแล้วเสร็จจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองโอนเงินค่าหุ้นให้แก่จำเลย คนที่เกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองของบริษัทฉบับดังกล่าวจึงมีจำเลยเพียงคนเดียว การปลอมเอกสารซึ่งอยู่ในความยึดถือของจำเลยนั้นย่อมมีโอกาสทำได้ในที่ลับ เป็นการยากที่จะมีประจักษ์พยาน ฉะนั้น พยานประพฤติเหตุบ่งว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหนังสือรับรองของบริษัทอินฟินิท เพ็ท โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ฉบับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และ 4,000,000 บาท ส่วนการที่จำเลยนำหนังสือรับรองของบริษัทที่จำเลยปลอมขึ้นดังกล่าวส่งไปให้โจทก์ทั้งสองทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในชื่อบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปยังชื่อบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ทั้งสอง รวมทั้งของนางสาวคาเรน ผู้ช่วยของโจทก์ที่ 2 จึงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมมานั้น ชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7) ม. 264 วรรคหนึ่ง ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางเนตรดาว มโนธรรมกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2564
#664274
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยมีหนี้ค้างชำระในส่วนของต้นเงินเพียง 4,500,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา แต่ดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งสูงเกินส่วน จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยมิได้กล่าวถึงต้นเงินค้างชำระเป็นอย่างอื่น แสดงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจากต้นเงิน 4,500,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ถูกต้องตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 5,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจึงไม่ตรงกับคำวินิจฉัยถือได้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย จำเลยชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขต้นเงินที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยเพื่อให้ถูกต้องตรงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 กรณีมิใช่เป็นการทำคำสั่งที่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวได้ โดยหาจำต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์เพื่อคัดค้านและทำการไต่สวนก่อนไม่ ส่วนการจะนำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีอื่นตามคำเบิกความของโจทก์มาลดยอดหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดในคดีนี้ ศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อในคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ได้กล่าวถึงการได้รับชำระหนี้ภายหลังยื่นฟ้องของโจทก์ไว้เลย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดโดยไม่ได้นำจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ภายหลังยื่นฟ้องมาหักออกก่อนจึงตรงตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป กรณีมิใช่คำพิพากษามีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 จำเลยไม่อาจใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้แก้ไขคำพิพากษาส่วนนี้ได้เนื่องจากมีผลเป็นการแก้คำวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนหนี้ในคำพิพากษาเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำพิพากษาเป็นให้จำเลยชำระเงิน 5,120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 4,070,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนจำนวนเงินจากเดิมเป็น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,120,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้คงเดิม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 4,070,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 คืนค่ารับรองสำเนาเอกสารรวม 600 บาท ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท และค่าส่งคำคู่ความ 400 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ไขจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ 5,000,000 บาท ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยได้ชำระต้นเงินคืนแก่โจทก์ 500,000 บาท คงเหลือต้นเงิน 4,500,000 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,050,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,550,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยมีหนี้ค้างชำระในส่วนของต้นเงินเพียง 4,500,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา แต่ดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งสูงเกินส่วน จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยมิได้กล่าวถึงต้นเงินค้างชำระเป็นอย่างอื่น แสดงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจากต้นเงิน 4,500,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ถูกต้องตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 5,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จึงไม่ตรงกับคำวินิจฉัย ถือได้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย จำเลยชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขต้นเงินที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจาก 5,550,000 บาท เป็น 4,500,000 บาท เพื่อให้ถูกต้องตรงตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 กรณีมิใช่เป็นการทำคำสั่งที่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขคำพิพากษาที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวได้โดยหาจำต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์เพื่อคัดค้านและทำการไต่สวนก่อนไม่ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ไม่ได้บัญญัติให้การแก้ไขคำพิพากษาที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยต้องกระทำก่อนที่การบังคับคดีเสร็จสิ้น แม้คดีนี้มีการบังคับคดีเสร็จสิ้นแล้วดังที่โจทก์ฎีกา จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยได้ ส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณามาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากที่ให้จำเลยชำระเงิน 5,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง เป็นให้จำเลยชำระเงิน 5,120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 4,070,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง นั้น เห็นว่า แม้ชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความรับว่า ภายหลังยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยคืนต้นเงินแก่โจทก์ในคดีอาญาอีก 250,000 บาท คงเหลือต้นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 4,070,000 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 1,050,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,120,000 บาท แต่การจะนำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีอื่นตามคำเบิกความของโจทก์มาลดยอดหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดในคดีนี้ ศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อในคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ได้กล่าวถึงการได้รับชำระหนี้ภายหลังยื่นฟ้องของโจทก์ไว้เลย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดโดยไม่ได้นำจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ภายหลังยื่นฟ้องมาหักออกก่อนจึงตรงตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป กรณีมิใช่คำพิพากษามีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 จำเลยไม่อาจใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนนี้ได้เนื่องจากมีผลเป็นการแก้คำวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนหนี้ในคำพิพากษาเดิม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น หน้าที่ 2 จากข้อความว่า "ให้จำเลยชำระเงิน 5,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง" เป็น "ให้จำเลยชำระเงิน 5,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามข้อความเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมจิตร มากบัว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนุสรา สาระสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961 -ที่ 1962/2564
#681545
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด่วนพิจารณาไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วม และเรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 362, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบังอร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 362 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 3,750 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์นั้น ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์เจ้าพนักงานผู้รับอุทธรณ์ได้ตรวจความเรียบร้อยแล้วบอกให้จำเลยทั้งสองกลับบ้านได้ เมื่อตรวจพบความไม่เรียบร้อยก็ชอบที่จะเรียกจำเลยทั้งสองไปลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน จึงเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ศาลส่วนหนึ่ง หรือเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตรวจพบเองว่ามีข้อบกพร่องเรื่องลงลายมือชื่อก็ชอบที่จะส่งสำนวนกลับมายังศาลชั้นต้น ให้เรียกจำเลยทั้งสองไปลงลายมือชื่อเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด่วนพิจารณาไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฟ้องอุทธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
โจทก์ร่วม — นาง บ.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายเชาวนัฐ บุญลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2564
#649844
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติม พิมพ์ตกหรือพิมพ์ผิดไปจากอุทธรณ์บ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า พิพากษาไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีบางส่วนก็แตกต่างกัน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 และศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ธ. ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ธ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 12 เดือน กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติม พิมพ์ตกหรือพิมพ์ผิดไปจากอุทธรณ์บ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า พิพากษาไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีบางส่วนก็แตกต่างกัน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 และมิอาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกา และศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 221 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว ธ. กับพวก
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายสหรัฐ กิติ ศุภการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ไพจิตร สวัสดิสาร
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1941/2564
#680728
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามมาตรา 175 แห่ง ป.อ. มุ่งหมายเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาผู้อื่นในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดแล้ว มิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาฟ้องเท็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (ที่ถูก มาตรา 175 (เดิม)) จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 33736 เป็นของนางกอบเกื้อ โจทก์ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินจากนางกอบเกื้อมีกำหนด 18 ปี ต่อมาโจทก์ร่วมลงทุนกับนายสุวรรณ ปลูกสร้างห้องให้เช่า หลังจากนั้นโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางกอบเกื้อแล้วนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร เพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ ต่อมานายสุวรรณฟ้องโจทก์กล่าวหาว่า โจทก์ยักยอกทรัพย์อาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4108/2548 หมายเลขแดงที่ 3197/2551 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ 3 ปี โจทก์ต้องการจะเจรจากับนายสุวรรณ จึงมอบให้จำเลยไปเจรจากับนายสุวรรณเพื่อยุติคดีที่นายสุวรรณฟ้องโจทก์ฐานยักยอก ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2552 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวโชติกา ในราคา 26,000,000 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 11 มกราคม 2553 แต่จำเลยนัดโจทก์ไปโอนขายที่ดินในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไม่ยอมขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2553 โจทก์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัท พ. โดยนางสาวโชติกาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในราคา 16,000,000 บาท หลังจากนั้นวันที่ 8 เมษายน 2553 จำเลยฟ้องโจทก์ บริษัท พ. และนางสาวโชติกา เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานนั้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1296/2553 หมายเลขคดีแดงที่ 4365/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้มีสิทธิขายเฉพาะที่ดินเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามซึ่งรวมโจทก์ในคดีนี้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ไม่ใช้ผู้เสียหายโดยตรง ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสาม ซึ่งรวมโจทก์คดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อขณะที่จำเลยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ไปเจรจากับนายสุวรรณเพื่อยุติคดีเรื่องยักยอกนั้น จำเลยทราบแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินของโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุวรรณ การที่จำเลยในคดีนี้ไปฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1296/2553 หมายเลขคดีแดงที่ 4365/2555 ของศาลชั้นต้น ว่าโจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ขายที่ดินในราคา 16,000,000 บาท ซึ่งความจริงโจทก์ขายที่ดินในราคา 26,000,000 บาท อันเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานนั้น เป็นการเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา แม้คดีดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม แต่ความผิดตามมาตรา 175 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มุ่งหมายเพียงว่าเอาความอันเป็นเท็จฟ้องกล่าวหาผู้อื่นในทางอาญาเท่านั้นก็เป็นความผิดแล้ว มิได้บัญญัติว่าเป็นความเท็จที่จะทำให้มีความผิดทางอาญา ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้แกล้งกล่าวหากันในทางอาญาอันจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องได้รับความเดือดร้อน ที่จำเลยนำสืบว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับพวกทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่ามีการซื้อขายอาคารสิ่งปลูกสร้างกันจริงแยกจากส่วนที่ดิน โดยจำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์นั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวปรียานาถ เผือกสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2564
#682149
เปิดฉบับเต็ม

แม้ร้านค้าของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก จ. ที่นำมาขายให้ที่ร้านค้าของจำเลยโดยมิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งในชุมชนการค้านั้น แม้จำเลยรับซื้อไว้โดยสุจริต ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ในท้องตลาดอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยการยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิติดตามเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 453,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ท. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 453,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายเจนวิชญ์ อ้างตัวว่าเป็นนายกิตติชัย ติดต่อซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นกาแล็กซี่โน้ต 8 จำนวน 215 เครื่อง จากโจทก์ร่วม โดยอ้างว่าเป็นพนักงานบริษัท อ. เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 นายพรเทพ พนักงานโจทก์ร่วมนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นกาแล็กซี่โน้ต 8 จำนวน 215 เครื่อง ของโจทก์ร่วมไปส่งมอบให้แก่นายเจนวิชญ์ที่อาคาร พ. ระหว่างรอการชำระเงิน นายเจนวิชญ์ ออกอุบายและนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดของโจทก์ร่วมไป จากนั้นนายเจนวิชญ์นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วม 20 เครื่อง ไปขายให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าของร้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ห้างสรรพสินค้า ม. ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เจ้าพนักงานตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นกาแล็กซี่โน้ต 8 จำนวน 5 เครื่อง เป็นของกลางและเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เจ้าพนักงานจับกุมนายเจนวิชญ์พร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นกาแล็กซี่โน้ต 8 จำนวน 195 เครื่อง เป็นของกลาง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกับนายเจนวิชญ์ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 123/2561 ของศาลชั้นต้น นายเจนวิชญ์ให้การรับสารภาพส่วนจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีความผิดข้อหารับของโจรนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด ฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้รับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวแล้ว จำเลยต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความเพียงว่านายเจนวิชญ์อ้างตัวว่าเป็นนายกิตติชัยติดต่อซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ 215 เครื่อง จากโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่นายเจนวิชญ์แล้ว นายเจนวิชญ์ใช้อุบายลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไป โดยยังไม่ได้ชำระเงิน ต่อมานายเจนวิชญ์ นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ 20 เครื่องตามฟ้องไปขายให้แก่จำเลย จากนั้นจำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปขายต่อให้แก่เจ้าของร้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตั้งอยู่ในชั้นและห้างสรรพสินค้าเดียวกันกับที่ร้านของจำเลยตั้งอยู่เท่านั้นโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้เห็นว่าจำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมที่ถูกนายเจนวิชญ์ลักไปไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิด เมื่อพิจารณาว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้าน ฮ. ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งใหม่และเก่าทุกชนิด การที่จำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวจากนายเจนวิชญ์จึงมิใช่เรื่องผิดปกติทางการค้าของจำเลย ประกอบกับการซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวกระทำเปิดเผยในเวลาทำการของร้านของจำเลยโดยไม่มีการปิดบังหรือซุกซ่อนแต่อย่างใด แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะนำสืบในส่วนของราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมว่า ราคาขายปลีกเครื่องละ 33,900 บาท ขายส่งเครื่องละ 30,200 บาท และราคาจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า ม. เครื่องละ 29,000 บาท โดยได้ความว่าจำเลยรับซื้อจากนายเจนวิชญ์ในราคาเครื่องละ 24,500 บาท ราคาที่จำเลยรับซื้อไว้จึงต่ำกว่าราคาที่โจทก์ร่วมขายส่งกว่าร้อยละ 10 แต่จำเลยก็นำสืบว่านายเจนวิชญ์นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามฟ้องไปขายให้แก่จำเลยรวมกันในครั้งเดียว โดยนายเจนวิชญ์อ้างว่าเป็นรางวัลที่บริษัท อ. มอบให้แก่พนักงานที่ทำยอดขายได้ตามกำหนด และเนื่องจากพนักงานมีโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้วอยากได้เป็นเงินสดมากกว่า จึงให้นายเจนวิชญ์นำไปขายให้ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า ที่จำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามฟ้องในราคาที่ถูกกว่าปกติเพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกนายเจนวิชญ์ลักมา ประกอบกับจำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานใบเสร็จรับเงินกับบัตรประจำตัวประชาชนของนายเจน ก่อนที่จะรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ ตามขั้นตอนการรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยแล้ว แม้ใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ซื้อคือบริษัท อ. ไม่ได้ระบุชื่อของนายเจนวิชญ์ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้ออ้างของนายเจนวิชญ์ตามที่จำเลยนำสืบประกอบภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ที่นายเจนวิชญ์แต่งกายคล้ายหรือเหมือนกันกับขณะที่ไปติดต่อกับพนักงานโจทก์ร่วม โดยคล้องบัตรพนักงานบริษัทไว้ด้วย ทั้งยังได้ความว่านายเจนวิชญ์ได้มอบนามบัตรชื่อนายกิตติชัยให้แก่จำเลย โดยอ้างว่าเป็นหัวหน้าของนายเจนวิชญ์ การที่ใบเสร็จรับเงินดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อนายเจนวิชญ์เป็นผู้ซื้อจึงหาเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยรู้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามฟ้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดแต่อย่างใด ครั้นหลังจากจำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามฟ้องจากนายเจนวิชญ์แล้วจำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปขายต่อให้แก่เจ้าของร้านโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายรายที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้ามาบุญครองชั้นเดียวกันกับร้านของจำเลยโดยเปิดเผย ไม่มีลักษณะปิดบังหรือซุกซ่อนแต่อย่างใดเช่นกัน ดังนั้น ลำพังเพียงพฤติการณ์ที่ได้ความว่า จำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามฟ้องที่นายเจนวิชญ์ลักมาจากโจทก์ร่วมแล้วจำเลยนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลอื่น ยังไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าจำเลยซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นอกจากพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานอื่นใดมาสืบสนับสนุนเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อยและรูปคดียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหารับของโจรหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหารับของโจรเพื่อค้ากำไรหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการต่อไปมีว่าจำเลยต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยรับซื้อไว้จากนายเจนวิชญ์เป็นของโจทก์ร่วม จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่เพราะผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิติดตามเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้ร้านของจำเลยจะอยู่ชุมชนการค้า แต่จำเลยรับซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จากนายเจนวิชญ์ที่นำมาขายให้ที่ร้านของจำเลยโดยมิได้ซื้อจากร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งในชุมชนการค้านั้น การที่จำเลยรับซื้อไว้โดยสุจริตและไม่เป็นความผิดข้อหารับของโจรดังที่วินิจฉัยมา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ในท้องตลาดอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยการยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 สำหรับราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่โจทก์ร่วมขายให้แก่นายเจนวิชญ์ ราคาเครื่องละ 30,200 บาท จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อว่าราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวมีราคาตามฟ้องจริง ดังนั้น จำเลยจึงต้องคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 453,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 453,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1332 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท ท.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางทรรศนีย์ ลีลาพร
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2564
#698409
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 และเป็นการกระทำที่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา 71 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 96 การที่โจทก์ร่วมไปดูที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครองทำประโยชน์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และพบว่ามีคนลักตัดต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกไว้ในที่ดินดังกล่าว จึงเดินทางไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนในวันเดียวกันนั้นว่าต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ร่วมปลูกไว้ในที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครองทำประโยชน์ถูกลักตัดไปทั้งหมด 40 ไร่ จึงมาแจ้งไว้เพื่อให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป และในชั้นนี้ได้ขอลงประจำวันให้เป็นหลักฐานไว้ก่อนนั้น เป็นการที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและการกระทำนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่ก็มีความประสงค์ให้เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป และแม้จะมีข้อความว่าในชั้นนี้ได้ขอลงประจำวันให้เป็นหลักฐานไว้ก่อน แต่ก็ชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์ร่วมในขณะนั้นว่า โจทก์ร่วมมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การแจ้งความดังกล่าวจึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) แม้ภายหลังเมื่อโจทก์ร่วมรู้ตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นจำเลยแล้ว แต่เพิ่งไปแจ้งความเพิ่มเติมให้ดำเนินคดีแก่จำเลย รวมทั้งให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 หลังรู้ตัวผู้กระทำความผิดหลายปีก็ไม่ทำให้คำร้องทุกข์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 เสียไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาตาม ป.อ. มาตรา 96 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 700,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาววีณา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมต้องจ้างทนายความ 50,000 บาท ค่าเดินทางครั้งละ 1,500 บาท ประมาณ 5 ครั้ง เป็นเงิน 7,500 บาท รวมเป็นเงิน 57,500 บาท ค่าเดินทางที่โจทก์ร่วมต้องเดินทางไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การแสวงหาข้อเท็จจริง การประสานงานคดีต่าง ๆ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจและรายได้ประมาณ 130,000 บาท ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่จำเลยลักไป 700,000 บาท รวมค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 887,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์ร่วมแล้วเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องและยกคำร้องของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยเข้าไปตัดต้นยูคาลิปตัสในที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก จำนวน 2 แปลง ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน เดิมนางบุญชู มารดาของโจทก์ร่วมและของจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ เมื่อนางบุญชูถึงแก่ความตายโจทก์ร่วมได้ดำเนินการทางพนักงานเจ้าหน้าที่ขอรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. เพียงผู้เดียว ตามแบบคำขอรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ร่วมไปดูที่ดินพบว่ามีคนเข้าไปลักตัดต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกไว้ในที่ดินตั้งแต่นางบุญชูยังมีชีวิตอยู่ จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนไว้ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน โจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยเป็นคนตัดต้นไม้ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และเป็นการกระทำที่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 การที่โจทก์ร่วมไปดูที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครองทำประโยชน์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และพบว่ามีคนลักตัดต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกไว้ในที่ดินดังกล่าว จึงเดินทางไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนในวันเดียวกันนั้นว่าต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ร่วมปลูกไว้ในที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครองทำประโยชน์ถูกลักตัดไปทั้งหมด 40 ไร่ จึงมาแจ้งไว้เพื่อให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป และในชั้นนี้ได้ขอลงประจำวันให้เป็นหลักฐานไว้ก่อนนั้น เป็นการที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและการกระทำนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่ก็มีความประสงค์ให้เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป และแม้จะมีข้อความว่าในชั้นนี้ได้ขอลงประจำวันให้เป็นหลักฐานไว้ก่อน แต่ก็ชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์ร่วมในขณะนั้นว่า โจทก์ร่วมมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การแจ้งความดังกล่าวจึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) แม้ภายหลังเมื่อโจทก์ร่วมรู้ตัวผู้กระทำความผิดว่าเป็นจำเลยแล้ว แต่เพิ่งไปแจ้งความเพิ่มเติมให้ดำเนินคดีแก่จำเลย รวมทั้งให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 หลังรู้ตัวผู้กระทำความผิดหลายปีก็ไม่ทำให้คำร้องทุกข์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 เสียไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และเนื่องจากคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการอุทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 71 ม. 96 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 2 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายอิศเรศร์ ปรางทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวัชรี พูลเกษม
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1924/2564
#664247
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐที่นิคมสร้างตนเองคำสร้อยมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้สมาชิกของนิคมเท่านั้นเข้าทำประโยชน์ หากสมาชิกของนิคมได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้วและได้เป็นสมาชิกมาเป็นเวลาห้าปี นิคมสร้างตนเองคำสร้อยจึงสามารถออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่ผู้นั้นได้ ซึ่งสมาชิกนิคมสามารถนำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม ป.ที่ดินได้ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6, 8 และ 11 เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน นิคมสร้างตนเองคำสร้อยเพียงแต่อนุญาตจัดสรรให้จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกเข้าครอบครองทำประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 21 และมาตรา 24 สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าครอบครอง จึงมิใช่สิทธิตาม ป.ที่ดินหรือตาม ป.พ.พ. แต่เป็นสิทธิตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่รัฐจัดสรรให้แก่สมาชิกของนิคมสร้างตนเองคำสร้อย โดยมีเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ดังกล่าว และสมาชิกของนิคมสร้างตนเองที่ได้รับมอบที่ดินแล้ว ต้องจัดที่ดินให้เกิดประโยชน์ให้แล้วเสร็จภายในห้าปีนับแต่วันที่อพยพครอบครัวเข้าอยู่ประจำ โดยมาตรา 27 สมาชิกต้องไม่มอบหรือโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย นอกจากนี้มาตรา 15 ยังห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปหาประโยชน์ ยึดถือ หรือครอบครองที่ดินภายในนิคมเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี แสดงว่า ที่ดินของนิคมสร้างตนเองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกได้จะต้องเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินแล้วเท่านั้น และจะต้องพ้นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินก่อน ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยที่ยังไม่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้สมาชิกของนิคมโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินไปยังบุคคลอื่น การที่จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้บิดาโจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 27 (6) อย่างชัดแจ้ง สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับบิดาโจทก์ จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวเข้ายึดถือครอบครอง เข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ และไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน

พฤติการณ์ที่จำเลยขายสิทธิและส่งมอบที่ดินให้บิดาโจทก์เข้าทำประโยชน์ โดยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดยโสธรตั้งแต่ปี 2530 เพิ่งย้ายกลับมาอยู่จังหวัดมุกดาหารปี 2548 ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิและเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 26 และมาตรา 27 (6) ทั้งยังเป็นการไปจากนิคมสร้างตนเองคำสร้อยเกินหกเดือนโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนที่จะได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยจึงเป็นอันขาดจากการเป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยและหมดสิทธิในที่ดินพิพาทและจะเรียกร้องค่าทดแทนอย่างใดมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้สั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงที่ 57 ระวาง 11 ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ และให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินห้ามเกี่ยวข้องในที่ดิน กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงที่ 57 ระวางที่ 11 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และให้จำเลยชำระเงิน 88,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 27 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่นิคมสร้างตนเองคำสร้อยจัดสรรให้ราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกเข้าทำกินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นายวิบูลย์ บิดาโจทก์ โจทก์และจำเลย ต่างเป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยและได้รับจัดสรรที่ดิน วันที่ 19 สิงหาคม 2553 นิคมสร้างตนเองคำสร้อยออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค. 1) แปลงที่ 57 ระวางที่ 11 เนื้อที่ 18 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยเคยมีข้อพิพาทเป็นคดีอาญากับนายไชยวัฒน์ สามีโจทก์เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อปี 2555 อัยการจังหวัดมุกดาหารเป็นโจทก์ฟ้องนายไชยวัฒน์เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท นายไชยวัฒน์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับ คดีถึงที่สุด แต่ปรากฏว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว นายไชยวัฒน์ยังไม่ยอมออกจากที่ดินและครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกต้นมันสำปะหลังเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2561 จำเลยจึงฟ้องนายไชยวัฒน์ในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์อีกครั้งหนึ่งเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 488/2561 ศาลชั้นต้นเห็นว่าการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของนายไชยวัฒน์เป็นผลสืบเนื่องมาจากการบุกรุกในคดีก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป พิพากษายกฟ้อง โดยในช่วงปี 2558 ถึงปี 2561 ที่โจทก์ นายไชยวัฒน์ กับจำเลยมีคดีพิพาทกันนั้น นิคมสร้างตนเองคำสร้อยได้สั่งห้ามมิให้บุคคลใดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 และจำเลยนำสำเนาคำพิพากษากับหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไปแสดง ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 นิคมสร้างตนเองคำสร้อยจึงอนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สำหรับคดีส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท (น.ค. 1) แปลงที่ 57 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ เห็นว่า ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องมีว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็เนื่องจากจำเลยได้ขายสิทธิและส่งมอบการครอบครองที่ดินที่ได้รับการจัดสรรจากนิคมสร้างตนเองคำสร้อยตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ให้แก่บิดาโจทก์ แล้วจำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบปฏิเสธ กรณีจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยขายสิทธิและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่บิดาโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยขายสิทธิในที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่บิดาโจทก์เข้าทำประโยชน์โดยปลูกต้นสักทองเมื่อปี 2530 แล้วย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดยโสธรก่อนจะได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท (น.ค. 1) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 อย่างไรก็ตาม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐที่นิคมสร้างตนเองคำสร้อยมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้สมาชิกของนิคมเท่านั้นให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมได้ หากสมาชิกนิคมได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้วและได้เป็นสมาชิกมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี นิคมสร้างตนเองคำสร้อยจึงสามารถออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินให้แก่ผู้นั้นได้ ซึ่งสมาชิกนิคมสามารถนำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6, 8 และมาตรา 11 เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน โดยนิคมสร้างตนเองคำสร้อยเพียงแต่อนุญาตจัดสรรให้จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกเข้าครอบครองทำประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 21 และมาตรา 24 สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าครอบครองจึงมิใช่สิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่รัฐจัดสรรให้แก่สมาชิกของนิคมสร้างตนเองคำสร้อย โดยมีเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว และสมาชิกของนิคมสร้างตนเองที่ได้รับมอบที่ดินตามมาตรา 24 แล้ว ต้องจัดที่ดินให้เกิดประโยชน์ให้แล้วเสร็จภายในห้าปีนับแต่วันที่อพยพครอบครัวเข้าอยู่ประจำในที่ดิน โดยมาตรา 27 บัญญัติว่าสมาชิกนิคมสร้างตนเองจะต้องไม่มอบหรือโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์มอบหมาย นอกจากนี้มาตรา 15 ยังห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปหาประโยชน์ ยึดถือ หรือครอบครองที่ดินภายในนิคมเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี แสดงว่าที่ดินของนิคมสร้างตนเองจะโอนไปยังบุคคลภายนอกได้จะต้องเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินแล้วเท่านั้น และจะต้องพ้นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินก่อน ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยที่ยังไม่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้สมาชิกของนิคมโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินไปยังบุคคลอื่น การที่จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้บิดาโจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 27 (6) อย่างชัดแจ้ง สัญญาซื้อขายสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับบิดาโจทก์ จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และโจทก์ไม่สามารถอ้างสิทธิตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวเข้ายึดถือ ครอบครอง เข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาทได้ และไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ระหว่างปี 2558 ถึงปี 2560 จำเลยรื้อถอน ทำลาย แปลงปลูกและต้นกล้ามันสำปะหลังทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ก็ได้ความจากหนังสือของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยลงวันที่ 19 ตุลาคม 2558 ว่า ระหว่างที่โจทก์ นายไชยวัฒน์ กับจำเลย มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินเป็นคดีอาญากันและยังไม่ได้ข้อยุติ ทางนิคมสร้างตนเองคำสร้อยได้สั่งห้ามมิให้บุคคลใดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์เข้าไปเตรียมแปลงปลูกและเตรียมต้นกล้ามันสำปะหลังในที่ดินจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอ้างได้ และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของนิคมสร้างตนเองคำสร้อย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่พฤติการณ์ที่จำเลยขายสิทธิและส่งมอบที่ดินพิพาทให้บิดาโจทก์เข้าทำประโยชน์ โดยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่จังหวัดยโสธรตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งต่อมาปรากฏจากแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายของโจทก์ว่า จำเลยเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 4 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการที่จำเลยไม่อพยพครอบครัวเข้าอยู่ประจำในที่ดิน ซึ่งถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 26 และมาตรา 27 (6) แล้ว อีกทั้งยังเป็นการไปจากนิคมสร้างตนเองคำสร้อยเกินหกเดือนโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนที่จะได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยจึงเป็นอันขาดจากการเป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยและหมดสิทธิในที่ดินพิพาท และจะเรียกร้องค่าทดแทนอย่างใดมิได้ ตามมาตรา 13 อีกด้วย และโดยผลของกฎหมายดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจอ้างหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค. 1) ที่นิคมสร้างตนเองคำสร้อยออกให้ภายหลัง เพื่อขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้อีก และโดยที่มาตรา 28 (3) และมาตรา 29 บัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์สั่งให้สมาชิกนิคมสร้างตนเองออกจากนิคมสร้างตนเองด้วยเหตุที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 27 และสมาชิกผู้นั้นจะสิ้นสภาพการเป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองเมื่อถูกสั่งให้ออกตามมาตรา 28 ดังนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของนิคมสร้างตนเองคำสร้อยและผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบและหลักเกณฑ์ และเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค. 1) ที่ออกให้แก่จำเลยตามที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 บัญญัติไว้ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้นิคมสร้างตนเองคำสร้อยทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 21 ม. 24 ม. 25 ม. 26 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายประวิทย์ นามจุมจัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา