คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446 -ที่ 2528/2564
#680519
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าเที่ยวที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในคดีนี้เป็นค่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สาระสำคัญของค่าจ้างจะต้องเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันรวมถึงไม่ได้โต้แย้งกันว่า จำเลยประกอบกิจการขนส่งสินค้า โจทก์ทั้งแปดสิบสามทำหน้าที่ขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลย โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับค่าตอบแทนการทำงานสองส่วน คือ ค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำ และค่าเที่ยวที่จ่ายโดยคำนวณตามผลงานที่ขับรถไปส่งสินค้า ค่าเที่ยวที่จำเลยกำหนดเป็นเงินที่จำเลยจ่ายโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการทำงานที่โจทก์แต่ละคนที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติด้วย จึงเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะงานและค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับ ตลอดจนปัจจัยที่จำเลยใช้เป็นฐานในการกำหนด อันเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ไม่ต้องจำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ และให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อปัญหานี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาในส่วนนี้ใหม่

กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลา เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และวรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร และข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว แสดงว่า ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม แม้นายจ้างให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 มิใช่ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพียง 2 ชั่วโมง

งานที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องปฏิบัติให้แก่จำเลย คือ การขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม ค่าเที่ยวจ่ายตามผลงานที่ทำได้คำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ดังนั้น หากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าเป็นเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง ค่าเที่ยวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และหากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมง ระยะเวลาการขับรถในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมง นั้น โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 สำหรับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในกรณีนี้ ต้องถือเกณฑ์ค่าจ้างทั้งส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวเฉลี่ยต่อชั่วโมงรวมกัน โดยคำนวณจากเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วหารด้วย 8 อีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอัตราค่าจ้างในส่วนของเงินเดือนเฉลี่ยต่อชั่วโมง และคำนวณจากค่าเที่ยวแต่ละเที่ยว หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ขับรถในเที่ยวนั้น จะเป็นอัตราค่าจ้างที่เป็นค่าเที่ยวตามผลงานในเวลาทำงานปกติเฉลี่ยต่อชั่วโมงของวันนั้น ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าเที่ยวส่วนที่เป็นค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วย 8 และค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในแต่ละวันเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เกินกว่า 8 ชั่วโมง แม้จำเลยมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเที่ยวซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่า จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเป็นการเหมาจ่ายตามอัตราและหรือข้อกำหนดตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ โดยคำนวณจากปริมาณเที่ยววิ่งรถที่โจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละรอบหรือเดือนก็ตาม แต่เมื่อค่าเที่ยวส่วนหนึ่งเป็นค่าจ้าง โจทก์แต่ละคนยังมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หากคำนวณตามวิธีการที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ปรากฏว่าเมื่อหักค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างออกแล้ว คงเหลือค่าเที่ยวที่เป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติซึ่งโจทก์แต่ละคนได้รับไปแล้วน้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกอบกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามนิยาม "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายจ้างจะกำหนดวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การที่จำเลยกำหนดให้เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนเฉพาะการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเท่านั้น จึงขัดแย้งกับนิยาม "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับผูกพันโจทก์ทั้งแปดสิบสามผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด ต้องได้ความว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติแต่ละวันเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด และจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้แก่โจทก์แต่ละคนอีกหรือไม่ เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนที่จะพิจารณาพิพากษาเรื่องค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

คดีทั้งแปดสิบสามสำนวนนี้ เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ นบ.1477/2561 และ นบ.647/2561 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 85 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 40 และที่ 62 ยุติไปแล้วตามคำสั่งของศาลแรงงานกลาง คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีแปดสิบสามสำนวนนี้

โจทก์ทั้งแปดสิบสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะประเด็นว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และในช่วงเวลา 2 ปี ย้อนหลังลงไปนับแต่วันฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสามแต่ละคน จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ในแต่ละช่วงเวลาของการทำงาน โจทก์แต่ละคนได้รับค่าจ้างอัตราเท่าใด และโจทก์แต่ละคนเป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดหรือไม่ จำเลยจัดให้โจทก์แต่ละคนมีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นจำนวนกี่วัน จำเลยสั่งให้โจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือไม่ เป็นจำนวนกี่วัน และโจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่และเป็นจำนวนกี่วัน จำเลยมีอัตราการจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์แต่ละคนสำหรับประเภทรถบรรทุกที่ขับไว้ว่าอย่างไร โดยจะต้องอาศัยการคำนวณตามระยะทางหรือตามระยะเวลาในการขับรถหรือไม่ อย่างไร ลักษณะการเหมาจ่ายค่าเที่ยวนั้นจำเลยจ่ายค่าเที่ยวโดยให้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ อย่างไร ในแต่ละช่วงเวลาของการทำงานโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด และทำงานเกินเวลาทำงานปกติเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีในประเด็นข้างต้นเสียใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง และวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลาง รับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางบกโดยใช้รถยนต์บรรทุกส่งสินค้าให้แก่ห้าง ท. ตามสาขาทั่วประเทศ มีลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถแผนกขนส่งทำหน้าที่ขับรถบรรทุกส่งสินค้าได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยว ค่าเที่ยวจ่ายตามผลงานที่ทำได้โดยคำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย จำเลยใช้วิธีการกำหนดค่าเที่ยวเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้างเปรียบเสมือนการจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างตลอดมา โจทก์ทั้งแปดสิบสามกับลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถคนอื่น ๆ นอกจากลูกจ้าง 42 คน ผู้เป็นโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 - 3667/2552 มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับใหม่และในสัญญาจ้างใหม่แตกต่างไปจากสภาพการจ้างเดิมของลูกจ้าง 42 คน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเที่ยวในช่วงปี 2551 และปี 2552 ระบุไว้ว่าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้ลูกจ้างตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่าย ค่าเที่ยวในช่วงปีดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า แม้หลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวจะไม่มีกำหนดไว้ในข้อบังคับเดิมเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่มีการตกลงกันใหม่ต่างหากและปฏิบัติต่อกันมาตลอดและมีการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในหมวดที่ 5 ข้อ 5.1 ว่า ค่าเที่ยวเป็นการเหมาจ่ายโดยรวมค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาและการทำงานเกินเวลาทำงานปกติรวมอยู่ด้วย โดยโจทก์ทั้งแปดสิบสามไม่คัดค้าน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย จำเลยไม่มีค่าเที่ยวหรือค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติค้างชำระโจทก์ทั้งแปดสิบสาม และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องปฏิบัติให้แก่จำเลยคือการขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม และจำเลยมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเที่ยวว่า จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเป็นการเหมาจ่ายตามอัตราและหรือข้อกำหนดตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ โดยคำนวณจากปริมาณเที่ยววิ่งรถที่โจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละรอบหรือเดือน ซึ่งเรียกว่า "ค่าเที่ยว" เช่นนี้ ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์แต่ละคนขับรถบรรทุกประเภทใดให้แก่จำเลยและจำเลยมีอัตราและ/หรือข้อกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์แต่ละคนสำหรับประเภทรถบรรทุกที่ขับไว้ว่าอย่างไร โดยต้องอาศัยการคำนวณตามระยะทางหรือตามระยะเวลาในการขับรถหรือไม่ อย่างไร และลักษณะการเหมาจ่ายค่าเที่ยวนั้น จำเลยได้จ่ายค่าเที่ยวโดยให้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และอีกส่วนหนึ่งที่เหลือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ อย่างไร กรณีจึงไม่มีข้อเท็จจริงพอที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยได้ว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ทั้งศาลแรงงานกลางยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าในแต่ละช่วงระยะเวลา 2 ปี ย้อนหลังลงไปนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคน โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด ทำงานเกินเวลาทำงานปกติเป็นจำนวนกี่ชั่วโมงและมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนที่จะพิพากษาถึงจำนวนค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในปัญหาค่าเที่ยวหรือไม่ ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนของวันหยุด การทำงานและค่าทำงานในวันหยุดชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าเที่ยวที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในคดีนี้เป็นค่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งนิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ...หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน... ดังนั้น สาระสำคัญของค่าจ้างจะต้องเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันรวมถึงไม่ได้โต้แย้งกันว่า จำเลยประกอบกิจการขนส่งสินค้า โจทก์ทั้งแปดสิบสามทำหน้าที่ขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลย โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับค่าตอบแทนการทำงานสองส่วนคือค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำ และค่าเที่ยวที่จ่ายโดยคำนวณตามผลงานที่ขับรถไปส่งสินค้าค่าเที่ยวที่จำเลยกำหนดเป็นเงินที่จำเลยจ่ายโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการทำงานที่โจทก์แต่ละคนที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติด้วย จึงเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะงานและค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับ ตลอดจนปัจจัยที่จำเลยใช้เป็นฐานในการกำหนด อันเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ไม่ต้องจำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีกที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ และให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อปัญหานี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยศาลฎีกาเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาในส่วนนี้ใหม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลา เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และวรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร และข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว แสดงว่า ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม แม้นายจ้างให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 มิใช่ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพียง 2 ชั่วโมง ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า งานที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องปฏิบัติให้แก่จำเลย คือ การขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม ค่าเที่ยวจ่ายตามผลงานที่ทำได้คำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ดังนั้น หากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าเป็นเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง ค่าเที่ยวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และหากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมง ระยะเวลาการขับรถในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมง นั้น โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 สำหรับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในกรณีนี้ ต้องถือเกณฑ์ค่าจ้างทั้งส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวเฉลี่ยต่อชั่วโมงรวมกัน โดยคำนวณจากเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วหารด้วย 8 อีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอัตราค่าจ้างในส่วนของเงินเดือนเฉลี่ยต่อชั่วโมง และคำนวณจากค่าเที่ยวแต่ละเที่ยว หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ขับรถในเที่ยวนั้น จะเป็นอัตราค่าจ้างที่เป็นค่าเที่ยวตามผลงานในเวลาทำงานปกติเฉลี่ยต่อชั่วโมงของวันนั้น ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าเที่ยวส่วนที่เป็นค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วย 8 และค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในแต่ละวันเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เกินกว่า 8 ชั่วโมง แม้จำเลยมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเที่ยวซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่า จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเป็นการเหมาจ่ายตามอัตราและหรือข้อกำหนดตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ โดยคำนวณจากปริมาณเที่ยววิ่งรถที่โจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละรอบหรือเดือนก็ตาม แต่เมื่อค่าเที่ยวส่วนหนึ่งเป็นค่าจ้างดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว โจทก์แต่ละคนยังมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หากคำนวณตามวิธีการที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ปรากฏว่าเมื่อหักค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างออกแล้ว คงเหลือค่าเที่ยวที่เป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติซึ่งโจทก์แต่ละคนได้รับไปแล้วน้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามนิยาม "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายจ้างจะกำหนดวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การที่จำเลยกำหนดให้เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนเฉพาะการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเท่านั้น จึงขัดแย้งกับนิยาม "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับผูกพันโจทก์ทั้งแปดสิบสามผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยได้ ส่วนการที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าโจทก์แต่ละคนมีชั่วโมงการทำงานที่แท้จริงเท่าใด กลับใช้วิธีประมาณการจำนวนชั่วโมงการทำงานนั้น มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติมาเท่าใดแล้วศาลแรงงานกลางต้องฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงการทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสามเท่านั้นแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามชั่วโมงที่เรียกร้องมาแต่อย่างใด และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีว่า โจทก์แต่ละคนมีชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานจำนวนเท่าใด ตรงตามที่ระบุไว้ในคำฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางยังมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า โจทก์แต่ละคนมีชั่วโมงการทำงานที่แท้จริงเท่าใด กลับใช้วิธีประมาณการจำนวนชั่วโมงการทำงาน ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง ปัญหาในส่วนนี้แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาใหม่ โจทก์ทั้งแปดสิบสามมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเป็นคดีนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด ต้องได้ความว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติแต่ละวันเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด และจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้แก่โจทก์แต่ละคนอีกหรือไม่ เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนที่จะพิจารณาพิพากษาเรื่องค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติเท่านั้น ไม่ได้เรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานในวันหยุดด้วย จึงไม่จำต้องสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์แต่ละคนเป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดหรือไม่ จำเลยจัดให้โจทก์แต่ละคนมีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นจำนวนกี่วัน จำเลยสั่งให้โจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เป็นจำนวนกี่วัน และโจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่และเป็นจำนวนกี่วัน จำเลยมีอัตราการจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์แต่ละคนสำหรับประเภทรถบรรทุกที่ขับไว้ว่าอย่างไร โดยจะต้องอาศัยการคำนวณตามระยะทางหรือตามระยะเวลาในการขับรถหรือไม่ อย่างไร ลักษณะการเหมาจ่ายค่าเที่ยวนั้น จำเลยจ่ายค่าเที่ยวโดยให้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง โดยไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 มาใช้บังคับกับคดีแรงงานในส่วนนี้ดังที่จำเลยฎีกาได้ ส่วนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน และฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะประเด็นว่าในช่วงเวลา 2 ปี ย้อนหลังไปนับแต่วันฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสามแต่ละคน จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างโดยรวมค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติแต่ละวันรวมกันเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้แก่โจทก์แต่ละคนอีกหรือไม่ เพียงใด แล้วให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาในประเด็นดังกล่าวใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ชัย เรืองกิจ
- นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2564
#664265
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ก็ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 199/337 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 67472 และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินคงค้างค่าบ้านให้แก่โจทก์ 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 199/337 หมู่ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 67472 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 67472 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 199/337 ปลูกสร้างอยู่ เดิมที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนายวันชัย กับจำเลย โดยมีชื่อนายวันชัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ต่อมาจำเลยกับนายวันชัยจะหย่ากัน จำเลยตกลงกับนายวันชัยให้นายวันชัยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ โดยตกลงทำสัญญาซื้อขายกันเป็นเงิน 3,000,000 บาท โจทก์นำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 3,180,206 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ นางละออ มารดาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นหนี้โจทก์ 410,350 บาท โดยจำเลยลงชื่อเป็นพยาน เงินกู้ยืมที่โจทก์ได้รับจากธนาคารเมื่อหักชำระหนี้ค่าบ้านที่ค้างชำระต่อธนาคารเดิม ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และจดทะเบียนจำนองตลอดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และหักชำระหนี้ที่จำเลยกับนางละออมารดาจำเลยเป็นหนี้โจทก์แล้ว โจทก์มอบคืนให้แก่จำเลยทั้งหมด โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมแทนโจทก์เดือนละ 24,900 บาท และเมื่อจำเลยผ่อนชำระครบถ้วนแล้วโจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนแก่จำเลย จำเลยผ่อนชำระเงินยืมคืนโจทก์ตรงตามกำหนดเพียงงวดเดียวคืองวดแรก หลังจากนั้นชำระไม่ตรงกำหนดรวมเป็นเงินที่ชำระ 95,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายวันชัยและจำเลยเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงของโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับนายวันชัยสืบเนื่องจากนางละออมารดาจำเลยและจำเลยมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ เมื่อโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว ธนาคารได้จ่ายเงินส่วนหนึ่งที่ค้างชำระให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองเดิม ส่วนอีกจำนวนหนึ่งได้จ่ายให้แก่นายวันชัย ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ต้องตกเป็นลูกหนี้รับผิดชำระหนี้ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญา และมีผลเท่ากับนายวันชัยได้รับเงินราคาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปเต็มจำนวนครบถ้วนแล้ว โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินที่นำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนที่เหลือก็ได้นำไปชำระหนี้ที่นางละออและจำเลยค้างชำระแก่โจทก์ และอีกจำนวน 180,000 บาทเศษ โจทก์นำสืบว่าจำเลยได้รับจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งจำเลยเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านก็รับในเรื่องนี้ ถึงแม้การที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยมีข้อตกลงว่าให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หักจากบัญชีธนาคารของโจทก์ ก็เป็นไปตามข้อตกลงที่ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทได้ และเมื่อมีการผ่อนชำระเงินให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนแล้ว โจทก์ก็จะโอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่จำเลย ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงโดยจำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ตามกำหนดแล้วโจทก์ก็โอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยก็เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายที่จะต้องมีการทำสัญญาซื้อขายกันอีก เห็นได้ว่าการที่โจทก์ทำสัญญากู้เงินโดยนำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปจำนองแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนตามสัญญา ส่วนนายวันชัยและจำเลยหาต้องรับผิดชอบใด ๆ ต่อธนาคารตามกฎหมายไม่ ดังนี้ย่อมแสดงว่านายวันชัยและจำเลยมีเจตนาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์จริง เพียงแต่มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารแทนโจทก์จนครบถ้วนแล้วโจทก์จะโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนแก่จำเลย ดังนั้น สัญญาซื้อขายดังกล่าวระหว่างโจทก์กับนายวันชัยและจำเลยได้ทำขึ้นโดยมีเจตนาที่แท้จริง เพียงแต่มีเงื่อนไขในการโอนกลับคืนอันถือเป็นข้อตกลงที่บังคับได้ หาใช่เป็นการที่นายวันชัยและจำเลยทำสัญญาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์กู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยเท่านั้นไม่ การซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่ได้ผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอีกต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ก็ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวนวณี กอศรีพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2564
#670389
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ชักชวนและแนะนำผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยังเป็นเด็กและผู้เยาว์ไปขายบริการทางเพศโดยผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจและเดินทางไปขายบริการทางเพศด้วยตนเองให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 1 แนะนำ จากนั้นก็แบ่งเงินให้จำเลยที่ 1 บ้าง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะอยู่ที่ใดและจะยินยอมหรือไม่ เมื่อเป็นการเสื่อมเสียต่อสวัสดิภาพหรือประโยชน์สุขของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานพรากเด็กและพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 319 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 375,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ผู้เสียหายที่ 1)

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาตามฟ้องข้อ 1.10 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคสองและวรรคสาม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก 52 วรรคสองและวรรคสาม) พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรและมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงหรือชายนั้น แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม กับฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรและมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.6 ข้อ 1.8 และข้อ 1.10 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อ 1.10 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.4 กับฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามฟ้องข้อ 1.6 และข้อ 1.8 ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และข้อความในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.4 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 9 เดือน ฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามฟ้องข้อ 1.6 และข้อ 1.8 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 3 เดือน รวมเป็นจำคุก 11 ปี 30 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.3 รวม 2 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 1.5 ข้อ 1.7 และข้อ 1.9 รวม 3 กระทง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 27 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมทั้งสิ้นจำคุก 15 ปี 63 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะความผิดฐานพรากเด็กและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เยาว์ เกิดวันที่ 17 มกราคม 2546 เป็นบุตรของนาย ภ. และนาง ณ. บิดามารดาเลิกร้างกัน ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายที่บ้านเลขที่ 125 แต่ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่อยู่กับเพื่อนไม่ค่อยกลับบ้าน ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 มีคนรักชื่อนาย อ. และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้เสียหายที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่กับนาย อ. ที่บ้านเลขที่ 32 จนถึงวันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ถูกจับดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพรากเด็กและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ อยู่ที่ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 หรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 ผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายทักทายผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กไปหาจำเลยที่ 1 ว่า "มีไหมหาให้หน่อย" คือผู้เสียหายที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยหาแขกให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายเดินทางไปรีสอร์ทที่เกิดเหตุเอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนา ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 1 มีหนังสือยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชักชวน หลอกลวง หรือพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อให้บุคคลอื่นกระทำอนาจารหรือแสวงหาประโยชน์อื่นใด เหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 ผู้เสียหายที่ 1 กระทำไปด้วยความสมัครใจ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายหน้ารับงานขายบริการทางเพศ จำเลยที่ 1 ไม่ได้พรากผู้เสียหายที่ 1 จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยเมื่อเดือนมีนาคม 2561 เวลา 10 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่สะอางรีสอร์ท จำเลยที่ 1 ได้พบกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งกำลังเดินออกจากห้องพักที่รีสอร์ทกับชายอายุประมาณ 50 ปี จำเลยที่ 1 จึงทักทายผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ได้ติดต่อจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยหาแขกให้ผู้เสียหายที่ 1 ด้วย วันที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 หาแขกให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้ ผู้เสียหายที่ 1 จึงให้เงินแก่จำเลยที่ 1 ไว้รับประทานอาหาร การให้เงินดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา มิใช่เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้จากการแสวงหาประโยชน์จากค่านายหน้าที่หาแขกให้ผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 มีบุตร 1 คน คือเด็กชาย พ. สามีของจำเลยที่ 1 ได้ละทิ้งจำเลยที่ 1 ตั้งแต่บุตรเกิดได้ 1 วัน จำเลยที่ 1 จึงต้องเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ได้วางเงินบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง หรือหากจะลงโทษจำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ทักทายและรู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2561 ที่บริเวณสะอางรีสอร์ท จากนั้นจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ก็มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ มีการชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณี โดยผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจด้วยตนเอง และผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปขายบริการทางเพศด้วยตนเองให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 1 แนะนำให้ จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ก็แบ่งเงินให้แก่จำเลยที่ 1 บ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กและผู้เยาว์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีอายุถึง 19 ปี ซึ่งเกือบจะบรรลุนิติภาวะ รู้ดีรู้ชั่วแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีวุฒิภาวะมากกว่าผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ชักชวนและแนะนำบุคคลให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศดังกล่าวเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะอยู่ที่ใดและจะยินยอมหรือไม่ เมื่อเป็นการเสื่อมเสียต่อสวัสดิภาพหรือประโยชน์สุขของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงย่อมมีความผิดฐานพรากเด็กและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่เห็นว่าตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 1 มิได้มีการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 แต่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจยินยอมที่จะกระทำความผิดเองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ยังหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

อนึ่ง จำเลยที่ 1 วางเงินชำระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ถือได้ว่าเป็นการชำระค่าสินไหมทดแทนที่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วบางส่วน จำเลยที่ 1 จึงคงต้องชำระเฉพาะส่วนที่ยังขาดจำนวน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.3 รวม 2 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 1.5 ข้อ 1.7 และข้อ 1.9 รวม 3 กระทง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้วางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง รวมจำคุก 18 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น รวมทั้งสิ้นจำคุก 13 ปี 54 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม ม. 319 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายพิทักษ์ ขำขนิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพโรจน์ โปเล็ม
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2564
#664332
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่เมื่อความผิดดังกล่าวจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่ให้การรับสารภาพและเป็นฎีกาข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 47 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 50, 148/2 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 286

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 50 (3), 144 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (7), 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (2) (ที่ถูก 6 (2) (เดิม)), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 52 วรรคสอง (เดิม) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้าง เป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ ปรับคนละ 20,000 บาท ฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม และยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และฐานร่วมกันค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ คงปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100,000 บาท ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100,000 บาท รวมจำคุกคนละ 4 ปี 18 เดือน และปรับคนละ 265,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี แต่ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 40 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งสอง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 4 ปี 18 เดือน เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 18 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติจำเลย ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงพนักงานเก็บเงิน ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการร้านและจดทะเบียนเป็นเจ้าของร้าน จำเลยทั้งสองไม่มีอำนาจควบคุมดูแลการทำงานของผู้เสียหายทั้งสอง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าร้านที่เกิดเหตุเป็นสถานประกอบกิจการค้าประเวณีหรือมีเด็กขายบริการทางเพศ ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ค้าประเวณี จำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี นั้น เห็นว่า ความผิดดังกล่าวเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและเป็นฎีกาข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 47 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเด็กอายุ 16 ปีเศษ และ 17 ปีเศษแม้ผู้เสียหายทั้งสองจะยินยอม แต่เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่เด็ก ครอบครัว ชุมชนและสังคมส่วนรวม จึงเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ลงทุนในกิจการ และเป็นผู้ขอจดทะเบียนพาณิชย์ของกิจการร้านที่เกิดเหตุเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลกำไรของกิจการโดยตรง อันเป็นที่มาของการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตามสำหรับจำเลยที่ 1 แม้เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และมีส่วนในการรับเงินผลประโยชน์ในการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสองโดยทำหน้าที่แคชเชียร์ของร้านแต่ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ในการชี้ชวนหรือแนะนำให้มีการค้าประเวณี และลักษณะเป็นเพียงลูกจ้างของร้าน จึงเห็นควรรอการลงโทษจำคุก เพื่อให้โอกาสได้กลับตนเป็นพลเมืองดีโดยลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ ปรับ 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี ปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงปรับ 50,000 บาท ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ คงปรับ 25,000 บาท และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี คงปรับ 50,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 18 เดือน และปรับ 140,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนความผิดและโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสัญญา ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2564
#666462
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด หรือฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด แต่การบรรยายฟ้องส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ

ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานปลอมเอกสาร ฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เป็นลำดับและมีรายละเอียดต่อเนื่องกัน เมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ และมีการบรรยายข้อความต่อเนื่องอีกว่า การกระทำตามฟ้องข้อดังกล่าวทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเป็นของจำเลยที่ 2 เป็นการบรรยายองค์ประกอบความผิดแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ฟ้องโจทก์ทั้งสามฐานนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำต้นฉบับโฉนดที่ดินของโจทก์ไปเสียจากโจทก์ ต่อมานำไปจดทะเบียนซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นฟ้องที่บรรยายว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 188, 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด หรืออีกนัยหนึ่ง ฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้การบรรยายฟ้องในส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดนั้น ไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ แต่โจทก์ยังคงต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย องค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน และบางฐานความผิดยังต้องมีพฤติการณ์ประกอบการกระทำหรือเจตนาพิเศษ อย่างใดอย่างหนี่งหรือทั้งสองอย่างจึงจะเป็นความผิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องมาด้วย เมื่อการบรรยายฟ้องตามมาตรา 158 (5) ไม่จำต้องเคร่งครัดถึงกับต้องใช้ถ้อยคำในกฎหมาย และฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่แยกเป็นข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ก็เป็นการบรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดเป็นลำดับและมีรายละเอียดต่อเนื่องกัน ซึ่งเมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ โดยความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองปลอมหนังสือมอบอำนาจโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อนำเอาเอกสารหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนอย่างไรอยู่ในตัว ส่วนความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งโจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองใช้หรืออ้างหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนหลงเชื่ออย่างไร และสำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 137 โจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินโดยเจตนาที่จะไม่ต้องแสดงหนังสือยินยอมของคู่สมรสของโจทก์ในการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งที่ความจริงโจทก์มีคู่สมรส ซึ่งในคำฟ้องข้อ 2 วรรคสอง ก็มีการบรรยายข้อความต่อเนื่องอีกว่า การกระทำตามฟ้องข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการบรรยายองค์ประกอบความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมและฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสามฐานนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว นอกจากนี้ความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา 188 ในข้อ 2.1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคหนึ่ง นั้น แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ด้วย แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 โดยเห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำต้นฉบับโฉนดที่ดินของโจทก์ไปเสียจากโจทก์ ต่อมานำไปจดทะเบียนซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ตามที่ได้ความในข้อ 2.2 ซึ่งทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจึงเป็นฟ้องที่บรรยายว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดแล้วเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดทุกฐานไม่ครบองค์ประกอบความผิด โดยวินิจฉัยคำฟ้องโจทก์แยกเป็นส่วน ๆ และไม่ได้วินิจฉัยข้อความตามฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคสองที่บรรยายว่า "ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน" ว่ามีความหมายอย่างไรด้วยจึงยังไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาความผิดตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 137 ม. 188 ม. 264 วรรคสอง ม. 268 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวณัฐพร เดชาวุธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564
#685156
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด..." และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบการจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย..." ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ โจทก์อนุมัติให้ ป. และ ก. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้ว ป. และ ก. ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินจำนวนมากเช่นในคดีนี้ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่ ป. และ ก. เจตนาขอรับเป็นเงินสด และหาก ป. และ ก. จะไม่รับเงินด้วยตนเองต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นรับเงินแทน ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อนจึงจะจ่ายเงินกู้ได้ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ น. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ด้วย และถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลง ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่ น. ให้ถูกต้องตามระเบียบ จึงเป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์

การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 6,236,856.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,516,515.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้อุทธรณ์บางส่วนของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ให้นางนัยนา เพราะเชื่อในกลอุบายของนางนัยนา ที่ซื้อหุ้นและขอกู้ในคราวเดียวกัน โดยเชื่อและไว้วางใจนางนัยนา จึงไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือมอบฉันทะให้รับเงินแทน แล้วจ่ายเงินกู้เป็นเงินสด ซึ่งระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) กำหนดว่า การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ขณะเกิดเหตุโจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่ากรณีดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่การที่โจทก์ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการเงินเยี่ยงธนาคารไม่ได้วางหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ให้รอบคอบและรัดกุม ไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีพอ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีเป็นประมาณเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนการที่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสดสมทบให้จำเลยที่ 1 ตามที่ขอเบิกเพื่อจ่ายให้นางนัยนา เมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ได้และการจ่ายเงินสดเป็นไปตามระเบียบแล้ว ทั้งลักษณะงานของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงิน มิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้สมาชิกโดยตรง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินสดจำนวนมาก จำเลยที่ 2 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ก่อน ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการมอบอำนาจ มอบฉันทะให้ถูกต้องเรียบร้อย ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 มอบเงินจำนวนมากให้จำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกโดยไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบว่าเงินที่เบิกไปนั้นเป็นการจ่ายที่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 หรือไม่ ย่อมเป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ที่กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมา เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า ระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด หรือในกรณีที่สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเป็นเช็คได้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินสดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ" และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบ การจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย และต้องมีผู้อนุมัติให้จ่ายเงินได้ จึงจ่ายเงิน และเรียกใบเสร็จรับเงินหรือให้ผู้รับเงินลงนามรับเงินไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินของสหกรณ์ทุกครั้ง" แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อนางประกอบ และนายกก เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้นางประกอบ และนายกก กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้วนางประกอบ และนายกก ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่นางประกอบ และนายกก แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้นางประกอบ และนายกก ได้ แต่หากนางประกอบ และนายกก ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้นางนัยนา เป็นผู้รับเงินแทน แม้นางประกอบ เป็นมารดานางนัยนา และนายกก เป็นพี่เขยนางนัยนา นางประกอบ และนายกก ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้นางนัยนา รับเงินแทน นางนัยนา จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทนนางประกอบ และนายกก ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่นางนัยนา ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่นางนัยนาซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของนางประกอบ และนายกก จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่นางนัยนา ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ได้ความว่า นางนัยนา ชำระหนี้ส่วนของตนและมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน และโจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายซึ่งมีมูลหนี้ตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญทั้งสองฉบับรวมอยู่ด้วยจนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางนัยนา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ดังนั้น จึงให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่นางนัยนา ชำระให้แก่โจทก์บางส่วนดังกล่าวหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายนั้นแล้วจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้น ตามลำดับ ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การและนำสืบต่อสู้ไว้ ทั้งไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำแก้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และคำแก้ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และแก้คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์ได้รับชำระหนี้จากนางนัยนา ในมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญ และได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ของศาลล้มละลายกลาง จำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 432 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครู พ.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายธนพงศ์ อุชชิน
- นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2374/2564
#667223
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นาย ส. หลังจากนั้นนาย ส. ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของโดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนาย ส. และจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทของนาย ส. จึงเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน สำหรับปัญหาตามฎีกาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เมื่อนาย ส. กับจำเลยทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมประเภทการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งหกแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมากับนายสมัน และระหว่างนายสมันกับจำเลยทั้งแปด รวมทั้งนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยทั้งแปดกระทำขึ้นทั้งหมด โดยให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันเสียค่าธรรมเนียม และห้ามจำเลยทั้งแปดกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและหรือจำเลยทั้งแปดส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินมรดกทั้งหกแปลง ออกเป็น 9 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้แก่โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งคนละ 1 ใน 9 ส่วน ให้จำเลยทั้งแปดส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด และหากไม่สามารถแบ่งปันและส่งมอบที่ดินได้ให้นำที่ดินทั้งหกแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน กับขอให้กำจัดจำเลยทั้งแปดมิให้รับมรดกของนางมา

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความขอให้จำเลยทั้งแปดแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองตามส่วน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

จำเลยทั้งแปดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวพัชรา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 และนางสาวมะลิกา ทายาทของผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องสอดที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 8111 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 2 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21409 ตามอาณาเขตที่โจทก์ที่ 2 ครอบครองปลูกบ้านเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสาม ผู้ร้องสอดทั้งสอง นายสมัน นายประจักษ์ นางสงวน และนางสาวสายันต์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายบุญเพ็ง นายบุญเพ็งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางหรือนางสาวมา ผู้ตาย นางสาวจันทร์ และนางสาวนี โดยเป็นบุตรของนายสี กับนางปาน ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นางสาวจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี 2515 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร นางสาวนีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร นายบุญเพ็งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของนายสมัน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนายสมันกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร และไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ ภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย นายสมันได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อนายสมันในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2556 นายสมันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว จากนั้นได้โอนใส่ชื่อนายสมันเป็นผู้รับมรดก และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7174 และ 7159 มาเป็นของจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7160 มาเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8111 มาเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างว่า หากผู้ตายยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันตั้งแต่ก่อนถึงแก่ความตายแล้วย่อมต้องดำเนินการจดทะเบียนให้เรียบร้อยแต่ก็ไม่ปรากฏ เห็นว่า นอกจากผู้ตายจะยกที่ดินให้แก่นายสมันแล้ว ยังได้ยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย ซึ่งก็มิได้มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแต่อย่างใด การที่ไม่มีการจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันก็ยังไม่ถึงกับเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่า ผู้ตายมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน ส่วนการที่นายสมันและจำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของผู้ตายนั้น ก็ไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ทั้งจำเลยทั้งแปดก็อ้างว่า เหตุที่ไปขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็เพื่อความสะดวกในการจดทะเบียนซึ่งนับว่ามีเหตุผลอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่นายบุญเพ็งแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้องสอดทั้งสองและบุตรคนอื่นหมดแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะแบ่งให้แก่นายสมันและโจทก์ที่ 3 จึงไปขอให้ผู้ตายแบ่งที่ดินให้แก่นายสมันกับโจทก์ที่ 3 ผู้ตายจึงแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน หลังจากนั้น นายสมันได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของโดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนายสมันและจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทของนายสมัน จึงเป็นการครอบครองเพื่อตนมิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองต่อไปว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสมันกับจำเลยทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 -
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
วันชัย ศศิโรจน์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2361/2564
#664225
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมิได้มีสัญชาติไทยได้แจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นคนผู้มีสัญชาติไทยเพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในแบบทะเบียนราษฎร อันเป็นเอกสารราชการเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรเก่าที่ชำรุด และบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งมีชื่อ ส. เป็นเอกสารราชการที่จำเลยปลอมขึ้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 และ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการกระทำอันเป็นความผิดต้องเป็นการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158

ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานและสอบคำให้การไป แต่ก็ไม่จำต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การซ้ำอีก จำเลยยื่นคำให้การขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้โจทก์ รับเป็นคำให้การของจำเลยอันมีผลเป็นการอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และจำเลยให้การใหม่เป็นรับสารภาพโดยไม่ต้องสอบถามคำให้การดังกล่าวต่อหน้าโจทก์จำเลยอีก เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

การสืบเสาะและพินิจจำเลยเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าการสืบเสาะและพินิจไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและพิพากษา เนื่องจากจำเลยได้ให้ข้อเท็จจริงตามคำร้องประกอบคำให้การรับสารภาพเพียงพอแล้ว หาใช่ศาลจำต้องสั่งให้มีการสืบเสาะพินิจจำเลยทุกกรณีไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคสอง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 (1) (2) (3) วรรคสอง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2542 มาตรา 6 จัตวา, 8 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2554 มาตรา 11 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2554 มาตรา 11 ประกอบพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคสอง จำเลยกระทำความผิดสองกระทงให้ลงโทษกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม), 267 (เดิม) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 (ที่แก้ไขใหม่) รวมสองกระทงเรียงกระทงลงโทษและลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมิได้มีสัญชาติไทยได้แจ้งข้อความต่อนางจันทร์ลี และนางสาววรรณา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยชื่อนายสงกรานต์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 3 5018 00141 xx x บิดาชื่อ นายจะเมย มารดาชื่อ นางหลิวา เพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในแบบทะเบียนราษฎร อันเป็นเอกสารราชการเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรเก่าที่ชำรุด และบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งมีชื่อนายสงกรานต์ เป็นเอกสารราชการที่จำเลยปลอมขึ้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการกระทำอันเป็นความผิดต้องเป็นการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเท่านั้น คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองว่า การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานและสอบคำให้การไปในวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ก็ตาม แต่ก็ไม่จำต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การซ้ำอีก ส่วนที่จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสำเนาให้โจทก์ รับเป็นคำให้การของจำเลย อันมีผลเป็นการอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และจำเลยให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิต้องสอบถามคำให้การดังกล่าวต่อหน้าโจทก์จำเลยอีก เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ และจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นไม่สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษานั้น เป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าการสืบเสาะและพินิจไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและพิพากษา เนื่องจากจำเลยได้ให้ข้อเท็จจริงตามคำร้องประกอบคำให้การรับสารภาพเพียงพอแล้ว หาใช่ว่าศาลจำต้องสั่งให้มีการสืบเสาะพินิจจำเลยทุกกรณีไปไม่ การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือสองกรรม เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชน แต่ฟ้องว่าจำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน (เปลี่ยนบัตรกรณีบัตรเก่าชำรุด) ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบทะเบียนราษฎรอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ดังนั้น การนับอายุความมิได้เริ่มนับตั้งแต่ปี 2541 เพราะเป็นการกระทำต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดต่างหากจากกัน เมื่อความผิดตามฟ้องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคแรก (3) โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 จึงยังไม่ขาดอายุความ แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคแรก (4) การกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 นับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 จึงขาดอายุความแล้ว แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 ส่วนการกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 นับถึงวันฟ้องยังไม่เกินห้าปี จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างวาระกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จึงหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษให้เบาลงกว่านี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยมีเจตนามุ่งใช้บัตรประจำตัวประชาชนที่ไม่ใช่ของจำเลย อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลบุคคลทางทะเบียนราษฎรซึ่งกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 สำหรับความผิดที่ได้กระทำเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (1) (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวรเกียรติ นวลสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2564
#693455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมร่วมกันตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยคู่ความแต่ละฝ่ายและองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความทำขึ้นในศาลและต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เว้นแต่คู่กรณีแห่งการประนีประนอมยอมความนั้นจะตกลงยินยอมด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้ยุติคดีทั้งหมดตามที่ตกลงกันต่างหากนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อตกลงนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะมิได้มาศาลเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญาดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวรวมทั้งข้ออ้างที่จำเลยถูกฉ้อฉลขึ้นปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความว่าถูกฉ้อฉลย่อมฟังไม่ขึ้น คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. บุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพจำเลยตั้งแต่โจทก์ทิ้งร้างจำเลยไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2560) จำเลยขอคิดเพียง 12 เดือน เดือนละ 30,000 บาท เป็นเงิน 360,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายหรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 30,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้โจทก์ชำระค่าทดแทนให้จำเลย 300,000 บาท และให้นางสาว ล. ชำระค่าทดแทนให้จำเลยเป็นเงิน 500,000 บาท กับให้โจทก์แบ่งรถยนต์ ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาว ล. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมให้การว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและโจทก์หย่าขาดกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระเงินค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 180,000 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชาย ต. มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เท่ากับราคารถยนต์ในวันที่ศาลมีคำพิพากษา หากตกลงไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน และให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่จำเลย กับให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนคำขอของจำเลย (โจทก์ฟ้องแย้ง) นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชาย ต. จะบรรลุนิติภาวะ และให้โจทก์ชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลย 180,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์เสียเกินมา 38,071 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันนัดอ่านคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกา โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าได้ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้น ขอเลื่อนการฟังคำสั่งของศาลฎีกา และขอให้ส่งสัญญาประนีประนอมยอมความไปยังศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำสั่งของศาลฎีกาและส่งสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่ออ่านคำสั่งของศาลฎีกาให้คู่ความฟังก่อน ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุญาตให้โจทก์และจำเลยร่วมฎีกาให้แก่คู่ความฟังแล้ว ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2564 ให้ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความว่าประสงค์ทำยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่ หากประสงค์ทำยอมก็ให้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาไปได้ มิฉะนั้นให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ในวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา จำเลยและทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ว่าไม่ประสงค์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 เพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัตินอกเหนือสัญญาที่ตกลงกันต่างหากคือจะยุติคดีทั้งหมด ประกอบกับทนายจำเลยไม่ได้ไปร่วมตรวจสอบสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์แถลงว่า ฝ่ายโจทก์ได้ยุติคดีตามที่ตกลงไว้กับจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมซองคำพิพากษาคืนศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนข้ออ้างของโจทก์ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนโจทก์ เสร็จแล้วให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา

พิเคราะห์แล้ว คดีมีเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ในชั้นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วม ร่วมกันตกลงทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยคู่ความแต่ละฝ่ายและองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความทำขึ้นในศาลและต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นมีความว่า "ข้อ 1. จำเลยตกลงจะไม่บังคับคดีกับโจทก์และจำเลยร่วมตามคำพิพากษาในคดีนี้ทั้งหมด ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งด้วย ข้อ 2. โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมตกลงให้ยุติคดีนี้ ข้อ 3. โจทก์และจำเลยตกลงว่า ตามที่จำเลยและเด็กชาย ต. ได้ไปดำเนินการตรวจหาสารพันธุกรรม DNA เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 หากผลตรวจ DNA พบว่าเด็กชาย ต. เป็นบุตรของโจทก์ และโจทก์ยังคงรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่นั้น โจทก์ตกลงจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. โดยจะชำระในขณะเด็กชาย ต. เข้าศึกษาดังต่อไปนี้ ในชั้นประถมศึกษาเดือนละ 4,000 บาท เรียนในชั้นมัธยมศึกษาเดือนละ 5,000 บาท และเรียนในชั้นอุดมศึกษาเดือนละ 6,000 บาท ข้อ 4. โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมตกลงยินยอมปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 และข้อ 2 ข้อ 5. โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาข้อ 3" จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่สัญญาระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงฝ่ายเดียวมิได้ เว้นแต่คู่กรณีแห่งการประนีประนอมยอมความนั้นจะตกลงยินยอมด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัตินอกเหนือจากสัญญาที่ตกลงกันต่างหากคือจะยุติคดีทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อตกลงนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล ทั้งตามทางไต่สวนของศาลชั้นต้นได้ความตามคำแถลงของโจทก์ประกอบคำแถลงของจำเลยที่ยื่นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ก่อนศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนความไปยังศาลฎีกามีข้อที่โต้เถียงกันว่า โจทก์ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. บุตรผู้เยาว์ตามข้อข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ เป็นปัญหาที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจะต้องว่ากล่าวกันมาในภายหลังเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตามยอมในชั้นนี้แล้ว และที่จำเลยอ้างบันทึกข้อตกลงระหว่างคู่กรณี ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ข้อ 6 ที่โจทก์และจำเลยตกลงจะถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวภูธรเมืองพิจิตร เป็นข้อตกลงนอกศาลและนอกเหนือไปจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นในศาล หากมีอยู่จริงและผลแห่งข้อตกลงนั้นจะเป็นอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหากจากคดีนี้ ย่อมจะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธในคดีนี้หาได้ไม่ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่มีโอกาสนำพยานมาไต่สวนประกอบข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนข้ออ้างของโจทก์ของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลฎีกานั้น ศาลชั้นต้นเพียงแต่ไต่สวนโดยฟังจากคำแถลงของโจทก์ เมื่อจำเลยได้ยื่นคำแถลงประกอบข้ออ้างของโจทก์ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้ส่งถ้อยคำสำนวนความคืนไปยังศาลฎีกา ย่อมเท่ากับจำเลยได้มีโอกาสแถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของฝ่ายโจทก์แล้ว จะว่าจำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความตกลงกันทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยจำเลยมิได้มีข้อโต้แย้งหรือข้อคัดค้านแต่ประการใด แสดงว่าจำเลยตกลงยอมความกับฝ่ายโจทก์และจำเลยร่วมโดยสมัครใจยอมผูกพันที่จะปฏิบัติต่อกันตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะมิได้มาศาลเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญาดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวรวมทั้งข้ออ้างที่จำเลยถูกฉ้อฉลขึ้นปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความว่าถูกฉ้อฉลให้ทำขึ้นย่อมจะฟังไม่ขึ้น คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะปฏิเสธให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ในชั้นฎีกาได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมต่อไป

ศาลฎีกาได้พิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมในคดีนี้ ฉบับลงวันที่ 13 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2563 เห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาในคดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละสามในสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ป.
จำเลยร่วม — นางสาว ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายภิญโญ โมกขมรรคกุล
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2564
#666591
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 1 สมองพิการเกิดจากสาเหตุใด เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่าสาเหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 1 สมองพิการเสียหายถาวรอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปทางหนึ่งทางใดโดยแจ้งชัด จึงต้องถือว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีอาการสมองพิการเสียหายถาวรช่วยเหลือตนเองไม่ได้เพราะสาเหตุใดแน่ ตรงกันข้ามกับทางนำสืบของโจทก์ทั้งสอง ที่มีโจทก์ที่ 2 และ ส. บิดาโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังเกิดเหตุบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ได้พูดยอมรับว่า เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีอาการดังกล่าวเนื่องจากท่อช่วยหายใจหลุดและขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งตามบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า หลังการผ่าตัด เมื่อเกิดปัญหากับโจทก์ที่ 1 วิสัญญีแพทย์ทำการตรวจสอบตำแหน่งท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากสงสัยว่ามีเสียงลมรั่วไม่เข้าปอด ซึ่งพบว่าท่อช่วยหายใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของหลอดลม จึงได้รีบใส่ท่อช่วยหายใจใหม่โดยเพิ่มขนาดจากเบอร์ 4 เป็นเบอร์ 4.5 ตำแหน่งที่ใส่อยู่ที่ 12 เซนติเมตร แม้การจ่ายเงินช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมิได้พิจารณาว่าบุคลากรทางการแพทย์กระทำโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่รายงานการประชุมดังกล่าวก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการสอบสวน ทั้งคณะอนุกรรมการที่เข้าร่วมพิจารณาก็ล้วนเป็นแพทย์ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และ ส. ซึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ยากที่จะเบิกความปรุงแต่งข้อเท็จจริงที่ตนรับฟังมา พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอย่างถาวรเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนจากหลอดลมภายหลังการผ่าตัด ทำให้สมองขาดออกซิเจนหล่อเลี้ยงเป็นเวลานานจนโจทก์ที่ 1 เกิดอาการดังกล่าว

กรณีจะถือว่าการกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 เป็นความประมาทเลินเล่อหรือไม่นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์และเหตุผลประการอื่นด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงได้ความว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวังรอบคอบ และเหมาะสมกับสภาวการณ์ที่จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปดั่งที่คาดหมาย กรณีย่อมไม่อาจถือว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบและเหมาะสมสอดคล้องแก่สภาวการณ์ที่จำเป็นในการรักษาโจทก์ที่ 1 ทุกขั้นตอนโดยถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพอันเหมาะสมแก่สภาวการณ์แล้ว แม้จะเกิดผลท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ก็ตาม การกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายได้ บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบต่อความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรโจทก์ที่ 2 กับนายสมาน โจทก์ที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2558 เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (TETRALOGY OF FALLOT) เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์ที่ 1 เข้ารับการติดตามและตรวจอาการของโรคดังกล่าวที่โรงพยาบาล ม. ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีภาวะอาการเขียวขั้นวิกฤตจนอยู่ในขั้นอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ทางโรงพยาบาลจึงรับตัวโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ป่วยใน วันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 1 มีนาคม 2559 โจทก์ที่ 1 ได้รับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเทียมเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงที่ปอดได้มากขึ้น หลังการผ่าตัดแล้วขณะที่บุคลากรทางการแพทย์นำโจทก์ที่ 1 ไปยังหอผู้ป่วยเด็ก ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีอาการเขียวใหม่ ซึ่งทางการแพทย์หมายถึงมีออกซิเจนในเลือดต่ำ มีสัญญาณชีพที่เต้นช้าลง แพทย์และพยาบาลจึงปฏิบัติการกู้ฟื้นคืนชีพ (ซีพีอาร์) และใช้ยาเพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 3 นาที โจทก์ที่ 1 ยังมีอาการไม่ดีขึ้น คณะแพทย์จึงเปลี่ยนท่อช่วยหายใจจากขนาดเบอร์ 4 เป็นขนาดเบอร์ 4.5 เพื่อที่จะให้ลมสามารถผ่านเข้าไปที่ปอดได้มากขึ้น ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 กลับมาสัญญาณชีพเป็นปกติ แต่มีอาการสมองพิการอย่างถาวร ต่อมาโจทก์ที่ 2 ขอรับเงินเยียวยาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา สรุปข้อมูลแล้วกำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 280,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการเป็นผลจากความประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปทางหนึ่งทางใดโดยแจ้งชัด ต้องถือว่ายังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเพราะเหตุใดกันแน่ จึงทำให้โจทก์ที่ 1 มีอาการสมองพิการเสียหายถาวรช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ ตรงกันข้ามตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองนอกจากโจทก์ที่ 2 และนายสมาน มารดาและบิดาโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันตรงกันว่าหลังเกิดเหตุบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ได้พูดยอมรับกับโจทก์ที่ 2 และนายสมานว่า เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีอาการดังกล่าวเนื่องจากท่อช่วยหายใจหลุดและขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และยังได้ความว่า หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและก่อนมีการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 280,000 บาท ก็มีบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยมีคณะอนุกรรมการผู้เข้าประชุมประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนผู้ใช้บริการ ตัวแทนหน่วยบริการ ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ซึ่งผลการประชุมตามบันทึกการประชุมมีข้อความระบุว่า หลังการผ่าตัดเมื่อเกิดปัญหากับโจทก์ที่ 1 วิสัญญีแพทย์ได้ทำการตรวจสอบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากสงสัยว่ามีเสียงลมรั่วไม่เข้าปอด ซึ่งพบว่าท่อช่วยหายใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของหลอดลม จึงได้รีบใส่ท่อช่วยหายใจใหม่โดยเพิ่มขนาดจากเบอร์ 4 เป็นเบอร์ 4.5 ตำแหน่งที่ใส่อยู่ที่ 12 เซนติเมตร ปัจจุบันเด็กมีอาการเกร็งทั้งตัว ไม่รู้สึกตัว ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ให้อาหารทางสายยาง พิจารณาว่าเป็นการให้บริการซึ่งให้โดยตรงเพื่อการรักษาพยาบาลตามความหมายของบริการสาธารณสุขตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 การพิจารณาของคณะอนุกรรมการตามบันทึกการประชุมดังกล่าวเป็นการพิจารณาเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้รับบริการตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งการจ่ายเงินช่วยเหลือนั้นแม้จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมิได้พิจารณาว่าบุคลากรทางการแพทย์กระทำโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่รายงานการประชุมดังกล่าวก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการสอบสวน ทั้งคณะอนุกรรมการที่เข้าร่วมพิจารณาดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแพทย์ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาสรุปไว้ในบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และนายสมาน ซึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ยากที่จะมีการเบิกความปรุงแต่งข้อเท็จจริงที่ตนเองรับฟังมาจากนายธีระแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอย่างถาวรเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่จากหลอดลมภายหลังการผ่าตัด ทำให้สมองขาดออกซิเจนหล่อเลี้ยงเป็นเวลานานจนโจทก์ที่ 1 เกิดอาการดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอันเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นเป็นผลจากความประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า มีลมเข้าไปในปอดทั้งสองข้างเท่ากันดี ทรวงอกขยายทั้งสองข้าง มีพลาสเตอร์เหนียวพันปิดบนริมฝีปากด้านบนและล่างของโจทก์ที่ 1 มีการติดตั้งเครื่องติดตามสัญญาณชีพติดตัวโจทก์ที่ 1 ไปตลอดทาง นางสาวภัทร์วีรยา วิสัญญีพยาบาลเบิกความว่า พยานประเมินโจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนั้นนอนตะแคงข้างซ้ายใส่ท่อช่วยหายใจขนาดเบอร์ 4 ใช้ความลึกขนาด 9 เซนติเมตร มีพลาสเตอร์เหนียวพันปิดบนริมฝีปากด้านบนและล่างเพื่อป้องกันหลุด ตรวจดูสัญญาณชีพของโจทก์ที่ 1 ปกติ ความดันโลหิตอยู่ที่ 70/40 มิลลิเมตรปรอท ชีพจร 142 ครั้ง ต่อนาที ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดร้อยละ 86 ถึง 92 ฟังเสียงปอดทั้งสองข้างพบว่ามีลมเข้าปอดทั้งสองข้างเท่ากัน แสดงว่าตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หลังผ่าตัดเสร็จปรับเปลี่ยนท่าของโจทก์ที่ 1 จากนอนตะแคงเป็นนอนหงาย พยานทำหน้าที่วิสัญญีพยาบาลตรงด้านหัวเตียง มือข้างหนึ่งจับท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันไม่ให้เลื่อนหลุด ส่วนมืออีกข้างหนึ่งประคองศีรษะในการขยับตัวและเตรียมอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายเป็นถังออกซิเจน มีการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบแทนเครื่องช่วยหายใจแบบอัตโนมัติขณะเคลื่อนย้าย ระหว่างนั้นมีการขยับตัวของโจทก์ที่ 1 นางสาวพัชมณจึงให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อทำให้โจทก์ที่ 1 อยู่ในภาวะหลับเพื่อป้องกันการขย้อนท่อช่วยหายใจ ขณะนั้นโจทก์ที่ 1 รู้สึกตัวมีเสมหะจำนวนมาก พยานดูดเสมหะของโจทก์ที่ 1 ออกจากท่อช่วยหายใจ นางสาวพัชมณฟังที่ปอดของโจทก์ที่ 1 ทั้งสองข้างพบว่าลมเข้าดีทั้งสองข้างและไม่มีเสมหะค้างที่ปอด แสดงว่าท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ความดันโลหิต ชีพจร และความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดอยู่ในภาวะปกติ ขณะเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 พยานอยู่ทางด้านขวามือของโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่ช่วยหายใจและประเมินสัญญาณชีพตลอดการเคลื่อนย้าย มีถังออกซิเจนแขวนอยู่ที่เปล พยานเปิดถังออกซิเจนและปลดเครื่องช่วยหายใจแบบอัตโนมัติออกเปลี่ยนเป็นเครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบซึ่งต่อกับท่อช่วยหายใจ แล้วเปิดถังออกซิเจนใช้มือบีบเครื่องช่วยหายใจแบบมือตลอด ส่วนมืออีกข้างต้องจับท่อช่วยหายใจที่มุมปากโจทก์ที่ 1 เพื่อป้องกันการหลุด ซึ่งการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบเมื่อบีบจะรู้สึกถึงแรงต้านในทรวงอก บริเวณหน้าอกมีการเคลื่อนยกตามจังหวะของการบีบมือ ระหว่างเคลื่อนย้ายพบว่าอัตราการเต้นของชีพจรโจทก์ที่ 1 ช้าลงและค่าความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดมีแนวโน้มต่ำแต่ท่อช่วยหายใจยังอยู่ที่เดิม นายธีระเบิกความว่า พยานเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโรค TETRALOGY OF FALLOT มีภาวะเขียวมากเพิ่งฟื้นจากภาวะติดเชื้อปอดมา ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ก่อนผ่าตัดแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบถึงความเสี่ยงในการผ่าตัดฉุกเฉินแล้ว มีการเตรียมความพร้อมในการผ่าตัดโดยบุคลากรทางการแพทย์หลายคนช่วยกันใส่ท่อช่วยหายใจและติดอุปกรณ์ช่วยหายใจในลักษณะใช้มือบีบและต่อจากตัวเครื่องให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิสัญญีแพทย์ การผ่าตัดใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ช่วงที่พยานเข้ามาที่ห้องผ่าตัดครั้งแรกพบว่าโจทก์ที่ 1 มีออกซิเจนต่ำและมีเสมหะจำนวนมาก เมื่อดูดเสมหะออก ปริมาณออกซิเจนในเลือดก็เพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่งแต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีภาวะเขียวจากโรคดังกล่าว ระหว่างผ่าตัดชีพจรของโจทก์ที่ 1 อยู่ในภาวะปกติ พยานทำการผ่าตัดต่อหลอดเลือดเทียมแล้วพบว่าโจทก์ที่ 1 มีออกซิเจนในเลือดปริมาณสูงขึ้นกว่าร้อยละ 80 และเมื่อดูดเสมหะออก ปริมาณออกซิเจนบางครั้งสูงถึงร้อยละ 90 ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม หากใช้หลอดเลือดเทียมขนาดเล็กเกินไปปริมาณออกซิเจนจะไม่เพียงพอ หากใหญ่เกินไปจะทำให้เกิดปริมาณออกซิเจนร้อยเปอร์เซ็นต์เท่าคนปกติ แต่จะมีปัญหาทำให้โจทก์ที่ 1 หัวใจวายได้ หลังผ่าตัดเสร็จพยานตรวจสอบว่าหลอดเลือดเทียมทำงานได้ตามปกติหรือไม่ โดยฟังที่หัวใจปรากฏว่ามีเสียงดังฟู่แสดงว่าทำงานได้ตามปกติ เมื่อฟังเสียงลมที่เข้าปอดทั้งสองข้างปรากฏว่าปอดขยายตัวเท่ากัน แสดงว่าการช่วยหายใจเป็นปกติโดยท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จากคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องยืนยันว่า ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ออกจากห้องผ่าตัดนั้น ท่อช่วยหายใจของโจทก์ที่ 1 อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพของแพทย์ และได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 ปากนายสมชาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทยเบิกความว่า วิสัญญีแพทย์ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาได้ทำถูกต้องตามมาตรฐานแล้ว โดยในการใส่ท่อช่วยหายใจเด็กจะพิจารณาจากอายุและน้ำหนัก ส่วนความลึกจะพิจารณาว่าเมื่อใส่ท่อช่วยหายใจให้เด็กแล้วจะฟังเสียงจากปอดทั้งสองข้างถ้าลมเข้าได้ดีถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจตามคู่มือแพทย์เวร หน้าที่ 2 ที่ระบุว่า ในการตรวจสอบตำแหน่งของท่อหายใจจะต้อง 1. การมอง ผู้ใส่ต้องเห็นว่าท่อหายใจผ่านเข้าไปใน vocal cords ตลอดการใส่ท่อหายใจ 2. การฟัง โดยฟังเสียง breath sound ทั้ง 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ใต้กระดูก clavicle 2 ข้าง ชายปอด 2 ข้าง และบริเวณลิ้นปี่ 3. การตรวจหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออก (end tidal carbon dioxide) 4. การวัดค่าระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วว่าไม่ต่ำลงไปกว่าเดิมและควรมีค่าสูงขึ้นหลังใส่ท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ เห็นได้ชัดว่าวิธีปฏิบัติตามคู่มือดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ที่ได้ปฏิบัติต่อโจทก์ที่ 1 อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน ย่อมเป็นข้อยืนยันให้เห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามมาตรฐานวิชาชีพของตนเองแล้ว ส่วนปัญหาที่เกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่นั้น ได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 ปากนางรุ้งนภา ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีวิทยาโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเบิกความว่า พยานเห็นนางสาวภัทร์วีรยาเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ขณะนั้นนางสาวภัทร์วีรยากำลังบีบเครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบ มืออีกข้างหนึ่งจับบริเวณท่อช่วยหายใจอยู่บริเวณมุมปาก จึงสอบถามทำไมเด็กจึงเขียว นางสาวภัทร์วีรยาตอบว่าเป็นเด็กที่มีหัวใจพิการแต่กำเนิด เมื่อพยานเดินผ่าน ได้ยินเสียงนางสาวภัทร์วีรยาถามพยานว่า อาจารย์ทำไมเด็กหัวใจเต้นช้าลง พยานจึงเข้าไปช่วยนวดหัวใจและให้เข็นรถโจทก์ที่ 1 กลับไปที่ห้องผ่าตัด ภายหลังบุคลากรทางการแพทย์ได้ช่วยกันใช้ยากระตุ้นหัวใจจนกระทั่งโจทก์ที่ 1 มีสัญญาณชีพเป็นปกติ จึงเป็นข้อยืนยันได้ว่าในระหว่างเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 นางสาวภัทร์วีรยา บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติการเคลื่อนย้ายตามวิชาชีพของตนเองและเมื่อพบความผิดปกติของโจทก์ที่ 1 เกิดสัญญาณชีพต่ำลงบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ระดมให้ความช่วยเหลือโจทก์ที่ 1 อย่างสุดความสามารถและทันท่วงทีจนกระทั่งโจทก์ที่ 1 รอดพ้นภาวะวิกฤตสัญญาณชีพกลับเป็นปกติ ซึ่งกรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปดังที่คาดหมาย กรณีย่อมไม่อาจถือว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ ได้ความตามเอกสารการพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันท่อช่วยหายใจหลุด ได้ระบุถึงสาเหตุต่าง ๆ ไว้หลายประการ รวมทั้งผู้ป่วยดิ้นกระสับกระส่าย สะบัดหน้า แอ่นตัว กัดท่อหลอดลมคอ ซึ่งตามบทความการพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกัน ETT (Endotracheal Tube หมายถึง การใส่ท่อช่วยหายใจ) เลื่อนหลุดใน PICU (Pediatric Intensive Care Unit หมายถึง หน่วยดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะวิกฤต) มีข้อมูลในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 ถึงเดือนมกราคม 2554 พบอุบัติการณ์ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนเกิดขึ้น 120 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.82 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก และมีอุบัติการณ์ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน 31 ราย คิดเป็น 8.68 ครั้ง ต่อ 100 วัน เห็นได้ว่า การใส่ท่อช่วยหายใจแก่เด็กที่มีอาการป่วยในภาวะวิกฤตแล้วเกิดการเคลื่อนหรือหลุดเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 เป็นทารกอายุเพียง 8 เดือนเศษ ก่อนผ่าตัดมีอาการตัวเขียวขั้นวิกฤตถึงขนาดที่โรงพยาบาลต้องรับตัวเป็นผู้ป่วยในไว้เพื่อทำการผ่าตัดซ่อมแซมหัวใจอย่างเร่งด่วน การเตรียมการก่อนการผ่าตัดโดยเฉพาะการสอดท่อช่วยหายใจให้แก่เด็กทารกย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบากตามสภาพร่างกายของเด็กที่มีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่พบความผิดปกติในเรื่องนี้ระหว่างการผ่าตัดซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 15.10 ถึง 16.15 นาฬิกา ภายหลังการผ่าตัดข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีการขยับตัวโจทก์ที่ 1 นางสาวภัทร์วีรยาเข้าไปประคองปรับเปลี่ยนท่านอนของโจทก์ที่ 1 ส่วนนางสาวพัชมณให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการขย้อนท่อช่วยหายใจ เหตุการณ์ตอนนี้เองน่าเชื่อว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม อันเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยบุคลากรทางการแพทย์ไม่อาจทราบได้เพราะอยู่ภายในร่างกายของโจทก์ที่ 1 ประกอบกับโจทก์ที่ 1 ได้รับยาหย่อนกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการขย้อนท่อช่วยหายใจ จึงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อต้านทางร่างกายทันทีที่ได้รับอากาศหายใจไม่เต็มที่ จนกระทั่งเมื่อเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ออกไปที่หน้าห้องผ่าตัดเพียงเล็กน้อย โจทก์ที่ 1 มีอาการตัวเขียวตามพยาธิสภาพที่ขาดอากาศหายใจ นางสาวภัทร์วีรยาและนางรุ้งนภา สังเกตเห็นจึงรีบนำโจทก์ที่ 1 กลับไปกู้ชีพภายในห้องผ่าตัด สอดคล้องกับที่โจทก์ที่ 2 และนายสมาน เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องแก่สภาวการณ์ที่จำเป็นในการรักษาโจทก์ที่ 1 ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับตัวไว้รักษา การเตรียมการผ่าตัดโดยฉุกเฉิน การดูแลภายหลังการผ่าตัด การเตรียมการเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ออกจากห้องผ่าตัดโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพอันเหมาะสมแก่สภาวการณ์ แม้จะเกิดผลท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ การกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายได้ บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบต่อความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ว. โดยนางสาว ศ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2317/2564
#666590
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคู่ฉบับจะมีข้อความว่า "1.ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมร่วมกันว่า โรงพยาบาล ฯ จ่ายเงิน จำนวน 280,000 บาท... ให้แก่ ศ. ผู้รับสัญญา เป็นค่าเยียวยาและมนุษยธรรม..." ซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อมารดาโจทก์เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 เขตนครราชสีมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และได้รับแจ้งผลการพิจารณารวมถึงสิทธิในการยื่นอุทธรณ์แล้ว ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนรับเงินจากจำเลยที่ 1 มารดาโจทก์ได้อ่านข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ และลงชื่อโดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญใด ๆ ทั้งเมื่อพิจารณาใบสำคัญรับเงินก็มีข้อความระบุว่าเงินที่โจทก์ได้รับเป็นเงินของจำเลยที่ 3 สอดคล้องกับสำเนาเช็คที่ระบุชื่อจำเลยที่ 3 และระบุว่าเป็นการจ่ายเงินตามมติประชุมอนุกรรมการ มาตรา 41 จำนวนเงินก็สอดคล้องกับที่มารดาโจทก์ได้รับแจ้ง ทั้งภาพถ่ายก็ปรากฏว่าผู้ที่ถือป้ายที่เหน็บเช็คไว้ด้านบนเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในป้ายมีข้อความว่า สปสช. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น มาตรา 41 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า มารดาโจทก์ทราบดีว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของจำเลยที่ 3 การที่ระบุข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโรงพยาบาลเป็นผู้จ่ายเงินจึงยังไม่อาจถือได้ว่าทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากมารดาโจทก์ทราบถึงสิทธิของตนว่ายังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อขอเงินเพิ่มและใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยที่ 2 กับพวกในข้อหาละเมิดได้ ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงมารดาโจทก์ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ กับให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนางสาว ศ. กับนายสมาน เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2558 โจทก์เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ต่อมาถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลดังกล่าวตามที่นัดหมาย หลังการผ่าตัดโจทก์ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนช่วงเวลาหนึ่ง มารดาโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 คณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วมีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือ 280,000 บาท แก่โจทก์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการดังกล่าวให้มารดาโจทก์ทราบ โดยส่งไปยังที่อยู่ของมารดาโจทก์ที่จังหวัดนนทบุรีตามที่ได้แจ้งไว้ พร้อมแจ้งสิทธิการยื่นอุทธรณ์ให้ทราบ ต่อมาคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของจำเลยที่ 3 อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือจำนวนดังกล่าวแก่มารดาโจทก์ และมีการนัดหมายให้มารดาโจทก์ไปรับเงินช่วยเหลือในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในวันดังกล่าวมีการมอบเช็คจำนวนเงิน 280,000 บาท แก่มารดาโจทก์ และมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาวิสัญญีวิทยา) ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐาน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาลงลายมือชื่อในสัญญาในฐานะผู้ให้สัญญา มารดาโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับสัญญา และมีนางสาวปภสร ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นายวีระชัย ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา และนางสาวกานดา ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงาน สำนักงานจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา ร่วมลงลายมือชื่อเป็นพยาน ก่อนคดีนี้ โจทก์กับมารดาโจทก์ร่วมกันฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดเกี่ยวกับการรักษาโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.521/2560 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเนื่องมาจากถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ทำสัญญา เพราะการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่โจทก์เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยไม่จำต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความอีก จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามฉ้อฉลหลอกลวงนางสาว ศ. มารดาโจทก์ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่มารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังการผ่าตัดโจทก์ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากสมองขาดออกซิเจน มารดาโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 คณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วมีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือ 280,000 บาท แก่โจทก์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการดังกล่าวให้มารดาโจทก์ทราบ โดยส่งไปยังที่อยู่ของมารดาโจทก์ที่จังหวัดนนทบุรีตามที่ได้แจ้งไว้ พร้อมแจ้งสิทธิการยื่นอุทธรณ์ให้ทราบ ต่อมาคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของจำเลยที่ 3 อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือจำนวนดังกล่าวแก่มารดาโจทก์ และมีการนัดหมายให้มารดาโจทก์ไปรับเงินช่วยเหลือในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในวันดังกล่าวมีการมอบเช็คจำนวนเงิน 280,000 บาท แก่มารดาโจทก์ แสดงว่าก่อนที่มารดาโจทก์จะมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 มารดาโจทก์ได้ทราบว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 ที่บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้ แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด" มารดาโจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ภายหลังคณะกรรมการพิจารณาแล้วได้อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 มีการแจ้งผลการพิจารณาการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ซึ่งตามหนังสือดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการดังกล่าว ให้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 9 นครราชสีมา หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบผลการพิจารณา มีการส่งหนังสือให้แก่มารดาโจทก์ได้ตามไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 โดยส่งไปยังที่อยู่ตามที่มารดาโจทก์แจ้งไว้ในขณะยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ซึ่งมารดาโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ยอมรับว่า ได้รับแจ้งให้ไปรับเงินค่าเยียวยาที่ห้องประชุม ชั้น 2 ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับพิพาท ในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความมารดาโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ยอมรับว่า ก่อนลงลายมือชื่อ มีนายวีระชัยและนางสาวกานดา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้อ่านข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความให้ฟัง และพยานก็ได้อ่านข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก่อนลงลายมือชื่อ และมารดาโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่า ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก่อนรับเงินจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พูดคุยกับพยานถึงการจ่ายเงิน 280,000 บาท โดยจะจ่ายเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายชื่อพยาน และให้พยานดูและลงลายมือชื่อในเอกสาร 3 ฉบับ คือ สัญญาประนีประนอมยอมความ คู่ฉบับสัญญา และใบสำคัญรับเงินของจำเลยที่ 3 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งพยานว่า เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ถ้าจะรับเช็ค หลังจากลงลายมือชื่อในเอกสารรับมอบเช็คแล้วมีการถ่ายรูปร่วมกัน พยานถามเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ว่า ทำไมถึงได้แค่นี้ เจ้าหน้าที่ตอบว่า ถ้าไม่พอใจยอดนี้อุทธรณ์ได้ พยานถามต่อว่าต้องทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 บอกว่า อุทธรณ์ไปส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ โดยจำเลยทั้งสามก็นำสืบยืนยันว่า ก่อนจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่มารดาโจทก์ นายวีระชัย และนางสาวกานดา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้อธิบายถึงที่มาของเงินและสิทธิในการอุทธรณ์ให้มารดาโจทก์ทราบแล้ว และมารดาโจทก์อ่านและได้ทราบข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจึงมีการลงลายมือชื่อโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับขู่เข็ญใด ๆ โดยมีนางสาวปภสร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ มีหน้าที่รับผิดชอบในการเจรจาไกล่เกลี่ย นางสาวกิตติมา นิติกรโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ช่วยไกล่เกลี่ยข้อร้องเรียน ร่วมอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาจากใบสำคัญรับเงิน ก็มีข้อความระบุว่า เงินที่โจทก์ได้รับเป็นเงินของจำเลยที่ 3 สอดคล้องกับเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่มารดาโจทก์ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งยังระบุว่า เป็นการจ่ายเงินตามมติประชุมอนุกรรมการ มาตรา 41 จำนวนเงินก็สอดคล้องกับจำนวนเงินที่มารดาโจทก์ได้รับแจ้ง โดยเฉพาะภาพถ่ายมีผู้ที่ถือป้ายที่เหน็บเช็คไว้ด้านบนเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 คือนายวีระชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยืนถัดออกไปข้าง ๆ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายแล้วก็เข้าใจได้ว่าผู้มอบเช็คคือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ใช่จำเลยที่ 1 หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ส่วนผู้รับเช็คคือมารดาโจทก์โดยมีบิดาโจทก์ยืนอยู่ด้านข้างถัดออกไป ในป้ายมีข้อความว่า สปสช. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น มาตรา 41..." จึงเป็นหลักฐานที่แสดงโดยชัดเจนว่า เงินตามเช็คที่มอบให้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระหว่างเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 กับมารดาโจทก์ มิใช่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 นำเช็คมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนั้น การที่มารดาโจทก์เบิกความว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ถึงจำนวนเงินที่ได้ว่าทำไมได้เพียง 280,000 บาท ย่อมแสดงให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามารดาโจทก์เข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นเงินช่วยเหลือจากจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า มารดาโจทก์รับทราบถึงที่มาของเงินช่วยเหลือว่าเป็นเงินจากจำเลยที่ 3 ตลอดจนสิทธิในการยื่นอุทธรณ์แล้ว แม้สัญญาประนีประนอมยอมความหรือคู่ฉบับสัญญาจะมีข้อความว่า "1.ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมร่วมกันว่า โรงพยาบาล ฯ จ่ายเงิน จำนวน 280,000 บาท... ให้แก่นางสาว ศ. ผู้รับสัญญา เพื่อเป็นค่าเยียวยาและมนุษยธรรม..." ซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อมารดาโจทก์ทราบดีว่าเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 3 การที่ระบุข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเป็นผู้จ่ายเงินจึงยังไม่อาจถือได้ว่าทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากมารดาโจทก์ทราบถึงสิทธิของตนว่ายังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อขอเงินเพิ่มได้และยังสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยที่ 2 กับพวกในข้อหาละเมิดได้ ซึ่งก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงมารดาโจทก์ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ว. โดยนางสาว ศ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอำนาจ อาดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาคม ศรียาภัย
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2314/2564
#664221
เปิดฉบับเต็ม

ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น คำว่า โยคี กับฤาษี มีความหมายในทำนองเดียวกัน หากสาธารณชนทั่วไปพบเห็นเฉพาะภาพในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ย่อมอาจเรียกขานได้ว่า ภาพฤาษี ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค275169 แล้ว ประกอบไปด้วยภาพโยคีหรือฤาษีอยู่ในวงกลม โดยไม่มีชื่อ คำ หรือข้อความใดประกอบอีก ภาพดังกล่าวจึงถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค296443 แม้มีคำว่า "โยคี" และ "YOKI" ประกอบอยู่ใต้ภาพ แต่คำดังกล่าวก็มีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของภาพ ในเครื่องหมาย จึงมีเฉพาะภาคส่วนภาพเท่านั้นที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเช่นเดียวกับเครื่องหมายแรก อีกทั้งภาพดังกล่าวไม่พบว่ามีรายละเอียดหรือลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากภาพโยคีหรือฤาษีตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป เมื่อตามประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 กำหนดให้ "ฤาษี" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ การใช้เครื่องหมายการค้าที่มีสาระสำคัญของเครื่องหมายเพียงแค่ภาพโยคีหรือฤาษีดังเช่นเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง นอกจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาและได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 และวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ตามลำดับ ซึ่งตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นคำขอจดทะเบียน การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นั้นอาจทำได้เฉพาะกรณี ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา 7 (1) หรือ (2) (เดิม) เท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ล้วนมีสาระสำคัญเป็นภาพดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น จึงไม่อาจมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) ได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมขัดต่อบทกฎหมายข้างต้น ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวจึงชอบแล้ว

แม้ปัจจุบัน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 จะอนุญาตให้พิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้สำหรับเครื่องหมายการค้าในลักษณะภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นได้แล้ว แต่การจะพิสูจน์เครื่องหมายการค้าในลักษณะดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลังจาก พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น เนื่องจากตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มาตรา 35 (1) กำหนดให้บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่นายทะเบียนได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดไว้แล้ว ให้การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เดิมต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 ถึง 50/2559 ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค275169, ค296443, ค296442, ค295152, ค296441 และ ค295151 กับให้จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 ถึง 50/2559 ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค275169, ค296443, ค296442, ค295152, ค296441 และ ค295151 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 กับที่ 46/2559 ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค275169 กับ ค296443 ตามลำดับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนเครื่องหมายการค้าอีกสี่เครื่องหมายที่เหลือตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 47/2559 ถึง 50/2559 ที่ต้องเพิกถอนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าออกประกาศที่ 1/2546 เรื่อง กำหนดสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (เดิม) กำหนดให้สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ ได้แก่ งู พญานาค หนุมาน ฤาษี เด็ก นางพยาบาล ลูกโลก และการวางแบบตัวอักษรหรือตัวเลขหรือตัดกันเป็นรูปกากบาท ตามสำเนาระกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 เมื่อปี 2550 ถึงปี 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำนวน 6 เครื่องหมาย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาหลักฐานที่โจทก์นำส่งแล้วเห็นว่าเป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) จึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งหกดังนี้ (1) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค275169 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ ยาผงแก้ผดผื่นคัน แป้งที่มีส่วนผสมของยา ยาอม รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 (2) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296443 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ ยารักษาผดผื่นคัน ยารักษาโรคผิวหนัง แป้งยา ยาอม สมุนไพรใช้ในทางการแพทย์ อาหารเสริมใช้ในทางการแพทย์ ยาหม่อง ชาสมุนไพรใช้ในทางการแพทย์ ยาหอม รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 (3) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296442 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า แป้งที่มีส่วนผสมของยา ยาผงแก้ผดผื่นคัน รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 (4) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295152 รายการสินค้า แป้งที่มีส่วนผสมของยา ยาผงแก้ผดผื่นคัน รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 (5) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296441 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 และ (6) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295151 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 หลังจากนั้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 บริษัทเอแพค ฟาร์ม่า จำกัด ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทั้งหกของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 และ 62 โจทก์ยื่นหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้ว ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2559 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งหกของโจทก์โดยให้เหตุผลในทำนองเดียวกันว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 วรรคสอง ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจประกาศกำหนดสิ่งที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวก โดยประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 เรื่องกำหนดสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย เป็นกรณีที่นายทะเบียนกำหนดให้ "ฤาษี" เป็นสิ่งสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ คำว่า "YOKI" เป็นคำเลียนเสียงภาษาไทยว่า "โยคี" หรือภาษาอังกฤษว่า "YOGI" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 คำว่า "โยคี" หมายถึง นักบวชผู้ปฏิบัติตามลัทธิโยคะ ฤาษีพวกหนึ่ง เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปฤาษีหรือโยคี นำมาใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการการสินค้า ได้แก่ ยาแก้ไอ จึงเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายตามประกาศดังกล่าว การที่ฤาษีเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายดังกล่าวแล้ว อันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวโดยการรับจดทะเบียนเช่นเดียวกันกับกรณีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้รับจดทะเบียนได้โดยการนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะเพื่อไม่ให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนสำหรับสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายแต่ผู้เดียวโดยให้นายทะเบียนมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (1) หรือ 17 (2) เท่านั้น และเมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่กำหนดให้สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายจะนำสืบให้เห็นได้ว่ามีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ จึงถือได้ว่าการรับจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย เป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 62 ตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 ถึง 50/2559 อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 47/2559 ถึง 50/2559 อันมีผลให้เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296442, เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295152, เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296441 และเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295151 ของโจทก์ไม่ถูกเพิกถอนไปตามคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 47/2559 ถึง 50/2559 โจทก์และจำเลยต่างไม่ฎีกาโต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งทั้งสี่คำสั่งหลังดังกล่าวของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทั้งสี่คำสั่งหลังดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 และที่ 46/2559 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบว่าไม่มีเจตนาเรียกภาพในเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาว่า ฤาษี แต่ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นั้น คำว่า โยคี กับ ฤาษี มีความหมายในทำนองเดียวกัน หากสาธารณชนทั่วไปพบเห็นเฉพาะภาพในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ย่อมอาจเรียกขานได้ว่า ภาพฤาษี ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค275169 แล้ว ประกอบไปด้วยภาพโยคีหรือฤาษีอยู่ในวงกลม โดยไม่มีชื่อ คำ หรือข้อความใดประกอบอีก ภาพดังกล่าวจึงถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค296443 แม้มีคำว่า "โยคี" และ "YOKI" ประกอบอยู่ใต้ภาพ แต่คำดังกล่าวก็มีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของภาพ ในเครื่องหมาย จึงมีเฉพาะภาคส่วนภาพเท่านั้นที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเช่นเดียวกับเครื่องหมายแรก ซึ่งภาพโยคีหรือฤาษีในวงกลมดังกล่าวแม้โจทก์จะนำสืบในทำนองว่ากรรมการโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ตามแนวความนึกคิดขึ้น แต่เมื่อพิจารณาภาพดังกล่าวแล้วก็ไม่พบว่ามีรายละเอียดหรือลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากภาพโยคีหรือฤาษีตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป เมื่อตามประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 กำหนดให้ "ฤาษี" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ การใช้เครื่องหมายการค้าที่มีสาระสำคัญของเครื่องหมายเพียงแค่ภาพโยคีหรือฤาษีดังเช่นเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์นำสืบพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะด้วยเหตุที่ใช้เครื่องหมายทั้งสองตามฎีกาจนแพร่หลายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) แล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 อีกต่อไปนั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาและได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 และวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ตามลำดับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นคำขอจดทะเบียน การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นั้นอาจทำได้เฉพาะกรณี ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา 7 (1) หรือ (2) (เดิม) เท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ล้วนมีสาระสำคัญเป็นภาพดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นจึงไม่อาจมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) ได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมขัดต่อบทกฎหมายข้างต้น ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวจึงชอบแล้ว แม้ปัจจุบันพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 จะอนุญาตให้พิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้สำหรับเครื่องหมายการค้าในลักษณะภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นได้แล้ว แต่การจะพิสูจน์เครื่องหมายการค้าในลักษณะดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลังจากพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น เนื่องจากตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มาตรา 35 (1) กำหนดให้บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่นายทะเบียนได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดไว้แล้ว ให้การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เดิมต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 และที่ 46/2559 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสาม ม. 35 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2308/2564
#680181
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. และโจทก์ระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขข้อ 3.2.1. ว่าฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงทุกวันที่ 5 ของเดือน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง และข้อ 3.2.2. ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่าหาก ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่า ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนได้ว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่ ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่า ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 บุตร ก. เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจาก ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่ ก. ถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระวันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายโจทก์ครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเป็นอันยุติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดิน ปีละ 40,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 20,000 บาท งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคมของทุกปี เริ่มชำระเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ ในกรณีจำเลยที่ 1 ขายที่ดินต้องแบ่งเงินให้โจทก์ร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิจากการขายที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่า ช.แมนชั่น เดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขาย ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยกำหนดชำระเดือนมิถุนายน 20,000 บาท และเดือนธันวาคม 20,000 บาท ของทุกปี เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้แก่โจทก์ร้อยละ 10 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขว่า ข้อ 3.2.1 ฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง ข้อ 3.2.2 ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขข้อ 3.2.1 เป็นอันยุติไป ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระให้ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท (งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคม ของทุกปี) ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินตามข้อ 3.3 ได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่านาย ก. ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับโจทก์เป็นเวลานาน โดยไม่มีบุตร ขณะทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินนั้น โจทก์อายุ 60 ปี และไม่ปรากฏว่านาย ก. ได้ทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินหลังจากจดทะเบียนหย่าเมื่อปี 2535 กับนาง ส. ภริยาคนแรก และหากนาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่านาย ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่นาย ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่านาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจากนาย ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง คือ ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ดังกล่าว วันที่ 9 เมษายน 2558 และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 819 วันที่ 22 เมษายน 2558 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ให้โจทก์ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 นาย ก. ถึงแก่ความตาย จากนั้นเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ยังคงชำระเงินจากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ 20,000 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินแก่โจทก์ เพียงใด เห็นว่า นาย ก. และโจทก์จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ต่อมาวันที่ 9 และ 22 เมษายน 2558 นาย ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่นาย ก. จะถึงแก่ความตายวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนาย ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ นอกจากนี้บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่ากำหนดไว้ชัดเจนถึงวิธีการชำระเงินและจำเลยที่ 1 ก็เคยชำระเงินตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนวันที่ 17 มีนาคม 2558 ที่นาย ก. ทำพินัยกรรมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับทายาทนาย ก. ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนแปลงจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงิน 380,000 บาท ให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ดอกเบี้ยเมื่อปรับเปลี่ยนแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1754 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายอรรถพล แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
วิไล จิวังกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2564
#666493
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดที่ละเลยไม่ใช้ราคาค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง เมื่อได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยซึ่งเป็นผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 เงินในส่วนที่ขาดที่จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้ ถือว่าเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ต้องตกอยู่ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางกับยึดหรืออายัดหรือยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง (เดิม) แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ก็ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้จัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวหากมีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหากมีเงินเหลืออยู่ในภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกคนแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 322 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาเป็นส่วนของตนได้โดยลำพังไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือบังคับคดีจากจำเลยแล้ว ให้หักเป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี (ถ้ามี) แก่โจทก์ แล้วส่งคืนเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวต่อไป เป็นการพิพากษาไปตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมาย หาได้พิพากษานอกคำฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,585,999.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,199,810.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,199,810.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มกราคม 2560) ต้องไม่เกิน 386,189.03 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือบังคับคดีได้เงินจากจำเลยแล้ว ให้หักเป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี (ถ้ามี) แก่โจทก์ แล้วส่งคืนเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ระหว่างธนาคาร ก. โจทก์ บริษัท ค. ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน จำเลย เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ระหว่างธนาคาร ก. โจทก์ บริษัท ค. ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน จำเลย ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 761,881.51 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์ ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 114114 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายพยุงศักดิ์ จำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวออกทอดตลาด จำเลยเข้าประมูลซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุด 3,080,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติขายให้แก่จำเลยและทำหนังสือสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 โดยจำเลยวางเงินมัดจำ 80,189.25 บาท ส่วนที่เหลือ 2,999,810.75 บาท จำเลยตกลงชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อทรัพย์ แต่โจทก์และจำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวคัดค้านว่าราคาต่ำ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเลื่อนการขายไปในวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 โดยให้จำเลยผูกพันกับการเสนอราคาเป็นระยะเวลา 30 วัน เมื่อถึงวันขายทอดตลาดวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ไม่มีผู้เสนอราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่จำเลยในราคา 3,080,000 บาท ตามที่จำเลยเสนอราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้จำเลยชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ครบกำหนดจำเลยไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ริบเงินมัดจำค่าซื้อทรัพย์ทั้งหมด และนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดใหม่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 นางสุวิมล เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 1,800,000 บาท เมื่อรวมกับเงินค่ามัดจำที่ริบ 80,189.25 บาท ต่ำกว่าที่จำเลยผูกพันราคาไว้ 1,199,810.75 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยผู้สู้ราคาเดิมรับผิดในราคาส่วนที่ขาด 1,199,810.75 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานอกคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดที่ละเลยไม่ใช้ราคาค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง เมื่อได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยซึ่งเป็นผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 เงินในส่วนที่ขาดที่จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้ถือว่าเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ต้องตกอยู่ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวาง กับยึดหรืออายัดหรือยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง (เดิม) แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้จัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวหากมีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหากมีเงินเหลืออยู่ในภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกคนแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาเป็นส่วนของตนได้โดยลำพังไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือบังคับคดีจากจำเลยแล้ว ให้หักเป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี (ถ้ามี) แก่โจทก์ แล้วส่งคืนเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวต่อไป เป็นการพิพากษาไปตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมาย หาได้พิพากษานอกคำฟ้องไม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 จึงเกินคำขอของโจทก์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 4 ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 7 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,199,810.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มกราคม 2560) ต้องไม่เกิน 386,189.03 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 516
ป.วิ.พ. ม. 278 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 322 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายคทาวุธ ตั้งมานะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2204/2564
#664217
เปิดฉบับเต็ม

ไม่ปรากฏในสำนวนว่าจำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่ง ณ. เป็นทนายความและ ณ. มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลยทั้งสองมาก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา ณ. จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60, 61 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ทั้งการที่จำเลยทั้งสองตั้งแต่ง ส. เป็นทนายความและ ส. เคยมอบฉันทะให้ ณ. เป็นเสมียนทนายทำการแทนในกิจการยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 รับทราบคำสั่งศาล รับทราบกำหนดวันนัด รับเอกสารจากศาล ตรวจสำนวน รวมถึงให้ถ้อยคำแถลงต่อศาลและแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดได้ ก็ไม่ทำให้ ณ. เสมียนทนายจำเลยทั้งสองมีอำนาจทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เพราะทนายความอาจมอบอำนาจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำการแทนได้ในกิจการที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 64 เท่านั้น โดยไม่รวมถึงกิจการสำคัญเกี่ยวกับคดีซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองเช่นการทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา มีผลทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฎีกาและฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 265, 268, 352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,313,235.45 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบลบ้านสระ ผู้เสียหายที่ 1 นายนัด ผู้เสียหายที่ 2 นางพังทม ผู้เสียหายที่ 3 นางระเบียบ ผู้เสียหายที่ 4 นางแสนสุข ผู้เสียหายที่ 5 นางพเยาว์ ผู้เสียหายที่ 6 นายวิเชียร ผู้เสียหายที่ 7 นายวิเชียร ผู้เสียหายที่ 8 นางเต็ม ผู้เสียหายที่ 9 นายรุ่งเรือง ผู้เสียหายที่ 10 นางละเอียด ผู้เสียหายที่ 11 นางจิรฐา ผู้เสียหายที่ 12 นางเรณู ผู้เสียหายที่ 13 นายจำเนียร ผู้เสียหายที่ 14 นางเข็มทราย ผู้เสียหายที่ 15 นางจำเนียร ผู้เสียหายที่ 16 นางลำพึง ผู้เสียหายที่ 17 นางไสว ผู้เสียหายที่ 18 นายบุญราช ผู้เสียหายที่ 19 นายเขมชาติ ผู้เสียหายที่ 21 นางเฉลิม ผู้เสียหายที่ 22 นางเฉียบ ผู้เสียหายที่ 23 นายสำราญ ผู้เสียหายที่ 24 และนายทุเรียน ผู้เสียหายที่ 25 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 19 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 19 และเรียกผู้เสียหายที่ 21 ถึงที่ 25 ว่า โจทก์ร่วมที่ 20 ถึงที่ 24 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก, 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี รวม 9 กระทง เป็นจำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนด 11 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,313,235.45 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกคนละ 6 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุกคนละ 54 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 54 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,313,235.45 บาท แก่สมาชิกทั้งหมดในขณะเกิดเหตุของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบล บ. ตามสัดส่วนของสมาชิกแต่ละรายที่ปรากฏหลักฐาน ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ 1.7 1.23 1.25 1.27 1.29 1.31 1.37 1.39 และ 1.41 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา อนุญาตให้ฎีกา และฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 จำเลยทั้งสองต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาได้ มีนายณรงค์ในฐานะทนายความจำเลยทั้งสอง ทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยนายณรงค์ลงชื่อในฐานะทนายความจำเลยทั้งสอง ผู้เรียงและพิมพ์ และมอบฉันทะให้นายนราวุฒิ เป็นสมียนทนายมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาออกไปถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ต่อมานายวัชระ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาแก่จำเลยทั้งสองตามคำร้องขอรับรองฎีกาลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยนายสาโรจน์ ทนายความจำเลยทั้งสองลงชื่อไว้ในคำร้องและฎีกา โดยไม่ปรากฏในสำนวนว่า จำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่งนายณรงค์เป็นทนายความจำเลยทั้งสองไว้ และนายณรงค์มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลยทั้งสองมาก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา ดังนั้น นายณรงค์จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60, 61 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ทั้งการที่จำเลยทั้งสองตั้งแต่งนายสาโรจน์เป็นทนายความจำเลยทั้งสองและนายสาโรจน์เคยมอบฉันทะให้นายณรงค์เป็นเสมียนทนายทำการแทนในกิจการต่อไปนี้ คือ ยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 รับทราบคำสั่งศาล รับทราบกำหนดวันนัด รับเอกสารจากศาล ตรวจสำนวนรวมถึงให้ถ้อยคำแถลงต่อศาลและแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดได้ ตามใบมอบฉันทะลงวันที่ 24 มกราคม 2563 นั้น ก็ไม่ทำให้นายณรงค์เสมียนทนายจำเลยทั้งสองมีอำนาจทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เพราะทนายความอาจมอบอำนาจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำการแทนได้ในกิจการที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 เท่านั้น โดยไม่รวมถึงกิจการสำคัญเกี่ยวกับคดีซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองเช่นการทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่ชอบ มีผลทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฎีกาและฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมาจึงเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและอนุญาตให้ฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 61 ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบล บ. กับพวก
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวัชระ เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2200/2564
#664216
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ห้องเช่ากับจำเลยโดยออกค่าเช่าคนละครึ่ง ม. กับชายคนหนึ่งติดต่อผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศโดยจำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมรับการติดต่อตกลงด้วย แต่จำเลยพูดสนับสนุนให้ผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศเพื่อจะได้มีเงินมาชำระค่าเช่าห้องพัก และร่วมเดินทางไปที่โรงแรมกับผู้เสียหายในลักษณะพาไปขายบริการทางเพศเนื่องจากผู้เสียหายอายุ 16 ปี อาจมีปัญหาในการเข้าใช้บริการโรงแรม ทั้งเมื่อเข้าไปในห้องพักสายลับล่อซื้อถามว่าคนไหนจะมาบริการ จำเลยบอกว่าเป็นผู้เสียหาย สายลับจึงมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อให้จำเลย และเมื่อจับกุมตรวจค้นจำเลยก็พบเงินที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋าสะพายของจำเลย บ่งชี้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผนตัดสินใจร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 282, 283 ทวิ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 26, 78 และริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (5), 78 จำคุก 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (5), 78 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางสาว น. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ขณะเกิดเหตุพักอาศัยอยู่ห้องเช่ากับจำเลย โดยออกค่าเช่าคนละครึ่ง ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเงิน 8,500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อได้จากจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายรับการติดต่อตกลงขายบริการทางเพศจากนางสาว ม. กับชายคนหนึ่ง โดยจำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมรับการติดต่อตกลงด้วย แต่จำเลยพูดสนับสนุนให้ผู้เสียหายไปขายบริการทางเพศ เพื่อจะได้มีเงินมาชำระค่าเช่าห้องที่พักอยู่กับจำเลย ทั้งยังร่วมเดินทางไปโรงแรมร่วมกับผู้เสียหายในลักษณะพาไปขายบริการทางเพศ เนื่องจากผู้เสียหายอายุ 16 ปี อาจจะมีปัญหาในการเข้าโรงแรม นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ที่ว่า ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ สอบถามว่าคนไหนจะมาบริการ จำเลยแจ้งว่าผู้เสียหาย ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์จึงมอบเงิน 8,500 บาท ให้จำเลยไป ซึ่งต่อมาดาบตำรวจสำราญจับกุมจำเลย ตรวจค้นพบธนบัตร 8,500 บาท ในกระเป๋าสะพายของจำเลย เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าตรงกับสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่เตรียมไปทำการล่อซื้อ บ่งชี้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี พยานจำเลยและข้ออ้างในฎีกาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอม ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอม และฐานกระทำการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 282 ม. 283 ทวิ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (5) ม. 78
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) (เดิม) ม. 52 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2564
#666582
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นความผิดและระวางโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 78 ประกอบมาตรา 55 อันเป็นบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดดังกล่าวในขณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ซึ่งต้องลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 38, 55, 72, 74, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 15, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบอาวุธปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER เลขหมายประจำปืน TWT375 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER เลขหมายประจำปืน RRP391 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER เลขหมายประจำปืน TSV806 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER เลขหมายประจำปืน HED610 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER เลขหมายประจำปืน USN 541 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนลูกซอง (ประกอบขึ้นเอง) ขนาด 28 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนยาวไรเฟิล (ผลิตจากต่างประเทศ) แบบโบลท์แอ๊กชั่น ขนาด .223 REMINGTON จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนยาวไรเฟิล (ผลิตจากต่างประเทศ) แบบโบลท์แอ๊กชั่น ขนาด .223 REMINGTON จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนเล็กยาวแบบ 45 แบบโบลท์แอ๊กชั่น ขนาด 8 มม. จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (ผลิตจากต่างประเทศ) แบบสไลด์แอ๊กชั่น ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ลำกล้องของปืนพก (ประกอบขึ้นเอง) ใช้ยิงได้กับกระสุนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE จำนวน 141 อัน ลำกล้องของปืนไม่ทราบชนิด ขนาด จำนวน 9 อัน ลำกล้องของปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 1 อัน ลำกล้องของปืนพกออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) จำนวน 1 อัน ชุดลูกเลื่อนของปืนยาวลูกซองเดี่ยว ขนาด 12 จำนวน 1 อัน ชุดลูกเลื่อนของปืนยาวไรเฟิล ขนาด .223 REMINGTON จำนวน 1 อัน ชุดลูกเลื่อนของปืนยาวลูกกรด ขนาดประมาณ .22 จำนวน 1 อัน ชุดเครื่องลั่นไกของปืนยาวลูกซองเดี่ยว ไม่สามารถระบุขนาดได้ จำนวน 1 อัน ซองกระสุนปืนของปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER ชนิดบรรจุ 15 นัด จำนวน 12 อัน ซองกระสุนปืนของปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE จำนวน 1 อัน อาวุธปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 3 กระบอก ลำกล้องของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 35 อัน ชุดลูกเลื่อนของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 7 อัน ชุดลูกเลื่อนของปืนไม่ทราบชนิด ขนาด จำนวน 1 อัน โครงลูกเลื่อนของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 29 อัน ชุดเครื่องลั่นไกของปืนเล็กยาว 88 ขนาด 7.62 มม. จำนวน 1 อัน โครงปืนสำหรับใส่ชุดเครื่องลั่นไกของปืนเล็กกล (M4) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 17 อัน ชุดอุปกรณ์เครื่องลั่นไกของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 224 อัน คันเลือกการยิงของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 91 อัน ซองกระสุนปืนของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) ชนิดบรรจุ 20 นัด จำนวน 21 อัน ซองกระสุนปืนของปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) ชนิดบรรจุ 31 นัด จำนวน 6 อัน ลูกระเบิดขว้างรุก เอ็ม เค 3 เอ2 (MK 3 A2) จำนวน 1 ลูก ลูกระเบิดขว้างควันสีขาว จำนวน 1 ลูก ซองกระสุนปืนของปืนพกออโตเมติก (GLOCK) ขนาด 9 มม. LUGER ชนิดบรรจุ 31 นัด จำนวน 2 อัน วัตถุระเบิดแรงสูง ดินระเบิดคอมโปซิชั่น ซี-4 (COMPOSITION 4) จำนวน 1 แท่ง เชื้อปะทุไฟฟ้า (ELECTRIC BLASTING CAP) ชนิดสายไฟคู่สายไฟสีแดงและสายไฟสีขาว จำนวน 2 ดอก และเครื่องจุดระเบิดชนิดมาตรฐาน M-57 (FIRING DEVICE ELECTRICAL 57) จำนวน 1 ตัว ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม, 74, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (ที่ถูก ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย) จำคุก 3 ปี และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิโต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารร่วมกันตรวจค้นบ้านของจำเลย พบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด ของกลาง พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด ของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจปรากฏตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ และตรวจสอบใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของจำเลย พบว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน 3 กระบอก ตามหนังสือของที่ว่าการอำเภอ เรื่อง ตรวจสอบใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดต่างกรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดในแต่ละข้อหาดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ยื่นโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานและร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ปล่อยให้นาย ป. นำอาวุธปืนจำนวนมากมาเก็บไว้ในบ้านของจำเลย ทั้งยังยอมให้นาย ป. ใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยในการโอนเงินจากการซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตลอดมา ข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานและร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นความผิดและระวางโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 ประกอบมาตรา 55 อันเป็นบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืน เครื่องกระสุนและวัตถุระเบิดดังกล่าวในขณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันซึ่งต้องลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่น ๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งต้องลดโทษให้เป็นรายกระทงตามที่กฎหมายบัญญัติ คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 7 ปี 12 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยุทธนา รัตนประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2195/2564
#664281
เปิดฉบับเต็ม

การที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่นั้น เป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ ดังนี้ การสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จึงไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะลดเวลาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3), 127 ทวิ และขอให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3), 127 ทวิ (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยขอให้ลดเวลาการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยจาก 6 เดือน เป็น 3 เดือน เพราะเหตุจำเลยให้การรับสารภาพนั้น เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่นั้น เป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ ดังนี้ การสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จึงไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะลดเวลาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 78
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 160 ตรี วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2564
#683611
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ คำสั่งของจำเลยที่ 2 ในการขายทอดตลาด หรือกระทำโดยทุจริต หรือแม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดอาญา ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดหน่วยลงทุนให้บุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงและบุคคลภายนอกได้นำหน่วยลงทุนดังกล่าวขายคืนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไม่สามารถโอนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของ ก. ลูกหนี้ของโจทก์ได้ เนื่องจากเป็นหน่วยลงทุนในกองทุนเปิดซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเสนอซื้อหรือเสนอขายได้ตลอด ทำให้ไม่มีหน่วยลงทุนพิพาทของลูกหนี้โจทก์หลงเหลืออยู่ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยให้ชดใช้เงินกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,269,189.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,624,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 (ที่ถูก พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1) ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม 500,000 หน่วย สู่กองทรัพย์สินของนายไกร ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดต่อไป หากจำเลยที่ 2 เพิกเฉยหรือไม่สามารถคืนหน่วยลงทุนพิพาทได้ ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาเป็นเงิน 7,565,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของนายไกร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด คือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 7,565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นำยึดหน่วยลงทุนกองทุนเปิดธนาวรรณ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วันที่ออกใบหุ้น 3 กุมภาพันธ์ 2542 จำนวน 500,000 หน่วย ของนายไกร ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายไกร เด็ดขาดแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2702/2553 ของศาลล้มละลายกลาง โดยมีการประเมินราคาในวันยึดไว้ 7,565,000 บาท จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยกำหนดนัดขายทอดตลาดไว้ 6 นัด นัดแรกวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 2 ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทดังกล่าวไปในราคา 500,000 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับบุคคลภายนอกโดยทุจริตในการซื้อขายหน่วยลงทุนพิพาท อันเป็นการกระทำความผิดอาญา จึงมิใช่เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" คดีนี้นายชนินทร์ พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2 ขณะเกิดเหตุเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าของสำนวนในการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท และตามสำเนาคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 756/2558 เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยที่ 1 ออกจากราชการก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ด้วย บ่งชี้ชัดว่าการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทในคดีนี้เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในการขายทอดตลาด หรือกระทำโดยทุจริต หรือแม้หากการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดอาญา ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทแล้ว มีผลเสมือนกับไม่มีการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม มีหน้าที่ต้องแก้ไขทะเบียนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของนายไกร ผู้ถือหน่วยลงทุน เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้ดำเนินการขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ต่อไป ซึ่งหากมีการนำหน่วยลงทุนพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่แล้วโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนำตามสิทธิต่อไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทแล้ว แต่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพญาวดี พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกอบสำเนาคำแถลงผลการบังคับคดี ว่า หลังจากนายธนภัทร ซื้อหน่วยลงทุนพิพาทและโอนหน่วยลงทุนพิพาทเป็นของนายธนภัทรแล้ว นายธนภัทรนำหน่วยลงทุนพิพาทไปขายคืนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นายธนภัทรและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไม่สามารถโอนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของนาย ไกร ได้เนื่องจากเป็นหน่วยลงทุนในกองทุนเปิดซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเสนอซื้อหรือเสนอขายได้ตลอด ทำให้ไม่มีหน่วยลงทุนพิพาทหลงเหลืออยู่แล้ว จึงรับฟังได้ว่าไม่สามารถนำหน่วยลงทุนพิพาทขายทอดตลาดใหม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 7,565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ทั้ง ๆ ที่คดีนี้เป็นมูลหนี้ละเมิดและเกิดขึ้นภายหลังจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมเป็นการไม่ชอบ และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย 7,565,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามคำขอ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7, 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรควรรคหนึ่ง ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายพลวัฒน์ อักษรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
โสภณ บางยี่ขัน
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2564
#649845
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรโดยติดจำนองและชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จำนองเดิมไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่จำนองอีกต่อไป และจำเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จำเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 และโจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามมาตรา 735 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองและควรทราบถึงภาระหนี้จำนองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนอง จึงต้องชำระหนี้จำนวนรวม 2,650,000 บาท พร้อมด้วยอุปกรณ์ คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 ประกอบมาตรา 738 ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.10499/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ผู้จำนองรับผิดชำระเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจึงต้องรับผิดไม่เกินกว่าภาระหนี้จำนองของผู้จำนองดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,874,471.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 490,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,370,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 690,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 โจทก์ออกหนังสือคํ้าประกันห้างหุ้นส่วนจำกัด สุระขุขันธ์ ต่อการเคหะแห่งชาติเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทร จังหวัดอุทัยธานี ภายในวงเงิน 10,184,000 บาท โดยมีนายอภิสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17443 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของห้างฯ ต่อโจทก์ในวงเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การเคหะแห่งชาติฟ้องห้างฯ และโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทร จังหวัดอุทัยธานี และสัญญาค้ำประกัน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ห้างฯ และโจทก์ชำระเงินแก่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ชำระเงิน 14,665,702.40 บาท แก่การเคหะแห่งชาติตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางแล้ว นายอภิสิทธิ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายปฏิวัติ เป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์ ต่อมากรมสรรพากรมีประกาศให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17443 เพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรของห้างฯ และขายทอดตลาดโดยติดจำนองมีจำเลยเป็นผู้ซื้อได้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 จำเลยวางเงินค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนแล้ว แต่มิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์และไถ่ถอนจำนองจากโจทก์ โจทก์ฟ้องห้างฯ และนายปฏิวัติในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์กับพวกให้รับผิดตามสัญญาคํ้าประกันและจำนอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.10499/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ห้างฯ ชำระเงินแก่โจทก์ และให้นายปฏิวัติในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์ชำระเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่น จากกองมรดกของนายอภิสิทธิ์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ยกคำขอของโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17443 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จำนองเพียงใด เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรโดยติดจำนองและชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จำนองเดิมไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่จำนองอีกต่อไป และจำเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จำเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 และโจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามมาตรา 735 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองและควรทราบถึงภาระหนี้จำนองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองจึงต้องชำระหนี้จำนวนรวม 2,650,000 บาท พร้อมด้วยอุปกรณ์คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 ประกอบมาตรา 738 ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.10499/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้นายปฏิวัติ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์ ผู้จำนองรับผิดชำระเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจึงต้องรับผิดไม่เกินกว่าภาระหนี้จำนองของผู้จำนองดังกล่าว

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,650,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้บังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนวนดังกล่าวให้คืนส่วนที่ล้ำแก่จำเลย ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์อีก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 715 ม. 735 (ใหม่) ม. 738
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายคงสิทธิ์ รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา