คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3189/2564
#680182
เปิดฉบับเต็ม

การกักขังเป็นโทษประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 และตามมาตรา 29 มาตรา 29/1 และมาตรา 30 แห่ง ป.อ. กำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากมิได้มีการชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลานั้น ผู้ต้องโทษปรับจะถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นอาจถูกกักขังแทนค่าปรับ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษปรับ โดยหากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังจำเลยมีกำหนด 1 ปี แทนค่าปรับ 3,837,025 บาท และจำเลยไม่มีเงินชำระค่าปรับจนต้องรับโทษกักขัง จึงเป็นกรณีที่โทษเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นโทษปรับ ได้เปลี่ยนไปเป็นโทษกักขังจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี แทน เพราะหากจำเลยถูกกักขังครบ 1 ปี โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมสิ้นสุดลง ไม่มีโทษปรับที่จะต้องถูกบังคับอีกต่อไป ต่อมาเมื่อมี พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและเป็นผู้ต้องกักขังแล้วตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) หาใช่นักโทษเด็ดขาดซึ่งยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องรับโทษไม่ แต่ไม่รวมถึงการยึดหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระเป็นค่าปรับด้วยตามมาตรา 5 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย และถือได้ว่า โทษกักขังในส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งจำเลยจะต้องรับเป็นอันสิ้นสุดลงตามผลของกฎหมาย โทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงสิ้นสุดลง ไม่แตกต่างจากการที่จำเลยถูกกักขังครบ 1 ปี จึงไม่มีโทษปรับที่จำเลยจะต้องถูกบังคับอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับโทษปรับ และยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติไพ่ พ.ศ.2486 มาตรา 8, 14 ทวิ จำคุก 1 ปี และปรับ 8,801,050 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,400,525 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไพ่ของกลาง คดีถึงที่สุด จำเลยขอผ่อนชำระค่าปรับเดือนละ 30,000 บาท ตกลงผ่อนชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี ศาลชั้นต้นอนุญาต

วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ประสงค์ขอรับโทษกักขังแทนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายกักขังจำเลยแทนค่าปรับ 3,837,025 บาท มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ครั้นวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยจำเลยเนื่องจากจำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 มาตรา 5 (1) และวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี (บังคับโทษปรับ) ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระค่าปรับ 3,829,525 บาท ตามคำพิพากษาต่อไป

จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลย 1 ปี แทนค่าปรับ 3,837,025 บาท เป็นกรณีเปลี่ยนโทษปรับเป็นโทษกักขังมีกำหนด 1 ปีแล้ว หากจำเลยถูกกักขังครบ 1 ปี ก็ไม่ต้องชำระค่าปรับในส่วนที่เหลือ เมื่อโทษกักขังจำเลยได้รับการปล่อยตัวตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 ย่อมมีผลเท่ากับจำเลยรับโทษกักขังครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษปรับที่เหลือและโทษปรับนั้นเป็นอันสิ้นสุดไปด้วย การออกหมายบังคับคดีให้จำเลยชำระค่าปรับส่วนที่เหลืออีกจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยได้รับประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 มาตรา 5 (1) เฉพาะในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แต่โทษปรับตามคำพิพากษายังคงมีอยู่ กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับโทษปรับ โดยตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษา และยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าวมานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การกักขังเป็นโทษประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และตามมาตรา 29 มาตรา 29/1 และมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากมิได้มีการชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลานั้น ผู้ต้องโทษปรับจะถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นอาจถูกกักขังแทนค่าปรับ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษปรับ โดยหากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังจำเลยมีกำหนด 1 ปี แทนค่าปรับ 3,837,025 บาท และจำเลยไม่มีเงินชำระค่าปรับจนต้องรับโทษกักขัง จึงเป็นกรณีที่โทษเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นโทษปรับ ได้เปลี่ยนไปเป็นโทษกักขังจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี แทน เพราะหากจำเลยถูกกักขังครบ 1 ปี โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมสิ้นสุดลง ไม่มีโทษปรับที่จะต้องถูกบังคับอีกต่อไป ต่อมาเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง (2) ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ (3) ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ" ส่วนมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี" ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า บทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นเป็นการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดในกรณีที่ผู้นั้นยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับให้ได้รับการปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องรับโทษเท่านั้น แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระเป็นค่าปรับด้วย การยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับค่าปรับในส่วนที่เหลือจึงมิได้รับพระราชทานอภัยโทษไปแต่อย่างใดนั้น หมายถึงเฉพาะนักโทษเด็ดขาดซึ่งยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องรับโทษ แต่ไม่รวมถึงการยึดหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระเป็นค่าปรับด้วย ตามมาตรา 5 วรรคสอง แต่ในส่วนของจำเลยคดีนี้ เป็นนักโทษเด็ดขาดและเป็นผู้ต้องกักขังแล้วตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) หาใช่วรรคสองไม่ ถือได้ว่า โทษกักขังในส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งจำเลยจะต้องรับเป็นอันสิ้นสุดลงอันเป็นไปตามผลของกฎหมาย โทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงสิ้นสุดลง ไม่แตกต่างจากการที่จำเลยถูกกักขังครบ 1 ปี จึงไม่มีโทษปรับที่จำเลยจะต้องถูกบังคับอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับโทษปรับ โดยตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระค่าปรับตามคำพิพากษา และยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18, 29, 29/1, 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายไพบูลย์ คงเขษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3172/2564
#680731
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2544 จำเลยทั้งสี่ให้สภาตำบลศรีพรานทำถนนดินระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่โดยงบประมาณของสภาตำบลศรีพราน ต่อมาก็นำงบประมาณมาทำเป็นถนนคอนกรีตเพื่อให้เป็นเส้นทางเดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ และประชาชนทั่วไปเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลศรีพรานเป็นผู้ก่อสร้างถนนพิพาทตั้งแต่ปี 2548 แสดงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะมาตั้งแต่ต้น การใช้สิทธิผ่านทางพิพาทของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการใช้โดยปรปักษ์ต่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ตั้งทางพิพาท เพื่อให้ได้สิทธิภาระจำยอมแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 แม้หากจะฟังว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่เป็นภาระจำยอมเพื่ออสังหาริมทรัพย์แก่ที่ดินของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2567, 2566, 2565 และ 2564 ของจำเลยทั้งสี่เฉพาะส่วนที่เป็นทางพิพาท ความยาว 73.49 เมตร ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 446 ของโจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนเสาปูน รั้วลวดหนาม และสิ่งกีดขวาง พร้อมทั้งปรับทางพิพาทให้โจทก์สามารถใช้ทางพิพาทได้ตามปกติ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่เอง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสี่เสียค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ 100,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ถนนพิพาทในพื้นที่สีเหลืองและพื้นที่สีเขียวในแผนที่พิพาท ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 446 ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนเสาปูน รั้วลวดหนาม และสิ่งกีดขวาง พร้อมทั้งจัดทำทางพิพาทให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้ตามปกติ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 446 ร่วมกับนายอนุพงษ์ และนายกัมพล จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2567, 2566, 2565 และ 2564 ตามลำดับ ที่ดินของโจทก์กับของจำเลยทั้งสี่มีแนวเขตติดต่อกัน ทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสี่ปรากฏตามแนวเส้นสีเหลือง และไม่ใช่ทางสาธารณะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2544 จำเลยทั้งสี่ให้สภาตำบลศรีพรานทำถนนดินระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่โดยงบประมาณของสภาตำบลศรีพราน ต่อมาก็นำงบประมาณมาทำเป็นถนนคอนกรีตเพื่อให้เป็นเส้นทางเดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ และประชาชนทั่วไปเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลศรีพรานเป็นผู้ก่อสร้างถนนพิพาทตั้งแต่ปี 2548 โดยนางกาญจนาเป็นผู้วัดทางพิพาทเมื่อปี 2547 จากการบรรยายฟ้องและนำสืบดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นทางสาธารณะมาตั้งแต่ต้น การใช้สิทธิผ่านทางพิพาทของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการใช้โดยปรปักษ์ต่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ตั้งทางพิพาท เพื่อให้ได้สิทธิภาระจำยอมแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 แม้หากจะฟังว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเกินกว่า 10 ปี ทางพิพาทก็ไม่เป็นภาระจำยอมเพื่ออสังหาริมทรัพย์แก่ที่ดินของโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะเข้าใจว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณะก็ได้สิทธิภาระจำยอมแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายชัยยุทธ์ ศุพุทธมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2564
#664244
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 535 จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง ส. เป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส. จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และมีสิทธิขายที่ดินพิพาทและมอบการครอบครองแก่โจทก์ได้ การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 535 มีชื่อ อ. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ส่วนความเป็นจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองต้องพิจารณาว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครอง อ.ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิครอบครอง ไม่อาจขายที่ดินพิพาทแก่กระทรวงการคลังได้ และการที่กระทรวงการคลังจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์มาเป็นจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน มิได้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินเพื่อตนตามความเป็นจริง แม้จำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แตกต่างจากเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 การที่จำเลยที่ 1 โดยกระทรวงการคลังจัดซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ที่มิได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17275 เนื้อที่ 49 ไร่ 2 งานเศษ เป็นของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวมาเป็นชื่อของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 17275 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17275 เนื้อที่ 49 ไร่ 2 งาน มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และอยู่ในเขตประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีที่ตั้งตามกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท โฉนดที่ดินพิพาทออกมาจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 นายทองจดทะเบียนซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 จากธนาคารกรุงไทยจำกัด และได้จดทะเบียนขายแก่นายอนันต์ และนายอนันต์จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในนามกระทรวงการคลัง (เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) เมื่อปี 2540 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์มาเป็นจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อปี 2554 จำเลยที่ 1 จึงขอออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 17275 นายทองและนางเสงี่ยมซึ่งเป็นภริยาไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงที่อยู่ติดกันภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท มาตั้งแต่ก่อนปี 2525 และหลังจากนายอนันต์ซื้อที่ดินจากนายทองแล้ว ได้ให้นายทองเช่าทำกิน โดยนายทองและนางเสงี่ยมยังคงทำประโยชน์ในที่ดินกรอบเส้นสีเขียวตามเดิมตลอดมา นายอนันต์ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาแล้วได้ให้นางเสงี่ยมเช่าที่ดินกรอบเส้นสีเขียวจนกระทั่งนางเสงี่ยมถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2539 จำเลยที่ 1 ให้นางสุรินทร์และนางจำลองซึ่งเป็นบุตรของนางเสงี่ยมเช่าที่ดินกรอบเส้นสีเขียวโดยนางเสงี่ยม นางสุรินทร์ และนางจำลองได้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงกรอบสีเขียวมาตลอดไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนที่ดินพิพาทมีนางสีเป็นผู้เข้าทำประโยชน์โดยให้นายไพรวัลย์และนายจำปีหรือปี เช่าทำกิน จนกระทั่งปี 2544 โจทก์เช่าที่ดินพิพาทจากนางสีเพื่อทำนา และเมื่อปี 2547 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางสมจิตร บุตรของนางสี และครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 เดิมมีชื่อนายอนันต์ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายอนันต์ขายให้แก่กระทรวงการคลังและโอนมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาทและการที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทในที่ดินที่โจทก์ครอบครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17275 ออกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ดินพิพาท โฉนดที่ดินพิพาทจึงมิได้ออกผิดแปลงหรือออกทับที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ยังฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วย ซึ่งเดิมที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง แต่ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งปรากฏว่า นายทองเป็นผู้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 แก่นายอนันต์ เมื่อปี 2525 แล้วต่อมานายอนันต์ขายที่ดินแก่กระทรวงการคลัง (เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) แล้ว วันที่ 9 ตุลาคม 2540 จึงจดทะเบียนโอนชื่อมาเป็นของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นปี 2554 จำเลยที่ 1 จึงขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่นายทอง นายอนันต์ แม้กระทั่งจำเลยที่ 1 หรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ให้เช่าที่ดิน ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากเข้าใจว่าที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดกัน ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบได้ความว่า เดิมที่ดินพิพาทนางสีเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ นางสีจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และมีสิทธิขายที่ดินพิพาทและมอบการครอบครองแก่โจทก์ได้ นายอนันต์ซึ่งไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 มีชื่อนายอนันต์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ส่วนความเป็นจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้นจะต้องพิจารณาว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครอง เมื่อปรากฏว่านางสีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนอยู่ก่อนแล้ว ดังนี้นายอนันต์ไม่อาจขายที่ดินพิพาทแก่กระทรวงการคลังได้และการที่กระทรวงการคลังจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์มาเป็นจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2540 นั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมิได้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนตามความเป็นจริง แม้จำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แตกต่างจากเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อนายอนันต์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังได้วินิจฉัยข้างต้น การที่จำเลยที่ 1 โดยกระทรวงการคลังจัดซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ที่มิได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336, 1367, 1373
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด.
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวสมปรารถนา หลั่งนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ภัฏ วิภูมิรพี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3159/2564
#666503
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงจากมาตรา 38 วรรคหนึ่ง มาตรา 38 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว คำว่า "ค่าภาษีทั้งสิ้น" ตามมาตรา 39 ให้หมายความถึงค่าภาษีซึ่งถึงกำหนดชำระและค่าภาษีที่มีสิทธิผ่อนชำระ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติเรื่อง "ค่าภาษี" ไว้ในหมวด 2 การเก็บภาษี ซึ่งเป็นเรื่องภาษีตามการประเมิน ส่วนคำว่า "เงินเพิ่ม" ถูกบัญญัติไว้ในหมวด 3 ค่าภาษีค้าง ในมาตรา 42 ถึงมาตรา 44 แยกกันต่างหาก โดยไม่มีบทบัญญัติกำหนดหรือนิยามคำว่า "ค่าภาษีทั้งสิ้น" ตามความหมายบทบัญญัติแห่งมาตรา 39 ให้รวมถึงเงินเพิ่มด้วย จึงไม่อาจตีความว่าก่อนการยื่นฟ้องต่อศาลผู้รับประเมินต้องชำระเงินเพิ่มอันเป็นภาษีอากรค้างด้วย ซึ่งแตกต่างกับกฎหมายอื่น หากต้องการให้เงินเพิ่มถือเป็นเงินค่าภาษีจะต้องมีบทบัญญัติไว้ชัดเจน อีกทั้งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษีเพื่อนำเงินมาชำระเป็นค่าภาษี เงินเพิ่ม ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่าย แสดงว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายต้องการให้แยกคำว่า "ค่าภาษี" ซึ่งเป็นค่าภาษีตามการประเมินในหมวด 2 กับคำว่า "เงินเพิ่ม" ในหมวด 3 ออกจากกัน ดังนั้น ค่าภาษีทั้งสิ้นตามความมุ่งหมายในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงไม่อาจรวมถึงเงินเพิ่มอันเกิดจากการมิได้ชำระค่าภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วย

สิทธิฟ้องร้องคัดค้านการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินคงขึ้นอยู่กับความในมาตรา 31 กับมาตรา 39 เท่านั้น การชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้รับประเมินจะไปชำระค่าภาษีได้ที่ใดและเมื่อใด เป็นเรื่องของการเก็บภาษีในกรณีธรรมดาทั่วไป ซึ่งหากมิได้ชำระภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 38 ตามมาตรา 42 บัญญัติให้ถือว่าเป็นค่าภาษีค้างชำระอันจะต้องเสียเงินเพิ่ม รวมทั้งอาจถูกบังคับคดียึดอายัดทรัพย์ขายทอดตลาด เพื่อเอาเงินมาเสียภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 และมาตรา 44 ต่อไปด้วย อันเป็นคนละเรื่องกับสิทธิในการฟ้องคดี การไม่ชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 จึงไม่ได้เป็นสาระสำคัญหรือเงื่อนไขในการฟ้องคดี เพราะหากเป็นกรณีพ้นกำหนดเวลาชำระค่าภาษีไปแล้ว ขณะฟ้องก็ต้องชำระค่าภาษีเสียก่อนฟ้องเช่นเดียวกัน

โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2560 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 เป็นค่าภาษีจำนวน 1,092,823.25 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ (ภ.ร.ด.9) ซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดตามการประเมินให้ชำระค่าภาษีจำนวน 1,092,823 บาท โจทก์ทราบคำชี้ขาดดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 1,092,823 บาท ตามที่ได้ระบุไว้ในใบแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาก่อนโจทก์ฟ้องคดี แม้โจทก์จะไม่ได้ชำระเงินเพิ่มในวันดังกล่าว ก็ย่อมถือว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีครบถ้วนตามคำชี้ขาดอันเป็นค่าภาษีทั้งสิ้นตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนประกาศเทศบาลตำบลแม่ตาว เรื่อง แบบแสดงการแบ่งทำเลเพื่อกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ในเขตเทศบาลตำบลแม่ตาว ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เพิกถอนการแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 (ที่ถูก ปีภาษี 2560) ขอให้กำหนดราคาค่ารายปีของปีภาษี 2559 (ที่ถูก ปีภาษี 2560) ของโจทก์ใหม่ และกำหนดภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์ที่โจทก์ต้องชำระเป็นจำนวน 549,954.24 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินภาษีจำนวน 542,868.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรพิพากษาว่า โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินในวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ให้ชำระค่าภาษีจำนวน 1,092,823.25 บาท โจทก์ไม่พอใจการประเมิน จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการ ประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดตามการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษี จำนวน 1,092,823 บาท โจทก์ทราบคำชี้ขาด เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 แล้ว โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2560 จำนวน 1,092,823 บาท เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ดังนี้ แม้โจทก์ไม่ได้ชำระเงินเพิ่มในวันดังกล่าวด้วยก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระค่าภาษีตามการประเมินอันเป็นการชำระค่าภาษีทั้งสิ้น ซึ่งถึงกำหนดชำระตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2560 แก่โจทก์เป็นค่าภาษีจำนวน 1,092,823.25 บาท โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ (ภ.ร.ด.9) คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีคำชี้ขาดและโจทก์ทราบคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 แล้ว ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2560 โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปี 2560 จำนวน 1,092,823 บาท แต่โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนําค่าภาษีไปชําระต่อพนักงานเก็บภาษีภายในสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ณ สํานักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โรงเรือนหรือ สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตั้งอยู่ หรือสถานที่อื่นที่ผู้บริหารท้องถิ่นกําหนดโดยประกาศล่วงหน้าไว้ ณ สํานักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่น้อยกว่าสามสิบวัน" มาตรา 38 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การชำระค่าภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะกําหนดให้มีการผ่อนชําระก็ได้" และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลตามความในมาตรา 31 ท่านห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมายเว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชําระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกําหนดต้องชําระเพราะเวลาซึ่งท่านให้ไว้ตามมาตรา 38 นั้นได้สิ้นไปแล้วหรือจะถึงกําหนดชําระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงจากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าคำว่า "ค่าภาษีทั้งสิ้น" ตามมาตรา 39 ให้หมายความถึงค่าภาษีซึ่งถึงกำหนดชำระและค่าภาษีที่มีสิทธิผ่อนชำระ นอกจากนี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติเรื่อง "ค่าภาษี" ไว้ในหมวด 2 การเก็บภาษี ซึ่งเป็นเรื่องภาษีตามการประเมิน ส่วนคำว่า "เงินเพิ่ม" ถูกบัญญัติไว้ในหมวด 3 ค่าภาษีค้าง ในมาตรา 42 ถึงมาตรา 44 แยกกันต่างหาก โดยไม่มีบทบัญญัติกำหนดหรือนิยามคำว่า "ค่าภาษีทั้งสิ้น" ตามความหมายบทบัญญัติแห่งมาตรา 39 ให้รวมถึงเงินเพิ่มด้วย จึงไม่อาจตีความว่าก่อนการยื่นฟ้องต่อศาลผู้รับประเมินต้องชำระเงินเพิ่มอันเป็นภาษีอากรค้างด้วยซึ่งแตกต่างกับกฎหมายอื่น หากต้องการให้เงินเพิ่มถือเป็นเงินค่าภาษีจะต้องมีบทบัญญัติไว้ชัดเจน อีกทั้งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งยึด อายัด หรือขายทอดตลาด ทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษีเพื่อนำเงินมาชำระเป็นค่าภาษี เงินเพิ่ม ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่าย แสดงว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายต้องการให้แยกคำว่า "ค่าภาษี" ซึ่งเป็น ค่าภาษีตามการประเมินในหมวด 2 กับคำว่า "เงินเพิ่ม" ในหมวด 3 ออกจากกัน ดังนั้น ค่าภาษีทั้งสิ้นตามความมุ่งหมายในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน และที่ดิน พ.ศ.2475 จึงไม่อาจรวมถึงเงินเพิ่มอันเกิดจากการมิได้ชำระค่าภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วย และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 แต่โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นการชำระเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 38 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่จำเลยทั้งสองฎีกานั้น เห็นว่า สิทธิฟ้องร้องคัดค้านการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินคงขึ้นอยู่กับความในมาตรา 31 กับมาตรา 39 เท่านั้น การชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้รับประเมินจะไปชำระค่าภาษีได้ที่ใดและเมื่อใดเป็นเรื่องของการเก็บภาษีในกรณีธรรมดาทั่วไป ซึ่งหากมิได้ชำระภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ใน มาตรา 38 ตามมาตรา 42 บัญญัติให้ถือว่าเป็นค่าภาษีค้างชำระอันจะต้องเสียเงินเพิ่ม รวมทั้งอาจถูกบังคับคดียึดอายัดทรัพย์ขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาเสียภาษีตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 43 และมาตรา 44 ต่อไปด้วย อันเป็นคนละเรื่องกับสิทธิในการฟ้องคดี การไม่ชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 จึงไม่ได้เป็นสาระสำคัญหรือเงื่อนไขในการฟ้องคดี เพราะหากเป็นกรณีพ้นกำหนดเวลาชำระค่าภาษีไปแล้ว ขณะฟ้องก็ต้องชำระค่าภาษีเสียก่อนฟ้องเช่นเดียวกัน ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินภาษี โรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2560 แก่โจทก์เป็นค่าภาษีจำนวน 1,092,823.25 บาท แต่โจทก์ได้ชำระค่าภาษีเป็นเงินจำนวน 1,092,823 บาท ซึ่งถือว่าไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่โจทก์ถูกประเมินนั้น เมื่อตรวจหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) และใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ไม่พอใจการประเมิน จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.9) ใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดตามการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 1,092,823 บาท ไม่ใช่จำนวน 1,092,823.25 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 1,092,823 บาท ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ชำระค่าภาษีตามจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) แต่โจทก์ชำระเงินค่าภาษีจำนวน 1,092,823 บาท แก่พนักงานเก็บภาษีถูกต้องตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) จึงถือว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีครบถ้วนตามคำชี้ขาดแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2560 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 เป็นค่าภาษีจำนวน 1,092,823.25 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ (ภ.ร.ด.9) ซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดตามการประเมินให้ชำระค่าภาษีจำนวน 1,092,823 บาท โจทก์ทราบคำชี้ขาดดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 1,092,823 บาท ตามที่ได้ระบุไว้ในใบแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาก่อนโจทก์ฟ้องคดี แม้โจทก์จะไม่ได้ชำระเงินเพิ่มในวันดังกล่าวก็ย่อมถือว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีครบถ้วนตามคำชี้ขาดอันเป็นค่าภาษีทั้งสิ้นตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 38 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 39 วรรคหนึ่ง ม. 42 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — เทศบาลตำบลแม่ตาว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
วรงค์พร จิระภาค
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3158/2564
#666463
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ" และมาตรา 5 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วย..." เท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างไว้โดยเฉพาะ โดยสภาพของแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ของโจทก์เป็นทรัพย์ที่ใช้อยู่เป็นประจำกับโครงเหล็กฐานรากเพื่อประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ร่วมกัน แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนโครงคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินเพื่อใช้ในการประกอบกิจการโรงผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายอันก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการผลิตเพื่อใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแก้ไขการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2560 จาก 4,862,819.43 บาท เป็น 551,541.33 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินส่วนต่างจำนวน 4,311,278.10 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเอื้อม ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมืองลำปาง และตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง คาบเกี่ยวกัน โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับบริษัทพลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) มีระยะเวลา 25 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2582 เป็นเงิน 180,000,000 บาท โดยพื้นที่ที่เช่าตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ 1 ประมาณ 1,420 ไร่ 2 งาน 71.17 ตารางวา โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2560 ต่อมาจำเลยที่ 2 ประเมินค่ารายปี 38,902,555.46 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,862,819.43 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ระบุเงินภาษีที่ต้องชำระ 551,541.33 บาท โดยคิดคำนวณจากค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินตามสัดส่วนของพื้นที่ที่ดินที่อยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 2 แจ้งผลคำชี้ขาดยืนยันตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ ก่อนยื่นคำฟ้องโจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นสิ่งปลูกสร้างซึ่งต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ" และมาตรา 5 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วย..." เท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายและแบบแปลนกับโครงสร้างรับแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์และภาพร่างงานออกแบบโครงเหล็กฐานรากประกอบคำเบิกความของนายชาญยุทธ พนักงานผู้ดูแลรับผิดชอบงานด้านวิศวกรรมในโครงการของโจทก์ว่า การทำแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ของโจทก์จะออกแบบโครงสร้างเหล็กฐานรากเพื่อให้มีขนาด องศา และทิศทางเหมาะสมต่อการจัดวางแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุด เมื่อได้แบบที่ต้องการ โจทก์จะต้องขออนุญาตก่อสร้างโครงสร้างเหล็กฐานรากจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์จะต้องติดตั้งฐานซึ่งมีเสาคอนกรีตก่อนหลังจากนั้นจะนำโครงเหล็กมาติดตั้งบนเสาคอนกรีตแล้วจึงนำแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์มาติดตั้งบนโครงเหล็ก และนางสายสุณีย์ นักวิชาการจัดเก็บรายได้ของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งอยู่บนโครงเหล็กซึ่งยึดติดกับเสาคอนกรีตสำเร็จรูป ในการติดตั้งฐานรากส่วนที่เป็นเสาจะมีการขุดหลุมขนาดใหญ่กว่าเสาเล็กน้อยแล้วนำเสาใส่ลงในหลุมคอนกรีตพอกรอบเสาเพื่อให้ตัวเสายึดติดกับพื้นดิน แม้นายประนาท ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นายชาญยุทธและนางสายสุณีย์จะเบิกความในทำนองว่า แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์สามารถถอดประกอบออกจากโครงเหล็กฐานรากได้ก็ตาม แต่นายชาญยุทธก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าเมื่อติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์แล้วก็ยังไม่คิดที่จะเปลี่ยนพื้นที่ในการติดตั้ง แสดงว่าโดยสภาพของแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ของโจทก์เป็นทรัพย์ที่ใช้อยู่เป็นประจำกับโครงเหล็กฐานรากเพื่อประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ร่วมกัน ทั้งยังได้ความจากนายประนาทว่า แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากแผ่นเหล็กซิลิคอน ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำที่มีการประดิษฐ์ออกแบบให้สามารถเปลี่ยนแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นกระแสไฟฟ้าและจากนางสายสุณีย์ว่า แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้เป็นประจำอยู่กับโครงเหล็กฐานรากเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรับแสงอาทิตย์และส่งกระแสไฟฟ้าเข้ากับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า จากสภาพและคุณสมบัติในการทำงานของแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าว แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนโครงคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินเพื่อใช้ในการประกอบกิจการโรงผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายอันก่อให้เกิดรายได้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการผลิตเพื่อใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 6 (1) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ประจำปีภาษี 2560 โดยกำหนดค่ารายปีในส่วนของแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมโครงสร้างในอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเอื้อม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
วรงค์พร จิระภาค
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3151/2564
#680492
เปิดฉบับเต็ม

พวกของจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง โดย ณ. ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเจตนาของจำเลยที่ 2 เป็นคนละเจตนากับ ณ. ที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่า ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นหรือคบคิดกับ ณ. ในการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดในผลของการกระทำของ ณ. เมื่อตามผลการชันสูตรบาลแผลไม่ปรากฏบาดแผลจากการใช้อาวุธปืนตี คงมีเฉพาะบาดแผลที่ถูกแทง และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่การจากการกระทำของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 เท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบ 80 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจด้วย ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน ฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 เดือน ฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 อีกกระทงหนึ่งจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผ่านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยทั้งสามกับพวกกำลังเล่นน้ำสงกรานต์ ผู้เสียหายที่ 1 แสดงอาการไม่พอใจที่พวกของจำเลยทั้งสามสาดน้ำใส่ตนทั้งที่ห้ามแล้ว ต่อมาประมาณครึ่งชั่วโมงผู้เสียหายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ผ่านที่เกิดเหตุอีกครั้งและถูกพวกของจำเลยทั้งสามเรียกให้หยุดรถแล้วมีปากเสียงกันก่อนพวกของจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองโดยผู้เสียหายที่ 1 ถูกนายณัฐวุฒิ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4880/2560 ของศาลชั้นต้น ใช้อาวุธมีดแทงหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสแล้วผู้เสียหายทั้งสองวิ่งหลบหนีไป ระหว่างเกิดเหตุมีเสียงคล้ายปืนดัง 3 นัด หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ล้มอยู่ และตรวจพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอก ในที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผล สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเป็นพยาน แต่ตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายที่ 1 และตามภาพถ่ายบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลที่ศีรษะด้วย พยานโจทก์ที่เห็นการรุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ทั้งนายอิทธิพล และนายราเมศร์ ไม่ได้ระบุว่า พวกของจำเลยทั้งสามที่รุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ด้วยการชกต่อยนั้นมีผู้ใดใช้อาวุธอื่นนอกจากนายณัฐวุฒิ ที่เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งจึงมีเพียงคำให้การชั้นสอบสวนของนายอิทธิพล นายราเมศร์ และนางสาวณัฏฐณิชา ที่ระบุว่า นายอิทธิพล เห็นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง และนายราเมศร์ กับนางสาวณัฏฐณิชา เห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนยืนอยู่ริมถนนที่เกิดเหตุ แม้คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนของนายอิทธิพล และนายราเมศร์ จะขัดแย้งกับคำเบิกความในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่การให้การชั้นสอบสวนของนายอิทธิพล และนายราเมศร์ เป็นการให้การภายหลังเหตุเพียงห้าวันยังจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีและเชื่อว่ายังไม่คิดปรุงแต่งเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผิดไปจากความเป็นจริง ทั้งยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวณัฏฐณิชา ที่ให้การในวันเกิดเหตุว่า เห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืน ที่นายอิทธิพล และนายราเมศร์ ต่างเบิกความว่าไม่เห็นจำเลยที่ 2 ในกลุ่มที่รุมทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองจึงน่าเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยทั้งสามที่เป็นพวกของตนเองให้พ้นผิด แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าแต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และน่าเชื่อว่าเป็นความจริงเสียยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา เมื่อพิจารณาประกอบรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ และภาพถ่ายบาดแผลของผู้เสียหาย ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4480/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งปรากบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 แผล จึงสอดคล้องคำให้การชั้นสอบสวนของนายอิทธิพล นายราเมศร์ และนางสาวณัฏฐณิชา พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนตีศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่านั่งดื่มสุรากับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเล่นน้ำอันเป็นที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้ยินเสียงดังผิดปกติจึงลุกออกไปดูและพาบุตรที่เล่นน้ำอยู่มายังจุดจอดรถแล้วเดินทางกลับโดยมีนายจรัญ น้องชายที่เดินทางไปที่เกิดเหตุด้วยกัน และนายสุนทร เบิกความสนับสนุน ซึ่งทั้งสองอ้างว่าไม่เห็นเหตุการณ์ใด ๆ เพราะอยู่ในระยะห่างจากที่เกิดเหตุประกอบกับมีสิ่งบดบังสายตานั้น เป็นคำกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ขณะเกิดเหตุมีทั้งเสียงอาวุธปืน การทะเลาะรุมทำร้ายกันและรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยังล้มอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าไม่เห็นเหตุการณ์ใด ๆ เลย จึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่พวกของจำเลยที่ 2 รุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นคนละเจตนากับพวกของจำเลยที่ 2 คือนายณัฐวุฒิ ที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 อันถือได้ว่ามีการทำร้ายร่างกายรวมอยู่ในการกระทำของนายณัฐวุฒิ ด้วยก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 รู้เห็นหรือคบคิดกับนายณัฐวุฒิ ในการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดในผลของการกระทำของนายณัฐวุฒิ ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เพียงใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ประกอบกับผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ไม่ปรากฏบาดแผลที่เกิดจากการใช้อาวุธปืนตี คงมีบาดแผลเฉพาะถูกแทง ทั้งทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ 80 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจด้วย ถือได้ว่าการกระทำความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 จำคุก 1 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก 20 วัน เมื่อรวมกับฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวภาธิณี บูรณะกิจไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3143/2564
#670393
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าได้วางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจำนวน 70,000 บาท ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมแถลงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 วางเงินชำระค่าเสียหายแล้ว โจทก์ร่วมก็ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 264, 265, 268, 341, 342 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 93,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

ระหว่างพิจารณาบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคดีใหม่ ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265, 341, 342 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารสิทธินั้นเอง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน (ที่ถูก 18 เดือน) ให้จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 93,900 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 5 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม), 342 (1) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 6 ถึงข้อ 9 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (ที่แก้ไขใหม่), 264 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่), 265 (ที่แก้ไขใหม่), 268 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 265 (ที่แก้ไขใหม่), 341 (ที่แก้ไขใหม่), 342 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าได้วางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจำนวน 70,000 บาท ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมแถลงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 วางเงินชำระค่าเสียหายแล้ว โจทก์ร่วมก็ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงวันที่ 8 กันยายน 2563 ถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 93,900 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้พฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่ร้ายแรง แต่ในส่วนความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นน้องสาวของบิดาเลี้ยง ส่วนผู้เสียหายที่ 3 เป็นบิดาเลี้ยง และผู้เสียหายที่ 4 เป็นมารดา จึงเป็นการกระทำความผิดที่จำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่รู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ไปขอขมา และผู้เสียหายดังกล่าวได้ให้อภัยไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ในส่วนของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไปเช่นกัน นับว่าจำเลยที่ 1 รู้สำนึกในการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นตามสมควรแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจึงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ตลอดจนนิสัยและความประพฤติทั่วไปไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง การให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีและเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และสังคมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นเสียจากสารบบความ การกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 4 และข้อ 5 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 7 และข้อ 8 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (ที่แก้ไขใหม่), 264 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่), 265 (ที่แก้ไขใหม่), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่), 265 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารสิทธิ ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มาตรา 265 (ที่แก้ไขใหม่) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวม 3 กระทง เป็นปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 93,900 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวีรวุฒิ ไกยนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2564
#664253
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ก. ผู้เสียหายกระทำความผิดที่มีอัตราโทษหนักต้องจำคุกหลายปีและมีโทษปรับเป็นเงินหลายแสนบาท จำเลยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายให้ไม่ต้องรับโทษหนักและจะดำเนินคดีผู้เสียหายในความผิดที่มีอัตราโทษน้อย แต่ผู้เสียหายต้องชำระเงินให้แก่จำเลย 20,000 บาท มิใช่การขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายถูกเจ้าพนักงานจับกุมดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายอยู่แล้วในความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งการจับกุมดำเนินคดีดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย จำเลยเพียงแต่บอกให้ผู้เสียหายทราบถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับตามกฎหมาย และการเรียกเงินของจำเลยก็เพื่อช่วยเหลือในการดำเนินคดีมิให้ผู้เสียหายได้รับโทษหนัก ซึ่งหากผู้เสียหายไม่ให้เงินตามที่จำเลยเรียกร้องก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายต่อไปว่า จำเลยจะมาตรวจสอบที่ร้านค้าของผู้เสียหายทุกเดือนและหากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีกับผู้เสียหาย แต่หากผู้เสียหายชำระเงินให้แก่จำเลยทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท จำเลยจะไม่มาตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหาย ก็มิใช่การขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายเช่นกัน เพราะผู้เสียหายจะถูกดำเนินคดีตามที่จำเลยอ้างก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดจริง การเรียกเงินของจำเลยเป็นเพียงเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยมิได้ข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายแม้ไม่พบการกระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการขู่เข็ญ คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบของการกระทำความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 337 และให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 8,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง, 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง, 337 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานพยายามกรรโชกทรัพย์อีกกระทงหนึ่งจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ในปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 ว่า จำเลยข่มขืนใจนายกิตติ์นิพัทธ์ ผู้เสียหาย ซึ่งถูกเจ้าพนักงานจับกุมดำเนินคดีอาญาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ให้ยอมหรือยอมจะให้จำเลยได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยจำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าผู้เสียหายกระทำความผิดที่มีอัตราโทษหนักต้องจำคุกหลายปีและมีโทษปรับเป็นเงินจำนวนหลายแสนบาท จำเลยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายให้ไม่ต้องรับโทษหนักและจะดำเนินคดีผู้เสียหายในความผิดที่มีอัตราโทษน้อยแต่ผู้เสียหายต้องชำระเงินให้แก่จำเลย 20,000 บาท อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายซึ่งถูกข่มขืนใจดังกล่าวเกิดความกลัวและยอมชำระเงินให้แก่จำเลยเป็นเงิน 8,000 บาท เห็นว่า การที่จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายกระทำความผิดที่มีอัตราโทษหนักต้องจำคุกหลายปีและมีโทษปรับเป็นเงินจำนวนหลายแสนบาท จำเลยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายให้ไม่ต้องรับโทษหนักและจะดำเนินคดีผู้เสียหายในความผิดที่มีอัตราโทษน้อย แต่ผู้เสียหายต้องชำระเงินให้จำเลย 20,000 บาท นั้น มิใช่การขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่อย่างใด เพราะผู้เสียหายถูกเจ้าพนักงานจับกุมดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายอยู่แล้วในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งการถูกจับกุมดำเนินคดีดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย จำเลยเพียงแต่บอกให้ผู้เสียหายทราบถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับตามกฎหมาย และการเรียกเงินของจำเลยก็เพื่อช่วยเหลือในการดำเนินคดีมิให้ผู้เสียหายได้รับโทษหนัก ซึ่งหากผู้เสียหายไม่ให้เงินตามที่จำเลยเรียกร้องก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เมื่อการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการขู่เข็ญ คำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้จึงขาดองค์ประกอบของการกระทำความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ส่วนคำฟ้องข้อ 1.2 ที่บรรยายว่า จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายต่อไปว่า จำเลยจะมาตรวจสอบที่ร้านค้าของผู้เสียหายทุกเดือนและหากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีกับผู้เสียหาย แต่หากผู้เสียหายชำระเงินให้แก่จำเลยทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท จำเลยจะไม่มาตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายในแต่ละเดือนที่ผู้เสียหายชำระเงินนั้น ก็มิใช่เป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายอีกเช่นกัน เพราะผู้เสียหายจะถูกดำเนินคดีตามที่จำเลยอ้างก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดจริง การเรียกเงินของจำเลยเพียงเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบร้านค้าของผู้เสียหายเท่านั้น แต่หากผู้เสียหายไม่ให้เงินจำเลยก็จะมาตรวจสอบแต่มิได้ข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายแม้ไม่พบการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องส่วนนี้จึงมิใช่การขู่เข็ญอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง อีกเช่นกัน ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่มีผลต่อรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 337 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3122/2564
#685155
เปิดฉบับเต็ม

การที่มารดาจำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นการให้โดยเป็นหนังสือระบุว่ายกให้แก่ผู้ใด และหนังสือยกให้นั้นระบุว่าเป็นสินสมรส การจะฟังว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่อาจรับฟังได้โดยถนัดนัก แต่สิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรส และกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่นนี้จึงต้องฟังว่า สิทธิการเช่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 และมีคำขอให้แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวคือ สิทธิการเช่าพิพาทแก่โจทก์และ ธ. ซึ่งเป็นบุตรโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์สมคบกับบุคคลภายนอกฉ้อฉลหลอกลวงจำเลยที่ 1 ให้ทำบันทึกข้อตกลง และไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่านข้อความก่อนลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 ยินยอมทำเอกสารดังกล่าวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบชู้กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลเป็นการแสดงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมายต่อไป เช่นนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ย่อมมีประเด็นข้อพิพาทว่า บันทึกข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิการเช่าพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ยกสิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์นั้นเป็นสัญญาระหว่างสมรสและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ ทั้งตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 จะดำเนินการบอกล้างการแสดงเจตนาที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามที่ให้การว่าถูกโจทก์กับพวกฉ้อฉลหลอกลวงก็ตาม แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธว่าบันทึกข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่จำเลย เท่ากับเป็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และโจทก์ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาระหว่างสมรสและหยิบยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ขึ้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสแล้ว หาได้เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ และถือว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นการบอกล้างบันทึกข้อตกลงแล้ว

สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องหย่าขาดจากกัน คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องการแบ่งสินสมรส ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกโจทก์กับ ธ. ร่วมกันฉ้อฉล และมีผลผูกพันสินสมรสเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งที่ยกให้โจทก์และ ธ. อีกครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์ และส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้ ธ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นมีลักษณะเป็นการให้ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ทำไว้กับโจทก์แล้วเช่นนี้ ย่อมมีผลให้สิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้แก่โจทก์กลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน สิทธิการเช่าพิพาทดังกล่าวต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งหนึ่ง โดยส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งได้ตกเป็นสิทธิของ ธ. ไปแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 และ ธ. มีส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสี่ของสิทธิการเช่าพิพาท กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการปรับบทกฎหมายในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและการแบ่งสินสมรส ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่คู่ความนำมาสืบ มิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันจะเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นอย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์แบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวคือจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 23/7 ต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้โจทก์เพียงผู้เดียวมีอำนาจทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2559 เป็นเงิน 220,000 บาท และ เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 100,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2530 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาว ธ. เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2531 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2558 โจทก์และนางสาว ธ. สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่อยมาและเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. ทำบันทึกข้อตกลงโดยมีข้อความว่า "สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1...ผู้ให้สัญญาฝ่ายหนึ่งกับโจทก์และนางสาว ธ. ...ผู้รับสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ให้สัญญาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินดังต่อไปนี้ 1. สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7... คู่สัญญาได้ตกลงทำสัญญากันดังต่อไปนี้ ข้อ 1. ผู้ให้สัญญายอมยกทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดในส่วนของผู้ให้สัญญาให้แก่ผู้รับสัญญาเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้และผู้รับสัญญาตกลงรับเอา ทรัพย์สินดังกล่าวตามสัญญาฉบับนี้...และข้อ 4 ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมว่าในกรณีที่ผู้ให้สัญญาประพฤติผิดนัดผิดสัญญานี้ในข้อหนึ่งข้อใดผู้ให้สัญญายินยอมให้ผู้รับสัญญาใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อบังคับให้ผู้ให้สัญญาปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงนี้โดยทันที โดยทั้งนี้ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาลเป็นต้น แทนผู้รับสัญญา...ลงชื่อจำเลยที่ 1 ผู้ให้สัญญาโจทก์ และนางสาว ธ. ผู้รับสัญญา และมีพยานลงลายมือชื่อสองคน" ประเด็นเรื่องเหตุแห่งการหย่านั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาวซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประเด็นเรื่องค่าทดแทนและค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนวันฟ้องและนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเจตนาของโจทก์ที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูมานับแต่วันฟ้องด้วยนั้นเห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์ขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 นั่นเอง แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าไม่สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ ฎีกาในประเด็นที่ว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสในการให้สิทธิการเช่าพิพาทนั้นเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่และคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแล้วหรือไม่ และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการเดียวว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่าสิทธิการเช่าเป็นของบุคคลภายนอกด้วยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ส่วนฎีกาโจทก์ในประเด็นอื่นที่ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด หนี้กระทำการที่โจทก์ขอศาลให้มีคำสั่งบังคับจำเลยทั้งสองกราบขอโทษโจทก์นั้น ศาลจะพิพากษาให้ได้หรือไม่ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ ขอให้ตั้งโจทก์ผู้เดียวจัดทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อแบ่งสินสมรสและคืนสินส่วนตัวนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหน้า 10 ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า สิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นเลขที่ 23/7 พิพาท เดิมเป็นของมารดาจำเลยที่ 1 ที่ทำสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย และในปี 2530 เมื่อจำเลยที่ 1 สมรสกับโจทก์ได้พักอาศัยด้วยกันกับมารดาจำเลยที่ 1 ที่อาคารพิพาท โจทก์นำสืบว่า มารดาจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าพิพาทให้เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เพื่อค้าขายอาหารตามสั่ง โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะต้องเลี้ยงดูมารดา จำเลยที่ 1 ไปตลอดชีวิตและต้องจ่ายค่าเช่าและต่อสัญญาเช่ากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า มารดาจำเลยที่ 1 ทำการค้าขายที่อาคารพิพาท ก่อนถึงแก่กรรม มารดาจำเลยที่ 1 ได้ยกสิทธิการเช่าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ก่อนสมรสกัน โจทก์ไม่มีสินส่วนตัวมาก่อน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างอ้างตนเองเป็น พยานนำสืบยันกันปากต่อปากโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็น การให้โดยเป็นหนังสือระบุว่ายกให้แก่ผู้ใด และหนังสือยกให้นั้นระบุว่าเป็นสินสมรส การจะฟังว่ามารดาจำเลยที่ 1 ยกให้โจทก์หรือจำเลยที่ 1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่อาจ รับฟังได้โดยถนัดนัก แต่สิทธิการเช่าพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรส และกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่าให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เช่นนี้จึงต้องฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังว่าสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่า สิทธิการเช่าเป็นของบุคคลภายนอกด้วยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เมื่อสิทธิการเช่าพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องหย่าขาดจากกัน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องการแบ่งสินสมรสตามที่โจทก์ขอมาท้ายคำฟ้องฎีกา ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกโจทก์กับนางสาว ธ. ร่วมกันฉ้อฉลและมีผลผูกพันสินสมรสเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เพียงครึ่งหนึ่งที่ยกให้โจทก์และนางสาว ธ. ร่วมกันอีกครึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสในส่วนของโจทก์และส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้นางสาว ธ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นมีลักษณะเป็นการให้ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสที่ทำไว้กับโจทก์แล้วเช่นนี้ ย่อมมีผลให้สิทธิการเช่าพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ยกให้แก่โจทก์กลับมาเป็นสินสมรสดังเดิม เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน สิทธิการเช่าพิพาทดังกล่าวต้องแบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละครึ่งหนึ่งโดยส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งได้ตกเป็นสิทธิของ นางสาว ธ. ไปแล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 และนางสาว ธ. มีส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสี่ของ สิทธิการเช่าพิพาทกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการปรับบทกฎหมายในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และการแบ่งสินสมรสตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานอันเป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่คู่ความนำมาสืบ มิใช่เป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันจะเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นอย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 ห้อง เลขที่ 23/7 เป็นของโจทก์ครึ่งหนึ่ง และของจำเลยที่ 1 กับนางสาว ธ. คนละหนึ่งในสี่ ให้แบ่งกันในระหว่างเจ้าของรวมหากไม่ตกลงกันให้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1474 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายคมกฤช กนกประดิษฐ
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2564
#683699
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ 2 ฉบับ ฉบับแรกตกลงว่าจ้างโดยเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ตกลงว่าจ้างโดยเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2560 ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรก จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ทำงานบนเรือในตำแหน่งต้นกล มีหน้าที่หลักด้านเทคนิคของเรือ ตรวจซ่อมเครื่องจักร วางแผนงานกำหนดหน้าที่งานให้แก่คนประจำเรือแผนกช่างกล ประจำอยู่บนเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศของจำเลย โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า "...สัญญาว่าจ้างฉบับนี้เป็นไปตามมาตรฐาน MLC A2.1.4...." กับระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิดและที่อยู่ปัจจุบันของโจทก์ ชื่อและที่อยู่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือ สัญชาติของเรือ สถานที่และวันเดือนปีที่ทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ในการจ้างงาน อัตราค่าจ้างและค่าตอบแทนอื่น ๆ วันเริ่มการว่าจ้างและวันสิ้นสุดการว่าจ้าง เงื่อนไขการสิ้นสุดของสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ รวมทั้งสิทธิประโยชน์จากการคุ้มครองการประกันสังคมและสุขภาพที่จำเลยเป็นผู้จัดหาให้โจทก์และสิทธิของโจทก์ในการได้รับการส่งตัวกลับ ซึ่งมีลักษณะและรายละเอียดทำนองเดียวกับหลักเกณฑ์เรื่องสภาพการจ้างงานของคนประจำเรือตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 ที่กำหนดให้ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือจะต้องมีรายการดังกล่าว อันเป็นมาตรฐานสากลของการทำงานบนเรือเดินทะเล ประกอบกับเหตุผลประการหนึ่งในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว คือ การทำงานของลูกจ้างและคนประจำเรือเกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศที่ต้องนำมาตรฐานสากล คือ อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) มาปฏิบัติต่อแรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าประสงค์ให้สัญญาดังกล่าวมีมาตรฐานการทำงานทางทะเลสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของการทำงานของคนประจำเรือตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ด้วย

โจทก์เริ่มต้นทำงานกับจำเลยตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2558 และประเทศไทยได้มีการอนุวัติการกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานทางทะเลแห่งอนุสัญญาดังกล่าวโดยการตรา พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ขึ้นมาใช้บังคับสำหรับแรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ แม้ขณะวันเริ่มต้นทำงานของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกไม่อาจนำ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาใช้บังคับต่อกันได้ก็ตามแต่เมื่อระหว่างที่สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกยังมีผลผูกพันคู่สัญญาอยู่นั้น พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้มีผลใช้บังคับแล้ว การที่จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งต้นกลประจำอยู่บนเรือของจำเลยและได้รับค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรก จึงถือเป็นการทำข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามบทนิยามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว

โจทก์ฟ้องเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยอันเป็นการเรียกร้องตามสิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิกจ้างซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เลิกจ้าง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 นั้น โจทก์เริ่มต้นทำงานตามสัญญาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับแล้ว สิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เช่นกัน

เมื่อ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือตามพระราชบัญญัตินี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" และไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้บัญญัติในส่วนของค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ หรือบัญญัติให้คนประจำเรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือมีบทบัญญัติอื่นที่ยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่ข้อตกลงจ้างงานของคนประจำเรือที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558

การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นการทำงานและระยะเวลาสิ้นสุดไว้ตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง กับก่อนที่จำเลยจะตกลงจ้างคนประจำเรือทุกครั้งจำเลยจะต้องจัดทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือรวมถึงความรู้เกี่ยวกับกฎข้อบังคับระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรือเดินทะเลเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความพร้อม หากพิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลใดมีความพร้อมผ่านเกณฑ์ จำเลยจะตกลงว่าจ้างให้ทำงานในครั้งต่อไป ประกอบกับการทำงานบนเรือเดินทะเลที่มีลักษณะและสภาพของงานแตกต่างจากการทำงานของลูกจ้างทั่วไป การที่จำเลยต้องทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือก่อนที่จะตกลงจ้างคนประจำเรือทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยประสงค์ที่จะจ้างคนประจำเรือมีกำหนดระยะเวลาเป็นคราว ๆ ไป

สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า หากสัญญาว่าจ้างสิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้ได้รับการต่ออายุออกไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือน และบริษัทจะดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือกลับยังภูมิลำเนาเดิมในเมืองท่าที่สะดวกในการเดินทางกลับ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่คงหมายความเพียงว่าเมื่อสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาไว้สิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ก็ให้ต่ออายุสัญญาว่าจ้างออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อจำเลยจะได้ดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือกลับภูมิลำเนาเดิมของคนประจำเรือเท่านั้น อันเป็นการคุ้มครองคนประจำเรือว่าก่อนที่จะส่งคนประจำเรือซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินเรือกลับภูมิลำเนานั้น คนประจำเรือมีสิทธิได้รับค่าจ้างต่อไปอีกระยะหนึ่งแต่ไม่เกินสามเดือน ดังนี้ สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน

เมื่อสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างและมีการสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ หรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 247,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 398,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ 30,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 พฤษภาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือกัน 2 ฉบับ ฉบับแรกตกลงว่าจ้างโดยเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2559 ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ตกลงว่าจ้างโดยเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2560 เมื่อพิจารณาตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรก จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ทำงานบนเรือในตำแหน่งต้นกล (Chief Engineer) มีหน้าที่หลักด้านเทคนิคของเรือ ตรวจซ่อมเครื่องจักร วางแผนงานกำหนดหน้าที่งานให้แก่คนประจำเรือแผนกช่างกล ประจำอยู่บนเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศของจำเลย โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า "...สัญญาว่าจ้างฉบับนี้เป็นไปตามมาตรฐาน MLC A2.1.4..." กับระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิดและที่อยู่ปัจจุบันของโจทก์ ชื่อและที่อยู่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเรือ สัญชาติของเรือ สถานที่และวันเดือนปีที่ทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ ตําแหน่งหน้าที่ของโจทก์ในการจ้างงาน อัตราค่าจ้างและค่าตอบแทนอื่น ๆ วันเริ่มการว่าจ้างและวันสิ้นสุดการว่าจ้าง เงื่อนไขการสิ้นสุดของสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือ รวมทั้งสิทธิประโยชน์จากการคุ้มครองการประกันสังคมและสุขภาพที่จำเลยเป็นผู้จัดหาให้โจทก์ และสิทธิของโจทก์ในการได้รับการส่งตัวกลับ ซึ่งมีลักษณะและรายละเอียดทำนองเดียวกับหลักเกณฑ์เรื่องสภาพการจ้างงานของคนประจำเรือตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 ที่กำหนดให้ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือจะต้องมีรายการดังกล่าว อันเป็นมาตรฐานสากลของการทำงานบนเรือเดินทะเล ประกอบกับเหตุผลประการหนึ่งในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว คือ การทำงานของลูกจ้างและคนประจำเรือเกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศที่ต้องนำมาตรฐานสากล คือ อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) มาปฏิบัติต่อแรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ จึงแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าประสงค์ให้สัญญาดังกล่าวมีมาตรฐานการทำงานทางทะเลสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของการทำงานของคนประจำเรือตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ด้วยเช่นกัน แต่แม้โจทก์เริ่มต้นทำงานกับจำเลยตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2558 และประเทศไทยได้มีการอนุวัติการกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานทางทะเลแห่งอนุสัญญาดังกล่าวโดยการตราพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ขึ้นมาใช้บังคับสำหรับแรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ โดยพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 2 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" และพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 พระราชบัญญัตินี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2559 เป็นต้นไป ดังนั้น แม้ขณะวันเริ่มต้นทำงานของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกไม่อาจนำพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาใช้บังคับต่อกันได้ก็ตาม แต่เมื่อระหว่างที่สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกยังมีผลผูกพันคู่สัญญาอยู่นั้น พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้มีผลใช้บังคับแล้ว และเมื่อพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 3 ได้กำหนดบทนิยาม คำว่า "คนประจำเรือ" หมายความว่า ผู้ซึ่งเจ้าของเรือจ้างหรือมอบหมายให้ทำหน้าที่ประจำอยู่ในเรือโดยได้รับค่าจ้าง แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งทำงานในเรือเป็นการชั่วคราว กับคำว่า "ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ" หมายความว่า สัญญาจ้างงานหรือข้อตกลงซึ่งกำหนดรายละเอียดตามที่พระราชบัญญัตินี้กำหนด และให้หมายความรวมถึงข้อตกลงที่เกิดจากการเจรจาต่อรองของคนประจำเรือและเจ้าของเรือ การที่จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งต้นกลประจำอยู่บนเรือของจำเลยและได้รับค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรก จึงถือเป็นการทำข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามบทนิยามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชยอันเป็นการเรียกร้องตามสิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิกจ้างซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เลิกจ้าง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับแรกจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 นั้น โจทก์เริ่มต้นทำงานตามสัญญาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับแล้ว สิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีตามกฎหมายในการเลิกจ้างตามสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เช่นกัน เมื่อพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือตามพระราชบัญญัตินี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" และไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้บัญญัติในส่วนของค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ หรือบัญญัติให้คนประจำเรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือมีบทบัญญัติอื่นที่ยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่ข้อตกลงจ้างงานของคนประจำเรือที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ว่าต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนค่าชดเชยนี้เปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของเรือต้องจัดให้มีข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นหนังสือพร้อมลายมือชื่อของเจ้าของเรือและคนประจำเรือ โดยจัดทำเป็นคู่ฉบับจัดเก็บไว้บนเรือหนึ่งฉบับ และอีกฉบับหนึ่งให้คนประจำเรือเก็บไว้ พร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้" วรรคสอง บัญญัติว่า "ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการ ดังต่อไปนี้ (1)...(17) วันสิ้นสุดหรือเงื่อนไขการสิ้นสุดของข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ..." และตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ หรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า" เมื่อโจทก์กับจำเลยทำสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นการทำงานและระยะเวลาสิ้นสุดไว้ตามบทบัญญัติดังกล่าว กับเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า ก่อนที่จำเลยจะตกลงจ้างคนประจำเรือทุกครั้งจำเลยจะต้องจัดทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือรวมถึงความรู้เกี่ยวกับกฎข้อบังคับระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรือเดินทะเลเพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความพร้อม หากพิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลใดมีความพร้อมผ่านเกณฑ์ จำเลยจึงจะตกลงว่าจ้างให้ทำงานในครั้งต่อไป ประกอบกับการทำงานบนเรือเดินทะเลที่มีลักษณะและสภาพของงานแตกต่างจากการทำงานของลูกจ้างทั่วไป การที่จำเลยต้องทำการอบรมทดสอบร่างกายจิตใจและความรู้ความสามารถในการทำงานบนเรือก่อนที่จะตกลงจ้างคนประจำเรือทุกครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยประสงค์ที่จะจ้างคนประจำเรือมีกำหนดระยะเวลาเป็นคราว ๆ ไป ส่วนสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า หากสัญญาว่าจ้างสิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้ได้รับการต่ออายุออกไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือน และบริษัทจะดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือกลับยังภูมิลำเนาเดิมในเมืองท่าที่สะดวกในการเดินทางกลับ นั้น ก็ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 เป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่คงหมายความเพียงว่าเมื่อสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาไว้สิ้นสุดลงในขณะที่เรือมิได้อยู่ในเมืองท่า ก็ให้ต่ออายุสัญญาว่าจ้างออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อจำเลยจะได้ดำเนินการจัดส่งคนประจำเรือกลับภูมิลำเนาเดิมของคนประจำเรือเท่านั้น อันเป็นการคุ้มครองคนประจำเรือว่าก่อนที่จะส่งคนประจำเรือซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินเรือกลับภูมิลำเนานั้นคนประจำเรือมีสิทธิได้รับค่าจ้างต่อไปอีกระยะหนึ่งแต่ไม่เกินสามเดือน ดังนี้ สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 จึงไม่ใช่สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาปรับใช้กับคดีนี้และวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับที่ 2 เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อสัญญาว่าจ้างคนประจำเรือฉบับที่ 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างและมีการสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ หรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ควรได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 กี่วัน เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (1) ม. 8 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุชิต โต๊ะวิเศษกุล
- นางนงนภา จันทรศักดิ์ ลิ่มไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106/2564
#688035
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๘), ๘๐, ๙๑, ๒๗๗, ๒๗๙, ๓๑๗

ระหว่างพิจารณานาย ม. ผู้เสียหายที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ และได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ ๒

จำเลยให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก (เดิม), ๓๑๗ วรรคสาม (เดิม), ๓๑๗ วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๗ กระทง เป็นจำคุก ๑๔ ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวม ๗ กระทง เป็นจำคุก ๓๕ ปี รวมจำคุก ๔๙ ปี ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายมนัส ผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ ๑ เป็นบุตรของนาย ม. ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ รู้จักกับจำเลย จำเลยเคยให้เงินผู้เสียหายที่ ๑ เด็กชาย ส. เด็กชาย ร. และเด็กหญิง จ. ไว้ใช้จ่าย สำหรับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ ตามฟ้องข้อ ๑.๑ ข้อ ๑.๓ ข้อ ๑.๗ ข้อ ๑.๙ ข้อ ๑.๑๑ และข้อ ๑.๑๓ นั้นถูกต้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามฟ้องข้อ ๑.๑ ข้อ ๑.๓ ข้อ ๑.๑๑ และข้อ ๑.๑๓ แม้จำเลยจะใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อให้ผู้เสียหายที่ ๑ ออกไปพบจำเลยในห้องรีสอร์ทเพื่อกระทำอนาจารแต่จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงการชักชวนให้ผู้เสียหายที่ ๑ ไปพบจำเลยเท่านั้นจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการพรากผู้เสียหายที่ ๑ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ และตามฟ้องข้อ ๑.๕ ข้อ ๑.๗ ข้อ ๑.๙ ฟังได้เพียงว่าขณะผู้เสียหายที่ ๑ ไปซื้อข้าวแรมฟืนที่ร้านเมื่อทานเสร็จแล้วผู้เสียหายที่ ๑ ได้เข้าห้องน้ำพบกับจำเลย จำเลยจึงบอกให้ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปในห้องน้ำอีกและจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ ๑ จึงเป็นเพียงการกระทำอนาจาร ที่จำเลยยังไม่ได้พรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปจากบิดามารดาอีกเช่นกัน เห็นว่า การที่จำเลยโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ ๑ ให้ไปพบและการที่จำเลยบอกให้ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปในห้องน้ำแล้วจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ ๑ นั้น เป็นการกระทำที่ล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสุดท้ายว่า การรวมโทษทุกกระทงความผิดจะต้องรวมแล้วไม่เกินกำหนด ๒๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาให้จำคุกจำเลยรวมทุกกระทงความผิด ๔๙ ปีนั้นยังไม่ถูกต้องเนื่องจากความผิดกระทงหนักที่สุดในคดีนี้มีอัตราโทษจำคุก ๕ ปี อันเป็นโทษจำคุกเกิน ๓ ปี แต่ไม่เกิน ๑๐ ปี ดังนั้นโทษรวมทุกกระทงความผิดที่จะลงแก่จำเลยต้องไม่เกิน ๒๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดกระทงที่หนักที่สุดที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ปีขึ้นไป กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๓) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นจะต้องไม่เกินกำหนด ๕๐ ปี ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๗ กระทง เป็นจำคุก ๑๔ ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวม ๗ กระทง เป็นจำคุก ๓๕ ปี รวมจำคุก ๔๙ ปี ข้อหาอื่นให้ยกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืนนั้นเป็นการรวมโทษที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๕๖๔ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นร้อยละ ๕ ต่อปี หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราช-กฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นาย ม. ผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๒ เป็นต้นไป จนถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.อ. ม. 91 (3) ม. 317 วรรคสาม (ใหม่)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาย ม.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959 -ที่ 2962/2564
#664250
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายวันเวลาที่จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมว่า ภายหลังจากทำปลอมแล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 การบรรยายฟ้องดังกล่าวเข้าใจได้ว่าตามวันเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ แต่เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารราชการแล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอีกกรรมหนึ่ง ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นฟ้องที่ชัดแจ้งแล้วว่า เมื่อวันเวลาใดจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์และจำเลยทั้งสามในทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้เสียหายที่ 1 และนายชาติชาย ผู้เสียหายที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุนผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนแรกว่า ผู้เสียหายที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลพิงพวย ผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนที่สองว่า ผู้เสียหายที่ 4 อำเภอกันทรลักษ์ ผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า ผู้เสียหายที่ 5 และองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสำราญ ผู้เสียหายที่ 3 ในสำนวนที่สี่ว่า ผู้เสียหายที่ 6

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1081/2560, 1082/2560 และ 1084/2560 ของศาลชั้นต้น

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1079/2560, 1082/2560 และ 1084/2560 ของศาลชั้นต้น

สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1079/2560, 1081/2560 และ 1084/2560 ของศาลชั้นต้น

สำนวนที่สี่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1079/2560, 1081/2560 และ 1082/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งสี่สำนวน

ระหว่างพิจารณามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสี่สำนวน เป็นค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงสำนวนละ 1,000,000 บาท และค่าขาดรายได้จากการให้บริการทดสอบวัสดุสำนวนละ 1,000,000 บาท รวมสำนวนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 และนายชาติชาย ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสี่สำนวน เป็นค่าขาดรายได้จากส่วนแบ่งค่าบริการการรับทดสอบวัสดุเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท และค่าสูญเสียรายได้เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี รวมเป็นเงินสำนวนละ 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งทั้งสี่สำนวนขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)) และมาตรา 265 (ที่ถูก มาตรา 265 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 244 วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 265 (เดิม)) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอม (ที่ถูก ร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการกับร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม) ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และมาตรา 90 (ที่ถูก ตามมาตรา 268 วรรคสอง กระทงเดียว ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,000 บาท สำนวนแรก 4 กระทง สำนวนที่สอง 1 กระทง สำนวนที่สาม 8 กระทง และสำนวนที่สี่ 1 กระทง รวม 14 กระทง เป็นปรับ 84,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละกระทงละ 6 เดือน สำนวนแรก 4 กระทง สำนวนที่สอง 1 กระทง สำนวนที่สาม 8 กระทง และสำนวนที่สี่ 1 กระทง รวม 14 กระทง เป็นจำคุกคนละ 84 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 56,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 56 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสามต่อกันทุกสำนวน (ที่ถูก ไม่ต้องยกคำขอให้นับโทษต่อ และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม) ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองคนละสำนวนละ 50,000 บาท รวม 4 สำนวน เป็นเงินคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (เดิม), 265 (เดิม) ทั้งสี่สำนวน กับยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ทั้งสี่สำนวนเสียด้วย และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสองทั้งสี่สำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ผู้เสียหายที่ 3 โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านนาขนวนหมู่ที่ 12 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านขนุนตะวันออก หมู่ที่ 9 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านขนุน หมู่ที่ 1 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และโครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านตาเครือ หมู่ที่ 4 ตำบลขนุน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลพิงพวย ผู้เสียหายที่ 4 โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (สถ.ศพด.2) หมู่ที่ 9 ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ทำสัญญากับอำเภอกันทรลักษ์ ผู้เสียหายที่ 5 โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านโนนเรือ หมู่ที่ 6 (เส้นที่ 1) และ (เส้นที่ 2) ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านหนองหิน หมู่ที่ 2 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านสวนกล้วย หมู่ที่ 4 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านโนนสะแบง หมู่ที่ 5 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านมะลิวัลย์ หมู่ที่ 9 (เส้นที่ 1) และ (เส้นที่ 2) ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และโครงการก่อสร้างถนน คสล. บ้านสวนสวรรค์ หมู่ที่ 10 ตำบลสวนกล้วย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสำราญ ผู้เสียหายที่ 6 โครงการก่อสร้างระบบประปาผิวดินขนาดใหญ่ บ้านตาเสก หมู่ที่ 3 ตำบลโนนสำราญ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาจำเลยที่ 2 ให้นายกวิน ติดต่อกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ให้นายประสงค์ ไปรับหนังสือแจ้งผลการทดสอบคอนกรีตและรายงานการทดสอบหน่วยแรงอัดแท่งคอนกรีตจากนายกวินนำมาให้จำเลยที่ 2 วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายปลอมสำเนาหนังสือของผู้เสียหายที่ 1 โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายชาติชาย ผู้เสียหายที่ 2 ในหนังสือดังกล่าว พร้อมรายงานผลการทดสอบหน่วยแรงอัดแท่งคอนกรีต รายงานการทดสอบเหล็ก (Tension Test) และรายงานปฏิบัติการทดสอบงานคอนกรีต คือ การทดสอบหาความต้านทานต่อการสึกกร่อนของมวลรวม การหาความถ่วงจำเพาะและการดูดซึมของมวลรวมหยาบและการทดสอบหาหน่วยน้ำหนักและช่องว่างของมวลรวมคอนกรีต ซึ่งเป็นเอกสารและเอกสารราชการ ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้และอ้างเอกสารและเอกสารราชการปลอมดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 4

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมในคดีสำนวนแรกและสำนวนที่สามชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกบรรยายว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 เมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 เมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และเมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และคำฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สามบรรยายว่า เมื่อเดือนเมษายน 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารราชการ รวม 8 ครั้ง โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า ภายหลังจากทำปลอมแล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ซึ่งการบรรยายฟ้องดังกล่าวเข้าใจได้ว่าตามวันเวลาที่โจทก์ระบุไว้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ แต่เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารราชการแล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอีกกรรมหนึ่ง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นฟ้องที่ชัดแจ้งแล้วว่า เมื่อวันเวลาใด จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม มิใช่ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ฟ้องโจทก์สำนวนแรกและสำนวนที่สามในความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สามในความผิดฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมในสำนวนแรกและสำนวนที่สาม และคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาอีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการกับฐานร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และจำเลยที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งไม่มีหน้าที่ในการจัดส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปยังผู้เสียหายที่ 1 และรับหนังสือรายงานผลการทดสอบจากผู้เสียหายที่ 1 กลับขอรับหนังสือที่ผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 ขอความอนุเคราะห์ให้ผู้เสียหายที่ 1 ทดสอบกำลังอัดประลัยคอนกรีต ทดสอบเหล็ก ทดสอบหินและทราย ในโครงการก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 ไปส่งให้ผู้เสียหายที่ 1 เอง แต่ไม่ได้นำหนังสือดังกล่าวไปส่งให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 โดยตรง โดยนำไปมอบให้นายกวินฝากให้จำเลยที่ 3 นำไปส่งให้ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยที่ 3 นำหนังสือรายงานผลการทดสอบของผู้เสียหายที่ 1 มาให้นายกวินเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่อเป็นพิรุธ เมื่อประมวลพฤติการณ์จากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีดังวินิจฉัยข้างต้น ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ผลการตรวจสอบวัสดุก่อสร้างจะมีผลต่อการจ่ายเงินของหน่วยราชการที่จำเลยที่ 1 รับจ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผลการทดสอบกำลังอัดประลัยคอนกรีต ทดสอบเหล็ก ทดสอบหินและทรายในโครงการก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 คดีมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการแล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอกสารและเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้และอ้างแสดงต่อผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 6 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้ว่าเอกสารและเอกสารราชการนั้นเป็นเอกสารและเอกสารราชการปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า โจทก์มีพยานมานำสืบรับฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้นำเอกสารที่บรรจุในซองสีน้ำตาลปิดผนึกจากนายกวินไปส่งให้ผู้เสียหายที่ 1 และนำเอกสารที่บรรจุในซองสีน้ำตาลปิดผนึกมาส่งให้นายกวินเท่านั้น แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยที่ 3 มาพบผู้เสียหายที่ 2 ที่ห้องทำงาน จากนั้นจำเลยที่ 3 พูดขอโทษผู้เสียหายที่ 2 เรื่องที่จำเลยที่ 3 ออกหนังสือรับรองชิ้นงานและนายกาจบัณฑิต เลขานุการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เบิกความว่า จำเลยที่ 3 มาพบนายประกาศิต อธิการบดี ระหว่างที่นายประกาศิตและจำเลยที่ 3 พูดคุยกัน พยานอยู่ในห้องครัวเพื่อเตรียมน้ำดื่มให้จำเลยที่ 3 จึงได้ยินการสนทนาของจำเลยที่ 3 ที่แจ้งให้นายประกาศิตทราบว่า วันนี้มาเพื่อขอโทษนายประกาศิตเกี่ยวกับเรื่องการใช้เอกสารของมหาวิทยาลัย กับให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า ระหว่างพยานเดินเข้าออกห้องรับรองและนั่งอยู่ในห้องติดกัน พยานได้ยินจำเลยที่ 3 พูดกับอธิการบดีพอสรุปใจความได้ว่า สนทนากันเรื่องปลอมเอกสารราชการของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จำเลยที่ 3 บอกว่าได้ไปขอโทษผู้เสียหายที่ 2 แล้ว และได้ปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่แล้วให้จำเลยที่ 3 มาขอโทษอธิการบดีด้วยตนเองก็ตาม แต่เมื่อคำพูดของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดในการกระทำความผิดจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลอมเอกสารและเอกสารราชการตามฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานพฤติเหตุแวดล้อมมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีการกระทำอย่างไรที่เป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลอมเอกสารและเอกสารราชการตามฟ้อง ประกอบกับจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากการปลอมเอกสารและเอกสารราชการดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบสำหรับจำเลยที่ 3 จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมในสำนวนแรกและสำนวนที่สามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (เดิม), 265 (เดิม) ทั้งสี่สำนวน กับยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 สำนวนที่สองและสำนวนที่สี่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ร้อง — มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2564
#670392
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสิบหกฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสิบหกเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกด้วย กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 ได้

ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริง และไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร เมื่อพิจารณาฎีกาของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า ฎีกาโจทก์ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะเหตุใดนั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175, 177

ระหว่างไต่ส่วนมูลฟ้อง โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 9 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 9 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และจำเลยที่ 10 ถึงที่ 16 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83 และคดีสำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 7 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ข้อหาเบิกความเท็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 10 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 10 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ประกอบมาตรา 215 บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย

(1) ชื่อศาลและวันเดือนปี

(2) คดีระหว่างใครโจทก์ใครจำเลย

(3) เรื่อง

(4) ข้อหาและคำให้การ

ฯลฯ

ตามมาตรา 186 (4) ข้อหา หมายถึง คำฟ้องโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีดุลพินิจย่อคำฟ้องโจทก์ในสาระสำคัญมาแสดงไว้ในคำพิพากษาเพื่อให้ผู้อ่านคำพิพากษาเข้าใจถึงข้อหาที่โจทก์ฟ้องได้ โดยไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องคัดลอกคำฟ้องโจทก์มาทั้งหมด ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตัดข้อความสำคัญในคำฟ้องโจทก์ออกไปบางส่วนย่อมไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะในการวินิจฉัยคดีศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์ทั้งฉบับเป็นสำคัญ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสิบหกฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสิบหกเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกด้วย กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 ได้ โจทก์อุทธรณ์ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ การที่ศาลชั้นต้นไม่ออกหมายเรียกบุคคลตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และประเด็นที่สอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ ดังนี้ การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาและอุทธรณ์โจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ทั้ง 2 ประเด็นแล้ว โดยประเด็นแรก เห็นว่า กรณีไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะรับวินิจฉัย และประเด็นที่ 2 เห็นว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ดังนี้ ผลของคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 ตามที่โจทก์อุทธรณ์อีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ศาลฎีกาได้อ่านฎีกาโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในประเด็นนี้ตามฎีกาหน้าที่ 13 และหน้าที่ 14 โดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่า ฎีกาโจทก์ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะเหตุใดนั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ข้อนี้แล้ว การวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในประเด็นที่ว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่ออกหมายเรียกบุคคลตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161 ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายธวัช บัวพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรุฬ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2936/2564
#670391
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 296 แล้ว หาจำต้องบรรยายฟ้องว่า ผู้กระทำความผิดได้รู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำตามหน้าที่ เนื่องจากไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าวหากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคสาม เท่านั้น

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 209, 296 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 7 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันให้ นางคำเพิ่ม และนางสาวอารีลักษณ์ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 9 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันให้นางสาวสบา กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 7 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 7 กระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 7 และที่ 9 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ กับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 7 และที่ 9 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเอกสารเก็บเงินกู้และนามบัตรของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.24 แผ่นที่ 3 คำขอและข้อหาอื่นในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ถึงที่ 9 นอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ให้คืนรถยนต์ของกลาง 4 คัน และของกลางอื่น ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.24 แผ่นที่ 1, 2, 4 และ 5 แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันทำร้ายร่างกายร้อยตำรวจเอกณัฐดนัย ผู้เสียหายที่ 1 และสิบตำรวจโทนิรุตต์ ผู้เสียหายที่ 2 ขณะผู้เสียหายทั้งสองกำลังซุ่มดู ติดตามและสืบสวนหาพยานหลักฐานการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ภายในร้านอาหาร บ. โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ ส่วนความผิดฐานอื่นตามฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำว่าผู้กระทำความผิดได้รู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ ซึ่งเป็นเจตนาพิเศษอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 เป็นลักษณะฉกรรจ์ของมาตรา 295 องค์ประกอบความผิดคือ การกระทำจะต้องเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และต้องเข้าลักษณะฉกรรจ์ตามมาตรา 289 (2) เท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีบัญญัติเกี่ยวกับเจตนาพิเศษไว้แต่อย่างใด ส่วนถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างในฎีกานั้น ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคสาม เท่านั้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้อง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ขณะผู้เสียหายทั้งสองกำลังซุ่มดู ติดตามและสืบสวนหาพยานหลักฐานการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้ากับพวกซึ่งร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นเพื่อจับกุม อันเป็นการกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ โดยร่วมกันชกต่อย เตะ และใช้ขวดเครื่องดื่มหลายขวดเป็นอาวุธตีขว้างปาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับของกลางรวมกันมา โดยไม่แยกของกลางไปแต่ละกระทงตามฟ้องข้อ 1 ก. ถึง ข้อ 1 จ. นั้น ถือว่าโจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 2. ระบุเกี่ยวกับของกลางในคดีนี้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดและเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. ถึง 1 ง. เท่านั้น โดยศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามฟ้องข้อดังกล่าวแล้ว คงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ ตามฟ้องข้อ 1 จ. เพียงกระทงเดียวเท่านั้น การวินิจฉัยปัญหาในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมดังกล่าวจึงไม่ทำให้ผลของคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจมีผลถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งเก้าเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนของกลางรายการใดจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามฟ้องข้อใดหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบต่อไปในชั้นพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคสาม ม. 295 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 158 5 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสุวัฒน์ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2897/2564
#693706
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ซึ่งต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำยื่นฎีกาต่อพัศดีภายในกำหนดเวลาฎีกา หากส่งฎีกาไปถึงศาลชั้นต้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาฎีกาแล้ว ให้ถือว่าเป็นฎีกาที่ได้ยื่นภายในกำหนดเวลา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 199 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 บทบัญญัติดังกล่าว สามารถใช้แก่การถอนฎีกาต่อพัศดีด้วยเช่นกัน การที่จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2559 ก่อนที่ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 และเรือนจำกลางคลองไผ่รับคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 ไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากที่ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกาแล้วก็ตาม กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ก่อนที่คำสั่งศาลฎีกาที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกามีผล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนฎีกา ย่อมมีผลลบล้างการยื่นฎีกาและขออนุญาตฎีกาของจำเลยที่ 4 คดีของจำเลยที่ 4 จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 4 ฟัง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง มิใช่ถึงที่สุดวันที่ 6 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจจนมีการจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ตามลำดับ สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 40 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้ในความผิดฐานนี้กึ่งหนึ่ง ส่วนฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 20 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 900,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 20 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 8 เดือน และปรับ 800,000 บาท และจำเลยที่ 4 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 900,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2558 ศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟัง วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฟัง โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลจังหวัดสีคิ้วออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดแทนศาลชั้นต้นแก่จำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 โดยระบุในหมายว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 29 เมษายน 2558 ผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 29 เมษายน 2558 วันที่ 21 เมษายน 2558 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและยื่นฎีกา ผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ ศาลชั้นต้นรับคำร้องและฎีกาดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 โดยสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันดังกล่าวว่า รวมส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว สำเนาให้อีกฝ่ายทราบ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และสั่งในฎีกาในวันที่ 29 เมษายน 2558 ว่า สั่งในคำขออนุญาตฎีกา ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ศาลฎีกามีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ซึ่งในวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 ฟัง แล้วออกหมายจำคุกและกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกาแทนศาลชั้นต้นในวันดังกล่าว และให้ยกเลิกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 แต่วันที่ 6 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 และมีคำสั่งในคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า สำเนาให้โจทก์ ศาลยังไม่ได้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนฎีกา ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 4 นับแต่วันที่จำเลยที่ 4 ยื่นขอถอนฎีกา แล้วออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 6 ธันวาคม 2559 และแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 ทราบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562

วันที่ 26 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนวันคดีถึงที่สุดเด็ดขาด จากวันที่ 6 ธันวาคม 2559 (วันยื่นคำร้องขอถอนฎีกา) เป็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 (วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์) ผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ ศาลชั้นต้นรับคำร้องดังกล่าววันที่ 24 กันยายน 2562 และวันที่ 25 กันยายน 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลฎีกา ซึ่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกา ให้จำเลยที่ 4 ฟัง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 4 ครั้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 เรือนจำกลางคลองไผ่ ส่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 มาที่ศาลศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนฎีกา กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่สุดในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 4 ฟัง และไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง แจ้งจำเลยที่ 4 ทราบผ่านทางเรือนจำกลางคลองไผ่

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 4 เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 หลังจากศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 4 ฟัง จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาโดยผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 ศาลชั้นต้นรับคำร้องและฎีกาดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 โดยสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันดังกล่าวว่า รวมส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว สำเนาให้อีกฝ่ายทราบ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และสั่งในฎีกาในวันที่ 29 เมษายน 2558 ว่า สั่งในคำขออนุญาตฎีกา ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ศาลฎีกามีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป โดยศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 ฟังวันที่ 7 ธันวาคม 2559 แต่ก่อนที่จำเลยที่ 4 ฟังคำสั่งศาลฎีกา ในวันที่ 6 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 ต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำ จำเลยที่ 4 ย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาต่อพัศดีได้ และการยื่นฎีกาต่อพัศดีดังกล่าวหากส่งไปถึงศาลเมื่อพ้นกำหนดเวลาฎีกาให้ถือว่าเป็นฎีกาที่ยื่นภายในกำหนดเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 199 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวสามารถใช้แก่การถอนฎีกาต่อพัศดีด้วยเช่นกัน เมื่อเรือนจำกลางคลองไผ่รับคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 วันที่ 6 ธันวาคม 2559 แล้ว แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยที่ 4 ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากที่ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกาก็ตาม กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาก่อนที่คำสั่งศาลฎีกาที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกามีผล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนฎีกา ย่อมมีผลลบล้างการยื่นฎีกาและขออนุญาตฎีกาของจำเลยที่ 4 คดีของจำเลยที่ 4 จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลจังหวัดสีคิ้วอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 4 ฟัง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง มิใช่ถึงที่สุดวันที่ 6 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 4 นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 199 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางจุลธิดา จงกลนี บุญโยภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายกวินทัต วายุนิจ
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2892/2564
#693702
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติให้ศาลที่ได้รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ทำการไต่สวนคำร้องนั้นว่ามีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เมื่อได้ไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ศาลที่ไต่สวนคำร้องส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า และตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 9 วรรคสาม และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งคำร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตามเมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งใหม่

พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 บัญญัติเกี่ยวกับบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คือ บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องรับโทษอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่ปรากฏว่า กฎหมายบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์แต่อย่างใด แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ เนื่องจากผู้ร้องได้ใช้สิทธิในฐานะเป็นโจทก์ฟ้องคดี มีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างตามข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามสิทธิได้ต่อไป มิใช่ว่าเมื่อพบพยานหลักฐานใหม่ก็จะมาใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ กฎหมายมิได้บัญญัติให้สิทธิดังกล่าวแก่ผู้ร้อง มิฉะนั้นแล้ว การฟ้องร้องดำเนินคดีของผู้ร้องในฐานะโจทก์ก็ย่อมไม่มีวันจบสิ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยทั้งสามคืนเงิน 573,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ 5232/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2815/2552 คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุตามกฎหมายให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่อีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ (ผู้ร้อง) มิใช่บุคคลตามมาตรา 6 อันจะมีสิทธิยื่นคำร้องนี้ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บัญญัติให้ศาลที่ได้รับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ทำการไต่สวนคำร้องนั้นว่ามีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เมื่อได้ไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ศาลที่ไต่สวนคำร้องส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า และตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปให้ศาลอุทธรณ์สั่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 9 วรรคสาม และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะสั่งคำร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตามเมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งใหม่ จึงเห็นสมควรวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 6 ได้บัญญัติเกี่ยวกับบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คือ บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องรับโทษอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่ปรากฏว่า กฎหมายบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์แต่อย่างใด แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ร้องได้ใช้สิทธิในฐานะเป็นโจทก์ฟ้องคดี มีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างตามข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามสิทธิได้ต่อไป มิใช่ว่าเมื่อพบพยานหลักฐานใหม่ก็จะมาใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ กฎหมายมิได้บัญญัติให้สิทธิดังกล่าวแก่ผู้ร้อง มิฉะนั้นแล้ว การฟ้องร้องดำเนินคดีของผู้ร้องในฐานะโจทก์ก็ย่อมไม่มีวันจบสิ้น ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 6 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 9 วรรคสาม ม. 10 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางวราภรณ์ คีรีวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ไพจิตร สวัสดิสาร
วิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2884/2564
#686973
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร อ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาธนาคาร อ. ขอให้ยึดห้องชุดพิพาท บริษัท บ. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร อ. โดยขออนุญาตเข้าซื้อห้องชุดพิพาทในนามของตนเอง และแถลงขอให้หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระ ซึ่งตามประกาศขายทอดตลาดมีการระบุยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระไว้ด้วย มีคำเตือนผู้ซื้อได้จะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18, 29 และมาตรา 41 ซึ่งถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดจะต้องตรวจสอบและนำมาประกอบการตัดสินใจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาด ต่อมาบริษัท บ. ผู้สวมสิทธิแทนธนาคาร อ. เป็นผู้ประมูลซื้อได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำรายงานแสดงรายการรับจ่ายครั้งที่ 1 การที่บริษัท บ. เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ บริษัท บ. ย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม และมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางจากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 213,777.43 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,311.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 213,777.43 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 93,311.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากพยานจำเลยปากนายวสรรณ์เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.942/2541 ของศาลแพ่ง คดีระหว่าง ธนาคาร อ. โจทก์ และนาย ส. จำเลยในคดีนี้ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ขอให้ยึดห้องชุดพิพาท ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร อ. โดยขออนุญาตเข้าซื้อห้องชุดพิพาทในนามของตนเอง และแถลงขอให้หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระซึ่งยอดหนี้ ณ เดือนเมษายน 2542 เป็นเงิน 44,737.26 บาท ซึ่งมีการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทที่ระบุยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระไว้ด้วย มีคำเตือนผู้ซื้อได้จะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18, 29 และมาตรา 41 ซึ่งถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดจะต้องตรวจสอบและนำมาประกอบการตัดสินใจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำรายงานแสดงรายการรับ-จ่ายครั้งที่ 1 จากคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงว่าเมื่อมีการขายทอดตลาดผู้ซื้อหรือผู้เสนอราคารวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลซื้อต้องเข้าใจและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดว่ามีการค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือไม่อย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมประมูลซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยนำมาเป็นข้อมูลในการเสนอราคา ดังนี้ การเสนอราคามากน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับภาระว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ยังคงค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด อันจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะเสนอราคาที่เหมาะสมเพื่อซื้อทรัพย์นั้น และเมื่อมีการขายทอดตลาดได้แล้ว เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็จะนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเจ้าของทรัพย์ที่ขายทอดตลาดนั้น เมื่อปรากฏว่าตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุด การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้ประมูลซื้อห้องชุดดังกล่าวย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จำกัด จึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางตามที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยอีก ซึ่งปัญหาว่าฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น แม้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ณ วันที่ที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. โดยมีการชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายแล้วกรรมสิทธิ์ย่อมตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. นับแต่วันที่ขายและได้ชำระค่าซื้อครบถ้วนแล้ว ส่วนที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดก็ไม่ทำให้จำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดแต่อย่างใด และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ป.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2564
#689065
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องจัดสรรที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินตามใบคำขอ/ใบอนุญาต ซึ่งตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ 1 จะต้องจัดสรรที่ดินตามแผนผัง โครงการและวิธีการแนบท้ายใบอนุญาต ตามโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินโครงการ ฮ. ข้อ 3 การปรับปรุงที่ดิน ระบุว่า จะทำการปรับปรุงที่ดินโดยจะทำการถมดินบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นดินในบริเวณที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกันและให้เท่ากับระดับถนนภาระจำยอมที่เชื่อมกับทางหลวงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการจัดสรรที่ดินอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งห้าในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งห้าจึงมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อ 3 เรื่องการปรับปรุงที่ดินแล้วหรือไม่ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 จำเลยทั้งห้ามีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นได้ว่า ในการขออนุญาตจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้ผู้ขอจัดทำแผนผังการจัดสรรที่ดินกับโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดิน อันมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของข้อกำหนดยื่นแสดงต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ซึ่งข้อกำหนดข้อ 6 กำหนดว่า ผู้ขอต้องแสดงโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ คือวิธีการในการปรับปรุงพื้นที่ดินให้เกิดความเหมาะสมในการปลูกสร้างอาคารโดยจะต้องกำหนดระดับความสูงต่ำของพื้นดินทั้งบริเวณส่วนจำหน่ายและส่วนสาธารณูปโภค เมื่อพิจารณาประกอบข้อกำหนด ข้อ 5.1 (3) ที่ว่า แผนผังสังเขปให้แสดงเส้นทางที่เข้าออกสู่บริเวณการจัดสรรที่ดินจากทางหลวง หรือทางสาธารณะภายนอก ซึ่งมาตรฐานที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีกำหนดให้ผู้ขอจัดสรรที่ดินดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้มีการปรับปรุงพื้นที่ดินที่จัดสรรให้มีระดับพื้นดินเหมาะสมแก่การปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยและมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเท่านั้น หาได้มีหลักเกณฑ์บังคับว่า ผู้ขอจัดสรรที่ดินจะต้องปรับปรุงพื้นที่ดินที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับทางหลวงหรือถนนสาธารณะที่เป็นเส้นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่การป้องกันอุทกภัยแต่อย่างใดไม่ จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะจัดทำเอกสารโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดินว่า จำเลยที่ 1 จะปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับระดับถนนบางกรวย-ไทรน้อย หากเอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินข้อ 3 มีเจตนาที่จะปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย ก็ไม่น่าจะมีข้อความว่า "ให้เท่ากับระดับถนนภาระจำยอม" คั่นอยู่ข้างหน้าคำว่า "เท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย" นอกจากนี้เงื่อนไขในข้อที่ว่า การปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่ง หากมีเงื่อนไขดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 จำต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขเสียก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน เนื่องจาก พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาต และการออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2544 ข้อ 3 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้พิจารณาเห็นชอบแผนผัง โครงการ และวิธีการในการจัดสรร และผู้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินได้ดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินครบถ้วนแล้ว ให้คณะกรรมการออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน แต่กลับปรากฏว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีได้ออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อทักท้วงว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่จัดสรรผิดไปจากข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน และเอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ต่อมาเมื่อคณะอนุกรรมการได้ตรวจสอบการจัดทำสาธารณูปโภคของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าตรงตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาต จึงแสดงว่าเอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินไม่ได้มีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 ต้องปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย ทั้งยังได้ความว่าถนนภาระจำยอมเป็นที่ดินจำนวน 5 แปลง ระยะทางจากถนนบางกรวย-ไทรน้อยถึงหน้าโครงการจัดสรรพิพาทไกลถึง 825 เมตร และถนนภาระจำยอมบริเวณหน้าโครงการจัดสรรพิพาทมีระดับต่ำกว่าถนนบางกรวย-ไทรน้อยอยู่มากพอสมควร ถนนภาระจำยอมดังกล่าวซึ่งสร้างแล้วเสร็จมิใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิปรับเปลี่ยนระดับความสูงของถนนภาระจำยอม หากจำเลยที่ 1 ต้องทำถนนของโครงการจัดสรรพิพาทในระดับเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย จุดเชื่อมต่อกับถนนภาระจำยอมหน้าโครงการจัดสรรพิพาทย่อมไม่เป็นระดับเรียบเสมอกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับประโยชน์ในการใช้เป็นเส้นทางสัญจรเข้าออก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกเป็นเงิน 136,768,448 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยทั้งห้าเพื่อป้องปรามและเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกตามฟ้องหรือไม่ศาลฎีกา โดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 1 และ 2 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องจัดสรรที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินตามใบคำขอ/ใบอนุญาตเลขที่ 90/2551 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2551 ซึ่งตามสำเนาใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ 1 จะต้องจัดสรรที่ดินตามแผนผัง โครงการและวิธีการแนบท้ายใบอนุญาตนี้ และเมื่อพิจารณาสำเนาโครงการ และวิธีการจัดสรรที่ดินโครงการ ฮ. ข้อ 3 การปรับปรุงที่ดิน ระบุว่า จะทำการปรับปรุงที่ดินโดยจะทำการถมดินบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นดินในบริเวณที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกันและให้เท่ากับระดับถนนภาระจำยอมที่เชื่อมกับทางหลวงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการจัดสรรที่ดินอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งห้าในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยทั้งห้าจึงมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อ 3 เรื่องการปรับปรุงที่ดินแล้วหรือไม่ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ซึ่งจำเลยทั้งห้ามีนาย ก. จำเลยที่ 2 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจัดสรรที่ดินสำหรับโครงการ ฮ. ต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ซึ่งตามระเบียบและขั้นตอนการขอจัดสรรที่ดินนั้น ผู้ขออนุญาตต้องจัดทำรายละเอียดโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินเสนอต่อเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงได้จัดทำรายละเอียดโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินในชื่อว่า "โครงการ ฮ." ยื่นต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีในปี 2551 สาระสำคัญของคำขอได้กำหนดการปรับปรุงที่ดินไว้ในข้อ 3 และวิธีการจัดสรรที่ดินว่าจะทำการปรับปรุงที่ดินโดยจะทำการถมดินบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์ให้พื้นดินในบริเวณที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกัน และให้เท่ากับระดับถนนภาระจำยอมที่เชื่อมกับทางหลวงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย ส่วนพื้นดินจัดสรรสูงกว่าระดับถนนในโครงการ 15 เซนติเมตร ซึ่งหมายความว่าระดับการถมดินของถนนภายในโครงการเท่ากับหรือเสมอกับระดับถนนภาระจำยอมตรงบริเวณหน้าป้อมยามโครงการเท่านั้น ตำแหน่งหน้าป้อมยามโครงการอยู่ห่างจากถนนบางกรวย-ไทรน้อย ประมาณ 825 เมตร เฉพาะข้อความตามคำขอที่ระบุว่าถนนภาระจำยอมที่เชื่อมกับทางหลวงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย นั้น หมายความถึงถนนภาระจำยอมที่อยู่หน้าโครงการนั้นจะต้องมีทางออกจากถนนในหมู่บ้านไปสู่ทางสาธารณะคือถนนบางกรวย-ไทรน้อย ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการขออนุญาตจัดสรร โดยในขณะที่ยื่นคำขออนุญาตจัดสรรนั้น ถนนภาระจำยอมดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้เชื่อมทางจากกรมทางหลวง จำเลยที่ 1 จึงต้องระบุข้อความดังกล่าวเพื่อให้คณะกรรมการจัดสรรเห็นว่าโครงการมีทางออกสู่ทางสาธารณะ ดังนั้นเฉพาะบริเวณตำแหน่งที่ถนนภาระจำยอมเชื่อมกับถนนบางกรวย-ไทรน้อยเท่านั้น ที่จะต้องมีระดับเท่ากัน ส่วนถนนในหมู่บ้านและที่ดินในหมู่บ้านคงมีระดับเท่ากับถนนภาระจำยอมหน้าหมู่บ้านหรือโครงการ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรของผู้พักอาศัยในโครงการซึ่งจะสามารถใช้ถนนภาระจำยอมเชื่อมกับถนนบางกรวย-ไทรน้อยได้ ตามคำขออนุญาตจัดสรรโครงการและวิธีการ ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจัดสรรที่ดินแล้ว คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1 และมีมติที่ประชุมครั้งที่ 8/2551 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำการจัดสรรโดยมีเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติก่อนออกใบอนุญาตจัดสรร ข้อแรก คณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนนทบุรีตรวจสอบงบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคกำหนดวงเงินค้ำประกันให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกัน สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองได้เข้าตรวจสอบสาธารณูปโภคของโครงการประมาณเดือนกันยายน 2551 และได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องทำหนังสือค้ำประกัน ซึ่งประกอบด้วยค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคโดยคิดร้อยละ 7 ของส่วนที่เสร็จแล้วเป็นเงิน 341,093 บาท และประมาณการค้ำประกันการจัดทำสาธารณูปโภคส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ และเผื่อค่าก่อสร้างในอนาคตอีกร้อยละ 15 เป็นเงิน 45,689,615 บาท สำหรับรายการสาธารณูปโภคส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จในส่วนของการถมดิน เจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองได้กำหนดเฉพาะค่างานถมดินที่ยังไม่เสร็จจำนวน 20 ไร่ และกำหนดให้ถมดินที่ระดับความสูง 1.50 เมตร โดยประเมินค่างานถมดินไร่ละ 450,000 บาท คิดเป็นเงิน 9,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ทราบเงื่อนไขดังกล่าวจึงได้จัดทำหนังสือค้ำประกันสาธารณูปโภคตามที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองกำหนดไว้ และส่งมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสรรเป็นที่เรียบร้อย ตามหนังสือประเมินค่าสาธารณูปโภคที่ นบ.0020.3/994 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2551 ที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องถมตามเงื่อนไขของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจำนวน 20 ไร่ ที่ยังไม่แล้วเสร็จคือ ที่ดินบริเวณผังสีส้ม และสีชมพู และภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ทราบเงื่อนไขว่าเป็นที่ดินต้องถมแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการถมดินตามคำสั่งและเงื่อนไขของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเฉพาะการถมในส่วนนี้ จำเลยที่ 1 เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 24,334,297 บาท โดยเฉลี่ยประมาณไร่ละ 1,216,714 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ถมที่ดินแล้วเสร็จ และมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินเข้าตรวจสาธารณูปโภคของโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จเพื่อถอนการค้ำประกัน โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจสอบและมีหนังสือที่ นบ.0020.3/968 ลงวันที่ 24 กันยายน 2553 แจ้งผลการตรวจสอบให้ปรับลดประมาณการค้ำประกันการจัดทำสาธารณูปโภคส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ และเผื่อค่าก่อสร้างในอนาคตอีกร้อยละ 15 จากเงิน 45,689,615 บาท เหลือเพียง 3,757,248 บาท ซึ่งเป็นส่วนของงานทางเท้า งานคันดิน งานรั้วป้องกันอุบัติเหตุ งานประปา และงานไฟฟ้าเท่านั้น โดยเงินที่ปรับลดดังกล่าวนั้นไม่มีงานถมดินและถนนในโครงการอยู่ในส่วนที่ต้องวางค้ำประกันเหลืออยู่แต่อย่างใด แสดงว่างานถมดินสูงเฉลี่ย 1.50 เมตร และถนนในโครงการจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการเสร็จตามเงื่อนไขของการอนุญาตจัดสรรแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ต้องแสดงหนังสืออนุญาตให้เชื่อมทางพร้อมแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการแสดงหนังสืออนุญาตให้เชื่อมทางพร้อมแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงที่ คค 0625.6/ส3/3007 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ให้แก่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้กำหนดไว้แล้ว คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจึงออกใบอนุญาตจัดสรรที่ 90/2551 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2551 ให้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น ระดับที่ดินและถนนภายในโครงการ ฮ. จึงเป็นไปตามเงื่อนไขของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินรวมทั้งความหนาแน่นของเนื้อดินที่นำมาถมได้มาตรฐานและปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิศวกรรมทุกประการแล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีนายเศรษฐพรซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานทำหน้าที่ควบคุมงานวิชาการพิจารณาเรื่องการขออนุญาตจัดสรรที่ดินภายในจังหวัดนนทบุรี และเป็นผู้พิจารณาเบื้องต้นนำเสนอคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีพิจารณาต่อไป ยังทำหน้าที่เลขาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินครั้งแรกวันที่ 6 สิงหาคม 2551 คอลัมน์ที่ 4 วันที่ 26 ธันวาคม 2551 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมามอบให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินเป็นเงิน 32,000,000 บาท คอลัมน์ที่ 5 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแจ้งเงื่อนไข 6 ข้อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติในข้อที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 แสดงหลักฐานการเชื่อมทาง เหตุที่มีการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว เนื่องจากข้อกำหนดเป็นมาตรฐานทั่วไปที่โครงการจะต้องระบุเส้นทางที่สามารถจะออกสู่ทางสาธารณะได้ เพื่อผู้อยู่อาศัยในโครงการจะได้มีเส้นทางออกทางสู่ทางสาธารณะ หลังจากนั้น ฝ่ายโยธาทำการสำรวจคอลัมน์ที่ 7 มีการประเมินค่าสาธารณูปโภคให้จำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือค้ำประกันเป็นเงิน 45,000,000 บาท และยังกำหนดให้มีงานถมดินในโครงการ 20 ไร่ เป็นเงิน 9,000,000 บาท มีความสูง 1.50 เมตร เป็นสาธารณูปโภคในส่วนที่จำเลยที่ 1 ทำแล้วเสร็จ ในการประเมินการทำงานของจำเลยที่ 1 มีบางรายการที่จำเลยที่ 1 ยังทำไม่แล้วเสร็จซึ่งไม่รวมงานถมดิน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำงานถมดินตามคำสั่งของคณะกรรมการการจัดสรร แล้วเสร็จและได้รับการตรวจสอบแล้ว ต่อมามีการประชุมคืนเงินค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 จากเดิม 32,000,000 บาท เหลือเงินค้ำประกันเพียง 13,000,000 บาทเศษ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน จึงมีการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2551 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินตรวจสอบภายในโครงการหลายครั้ง โดยจำเลยที่ 1 แก้ไขจัดทำให้ครบถ้วน จนท้ายที่สุดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 มีมติของคณะกรรมการตอบรับว่าได้รับเงินค้ำประกันแล้ว ตามคอลัมน์ที่ 19 ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้เป็นพยานคนกลางและเบิกความตามเอกสารจึงเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริงจึงสอดคล้องคำเบิกความของจำเลยทั้งห้า จะเห็นได้ว่า ในการขออนุญาตจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 1 จำต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้ผู้ขอจัดทำแผนผังการจัดสรรที่ดิน กับโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดิน อันมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของข้อกำหนดยื่นแสดงต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ซึ่งข้อกำหนดข้อ 6 กำหนดว่า ผู้ขอต้องแสดงโครงการและวิธีการในการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ดังมีรายการต่อไปนี้ 6.1 วิธีการในการปรับปรุงพื้นที่ดิน... ให้เกิดความเหมาะสมในการปลูกสร้างอาคาร ทั้งนี้ จะต้องกำหนดระดับความสูงต่ำของพื้นดิน... ทั้งบริเวณส่วนจำหน่ายและส่วนสาธารณูปโภค เมื่อพิจารณาประกอบข้อกำหนด ข้อ 5.1 (3) ที่ว่า แผนผังสังเขปให้แสดงเส้นทางที่เข้าออกสู่บริเวณการจัดสรรที่ดินจากทางหลวง หรือทางสาธารณะภายนอก ซึ่งมาตรฐานที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีกำหนดให้ผู้ขอจัดสรรที่ดินดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้มีการปรับปรุงพื้นที่ดินที่จัดสรรให้มีระดับพื้นดินเหมาะสมแก่การปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยและมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเท่านั้น หาได้มีหลักเกณฑ์บังคับว่า ผู้ขอจัดสรรที่ดินจะต้องปรับปรุงพื้นที่ดินที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับทางหลวงหรือถนนสาธารณะที่เป็นเส้นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่การป้องกันอุทกภัยแต่อย่างใดไม่ จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะจัดทำเอกสารโครงการและวิธีในการจัดสรรที่ดินว่า จำเลยที่ 1 จะปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับระดับถนนบางกรวย-ไทรน้อย ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่จัดสรรมีเนื้อที่กว้างขวางถึง 57 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา หากเอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ข้อ 3 มีเจตนาที่จะปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย ดังที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกกล่าวอ้างจริง ก็ไม่น่าจะมีข้อความว่า "ให้เท่ากับระดับถนนภาระจำยอม..." คั่นอยู่ข้างหน้าคำว่า "เท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย" นอกจากนี้เงื่อนไขในข้อที่ว่า การปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่ง หากมีเงื่อนไขดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 จำต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขเสียก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน เนื่องจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาต และการออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2544 ข้อ 3 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้พิจารณาเห็นชอบแผนผัง โครงการ และวิธีการในการจัดสรร และผู้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดิน ได้ดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินครบถ้วนแล้ว ให้คณะกรรมการออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน...แต่กลับปรากฏว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีได้ออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2551 โดยไม่มีข้อทักท้วงว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่จัดสรรผิดไปจากข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน และเอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2553 คณะอนุกรรมการได้ตรวจสอบการจัดทำสาธารณูปโภคของจำเลยที่ 1 ในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร ซึ่งในขณะนั้นงานถมดิน งานถนน รวมทั้งสวนสาธารณะจัดทำแล้วเสร็จ ผลการตรวจสอบปรากฏว่าตรงตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตจึงแสดงว่า เอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ข้อ 3 มิได้มีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 ต้องปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับความสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย ทั้งยังได้ความว่าถนนภาระจำยอมมีจำนวนรวม 5 แปลง มีระยะทางจากถนนบางกรวย-ไทรน้อยถึงหน้าโครงการจัดสรรพิพาทไกลถึง 825 เมตร และถนนภาระจำยอมบริเวณหน้าโครงการจัดสรรพิพาทมีระดับต่ำกว่าถนนบางกรวย-ไทรน้อย อยู่มากพอสมควร ถนนภาระจำยอมดังกล่าวซึ่งสร้างแล้วเสร็จมิใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิปรับเปลี่ยนระดับความสูงของถนนภาระจำยอม หากจำเลยที่ 1 ต้องทำถนนของโครงการจัดสรรพิพาทในระดับเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย จุดเชื่อมต่อกับถนนภาระจำยอมหน้าโครงการจัดสรรพิพาทย่อมไม่เป็นระดับเรียบเสมอกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับประโยชน์ในการใช้เป็นเส้นทางสัญจรเข้าออก แม้แต่เอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน โครงการ ร. 2 และ 3 ซึ่งอยู่ใกล้กับโครงการจัดสรรพิพาทและทำการจัดสรรในระยะเวลาใกล้เคียงกันก็ระบุถึงการปรับปรุงที่ดินจัดสรรว่า ได้ระดับเดียวกับถนนภาระจำยอมหน้าโครงการสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งห้าปากนายวันชัยซึ่งเป็นผู้ประมาณการราคาก่อสร้างสาธารณูปโภคเบิกความว่า พยานรับราชการที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนนทบุรี พยานเป็นผู้เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินมอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบประมาณการค้ำประกันของจำเลยที่ 1 ในขณะที่พยานไปตรวจสอบโครงการจำเลยที่ 1 พบว่าถนนทางเข้าหมู่บ้านตัวอย่างสร้างเสร็จแล้ว มีการถมดินบางส่วนเมื่อดูด้วยสายตาเทียบเคียงที่ดินข้างเคียง จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถมที่ดินขึ้นมีความสูง 1.50 เมตร หากจำเลยที่ 1 ถมที่ดินมีความสูงตามที่กำหนดแล้วจะมีระดับเสมอกับถนนภาระจำยอมที่หน้าโครงการ ข้อความในเอกสาร ข้อ 3 มีความหมายว่า พื้นดินในโครงการจัดสรรกับ ถนนภาระจำยอมหน้าโครงการที่เชื่อมต่อกันมีระดับเสมอกัน และนายเศรษฐพรพยานของจำเลยทั้งห้าก็เบิกความว่า ข้อความในเอกสาร ข้อ 3 มีความหมายว่า พื้นดินในโครงการจัดสรรกับถนนภาระจำยอมหน้าโครงการที่เชื่อมต่อกันมีระดับเสมอกัน และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ตอนหนึ่งว่า ผู้จัดสรรหรือผู้ขออนุญาตจะเป็นผู้กำหนดพื้นที่จัดสรรสูงต่ำทั่วทั้งโครงการ โดยคณะกรรมการจัดสรรที่ดินระบุข้อกำหนดเพียงว่า เจ้าของโครงการจะต้อง ถมดินในโครงการอย่างน้อยให้เท่ากับหรือสูงกว่าถนนหน้าโครงการเนื่องจากหากถมต่ำกว่าถนนหน้าโครงการอาจมีปัญหาเรื่องน้ำเข้าสู่โครงการได้ซึ่งปรากฏตามข้อกำหนดโครงการและวิธีการจัดสรรเกี่ยวกับการปรับปรุงที่ดิน ข้อที่ 6.1 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ใช้โดยทั่วไปสำหรับโครงการจัดสรรทุกโครงการเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับระดับถนนบางกรวย-ไทรน้อยได้ เพราะถนนภาระจำยอมอาจมีระยะทางไกลหลายกิโลเมตร แต่ข้อความที่ระบุเกี่ยวกับถนนบางกรวย-ไทรน้อยนั้น พยานเข้าใจว่าหมายถึงสามารถทราบได้ว่าถนนออกสู่ทางสาธารณะได้โดยวิธีใดเท่านั้น ไม่ใช่การเปรียบเทียบพื้นที่ระดับถนนในโครงการกับถนนบางกรวย-ไทรน้อย เนื่องจากในการขออนุญาตจัดสรรผู้ขอจัดสรรจะต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการเชื่อมทางสาธารณะด้วย ซึ่งพยานของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวล้วนเป็นข้าราชการทั้งเป็นพยานคนกลางที่มีหน้าที่ตรวจสอบและกำหนดเงื่อนไขและวิธีการจัดสรรรวมทั้งเป็นคณะกรรการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีด้วย การเบิกความถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ล้วนเกิดจากการปฏิบัติตามหน้าที่จึงเชื่อว่าพยานเบิกความไป ตามข้อเท็จจริง และนายพงศ์ศิริพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งห้าตอนหนึ่งว่า พยานรับราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางใหญ่ คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาดูว่ามีการถมดินเรียบร้อยหรือไม่ และเคยมีคำสั่งให้ผู้จัดสรรถมดินเพิ่มโดยเห็นว่าพื้นที่จัดสรรมีระดับไม่เสมอกับถนนที่อยู่หน้าโครงการจัดสรรที่ดิน และฝ่ายโยธาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะดูเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเอกสาร ข้อ 3 ประกอบด้วย จึงแสดงว่าคณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้พิจารณาตรวจสอบในเรื่องการปรับปรุงพื้นที่จัดสรรแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการถมดินได้ระดับความสูงเท่ากับถนนภาระจำยอมหน้าโครงการจัดสรรพิพาทถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเอกสารโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ข้อ 3 แล้ว จึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งห้าทำให้พยานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ส่วนพยานฝ่ายโจทก์มีเพียงโจทก์ที่ 6 ที่ 21 ที่ 82 ที่ 94 สามีโจทก์ที่ 7 และภริยาโจทก์ที่ 59 เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันสรุปได้ว่า ผลการตรวจสอบระดับความสูงต่ำ สรุปได้ว่า ค่าเฉลี่ยของระดับถนนภายในหมู่บ้านต่ำกว่าถนนบางกรวย-ไทรน้อย 1.02 เมตร แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งห้าจงใจไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขตามโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ข้อ 3 ซึ่งกำหนดไว้ว่า จำเลยที่ 1 จะปรับปรุงที่ดิน... ให้พื้นดินในบริเวณที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกันและให้เท่ากับระดับถนนภาระจำยอมที่เชื่อมกับทางหลวงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย... คำเบิกความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแปลความหมายของข้อความข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 จะต้องปรับปรุงพื้นที่จัดสรรให้มีระดับสูงเท่ากับถนนบางกรวย-ไทรน้อย มิใช่ถนนภาระจำยอม อันเป็นการแปลความที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ระบุไว้ในโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ข้อ 3 แล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าประพฤติผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหก จำศึเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 21 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายนคร มิ่งมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
จรัญ รัตตมณี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2881/2564
#681546
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าก่อนคดีนี้ จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 7 ปี 18 เดือน และปรับ 400,000 บาท ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานมีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 255/2556 และจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน นับโทษจำคุกต่อในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 255/2556 ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2556 จำเลยพ้นโทษทั้งสองคดีดังกล่าวแล้ว ภายหลังพ้นโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งคดีก่อนและคดีนี้มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และมิใช่ความผิดซึ่งจำเลยได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ขอศาลเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยหนึ่งในสามของโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ และในคำขอท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 90, 92, 371, ดังนี้คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวถึงข้อที่ว่าจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้ว และจำเลยมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ อันจะเป็นเหตุให้ถูกเพิ่มโทษ และโจทก์ได้อ้างบทบัญญัติซึ่งเป็นเรื่องเพิ่มโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แม้ในคำขอท้ายฟ้องจะมิได้ระบุขอให้เพิ่มโทษจำเลยไว้อีกก็ตาม ถือได้ว่าโจทก์ได้ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพกับรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง ย่อมแสดงว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างมาในคำขอให้เพิ่มโทษด้วย จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 92 หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 92, 371

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยด้วยนั้น เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้เพิ่มโทษ จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าคำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้เพิ่มโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3 ว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 7 ปี 18 เดือน และปรับ 400,000 บาท ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานมีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 255/2556 และจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน นับโทษจำคุกต่อในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 255/2556 ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2556 จำเลยพ้นโทษทั้งสองคดีดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 ภายหลังพ้นโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งคดีก่อนและคดีนี้มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทความผิดลหุโทษ และมิใช่ความผิดซึ่งจำเลยได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ขอศาลเพิ่มโทษ ที่จะลงแก่จำเลยหนึ่งในสามของโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ และในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 92, 371 ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวถึงข้อที่ว่าจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้ว และจำเลยมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ อันจะเป็นเหตุให้ถูกเพิ่มโทษ และโจทก์ได้อ้างบทบัญญัติซึ่งเป็นเรื่องเพิ่มโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย แม้ในคำขอท้ายฟ้องจะมิได้ระบุขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยไว้อีกก็ตาม ถือได้ว่าโจทก์ได้ขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ กับรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง ย่อมแสดงว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างมาในคำขอให้เพิ่มโทษด้วยจึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 92 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวธิดา ฟูเฟื่อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภัคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
อรุณี วีระรัศมี
น้ำเพชร ปานะถึก
เศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2871/2564
#680284
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยถูกขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท การถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4 แม้ตามมาตรา 1273/4 วรรคหนึ่ง จะกำหนดว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน ให้ถือว่าบริษัทยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย โดยศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ตามที่เห็นเป็นการยุติธรรมด้วยก็ได้ เพื่อให้บริษัทกลับคืนสู่ฐานะอันใกล้ที่สุดกับฐานะเดิมเสมือนบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตาม แต่การที่จะถือเสมือนว่าบริษัทคงอยู่ตลอดมา เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน เมื่อโจทก์ที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งนับเป็นเวลาเกือบสามปีนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 ที่จำเลยถูกสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนกลางขีดชื่อออกจากทะเบียนตามมาตรา 1273/3 แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพนิติบุคคลของจำเลยและดำเนินการให้มีการจดชื่อบริษัทจำเลยกลับคืนสู่ทะเบียนก่อนมีการออกและส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยทั้งที่มีระยะเวลานานที่จะดำเนินการได้ และการตรวจสอบสภาพนิติบุคคลกระทำได้ไม่ยาก แม้ขณะที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีผู้ลงชื่อรับตามไปรษณีย์ตอบรับ แต่ขณะนั้นศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยจึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลในขณะที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 1 กลับเพิ่งยื่นคำร้องต่อศาลให้จดชื่อจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน โดยระบุในคำร้องด้วยว่าจำเลยถูกขีดชื่อจากทะเบียนเป็นผลให้บริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคลแสดงว่าโจทก์ทั้งสองทราบสภาพบุคคลของจำเลยดีอยู่แล้ว และเมื่อศาลมีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยกลับคืนสู่ทะเบียนได้ตามมาตรา 1273/4 ก็ไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งและวางข้อกำหนดใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้น การส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบริษัทที่สิ้นสภาพนิติบุคคลในขณะนั้นจึงไม่สามารถทำได้และยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยแล้ว เมื่อการส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมิน กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยพอใจและการประเมินเป็นอันยุติแล้วไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 109,258.58 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าตามฟ้องจำนวน 27,757 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2551 จำเลยนำเข้าวุ้นเส้นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 โดยสำแดงราคาสินค้าทั้งหมดเป็นเงิน 504,634.02 บาท เป็นอากรขาเข้า 60,556 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 39,564 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าทั้งหมดให้จำเลยรับไป ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2552 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย ณ สถานประกอบการของจำเลย ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ส่งแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 ว่าจำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงและมีสินค้าที่จำเลยไม่ได้สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้า โดยจำเลยสำแดงราคาขาดไป จำนวน 207,386.55 บาท และจำเลยไม่ได้สำแดงสินค้าที่นำเข้าพร้อมกันอีก 1 รายการ คือ ถุงพลาสติกจำนวน 20,000 ใบ ราคา 28,712.24 บาท รวมสำแดงราคาสินค้าขาดไปจำนวน 236,098.79 บาท อากรขาดจำนวน 27,757 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาดจำนวน 18,470 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ส่งแบบแจ้งการประเมินระบุให้จำเลยรับผิดชำระอากรขาเข้าที่ชำระขาดพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

คดีมีประเด็นตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ตามคำฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อจำเลยถูกขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท การถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 ซึ่งบัญญัติว่า "...ในการนี้ ให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียน..." กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 แม้ตามมาตรา 1273/4 วรรคหนึ่ง จะกำหนดว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน ให้ถือว่าบริษัทยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย โดยศาลจะสั่งและวางข้อกำหนดไว้เป็นประการใด ๆ ตามที่เห็นเป็นการยุติธรรมด้วยก็ได้ เพื่อให้บริษัทกลับคืนสู่ฐานะอันใกล้ที่สุดกับฐานะเดิมเสมือนบริษัทนั้นมิได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเลยก็ตาม แต่การที่จะถือเสมือนว่าบริษัทคงอยู่ตลอดมา นั้น ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งนับเป็นเวลาเกือบสามปีนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 ที่จำเลยถูกสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางขีดชื่อออกจากทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการใดเพื่อตรวจสอบสภาพนิติบุคคลของจำเลยและดำเนินการให้มีการให้มีการจดชื่อบริษัทจำเลยกลับคืนสู่ทะเบียนก่อนมีการออกและส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยทั้ง ๆ ที่มีระยะเวลานานที่สามารถจะดำเนินการได้ และการตรวจสอบสภาพนิติบุคคลกระทำได้ไม่ยาก ดังนี้ แม้ในขณะที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังบ้านเลขที่ 604/155 ซึ่งเป็นภูมิลำเนา แต่ขณะนั้น ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยจึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลในขณะที่มีการส่งแบบแจ้งการประเมินดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 โจทก์ที่ 1 กลับเพิ่งยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้จดชื่อจำเลยกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน โดยระบุในคำร้องด้วยว่าจำเลยถูกขีดชื่อจากทะเบียนเป็นผลให้บริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคลแสดงว่าโจทก์ทั้งสองทราบสภาพบุคคลของจำเลยดีอยู่แล้ว และเมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยกลับคืนสู่ทะเบียนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 ก็ไม่ปรากฏว่าศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งและวางข้อกำหนดใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้น การส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบริษัทที่สิ้นสภาพนิติบุคคลในขณะนั้นจึงไม่สามารถทำได้และยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยแล้ว และเมื่อการส่งแบบแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมิน กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยพอใจและการประเมินเป็นอันยุติแล้วไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/3 ม. 1273/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วรงค์พร จิระภาค
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา