คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3457/2564
#670394
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ลงชื่อเป็นผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้และยื่นต่อศาลชั้นต้น เป็นคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในฐานะผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เสียทีเดียวนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องข้างต้นแล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 188

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เพื่อให้โจทก์แยกฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ในปัญหานี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้น แต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น..." เช่นนี้ การสละสิทธิ์ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา และกระบวนพิจารณาใดที่เป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความจึงต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง ทนายความจึงจะมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวแทนตัวความได้ ดังนั้น เมื่อตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้ นายอุทัย เป็นทนายความดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 มิได้ระบุให้นายอุทัยมีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 นายอุทัยย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ การที่นายอุทัยลงชื่อเป็นผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้ทำแทนได้และยื่นต่อศาลชั้นต้น เป็นคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ที่มีข้อบกพร่อง เท่ากับคำร้องและคำฟ้องอุทธรณ์ไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขข้อบกพร่องเสียให้ถูกต้องก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์และรับอุทธรณ์มาโดยไม่สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในฐานะผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เสียทีเดียวนั้น เป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องข้างต้นแล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในฐานะผู้ร้องในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และลงชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์ในคำฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้อง แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวจันทิมา ยิ่งชล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3449/2564
#664304
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดให้มีวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม โดยองค์คณะที่ได้รับเลือกให้เป็นองค์คณะประชุมคดีจะได้รับเลือกจากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในการบริหารจัดการคดีเพื่อให้การกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง กระชับรัดกุม ไม่ฟุ่มเฟือย และมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แม้คดีนี้องค์คณะในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีจะเป็นคนละองค์คณะกันกับในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษา แต่การที่ ณ. กับ อ. นั่งพิจารณาคดีในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษานั้น เนื่องมาจากการจ่ายสำนวนคดีของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นตามมาตรา 32 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งการจ่ายสำนวนคดีดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้องค์คณะประชุมคดีและองค์คณะพิจารณาต้องเป็นองค์คณะเดียวกันเพราะเป็นการพิจารณาคดีคนละขั้นตอนกัน มีวัตถุประสงค์และวิธีการคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแตกต่างกัน นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีจาก น. และ ป. ซึ่งเป็นองค์คณะประชุมคดี และโอนสำนวนคดีให้ ณ. กับ อ. ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เนื่องจากการเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงกรณีที่มีการมอบหมายให้องค์คณะผู้พิพากษารับผิดชอบพิจารณาพยานหลักฐานและพิพากษาแต่มีเหตุที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลเท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกา ประกอบกับระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและสืบพยานไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งหากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็คงไม่โต้แย้งในปัญหาข้อนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาของ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นไปโดยชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ณ. และ อ. จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ A09CTHH55427 หรือใช้ราคา 3,125,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ J08EWHH53356 หรือใช้ราคา 2,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.842/2562 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ A09CTHH55427 หรือใช้ราคา 3,125,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขเครื่องยนต์ J08EWHH53356 หรือใช้ราคา 2,770,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกคำขอนับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายแต่เมื่อเป็นกรณีที่มิได้สั่งรับฎีกาทั้งฉบับ ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ารับฎีกาของคู่ความที่ยื่นฎีกาในข้อใดที่ว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งแก้ฎีกาโต้เถียงได้ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาโต้เถียงฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาทุกประเด็น และศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างเพียงข้อเดียวว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและพิพากษาคดีของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อบทบัญญัติตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมในเรื่องการเรียกคืนและการโอนสำนวนคืนหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดให้มีวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม โดยองค์คณะที่ได้รับเลือกให้เป็นองค์คณะประชุมคดีจะได้รับเลือกจากผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในการบริหารจัดการคดีเพื่อให้การกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง กระชับรัดกุม ไม่ฟุ่มเฟือย และมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แม้คดีนี้องค์คณะในวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีจะเป็นคนละองค์คณะกันกับในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษา แต่การที่นางสาวณัฐพร กับนายอรรณพ นั่งพิจารณาคดีในวันนัดสืบพยานและวันนัดฟังคำพิพากษานั้น เนื่องมาจากการจ่ายสำนวนคดีของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นตามมาตรา 32 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งการจ่ายสำนวนคดีดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้องค์คณะประชุมคดีและองค์คณะพิจารณาต้องเป็นองค์คณะเดียวกันเพราะเป็นการพิจารณาคดีคนละขั้นตอนกัน มีวัตถุประสงค์และวิธีการคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาแตกต่างกัน นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีจากนายนรวัฒน์ และนายประเสริฐ ซึ่งเป็นองค์คณะประชุมคดีและโอนสำนวนคดีให้นางสาวณัฐพร กับนายอรรณพ ตามบทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เนื่องจากการเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงกรณีที่มีการมอบหมายให้องค์คณะผู้พิพากษารับผิดชอบพิจารณาพยานหลักฐานและพิพากษาแต่มีเหตุที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษาอรรถคดีของศาลเท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกา ประกอบกับระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีและสืบพยานไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งหากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็คงไม่โต้แย้งในปัญหาข้อนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นไปโดยชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่านางสาวณัฐพรและนายอรรณพเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173/1
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวณัฐพร งามแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย จันทร์วิรัช
วิชิต ลีธรรมชโย
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2564
#683612
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า งานของจำเลยเป็นงานอาชีพด้านบริการ ดังนั้น โจทก์กับจำเลยจึงตกลงกำหนดเวลาทำงานปกติต่อวันกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วเวลาทำงานปกติต่อสัปดาห์ต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 จำเลยจัดให้โจทก์มีเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลาถึง 8.30 นาฬิกา ถึง 18.30 นาฬิกา หรือเวลา 9 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา โดยให้พักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน... นั้น เป็นบทบัญญัติที่นอกจากจะกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างหยุดพักระหว่างการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติระหว่างวันทำงานแล้ว การจัดเวลาพักจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้ลูกจ้างมีเวลาฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายให้สามารถทำงานต่อไปได้ อันจะส่งผลดีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกจ้างอันเป็นประโยชน์ต่อนายจ้าง แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้จัดเวลาพักระหว่างการทำงานในเวลา 12 ถึง 13 นาฬิกา ภายหลังจากเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา หรือ 9 นาฬิกา แล้ว ซึ่งถือว่านายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม แต่ในการทำงานภายหลังจากเวลา 13 นาฬิกา จนถึงเวลา 18.30 นาฬิกา หรือ 19 นาฬิกา แล้วแต่กรณี จำเลยมิได้จัดให้โจทก์มีเวลาพักหลังจากโจทก์ทำงานในช่วงบ่ายมาแล้วเกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน จึงเป็นการจัดเวลาพักที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ฟ้องขอค่าล่วงเวลาเนื่องจากจำเลยไม่จัดเวลาพักระหว่างการทำงานในช่วงบ่ายซึ่งปรากฏว่ายังเป็นเวลาทำงานปกติของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลาในช่วงเวลาดังกล่าวตามฟ้อง แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการไม่จัดเวลาพักระหว่างการทำงานให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณาว่าค่าเสียหายดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะเดียวกับค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลา และให้คำนึงถึงการที่โจทก์ได้รับการจัดสรรเวลาพักหนึ่งชั่วโมงแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก?ฟ?องและแก?ไขคําฟ?องขอให?บังคับจําเลยจ?ายสินจ?างแทนการบอกกล?าวล?วงหน?า 42,499.66 บาท เงินโบนัส 23,973.50 บาท ค?าเสียหายจากการเลิกจ?างที่ไม?เป?นธรรม 324,150 บาท ค่าล่วงเวลา 846,720 บาท พร?อมดอกเบี้ยอัตราร?อยละ 7.5 ต?อปี ของต?นเงินแต่ละจำนวนนับแต?วันฟ?องเป?นต?นไปจนกว?าจะชำระเสร็จ ค?าชดเชย 216,100 บาท ค?าจ?างสําหรับวันหยุดพักผ?อนประจําป? 9,720 บาท พร?อมดอกเบี้ยอัตราร?อยละ 15 ต?อป? ของต?นเงินแต่ละจำนวนนับแต?วันฟ?องเป?นต?นไปจนกว?าจะชําระเสร็จแก?โจทก?

จําเลยให?การและแก้ไขคําให?การขอให้ยกฟ?อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ?อง

โจทก?อุทธรณ?

ศาลอุทธรณ?คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอค่าล่วงเวลาในเวลาพักตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวข้างต้น แล้วพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามฟ้องหรือค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่า งานของจำเลยเป็นงานอาชีพด้านบริการ ดังนั้น โจทก์กับจำเลยจึงตกลงกําหนดเวลาทํางานปกติต่อวันกี่ชั่วโมงก็ได? แต?เมื่อรวมเวลาทํางานทั้งสิ้นแล?วเวลาทำงานปกติต่อสัปดาห์ต้องไม?เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ?มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 จำเลยจัดให้โจทก์มีเวลาทำงานปกติตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 18.30 นาฬิกา และเวลา 9 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา โดยให้พักเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน... นั้น เป็นบทบัญญัติที่นอกจากจะกำหนดหน้าที่ให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างหยุดพักระหว่างการทำงานในช่วงเวลาทำงานปกติระหว่างวันทำงานแล้วการจัดเวลาพักจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้ลูกจ้างมีระยะเวลาฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายให้สามารถทำงานต่อไปได้ อันจะส่งผลดีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลูกจ้างอันเป็นประโยชน์ต่อนายจ้าง แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้จัดเวลาพักระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ในเวลา 12 นาฬิกา ถึง 13 นาฬิกา ภายหลังจากเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา หรือ 9 นาฬิกา แล้ว ซึ่งถือว่านายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม แต่ในการทำงานภายหลังจากเวลา 13 นาฬิกา จนถึงเวลา 18.30 นาฬิกา หรือ 19 นาฬิกา แล้วแต่กรณี จำเลยมิได้จัดให้โจทก์มีเวลาพักหลังจากโจทก์ทำงานในช่วงบ่ายมาแล้วเกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน จึงเป็นการจัดเวลาพักที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ฟ้องขอค่าล่วงเวลาเนื่องจากจำเลยไม่จัดเวลาพักระหว่างการทำงานในช่วงบ่ายซึ่งปรากฏว่ายังเป็นเวลาทำงานปกติของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลาในช่วงเวลาดังกล่าวตามฟ้อง แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการไม่จัดเวลาพักระหว่างการทำงานให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยไม่จัดเวลาพักในช่วงบ่ายดังกล่าว และย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหาย โดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่า ค่าเสียหายดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะเดียวกับค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลา และให้คำนึงถึงการที่โจทก์ได้รับการจัดสรรเวลาพักหนึ่งชั่วโมงแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฉ.
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
- นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3347/2564
#664280
เปิดฉบับเต็ม

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยได้แถลงไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยไม่ทราบและไม่ได้มีโอกาสเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งขอเปลี่ยนที่อยู่จัดส่งเอกสารต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งคำร้องว่า "ทราบ รวม จำเลยทราบประกาศขายในวันนี้แล้ว" เมื่อประกาศขายทอดตลาดใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจำต้องส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ที่อยู่ตามที่จำเลยแจ้งภูมิลำเนาเฉพาะการไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยแจ้งไว้ กลับจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง ถือมิได้ว่ามีการจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยแล้ว การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 8,937,387.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,243,630.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4904, 4905 และ 5243 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด และมีนางสาวรัตนาเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและวางเงินมัดจำ ต่อมานางสาวรัตนาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดเงินมัดจำ เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดซ้ำในนัดที่ 2 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 มีผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด 6,180,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการตามที่จำเลยได้แถลงไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยไม่ทราบประกาศขายทอดตลาดและไม่ได้มีโอกาสเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลอื่นเข้าสู้ราคาหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ผู้แทนโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4904, 4905 และ 5243 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและประเมินราคาไว้ 5,179,000 บาท เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอเปลี่ยนที่อยู่ส่งเอกสารเป็นบ้านเลขที่ 62/1 ในนัดขายทอดตลาดวันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีนางสาวรัตนาเข้าสู้ราคาและเสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 16,750,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้แก่นางสาวรัตนา หลังจากวางเงินมัดจำแล้วนางสาวรัตนาไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดเงินมัดจำและได้ประกาศขายทอดตลาดซ้ำกำหนดวันขายทอดตลาดรวม 4 นัด โดยส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 35/452 ในนัดที่ 1 วันที่ 27 ตุลาคม 2561 ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา และในนัดที่ 2 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 6,180,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับจึงได้เคาะไม้ขายทรัพย์จำนองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 35/452 แต่เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งขอเปลี่ยนที่อยู่จัดส่งเอกสารต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นบ้านเลขที่ 62/1 แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งคำร้องว่า "ทราบ รวม จำเลยทราบประกาศขายในวันนี้แล้ว" คือ ประกาศขายทอดตลาดฉบับเดิม ซึ่งนางสาวรัตนาประมูลได้แต่ถูกเพิกถอนการขายทอดตลาดเพราะไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือ เมื่อประกาศขายทอดตลาดใหม่ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีจำต้องส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 62/1 ตามที่จำเลยแจ้งภูมิลำเนาเฉพาะการไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่จำเลยแจ้งไว้ แต่จัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 35/452 อันเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง หรือจำเลยน่าจะทราบประกาศขายทอดตลาดเพราะญาติของจำเลยน่าจะแจ้งให้ทราบแล้วมิได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยมาดูแลการขายทอดตลาดแต่อย่างใด จึงถือว่ามิได้มีการจัดส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลย ฉะนั้น การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ซื้อทรัพย์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายไพศาล ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประสาธน์ ธรรม์ทวีวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2564
#681772
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท ก. ข้อ 34 (3) ระบุคุณสมบัติของสมาชิกว่า ต้องเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก.(มหาชน) และข้อ 19 ระบุว่า ถ้าประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ตามข้อ 34 (3) จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้สหกรณ์ทราบและจัดการชำระหนี้สินซึ่งมีอยู่ต่อสหกรณ์ให้เสร็จสิ้นก่อน อีกทั้งตามหนังสือกู้ยืมเงิน ข้อ 14 ระบุว่า หากผู้กู้จะขอลาออกจากงานประจำต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้กู้ทราบก่อนและจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นทันทีก่อน ถ้าผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามยินยอมให้บริษัทการบินไทย ฯ หรือผู้ให้กู้หักเงินเดือน ค่าจ้างเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้เสร็จสิ้นทันที กับทั้งระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้กู้ยินยอมให้หักเงินเดือนหรือค่าจ้างชำระหนี้ทันทีจนกว่าจะครบถ้วน ซึ่งตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ และข้อตกลงดังกล่าวล้วนให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้กู้ว่าต้องมีสถานะเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. เป็นสาระสำคัญ เมื่อข้อเท็จริงฟังได้ว่าโจทก์ลาออกจากพนักงานประจำของบริษัท ก. โดยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือแก่จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้ทราบก่อนและโจทก์ไม่จัดการชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 14 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิไม่จ่ายเงินกู้งวดที่เหลือแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 23,539,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,469,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 1,215,377.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,089,758 บาท นับถัดจากวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้คดีนี้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ว่าเมื่อโจทก์ลาออกจากพนักงานของบริษัท ก. โดยมิได้มีความผิดมีผลให้โจทก์ยังมีสถานะเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจากโจทก์จนครบจำนวนตามสัญญากู้งวดแรกแล้ว แต่ปรากฏตามสำเนาหนังสือกู้ยืมเงิน เงินกู้พิเศษ ข้อ 3 ระบุให้ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินเดือนและ/หรือค่าจ้างของผู้กู้เพื่อชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญา ณ วันจ่ายเงินเดือนและ/หรือค่าจ้างของผู้กู้ไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น และข้อ 4 ระบุถึงกรณีผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ยินยอมให้ผู้ให้กู้มีสิทธินำรายได้ที่ผู้กู้จะพึงได้รับจากบริษัท ก. หรือจากผู้ให้กู้หักชำระหนี้ได้ทันทีจนกว่าผู้ให้กู้จะได้รับชำระหนี้โดยครบถ้วน และข้อ 14 ระบุว่า ถ้าผู้กู้ประสงค์จะขอลาออกจากงานประจำ ผู้กู้ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้กู้ทราบก่อนและจะต้องจัดการชำระหนี้ทั้งหมดซึ่งผู้กู้มีอยู่ต่อผู้ให้กู้เสร็จสิ้นทันทีเสียก่อน ถ้าผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามดังกล่าว ผู้กู้ยินยอมให้บริษัท ก. และ/หรือผู้ให้กู้มีสิทธิหักเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม เงินบำเหน็จ เงินโบนัส เงินปันผล เพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้จนเสร็จสิ้นทันที ซึ่งข้อตกลงตามสัญญากู้ดังกล่าวล้วนให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของผู้กู้ว่าต้องมีสถานะเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. เป็นสาระสำคัญ ด้วยเหตุตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ว่าให้สิทธิผู้ให้กู้สามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้างของผู้กู้ยืมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ ข้อ 4 ให้สิทธิผู้ให้กู้สามารถหักเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม เงินบำเหน็จ เงินโบนัส เงินปันผล หรือเงินอื่นใดที่ผู้กู้จะพึงได้รับได้ทันทีในกรณีที่ผู้กู้ผิดข้อตกลงข้อใดข้อหนึ่ง โดยเฉพาะในข้อ 14 ระบุหน้าที่ของผู้กู้หากประสงค์จะลาออกจากงานประจำ ผู้กู้ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้กู้ทราบก่อนและจะต้องชำระหนี้ทั้งหมดซึ่งผู้กู้มีอยู่ต่อผู้ให้กู้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสะสม เงินบำเหน็จ เงินโบนัส เงินปันผล หรือเงินอื่นใดที่ผู้กู้มีสิทธิได้รับเพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. โดยไม่มีการแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 ทราบ นอกจากถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวแล้ว ข้อสัญญากู้ยืมยังชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้คำนึงถึงรายได้ประจำของโจทก์ที่ได้จากการเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. ในการให้กู้ยืมเงินว่ามีรายได้ประจำเดือนเพียงพอชำระหนี้หรือไม่ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้มีสิทธิหักเงินเดือน ค่าจ้างชำระหนี้จากการกู้ยืมดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้นานถึง 350 งวด การที่โจทก์ลาออกจากบริษัท ก. ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้ไม่สามารถหักเงินเดือนหรือค่าจ้างชำระหนี้เงินกู้ได้ การลาออกจากพนักงานประจำของบริษัท ก. จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้กู้สามารถเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ได้ทันทีโดยถือว่าโจทก์ผิดข้อตกลงตามสัญญากู้ยืมข้อ 14 และหลังจากนั้นเมื่อโจทก์ขอเบิกเงินกู้งวดที่ 2 ต่อจำเลยที่ 1 คณะกรรมการเงินกู้พิเศษของจำเลยที่ 1 ประชุมเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 พิจารณาแล้วมีมติไม่อนุมัติจ่ายเงินกู้งวดที่ 2 และงวดต่อไป เนื่องจากกรณีไม่เป็นไปตามสัญญากู้ยืมเงินข้อ 14 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการเงินกู้พิเศษฯ และคณะกรรมการดำเนินการประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 พิจารณาแล้วมีมติไม่อนุมัติจ่ายเงินงวดที่ 2 และงวดต่อไป จึงเป็นการกระทำที่ชอบ หาใช่เป็นการผิดสัญญาดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 19 ระบุว่า ความผูกพันของผู้กู้และผู้ค้ำประกัน ผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันต้องรับผูกพันตามข้อบังคับนี้ ถ้าตนประสงค์จะขอโอนหรือย้าย หรือลาออกจากการเป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ตามข้อ 34 (3) จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้สหกรณ์ทราบ และจัดการชำระหนี้สินซึ่งตนมีอยู่ต่อสหกรณ์ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เว้นแต่กรณีที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่นั้น ยังคงเป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่ เมื่อข้อสัญญาตามสัญญากู้ยืมเงินมิได้กำหนดข้อยกเว้นดังกล่าวไว้ จึงไม่อาจนำข้อบังคับมาใช้กับสัญญากู้ยืมที่โจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญาต่อกัน โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมดังกล่าวเป็นสำคัญ ส่วนที่ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 44 ระบุว่า สมาชิกที่ออกจากงานประจำโดยไม่มีความผิด ถ้ามิได้ลาออกจากสหกรณ์ด้วย ก็ให้ถือว่าคงเป็นสมาชิกอยู่ สมาชิกเช่นว่านั้นอาจได้รับเงินกู้จากสหกรณ์ได้ตามระเบียบว่าด้วยเงินกู้ของสหกรณ์ที่ใช้บังคับอยู่ ข้อบังคับนี้เพียงแต่กำหนดว่าสมาชิกที่ลาออกจากงานประจำแล้วแต่ยังเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 อยู่ อาจได้รับสิทธิรับเงินกู้จากสหกรณ์จำเลยที่ 1 ได้ตามระเบียบ ดังนี้ คณะกรรมการยังคงต้องพิจารณาอนุมัติให้ได้รับเงินกู้ได้หรือไม่ตามระเบียบ และข้อบังคับดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้กับกรณีของโจทก์ซึ่งขณะทำสัญญากู้ยืมโจทก์มีคุณสมบัติเป็นพนักงานประจำของบริษัท ก. แต่มาลาออกภายหลัง ทั้งการที่โจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานประจำตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 โดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน และมิได้ชำระหนี้ทั้งหมดทันทีเสียก่อนเช่นนี้ ยังเป็นการผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิไม่จ่ายเงินกู้งวดที่เหลือให้แก่โจทก์ได้ ส่วนที่โจทก์ผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 เรื่อยมาทุกเดือนตั้งแต่ออกจากการเป็นสมาชิก ก็เป็นเพียงการชำระหนี้เงินกู้ที่โจทก์รับไปแล้วตามสัญญา ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะผูกพันตามสัญญากู้ยืมเงินต่อไป ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ในงวดที่ 2 และงวดต่อไปเป็นเพราะโจทก์ลาออกจากพนักงานประจำของบริษัท ก. โดยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้กู้ทราบก่อนและโจทก์ไม่จัดการชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการผิดสัญญาตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมข้อ 14 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ศุภมิตร บุญประสงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3344/2564
#681771
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่คู่สัญญาที่พึงปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ในด้านของจำเลยย่อมมีสิทธิใช้สอยน้ำประปาของโจทก์ ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าน้ำประปาตอบแทนให้แก่โจทก์ด้วย ส่วนโจทก์ย่อมมีหน้าที่จ่ายน้ำประปาให้จำเลยได้ใช้สอยและมีสิทธิได้รับชำระเงินค่าน้ำประปาตามสัญญาจากจำเลยเช่นกัน สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกันหรือต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เมื่อสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหนี้ค่าน้ำประปาค้างชำระตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าไม่มีมูลหนี้หรือจำนวนหนี้ไม่ถูกต้อง ทั้งนับตั้งแต่โจทก์อนุมัติและติดตั้งมาตรวัดน้ำประปาพร้อมทั้งจ่ายน้ำประปาให้แก่จำเลย จำเลยไม่เคยแจ้งบอกเลิกการใช้น้ำประปาหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงการใช้น้ำประปาแก่บุคคลอื่นให้โจทก์ทราบ จำเลยจึงยังคงเป็นผู้ใช้น้ำตามเงื่อนไขการใช้น้ำประปาแนบท้ายสัญญา และเป็นคู่สัญญาซึ่งต้องผูกพันรับผิดชอบชำระค่าน้ำประปาที่ใช้ไปในบ้านหลังดังกล่าวนั้น แม้จำเลยจะให้การกล่าวแก้เพื่อปัดความรับผิดว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้น้ำประปาจากโจทก์ เนื่องจากจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินที่ใช้น้ำประปาให้แก่ พ. เข้าครอบครองตั้งแต่ปี 2556 แล้วก็ตาม แต่เมื่อสัญญาการใช้น้ำประปา และเงื่อนไขการใช้น้ำประปาแนบท้ายสัญญาการใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาค มิได้มีข้อตกลงให้สัญญาเลิกกันเพราะเหตุแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ในสถานที่ซึ่งใช้น้ำประปา ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยมิได้บอกเลิกการใช้น้ำประปา หากมีผู้อื่นครอบครองสถานที่ใช้น้ำประปาก็ยังถือว่าจำเลยและผู้ครอบครองเป็นผู้ต้องรับผิดชอบชำระค่าน้ำประปาแก่โจทก์ เมื่อสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหนี้ค่าน้ำประปาค้างชำระตามฟ้อง ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่ยังค้างอยู่ดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 194

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 74,369.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,660.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าน้ำประปาแก่โจทก์หรือไม่ สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่คู่สัญญาที่พึงปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ในด้านของจำเลยย่อมมีสิทธิใช้สอยน้ำประปาของโจทก์ ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าน้ำประปาตอบแทนให้แก่โจทก์ด้วย ส่วนโจทก์ย่อมมีหน้าที่จ่ายน้ำประปาให้จำเลยได้ใช้สอยและมีสิทธิได้รับชำระเงินค่าน้ำประปาตามสัญญาจากจำเลยเช่นกัน สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง ซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกันหรือต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เมื่อสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหนี้ค่าน้ำประปาค้างชำระตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าไม่มีมูลหนี้หรือจำนวนหนี้ไม่ถูกต้อง ทั้งนับตั้งแต่โจทก์อนุมัติและติดตั้งมาตรวัดน้ำประปาพร้อมทั้งจ่ายน้ำประปาให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 188/7 จำเลยไม่เคยแจ้งบอกเลิกการใช้น้ำประปาหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงการใช้น้ำประปาแก่บุคคลอื่นให้โจทก์ทราบ จำเลยจึงยังคงเป็นผู้ใช้น้ำตามเงื่อนไขการใช้น้ำประปาแนบท้ายสัญญาการใช้น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค ข้อ 1 และเป็นคู่สัญญาซึ่งต้องผูกพันรับผิดชอบชำระค่าน้ำประปาที่ใช้ไปในบ้านหลังดังกล่าวนั้น ตามความตกลงในสัญญาการใช้น้ำประปา ที่ระบุว่า "ผู้ใช้น้ำต้องชำระค่าน้ำประปาพร้อมค่าบริการทั่วไป ตามอัตราที่ กปภ. กำหนด..." และตามเงื่อนไขการใช้น้ำประปาแนบท้ายสัญญาการใช้น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค ข้อ 9 ที่ระบุว่า " ผู้ใช้น้ำต้องชำระเงินค่าน้ำ ค่าบริการอื่นๆ และค่าเสียหาย ตามระเบียบ หรือวิธีปฏิบัติของการประปาส่วนภูมิภาค..." แม้จำเลยจะให้การกล่าวแก้เพื่อปัดความรับผิดว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้น้ำประปาจากโจทก์ เนื่องจากจำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินที่ใช้น้ำประปาให้แก่นางสาวเพ็ญพรเข้าครอบครองตั้งแต่ปี 2556 แล้วก็ตาม แต่เมื่อสัญญาการใช้น้ำประปา และเงื่อนไขการใช้น้ำประปาแนบท้ายสัญญาการใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาค มิได้มีข้อตกลงให้สัญญาเลิกกันเพราะเหตุแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ในสถานที่ซึ่งใช้น้ำประปา ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยมิได้บอกเลิกการใช้น้ำประปา หากมีผู้อื่นครอบครองสถานที่ใช้น้ำประปาก็ยังถือว่าจำเลยและผู้ครอบครองเป็นผู้ต้องรับผิดชอบชำระค่าน้ำประปาแก่โจทก์ ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างจึงมิใช่เหตุผลที่จะทำให้จำเลยในฐานะคู่สัญญาหลุดพ้นจากหน้าที่ซึ่งต้องชำระหนี้แก่โจทก์ได้ เมื่อสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหนี้ค่าน้ำประปาค้างชำระตามฟ้อง ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่ยังค้างอยู่ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าน้ำประปาให้แก่โจทก์ และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 พระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 74,369.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,660.47 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงภูเก็ต — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336/2564
#664223
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่จะได้รับจากการบังคับชำระหนี้เอาจากบริษัท ก. และหลักประกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ให้แก่โจทก์ และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้ว การอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 และบริษัท ก. ตกลงกันได้ จำเลยที่ 1 ขอถอนการยึดทรัพย์และถอนการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี โดยจำเลยที่ 1 เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือแก่โจทก์จนครบถ้วนและโจทก์ตกลงตามข้อเสนอจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จึงขอยุติการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และขอให้มีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและแจ้งคำสั่งยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ย่อมมีผลให้การบังคับคดีตามคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไปด้วยเหตุเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (6) อันเป็นการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขออายัดเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีอายัดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,294,515.95 บาท พร้อมดอกเบี้ย 1,321,660 บาท รวมเป็นเงิน 13,616,175.94 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2555 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนเงินต้นที่ผิดนัดและให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเนื่องจากโจทก์ถอนฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากการบังคับชำระหนี้เอาจากบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด รวมทั้งหลักประกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 55989 ถึง 55993 ที่บริษัทพี.ซี.แลนด์ จำกัด นำมาวางเป็นประกันหนี้ของบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด ซึ่งจะต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ให้แก่โจทก์ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการอายัดสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายอายัดสิทธิเรียกร้องหรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้อายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามคำร้องขอของโจทก์ ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จึงขอยุติการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ตั้งเรื่องอายัดเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดที่ดิน 5 แปลงที่จำเลยที่ 1 นำยึดไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อนำมาชำระหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ขอ ต่อมาจำเลยที่ 1 และบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด ตกลงกันได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีงดขายทอดตลาดที่ดินไว้ก่อนและจำเลยที่ 1 เสนอชำระหนี้ส่วนที่เหลือแก่โจทก์จนครบจำนวน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนการยึดทรัพย์และถอนการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ทำให้โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้จากการอายัดเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดและโจทก์ไม่อาจบังคับคดีโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่จะอายัดหรือยึดที่ดินทั้งห้าแปลงเพื่อขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป โจทก์ขอยุติการบังคับคดีโดยขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในชั้นบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยุติการบังคับคดี ส่วนคำขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดีให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากการบังคับชำระหนี้เอาจากบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด และหลักประกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ต่อมาจำเลยที่ 1 และบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด ตกลงกันได้ จำเลยที่ 1 ขอถอนการยึดทรัพย์และถอนการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี โจทก์จึงขอยุติการบังคับคดี

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่จะได้รับจากการบังคับชำระหนี้เอาจากบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด และหลักประกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ให้แก่โจทก์ และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้ว การอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 และบริษัทกู๊ดวิลล์ แลนด์ จำกัด ตกลงกันได้ จำเลยที่ 1 ขอถอนการยึดทรัพย์และถอนการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.517/2557 ของศาลจังหวัดนนทบุรี โดยจำเลยที่ 1 เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือแก่โจทก์จนครบถ้วนและโจทก์ตกลงตามข้อเสนอจำเลยที่ 1 หลังจากนั้น โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จึงขอยุติการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และขอให้มีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนหมายบังคับคดี ตามคำร้องลงวันที่ 20 มีนาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและแจ้งคำสั่งยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ย่อมมีผลให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไปด้วยเหตุเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (6) อันเป็นการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขออายัดเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีอายัดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 169/2 วรรคสี่ ม. 292 (1) ม. 292 (5) ม. 292 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอำพรรัตน์ พงษ์พรม
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2564
#664341
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทรัพย์สินตามรายการที่ 4 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 9 และที่ 10 ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 18 ตกเป็นของแผ่นดินด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 เมื่อผู้ร้องฎีกาในประเด็นข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3) ประกอบมาตรา 252

ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 11 ถึงที่ 18 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงต้องตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 18 รายการดังกล่าวพร้อมดอกผล อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51, 58

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ถูกยึดและอายัดไว้

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนที่ดิน 6 แปลง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5

ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนที่ดิน 2 แปลง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 18 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้สร้อยข้อมือทองคำลายมีนา 1 เส้น ที่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ครอบครองใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7787 เลขที่ 27562 เลขที่ 7781 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 645 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) ที่มีชื่อผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 7796 และเลขที่ 7799 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) ที่มีชื่อผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ดอกผลของเงินในบัญชีเงินฝาก ตกเป็นของแผ่นดินด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 11 ถึงที่ 18 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ที่ 15 และที่ 18 ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ทรัพย์สินตามรายการที่ 4 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 คดีจึงมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทรัพย์สินตามรายการที่ 4 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 16 และที่ 17 ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 9 และที่ 10 ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 18 ตกเป็นของแผ่นดินด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 เมื่อผู้ร้องฎีกาในประเด็นข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบมาตรา 252 เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้คำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า

"(1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินและให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือสนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน

(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ

(3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2)

ทั้งนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินตาม (1) (2) หรือ (3) จะมีการจำหน่าย จ่าย โอน หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้งและไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใด หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด" ดังนี้ ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า ทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 11 ถึงที่ 18 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงต้องตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ดอกผลของทรัพย์สินตามรายการที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 11 ถึงที่ 18 ตกเป็นของแผ่นดินด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 240 (3) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3317/2564
#666595
เปิดฉบับเต็ม

คำแก้อุทธรณ์เป็นคำคู่ความ คู่ความจึงอาจตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยชนะคดีก็ตามแต่ในส่วนที่วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นการวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาฟังไม่ขึ้น จำเลยย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาได้ แม้จำเลยมิได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยได้โต้แย้งโดยกล่าวมาในคำแก้อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญา คดีในชั้นอุทธรณ์จึงยังคงมีประเด็นข้อพิพาทในปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่อยู่ ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

จำเลยก่อสร้างอาคารและห้องชุดไม่เสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ทันภายในเดือนมีนาคม 2559 ซึ่งเป็นกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่โจทก์จำเลยตกลงให้ขยายระยะเวลา จำเลยจึงผิดสัญญาข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดข้อ 7.4.2 ระบุว่า หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้แล้ว โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 ของราคาห้องชุดแต่รวมกันแล้วไม่เกินร้อยละสิบของราคาห้องชุด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 ซึ่งวรรคสามของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิ์ไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้บอกสงวนสิทธิ์กับจำเลยไว้ว่าจะเรียกเอาค่าปรับจากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดในสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปรับตามฟ้องจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 200,124.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด 1 ห้องกับจำเลย มีข้อตกลงว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาที่จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาขึ้นวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คำแก้อุทธรณ์เป็นคำคู่ความ คู่ความจึงอาจตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าการที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์เมื่อเกินเวลาที่กำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาได้ถือว่าจำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวสงวนสิทธิ์ในการเรียกเบี้ยปรับไว้ในวันที่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับตามฟ้อง แม้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตัดสินให้จำเลยชนะคดีก็ตามแต่ในส่วนที่วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าการที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์เมื่อเกินเวลาที่กำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาได้ถือว่าจำเลยผิดสัญญานั้นเป็นการวินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาฟังไม่ขึ้น จำเลยย่อมมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาได้ แม้จำเลยมิได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จำเลยได้โต้แย้งโดยกล่าวมาในคำแก้อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญา คดีในชั้นอุทธรณ์จึงยังคงมีประเด็นข้อพิพาทกันในปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่อยู่ ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยผิดสัญญาไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดข้อ 4.6 วรรคแรกระบุว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2556 วรรคสองระบุว่าโจทก์จะรับโอนกรรมสิทธิ์ต่อเมื่อจำเลยได้ก่อสร้างอาคารและห้องชุดถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2556 จำเลยยังก่อสร้างอาคารและห้องชุดไม่เสร็จจึงไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์กัน แต่โจทก์ก็ไม่ได้บอกเลิกสัญญา ดังนั้น การที่จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 กันยายน 2558 แจ้งโจทก์ถึงเหตุขัดข้องก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและขอขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายในเดือนมีนาคม 2559 โดยส่งหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์ให้โจทก์ตามที่อยู่ของโจทก์ที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งผู้รับหนังสือแทนโจทก์เกี่ยวพันกับโจทก์โดยเป็นน้อง ซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างใด จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องการก่อสร้างและขอขยายระยะเวลาดังกล่าวจากจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านการขอขยายระยะเวลาของจำเลย เมื่อรับฟังประกอบกับการที่โจทก์ก็ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหลังจากครบกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาข้อ 4.6 วรรคแรก และตามสัญญาข้อ 4.6 วรรคสองระบุว่าโจทก์จะรับโอนกรรมสิทธิ์ต่อเมื่อจำเลยได้ก่อสร้างอาคารและห้องชุดถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาแล้ว พฤติการณ์ถือได้ว่า โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยขยายระยะเวลาโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ออกไปภายในเดือนมีนาคม 2559 แต่พยานจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเมื่อถึงเดือนมีนาคม 2559 จำเลยสร้างอาคารและห้องชุดเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด และกลับปรากฏว่าจำเลยเพิ่งมีหนังสือลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 แจ้งโจทก์ว่าพร้อมส่งมอบห้องชุด ขอให้โจทก์ไปตรวจสอบห้องชุดได้ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 12 มีนาคม 2560 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ขอขยายระยะเวลาโอนกรรมสิทธิ์ต่อจากเดือนมีนาคม 2559 กับโจทก์ต่อมาอีกแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2558 สำนักงานเขตบางซื่อมีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างเนื่องจากทางเข้าออกของรถไม่ถูกต้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งระงับการก่อสร้างดังกล่าวตามหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานเขตบางซื่อลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 กรณีดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารชุดเสร็จทันโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้นั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การว่าการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างจากสำนักงานเขตบางซื่อ ข้อนำสืบส่วนนี้จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟัง ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยก่อสร้างอาคารและห้องชุดไม่เสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ทันภายในเดือนมีนาคม 2559 ซึ่งเป็นกำหนดนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่โจทก์จำเลยตกลงให้ขยายระยะเวลามาดังที่วินิจฉัยข้างต้น จำเลยจึงผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปรับจากจำเลยที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ล่าช้าไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดข้อ 7.4.2 ระบุว่า หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนดไว้แล้ว โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 ของราคาห้องชุดแต่รวมกันแล้วไม่เกินร้อยละสิบของราคาห้องชุด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 ซึ่งวรรคสามของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิ์ไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" ตามทางนำสืบโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์และตัวแทนจำเลยไปจดทะเบียนทำสัญญาซื้อขายห้องชุด ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร โดยโจทก์ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือครบถ้วนในวันดังกล่าว และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ได้โต้แย้งกับนางสาวแก้มพนักงานฝ่ายขายของจำเลยทางโทรศัพท์ว่าหากเนิ่นนานเกินโจทก์จะฟ้องคดี และในวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดนางสาวแก้มไม่ได้ไปด้วยแต่มีนางสาวก้อตัวแทนฝ่ายจำเลยไป วันดังกล่าวโจทก์ไม่ได้โต้แย้งเป็นหนังสือใด ๆ ไปยังจำเลยเพียงแต่แจ้งกับนางสาวก้อด้วยวาจาเท่านั้น ส่วนจำเลยนำสืบโดยนายมนตรี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและนิติกรรมของจำเลยมีหน้าที่ดูแลเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ลูกค้าเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยได้รับแจ้งว่ามีการโต้แย้งจากโจทก์เกี่ยวกับเรื่องการสงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับล่าช้า และตอบทนายจำเลยถามติงว่า หากมีการแจ้งสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าปรับ ฝ่ายขายก็จะแจ้งให้พยานทราบ แต่คดีนี้ฝ่ายขายไม่ได้แจ้งให้พยานทราบแต่อย่างใด เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่าขณะที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโจทก์ได้บอกกับฝ่ายจำเลยว่าโจทก์สงวนสิทธิ์ที่จะเรียกค่าปรับจากการโอนกรรมสิทธิ์ล่าช้าแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์บอกกับนางสาวแก้มพนักงานฝ่ายขายของจำเลยทางโทรศัพท์ว่าโจทก์จะฟ้องคดีและตอนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโจทก์ได้โต้แย้งด้วยวาจากับนางสาวก้อตัวแทนฝ่ายจำเลยนั้น ไม่มีรายละเอียดว่าโจทก์จะฟ้องคดีและได้โต้แย้งด้วยวาจาในเรื่องอะไร จึงไม่ชัดเจนพอที่จะรับฟังว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาสงวนสิทธิ์ในการปรับไว้ ที่นายมนตรีพยานจำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยได้รับแจ้งว่าโจทก์ได้มีการสงวนสิทธิ์เรียกค่าปรับไว้จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนี้ พยานโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้บอกสงวนสิทธิ์กับจำเลยไว้ว่าจะเรียกเอาค่าปรับจากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดในสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปรับตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381
ป.วิ.พ. ม. 1 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — บริษัท ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวฐิติมา เจริญศรีทอง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3316/2564
#666594
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ การประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 2 แล้วยังมีผู้ค้ำประกันคือจำเลยที่ 3 อีกด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ ประกอบด้วยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 4 รวม 4 แปลง จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายในวงเงิน รวมหลักประกันมีมูลค่ามากกว่าหนี้คงเหลือและดอกเบี้ย ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหาผู้ค้ำประกันคนใหม่มาแทนจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ 623,522 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 588,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39478, 39479 และ 2248 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 53133 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 รับผิดชำระหนี้ที่ขาดจนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 623,522 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 588,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39478, 39479 และ 2248 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 53133 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองแล้วได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชำระหนี้ที่ขาดแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 7 กำหนดให้โจทก์จัดให้มีบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ไว้บัญชีหนึ่งต่างหากจากบัญชีอื่น เพื่อจ่ายเป็นเงินกู้แก่พนักงานของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานโจทก์ค้ำประกันเงินกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท โดยใช้บุคคลค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 150,000 บาท วงเงินที่เกิน 150,000 บาท ต้องจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือใช้เงินฝากสะสมเป็นหลักประกัน และข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่า เมื่อผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่หรือจัดหาหลักประกันอื่นให้เสร็จสิ้นก่อนที่ผู้ค้ำประกันเดิมจะออกจากสหกรณ์มิฉะนั้นถือว่าผู้กู้ผิดสัญญา สหกรณ์มีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระเงินสดคงค้างทั้งสิ้นคืนได้ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินประกันหนี้สินและการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 39478, 39479 และ 2248 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองในวงเงิน 100,000 บาท 70,000 บาท และ 400,000 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 4 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 53133 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองในวงเงิน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 ขณะเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี กำหนดชำระ 10 งวด งวดละ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2558 เป็นต้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 3 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้จัดหาผู้ค้ำประกันใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อนจำเลยที่ 2 ออกจากสหกรณ์โจทก์นับถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินต้น 588,000 บาท และดอกเบี้ย 35,522 บาท

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกู้เงินของจำเลยที่ 1 ก็แต่โดยอาศัยสิทธิการเป็นพนักงานของโจทก์ในการขอกู้ยืมเงินจากบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ที่โจทก์ได้จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ โดยเห็นได้จากสัญญากู้เงินระยะปานกลาง ข้อ 3 ระบุว่า เป็นการกู้เงินเฉพาะวัตถุประสงค์เพื่อสวัสดิการพนักงาน ข้อ 4 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระบุได้ใจความพอสังเขปเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยและค่าปรับให้เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และในวรรคสามระบุได้ใจความพอสังเขปว่า หากมีกรณีตามที่กำหนดในระเบียบการให้กู้เงินระยะสั้นและระยะปานกลางแก่สมาชิก ผู้กู้ยินยอมให้สหกรณ์มีอำนาจเรียกเงินกู้คืน หากไม่ชำระคืนผู้กู้ยินยอมชำระเบี้ยปรับ จากพฤติการณ์และข้อสัญญาดังกล่าวแสดงถึงเจตนาอันชัดแจ้งของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ให้ถือเอาระเบียบของสหกรณ์โจทก์เกี่ยวกับการกู้เงินมาบังคับเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินระยะปานกลางด้วย ซึ่งก็คือระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 นั่นเอง ดังนี้ นอกจากโจทก์และจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญากู้เงินระยะปานกลาง แล้ว ยังต้องถือปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวด้วย กล่าวเฉพาะกรณีพิพาทคดีนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แทนจำเลยที่ 2 ก่อนจำเลยที่ 2 จะออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 วรรคสอง กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้กู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่อันเป็นการป้องกันมิให้ผู้ให้กู้ได้รับความเสียหายจากการบังคับชำระหนี้กรณีผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ต่อโจทก์ มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ หลักประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 2 แล้ว ยังมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันด้วยอีกผู้หนึ่ง โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งที่ยังคงเป็นพนักงานโจทก์อยู่ คิดมูลค่าเป็นเงิน 30,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ประกอบด้วยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่นำมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 39478, 39479 และ 2248 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจำนองในวงเงิน 100,000 บาท 70,000 บาท และ 400,000 บาทตามลำดับ จำเลยที่ 4 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 53133 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจำนองในวงเงิน 200,000 บาท รวมหลักประกันด้วยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 มีมูลค่าเป็นเงิน 770,000 บาท เท่ากับหลังจากจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นพนักงานโจทก์แล้วโจทก์ยังมีหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 800,000 บาท ได้ความว่าขณะฟ้องจำเลยที่ 1 มีหนี้คงเหลือ เงินต้น 588,000 บาท และดอกเบี้ย 35,522 บาท โดยก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย ดังนี้หลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ของโจทก์จึงมีมูลค่าเกินกว่าหนี้คงเหลือที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์สำหรับในงวดอนาคต เป็นเงินเกือบ 200,000 บาท ซึ่งนับเป็นหลักประกันที่มั่นคงการที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งออกจากการเป็นพนักงานโจทก์ จึงไม่มีผลทำให้หลักประกันการชำระหนี้ของโจทก์มีมูลค่าลดน้อยลงจนอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ครบถ้วนกรณีจำเลยที่ 1 ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีกกรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนต้องตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหาผู้ค้ำประกันคนใหม่มาแทนจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น กรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร ศ.
จำเลย — นาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวกรกมล พุทธซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวงศ์สถิต แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2564
#664278
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโครงการของจำเลยเป็นการโฆษณาโครงการก่อสร้างอาคารชุดของจำเลยเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป จะมีแผนผังโครงการ แสดงภาพจำลองโครงการและทางพิพาทเข้าออกโครงการ ทางพิพาทมีรูปต้นไม้เป็นแนวยาวข้างทาง ลักษณะเป็นถนนเข้าออกโครงการ และตามภาพถ่ายแสดงให้เห็นการสร้างป้อมยามรักษาความปลอดภัยถนนเข้าโครงการ ซึ่งจำเลยก็รับว่าจำเลยปรับถมดินก่อสร้างถนนเข้าออกระหว่างโครงการกับถนนราษฎร์บูรณะ ปลูกต้นไม้ตลอดแนวถนน ก่อสร้างป้อมยามรักษาความปลอดภัยบริเวณด้านหน้าถนนเข้าโครงการและขึ้นป้ายโฆษณาให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมโครงการ ทางพิพาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ดังนั้น แผ่นพับโครงการของจำเลยเป็นการโฆษณาของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจทำให้ผู้จะซื้อห้องชุดซึ่งเป็นผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยว่า จำเลยจะมอบทางพิพาทเป็นถนนเข้าออกโครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันให้ผู้จะซื้อห้องชุดเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้จะซื้อเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย จึงถือว่าแผ่นพับโฆษณาโครงการของจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างผู้จะซื้อห้องชุดกับจำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11

แต่เมื่อพื้นที่โครงการอยู่ในเขตผังเมืองประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางที่ดินประเภท ย.6 (สีส้ม) จำเลยจึงต้องยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์และแก้ไขแผนผังโครงการใหม่ จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างอาคารชุดขนาดใหญ่ย่อมจะมีความรู้ความชำนาญในการประกอบธุรกิจจำต้องศึกษาและตรวจสอบข้อกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อนที่จะดำเนินการโฆษณาและก่อสร้างอาคารชุด การที่จำเลยโฆษณาขายอาคารชุดก่อนการดำเนินการดังกล่าว ถือได้ว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จำเลยหลอกลวงปิดบังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นถนนในพื้นที่โครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ส่วนที่สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดมีข้อสัญญาว่า ผู้จะขายสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนผังโครงการ...ทรัพย์ส่วนกลางได้ตามความเหมาะสม โดยผู้จะซื้อตกลงไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาของผู้จะขายแต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ภายหลังจากมีผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนผังของโครงการที่เกินสมควรและไม่เป็นธรรมต่อผู้จะซื้อห้องชุดกับจำเลยที่หวังจะได้ทางพิพาทเป็นพื้นที่ในโครงการเป็นทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ร่วมกันของผู้อาศัยในอาคารชุด จำเลยจึงไม่อาจยกข้อสัญญาดังกล่าวขึ้นอ้างปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยก่อนที่จำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าสิบสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2,000,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 2,000,000 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 3,000,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 2,000,000 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 29 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 30 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 33 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 34 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 35 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 36 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 37 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 38 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 39 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 40 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 41 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 42 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 43 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 44 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 45 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 46 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 47 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 48 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 49 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 50 เป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 500,000 บาท และโจทก์ที่ 52 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าสิบสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 29 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 30 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 33 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 34 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 35 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 36 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 37 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 38 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 39 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 40 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 41 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 42 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 43 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 44 เป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 45 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 46 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 47 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 48 เป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 49 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 50 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 50,000 บาท และโจทก์ที่ 52 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งห้าสิบสองได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งห้าสิบสอง สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งห้าสิบสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งห้าสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุด ช. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 62226 เนื้อที่ 16 ไร่ 22.7 ตารางวา โดยโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 21 ที่ 24 ที่ 27 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 36 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 44 ที่ 46 ที่ 47 ที่ 49 ที่ 50 และที่ 52 ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยเมื่อวันเดือนปีและเป็นเจ้าของห้องชุดตามเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ดังนี้ โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/1019 เนื้อที่ 29.09 ตารางเมตร และเลขที่ 69/1065 เนื้อที่ 29.09 ตารางเมตร โจทก์ที่ 3 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1525 เนื้อที่ 59.56 ตารางเมตร โจทก์ที่ 9 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2555 ห้องชุดเลขที่ 69/1452 เนื้อที่ 59.97 ตารางเมตร โจทก์ที่ 11 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1442 เนื้อที่ 29.13 ตารางเมตร โจทก์ที่ 13 เมื่อเดือนกันยายน 2555 ห้องชุดเลขที่ 69/860 เนื้อที่ 59.19 ตารางเมตร โจทก์ที่ 17 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1340 เนื้อที่ 59.25 ตารางเมตร เลขที่ 69/1133 เนื้อที่ 59.25 ตารางเมตร และเลขที่ 69/1626 เนื้อที่ 59.29 ตารางเมตร โจทก์ที่ 18 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ห้องชุดเลขที่ 69/445 เนื้อที่ 29.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 21 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/39 เนื้อที่ 29.13 ตารางเมตร โจทก์ที่ 24 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/896 เนื้อที่ 29.06 ตารางเมตร โจทก์ที่ 27 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ห้องชุดเลขที่ 69/965 เนื้อที่ 29.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 30 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/976 เนื้อที่ 60.13 ตารางเมตร โจทก์ที่ 31 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ห้องชุดเลขที่ 69/818 เนื้อที่ 58.59 ตารางเมตร โจทก์ที่ 32 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/853 เนื้อที่ 29.10 ตารางเมตร โจทก์ที่ 33 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/1093 เนื้อที่ 59.15 ตารางเมตร โจทก์ที่ 36 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 ห้องชุดเลขที่ 69/907 เนื้อที่ 59.92 ตารางเมตร โจทก์ที่ 42 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/817 เนื้อที่ 58.97 ตารางเมตร โจทก์ที่ 43 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/1249 เนื้อที่ 29.09 ตารางเมตร โจทก์ที่ 44 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/295 เนื้อที่ 29.29 ตารางเมตร และเลขที่ 69/1256 เนื้อที่ 59.56 ตารางเมตร โจทก์ที่ 46 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1426 เนื้อที่ 29.13 ตารางเมตร โจทก์ที่ 47 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ห้องชุดเลขที่ 69/603 เนื้อที่ 29.38 ตารางเมตร โจทก์ที่ 49 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/511 เนื้อที่ 29.37 ตารางเมตร โจทก์ที่ 50 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1514 เนื้อที่ 29.13 ตารางเมตร และโจทก์ที่ 52 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2559 ห้องชุดเลขที่ 69/149 เนื้อที่ 29.07 ตารางเมตร และเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 โจทก์ที่ 21 ที่ 44 และที่ 49 ทำบันทึกแนบท้ายสัญญากับจำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังขนาดเนื้อที่โครงการเป็นเนื้อที่ 16 ไร่ 22.6 ตารางวา ส่วนโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 26 ที่ 29 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 40 ที่ 41 และที่ 51 ซื้อห้องชุดจากผู้จะซื้อเดิมโดยทำบันทึกการเปลี่ยนแปลงสัญญาระหว่างจำเลยผู้จะซื้อเดิมและผู้จะซื้อใหม่เมื่อวันเดือนปีและเป็นเจ้าของห้องชุดตามเอกสารบันทึกการเปลี่ยนแปลงสัญญาและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ดังนี้ โดยโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 และวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ห้องชุดเลขที่ 69/729 เนื้อที่ 58.08 ตารางเมตร และเลขที่ 69/1178 เนื้อที่ 58.90 ตารางเมตร โจทก์ที่ 4 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 และวันที่ 23 และ 24 เมษายน 2558 ห้องชุดเลขที่ 69/730 เนื้อที่ 57.70 ตารางเมตร เลขที่ 69/735 เนื้อที่ 26.51 ตารางเมตร และเลขที่ 69/737 เนื้อที่ 26.04 ตารางเมตร โจทก์ที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 และวันที่ 3 ธันวาคม 2555 ห้องชุดเลขที่ 69/879 เนื้อที่ 58.90 ตารางเมตร และเลขที่ 69/880 เนื้อที่ 59.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 6 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/652 เนื้อที่ 28.53 ตารางเมตร โจทก์ที่ 7 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1716 เนื้อที่ 59.29 ตารางเมตร โจทก์ที่ 8 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1040 เนื้อที่ 58.90 ตารางเมตร โจทก์ที่ 10 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2556 ห้องชุดเลขที่ 69/1244 เนื้อที่ 29.34 ตารางเมตร โจทก์ที่ 12 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1417 เนื้อที่ 58.90 ตารางเมตร โจทก์ที่ 14 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/636 เนื้อที่ 29.29 ตารางเมตร โจทก์ที่ 16 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 และวันที่ 16 ธันวาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/5 เนื้อที่ 26.02 ตารางเมตร และเลขที่ 69/661 เนื้อที่ 29.34 ตารางเมตร โจทก์ที่ 19 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1222 เนื้อที่ 29.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 20 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1225 เนื้อที่ 59.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 22 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1752 เนื้อที่ 59.29 ตารางเมตร และเลขที่ 69/1753 เนื้อที่ 58.77 ตารางเมตร โจทก์ที่ 23 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/438 เนื้อที่ 29.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 26 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1087 เนื้อที่ 59.25 ตารางเมตร โจทก์ที่ 29 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1155 เนื้อที่ 58.90 ตารางเมตร โจทก์ที่ 35 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/883 เนื้อที่ 59.19 ตารางเมตร โจทก์ที่ 37 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ห้องชุดเลขที่ 69/1552 เนื้อที่ 29.32 ตารางเมตร โจทก์ที่ 38 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1664 เนื้อที่ 29.47 ตารางเมตร โจทก์ที่ 39 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/1763 เนื้อที่ 29.47 ตารางเมตร โจทก์ที่ 40 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1046 เนื้อที่ 29.31 ตารางเมตร โจทก์ที่ 41 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/136 เนื้อที่ 29.07 ตารางเมตร และโจทก์ที่ 51 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554 ห้องชุดเลขที่ 69/111 เนื้อที่ 29.03 ตารางเมตร โจทก์ที่ 15 รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 69/1085 เนื้อที่ 28.54 ตารางเมตร เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 จากนางสาวจิตลดา ซึ่งนางสาวจิตลดารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องดังกล่าวจากจำเลยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 และโจทก์ที่ 25 รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 69/736 เนื้อที่ 26.49 ตารางเมตร เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 จากนางสาวชลารัตน์ หรือปุณยวีร์ ซึ่งนางสาวชลารัตน์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวจากจำเลยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 สำหรับโจทก์ที่ 28 ที่ 34 ที่ 45 และที่ 48 รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยโดยโจทก์ที่ 28 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/964 เนื้อที่ 29.11 ตารางเมตร โจทก์ที่ 34 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/1270 เนื้อที่ 58.90 ตารางเมตร โจทก์ที่ 45 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ห้องชุดเลขที่ 69/1629 เนื้อที่ 58.99 ตารางเมตร และโจทก์ที่ 48 เมื่อวันที่ 5 และ 26 กันยายน 2557 ห้องชุดเลขที่ 69/996 เนื้อที่ 29.09 ตารางเมตร และเลขที่ 69/1428 เนื้อที่ 58.78 ตารางเมตร ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 62226 ซึ่งเดิมมีเนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 1.8 ตารางวา โดยที่ดินจะมีแนวเขตติดกับถนนราษฎร์บูรณะซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ประมาณปี 2552 จำเลยจะก่อสร้างอาคารชุดบนที่ดินดังกล่าวจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปใช้ชื่อว่า โครงการอาคารชุด ช. โครงการของจำเลยเป็นโครงการขนาดใหญ่มีด้วยกันหลายอาคารมีห้องชุดทั้งหมด 2,404 ห้อง จำเลยจึงต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างรอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจำเลยได้ปรับถมดินก่อสร้างถนนเข้าออกระหว่างโครงการกับถนนราษฎร์บูรณะปลูกต้นไม้ตลอดแนวถนน ก่อสร้างป้อมยามรักษาความปลอดภัยบริเวณด้านหน้าถนนเข้าโครงการและขึ้นป้ายโฆษณาให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการ จัดพิมพ์แผ่นพับประชาสัมพันธ์โครงการซึ่งโจทก์บางรายเข้ามาจองซื้อและทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย แต่ปรากฏว่าที่ดินที่จะก่อสร้างโครงการของจำเลยดังกล่าวอยู่ในเขตผังเมืองประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางเป็นที่ดินประเภท ย.6 (สีส้ม) ซึ่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 กำหนดให้การก่อสร้างอาคารอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษจะต้องตั้งอยู่บริเวณริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร และต้องตั้งอยู่ห่างจากทางสาธารณะในระยะไม่เกิน 200 เมตร (ที่ถูกน่าจะ ห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เว้นแต่ การอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นมีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 16 เมตร) ที่ดินของจำเลยจึงขัดต่อกฎกระทรวงดังกล่าว จำเลยจึงแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 62226 ออกเป็นที่ดินแปลงย่อยโฉนดเลขที่ 62227, 63045 และ 63046 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 34.2 ตารางวา, 36.6 ตารางวา และ 1 งาน 8.3 ตารางวา ตามลำดับ โดยที่ดินที่แบ่งแยกออกไปทั้ง 3 แปลง ดังกล่าวจะเป็นส่วนของถนนเข้าออกจากโครงการไปสู่ถนนราษฎร์บูรณะกับส่วนที่เป็นสวนหย่อมสำหรับปลูกต้นไม้ริมถนนทั้งสองด้าน แล้วยกที่ดินทั้ง 3 แปลง ให้กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นถนนสาธารณประโยชน์ส่งผลทำให้ถนนเข้าออกและพื้นที่สวนหย่อมริมขอบถนนดังกล่าวรวมถึงป้ายชื่ออาคารและป้อมยามรักษาความปลอดภัยที่อยู่ด้านหน้ามิได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอีกต่อไป จากนั้นจำเลยแก้ไขแบบแปลนแผนผังและรายละเอียดอาคารชุดเสียใหม่จากเดิมมีห้องชุด 2,404 ห้อง เหลือห้องชุด 1,820 ห้อง ซึ่งห้องชุดจะมีด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาดเนื้อที่ประมาณ 28 ตารางเมตร และขนาดเนื้อที่ประมาณ 58 ตารางเมตร และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด ช. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 โดยมีเนื้อที่ 16 ไร่ 22.6 ตารางวา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าสิบสองหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการ หรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทำสัญญาไว้ ให้ถือว่าข้อความ การกระทำหรือข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ…" ซึ่งแผ่นพับโครงการ ช. ของจำเลย เป็นการโฆษณาโครงการก่อสร้างอาคารชุดของจำเลยเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป จะมีแผนผังโครงการ แสดงภาพจำลองโครงการและทางพิพาทเข้าออกโครงการ ทางพิพาทมีรูปต้นไม้เป็นแนวยาวข้างทาง ลักษณะเป็นถนนเข้าออกโครงการ และตามภาพถ่ายยังแสดงให้เห็นการสร้างป้อมยามรักษาความปลอดภัยถนนเข้าโครงการ ซึ่งจำเลยก็รับว่าจำเลยปรับถมดินก่อสร้างถนนเข้าออกระหว่างโครงการกับถนนราษฎร์บูรณะ ปลูกต้นไม้ตลอดแนวถนน ก่อสร้างป้อมยามรักษาความปลอดภัยบริเวณด้านหน้าถนนเข้าโครงการและขึ้นป้ายโฆษณาให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการ ทางพิพาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ดังนั้น แผ่นพับโครงการของจำเลย เป็นการโฆษณาของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจทำให้ผู้จะซื้อห้องชุดซึ่งเป็นผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยว่า จำเลยจะมอบทางพิพาทเป็นถนนเข้าออกโครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันให้ผู้จะซื้อห้องชุดเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้จะซื้อเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย จึงถือว่าแผ่นพับโฆษณาโครงการของจำเลย เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างผู้จะซื้อห้องชุดกับจำเลย แต่ต่อมาพื้นที่โครงการตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 62226 อยู่ในเขตผังเมืองประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางที่ดินประเภท ย.6 (สีส้ม) ซึ่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 กำหนดให้การก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ จะต้องตั้งอยู่บริเวณริมถนนสาธารณะมีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร และตั้งอยู่ห่างจากทางสาธารณะในระยะไม่เกิน 200 เมตร (ที่ถูกน่าจะ ห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เว้นแต่การอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 16 เมตร) จำเลยจึงต้องยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์และแก้ไขแผนผังโครงการโดยระบุว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณประโยชน์ตามแผนผัง ซึ่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 มีโจทก์ที่ 6 ที่ 16 ที่ 21 และที่ 44 ทำบันทึกแนบท้ายสัญญากับจำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังขนาดพื้นที่โครงการเป็นเนื้อที่ 16 ไร่ 22.6 ตารางวา โดยมีแผนผังโครงการที่ระบุว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณประโยชน์แนบท้ายบันทึก และจำนวนเนื้อที่โครงการตรงกับข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่าแผนผัง ระบุว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณประโยชน์ และจำเลยมีนางสาวจุฑารัตน์ พนักงานขายของจำเลยเบิกความว่าประมาณเดือนกรกฎาคม 2554 จำเลยแก้ไขแผนผังโครงการจากเดิม 4 ทาวเวอร์ เหลือ 3 ทาวเวอร์ จำเลยติดแผนผังดังกล่าวไว้ ณ สำนักงานขายชั่วคราวของจำเลยโดยชัดแจ้งเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจจะจองซื้อห้องชุดได้ทราบข้อมูลโดยทั่วกันพร้อมทั้งจัดพิมพ์แผ่นพับประชาสัมพันธ์ (โบรชัวร์) ของโครงการ เพื่อใช้โฆษณาให้ลูกค้าที่สนใจจะจองซื้อห้องชุดทราบถึงรายละเอียดและข้อมูลเบื้องต้นของโครงการ ซึ่งในแผ่นพับดังกล่าวระบุถนนเข้า-ออก ระหว่างโครงการกับถนนราษฎร์บูรณะไว้โดยชัดเจนว่าเป็นถนนสาธารณประโยชน์ พยานและพนักงานขายโฆษณาขายห้องชุดให้ลูกค้าตามแผ่นพับดังกล่าว ซึ่งแผนผังที่ติดไว้ที่สำนักงานขายของจำเลยจะเหมือนกับแผนผังแนบท้ายบันทึกดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีการปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการในเดือนกรกฎาคม 2554 และติดแผนผังไว้ในสำนักงานขายของจำเลย ดังนั้น โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 21 ที่ 24 ที่ 30 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 44 ที่ 46 ที่ 47 และที่ 50 ที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยก่อนเดือนกรกฎาคม 2554 และโจทก์ที่ 38 ที่ 39 และที่ 51 ที่ทำบันทึกเปลี่ยนแปลงสัญญากับจำเลยและผู้จะซื้อเดิม ก่อนที่จำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังขนาดเนื้อที่โครงการ ซึ่งโจทก์ที่ 38 ที่ 39 และที่ 51 ย่อมรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเดิมจากผู้จะซื้อเดิม หลังจากทำสัญญาและบันทึกดังกล่าวแล้วจำเลยยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ โดยอ้างว่าพื้นที่ก่อสร้างโครงการอยู่ในเขตผังเมืองประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ที่ดินประเภท ย.6 (สีส้ม) ซึ่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 กำหนดให้การก่อสร้างอาคารอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ จะต้องตั้งอยู่บริเวณริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร และตั้งอยู่ห่างทางสาธารณะในระยะไม่เกิน 200 เมตร (ที่ถูกน่าจะ ห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เว้นแต่การอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 16 เมตร) จำเลยจึงต้องยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์นั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างอาคารชุดขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมมีห้องชุด 2,404 ห้อง ย่อมจะมีความรู้ความชำนาญในการประกอบธุรกิจ จำต้องศึกษาและตรวจสอบข้อกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อนที่จะดำเนินการโฆษณาและก่อสร้างอาคารชุด การที่จำเลยโฆษณาขายอาคารชุดก่อนการดำเนินการดังกล่าว ถือได้ว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจำเลยหลอกลวงปิดบังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นถนนในพื้นที่โครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อจำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการ แล้วแจ้งให้ผู้จองห้องชุดก่อนการปรับเปลี่ยนแผนผังมาทำบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาแล้ว มีแต่โจทก์ที่ 21 และที่ 44 มาทำบันทึก แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าได้แจ้งให้โจทก์ที่ไม่มาทำบันทึกทราบแล้ว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนการที่โจทก์ที่ 21 และที่ 44 ทำบันทึกแนบท้ายสัญญากับจำเลยให้ปรับเปลี่ยนแผนผังขนาดเนื้อที่โครงการเป็นเนื้อที่ 16 ไร่ 22.6 ตารางวา ถือได้ว่าโจทก์ที่ 21 และที่ 44 ยอมรับการกระทำของจำเลยที่ยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ สละสิทธิ์ที่จะบังคับจำเลยตามสัญญา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์ที่ 21 และที่ 44 ส่วนที่สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดมีข้อสัญญาว่า ผู้จะขายสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนผังของโครงการ... ทรัพย์ส่วนกลางได้ตามความเหมาะสม โดยผู้จะซื้อตกลงไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาของผู้จะขายแต่อย่างใดก็ตาม แต่การที่จำเลยยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ภายหลังจากมีผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนผังของโครงการที่เกินสมควรและไม่เป็นธรรมต่อผู้จะซื้อห้องชุดกับจำเลยที่หวังจะได้ทางพิพาทเป็นพื้นที่ในโครงการเป็นทรัพย์ส่วนกลางเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันของผู้อาศัยในอาคารชุด จำเลยจึงไม่อาจยกข้อสัญญาดังกล่าวขึ้นอ้างปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 24 ที่ 30 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 46 ที่ 47 ที่ 50 และที่ 51 ส่วนโจทก์ที่ 9 ที่ 13 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 27 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 49 และที่ 52 ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยระหว่างเดือนสิงหาคม 2554 ถึงปี 2559 ภายหลังจำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการ โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 16 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 26 ที่ 29 ที่ 35 ที่ 37 ที่ 40 ที่ 41 ทำบันทึกเปลี่ยนแปลงสัญญากับจำเลยและผู้จะซื้อเดิมหลังจากที่จำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการ โจทก์ที่ 28 ที่ 34 ที่ 45 และที่ 48 ไม่ปรากฏว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเมื่อใด แต่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยในช่วงปี 2557 ถึง 2558 โจทก์ที่ 15 และที่ 25 รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากผู้จะซื้อเดิมเมื่อปี 2558 ถึง 2559 ซึ่งผู้จะซื้อเดิมรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยเมื่อปี 2557 ภายหลังจากที่จำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการแล้ว การที่โจทก์ดังกล่าวที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย ทำบันทึกเปลี่ยนแปลงสัญญากับจำเลยและผู้จะซื้อเดิม รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยและผู้จะซื้อเดิม ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยปรับเปลี่ยนแผนผังโครงการโดยยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ในเดือนกรกฎาคม 2554 แล้ว โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนย่อมจะต้องศึกษา ตรวจสอบทำเลที่ตั้งของโครงการมาก่อนแล้วที่จะตัดสินใจซื้อห้องชุด เนื่องจากห้องชุดที่จะซื้อมีราคาสูง การทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด บันทึกเปลี่ยนแปลงสัญญา ก็ทำกันที่สำนักงานขายของจำเลยอันเป็นที่ตั้งโครงการซึ่งติดแผนผังโครงการที่ระบุว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณประโยชน์ไว้ โจทก์ดังกล่าวย่อมทราบอยู่แล้วว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่พื้นที่ในโครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงปิดบังโจทก์ดังกล่าวว่าทางพิพาทเป็นทางพื้นที่ในโครงการอันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดต่อโจทก์ดังกล่าว

ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 11 ที่ 24 ที่ 30 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 46 ที่ 47 ที่ 50 และที่ 51 หรือไม่ เห็นว่า แม้โครงการอาคารชุด ช. ของจำเลยจะอยู่ในแหล่งที่มีความเจริญ แต่การที่จำเลยยกทางพิพาทให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ย่อมทำให้โจทก์ดังกล่าวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกอาคารชุด ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยความเป็นส่วนตัว และความร่มรื่นของต้นไม้ริมทางพิพาทที่ผู้อาศัยห้องชุดจะได้รับ ย่อมกระทบถึงราคาห้องชุดของโจทก์ดังกล่าวทำให้ราคาลดลง ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจะเห็นได้ว่าเนื้อที่ห้องชุดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน แต่ราคาห้องชุดจะไม่เท่ากัน ดังนั้น ราคาห้องชุดแต่ละห้องที่อยู่ในอาคารชุดจะขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของแต่ละห้อง จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โดยเทียบเคียงกับราคาห้องชุดที่โจทก์ดังกล่าวซื้อมาตามเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ดังนี้ โจทก์ที่ 2 ซื้อห้องชุด 2 ห้อง ราคา 1,670,000 บาท และ 1,690,000 บาท กำหนดให้ห้องละ 48,000 บาท รวมเป็นเงิน 96,000 บาท โจทก์ที่ 11 ที่ 46 ซื้อห้องชุดราคาห้องละ 1,590,000 บาท และโจทก์ที่ 50 ซื้อห้องชุดราคา 1,600,000 บาท กำหนดให้ห้องละ 46,000 บาท โจทก์ที่ 24 ซื้อห้องชุดราคา 1,490,000 บาท กำหนดให้ 44,000 บาท โจทก์ที่ 32 ซื้อห้องชุดราคา 1,430,000 บาท กำหนดให้ 43,000 บาท โจทก์ที่ 47 ซื้อห้องชุดราคา 1,390,000 บาท กำหนดให้ 42,000 บาท และโจทก์ที่ 51 ซื้อห้องชุดราคา 1,200,000 บาท กำหนดให้ 40,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ที่ 30 ที่ 33 และที่ 42 ซื้อห้องชุดราคา 3,590,000 บาท 3,290,000 บาท 3,390,000 บาท และ 3,150,000 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้คนละ 100,000 บาท และโจทก์ที่ 38 ที่ 39 ซื้อห้องชุดราคาห้องละ 1,790,000 บาท โจทก์ที่ 43 ซื้อห้องชุดราคา 1,750,000 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้ห้องละ 50,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ที่ฝ่ายโจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องนั้น ฝ่ายโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ และฝ่ายโจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 96,000 บาท โจทก์ที่ 3 ที่ 30 ที่ 33 ที่ 42 คนละ 100,000 บาท โจทก์ที่ 11 ที่ 46 ที่ 50 คนละ 46,000 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 44,000 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 43,000 บาท โจทก์ที่ 38 ที่ 39 ที่ 43 คนละ 50,000 บาท โจทก์ที่ 47 เป็นเงิน 42,000 บาท และโจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้นถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 23 ที่ 25 ถึงที่ 29 ที่ 31 ที่ 34 ถึงที่ 37 ที่ 40 ที่ 41 ที่ 44 ที่ 45 ที่ 48 ที่ 49 และที่ 52 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภ. กับพวก
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3312/2564
#687004
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 861 สัญญาประกันภัยเป็นนิติกรรมสองฝ่ายที่คู่สัญญามีคำเสนอคำสนองต้องตรงกันที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัยด้วย กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบของสัญญาไว้ ส่วนตารางกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเพียงหลักฐานการรับประกันที่ผู้รับประกันภัยออกให้แก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อแสดงว่าตนได้เข้ารับประกันความเสี่ยงภัยนั้นไว้แล้ว หาใช่เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองในนามของโจทก์ตามใบคำขอเอาประกันภัย ซึ่งในข้อ 12 ระบุความคุ้มครองภัยเพิ่มพิเศษรวมถึงลมพายุไว้ด้วย และต่อมาจำเลยที่ 2 ออกกรมธรรม์ประกันภัยโดยเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ได้ให้คำจำกัดความคำว่า กรมธรรม์ประกันภัย หมายความรวมถึง ใบคำขอเอาประกันด้วย ดังนั้น ใบคำขอเอาประกันภัยจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัย นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยว่าทำสัญญาประกันภัยวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่ผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 พิจารณารับประกันวินาศภัยในทรัพย์ที่เอาประกันภัยของโจทก์ และถือว่าเป็นวันที่คำเสนอและคำสนองของโจทก์และจำเลยที่ 2 ตรงกันอันเป็นวันที่สัญญาประกันภัยเกิดขึ้น และจำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับการพิจารณารับประกันภัยของผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ในการสืบพยานต่อศาลชั้นต้นทั้งที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 และไม่ยากแก่การนำสืบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่คุ้มครองความเสี่ยงภัยพิเศษจากลมพายุ และกรมธรรม์ประกันภัยออกเป็นหลักฐานเมื่อวันหลังจากที่เกิดวินาศภัยในคดีนี้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะคุ้มครองความเสี่ยงภัยพิเศษจากลมพายุก็ควรโต้แย้งหรือแจ้งต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์เสียแต่ในโอกาสแรก แต่ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น และต้องถือว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากโจทก์โดยรวมถึงภัยอันเกิดจากลมพายุตามที่มีการระบุในใบคำขอเอาประกันภัยตามข้ออ้างของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,352,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยทุกประเภท โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 มีวงเงินสินเชื่อรวมหลายประเภท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9493 และ 9494, 22666 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นหลักประกันในวงเงิน 12,000,000 บาท มีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องเอาประกันภัยและต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ที่เป็นหลักประกันประเภทคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิด โดยระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ หากโจทก์ไม่ดำเนินการเอาประกันภัยดังกล่าวยินยอมให้จำเลยที่ 1 จัดการเอาประกันภัยแทนโจทก์ได้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองในนามของโจทก์ จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ โดยให้มีผลคุ้มครองเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2555 เกิดลมพายุทำให้อาคารโรงงาน สำนักงานและบ้านพักคนงานของโจทก์บนที่ดินดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่ากรมธรรม์ประกันภัยไม่คุ้มครองถึงภัยที่เกิดจากลมพายุ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 บัญญัติว่า อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดั่งได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย ดังนั้น สัญญาประกันภัยจึงเป็นนิติกรรมสองฝ่ายที่คู่สัญญามีคำเสนอและคำสนองต้องตรงกัน ที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัย โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบของสัญญาไว้ ส่วนตารางกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเพียงหลักฐานการรับประกันที่ผู้รับประกันภัยออกให้แก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อแสดงว่าตนได้เข้ารับประกันการเสี่ยงภัยนั้นไว้แล้ว หาใช่เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ โจทก์ฟ้องและนำสืบได้ความว่า โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9493 และ 9494, 22666 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นหลักประกันหนี้รวม 3 ประเภท ไว้แก่จำเลยที่ 1 และนำทรัพย์อันเป็นหลักประกันดังกล่าวมาทำประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรวมถึงภัยเพิ่มพิเศษคือลมพายุ และจำเลยที่ 2 รับประกันวินาศภัยดังกล่าวไว้แล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่าได้รับประกันภัยทรัพย์ที่เอาประกันภัยนั้นไว้จากโจทก์จริง โดยได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยและใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแล้ว แต่กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้คุ้มครองถึงภัยพิเศษจากลมพายุ กรณีจึงมีปัญหาแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญารับประกันภัยให้ไว้แก่โจทก์ในทรัพย์ที่เอาประกันภัยโดยรวมความคุ้มครองถึงภัยพิเศษจากลมพายุหรือไม่เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า วันที่ 18 เมษายน 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองในนามของโจทก์ โดยให้มีผลคุ้มครองเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 ซึ่งในข้อ 12 ระบุความคุ้มครองภัยเพิ่มพิเศษรวมถึงลมพายุไว้ด้วย และต่อมาจำเลยที่ 2 ออกกรมธรรม์ประกันภัย โดยเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ได้ให้ คำจำกัดความ คำว่า "กรมธรรม์ประกันภัย" หมายความรวมถึง ใบคำขอเอาประกันด้วย ดังนั้น ใบคำขอเอาประกันภัย จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัย นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยว่า ทำสัญญาประกันภัยวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่ผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 พิจารณารับประกันวินาศภัยในทรัพย์ที่เอาประกันภัยของโจทก์และถือว่าเป็นวันที่คำเสนอและคำสนองของโจทก์และจำเลยที่ 2 ตรงกัน อันเป็นวันที่สัญญาประกันภัยเกิดขึ้น แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานเกี่ยวกับการพิจารณารับประกันภัยของผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ในการสืบพยานต่อศาลชั้นต้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 และไม่ยากแก่การนำสืบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่คุ้มครองความเสี่ยงภัยพิเศษจากลมพายุ จำเลยที่ 2 กลับนำสืบกล่าวอ้างแต่เพียงว่ากรมธรรม์ประกันภัยมีเอกสารแนบท้าย และเอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุความคุ้มครองถึงภัยลมพายุ ทั้งที่กรมธรรม์ประกันภัยออกเป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นวันหลังจากที่เกิดวินาศภัยในคดีนี้ โดยเฉพาะหากจำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะคุ้มครองความเสี่ยงภัยพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับลมพายุก็ควรจะโต้แย้งหรือแจ้งต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์เสียแต่ในโอกาสแรก มิใช่ปล่อยให้ระยะเวลาคุ้มครองเริ่มต้นนับแต่วันที่ยื่นคำขอเอาประกันภัย หรือมิฉะนั้นก็สามารถกำหนดเป็นข้อยกเว้นความรับผิดไว้โดยชัดแจ้งในกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยที่ 2 หาได้ดำเนินการเช่นว่านั้นไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น และต้องถือว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากโจทก์โดยรวมถึงภัยอันเกิดจากลมพายุตามที่มีการระบุไว้ในใบคำขอเอาประกันภัยตามข้ออ้างของโจทก์ เมื่ออาคารสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยได้รับความเสียหายจากลมพายุพัด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิจารณาจากคำเบิกความของนายชัชวาล พยานโจทก์ผู้รับจ้างก่อสร้างรายใหม่ที่เบิกความประกอบใบเสร็จรับเงิน และตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า การก่อสร้างอาคารหลังใหม่แข็งแรงกว่าอาคารหลังเดิมเนื่องจากต้องป้องกันลมพายุด้วย แสดงว่าอาคารที่ก่อสร้างใหม่ต้องมีราคาก่อสร้างสูงกว่าอาคารหลังเดิมเพราะใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพดีและมั่นคงแข็งแรงมากกว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าอาคารหลังเดิมที่ได้รับความเสียหายราคาเท่าใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้นถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — บริษัท ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายธวัช โพธิ์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2564
#666587
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 วรรคสอง ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ การประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 7 แล้ว ยังมีผู้ค้ำประกันที่เป็นพนักงานของโจทก์อีก 5 คนด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท รวม 5 คน คิดเป็นมูลค่า 150,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายในวงเงินรวมหลักประกันมีมูลค่ามากกว่าหนี้คงเหลือและดอกเบี้ย ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตรของโจทก์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ 641,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 604,885 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ที่ขาดจนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 641,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 604,885 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองแล้วได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่ขาดแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 7 กำหนดให้โจทก์จัดให้มีบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ไว้บัญชีหนึ่งต่างหากจากบัญชีอื่น เพื่อจ่ายเป็นเงินกู้แก่พนักงานของโจทก์ ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานโจทก์ค้ำประกันเงินกู้ได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท โดยใช้บุคคลค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 150,000 บาท วงเงินที่เกิน 150,000 บาท ต้องจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือใช้เงินฝากสะสมเป็นหลักประกัน และข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่าเมื่อผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่หรือจัดหาหลักประกันอื่นให้เสร็จสิ้นก่อนที่ผู้ค้ำประกันเดิมจะออกจากสหกรณ์มิฉะนั้นถือว่าผู้กู้ผิดสัญญา สหกรณ์มีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระเงินสดคงค้างทั้งสิ้นคืนได้ ขณะจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 รวม 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายหน้า ในวงเงิน 268,000 บาท 198,000 บาท และ 186,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี กำหนดชำระ 10 งวด งวดละ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป โดยมีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 พนักงานของโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มิได้จัดให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แทนก่อนจำเลยที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานโจทก์ นับถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ คงเหลือหนี้ค้างชำระแก่โจทก์คิดเป็นต้นเงิน 604,885 บาท และดอกเบี้ย 36,542 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกู้เงินของจำเลยที่ 1 ก็แต่โดยอาศัยสิทธิการเป็นพนักงานของโจทก์ในการกู้ยืมเงินจากบัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ที่โจทก์ได้จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ ซึ่งจะเห็นได้จากสัญญากู้เงินระยะปานกลาง ข้อ 3 ระบุว่าเป็นการกู้เงินเฉพาะวัตถุประสงค์เพื่อสวัสดิการพนักงาน ข้อ 4 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระบุได้ใจความพอสังเขปเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยและค่าปรับให้เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และในวรรคสามระบุได้ใจความพอสังเขปว่าหากมีกรณีตามที่กำหนดในระเบียบการให้กู้เงินระยะสั้นและระยะปานกลางแก่สมาชิก ผู้กู้ยินยอมให้สหกรณ์มีอำนาจเรียกเงินกู้คืน หากไม่ชำระคืนผู้กู้ยินยอมชำระเบี้ยปรับ จากพฤติการณ์และข้อสัญญาดังกล่าวแสดงถึงเจตนาอันชัดแจ้งของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ให้ถือเอาระเบียบของสหกรณ์โจทก์เกี่ยวกับการกู้เงินมาบังคับเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินระยะปานกลางด้วย ซึ่งก็คือระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 นั่นเอง ดังนี้ นอกจากโจทก์และจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญากู้เงินระยะปานกลางแล้ว ยังต้องถือปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวด้วย กล่าวเฉพาะกรณีพิพาทคดีนี้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่จัดให้มีผู้ค้ำประกันคนใหม่แทนก่อนจำเลยที่ 7 จะออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 วรรคสอง กรณีผู้ค้ำประกันออกจากสหกรณ์ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นอกจากกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดหาผู้ค้ำประกันใหม่แทนผู้ค้ำประกันที่ลาออกแล้ว ยังได้กำหนดให้ผู้กู้มีสิทธิจัดหาหลักประกันอื่นมาเพิ่มเติมอันเป็นทางเลือกของผู้กู้อีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันก็คือเพื่อให้ผู้ให้กู้ได้มีหลักประกันเพียงพอครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่อันเป็นการป้องกันมิให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการบังคับชำระหนี้กรณีผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ปรากฏว่าหลักประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 มีทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์หลักประกันด้วยบุคคลนอกจากจำเลยที่ 7 แล้ว ยังมีผู้ค้ำประกันที่เป็นพนักงานของโจทก์ คือจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 รวม 5 คนด้วย โดยตามระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 (4) กำหนดให้พนักงานสหกรณ์ค้ำประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แสดงว่าโจทก์ตีมูลค่าการค้ำประกันเป็นเงินคนละ 30,000 บาท รวม 5 คน คิดเป็นมูลค่า 150,000 บาท ส่วนหลักประกันด้วยทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12937, 33748 และ 5723 รวม 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดภายหน้า ในวงเงิน 268,000 บาท 198,000 บาท และ 186,000 บาท ตามลำดับ รวมหลักประกันด้วยทรัพย์มีมูลค่าเป็นเงิน 652,000 บาท เท่ากับหลังจากจำเลยที่ 7 ออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้วโจทก์ยังมีหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องทั้งหลักประกันด้วยบุคคลและทรัพย์มูลค่ารวมทั้งสิ้น 802,000 บาท ได้ความว่าขณะฟ้องจำเลยที่ 1 มีหนี้คงเหลือ เงินต้น 604,885 บาท และดอกเบี้ย 36,542 บาท โดยก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เลย ดังนี้ หลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องของโจทก์จึงมีมูลค่าเกินกว่าหนี้คงเหลือที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์สำหรับในงวดอนาคต เป็นจำนวนกว่า 170,000 บาท ซึ่งนับเป็นหลักประกันที่มั่นคงมีมูลค่ามากกว่าจำนวนหนี้เงินกู้ที่เหลือมาก การที่จำเลยที่ 7 ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จึงไม่มีผลทำให้หลักประกันการชำระหนี้ของโจทก์มีมูลค่าลดน้อยลงจนอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ครบถ้วนกรณีจำเลยที่ 1 ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ได้ แม้ระเบียบสหกรณ์การเกษตร ศ. ว่าด้วย เงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าหลักประกันที่เหลืออยู่มีมูลค่าครอบคลุมหนี้เงินกู้ที่เหลือเป็นจำนวนมากเช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีก กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเจตนารมณ์ระเบียบดังกล่าวแล้ว ดังนี้ การที่จำเลยที่ 7 ลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดหาผู้ค้ำประกันคนใหม่มาแทน จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น กรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร ศ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวกรกมล พุทธซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวงศ์สถิต แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3299/2564
#681687
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามทางวินิจฉัยของศาลแขวงดุสิตปรากฏชัดแจ้งว่า กลุ่มจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นเอกชน ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานรัฐกระทำการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 และมาตรา 157 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 มิได้เป็นเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดได้เพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าพนักงาน เพียงแต่กรมควบคุมมลพิษโจทก์ในคดีดังกล่าวเลือกแยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นคดีฉ้อโกงที่มีโทษต่ำกว่า ทั้งยังเป็นคดียอมความได้ เช่นนี้เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) แม้โจทก์จะเลือกแยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 ที่เป็นเอกชนในฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความผิดมูลฐานที่มีการกระทำเกิดขึ้น ก็หาเป็นเหตุเปลี่ยนแปลงการกระทำความผิดมูลฐานให้แปรเปลี่ยนไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ธนาคาร ก. สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-38xxx-x จำนวนเงิน 72,638,946.29 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ธนาคาร ก. สาขาสยามสแควร์ บัญชีเลขที่ 152-2-45xxx-x จำนวนเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกผล ซึ่งเป็นเงินที่กิจการร่วมค้า อ. ได้รับมาจากกรมควบคุมมลพิษในโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีหมายเลขแดงที่ อม.2/2551 คำพิพากษาของศาลอาญา คดีหมายเลขแดงที่ อ.4197/2558 และคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3501/2552 ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงิน 72,638,946.29 บาท ของผู้คัดค้านที่ 1 และเงิน 50,000,000 บาท ของผู้คัดค้านที่ 2 ทั้งสองรายการพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง โดยให้ถือเอาบัญชีรายการทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 กรมควบคุมมลพิษสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ร. จำนวน 3,965,428,361 บาท ให้แก่กิจการร่วมค้า อ. ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2558 กิจการร่วมค้า อ. โอนเงินจำนวน 562,500,000 บาท เข้าบัญชีบริษัท ป. ที่ธนาคาร ก. สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 238-0-72xxx-x จากนั้นบริษัท ป. โอนเงินจำนวน 68,500,000 บาท เข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 ที่ธนาคาร ก. สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-38xxx-x กับโอนเงินจำนวน 423,700,000 บาท เข้าบัญชีนางจรัสพิมพ์ ซึ่งเป็นมารดาของผู้คัดค้านทั้งสองที่ธนาคาร ก. สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-60xxx-x จากนั้นนางจรัสพิมพ์โอนเงินจำนวน 100,000,000 บาท เข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าว และโอนเงินจำนวน 50,000,000 บาท เข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 ที่ธนาคาร ก. สาขาสยามสแควร์ บัญชีเลขที่ 152-2-45xxx-x ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 คณะกรรมการธุรกรรมได้ประชุมแล้วพบข้อเท็จจริงว่านายวัฒนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจข่มขู่หรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการให้ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบจำนวน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณประโยชน์ และที่ทิ้งขยะซึ่งเป็นที่หวงห้ามเพื่อขายให้แก่กรมควบคุมมลพิษ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมาตรา 157 โดยกรมควบคุมมลพิษได้จ้างบริษัท ส. ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ตำบลคลองด่านไม่เหมาะสม เป็นดินเหลวใกล้ชายทะเล แต่เสนอให้แบ่งการดำเนินโครงการเป็น 2 แห่งคือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางปูใหม่และฝั่งตะวันตกที่ตำบลบางปลากด นายสุวัจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมได้เสนอโครงการจัดการน้ำเสียต่อคณะรัฐมนตรี ต่อมาในวันที่ 17 ตุลาคม 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ กำหนดสถานที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในวงเงินงบประมาณจำนวน 13,612 ล้านบาท กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการประกาศประกวดราคาก่อสร้างระบบจัดการน้ำเสีย ครั้งแรกตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดสถานที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลบางปูใหม่และตำบลบางปลากด จากนั้นกรมควบคุมมลพิษได้มีประกาศเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 ให้ท้องที่ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่สามารถยื่นเอกสารเพื่อขายที่ดิน โดยไม่คำนึงถึงผลรายงานการศึกษาที่เห็นว่าที่ดินตำบลคลองด่านไม่เหมาะสม ทำให้กลุ่มกิจการร่วมค้า อ. ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ป. ที่มีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการรวมอยู่ด้วย และได้รับดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยกรมควบคุมมลพิษประกาศเปลี่ยน TOR เป็นโครงการออกแบบรวมก่อสร้างและระบบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ มีการขอเพิ่มงบประมาณเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเป็นวาระจรโดยไม่ผ่านสำนักงบประมาณเป็น 22,955 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2550 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาแก่นายวัฒนา ผลคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ อม.2/2551 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 พิพากษาลงโทษจำคุกนายวัฒนา 10 ปี ในวันที่ 8 ธันวาคม 2554 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดนายปกิต อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม 7 กองจัดการควบคุมคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ฐานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ทำให้รัฐจัดซื้อที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบ ต้องจ่ายค่าที่ดินและค่าก่อสร้างโครงการและไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบมาตรา 83 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4197/2558 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558 พิพากษาจำคุกนายปกิต จำเลยที่ 1 นายศิริธัญญ์ จำเลยที่ 2 และนางยุวรี จำเลยที่ 3 คนละ 20 ปี ตามคำพิพากษาของศาลอาญา ปรากฏข้อความว่ากิจการร่วมค้า อ. และกลุ่มเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับกรมควบคุมมลพิษร่วมกันบิดเบือนข้อเท็จจริง ดำเนินการเสนอเข้าประกวดราคาในแต่ละขั้นตอนโดยทุจริตโดยมีจำเลยทั้งสามดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่โดยเลือกดำเนินการแต่ละขั้นตอนไปในทางขัดต่อระเบียบทางการ มติคณะรัฐมนตรี และไม่ชอบกฎหมาย สมคบกับกิจการร่วมค้าในทุกขั้นตอนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเอกชนดังกล่าวได้เข้ามาเป็นคู่สัญญา ทำให้มีการยื่นฟ้องกิจการร่วมค้า อ. เป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกรวม 19 คน โดยบริษัท ป. เป็นจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 1 ของคดีนี้เป็นจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงต่อศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงดุสิตรับฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่เป็นนิติบุคคล แล้วพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 โดยปรับจำเลยที่เป็นนิติบุคคลรวมถึงจำเลยที่ 4 บริษัท ป. รายละ 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่เป็นบุคคลรวมถึงผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าวคนละ 3 ปี โดยศาลแขวงดุสิตวินิจฉัยว่า กลุ่มบริษัทจัดหาที่ดินมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัทดำเนินการก่อสร้าง และมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของนายปกิต อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกับพวก คณะกรรมการธุรกรรมจึงเสนอให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) (15) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จากนั้นจึงมีการดำเนินการอายัดเงินในบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีเงินคงเหลือจำนวน 72,638,946.29 บาท และเงินในบัญชีของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งมีเงินคงเหลือจำนวน 50,000,000 บาท ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เงินที่อายัดจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าการทำธุรกรรมระหว่างกิจการร่วมค้า อ. กับกรมควบคุมมลพิษเป็นการดำเนินการโดยชอบตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ เงินที่อายัดเป็นเงินจากการกระทำความผิดมูลฐานและมีเหตุให้ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 2/2554 ลงวันที่ 12 มกราคม 2554 เป็นคำชี้ขาดในข้อพิพาททางแพ่งที่มีกระบวนวิธีพิจารณาพิเศษตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำชี้ขาดหามีผลผูกพันการพิจารณาค้นหาข้อเท็จจริงของศาลไม่ หากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว คู่กรณีประสงค์จะคัดค้านคำชี้ขาดก็ดี หรือต้องการบังคับตามคำชี้ขาดก็ดี ก็จะต้องมาร้องขอบังคับหรือร้องคัดค้านขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาล โดยศาลจะพิจารณาเพียงกระบวนการดำเนินการในชั้นอนุญาโตตุลาการ และเหตุที่ไม่สามารถจะระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎหมาย หรือการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 หรือมาตรา 43 แล้วแต่กรณี โดยศาลที่พิจารณาตามคำร้องขอดังกล่าวไม่ได้วินิจฉัยลงไปในเนื้อหาข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดของข้อพิพาท กระบวนการในชั้นศาลจึงเป็นเพียงพิจารณาว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีเหตุให้ยอมรับ (recognition) หรือไม่ และควรบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (enforcement) ได้หรือไม่ ดังนั้น การที่คู่กรณีพิพาทได้นำคดีมาขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครอง แต่กรมควบคุมมลพิษ ผู้คัดค้าน ได้คัดค้านโดยอ้างว่าสัญญาจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ เพราะเป็นการทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม และสำคัญผิดในทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และข้อเรียกร้องไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.487-488/2557 ว่า คดีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ตามมาตรา 43 (4) จึงพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ แสดงว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ว่าได้กระทำความผิดมูลฐานที่จะริบเงินได้ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกทั้งปัญหาว่าการกระทำของผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญา จึงไม่อาจเอาข้อวินิจฉัยในคดีแพ่งหรือคดีปกครองมาผูกพันการรับฟังข้อเท็จจริงในทางอาญาได้ ต่างจากการรับฟังข้อเท็จจริงทางแพ่งที่มีกฎหมายคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ที่กำหนดให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังนั้น ข้ออ้างของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่า เงินที่กรมควบคุมมลพิษ จ่ายให้แก่กิจการร่วมค้า อ. แล้วกิจการร่วมค้า อ. จ่ายให้แก่บริษัท ป. แล้วโอนต่อมาให้ผู้คัดค้านทั้งสอง เป็นการจ่ายเงินตามสัญญาจ้างโดยชอบตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด นั้น จึงยังไม่อาจนำมารับฟังเป็นยุติได้ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า เงินที่อายัดในคดีนี้เป็นเงินจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากกิจการร่วมค้า อ. ได้ทำสัญญาก่อสร้างโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ กับกรมควบคุมมลพิษ แล้วต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญาแก่นายวัฒนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฐานใช้อำนาจข่มขู่หรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ให้ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ทับที่คลองสาธารณประโยชน์และที่ทิ้งขยะซึ่งเป็นเขตหวงห้าม เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งชี้มูลวินัยร้ายแรงและอาญาแก่เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง และกำนันตำบลคลองด่าน นอกจากนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดแก่นายปกิต อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษและนางยุวรี อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม 7 กรมควบคุมมลพิษ ฐานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ทำให้รัฐจัดซื้อที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบ ต้องจ่ายค่าที่ดินและค่าก่อสร้างโครงการที่ไม่สามารถดำเนินโครงการเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งต่อมากรมที่ดินได้เพิกถอนโฉนดที่ดิน 5 แปลง เนื้อที่ 1,358 ไร่ ที่กิจการร่วมค้า อ. เสนอขายให้แก่กรมควบคุมมลพิษ เพื่อกลับเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน ต่อมากรมควบคุมมลพิษ เป็นโจทก์ฟ้องกิจการร่วมค้า อ. จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 19 คน ลงชื่อกระทำการแทนทั้งฝ่ายผู้จะซื้อและผู้จะขายเป็นการนำที่ดินที่ได้จากการรวบรวมแล้วออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ นำมาใช้เป็นที่ตั้งของโครงการตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ไม่ครบ และเป็นคลองเป็นถนนสาธารณะและเป็นที่ชายตลิ่ง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ในคดีดังกล่าวยังร่วมกันหลอกลวงกรมควบคุมมลพิษว่า ผู้ดำเนินโครงการตามสัญญาจะประกอบด้วยบริษัท น. ด้วย เพราะเป็นบริษัทที่มีเทคนิคและประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับระบบการกำจัดน้ำเสียอันเป็นคุณสมบัติและสาระสำคัญทำให้กิจการร่วมค้า อ. จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกมาเป็นผู้ชนะการประมูล แต่พวกจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงต่อกรมควบคุมมลพิษ ความจริงบริษัทดังกล่าวได้บอกเลิกหนังสือมอบอำนาจและไม่ยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาก่อสร้างการกระทำของกิจการร่วมค้า อ. จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการฉ้อโกงกรมควบคุมมลพิษ คดีดังกล่าวศาลแขวงดุสิตพิพากษายกฟ้องกิจการร่วมค้า อ. จำเลยที่ 1 แต่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 โดยจำเลยที่เป็นนิติบุคคลพิพากษาปรับ ส่วนจำเลยที่เป็นบุคคลพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ต่อมาคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8064/2560 โดยศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที 19 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 10 และที่ 11 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงที่ดิน จำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 19 คนละ 3 ปี ปรับจำเลยที่ 2 ที่ 10 ที่ 12 และที่ 16 คนละ 6,000 บาท ฐานฉ้อโกงสัญญา จำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 5 (ผู้คัดค้านที่ 1) ที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 คนละ 3 ปี ปรับจำเลยที่ 2 ที่ 4 (บริษัท ป.) ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 คนละ 6,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 11 คนละ 6 ปี ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 10 คนละ 12,000 บาท ดังนี้เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องร้องขอให้ทรัพย์สินคือเงินที่อายัดไว้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินจำนวนดังกล่าวมีที่มาจากการที่กรมควบคุมมลพิษจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่กิจการร่วมค้า อ. แล้วกิจการร่วมค้า อ. โอนให้บริษัท ป. จากนั้นบริษัท ป. โอนให้นางจรัสพิมพ์ แม้นางจรัสพิมพ์โอนเงินบางส่วนให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่ากิจการร่วมค้า อ. ไม่ได้กระทำหรือร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกง เพราะศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องกิจการร่วมค้า อ. แม้กิจการร่วมค้า อ. จะไม่ถูกพิพากษาลงโทษ แต่องค์ประกอบของกิจการร่วมค้าดังกล่าวประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ซึ่งศาลฎีกาในคดีดังกล่าวพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงแล้วพิพากษาปรับ แสดงว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น และแม้ว่าการกระทำผิดดังกล่าวกิจการร่วมค้า อ. ถูกยกฟ้อง ไม่ได้รับโทษก็ตาม แต่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญา และมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยความผิดอาญาและโทษอาญามุ่งบังคับแก่ตัวบุคคล ส่วนมาตรการทางแพ่งมุ่งบังคับแก่ตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดมูลฐาน เพราะถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ได้มาหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ไม่เป็นของผู้กระทำความผิด ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใด เพื่อตัดวงจรการกระทำผิดมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมต่อไป ดังนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกิดขึ้น และแม้ผู้โอนทรัพย์ให้จะถูกศาลพิพากษายกฟ้องไป ก็ยังดำเนินมาตรการทางแพ่งแก่ตัวทรัพย์สินนั้นได้ ดังนั้น ข้ออ้างของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่า กิจการร่วมค้า อ. ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เป็นการจ่ายเงินที่ชอบ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างต่อไปของผู้คัดค้านทั้งสองว่า กิจการร่วมค้า อ. กับพวก ถูกฟ้องต่อศาลแขวงดุสิตเป็นคดีฉ้อโกง จึงไม่เป็นความผิดมูลฐานเพราะความผิดมูลฐาน มาตรา 3 (18) หมายความว่า ความผิดเกี่ยวกับฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ แต่ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8064/2560 เป็นการฉ้อโกงในคราวเดียวมิใช่ปกติธุระ นั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว คือศาลแขวงดุสิตว่า มีเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำการโดยมิชอบในการรวบรวมแล้วออกโฉนดที่ดินทับที่สาธารณประโยชน์ เป็นการกระทำที่มิชอบ จากนั้นเอกชนกลุ่มดังกล่าวร่วมกับพนักงานของรัฐ คือ อธิบดี รองอธิบดี และเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และระเบียบโดยไม่ชอบให้มีการดำเนินการโครงการจัดการระบบน้ำในตำบลคลองด่าน ทั้งที่ไม่อยู่ในรายงานการสำรวจเพื่อดำเนินการ แล้วมีการกำหนดเงื่อนไขเอื้อประโยชน์แก่เอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลแขวงดุสิตได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3501/2552 หน้า 69 และ 70 ว่า "...ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่าเจ้าพนักงานของรัฐรู้หรือควรรู้ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 หลอกลวง ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นและเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 ...อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่า เพราะเหตุใดโจทก์จึงเลือกที่จะแยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 ในความผิดฐานฉ้อโกงออกจากความผิดในการเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษต่ำกว่า ทั้งยังเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอยู่บ้าง..." ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏ ศาลแขวงดุสิตวินิจฉัยว่า การกระทำของกลุ่มจำเลยที่เป็นเอกชนได้ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานของรัฐ ทั้งในส่วนของการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ และในส่วนกำหนดโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย จนมีการดำเนินคดีนายวัฒนา ในส่วนการรวบรวมที่ดินแล้วออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ และการดำเนินคดี นายปกิต อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกับพวก ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการทรัพย์ใด ได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 เมื่อข้อเท็จจริงตามทางวินิจฉัยของศาลแขวงดุสิตดังกล่าวปรากฏชัดแจ้งว่า กลุ่มจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นเอกชน แต่ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานรัฐกระทำการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 มิได้เป็นเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดได้เพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าพนักงานเพียงแต่กรมควบคุมมลพิษโจทก์ในคดีดังกล่าวเลือกแยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นคดีฉ้อโกงที่มีโทษต่ำกว่า ทั้งยังเป็นคดียอมความได้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิตทำให้คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในคราวการประชุมครั้งที่ 7/2559 ว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 (กิจการร่วมค้า อ.) กับพวก รวม 19 คน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานคณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้อายัดเงินในคดีนี้ ซึ่งความเห็นของคณะกรรมการธุรกรรมดังกล่าวชอบแล้ว เพราะเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 19 เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แม้โจทก์จะเลือกแยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 19 ที่เป็นเอกชนในฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความผิดมูลฐานที่มีการกระทำเกิดขึ้น ก็หาเป็นเหตุเปลี่ยนแปลงการกระทำความผิดมูลฐานให้แปรเปลี่ยนไปไม่ ข้ออ้างของผู้คัดค้านทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินที่อายัดมาจากการดำเนินโครงการที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดมูลฐาน และผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ แต่กลับนำสืบลอย ๆ อ้างว่าเป็นเงินที่ได้โดยชอบจากการทำงานตามสัญญา แล้วโอนต่อมาเพื่อชำระหนี้เงินกู้ก็ดี นางจรัสพิมพ์ มารดาโอนให้ตามศีลธรรมจรรยาก็ดี หาฟังลบล้างบทสันนิษฐานตามมาตรา 51 ว่าเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานได้ไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151 ม. 157
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (5) ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3298/2564
#686974
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของพยานผู้ร้องประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ร. ก. และ ว. มีความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงขายที่ดินให้แก่กรมควบคุมมลพิษตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 2 ร. ก. และ ว. แล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ที่เป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน

ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วยการหลอกลวงขายที่ดินก็ตาม แต่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 51 วรรคสาม ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ร่วมกระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงผู้ที่มีการติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือมีการทำธุรกรรมกับผู้กระทำความผิดด้วย เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N และผู้คัดค้านที่ 1 กับบริษัทอื่นในกิจการร่วมค้า N ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ ว. ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบจากบริษัท ค. ที่ ว. ถือหุ้นอยู่ เพื่อนำมาใช้ก่อสร้างโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ ย่อมรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน

เงินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นเงินที่ผู้คัดค้านทั้งสามได้รับมาตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้ความว่าสัญญาดังกล่าวและสัญญาจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการเกิดขึ้นโดยการทุจริตและกิจการร่วมค้า N เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการทุจริตดังกล่าว โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาที่ดินและขายที่ดินให้กรมควบคุมมลพิษมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับบริษัทหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N กับได้ความว่า บริษัทผู้คัดค้านทั้งสามเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวพันและกรรมการบริษัทของผู้คัดค้านทั้งสามที่เกี่ยวข้องก็ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้รับไปตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างฯ ที่ทำกับกรมควบคุมมลพิษจึงเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 แม้มิได้เป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N แต่ก็เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ยังมี ร. เป็นกรรมการซึ่งมีความเกี่ยวพันกับบริษัทที่ร่วมกระทำความผิดทั้งในกลุ่มจัดหาที่ดินและกลุ่มประมูลงานก่อสร้างโครงการ และ ร. ได้นำผู้คัดค้านที่ 3 เข้าร่วมกระทำความผิดด้วย เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ ร. จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ ย่อมถือได้ว่าเงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับไปตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างฯ ที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ซึ่งแม้เงินดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดพิจารณาให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ แต่ก็เป็นการจ่ายตามมูลสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้าง ฯ ที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับการทุจริตจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการ ทั้งการพิจารณาคดีนี้กับการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเป็นการพิจารณาวินิจฉัยคนละประเด็น โดยศาลปกครองสูงสุดมิได้พิจารณาประเด็นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และการทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ถึงแม้การจ่ายเงินตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างฯ ระหว่างกรมควบคุมมลพิษแก่กิจการร่วมค้า N จะเป็นไปตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ก็อาจถูกสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้

คดีขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีแพ่ง มิใช่คดีอาญา และมูลเหตุการขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงมิใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ครอบครองทรัพย์สินเพื่อมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก อันเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ทางแพ่งระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ไม่อยู่ในบังคับอายุความตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องได้โดยไม่มีอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ล. เลขที่บัญชี 601 – 3 – 07XXX - X ชื่อบัญชีบริษัท ก. (ผู้คัดค้านที่ 2) จำนวน 50,067,374.24 บาท เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. สาขาสำนักงานใหญ่ เลขที่บัญชี 001 – 0 – 16XXX - X ชื่อบัญชีบริษัท ก. (ผู้คัดค้านที่ 2) จำนวน 20,000,000 บาท เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาเดอะมอลล์บางแค เลขที่บัญชี 238 – 2 – 30XXX - X ชื่อบัญชีบริษัท ป. (ผู้คัดค้านที่ 1) จำนวน 30,000,000 บาท เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ล. เลขที่บัญชี 601 – 3 – 01539 – 300000XXXX ชื่อบัญชี M. PUBLIC COMPANY LIMITED (ผู้คัดค้านที่ 3) จำนวน 50,416,206.85 บาท บัญชีการลงทุนของลูกค้าเลขที่ 56XXX - X ชื่อ M. PUBLIC COMPANY LIMITED (ผู้คัดค้านที่ 3) ธนาคาร ท. ใบรับฝากเงินเลขที่ DEP F – 00 – 000300XXXX จำนวน 20,000,000 บาท บัญชีการลงทุนของลูกค้าเลขที่ 56XXX - X ชื่อ M. PUBLIC COMPANY LIMITED (ผู้คัดค้านที่ 3) ธนาคาร ท. ใบรับฝากเงินเลขที่ DEP F – 00 – 000301XXXX จำนวน 30,000,000 บาท และเงินฝากในบัญชีผู้ฝากเลขที่ 4XXXX ชื่อลูกค้าบริษัท ก. (ผู้คัดค้านที่ 2) ประเภทใบรับฝากเงิน มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน เลขที่ 02XXXX ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ครบกำหนดวันที่ 23 กันยายน 2559 ออกโดยบริษัท ง. เงินต้นจำนวน 40,000,000 บาท และดอกเบี้ยค้างรับจำนวน 141,150.68 บาท รวมเป็น 40,141,150.68 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านว่าขอให้ยกคำร้อง

ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้ขอคุ้มครองสิทธิ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เงินตามบัญชีทรัพย์ จำนวน 7 รายการ พร้อมด้วยดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามและผู้ขอคุ้มครองสิทธิอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินในบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน ของผู้คัดค้านที่ 1 เลขที่บัญชี 238 – 2 – 30XXX - X จำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ชำระหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ค้างชำระต่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิตามสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ตลอดจนหนี้อื่น ๆ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีต่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ส่วนที่เหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า โครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสัญญาจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการ และส่วนสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ โดยกิจการร่วมค้า N ซึ่งประกอบด้วยบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 บริษัท ว. บริษัท ส. และบริษัท ก. ได้รับอนุมัติจัดจ้างให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้รับจ้างช่วง และกิจการร่วมค้า N ได้รับค่าจ้างก่อสร้างจากกรมควบคุมมลพิษไปบางส่วนแล้ว ในส่วนการจัดหาที่ดินของโครงการ พนักงานอัยการได้ฟ้องนายวัฒนา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติชี้มูลกล่าวหาว่า นายวัฒนาเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่นเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดินในโครงการนี้โดยมิชอบทับที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ทิ้งขยะซึ่งเป็นที่หวงห้ามแล้วนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ โดยนายวัฒนาเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการในบริษัท ห. ได้กว้านซื้อที่ดินจากราษฎรตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการหลายแปลง เนื้อที่ประมาณ 1,900 ไร่ ต่อมาบริษัท ม. ซื้อที่ดินดังกล่าวจากบริษัท ห. ในราคา 88,000,000 บาท โดยไม่มีการชำระราคา และตีราคาที่ดินเป็นหุ้นบริษัท ม. ให้บริษัท น. ของนายวัฒนาถือไว้ ต่อมาบริษัท ม. และบริษัท ค. ได้นำที่ดินดังกล่าวไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 13150, 13817, 15024, 15528 และ 15565 ออกโดยไม่ชอบ และนายวัฒนามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 จำคุก 10 ปี อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 13150, 13817, 15024 และ 15528 ที่ออกโฉนดที่ดินทับคลองสาธารณะแล้ว กับพนักงานอัยการได้ฟ้องนายปกิต อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อดีตนักวิชาการสิ่งแวดล้อม 7 กองจัดการควบคุมคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน และทำให้รัฐจัดซื้อที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ต้องจ่ายค่าที่ดินและค่าก่อสร้าง และไม่สามารถดำเนินโครงการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ โดยเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ค. สามารถเสนอขายที่ดินได้ และช่วยเหลือกิจการร่วมค้า N ให้ได้รับผลประโยชน์จากทางราชการโดยมิชอบ เป็นช่องทางให้กิจการร่วมค้า N และบริษัท ค. ร่วมกันสร้างราคาที่ดินสูงถึง 1,956,600,000 บาท สูงกว่าราคาประเมิน 1,044,600,000 บาท กับยอมรับโอนที่ดินโดยตรง ทำให้กิจการร่วมค้า N ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดิน กับพิจารณาให้กิจการร่วมค้า N ผ่านคุณสมบัติโดยเอกสารไม่มีความชัดเจนว่าบริษัท ธ. ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิควิศวกรรมการจัดการน้ำเสียยังคงเป็นผู้ทำโครงการอยู่ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ศาลอาญาวินิจฉัยว่า การดำเนินการแทบทุกขั้นตอนขัดต่อกฎหมาย ระเบียบราชการและมติคณะรัฐมนตรี และพิพากษาว่า นายปกิต นายศิริธัญญ์ และนางยุวรีมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 20 ปี นายปกิต นายศิริธัญญ์ และนางยุวรียื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษได้เป็นโจทก์ฟ้องกิจการร่วมค้า N ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 นายวัฒนากับพวกรวม 19 คน เป็นคดีอาญา ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงต่อศาลแขวงดุสิต กล่าวหาว่าร่วมกันหลอกลวงนำที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบดังกล่าวมาขายให้แก่กรมควบคุมมลพิษ กับหลอกลวงโดยปกปิดข้อเท็จจริงว่าบริษัท ธ. ร่วมเป็นคู่สัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ ความจริงบริษัทดังกล่าวได้ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจและมิได้ร่วมเป็นคู่สัญญา และมิได้ร่วมทำงานกับกิจการร่วมค้า N แล้ว คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 และนายวัฒนากับพวก (ยกเว้นกิจการร่วมค้า N) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เดิม และพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนายวัฒนากับพวก (ยกเว้นกิจการร่วมค้า N) แล้ว เงินที่ผู้ร้องขอให้ยึดในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ ที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งภายหลังกรมควบคุมมลพิษได้บอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ และได้ฟ้องกรมควบคุมมลพิษต่อศาลปกครองกลางขอให้บังคับกรมควบคุมมลพิษชำระเงินค่าจ้างตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสามกับพวก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ เห็นว่า กิจการร่วมค้า N ประกอบด้วยบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 บริษัท ว. บริษัท ส. และบริษัท ก. และบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 มีนายรอยเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นกรรมการ มีที่ตั้งแห่งเดียวกับบริษัท ม. และบริษัท ค. ที่มีนายวัฒนาเป็นผู้ถือหุ้น และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขายที่ดิน ตามคำเบิกความของนายเนตินัยพยานผู้ร้องประกอบข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ที่กรมควบคุมมลพิษเป็นโจทก์ฟ้องกิจการร่วมค้า N ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายรอย นายกว๊อกวา กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และนายวัฒนากับพวกรวม 19 คน ต่อศาลแขวงดุสิต กล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตฉ้อโกง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N ได้ร่วมประกวดราคานำที่ดินหลายแปลงมาเสนอขายแก่กรมควบคุมมลพิษ โดยกิจการร่วมค้า N ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับบริษัท ค. มาก่อนแล้ว และขอให้กรมควบคุมมลพิษรับโอนที่ดินจากบริษัท ค. โดยตรง โดยปกปิดข้อเท็จจริงว่าที่ดินทั้ง 17 แปลง ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ความจริงที่ดิน 5 ใน 17 แปลง มีเนื้อที่ไม่ครบ เนื่องจากบางส่วนเป็นคลองและถนนสาธารณะหรือที่ชายตลิ่ง เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ทำให้กรมควบคุมมลพิษ หลงเชื่อรับโอนที่ดินและชำระราคาให้บริษัท ค. กับกิจการร่วมค้า N ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันหลอกลวงกรมควบคุมมลพิษว่า บริษัท ธ. ซึ่งมีความสามารถทางเทคนิค มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับระบบการกำจัดน้ำเสียร่วมเป็นคู่สัญญาและร่วมทำงานกับกิจการร่วมค้า N กับนายพิษณุ ตัวแทนกิจการร่วมค้า N สามารถลงนามในสัญญาแทนบริษัท ธ. ได้ แต่ความจริงบริษัท ธ. ได้บอกเลิกหนังสือมอบอำนาจกับนายพิษณุไปก่อนลงนามในสัญญาแล้ว และไม่มีเจตนาผูกพันกับกรมควบคุมมลพิษ เป็นเหตุให้กรมควบคุมมลพิษทำสัญญากับกิจการร่วมค้า N ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 กับพวก กับหลังจากนั้นยังหลอกลวงว่าบริษัท ธ. ยังร่วมทำงานกับกิจการร่วมค้า N ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 กับพวก เป็นเหตุให้กรมควบคุมมลพิษเบิกจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าที่ดิน ค่าวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างและเงินอื่น ๆ ตามที่กิจการร่วมค้า N กับพวกขอ ขอให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านที่ 2 นายรอย นายกว๊อกวา กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และนายวัฒนามีความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงขายที่ดินให้แก่กรมควบคุมมลพิษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 2 นายรอย นายกว๊อกวา กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และนายวัฒนาแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ที่เป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ด้วย แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ (กรมควบคุมมลพิษ) ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วยการหลอกลวงขายที่ดินก็ตาม แต่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 51 วรรคสาม ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะผู้ร่วมกระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงผู้ที่มีการติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือมีการทำธุรกรรมกับผู้กระทำความผิดด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N และผู้คัดค้านที่ 1 กับบริษัทอื่นในกิจการร่วมค้า N ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายวัฒนาออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบจากบริษัท ค. ที่นายวัฒนาถือหุ้นอยู่ เพื่อนำมาใช้ก่อสร้างโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า คำพิพากษาคดีอื่นเป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 วรรคสอง มิได้บัญญัติห้ามรับฟังพยานบอกเล่าเป็นการเด็ดขาด โดยได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอาญาดังกล่าว ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ตามมาตรา 95/1 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 แม้มิได้เป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาฎีกาทั้งสองฉบับที่วินิจฉัยมาข้างต้น แต่ตามข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยมาข้างต้นได้ความว่า โครงการนี้มีการทุจริตมาแต่แรกตั้งแต่การรวบรวมที่ดินโดยบริษัทในกลุ่มจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการ และบริษัทในกลุ่มดำเนินการก่อสร้างมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกัน โดยมีนายรอยที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 เกี่ยวข้องอยู่ในบริษัททั้งสองกลุ่ม แม้ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้เป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N เป็นเพียงรับเหมาช่วงงานจากกิจการร่วมค้า N แต่เมื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในระดับกรรมการและผู้ถือหุ้นแล้วได้ความว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 3 ที่มีนายรอยเป็นกรรมการ โดยนายรอยเป็นกรรมการบริษัท ท. ซึ่งมีนายวัฒนาถือหุ้นอยู่ด้วย กับเป็นกรรมการบริษัท ม. และเป็นผู้ก่อการบริษัท ค. ที่นำที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบมาเสนอขาย โดยนายรอยเป็นผู้รับมอบอำนาจบริษัท ค. นำที่ดินไปเสนอขายให้แก่กรมควบคุมมลพิษ และเป็นผู้รับเงินค่าที่ดินจากกรมควบคุมมลพิษ กับได้ความว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 3 ถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ที่เป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N ด้วย ทั้งเมื่อกิจการร่วมค้า N ประมูลงานก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียจากกรมควบคุมมลพิษได้ บริษัทผู้คัดค้านที่ 3 ที่มีนายรอยเป็นกรรมการก็เข้ารับจ้างช่วงงานจากกิจการร่วมค้า N บริษัทดังกล่าวข้างต้นจึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดครั้งนี้ ลักษณะเป็นขบวนการกระทำความผิดเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน ที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับเหมาช่วงงานจากกิจการร่วมค้า N ก็เป็นเพราะผู้คัดค้านที่ 3 มีส่วนร่วมอยู่ในกลุ่มบริษัทที่ร่วมกระทำผิดด้วยโดยผ่านทางนายรอยกรรมการ เมื่อนายรอยถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบและพยานหลักฐานของผู้ร้องสอดคล้องเชื่อมโยงกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานด้วย โดยผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสาม ไม่จำต้องเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือถูกฟ้องด้วย ที่ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาว่า คำพิพากษาคดีอื่นเป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 วรรคสอง (1) มิได้บัญญัติห้ามรับฟังพยานบอกเล่าเป็นการเด็ดขาด โดยได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ กับเมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า เงินทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสาม บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต จึงเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านทั้งสามที่จะต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ผู้คัดค้านทั้งสามนำสืบว่า เงิน 7 รายการดังกล่าวเป็นเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาให้จ่ายตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า เงินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นเงินที่ผู้คัดค้านทั้งสามได้รับมาตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่าสัญญาจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการและสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จเกิดขึ้นโดยการทุจริต และกิจการร่วมค้า N เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการทุจริตดังกล่าว โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาที่ดินและขายที่ดินให้กรมควบคุมมลพิษมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับบริษัทหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N กับข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังมีการรับเงินจากกรมควบคุมมลพิษก็มีการโอนเงินให้บริษัทที่นายรอยเป็นกรรมการโดยไม่ปรากฏว่ามีมูลหนี้กันอย่างไร ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นายสังวรณ์ กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 นายรอย นายกว๊อกวา กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และนายวัฒนาซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาของศาลแขวงดุสิต ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นายสังวรณ์กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 นายรอย นายกว๊อกวา กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และนายวัฒนามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวก ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และเมื่อพิจารณาประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ อม.2/2551 แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การดำเนินการโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษจังหวัดสมุทรปราการ มีการทุจริตมาแต่ต้น แม้โครงการจะแบ่งเป็น 2 สัญญา แต่กลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 สัญญา มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในการทุจริตครั้งนี้ไม่อาจแบ่งแยกจากกัน บริษัทผู้คัดค้านทั้งสามเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวพันและกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านทั้งสามที่เกี่ยวข้องก็ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้รับไปตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จที่ทำกับกรมควบคุมมลพิษจึงเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 แม้มิได้เป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า N แต่ผู้คัดค้านที่ 3 ก็เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในกิจการร่วมค้า N นอกจากนี้บริษัทผู้คัดค้านที่ 3 ยังมีนายรอยเป็นกรรมการ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายรอยมีความเกี่ยวพันกับบริษัทที่ร่วมกระทำความผิดทั้งในกลุ่มจัดหาที่ดินและกลุ่มประมูลงานก่อสร้างโครงการ ผู้คัดค้านที่ 3 เข้ารับจ้างช่วงงานจากกิจการร่วมค้า N ในภายหลัง ก็เพราะบริษัทผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบริษัทหนึ่งที่อยู่ในความดูแลของนายรอย และนายรอยได้นำบริษัทผู้คัดค้านที่ 3 เข้าร่วมกระทำความผิดด้วย เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นายรอยจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ ดังนั้นย่อมถือได้ว่าเงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับไปตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จที่กิจการร่วมค้า N ทำกับกรมควบคุมมลพิษเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาให้จ่ายตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า แม้เงินที่ผู้คัดค้านทั้งสามได้รับเป็นการจ่ายตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แต่ก็เป็นการจ่ายตามมูลสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับการทุจริตจัดหาที่ดินก่อสร้างโครงการ และการพิจารณาคดีนี้กับการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเป็นการพิจารณาวินิจฉัยคนละประเด็น โดยศาลปกครองสูงสุดพิจารณาประเด็นสิทธิหน้าที่จากข้อพิพาทตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จและคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นหลัก และที่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาถึงประเด็นโมฆะกรรมก็ดี ความสุจริตในการทำสัญญาก็ดี ก็เป็นการพิจารณาเรื่องสัญญาทางปกครอง มิได้พิจารณาประเด็นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และการทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ถึงแม้การจ่ายเงินตามสัญญาการออกแบบรวมก่อสร้างและจ้างเหมาเบ็ดเสร็จระหว่างกรมควบคุมมลพิษแก่กิจการร่วมค้า N จะเป็นไปตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ก็อาจถูกสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ว่า มูลคดีเกิดระหว่างปี 2531 ถึง 2540 ก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 กับคดีขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า คดีขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีแพ่ง มิใช่คดีอาญา และมูลเหตุการขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินคดีนี้ต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้รับเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่าเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงมิใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ครอบครองทรัพย์สินเพื่อมิให้นำทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก อันเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม จึงไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ทางแพ่งระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอได้โดยไม่มีอายุความ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.พ. ม. 95/1 วรรคสอง (1) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 51 วรรคสาม ม. 59 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3295/2564
#680825
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยในส่วนวินิจฉัยรับฟังว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ แล้วผิดนัดชำระเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน ต่อมาจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ อันเป็นการวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเท่านั้น มิได้วินิจฉัยถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย จึงไม่อาจแปลไปว่าได้วินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 แล้ว แม้การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยและพิพากษาถึงจำเลยที่ 2 จะเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) และ (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์อันเป็นการให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดโดยศาลมิได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดนั้น จึงมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 231,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 109,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 พฤษภาคม 2561) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ขอแก้ไขคำพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้แก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษาโดยตัดคำว่า "เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี" ออกและโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ขอขยาย คดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ขอแก้ไขคำพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้แก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริงด้วย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2562 เป็นการร้องขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 231,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ซึ่งโจทก์นำสืบตามคำฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 109,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยในส่วนวินิจฉัยรับฟังว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 18,852.33 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน ต่อมาจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ อันเป็นการวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเท่านั้น มิได้วินิจฉัยถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย จึงไม่อาจแปลไปว่าได้วินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 แล้ว แม้การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยและพิพากษาถึงจำเลยที่ 2 จะเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ขอแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์อันเป็นการให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดโดยศาลมิได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดนั้น จึงมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามา 2,182 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 1,982 บาท ที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 1,982 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 (4) ม. 141 (5) ม. 143 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายอมร แสงไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3280/2564
#664241
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อได้ความว่าบริษัทยังคงประกอบกิจการอยู่ ลำพังเพียงเรื่องไม่นำส่งงบการเงินหรือการจัดทำงบการเงินไม่แล้วเสร็จ จึงไม่ส่งผลกระทบถึงขนาดทำให้บริษัทเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ส่วนข้อที่อ้างว่าผู้คัดค้านทุจริตยักยอกทรัพย์ของบริษัทนั้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถใช้กระบวนการทางศาลพิสูจน์ความผิดกันได้ต่อไป ทั้งหากผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 ก็ให้สิทธิผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นจะเอาคดีขึ้นว่ากล่าวแก่ผู้คัดค้านได้ ดังนั้นลำพังเพียงแต่ความขัดแย้งของผู้ถือหุ้นกับกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทในกรณีนี้ย่อมไม่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของบริษัทจนถึงขนาดจะเป็นเหตุทำให้บริษัทเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเพียง 60,000 หุ้น จากจำนวนหุ้นบริษัททั้งหมด 300,000 หุ้น ไม่อาจชี้นำการประกอบธุรกิจของบริษัทได้ หากให้มีการเลิกบริษัทด้วยเหตุตามคำร้องของผู้ร้องย่อมไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ถือหุ้นรายอื่น พนักงานตลอดจนลูกจ้าง กรณียังถือไม่ได้ว่ามีเหตุอื่นใดทำให้บริษัทนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1237 (5) จึงไม่มีเหตุให้เลิกบริษัท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เลิกบริษัทโกลบอล โค้ตติ้ง จำกัด และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เลิกบริษัทโกลบอล โค้ตติ้ง จำกัด โดยตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สมัครใจเป็นผู้ชำระบัญชี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า บริษัทโกลบอล โค้ตติ้ง จำกัด แบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละ 10 บาท จำนวน 300,000 หุ้น มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน นายทวีเดช นายภัทรพล และนางอริยาหรือเกศนี ส่วนผู้ถือหุ้นอีก 7 คน คือ นางสาวสุนทรียา นางสาวสุชาดา นายชัยรัตน์ นายวิทูร นางสุนทรี นายสาโรจน์ และนางสาวปวีณา ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทุกคนยกเว้นผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ผู้คัดค้านเป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ กระทำการแทนบริษัทฯ ได้ ปัญหาตามคำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทด้วยเหตุการค้าของบริษัททำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีทางหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (3) นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทเพราะการค้าของบริษัททำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีทางหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้ตามมาตรา 1237 (3) ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเกี่ยวกับข้อนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า กรณีมีเหตุอื่นใดทำให้บริษัทฯ เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ อันเป็นเหตุให้เลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะมีนางอริยาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนผู้ร้องว่า พยานมีข้อพิพาทกับผู้คัดค้านเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นและมีคดีที่ฟ้องเรียกหุ้นคืนก็เป็นข้อพิพาทส่วนตัวระหว่างพยานกับผู้คัดค้าน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัท ทั้งในส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการทุจริตยักยอกเงินของบริษัท ผู้ถือหุ้นขัดแย้งกันและมีคดีที่ฟ้องร้องกล่าวโทษผู้คัดค้านจำนวนหลายคดีนั้น ก็ได้ความว่า ต่อมาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทุกคนยกเว้นผู้ร้องซึ่งไม่ได้เข้าร่วมเจรจา สามารถตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งได้ตกลงแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นและบริหารงานร่วมกัน ซึ่งหากผู้ร้องไม่เห็นด้วยและยังคงเชื่อว่าผู้คัดค้านทุจริตยักยอกทรัพย์ของบริษัท ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้คัดค้านในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งเองได้ นอกจากนั้นข้อที่ผู้ร้องอ้างว่าบริษัทไม่สามารถจัดทำงบการเงินเพราะไม่เคยมีการประชุมผู้ถือหุ้นและงบการเงินของบริษัทเป็นเท็จก็ได้ความว่าบริษัทจดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินของบริษัท จนกระทั่งปี 2556 เกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างผู้ถือหุ้นและมีข้อโต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่สุจริตนำเงินของบริษัทไปใช้ เมื่อผู้คัดค้านเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ร้องและนางอริยาก็ไม่ให้ความร่วมมือและคัดค้านการประชุมเรื่อยมา ทั้งยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนการประชุมผู้ถือหุ้น จึงเป็นเหตุให้การจัดทำงบการเงินไม่แล้วเสร็จ เมื่อได้ความว่าบริษัทยังคงประกอบกิจการอยู่และนางอริยาได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อกรมสรรพากรซึ่งปัจจุบันได้มีการตรวจสอบแล้ว ลำพังเพียงเรื่องไม่นำส่งงบการเงินหรือการจัดทำงบการเงินไม่แล้วเสร็จ จึงไม่ส่งผลกระทบถึงขนาดทำให้บริษัทเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ส่วนข้อที่อ้างว่าผู้คัดค้านทุจริตยักยอกทรัพย์ของบริษัทนั้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถใช้กระบวนการทางศาลพิสูจน์ความผิดกันได้ต่อไป ทั้งหากผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ก็ให้สิทธิผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นจะเอาคดีขึ้นว่ากล่าวแก่ผู้คัดค้านได้ ดังนั้นลำพังเพียงแต่ความขัดแย้งของผู้ถือหุ้นกับกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทในกรณีนี้ย่อมไม่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของบริษัทจนถึงขนาดจะเป็นเหตุทำให้บริษัทเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเพียง 60,000 หุ้น จากจำนวนหุ้นบริษัททั้งหมด 300,000 หุ้น ไม่อาจชี้นำการประกอบธุรกิจของบริษัทได้ หากให้มีการเลิกบริษัทด้วยเหตุตามคำร้องของผู้ร้องย่อมไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ถือหุ้นรายอื่น พนักงาน ตลอดจนลูกจ้าง กรณียังถือไม่ได้ว่ามีเหตุอื่นใดอันทำให้บริษัทนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (5) จึงไม่มีเหตุให้เลิกบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 ม. 1237 (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายทนายรัฐ กุลบุปฝา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2564
#680126
เปิดฉบับเต็ม

ค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร คดีนี้โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายจากการจำหน่ายสินค้า ส่วนการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่า ลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปี โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 622.65 บาทต่อเดือน โดยวิธีเทียบเคียงจากพื้นที่ของโจทก์ที่นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันกับพื้นที่ขายของโจทก์เพียงประการเดียว ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ที่กำหนดค่ารายปี สำหรับพื้นที่ขายของโจทก์ที่พิพาทในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน ชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2563 ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2560 แตกต่างไปจากเดิม จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายสำหรับปีภาษี 2560 ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้บทบัญญัติมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา จึงให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลย กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 8,715,830.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินต้นคืนให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2560 และใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 19 มิถุนายน 2560 โดยกำหนดค่ารายปีในส่วนพื้นที่ขายอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน คำนวณเป็นค่ารายปี 6,088,068 บาท ค่าภาษี 761,008.50 บาท เมื่อรวมกับค่ารายปีของทรัพย์สินอื่น เป็นค่ารายปี 18,228,323.78 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,278,540.47 บาท ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 8,715,830.35 บาท แก่โจทก์ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่เมื่อพ้นกำหนดสามเดือนจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 120/6 ใช้ชื่อทางการค้าว่า ห้างสรรพสินค้า ท. จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของห้างสรรพสินค้า ท. ประจำปีภาษี 2560 โดยในส่วนของพื้นที่ที่โจทก์แบ่งให้เช่า 1,542.39 ตารางเมตร คิดค่ารายปีตามสัญญาเช่าเป็นค่ารายปี 10,732,007.78 บาท ค่าภาษี 1,341,500.97 บาท พื้นที่ประกอบการซึ่งเป็นพื้นที่ขายของโจทก์ 10,146.78 ตารางเมตร คิดค่ารายปีอัตราตารางเมตรละ 622.65 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 75,814,710.80 บาท ค่าภาษี 9,476,838.85 บาท และพื้นที่ลานจอดรถและพื้นที่ต่อเนื่อง 19,559 ตารางเมตร คิดค่ารายปีอัตราตารางเมตรละ 6 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปี 1,408,248 บาท ค่าภาษี 176,031 บาท รวมเป็นค่ารายปี 87,954,966.58 บาท ค่าภาษี 10,994,370.82 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีครบถ้วนและยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่เฉพาะในส่วนของพื้นที่ขายตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยมีคำชี้ขาดว่าการประเมินชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงนำมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของจำเลย ประจำปีภาษี 2560 ในส่วนพื้นที่ขายที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า สำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ให้ความหมายว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในส่วนที่เป็นพื้นที่ขายจากการจำหน่ายสินค้า ส่วนการนำอาคารห้างสรรพสินค้าให้ผู้อื่นเช่าย่อมได้ค่าเช่าลักษณะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินแตกต่างกัน พื้นที่ขายเป็นพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประโยชน์เองจึงเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 622.65 บาทต่อเดือน โดยวิธีเทียบเคียงจากพื้นที่ของโจทก์ที่นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันกับพื้นที่ขายของโจทก์เพียงประการเดียว ไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า คำชี้ขาดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2559 ที่กำหนดค่ารายปีสำหรับที่ขายของโจทก์ที่พิพาทในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน ชอบด้วยกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2613/2563 ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่จะทำให้ค่ารายปีในปีภาษี 2560 แตกต่างไปจากเดิม จึงเห็นควรกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายสำหรับปีภาษี 2560 ในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากำหนดค่ารายปีพื้นที่ขายอัตราตารางเมตรละ 50 บาท ต่อเดือน มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน โดยกำหนดให้หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีซึ่งปัจจุบันอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวกำหนดให้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดดังกล่าว และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 อาจปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2560 โดยกำหนดค่ารายปีส่วนพื้นที่ขายในอัตราตารางเมตรละ 220 บาทต่อเดือน กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินให้แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 วรรคสอง ม. 8 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกหล่อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
วรงค์พร จิระภาค
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2564
#667230
เปิดฉบับเต็ม

สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ท. สามีชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ท. จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ท. กับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ในการจัดการสินสมรสของสามีภริยา ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) บัญญัติให้สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง และหากสามีหรือภริยาจัดการสินสมรสไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1480 บัญญัติให้อำนาจแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมในกรณีนี้เป็นเพียงการขอให้เพิกถอนการจัดการสินสมรสที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจัดการไปโดยปราศจากอำนาจเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาเป็นสินสมรสตามเดิม ทั้งยังเป็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนรักษาสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1477 ซึ่งบัญญัติให้สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิทำได้ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ฟ้องทายาทโดยธรรมหรือผู้จัดการมรดกของ ท. สามีโจทก์ที่ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยด้วย ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9307 และ 9308 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างนายทวีสิทธิ กับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ภายในอายุความภายใต้บังคับของกฎหมายเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องทายาทโดยธรรมหรือผู้จัดการมรดกของนายทวีสิทธิ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์อันเป็นการกระทบสิทธิของบุคคลภายนอกนั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า นายทวีสิทธิ สามีชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จดทะเบียนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายทวีสิทธิจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างนายทวีสิทธิกับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ในการจัดการสินสมรสของสามีภริยา ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) บัญญัติให้สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง และหากสามีหรือภริยาจัดการสินสมรสไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 บัญญัติให้อำนาจแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมในกรณีนี้เป็นเพียงการขอให้เพิกถอนการจัดการสินสมรสที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจัดการไปโดยปราศจากอำนาจเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาเป็นสินสมรสตามเดิม ทั้งยังเป็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวนรักษาสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477 ซึ่งบัญญัติให้สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิทำได้ ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ฟ้องทายาทโดยธรรมหรือผู้จัดการมรดกของนายทวีสิทธิสามีโจทก์ที่ทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยด้วย ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 (1) ม. 1477 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ซ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร — นายอาทิตย์ สอนไทย
- นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191 -ที่ 3192/2564
#664348
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำกัดถูกจัดการโดยกรรมการของบริษัท มีผู้ถือหุ้นของบริษัทครอบงำการจัดการ ส่วนเจ้าหนี้ของบริษัทจะใช้สิทธิเรียกร้องได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่กรณีการเลิกบริษัทจำกัดหากมีเหตุให้เลิกบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 หรือมาตรา 1237 ไม่มีบทมาตราใดในหมวด 4 บริษัทจำกัด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เลิกบริษัทได้ คงมีแต่กรณีที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลเนื่องจากบริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนให้กลับคืนสู่ทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/4 แม้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ถูกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ลงทุนและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่อาจจะยื่นคำร้องขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 247 (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้องคดีนี้) ส่วนผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้

พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 ฟังได้ว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประกอบกิจการไปมีแต่จะขาดทุนอย่างเดียวและหยุดกิจการเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ตามที่ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 กล่าวอ้าง อันเป็นเหตุในการที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1237 (2) ที่บัญญัติว่า ถ้าบริษัทไม่เริ่มทำการภายในปีหนึ่งนับแต่วันจดทะเบียน หรือหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็ม และ (3) ที่บัญญัติว่า ถ้าการค้าของบริษัททำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว และไม่มีทางหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว

ส่วนการตั้งผู้ชำระบัญชีนั้น ส่วนหนึ่งที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องหยุดประกอบกิจการเกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดกับผู้คัดค้านทั้งสาม หากตั้งกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีย่อมจะเกิดปัญหาและอุปสรรคแก่การชำระบัญชี ประกอบกับ ส. หนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็ถูกดำเนินคดีอาญาและถูกออกหมายจับ การที่จะตั้งกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 และ ที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีอาจจะเกิดความไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลางได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคนกลางในการเข้าบริหารจัดการทรัพย์สินของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกบริษัท อ. ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 บริษัท ท. ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และนางหรือนางสาวมะลิวรรณ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 3

ผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้มีคำสั่งเลิกบริษัทดังกล่าวและแต่งตั้งนายยุทธนา ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้ร้องทั้งยี่สิบแปด ซึ่งประกอบอาชีพเป็นทนายความมีความรู้ความสามารถเป็นผู้ชำระบัญชีนำทรัพย์สินชดใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ตามกฎหมายต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกบริษัท อ. ผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท ท. ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ในส่วนที่ขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายสมพงษ์ และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทในเครือเดียวกันและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ว. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายสมพงษ์ และบริษัท ว. ว่าหลอกหลวงให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 เข้าร่วมลงทุน ขอให้ร่วมกันคืนเงินและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 2 นายสมพงษ์และบริษัท ว. คืนเงิน 106,000,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ยกฟ้องสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 428/2560 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 มีอำนาจร้องขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ได้หรือไม่ และผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 มีอำนาจร้องขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ หรือไม่ เห็นว่า บริษัทจำกัดถูกก่อตั้งโดยบุคคลใด ๆ ตั้งแต่สามคนขึ้นไปมีทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน และมีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยกันเป็นผู้จัดการบริษัทจำกัดตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง กรรมการมีอำนาจตามข้อบังคับของบริษัทแล้วยังมีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1159 ถึงมาตรา 1164 และถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ในการเรียกร้องเช่นนี้ เจ้าหนี้ของบริษัทจะเป็นผู้เรียกบังคับก็ได้ เท่าที่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิเรียกร้องแก่บริษัทอยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 บริษัทจำกัดจึงถูกจัดการโดยกรรมการของบริษัท มีผู้ถือหุ้นของบริษัทครอบงำการจัดการ ส่วนเจ้าหนี้ของบริษัทจะใช้สิทธิเรียกร้องได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่กรณีการเลิกบริษัทจำกัดหากมีเหตุให้เลิกบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 หรือตามมาตรา 1237 ไม่มีบทมาตราใดในหมวด 4 บริษัทจำกัด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เลิกบริษัทได้ คงมีแต่กรณีที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลเนื่องจากบริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนให้กลับคืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 แม้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ถูกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ลงทุนและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่อาจจะยื่นคำร้องขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 247 (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้องคดีนี้) ส่วนผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า มีเหตุให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 มีนายยุทธนา ผู้รับมอบอำนาจเบิกความเป็นพยานว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกับบริษัท ว. โดยสืบเนื่องมาจากปี 2542 ที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และบริษัท ว. หลอกลวงด้วยการโฆษณาต่อบุคคลภายนอกให้มาร่วมลงทุนเพื่อนำเงินไปพัฒนาที่ดินที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยจะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โดยบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 หยุดประกอบกิจการมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม โดยพิจารณาจากงบการเงิน ระบุว่าไม่มีรายได้หลัก และขาดทุนสะสมตลอดมา กรรมการบริษัทไม่เคยมีการนัดประชุมและจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 กรรมสิทธิ์ในที่ดินตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จำนวน 9 แปลง มีชื่อบริษัท ว. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีความขัดแย้งกันในผู้ถือหุ้นทำให้มีการฟ้องคดีเป็นจำนวนมาก ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายสมพงษ์และผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ได้มีเจตนาที่จะพัฒนาที่ดินตามที่โฆษณาแก่ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 จึงมีเหตุที่จะเลิกบริษัท ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มี นายเบนนี่ กรรมการผู้มีอำนาจผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยังคงประกอบกิจการอยู่ มีการนำส่งงบการเงินและมีรูปถ่ายสถานที่ประกอบกิจการมาแสดง ปัจจุบันบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบธุรกิจนำเข้าช็อกโกแลต ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่นายยุทธนามาเบิกความเป็นพยานผู้ร้องนั้น แม้นายยุทธนาไม่มาศาลให้ทนายผู้คัดค้านถามจนจบคำถามค้านก็ไม่ทำให้คำเบิกความของนายยุทธนารับฟังไม่ได้เสียทีเดียว ส่วนคำเบิกความนั้นจะมีน้ำหนักหรือน่าเชื่อถือเพียงใดย่อมเป็นดุลพินิจของศาล ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 มิใช่มีแต่คำเบิกความของนายยุทธนาเท่านั้น แต่ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 ยังมีเอกสารเป็นพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลให้เห็นว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ประกอบกิจการ โดยเฉพาะตามแบบนำส่งงบการเงินของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 บริษัทมีขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยในปี 2548 ถึงปี 2552 ไม่มีรายได้ และขาดทุนสะสมปี 2548 ถึงปี 2552 จำนวน 29,287.67 บาท 2,287.67 บาท 3,662.33 บาท 4,337.67 บาท 46,597.39 บาท ตามลำดับ ส่วนปี 2553 และปี 2554 บริษัทมีรายได้รวม 28.77 บาท และขาดทุนสะสมในปี 2553 และปี 2554 จำนวน 89,923.72 บาท และ 136,196.98 บาท ตามลำดับ จึงเห็นได้ว่าบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ประกอบกิจการใด ๆ ตั้งแต่ปี 2551 ส่วนบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 งบการเงินตั้งแต่ปี 2551 และปี 2552 ไม่มีรายได้ ปี 2553 มีรายได้ 2.04 บาท ปี 2554 มีรายได้ 75,303.33 บาท และปี 2555 ไม่มีรายได้ ทั้งยังปรากฏว่ามีการนำเงินไปลงทุนในบริษัท ว. และบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ในปี 2555 ถึงปี 2558 เจือสมกับที่นายเบนนี่ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท ว. มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลเดียวกัน ก่อนหน้านี้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ว. ได้ทำการกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มทุนให้กับบริษัท ว. ซึ่งบริษัท ว. นำเงินไปลงทุนซื้อที่ดิน 9 แปลง ทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหนี้ ส่วนบริษัท ว. มีแต่ทรัพย์สินไม่มีหนี้สิน จึงโอนหนี้สินของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไปให้บริษัท ว. นอกจากนี้นายเบนนี่ ยังตอบคำถามค้านในคดีหมายเลขดำที่ 4408/2558 ที่ศาลแขวงนนทบุรีว่า ตั้งแต่ตั้งบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท ว. ไม่เคยมีการประกอบกิจการเลย ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่จัดตั้งบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 มา ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยประกอบธุรกิจใด ๆ นอกจากให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 หาเงินลงทุนให้กับบริษัทไวท์ แซน บีช จำกัด และที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า มีการประกอบกิจการจำหน่ายช็อกโกแลตในปี 2559 นั้น ก็เป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดได้มีการยื่นคำร้อง ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาถึง 4 ปี แล้ว ส่วนที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่า ประกอบกิจการร้านอาหารนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยังประกอบกิจการอยู่ แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่นายเบนนี่ เบิกความว่า เดิมเคยเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 และปัจจุบันมีการย้ายสถานประกอบกิจการไปแล้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านและมีการประกาศขายไม่มีป้ายชื่อบริษัทหรือร้านอาหารใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ดำเนินกิจการดังกล่าว อีกทั้งตามภาพถ่ายภาพที่ 1 ที่นายเบนนี่ อ้างว่าเป็นร้านอาหารของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ก็มีป้าย ระบุว่า "ท. สอนเสริมสวย" ดังนั้น พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังได้ว่า บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประกอบกิจการไปมีแต่จะขาดทุนอย่างเดียวและหยุดกิจการเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ตามที่ผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 กล่าวอ้าง อันเป็นเหตุในการที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) ที่บัญญัติว่า ถ้าบริษัทไม่เริ่มทำการภายในปีหนึ่งนับแต่วันจดทะเบียน หรือหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็ม และ (3) ที่บัญญัติว่า ถ้าการค้าของบริษัททำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว และไม่มีทางหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เลิกบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรตั้งกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ส่วนหนึ่งที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องหยุดประกอบกิจการเกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดกับผู้คัดค้านทั้งสาม หากตั้งกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีย่อมจะเกิดปัญหาและอุปสรรคแก่การชำระบัญชี ประกอบกับนายสมพงษ์ หนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็ถูกดำเนินคดีอาญาและถูกออกหมายจับ การที่จะตั้งกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีอาจจะเกิดความไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลางได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นคนกลางในการเข้าบริหารจัดการทรัพย์สินของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องในส่วนของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 26 และผู้คัดค้านทั้งสามทั้งสามศาลให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องที่ 27 และที่ 28 และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1159 ม. 1164 ม. 1169 ม. 1236 ม. 1237 ม. 1273/4
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ช. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอร ชวลิตนิธิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา