คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1907/2564
#666584
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า ไม้ประดู่แปรรูปของกลางจำเลยซื้อมาจากร้อยตำรวจโท ร. เป็นไม้ประดู่แปรรูปมาจากต้นไม้ประดู่ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงไม่เป็นไม้หวงห้ามนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกามาดังกล่าวเป็นการยกข้อกล่าวอ้างที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยเฉพาะ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1521/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม้ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ริบของกลาง และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1521/2561 ของศาลชั้นต้น ยกคำขอที่ให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม้ประดู่ในป่าเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ลำดับที่ 87 ตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัด และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปิดประกาศดังกล่าว ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน ที่ทำการองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่เกิดเหตุให้ทราบทั่วกันแล้ว ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายศิริพงษ์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป. 19 (แม่โป่ง) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภองาว ทหารและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรงาวทำการตรวจยึดไม้ประดู่แปรรูป 16 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.83 ลูกบาศก์เมตร เป็นของกลาง นายศิริพงษ์ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกพิเชษฐ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรงาว และจากการสอบสวนทราบว่า จำเลยเป็นเจ้าของไม้ประดู่แปรรูปของกลาง จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า มีไม้หวงห้ามแปรรูปปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยรับว่าเป็นเจ้าของไม้ประดู่แปรรูปของกลางโดยซื้อมาจากร้อยตำรวจโทราเชนทร์ เป็นไม้ซึ่งขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินไม้ประดู่แปรรูปของกลางจึงมิใช่ไม้หวงห้าม

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ข้ออ้างตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกามาดังกล่าวเป็นการยกข้อกล่าวอ้างที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยเฉพาะ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาเป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นจริงได้ เมื่อพิจารณาประกอบการนำไม้ประดู่แปรรูปของกลางไปส่งในที่เกิดเหตุเวลา 2 นาฬิกา อันเป็นเวลายามวิกาล จึงเป็นการกระทำในลักษณะปกปิดเพราะเกรงจะมีผู้มาพบเห็น หากเป็นไม้ประดู่แปรรูปที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ไม่มีเหตุจะต้องปกปิดการกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าไม้ประดู่แปรรูปของกลางเป็นไม้ที่ได้มาจากที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม้ประดู่แปรรูปของกลางจึงเป็นไม้หวงห้าม เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองปริมาตรเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 50 (4) ม. 73 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอาทิตย์ เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2564
#664249
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 33 บัญญัติว่า ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ใดเป็นกิจการที่ต้องแจ้งให้ทราบ หรือต้องขึ้นทะเบียน ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องแจ้งหรือขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาก่อนเริ่มประกอบธุรกิจนั้น และตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า ธุรกิจบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ใดที่ผู้ให้บริการต้องแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือได้รับใบอนุญาต ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งตามบัญชีท้าย พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 ประเภท บัญชี ข (4) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้าเป็นธุรกิจบริการที่ต้องขอขึ้นทะเบียนก่อนให้บริการ กฎหมายจึงอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนประกอบการเท่านั้น ซึ่งบริษัทจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับฝากชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้าจึงเป็นธุรกิจที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมกันประกอบธุรกิจรับฝากชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ 1 ก่อนได้รับอนุญาต กระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่จึงอยู่ที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อนดำเนินธุรกิจมาแต่ต้นเท่านั้น จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว

แม้ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฎษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2561 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 แต่ตามมาตรา 4 ได้กำหนดให้บรรดาการกระทำที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจ บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับให้เป็นหน้าที่ของผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายที่จะดำเนินการเกี่ยวกับความผิดนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จ เมื่อจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดคดีนี้ก่อน พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2561 มีผลบังคับ จึงสามารถดำเนินคดีจำเลยทั้งสี่ต่อไปจนแล้วเสร็จได้ และเมื่อกฎหมายกำหนดขั้นตอนดำเนินคดีต่อไปไว้ชัดแจ้ง จึงมิใช่กรณีกฎหมายที่มีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องไม่เป็นความผิดต่อไปหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ ตาม ป.อ. มาตรา 2 และมาตรา 3 จึงสามารถใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปจนเสร็จได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 33, 44, 46 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 44 (ที่ถูก (เดิม)), 46 (ที่ถูก มาตรา 33 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 4 กระทง รวมปรับ 400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 (ที่ถูก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4) เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดกรรมเดียว หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 33 บัญญัติว่า ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ใดเป็นกิจการที่ต้องแจ้งให้ทราบ หรือต้องขึ้นทะเบียน ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องแจ้งหรือขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาก่อนเริ่มประกอบธุรกิจนั้น และตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า ธุรกิจบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ใดที่ผู้ให้บริการต้องแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือได้รับใบอนุญาต ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 ประเภท บัญชี ข (4) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้าเป็นธุรกิจบริการที่ต้องขอขึ้นทะเบียนก่อนให้บริการ กฎหมายจึงอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนประกอบการเท่านั้น ซึ่งตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลยที่ 1 ข้อ 23 บริษัทจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับฝากชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อสินค้าจึงเป็นธุรกิจที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมกันประกอบธุรกิจรับฝากชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลยที่ 1 ก่อนได้รับอนุญาต กระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่จึงอยู่ที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อนดำเนินธุรกิจมาแต่ต้นเท่านั้น จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดหลายกรรมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ยังเป็นความผิดตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสี่หนักเกินไป หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2561 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 แต่ตามมาตรา 4 ได้กำหนดให้บรรดาการกระทำที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจ บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับให้เป็นหน้าที่ของผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายที่จะดำเนินการเกี่ยวกับความผิดนั้นต่อไปจนแล้วเสร็จ เมื่อจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดคดีนี้ก่อนพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 พ.ศ.2561 มีผลบังคับ จึงสามารถดำเนินคดีจำเลยทั้งสี่ต่อไปจนแล้วเสร็จได้ และเมื่อกฎหมายกำหนดขั้นตอนดำเนินคดีต่อไปไว้ชัดแจ้ง จึงมิใช่กรณีกฎหมายที่มีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องไม่เป็นความผิดต่อไปหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และมาตรา 3 จึงสามารถใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปจนเสร็จได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 44 บัญญัติว่า ผู้ใดประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่แจ้งหรือขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามการประกอบธุรกิจของคณะกรรมการตามมาตรา 33 วรรคหก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลล่างลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท เป็นการลงโทษในอัตราโทษสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งที่การกระทำของจำเลยทั้งสี่ในภายหลังไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอีกต่อไปแล้ว จึงเป็นการลงโทษจำเลยทั้งสี่หนักเกินไป เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป สมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง (เดิม) มาตรา 44 (เดิม), 46 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1874/2564
#681544
เปิดฉบับเต็ม

แม้การหลอกลวงของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป แต่การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแสดงโครงการออกโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความเท็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับที่จำเลยทั้งสี่จะดำเนินการต่อไป กรณีถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงิน ซึ่งมี 3 ประเภท คือ ฝากเงินแบบขอรับเงินปันผลกำไร (มูฎอรอบะห์) ฝากเงินแบบรักษาทรัพย์ (วาดีอะห์) ไม่มีส่วนร่วมเงินปันผล ฝากเงินเพื่อฮัจญ์และอุมเราะห์ โดยกองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินของสมาชิกไปลงทุนทำธุรกิจตามโครงการที่โฆษณาไว้ แล้วจะแบ่งปันผลกำไรหรือผลตอบแทนให้แก่สมาชิกที่ฝากเงินลงทุนดังกล่าว ซึ่งการรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจรับฝากเงินตามความหมายคำนิยามคำว่า ธุรกิจเงินทุน ของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจเงินทุน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งองค์ประกอบความผิดของมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มิได้บัญญัติไว้ว่าผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริต เพียงแต่บัญญัติห้ามผู้ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า ธนาคาร เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันเท่านั้น เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. มิใช่สถาบันการเงิน และคำว่า กองทุนออมทรัพย์ เป็นคำอื่นที่มีความหมายเช่นเดียวกับธนาคาร เงินทุน การลงทุน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 4, 9, 12, 121, 123 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนท้ายฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ต. ผู้เสียหายที่ 1 นาย ห. ผู้เสียหายที่ 2 นาย น. ผู้เสียหายที่ 11 และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน รัฐเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ต่อมานาย น. ถึงแก่ความตาย นาง ม. บุตรของนาย น. ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม)) พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 12 วรรคหนึ่ง, 121, 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 900,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 875,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 1,100,100 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 1,825,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 164,450 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 142,100 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 50,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 269,500 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 134,600 บาท ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 93,500 บาท และผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 750,000 บาท

โจทก์ร่วมที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้การหลอกลวงของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป แต่การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแสดงโครงการออกโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความเท็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับที่จำเลยทั้งสี่จะดำเนินการต่อไป กรณีถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ชักชวนให้โจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 บางรายฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นประธานที่ปรึกษากองทุนออมทรัพย์ อ. และชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 10 ให้ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนออมทรัพย์ อ. และชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้เสียหายที่ 4 และที่ 5 ให้ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผล แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชักชวนให้ประชาชนทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามนำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงินตั้งแต่ต้น ซึ่งการฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องแจ้งให้ผู้นำเงินมาฝากรวมทั้งโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ทราบว่า โครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุนมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง จำนวนเงินที่จะลงทุนแต่ละโครงการเป็นจำนวนเท่าใด ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นแต่ละโครงการเป็นอย่างไร และเงินปันผลที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำมาจ่ายให้แก่ผู้นำเงินมาฝากคิดคำนวณอย่างไร การที่จำเลยทั้งสี่แจ้งโครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุนให้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนทราบ และพาโจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนไปดูโครงการฟาร์มเลี้ยงวัวเท่านั้น ซึ่งแม้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนจะได้ทราบถึงโครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุน แต่จำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการลงทุนแต่ละโครงการ จำนวนเงินที่ลงทุน ผลประกอบการที่จะได้รับจากการลงทุน คงมุ่งเน้นแต่เงินปันผลที่จะได้รับจากการนำเงินมาฝากร่วมลงทุนกับกองทุนออมทรัพย์ อ. เท่านั้น และหลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ก็ได้รับเงินปันผลจากกองทุนออมทรัพย์ อ. บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการให้โจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 นำเงินมาฝากกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยมิได้คำนึงว่าโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 จะรู้หรือไม่ว่ากองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินฝากของโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ไปลงทุนจริงแล้วได้รับผลกำไรหรือขาดทุนจริงหรือไม่เท่านั้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อพิรุธในการนำเงินของกองทุนออมทรัพย์ อ. ไปลงทุนตามรายงาน ดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดและถูกต้องแล้วว่าไม่เชื่อว่ากองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินที่สมาชิกร่วมลงทุนทั้งหมดไปใช้ในกิจการตามโฆษณาจริง ส่วนที่กองทุนออมทรัพย์ อ. ดำเนินกิจการโครงการบางโครงการ เช่น โครงการฟาร์มเลี้ยงวัว จัดสรรที่ดิน และ อ. ศูนย์รวมช่าง เชื่อว่าเป็นการจัดฉากให้ประชาชนนำเงินมาลงทุนกับกองทุนออมทรัพย์ อ. ฟังไม่ได้ว่า กองทุนออมทรัพย์ อ. นำเงินของสมาชิกไปลงทุนในกิจการและมีผลกำไรตามที่โฆษณาไว้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และแม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอีกก็ไม่ทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ให้นำเงินไปฝากกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยไม่มีการนำเงินฝากของโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ไปลงทุนตามที่โฆษณาชักชวนไว้จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับการนำเงินของกองทุนออมทรัพย์ อ. ไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ โดยเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวอย่างไรย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ส่วนประเด็นอื่นนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประเด็นใดนั้นก็เป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะพิจารณาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประเด็นที่สำคัญที่ต้องวินิจฉัยก่อนและรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด เช่นกัน ไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกประเด็น ซึ่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยประเด็นที่สำคัญแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดตามฟ้องและอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นอื่นซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรับฟังข้อเท็จจริงจนเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประเด็นนั้นอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงิน ซึ่งมี 3 ประเภท คือ 1. ฝากเงินแบบขอรับเงินปันผลกำไร (มูฎอรอบะห์) คือ ฝากร่วมลงทุนทั่วไปมีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือ 3 ปี จึงจะขอถอนเงินคืนได้ ต้องเปิดบัญชีครั้งแรก 5,000 บาท 2. ฝากเงินแบบรักษาทรัพย์ (วาดีอะห์) ไม่มีส่วนร่วมเงินปันผล ต้องเปิดบัญชีครั้งแรกขั้นต่ำ 100 บาท 3. ฝากเงินเพื่อฮัจญ์และอุมเราะห์ ต้องเปิดบัญชีครั้งแรก 50,000 บาท โดยกองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินของสมาชิกไปลงทุนทำธุรกิจตามโครงการที่โฆษณาไว้ แล้วจะแบ่งปันผลกำไรหรือผลตอบแทนให้แก่สมาชิกที่ฝากเงินลงทุนดังกล่าว ซึ่งการรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจรับฝากเงินตามความหมายคำนิยามคำว่า ธุรกิจเงินทุน ของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจเงินทุน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งองค์ประกอบความผิดของมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มิได้บัญญัติไว้ว่าผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริต เพียงแต่บัญญัติห้ามผู้ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า ธนาคาร เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันเท่านั้น เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. มิใช่สถาบันการเงิน และคำว่า กองทุนออมทรัพย์ เป็นคำอื่นที่มีความหมายเช่นเดียวกับธนาคาร เงินทุน การลงทุน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้โดยชอบและถูกต้องแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 9 ม. 12 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาง ต. กับพวก
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสุนทร จันทร์ฉิ้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2564
#680723
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (6) ให้ความหมายของคำว่า "มี" ไว้ว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางดังกล่าว ประกอบกับการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ลำพังเพียงจำเลยซึ่งเป็นภริยา อ. ไปกับ อ. ในวันที่มีการซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง และจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งตรวจค้นพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง โดยที่บ้านดังกล่าวเป็นบ้านที่ อ. พักอาศัยอยู่ด้วยนั้น พฤติการณ์แห่งคดียังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบอาวุธปืนและซองพกหนังของกลางนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อ.149/2562 ของศาลจังหวัดลพบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 1,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.149/2562 ของศาลจังหวัดลพบุรี ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรม่วงค่อมพร้อมเจ้าหน้าที่ทหารร่วมจับกุมจำเลยพร้อมยึดอาวุธปืนพกออโตเมติก (NORINCO) ขนาด 9 มม. LUGER 1 กระบอก กระสุนปืนชนิดและขนาดเดียวกัน 8 นัด บรรจุอยู่ในซองกระสุนปืน พร้อมด้วยซองพกหนัง 1 ซอง ที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนในห้องนอนของจำเลยที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่กับนายอานนท์ ซึ่งเป็นสามีของจำเลย จำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียน จากการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลางมีเลขหมายประจำปืน 323892 แต่ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ในข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมบัติ และดาบตำรวจพีรพงษ์ ผู้ร่วมจับกุม เบิกความในทำนองเดียวกันว่า หลังจากตรวจค้นแล้วสอบถามจำเลยรับว่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นของจำเลยซื้อมาจากคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยแสดงสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนให้เจ้าพนักงานชุดจับกุมดู ซึ่งมีเลขหมายประจำปืนตรงกับเลขหมายในเอกสารดังกล่าว ส่วนเครื่องหมายทะเบียนพยานเข้าใจว่า อาจจะตอกอยู่ในด้ามปืน เนื่องจากชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนในเอกสารดังกล่าวเป็นบุคคลอื่น จึงนำตัวจำเลยไปสถานีตำรวจ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกสุระ พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า จำเลยไปกับนายอานนท์ ในวันที่มีการซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง แต่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุนายอานนท์ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยออกจากบ้านที่เกิดเหตุไปทำไร่ข้าวโพดตั้งแต่เช้า ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านที่เกิดเหตุตรวจค้นพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง จำเลยแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นของนายอานนท์ จำเลยโทรศัพท์ติดต่อนายอานนท์ นายอานนท์บอกให้จำเลยเอาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของอาวุธปืน และเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงให้เจ้าพนักงานตำรวจดู นายอานนท์บอกอีกด้วยว่าจะเข้ามาที่บ้านเพื่อแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจเองว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นของนายอานนท์ เจ้าพนักงานตำรวจไม่รอนายอานนท์แต่กลับนำจำเลยไปที่สถานีตำรวจ เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบยืนยันว่า จำเลยไปกับนายอานนท์ในวันที่มีการซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางซ่อนอยู่ใต้หมอนในห้องนอนของจำเลย จำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจากนายทะเบียนก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" และมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ความหมายของคำว่า "มี" ไว้ว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางดังกล่าว ประกอบกับการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ชัดแจ้ง โดยปราศจากข้อสงสัยเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ซึ่งในส่วนนี้โจทก์นำสืบไม่ได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนายึดถืออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางเพื่อตนแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยเองก็เป็นภริยาของนายอานนท์และบ้านที่เกิดเหตุก็เป็นบ้านที่นายอานนท์พักอาศัยอยู่ด้วย ลำพังเพียงจำเลยไปกับนายอานนท์ ในวันที่มีการซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางและจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งตรวจค้นพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง เท่านี้จะให้รับฟังถึงกับว่า จำเลยมีเจตนาจะยึดถืออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้เพื่อความครอบครองของตนหาได้ไม่ พฤติการณ์แห่งคดียังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยมิได้รับใบอนุญาต และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยและประเด็นฎีกาที่เหลืออีกต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวนาวีพรรณ สีหพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชาญ กาญจนะ
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1775/2564
#666538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้หลายประการ แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยโดยมิได้นำเหตุผลทั้งหมดในหนังสือเลิกจ้างมาประกอบการพิจารณาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ทั้งการอ้างหนังสือของจำเลยในเรื่องการปรับเงินเดือนประจำปี 2552 ถึงปี 2559 ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะมิได้เป็นเหตุที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างของจำเลย การรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลางก็ขัดกับพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบจึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ซึ่งหมายความว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานจะต้องมีส่วนสำคัญ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ประการที่สองต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดี และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้เฉพาะในประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยให้การว่าโจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขัดคำสั่งและละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยเป็นอาจิณ กระทำความผิดอย่างร้ายแรง และกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยเคยตักเตือนและโจทก์เพิกเฉยไม่ปรับปรุงตนเอง เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่คำพิพากษาศาลแรงงานกลางอ้างถึงเหตุในหนังสือเลิกจ้าง แล้วนำคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยมาเรียงต่อกัน แล้ววินิจฉัยคลุมไปทีเดียวว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ยังไม่อาจถือได้ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกรณีร้ายแรง การเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และไม่ได้แสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดี ทั้งไม่มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ทั้งที่โจทก์และจำเลยต่างได้นำสืบทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารในประเด็นดังกล่าวมาแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 648,600 บาท และเงินโบนัส 270,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ 648,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกเร่งรัดหนี้สิน โจทก์ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 54,050 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ถือไม่ได้ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกรณีร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 และโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ จึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนเงินโบนัสเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยพนักงานไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโบนัส เงินโบนัสจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินโบนัสตามฟ้องศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรืออุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์โดยสรุปว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้าง โดยระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้หลายประการ แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยโดยมิได้นำเหตุผลทั้งหมดในหนังสือเลิกจ้างมาประกอบการพิจารณาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ทั้งการอ้างหนังสือของจำเลยในเรื่องการปรับเงินเดือนประจำปี 2552 ถึงปี 2559 ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะมิได้เป็นเหตุที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างของจำเลย การรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลางก็ขัดกับพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบจึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 หรือไม่ แม้ในอุทธรณ์ของจำเลยจะมีการอ้างคำเบิกความพยานบุคคลและพยานเอกสารต่าง ๆ มาด้วย ก็เพื่อแสดงให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ครบถ้วนตามคำให้การของจำเลยอย่างไร และข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางที่รับฟังไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไว้ในสำนวนอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย

ปัญหาว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ซึ่งหมายความว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานจะต้องมีส่วนสำคัญ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ประการที่สองต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดี และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้เฉพาะในประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามหนังสือเลิกจ้าง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่า โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขัดคำสั่งและละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยเป็นอาจิณ กระทำความผิดอย่างร้ายแรง และกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยเคยตักเตือนแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ปรับปรุงตนเอง เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์มีเหตุสมควรเพียงพอแล้ว ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง การที่คำพิพากษาศาลแรงงานกลางอ้างถึงเหตุในหนังสือเลิกจ้าง แล้วนำคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยมาเรียงต่อกัน แล้ววินิจฉัยคลุมไปทีเดียวว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ยังไม่อาจถือได้ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกรณีร้ายแรง การเลิกจ้างของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำฟ้องโจทก์ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และไม่ได้แสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดี ทั้งไม่มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานกลางได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ทั้งที่โจทก์และจำเลยต่างได้นำสืบทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ในประเด็นดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิติพงศ์ ศักดิ์โชตินันท์
- นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1773/2564
#666541
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกส่งผลกระทบให้จำเลยมีปริมาณงานลดลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยจึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์กับพวกอีกหลายคนโดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างลูกจ้างคนใดคนหนึ่ง แม้ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยมีผลกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบกิจการในประเทศไทยหลายเท่าตัว จำเลยพยายามหาทางแก้ไขปัญหาก่อนเลิกจ้างโจทก์กับพวก ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบสำนักงานบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง ด้วยเหตุเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อคู่มือพนักงาน จำเลยจัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็นพนักงานประจำสำนักงานและพนักงานด้านการปฏิบัติการ โดยกำหนดให้พนักงานด้านการปฏิบัติการต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกิน 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์กับพวก การที่จำเลยจ่ายเงินค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์กับพวก โดยคิดจากการที่โจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะและบนหลุมปิโตรเลียมในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติโดยคำนวณตามผลงาน การที่จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กับพวกในกรณีโจทก์กับพวกเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่งเป็นสิทธิของลูกจ้างที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์กับพวกมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย เงินค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมจึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน การที่คู่มือพนักงาน กำหนดให้เงินดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกรและค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป เป็นเงินที่จำเลยจ่ายตามประสิทธิภาพและผลของการทำงาน จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อเป็นการจูงใจให้โจทก์กับพวกตั้งใจทำงานให้รอบคอบเพื่อส่งผลต่อการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ อันจะถือเป็นค่าจ้างได้

จำเลยมีข้อโต้แย้งว่า เงินค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนการผลงานทั่วไป เป็นค่าจ้างหรือไม่ การไม่นำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์กับพวก ถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับพวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบตามคำขอท้ายคำฟ้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งยี่สิบและจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โจทก์ที่ 11 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาต

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ในส่วนการกำหนดค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนค่าจ้างจากการทำงาน จำนวนวันทำงาน ยอดเงินที่โจทก์แต่ละคนได้รับ และวิธีการจ่ายเงินสำหรับเงินค่าทำงานในทะเล เงินค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร เงินค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป และเงินค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 20 ตามอายุงานของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามผลงานย้อนหลังจากวันที่โจทก์ดังกล่าวถูกเลิกจ้างไปตามอายุการทำงานตามผลงานของโจทก์แต่ละคนที่จะได้รับตามกฎหมายไปจนถึงวันที่มีผลเลิกสัญญาจ้าง แล้วให้พิจารณาพิพากษาในส่วนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยเป็นสาขาหนึ่งของจำเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยการประมูลงานจากลูกค้าซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐบาลไทย โจทก์ทั้งยี่สิบเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ปฏิบัติงานตามตำแหน่งและลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายตามตารางที่กำหนด ตั้งแต่ระดับวิศวกรไปจนถึงระดับปฏิบัติงาน ทำงานบนแท่นขุดเจาะ หยุดพักบนฝั่ง และทำงานที่สำนักงานบนฝั่ง สลับหมุนเวียนกันไป ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าทำงานในทะเล (Offshore Bonus) ที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างที่ไปทำงานบนแท่นขุดเจาะตามตารางการทำงานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม (Platform Bonus) เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างในตำแหน่งวิศวกรที่ทำงานบนหลุมปิโตรเลียมแบบหลุมปิดที่มีความเสี่ยงและความยากลำบากในการทำงานมากกว่าการทำงานในส่วนอื่น ส่วนค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร (Job Ticket Bonus) และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป (Performance Bonus) เป็นเงินที่จำเลยจ่ายตามประสิทธิภาพและผลของการทำงาน เช่น อุปกรณ์การทำงานไม่ได้รับความเสียหาย เป็นต้น กำหนดจ่ายเงินทุกประเภทพร้อมกันในทุกวันที่ 25 ของเดือนระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบอ้างเหตุว่า "มีความจำเป็นต้องลดจำนวนบุคลากร" โดยโจทก์ทั้งยี่สิบไม่เคยทำผิดต่อกฎระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์แต่ละคนมีวันเริ่มงาน วันเลิกจ้าง ระยะเวลาทำงาน ค่าจ้างพื้นฐาน ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่รับจากจำเลยแล้ว ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่า ปี 2557 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกลดลงเป็นผลทำให้ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกรวมทั้งในอ่าวไทยต้องชะลอหรือหยุดการผลิตขุดเจาะน้ำมันซึ่งรวมถึงลูกค้าของจำเลย ส่งผลกระทบทำให้จำเลยมีปริมาณงานลดน้อยลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยจึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบอีกหลายคน โดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างลูกจ้างคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง หลังเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบแล้วจำเลยรับลูกจ้างเพิ่มขึ้นบางส่วนเพราะคาดการณ์ว่าจะได้รับการประมูลงานเพิ่มจากลูกค้า ซึ่งจำเลยจำต้องตระเตรียมลูกจ้างไว้เพื่อรองรับงานดังกล่าว ครั้นจำเลยไม่สามารถประมูลงานจากลูกค้าได้ก็ทยอยเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวไปแล้วทั้งหมด ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยมีผลกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทยคิดเป็นกำไรสุทธิ 1,100,008,267 บาท 996,972,644 บาท และ 51,215,099 บาท ตามลำดับ แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก แต่เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลกำไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องถูกจำหน่ายไปยังสำนักงานใหญ่ ผลประกอบการโดยรวมของจำเลยทุกสาขาทั่วโลกประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทย จำเลยใช้มาตรการปรับลดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบสำนักงานเป็นบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมเป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานตามปกติของวันทำงาน ค่าตอบแทนผลงานของวิศวกรและค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไปเป็นเงินค่าตอบแทนการทำงานโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทั้งยี่สิบได้ทำ เงินทั้งหมดดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีข้อโต้แย้งไม่นำค่าตอบแทนอย่างอื่นนอกจากเงินเดือนมารวมคำนวณจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบ ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบโดยปราศจากเหตุอันสมควร โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 20 อุทธรณ์ว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย การพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 9 ชอบด้วยกฎหมาย กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุอันสมควร โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 20 มีหน้าที่หลักต้องไปทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ในทะเลตามคำสั่งของจำเลย เงินค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป จึงเป็นเงินตอบแทนการทำงานโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ซี่งเป็นค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมารวมกับเงินเดือนพื้นฐานเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ศาลแรงงานภาค 9 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า ในแต่ละเดือนก่อนเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 20 ออกไปทำงานในทะเลจริงเดือนละกี่วัน มีวิธีการจ่ายเงินดังกล่าวอย่างไร ตลอดระยะเวลาย้อนหลังจากวันที่ถูกเลิกจ้างไปตามอายุการทำงานตามผลงานของโจทก์แต่ละคนที่จะได้รับตามกฎหมาย เพื่อนำมารวมกับเงินเดือนพื้นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์ดังกล่าวฎีกาว่า งบการเงินของจำเลย ไม่ได้ความว่าจำเลยขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ทั้งก่อนที่จำเลยเลิกจ้างก็มิได้หามาตรการที่เหมาะสมและเป็นธรรมมาแก้ปัญหาก่อน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น เมื่อพิจารณาอุทธรณ์โจทก์ดังกล่าวแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ อันมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่อีก สำหรับปัญหาว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อได้ความว่าปี 2557 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นผลทำให้ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกรวมทั้งในอ่าวไทยต้องชะลอหรือหยุดการผลิตขุดเจาะน้ำมันซึ่งรวมถึงลูกค้าของจำเลยส่งผลกระทบให้จำเลยมีปริมาณงานลดน้อยลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยจึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 อีกหลายคน โดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างลูกจ้างคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแม้ภายหลังเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 แล้วจำเลยจะรับลูกจ้างเพิ่มขึ้นบางส่วนแต่ก็เป็นเพราะจำเลยคาดการณ์ว่าจะได้รับการประมูลงานเพิ่มจากลูกค้า ซึ่งจำเลยจำเป็นต้องตระเตรียมลูกจ้างไว้เพื่อรองรับงานดังกล่าว ครั้นจำเลยไม่สามารถประมูลงานจากลูกค้าได้ก็ได้ทยอยเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวไปแล้วทั้งหมด และแม้ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยมีกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทยคิดเป็นกำไรสุทธิ 1,100,008,267 บาท 996,972,644 บาท และ 51,215,099 บาท ตามลำดับ แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการในประเทศไทยต้องถูกจำหน่ายไปยังสำนักงานใหญ่ ผลประกอบการโดยรวมของจำเลยทุกสาขาทั่วโลกประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทยหลายเท่าตัว การที่จำเลยใช้มาตรการปรับลดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบสำนักงานเป็นบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง เป็นไปเพื่อประคับประคองให้ธุรกิจของจำเลยสามารถดำเนินต่อไปได้นั้น ก็เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงมาตรการที่จำเลยพยายามหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 แล้ว ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ค่าทำงานในทะเล (Offshore Bonus) ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม (Platform Bonus) ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร (Job Ticket Bonus) และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป (Performance Bonus) เป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยจ่ายเงินค่าทำงานในทะเลเพื่อตอบแทนความเสี่ยงภัยของลูกจ้างที่ต้องไปอาศัยอยู่กลางทะเล แม้ลูกจ้างจะเจ็บป่วยมิได้ทำงาน หากยังไม่ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง จำเลยก็ยังจ่ายเงินค่าทำงานในทะเลให้ ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป เป็นเงินจูงใจให้ลูกจ้างปฏิบัติได้ตามเป้าหมายและเงื่อนไขที่ลูกค้าของจำเลยกำหนด จึงเป็นสวัสดิการที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างให้ขยันหมั่นเพียรและไม่ผิดพลาดในการทำงาน ส่วนค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมนั้น จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างที่ต้องทำงานบนหลุมปิดที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งตามคู่มือพนักงานของจำเลยยังระบุไว้ว่าเงินเพิ่มพิเศษอื่น ๆ ไม่ใช่ค่าจ้าง เงินทั้งหมดดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นค่าจ้าง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันเวลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างจึงต้องเป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ สำหรับค่าทำงานในทะเล และค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมนั้น เมื่อคู่มือพนักงาน บทที่ 2 ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปเกี่ยวกับการว่าจ้าง จำเลยจัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็น พนักงานประจำสำนักงาน ได้แก่ พนักงานซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเป็นการประจำและพนักงานด้านการปฏิบัติการ ได้แก่ พนักงานซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติการ งานปิโตรเลียมและก๊าซ ในโรงซ่อมบำรุงและในห้องทดลอง และบทที่ 3 วันทำงานปกติและเวลาทำงานปกติ จำเลยกำหนดวันทำงานและเวลาทำงานของพนักงานด้านปฏิบัติการในการทำงานในพื้นที่ภาคสนาม โดยต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกินรอบละ 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ที่ต้องทำงานปกติตามตารางที่กำหนด แบ่งเป็นทำงานบนแท่นขุดเจาะ หยุดพักบนฝั่ง และทำงานที่สำนักงานบนฝั่ง สลับหมุนเวียนกันไป แสดงให้เห็นว่า การทำงานบนแท่นขุดเจาะและบนหลุมปิโตรเลียมแบบหลุมปิดเป็นการทำงานตามปกติตามตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 การที่จำเลยจ่ายเงินค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 โดยคิดจากการที่โจทก์ดังกล่าวไปทำงานบนแท่นขุดเจาะและบนหลุมปิโตรเลียมในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ โดยคำนวณจากจำนวนวันที่โจทก์ดังกล่าวทำงานอยู่บนแท่นขุดเจาะและบนหลุมปิโตรเลียมในแต่ละรอบตามตารางที่กำหนดตามผลงาน ทั้งการที่จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ในกรณีที่โจทก์เหล่านั้นเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง ก็สอดคล้องกับความหมายของคำว่าค่าจ้าง ที่ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งการเจ็บป่วยนี้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ย่อมมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 จะเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่งก็ตาม ค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมจึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน ที่กำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษอื่น ๆ ที่มิใช่เงินเดือนตามข้อ 5.1 ก) และเงินโบนัสเดือนที่ 13 ตามข้อ 5.1 ข) จำเลยถือเป็นสิทธิประโยชน์อื่น ๆ และไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่วนค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป เมื่อได้ความว่าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายตามประสิทธิภาพและผลของการทำงาน เช่น อุปกรณ์การทำงานไม่ได้รับความเสียหาย เป็นต้น ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวเพื่อเป็นการจูงใจให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ตั้งใจทำงานให้รอบคอบเพื่อส่งผลต่อการทำงานให้ดียิ่งขึ้น จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ อันจะถือเป็นค่าจ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเงินค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป เป็นค่าจ้างตามผลงานมาทั้งหมดนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาเพียงบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 มีว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ดังกล่าวฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ในส่วนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนค่าจ้างจากการทำงานสำหรับเงินค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป ซึ่งเป็นค่าจ้างตามผลงานย้อนหลังไปตามอายุการทำงานของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ไม่ถูกต้อง เห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยแล้วว่า ในส่วนเงินค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมเท่านั้นที่เป็นค่าจ้างตามผลงาน จึงต้องนำเงินเพียงสองประเภทนี้ไปคำนวณค่าชดเชยที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 มีสิทธิได้รับสำหรับกรณีลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามผลงาน ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 สำหรับการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเลิกจ้าง) จะมิได้ระบุเรื่องการคำนวณจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าสำหรับค่าจ้างตามผลงานไว้อย่างชัดแจ้งเช่นเดียวกับการคำนวณจ่ายค่าชดเชยก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังมาว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติตามตำแหน่งและลักษณะงานที่ได้รับตามตารางที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งสามารถคำนวณหาจำนวนค่าจ้างที่เป็นค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมที่จะต้องจ่ายจนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าให้แก่โจทก์ดังกล่าวตามมาตรา 17 วรรคสอง และวรรคสามได้ โดยการทำงานในทะเลและทำงานบนแท่นปิโตรเลียมของโจทก์แต่ละคนนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 9 ต้องรับฟังเพื่อนำมาประกอบการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้นำเงินทุกประเภท อันได้แก่ ค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป มารวมกับเงินเดือนเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 มีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 หรือไม่ โดยโจทก์ดังกล่าวฎีกาว่า จำเลยทราบดีว่าค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไป เป็นค่าจ้าง แต่จำเลยกลับไม่นำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 เป็นการจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้ครบถ้วน จึงต้องเสียเงินเพิ่มให้ตามกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 กำหนดให้กรณีที่นายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน เมื่อเงินค่าทำงานในทะเล ค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม ค่าตอบแทนตามผลงานของวิศวกร และค่าตอบแทนตามผลงานทั่วไปที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 อ้างว่าเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยนั้น จำลยยังมีข้อโต้แย้งว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้างหรือไม่ ดังเห็นได้จากที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีเพียงเงินค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียมเท่านั้นที่เป็นค่าจ้าง การที่จำเลยไม่นำเงินที่มีข้อโต้แย้งเช่นนี้มารวมคำนวณจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ถือไม่ได้ว่าจำเลยผู้เป็นนายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเฉพาะเงินค่าทำงานในทะเลและค่าทำงานบนแท่นปิโตรเลียม เพื่อนำมารวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9 ม. 32 ม. 57 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว บ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ฮ. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายเอนกชัย อารยะญาณ
- นายอนุวัตร ขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1757 -ที่ 1772/2564
#664239
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกส่งผลกระทบให้จำเลยที่ 1 มีปริมาณงานลดลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์กับพวกอีกหลายคนโดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างคนใดคนหนึ่ง แม้ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยที่ 1 มีผลกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทยหลายเท่าตัว จำเลยที่ 1 พยายามหาทางแก้ปัญหาก่อนเลิกจ้างโจทก์กับพวก ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบตัวสำนักงานบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อคู่มือพนักงานจำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็น พนักงานประจำสำนักงานและพนักงานด้านการปฏิบัติการ โดยกำหนดให้พนักงานด้านการปฏิบัติการต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกิน 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์กับพวก การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์กับพวก โดยคิดจากการที่โจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติโดยคำนวณตามผลงาน แม้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กับพวกในกรณีโจทก์กับพวกเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง แต่เป็นสิทธิของลูกจ้างที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์กับพวกมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะจึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน

การที่คู่มือพนักงานกำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 9 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 25 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งยี่สิบห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งยี่สิบห้าสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 9 โจทก์ทั้งยี่สิบห้าสละประเด็นเรื่องค่าล่วงเวลา และขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานภาค 9 อนุญาต

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก รายละเอียดปรากฏตามตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2561

โจทก์ทั้งยี่สิบห้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โจทก์ที่ 1 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 19 ที่ 20 และที่ 22 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาต

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ในส่วนการกำหนดค่าชดเชยของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 โดยให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9

ศาลแรงงานภาค 9 พิจารณาฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากยอดเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยเป็นสาขาหนึ่งของจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยการประมูลงานจากลูกค้าซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐบาลไทย จำเลยที่ 1 มีคู่มือพนักงาน โจทก์ทั้งยี่สิบห้าเคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานตามตำแหน่งและลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายตามตารางที่กำหนด ตั้งแต่ระดับวิศวกรไปจนถึงฝ่ายปฏิบัติงาน ทำงานบนแท่นขุดเจาะ 28 วัน กลับขึ้นพักบนฝั่ง 20 วัน และทำงานที่สำนักงานบนฝั่ง 8 วัน ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนพื้นฐานและเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ (Offshore Bonus หรือ Field Bonus) เป็นรายวันตามจำนวนวันที่ไปทำงานบนแท่นขุดเจาะ กำหนดจ่ายเงินทั้งสองประเภทเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์แต่ละคนพร้อมกันทุกวันที่ 25 ของเดือน ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 ทยอยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบห้าด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันว่า "มีความจำเป็นต้องลดจำนวนบุคลากร" โจทก์แต่ละคนมีวันเริ่มงาน วันที่ถูกเลิกจ้าง ค่าจ้างพื้นฐาน เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะและค่าชดเชยที่รับไปแล้ว แล้วศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่า ปี 2557 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกลดลงเป็นผลทำให้ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกรวมทั้งในอ่าวไทยต้องชะลอหรือหยุดการผลิตขุดเจาะน้ำมันซึ่งรวมถึงลูกค้าของจำเลยที่ 1 ส่งผลกระทบทำให้จำเลยที่ 1 มีปริมาณงานลดน้อยลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบห้าอีกหลายคน โดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างลูกจ้างคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง หลังเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบห้าแล้วจำเลยที่ 1 รับลูกจ้างเพิ่มขึ้นบางส่วนเพราะคาดการณ์ว่าจะได้รับการประมูลงานเพิ่มจากลูกค้า ซึ่งจำเลยที่ 1 จำต้องตระเตรียมลูกจ้างไว้เพื่อรองรับงานดังกล่าว ครั้นจำเลยที่ 1 ไม่สามารถประมูลงานจากลูกค้าได้ก็ทยอยเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวไปแล้วทั้งหมด แม้ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยที่ 1 จะมีผลกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทยคิดเป็นกำไรสุทธิ 1,100,008,267 บาท 996,972,644 บาท และ 51,215,099 บาท ตามลำดับ แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก และเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลกำไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องถูกจำหน่ายไปยังสำนักงานใหญ่ ผลประกอบการโดยรวมของจำเลยที่ 1 ทุกสาขาทั่วโลกประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ใช้มาตรการปรับลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างอื่นไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบสำนักงานบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบห้าโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การทำงานบนแท่นขุดเจาะของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าเป็นการทำงานตามปกติทั่วไป การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมารวมคำนวณค่าชดเชยเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้า โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 อุทธรณ์ว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 กำหนดตารางการทำงานของโจทก์แต่ละคนไว้ล่วงหน้าว่าโจทก์แต่ละคนต้องทำงานบนแท่นขุดเจาะกี่วัน ทำงานบนฝั่งกี่วัน และพักกี่วัน สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ดังนี้ ระยะเวลาการทำงานบนแท่นขุดเจาะจึงเป็นระยะเวลาการทำงานปกติ เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ จึงเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เป็นค่าจ้างที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงาน แต่ศาลแรงงานภาค 9 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 5 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ได้รับค่าจ้างของการทำงาน 180 วันสุดท้ายเป็นเงินเท่าใด โจทก์ที่ 3 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ได้รับค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายเป็นเงินเท่าใด โจทก์ที่ 4 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 24 และที่ 25 ได้รับค่าจ้างของการทำงาน 240 วันสุดท้ายเป็นเงินเท่าใด และโจทก์ที่ 8 และที่ 11 ได้รับค่าจ้างของการทำงาน 90 วันสุดท้ายเป็นเงินเท่าใด จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ได้รับเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเป็นจำนวนเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะของการทำงานตามระยะเวลาทำงานสุดท้ายตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 9 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 มีว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ อันมิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่อีก สำหรับปัญหาว่าการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อได้ความว่าปี 2557 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลทำให้ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกรวมทั้งในอ่าวไทยต้องชะลอหรือหยุดการผลิตขุดเจาะน้ำมันซึ่งรวมถึงลูกค้าของจำเลยที่ 1 ส่งผลกระทบให้จำเลยที่ 1 มีปริมาณงานลดน้อยลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 อีกหลายคน โดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แม้ภายหลังเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 แล้วจำเลยที่ 1 จะรับลูกจ้างเพิ่มขึ้นบางส่วนแต่ก็เป็นเพราะจำเลยที่ 1 คาดการณ์ว่าจะได้รับการประมูลงานเพิ่มจากลูกค้า ซึ่งจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องตระเตรียมลูกจ้างไว้เพื่อรองรับงานดังกล่าว ครั้นจำเลยที่ 1 ไม่สามารถประมูลงานจากลูกค้าได้ก็ได้ทยอยเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวไปแล้วทั้งหมด และแม้ปี 2557 จำเลยที่ 1 มีผลกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทยคิดเป็นกำไรสุทธิ 1,100,008,267 บาท 996,972,644 บาท และ 51,215,099 บาท ตามลำดับ แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการในประเทศไทยต้องถูกจำหน่ายไปยังสำนักงานใหญ่ ผลประกอบการโดยรวมของจำเลยที่ 1 ทุกสาขาทั่วโลกประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทยหลายเท่าตัว การที่จำเลยที่ 1 ใช้มาตรการปรับลดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบสำนักงานเป็นบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง เป็นไปเพื่อประคับประคองให้ธุรกิจของจำเลยที่ 1 สามารถดำเนินต่อไปได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมาตรการที่จำเลยที่ 1 พยายามหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 แล้ว ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า เงินเพิ่มพิเศษ (Offshore Bonus) เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างจึงต้องเป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อจากคู่มือพนักงาน บทที่ 2 ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปเกี่ยวกับการว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็น พนักงานประจำสำนักงาน ได้แก่ พนักงานซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเป็นการประจำ และพนักงานด้านการปฏิบัติการ ได้แก่ พนักงานซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติการ งานปิโตรเลียมและก๊าซ ในโรงซ่อมบำรุงและในห้องทดลอง และบทที่ 3 วันทำงานปกติและเวลาทำงานปกติ จำเลยที่ 1 กำหนดวันทำงานและเวลาทำงานของพนักงานด้านปฏิบัติการในการทำงานในพื้นที่ภาคสนาม โดยต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกินรอบละ 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ที่ต้องทำงานปกติตามตารางที่กำหนด แบ่งเป็นทำงานบนแท่นขุดเจาะ 28 วัน กลับขึ้นมาพักบนฝั่ง 20 วัน และทำงานที่สำนักงานบนฝั่ง 8 วัน แสดงให้เห็นว่า การทำงานบนแท่นขุดเจาะเป็นการทำงานตามปกติตามตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ (Offshore Bonus) เพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 โดยคิดจากการที่โจทก์ดังกล่าวไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ดังกล่าวสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ โดยคำนวณตามผลงานจากจำนวนวันที่โจทก์แต่ละคนทำงานอยู่บนแท่นขุดเจาะในแต่ละรอบตามตารางที่กำหนด ทั้งการที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ในกรณีโจทก์ดังกล่าวนั้นเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง ก็สอดคล้องกับความหมายของคำว่าค่าจ้าง ที่ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งการเจ็บป่วยนี้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 ย่อมมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้ แม้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 21 และที่ 23 ถึงที่ 25 จะเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่งก็ตาม เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ (Offshore Bonus) จึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน การที่คู่มือพนักงาน ข้อ 5.1 ค) กำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษอื่น ที่มิใช่เงินเดือนตามข้อ 5.1 ก) และเงินโบนัสเดือนที่ 13 ตามข้อ 5.1 ข) ถือเป็นสิทธิประโยชน์อื่น ๆ และไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ก็ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเป็นค่าจ้างที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชย แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์แต่ละคนได้รับเงินเพิ่มพิเศษ (Offshore Bonus) ในระยะเวลาการทำงานตามจำนวนวันที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดก่อนถูกเลิกจ้างเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และให้ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนจำนวนเงินดังกล่าวใหม่นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 32 ม. 57 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายเอนกชัย อารยะญาณ
- นางนงนภา จันทรศักดิ์ ลิ่มไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1746/2564
#657209
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่นำพยานมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ไม่ใช่เหตุที่ทำให้หนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับหนี้ การจำนองจึงไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เจ้าหนี้จึงยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2554

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 2,716,090.70 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (เดิม) ทั้งนี้ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22764 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันต่อไป

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่จำต้องสั่งในเรื่องสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22764 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นเงิน 2,716,090.70 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 22764 เป็นหลักประกันต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายนัดฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 ให้ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนในวันที่ 29 มีนาคม 2556 เจ้าหนี้ได้รับหมายโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 แต่ไม่ไปตามกำหนดนัด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหมายนัดแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการเจ้าหนี้ตามหมายนัดฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ให้เจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนและนำส่งต้นฉบับเอกสารหรือสำเนาเอกสารฉบับเจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้องเพื่อประกอบคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เจ้าหนี้ได้รับหมายโดยชอบเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 แต่เจ้าหนี้ยังคงไม่ไปให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารตามกำหนดนัดดังกล่าวโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเจ้าหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ก็ตามมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า มูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีอยู่จริงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว แม้หนี้ที่ขอรับชำระหนี้จะเป็นมูลหนี้เดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตามก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ ทั้งในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 มิใช่หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องไปตรวจเอกสารแห่งมูลหนี้ในสำนวนศาลหรือสำนักงานบังคับคดีตามที่เจ้าหนี้กล่าวอ้าง เมื่อเจ้าหนี้ไม่มีพยานบุคคลใดมาให้การหรือนำส่งพยานเอกสารใดในชั้นสอบสวนตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ทราบ และหมายนัดดังกล่าวทุกฉบับระบุข้อความไว้แล้วว่า หากเจ้าหนี้ไม่นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ ถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยานหลักฐานใดประกอบคำขอรับชำระหนี้อีก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงต้องทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2942/2543 โดยมีเพียงสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งสำเนาเอกสารดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ศาลรับรองความถูกต้อง พยานหลักฐานดังกล่าวจึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มา เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยต่อมาว่า เมื่อเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ประธานแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในคดีนี้นั้น เห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่นำพยานมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ใช่เหตุที่ทำให้หนี้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 ความระงับหนี้ การจำนองจึงไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 เจ้าหนี้จึงยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ แต่ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22764 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 105 (เดิม) ม. 107 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนลินธร ชาติศิริ ปัญญารัตน์
- นายปฏิกรณ์ คงพิพิธ
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2564
#680820
เปิดฉบับเต็ม

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อและมีความเห็นแตกต่างกันนั้น มิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 264, 266, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาพลเรือเอก อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 266 (2), 268 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมพินัยกรรมและฐานร่วมกันใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างพินัยกรรมปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (2) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ทางนำสืบพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 นางสาวอรอนงค์ นางสาวอนุรี และนางประภัสสร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 นางสาวอรอนงค์ นางสาวอนุรี และนางประภัสสร จำเลยที่ 1 และนางประภัสสร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 287 และ 287/1 นางสาวอรอนงค์ และนางสาวอนุรี พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 287 ส่วนจำเลยทั้งสองและบุตรพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 287/1 จำเลยทั้งสองมีบุตรด้วยกันสามคน คือนางสาวฐิติรัตน์ นางสาวสมชนก และนางสาวจารุภัทร เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2556 นางสาวอรอนงค์ ถึงแก่ความตายต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2556 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรอนงค์ ผู้ตาย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่า ก่อนถึงแก่ความตายนางสาวอรอนงค์ ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยูในปัจจุบันและในอนาคตให้แก่บุตรทั้งสามคนของจำเลยทั้งสองแล้ว ระหว่างพิจารณาคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งพินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านอ้างส่งไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมว่าเป็นลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ หรือไม่ ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยส่งพินัยกรรมฉบับที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อธนาคารนางสาวอรอนงค์ ในหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 12 มกราคม 2543 ในภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านและในภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ต่อมาพันตำรวจเอก พิษณุ ผู้ตรวจพิสูจน์รายงานผลการตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตแล้วจึงมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรอนงค์ ผู้ตาย ส่วนคดีนี้ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งพินัยกรรมฉบับที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" ไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมเป็นของนางสาวอรอนงค์ หรือไม่ โดยให้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อนางสาวอรอนงค์ ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อของธนาคาร อ. ลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและผู้มอบฉันทะของใบถอนเงิน ต่อมาร้อยตำรวจเอกหญิง รัตนาพร และคณะผู้ตรวจสอบรายงานผลการตรวจพิสูจน์ลงความเห็นว่า เป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2557 มีข้อความบันทึกไว้ว่า ทนายผู้คัดค้านขอนำส่งต้นฉบับพินัยกรรมของนางสาวอรอนงค์ เพื่อนำส่งตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรม ส่วนคำให้การพยานผู้คัดค้านของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 เบิกความว่า "...รายละเอียดปรากฏตามต้นฉบับพินัยกรรมและคู่ฉบับพินัยกรรมที่มีข้อความตรงกัน" ประกอบกับต้นฉบับพินัยกรรมเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้คัดค้านได้อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยระบุเอกสารจำนวน 2 แผ่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้พร้อมกัน และโจทก์ร่วมทราบอยู่แล้วว่าพินัยกรรมของนางสาวอรอนงค์ มี 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน โดยประทับตรา "ต้นฉบับ" ฉบับหนึ่ง และประทับตรา "คู่ฉบับ" อีกฉบับหนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์พินัยกรรมที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นเอกสารคนละฉบับกับพินัยกรรมที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" จึงนำมารับฟังหักล้างผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อพินัยกรรมทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับเป็นเอกสารที่ระบุชื่อผู้ทำพินัยกรรมคนเดียวกัน ถูกอ้างเป็นพยานหลักฐานในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าเป็นการจัดทำโดยบุคคลคนเดียวกันและในคราวเดียวกัน การตรวจพิสูจน์พินัยกรรมแต่ละฉบับโดยผู้ตรวจพิสูจน์ต่างรายกันหาได้ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเพื่อชั่งนํ้าหนักพยานของแต่ละฝ่ายไม่ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพลตำรวจตรีพิษณุ ผู้ตรวจพิสูจน์พินัยกรรมฉบับประทับตราคู่ฉบับในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 214/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นพยานเบิกความว่า พยานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยการเปรียบเทียบคุณสมบัติการเขียนลายมือชื่อแสดงให้เห็นโดยทำลูกศรชี้กำหนดไว้โดยระบุไว้ในตอนล่างว่าเป็นการเปรียบเทียบจากเอกสารใด พยานลงความเห็นว่ามีความแตกต่างกันโดยตัวอักษรที่ปรากฏในลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ในคู่ฉบับพินัยกรรมมีอัตราส่วนระหว่างความสูงมากกว่าความกว้าง ส่วนในเอกสารเปรียบเทียบมีอัตราส่วนของความกว้างมากกว่าความสูง ลูกศรที่ชี้กำกับในรายงานการตรวจพิสูจน์ แผ่นที่ 5 ถึงแผ่นที่ 7 เป็นการชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งนั้น ๆ มีคุณสมบัติการเขียนที่แตกต่างกัน ซึ่งพยานลงความเห็นในระดับ "ไม่ไช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" อันเป็นระดับสูงสุดของการตรวจลายมือชื่อ ได้แก่ "ใช่", "น่าจะใช่", "คล้ายคลึงแต่ไม่ยืนยัน", "ไม่ยืนยัน", "มีลักษณะต่างแต่ไม่ยืนยัน", "น่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" และ "ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน" พยานเห็นว่าลายมือชื่อในคู่ฉบับพินัยกรรมมีลักษณะของเส้นช้าและเร็วปนกันแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ชำนาญในการเขียนลายมือชื่อนี้ และพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า การเขียนช้าลงดูจากลายเส้นมีลักษณะสั่น ขอบไม่เรียบ เฉพาะกรณีผู้ป่วยจะมีลักษณะช้าอย่างสมํ่าเสมอ ส่วนจำเลยที่ 1 มีร้อยตำรวจเอกหญิงรัตนาพร เป็นพยานเบิกความว่า พยานขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พยานตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ที่ปรากฏในช่องผู้ทำพินัยกรรมตามพินัยกรรมต้นฉบับเอกสาร กับตัวอย่างลายมือชื่อตามเอกสารเปรียบเทียบกันปรากฏว่า มีคุณสมบัติของการเขียนและรูปร่างตัวอักษรเป็นอย่างเดียวกันเหมือนกัน ได้แก่ ตัวอักษร ร.เรือ ของชื่อนางสาวอรอนงค์ ที่ทำเครื่องหมายลูกศรสีแดงมีลักษณะม้วนเหมือนกัน ส่วนสระอุ มีลักษณะโค้งเหมือนกัน รวมถึงลักษณะการเขียนตัวอักษร น.หนู เป็นอย่างเดียวกัน พยานตรวจสอบด้วยมาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญและมีความเห็นว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อที่นำมาเปรียบเทียบนั้นมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน ยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน พยานเป็นเจ้าของสำนวนและจะมีองค์คณะอีกสองคนเป็นผู้ตรวจสอบโดยองค์คณะทั้งสองมีความเห็นเช่นเดียวกันกับพยาน และพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า การตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ใช้หลักการเดียวกัน คือ เปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างในเอกสารอื่น ๆ การทำเครื่องหมายลูกศรสีแดงแสดงจุดที่เหมือนกัน แต่ไม่ได้แสดงเครื่องหมายในจุดที่แตกต่างกัน เนื่องจากในการเขียนลายมือชื่อแต่ละครั้งไม่สามารถเขียนได้เหมือนกันทุกครั้งทุกเวลา เห็นว่า การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมโดยพลตำรวจตรีพิษณุ เป็นการตรวจหาตำแหน่งที่แตกต่างกันของลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อของนางสาวอรอนงค์ ในเอกสารตัวอย่าง แต่ที่พลตำรวจตรีพิษณุ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ลายมือชื่อในคู่ฉบับพินัยกรรมมีลักษณะของลายเส้นช้าและเร็วปนกันแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ชำนาญในการเขียนลายมือชื่อนี้นั้น ไม่ปรากฏว่าพยานได้ระบุเหตุผลดังกล่าวในรายงานผลการตรวจพิสูจน์ อีกทั้งไม่ได้ระบุว่าตัวอักษรใด ตำแหน่งใดที่เส้นมีลักษณะสั่น ขอบไม่เรียบที่แสดงว่าเป็นการเขียนช้าสลับเร็วตามที่พยานเบิกความถึง ส่วนร้อยตำรวจเอกหญิงรัตนาพร ผู้ตรวจพิสูจน์เอกสารซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม เบิกความยืนยันว่า วิธีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมใช้หลักการเดียวกันกับการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กระทำในรูปแบบองค์คณะโดยองค์คณะต้องเห็นชอบด้วยกับผลการตรวจและความเห็นร่วมกันทั้งสามคน แม้ผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นตรงกันข้ามกับการตรวจพิสูจน์โดยพลตำรวจตรี พิษณุ ก็มิใช่ข้อพิรุธ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พลตำรวจตรี พิษณุ มีอายุงานและประสบการณ์มากกว่าน่าเชื่อกว่านั้น เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้นมิได้มีกฎหมายบังคับว่าศาลจำต้องเลือกฟังจากผู้ตรวจพิสูจน์ที่มีอายุงานมากกว่าแต่อย่างใด ประกอบกับศาลฎีกาตรวจสอบลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมทั้งฉบับที่ประทับตรา "ต้นฉบับ" และฉบับที่ประทับตรา "คู่ฉบับ" ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ โดยการเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของบัญชีธนาคาร อ. แผ่นที่ 1 ถึงแผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคนกลางแล้วพบว่า ลักษณะการเขียนตัวอักษรและลีลาการเขียนคล้ายคลึงกันมาก ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีที่นางสาวอรอนงค์ เป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 เป็นป้าของหลานที่มีชื่อเป็นผู้รับพินัยกรรม พักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกสร้างใกล้เคียงกันในรั้วเดียวกัน อ. เป็นโสดไม่มีคู่สมรสและบุตร การทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนเองให้แก่หลานที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันจึงไม่เป็นพิรุธสงสัยแต่อย่างใด ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พยานจำเลยปากนางสาวจารุภัทรและนางสาวสมชนกเบิกความแตกต่างกันในเรื่องการเดินทางมายังบ้านของนางสาวอรอนงค์ ในวันทำพินัยกรรมนั้น เห็นว่า วันที่ทำพินัยกรรมห่างจากวันที่พยานทั้งสองเบิกความเป็นเวลากว่าสิบห้าปี ความจำย่อมเลือนไปบ้าง ข้อแตกต่างของพยานในเรื่องการเดินทางเป็นรายละเอียดปลีกย่อยอันเป็นพลความ ไม่ถือเป็นข้อพิรุธสงสัยถึงขนาดรับฟังไม่ได้ว่านางสาวอรอนงค์ มิได้ทำพินัยกรรม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวอรอนงค์ ได้ทำพินัยกรรม และคู่ฉบับตามสำเนาพินัยกรรมในรายงานการตรวจพิสูจน์จริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และการเบิกความถึงพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 ม. 264 ม. 266 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — พลเรือเอก อ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสมหวัง วิริยะผล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1682/2564
#658161
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ต. ผู้ตาย มีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดก แต่ยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท เนื่องจากโจทก์เป็นผู้เยาว์โดยจะรอให้บรรลุนิติภาวะเสียก่อน แต่ น. มารดาของโจทก์เดือดร้อนเรื่องเงินจึงมาขอแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยยอมรับเอาบ้าน 1 หลัง เงิน 10,000 บาท และ วัว 4 ตัว เพื่อจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทรัพย์มรดกเป็นการใช้อำนาจปกครองโจทก์ผู้เป็นบุตรซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะจำหน่ายไปทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในฐานะทายาทที่จะให้ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นนิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่มารดาของโจทก์ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (4) แต่มารดาของโจทก์ไปตกลงแบ่งทรัพย์มรดกโดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะที่ น. มารดาของโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 252 และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อฟ้องโจทก์เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิของโจทก์ผู้ได้มานั้นยังมิได้จดทะเบียน มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โดยตามคำฟ้องของโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกมาโดยมิได้เสียค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริต และมิได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ถือว่าคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะหักล้างบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ต้องรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ราคาที่ดิน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวาร และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 29253 ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินทรัพย์มรดกอีก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากทรัพย์มรดก หรือหยุดรบกวน หรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทรัพย์มรดก

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 29253 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2545 นิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2556 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2556 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า นาง ต. ผู้ตายเป็นภริยานาย ห. มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 1 นาย ว. และนาย บ. โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ได้รับการรับรองแล้วของนาย ว. กับนาง น. เกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2532 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2533 และวันที่ 13 ตุลาคม 2550 นาย ว. กับนาย บ. และนาย ห. ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2535 นาง ต. ถึงแก่ความตาย นาง ต. ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือ ที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 29253 เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 46 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 7568 เนื้อที่ 2 งาน 60 ตารางวา ครั้นวันที่ 20 กันยายน 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ต. ผู้ตาย หลังจากนั้น วันที่ 12 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทเป็นของตนเอง และวันที่ 4 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประเด็นนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ต. ผู้ตาย มีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกของนาง ต. ผู้ตายให้แก่ทายาท หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ยังไม่ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทเนื่องจากขณะนั้นโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ โดยจะรอให้โจทก์บรรลุนิติภาวะเสียก่อน แต่ในขณะที่โจทก์จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา นาง น. มารดาของโจทก์มีความเดือดร้อนเรื่องเงินจึงมาขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของนาง ต. ผู้ตาย มารดาของโจทก์ยอมรับเอาบ้าน 1 หลัง เงิน 10,000 บาท และวัว 4 ตัว เพื่อจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลง แต่การที่มารดาของโจทก์ไปตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้อำนาจปกครองโจทก์ผู้เป็นบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะจำหน่ายไปทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในฐานะทายาทที่จะให้ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นนิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่มารดาของโจทก์ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (4) การที่มารดาของโจทก์ไปตกลงแบ่งทรัพย์มรดกโดยยอมรับเอาบ้าน 1 หลังเงิน 10,000 บาท และวัว 4 ตัว เพื่อจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงตามทางนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะที่มารดาของโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 252 และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อฟ้องโจทก์เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทตามคำฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่า การที่นาง น. มารดาของโจทก์ไปตกลงแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงโดยยอมรับเอาบ้าน 1 หลัง เงิน 10,000 บาท และวัว 4 ตัว เพื่อจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงตามทางนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (4) ไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะที่มารดาของโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทตามคำฟ้อง อันถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิของโจทก์ผู้ได้มานั้นยังมิได้จดทะเบียน มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์เพียงแต่ยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทเป็นของตนเอง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น อันเป็นการยักยอกทรัพย์มรดก ต้องถูกกำจัดจากการเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนาง ต. ผู้ตาย ที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทจึงตกทอดแก่โจทก์ผู้เดียว จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ นิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตกเป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท โดยตามคำฟ้องโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทมาโดยมิได้เสียค่าตอบแทนและโดยไม่สุจริต และมิได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ถือว่าตามคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะหักล้างบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ด้วยเหตุนี้เอง ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต แม้โจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทอันเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของโจทก์ผู้ได้มานั้นเมื่อยังมิได้จดทะเบียน ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท เพื่ออาศัยเป็นฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทตามคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งของโจทก์นั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นนี้ฟังขึ้น ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ เพียงใด ประเด็นนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น อันเป็นการยักยอกทรัพย์มรดก ต้องถูกกำจัดจากการเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนาง ต. ผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทเป็นของตนเองเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แต่ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า นาง ต. ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท และที่ดินตามสำเนาโฉนดเลขที่ 7568 โจทก์ในฐานะทายาทของนาง ต. ผู้ตายย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกในที่ดินทั้งสองแปลง แต่โจทก์กลับใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนาง ต. ผู้ตายเฉพาะที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท ทั้งที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาทเป็นของตนเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 และโอนที่ดินทรัพย์มรดกตามสำเนาโฉนดเลขที่ 7568 เป็นของตนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2549 นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ทางนำสืบโจทก์ยังปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์และนาง น. มารดาของโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า นับตั้งแต่โจทก์และนาง น. มารดาของโจทก์ไปปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของบิดานาง น. โจทก์และนาง น. มารดาของโจทก์ไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท คงมีเพียงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2556 จากนั้นขายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท และปัจจุบันจำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์และมารดาของโจทก์โต้แย้งคัดค้านหรือแจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบว่า จำเลยที่ 1 ยักย้ายหรือปิดบังที่ดินทรัพย์มรดกแปลงพิพาท อันเป็นการยักยอกทรัพย์มรดก ต้องถูกกำจัดจากการเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนาง ต. ผู้ตายตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่ประการใด นับว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุและผลเป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้พยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์ไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอแก่การรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติสมแก่ภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น อันเป็นการยักยอกทรัพย์มรดก ต้องถูกกำจัดจากการเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนาง ต. ผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1574 (4) ม. 1733 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาวมาลัย ธรรมโชตัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนภดล ลัญฉเวโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ธงชัย จันทร์วิรัช
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1659/2564
#649843
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยระบุว่าจำเลยตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่ 436 ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และตามข้อมูลทะเบียนราษฎรก็ระบุว่าจำเลยมีที่อยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว ประกอบกับในชั้นพิจารณา เมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานต่อศาลก็ได้ระบุที่อยู่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของจำเลยเช่นเดียวกัน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งย้ายที่อยู่ใหม่แต่อย่างใด กรณีถือว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลย แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 29/31 หมู่ที่ 4 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ก็ตาม หากเป็นความจริงก็ต้องถือว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ดังนั้น บ้านเลขที่ 436 ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยด้วยแห่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ เจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ที่บ้านเลขที่ 436 ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จำเลยไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 พร้อมกับหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์และจำเลยทราบ เจ้าพนักงานศาลส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2560 เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาและเลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ครั้นถึงวันนัดเจ้าพนักงานตำรวจยังจับกุมจำเลยไม่ได้และพ้นกำหนดหนึ่งเดือน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลับหลังจำเลยและถือว่าจำเลยทราบผลแห่งคำพิพากษานั้นแล้ว คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษจำคุกจำเลย 18 ปี ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ และศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในชั้นส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์รวมถึงการส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น" ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำนวนคดีนี้ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยระบุว่าจำเลยตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่ 436 ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต (บ้านที่เจ้าพนักงานศาลปิดหมายไว้) และตามข้อมูลทะเบียนราษฎรก็ระบุว่าจำเลยมีที่อยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว ประกอบกับในชั้นพิจารณาเมื่อจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานต่อศาลก็ได้ระบุที่อยู่ดังกล่าวว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลยเช่นเดียวกัน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งย้ายที่อยู่ใหม่แต่อย่างใด อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาระบุที่อยู่ว่าจำเลยตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าวเช่นเดียวกันด้วย กรณีถือว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลย แม้จำเลยจะอ้างว่า จำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 29/31 หมู่ที่ 4 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ก็ตาม หากเป็นความจริงก็ต้องถือว่าจำเลยมีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ดังนั้น บ้านเลขที่ 436 ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยด้วยแห่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์รวมถึงหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 436 ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต จึงเป็นการส่งหมายนัดตามภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานศาลมิได้ปิดหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์รวมถึงหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลยไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำร้อง จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 74 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายศักดา เวียงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา หะยีหมัด
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1649/2564
#664327
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมาย ของจำเลยร่วม ประกอบไปด้วยภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "F-1" "FORMULA-1 OPTICAL FRAME" และ "COLLECTION" เรียงกัน 3 บรรทัด และภาคส่วนรูปช่อหรีดหรือรวงข้าวประดิษฐ์ โอบล้อมคำว่า "F-1" ซึ่งคำดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าคำอื่น ๆ ในเครื่องหมายภาคส่วนคำว่า "F-1" จึงถือเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย และอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า "เอฟ วัน" ส่วนเครื่องหมาย ที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์ประกอบไปด้วยภาคส่วนอักษร "F" ประดิษฐ์ และตัวเลขประดิษฐ์ "1" และคำว่า "Formula 1" ในลักษณะเอียง และภาคส่วนลายเส้นหลังตัวเลขประดิษฐ์ "1" โดยภาคส่วนคำว่า "F1" มีขนาดอักษรใหญ่กว่าคำว่า "Formula 1" อย่างเห็นได้ชัด ภาคส่วนคำว่า "F1" จึงถือเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย และอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า "เอฟ วัน" เช่นกัน ดังนี้ เครื่องหมายทั้งสองจึงมีสาระสำคัญอยู่ที่ คำว่า "F-1" และ "F1" ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกันมาก ทั้งสาธารณชนที่พบเห็นโดยทั่วไปก็อาจเรียกขานเครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายได้ว่า "เอฟ วัน" เหมือนกัน แม้เครื่องหมายทั้งสองจะมีส่วนประกอบอื่นแต่ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย นอกจากนี้เครื่องหมายทั้งสองต่างก็มีคำว่า "FORMULA-1" และ "Formula 1" ในขนาดที่เล็กกว่าวางตำแหน่งอยู่ในบริเวณใต้คำว่า "F-1" และ "F1" อันทำให้สาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายทั้งสองดังกล่าวเข้าใจได้ว่า คำว่า "FORMULA-1" และ "Formula 1" เป็นคำเต็มของคำว่า "F-1" และ "F1" ดังนี้ เครื่องหมาย และ จึงมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน

เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วม ประกอบไปด้วยตัวอักษรโรมันและเลขอารบิกว่า "FORMULA-1" และอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" ส่วนเครื่องหมาย ที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์ประกอบไปด้วยอักษรโรมันและเลขอารบิกว่า "FORMULA 1" ในบรรทัดบน กับตัวอักษรไทยและเลขอารบิกคำว่า "ฟอร์มูล่า 1" ในบรรทัดล่าง ตัวอักษรทั้งสองบรรทัดมีขนาดใกล้เคียงกัน คำในทั้งสองบรรทัดจึงถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย โดยอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" เช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมาย และ แล้ว เห็นว่า ทั้งสองเครื่องหมายต่างเป็นเครื่องหมายที่มีคำว่า "FORMULA" มีตัวสะกดเหมือนกันทุกประการ ตามด้วยเลขอารบิก "1" เหมือนกัน และต่างเป็นเครื่องหมายที่มีเฉพาะภาคส่วนคำทั้งสองเครื่องหมายอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่าวัน" เหมือนกัน แม้เครื่องหมายของโจทก์จะมีคำภาษาไทยและเลขอารบิกคำว่า "ฟอร์มูล่า 1" ในบรรทัดล่าง แต่ก็เป็นคำทับศัพท์จากอักษรโรมันซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษในบรรทัดบน โดยอาจอ่านออกเสียงได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" เช่นเดียวกัน และแม้เครื่องหมายของจำเลยร่วมจะมีเครื่องหมาย "-" อยู่ระหว่างคำว่า "FORMULA" และเลข "1" แต่ก็เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้เสียงเรียกขานแตกต่างไปจากคำในเครื่องหมายของโจทก์ กรณีจึงนับได้ว่าเครื่องหมาย และ มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกัน

บริษัทโจทก์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 เป็นบริษัทในเครือของเดอะ ฟอร์มูล่า วัน กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทน้ำมันเครื่อง อะไหล่รถยนต์ ชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์และรถแข่ง รวมถึงอุปกรณ์ในการแข่งขันรถแข่งภายใต้เครื่องหมายคำว่า "Formula 1" และ "F1" โจทก์มีหน้าที่ในด้านส่งเสริมการขายและจัดกิจกรรมแข่งขันรถชิงแชมป์โลก "ฟอร์มูล่าวัน" ร่วมกับสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติซึ่งเป็นการแข่งขันรถระดับสูงสุดของโลก มีผู้ติดตามชมการแข่งขันทางโทรทัศน์กว่า 400,000,000 คน ต่อปี ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โจทก์ยื่นขอและได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายคำว่า "Formula 1" และ "F1" ในหลายประเทศทั่วโลก เครื่องหมายการค้าและบริการคำว่า "Formula 1" และ "F1" ของโจทก์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทยมาประมาณ 70 ปี แล้ว นับตั้งแต่มีการจัดการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันเป็นครั้งแรกปี 2490 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงนับเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ดังนี้ เมื่อได้ความว่าเครื่องหมาย และ ตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยร่วมมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกับเครื่องหมาย และ ของโจทก์ เครื่องหมายการค้า และ ตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยร่วมจึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดังกล่าวของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 764579 และ 764580 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเนื่องจากคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนแล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 764579 และ 764580 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเนื่องจากเป็นเครื่องหมายการค้าที่ผู้ขอจดทะเบียนใช้สิทธิโดยไม่สุจริตลอกเลียนมาจากเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของโจทก์ และเครื่องหมายตามคำขอเลขที่ 764579 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเนื่องจากไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ยกคำคัดค้านของโจทก์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 633/2558 และที่ 634/2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนเสีย ให้นายทะเบียนของจำเลยระงับการจดทะเบียนเครื่องการค้าตามคำขอเลขที่ 764579 และ 764580 ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายบรรทูรหรือโรจนินทร์ ผู้ขอจดทะเบียน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 764579 และ 764580 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) จึงให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 633/2558 และ 634/2558 โดยให้นายทะเบียนของจำเลยระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศเนเธอร์แลนด์และเป็นบริษัทในเครือของเดอะ ฟอร์มูล่า วัน กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มของบริษัทที่รับผิดชอบในการส่งเสริมกิจการการแข่งขันรถยนต์ชิงแชมป์โลกฟอร์มูล่าวันของสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ และ ในหลายประเทศ สำหรับในประเทศไทยโจทก์ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าและบริการจำพวก 4, 18, 25, 28, 35, 38, 41, 42 และ 43 ตั้งแต่ปี 2540 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 จำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 764579 และเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 764580 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า แว่นตา ทั้งสองคำขอ จำเลยร่วมเคยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองไว้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2542 และวันที่ 29 มีนาคม 2532 เป็นเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค208978 และ ค92868 แต่จำเลยร่วมไม่ได้ต่ออายุเครื่องหมายการค้าดังกล่าว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีคำสั่งเพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 และวันที่ 29 มีนาคม 2552 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 56 จำเลยร่วมจึงยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวใหม่ โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนทั้งสองเครื่องหมาย จำเลยร่วมยื่นคำโต้แย้งคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองของจำเลยร่วมต่อไป โดยเห็นว่าเครื่องหมายทั้งสองของจำเลยร่วม แม้จะมีคำว่า "FORMULA" และเลข "1" เช่นเดียวกับสาระสำคัญในเครื่องหมายของโจทก์ และอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" เหมือนกัน แต่เครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายใช้กับสินค้าและบริการต่างจำพวกกัน รายการสินค้าและบริการไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ประกอบกับจำเลยร่วมเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตั้งแต่ปี 2542 ทะเบียนเลขที่ ค208978 สำหรับสินค้า แว่นตา และเครื่องหมายการค้า ตั้งแต่ปี 2532 ทะเบียนเลขที่ ค92868 สำหรับสินค้า แว่นตา โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ย่อมไม่เกิดขึ้น นอกจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมมีเจตนาไม่สุจริตลอกเลียนเครื่องหมายของโจทก์ จึงชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ตามสำเนาคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 34/2555 และ 29/2554 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยทั้งสองต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีมติยืนตามคำวินิจฉัยทั้งสองของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าเครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองของจำเลยร่วมจึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายของโจทก์ แต่เนื่องจากเครื่องหมายทั้งสองของจำเลยร่วมใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า แว่นตา ส่วนของโจทก์ใช้กับสินค้าและบริการต่างจำพวกกัน รายการสินค้าและบริการไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่าโจทก์จำหน่าย ใช้ หรือโฆษณา จนถือเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป และไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยร่วมขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริตลอกเลียนเครื่องหมายของโจทก์ และจำเลยร่วมมีหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่าสินค้าแว่นตาภายใต้เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมมีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาเป็นเวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น จึงนับว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะสำหรับสินค้าแว่นตาตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 633/2558 และ 634/2558

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 764579 และ 764580 ของจำเลยร่วมตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเครื่องหมาย ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 764579 ของจำเลยร่วม ประกอบไปด้วยภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "F-1" "FORMULA-1 OPTICAL FRAME" และ "COLLECTION" เรียงกัน 3 บรรทัด และภาคส่วนรูปช่อหรีดหรือรวงข้าวประดิษฐ์ โอบล้อมคำว่า "F-1" ซึ่งคำดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าคำอื่น ๆ ในเครื่องหมาย ภาคส่วนคำว่า "F-1" จึงถือเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย และอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า "เอฟ วัน" ส่วนเครื่องหมาย ที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์ประกอบไปด้วยภาคส่วนอักษร "F" ประดิษฐ์ และตัวเลขประดิษฐ์ "1" และคำว่า "Formula 1" ในลักษณะเอียง และภาคส่วนลายเส้นหลังตัวเลขประดิษฐ์ "1" โดยภาคส่วนคำว่า "F1" มีขนาดอักษรใหญ่กว่าคำว่า "Formula 1" อย่างเห็นได้ชัด ภาคส่วนคำว่า "F1" จึงถือเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย และอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า "เอฟ วัน" เช่นกัน ดังนี้ เครื่องหมายทั้งสองจึงมีสาระสำคัญอยู่ที่ คำว่า "F-1" และ "F1" ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกันมาก ทั้งสาธารณชนที่พบเห็นโดยทั่วไปก็อาจเรียกขานเครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายได้ว่า "เอฟ วัน" เหมือนกัน แม้เครื่องหมายทั้งสองจะมีส่วนประกอบอื่นแต่ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย นอกจากนี้เครื่องหมายทั้งสองต่างก็มีคำว่า "FORMULA-1" และ "Formula 1" ในขนาดที่เล็กกว่าวางตำแหน่งอยู่ในบริเวณใต้คำว่า "F-1" และ "F1" อันทำให้สาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายทั้งสองดังกล่าวเข้าใจได้ว่า คำว่า "FORMULA-1" และ "Formula 1" เป็นคำเต็มของคำว่า "F-1" และ "F1" ดังนี้ เครื่องหมาย และ จึงมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน สำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 764580 ของจำเลยร่วมนั้น ประกอบไปด้วยตัวอักษรโรมันและเลขอารบิกว่า "FORMULA-1" และอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" ส่วนเครื่องหมาย ที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์ประกอบไปด้วยอักษรโรมันและเลขอารบิกว่า "FORMULA 1" ในบรรทัดบน กับตัวอักษรไทยและเลขอารบิกคำว่า "ฟอร์มูล่า 1" ในบรรทัดล่าง ตัวอักษรทั้งสองบรรทัดมีขนาดใกล้เคียงกัน คำในทั้งสองบรรทัดจึงถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย โดยอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" เช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมาย และ แล้ว เห็นว่า ทั้งสองเครื่องหมายต่างเป็นเครื่องหมายที่มีคำว่า "FORMULA" มีตัวสะกดเหมือนกันทุกประการ ตามด้วยเลขอารบิก "1" เหมือนกัน และต่างเป็นเครื่องหมายที่มีเฉพาะภาคส่วนคำ ทั้งสองเครื่องหมายอาจเรียกขานได้ว่า "ฟอร์มูล่าวัน" เหมือนกัน แม้เครื่องหมายของโจทก์จะมีคำภาษาไทยและเลขอารบิกคำว่า "ฟอร์มูล่า 1" ในบรรทัดล่าง แต่ก็เป็นคำทับศัพท์จากอักษรโรมันซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษในบรรทัดบน โดยอาจอ่านออกเสียงได้ว่า "ฟอร์มูล่า วัน" เช่นเดียวกัน จึงนับได้ว่าเครื่องหมาย และ มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกันเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าคำว่า "FORMULA 1" ในเครื่องหมายของโจทก์ กับคำว่า "FORMULA-1" ในเครื่องหมายของจำเลยร่วมต่างกันเพราะเครื่องหมายของจำเลยร่วมมีขีดคั่นหน้าเลข "1" ประกอบอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า แม้เครื่องหมายของจำเลยร่วมจะมีเครื่องหมาย "-" อยู่ระหว่างคำว่า "FORMULA" และเลข "1" แต่ก็เป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย และไม่ทำให้เสียงเรียกขานแตกต่างไปจากคำในเครื่องหมายของโจทก์ โดยตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วม ก็ระบุคำอ่านและคำแปลเฉพาะในส่วนของอักษรโรมันและเลขอารบิกโดยไม่ได้ระบุถึงคำอ่านของเครื่องหมาย "-" หรือเครื่องหมายยัติภังค์แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยร่วมไม่คล้ายกับเครื่องหมายของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองของจำเลยร่วมเป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของโจทก์นั้น ตามทางนำสืบโจทก์มีนายศรีลา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า บริษัทโจทก์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 เป็นบริษัทในเครือของเดอะ ฟอร์มูล่า วัน กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทน้ำมันเครื่อง อะไหล่รถยนต์ ชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์และรถแข่ง รวมถึงอุปกรณ์ในการแข่งขันรถแข่งภายใต้เครื่องหมายคำว่า "Formula 1" และ "F1" โจทก์มีหน้าที่ในด้านส่งเสริมการขายและจัดกิจกรรมแข่งขันรถชิงแชมป์โลก "ฟอร์มูล่าวัน" ร่วมกับสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติซึ่งเป็นการแข่งขันรถระดับสูงสุดของโลก มีผู้ติดตามชมการแข่งขันทางโทรทัศน์กว่า 400,000,000 คน ต่อปี ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โจทก์ยื่นขอและได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายคำว่า "Formula 1" และ "F1" ในหลายประเทศทั่วโลก โดยโจทก์ยื่นคำขอและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและบริการไว้หลายสิบเครื่องหมาย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน สเปน เดนมาร์ก และสิงคโปร์ ตามฐานข้อมูลการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศจากฐานข้อมูลขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก สำหรับในประเทศไทย โจทก์ยื่นคำขอเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 รวม 57 เครื่องหมาย โดยได้รับการจดทะเบียนแล้วจำนวน 51 เครื่องหมาย เครื่องหมายการค้าและบริการคำว่า "Formula 1" และ "F1" ของโจทก์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทยมาประมาณ 70 ปี แล้ว ซึ่งพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชก็ทรงเข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าวด้วย ในปี 2527 ประเทศไทยก่อตั้งสนามแข่งรถพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิตพัทยา และจัดแข่งรถยนต์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 และ 12 มกราคม 2529 มีสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติรับรองการแข่งขันดังกล่าว โดยมีชื่อโจทก์และเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ปรากฏในการแข่งขันดังกล่าว ในปี 2553 มีการจัดการแสดงรถ "Formula 1" โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ กรุงเทพมหานคร และราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร ปรากฏตามสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อการโฆษณาหรือข่าวการจัดงานในประเทศไทย เอกสารแสดงถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์การจัดแข่งรถ "Formula 1" หรือ "F1" ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เอกสารแสดงการโฆษณาเครื่องหมายดังกล่าวของโจทก์ และเครื่องหมายคำว่า "Formula 1" และ "F1" ของโจทก์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายในหลายประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน โรมาเนีย ตุรกี แคนาดา อิตาลี จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวจึงทำให้เห็นได้ว่าโจทก์ได้ใช้และโฆษณาเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวอย่างแพร่หลายตามปกติโดยสุจริตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดีและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค นับเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) แล้ว เมื่อได้ความว่าเครื่องหมาย และ ตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยร่วมมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานคล้ายกับเครื่องหมาย และ ของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว เครื่องหมายการค้า และ ตามคำขอจดทะเบียนของจำเลยร่วมจึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดังกล่าวของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ดังนี้ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองของจำเลยร่วมตามคำฟ้องที่ให้ดำเนินการจดทะเบียนต่อไปได้นั้นจึงไม่ชอบ กรณีย่อมมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 764579 และ 764580 ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (10) ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 633/2558 และ 634/2558 โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟ.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จำเลยร่วม — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
- นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1634/2564
#664273
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าจะนำของกลางไปส่งให้ผู้รับจนสามารถจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกเป็นของกลางเพิ่มเติม นับว่าการให้ข้อมูลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้มีการขยายผลจนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 8, 14 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนพก ซองกระสุนปืนและโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 554/2559 ของศาลจังหวัดนาทวี และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3560/2559 ของศาลจังหวัดตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า และจำเลยที่ 3 ที่ 4 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกสีขาวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 3 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน คงจำคุกจำเลยทั้งห้าตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้ว คงให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต สถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 554/2559 ของศาลจังหวัดนาทวี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3560/2559 ของศาลจังหวัดตรัง มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้อีก ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนพก ซองกระสุนปืน และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด ของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ยกคำขอริบอาวุธปืนพกและซองกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 100,000 เม็ด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้ผู้รับที่บริเวณถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเหตุให้มีการขยายผลจนสามารถไปติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง ชนิดผลึก น้ำหนักสุทธิ 1,984.106 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 1,874.826 กรัม นับว่าการให้ข้อมูลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้มีการขยายผลจนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นจำนวนค่อนข้างมาก หากแพร่ระบาดออกไปย่อมเป็นอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วางโทษในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำคุกคนละ 50 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 554/2559 ของศาลจังหวัดนาทวี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณัฐพงศ์ จริตงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายอภิชาต ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1608/2564
#656667
เปิดฉบับเต็ม

การดูหมิ่นอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 136 หมายถึง การด่า ดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึงอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว

พันตำรวจเอก ส. โจทก์ร่วม เรียกจำเลยกับพวกไปสอบถามถึงเหตุที่แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่คนร้ายที่ร่วมกันปล้นรถยนต์ ซึ่งได้ความว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีชื่อ ส. เป็นผู้ครอบครองมิใช่จำเลย โจทก์ร่วมจึงให้ ส. เป็นผู้ให้ข้อเท็จจริง ส. แจ้งว่าวันเกิดเหตุพนักงานของบริษัทผู้ให้เช่าชื้อมายึดรถยนต์ของตน เป็นเหตุให้จำเลยเกิดความไม่พอใจกล่าวต่อโจทก์ร่วมว่า "ผู้กำกับเหลี่ยมใส่เราแล้ว" ทั้งที่การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ร่วมเป็นไปตามขั้นตอนการทำงานตามปกติ เพราะก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะรับแจ้งความเรื่องใดย่อมต้องสอบถามข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดแจ้งว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นเสียก่อน เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งกันโดยการนำเอาความเท็จมาแจ้ง ที่จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมด้วยถ้อยคำดังกล่าวอันหมายถึงโจทก์ร่วมใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่รับแจ้งความตามที่ ส. แจ้ง ทำให้ผู้ที่ได้ยินเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต ถ้อยคำดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น แต่เป็นการกล่าวถ้อยคำสบประมาทโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ เป็นการดูหมิ่นโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 136

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 136, 138

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาพันตำรวจเอก ส. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 (เดิม) ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยฟังโดยชอบเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะพันตำรวจเอก ส. ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ โจทก์ร่วม และร้อยตำรวจเอกสัมภาษณ์ พนักงานสอบสวน กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมและร้อยตำรวจเอกสัมภาษณ์ว่า "ตำรวจไม่รับแจ้งความ" "ตำรวจไม่รับแจ้งความเหตุปล้นทรัพย์" และ "ผู้กำกับเหลี่ยมใส่เราแล้ว" เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมให้จับกุม ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดของจำเลยในข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 หมายถึง การด่า ดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึง หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวนี้ จำเลยได้กล่าวขณะที่โจทก์ร่วมเรียกจำเลยกับพวกไปสอบถามถึงเหตุที่แจ้งความให้ดำเนินคดีกับคนร้ายที่ร่วมกันปล้นรถยนต์ ซึ่งได้ความว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีชื่อนางสาวสาวิตรี เป็นผู้ครอบครองมิใช่จำเลย โจทก์ร่วมจึงให้นางสาวสาวิตรีเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริง นางสาวสาวิตรีแจ้งว่าวันเกิดเหตุพนักงานของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อมายึดรถยนต์ของตน เป็นเหตุให้จำเลยเกิดความไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ร่วมทั้งที่การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ร่วมเป็นไปตามขั้นตอนการทำงานตามปกติ ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะรับแจ้งความเรื่องใดย่อมต้องสอบถามข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดแจ้งว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นเสียก่อน เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนมิให้เกิดการกลั่นแกล้งกันโดยการนำความเท็จมาแจ้ง ที่จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมด้วยถ้อยคำดังกล่าวอันหมายถึงโจทก์ร่วมใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่รับแจ้งความตามที่นางสาวสาวิตรีแจ้ง ทำให้ผู้ที่ได้ยินเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต ถ้อยคำดังกล่าวเช่นนี้จึงมิใช่เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น แต่เป็นการกล่าวถ้อยคำสบประมาทโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาความหมายถ้อยคำที่จำเลยกล่าวนี้เป็นการดูหมิ่นโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 (เดิม) จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลย 3 เดือน เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรปราณีให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยการรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับไปกระทำความผิดอีก และเพื่อให้เกิดผลในทางแก้ไขความประพฤติของจำเลยให้อยู่ในกรอบสังคมอันดีสมควรวางโทษปรับอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงทุ่งสง
โจทก์ร่วม — พันตำรวจเอก ส.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นายธนายุต ศิวายพราหมณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2564
#666478
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กพื้นที่ 65.60 ตารางเมตร ล่วงล้ำเข้าไปในคลองวัดโส เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์จึงอ้างส่งแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างพื้นคอนกรีต หลังคาโครงเหล็ก ลักษณะเป็นอาคาร มีผนังกั้นห้องทึบ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสร้างต่อเติมจากอาคารเดิมในที่ดินของจำเลยเป็นพยานต่อศาล ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จึงต้องถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง แต่เมื่อจำเลยไปแจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่สร้างฝ่าฝืนมาตรา 117 แห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 ข้อ 1 เพื่อจะได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครอง จำเลยกลับไปแจ้งว่าเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำประเภทเขื่อนกันน้ำเซาะ จึงเป็นการแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพที่แท้จริงพฤติการณ์เป็นการปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง น่าเชื่อว่ากระทำโดยมีเจตนาแจ้งประเภทสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เข้าลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่เจ้าท่าพึงอนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 63 ข้อ 4 (5) จึงเป็นการไม่สุจริต มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน กรณีไม่อาจถือว่าจำเลยได้แจ้งสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 จำเลยจึงไม่ได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำคลองวัดโสตามฟ้องออกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 3, 117, 118, 118 ทวิ ปรับจำเลยโดยคำนวณตามพื้นที่สิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโสและให้ศาลสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโสด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ปรับ 262,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 131,200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโส ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้เจ้าท่าเป็นผู้จัดการรื้อถอนด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 ทวิ (ที่ถูก ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิ วรรคสอง)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คำขออื่นให้ยกคืนค่าปรับที่จำเลยชำระมาแล้วทั้งหมด

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 เรื่องการบรรเทาความเสียหายให้แก่ประชาชนในกรณีปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือสิ่งอื่นใดที่สร้างอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 แจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงการฝ่าฝืนดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ผู้ที่แจ้งภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้รับยกเว้นโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครองสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองสิ่งปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำลำคลองสาธารณะก่อนวันที่พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ใช้บังคับได้แจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงการฝ่าฝืนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 มีผลใช้บังคับ ซึ่งเป็นการแจ้งภายในเวลาที่กำหนด ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2562 กรมเจ้าท่าออกใบอนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภทเขื่อนกั้นน้ำเซาะ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยได้รับยกเว้นโทษทางอาญาในการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กคิดเป็นพื้นที่ 65.60 ตารางเมตร ล่วงล้ำเข้าไปในคลองวัดโส ซึ่งเป็นลำคลองสาธารณะอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือประชาชนใช้สอยร่วมกัน เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ ปรากฏว่าบริเวณต่อจากที่ดินของจำเลยด้านติดคลองวัดโส มีสิ่งปลูกสร้างพื้นคอนกรีตหลังคาโครงเหล็กรุกล้ำเข้าไปในคลองวัดโส และปรากฏจากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์อ้างเป็นพยานว่า มีลักษณะเป็นอาคารผนังกั้นเป็นห้องทึบมีหลังคาเห็นได้ชัดว่าต่อเติมจากแนวอาคารเดิมที่ตั้งอยู่ในที่ดินของจำเลยโดยมีผนังด้านหนึ่งก่อสร้างเป็นกำแพงขนานไปตามแนวคลองวัดโส ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องที่ระบุว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำลำน้ำคลองวัดโสอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยมีลักษณะเป็นอาคารพื้นคอนกรีต หลังคาโครงเหล็กพื้นที่ 65.60 ตารางเมตร ดังนั้น เมื่อจำเลยไปแจ้งให้เจ้าท่าทราบถึงสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่สร้างฝ่าฝืนมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 ข้อ 1 เพื่อจะได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครองจำเลยก็ควรที่จะแจ้งลักษณะสิ่งปลูกสร้างให้ตรงตามสภาพความเป็นจริงพร้อมยื่นเอกสารที่จำเป็นต่อเจ้าท่าประกอบการพิจารณาอนุญาตสำหรับอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่สร้างก่อนวันที่พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ใช้บังคับเพื่อที่เจ้าท่าจะได้นำหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 63 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 มาใช้บังคับโดยอนุโลมในการกำหนดลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่พึงอนุญาตได้ต่อไป ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว ข้อ 2 แต่จำเลยกลับแจ้งต่อเจ้าท่าว่า เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำประเภทเขื่อนกันน้ำเซาะ ซึ่งตามพจนานุกรมภาษาไทยคำว่า เขื่อน หมายความว่า เครื่องป้องกันไม่ให้ดินริมน้ำพัง หรือสิ่งที่สร้างขึ้นขวางกั้นลำน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในทางชลประทาน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่สิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำคลองวัดโสตามฟ้องและตามภาพถ่ายกลับมีลักษณะเป็นอาคาร กั้นห้อง พื้นเทคอนกรีตมีผนังและหลังคา น่าเชื่อว่าเป็นการปลูกสร้างโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานเพื่อการอยู่อาศัยหรือใช้เป็นอาคารสำนักงานเป็นหลัก ส่วนแนวกำแพงด้านติดคลองวัดโสแม้จะมีการทำเพื่อป้องกันไม่ให้ดินริมตลิ่งทรุดตัวพังลง แต่ก็เป็นไปเพื่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคารลักษณะเป็นการใช้งานอาคารสิ่งปลูกสร้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หาใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากจำเลยจะได้พื้นที่ใช้สอยเพิ่มจากเดิมอีก 65.60 ตารางเมตร การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแจ้งข้อมูลที่ไม่ตรงกับสภาพสิ่งปลูกสร้างที่แท้จริงตามที่โจทก์ฟ้อง พฤติการณ์เป็นการปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่ากระทำโดยมีเจตนาแจ้งประเภทสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เข้าลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่เจ้าท่าจะพึงอนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 63 ข้อ 4 (5) จึงเป็นการไม่สุจริต มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประโยชน์ของสาธารณะชนโดยรวม กรณีไม่อาจถือได้ว่า จำเลยได้แจ้งสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 จำเลยจึงไม่ได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำคลองวัดโสตามฟ้องออกไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกา โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำคลองวัดโสภายใน 30วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117, 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1547/2564
#664345
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหักเงินค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าปรับรายวันในการส่งมอบงานล่าช้าตามสัญญาจ้าง แม้จะได้ความว่าโจทก์เคยทำหนังสือร้องขอให้จำเลยทบทวนแก้ไขสัญญาจ้าง กรณีกำหนดอัตราค่าปรับเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการโต้แย้งไม่ยินยอมให้จำเลยนำค่าปรับรายวันและค่าเสียหายตามสัญญาจ้างหักออกจากเงินค่าจ้างของโจทก์ จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุโดยใช้ข้อบังคับของจำเลยและระเบียบซึ่งกำหนดเรื่องค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้าง เมื่อโจทก์ทราบอัตราค่าปรับรายวันอัตราร้อยละ 0.20 ของจำนวนค่าจ้างก่อนทำการประมูลงาน เท่ากับว่าโจทก์ยอมรับข้อกำหนดในเรื่องค่าปรับรายวันในอัตราดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่จะปรับลดค่าปรับรายวันให้แก่โจทก์ การที่โจทก์รับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าปรับรายวันและค่าเสียหายต่าง ๆ จากจำเลยโดยไม่ได้โต้แย้ง ย่อมถือว่าโจทก์ได้ใช้เงินค่าปรับหรือเบี้ยปรับแก่จำเลยแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดเบี้ยปรับจึงเป็นอันขาดไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้คืนค่าเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,458,908 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,853,908 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 เมษายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ และกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 4,853,911.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 เมษายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ในวงเงิน 20,844,000 บาท โดยวิธีประกวดราคาจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามประกาศธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แบ่งชำระเป็น 10 งวดงาน ระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2560 โดยสัญญาว่าจ้าง ข้อ 19 กำหนดว่าถ้าผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญาแต่ผู้ว่าจ้างมิได้บอกเลิกสัญญาผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างปรับเป็นรายวัน วันละ 41,688 บาท เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่ผู้รับจ้างทำงานล่าช้า (ถ้ามี) เรียกค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานอีกวันละ 3,000 บาท และในการที่ผู้ว่าจ้างรับมอบงานที่ผู้รับจ้างส่งมอบล่าช้าให้ถือว่าผู้ว่าจ้างได้บอกสงวนสิทธิ์ในการเรียกเบี้ยปรับในเวลารับมอบงานแล้ว ตามต้นฉบับสัญญาจ้างหรือคู่ฉบับสัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 โจทก์และจำเลยตกลงลดค่าก่อสร้างลงเหลือ 19,811,280.74 บาท วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 จำเลยปรับลดค่าปรับรายวันจากวันละ 41,688 บาท เป็นวันละ 39,622.56 บาท และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยปรับลดค่าปรับรายวันสำหรับงวดงานที่ 10 ให้แก่โจทก์อีก คงปรับวันละ 39,604.34 บาท โจทก์ส่งมอบงานก่อสร้างงวดงานที่ 10 ให้แก่จำเลย ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับงานของจำเลยตรวจรับงานไว้แล้ว โจทก์ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดตั้งแต่งวดงานที่ 5 ถึงที่ 10 ทุกงวดที่ส่งมอบงานล่าช้า โจทก์ทำหนังสือยืนยันว่า โจทก์จะทำงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาหากเสร็จไม่ทันตามกำหนดโจทก์ยินยอมเสียค่าปรับตามสัญญาจ้างโดยไม่มีเงื่อนไขนับแต่ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นวันหลังจากครบกำหนดตามสัญญาจ้างที่โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้าย จำเลยคิดค่าปรับตามสัญญาจ้าง 7,765,911.84 บาท ค่าเสียหายอันเกิดจากส่งมอบงานล่าช้าเป็นเหตุให้จำเลยต้องจ้างผู้ควบคุมงาน 588,000 บาท และค่าเสียค่าเช่าอาคารเพื่อใช้เป็นสำนักงานสาขาพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดอีก 105,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,458,911.24 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลมีอำนาจปรับลดค่าปรับตามสัญญาจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยหักเงินค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าปรับรายวันในการส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดตามสัญญาจ้าง โจทก์ได้ทำหนังสือแสดงความจำนงยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขไว้ทุกครั้ง แม้จะได้ความว่าโจทก์เคยทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้จำเลยพิจารณาทบทวนแก้ไขสัญญาจ้าง กรณีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกำหนดอัตราค่าปรับงานก่อสร้างอาคารในสัญญาจ้างเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการโต้แย้งไม่ยินยอมให้จำเลยนำค่าปรับรายวันและค่าเสียหายตามสัญญาจ้างหักออกจากเงินค่าจ้างของโจทก์ เพราะเป็นเรื่องขอความเป็นธรรมที่โจทก์เห็นว่าจำเลยกำหนดอัตราค่าปรับรายวันสูงกว่ากฎหมายเท่านั้น คดีรับฟังได้ว่า เมื่อจำเลยหักเงินค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าปรับรายวันในการส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดตามสัญญาจ้าง โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน และตามข้อ 6 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 6 ระบุให้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการซึ่งกำหนดคำนิยาม ส่วนราชการ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยราชการอื่นใดของรัฐ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดให้กระทรวงการคลังถือหุ้นของธนาคารไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จำเลยจึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ดังกล่าว จึงไม่ได้นำมาใช้บังคับกับจำเลย

ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุ จำเลยกำหนดเรื่องค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้างไว้ต่างหากแตกต่างจากข้อกำหนดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และจำเลยก็ได้ประกาศอัตราค่าปรับรายวันให้ทราบทั่วกันไว้ในเอกสารประกวดราคาจ้าง เมื่ออัตราค่าปรับรายวันไม่เกินกว่าร้อยละ 0.20 ของจำนวนค่าจ้างตามสัญญาไม่ขัดแย้งต่อกฎหมายหรือกฎระเบียบของจำเลย โจทก์รับทราบอัตราค่าปรับ รายวัน 0.20 ของจำนวนค่าจ้าง ในเอกสารประกวดราคาจ้างก่อนทำการประมูลงาน เมื่อโจทก์ประมูลงานได้และเข้าทำสัญญาว่าจ้างกับจำเลยเท่ากับว่าโจทก์ยอมรับจะปฏิบัติ ตามข้อกำหนดในสัญญาจ้างเรื่องค่าปรับรายวันในอัตราดังกล่าว จึงไม่มีเหตุที่จะปรับลดค่าปรับรายวันตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ การที่โจทก์รับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าปรับรายวันและค่าเสียหายต่าง ๆ จากจำเลยโดยไม่ได้โต้แย้ง ย่อมถือว่าโจทก์ได้ใช้เงินค่าปรับหรือเบี้ยปรับแก่จำเลยแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดเบี้ยปรับจึงเป็นอันขาดไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้ลดค่าปรับรายวันลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง โดยเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว.
จำเลย — ธนาคาร พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลชั้นต้น — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2564
#649849
เปิดฉบับเต็ม

บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกันและต่างหมายเลขกัน กับออกโดยต่างธนาคารกัน ทั้งโดยสภาพของการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรดังกล่าวต้องปลอมทีละใบและใช้แต่ละใบแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้มีเจตนาเดียวในการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรนั้น แต่มีเจตนาปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรดังกล่าวแต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของคำว่า เอกสารและเอกสารสิทธิ แห่ง ป.อ. มาตรา 1 (7) และ (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 188, 264, 265, 266, 269/1, 269/2, 269/4, 269/7, 334 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาธนาคาร ก. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 269/1, 269/2, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมบัตร อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมตามมาตรา 269/4 แต่เพียง กระทงเดียว ตามมาตรา 269/4 วรรคสาม ฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ฐานมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำคุก 2 ปี ฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 65 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ริบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม 29 ใบ เครื่องอ่านและเขียนบัตรพลาสติกชนิดแถบแม่เหล็ก ยี่ห้อเอ็มเอสอาร์ เอ็กซ์ 6 (MSR X6) และคอมพิวเตอร์พกพา ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง สีดำ รุ่นเอห้า แฟลชไดรฟ์สีขาว ซิมการ์ดโทรศัพท์ 6 อัน และบรรจุภัณฑ์ซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน 8 อัน ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โดยปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้ถูกต้อง อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์และฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทน การชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกันและต่างหมายเลขกัน กับออกโดยต่างธนาคารกัน ทั้งโดยสภาพของการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้บัตรดังกล่าวต้องปลอมทีละใบและใช้แต่ละใบแยกต่างหากจาก กัน ดังนี้ จำเลยจึงไม่ได้มีเจตนาเดียวในการปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรนั้น แต่มีเจตนา ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิต วีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์แต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ชอบหรือไม่ โดย จำเลยฎีกาว่า หากจะลงโทษจำเลยต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บัตรเดบิต บัตรเดบิตวีซ่าการ์ด บัตรมาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิตวีซ่าการ์ด และบัตรเติมเงินวีซ่าการ์ดปลอม เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอน เงินสดจากบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของคำว่า เอกสารและเอกสารสิทธิ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) และ (9) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7) ม. 1 (9) ม. 265 ม. 269/1 ม. 269/2 ม. 269/4 ม. 269/7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
โจทก์ร่วม — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นางสาวณัชชา หนึ่งน้ำใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2564
#656662
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุขณะโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกกระทำชำเรา แม้มิได้ร่วมกระทำชำเราด้วย แต่ก็มิได้ขัดขวางหรือห้ามปราม กลับได้ความว่าจำเลยมอบถุงยางอนามัยให้แก่ ต. ก่อนที่ ต. จะเข้าไปกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งเมื่อบุคคลอื่นจะเข้าไปช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยกลับดึงแขนอันเป็นการขัดขวางมิให้บุคคลนั้นเข้าไปช่วยเหลือ พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนกระทำความผิด จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ว. ผู้แทนโดยชอบธรรม และนางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกายและชื่อเสียงของโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าเสียหายต่อเสรีภาพ ร่างกาย จิตใจ และชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง อ. โจทก์ร่วมที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 2 กับนาย ก. ในวันเวลาเกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 1 ถูกนาย ต. กระทำชำเราที่บ้านของจำเลย ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวและคำร้องทางแพ่งสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความสอดคล้องตรงกันในข้อที่เป็นสาระสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เดียวกันเบิกความยืนยันว่า ขณะที่นาย ต. ก่อเหตุ จำเลยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยเป็นผู้ห้ามปรามมิให้นางสาว น. และนาย ส. เข้าช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 โดยนางสาว น. ให้การต่อพนักงานสอบสวนในโอกาสแรกเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาไม่นานหลังเกิดเหตุ ตามบันทึกคำให้การของพยานว่า ขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องตะโกนขึ้นว่า ช่วยด้วย พยานและนาย ส. กำลังจะเข้าไปช่วย จำเลยดึงแขนของพยานและนาย ส. เข้าไปในห้องซึ่งอยู่ตรงข้ามห้องที่เกิดเหตุ จำเลยบอกกับพยานว่าไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน แม้นาย ส. จะมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในทำนองว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งแตกต่างจากที่นาย ส. เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ตามบันทึกคำให้การของพยานที่ให้การไว้ว่า ขณะที่พยาน นางสาว น. และโจทก์ร่วมที่ 1 เดินผ่านบ้านที่เกิดเหตุ มีจำเลยและนาย ต. นั่งอยู่หน้าบ้านได้เรียกให้พยานกับพวกไปนั่งพูดคุยด้วย นาย ต. ดึงแขนโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปในบ้าน พยานและนางสาว บ จะเข้าช่วยเหลือ แต่จำเลยดึงแขนพยานและนางสาว น. เข้าไปอยู่ในห้องตรงข้ามห้องที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที พยานวิ่งเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุพบโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในสภาพยังไม่ได้สวมกางเกงขาสั้น พยานช่วยสวมกางเกงให้และพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกไปจากที่เกิดเหตุ นาย ส. ให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน น่าเชื่อว่ายังไม่ทันคิดบิดเบือนข้อเท็จจริง อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงสอดคล้องตรงกับที่โจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. ให้การไว้ และนาย ส. ได้เบิกความว่า พยานเป็นญาติกับจำเลย จึงอาจเป็นได้ว่าเหตุที่เบิกความไปเช่นนั้นเพื่อต้องการช่วยเหลือจำเลย คำให้การของนาย ส. ในชั้นสอบสวนน่าเชื่อกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา ส่วนการที่คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. แตกต่างกันบ้าง และแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนอยู่บ้างก็เป็นเพียงพลความไม่ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. มีน้ำหนักลดน้อยลงไป นอกจากนี้โจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของนาย ต. ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน ต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์และที่ปรึกษากฎหมายยืนยันข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา พยานเดินทางไปที่บ้านของจำเลย พบจำเลย โจทก์ร่วมที่ 1 นางสาว น. นาย ส. และนาย อ. จำเลยชักชวนพยานให้เข้าไปมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยได้มอบถุงยางอนามัยให้กับพยาน แต่จำเลยไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีร้อยตำรวจเอกหญิง อ. พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองเอกสารดังกล่าว แม้คำให้การชั้นสอบสวนของนาย ต. เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของนาย ต. ให้เป็นความผิดของจำเลยผู้เดียว คงเป็นคำให้การแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาจากการกระทำของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลย จึงรับฟังคำซัดทอดของนาย ต. ประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อลงโทษจำเลยได้ ประกอบกับจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุ จำเลยกับพวกนั่งพูดคุยกันอยู่ที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 นางสาว น. และนาย ส. เดินเข้ามานั่งพูดคุยกัน จากนั้นนาย ต. กับพวกเข้ามานั่งเล่นที่บ้านสักพักนาย ต. ขอถุงยางอนามัยจากจำเลยอ้างว่าจะนำไปใช้กับคนรัก ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และคำให้การของนาย ต. คำให้การของจำเลยดังกล่าวย่อมรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 รวมทั้งคำเบิกความของนางสาว น. มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยเพื่อให้ต้องรับโทษหนักขึ้น เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และนางสาว น. เบิกความถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับจำเลยไปตามความเป็นจริงที่รู้เห็นมา จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ที่จำเลยนำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุนั้นขัดแย้งกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ไม่อาจรับฟังเอาเป็นความจริงตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ถูกกระทำชำเรา แต่มิได้ร่วมกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะที่นาย ต. กระชากโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปในห้องเพื่อกระทำชำเรา จำเลยมิได้ขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่าจำเลยเป็นคนมอบถุงยางอนามัยให้แก่นาย ต. ก่อนที่นาย ต. จะเข้าไปกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เมื่อนางสาว น. และนาย ส. จะเข้าไปช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยดึงแขนอันเป็นการขัดขวางมิให้บุคคลทั้งสองเข้าไปช่วยเหลือ พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนกระทำความผิด จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 86 แม้ว่าโจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการจึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อในคดีอาญาศาลวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 1 แม้โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง อ. โดยนางสาว ว. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2564
#657570
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องในวันเดียวกัน คำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องย่อมมีผลทำให้คำร้องของผู้ร้องนั้นเสร็จสำนวนไปจากศาลจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีแต่ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงต้องถือว่าเป็นอันยุติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีอาญา ผู้ร้องจึงไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วนั้น เป็นคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 23 มกราคม 2563 นั้น เป็นการขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น มิใช่การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ซึ่งเกินกำหนดเวลาที่ผู้ร้องจะขอขยายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายดาวเหนือ บุตรของนายสายทอง ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเช่นเดียวกันไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ให้ยกคำร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำแถลงขอถอนคำร้องคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับผู้ตายต่างขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับและรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับมาชนกันบริเวณทางแยกและเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ดังนี้ คำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องย่อมมีผลทำให้คำร้องของผู้ร้องนั้นเสร็จสำนวนไปจากศาล จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีแต่ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงต้องถือเป็นอันยุติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยอ่านคำพิพากษาวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเป็น "โจทก์" ในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ผู้ร้องจึงไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว นั้น เห็นว่า คำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 23 มกราคม 2563 นั้น เป็นการขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิใช่การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ซึ่งเกินกำหนดเวลาที่ผู้ร้องจะขอขยายแล้ว ข้ออ้างของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นอีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ร้อง — นาย ด.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายภูชิต เสริมศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธนศร สังวรเวชภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
อุทัย โสภาโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1488/2564
#664340
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าสามารถติดต่อให้ผู้เสียหายทำบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสัญชาติไทยและให้ลูกน้องของผู้เสียหายถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 รู้จักกับผู้ใหญ่บ้านและปลัดอำเภอ แต่ต้องเสียค่าดำเนินการ ผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปให้แก่ผู้ใหญ่บ้านและปลัดอำเภอผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต ที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างดังกล่าวก็เพื่อต้องการเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายนำหนังสือประกาศสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสน อนุมัติเพิ่มชื่อผู้เสียหายในทะเบียนบ้านไปติดต่อเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสัญชาติไทยจึงทราบความจริงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมก่อให้เกิดความผิดหรือเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปกระทำความผิดอาญา ผู้เสียหายย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 96, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 79,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำคุก 2 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1240/2559 ของศาลจังหวัดพะเยา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการภาค 5 รักษาการในตำแหน่งอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า นางสาวบัวฟอง ผู้เสียหายเป็นบุคคลสัญชาติลาว เข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานประมาณ 10 ปี ประกอบอาชีพค้าขายอาหาร ผู้เสียหายถือบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 วันที่ 11 และ 18 เมษายน 2561 ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีของนายอานนท์ รวมจำนวน 69,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายได้รับหนังสือประกาศสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนอนุมัติเพิ่มชื่อผู้เสียหายในทะเบียนบ้าน เมื่อผู้เสียหายนำไปติดต่อเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสัญชาติไทยจึงทราบว่าหนังสือประกาศดังกล่าวเป็นเอกสารราชการปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ที่ใช้ชื่อว่า "ปลัดเชียงแสน" และ "Thammmachat" ต่างมีการส่งภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนและสมุดบัญชีของนายอานนท์ ให้ผู้เสียหายเพื่อให้โอนเงินค่าใช้จ่ายเข้าบัญชีดังกล่าว ทั้งยังปรากฏข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ว่า วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ผู้เสียหายทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าไถ่ถอนรถยนต์ที่นำมาจำนำแก่ผู้เสียหาย และวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 มีการส่งภาพถ่ายหลักฐานการโอนเงินค่าไถ่ถอนรถยนต์จำนวน 23,000 บาท เข้าบัญชีของผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า ได้โอนเงินจำนวน 23,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายผ่านตู้เอทีเอ็ม เจือสมคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า หลังจากผู้เสียหายตกลงให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือเพื่อให้ผู้เสียหายซึ่งถือบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และลูกน้องอีก 3 คน ที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เป็นบุคคลสัญชาติไทยถือบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสัญชาติไทย และถือบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามที่จำเลยที่ 1 มาชักชวน จากนั้นผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากผู้เสียหายโดยผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้เสียหายและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้ลูกน้องของผู้เสียหายได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 รู้จักกับผู้ใหญ่บ้านและปลัดอำเภอ ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการได้จริง อันเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายและได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมนั้น นอกจากจำเลยที่ 1 ส่งภาพถ่ายหนังสือประกาศสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนอนุมัติเพิ่มชื่อผู้เสียหายในทะเบียนบ้านให้ผู้เสียหายทางแอปพลิเคชันไลน์แล้ว ผู้เสียหายยังเบิกความยืนยันอีกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำหนังสือประกาศสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนอนุมัติเพิ่มชื่อผู้เสียหายในทะเบียนบ้านมามอบให้ผู้เสียหายด้วยตนเอง การที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือประกาศสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนอนุมัติเพิ่มชื่อผู้เสียหายในทะเบียนบ้านมามอบให้ผู้เสียหายโดยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์คงได้ความว่า จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าสามารถติดต่อให้ผู้เสียหายทำบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสัญชาติไทยและให้ลูกน้องของผู้เสียหายถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 รู้จักกับผู้ใหญ่บ้านและปลัดอำเภอ แต่ต้องเสียเงินค่าดำเนินการ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้นำเงินไปให้แก่ผู้ใหญ่บ้านและปลัดอำเภอผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเช่นนั้นต่อผู้เสียหายก็เพื่อต้องการเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่ผู้เสียหายนำหนังสือประกาศสำนักทะเบียนอำเภอเชียงแสนอนุมัติเพิ่มชื่อผู้เสียหายในทะเบียนบ้าน ไปติดต่อเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีสัญชาติไทยจึงทราบความจริงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมก่อให้เกิดความผิดหรือเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปกระทำความผิดอาญา ผู้เสียหายย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารราชการปลอมมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 79,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แต่ไม่วินิจฉัยตามคำขอให้คืนเงินของโจทก์ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 79,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายนันทชัย ผุดภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา