คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2545
#99786
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกมิให้ถูกบังคับในเรื่องที่ตนมิได้เป็นคู่ความและไม่มีโอกาสเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเป็นจำเลย โจทก์จึงไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์มีอำนาจดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ซึ่งทางราชการไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสาม และเพิกถอนคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายปอด หมั่นดำ บิดนายสนั่น หมั่นดำ ได้ครอบครองทำประโยชน์มาประมาณ ๔๐ ปีแล้ว จำเลยทั้งสามซื้อที่ดินพิพาทจากนายสนั่น และได้ครองครองทำประโยชน์ต่อจากนายสนั่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี ๒๕๓๘ จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นว่าอยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์คัดค้านว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน เจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนแล้วมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกับที่ดินที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ไม่มีอำนาจคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิของจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะประเด็นสุดท้าย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามตามประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนีบมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แล้วว่า โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ให้ระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสามโดยมิได้ฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ... คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง... เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๑) และ (๒) ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกมิให้ถูกบังคับในเรื่องที่ตนมิได้เป็นคู่ความและไม่มีโอกาสเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เป็นจำเลย โจทก์ก็ไม่อาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น และมีผลผูกพันเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล และเมื่อศาลพิพากษาว่าการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสามไม่ชอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรองต้องระงับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสาม โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสามได้นั้น เหตุผลที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกาไม่สมเหตุสมผล เพราะถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์มีอำนาจดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ ซึ่งทางราชการไม่อาจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เป็นจำเลยต่อศาล โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจขอให้บังคับคดีแก่เจ้าพนักงานดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ประสงค์ให้บังคับแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นบุคลลภายนอกคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นางลี ชื่นชมแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2545
#44685
เปิดฉบับเต็ม

หลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 29(พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ในข้อ 5 และข้อ 6 มิใช่เพียงแต่ยื่นคำร้องเป็นหนังสือตกลงยินยอมชำระภาษีและของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อลูกหนี้ยังมิได้ชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นเมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้วลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินจึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 86,89 และ96 หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้กรมสรรพสามิตเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 โดยมีบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์สคอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมเป็นเงินจำนวน 262,189,860.34 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มเพราะเป็นหนี้ที่เกิดหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้รับการลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวมเป็นเงิน 258,363,587.64 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้

ลูกหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ต.ส.04-10 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของเจ้าหนี้โดยประสงค์จะขอให้เจ้าหนี้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นการที่ลูกหนี้จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ยื่นแบบรายการภาษีเองและขอชำระภาษีโดยมิได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกหรือคำสั่งเป็นหนังสือ ทั้งลูกหนี้ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ลูกหนี้จึงมีสิทธิได้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎกระทรวงฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2536) ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับทั้งหมด

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้มิได้ชำระภาษีสรรพสามิตให้ครบจำนวนและไม่ได้ทำคำร้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถูกต้อง จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2536) ข้อ 5 และข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้ลูกหนี้ต้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย นอกจากนั้นยังปรากฏว่าในวันที่ 13 ธันวาคม 2543อธิบดีกรมสรรพสามิตได้มีคำสั่งไม่งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ลูกหนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของลูกหนี้

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มชอบหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 29 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ในข้อ 5 และข้อ 6 มิใช่เพียงแต่ยื่นคำร้องเป็นหนังสือตกลงยินยอมชำระภาษีและของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่ลูกหนี้อ้างเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ยังมิได้ชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้นลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นเมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้วลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินจึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 มาตรา 86, 89 และ 96 หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุดดังนั้นการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 86 ม. 89 ม. 96
ชื่อคู่ความ
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — ลูกหนี้
ผู้คัดค้าน — บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1827/2545
#258741
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลูกหนี้ยังมิได้ชำระหนี้ภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 29 (2536) ออกตามความในพ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 138 ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนี้เมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้ว ลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้าน การประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตามพ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 86, 89, และ 96 หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โดยมีบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมเป็นเงินจำนวน ๒๖๒,๑๘๙,๘๖๐.๓๔ บาท รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๙ แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มเพราะเป็นหนี้ที่เกิดหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้รับการลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ ค่าภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวมเป็นเงิน ๒๕๘,๓๖๓,๕๘๗.๖๔ บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้

ลูกหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ต.ส. ๐๔ - ๑๐ ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของเจ้าหนี้โดยประสงค์จะขอให้เจ้าหนี้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้นการที่ลูกหนี้จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ถือเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้ยื่นแบบรายการภาษีเองและขอชำระภาษีโดยมิได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกหรือคำสั่งเป็นหนังสือทั้งลูกหนี้ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ลูกหนี้จึงมีสิทธิได้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตาม กฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ ๒๐ ของเบี้ยปรับทั้งหมด

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้มิได้ชำระภาษีสรรพสามิตให้ครบจำนวนและไม่ได้ทำคำร้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถูกต้องจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ข้อ ๕ และข้อ ๖ ซึ่งกำหนดให้ลูกหนี้ต้องขอลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย นอกจากนั้นยังปรากฏว่าในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๓ อธิบดีกรมสรรพสามิตได้มีคำสั่งไม่งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ลูกหนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของลูกหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มชอบหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์ใน การงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความใน พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ว่าหลักเกณฑ์ในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำหนดไว้ในข้อ ๕ และข้อ ๖ มิใช่เพียงแต่ยื่นคำร้องเป็นหนังสือตกลงยินยอมชำระภาษีให้ครบจำนวนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้นลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกจากนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าหนี้แล้วลูกหนี้มิได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงเป็นการสละการใช้สิทธิคัดค้านต่ออธิบดี สละสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และสละสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๘๖, ๘๙ และ ๙๖ หนี้ภาษีของลูกหนี้ย่อมถึงที่สุด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — กรมสรรพสามิต
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ลูกหนี้ — บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด
138 — พ.ร.บ. ภาษีสรรพาสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 5, 86, 89, 96,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2545
#43447
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้รับของโจร แต่ร่วมกับ ว. ลักรถจักรยานยนต์ของกลาง แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษฐานรับของโจร โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอเพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันลักทรัพย์รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 9 ห-0311 ราคา 85,455 บาท ของบริษัทไฮเวย์ จำกัดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางสาวน้องเล็ก จิตสงบ ไปโดยสุจริต โดยจำเลยทั้งสองกับพวกใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือมิฉะนั้นตามวันและเวลาสถานที่ดังกล่าวข้างต้น จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 35, 336 ทวิ, 357

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 2 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของกลางของบริษัทไฮเวย์ จำกัด ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวน้องเล็กจิตสงบ ผู้เสียหาย เจ้าพนักงานงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง และนายวีนัสเจิมกลาง จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5755/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลพิพากษาลงโทษและคดีถึงที่สุด พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลางปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ นายสมมาตร เรืองศรี พยานโจทก์เบิกความว่าวันที่ 10มิถุนายน 2541 เวลา 5 นาฬิกา ผู้เสียหายบอกว่าคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของกลาง นายสมมาตรออกจากห้องพักชะโงกดูตรงระเบียงเห็นคนร้ายอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ของกลางออกจากแฟลตอุบลรัตน์นายสมมาตรโทรศัพท์แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 และแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง พร้อมกับออกติดตามคนร้ายโดยมีน้องชายร่วมเดินทางไปด้วย เวลา 9 นาฬิกา นายสมมาตรพบรถจักรยานยนต์ของกลางจอดที่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 ได้ความจากคนในร้านว่ามีชาย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ของกลางมาฝากจอดที่หน้าร้าน นายสมมาตรแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจและแอบซุ่มดูอยู่จนกระทั่งเวลา 11.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และนายวีนัสใช้รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซึ่งเป็นคันเดียวกับที่นายสมมาตรเห็นขณะคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของกลาง แล่นมาจอดที่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ดึงสติกเกอร์ที่ท่อไอเสียของรถจักรยานยนต์ของกลางออก น้องชายผู้เสียหายสอบถามนายวีนัสและจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ของกลางมาจอดหรือไม่นายวีนัสและจำเลยที่ 1 ยอมรับ เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมตัวนายวีนัส และจำเลยที่ 1 ไว้ แผ่นป้ายทะเบียนรถ ป้ายวงกลมเสียภาษีป้ายประกันภัยบุคคลผู้ประสบภัยจากรถ และกุญแจล็อกคอรถของรถจักรยานยนต์ของกลางหายไป นายวีนัสรับว่ากุญแจล็อกคอรถอยู่กับตน ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนรถ ป้ายวงกลม เสียภาษีและป้ายประกันภัยบุคคลผู้ประสบภัยจากรถถูกแกะทิ้งระหว่างทางจำเลยที่ 1 และนายวีนัสนำเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นหาและพบป้ายวงกลมเสียภาษี ป้ายประกันภัยบุคคลผู้ประสบภัยจากรถของรถจักรยานยนต์ของกลางในเข่งไม้ไผ่ในซอยประดู่ 1 ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนรถหาไม่พบ ร้อยตำรวจเอกสุรชัย วัชรพาณิชย์ ผู้จับกุมและร้อยตำรวจเอกสำรวย เข็มพิลา พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกับนายวีนัสลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของกลางโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากต่างไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากจะแกล้งกล่าวหาและเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ 1 ให้ต้องโทษอาญาจึงไม่มี บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.9 ก็มีข้อความสอดคล้องตรงกับที่พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความ ทั้งจำเลยที่ 1 และนายวีนัสยังแสดงท่าประกอบคำรับสารภาพ ณ สถานที่เกิดเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ตามภาพถ่ายหมาย จ.13 รวม 4 ภาพ เช่นนี้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 จวนตัวไม่อาจคิดหาข้อแก้ตัวได้ทันท่วงทีจึงยอมให้ความจริงต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายวีนัสนำเจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดป้ายวงกลมเสียภาษี และป้ายประกันภัยบุคคลผู้ประสบภัยจากรถของรถจักรยานยนต์ของกลางที่ถูกจำเลยที่ 1 และนายวีนัสแกะทิ้งระหว่างทางก่อนนำรถจักรยานยนต์ของกลางมาจอดที่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 ก็เป็นข้อบ่งบอกได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นการลักรถจักรยานยนต์ของกลางจากแฟลตอุบลรัตน์มาแต่แรก จำเลยที่ 1 แกะสติกเกอร์ท่อไอเสียของรถจักรยานยนต์ของกลางออกก็เป็นการกลบเกลื่อนทำลายพยานหลักฐานประการหนึ่ง ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อยู่ร่วมกับนายวีนัสก่อนถูกจับกุมหลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมงเช่นนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้รับของโจร หากแต่ร่วมกับนายวีนัสลักรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอเพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์มีเหตุฉกรรจ์หรือความผิดฐานรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ ยกฟ้องความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สาธิต บุญพลอย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2545
#45655
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้รับของโจร หากแต่ร่วมกับ ว. ลักรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์ แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษ จำเลยที่ 1 ในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ เพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1ฐานลักทรัพย์มีเหตุฉกรรจ์ หรือความผิดฐานรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336ทวิ, 357

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 2 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 1 ปี 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของกลางของบริษัทไฮเวย์จำกัด ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวน้องเล็ก จิตสงบผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง และนายวีนัส เจิมกลาง จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5755/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลพิพากษาลงโทษและคดีถึงที่สุด พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้รับของโจร หากแต่ร่วมกับนายวีนัสลักรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์แม้โจทก์ไม่ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอเพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์มีเหตุฉกรรจ์ หรือความผิดฐานรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336(1)(7) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ ยกฟ้องความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ ม. 357 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สาธิต บุญพลอย ที่ 1 นาย อาร์ม สมหวัง ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2545
#99639
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้รับของโจร หากแต่ร่วมกับ ว. ลักรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีเหตุฉกรรจ์ตามฟ้องโจทก์ แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษ จำเลยที่ 1 ในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ เพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์มีเหตุฉกรรจ์ หรือความผิดฐานรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓,๓๓๕,๓๓๖ทวิ,๓๕๗

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก จำคุก ๓ ปี จำเลยที่ ๑ อายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ คงจำคุก ๒ ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า_ _ _พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของกลางของบริษัท ไฮเวย์ จำกัด ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวน้องเล็ก จิตสงบผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง และนายวีนัส เจิมกลาง จำเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๗๕๕/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลพิพากษาลงโทษและคดีถึงที่สุด พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีว่า จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ _ _ _ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้รับของโจร หากแต่ร่วมกับนายวีนัสลักรถจักรยานยนต์ของกลาง โดยมีเหตุฉุกรรจ์ตามฟ้องโจทก์แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขบทลงโทษจำเลยที่ ๑ ในความผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม และกรณีมิใช่การพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอเพราะโจทก์ได้บรรยายฟ้องและร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานลักทรัพย์มีเหตุฉกรรจ์ หรือความผิดฐานรับของโจรฐานหนึ่งฐานใด_ _ _ _ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖(๑)(๗) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๓๓๖ ทวิ ยกฟ้องความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๗ วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

น.ส.อังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายเกษม ควรเจริญ ผู้ช่วย/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 วรรคสอง (1) (7) ม. 336ทวิ ม. 357 ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
สำนักงานอัยการสูงสุด — พนักงานอัยการ
1 — นายสาธิต บุญพลอย ที่
2 — นายอาร์ม สมหวัง ที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสุปราณี พูลแสงทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2545
#98533
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อลูกจ้างทำงานให้นายจ้างถึงวันที่ครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง

สัญญาจ้างแรงงานที่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงว่าลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓

จำเลยให้การว่า โจทก์จ้างนางสาวสุวรรณา ศักดิ์ศรีประดู่ชัย เป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ตำแหน่งพนักงานธุรการ ปฏิบัติงานที่กองการเงิน การประปานครหลวง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๕,๑๖๐ บาท โจทก์หมดสัญญากับการประปานครหลวงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประมาณปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์บอกเลิกจ้างนางสาวสุวรรณาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่เนื่องจากการประปานครหลวงต่อสัญญากับโจทก์จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์จึงให้พนักงานของการประปานครหลวงเรียกนางสาวสุวรรณาซึ่งหยุดงานไปตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ กลับไปทำงานอีกตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แล้วเลิกจ้างนางสาวสุวรรณา จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า การที่โจทก์เลิกจ้างนางสาวสุวรรณาโดยที่นางสาวสุวรรณาไม่ได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่เคยจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นางสาวสุวรรณา โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ๓๐,๙๖๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕,๑๖๐ บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒,๐๖๔ บาท ให้แก่นางสาวสุวรรณา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างเพราะการสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาวสุวรรณาตามคำสั่งที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ของจำเลยนั้น เห็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาข้อ ๑ กำหนดว่า นายจ้างตกลงจ้างและลูกจ้างตกลงรับจ้างทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ เมื่อนางสาวสุวรรณาทำงานให้โจทก์ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างข้อ ๑ ดังกล่าว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาวสุวรรณา ส่วนค่าชดเชยนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณา โจทก์มีเจตนาที่จะจ้างนางสาวสุวรรณาให้ทำงานให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วง โดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า นางสาวสุวรรณาไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่าโจทก์มีเจตนาไม่ให้นางสาวสุวรรณาลูกจ้างของโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๐ และสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาไม่ปรากฏว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลโดยจ้างในช่วงฤดูกาลนั้น จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสาม และวรรคสุดท้ายที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง เมื่อรวมระยะเวลาทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันแล้ว นางสาวสุวรรณาทำงานกับโจทก์ครบสามปี แต่ยังไม่ครบหกปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามมาตรา ๑๑๘ (๓) จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นางสาวสุวรรณาเป็นเงิน ๓๐,๙๖๐ บาท จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นางสาวสุวรรณาเพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่าพยานจำเลยรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้จัดให้นางสาวสุวรรณาหยุดพักผ่อนประจำปี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สรุปแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ เฉพาะในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นางสาวสุวรรณา ศักดิ์ศรีประดู่ชัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคหนึ่ง ม. 20 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.พี.วาย.แมนเพาเวอร์ แอนด์ บิสสิเนส จำกัด
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ศรีสมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2545
#45654
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 นำแผ่นเหล็กปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์ หรือทำประตูเหล็กปิดกั้นปากทางเข้าออกหอพัก ล้วนได้กระทำภายในเขตโฉนดที่ดินของตนที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 และปากทางเข้าออกหอพักนั้นก็ไม่ได้ตกอยู่ในภารจำยอมอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว โดยเฉพาะการที่บุคคลใดจะใช้ประโยชน์จากที่ดินของบุคคลอื่นได้นั้นต้องมีสิทธิอันมีกฎหมายรองรับ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเช่นว่านี้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอย รวมทั้งมีสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

การที่จำเลยที่ 2 นำแผ่นเหล็กและทำประตูเหล็กปิดกั้นก็เพราะมีบุคคลภายนอกเข้ามาใช้ทางเข้าออกหอพัก และเพื่อเป็นการป้องกันทรัพย์สินของผู้ที่อาศัยอยู่ในหอพักเป็นการใช้สิทธิตามปกติวิสัยของผู้เป็นเจ้าของที่ดินในการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและโจทก์เองก็สามารถประกอบกิจการค้าขายด้านหน้าร้านได้ตามปกติ ซึ่งอาจจะลดความสะดวกลงไปบ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337

ขณะทำสัญญาซื้อขายตึกแถว จำเลยที่ 1 ได้ตกลงให้โจทก์ทำประตูเหล็กปิดเปิดที่ผนังด้านข้างของตึกได้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานและเป็นเพียงบุคคลสิทธิไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อที่ดินต่อจากจำเลยที่ 1 และไม่ใช่กรณีผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนแผ่นเหล็กที่ปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์และประตูเหล็กที่ปิดกั้นทางเข้าออกตลาดสดและหอพักออก หากไม่ยอมรื้อถอน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนแผ่นเหล็กที่ปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์ และประตูเหล็กที่ปิดกั้นปากทางเข้าออกตลาดสดและหอพักออก

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนแผ่นเหล็กที่ปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์ออก และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 24 กรกฎาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะรื้อถอนแผ่นเหล็กออก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้รื้อถอนแผ่นเหล็กที่ปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์ และขอให้ใช้ค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1835 ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา (ตลาดสมเด็จ) อำเภอธนบุรี (บางลำภูล่าง)กรุงเทพมหานคร และ 7174 ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา (ตลาดสมเด็จ) อำเภอคลองสาน(บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกัน จำเลยที่ 1 แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและก่อสร้างตึกแถวขายให้บุคคลอื่นโดยตกแถวด้านที่ติดถนนท่าดินแดงมีประมาณ 20 ห้อง ตึกแถวด้านที่ติดถนนซอยท่าดินแดงมีประมาณ 10 ห้อง ส่วนที่ดินด้านหลังตึกแถวดังกล่าวก่อสร้างเป็นหอพักให้ผู้อื่นเช่า เมื่อปี 2518 โจทก์ซื้อตึกแถวเลขที่ 351/49 ซึ่งเป็นห้องริม ด้านหน้าติดถนนซอยท่าดินแดง 13 ด้านข้างติดปากทางเข้าออกหอพักจากจำเลยที่ 1 ในราคา 160,000 บาท ซึ่งแพงกว่าตึกแถวห้องอื่น ๆ ต่อมาปี 2536 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมกิจการหอพักให้แก่จำเลยที่ 2 ปี 2540 จำเลยที่ 2 นำแผ่นเหล็กปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์และทำประตูเหล็กปิดกั้นปากทางเข้าออกหอพักสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 นำแผ่นเหล็กปิดกั้นประตูด้านข้างตึกแถวของโจทก์ก็ดีหรือทำประตูเหล็กปิดกั้นปากทางเข้าออกหอพักก็ดี ล้วนได้กระทำภายในเขตโฉนดที่ดินของตนที่ซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าปากทางเข้าออกหอพักนั้นตกอยู่ในภารจำยอมอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว โดยเฉพาะการที่บุคคลใดจะใช้ประโยชน์จากที่ดินของบุคคลอื่นได้นั้นต้องมีสิทธิอันมีกฎหมายรองรับ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเช่นว่านี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยรวมทั้งมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 2 ก็นำสืบว่าที่ต้องนำแผ่นเหล็กและทำประตูเหล็กปิดกั้นก็เพราะมีบุคคลภายนอกเข้ามาใช้ทางเข้าออกหอพัก และเพื่อเป็นการป้องกันทรัพย์สินของผู้ที่อาศัยอยู่ในหอพักจึงได้กระทำเช่นนั้นเห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกติวิสัยของผู้เป็นเจ้าของที่ดินในการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 2 กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่น และโจทก์เองก็สามารถประกอบกิจการค้าขายด้านหน้าร้านได้ตามปกติการถูกปิดด้านข้างก็เพียงแต่ทำให้คนในหอพักต้องเดินออกมาซื้อของทางหน้าร้านเท่านั้น โดยอาจลดความสะดวกลงไปบ้าง แต่ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นอกจากนี้โจทก์ยังออกสู่ทางสาธารณะทางด้านหน้าซึ่งติดถนนซอยท่าดินแดง 13 แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า ขณะทำสัญญาซื้อขายตึกแถวเลขที่ 351/49 จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทำประตูเหล็กปิดเปิดที่ผนังด้านข้างของตึกแถวได้ก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และเป็นเพียงบุคคลสิทธิไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อที่ดินต่อจากจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ใช่กรณีผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จุ้งเฮี้ยง แซ่คู
จำเลย — นาย สันต์ พิสิฐสิริกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2545
#44684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำวิทยุเครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์ เครื่องเสียงมาสู่รถที่เช่าซื้อก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยมิใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอยหรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธานคือรถที่เช่าซื้อทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคท้าย

สัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลงต่อเติม ติดหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที มีที่มาจากปัญหาซึ่งมักจะเกิดแก่โจทก์ที่ต้องพิพาทกับผู้เช่าซื้อในกรณีที่ผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งกับทรัพย์ที่เช่าซื้อและจะเอาสิ่งของนั้นคืน เมื่อต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่การรื้อสิ่งของที่ว่านั้นออกไปจะทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายได้ ฉะนั้น ลำพังการที่จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถที่เช่าซื้อ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหากจะต้องรื้อออกไป จึงไม่อยู่ในขอบแห่งข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์ไม่อาจยกมาเป็นเหตุไม่คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9ศ - 6161 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา2,325,420.24 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 24 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวแต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถให้โจทก์ ต่อมาโจทก์จึงติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุดซึ่งหากนำออกประมูลขายจะได้เงินเพียง 1,100,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 415,046.52 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 35,233.64 บาท เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 176,168.20 บาทแต่ในส่วนนี้จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์แล้วเป็นเงิน 87,700 บาท จึงคงเหลือค่าเสียหายเป็นเงิน 88,468.20 บาท นอกจากนี้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนเป็นเงิน5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 508,514.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า การเลิกสัญญาไม่ชอบโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดรถที่เช่าซื้อ นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินความเป็นจริง ค่าขาดประโยชน์ไม่ควรเกินเดือนละ 3,000 บาท ส่วนค่าขาดราคานั้น หากนำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดและนำมาหักกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วบางส่วนก็จะคุ้มกับความเสียหายแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกในส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้องและขอถือคำให้การเป็นฟ้องแย้ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 954,800 บาท ซึ่งเมื่อนำไปหักจากค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 29 เดือน จึงคงเหลือเงินจำนวน 867,800บาท ขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นซีดีลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ติดกับรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,067,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ไม่จำต้องคืนเงินจำนวน 867,800บาท แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทปเครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ติดกับรถที่เช่าซื้อ เนื่องจากถือว่าเป็นอุปกรณ์ของรถคันที่เช่าซื้อ และเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ 8 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,300 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน13,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงแก่จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 30,908.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงเหลือปัญหาต้องวินิจฉัยสุดท้ายว่า โจทก์ต้องคืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่เห็นว่า ทรัพย์ดังกล่าวนี้ จำเลยที่ 1 นำมาสู่รถที่เช่าซื้อก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอยหรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธานคือรถที่เช่าซื้อไม่ทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคท้าย ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 8เอกสารหมาย จ.6 ระบุว่า "...หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที..." นั้น เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นแบบฟอร์มที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ข้อความที่ระบุในข้อ 8 น่าจะมีที่มาจากปัญหาซึ่งมักจะเกิดแก่โจทก์ที่ต้องพิพาทกับผู้เช่าซื้อในกรณีที่ผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งกับทรัพย์ที่เช่าซื้อ และจะเอาสิ่งของดังกล่าวคืน เมื่อต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์แต่การรื้อสิ่งของที่ว่านั้นออกไปจะทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายได้ ฉะนั้น สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถที่เช่าซื้อ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหากจะต้องรื้อออกไปจากตัวรถที่เช่าซื้อ จึงไม่อยู่ในขอบแห่งข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงจะยกข้อสัญญาที่ปรากฏมาเป็นเหตุไม่คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลยที่ 1หาได้ไม่ และที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจำนวนเงิน 30,908.90 บาท ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่อาจคืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้นั้น โจทก์ก็มิได้ฎีกาโต้แย้งเงินจำนวนนี้ว่าไม่ถูกต้องเพราะเหตุใด โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 63,300 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 147 ม. 391 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย กฤษณ์ มโนมัยวิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2545
#45194
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์นำวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงมาสู่รถที่เช่าซื้อเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดการดูแล ใช้สอยหรือรักษารถอันเป็นทรัพย์ประธานไม่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 147 วรรคท้าย ส่วนข้อสัญญาที่กำหนดว่า "...หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติมหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที..." นั้น ก็เป็นแบบฟอร์มที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และเป็นข้อความที่มาจากปัญหาที่มักเกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้เช่าซื้อรายอื่นที่ผู้เช่าซื้อมักนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติมหรือติดกับทรัพย์ที่เช่าซื้อและเมื่อต้องการเอาสิ่งของดังกล่าวคืนก็จะทำการรื้อไปอันทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อของโจทก์เสียหาย แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหากจะต้องรื้อออกไป จึงไม่อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาดังกล่าว โจทก์หาอาจจะยกข้อสัญญาที่ปรากฏมาเป็นเหตุไม่คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดีลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลยที่ 1 หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น 220 จำนวน 1 คันไปจากโจทก์ในราคา 2,325,420.24 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 24 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โดยมิต้องบอกกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถให้โจทก์ ต่อมาโจทก์จึงติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุดซึ่งหากนำออกประมูลขายจะได้เงินเพียง 1,100,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา 415,046.52 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 35,233.64 บาท เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน176,168.20 บาท แต่ในส่วนนี้จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์แล้วเป็นเงิน 87,700 บาท จึงคงเหลือค่าเสียหายเป็นเงิน 88,468.20 บาท นอกจากนี้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืนเป็นเงิน 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 508,514.72บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การเลิกสัญญาไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดรถที่เช่าซื้อ นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินความเป็นจริง ค่าขาดประโยชน์ไม่ควรเกินเดือนละ 3,000 บาท ส่วนค่าขาดราคานั้น หากนำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดและนำมาหักกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วบางส่วนก็จะคุ้มกับความเสียหายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกในส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้องและขอถือคำให้การเป็นฟ้องแย้ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน954,800 บาท ซึ่งเมื่อนำไปหักจากค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 29 เดือน จึงคงเหลือเงินจำนวน 867,800 บาท ขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ติดกับรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาทรวมเป็นเงิน 1,067,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 เคลือบคลุมและโจทก์ไม่จำต้องคืนเงินจำนวน 867,800 บาท แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ติดกับรถที่เช่าซื้อ เนื่องจากถือว่าเป็นอุปกรณ์ของรถคันที่เช่าซื้อและเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ 8 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,300บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงแก่จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 30,908.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 24 ติดต่อกันถึง 5 งวด โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10เอกสารหมาย จ.6 ถือว่าสัญญาเลิกกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวและยึดรถที่เช่าซื้อคืน โดยรถที่เช่าซื้อจะขายได้ในราคา 1,100,000 บาท โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์ ค่าติดตามเอารถที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 และมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าค่าขาดราคามีหรือไม่เพียงใด ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามรถที่เช่าซื้อคืนควรเป็นเงินจำนวนเท่าใด ดอกเบี้ยที่โจทก์พึงเรียกได้มีอัตราเท่าใด และโจทก์ต้องคืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามลำดับรายการไป สำหรับค่าขาดราคามีหรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 ตอนท้าย เอกสารหมาย จ.6 กำหนดว่า "...ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเจ้าของได้ประเมินราคาแล้วมีราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่กับค่าเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นผู้เช่าซื้อจะชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน..." ดังนี้ ค่าขาดราคาซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจึงต้องคำนวณจากราคาเช่าซื้อคือ 2,325,420.24 บาท เมื่อหักจากจำนวนค่างวด23 งวด ที่โจทก์ได้รับชำระไปแล้วคือ 810,373.72 บาท กับราคารถที่โจทก์ประเมินไว้คือ1,100,000 บาท จึงคงเหลือค่าขาดราคาเท่ากับ 415,046.52 บาท ตรงตามที่โจทก์เรียกร้องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีค่าขาดราคาที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามสัญญาข้อนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินส่วน เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000บาท สำหรับค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามเอารถที่เช่าซื้อคืนเห็นว่า รถที่เช่าซื้อเป็นรถยี่ห้อเบนซ์ รุ่น 220 ปี 2538 จำเลยที่ 1 ผิดนัด ภายหลังชำระค่างวด 23 งวด จากจำนวนงวดทั้งสิ้น 66 งวด ดังนี้ ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถอยู่ขณะสัญญาเช่าซื้อเลิกต่อกันแล้ว รถที่เช่าซื้อมีอายุงาน 2 ปีเศษ น่าจะออกให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000บาท แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจะสามารถนำรถที่เช่าซื้อออกให้เช่าได้ทุกเดือนเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียตามสมควรที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เดือนละ20,000 บาท จึงเหมาะสมแล้วและเมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระ 87,700 บาท คงเหลือ12,300 บาท และสำหรับค่าติดตามเอารถที่เช่าซื้อคืน คงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนางสาวยุวนันท์ อินถา ว่าเป็นเงิน 5,000 บาท โดยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ 1,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว รวมทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องเอาตามสัญญาคืออัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น ก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสูงเกินส่วนและกำหนดให้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เหมาะสมแล้วเช่นกัน คดีคงเหลือปัญหาต้องวินิจฉัยสุดท้ายว่าโจทก์ต้องคืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลยที่ 1หรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์ดังกล่าวนี้ จำเลยที่ 1 นำมาสู่รถที่เช่าซื้อก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอยหรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธานคือรถที่เช่าซื้อไม่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคท้าย ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 8เอกสารหมาย จ.6 ระบุว่า "...หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที..." นั้น เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นแบบฟอร์มที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ข้อความที่ระบุในข้อ 8 น่าจะมีที่มาจากปัญหาซึ่งมักจะเกิดแก่โจทก์ที่ต้องพิพาทกับผู้เช่าซื้อในกรณีที่ผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งกับทรัพย์ที่เช่าซื้อ และจะเอาสิ่งของดังกล่าวคืน เมื่อต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่การรื้อสิ่งของที่ว่านั้นออกไปจะทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายได้ ฉะนั้น สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถที่เช่าซื้อ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหากจะต้องรื้อออกไปจากตัวรถที่เช่าซื้อ จึงไม่อยู่ในขอบแห่งข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงจะยกข้อสัญญาที่ปรากฏมาเป็นเหตุไม่คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทปเครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลยที่ 1 หาได้ไม่ และที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจำนวนเงิน 30,908.90 บาท ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่อาจคืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้นั้น โจทก์ก็มิได้ฎีกาโต้แย้งเงินจำนวนนี้ว่าไม่ถูกต้องเพราะเหตุใด โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 63,300 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 147 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย กฤษณ์ มโนมัยวิบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2545
#99330
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงมาสู่รถที่เช่าซื้อก็เพื่อประโยชน์ ของจำเลย หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์สินที่เป็นประธานคือรถที่เช่าซื้อไม่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 147 วรรคท้าย

สัญญาเช่าซื้อระบุว่า "?หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที?" เห็นได้ว่า สัญญาเช่าซื้อ เป็นแบบฟอร์มที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมาจากปัญหาที่ผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือ ตั้งกับทรัพย์ที่เช่าซื้อและจะเอาสิ่งของดังกล่าวคืนเมื่อต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่การรื้อสิ่งของที่ว่านั้นออกไปจะทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายได้ ในคดีนี้ลำพังการที่จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถที่เช่าซื้อ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย หากจะต้องรื้อออกไปจากตัวรถที่เช่าซื้อ จึงไม่อยู่ในขอบแห่งข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์จะยก ข้อสัญญาที่ปรากฏมาเป็นเหตุไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน ๑ คัน ไปจากโจทก์ หลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๒๔ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โดยมิต้องบอกกล่าว แต่จำเลยไม่คืนรถให้โจทก์ ต่อมาโจทก์จึงติดตามยึดรถคืนได้ในสภาพชำรุด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคาและขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถให้บุคคลอื่นเช่า นอกจากนี้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน ขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน ๕๐๘,๕๑๔.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ติดกับรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยว่า จำเลยไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ติดกับรถที่เช่าซื้อ เนื่องจากถือว่าเป็นอุปกรณ์ของรถคันที่เช่าซื้อ และเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๘ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๒,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๓,๓๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๐,๙๐๘.๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๒๔ ติดต่อกันถึง ๕ งวด โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ เอกสารหมาย จ. ๖ ถือว่าสัญญาเลิกกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวและยึดรถที่เช่าซื้อคืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องคืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์ดังกล่าวนี้จำเลยนำมาสู่รถที่เช่าซื้อก็เพื่อประโยชน์ของจำเลย หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธานคือรถที่เช่าซื้อไม่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗ วรรคท้าย ส่วนที่สัญญาเช่าซื้อข้อ ๘ เอกสารหมาย จ. ๖ ระบุว่า "? หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที?" นั้น เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นแบบฟอร์มที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ข้อความที่ระบุในข้อ ๘ น่าจะมีที่มาจากปัญหาซึ่งมักจะเกิดแก่โจทก์ที่ต้องพิพาทกับผู้เช่าซื้อในกรณีที่ผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งกับทรัพย์ที่เช่าซื้อ และจะเอาสิ่งของดังกล่าวคืน เมื่อต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่การรื้อสิ่งของที่ว่านั้นออกไปจะทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายได้ ฉะนั้น สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ลำพังการที่จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถที่เช่าซื้อ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย หากจะต้องรื้อออกไปจากตัวรถที่เช่าซื้อ จึงไม่อยู่ในขอบแห่งข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงจะยกข้อสัญญาที่ปรากฏมาเป็นเหตุไม่คืนวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงให้แก่จำเลยหาได้ไม่ และที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจำนวนเงิน ๓๐,๙๐๘.๙๐ บาท ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยได้นั้น โจทก์ก็มิได้ฎีกาโต้แย้งเงินจำนวนนี้ว่าไม่ถูกต้องเพราะเหตุใด โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๓,๓๐๐ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายกฤษณ์ มโนมัยวิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายจักรวาล ทนกล้า
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย ทัศนชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1812/2545
#44132
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ด. ผู้ค้ำประกันมีหนังสือถึงโจทก์ขอผ่อนชำระหนี้ทั้งหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งควรจะชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียวแต่ก็ขอแบ่งชำระเป็นงวด ๆ เป็นเพียงเปลี่ยนแปลงวิธีชำระหนี้เก่าให้ผิดไปจากเดิม มิใช่เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ที่จะทำให้หนี้ระงับ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คไว้กับโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปีและตกลงให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของทางราชการและในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 และนายดำริห์ ก่อนันทเกียรติ ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ในวงเงินไม่เกินวงเงินดังกล่าวข้างต้น โดยยินยอมร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขายศเส ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2537 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มาขายลดแก่โจทก์และรับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ต่อมาธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 โจทก์ทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายดำริห์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยบางส่วน เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงิน 2,000,000 บาท และดอกเบี้ย 299,176.80 บาทรวมเป็นเงิน 2,299,176.80 บาท นายดำริห์ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลดเช็คและนำเช็คไปขายให้กับโจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์มีเจตนาซื้อเช็คไว้เป็นสินค้าชนิดหนึ่งโจทก์จึงเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในเช็คหากเกิดภัยพิบัติหรือความชำรุดเสียหายโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์จึงต้องรับกรรมไปตามหลักเรื่องกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายดำริห์ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ขอผัดผ่อนชำระหนี้โจทก์ได้ยอมรับและไม่ปฏิเสธตามหนังสือข้างต้นหนี้ที่เกิดจากสัญญาขายลดเช็คจึงเป็นการรับสภาพหนี้และเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจึงเป็นอันระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอีกต่อไปขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,060,904.11 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ในต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 27เมษายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 238,272.69 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลดเช็คไว้แก่โจทก์ในวงเงิน2,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี และตกลงให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 และนายดำริห์ ก่อนันทเกียรติได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดบรรดาที่จำเลยที่ 1 ได้เป็นหนี้โจทก์ทั้งหมดโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2534 จำนวนเงิน 2,000,000บาท ไปขายลดไว้แก่โจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 27ธันวาคม 2537 ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน...

ปัญหาตามฎีกาประการที่สองมีว่า ตามเอกสารหมาย ล.1 ฉบับลงวันที่12 พฤษภาคม 2538 นั้น นายดำริห์ ก่อนันทเกียรติ ยอมรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ทั้งตามสัญญาขายลดเช็คและหนี้ของบริษัทยูนิคอด จำกัด โดยนำยอดหนี้มาร่วมกันและขอผ่อนชำระเป็นงวด ๆ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ มิใช่รับสภาพหนี้ใหม่ อันเป็นผลให้หนี้เดิมระงับเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องนั้นเห็นว่า อันการแปลงหนี้ใหม่นั้นเป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมุ่งประสงค์จะระงับหนี้เก่าแล้วก่อให้เกิดหนี้สินความผูกพันอันใหม่ผูกพันกันต่อไป โดยตกลงกันเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ล.1 โดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นเพียงหนังสือที่นายดำริห์มีไปถึงโจทก์เพื่อขอผ่อนชำระหนี้ทั้งหนี้ของจำเลยที่ 1 และหนี้ของบริษัทยูนิคอดจำกัด ซึ่งควรจะชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว แต่ก็ขอแบ่งชำระเป็นงวด ๆ เท่านั้น จึงเป็นเพียงเปลี่ยนแปลงวิธีชำระหนี้เก่าให้ผิดไปจากเดิม หาเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่ประการใดไม่ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ในต้นเดือน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่28 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ศรีนคร จำกัด
จำเลย — บริษัท เยนเนอรัลอะโกร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1809/2545
#46510
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า จัดหางานหมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน โจทก์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางาน หรือดำเนินการเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศแต่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถจัดหางานในต่างประเทศให้แก่ผู้เสียหายได้ เพราะจำเลยไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานในต่างประเทศมาก่อนเลย แสดงว่าจำเลยมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 30วรรคหนึ่งและมาตรา 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2542 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่นายจ้างในต่างประเทศ โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการตอบแทนการจัดหางานจากคนหางาน ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และเมื่อระหว่างวันที่ 14 มีนาคม 2542 ถึงวันที่ 15มีนาคม 2542 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงนายบุญเลิศ สุวรรณศิลป์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายจิรายุทธ ศรีชาติ ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกเป็นผู้ดำเนินการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานยังต่างประเทศสามารถหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้ผู้เสียหายทั้งสองและส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานยังประเทศดังกล่าวได้ ถ้าผู้เสียหายทั้งสองประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้สมัครงานกับจำเลยและพวก ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้โดยแน่แท้ เพราะจำเลยกับพวกไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานเพื่อคนหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาก่อนเลย จำเลยกับพวกได้ปกปิดความจริงซึ่งควรต้องแจ้งแก่ผู้เสียหายทั้งสอง และโดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวกทำให้ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้สมัครงานและเสียเงินค่าบริการต่าง ๆ ค่าเดินทางตามที่จำเลยกับพวกเรียกร้องให้แก่จำเลยกับพวกไปคนละ 80,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 ปี ฐานหลอกลวงคนหางานจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานหลอกลวงคนหางานมีกำหนด 3 ปี และปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานยังต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยกับพวกไม่ได้ไปขอรับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง การที่จำเลยกับพวกแสดงต่อผู้เสียหายทั้งสองและบุคคลอื่นว่าจำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศให้แก่นายจ้างในต่างประเทศ ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 และจำเลยก็ให้การรับสารภาพจึงชอบที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 จำเลยให้การรับสารภาพโดยโจทก์จำเลยไม่สืบพยาน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น การจะเป็นผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน โจทก์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกกระทำการอันเป็นการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหางาน เช่น ติดต่อกับผู้ว่าจ้างในต่างประเทศหรือตัวแทน หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศ แต่โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้องว่าความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถจัดหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองได้โดยแน่แท้ เพราะจำเลยกับพวกไม่เคยไปติดต่อหาสถานที่ทำงานเพื่อคนหางานในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาก่อนเลย ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์แสดงว่าจำเลยกับพวกมิได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือประกอบธุรกิจจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างการกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหลอกลวงคนหางานตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจแล้วผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจเอาความ และจำเลยเป็นหญิงไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน สมควรลงโทษสถานเบาและให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำเลยก่อนลดโทษโดยให้จำคุก 3 ปี ปรับ 100,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมีกำหนด 2 ปี จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาโจทก์ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม. 4 ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง สงการณ์หรือสงกรานต์ ผิวอ่อน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2545
#42803
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลย 2 หลอด และเข้าค้นตัวจำเลยพบเฮโรอีน 11 หลอด และเมทแอมเฟตามีน 18 เม็ด การที่จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไปได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ได้ร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 13 หลอดน้ำหนัก 0.26 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวจำนวน 2 หลอด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ 200 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 18 เม็ด น้ำหนัก 1.26 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนยาวอัดลม 1 กระบอกซึ่งไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ที่ถูกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 กับผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี สำหรับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละหนึ่งในสามทั้งสี่กระทง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 เป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน 11 หลอด และเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจำนวน 2 หลอด เป็นเงิน 200 บาท ยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 18 เม็ด น้ำหนัก 1.26 กรัม และอาวุธปืนยาวอัดลม 1 กระบอก จากจำเลยที่ 1 ไว้เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลยที่ 1 จำนวน 2 หลอด และเข้าค้นตัวจำเลยที่ 1 พบเฮโรอีนจำนวน 11 หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 18 เม็ด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไปได้ไม่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย คมกริบ ขุนไกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2545
#98547
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลยจำนวน 2 หลอด และเข้าค้นตัวจำเลย พบเฮโรอีนจำนวน 11 หลอด และเมทแอทเฟตามีนจำนวน 18 เม็ด การที่จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๖๗ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ (ที่ถูกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๑ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ กับผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๕ ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๕ ปี ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก ๑ ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๒ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๐ ปี สำหรับคำรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ ในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละหนึ่งในสามทั้งสี่กระทง ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๘ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๕ ปี ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดสำหรับจำเลยที่ ๑ ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ เป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๑ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๗ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน ๑๑ หลอด และเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจำนวน ๒ หลอด เป็นเงิน ๒๐๐ บาท ยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๘ เม็ด น้ำหนัก ๑.๒๖ กรัม และอาวุธปืนยาวอัดลม ๑ กระบอก จากจำเลยที่ ๑ ไว้เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ หลอด และเข้าค้นตัวจำเลยที่ ๑ พบเฮโรอีนจำนวน ๑๑ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๘ เม็ด ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไปได้ไม่ ศาลอุทธณ์ภาค ๗ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายสุภัทร์ สุทธิมนัส ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายเดชา หงส์ทอง ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายคมกริบ ขุนไกร ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1806/2545
#99730
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 นำกัญชามาที่จุดนัดหมายอันเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบกัญชาให้แก่สิบตำรวจโท ว. ก็ปรากฏว่า สิบตำรวจโท ว. กับพวกได้เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 เสียก่อน การกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำไปไม่ตลอด จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายกัญชา คงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ปัญหาว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จหรืออยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7, 8, 26, 75, 76, 102 ริบกัญชาของกลาง และคืนเงิน 10,000 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายกัญชา จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ริบกัญชาของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ส่วนเงินที่ใช้ล่อซื้อ 10,000 บาท คืนให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ยกฟ้องข้อหาจำหน่ายกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองและยึดได้กัญชาแห้งอัดแท่งจำนวน 7 ห่อ น้ำหนัก 6.87 กิโลกรัม กับธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 10 ฉบับ เป็นของกลางสำหรับความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า หลักจากที่พยานโจทก์ได้มอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้สายลับไปติดต่อขอซื้อกัญชาจากจำเลยทั้งสองแล้ว สายลับได้กลับมาบอกว่าไปตกลงกับจำเลยทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยจำเลยทั้งสองนัดส่งมอบกัญชาให้ที่จุดนัดหมายเวลา 19 นาฬิกา ซึ่งก็ปรากฏว่าต่อมาเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้นำกัญชาจำนวนเดียวกับที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาเพื่อส่งมอบที่จุดนัดหมาย และต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกันจำเลยที่ 1 ได้มาขอเก็บเงินค่ากัญชาดังกล่าวจากสิบตำรวจโทวชิระที่จุดนัดหมายตรงตามคำบอกเล่าของสายลับ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมาบ่งชี้ชัดรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า สายลับได้ไปติดต่อเจรจาตกลงซื้อขายกัญชาจากจำเลยทั้งสองและนัดส่งมอบกัญชากันที่จุดนัดหมายจริง จำเลยทั้งสองจึงได้มายังจุดนัดหมาย โดยจำเลยที่ 1 นำกัญชามาก่อนเพื่อส่งมอบแก่ผู้ซื้อ แล้วจำเลยที่ 2 ตามมาในภายหลังเพื่อเก็บเงินค่ากัญชาจากผู้ซื้ออันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้อ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด แต่เจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งจับกุมจำเลยทั้งสองขู่บังคับทำร้ายให้รับสารภาพ และได้นำกระดาษมาให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไปโดยไม่ทราบข้อความนั้น จำเลยทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งมิได้ถามค้านขณะพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนเข้าเบิกความเพื่อชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง นอกจากนั้นในชั้นจับกุมเมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมก็ได้ระบุในบันทึกการจับกุมไว้เช่นนั้น ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ดีพฤติการณ์ในการจับกุมจำเลยทั้งสองปรากฏว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำกัญชามาที่จุดนัดหมาย อันเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบกัญชาให้แก่สิบตำรวจโทวชิระ ก็ปรากฏว่าสิบตำรวจโทวชิระกับพวกได้เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 เสียก่อน การกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำไปไม่ตลอด จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายกัญชา คงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ปัญหาว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จหรืออยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหาจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตกับฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายเพชร ชูทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายประโลม คเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1795/2545
#273600
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือ สัญญากู้ยืม เงิน ระบุ คณะกรรมการ กองทุน ผู้บริหาร สำนักงาน การ ประถม ศึกษา อำเภอ เป็น ผู้กู้ โดย มี จำเลย เป็น ผู้ลงนาม ใน ฐานะ ประธาน คณะกรรมการ แต่เมื่อ คณะกรรมการ ไม่มี ฐานะ เป็น นิติบุคคล ที่ จะ สามารถ รับผิด ต่อ โจทก์ ใน ฐานะ บุคคลภายนอก สำหรับ กิจการ ที่ จำเลย กระทำ ไป ดัง ที่ บัญญัติ ไว้ ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 จึง ถือไม่ได้ว่า จำเลย เข้า ทำ สัญญา แทน ตัวการ ที่ มี ตัว อยู่ จริง ดังนั้น จำเลย จึง ต้อง รับผิด ตาม สัญญากู้ยืม เงิน ตาม ลำพัง สัญญากู้ยืม เงิน ไม่ได้ กำหนด อัตรา ดอกเบี้ย ไว้ เพียงแต่ กำหนด ให้ จำเลย ชำระ ดอกเบี้ย ทุกวัน สิ้นเดือน โจทก์ จึง มีสิทธิ คิด ดอกเบี้ย ใน ระหว่าง ผิดนัด อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 แม้ จำเลย ชำระ ดอกเบี้ย แก่ โจทก์ อัตรา ร้อยละ 2 บาท ต่อ เดือน ก็ เป็น การ ชำระ ดอกเบี้ย ตาม อำเภอ ใจ โดย รู้ อยู่ ว่า ตน ไม่มี ความผูกพัน ที่ จะ ต้อง ชำระ จำเลย หา มีสิทธิ จะ ได้รับ ดอกเบี้ย ที่ ชำระ ไป แล้ว คืน ไม่ อย่างไร ก็ ตาม เนื่องจาก สัญญากู้ยืม เงิน มิได้ กำหนด เวลา ให้ จำเลย ใช้ คืนเงิน ที่ กู้ยืม และ ไม่ปรากฏ ว่า โจทก์ ได้ บอกกล่าว แก่ จำเลย ให้ คืนเงิน ดังกล่าว ภายใน เวลา อันควร ตาม มาตรา 652 จึง ไม่อาจ ถือว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ซึ่ง เป็น วัน หลังจาก วันที่ จำเลย ชำระ ดอกเบี้ย สำหรับ เดือน สุดท้าย ให้ แก่ โจทก์ เป็น วันที่ จำเลย ผิดนัด ต้อง ถือว่า จำเลย ผิดนัด และ ต้อง เสีย ดอกเบี้ย ตั้งแต่ วันฟ้อง เป็นต้น ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน30,000 บาท และได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา ตกลงชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือน หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยชำระต้นเงินคืนจำนวน 10,000บาท และชำระดอกเบี้ยเรื่อยมาจนถึงเดือนกรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอีก โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน1,420 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 21,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง ความจริงแล้วโจทก์นำเงินไปลงหุ้นในกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตาโดยได้รับผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำเลยลงชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินในฐานะเป็นประธานกรรมการของกองทุน ไม่ใช่ในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว โจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนถึงวันชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 1,420 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา ซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1ในนามคณะกรรมการกองทุนดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จะระบุคณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตาเป็นผู้กู้โดยมีจำเลยเป็นผู้ลงนามในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนดังกล่าว แต่เมื่อคณะกรรมการกองทุนดังกล่าวไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จะสามารถรับผิดต่อโจทก์ในฐานะบุคคลภายนอกสำหรับกิจการที่จำเลยกระทำไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 820 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเข้าทำสัญญาแทนตัวการที่มีตัวอยู่จริง ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ตามลำพัง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยได้เนื่องจากข้อสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นโมฆะ เพราะโจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้กำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้เพียงแต่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนจนกว่าจะชำระต้นเงินแก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินกันแล้วจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 2 บาทต่อเดือน ก็เป็นการชำระดอกเบี้ยตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระจำเลยหามีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วคืนไปไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยใช้คืนเงินที่กู้ยืมและไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวแก่จำเลยให้คืนเงินดังกล่าวภายในเวลาอันควรที่กำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 652 จึงไม่อาจถือว่าวันที่ 1 สิงหาคม2540 ซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับเดือนสุดท้ายให้แก่โจทก์เป็นวันที่จำเลยผิดนัด กรณีนี้ถือว่าจำเลยผิดนัดและต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้อง คือ วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 204 ม. 652 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิตติ จินตนุกูล
จำเลย — นาย ประสาท พรหมมณี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1794/2545
#44131
เปิดฉบับเต็ม

ตั้งแต่โจทก์อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้า โจทก์ส่งเงินค่าขายสินค้าเพียง 3 ครั้ง ทั้งที่มีการขายสินค้าทุกเดือน และมีการตรวจนับเงินพร้อมใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้โจทก์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังส่งเงินให้ฝ่ายการเงินและบัญชีน้อย และไม่ถี่เท่ากับผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้าคนก่อนโจทก์ แม้ไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ แต่ย่อมทำให้จำเลยมีเหตุที่ไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้ได้ตามคู่มือพนักงาน ข้อ 32.2 ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2532 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานตรวจรับสินค้าของจำเลยสาขารังสิต ครั้งสุดท้ายโจทก์อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้าได้รับค่าจ้างเดือนละ 22,680 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ทุจริตเงินที่ได้จากการขายแถบรหัสบอกราคาสินค้า(บาร์โค้ด) ของจำเลย ซึ่งเป็นการผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรงตามข้อ 8.4.1 ที่ว่า ทุจริตต่อหน้าที่หรือต่อบริษัทหรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อบริษัท โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แต่โจทก์มิได้กระทำผิดตามที่จำเลยกล่าวหา การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,996 บาท เงินบำเหน็จ226,800 บาท เงินโบนัส 22,680 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 612,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าชดเชย 226,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อจำเลย กรณีที่โจทก์ได้รับเงินค่าแถบรหัสบอกราคาสินค้าไว้จากผู้ใต้บังคับบัญชา และมีหน้าที่นำส่งต่อพนักงานผู้รับผิดชอบแต่โจทก์ไม่นำส่งตามหน้าที่กลับเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงหรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 226,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 15 มกราคม 2543ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,996 บาท เงินบำเหน็จ 226,800 บาท และเงินโบนัส 22,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละประเภท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่โจทก์อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้าโจทก์ส่งเงินค่าขายแถบรหัสบอกราคาสินค้าเพียง 3 ครั้ง ทั้งที่มีการขายแถบรหัสบอกราคาสินค้าทุกเดือน และมีการตรวจนับเงินพร้อมใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้โจทก์แล้ว นอกจากนี้ตามสถิติเอกสารหมาย ล.13 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ส่งเงินให้ฝ่ายการเงินและบัญชีน้อย และมีระยะเวลาการส่งมอบเงินก็ไม่ถี่เท่ากับผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้าคนก่อนโจทก์ เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวแม้จะไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่แต่พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยมีเหตุที่ไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไปจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้ได้ตามคู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.18 ข้อ 32.2 ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชุมพร นาดี
จำเลย — บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1794/2545
#98528
เปิดฉบับเต็ม

นับแต่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้า โจทก์ส่งเงินค่าขายแถบรหัสบอกราคาสินค้าเพียง 3 ครั้ง ทั้งที่มีการขายแถบรหัสบอกราคาสินค้าทุกเดือนและมีการตรวจนับเงินพร้อมใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้โจทก์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ส่งเงินให้ฝ่ายการเงินและบัญชีน้อย และมีระยะเวลาการส่งมอบเงินไม่ถี่เท่ากับผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้าคนก่อน แม้ไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ แต่พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีเหตุที่ไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,996 บาท เงินบำเหน็จ 226,800 บาท เงินโบนัส 22,680 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 612,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าชดเชย 226,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 226,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 15 มกราคม 2543 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,996 บาท เงินบำเหน็จ 226,800 บาท และเงินโบนัส 22,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละประเภท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าตั้งแต่โจทก์อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้า โจทก์ส่งเงินค่าขายแถบรหัสบอกราคาสินค้าเพียง 3 ครั้ง ทั้งที่มีการขายแถบรหัสบอกราคาสินค้าทุกเดือน และมีการตรวจนับเงินพร้อมใบเสร็จรับเงินชั่วคราวให้โจทก์แล้ว นอกจากนี้ตามสถิติแสดงให้เห็นว่าโจทก์ส่งเงินให้ฝ่ายการเงินและบัญชีน้อย และระยะเวลาการส่งมอบเงินก็ไม่ถี่เท่ากับผู้จัดการฝ่ายตรวจรับสินค้าคนก่อนโจทก์ เห็นว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวแม้จะไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ แต่พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยมีเหตุที่ไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้ได้ตามคู่มือพนักงาน ข้อ 32.2 ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรแล้ว ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุมพร นาดี
จำเลย — บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2545
#42163
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลพิพากษาในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตาม จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยยอมรับหรือไม่คัดค้านในข้อที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลให้รอการลงโทษไว้เสียก่อน ศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ อันเป็นเพียงการยอมรับว่ากระทำความผิดตามคำฟ้องเท่านั้นมิได้เป็นการยอมรับว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้อง ทั้งโจทก์ไม่สืบพยานให้ปรากฏความในเรื่องนี้ จึงไม่อาจฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลรอการลงโทษไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน313 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 10.031 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลสมสนุกอำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าว กระเป๋าเสื้อผ้า 1 ใบ ผ้าอนามัย 1 ชิ้น ที่จำเลยทั้งสองใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนกับสมุดบันทึก 1 เล่ม ที่จำเลยทั้งสองจดบันทึกชื่อลูกค้าที่ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางจำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 9 เดือนและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 875/2542 ของศาลจังหวัดหนองคายภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าว จำเลยที่ 1 มากระทำความผิดในคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 83, 91 ริบของกลาง และนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก16 ปี รวมโทษจำคุก 17 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน และให้นำโทษจำคุก 9 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 875/2542 ของศาลจังหวัดหนองคาย มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 8 ปี 15 เดือนริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วรวมเป็นจำคุก 13 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 6 เดือนและนำโทษจำคุก 9 เดือน ที่ศาลจังหวัดหนองคายรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 875/2542 มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 6 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในสถานเบานั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายถึง 313 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 10.031 กรัม ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ทั้งความผิดดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาความปลอดภัยและความสงบสุขต่อสังคมในปัจจุบัน เพราะผู้ที่ซื้อเมทแอมเฟตามีนไปเสพนอกจากจะเกิดอันตรายแก่ตนเองแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายแก่บุคคลที่อยู่ข้างเคียงเมื่อผู้เสพมีอาการเมาเมทแอมเฟตามีนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจวางโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดฐานนี้จำคุก 12 ปี และลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 ปี นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลพิพากษาในคดีหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตามจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยยอมรับหรือไม่ คัดค้านในข้อที่ว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้น ศาลรอการลงโทษไว้เสียก่อนศาลจึงจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีหลังได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ซึ่งคงเป็นแต่เพียงยอมรับว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามคำฟ้องเท่านั้น มิได้เป็นการยอมรับว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้อง ทั้งโจทก์ไม่สืบพยานให้ปรากฏความในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 875/2542 ของศาลจังหวัดหนองคายให้ลงโทษจำคุกและโทษจำคุกนั้นศาลให้รอการลงโทษไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 875/2542 ของศาลจังหวัดหนองคายมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 875/2542 ของศาลจังหวัดหนองคายมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย โส แก้วจันดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ