คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1703/2545
#44128
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพียงแต่ซุกซ่อนกัญชาของกลางไว้ใต้เบาะนั่งด้านคนขับในรถยนต์ของกลางเท่านั้น รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ต้องคืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน1 แท่ง น้ำหนัก 107.18 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยกัญชาดังกล่าวและรถยนต์หมายเลขทะเบียนก-2314 กาญจนบุรี ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด เป็นของกลาง กัญชาของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 26, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 24 ปีมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากแล้ว และการที่จำเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นต้นเหตุทำให้ยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดสู่ประชาชนทั้งทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษจำนวนเพิ่มมากขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-2314 กาญจนบุรี ของกลางโดยระบุในคำฟ้องว่าจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางดังกล่าวด้วยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ว่า จำเลยเพียงแต่ซุกซ่อนกัญชาของกลางไว้ใต้เบาะนั่งด้านคนขับในรถยนต์ของกลางเท่านั้น รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงจึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยเห็นสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-2314 กาญจนบุรี ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 26 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ราชา ประชากุล
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673 -ที่ 1674/2545
#44678
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเกี่ยวกับเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกผู้จะต้องเสียหาย เพราะคำสั่งอายัดนั้น จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 261 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้อง สำเนาให้โจทก์และจำเลย นัดไต่สวนและมีการไต่สวนพยานผู้ร้อง โจทก์ได้รับสำเนาแล้วไม่คัดค้านว่าการไต่สวนไม่ชอบอย่างไร อีกทั้งทนายโจทก์ก็ซักค้านพยานผู้ร้องด้วย ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องโดยนำมาตรา 312 มาใช้บังคับอนุโลมแล้วตาม มาตรา 261 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายฉะนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินตามคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว มีผลเท่ากับไม่มีการอายัดเงิน จึงต้องคืนเงินที่อายัดให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ต้องคำสั่งอายัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโครงการขยายลานจอดรถยนต์ และปรับปรุงระบบไฟฟ้าแรงสูงและสายสื่อสาร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต จำนวนเงิน17,204,794.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และในวันยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน โดยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยในงวดงานที่ 3 และที่ 4 จำนวน17,253,879.23 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งอายัดเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยตามจำนวนเงินดังกล่าวมาไว้ที่ศาลชั้นต้นเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้โจทก์วางเงินประกัน 100,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าก่อสร้างที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องและจำเลยได้ทำหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและได้รับความยินยอมจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องแล้วเห็นว่า จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราวจริงจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเดิม ให้คืนเงินจำนวน16,466,804.02 บาทให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และคืนเงินประกัน 100,000 บาท แก่โจทก์ด้วย

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้คืนเงินแก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หากจำเลยรับเงินดังกล่าวไปย่อมทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลชั้นต้นงดคืนเงินให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งยื่นอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ระงับการส่งเงินคืนการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะมีคำสั่ง

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านและต่อมายื่นคำร้องขอรับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปเก็บรักษาไว้เองจนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้คืนแก่ศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนเงินให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยให้รอคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 ธันวาคม 2543รวม 3 ฉบับ

ฉบับแรกศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

ฉบับที่สองศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ 2 ประการคือ ประการแรกไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดให้โจทก์สืบพยาน ประการที่สองวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอเพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวไว้ก่อนพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 วรรคหนึ่ง นั้นชอบแล้วพิพากษายืน

ฉบับที่สามศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงินจำนวน 16,466,804.02 บาท (ที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยส่งให้แก่ศาลชั้นต้น) แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

โจทก์ฎีการวม 2 ฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรรวมวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองฉบับเข้าด้วยกัน คดีได้ความว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจำนวน 30,500,000 บาท ที่จำเลยจะได้รับจากการรับจ้างก่อสร้างลานจอดรถยนต์ปรับปรุงระบบไฟฟ้าแรงสูงและสายสื่อสารที่ท่าอากาศยานภูเก็ตตามสัญญาเลขที่183/2540 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2540 ให้ผู้ร้อง ทั้งจำเลยบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องต่อการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยและได้รับความยินยอมจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยในงวดงานที่ 3 และที่ 4จำนวน 13,253,879.23 บาท ตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเดิม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนหมายอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 ได้หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นำบทบัญญัติมาตรา 288 หรือมาตรา 312 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งผู้ร้องต้องเข้ามาในคดีในฐานะเสมือนเป็นโจทก์ผู้อ้างสิทธิในเงินที่ศาลมีคำสั่งอายัด ผู้ร้องต้องวางเงินค่าขึ้นศาล กำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบเช่นคดีทั่วไปฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไต่สวนพยานผู้ร้องโดยไม่ได้ให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้าง ดังนั้นการเข้ามาในคดีของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 261 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จำเลยหรือบุคคลภายนอกซึ่งได้รับหมายยึดหมายอายัด หรือคำสั่ง... หรือจะต้องเสียหาย เพราะหมายยึดหมายอายัดหรือคำสั่งดังกล่าวอาจมีคำขอต่อศาลให้ถอนหมาย เพิกถอนคำสั่ง...ให้นำมาตรา 288 หรือมาตรา 312 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ฉะนั้นผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเกี่ยวกับเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยโดยชอบก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกผู้จะต้องเสียหายเพราะคำสั่งอายัดนั้นผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และเป็นกรณีโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องในปัญหาที่ว่าจะอายัดเงินดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ หาใช่เป็นคดีมีทุนทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ นอกจากนี้ตามคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งอายัดชั่วคราวของผู้ร้องลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องสำเนาให้โจทก์และจำเลย นัดไต่สวนและมีการไต่สวนพยานผู้ร้อง โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องของผู้ร้องแล้วไม่คัดค้านว่าการไต่สวนไม่ชอบอย่างไร อีกทั้งทนายความโจทก์ก็ซักค้านพยานผู้ร้องด้วย ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องโดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 มาใช้บังคับอนุโลมแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 วรรคหนึ่ง จึงเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินตามคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว มีผลเท่ากับไม่มีการอายัดเงิน ศาลชั้นต้นจึงต้องคืนเงินที่อายัดให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ต้องคำสั่งอายัด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาชอบแล้วทั้งสองฉบับ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฉบับฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาโจทก์ในประเด็นอื่นไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 261 ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกียรติชัย ปทุมรัตนโชติ
ผู้ร้อง — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท สุหร่ายทิพย์ก่อสร้าง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673 -ที่ 1674/2545
#110815
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเกี่ยวกับเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยโดยชอบก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกผู้จะต้องเสียหายเพราะคำสั่งอายัดนั้น ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 261 วรรคหนึ่ง และเป็นกรณีโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องในปัญหาที่ว่าจะอายัดเงินดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโครงการขยายลานจอดรถยนต์ และปรับปรุงระบบไฟฟ้าแรงสูงและสายสื่อสาร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต จำนวนเงิน ๑๗,๒๐๔,๗๙๔.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และในวันยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน โดยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยในงวดงานที่ ๓ และที่ ๔ จำนวน ๑๗,๒๕๓,๘๗๙.๒๓ บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งอายัดเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ตามจำนวนเงินดังกล่าวมาไว้ที่ศาลชั้นต้นเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยให้โจทก์วางเงินประกัน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าก่อสร้างที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องและจำเลยได้ทำหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและได้รับความยินยอมจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องแล้วเห็นว่า จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราวจริง จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเดิม ให้คืนเงินจำนวน ๑๖,๔๖๖,๘๐๔.๐๒ บาท ให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และคืนเงินประกัน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ด้วย

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้คืนเงินแก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หากจำเลยรับเงินดังกล่าวไปย่อมทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลชั้นต้นงดคืนเงินให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งยื่นอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ระงับการส่งเงินคืนการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จะมีคำสั่ง

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้าน และต่อมายื่นคำร้องขอรับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปเก็บรักษาไว้เองจนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้คืนแก่ศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนเงินให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยให้รอคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๘

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีคำพิพากษาลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓ รวม ๓ ฉบับ

ฉบับแรกศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้เป็นพับ

ฉบับที่สองศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ๒ ประการคือ ประการแรกไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดให้โจทก์สืบพยาน ประการที่สองวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอเพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวไว้ก่อนพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๑ วรรคหนึ่ง นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ฉบับที่สามศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงินจำนวน ๑๖,๔๖๖,๘๐๔.๐๒ บาท (ที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยส่งให้แก่ศาลชั้นต้น) แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีการวม ๒ ฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จำเลยหรือบุคคลภายนอกซึ่งได้รับหมายยึด หมายอายัด หรือคำสั่ง? หรือจะต้องเสียหายเพราะหมายยึด หมายอายัด หรือคำสั่งดังกล่าว อาจมีคำขอต่อศาลให้ถอนหมาย เพิกถอนคำสั่ง? ให้นำมาตรา ๒๘๘ หรือมาตรา ๓๑๒ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ฉะนั้นผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเกี่ยวกับเงินค่าก่อสร้างที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยโดยชอบก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกผู้จะต้องเสียหายเพราะคำสั่งอายัดนั้น ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และเป็นกรณีโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องในปัญหาที่ว่าจะอายัดเงินดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ หาใช่เป็นคดีมีทุนทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ นอกจากนี้ตามคำร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งอายัดชั่วคราวของผู้ร้องลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้อง สำเนาให้โจทก์และจำเลย นัดไต่สวนและมีการไต่สวนพยานผู้ร้อง โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องของผู้ร้องแล้วไม่คัดค้านว่าการไต่สวนไม่ชอบอย่างไร อีกทั้งทนายความโจทก์ก็ซักค้านพยานผู้ร้องด้วย ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องโดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๑ วรรคหนึ่ง จึงเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินตามคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว มีผลเท่ากับไม่มีการอายัดเงิน ศาลชั้นต้นจึงต้องคืนเงินที่อายัดให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ต้องคำสั่งอายัด ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามาชอบแล้วทั้งสองฉบับ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฉบับฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 261 ม. 310 ม. 312 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติชัย ปทุมรัตนโชติ
ผู้ร้อง — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสุหร่ายทิพย์ก่อสร้าง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1671/2545
#44127
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นการยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณสถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียนเมื่อโจทก์เพียงแถลงขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเพราะยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสั่งอนุญาตแต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกินยอดหนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการเกี่ยวกับการยึดที่ดินของจำเลยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้ข้างต้น จึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้หรือไม่และต้องห้ามตามมาตรา 284 วรรคหนึ่ง หรือไม่ กรณีตามคำร้องของจำเลยยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งห้ามโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทห้าแปลงให้แก่โจทก์จำนวน 8,000,000 บาท ภายในวันที่ 28 เมษายน 2537 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท ภายในวันที่ 28 เมษายน 2537 ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยหลายรายการนำออกขายทอดตลาดไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่พอชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มีนาคม 2541 ว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม2538 โจทก์มอบอำนาจให้นายอนันต์ คุ้มแก้วกาญจน์ ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอยึดทรัพย์เพิ่มเติมคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 18, 41, 56, 290/41, 317/56, 291/288,318/56 และ 288/170 ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าเกินกว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์มากขอให้ศาลสั่งห้ามโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินดังกล่าวและให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยแทน

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องชำระเงินแก่โจทก์รวม 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ได้รับชำระหนี้ไปแล้วเป็นเงิน 2,700,000 บาท และโจทก์นำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อีก 55 รายการ ราคาประเมิน 6,289,600 บาท อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มตามคำแถลงเอกสารหมาย ล.ร.16 และเจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งอนุญาตให้ไปยึดทรัพย์เพิ่มเติมได้ตามแถลงแต่ไม่เกินยอดหนี้นั้น เป็นการยึดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่ากรณีที่จะเป็นการยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรและแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่าโจทก์เพียงแถลงขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเพราะยังได้รับชำระหนี้จากจำเลยไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสั่งอนุญาตแต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกินยอดหนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการเกี่ยวกับการยึดที่ดินของจำเลยตามคำร้องตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใดจึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้หรือไม่ และต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง ดังจำเลยอ้างหรือไม่กรณีตามคำร้องยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เพลิน อิศรางกูร ณ อยุธยา
จำเลย — นาง สุไร ศุกระจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1671/2545
#99296
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เพียงแถลงขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเพราะยังได้รับชำระหนี้จากจำเลยไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา

แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสั่งอนุญาตแต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกินยอดหนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการเกี่ยวกับการยึดที่ดินของจำเลยตามคำร้องตามวิธีการที่ ป.วิ.พ. มาตรา 304 บัญญัติไว้แต่อย่างใด ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้หรือไม่ และต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง ดังจำเลยอ้างหรือไม่ กรณีตามคำร้องยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิทางศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิครอบครอง ทำประโยชน์หรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทห้าแปลงให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยหลายรายการนำออกขายทอดตลาดไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ยัง ไม่พอชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องว่าโจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอยึดทรัพย์เพิ่มเติม ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าเกินกว่าหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์มาก ขอให้ศาลสั่งห้ามโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินดังกล่าว และให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยแทน

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มตามคำแถลงเอกสารหมาย ล.ร.๑๖ และเจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งอนุญาตให้ไปยึดทรัพย์ เพิ่มเติมได้ตามแถลงแต่ไม่เกินยอดหนี้นั้น เป็นการยึดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะ ชำระหนี้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๔ วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเป็น การยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๔ บัญญัติให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่ เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่าโจทก์เพียงแถลงขอยึดทรัพย์ของจำเลยเพิ่มเพราะยังได้รับชำระหนี้จากจำเลยไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสั่งอนุญาตแต่ก็มีเงื่อนไขว่า ต้องไม่เกินยอดหนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการเกี่ยวกับการยึดที่ดินของจำเลยตามคำร้องตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด จึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้หรือไม่ และต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๔ วรรคหนึ่ง ดังจำเลยอ้างหรือไม่ กรณีตามคำร้องยังไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิ ทางศาลได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 284 ม. 304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพลิน อิศรางกูร ณ อยุธยา
จำเลย — นางสุไร ศุกระจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอิทธิ มุสิกะพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669 -ที่ 1670/2545
#44677
เปิดฉบับเต็ม

การเสียค่าขึ้นศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้องเป็นเกณฑ์มิได้พิจารณาเป็นรายคดีหรือรายสำนวน การเสนอข้อหาต่อศาลแต่ละข้อหาก็เป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) แล้ว การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป การที่จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 836,26030, 26031, 26032 และ 829 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด)อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2534 โจทก์เข้าร่วมทุนกับบริษัท ซี.ไอ.ซี แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัดทำโครงการพัฒนาที่ดินมีจำนวนเงินร่วมลงทุนทั้งสิ้นจำนวน 257,600,000 บาท โจทก์ร่วมลงทุนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวข้างต้น บริษัท ซี.ไอ.ซี.แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด ให้บริษัทคอมมอลเว็ล ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศแล้วให้บริษัท ซี.ไอ.ซีแลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด กู้ยืมอีกทอดหนึ่ง มีเงื่อนไขให้โจทก์และบริษัทซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด จัดทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเท่ากับวงเงินที่ลงทุนเพื่อเป็นหลักฐานเสนอหาแหล่งเงินทุนในต่างประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม2534 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้บริษัท ซี.ไอ.ซี.แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด บริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์ จำกัดนำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายไปติดต่อหาแหล่งเงินจากต่างประเทศได้ในงวดแรกจำนวน 74,000,000 บาท ให้บริษัทซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด กู้ยืมต่อมาบริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด ไม่อนุมัติเงินกู้งวดที่สองจำนวน 104,000,000บาท และยื่นฟ้องบริษัท ซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด ต่อศาลแพ่งเรียกเงินจำนวน 74,000,000 บาท คืน โจทก์ฟ้องบริษัท ซี.ไอ.ซี.แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด ต่อศาลแพ่งขอให้คืนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยคู่ความทุกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด.12) ที่ 1001010/1/100339 ลงวันที่ 15พฤษภาคม 2541 เป็นเงินภาษีจำนวน 34,051,219.23 บาท เบี้ยปรับจำนวน 69,582,236.46 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 34,051,219.23 บาทรวมทั้งสิ้นจำนวน 137,684,674.92 บาทและประเมินภาษีการค้าเดือนกรกฎาคม 2534 ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (แบบ ภ.ค. 80)ที่ 1001010/4/100009 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 เป็นเงินภาษีจำนวน 2,590,000 บาท เบี้ยปรับจำนวน 5,180,000 บาทเงินเพิ่มจำนวน 2,590,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) จำนวน 1,036,000 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 11,396,000 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับดังกล่าวชอบแล้ว และพิจารณาลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบ โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเพราะมีคดีพิพาทเรื่องที่ดินและเงินจำนวนดังกล่าวต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการซื้อขายที่ดินดังกล่าวโจทก์ไม่มีรายได้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการโอนที่ดินของโจทก์เป็นเพียงทำตามเงื่อนไขที่บริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์ จำกัดจะนำไปเป็นหลักฐานประกอบการหาเงินจากแหล่งเงินจากต่างประเทศมาให้บริษัทซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด กู้ยืมต่อเท่านั้น โจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้า ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด. 12) ที่ 1001010/1/100339 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 เพิกถอนการประเมินภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า(แบบ ภ.ค.80) ที่ 1001010/4/100009 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม2541 และ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ส.ภ.1(อธ.3)/419/2542 และเลขที่ ส.ภ.1/อธ.3/420/2542 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12)ที่ 1001010/1/100339 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 และ หนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค.80) ที่ 1001010/4/100009 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ส.ภ.1 (อธ.3)/419/2542 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 และเลขที่ ส.ภ.1 (อธ.3)/420/2542 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 โดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้งดเฉพาะส่วนของเบี้ยปรับทั้งหมดเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์แต่ละข้อหาที่อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าตามตาราง 1 ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก)ระบุว่า "คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) และ (ค) ต่อไปนี้ให้เรียกโดยอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท" ดังนั้น การเสียค่าขึ้นศาลจึงต้องพิจารณาจากคำฟ้องเป็นเกณฑ์ มิได้พิจารณาเป็นรายคดีหรือรายสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) ให้คำนิยามของคำฟ้องว่าหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ดังนั้นการเสนอข้อหาต่อศาลแต่ละข้อหาก็เป็นคำฟ้องแล้ว การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหาแต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือให้แยกคดีกันคำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่นหรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้นในกรณีเช่นนี้ค่าธรรมเนียมเฉพาะที่ทวีขึ้น ให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สนับสนุนว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือสำนวนมิใช่รายข้อหานั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้แสดงว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือรายสำนวนดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ศาลมีอำนาจสั่งงดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่าการงดเบี้ยปรับจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายเท่านั้น ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป11/2529 เห็นว่าตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควร อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินอันเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่หักภาษีณ ที่จ่ายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนและไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีการค้าแม้ต่อมาจะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ซื้อที่ดินคืนที่ดินแก่โจทก์และโจทก์คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้แก่ผู้ซื้อ กรณีก็ยังสมควรต้องเรียกเบี้ยปรับ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย และที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเหมาะสมแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมทรง จันทาภากุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669 -ที่ 1670/2545
#48652
เปิดฉบับเต็ม

การเสียค่าขึ้นศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้องเป็นเกณฑ์ มิได้พิจารณาเป็นรายคดีหรือรายสำนวน ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) คำฟ้องหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล... ดังนั้น การเสนอข้อหาต่อศาลแต่ละข้อหาก็เป็นคำฟ้องแล้ว การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป ประกอบกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ก็หาได้กำหนดให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือรายสำนวนไม่ เมื่อจำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่ง กับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหาจึงชอบแล้ว

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 11/2529 เป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควรอีกด้วย

โจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินอันเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีการค้าด้วย แม้ต่อมาจะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ซื้อที่ดินคืนที่ดินแก่โจทก์และโจทก์คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้ให้แก่ผู้ซื้อ กรณีก็ยังสมควรต้องเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าร่วมทุนกับบริษัท ซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด ทำโครงการพัฒนาที่ดินมีจำนวนเงินร่วมลงทุนทั้งสิ้นจำนวน 257,600,000 บาท โจทก์ร่วมลงทุนเป็นที่ดิน บริษัท ซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด ให้บริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศแล้วให้บริษัทซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด กู้ยืมอีกทอดหนึ่ง ให้โจทก์และบริษัท ซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด จัดทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเท่ากับวงเงินที่ลงทุนเพื่อเป็นหลักฐานเสนอหาแหล่งเงินทุนในต่างประเทศ บริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์จำกัด นำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายไปติดต่อหาแหล่งเงินจากต่างประเทศได้ในงวดแรกจำนวน 74,000,000 บาท ให้บริษัท ซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด กู้ยืม ต่อมาบริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด ไม่อนุมัติเงินกู้งวดที่สองจำนวน 104,000,000 บาทและยื่นฟ้องบริษัท ซี.ไอ.ซี. แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด เรียกเงินคืน โจทก์ฟ้องบริษัท ซี.ไอ.ซี.แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด ขอให้คืนที่ดินแก่โจทก์ ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยคู่ความทุกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโจทก์ ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด.12) ที่ 1001010/1/100339 เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 137,684,674.92 บาท และประเมินภาษีการค้าเดือนกรกฎาคม2534 ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (แบบ ภ.ค. 80) ที่ 1001010/4/100009 เป็นเงินภาษีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) รวมทั้งสิ้นจำนวน 11,396,000 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับดังกล่าวชอบแล้วและพิจารณาลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ชอบ โจทก์ไม่มีรายได้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการโอนที่ดินของโจทก์เป็นเพียงทำตามเงื่อนไขที่บริษัทคอมมอนเว็ลดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด จะนำไปเป็นหลักฐานประกอบการหาเงินจากแหล่งเงินจากต่างประเทศมาให้บริษัท ซี.ไอ.ซี.แลนด์แอนด์เฮ้าซิ่ง จำกัด กู้ยืมต่อเท่านั้น โจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ต้องเสียภาษีการค้า ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีทั้งสองฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร มีหน้าที่เสียภาษีการค้า และต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 149,080,674.92 บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์อีกร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เป็นเงินทั้งสิ้น111,440,556.69 บาท ย่อมเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว โจทก์ขายที่ดินโดยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวและได้รับเงินจำนวน 74,000,000 บาท ถือเป็นเงินได้ในปีภาษี2534 โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี การฟ้องคดีและทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อในภายหลังไม่มีผลเป็นการเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินหรือทำให้เงินได้ของโจทก์ไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ทำให้มีเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 257,600,000 บาทมิใช่เป็นการโอนโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) ที่ 1001010/1/100339 และหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค. 80) ที่ 1001010/4/100009 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ส.ภ.1(อธ. 3)/419/2542 และเลขที่ ส.ภ. 1 (อธ.3)/420/2542 โดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้งดเฉพาะส่วนของเบี้ยปรับทั้งหมดเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์แต่ละข้อหาที่อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก) ระบุว่า "คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) และ (ค) ต่อไปนี้ให้เรียกโดยอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท" ดังนั้น การเสียค่าขึ้นศาลจึงต้องพิจารณาจากคำฟ้องเป็นเกณฑ์ มิได้พิจารณาเป็นรายคดีหรือรายสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) ให้คำนิยามของคำฟ้องว่าหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล... ดังนั้น การเสนอข้อหาต่อศาลแต่ละข้อหาก็เป็นคำฟ้องแล้ว การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกคดีกันคำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่นหรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ค่าธรรมเนียมเฉพาะที่ทวีขึ้น ให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สนับสนุนว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือสำนวนมิใช่รายข้อหานั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้แสดงว่า ให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือรายสำนวนดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ศาลมีอำนาจสั่งงดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การงดเบี้ยปรับจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายเท่านั้น ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.11/2529 เห็นว่า ตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควร อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินอันเป็นทางค้าหรือหากำไร แต่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนและไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีการค้า แม้ต่อมาจะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยผู้ซื้อที่ดินคืนที่ดินแก่โจทก์และโจทก์คืนเงินค่าที่ดินรับไว้แก่ผู้ซื้อ กรณีก็ยังสมควรต้องเรียกเบี้ยปรับที่ศาลภาษีอากรกลางให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยและที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเหมาะสมแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 150
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.11/2529 เรื่อง ระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้และภาษีการค้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมทรง จันทาภากุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669 -ที่ 1670/2545
#98495
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าขึ้นศาลต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหา

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 11/2529 เป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด. ๑๒) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๑/๑๐๐๓๓๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เพิกถอนการประเมินภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (แบบ ภ.ค. ๘๐) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๔/๑๐๐๐๐๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ส.ภ. ๑ (อธ. ๓) /๔๑๙/๒๕๔๒ และเลขที่ ส.ภ. ๑/อธ. ๓/๔๒๐/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาล (ปัจจุบันเป็นภาษีส่วนท้องถิ่น) แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกและทำการตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ พบว่าโจทก์ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๔ ราคา ๒๕๗,๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้รับเงินงวดแรกจำนวน ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๔๙,๐๘๐,๖๗๔.๙๒ บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์อีกร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คงเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑๑,๔๔๐,๕๕๖.๖๙ บาท ย่อมเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว โจทก์ขายที่ดินโดยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวและได้รับเงินจำนวน ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นเงินได้ในปีภาษี ๒๕๓๔ โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี การฟ้องคดีและทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อในภายหลังไม่มีผลเป็นการเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินหรือทำให้เงินได้ของโจทก์ไม่เป็นเงินได้พึงประเมิน เงินจำนวน ๗๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าตามกฎหมาย การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. ๑๒) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๑/๑๐๐๓๓๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค. ๘๐) ที่ ๑๐๐๑๐๑๐/๔/๑๐๐๐๐๙ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ส.ภ. ๑ (อธ.๓)/๔๑๙/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และเลขที่ ส.ภ. ๑ (อธ. ๓)/๔๒๐/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ โดยให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้งดเฉพาะส่วนของเบี้ยปรับทั้งหมดเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์แต่ละข้อหาที่อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (๑) (ก) ระบุว่า "คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) และ (ค) ต่อไปนี้ ให้เรียกโดยอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท" ดังนั้น การเสียค่าขึ้นศาลจึงต้องพิจารณาจากคำฟ้องเป็นเกณฑ์ มิได้พิจารณาเป็นรายคดีหรือรายสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) ให้คำนิยามของคำฟ้องว่าหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล? ดังนั้น การเสนอข้อหาต่อศาลแต่ละข้อหาก็เป็นคำฟ้องแล้ว การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาแยกจากกันได้หรือไม่ หากแยกจากกันได้ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคท้าย บัญญัติว่า "ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่นหรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ค่าธรรมเนียมเฉพาะที่ทวีขึ้น ให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สนับสนุนว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือสำนวนมิใช่รายข้อหานั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้แสดงว่าให้เรียกค่าขึ้นศาลเป็นรายคำฟ้องหรือรายสำนวนดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ คดีนี้จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อหาหนึ่งกับเบี้ยปรับของภาษีการค้าอีกข้อหาหนึ่งแยกจากกันได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลแยกเป็นรายข้อหาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ศาลมีอำนาจสั่งงดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การงดเบี้ยปรับจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายเท่านั้น ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. ๑๑/๒๕๒๙ เห็นว่า ตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเป็นระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาล การงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และศาลยังมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควร อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 150 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.11/2529 เรื่อง ระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้และภาษีการค้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมทรง จันทาภากุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2545
#44676
เปิดฉบับเต็ม

แม้ภาระการพิสูจน์ของคู่ความต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหากชั้นชี้สองสถานศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาดไป ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยได้สืบพยานไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นจนสิ้นกระแสความแล้ว โดยศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทโดยมิได้ยกเอาหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์มาเป็นเหตุพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และคดีก็ยังต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงอีกด้วย ดังนั้น แม้ฝ่ายใดจะมีภาระการพิสูจน์ ผลแห่งคดีก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไป การที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 1218 ตำบลคำขวางอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาปี 2540 มีทางหลวงแผ่นดินตัดผ่านกลางจึงทำให้แบ่งแยกเป็น 2 แปลง แปลงที่ 1 เนื้อที่ 1 งานเศษ แปลงที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่เศษจำเลยบุกรุกเข้าไถที่ดินเต็มพื้นที่ทั้ง 2 แปลงและยังล้อมรั้วที่ดินแปลงที่ 2 และโต้แย้งว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นของโจทก์ให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้อง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปพร้อมกับให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินตามฟ้อง

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและนางแก้ว กองพันธ์ ภริยาจำเลยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1219 เนื้อที่ 17 ไร่2 งาน 20 ตารางวา ซึ่งนางแก้วได้มาโดยการเข้าจับจองและเข้าทำประโยชน์ในฐานะเป็นเจ้าของร่วมกันกับจำเลยโดยสงบเปิดเผยไม่มีผู้ใดโต้แย้งมาเป็นเวลา 40 ปี ต่อมาปี 2521 จำเลยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยใส่ชื่อนางแก้วเป็นผู้ถือครองสิทธิ น.ส. 3 ก. เลขที่ 1218 ที่โจทก์อ้างไม่ใช่ น.ส. 3 ก. ของที่ดินพิพาทแต่เป็นที่ดินอีกแปลงหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ ขอให้ศาลฎีกากำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่นั้น เห็นว่า แม้ภาระการพิสูจน์ของคู่ความต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหากชั้นชี้สองสถานศาลกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาดไป ศาลย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีไปตามภาระการพิสูจน์ที่ถูกต้องแต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยได้สืบพยานไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นจนสิ้นกระแสความแล้ว โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทโดยมิได้ยกเอาหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์มาเป็นเหตุพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี เมื่อคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาแล้ว ดังนี้ แม้ฝ่ายใดจะมีภาระการพิสูจน์ ผลแห่งคดีก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกา จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฉลอง ประทีปทอง
จำเลย — นาย พุก กองพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1643/2545
#44675
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์อ้างว่า ทนายโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางกลับจากการทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เสียกะทันหันและอยู่ไกลร้านซ่อมรถไม่สามารถซ่อมรถได้ทันทนายโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝาง เมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดฝางในขณะนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 และเป็นอำนาจของศาลจังหวัดฝางที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของทนายโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้อง

ศาลจังหวัดฝางมีคำสั่งในคำร้องของทนายโจทก์ว่าจัดการให้ แม้จะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแต่ต้องถือเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีไปได้โดยปริยายถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้นที่โจทก์ไม่ไปศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจึงมิอาจถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาและจำหน่ายคดีก่อนทราบคำสั่งของศาลจังหวัดฝางดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงต้องถือว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนแล้ว เมื่อศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องของทนายโจทก์และคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทราบทางโทรสารศาลชั้นต้นจึงชอบที่สั่งเพิกถอนคำสั่งที่ผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นงดชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัด โจทก์และจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา โดยมิได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ทราบถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา ในวันนัดสืบพยานโจทก์มีนางสาววัชรา ทรงอาวุธ พยานโจทก์มาศาล ส่วนทนายความโจทก์ไม่ได้มาเพราะไม่สามารถมาศาลได้ทัน เนื่องจากก่อนวันนัดทนายความโจทก์นำรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ และในวันนัดเวลาประมาณ 6.30 นาฬิกา ได้เดินทางจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาศาลชั้นต้นตามนัด เมื่อมาถึงอำเภอแม่อาย รถยนต์เกิดเครื่องยนต์เสีย โดยกะทันหันไม่สามารถซ่อมได้และไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ไร้สายเพราะไม่มีสัญญาณ ทนายความโจทก์จึงขออาศัยรถยนต์บุคคลอื่นไปที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาช่างซ่อมเครื่องยนต์แต่หาไม่ได้และเมื่อเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ทนายความโจทก์ได้โทรศัพท์มาที่ศาลชั้นต้นเพื่อจะแจ้งเหตุว่ามาศาลไม่ได้และจะขอเลื่อนคดี แต่โทรศัพท์ได้เพียงครั้งเดียวแล้วโทรศัพท์ของทนายความโจทก์ซึ่งเป็นโทรศัพท์ไร้สายเกิดขัดข้องโทรออกไม่ได้และรับสัญญาณเข้าไม่ได้ทนายความโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝางถึงเวลาประมาณ 14 นาฬิกา และยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีนี้ต่อศาลจังหวัดฝางเพื่อให้ส่งทางโทรสารมาที่ศาลชั้นต้น ดังรายละเอียดตามคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ และมีคำสั่งนัดพิจารณาคดีของโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจสำนวนแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาใดที่ผิดระเบียบที่จะต้องเพิกถอน จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีกระบวนพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาและมีคำสั่งในเวลา 15 นาฬิกาถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความต่อมาเวลา 16 นาฬิกาวันเดียวกัน เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ มาทางโทรสารเมื่อเวลา 15.45นาฬิกา ปรากฏตามคำร้องของทนายความโจทก์ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานของเจ้าพนักงานศาลดังกล่าวว่า ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไปก่อนแล้ว จึงให้ยกคำร้องขอให้เลื่อนคดีของทนายความโจทก์พิเคราะห์แล้วตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายความโจทก์ดังกล่าว อ้างว่า ทนายความโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางกลับจากการทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เสียกะทันหันและอยู่ไกลร้านซ่อมรถ ไม่สามารถซ่อมรถได้ทันทนายความโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝาง เมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยขอเลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 4 เมษายน 2543 กรณีตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้ โดยเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดฝางในขณะนั้นตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 และในความตอนท้ายของมาตรา 10 นี้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเป็นอำนาจของศาลจังหวัดฝาง ที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของทนายความโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้อง และปรากฏว่าศาลจังหวัดฝางมีคำสั่งในคำร้องของทนายความโจทก์ดังกล่าวว่าจัดการให้ ดังนี้ เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลจังหวัดฝางจะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีตามคำร้องของทนายความโจทก์ แต่คำสั่งที่ว่า จัดการให้ก็ย่อมมีความหมายเป็นการจัดการให้ตามคำร้อง กล่าวคือ ต้องถือเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีไปได้ตามคำร้องโดยปริยาย ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้นที่โจทก์ไม่ไปศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจึงย่อมมิอาจถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาและจำหน่ายคดีก่อนทราบคำสั่งของศาลจังหวัดฝางดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงข้อเท็จจริงต้องถือว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนแล้ว เมื่อศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องของทนายความโจทก์และคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทราบทางโทรสาร ศาลชั้นต้นจึงสมควรสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ผิดหลงนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 10 ม. 27 ม. 197 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสุนทรี บัณฑิตย์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1643/2545
#110352
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอเลื่อนคดีของทนายความโจทก์อ้างว่า ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางกลับจากการทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เสียกะทันหันและอยู่ไกลร้านซ่อมรถ ไม่สามารถซ่อมรถได้ทัน จึงไปที่ศาลจังหวัดฝางเมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี กรณีตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดฝางในขณะนั้นตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 10 ได้ และในความตอนท้ายของมาตรา 10 นี้ บัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเป็นอำนาจของศาลจังหวัดฝางที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของทนายความโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้อง ปรากฏว่าศาลจังหวัดฝางมีคำสั่งในคำร้องของทนายความโจทก์ดังกล่าวว่า จัดการให้ ดังนี้ เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลจังหวัดฝางจะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่ แต่คำสั่งที่ว่า จัดการให้ ก็ย่อมมีความหายเป็นการจัดการให้ตามคำร้อง กล่าวคือ ต้องถือเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีไปได้ตามคำร้องโดยปริยาย ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้น ที่โจทก์ไม่ไปศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจึงย่อมมิอาจถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาและจำหน่ายคดีก่อนทราบคำสั่งของศาลจังหวัดฝางดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง ข้อเท็จจริงต้องถือว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนแล้ว เมื่อศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องของทนายความโจทก์และคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทราบทางโทรสาร ศาลชั้นต้นจึงสมควรสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ผิดหลงนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 1,300,031 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,061,249 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นงดชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัด โจทก์และจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ทราบ ถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่สั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ และมีคำสั่งนัดพิจารณาคดีของโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจสำนวนแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาใดที่ผิดระเบียบที่จะต้องเพิกถอน จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีกระบวนพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัด คู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาและมีคำสั่งในเวลา 15 นาฬิกา ถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ต่อมาเวลา 16 นาฬิกาวันเดียวกัน เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์มาทางโทรสารเมื่อเวลา 15.45 นาฬิกา ปรากฏตามคำร้องของทนายความโจทก์ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานของเจ้าพนักงานศาลดังกล่าวว่า ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไปก่อนแล้ว จึงให้ยกคำร้องขอให้เลื่อนคดีของทนายความโจทก์ พิเคราะห์แล้ว ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายความโจทก์ดังกล่าวอ้างว่า ทนายความโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางกลับจากการทำธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่เสียกะทันหันและอยู่ไกลร้านซ่อมรถ ไม่สามารถซ่อมรถได้ทัน ทนายความโจทก์จึงไปที่ศาลจังหวัดฝางเมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี โดยขอเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 4 เมษายน 2543 กรณีตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดฝางในขณะนั้นตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 10 และในความตอนท้ายของมาตรา 10 นี้ บัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเป็นอำนาจของศาลจังหวัดฝางที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องของทนายความโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้อง และปรากฏว่าศาลจังหวัดฝางมีคำสั่งในคำร้องของทนายความโจทก์ดังกล่าวว่า จัดการให้ ดังนี้ เห็นว่า แม้คำสั่งของศาลจังหวัดฝางจะไม่ชัดแจ้งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีตามคำร้องของทนายความโจทก์ แต่คำสั่งที่ว่า จัดการให้ ก็ย่อมมีความหมายเป็นการจัดการให้ตามคำร้อง กล่าวคือ ต้องถือเป็นคำสั่งที่อนุญาตให้เลื่อนคดีไปได้ตามคำร้องโดยปริยาย ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอเลื่อนคดีก่อนลงมือสืบพยานและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้น ที่โจทก์ไม่ไปศาลชั้นต้นในวันสืบพยานจึงย่อมมิอาจถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณาและจำหน่ายคดีก่อนทราบคำสั่งของศาลจังหวัดฝางดังกล่าว จึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง ข้อเท็จจริงต้องถือว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในศาลชั้นต้นที่ต้องสั่งเพิกถอนแล้ว เมื่อศาลจังหวัดฝางส่งคำร้องของทนายความโจทก์ทางโทรสารและคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทราบ ศาลชั้นต้นจึงสมควรสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ผิดหลงนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 10 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสุนทรี บัณฑิตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิเศษ นิ่มกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทา ปัทมสูตร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1642/2545
#44674
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ส. เป็นโจทก์ฟ้องอธิบดีกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดิน โดยขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ซึ่งต่อมาคู่ความในคดีดังกล่าวตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ ส่วนคดีนี้โจทก์มาฟ้องจำเลยในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดโดยอ้างเหตุผลเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะออกทับที่ดินของส. เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้ซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาทต่อจาก ส. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนอันเป็นการฟ้องอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 61 แม้ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 61 รายเดียวกันนั่นเองโจทก์และจำเลยจึงเป็นคู่ความเดียวกันและต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ออกทับที่ดินของ ส. อีก อันเป็นเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งมีคำวินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมนายสุขและนางสงวน บรรจงทรัพย์ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่า ต่อมาโจทก์ได้ขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีจึงทราบว่านางศิริ ตันสกุล ได้ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ทับที่ดินของนายสุขเป็นเนื้อที่ 17 ไร่เศษ ภายหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ถูกแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยรวม35 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 15791 ถึง 15825 โจทก์ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีดำเนินการสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 และโฉนดที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ซึ่งออกโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 และโฉนดที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 รวมทั้งโฉนดที่ดินเลขที่ 15807 ซึ่งออกทับที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของนางศิริ ตันสกุล ซึ่งมีหลักฐานการครอบครองเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้นางศิริโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินจากนายสุขและนางสงวน เนื่องจากนายสุขฟ้องอธิบดีกรมที่ดินต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 328/2515 และผู้จัดการมรดกของนางสงวนยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 263/2535 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้อธิบดีกรมที่ดินและจำเลยเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865, 15791 ถึง 15807 และ 15809 ถึง 15825 คู่ความในคดีหมายเลขดำที่ 328/2515 ของศาลชั้นต้น ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันศาลมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 40/2516 โจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินจากนายสุขและนางสงวนทายาทนายสุข ซึ่งเป็นผู้อาศัยสิทธิเรียกร้องของนายสุข จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำและการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์เคยขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทและเจ้าพนักงานไม่ดำเนินการให้ แต่โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีการร้องแบ่งสิทธิ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า นางศิริ ตันสกุล นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 21 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ไปขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดที่ดินและออกโฉนดที่ดินเลขที่ 15865ตำบลทะเลชุบศร (ถนนใหญ่) อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน63 ตารางวา ให้แก่นางศิริเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2510 วันที่ 25 ตุลาคม 2510 นางศิริจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15865 ให้แก่นายอำนวย ตันวัฒนะ กับพวกรวม 13 คนต่อมานายอำนวยกับพวกจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 15865 เป็นแปลงย่อยรวม 35 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 15791 ถึง 15825 โดยโฉนดที่ดินเลขที่ 15807มีชื่อนายอำนวยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 15807ต่อมานายอำนวยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15807 แก่ธนาคารทหารไทย จำกัดส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 15808 ซึ่งมีชื่อนายอำนวยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อีกแปลงหนึ่งนายอำนวยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นางเปี่ยมศรี ตันวัฒนะ ภริยา ที่ดินแปลงนี้มีนายสุข บรรจงทรัพย์ ครอบครองโดยปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยมานานกว่า 10 ปี นางเปี่ยมศรี เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายสุขออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15808 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2518 ซึ่งวินิจฉัยว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 15808 ออกทับที่ดินของนายสุข ให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15808 ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวนายสุขเป็นโจทก์ฟ้องนายอำนวย นางเปี่ยมศรี นางศิริ อธิบดีกรมที่ดิน และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ปรากฏว่าคู่ความในคดีดังกล่าวตกลงประนีประนอมยอมความกันโดยนายอำนวย นางเปี่ยมศรี และนางศิริ ยอมจ่ายเงินจำนวน 60,000 บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15808 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ให้แก่นายสุข และนายสุขไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดจากฝ่ายจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คดีถึงที่สุด วันที่ 30 กันยายน 2517 นายสุขฟ้องร้อยโทณรงค์ ส้มกลิ่น ผู้รับมอบอำนาจจากนายสุข นายอำนวย นางเปี่ยมศรี และนางศิริ ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2520 ให้ยกฟ้องเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15808 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินออกขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้น นายสว่าง อักษรศรี เป็นผู้ประมูลได้ โจทก์และนายชวน คงเดช ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15807 ขณะเดียวกันนายสว่างขับไล่โจทก์และนายชวนออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15807 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6833 - 6835/2537 ซึ่งวินิจฉัยว่า นายสว่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15807 เมื่อนางสงวนถึงแก่ความตาย นางวิชชุดา ศรีเปาวยะ หรืออินทร์สุวรรณโณผู้จัดการมรดกนางสงวนเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 และโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ทุกแปลงอ้างว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 263/2535 คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8091/2538 ซึ่งวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 และโฉนดที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 โดยเฉพาะโฉนดที่ดินเลขที่ 15807 อ้างว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะออกทับที่ดินของนายสุข โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุขและนางสงวนทายาทผู้รับมรดกของนายสุข ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเคยมีกรณีฟ้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ตำบลทะเลชุบศร (ถนนใหญ่) อำเภอเมืองลพบุรีจังหวัดลพบุรี มาแล้วคือ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้น และโจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 15865 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะออกทับที่ดินของนายสุข โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุขและนางสงวน โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาทต่อจากนายสุขโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวนายสุขฟ้องอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 แม้ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทกฎหมายดังกล่าว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงถือได้ว่าโจทก์ฟ้องพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 รายเดียวกันนั่นเอง จึงถือว่าโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันและต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เช่นกัน ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินโดยอ้างเหตุว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 15865ออกทับที่ดินของนายสุขอีก อันเป็นเหตุอย่างเดียวกัน ซึ่งคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 40/2516 ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 ม. 148
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทอง วัฒนจันทร์
จำเลย — นาย วิเชียร เปาอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2545
#110814
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 67 สำหรับโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีถือเป็นการแก้ไขเฉพาะบทลงโทษแต่มิได้แก้ไขโทษ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพ ศาลก็ต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้เป็นที่พอใจว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่ยุติ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในปัญหาทำนองว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก การกรกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) จำคุกคนละ ๕ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๒ ปี ๖ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๗ สำหรับโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๕ ปี จำเลยที่ ๒ รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๗ สำหรับโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีถือเป็นการแก้ไขเฉพาะบทลงโทษแต่มิได้แก้ไขโทษ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโจทก์จนเป็นที่พอใจและพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ในความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ ๒ จะอุทธรณ์ในประเด็นเรื่องมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท แม้จำเลยที่ ๒ จะให้การรับสารภาพ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้เป็นที่พอใจว่า จำเลยที่ ๒ กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่ยุติ และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ในปัญหาข้อนี้ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายณรงค์ กิมพงษ์สวัสดิ์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1630/2545
#43445
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อปรักปรำโจทก์ให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายที่ลักเงินของธนาคารไปเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจและเลิกจ้างโจทก์ โดยเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการที่ต้องถูกเลิกจ้าง แต่ทางพิจารณาได้ความว่าธนาคารเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากธนาคารรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคารที่ธนาคารตั้งขึ้นทำการสอบสวนหลังเกิดเหตุเอง ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมิได้เกิดจากการที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวน ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารทำนองเดียวกับที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยให้การเท็จต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารอันเป็นการให้การคนละกรณีกัน จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพราะเป็นเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา แต่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องถูกธนาคารเลิกจ้างมาเพียงอย่างเดียว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยเป็นความเท็จหรือไม่ และไม่อาจถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่เคยทำงานด้วยกันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฝ่ายบริการโอนและแลกเงินตราต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 ฝ่ายบริการโอนและแลกเงินตราต่างประเทศพบว่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐหายไปจากคลังส่วนกลาง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆเพื่อทำการสอบสวน ต่อมาระหว่างวันที่ 22 เมษายน 2537 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันให้การเท็จต่อร้อยตำรวจเอกชัชพร องค์ศิริพร พนักงานสอบสวนเพื่อปรักปรำโจทก์ให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายที่ลักเงินจำนวนดังกล่าวไป อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจและมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 29 มิถุนายน 2537 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องถูกเลิกจ้างก่อนถึงกำหนด ซึ่งโจทก์มีสิทธิทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี การถูกเลิกจ้างทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นเวลา 8 ปี 6 เดือน โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน2,000,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนนั้น เป็นข้อความที่เป็นความจริงทั้งสิ้นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ให้การเท็จแต่ไม่บรรยายฟ้องว่าความจริงเป็นอย่างไร โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสี่ให้การไว้ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2539 ในคดีที่โจทก์ฟ้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง และในคดีดังกล่าวธนาคารได้อ้างสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนดังกล่าว และให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเกินกว่า 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง จึงไม่ขาดอายุความ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสี่พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่ทำงานอยู่ที่ฝ่ายบริการโอนและแลกเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2537 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา มีการตรวจสอบพบว่าเงินหายไป 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาธนาคารได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2537 เวลาประมาณ 06.20 นาฬิกา ได้ยินผู้หญิงพูดว่าขอเบิกเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เย็นวันนั้นเวลา 16 ถึง 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ยินเสียงโจทก์พึมพำว่า ฝ่ายเดินทางไม่มารับเงินไปเสียที ประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง และให้การต่อไปว่า จำเลยที่ 1 นำเงินมาวางที่โต๊ะกลางหน้าโต๊ะของโจทก์พร้อมทั้งบอกให้โจทก์ทราบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน ตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 ทำนองเดียวกันว่า ในวันที่ 11 เมษายน เวลา 16 นาฬิกา ได้ยินเสียงโจทก์ตะโกนขอเบิกเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นธนาคารมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ฟ้องธนาคารต่อศาลแรงงานกลางแต่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด สำหรับคดีอาญาโจทก์ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง สำหรับปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.5 ถึง จ.7 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่....

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน เพื่อปรักปรำโจทก์ให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายที่ลักเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไป เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจและเลิกจ้างโจทก์ โดยเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการที่ต้องถูกเลิกจ้าง แต่ทางพิจารณาได้ความตามคำเบิกความของนายไชยพร ตันเจริญทรัพย์ พยานจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการตรวจสอบของธนาคารประกอบกับสำเนาหนังสือของธนาคารมีถึงโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2537 แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 861/2539 ของศาลแรงงานกลางว่าหลังเกิดเหตุธนาคารได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนคณะกรรมการมีความเห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ และคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคาร ได้พิจารณาอีกชั้นหนึ่งแล้วมีมติเช่นเดียวกับคณะกรรมการสอบสวนโดยเสนอความเห็นให้เลิกจ้างโจทก์ รองประธานกรรมการบริหารของธนาคารจึงอนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์ แสดงว่าการที่ธนาคารเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากธนาคารรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคารเองหาได้เกี่ยวข้องกับคำให้การของจำเลยทั้งสี่ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่โจทก์เป็นผู้ต้องหาไม่ ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่ถูกธนาคารเลิกจ้างมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.2 และจ.5 ถึง จ.7 ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ทราบตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2537 ก่อนที่พนักงานอัยการจะแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในคดีอาญาให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2538ตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ ดังนี้ แม้จำเลยทั้งสี่จะให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารทำนองเดียวกับที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.5 ถึง จ.7 ก็ตามแต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องเลยว่าจำเลยทั้งสี่ทำละเมิดต่อโจทก์โดยให้การเท็จต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารอันเป็นการให้การคนละกรณีกัน จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาถึงเพราะเป็นเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาแต่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องถูกธนาคารเลิกจ้างมาเพียงอย่างเดียวเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าค่าเสียหายตามคำฟ้องมิได้เป็นผลของการที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.2 และจ.5 ถึง จ.7 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่ตามที่โจทก์ฎีกา และไม่อาจถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามคำฟ้องเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เฟื่องฟ้า ชมโฉม
จำเลย — นาย ชาญ ชินถาวร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1630/2545
#110368
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน เพื่อปรักปรำโจทก์ให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายที่ลักเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารไป เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจและเลิกจ้างโจทก์ โดยเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการที่ต้องถูกเลิกจ้าง แต่ทางพิจารณาได้ความว่าหลังเกิดเหตุธนาคารได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน คณะกรรมการมีความเห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ และคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคารได้พิจารณาอีกชั้นหนึ่งแล้วมีมติเช่นเดียวกับคณะกรรมการสอบสวน โดยเสนอความเห็นให้เลิกจ้างโจทก์ รองประธานกรรมการบริหารของธนาคารจึงอนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์แสดงว่าการที่ธนาคารเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากธนาคารรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคารเอง หาได้เกี่ยวข้องกับคำให้การของจำเลยทั้งสี่ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่โจทก์เป็นผู้ต้องหาไม่ ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่ถูกธนาคารเลิกจ้างจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวน

แม้จำเลยทั้งสี่จะให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารทำนองเดียวกับที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องเลยว่าจำเลยทั้งสี่ทำละเมิดต่อโจทก์โดยให้การเท็จต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารอันเป็นการให้การคนละกรณีกัน จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาถึงเพราะเป็นเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา แต่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องถูกธนาคารเลิกจ้างมาเพียงอย่างเดียวเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าค่าเสียหายตามคำฟ้องมิได้เป็นผลของการที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่และไม่อาจถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามคำฟ้องเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสี่ เป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์มีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคสอง จึงไม่ขาดอายุความ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสี่ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่ทำงานอยู่ที่ฝ่ายบริการโอนและแลกเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๙ นาฬิกา มีการตรวจสอบพบว่าเงินหายไป ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาธนาคารได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ หลังจากนั้นธนาคารมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ฟ้องธนาคารต่อศาลแรงงานกลาง แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด สำหรับคดีอาญาโจทก์ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง สำหรับปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๕ ถึง จ. ๗ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่? พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน เพื่อปรักปรำโจทก์ให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายที่ลักเงิน ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไป เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าโจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจและเลิกจ้างโจทก์ โดยเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการที่ต้องถูกเลิกจ้าง แต่ทางพิจารณาได้ความตามคำเบิกความของนายไชยพร ตันเจริญทรัพย์ พยานจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการตรวจสอบของธนาคาร ประกอบกับสำเนาหนังสือของธนาคารมีถึงโจทก์ฉบับลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๗ แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๒ ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ๘๖๑/๒๕๓๙ ของศาลแรงงานกลางว่า หลังเกิดเหตุธนาคารได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน คณะกรรมการมีความเห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจและคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคารได้พิจารณาอีกชั้นหนึ่งแล้วมีมติเช่นเดียวกับคณะกรรมการสอบสวน โดยเสนอความเห็นให้เลิกจ้างโจทก์ รองประธานกรรมการบริหารของธนาคารจึงอนุมัติให้เลิกจ้างโจทก์ แสดงว่าการที่ธนาคารเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากธนาคารรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการพิจารณาวินัยและอุทธรณ์ของธนาคารเอง หาได้เกี่ยวข้องกับคำให้การของจำเลยทั้งสี่ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่โจทก์เป็นผู้ต้องหาไม่ ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่ถูกธนาคารเลิกจ้างจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๕ ถึง จ. ๗ ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ทราบตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๗ ก่อนที่พนักงานอัยการจะแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในคดีอาญาให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ตามเอกสารหมาย จ. ๘ เป็นเวลาถึง ๘ เดือนเศษ ดังนี้ แม้จำเลยทั้งสี่จะให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารทำนองเดียวกับที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๕ ถึง จ. ๗ ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องเลยว่าจำเลยทั้งสี่ทำละเมิดต่อโจทก์โดยให้การเท็จต่อคณะกรรมการสอบสวนของธนาคารอันเป็นการให้การคนละกรณีกัน จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาถึงเพราะเป็นเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา แต่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ต้องถูกธนาคารเลิกจ้างมาเพียงอย่างเดียวเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าค่าเสียหายตามคำฟ้องมิได้เป็นผลของการที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๕ ถึง จ. ๗ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่ตามที่โจทก์ฎีกา และไม่อาจถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามคำฟ้องเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฟื่องฟ้า ชมโฉม
จำเลย — นายชาญ ชินถาวร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิรัช จารุนิธิ
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1627/2545
#42162
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่จำเลยนำมาแสดงอ้างว่าตนเป็นโรคประสาทเคยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญานั้น เป็นเพียงบัตรประจำตัวคนไข้ จำเลยมิได้นำแพทย์ผู้ตรวจรักษามายืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคประสาทจนถึงขนาดกระทำการโดยไม่รู้สึกตัวทั้งในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่าพยายามฆ่า จำเลยให้การปฏิเสธซึ่งจำเลยเข้าใจคำถามและตอบคำถามได้เหมือนคนปกติส่วนที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาบาดแผลของจำเลยระบุว่าจำเลยมีอาการเบลอ ๆ ไม่ค่อยได้สตินั้นอาจเกิดจากการที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อนเกิดเหตุจนมีอาการมึนเมาก็เป็นได้ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าขณะจำเลยกระทำความผิด จำเลยมีอาการทางจิตประสาทไม่รู้สึกตัวและไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนปลายแหลมแทงประทุษร้ายนางสุนิสาหรือสุณิสา ขวัญคำ ผู้เสียหายหลายครั้งโดยเจตนาฆ่าถูกร่างกายผู้เสียหายหลายแห่ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืนร้องขอความช่วยเหลือ มีผู้เข้าช่วยเหลือได้ทันและแพทย์รักษาได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาจำเลยแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสโดยทุพพลภาพ ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน เหตุเกิดที่ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าพนักงานยึดอาวุธมีดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือนริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงทำร้ายนางสุนิสาหรือสุณิสา ขวัญคำ ผู้เสียหายบริเวณด้านหลังต้นคอและมือขวาหลายแห่งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นการพยายามฆ่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าขณะจำเลยทำร้ายผู้เสียหายนั้นจำเลยกระทำโดยในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน อันจะเป็นเหตุให้ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65 หรือไม่ นางสุนิสาหรือสุณิสา ขวัญคำ ผู้เสียหายซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ13 นาฬิกา จำเลยซึ่งไม่มีงานทำ นั่งดื่มสุราอยู่ในห้องนอน เวลาประมาณ19 นาฬิกา จำเลยบอกให้ผู้เสียหายพาบุตรออกไปนอกห้อง ผู้เสียหายเข้าใจว่าจำเลยจะเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ต้องการให้บุตรเห็น ผู้เสียหายกลับเข้ามานอนเวลาประมาณ 20 นาฬิกา และเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกาสาเหตุที่จำเลยแทงทำร้ายผู้เสียหายเพราะจำเลยระแวงว่าผู้เสียหายจะหนีไปอยู่กับชายอื่นและเมาเมทแอมเฟตามีน ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่าเป็นโรคประสาทเคยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญาตามเอกสารหมายล.1 เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นเพียงบัตรประจำตัวคนไข้ จำเลยไม่ได้นำแพทย์ผู้ตรวจรักษามายืนยันว่าจำเลยป่วยเป็นโรคประสาทจนถึงขนาดกระทำการโดยไม่รู้สึกตัว ชั้นสอบสวนพันตำรวจโทวิรัช วาสนวัฒนาจรัสพนักงานสอบสวนซึ่งสอบสวนจำเลยในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 เบิกความยืนยันว่า แจ้งข้อหาจำเลยว่าพยายามฆ่า จำเลยให้การปฏิเสธตามเอกสารหมาย จ.9 จำเลยเข้าใจคำถามและตอบคำถามรู้เรื่องเหมือนคนปกติ ส่วนที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาบาดแผลผู้เสียหายและบาดแผลจำเลยระบุว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีอาการเบลอ ๆ ไม่ค่อยได้สตินั้นอาจเกิดจากการที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อนเกิดเหตุจนมีอาการมึนเมาก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าขณะจำเลยกระทำความผิดจำเลยมีอาการทางจิตประสาทไม่รู้สึกตัวและไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้นและถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะเป็นภรรยาจำเลยไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยก็ตาม แต่ความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มีโทษขั้นต่ำจำคุก 10 ปี จึงไม่อาจลงโทษให้น้อยกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดได้อีก ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65 ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย กมล จุ้ยเรือง
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1616/2545
#44673
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยไม่มาสาบานตัวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมอุทธรณ์ อันเป็นการวินิจฉัยในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยว่าชอบด้วยบทกฎหมายหรือไม่ หากจำเลยเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยโดยไม่ถูกต้องจำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยได้ โดยอ้างว่าคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยทั้งห้าไม่มาสาบานตัว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดี อย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องลงวันที่ 21มีนาคม 2544 ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยทั้งห้าเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ ถือไม่ได้ว่ายื่นคำร้องมาพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก และมิใช่กรณีขอให้ศาลพิจารณาคำขอใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ จึงให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องลงวันที่ 5 เมษายน 2544 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 21 มีนาคม 2544 เป็นการไม่ชอบ เพราะการที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวเพื่อขอให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งห้าได้ยื่นไว้แล้ว ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ การยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งเพิกถอนคำสั่งกับมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวและอนุญาตให้จำเลยทั้งห้าดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปรากฏตามสำนวนว่า จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 และขอผัดการสาบานตนแต่ต่อมาจำเลยทั้งห้าไม่มาสาบานตนตามกำหนด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาฉบับแรก ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 21มีนาคม 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2544 ว่า กรณีตามคำร้องเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาใหม่จึงถือไม่ได้ว่ายื่นมาพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก และมิได้เป็นการร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ทั้งข้อเท็จจริงตามคำร้องก็มิใช่เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย กรณีไม่มีเหตุสมควร ให้ยกคำร้องต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2544 ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องว่าได้ตรวจทราบคำสั่งศาลที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาฉบับที่ 2 ดังกล่าวในวันที่ 30 มีนาคม 2544 แล้ว จำเลยทั้งห้าเห็นว่าคำสั่งศาลดังกล่าวคลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายและประสงค์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องออกไป 8 วันนับแต่วันครบกำหนดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2544 จำเลยทั้งห้าจึงยื่นคำร้อง ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ ฉบับที่ 2 ดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 หลังจากนั้นวันที่ 23 เมษายน 2544 จำเลยทั้งห้าจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้า ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 21 มีนาคม2544 ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งห้ามิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาดังกล่าวพร้อมอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก นั้น เป็นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าว่าชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวหรือไม่เมื่อศาลดังกล่าววินิจฉัยว่า เป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่ชอบและยกคำร้องดังกล่าวคำสั่งของศาลที่วินิจฉัยข้อกฎหมายเช่นนี้มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และหากจำเลยทั้งห้าเห็นว่าคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยทั้งห้าก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่วินิจฉัยข้อกฎหมายและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวนั้นอันเป็นคำวินิจฉัยในปัญหาตามที่จำเลยทั้งห้าประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านที่แท้จริง โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งห้าจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวได้โดยอ้างว่าคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด และเมื่อจำเลยทั้งห้าได้ทราบคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2544 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 แล้วแต่จำเลยทั้งห้าไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวต่อศาลฎีกาภายในกำหนด 7 วันตามบทกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้น จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยและพิพากษากลับคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ ฉบับที่ 2 ของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยทั้งห้าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องเอง โดยแทนที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาดังกล่าว แต่กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิกถอนคำสั่งนั้น ดังนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร โอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยมุ้ยอิมปอร์ต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1616/2545
#110816
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยไม่มาสาบานตัว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องเนื่องจากไม่ได้ยื่นพร้อมอุทธรณ์ เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอนาถาดังกล่าวพร้อมอุทธรณ์ ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคแรกแล้วนั้น หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าว ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า ไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,188,982.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยทั้งห้าไม่มาสาบานตัวให้คำชี้แจงว่าตนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องลงวันที่ 21 มีนาคม 2544 ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องของจำเลยทั้งห้าเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ ถือไม่ได้ว่ายื่นคำร้องมาพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก และมิใช่กรณีขอให้ศาลพิจาณาคำขอใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ จึงให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องลงวันที่ 5 เมษายน 2544 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 21 มีนาคม 2544 เป็นการไม่ชอบ เพราะการที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวเพื่อขอให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งห้าได้ยื่นไว้แล้วซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ การยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งเพิกถอนคำสั่งกับมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวและอนุญาตให้จำเลยทั้งห้าดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้า ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2544 ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งห้ามิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาดังกล่าวพร้อมอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก นั้น เป็นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าว่าชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เมื่อศาลดังกล่าววินิจฉัยว่า เป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่ชอบและยกคำร้องดังกล่าว คำสั่งของศาลที่วินิจฉัยข้อกฎหมายเช่นนี้มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และหากจำเลยทั้งห้าเห็นว่าคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยทั้งห้าก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่วินิจฉัยข้อกฎหมายและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวนั้น อันเป็นคำวินิจฉัยในปัญหาตามที่จำเลยทั้งห้าประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านที่แท้จริง โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งห้าจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวได้โดยอ้างว่าคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด และเมื่อจำเลยทั้งห้าได้ทราบคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2544 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 แล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวต่อศาลฎีกาภายในกำหนด 7 วัน ตามบทกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้น จึงไม่มีเหตุผลที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยและพิพากษากลับคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ ฉบับที่ 2 ของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยทั้งห้าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องเอง โดยแทนที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาดังกล่าว แต่กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิกถอนคำสั่งนั้น ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยมุ้ยอิมปอร์ต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2545
#44672
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 แต่โจทก์ลงลายมือชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในภายหลังก่อนที่จำเลยจะยื่นข้อเรียกร้องต่อลูกจ้าง ซึ่งต่อมาก็ได้มีการเจรจาและตกลงกันได้ ทั้งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มิได้ห้ามลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องย่อมมีผลผูกพันโจทก์ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องของทั้งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีทั้งการขอให้เพิ่มและลดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการจ้างและทำงานซึ่งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็มีสิทธิกระทำได้ตามเงื่อนไขและขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อต่างฝ่ายต่างได้ยื่นข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเช่นนี้ แต่ละฝ่ายอาจจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่เจรจาต่อรองกันมิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวโดยลดลงไม่ได้การกระทำของผู้แทนลูกจ้างที่ได้ร่วมเจรจากับนายจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว จึงอยู่ภายในขอบอำนาจและผูกพันลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน2541 สังกัดหน่วยตกแต่งเคลือบสีผิว ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ178 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน จำเลยมีข้อตกลงการจ่ายเงินโบนัสทำงานครบ 1 ปี ได้รับ 40 วัน ของค่าจ้างโจทก์ทำงานครบ 1 ปี ในปี 2542 จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัส 40 วันของค่าจ้างคิดเป็นเงิน 6,960 บาท กำหนดจ่ายเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม2542 แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายให้โจทก์ จำเลยกำหนดวันทำงานสัปดาห์ละ5 วัน หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ จำเลยได้ให้โจทก์ทำงานในวันเสาร์ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2543 โจทก์มีสิทธิได้ค่าทำงานในวันเสาร์ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้าง แต่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียงเท่าเดียว จำเลยจึงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้โจทก์ขาดไปเป็นเงิน5,968 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ 6,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และจ่ายค่าทำงานในวันหยุด 5,968 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 ลูกจ้างของจำเลยยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อจำเลย โดยมีโจทก์รวมอยู่ด้วย ทั้งสองฝ่ายตั้งตัวแทนเข้าเจรจา แต่ตกลงกันไม่ได้ต่อมาจำเลยยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อพนักงานที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 ได้เจรจาแต่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยจึงแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบตามกฎหมาย พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไกล่เกลี่ย ในที่สุดตกลงกันได้และทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2543 ซึ่งจำเลยนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานีแล้ว ตามข้อตกลงข้อ 2 กำหนดให้มีวันทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน เช่นเดียวกับระเบียบข้อบังคับของจำเลย การทำงานในวันเสาร์เป็นการทำงานตามปกติ ข้อตกลงข้อ 4 ระบุเรื่องโบนัสว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินโบนัสที่จำเลยจะจ่ายในวันที่ 24 ธันวาคม 2542 ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานบุคคล

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อเป็นผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องโดยยื่นเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 5 จึงเป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ต้องผูกพันตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวข้อ 2 กำหนดให้มีวันทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ วันเสาร์จึงเป็นวันทำงานตามปกติ หาใช่เป็นวันหยุดที่นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดจำนวนสองเท่าของค่าจ้างปกติจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างปกติในวันเสาร์จึงชอบแล้ว และข้อ 4 กำหนดว่าลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องจะขาดสิทธิรับเงินโบนัส โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินโบนัสจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.3 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้มีรายชื่อและลายมือชื่อสนับสนุนในการยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 อีกทั้งโจทก์มิได้มีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องโจทก์จึงไม่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง แม้โจทก์จะลงลายมือชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องภายหลัง ก็ไม่ทำให้โจทก์เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.3 จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" แม้โจทก์จะมิได้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542เอกสารหมาย ล.8 แต่โจทก์ก็ลงลายมือชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในภายหลังเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.9 ก่อนที่จำเลยจะยื่นข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างเช่นกัน ซึ่งต่อมาก็ได้มีการเจรจาและตกลงกันได้ตามเอกสารหมาย ล.3 ทั้งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก็มิได้ห้ามลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมายล.3 ซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องย่อมมีผลผูกพันโจทก์ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์มีว่า ตัวแทนของลูกจ้างที่เข้าร่วมเจรจาได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องที่นอกเหนือจากข้อเรียกร้องหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เป็นการกระทำนอกเหนือจากการที่ได้รับมอบหมายให้เข้าเจรจาตกลงตามข้อเรียกร้องหรือไม่ พิเคราะห์ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.3 แล้ว เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องของทั้งนายจ้างและลูกจ้างซึ่งมีทั้งการขอให้เพิ่มและลดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการจ้างและทำงานซึ่งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็มีสิทธิกระทำได้ตามเงื่อนไขและขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ยื่นข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเช่นนี้แต่ละฝ่ายอาจจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่เจรจาต่อรองกัน มิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวโดยลดลงไม่ได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์ อีกทั้งจำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 เอกสารหมาย จ.8แผ่นที่ 2 ข้อ 2 ให้มีวันทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ และข้อ 4 ไม่จ่ายผลตอบแทนตามที่จำเลยประกาศไว้ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542แก่ลูกจ้างที่ไม่ยินยอมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ซึ่งประกาศดังกล่าวปรากฏในเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 9 เป็นการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือน(โจทก์เป็นลูกจ้างรายวัน) และผลตอบแทนในประกาศได้ระบุถึงเงินโบนัสไว้ด้วย ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 2 และข้อ 4 จึงเป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในข้อเรียกร้องของจำเลย ผู้แทนลูกจ้างในคดีนี้ได้รับเลือกตั้งให้เข้าร่วมในการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องและได้ร่วมเจรจากับฝ่ายจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้และทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ล.3และทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ การกระทำของผู้แทนลูกจ้างจึงเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นาวา อาจหาญ
จำเลย — บริษัท มาจอเร็ตต์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2545
#98532
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจะมิได้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง และเพิ่งมาลงลายมือชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในภายหลัง ก่อนที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะยื่นข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างซึ่งต่อมาก็ได้มีการเจรจาและตกลงกันได้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มิได้ห้ามลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง ดังนี้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องย่อมมีผลผูกพันโจทก์ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง

นายจ้างและลูกจ้างต่างฝ่ายต่างก็ยื่นข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่ละฝ่ายอาจจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่เจรจาต่อรองกัน ผู้แทนลูกจ้างในคดีนี้ได้รับเลือกตั้งให้เข้าร่วมในการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องและได้ร่วมเจรจากับฝ่ายนายจ้างจนตกลงกันได้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ ๖,๙๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ๕,๙๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ลูกจ้างของจำเลยยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพ การจ้างต่อจำเลยโดยมีโจทก์รวมอยู่ด้วย ทั้งสองฝ่ายตั้งตัวแทนเข้าเจรจา แต่ตกลงกันไม่ได้ ต่อมาจำเลยยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อพนักงานที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ได้เจรจาแต่ ตกลงกันไม่ได้ จำเลยจึงแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบตามกฎหมาย พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไกล่เกลี่ย ในที่สุดตกลงกันได้และทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งจำเลยนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานีแล้ว ตามข้อตกลงข้อ ๒ กำหนดให้มีวันทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน เช่นเดียวกับระเบียบข้อบังคับของจำเลย การทำงานในวันเสาร์เป็นการทำงานตามปกติ ข้อตกลงข้อ ๔ ระบุเรื่องโบนัสว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินโบนัสที่จำเลยจะจ่ายในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานบุคคล

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" แม้โจทก์จะมิได้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แต่โจทก์ก็ลงลายมือชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในภายหลังเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ก่อนที่จำเลยจะยื่นข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างเช่นกัน ซึ่งต่อมาก็ได้มีการเจรจาและตกลงกันได้ทั้งพระราชบัญญัติ แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ก็มิได้ห้ามลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อ ในข้อเรียกร้อง ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องย่อมมีผลผูกพันโจทก์ตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์มีว่า ตัวแทนของลูกจ้างที่เข้าร่วมเจรจาได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องที่นอกเหนือจากข้อเรียกร้องหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเป็นการกระทำนอกเหนือจาก การที่ได้รับมอบหมายให้เข้าเจรจาตกลงตามข้อเรียกร้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเกิดจาก การยื่นข้อเรียกร้องของทั้งนายจ้างและลูกจ้างซึ่งมีทั้งการขอให้เพิ่มและลดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับ การจ้างและทำงาน ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็มีสิทธิกระทำได้ตามเงื่อนไขและขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ยื่นข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเช่นนี้ แต่ละฝ่าย อาจจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่เจรจาต่อรองกัน มิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้สิทธิเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวโดย ลดลงไม่ได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์ อีกทั้งจำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ให้มีวันทำงาน ๖ วัน ต่อสัปดาห์ และข้อ ๔ ไม่จ่ายผลตอบแทนตามที่จำเลยประกาศไว้ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ แก่ลูกจ้างที่ไม่ยินยอม รับการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือน (โจทก์เป็นลูกจ้างรายวัน) และผลตอบแทนในประกาศได้ระบุถึงเงินโบนัสไว้ด้วย ดังนั้นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงเป็นเรื่อง ที่ปรากฏอยู่ในข้อเรียกร้องของจำเลย ผู้แทนลูกจ้างในคดีนี้ได้รับเลือกตั้งให้เข้าร่วมในการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้องและได้ร่วมเจรจากับฝ่ายจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้และทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ การกระทำของผู้แทนลูกจ้างจึงเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.

(รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ - กมล เพียรพิทักษ์ - จรัส พวงมณี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนาวา อาจหาญ
จำเลย — บริษัทมาจอเร็ตต์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา