คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2545
#44125
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเจตนาผูกพันในเรื่องการกู้ยืมเงิน สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 เดิม วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 เดิม วรรคสองโดยถือว่าจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ทั้งจะต้องฟังว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์จนครบถ้วน และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะดังกล่าวแล้วก็ต้องพิพากษาให้เพิกถอนเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 จำเลยขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 18712 พร้อมบ้าน 1 หลัง ไว้แก่โจทก์ กำหนดไถ่คืน 1 ปี ครั้นถึงกำหนดจำเลยไม่ได้ไถ่คืนและไม่ออกไปจากบ้านและที่ดินดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยในบ้านและที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยและบริวารย้ายชื่ออกจากสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทหากไม่ย้ายชื่อออกให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและบริวารให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากกันจริงแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมโจทก์จำนวน 70,000 บาท เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 สัญญาขายฝากดังกล่าวเกิดจากเจตนาลวงเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18712 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเงินกู้ยืมแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ยอมไถ่การขายฝากให้แก่จำเลย ขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการไถ่การขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 18712 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การจดทะเบียนขายฝากระหว่างโจทก์และจำเลยกระทำไปตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่ายจำเลยชำระเพียงดอกเบี้ยส่วนต้นเงินไม่เคยชำระจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่18712 และบ้านเลขที่ 26 ถนนเดชอุดม ซอยเดชอุดม 6 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,200บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทคำขออื่นให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2531 จำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 18712 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ในราคา20,000 บาท มีกำหนดเวลา 1 ปี และในวันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ไว้เป็นจำนวนเงิน 70,000 บาท จำเลยได้ครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทที่ขายฝากตลอดมาจนพ้นกำหนดเวลาไถ่คืนคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาขายฝากตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลย นางพรรณี ออลมอน และนางเตือนใจ ภัทญาพันธ์พยานจำเลยว่า นางเตือนใจและนางพรรณีต้องการใช้เงิน นางพรรณีน้องสาวของจำเลยจึงขอยืมโฉนดที่ดินพิพาทจากจำเลยเพื่อไปกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 70,000บาท โดยนางเตือนใจกู้ 30,000 บาท ส่วนนางพรรณีกู้ 40,000 บาท จำเลยยอมให้โฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมโดยจดทะเบียนขายฝากไว้แก่โจทก์ มีกำหนด 1 ปี จำเลยได้รับเงิน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 50,000 บาท โจทก์ให้ไปรับที่บ้านของโจทก์ โจทก์บอกว่าภาษีแพงให้ขายฝากกันเพียง 20,000 บาท ก่อนรับเงินอีก 50,000 บาท โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินอีกหนึ่งฉบับโดยระบุจำนวน70,000 บาท คิดดอกเบี้ย 3 เดือนแรก อัตราร้อยละ 3.5 ต่อเดือน ต่อจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อเดือน นางพรรณีเป็นผู้รับเงิน 50,000 บาท ไป นับแต่วันทำสัญญานางพรรณีได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนเป็นเวลา 1 ปี จำเลยจะขอไถ่การขายฝากแต่โจทก์ผัดผ่อนเรื่อยมา เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะทำสัญญาขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทไว้แก่โจทก์นางพรรณีและนางเตือนใจต้องการใช้เงินคนละ 40,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ นางพรรณีจึงไปขอยืมโฉนดที่ดินพิพาทจากจำเลยเพื่อนำไปวางประกันเงินกู้ยืม จำเลยยินยอมให้นำโฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมโดยจดทะเบียนขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทไว้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท ปรากฏตามสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.2 เหตุที่ทำเป็นสัญญาขายฝากน่าเชื่อว่าการนำโฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เป็นหลักประกันที่ดีแก่โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญาขายฝากไว้ นางพรรณีเบิกความว่า โจทก์บอกว่าภาษีแพงให้ทำสัญญาขายฝากเพียง 20,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 50,000 บาท ให้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินที่บ้านของโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็เบิกความรับว่าหลังจากจดทะเบียนขายฝากแล้วในวันนั้นได้ให้จำเลยและนางพรรณีกู้ยืมเงินอีก 70,000 บาท ปรากฏตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 แม้จำนวนเงินจะแตกต่างจากที่นางพรรณีเบิกความแต่จำเลยก็เบิกความยืนยันว่า ก่อนที่จะรับเงินอีก 50,000 บาทโจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินระบุจำนวนเงิน 70,000 บาท แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้นมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากทั้งตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 ระบุว่าจำเลยนำโฉนดที่ดินที่จำเลยขายฝากไว้แก่โจทก์มาวางเป็นหลักประกัน การขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝากการที่โจทก์ยอมรับเอาโฉนดที่ดินที่จำเลยขายฝากไว้แก่โจทก์เป็นหลักประกัน เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าที่ดินและบ้านพิพาทที่ขายฝากยังเป็นของจำเลยอยู่ จำเลยเพียงแต่นำมาวางไว้เป็นหลักประกันเท่านั้น หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินแล้วฝ่ายจำเลยได้นำดอกเบี้ยและต้นเงินไปชำระให้แก่โจทก์ตลอดมาจนถึงปี 2535 จึงหยุดชำระ พฤติการณ์เห็นได้ชัดว่าคู่สัญญาไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายฝาก รูปคดีมีเหตุผลเชื่อว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันในเรื่องการกู้ยืมเงินตามข้อต่อสู้ของจำเลย สัญญาขายฝากที่ทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคหนึ่ง(มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่) ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคสอง(มาตรา 155 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่) โดยถือว่าจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ทั้งจะต้องรับฟังว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ 70,000 บาท ดังที่ปรากฏไว้ตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินให้โจทก์ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2535 แล้วเป็นจำนวน93,480 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 ถึง ล.8 แต่เมื่อคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้ยืมเงินแล้ว จำเลยยังชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนจำเลยยังไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล.3 ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะดังกล่าวแล้วก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสีย"

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 18712 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 แต่ให้โจทก์ยังคงยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 118 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ พจนาพิมล
จำเลย — นางสาว ยัง เต็มผักแว่น
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2545
#98537
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันโดยจำเลยนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นหลักประกันตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินและบ้านพิพาท สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่) ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 วรรคสอง (มาตรา 155 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่) โดยถือว่าจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น แต่จำเลยยังชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนจำเลยยังไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาท และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะ ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ จำเลยขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๑๒ พร้อมบ้าน ๑ หลัง ไว้แก่โจทก์ กำหนดไถ่คืน ๑ ปี ครั้นถึงกำหนดจำเลยไม่ได้ไถ่คืนและไม่ออกไปจากบ้านและที่ดินดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอาศัยในบ้านและที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยและบริวารย้ายชื่อออกจากสำเนาทะเบียนบ้านพิพาท หากไม่ย้ายชื่อออกให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและบริวาร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากกันจริงแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมโจทก์จำนวน ๗๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ สัญญาขายฝากดังกล่าวเกิดจากเจตนาลวงเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๑๒ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเงินกู้ยืมแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ยอมไถ่การขายฝากให้แก่จำเลย ขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการไถ่การขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๑๒ พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การจดทะเบียนขายฝากระหว่างโจทก์และจำเลยกระทำไปตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย จำเลยชำระเพียงดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินไม่เคยชำระ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๑๒ และบ้านเลขที่ ๒๖ ถนนเดชอุดม ซอยเดชอุดม ๖ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑,๒๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะทำสัญญาขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทไว้แก่โจทก์ นางพรรณีและนางเตือนใจต้องการใช้เงินคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท และ ๓๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ นางพรรณีจึงไปขอยืมโฉนดที่ดินพิพาทจากจำเลยเพื่อนำไปวางประกันเงินกู้ยืม จำเลยยินยอมให้นำโฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมโดยจดทะเบียนขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทไว้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท เหตุที่ทำเป็นสัญญาขายฝากน่าเชื่อว่าการนำโฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เป็นหลักประกันที่ดีแก่โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญาขายฝากไว้ นางพรรณีเบิกความว่า โจทก์บอกว่าภาษีแพงให้ทำสัญญาขายฝากเพียง ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลืออีก ๕๐,๐๐๐ บาท ให้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินที่บ้านของโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็เบิกความรับว่า หลังจากจดทะเบียนขายฝากแล้วในวันนั้นได้ให้จำเลยและนางพรรณีกู้ยืมเงินอีก ๗๐,๐๐๐ บาท แม้จำนวนเงินจะแตกต่างจากที่นางพรรณีเบิกความ แต่จำเลยก็เบิกความยืนยันว่า ก่อนที่จะรับเงินอีก ๕๐,๐๐๐ บาท โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินระบุจำนวนเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก ทั้งตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินระบุว่า จำเลยนำโฉนดที่ดินที่จำเลยขายฝากไว้แก่โจทก์มาวางเป็นหลักประกัน การขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก การที่โจทก์ยอมรับเอาโฉนดที่ดินที่จำเลยขายฝากไว้แก่โจทก์เป็นหลักประกัน เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าที่ดินและบ้านพิพาทที่ขายฝากยังเป็นของจำเลยอยู่ จำเลยเพียงแต่นำมาวางไว้เป็นหลักประกันเท่านั้น หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินแล้วฝ่ายจำเลยได้นำดอกเบี้ยและต้นเงินไปชำระให้แก่โจทก์ตลอดมาจนถึงปี ๒๕๓๕ จึงหยุดชำระ พฤติการณ์เห็นได้ชัดว่าคู่สัญญาไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายฝาก รูปคดีมีเหตุผลเชื่อว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันในเรื่องการกู้ยืมเงินตามข้อต่อสู้ของจำเลย สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง (มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่) ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง (มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่) โดยถือว่าจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น ทั้งจะต้องรับฟังว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ ๗๐,๐๐๐ บาท ดังที่ปรากฏไว้ตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงิน หลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินให้โจทก์ถึงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ แล้วเป็นจำนวน ๙๓,๔๘๐ บาท แต่เมื่อคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันกู้ยืมเงินแล้ว จำเลยยังชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จำเลยยังไม่มีสิทธิขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะดังกล่าวแล้ว ก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสีย

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๗๑๒ ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ แต่ให้โจทก์ยังคงยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 118 วรรคหนึ่ง ม. 155 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ พจนาพิมล
จำเลย — นางสาวยัง เต็มผักแว่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิเทพ อริยสัจจากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมจิตร อินทรวิมลเมธา
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1439/2545
#43443
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เล่นแชร์กับจำเลย 2 หุ้น หุ้นละ 300,000 บาท โจทก์ชำระค่าหุ้นงวดแรกและรับเช็คจากจำเลยแล้ว ต่อมาจำเลยแจ้งโจทก์ขอยกเลิกการเล่นแชร์ และแจ้งว่าจำเลยสามารถคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกได้หุ้นละ 100,000 บาท จำเลยมีที่ดินจะขายในราคาไร่ละ 200,000 บาท หากสมาชิกรายใดต้องการที่ดิน จำเลยจะโอนชำระหนี้ให้ หากไม่ต้องการจำเลยจะสั่งจ่ายเช็คหุ้นละ 200,000 บาท มอบให้ไว้ เมื่อจำเลยขายที่ดินได้แล้วจะนำเงินมาชำระหนี้ให้จำเลยนัดสมาชิกไปพบ โดยให้นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไปด้วย ในวันนัดโจทก์ให้ภริยาโจทก์ถือเช็คไปแทน จำเลยมอบเงินสดให้ภริยาโจทก์ 200,000 บาท ภริยาโจทก์คืนเช็คให้จำเลยแล้วจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้ ซึ่งเป็นไปตามประสงค์ของโจทก์ โจทก์จึงต้องผูกพันตามเงื่อนไขดังกล่าวการที่โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยขายที่ดินได้แล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาเจริญผล เลขที่ 3633472 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2541 จำนวนเงิน400,000 บาท ที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยออกเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เป็นประกันหนี้ค่าแชร์ โดยตกลงว่าจำเลยจะจ่ายเงินตามเช็คให้โจทก์ต่อเมื่อขายที่ดินได้จึงออกเช็คพิพาทไม่ลงวันที่ให้เป็นหลักประกันแต่โจทก์กลับนำเช็คพิพาทมาลงวันที่ 22 มีนาคม 2541 โดยไม่มีสิทธิ และยังไม่ถึงกำหนดชำระเงินตามข้อตกลง เมื่อจำเลยยังขายที่ดินไม่ได้จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นนายวงแชร์ ซึ่งจัดให้มีการเล่นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 มีสมาชิกวงแชร์ 23 หุ้น หุ้นละ 300,000 บาทกำหนดประมูลเดือนละครั้งโจทก์เป็นสมาชิกวงแชร์ของจำเลย 2 หุ้น เมื่อโจทก์ชำระค่าหุ้นงวดแรกแล้วจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญผล จำนวน2 ฉบับ ฉบับละ 310,000 บาท และ 305,000 บาท โดยไม่ลงวันที่สั่งจ่ายตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ให้แก่โจทก์ เมื่อประมูลแชร์ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2541 แล้ว จำเลยขอยกเลิกการเล่นแชร์ โจทก์ยังประมูลแชร์ไม่ได้ ต่อมาจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาเจริญผล จำนวนเงิน 400,000 บาท โดยไม่ลงวันที่สั่งจ่าย ตามเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์แทนเช็คเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นวันที่ 22 มีนาคม 2541 แล้วเรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คที่มิได้ลงวันที่สั่งจ่ายนั้น ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคนใดทำการโดยสุจริตจะจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 989 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทจึงได้แต่จะจดวันเดือนปีลงตามที่ถูกต้องแท้จริงเท่านั้น โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยมาพบโจทก์แจ้งขอยกเลิกการเล่นแชร์ และแจ้งว่าจำเลยสามารถคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกวงแชร์ได้หุ้นละ 100,000 บาทจำเลยมีที่ดินที่จังหวัดเชียงราย จะขายในราคาไร่ละ 200,000 บาท หากสมาชิกวงแชร์รายใดต้องการที่ดินดังกล่าวจำเลยจะโอนที่ดินชำระหนี้ให้ หากไม่ต้องการที่ดินจำเลยจะสั่งจ่ายเช็คหุ้นละ 200,000 บาท มอบให้ไว้เมื่อจำเลยขายที่ดินได้แล้วจะนำเงินมาชำระหนี้ให้ จำเลยนัดสมาชิกวงแชร์ไปพบกันที่ภัตตาคาร โดยให้นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไปด้วย ในวันนัดโจทก์ให้ภริยาโจทก์ถือเช็คเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ไปแทน จำเลยมอบเงินสดให้แก่ภริยาโจทก์ 200,000 บาท ภริยาโจทก์คืนเช็คเอกสารหมาย ล.2 และล.3 ให้แก่จำเลยแล้วจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้ แม้โจทก์จะมิได้อ้างภริยาโจทก์มาเบิกความถึงข้อเท็จจริงในการรับเช็คพิพาทจากจำเลย แต่การที่ภริยาโจทก์เลือกรับเงินสดที่จำเลยจ่ายคืนหุ้นละ 100,000 บาท กับเช็คพิพาท โดยมิได้เลือกรับโอนที่ดินแทนค่าหุ้น และโจทก์เบิกความตอบคำถามติงว่า โจทก์ไม่รับเงื่อนไขที่จำเลยจะโอนที่ดินให้เพราะเห็นว่าเป็นราคาสูงกว่าท้องตลาด ก็เป็นเหตุผลให้เชื่อว่า ภริยาโจทก์จัดการรับเงินสดที่จำเลยจ่ายคืนกับเช็คพิพาทตามประสงค์ของโจทก์ โจทก์จึงต้องผูกพันตามเงื่อนไขที่จำเลยจะจ่ายเงินค่าหุ้นที่เหลือหุ้นละ 200,000 บาทเมื่อจำเลยขายที่ดินได้ การที่โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาท เป็นวันที่22 มีนาคม 2541 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยขายที่ดินได้แล้วถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 910
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกียรติชัย โชคอนันต์สมบัติ
จำเลย — นาย ทวีวัฒน์ ทวีจิรวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สายัณต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2545
#42798
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้บังคับว่าในการมอบอำนาจแก่กันนั้น วันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นวันที่เดียวกันกับวันที่มีการมอบอำนาจกันจริง ทั้งผู้มอบอำนาจผู้รับมอบอำนาจ และพยานผู้รู้เห็นการมอบอำนาจก็ย่อมจะลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจในภายหลังที่มีการมอบอำนาจกันแล้วได้ ไม่ถือเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

ช. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยก่อนที่จะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แต่โจทก์ได้ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ ช. ได้กระทำไปในนามของโจทก์โดยได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์พ.ศ. 2496 ได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารต่าง ๆ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 เป็นสิ่งที่ศาลรู้เอง โจทก์ไม่ต้องนำสืบศาลก็รับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องหมายเรียกส่งสำเนาให้จำเลยโดยให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วันหากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 10 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 ต่อศาลชั้นต้นขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยและได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ 5พฤศจิกายน 2541 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกดังกล่าวแก่จำเลยซึ่งเป็นเวลาเกิน 10 วัน นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่าส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ซึ่งอาจเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีเหตุขัดข้องไม่สามารถส่งหมายเรียกให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในคำฟ้องแต่แรกได้ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ สาขาร้อยเอ็ด จำนวน 331,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดิน ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า จำเลยตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 3,050 บาทโดยชำระภายในวันที่ 6 ของทุกเดือน และจะชำระให้แล้วเสร็จภายใน 20 ปีนับแต่วันทำสัญญา ในการนี้จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3762และ 20416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้ได้จนครบถ้วนนับแต่วันทำสัญญาจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์บางงวดเท่านั้น เป็นการผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 468,997.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 331,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไว้กับโจทก์จริง แต่จำเลยไม่ยอมรับว่าลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองเพราะนายชัยวัฒน์ รัตนวิภาพงษ์ ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนองเนื่องจากหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้โจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องการนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 468,997.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากเงินต้น 331,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 ตุลาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3762 และ 20416 ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการมอบอำนาจของนายชัยวัฒน์ รัตนวิภาพงษ์เป็นการมอบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2541 แต่ในหนังสือมอบอำนาจได้ระบุวันมอบอำนาจเป็นวันที่ 9 ตุลาคม 2541 ถือว่าทำขึ้นคนละวันกัน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนดังที่ได้กล่าวมาแล้วทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าในการมอบอำนาจแก่กันนั้น วันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจจะต้องลงวันที่เดียวกันกับวันที่มีการมอบอำนาจกันจริง ทั้งโดยสภาพแห่งการมอบอำนาจในกรณีเช่นนี้ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และพยานผู้รู้เห็นการมอบอำนาจก็ย่อมจะลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจในภายหลังที่มีการมอบอำนาจกันแล้วได้ ไม่ถือเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นายชัยวัฒน์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 แต่โจทก์เพิ่งทำหนังสือหรือมอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2541 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ข้อนี้เห็นว่า แม้นายชัยวัฒน์ จะมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนที่จะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองที่นายชัยวัฒน์ได้กระทำไปในนามของโจทก์โดยได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อสองว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จ.4 และหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 รับฟังเป็นพยานเอกสารมิได้ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ตามกฎหมาย ข้อนี้เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์พ.ศ. 2496 จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 เป็นสิ่งที่ศาลรู้เอง โจทก์ไม่ต้องนำสืบศาลก็รับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า ในชั้นรับคำฟ้องศาลชั้นต้นได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยไว้ แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องแล้ว ข้อนี้เห็นว่า แม้จะปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ศาลชั้นต้นรับคำฟ้อง หมายเรียกส่งสำเนาให้จำเลยโดยให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 10 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 ต่อศาลชั้นต้นขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลย และได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกดังกล่าวแก่จำเลยซึ่งเป็นเวลาเกิน 10 วัน นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่าส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยไม่ได้ก็ตามแต่เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้เสีย ซึ่งอาจเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีมีเหตุขัดข้องไม่สามารถส่งหมายเรียกให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในคำฟ้องแต่แรกได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำหน่ายคดี อันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 174
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ชัย วงศ์คำจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2545
#112658
เปิดฉบับเต็ม

การมอบอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง มิได้บังคับว่าผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจหรือพยานผู้รู้เห็น จะต้องลงชื่อเมื่อใด ดังนั้น แม้ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจหรือพยานผู้รู้เห็นจะลงลายมือชื่อภายหลังที่ได้มี การมอบอำนาจกัน ก็ไม่ทำให้การมอบอำนาจเสียไป

ช. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนที่จะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ได้ยอมรับเอาการ บอกกล่าวบังคับจำนองโดยได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 วรรคหนึ่ง

โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารตามที่กฎหมายบังคับให้ปิด ตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และเป็นสิ่งที่ศาลรู้เองโจทก์ไม่ต้องนำสืบ

คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุทิ้งฟ้อง เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้น มิได้สั่งจำหน่ายคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จึงเป็นดุลพินิจที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๖๘,๙๙๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๓๑,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไว้กับโจทก์จริง แต่จำเลยไม่ยอมรับว่าลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงื่อนไขตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาจำนองขัดต่อความสงบเรียบร้อย โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินแล้วนำมาคำนวณคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองเพราะนายชัยวัฒน์ รัตนวิภาพงษ์ ไม่มีอำนาจบอกกล่าวบังคับจำนอง เนื่องจากหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้โจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๖๘,๙๙๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๓๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๑ ) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลย ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๖๒ และ ๒๐๔๑๖ ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการมอบอำนาจของนายชัยวัฒน์ รัตนวิภาพงษ์ เป็นการมอบเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ แต่ในหนังสือมอบอำนาจได้ระบุวันมอบอำนาจเป็น วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถือว่าทำขึ้นคนละวันกัน ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๐ วรรคสอง บัญญัติว่า " ถ้าคู่ความหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าในการมอบอำนาจแก่กันนั้น วันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจจะต้องลงวันที่เดียวกันกับวันที่มีการมอบอำนาจกันจริง ทั้งโดยสภาพแห่งการมอบอำนาจ ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และพยานผู้รู้เห็นการมอบอำนาจก็ย่อมจะลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจในภายหลัง ที่มีการมอบอำนาจกันแล้วได้ ไม่ถือเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนฎีกาว่านายชัยวัฒน์ มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์เพิ่งทำหนังสือหรือมอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์ ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ข้อนี้เห็นว่า แม้นายชัยวัฒน์ จะมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนที่จะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่การนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

ฎีกาข้อต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญากู้เงินรับฟังพยานเอกสารมิได้ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ นำสืบว่าได้รับยกเว้นอากรแสตมป์ตามกฎหมาย เห็นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นสิ่งที่ศาลรู้เอง โจทก์ไม่ต้องนำสืบศาลก็รับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า ในชั้นรับคำฟ้องศาลชั้นต้นได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยไว้ แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องแล้ว ข้อนี้เห็นว่าแม้จะปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นรับคำฟ้อง หมายเรียกส่งสำเนาให้จำเลยโดยให้โจทก์นำส่งภายใน ๗ วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ต่อมาศาลชั้นต้นขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลย และได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกดังกล่าวแก่จำเลยซึ่งเป็นเวลาเกิน ๑๐ วัน นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ ผู้ส่งหมายรายงานให้ศาลชั้นต้นทราบว่าส่งหมายดังกล่าวให้จำเลยไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้ จำหน่ายคดีนี้เสีย ซึ่งอาจเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีมีเหตุขัดข้องไม่สามารถส่งหมายเรียกให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในคำฟ้องแต่แรกได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่จำหน่ายคดี อันเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เห็นว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(ประเสริฐ เขียนนิลศิริ - สุเมธ ตังคจิวางกูร - ชวลิต ยอดเณร)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 823 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 60 วรรคสอง ม. 84 ม. 132 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายชัย วงศ์คำจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2545
#44668
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ป้าย" ตามพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ มาตรา 6 หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น แต่ป้ายที่มีข้อความว่า "กรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายดีเซล ซูพรีม92ซูพรีม 97"เป็นป้ายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 54) ป้ายดังกล่าวจึงมิใช่ป้ายตามความหมายข้างต้น โจทก์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายนี้

ส่วนป้ายที่มีข้อความว่า "ดีเซล" แม้จะเป็นชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่มีลักษณะทั่วไป แต่ก็ยังคงอยู่ในความหมายของคำว่า "ป้าย" เมื่อป้ายนี้อยู่ในอาคารที่ประกอบกิจการการค้าและมีขนาดพื้นที่ป้ายเกินกว่าหนึ่งตารางเมตร โจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายดังกล่าวแต่ป้าย "ดีเซลและซูพรีม 97" เป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้าย

สำหรับป้าย "เอสโซ่Essoและเครื่องหมายลูกศร" เป็นป้ายที่อยู่โครงป้ายเดียวกันและไม่สามารถแยกจากกันได้กับข้อความ "ยินดีรับบัตร SYNERGYESSO" เครื่องหมายลูกศรอยู่ใต้ข้อความดังกล่าว จึงเป็นชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์อันมีลักษณะเชิญชวนให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกบัตรดังกล่าวเข้าใช้บริการของโจทก์ซึ่งตรงตามคำนิยามของคำว่า "ป้าย" แล้ว เมื่อป้ายดังกล่าวมีขนาดพื้นที่เกินหนึ่งตารางเมตรโจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายดังกล่าว

ป้ายมีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso รูปเสือ WelcometotigerMart ล้าง-อัดฉีดห้องน้ำสะอาด" เป็นป้ายประเภท 2 ที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและเครื่องหมายซึ่งอยู่ในโครงป้ายเดียวกันทั้งหมดไม่อาจแยกจากกันได้และมีขนาดพื้นที่เกินกว่าหนึ่งตารางเมตร โจทก์ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนนี้ด้วย

การขอคืนค่าภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ ต้องเป็นการขอคืนต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เสียภาษีป้าย และต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายเสียภาษีไปโดยไม่มีหน้าที่หรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสีย แต่การที่โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีป้ายไม่ถูกต้อง และยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าวตามมาตรา 30 โดยจำเลยทั้งสองวินิจฉัยยืนตามการแจ้งประเมิน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มที่ประเมินเกินไปคืนนั้น มิใช่กรณีตามพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ มาตรา 24 โจทก์จึงมีอำนาจขอค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มคืนจากจำเลยที่ 1 ได้แม้ว่าจะเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเสียภาษีป้ายก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มีอำนาจจัดเก็บภาษีป้ายในเขตอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรีมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์ของผู้รับประเมินภาษีป้าย เมื่อวันที่ 9มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ประจำปี 2538 เป็นเงิน 74,320 บาท เงินเพิ่ม 7,432 บาท ปี 2539เป็นเงิน 55,520 บาท เงินเพิ่ม 5,552 บาท ปี 2540 เป็นเงิน 61,440 บาท เงินเพิ่ม6,144 บาท ปี 2541 เป็นเงิน 61,440 บาท เงินเพิ่ม 6,144 บาท และปี 2542 เป็นเงิน74,320 บาท รวมเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 352,312 บาท พร้อมกันนี้จำเลยที่ 2ยังได้แนบแบบแสดงรายการภาษีป้ายปี 2538 ถึง 2542 ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความในแบบให้แก่โจทก์เพื่อลงนาม แต่โจทก์เห็นว่ารายการในแบบและค่าภาษีไม่ถูกต้องโจทก์จึงมิได้ลงนามแต่อย่างใด และได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์และขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยวินิจฉัยยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เพราะในปี 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งประเมินภาษีป้ายสถานีบริการน้ำมันเดียวกันนี้ เป็นเงิน 11,840 บาท แต่ปี 2538 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่ม เป็นเงิน 81,752 บาท ซึ่งเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้อง เพราะมิได้มีการเปลี่ยนแปลงป้ายที่มีอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน ค่าภาษีจึงควรเท่ากับปี 2537 โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้าย ที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ มห 52003/1434 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 202,414 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ประเมินภาษีป้าย หนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9มีนาคม 2542 มิใช่หนังสือแจ้งการประเมิน หากแต่เป็นหนังสือแจ้งยอดภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่น โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และมิใช่กรณีที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามนัยมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องหากศาลฟังว่ากรณีของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่ม สำหรับป้ายตามฟ้องและหนังสือของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ มห 52003/1434 เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองขอให้การว่า การประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่มของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มของปี 2538 ถึง 2542 รวมเป็นค่าภาษีและเงินเพิ่ม 352,312 บาท ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามหนังสือที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ มห 52003/1434 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 เป็นให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายสำหรับปี 2538 เป็นเงิน 38,800 บาท เงินเพิ่ม 3,880 บาท ปี 2539 ค่าภาษีป้าย 21,460บาท เงินเพิ่ม 2,146 บาท ปี 2540 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท เงินเพิ่ม 3,072 บาทปี 2541 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท เงินเพิ่ม 3,072 บาท ปี 2542 ค่าภาษีป้าย 38,800บาท เงินเพิ่ม 3,880 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจำนวน188,050 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 แจ้งยอดภาษีโรงเรือนและภาษีป้ายไปยังผู้จัดการบริษัทโจทก์พร้อมแนบแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี 2538 ถึง 2542 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบดังกล่าว โดยประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มประจำปี 2538 เป็นเงิน 81,752 บาท ปี 2539 เป็นเงิน61,072 บาท ปี 2540 เป็นเงิน 67,584 บาท ปี 2541 เป็นเงิน 67,584 บาท และปี 2542ประเมินเฉพาะค่าภาษีป้ายเป็นเงิน 74,320 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ถึง 16โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงได้ยื่นแบบอุทธรณ์ภาษีป้ายฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2542 และหนังสือแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 โดยมีนางสาวนิดา ว่องเจริญลงลายมือชื่อในช่องผู้ยื่นอุทธรณ์และหนังสือแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 17 ถึง 25 ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือที่ มห 52003/1434 ลงวันที่26 กรกฎาคม 2542 เรื่อง การอุทธรณ์ภาษีป้ายว่าจำเลยที่ 1 ได้เก็บภาษีป้ายตามประเภทขนาด และจำนวนของป้ายตามความเป็นจริงที่ปรากฏ ณ สถานที่ติดตั้งป้ายตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 26 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีป้ายพร้อมเงินเพิ่มตามการประเมินของจำเลยทั้งห้าปีดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ครบแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 53 ถึง 57

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวนิดา ว่องเจริญ เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม2542 ถึงผู้จัดการบริษัทโจทก์แจ้งยอดภาษีโรงเรือนและภาษีป้ายที่ค้างชำระตั้งแต่ปี2538 ถึง 2542 พร้อมทั้งแนบแบบแสดงรายการภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2)และแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) จำนวน 7 ฉบับ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องแล้ว หากเห็นว่าถูกต้องให้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและค่าภาษีป้ายให้แก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ถึง 16 หนังสือดังกล่าวถือว่าเป็นการแจ้งการประเมินภาษีป้ายตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายพ.ศ. 2510 เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วเห็นว่าการประเมินภาษีป้ายดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2542 และหนังสือแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 17 ถึง 25 โดยนางสาวนิดา ว่องเจริญ เป็นผู้แทนโจทก์ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีป้าย และในชั้นพิจารณาโจทก์ส่งหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับลงวันที่ 4 มกราคม2542 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 ถึง 9 ซึ่งได้มอบอำนาจช่วงให้นางสาวนิดา ว่องเจริญมีอำนาจในการกรอก ทำ ลงนาม และยื่นคำร้องขอรับชำระค่าภาษีทุกชนิด รวมทั้งยื่นอุทธรณ์และการขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้ พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่านางสาวนิดา ว่องเจริญ เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในการอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีป้ายที่พิพาทและได้ดำเนินการครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 30 และ 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการที่สองมีว่า ค่าภาษีป้ายที่ถูกต้องที่โจทก์จะต้องชำระเป็นจำนวนเงินเท่าใด ปัญหานี้ต้องพิจารณาจากหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติคำนิยามไว้ว่า"ป้าย" หมายความว่า "ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลักจารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น"

สำหรับค่าภาษีป้ายปี 2538 ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่" เหนือหัวจ่ายจำนวน6 ป้าย จำนวนค่าภาษี 3,840 บาท ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso" บนหลังคาจำนวน2 ป้าย จำนวนค่าภาษี 400 บาท ป้ายรูปเสือไทเกอร์มินิมาร์ท Tiger Mini Mart และป้ายรูปเสือไทเกอร์มาร์ท Tiger Mart อย่างละ 1 ป้าย จำนวนค่าภาษี 2,820 บาท และ220 บาท ตามลำดับนั้น โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่พิพากษาให้ใช้จำนวนค่าภาษีดังกล่าว ปัญหาจำนวนค่าภาษีตามป้ายดังกล่าวจึงยุติ โจทก์ต้องเสียภาษีจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามป้ายที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คือ

ป้ายที่มีข้อความว่า "กรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย ดีเซลซูพรีม 92 ซูพรีม 97" ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 60 หรือ ล.1 แผ่นที่ 1 จำนวน2 ป้าย เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการรายย่อยมีหน้าที่ต้องจัดทำแผ่นป้ายที่มีข้อความ "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากรและการเก็บรักษารายงานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 7 ป้ายดังกล่าวจึงมิใช่ป้ายตามความหมายของคำนิยามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1

ป้ายที่มีข้อความว่า "ดีเซล" จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร จำนวน 6 ป้าย ป้าย "ซูพรีม 97"และ "ดีเซล" ทางการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีขนาดกว้าง 80เซนติเมตร ยาว 75 เซนติเมตร ชนิดละ 6 ป้าย ซึ่งเป็นป้ายอยู่ใต้หลังคาภายในอาคารตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2 และ 3 เห็นว่า ตามคำนิยามคำว่าป้ายดังกล่าวมาแล้วมีเจตนาที่จะจัดเก็บภาษีป้ายที่ปรากฏชื่อยี่ห้อหรือเครื่องหมายทั้งที่มีลักษณะเฉพาะและลักษณะทั่วไป แม้จะไม่มีชื่อโจทก์อยู่ก็ตาม ดังนั้น ป้ายที่มีข้อความว่าดีเซล แม้จะเป็นป้ายที่เป็นชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่มีลักษณะทั่วไปก็ตาม แต่ก็ยังคงอยู่ในความหมายของคำว่าป้ายตามคำนิยามของกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าป้ายนี้อยู่ในอาคารที่ใช้ประกอบกิจการค้าจะอยู่ในขอบข่ายที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) ซึ่งยกเว้นค่าภาษีป้ายให้เฉพาะป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อปรากฏว่าป้ายที่มีข้อความว่า ดีเซล จากทางการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1มีขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร ซึ่งเป็นป้ายที่มีขนาดเกินหนึ่งตารางเมตรจำนวน 6 ป้าย โจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,200บาท ส่วนป้ายดีเซลและซูพรีม 97 ที่มีขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 75 เซนติเมตรเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตรอย่างละ 6 ป้าย จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนนี้

ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso และเครื่องหมายลูกศร" ตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 64 หรือ ล.1 แผ่นที่ 4 เห็นว่า เป็นป้ายที่อยู่โครงป้ายเดียวกันและไม่สามารถแยกจากกันได้กับข้อความยินดีรับบัตร SYNERGY ESSO เครื่องหมายลูกศรอยู่ใต้ข้อความดังกล่าวจึงเป็นชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์ที่มีลักษณะเป็นการเชิญชวนให้ลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกบัตร SYNERGY เข้าใช้บริการของโจทก์ ย่อมเป็นป้ายตามคำนิยามของคำว่าป้ายแล้ว เมื่อป้ายดังกล่าวมีขนาดกว้าง100 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย โจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายตามประเภทและขนาดตามที่จำเลยที่ 1 ประเมิน จำนวนเงิน 1,600 บาท

ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso รูปเสือ Welcome to tiger Mart ล้าง-อัดฉีดห้องน้ำสะอาด" ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 65 หรือ ล.1 แผ่นที่ 4 ภาพบน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เป็นป้ายประเภท 3 คือเป็นป้ายที่มีภาษาไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ เห็นว่า ป้ายนี้มีข้อความเป็นภาษาไทยว่า เอสโซ่อยู่มุมบนขวาสุด มีอักษรภาษาอังกฤษอยู่ในวงรีใต้ข้อความภาษาไทยว่า Esso ถัดลงไปเป็นรูปเสือ Welcome to tiger Mart และถัดลงไปมีข้อความเป็นภาษาไทยว่า ล้าง-อัดฉีดห้องน้ำสะอาด ซึ่งอยู่ในโครงป้ายเดียวกันทั้งหมดไม่อาจแยกจากกันได้ จึงมิใช่ป้ายประเภท 3 ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง แต่เป็นป้ายประเภท 2 คือเป็นป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและเครื่องหมายจากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่ามีขนาดกว้าง 480 เซนติเมตร ยาว 800 เซนติเมตร คิดเป็นพื้นที่ป้าย 384,000 ตารางเซนติเมตร อัตราภาษี 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตรค่าภาษีป้ายละ 15,360 บาท จำนวน 2 ป้าย คิดเป็นค่าภาษี 30,720 บาท

ดังนั้น จากการวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นในปี 2538 โจทก์จึงมีภาระต้องชำระค่าภาษีป้ายจำนวน 40,800 บาท และเงินเพิ่ม 4,080 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 44,880 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มไว้แล้วก่อนฟ้องคดีนี้เป็นเงิน 81,752 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีป้ายที่ชำระไว้เกินจำนวนเงิน 36,872บาทให้แก่โจทก์

ปี 2539 โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยมีประเภท ขนาด จำนวนพร้อมรายละเอียดป้ายและได้ชำระภาษีไว้แล้วจำนวนเงิน 18,800 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 22 แต่จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าขนาดของป้ายมีการเปลี่ยนแปลงไม่ตรงตามรายการที่โจทก์แสดงไว้ตามรายละเอียดภาษีป้ายประจำปี 2539 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 ถึง 7 และ 7/1 เมื่อรายละเอียดตามการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไปจากรายละเอียดที่โจทก์ได้แสดงไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจประเมินตามมาตรา 25(2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 โจทก์แจ้งเสียภาษีป้ายตามประเภท ขนาดและจำนวนที่เกิดจากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 คือ ป้ายที่มีข้อความว่า "ดีเซล"ใต้หลังคาขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร จำนวน 6 ป้าย ป้าย "ซูพรีม 97"และ "ดีเซล" ใต้หลังคาขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 75 เซนติเมตร อย่างละ 6 ป้ายซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยไว้แล้วในปี 2538 ว่า เป็นป้ายตามคำนิยามของคำว่าป้าย แต่เป็นป้ายที่อยู่ภายในอาคาร ซึ่งโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามมาตรา 8(5)แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535)เฉพาะป้ายดีเซลและซูพรีม 97 ขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 75 เซนติเมตร อย่างละ6 ป้ายเท่านั้น ส่วนป้ายดีเซลขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร โจทก์ต้องเสียภาษีป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 1,200 บาท

ป้ายที่มีข้อความว่า "กรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายดีเซลซูพรีม 92 ซูพรีม 97" ขนาดกว้าง 100 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้ายเมื่อป้ายดังกล่าวนี้มิใช่ป้ายตามคำนิยามของกฎหมายตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในปี 2538โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1

ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ ESSO" (บนกล่องไฟหัวจ่ายด้านหน้า) ขนาดกว้าง80 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร จำนวน 6 ป้าย เป็นป้ายตามคำนิยามของคำว่าป้ายดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,840 บาท

ป้ายรูปเสือไทเกอร์มินิมาร์ท tiger Mini Mart ขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 880เซนติเมตร จำนวน 1 ป้าย เป็นป้ายตามคำนิยามของคำว่าป้ายดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีตามการประเมินของจำเลยที่ 1 จำนวน 2,820 บาท

ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ ESSO" (หลังคา) ขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 100เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย เป็นป้ายตามคำนิยามของคำว่าป้ายดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีตามการประเมินของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400 บาท

ป้ายรูปเสือไทเกอร์มาร์ท Tiger Mart (ร้านค้า) เป็นป้ายตามคำนิยามของคำว่าป้ายดังกล่าว โจทก์จึงต้องเสียภาษีตามการประเมินของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 220 บาท

ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso" รูปเสือ Welcome to Tiger Mart ล้าง-อัดฉีดห้องน้ำสะอาด" ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 65 หรือ ล.1 แผ่นที่ 4 ภาพบน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยไว้แล้วในปี 2538 ว่าป้ายดังกล่าวอยู่ในโครงป้ายเดียวกันไม่อาจที่จะแยกจากกันได้ และเป็นป้ายที่มีข้อความภาษาไทยคำว่า เอสโซ่ อยู่มุมบนขวาสุดเป็นป้ายประเภท 2 มิใช่ประเภท 3 จากการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์ระบุว่ามีขนาดกว้าง 200 เซนติเมตร ยาว 440 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย แต่จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่ามีขนาดกว้าง 480 เซนติเมตร ยาว 800เซนติเมตร จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจประเมินค่าภาษีป้ายตามมาตรา 14 ทวิ และ 25แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ได้ตามขนาดที่ถูกต้องที่ได้จากการตรวจสอบโจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายนี้เป็นป้ายประเภท 2 อัตราภาษี 20 บาทต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร ขนาดกว้าง 480 เซนติเมตร ยาว 800 เซนติเมตร จำนวน 2 ป้าย คิดเป็นค่าภาษี 30,720 บาท

ป้ายที่มีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso และเครื่องหมายลูกศร" ป้ายนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยไว้ในปี 2538 ว่าเป็นป้ายที่อยู่ในโครงป้ายอันเดียวกันไม่อาจแยกจากกันได้ และจากการพิจารณาป้ายดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 64 หรือ ล.1แผ่นที่ 4 เป็นป้ายที่มีข้อความ ยินดีรับบัตร SYNERGY ESSO เครื่องหมายลูกศรชี้อยู่ใต้ข้อความดังกล่าว เป็นป้ายที่มีลักษณะการเชิญชวนให้ลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกบัตรSYNERGY เข้าใช้บริการของโจทก์ ป้ายดังกล่าวมีขนาดกว้าง 100 เซนติเมตร ยาว 200เซนติเมตร โจทก์จึงต้องเสียภาษีตามการประเมินของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,600 บาท

ดังนั้น จากการวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นในปี 2539 โจทก์มีภาระต้องชำระค่าภาษีป้ายจำนวน 40,800 บาท โจทก์ได้ชำระไว้แล้วในปีนี้จำนวน 18,800 บาท คงเหลือค่าภาษีที่ต้องชำระ 22,000 บาท และเงินเพิ่ม 2,200 บาท รวมเป็นค่าภาษีและเงินเพิ่มจำนวน24,200 บาท ในปีนี้โจทก์ชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มไว้แล้วก่อนฟ้องคดีนี้อีกเป็นเงิน61,072 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนภาษีที่ชำระไว้เกินเป็นเงิน 36,872 บาทแก่โจทก์

ปี 2540 และ 2541 จำเลยที่ 1 ประเมินภาษีป้ายเพียงป้ายเดียวคือ ป้ายเอสโซ่Esso รูปเสือ Welcome to Tiger Mart ล้าง-อัดฉีด ห้องน้ำสะอาด ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 65 หรือ ล.1 แผ่นที่ 4 ภาพบนเท่านั้น เนื่องจากทั้งสองปีนี้โจทก์ปิดกิจการ เห็นว่า ป้ายดังกล่าวในปี 2538 และ 2539 ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นป้ายประเภท 2 เมื่อป้ายมีขนาดกว้าง 480 เซนติเมตร ยาว 800 เซนติเมตรค่าภาษีป้ายแต่ละปีเป็นเงิน 30,720 บาท และเงินเพิ่มปีละ 3,072 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มปีละ 33,792 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มให้จำเลยที่ 1ก่อนฟ้องคดีนี้แล้วเป็นเงินปีละ 67,584 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์เป็นเงินปีละ 33,792 บาท แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนค่าภาษีให้แก่โจทก์ปีละ30,720 บาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์ปีละ 30,720 บาท ทั้งสองปีรวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 61,440 บาท

ปี 2542 จำเลยที่ 1 ประเมินภาษีป้ายตามประเภท ขนาดและจำนวนป้ายเช่นเดียวกับปี 2538 และ 2539 เมื่อป้ายดังกล่าวเช่นเดียวกันและทั้งสองปีดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้วินิจฉัยมาแล้วดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องชำระค่าภาษีป้ายในปีนี้จำนวน 40,800 บาท ซึ่งในปีนี้โจทก์ได้ชำระค่าภาษีไว้แล้วก่อนฟ้องคดีนี้เป็นเงิน 74,320บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์จำนวน 33,520 บาท อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ที่ให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายตามประเภทขนาดและจำนวนป้ายตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ทุกป้าย ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิขอคืนค่าภาษีป้ายที่ชำระเกินเนื่องจากโจทก์มิได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอคืนต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เสียภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หรือไม่ เห็นว่าการขอคืนค่าภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีขอคืนต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เสียภาษีป้ายต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายเสียภาษีป้ายไปโดยไม่มีหน้าที่หรือเสียเกินกว่าเท่าที่ควรต้องเสีย แต่กรณีคดีนี้โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีป้ายไม่ถูกต้อง และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แต่จำเลยทั้งสองวินิจฉัยยืนตามการแจ้งการประเมิน โจทก์จึงฟ้องให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง พร้อมขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มที่ประเมินเกินไปโดยมิชอบที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยที่ 1 แล้วคืน กรณีจึงไม่ใช่กรณีขอคืนตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มคืนจากจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามหนังสือที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ มห 52003/1434ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 เป็นให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายสำหรับปี 2538 เป็นเงิน40,800 บาท และเงินเพิ่ม 4,080 บาท ปี 2539 ค่าภาษีป้าย 22,000 บาท และเงินเพิ่ม2,200 บาท ปี 2540 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท และเงินเพิ่ม 3,072 บาท ปี 2541 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท และเงินเพิ่ม 3,072 บาท และปี 2542 ค่าภาษีป้าย 40,800 บาทและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายที่โจทก์ชำระไว้เกินจำนวน 168,704 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 8 (5) ม. 24 ม. 30
กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2535)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
จำเลย — เทศบาลเมืองมุกดาหาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2545
#110367
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนค่าภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหาร ท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายเสียไปโดยไม่มีหน้าที่หรือ เสียเกินกว่าที่ควรต้องเสีย

คดีนี้โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีป้ายไม่ถูกต้อง และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีป้าย ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แล้ว จึงฟ้องให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง พร้อมขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มที่ประเมินเกินไปโดยมิชอบที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยที่ 1 แล้วคืน กรณีจึงไม่ใช่ การขอคืนตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายที่ มห 520003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ มห 52003/1434 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 202,414 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่ม และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจำนวน 188,050 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่า ทนายความ 4,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิขอคืนค่าภาษีป้ายที่ชำระเกินเนื่องจากโจทก์มิได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอคืนต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหาร ท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เสียภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หรือไม่ เห็นว่า การขอคืนค่าภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีขอคืนต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่ง ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เสียภาษีป้าย ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายเสียภาษีป้ายไปโดยไม่มีหน้าที่หรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสีย แต่กรณีคดีนี้โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีป้ายไม่ถูกต้องและได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แต่จำเลยทั้งสองวินิจฉัยยืนตามการแจ้งการประเมิน โจทก์จึงฟ้องให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองพร้อมขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มที่ประเมินเกินไปโดยมิชอบที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยที่ 1 แล้วคืน กรณีจึงไม่ใช่กรณีขอคืนตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มคืนจากจำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามหนังสือที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ มห 52003/1434 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 เป็นให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายสำหรับปี 2538 เป็นเงิน 40,800 บาท และเงินเพิ่ม 4,080 บาท ปี 2539 ค่าภาษีป้าย 22,000 บาท และเงินเพิ่ม 2,200 บาท ปี 2540 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท และเงินเพิ่ม 3,072 บาท ปี 2541 ค่าภาษีป้าย 30,720 และเงินเพิ่ม 3,072 บาท และ ปี 2542 ค่าภาษีป้าย 40,800 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายที่โจทก์ชำระไว้เกินจำนวน 168,704 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 24 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองมุกดาหาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชยวราห์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1431/2545
#42797
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีไม่ได้ร้องขอให้ศาลสั่งว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ล้มละลาย แต่ความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการยื่นรายการของบริษัทและนำเงินของบริษัทไปชำระค่าภาษี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านอกจากสิทธิเรียกร้องในเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากไว้แก่ธนาคารซึ่งโจทก์ได้อายัดและนำมาชำระค่าภาษีบางส่วนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และไม่มีการแบ่งปันทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 คืนแก่ผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัว

บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7(2) เป็นการกำหนดว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร มิใช่บทบัญญัติว่าผู้ใดจะต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาได้จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 โจทก์ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีเหตุเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีและยื่นแบบประมาณการกำไรสุทธิไว้ไม่ถูกต้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ผลการตรวจสอบพบว่า กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2534 จำเลยที่ 1 ไม่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้รายจ่ายของกิจการไม่ยื่นงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 จำเลยที่ 1มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานของโจทก์จึงประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังยื่นแบบประมาณการกำไรสุทธิ (ภ.ง.ด.51) ขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรตามผลการตรวจสอบทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชี จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเป็นเงินค่าภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมินทั้งสิ้น 4,314,834 บาท โจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้บางส่วน ยังคงค้างชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงเดือนเมษายน 2543เป็นเงิน 4,147,669.78 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ทราบรายละเอียดการประเมินภาษีอากรแล้วแต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีโดยมิได้นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระแก่โจทก์อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชี ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 4,147,669.78 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในค่าภาษีอากรจำนวน 4,066,511.78 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลภาษีอากรกลาง เนื่องจากฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ผู้ชำระบัญชีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิด การรับผิดชำระค่าเสียหายถือเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทน ศาลต้องพิจารณาตามมาตรา 420 และ 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 จำเลยที่ 1 มิได้มีรายได้ตามการประเมิน จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ได้รับสัมปทานหรือได้รับอนุญาตจากประเทศสหภาพพม่าให้เข้าจับสัตว์น้ำเค็มในเขตน่านน้ำของประเทศดังกล่าว ภายหลังจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินกิจการเองแต่ได้ให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิแทน จำเลยที่ 1 คิดค่าใช้สิทธิโดยในช่วงปี 2534 และ 2535 จำเลยที่ 1 มีรายได้เป็นค่าสิทธิ 1,200,000 บาทหักรายจ่ายแล้วจำเลยที่ 1 มีผลขาดทุน การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์เป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานของโจทก์มิได้แจ้งการประเมินภาษีตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1โดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบและไม่ได้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ หากมีหนี้ค่าภาษีอากรอยู่จริงก็เป็นอันระงับไปแล้วโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน การชำระบัญชีของจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ผู้ชำระบัญชีต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรกับนิติบุคคลที่ตนได้ชำระบัญชี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินภาษีอากรจำนวน 4,147,668.78 บาท แก่โจทก์ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และบุคคลอื่นอีก 2 คน เป็นกรรมการ กรรมการคนหนึ่งคนใดมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และ 2535 เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำเลยที่ 1 มีรายได้ทั้งสิ้น 18,678,280 บาท แต่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และรายจ่าย ถือว่าเป็นการไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จำเลยที่ 1 มีรายได้ทั้งสิ้น19,263,610 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ5 ของยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534เป็นเงิน 1,831,828 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 เป็นเงิน 1,828,404 บาท เมื่อนำกรณีตามการประเมินดังกล่าวมาคำนวณย้อนกลับเพื่อหากำไรสุทธิพบว่าจำเลยที่ 1 ประมาณการกำไรสุทธิตามแบบการประมาณการครึ่งปีทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ตามผลการตรวจสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควรวันที่ 24 มิถุนายน 2541 เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 4,314,834 บาท จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 โจทก์ได้อายัดสิทธิเรียกร้องในเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากไว้กับธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาระนองจำนวน 193,322.22 บาท และได้นำเงินนั้นมาชำระหนี้ค่าภาษีแล้วบางส่วน ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1จดทะเบียนเลิกบริษัท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2541 นอกจากสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อายัดไว้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นจึงไม่มีการแบ่งปันทรัพย์สินคืนแก่ผู้ถือหุ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระหนี้ค่าภาษีให้ครบถ้วน กลับไปจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีแก่โจทก์พิเคราะห์แล้วจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 และมาตรา 1266 ที่จะต้องชำระสะสางการงานของบริษัทจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไป กับจัดการให้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถ้าจำเลยที่ 2 พิจารณาเห็นว่าเมื่อเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้ว สินทรัพย์ก็ยังไม่พอกับหนี้สิน จำเลยที่ 2 ต้องร้องขอต่อศาลทันทีเพื่อให้ออกคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ล้มละลาย นอกจากนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 72 ยังบัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการบริษัทมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกบริษัทภายใน 15 วันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกบริษัท หากไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย อีกทั้งผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการบริษัทมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบ เห็นว่า แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร้องขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ล้มละลาย แต่ความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีดังกล่าวเป็นการยื่นรายการของบริษัทและนำเงินของบริษัทไปชำระค่าภาษี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นอกจากสิทธิเรียกร้องในเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากไว้แก่ธนาคารซึ่งโจทก์ได้อายัดและนำมาชำระค่าภาษีบางส่วนแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก และไม่มีการแบ่งปันทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 คืนแก่ผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 2 จึงหาต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัวไม่ อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อหลังว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีในมูลสัญญาจัดตั้งบริษัทซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับความรับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ 1 คดีของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7(2) จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ค่าภาษีอากรต่อโจทก์ เห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร หาใช่บทบัญญัติว่าผู้ใดจะต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรไม่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7
ป.รัษฎากร ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท สินเพชรรัตน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1431/2545
#110891
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 และ มาตรา 1266 ที่จะต้องชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จสิ้นไปกับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัท ถ้าเห็นว่าเมื่อเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้ว สินทรัพย์ยังไม่พอกับหนี้สิน ผู้ชำระบัญชีต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้ออกคำสั่งว่าบริษัทล้มละลายทันที นอกจากนี้ ป.รัษฎากร มาตรา 72 ยังบัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการบริษัทมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกบริษัท อีกทั้งมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบ แม้ไม่ปรากฏว่าผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลสั่งว่า บริษัทล้มละลาย แต่ความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีดังกล่าวเป็นการยื่น รายการของบริษัทและนำเงินของบริษัทไปชำระค่าภาษี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นอกจากสิทธิเรียกร้องในเงินที่บริษัทฝากไว้แก่ธนาคารซึ่งโจทก์ได้อายัดและนำมาชำระค่าภาษีบางส่วนแล้ว บริษัทไม่มีทรัพย์สินอื่นอีกและไม่มีการ แบ่งปันทรัพย์สินของบริษัท คืนแก่ผู้ถือหุ้น ผู้ชำระบัญชีจึงหาต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีของบริษัทเป็นส่วนตัวไม่

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (2) เป็นการกำหนดว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรหรือไม่ หาใช่บทบัญญัติว่า ผู้ใดจะต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน ๔,๑๔๗,๖๖๙.๗๘ บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในค่าภาษีอากรจำนวน ๔,๐๖๖,๕๑๑.๗๘ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้มีรายได้ตามการประเมิน จำเลยที่ ๑ มีรายได้หักรายจ่ายแล้วมีผลขาดทุน การประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์เป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ ๑ เจ้าพนักงานของโจทก์มิได้แจ้งการประเมินภาษีตามฟ้องแก่จำเลยที่ ๑ โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ จึงไม่ทราบและไม่ได้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ การชำระบัญชีของจำเลยที่ ๒ กระทำไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๔,๑๔๗,๖๖๘.๗๘ บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางโดย คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ และบุคคลอื่นอีก ๒ คน เป็นกรรมการ กรรมการคนหนึ่งคนใดมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๘ เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยที่ ๑ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ และ ๒๕๓๕ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ มีรายได้ ทั้งสิ้น ๑๘,๖๗๘,๒๘๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และรายจ่าย ถือว่าเป็นการไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ มีรายได้ทั้งสิ้น ๑๙,๒๖๓,๖๑๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๕ ของยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายตามมาตรา ๗๑ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร คิดเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ๒๕๓๔ เป็นเงิน ๑,๘๓๑,๘๒๘ บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๕ เป็นเงิน ๑,๘๒๘,๔๐๔ บาท เมื่อนำกรณีตามการประเมินดังกล่าวมาคำนวณย้อนกลับเพื่อหากำไรสุทธิพบว่า จำเลยที่ ๑ ประมาณการกำไรสุทธิตามแบบการประมาณการครึ่งปีทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวขาดไปเกินกว่าร้อยละ ๒๕ ของกำไรสุทธิ ตามผลการตรวจสอบ โดยไม่มีเหตุอันสมควรวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น ๔,๓๑๔,๘๓๔ บาท จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์ได้อายัดสิทธิเรียกร้องในเงินที่จำเลยที่ ๑ ฝากไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาระนอง จำนวน ๑๙๓,๓๒๒.๒๒ บาท และได้นำเงินนั้นมาชำระค่าภาษีแล้วบางส่วน ต่อมาวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัท โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชี และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๑ นอกจากสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์อายัดไว้แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นจึงไม่มีการแบ่งปันทรัพย์สินคืนแก่ผู้ถือหุ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า จำเลยที่ ๒ รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ยังมิได้ชำระหนี้ค่าภาษีให้ครบถ้วน กลับไป จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีจำเลยที่ ๑ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วม รับผิดชำระหนี้ค่าภาษีแก่โจทก์ พิเคราะห์แล้วจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๐ และมาตรา ๑๒๖๖ ที่จะต้องชำระสะสางการงาน กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทจำเลยที่ ๑ ให้เสร็จสิ้นไป ถ้าจำเลยที่ ๒ พิจารณาเห็นว่าเมื่อเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้ว สินทรัพย์ก็ยังไม่พอกับหนี้สิน จำเลยที่ ๒ ต้องร้องขอต่อศาลทันทีเพื่อให้ออกคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ล้มละลาย นอกจากนี้ประมวลรัษฎากรมาตรา ๗๒ ยังบัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการบริษัทมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกบริษัทภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกบริษัท อีกทั้งผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการบริษัทมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบ เห็นว่า แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ร้องขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ล้มละลายแต่ความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีดังกล่าว เป็นการยื่นรายการของบริษัทและนำเงินของบริษัทไปชำระค่าภาษี จำเลยที่ ๒ จึงหารับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ ๑ เป็นส่วนตัวไม่ อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ข้อหลังว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีในมูลสัญญาจัดตั้งบริษัทซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับความรับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ ๑ คดีของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ เรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๒) จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดจำเลยที่ ๑ ในหนี้ค่าภาษีอากรต่อโจทก์ เห็นว่า บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร หาใช่บทบัญญัติว่าผู้ใดจะต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๘,๐๐๐ บาท แทนจำเลยที่ ๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1250 ม. 1266
ป.รัษฎากร ม. 72
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทสินเพชรรัตน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428 -ที่ 1429/2545
#44667
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชำระหนี้กันในทางแพ่งเฉพาะที่เกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และมาตรา 341 ซึ่งจำเลยได้กระทำผิดต่อโจทก์อันเป็นความผิดอันยอมความได้ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงสมบูรณ์ใช้บังคับต่อกันได้ หาได้เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ภายในกำหนดตามสัญญาโจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ได้ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างติดจำนองอยู่แก่ธนาคาร และตามสัญญาก็มีข้อความระบุชัดเจนว่าโจทก์ผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองต่อธนาคารเอง โดยมิได้ระบุให้จำเลยต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับภาระจำนองแต่อย่างใดดังนั้น จึงไม่อาจให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปราศจากภาระจำนองหรือภาระติดพันอื่นใดเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ต้องรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปตามสภาพที่เป็นอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เฉพาะส่วนในทางแพ่งที่จำเลยยักยอกฉ้อโกงเงินโจทก์ โดยจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยตีราคาบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 เป็นเงินจำนวน 400,000 บาทแต่เนื่องจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีภาระจำนองอยู่เป็นจำนวน 180,000 บาท จึงตกลงกันว่าให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าขายได้เพียง 220,000 บาท แล้วจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยถือว่าจำเลยได้รับชำระเงินบางส่วนในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 220,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก180,000 บาท โจทก์จะไปไถ่ถอนจำนองต่อผู้รับจำนองในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 และสิ่งปลูกสร้างตกลงตีราคากัน 600,000 บาท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีภาระจำนองอยู่เป็นเงินจำนวน 450,000 บาท จึงตกลงกันว่าให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าขายได้เพียง 150,000 บาท แล้วจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยถือว่าจำเลยได้รับชำระเงินบางส่วนในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 450,000 บาท โจทก์จะไปไถ่ถอนจำนองต่อผู้รับจำนองในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดฉ้อโกงของจำเลยส่วนที่ยังขาดอยู่ จำเลยตกลงให้โจทก์เรียกร้องเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลย เมื่อถึงกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำเลยผิดนัดผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 ให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระจำนองหรือภาระติดพันอื่นใดเหนืออสังหาริมทรัพย์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจมาควบคุมจำเลยไปที่สถานีตำรวจเพื่อจะดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์ข่มขู่จำเลยว่าหากไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์เรียกร้องจะติดคุกเป็นร้อย ๆ ปี จำเลยกลัวจึงทำหนังสือจะซื้อจะขายโดยถูกข่มขู่ โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่สมบูรณ์เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงินโครงการ วาเลย์ เอด ชาเลย์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2539 โจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โดยจำเลยตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่42 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 420/7 ให้แก่โจทก์ในราคา 400,000 บาทโดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในวันที่ 14 มกราคม 2540 และจำเลยตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่17 6 ส่วน 10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 167/62 ให้แก่โจทก์ในราคา600,000 บาท โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในวันที่ 14 มกราคม 2540 เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจะซื้อขายเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้ทางพิจารณาจะได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่ามูลเหตุในการทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายเนื่องมาจากจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอม ลักทรัพย์นายจ้าง ฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ของโจทก์ และขณะที่ทำหนังสือสัญญาดังกล่าวโจทก์ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาดังกล่าวแก่จำเลย ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยและบิดามารดาจำเลยขอร้องไม่ให้แจ้งความร้องทุกข์โดยยินยอมจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งทั้งหมดให้ จำเลยจึงทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายให้แก่โจทก์ไว้ ซึ่งโจทก์เองก็ยินยอม ครั้นเมื่อจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามกำหนดในหนังสือสัญญา โจทก์จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยฐานปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอม ลักทรัพย์นายจ้าง ฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จนกระทั่งพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1476/2540 ก็ตาม แต่ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยได้ทำให้แก่โจทก์ไว้ข้อ 4 มีข้อความว่า "การขายที่ดินในครั้งนี้ผู้ขายได้ตกลงโอนขายให้กับผู้ซื้อเพื่อเป็นการชำระหนี้ในส่วนทางแพ่งที่ผู้ขายได้ทำการยักยอกฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทผู้ซื้อไปเป็นจำนวนเงิน 1,700,000 บาท ผู้จะขายจึงตกลงจะโอนขายที่ดินและบ้านเพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยตีราคาชำระหนี้ในเฉพาะส่วนทางแพ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญาเป็นจำนวนเงิน 220,000 บาท โดยให้ถือว่าผู้ขายได้รับเงินดังกล่าวไปตามราคาที่ดินแล้ว ส่วนจำนวนเงินที่เหลือ 180,000 บาท ให้ชำระกันโดยผู้ซื้อไปไถ่ถอนชำระหนี้จำนองให้กับธนาคารในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ส่วนจำนวนเงินที่เหลือบริษัทผู้ซื้อจะได้ไปเรียกร้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดต่อไป)"และตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยได้ทำให้แก่โจทก์ไว้ ก็มีข้อความว่า "การขายที่ดินในครั้งนี้ผู้ขายได้ตกลงโอนขายให้กับผู้ซื้อเพื่อเป็นการชำระหนี้ในส่วนทางแพ่งที่ผู้ขายได้ทำการยักยอกฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทผู้ซื้อไปเป็นจำนวนเงิน 1,700,000บาท ผู้จะขายจึงตกลงจะโอนขายที่ดินและบ้านเพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยตีราคาชำระหนี้ในเฉพาะส่วนทางแพ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญาเป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท โดยให้ถือว่าผู้ขายได้รับเงินดังกล่าวไปตามราคาที่ดินแล้ว ส่วนจำนวนเงินที่เหลือ 450,000 บาทให้ชำระกันโดยผู้ซื้อไปไถ่ถอนชำระหนี้จำนองให้กับธนาคารในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ส่วนจำนวนที่เหลือบริษัทผู้ซื้อจะได้ไปเรียกร้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดต่อไป)" ข้อความในหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่คู่กรณีคือโจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชำระหนี้กันในทางแพ่งเฉพาะที่เกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และมาตรา 341 ตามลำดับ ดังปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1476/2540 อันเป็นความผิดอันยอมความได้เท่านั้น หนังสือสัญญาจะซื้อขายจึงสมบูรณ์ใช้บังคับต่อกันได้หาเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามกำหนดในหนังสือสัญญา โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น แต่ส่วนที่โจทก์ฟ้องและฎีกาขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระจำนองหรือภาระติดพันอื่นใดเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า ในขณะทำหนังสือสัญญาจะซื้อขาย โจทก์ได้ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จะซื้อขายกันติดจำนองอยู่แก่ธนาคาร และตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายข้อ 4 ก็มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ซื้อคือโจทก์มีหน้าที่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองต่อธนาคารเอง โดยมิได้ระบุว่าจำเลยจะต้องเป็นผู้รับผิดเกี่ยวกับภาระจำนองแต่อย่างใดโจทก์จึงต้องรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปตามสภาพที่เป็นอยู่ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน และที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 456 วรรคสอง ม. 702
ป.อ. ม. 341 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วชิรารอยัล วัลเลย์ จำกัด
จำเลย — นาง วราภรณ์ เชื้อแหลมหรือขจรภัย
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1428 -ที่ 1429/2545
#110366
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชำระหนี้กันในทางแพ่งเฉพาะที่เกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 352 และ 341 ตามลำดับ อันเป็นความผิดอันยอมความได้ หนังสือสัญญาจะซื้อขายจึงสมบูรณ์ใช้บังคับต่อกันได้ หาเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลย ทุกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 420/7 ถนนหนองกะจะ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 167/62 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระจำนองหรือภาระติดพันอื่นใดเหนืออสังหาริมทรัพย์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ของจำเลย

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานตำรวจมาควบคุมจำเลยไปที่สถานีตำรวจเพื่อจะดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์ข่มขู่จำเลยว่าหากไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์เรียกร้องจะติดคุกเป็นร้อย ๆ ปี จำเลยกลัวจึงทำหนังสือจะซื้อจะขายโดยถูกข่มขู่ โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่สมบูรณ์เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงินโครงการ วาเลย์ เดอ ชาเลย์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2539 โจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โดยจำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 6910 ให้แก่โจทก์ในราคา 400,000 บาท โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ในวันที่ 14 มกราคม 2540 และจำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 20932 ให้แก่โจทก์ในราคา 600,000 บาท โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในวันที่ 14 มกราคม 2540 เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่ไปจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจะซื้อขายเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามที่โจทก์นำสืบว่า มูลเหตุในการทำหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เนื่องมาจากจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม ลักทรัพย์นายจ้าง ฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ของโจทก์ และขณะที่ทำหนังสือสัญญาโจทก์ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยและบิดามารดาจำเลยขอร้องไม่ให้แจ้งความร้องทุกข์ โดยยินยอมจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งทั้งหมดให้ จำเลยจึงทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว ให้แก่โจทก์ไว้ ซึ่งโจทก์เองก็ยินยอม ครั้นเมื่อจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามกำหนดในหนังสือสัญญาโจทก์จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม ลักทรัพย์นายจ้าง ฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ของโจทก์ จนกระทั่งพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา แต่ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยได้ทำให้แก่โจทก์ไว้ ฉบับแรก มีข้อความว่า "การขายที่ดินในครั้งนี้ผู้ขายได้ตกลงโอนขายให้กับผู้ซื้อเพื่อเป็นการชำระหนี้ในส่วนทางแพ่งที่ผู้ขายได้ทำการยักยอกฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทผู้ซื้อไปเป็นจำนวนเงิน 1,700,000 บาท ผู้ขายจึงตกลงจะโอนขาย ที่ดินและบ้านเพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยตีราคาชำระหนี้ในเฉพาะส่วนทางแพ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญาเป็นจำนวนเงิน 220,000 บาท โดยให้ถือว่าผู้ขายได้รับเงินดังกล่าวไปตามราคาที่ดินแล้ว ส่วนจำนวนเงินที่เหลือ 180,000 บาท ให้ชำระกันโดยผู้ซื้อไปไถ่ถอนชำระหนี้จำนองให้กับธนาคารในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ส่วนจำนวนเงินที่เหลือบริษัทผู้ซื้อจะได้ไปเรียกร้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดต่อไป)" และตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับ ที่สอง ก็มีข้อความว่า "การขายที่ดินในครั้งนี้ผู้ขายได้ตกลงโอนขายให้กับผู้ซื้อเพื่อเป็นการชำระหนี้ในส่วนทางแพ่งที่ ผู้ขายได้ทำการยักยอกฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทผู้ซื้อไปเป็นจำนวนเงิน 1,700,000 บาท ผู้จะขายจึงตกลงจะโอนขาย ที่ดินและบ้านเพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยตีราคาชำระหนี้ในเฉพาะส่วนทางแพ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญาเป็นจำนวน 150,000 บาท โดยให้ถือว่าผู้ขายได้รับเงินดังกล่าวไปตามราคาที่ดินแล้ว ส่วนจำนวนเงินที่เหลือ 450,000 บาท ให้ชำระกันโดยผู้ซื้อไปไถ่ถอนชำระหนี้จำนองให้กับธนาคารในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ส่วนจำนวนที่เหลือบริษัทผู้ซื้อจะได้ไปเรียกร้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดต่อไป" ข้อความในหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชำระหนี้กันในทางแพ่งเฉพาะที่ เกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และมาตรา 341 ตามลำดับ อันเป็นความผิดอันยอมความได้ หนังสือสัญญาจะซื้อขายจึงสมบูรณ์ใช้บังคับต่อกันได้หาเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามกำหนดในหนังสือสัญญา โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 42 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 420/7 และที่ดินโฉนดเลขที่ 20932 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 17 6/10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 167/62 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.อ. ม. 341 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวชิรารอยัล วัลเลย์ จำกัด
จำเลย — นางวราภรณ์ เชื้อแหลมหรือขจรภัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1427/2545
#98548
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ เมื่อฟังได้ว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ ละเลยไม่ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผลเพียงพอ ลำพังแต่ไม่มีการสอบสวนก่อนไม่ทำให้การเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๒,๖๕๔,๔๘๕.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ขอให้จำเลยที่ ๑ รับโจทก์กลับเข้าทำงานในสภาพการจ้างเช่นเดิม

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ในขณะที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยเพิ่มขึ้นอีก ๓ เดือน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ใช่นายจ้างโจทก์ โจทก์ไม่ได้ข่มขู่จำเลยที่ ๓ โจทก์เป็นหัวหน้าส่วนงานคดี มีหน้าที่ดูแลควบคุมทนายความในสำนักงาน โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชานายทัพพสาร ปานศรี ทนายความประจำแผนกกฎหมายของจำเลยที่ ๑ โจทก์มีหน้าที่จ่ายสำนวนให้แก่นายทัพพสารและตรวจสำนวนที่มอบหมายโจทก์ละเลยไม่ตรวจสอบการดำเนินการในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๗๐๗/๒๕๔๑ ที่นายทัพพสารยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้อันเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ จำเลยที่ ๑ จัดส่งระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้แก่อธิบดีกรมแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมแรงงานมอบหมายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๖๘, ๖๙ เพียงฉบับเดียวคือเอกสารหมาย ล.๑ (จ. ๑๘) จึงต้องฟังว่าระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ ๑ มีเพียงเอกสารหมาย ล.๑ (จ. ๑๘) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลย ๑ เลิกจ้างโจทก์ เมื่อเอกสารหมาย ล.๑ (จ. ๑๘) ไม่ได้กำหนดเรื่องการสอบสวนไว้และความผิดของโจทก์เป็นเรื่องที่ปรากฏชัดแจ้ง การลงโทษโจทก์ (เลิกจ้างโดยไม่มีการสอบสวน) จึงไม่ใช่การปฏิบัติผิดขั้นตอนตามเอกสารหมาย ล.๑ (จ. ๑๘) จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ โดยศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอให้เลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ ละเลยไม่ตรวจสอบการทำงานของนายทัพพสาร ปานศรี ผู้ใต้บังคับบัญชาในคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๗๐๗/๒๕๔๑ ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ ๑ จึงเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุผลเพียงพอ โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๑ ได้ตั้งกรรมการสอบสวนความผิดโจทก์ก่อนหรือไม่ ลำพังแต่ไม่มีการสอบสวนก่อนไม่ทำให้การเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดังนั้นไม่ว่าศาลแรงงานกลางจะนำระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ เอกสารหมาย ล.๑ (จ.๑๘) หรือ ล.๒ มาวินิจฉัยเกี่ยวกับการสอบสวนความผิดของโจทก์ก็ไม่ทำให้ผลของคดีตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้เปลี่ยนแปลงไปอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

นางสาวสุจิตรา พัฒนภักดี ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
ยิ่งวิริยะ — นายอัศวิน
กับพวก — ธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1426/2545
#43442
เปิดฉบับเต็ม

ว. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีคำสั่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาตการอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการอื่นเกี่ยวกับราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมซึ่งเป็นการมอบหมายที่ชอบด้วยมาตรา 20 และมาตรา 38(2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงมีผลใช้บังคับจนกว่าจะถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม้ต่อมาว. ลาออกจากตำแหน่งและมีการแต่งตั้ง ป. เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแทน ก็ไม่ทำให้คำสั่งเดิมสิ้นผลบังคับ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 ได้ออกคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ตามที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นการสั่งการที่มีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 35 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 นายสวัสดิ์ ยานุกับพวกรวม 125 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ ได้แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 โจทก์แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อนายสวัสดิ์ยานุ กับพวก ซึ่งเป็นลูกจ้าง เจรจากันหลายครั้งไม่สามารถตกลงกันได้ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดำเนินการไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันไม่ได้ ถือว่ามีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้เกิดขึ้น ระหว่างนั้นโจทก์ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ปิดงานบางส่วนตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 3 ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ให้โจทก์รับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกลูกจ้างที่ถูกโจทก์ปิดงานกลับเข้าทำงานพร้อมจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน2543 เป็นต้นไป โดยอ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งความจริงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปิดงานของโจทก์ครั้งนี้ ไม่เข้าองค์ประกอบใด ๆ ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 อันทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สามารถออกคำสั่งบังคับให้โจทก์เปิดงานได้ จำเลยที่ 3มีอำนาจในการปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เนื่องจากได้รับมอบอำนาจจากพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเดิม และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล ได้ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540มาตรา 216(2) และต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พลตำรวจเอกประชา พรหมนอกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แทนดังนั้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีอำนาจมีคำสั่งตามมาตรา 35 แล้ว เพราะผู้มอบอำนาจได้พ้นจากตำแหน่งไป และรัฐมนตรีคนใหม่ก็ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่ลงนามในคำสั่งที่ 73/2543 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีอำนาจลงนามแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ทั้งฉบับ เพื่อมิให้โจทก์ต้องรับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกที่ถูกนายจ้างปิดงานกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น และมิให้ลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงานตลอดจนเพื่อมิให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้น

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่จากพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ก่อนที่จำเลยที่ 3 ลงนามในคำสั่งดังกล่าวพลตำรวจตรีวุฒิได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม วันที่ 14 มิถุนายน 2543 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และจำเลยที่ 2 ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในวันที่ 17 มิถุนายน 2543 การที่จำเลยที่ 3 ลงนามในคำสั่งที่ 73/2543 จึงมีอำนาจลงนามได้ เพราะจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 205 และต้องถือตามอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับการมอบหมายจากพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล รัฐมนตรีว่าการคนเดิม ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปจนกว่าจำเลยที่ 2 รัฐมนตรีว่าการคนใหม่จะได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการมอบหมายหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 3 การลงนามในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการคนเดิม มิได้มอบอำนาจในฐานะส่วนตัวการมอบอำนาจจึงมีผลตลอดไปจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลงจากรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ที่มีอำนาจ เมื่อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจลงนามในคำสั่งที่ 73/2543 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 นายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกรวม 125 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ได้แจ้งข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 โจทก์แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกรวม 125 คน ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาต่อรองกันหลายครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้โจทก์จึงใช้สิทธิปิดงานบางส่วนตั้งแต่วันที่ 29พฤษภาคม 2543 ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 3 อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ให้โจทก์รับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกที่ถูกโจทก์สั่งปิดงานให้กลับเข้าทำงานพร้อมจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีอำนาจออกคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 หรือไม่ และคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 11 กระทรวงหนึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและกำหนดนโยบายของกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกระทรวง และจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได้

ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมาย..."

มาตรา 38 บัญญัติว่า "อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่น ที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ ผู้ดำรงตำแหน่งนั้น อาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้ ดังต่อไปนี้

(1)...

(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาจมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าหรือผู้ว่าราชการจังหวัด..."

หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมีอำนาจมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงปฏิบัติราชการแทนได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในขณะนั้นได้มีคำสั่งที่ 51/2543มอบหมายให้จำเลยที่ 3 มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาตการอนุมัติการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการอื่นเกี่ยวกับราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมตามข้อ 2 ของเอกสารหมาย จ.2 ซึ่ง เป็นการมอบหมายที่ชอบด้วยมาตรา 20 และมาตรา 38(2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 จึงมีผลใช้บังคับจนกว่าจะถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงแม้ต่อมาภายหลังพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล จะลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 ตามเอกสารหมาย จ.11 และมีการแต่งตั้งพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแทนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ตามเอกสารหมาย จ.10 ก็หาทำให้คำสั่ง 51/2543 สิ้นผลบังคับไปไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ได้ออกคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตามที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งที่ 51/2543 ดังกล่าว จึงเป็นการสั่งการที่มีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 35 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 และมาตรา 38(2)และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งที่ 73/2543 ดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งที่ 73/2543 ของจำเลยที่ 3 ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 35 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 42 และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 38 ม. 42
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูนิแฟ้บ อิควิปเมนต์ จำกัด
จำเลย — กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1426/2545
#112657
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้มีคำสั่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือดำเนินการอื่นเกี่ยวกับราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นการมอบหมายที่ชอบด้วยมาตรา 20 และ มาตรา 38 (2) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงมีผลใช้บังคับจนกว่าจะถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม้ต่อมาภายหลังรัฐมนตรีฯ เดิมจะลาออก และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีฯ คนใหม่แทน ก็หาทำให้คำสั่งดังกล่าวสิ้นผลบังคับไปไม่

----------------------------------------

(รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ - กมล เพียรพิทักษ์ - จรัส พวงมณี)

ศาลแรงงานกลาง - นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง

ศาลอุทธรณ์ -

นางสาวศุภมาส ชินวินิจกุล นิติกร/ย่อสั้น/ย่อยาว

นายชลิต จั่นประดับ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจย่อยาว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ทั้งฉบับ เพื่อมิให้โจทก์ต้องรับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกที่ถูกนายจ้างปิดงานกลับเข้าทำงานและ จ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น และมิให้ลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงานตลอดจนเพื่อมิให้คณะกรรมการ แรงงานสัมพันธ์ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 นายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกรวม 125 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ได้แจ้งข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 โจทก์แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกรวม 125 คน ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาต่อรองกันหลายครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ดำเนินการไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ โจทก์จึงใช้สิทธิปิดงานบางส่วนตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 3 อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ให้โจทก์รับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกที่โจทก์สั่งปิดงานให้กลับเข้าทำงานพร้อมจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีอำนาจออกคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 หรือไม่ และคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 และ มาตรา 38 หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมีอำนาจมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงปฏิบัติราชการแทนได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 พลตำรวจตรีวุฒิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในขณะนั้นได้มีคำสั่งที่ 51/2543 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือดำเนินการอื่นเกี่ยวกับราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ สำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นการมอบหมายที่ชอบด้วยมาตรา 20 และ มาตรา 38 (2) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงมีผลใช้บังคับจนกว่าจะถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม้ต่อมาภายหลังพลตำรวจตรีวุฒิ จะลาออกจากตำแหน่ง และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมคนใหม่แทน ก็หาทำให้คำสั่งที่ 51/2543 สิ้นผลบังคับไปไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ได้ออกคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตามที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งที่ 51/2543 ดังกล่าว จึงเป็นการสั่งการที่มีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 35 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 และ มาตรา 38 (2) และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 38 (2) ม. 42
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิแฟ้บ อีควิปเมนต์ จำกัด
จำเลย — กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2545
#44666
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมี ก. เป็นกรรมการเพียงคนเดียวก. จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีและแม้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินคดีแต่อำนาจในการฟ้องคดีแพ่งย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งโจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้

โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่าเอกเทศสัญญา และบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมีรายละเอียดว่าจำเลยมอบแม่พิมพ์ให้โจทก์ผลิตสินค้ากล่องพลาสติกรูปบ้าน รูปหุ่นยนต์ และรูปโทรศัพท์เป็นชุดโจทก์ผลิตสินค้าดังกล่าวให้จำเลยแล้ว และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแม่พิมพ์ให้จำเลย แต่จำเลยไม่ชำระค่าสินค้าและค่าซ่อมแม่พิมพ์ให้โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าและค่าซ่อมแม่พิมพ์ดังกล่าว ซึ่งจำเลยสามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ส่วนจะเข้าลักษณะข้อหาหรือฐานความผิดใดนั้น ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

แม่พิมพ์ที่จำเลยมอบให้โจทก์ผลิตสินค้ามีสภาพชำรุดบกพร่อง จำเลยยินยอมให้โจทก์นำช่างมาซ่อมได้เสียค่าซ่อมเป็นเงิน 103,000 บาท จำเลยชำระค่าซ่อมให้โจทก์แล้ว 87,500 บาท ค้างชำระอีก 15,500 บาท ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ แต่โจทก์เรียกร้องเงินในส่วนนี้เพียง 15,000 บาท ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าซ่อมแม่พิมพ์ที่ค้างเป็นเงิน 15,500 บาท จึงเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจตามมาตรา 142(5)ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตกล่องพลาสติกรูปบ้าน 73,000 ชุด รูปหุ่นยนต์ 110,592 ชุด รูปโทรศัพท์ 99,360 ชุด และวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ว่าจ้างผลิตกล่องพลาสติกรูปเทปคาเซ็ทอีก 600,000 ชุดกำหนดส่งมอบภายใน 45 วัน โดยใช้แม่พิมพ์ของจำเลย แต่แม่พิมพ์ชำรุดบกพร่องจำเลยให้โจทก์จ้างช่างมาซ่อมแม่พิมพ์และจ่ายเงินค่าซ่อมไปก่อน ช่างซ่อมแม่พิมพ์เสร็จเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 และโจทก์จ่ายเงินค่าซ่อมไป 103,000 บาท จำเลยชำระค่าซ่อมให้โจทก์สองครั้งเป็นเงิน 87,500 บาท คงค้างอีก 15,500 บาท โจทก์ทยอยส่งมอบกล่องพลาสติกให้จำเลยดังนี้ ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 22สิงหาคม 2540 ส่งมอบกล่องพลาสติกรูปบ้าน 73,800 ชุด เป็นเงิน 70,110 บาทระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2540 ส่งมอบกล่องพลาสติกรูปหุ่นยนต์ 131,165 ชุด เป็นเงิน 157,398 บาท ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่23 กรกฎาคม 2540 ส่งมอบกล่องพลาสติกรูปโทรศัพท์ 99,360 ชุด เป็นเงิน 109,296บาท และระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่งมอบกล่องพลาสติกรูปเทปคาเซ็ท 291,066 ชุด เป็นเงิน 174,639.60 บาท สำหรับกล่องพลาสติกรูปหุ่นยนต์ โจทก์ส่งมอบชิ้นส่วนที่เป็นแขน คอ และขาเกินไป 26,719 ชิ้น และกล่องพลาสติกรูปเทปคาเซ็ทส่งมอบชิ้นส่วนเกินไป 47,339 ชิ้น เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2540โจทก์วางบิลส่งของแจ้งให้จำเลยชำระเงินรวม 511,443.60 บาท แต่จำเลยไม่ชำระอ้างว่าโจทก์ต้องส่งมอบแม่พิมพ์คืนก่อน โจทก์จึงยึดหน่วงแม่พิมพ์ไว้ จำเลยต้องชำระค่าจ้าง 511,443.60 บาท ค่าซ่อมแม่พิมพ์ที่ค้างชำระ 15,000 บาท และค่าชิ้นส่วนกล่องพลาสติกรูปหุ่นยนต์กับรูปเทปคาเซ็ทที่ส่งเกินไป 17,177.75 บาท รวมเป็นเงิน543,621.35 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 543,621.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะฟ้องนายกฤษพงษ์ แซ่ตั๊น ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจึงไม่อาจแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีได้และโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินคดีโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องหน้า 1 ว่าเอกเทศสัญญา แต่ฟ้องหน้า 2และหน้า 3 กลับบรรยายว่าซื้อขายและจ้างทำของ จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ผลิตสินค้าตามฟ้องจริง แต่โจทก์ส่งมอบสินค้าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ซึ่งช้ากว่ากำหนดตามสัญญาหลายวันทำให้จำเลยส่งมอบสินค้าและแม่พิมพ์ให้ลูกค้าของจำเลยไม่ทัน ลูกค้าของจำเลยยกเลิกการสั่งสินค้าจากจำเลย แม่พิมพ์ที่จำเลยส่งมอบให้โจทก์เพื่อใช้ผลิตสินค้าไม่ได้ชำรุดบกพร่องและจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ซ่อมแม่พิมพ์และทดรองจ่ายค่าซ่อมแม่พิมพ์ไปก่อน ชิ้นส่วนสินค้าที่โจทก์ส่งมอบเกินจำนวนไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ จำเลยจึงไม่ต้องใช้ราคาและจำเลยไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 511,443.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าซ่อมแม่พิมพ์จำนวน15,500 บาท รวมกับจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 511,443.60บาท แล้วเป็นเงิน 526,943.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและข้อที่ไม่มีฝ่ายใดโต้เถียงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตสินค้าตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.7 และ จ.4 หรือ ล.8 โดยจำเลยส่งมอบแม่พิมพ์12 อัน ให้โจทก์ใช้ผลิตสินค้าดังกล่าว โจทก์ผลิตสินค้าและส่งมอบสินค้าให้จำเลยแล้วตามสำเนาใบส่งของเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.11 (ต้นฉบับเอกสารหมาย ล.13ล.15 ล.17 และ ล.19) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ จำเลยไม่ขอรับรอง ขณะโจทก์ฟ้องนายกฤษณพงษ์ แซ่ตั๊น ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีนี้ โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินคดี การที่นายกฤษณพงษ์ฟ้องคดีนี้จึงขัดกับวัตถุประสงค์ของโจทก์นั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายกฤษณพงษ์ แซ่ตั๊น กรรมการผู้จัดการของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการและวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีนายกฤษณพงษ์ แซ่ตั๊นเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ดังนั้น นายกฤษณพงษ์จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีนี้ และแม้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินคดีก็ตาม แต่อำนาจในการฟ้องคดีแพ่งย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาหรือฐานความผิดว่าเอกเทศสัญญา แต่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาว่าจำเลยตกลงซื้อสินค้าจากโจทก์และบรรยายฟ้องแต่มาอีกว่าเป็นการจ้างทำของ ทำให้จำเลยไม่เข้าใจสภาพแห่งข้อหา ไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมนั้น เห็นว่าแม้โจทก์จะระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่าเอกเทศสัญญาและโจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมีรายละเอียดว่าจำเลยมอบแม่พิมพ์ให้โจทก์ผลิตสินค้ากล่องพลาสติกรูปบ้าน รูปหุ่นยนต์ และรูปโทรศัพท์เป็นชุด โจทก์ผลิตสินค้าดังกล่าวให้จำเลยแล้ว และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแม่พิมพ์ให้จำเลย แต่จำเลยไม่ชำระค่าสินค้าและค่าซ่อมแม่พิมพ์ให้โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าและค่าซ่อมแม่พิมพ์ดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ซึ่งจำเลยสามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์และต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ส่วนคำฟ้องของโจทก์จะเข้าลักษณะข้อหาหรือฐานความผิดใดนั้นศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าช่างได้ซ่อมแม่พิมพ์เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 โจทก์จึงผลิตสินค้าให้จำเลยได้ แต่โจทก์ส่งสินค้าที่ผลิตให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2540 ที่โจทก์อ้างว่าต้องซ่อมแม่พิมพ์จึงไม่เป็นความจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าช่างได้ซ่อมแม่พิมพ์เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 จึงผลิตสินค้าให้จำเลยได้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า ช่างซ่อมแม่พิมพ์เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540เท่านั้น แม่พิมพ์มีทั้งหมด 12 อัน แม่พิมพ์สินค้าประเภทใดซ่อมเสร็จก่อน โจทก์ก็สามารถผลิตสินค้าและส่งมอบให้จำเลยก่อนได้ จึงไม่เป็นข้อขัดแย้งหรือมีพิรุธแต่อย่างใดข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แม่พิมพ์ที่จำเลยมอบให้โจทก์ผลิตสินค้ามีสภาพชำรุดบกพร่องโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทราบและจำเลยยินยอมให้โจทก์นำช่างมาซ่อมแม่พิมพ์ดังกล่าวได้ค่าซ่อมแม่พิมพ์เป็นเงิน 103,000 บาท จำเลยชำระค่าซ่อมแม่พิมพ์ให้โจทก์แล้ว 87,500 บาท จึงคงเหลือค่าซ่อมแม่พิมพ์ที่จำเลยค้างชำระอีก 15,500 บาทซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าโจทก์เรียกร้องเงินในส่วนนี้เพียง 15,000 บาท โดยมิได้แก้ไขคำฟ้องเสียให้ถูกต้องฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าซ่อมแม่พิมพ์ที่ค้างเป็นเงิน 15,500บาท จึงเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับค่าซ่อมแม่พิมพ์ให้จำเลยชำระเงิน 15,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินเตอร์ พลาม่า (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ็กเซล โอเวอร์ซีส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2545
#112719
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อที่ยอมให้บุคคลอื่นใช้รถที่เช่าซื้อ เมื่อการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเหตุให้รถที่เช่าซื้อ ถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีอาญา จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมไปขอรับรถที่ถูกยึดคืน จำเลยจึงหลุดพ้นจากการต้องคืนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หรือไม่ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ไม่ได้ กรณีมิใช่เป็นการชำระหนี้พ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 อันจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาเป็นเงิน ๓๒๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา

จำเลยให้การว่า จำเลยได้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ต่อมา ป. ได้เช่ารถยนต์พิพาทจากจำเลยไปทำธุรกิจส่วนตัว ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อครบกำหนด ป. ไม่นำรถยนต์มาคืน ต่อมาจำเลยจึงทราบว่า รถยนต์พิพาทได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา จำเลยติดตามไปขอคืน แต่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปขอคืนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดมา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปรับรถยนต์แทน แต่โจทก์ไม่ยอมออกหนังสือมอบอำนาจให้ จำเลยจึงได้ระงับส่งเงินตามสัญญาเช่าซื้อจนกว่าโจทก์จะไปขอรับรถยนต์กลับคืนมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ในราคา ๔๒๗,๑๐๔ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละเดือน เดือนละ ๘,๘๙๘ บาท จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง ๑๑ งวด เป็นเงิน ๙๗,๘๗๘ บาท ในระหว่างเช่าซื้อรถยนต์พิพาทถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๘๐ เม็ด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๓ (ค) มีข้อตกลงว่า "ผู้เช่าซื้อจะไม่ใช้หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ทรัพย์สินเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ อันมิได้มุ่งหมายสำหรับทรัพย์สินหรือไม่เหมาะสมตามสมควร หรือโดยประการที่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใด? ทั้งจะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้ หรือจัดการโดยประการอื่นกับทรัพย์สิน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของทรัพย์สิน" ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรับว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อจริง เพียงแต่อ้างว่า ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพราะโจทก์ไม่ไปขอรับรถยนต์พิพาทหรือมอบอำนาจให้จำเลยรับรถยนต์คืนจากเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ปัญหาคงมีเพียงว่าการที่รถยนต์ถูกยึดเป็นความผิดของจำเลย หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยดังที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์พิพาทถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญา ซึ่งตามบันทึกประจำวันเอกสารหมาย ล. ๗ ท้ายคำให้การ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาท พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๘๐ เม็ด จำเลยนำสืบอ้างส่งหนังสือสัญญาเช่ารถตามเอกสารหมาย ล. ๑ มีข้อพิรุธว่าเหตุใดการเช่าเพียงวันเดียวจึงต้องมีการทำสัญญาเช่า และถ้าจำเลยให้ ป. เช่ารถยนต์คันอื่นมาแล้วหลายครั้ง ก็น่าจะนำหลักฐานการเช่าในครั้งอื่นมาแสดงด้วย เมื่อจำเลยไม่นำหลักฐานดังกล่าวมาแสดง จึงน่าเชื่อว่าเอกสารหมาย ล. ๑ อาจเพิ่งทำขึ้นในภายหลังก็ได้ ที่พยานจำเลยเบิกความว่า ป. เคยเช่ารถยนต์จากจำเลยหลายครั้ง เพียงครั้งเกิดเหตุนี้เท่านั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์เอง เห็นว่าคำเบิกความดังกล่าวพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด จึงเป็นพิรุธ เชื่อว่าจำเลยนำรถยนต์พิพาทไปให้ ป. เช่าหรือใช้ครั้งนี้ จำเลยทราบดีว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๓ (ค) ทั้งหนี้ ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน จึงมิใช่เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ จะยกเหตุจากความผิดของจำเลยเองเป็นเหตุไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย โดยมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาทแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 391 ม. 572
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด
จำเลย — นายทวีชัย ยอมสละ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวัฒนา วิทยกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายองอาจ โรจน์สุพจน์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2545
#43441
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มและค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียกเก็บเงินตามสัญญาใช้บัตรเครดิตที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ล้วนแต่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยไม่ชำระหนี้เงินดังกล่าวตรงตามเวลาที่กำหนดไว้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาการใช้บัตรเครดิต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 374,886 บาท กับค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บเงินอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือนของต้นเงิน 235,044 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายพินิจ ทองเลิศ พนักงานเร่งรัดหนี้สินของโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบสำเนาใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.9 ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่นำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้จ่ายชำระค่าสินค้าและค่าบริการทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 65 ครั้งซึ่งในการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ 2 ครั้ง ในจำนวน 65 ครั้ง ดังกล่าวนั้นมีการซื้อสินค้าแบบเรียกเก็บเงินค่าสินค้าและค่าบริการในระบบผ่อนชำระอยู่ 2 รายการ เป็นเงินงวดละ 2,768 บาท และ 45,136.84 บาท รวม 6 งวด เป็นเงิน 16,608 บาท และ 270,821.04 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระไปแล้ว และเมื่อโจทก์ยกเลิกบัตรเครดิตและบัตรเสริมของจำเลยทั้งสี่ในวันที่ 7 มกราคม 2540 มีหนี้ค่าซื้อสินค้าและบริการที่ผ่อนชำระเป็นเงินอีก 8,056.69 บาท และ215,599.72 บาท ซึ่งโจทก์ยังมิได้ชำระแต่มีหน้าที่ต้องชำระตามใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 20 รวมหนี้ค่าซื้อสินค้าและบริการที่ผ่อนชำระสองรายการเป็นเงิน 24,664.69 บาท และ 486,420.76 บาท รวมเป็นเงิน 511,085.45 บาท และจำเลยทั้งสี่ยังมีหนี้ค่าสินค้าและค่าบริการที่ใช้บัตรเครดิตและบัตรเสริมของโจทก์ไปจำนวน 63 ครั้ง เป็นเงิน 830,473.25 บาท จึงรวมเป็นหนี้โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 1,341,558.70 บาท ซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง 1,338,441 บาท แต่จำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้โจทก์แล้วเป็นเงิน 1,103,397 บาท คงค้างชำระเป็นเงิน 235,044 บาท จำเลยทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องชำระต้นเงินที่ค้างชำระ235,044 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเงินค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนและค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียกเก็บเงินอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือนโดยขอคิดตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2540 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระเงินที่โจทก์เรียกเก็บทั้งหมดนั้น เห็นว่าเงินค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มก็ดี และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียกเก็บเงินก็ดี ล้วนแต่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้เงินดังกล่าวตรงตามเวลาที่กำหนดไว้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เบี้ยปรับดังกล่าวนั้นกำหนดไว้สูงเกินส่วน จึงเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับลงตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2540 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 235,044 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อเมริกันเอ็กซ์เพลส (ไทย) จำกัด
จำเลย — นาย นาค บุญสุภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2545
#99300
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่ม และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียกเก็บเงินในหนี้บัตรเครดิต นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระเงินที่โจทก์เรียกเก็บทั้งหมดนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลย ไม่ชำระหนี้เงินดังกล่าวตรงตามเวลาที่กำหนดไว้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ เมื่อเบี้ยปรับดังกล่าวนั้นกำหนดไว้สูงเกินส่วน จึงเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาการใช้บัตรเครดิต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๓๗๔,๘๘๖ บาท กับค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บเงิน อัตราร้อยละ ๒.๕ ต่อเดือน ของต้นเงิน ๒๓๕,๐๔๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า?ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเงินค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มอัตราร้อยละ ๑ต่อเดือน และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียกเก็บเงินอัตราร้อยละ ๒.๕ ต่อเดือน โดยขอคิดตั้งแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระเงินที่โจทก์เรียกเก็บทั้งหมดนั้น เห็นว่า เงินค่าทดแทนการออกเงินทุนเพิ่มก็ดี และค่าปรับเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายจากการเรียกเก็บเงินก็ดี ล้วนแต่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้เงินดังกล่าวตรงตามเวลาที่กำหนดไว้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เบี้ยปรับดังกล่าวนั้นกำหนดไว้สูงเกินส่วน จึงเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับลงตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยทั้งสี่รับผิดชำระเป็นดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒๓๕,๐๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด
จำเลย — นายนาค บุญสุภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเริงชัย ลิ้มภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2545
#45193
เปิดฉบับเต็ม

การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนา ไม่หลุดออกไปโดยง่าย การที่เจ้าพนักงานศาลเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลย ซึ่งอาจหลุดและปลิวไปได้โดยง่าย ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบ ดังนั้นเมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ชอบที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 150,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและหมายนัดให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยจงใจไม่ยื่นคำให้การและจงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า จำเลยขาดนัดโดยจงใจให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์คงได้รับแต่เพียงคำบังคับซึ่งเด็กข้างบ้านนำมาให้ ส่วนโจทก์มีนายสุริยัน จันทร์ศิริ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลของศาลชั้นต้นเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องหมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับแก่จำเลย โดยในการส่งทั้งสามครั้งพยานจะนำคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวไปเสียบไว้ที่เหล็กที่เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 บัญญัติว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อนศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ..." การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงการนำคำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนา ไม่หลุดออกไปโดยง่าย แต่กรณีนี้เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยเท่านั้น ซึ่งอาจหลุดและปลิวไปได้โดยง่าย กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง ขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 208 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมคิด ชัยยะ
จำเลย — นางสาว พรเพ็ญ แซ่อึ้งหรือแซ่อึ๊ง
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2545
#45652
เปิดฉบับเต็ม

การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคหนึ่ง หมายถึงการนำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนา ไม่หลุดออกไปโดยง่าย ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยซึ่งอาจหลุดและปลิวไปได้โดยง่าย จึงไม่อาจถือว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญากู้ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 150,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่มีมูลหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว แต่จำเลยจงใจไม่ยื่นคำให้การและจงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า จำเลยขาดนัดโดยจงใจ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์คงได้รับแต่เพียงคำบังคับซึ่งเด็กข้างบ้านนำมาให้ ส่วนโจทก์มีนายสุริยัน จันทร์ศิริ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลของศาลชั้นต้นเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับแก่จำเลย โดยในการส่งทั้งสามครั้งพยานจะนำคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวไปเสียบไว้ที่เหล็กที่เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 บัญญัติว่า "ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อนศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ..." การปิดคำคู่ความหรือเอกสารตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงการนำคำคู่ความหรือเอกสารไปติดไว้ที่ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความ ซึ่งต้องกระทำให้มีลักษณะแน่นหนาไม่หลุดออกไปโดยง่าย แต่กรณีนี้เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งเพียงแต่นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กับหมายนัดสืบพยานโจทก์ไปเสียบไว้ที่เหล็กที่ใช้เป็นมือจับสำหรับปิดเปิดประตูเหล็กยืดที่บ้านจำเลยเท่านั้น ซึ่งอาจหลุดและปลิวได้โดยง่าย กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปิดคำคู่ความหรือเอกสารโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การและหมายกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบ จำเลยจึงไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา สมควรที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 198 ม. 202 ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมคิด ชัยยะ
จำเลย — นางสาว พรเพ็ญ แซ่อึ้งหรือแซ่อึ๊ง
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ