คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2545
#42802
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อธนาคาร ก. เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคาร ก. ต่อมาจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ให้แก่โจทก์เพื่อนำไปเบิกเงินและไถ่ถอนจำนอง แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นโจทก์ได้ถูกธนาคาร ก. ฟ้องบังคับจำนองคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คโจทก์จึงยังมิได้ถูกธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยฟ้องบังคับจำนองหรือโจทก์ได้ชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารแล้ว ณ ขณะนั้นจำเลยไม่มีหนี้ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย อันเนื่องจากโจทก์ถูกธนาคารบังคับชำระหนี้แทนจำเลย ฉะนั้น เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็ค โดยยังไม่มีหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์จำนวน 2 แปลง ไว้กับธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาสกลนคร เพื่อประกันหนี้ของจำเลยในวงเงิน760,000 บาท โดยจำเลยจะไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ภายในเวลาไม่เกิน1 ปี ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2537 จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสกลนคร ลงวันที่ 14 มกราคม 2537สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเบิกเงินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินโจทก์ดังกล่าว เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2537 โดยเหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถได้รับเงินตามเช็ค จึงไม่สามารถไถ่ถอนจำนองที่ดินของโจทก์ดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 3450 และ 3451 ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ไว้ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสกลนคร จำนวนเงิน760,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารดังกล่าวตามสำเนาสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 14 มกราคม2537 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารเดียวกันจำนวนเงิน 800,000 บาทตามเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์เพื่อนำไปเบิกเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงนั้น แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างเหตุ"โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 เพราะจำเลยไม่มีเงินในบัญชีพอจ่ายตามบันทึกรายการบัญชีของจำเลยเอกสารหมายจ.4 หลังจากนั้นโจทก์ได้ถูกธนาคารดังกล่าวฟ้องบังคับจำนอง คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยโจทก์ฎีกาฝ่ายเดียว ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น แต่จากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติข้างต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นปรับบทกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏเสียก่อนโดยเห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ยังมิได้ถูกธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยฟ้องบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินทั้งสองแปลงหรือโจทก์ได้ชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารแล้วณ ขณะนั้นจำเลยไม่มีหนี้ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย อันเนื่องจากโจทก์ถูกธนาคารบังคับชำระหนี้แทนจำเลย ฉะนั้น เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 โดยยังไม่มีหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้องศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลี อินธิแสง
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ จันทร์ชนะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2545
#48651
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อธนาคารเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารดังกล่าว และต่อมาจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อนำไปเบิกเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ปรากฏว่าขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทโจทก์ยังไม่ถูกธนาคารฟ้องบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินหรือโจทก์ได้ชำระหนี้จำนองแล้ว ทำให้ขณะนั้นจำเลยยังไม่มีหนี้ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยฉะนั้น การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยที่ยังไม่มีหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 แม้โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์จำนวน 2 แปลง ไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)สาขาสกลนคร เพื่อประกันหนี้ของจำเลยในวงเงิน 760,000 บาท โดยจำเลยจะไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2537 จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสกลนคร ลงวันที่ 14 มกราคม 2537 สั่งจ่ายเงินจำนวน 800,000 บาทให้แก่โจทก์เพื่อเบิกเงินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินโจทก์ดังกล่าวเมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2537 โดยเหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถได้รับเงินตามเช็ค จึงไม่สามารถไถ่ถอนจำนองที่ดินของโจทก์ดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3450 และ 3451 ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ไว้ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสกลนคร จำนวนเงิน 760,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารดังกล่าว ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2537 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารเดียวกับจำนวนเงิน 800,000 บาทให้แก่โจทก์เพื่อนำไปเบิกเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงนั้น แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างเหตุ "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" เพราะจำเลยไม่มีเงินในบัญชีพอจ่ายตามบันทึกรายการบัญชีของจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ได้ถูกธนาคารดังกล่าวฟ้องบังคับจำนอง คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยโจทก์ฎีกาฝ่ายเดียว ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น แต่จากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติข้างต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นปรับบทกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏเสียก่อนโดยเห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท โจทก์ยังมิได้ถูกธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยฟ้องบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินทั้งสองแปลงหรือโจทก์ได้ชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารแล้ว ณ ขณะนั้นจำเลยไม่มีหนี้ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย อันเนื่องจากโจทก์ถูกธนาคารบังคับชำระหนี้แทนจำเลย ฉะนั้น เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยยังไม่มีหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มาลี อินธิแสง
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ จันทร์ชนะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2545
#98489
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อธนาคารเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทธนาคารเดียวกันให้แก่โจทก์เพื่อนำไปเบิกเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินแต่ธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงิน หลังจากนั้นโจทก์ถูกธนาคารฟ้องบังคับจำนอง ดังนี้เป็นที่เห็นได้ว่า ในขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทนั้นจำเลยไม่มีหนี้ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยอันเนื่องจากโจทก์ถูกธนาคารบังคับชำระหนี้แทนจำเลย ฉะนั้น เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยยังไม่มีหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ จำคุก ๑ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน ๒ แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์พิพาท (น.ส. ๓ ก.) ไว้ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสกลนคร จำนวนเงิน ๗๖๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๓๗ จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารเดียวกันจำนวนเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เพื่อนำไปเบิกเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงนั้น แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างเหตุ "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" เพราะจำเลยไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย หลังจากนั้นโจทก์ได้ถูกธนาคารดังกล่าวฟ้องบังคับจำนอง คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยโจทก์ฎีกาฝ่ายเดียว ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น แต่จากข้อเท็จจริงข้างต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นปรับกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏเสียก่อน โดยเห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท โจทก์ยังมิได้ถูกธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยฟ้องบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินทั้งสองแปลงหรือโจทก์ได้ชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารแล้ว ณ ขณะนั้นจำเลยไม่มีหนี้ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย อันเนื่องจากโจทก์ถูกธนาคารบังคับชำระหนี้แทนจำเลย ฉะนั้น เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยยังไม่มีหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี อินธิแสง
จำเลย — นายประสิทธิ์ จันทร์ชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักรชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1592/2545
#44671
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในสัญญาจำนองที่ดินจะระบุข้อความว่า จำนองเป็นประกันหนี้ซึ่งจำเลยผู้จำนองมีต่อธนาคารโจทก์ผู้รับจำนองในเวลานี้หรือที่จะมีขึ้นใหม่ในภายหน้าก็ตามแต่เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานที่มีการจำนองเป็นประกันได้ระงับสิ้นไปโดยจำเลยชำระเงินกู้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744(1) ทั้งในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโจทก์และจำเลยก็มิได้ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวว่ามีการจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี การตีความถึงเจตนาของคู่สัญญาในกรณีมีข้อสงสัยเช่นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ให้ตีความในทางที่เป็นคุณแก่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น กรณีต้องฟังว่าโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงให้นำสัญญาจำนองที่ดินมาเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินเพื่อชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ที่สาขาสระบุรี บัญชีเลขที่ 270-303600-0 และจำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ในวงเงินเกินบัญชีจำนวน 150,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละ 10 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 5 ของเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับเงินเบิกเกินบัญชี ซึ่งจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันสำหรับเดือนต่อไป และเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ในขณะทำสัญญาหรือจะมีต่อไปในภายหน้า จำเลยได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับโจทก์เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยจำเลยตกลงไว้ด้วยว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้ได้จนครบ หลังจากจำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์แล้ว จำเลยใช้เช็คและหลักฐานอื่นเบิกเงินเกินบัญชีเรื่อยมา เมื่อสัญญาครบกำหนดจำเลยก็ยังเดินสะพัดทางบัญชี ต่อมาจำเลยมิได้นำเงินฝากหรือถอนเงินในบัญชีอีก โจทก์หักทอนบัญชีกับจำเลยปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นจำนวน 1,547,111.17 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,055,665.68 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,547,111.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 และบ้านเลขที่ 66/22 ร่วมกับจำเลย เนื่องจากผู้ร้องสอดที่ 2 และจำเลยได้เข้าหุ้นซื้อที่ดินดังกล่าวและต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2519 ผู้ร้องสอดที่ 2 กับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกัน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 จำเลยโดยความยินยอมของผู้ร้องสอดที่ 2 ได้กู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท เพื่อสร้างบ้านเลขที่ 66/22 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเพื่อประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว ผู้ร้องสอดที่ 2 และจำเลยได้ร่วมกันผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว สัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวจึงระงับสิ้นไป ต่อมาผู้ร้องสอดที่ 2 และจำเลยได้จดทะเบียนหย่า จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 150,000บาท กับโจทก์ตามฟ้อง หลังจากที่ผู้ร้องสอดที่ 2 และจำเลยได้หย่ากันแล้ว หนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลย ผู้ร้องสอดที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ให้ความยินยอมให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์จำนองประกันหนี้ส่วนตัวของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าการจำนองระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 และบ้านเลขที่ 66/22และขอให้พิพากษาว่าสัญญาจำนองเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดที่ 2 เข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ว่า จำเลยได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอดที่ 2 จำเลยจึงมีสิทธินำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอดที่ 2 ก่อน ขณะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำเลยยังผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ครบ การจำนองที่ดินยังไม่ระงับไปและเป็นประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีด้วย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,547,111.17 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤษภาคม 2537) ต้องไม่เกิน508,554.51 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 เฉพาะส่วนของจำเลยเนื้อที่ 42 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2

ผู้ร้องสอดที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกับผู้ร้องสอดที่ 2 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2519 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2529 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เฉพาะส่วนของจำเลยพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2529 จำนวน 400,000 บาท ตามสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.5 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยกับผู้ร้องสอดที่ 2 ได้จดทะเบียนหย่ากันและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2815/2537 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 เฉพาะส่วนของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของจำเลยกับผู้ร้องสอดที่ 2 วันที่ 30 พฤษภาคม 2532 จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2533 จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์วงเงิน 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 5 ของเดือน กำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 2 ประการแรกที่ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ของจำเลยเพียงผู้เดียว หาใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 2 ไม่ เมื่อโจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องสอดที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า สัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนเป็นประกันหนี้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้ในสัญญาจำนองดังกล่าวจะระบุข้อความไว้ว่า จำนองเป็นประกันหนี้ซึ่งผู้จำนองมีต่อโจทก์ผู้รับจำนองในเวลานี้หรือที่จะมีขึ้นใหม่ในภายหน้าก็ตามแต่เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานที่มีการจำนองเป็นประกันได้ระงับสิ้นไปโดยจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2532 สัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744(1) ทั้งในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2533 ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.4 โจทก์จำเลยก็ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวว่ามีการจำนองที่ดินแปลงนี้เป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี การตีความถึงเจตนาของคู่สัญญาในกรณีที่มีข้อสงสัยเช่นนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่าย ซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ดังนั้น จึงต้องฟังว่าโจทก์จำเลยไม่ได้ตกลงกันให้นำสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนมาเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีรายนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า สัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23511 ตามสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2529 ระงับสิ้นแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำนองชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 653 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง สมร คล้ายลำเจียก กับพวก
จำเลย — ร้อยโท นรินทร์ ธรรมถาวร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1588 -ที่ 1589/2545
#44670
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้ง จ. เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ส. ไม่ได้ทำพินัยกรรมเพราะลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ของ ส. พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ โดยมิได้คัดค้านว่าขณะที่ ส. ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีเพียงว่าลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมเป็นของ ส. ผู้ตายหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขณะที่ ส. ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาท ดังนั้น ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ขณะที่ ส. ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์นั้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นนี้จึงไม่ชอบเช่นกัน ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ขณะที่ ส. ทำพินัยกรรมนั้น ส. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เมื่อปรากฏว่า ส. ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ โดยพินัยกรรมฉบับหลัง ส. ระบุให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน จึงต้องบังคับตามพินัยกรรมฉบับหลังที่ระบุให้ จ. เป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกผู้ร้องสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง เรียกผู้ร้องสำนวนที่สองซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 สำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกนางบุญเหลือ บัวรี ผู้คัดค้านที่ 2ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชินกับนางจุรา มีพานิช นายชินเป็นบุตรนางสง่า มีพานิช เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538นางสง่าถึงแก่กรรม โดยทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องและนางสาวสุภมาสมีพานิช และระบุตั้งนางจุราเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องและทายาทติดต่อขอรับโอนทรัพย์มรดกจากเจ้าหน้าที่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ แจ้งว่าต้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน นางจุราไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งนางจุราเป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่าผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมฉบับที่ผู้ร้องอ้างไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางสง่า มีพานิช ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นน้องของนางสง่าและได้รับแต่งตั้งโดยพินัยกรรมของนางสง่าลงวันที่ 16 สิงหาคม 2534 ให้เป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดกขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่า

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม ขอให้ยกคำร้องขอ

สำนวนหลังผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสง่า มีพานิช เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538 นางสง่าถึงแก่กรรมและได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลหลายคน โดยตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องได้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อโอนมรดกให้ทายาทแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่าตามพินัยกรรม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม นางสง่าทำพินัยกรรมลงวันที่ 18 ธันวาคม 2536 ยกทรัพย์มรดกให้ผู้คัดค้านและนางสาวสุภมาสมีพานิช และตั้งนางจุรา มีพานิช เป็นผู้จัดการมรดก นางจุราไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งนางจุราเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางจุรา มีพานิช เป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่า มีพานิชผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ตั้งนายสิน ทองไข่มุกด์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่า มีพานิช ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่มีฝ่ายใดโต้เถียงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นางสง่ามีพานิช ผู้ตาย ทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ พินัยกรรมฉบับแรกลงวันที่ 16 สิงหาคม 2534ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.ค.2 และพินัยกรรมฉบับหลังลงวันที่ 18 ธันวาคม 2536 ให้นางจุรา มีพานิช เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.9 นางสง่าถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 จึงไม่มีผลตามกฎหมายนั้น ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านแต่เพียงว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 ไม่ใช่พินัยกรรมของนางสง่า เนื่องจากลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมดังกล่าวไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางสง่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้คัดค้านว่า ขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ จึงต้องฟังเป็นยุติว่าขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่าขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า คดีสำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนางจุรา มีพานิช เป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่าตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.9 ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า นางสง่าไม่ได้ทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 เพราะลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9ไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางสง่า พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมายผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้คัดค้านว่าขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทในสำนวนแรกจึงมีว่าลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 เป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนางสง่าหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาท อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ว่า ขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ จึงไม่ชอบเช่นกัน ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ขณะที่นางสง่าทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 นางสง่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสง่าทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ โดยพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.9 ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับหลังนางสง่าได้ระบุว่าให้ยกเลิกเพิกถอนพินัยกรรมฉบับที่นางสง่าได้ทำไว้ก่อนแล้วคือให้เพิกถอนพินัยกรรมตามเอกสารหมายร.ค.2 ดังนั้น จึงต้องบังคับตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.9 ซึ่งระบุให้นางจุราเป็นผู้จัดการมรดกของนางสง่าดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องอีกต่อไป เพราะไม่ได้ทำให้ผลของการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1649 ม. 1694
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย พมรพล มีพานิช
ผู้คัดค้าน — นาย สิน ทองไข่มุกด์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2545
#42801
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในการอุทธรณ์โดยอ้างแต่เพียงว่าค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง 363,300 บาท และการไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาเป็นการปิดโอกาสในการต่อสู้คดี ยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองและขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 21367, 44689, 66872 และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนทั้งหมดของที่ดินโฉนดเลขที่ 1392, 21366, 21367,66872, 66873, 66874, 44689 แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในโฉนดทั้ง 7 แปลง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นจำนวนรวม 125,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 จำนวน 25,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง หากโจทก์ทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาเสียภายใน 15 วัน

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 3 เดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนำมาวางศาลเป็นจำนวนสูงถึง 363,300 บาท เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก็สมควรขยายระยะเวลาวางเงินให้ตามที่ศาลเห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองถือเป็นการปิดโอกาสในการต่อสู้คดี เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งกำหนดไว้เดิมออกไปอีก เนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และกำหนดให้โจทก์ทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน แม้โจทก์ทั้งสองจะยื่นขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่าการขยายหรือย่นระยะเวลาให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษปรากฏว่าเหตุที่โจทก์ทั้งสองขอขยายระยะเวลาคงอ้างแต่เพียงว่าค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง 363,300บาท และการไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาเป็นการปิดโอกาสในการต่อสู้คดีเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่ากรณีดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ดังกฎหมายบัญญัติไว้ข้างต้นคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้วฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อับดุลเลาะ มะดอลอ หรือนาย ดนัย มุขสีฟ้า กับพวก
จำเลย — นางสาว แมะ มะดอลอ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2545
#98507
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และกำหนดให้โจทก์นำเงิน ค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน แม้โจทก์จะยื่นขอขยายระยะเวลาวางเงินก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่โจทก์คงอ้างแต่เพียงว่าค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องนำมาวางศาลมีจำนวนสูงและการไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาเป็นการปิดโอกาสในการต่อสู้คดีเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองและขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 21367, 44689, 66872 ตำบลพิมลราช (คลองพระราชาพิมล) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนทั้งหมดของที่ดินโฉนดเลขที่ 1392, 21366, 21367, 66872, 66873, 66874, 44689 ตำบลพิมลราช (คลองพระราชาพิมล) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในโฉนดทั้ง 7 แปลง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นจำนวนรวม 125,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 จำนวน 25,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง หากโจทก์ทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาเสียภายใน 15 วัน

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องของขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 3 เดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนำมาวางศาลเป็นจำนวนสูงถึง 363,300 บาท เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก็สมควรขยายระยะเวลาวางเงินให้ตามที่ศาลเห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองถือเป็นการปิดโอกาสในการต่อสู้คดี เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งกำหนดไว้เดิมออกไปอีก เนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ และกำหนดให้โจทก์ทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน แม้โจทก์ทั้งสองจะยื่นขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 บัญญัติว่า การขยายหรือย่นระยะเวลาให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ปรากฏว่าเหตุที่โจทก์ทั้งสองขอขยายระยะเวลาคงอ้างแต่เพียงว่าค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องนำมาวางศาลมีจำนวนสูงถึง 363,300 บาท และการไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาเป็นการปิดโอกาสในการต่อสู้คดีเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่ากรณีดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไดัดังกฎหมายบัญญัติไว้ข้างต้น คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอับดุลเลาะ มะดอลอ หรือนายดนัย มุขสีฟ้า กับพวก
จำเลย — นางสาวแมะ มะดอลอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2545
#44669
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้เยาว์มีถิ่นที่อยู่ปกติที่จังหวัดกำแพงเพชรไปกระทำความผิดในเขตจังหวัดลพบุรี เมื่อไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวทั้งในท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่และท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิด จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 58(3) และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ย่อมจะนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534ซึ่งห้ามศาลกักขังแทนค่าปรับโดยให้ส่งไปฝึกอบรมแทนมาใช้บังคับไม่ได้ จึงพิพากษาให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรมสิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุของบริษัทโฟร์เอส สตูดิโอ จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 บริษัท อาร์. เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 บริษัทรถไฟดนตรี (1995) จำกัด ผู้เสียหายที่ 3 และบริษัท กระบือ แอนด์ โค จำกัด ผู้เสียหายที่ 4 โดยการนำแผ่นซีดีที่บันทึกเสียงเพลงทั้งทำนองและคำร้องซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ รวมจำนวน 39 แผ่น ออกขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าซีดีเพลงดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่และไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสี่อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 15, 31, 70, 75 และ 76 ให้แผ่นซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31, 70 วรรคสอง (ที่ถูกเป็นมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31(1)) ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าจำเลยอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 30,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติที่จังหวัดกำแพงเพชรตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวลงวันที่ 10 เมษายน 2543 และในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในเขตอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ตามปกติและท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าว ดังนั้นคดีนี้จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 58(3) และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่อาจนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งห้ามศาลกักขังแทนค่าปรับโดยให้ส่งไปฝึกอบรมแทนมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วปรับ 25,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่ง คงปรับ 12,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 58 ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — เด็กชาย
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2545
#267659
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเด็ก ในท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ตามปกติและท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิด ไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ดังนั้นคดีนี้จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 58 (3) และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ก็ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่อาจนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ซึ่งห้ามศาลกักขังแทนค่าปรับ โดยให้ส่งไปฝึกอบรมแทนมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 จึงชอบแล้ว

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2545)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 31, 70, 75 และ 76 ให้แผ่นซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31, 70 วรรคสอง (ที่ถูกเป็นมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1)) ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำเลยอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้ปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 30,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติที่จังหวัดกำแพงเพชรตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวลงวันที่ 10 เมษายน 2543 และในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในเขตอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ตามปกติและท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าว ดังนั้น คดีนี้จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 58 (3) และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่อาจนำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม มาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งห้ามศาลกักขังแทนค่าปรับ โดยให้ส่งไปฝึกอบรมแทนมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นเด็ก และมีซีดีเพลงที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ไว้เพื่อขาย เสนอขายเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าเพียง 39 แผ่น แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษปรับจำเลยหลังลดมาตราส่วนโทษเป็นเงิน 60,000 บาท ย่อมหนักเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขดุลพินิจในส่วนนี้ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วปรับ 25,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่ง คงปรับ 12,500 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 58 (3) ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — เด็กชายเจษฎาภรณ์ โทลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2545
#43444
เปิดฉบับเต็ม

นิ้วมือแต่ละนิ้วต่างเป็นองคาพยพของร่างกาย แยกเป็นอิสระจากกัน และมีสมรรถภาพในการใช้งานแตกต่างกัน การที่ลูกจ้างประสบอันตรายได้รับบาดเจ็บที่กระดูกนิ้วมือข้างขวาทั้งห้านิ้ว จึงเป็นกรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2(พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ เป็นลูกจ้างของโจทก์สังกัดฝ่ายผลิตหนังเทียม ทำหน้าที่ประจำเครื่องอัดลายซึ่งต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 ระหว่างปฏิบัติงานนายประเสริฐประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานโดยถูกลูกกลิ้งอัดลายทับมือขวาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง แพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกเอ็น และเส้นเลือดขาดหลายแห่ง กระจัดกระจายไม่อยู่ในตำแหน่งต้องผ่าตัดแก้ไขภายหลังจากแพทย์ผ่าตัดรักษาแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ปรากฏว่านิ้วชี้นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงทำให้เซลล์บริเวณนิ้วมือตาย แพทย์ต้องตัดนิ้วมือดังกล่าวออก ต่อมาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ เซลล์บริเวณฝ่ามือตายอีกแพทย์ต้องตัดเนื้อบริเวณหน้าขามาแปะเพื่อปลูกเนื้อใหม่บริเวณฝ่ามือทำให้เนื้อบริเวณหน้าขาที่ถูกตัดเกิดอักเสบมาก นายประเสริฐไม่สามารถลุกจากเตียงเพื่อช่วยเหลือตนเองได้ ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงทุเลา รวมค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้น117,476 บาท โจทก์ได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็น35,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็นเพิ่มอีก 50,000บาท ให้แก่โรงพยาบาล การประสบอันตรายของนายประเสริฐดังกล่าวมีลักษณะบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข และต้องผ่าตัดต่ออวัยวะโดยใช้วิธีจุลศัลยกรรม แต่เมื่อโจทก์ขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาท ต่อจำเลยจำเลยกลับวินิจฉัยว่าการประสบอันตรายของนายประเสริฐไม่เข้าข่ายการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลเกิน 35,000 บาท เนื่องจากเป็นการบาดเจ็บของมือข้างเดียวและไม่มีการทำจุลศัลยกรรม โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาแล้วมีมติว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า35,000 บาท ได้เนื่องจากเป็นการบาดเจ็บของอวัยวะเพียงแห่งเดียวและการรักษาไม่ได้ใช้วิธีจุลศัลยกรรม ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ มติและคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2) ที่ใช้ถ้อยคำว่าบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่ง มิได้ใช้คำว่าอวัยวะหลายแห่ง ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวน 50,000 บาท ที่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลโสธราเวชนอกเหนือค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็นจำนวน 35,000 บาท จากจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยตามหนังสือที่ ฉช 0030/5170 กับมติของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือที่ รส 0711/6686 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้จ่ายไปเป็นเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ ได้รับบาดเจ็บที่มือข้างขวาเพียงข้างเดียว แพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกมือขวาหักและข้อหลุด ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดใส่ K- WIRE ต่อมาต้องผ่าตัดนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยออกถึงโคนนิ้ว กรณีดังกล่าวไม่ใช่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่ง ไม่มีการผ่าตัดต่อเส้นเลือดและเส้นเอ็นหลายแห่งตามฟ้องโจทก์ อีกทั้งการผ่าตัดรักษาตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ใช่การรักษาพยาบาลโดยใช้วิธีจุลศัลยกรรมจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทนพ.ศ. 2537 ข้อ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า 35,000 บาท ได้คำวินิจฉัยของจำเลยและมติคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542ระหว่างปฏิบัติหน้าที่นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ ลูกจ้างโจทก์ซึ่งทำหน้าที่ประจำเครื่องอัดลายหนังเทียมประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน โดยถูกลูกกลิ้งอัดลายทับมือขวาได้รับบาดเจ็บมีแผลเปิดผิวหนังถลกขึ้นมาสูญเสียผิวหนังรอบนิ้ว นิ้วหัวแม่มือขาดระดับข้อปลายนิ้ว กระดูกโคนนิ้วชี้หัก ข้อโคนนิ้วเคลื่อน ละมีแผลเปิดบริเวณโคนนิ้ว ข้อโคนนิ้วกลางเคลื่อนข้อกลางของนิ้วนางและนิ้วก้อยเคลื่อนและมีแผลเปิด แพทย์ต้องรักษาโดยการผ่าตัดล้างแผลจัดชิ้นกระดูกที่หักให้เข้าที่ ใส่โลหะดามกระดูกภายในและใส่เฝือกปูนแต่มือขวาของนายประเสริฐเน่าตาย วันที่ 16 มีนาคม2542 แพทย์ต้องผ่าตัดเอาเนื้อที่ตายออกและตัดนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยออกระดับข้อโคนนิ้ว ปรากฏว่าแผลบริเวณรอยตัดนิ้วมีเนื้อขึ้นเต็ม วันที่ 25 มีนาคม 2542 แพทย์จึงผ่าตัดปลูกผิวหนังบริเวณรอยแผล แล้ววินิจฉัยว่า การผ่าตัดรักษามือขวาของนายประเสริฐดังกล่าวไม่ได้ใช้วิธีจุลศัลยกรรม แต่การประสบอันตรายของนายประเสริฐเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2) โจทก์ซึ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลนายประเสริฐเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่เกินจำนวน35,000 บาท เพิ่มอีกได้ไม่เกิน 50,000 บาท แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์และอัตราตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ข้อ 3 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยตามหนังสือที่ ฉช 0030/5170 และมติคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือที่ รส 0711/6686 ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาท เพิ่มอีก 50,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่ารักษาพยาบาลเท่าที่โจทก์จ่ายเพิ่มจริงตามความจำเป็นให้แก่โจทก์ทั้งนี้ให้จ่ายตามหลักเกณฑ์และอัตราตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 3 ด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่านายประเสริฐได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงเฉพาะที่มือขวาเพียงข้างเดียว แม้นิ้วหัวแม่มือจะขาดระดับข้อปลายนิ้ว กระดูกข้อโคนนิ้วชี้หักและข้อโคนนิ้วเคลื่อน ข้อโคนนิ้วกลางเคลื่อน ข้อกลางนิ้วนางและนิ้วก้อยเคลื่อน แต่นิ้วมือดังกล่าวก็ทำหน้าที่ช่วยมือข้างขวาในการหยิบจับ กำ หรือบีบ นิ้วมือห้านิ้วต้องทำงานร่วมกันนายประเสริฐจึงมิได้บาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า นิ้วมือแต่ละนิ้วต่างเป็นองคาพยพของร่างกาย แยกเป็นอิสระจากกัน และมีสมรรถภาพในการใช้งานแตกต่างกันเป็นต้นว่าการหยิบจับจะต้องใช้นิ้วหัวแม่มือเป็นหลักประกอบกับนิ้วอื่นมิฉะนั้นจะไม่สามารถหยิบจับได้อย่างมั่นคง กฎหมายจึงได้กำหนดความสำคัญของนิ้วมือแต่ละนิ้วไว้ลดหลั่นกัน เริ่มตั้งแต่นิ้วหัวแม่มือไปจนถึงนิ้วก้อย ดังจะเห็นได้จากประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 18(2)(3) วรรคสามและวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และข้อ 3 ที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายสูญเสียนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยไว้มากน้อยกว่ากันเรียงเป็นลำดับจากนิ้วหัวแม่มือไปหานิ้วก้อย ทั้งกรณีสูญเสียนิ้วมือทั้งนิ้วและบางส่วน การที่นายประเสริฐประสบอันตรายได้รับบาดเจ็บที่กระดูกนิ้วมือข้างขวาทั้งห้านิ้วจึงเป็นกรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2) ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 6 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เลนโซ่ไวนิล จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2545
#48650
เปิดฉบับเต็ม

นิ้วมือแต่ละนิ้วต่างเป็นองคาพยพของร่างกายแยกเป็นอิสระจากกัน และมีสมรรถภาพในการใช้งานแตกต่างกันไป กฎหมายจึงกำหนดความสำคัญของนิ้วมือแต่ละนิ้วไว้ลดหลั่นกันตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณค่าจ้างรายเดือนฯ ซึ่งออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 18(2)(3) วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทนฯ ข้อ 2,3 ที่ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายสูญเสียนิ้วไว้แต่ละนิ้วไว้มากน้อยกว่ากันเรียงเป็นลำดับจากนิ้วหัวแม่มือไปหานิ้วก้อยทั้งกรณีสูญเสียนิ้วมือทั้งนิ้วและบางส่วน ดังนั้น การที่ ป. ประสบอันตรายได้รับบาดเจ็บที่กระดูกนิ้วมือข้างขวาทั้งห้านิ้วจึงเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ฯ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทนฯ ข้อ 2(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ เป็นลูกจ้างของโจทก์ ระหว่างปฏิบัติงานนายประเสริฐประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานโดยถูกลูกกลิ้งอัดลายทับมือขวาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง แพทย์วินิจฉัยว่ากระดูก เอ็น และเส้นเลือดขาดหลายแห่งกระจัดกระจายไม่อยู่ในตำแหน่ง ต้องผ่าตัดแก้ไข ภายหลังจากแพทย์ผ่าตัดรักษาแล้วประมาณ1 สัปดาห์ ปรากฏว่านิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงทำให้เซลล์บริเวณนิ้วมือตาย แพทย์ต้องตัดนิ้วมือดังกล่าวออก ต่อมาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ เซลล์บริเวณฝ่ามือตายอีก แพทย์ต้องตัดเนื้อบริเวณหน้าขามาแปะเพื่อปลูกเนื้อใหม่บริเวณฝ่ามือ ทำให้เนื้อบริเวณหน้าขาที่ถูกตัดเกิดอักเสบมาก นายประเสริฐไม่สามารถลุกจากเตียงเพื่อช่วยเหลือตนเองได้ ต้องใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์จึงทุเลา รวมค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้น 117,476 บาท โจทก์ได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็น35,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็นเพิ่มอีก 50,000 บาทให้แก่โรงพยาบาล การประสบอันตรายของนายประเสริฐดังกล่าวมีลักษณะบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข และต้องผ่าตัดต่ออวัยวะโดยใช้วิธีจุลศัลยกรรม แต่เมื่อโจทก์ขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาทต่อจำเลย จำเลยกลับวินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของนายประเสริฐไม่เข้าข่ายการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลเกิน 35,000 บาท เนื่องจากเป็นการบาดเจ็บของมือข้างเดียวและไม่มีการทำจุลศัลยกรรม โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาแล้วมีมติว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า 35,000 บาทได้ เนื่องจากเป็นการบาดเจ็บของอวัยวะเพียงแห่งเดียวและการรักษาไม่ได้ใช้วิธีจุลศัลยกรรม ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ มติและคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2) ที่ใช้ถ้อยคำว่าบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งมิได้ใช้คำว่าอวัยวะหลายแห่ง ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวน 50,000 บาทที่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลโสธราเวชนอกเหนือค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็นจำนวน 35,000 บาทจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยตามหนังสือที่ ฉช 0030/5170 กับมติของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือที่ รส 0711/6686 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้จ่ายไปเป็นเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ ได้รับบาดเจ็บที่มือข้างขวาเพียงข้างเดียวแพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกมือขวาหักและข้อหลุด ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดใส่ K - WIREต่อมาต้องผ่าตัดนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยออกถึงโคนนิ้ว กรณีดังกล่าวไม่ใช่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่ง ไม่มีการผ่าตัดต่อเส้นเลือดและเส้นเอ็นหลายแห่งตามฟ้องโจทก์ อีกทั้งการผ่าตัดรักษาตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ใช่การรักษาพยาบาลโดยใช้วิธีจุลศัลยกรรม จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539)ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า 35,000 บาทได้ คำวินิจฉัยของจำเลยและมติคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างปฏิบัติหน้าที่นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ ลูกจ้างโจทก์ซึ่งทำหน้าที่ประจำเครื่องอัดลายหนังเทียมประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน โดยถูกลูกกลิ้งอัดลายทับมือขวาได้รับบาดเจ็บ มีแผลเปิดผิวหนังถลกขึ้นมาสูญเสียผิวหนังรอบนิ้ว นิ้วหัวแม่มือขาดระดับข้อปลายนิ้วกระดูกโคนนิ้วชี้หัก ข้อโคนนิ้วเคลื่อน และมีแผลเปิดบริเวณโคนนิ้ว ข้อโคนนิ้วกลางเคลื่อนข้อกลางของนิ้วนางและนิ้วก้อยเคลื่อนและมีแผลเปิด แพทย์ต้องรักษาโดยการผ่าตัดล้างแผล จัดชิ้นกระดูกที่หักให้เข้าที่ ใส่โลหะดามกระดูกภายในและใส่เฝือกปูน แต่มือขวาของนายประเสริฐเน่าตาย แพทย์ต้องผ่าตัดเอาเนื้อที่ตายออกและตัดนิ้วชี้ นิ้วกลางนิ้วนาง และนิ้วก้อยออกระดับข้อโคนนิ้ว ปรากฏว่าแผลบริเวณรอยตัดนิ้วมีเนื้อขึ้นเต็มแพทย์จึงผ่าตัดปลูกผิวหนังบริเวณรอยแผล แล้ววินิจฉัยว่า การผ่าตัดรักษามือขวาของนายประเสริฐดังกล่าวไม่ได้ใช้วิธีจุลศัลยกรรม แต่การประสบอันตรายของนายประเสริฐเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2) โจทก์ซึ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลนายประเสริฐเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่เกินจำนวน 35,000 บาท เพิ่มอีกได้ไม่เกิน50,000 บาท แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์และอัตราตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539)ข้อ 3 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยตามหนังสือที่ ฉช 0030/5170 และมติคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือที่ รส 0711/6686 ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาท เพิ่มอีก 50,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่ารักษาพยาบาลเท่าที่โจทก์จ่ายเพิ่มจริงตามความจำเป็นให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จ่ายตามหลักเกณฑ์และอัตราตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทนพ.ศ. 2537 ข้อ 3 ด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การรักษานายประเสริฐมาลัยรักษ์ ตามวิธีการของนายมณเฑียร ศิริสุนทรลักษณ์ ผู้เป็นแพทย์และเป็นพยานโจทก์เป็นการรักษาที่ผิดวิธี ไม่ถูกต้อง ค่ารักษาพยาบาลนายประเสริฐจึงไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็นนั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ไว้แต่เพียงว่าการบาดเจ็บของนายประเสริฐไม่ใช่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่ง และการผ่าตัดรักษานายประเสริฐไม่ใช่การรักษาโดยใช้วิธีจุลศัลยกรรมเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นายประเสริฐได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงเฉพาะที่มือขวาเพียงข้างเดียว แม้นิ้วหัวแม่มือจะขาดระดับข้อปลายนิ้ว กระดูกข้อโคนนิ้วชี้หักและข้อโคนนิ้วเคลื่อน ข้อโคนนิ้วกลางเคลื่อน ข้อกลางนิ้วนางและนิ้วก้อยเคลื่อน แต่นิ้วมือดังกล่าวก็ทำหน้าที่ช่วยมือข้างขวาในการหยิบจับ กำ หรือบีบ นิ้วมือทั้งห้านิ้วต้องทำงานร่วมกัน นายประเสริฐจึงมิได้บาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า นิ้วมือแต่ละนิ้วต่างเป็นองคาพยพของร่างกายแยกเป็นอิสระจากกันและมีสมรรถภาพในการใช้งานแตกต่างกัน เป็นต้นว่าการหยิบจับจะต้องใช้นิ้วหัวแม่มือเป็นหลักประกอบกับนิ้วอื่นมิฉะนั้นจะไม่สามารถหยิบจับได้อย่างมั่นคง กฎหมายจึงได้กำหนดความสำคัญของนิ้วมือแต่ละนิ้วไว้ลดหลั่นกัน เริ่มตั้งแต่นิ้วหัวแม่มือไปจนถึงนิ้วก้อย ดังจะเห็นได้จากประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 18(2)(3) วรรคสามและวรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2 และข้อ 3 ที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายสูญเสียนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางนิ้วนาง และนิ้วก้อยไว้มากน้อยกว่ากันเรียงเป็นลำดับจากนิ้วหัวแม่มือไปหานิ้วก้อยทั้งกรณีสูญเสียนิ้วมือทั้งนิ้วและบางส่วน การที่นายประเสริฐประสบอันตรายได้รับบาดเจ็บที่กระดูกนิ้วมือข้างขวาทั้งห้านิ้วจึงเป็นกรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2(2) ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 18 (3)
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซ่ไวนิล จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2545
#98526
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การรักษาตามวิธีการของผู้เป็นแพทย์ผู้เป็นพยานโจทก์เป็นการรักษาที่ผิดวิธี จึงไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลตามความจำเป็น ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 31

นิ้วมือแต่ละนิ้วต่างเป็นองคาพยพของร่างกาย แยกเป็นอิสระจากกันและมีสมรรถภาพในการใช้งานแตกต่างกัน ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา18(2)(3) วรรคสามและวรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ข้อ 2 และข้อ 3 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายสูญเสียนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยไว้มากน้อยกว่ากันเรียงเป็นลำดับจากนิ้วหัวแม่มือไปหานิ้วก้อยทั้งกรณีสูญเสียนิ้วมือทั้งนิ้วและบางส่วน

ลูกจ้างประสบอันตรายได้รับบาดเจ็บที่กระดูกนิ้วมือข้างขวาทั้งห้านิ้วเป็นกรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ออกตามความใน พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537ข้อ 2(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยตามหนังสือที่ ฉช 0030/5170 กับมติของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือที่ รส 0711/6686 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้จ่ายไปเป็นเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 ระหว่างปฎิบัติหน้าที่นายประเสริฐ มาลัยรักษ์ ลูกจ้างโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน แพทย์วินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของนายประเสริฐเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2 (2) โจทก์ซึ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลนายประเสริฐเท่าที่ จ่ายจริงตามความจำเป็นจึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่เกินจำนวน 35,000 บาท เพิ่มอีกได้ไม่เกิน 50,000 บาท แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์และอัตราตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ข้อ 3 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยตามหนังสือที่ ฉช 0030/5170 และมติคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามหนังสือที่ รส 0711/6686 ให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาท เพิ่มอีก 50,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่ารักษาพยาบาลเท่าที่โจทก์จ่ายเพิ่มจริงตามความจำเป็นให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้จ่ายตามหลักเกณฑ์และอัตราตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 3 ด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว? ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นายประเสริฐได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงเฉพาะ ที่มือขวาเพียงข้างเดียว แม้นิ้วหัวแม่มือจะขาดระดับข้อปลายนิ้ว กระดูกข้อโคนนิ้วชี้หักและข้อโคนนิ้วเคลื่อน ข้อโคนนิ้วกลางเคลื่อน ข้อกลางนิ้วนางและนิ้วก้อยเคลื่อน แต่นิ้วมือดังกล่าวก็ทำหน้าที่ช่วยมือข้างขวาในการหยิบจับ กำ หรือบีบ นิ้วมือทั้งห้านิ้วต้องทำงานร่วมกัน นายประเสริฐจึงมิได้บาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า นิ้วมือแต่ละนิ้วต่างเป็นองคาพยพของร่างกาย แยกเป็นอิสระจากกัน และมีสมรรถภาพในการใช้งานแตกต่างกัน กฎหมายจึงได้กำหนดความสำคัญของนิ้วมือแต่ละนิ้วไว้ลดหลั่นกัน ดังจะเห็นได้จากประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ ค่าจ้างรายเดือน ลงวันที่ 12 กันยายน 2537 ออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 18 (2) (3) วรรคสามและวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2 และข้อ 3 การที่นายประเสริฐประสบอันตรายได้รับบาดเจ็บที่กระดูกนิ้วมือข้างขวาทั้งห้านิ้วจึงเป็นกรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ข้อ 2 (2) ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 6 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 18 (2) (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ม. 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซไวนิล จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1576/2545
#98281
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี และลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๙๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ รวมจำคุก ๑๕ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๐ ปี และให้คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ กระทงละ ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ รวมจำคุก ๑๕ ปี และลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๐ ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน ๕ ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่าศาลลงโทษจำคุกจำเลยหนักเกินไป ขอให้ลดโทษแก่จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาล ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางเมตตา เกิดสำราญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1575/2545
#110813
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา 341 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดรวม 810,000 บาท ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขอถอนคำให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ แต่ขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาเพื่อนำเงินมาชำระให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนละ 20,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะไปเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 สอบโจทก์ ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 7 แล้วรับว่าเป็นจริง และต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ชำระเงินให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนละ 20,000 บาทแล้ว ดังนี้ การที่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดยอมรับตามคำแถลงของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า เงินส่วนที่เหลือผู้เสียหายจะไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะไม่ติดใจเรียกร้องเงินส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีก จึงถือไม่ได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาระงับข้อพิพาทโดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงต้องร่วมกันชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจนสิ้นเชิงในฐานะลูกหนี้ร่วม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 120,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 100,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 140,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 90,000 บาท

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ชั่วคราว

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 80,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 70,000 บาท ความผิดฐานอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดหรือไม่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า ได้ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนละ 20,000 บาท เงินส่วนที่เหลือผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 การตกลงดังกล่าวถือว่าคู่กรณีมีเจตนาระงับข้อพิพาทโดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง พิเคราะห์รายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 มีนาคม 2543 ซึ่งบันทึกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขอถอนคำให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้ แต่ขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาเพื่อนำเงินมาชำระให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนละ 20,000 บาท ส่วนที่เหลือผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 สอบโจทก์ ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 7 แล้วรับว่าเป็นจริงดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แถลง และต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ชำระเงินแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มิถุนายน 2543 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระเงินบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด และผู้เสียหายทั้งเจ็ดยอมรับตามคำแถลงของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า เงินส่วนที่เหลือผู้เสียหายจะไปเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะไม่ติดใจเรียกร้องเงินส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีก จึงถือไม่ได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาระงับข้อพิพาทโดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจนสิ้นเชิงในฐานะลูกหนี้ร่วม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.พ.พ. ม. 291
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางพรรณอร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายวันชัย บัวเทียน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2545
#42800
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายในคดีก่อนโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่มีการบังคับคดีแต่ยังไม่พอชำระหนี้และจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีกอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ทั้งทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดได้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 304,500 บาท ซึ่งอาจขายทอดตลาดได้ราคาสูงกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ก็ได้ จึงมีเหตุที่ยังไม่ควรให้ล้มละลาย โจทก์กลับนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายอีกในเหตุดังที่เคยอ้างและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แม้คดีนี้ โจทก์อ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคดีก่อน โดยโจทก์ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้เงินเพียง 42,900 บาท และโจทก์ได้รับชำระหนี้เพียง 36,479 บาทส่วนคดีก่อนยังมิได้ขายทอดตลาดก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 24347/2532 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วได้รับเงินจากการขายทอดตลาดเพียง 36,439 บาท ยอดหนี้ค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 836,786.80 บาท จำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามเข้าข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า เช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 24347/2532 ของศาลชั้นต้นเป็นเพียงเช็คค้ำประกันของเช็คอีกฉบับหนึ่ง จำนวนเงิน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์ไปแล้ว 30,000 บาท คงค้าง 120,000 บาท จำเลยที่ 1 นำเงินไปชำระแต่โจทก์ไม่ยอมรับ ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวมาฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา สำหรับคดีอาญานั้น ศาลพิพากษายกฟ้องโดยเชื่อว่าเป็นเช็คค้ำประกัน จำเลยที่ 3 หาได้เป็นหนี้โจทก์ไม่เพราะขณะลงชื่อสลักหลังไม่มีเจตนาผูกพันเพียงแต่ลงชื่อไว้เพื่อรับรู้การที่บิดาเป็นหนี้โจทก์ และขณะนั้นจำเลยที่ 3 ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์เพียง 120,000 บาท และพร้อมที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์จึงยังไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งให้ชำระเงินตามเช็ค ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 500,000บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสาม แต่ขายทอดตลาดได้เงิน 42,900 บาท โจทก์ได้รับชำระหนี้ 36,497บาท ต่อมาโจทก์นำเช็คที่ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ซึ่งค้างชำระอยู่เพียง 120,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์นำมูลหนี้ตามเช็คที่ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งและคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่ามีเหตุที่ยังไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย คดีถึงที่สุดดังปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ล.144/2538เอกสารหมาย ล.5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.144/2538 ของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายหรือไม่ โจทก์ฎีกาโต้แย้งสรุปได้ว่า มูลหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลายนั้น เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นจำนวนหนี้ที่แน่นอน เมื่อมีการบังคับคดีและจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะพึงยึดมาชำระหนี้อีกได้ จำเลยทั้งสามย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ตราบใดที่จำเลยทั้งสามยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ นอกจากนี้จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจึงไม่อาจยกฟ้องในประเด็นดังกล่าวได้ เห็นว่า จริงอยู่แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายในคดีก่อนโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่มีการบังคับคดีแต่ยังไม่พอชำระหนี้และจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีกอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวก็ตาม แต่คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายได้พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไป และจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้เพียง 120,000 บาท เท่านั้น เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำเลยที่ 1 ก็ได้นำเงิน 120,000 บาท ไปชำระให้โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จะให้ชำระตามเช็คค้ำประกัน จำเลยที่ 1 จึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงยังรับฟังโดยปราศจากความสงสัยไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ทั้งทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 304,500บาท ซึ่งอาจขายทอดตลาดได้ราคาสูงกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ก็ได้ จึงมีเหตุที่ยังไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย แสดงให้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายได้วินิจฉัยยกฟ้องด้วยเหตุสองประการ คือ ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์อยู่จริงและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ที่ว่า "ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" ทั้งนี้ไม่ว่ามูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย จะเป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม ศาลที่พิจารณาคดีล้มละลายก็ต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ทั้งสิ้น กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ มีหนี้สินกันอยู่จริงตามจำนวนที่กฎหมายล้มละลายกำหนดไว้หรือไม่ และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ อีกทั้งลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์เคยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายจนศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์กลับนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลายอีกในเหตุดังที่เคยอ้างและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 ประกอบด้วยมาตรา 14 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แม้คดีนี้โจทก์อ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคดีก่อน โดยโจทก์ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้เงินเพียง 42,900 บาท และโจทก์ได้รับชำระหนี้เพียง 36,479 บาท ส่วนคดีก่อนยังมิได้ขายทอดตลาดศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลายก็ตาม แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเดิมและคดีนี้ก็ยังคงตรงกันในข้อที่ว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ปรากฏว่าไม่มีทรัพย์สินใดที่จะบังคับคดีได้อีก พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งในที่สุดศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกฟ้อง ด้วยเหตุผลอันเป็นหลักแห่งคำวินิจฉัยว่าไม่เชื่อว่าโจทก์จำเลยทั้งสามมีหนี้สินกันอยู่จริงหรือไม่และมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลายซึ่งในคดีนี้ ศาลก็ต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาให้ได้ความดังที่มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ได้กำหนดไว้เช่นกัน นอกจากนี้การที่ศาลจะพิพากษาให้บุคคลใดล้มละลายหรือไม่ ย่อมมีผลในทางตัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลจึงแตกต่างจากการพิพากษาคดีแพ่งสามัญ เหตุนี้ไม่ว่าคดีล้มละลายเดิมศาลจะยกฟ้องด้วยเหตุที่พิจารณาไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตาม โจทก์ก็ไม่อาจหยิบยกเอามูลหนี้เดิมมาเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีล้มละลายอีกได้ เพราะเท่ากับเป็นการใช้กฎหมายล้มละลายในทางบีบคั้นลูกหนี้ให้ต้องล้มละลายซ้ำแล้วซ้ำอีก อันเป็นการผิดจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรินทร์ แสงขำ
จำเลย — นายนิทัศน์ ละอองศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1490/2545
#99756
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายในคดีก่อน โดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่มีการบังคับคดีแต่ยังไม่พอชำระหนี้ และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ศาลพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้วเนื่องจากยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ทั้งทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดไว้อาจขายทอดตลาดได้ราคาสูงกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ก็ได้ จึงมีเหตุที่ยังไม่ควรให้ ล้มละลาย การที่โจทก์กลับนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายอีกในเหตุดังที่เคยอ้างและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แม้คดีนี้โจทก์อ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคดีก่อน โดยโจทก์ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอ ชำระหนี้ก็ตาม

การใช้กฎหมายล้มละลายในทางบีบคั้นลูกหนี้ให้ต้องล้มละลายซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นการผิดจากเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งให้ชำระเงินตามเช็ค ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสาม แต่ขายทอดตลาดได้เงิน ๔๒,๙๐๐ บาท โจทก์ได้ชำระหนี้ ๓๖,๔๙๗ บาท ต่อมาโจทก์นำเช็คที่ฟ้องจำเลย ทั้งสามเป็นคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีอาญา ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันหนี้ซึ่งค้างชำระอยู่เพียง ๑๒๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์นำมูลหนี้ตามเช็คที่ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งและอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสาม เป็นคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่ามีเหตุที่ยังไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย คดีถึงที่สุด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็น ฟ้องซ้ำกับคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. ๑๔๔/๒๕๓๘ ของศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายในคดีก่อนโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่มีการบังคับคดี แต่ยังไม่พอชำระหนี้และจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีกอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สิน ล้นพ้นตัวก็ตาม แต่คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายได้พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ไป และจำเลยที่ ๑ ยังค้างชำระหนี้เพียง ๑๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ก็ได้นำไปชำระให้โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จะให้ชำระตามเช็คค้ำประกัน จึงรับฟังโดยปราศจาก ความสงสัยไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ทั้งทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดได้อาจขายทอดตลาดได้ ราคาสูงกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ก็ได้ จึงมีเหตุที่ยังไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย การที่โจทก์กลับนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลายอีกในเหตุที่เคยอ้างและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙ ประกอบด้วยมาตรา ๑๔ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓ แม้คดีนี้โจทก์อ้างว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคดีก่อน โดยโจทก์ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ตาม การที่ศาลจะพิพากษาให้บุคคลใดล้มละลายหรือไม่ ย่อมมีผลในทางตัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล จึงแตกต่างจากการพิพากษาคดีแพ่งสามัญ เหตุนี้ไม่ว่าคดีล้มละลายเดิม ศาลจะยกฟ้องด้วยเหตุที่พิจารณาไม่ได้ความจริงตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ตาม โจทก์ก็ไม่อาจหยิบยกเอามูลหนี้เดิมมาเป็นเหตุแห่งการฟ้อง คดีล้มละลายอีกได้ เพราะเท่ากับเป็นการใช้กฎหมายล้มละลายในทางบีบคั้นลูกหนี้ให้ต้องล้มละลายซ้ำแล้วซ้ำอีก อันเป็นการผิดจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรินทร์ แสงขำ
จำเลย — นายนิทัศน์ ละอองศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญวิทย์ ท้วมเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2545
#42799
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57,91 ลดโทษ ให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่และลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปียกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนจึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 23 เม็ด น้ำหนัก 2.089 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 100 บาท และจำเลยทั้งสองได้เสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีรับประทานเข้าสู่ร่างกายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7(1), 8, 15, 57,66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ20,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับจำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่และสำหรับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ15,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองโดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อเดือน มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรคนละ 20 ชั่วโมง ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นกระป๋องนมผงจำนวน 1 ใบ และธนบัตรจำนวน 4,900 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย เมื่อเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี8 เดือน ไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน รวมโทษทุกกระทงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี5 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือนและปรับ 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษาแก้โทษจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นฎีกาแต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี 8 เดือน ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้บังคับคดีลงโทษจำเลยทั้งสองไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นาย สุรชัย เนมีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2545
#110892
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุกและปรับ รอการลงโทษและคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองแต่เฉพาะข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย ต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกความข้อนี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกความขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗ (๑), ๘, ๑๕, ๕๗, ๖๖, ๙๑, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ จำคุกคนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๑ และทางนำสืบของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ สำหรับจำเลยที่ ๑ หนึ่งในสี่ และสำหรับจำเลยที่ ๒ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๙ เดือน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองโดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรคนละ ๒๐ ชั่วโมง ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นกระป๋องนมผงจำนวน ๑ ใบ และธนบัตรจำนวน ๔,๙๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ด้วย เมื่อเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ ๕ ปี รวมจำคุกคนละ ๑๐ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี ๘ เดือน ไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน รวมโทษทุกกระทง จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๗ ปี ๕ เดือน จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี ๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑ ลดโทษให้แก่จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสี่และลดโทษให้แก่จำเลยที่ ๒ กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๙ เดือน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลย ทั้งสองเฉพาะข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหา เสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้โทษจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษ จำเลยทั้งสอง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ ยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ ปี ๘ เดือน ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้บังคับคดีลงโทษจำเลยทั้งสองไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นายสุรชัย เนมีย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายวิรัตน์ กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2545
#42161
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาฯไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องที่พนักงานอัยการโจทก์มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องหรือไม่ แต่มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาบังคับใช้แก่คดี ซึ่งตามมาตรา 165 ที่กำหนดให้พนักงานอัยการโจทก์คุมตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้องนั้นสามารถนำมาใช้บังคับแก่คดีเด็กหรือเยาวชนได้ และไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้วมีการประกันตัวไป แต่ภายหลังสถานพินิจดังกล่าวไม่อาจส่งตัวจำเลยต่อศาลในวันฟ้องได้เนื่องจากจำเลยถูกจับกุมในอีกคดีหนึ่งที่จังหวัดลพบุรี กรณีจึงเป็นเรื่องระหว่างการควบคุมตัวจำเลยในชั้นสอบสวนโดยอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสถานพินิจ ไม่เกี่ยวกับศาลประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ที่แก้ไขใหม่ก็มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรดังที่บัญญัติไว้เดิมทั้งในปัจจุบันสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรก็เป็นหน่วยงานที่แยกออกไปจากศาลแล้ว ดังนั้น ในชั้นควบคุมตัวจำเลยในสถานพินิจจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ในความควบคุมของศาล ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 โดยขณะโจทก์ยื่นฟ้องอยู่ภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผัดฟ้องและอยู่ในระหว่างที่จำเลยซึ่งยังเป็นเยาวชนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาหลบหนี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีหน้าที่นำตัวจำเลยมาส่งศาลขณะที่ยื่นฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่นำตัวจำเลยมาศาลในขณะยื่นฟ้อง จึงไม่ประทับฟ้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งขอให้ประทับรับฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พนักงานอัยการโจทก์มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ แต่ตามมาตรา 6 แห่งบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้พนักงานอัยการโจทก์คุมตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง โดยนำมาใช้บังคับแก่คดีเด็กหรือเยาวชนได้และไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลย ซึ่งเป็นเยาวชนมาศาลขณะยื่นฟ้องสำหรับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้วมีการประกันตัวไปภายหลังสถานพินิจดังกล่าวมิอาจส่งตัวจำเลยต่อศาลในวันฟ้องได้เนื่องจากนายประกันได้มาแจ้งว่าจำเลยถูกจับกุมอีกคดีหนึ่งในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลำสนธิจังหวัดลพบุรีเห็นได้ว่ากรณีเป็นเรื่องระหว่างการควบคุมตัวจำเลยในชั้นสอบสวนโดยอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสถานพินิจ ไม่เกี่ยวกับศาล ประกอบกับมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ที่แก้ไขใหม่ก็มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรดังที่บัญญัติไว้เดิมทั้งในปัจจุบันสถานพินิจทั่วราชอาณาจักรก็เป็นหน่วยงานที่แยกออกไปจากศาลแล้ว ดังนั้น ในชั้นควบคุมตัวจำเลยในสถานพินิจจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ในความควบคุมของศาลเมื่อได้ความว่าขณะพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ไม่มีตัวจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 165
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย อ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
อำนวย เต้พันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2545
#44126
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีใจความทำนองว่า จำเลยแต่ละคนตกลงให้ค่าตอบแทนโจทก์จำนวนร้อยละ 3 ของมูลค่าทรัพย์มรดกหรือจำนวนเงินที่ได้รับโดยจะจ่ายให้เมื่อได้รับเงินจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นคราว ๆ ไป แสดงว่าค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยทั้งสามขึ้นอยู่กับทรัพย์มรดกหรือจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสามได้รับ หากจำเลยทั้งสามไม่ได้รับทรัพย์มรดกหรือเงินส่วนแบ่ง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยทั้งสาม สัญญาจ้างว่าความเช่นนี้มีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้ามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกความ ไม่เหมือนกับสัญญาจ้างว่าความที่ทนายพึงได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงินตายตัวโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลคดีว่าจะแพ้หรือชนะอย่างไร ทั้งการที่โจทก์มีหนังสือทวงถามเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลยทั้งสามโดยคิดในอัตราร้อยละ 3 ของทรัพย์มรดกแต่ละรายการที่จำเลยทั้งสามได้รับไปแล้วนั้น ยิ่งทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้รับค่าจ้างตามผลแห่งคดีที่จำเลยทั้งสามได้รับทรัพย์มรดกโดยตรง สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามแม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่ก็เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 และเมื่อข้อความในสัญญาจ้างว่าความชัดเจนอยู่แล้ว กรณีไม่อาจตีความโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงให้เป็นอย่างอื่นไปได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจ้างโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีเรียกร้องทรัพย์มรดกจากกองมรดกของนายมานิตย์ ภาคยวงศ์ บิดาของจำเลยทั้งสามโดยทำสัญญาจ้างว่าความเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 3 ฉบับ โดยจำเลยทั้งสามตกลงว่าเมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกแล้ว จำเลยแต่ละคนจะจ่ายค่าจ้างว่าความแก่โจทก์ร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์มรดกหรือจำนวนเงินที่จำเลยแต่ละคนได้รับเป็นส่วนของตนเป็นคราว ๆ ไป ต่อมาโจทก์ตกลงลดค่าจ้างว่าความลงเหลือร้อยละ 3 ของมูลค่าทรัพย์มรดกดังกล่าว จำเลยทั้งสามได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์มรดกดังกล่าวแล้วรวมเป็นเงิน 983,850,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสามมีหนังสือแจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามจะจ่ายค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาทซึ่งตามสัญญาจ้างว่าความจำเลยทั้งสามต้องชำระค่าจ้างว่าความแก่โจทก์เป็นเงิน29,515,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 29,515,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันปฏิบัติตามขั้นตอนของสัญญาโดยชำระเงิน 5,993,100บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระเงินจำนวน 23,522,400 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามขายทรัพย์มรดกจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามจ้างโจทก์เป็นทนายความโดยตกลงให้โจทก์มีหน้าที่ติดตามรวบรวมทรัพย์มรดกของนายมานิตย์ ภาคยวงศ์ ที่สูญหายไปเนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียที่ดูแลทรัพย์มรดกอยู่เบียดบังเอาทรัพย์ส่วนนั้นไป โจทก์ไม่ทำการงานให้เห็นผลในการติดตามทรัพย์มรดกเข้าในกองมรดก จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามสัญญาขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์ประกอบอาชีพทนายความ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 จำเลยทั้งสามทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความเพื่อดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดก และเรียกร้องทรัพย์มรดกที่จำเลยทั้งสามมีสิทธิจะได้รับจากกองมรดกของนายมานิตย์ ภาคยวงศ์ บิดาของจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามตกลงให้ค่าจ้างว่าความหรือสินจ้างแก่โจทก์เป็นจำนวนร้อยละ 5ของมูลค่าทรัพย์มรดกหรือจำนวนเงินที่จำเลยแต่ละคนได้รับส่วนของตนเป็นคราว ๆ ไปต่อมาโจทก์ลดค่าจ้างว่าความลงเหลือร้อยละ 3 โดยนำสัญญาเดิมมาลบเลข 5 ออกและเขียนเลข 3 ลงไปใหม่ ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26หลังจากนั้นทายาทของนายมานิตย์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันทรัพย์มรดกกันในคดีหมายเลขแดงที่ 7181/2534 ของศาลแพ่ง โดยจำเลยทั้งสามได้รับส่วนแบ่งด้วย คดีถึงที่สุดแล้ว คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามตามเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26 มีใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยแต่ละคนตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนร้อยละ 3ของมูลค่าทรัพย์มรดกหรือจำนวนเงินที่ได้รับ โดยจะจ่ายให้ต่อเมื่อจำเลยแต่ละคนได้รับเงินจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นคราว ๆ ไป แสดงว่าค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยทั้งสามย่อมขึ้นอยู่กับทรัพย์มรดกที่จำเลยทั้งสามได้รับหรือจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสามได้รับ หากจำเลยทั้งสามไม่ได้รับทรัพย์มรดกหรือเงินส่วนแบ่งจากทรัพย์มรดกรายนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยทั้งสาม สัญญาจ้างว่าความเช่นนี้จึงมีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้ามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกความไม่เหมือนกับสัญญาจ้างว่าความที่คิดค่าจ้างเป็นอัตราร้อยละของจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือพิพาทกันในคดีซึ่งทนายความพึงได้รับค่าจ้างว่าความเป็นจำนวนเงินที่ตายตัวโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลคดีว่าจะแพ้หรือชนะอย่างไรการที่โจทก์มอบให้นายชุมศักดิ์ วิชัยลักษณ์ ทนายโจทก์มีหนังสือทวงถามเรียกค่าจ้างว่าความจากจำเลยทั้งสามตามเอกสารหมาย จ.88 โดยคิดค่าจ้างว่าความในอัตราร้อยละ 3 ของทรัพย์มรดกแต่ละรายการที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้รับแล้วนั้น ยิ่งทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้รับค่าจ้างว่าความตามผลแห่งคดีที่จำเลยทั้งสามได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกโดยตรง สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามดังกล่าวแม้จะไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่ก็เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และข้อความในสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26 ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่อาจตีความโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นอย่างอื่นไปได้ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆของโจทก์ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 171 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุระวุฒิ ศรีภพ
จำเลย — นางสาว มาลัย ภาคยวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ