คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2545
#99832
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการกับตัวแทน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่จำเลยสั่งให้ขายก็เป็นการกระทำที่อยู่ในฐานะของตัวแทนของจำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 10 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ

จำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นเพียง 10,000 หุ้น แต่โจทก์ขายหุ้นไปจำนวน 20,000 หุ้น และส่งมอบเงินที่ขายได้ทั้งหมดจำนวน 502,475 บาท ให้แก่จำเลย จึงมียอดเงินที่จำเลยรับไว้เกินเป็นจำนวน 251,237.50 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔๘๔,๖๘๖.๓๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๕๓,๗๖๒.๕๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยไม่ได้สั่งให้โจทก์ขายหลักทรัพย์จำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น โจทก์ขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเพียง ๑๐,๐๐๐ หุ้น เท่านั้น หลักทรัพย์จำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น ที่โจทก์นำออกขายด้วยความผิดพลาดของพนักงานโจทก์และได้ส่งมอบเงินที่ขายได้ให้จำเลยเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จำเลยได้รับไว้โดยสุจริต โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดให้จำเลยปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าว คือวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์ชอบที่จะเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยภายใน ๑ ปี คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระงินจำนวน ๒๕๓,๗๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๕๓,๗๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ประกอบกิจการเป็นนายหน้าตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๖ จำเลยได้สั่งให้โจทก์ขายหุ้นบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (BKP) โจทก์ได้ดำเนินการขายหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น ได้เงิน ๕๐๒,๔๗๕ บาท ซึ่งโจทก์ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยรวมกับราคาหุ้นรายอื่นด้วย จำนวน ๘๒๕,๘๕๐ บาท ให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว และได้ส่งมอบหุ้นบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (BKP) จำนวน ๑๐,๐๐๐ หุ้น ให้แก่โจทก์ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นจำนวน ๑๐,๐๐๐ หุ้น มิใช่ ๒๐,๐๐๐ หุ้น ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในประเด็นนี้ โจทก์นำนางสาวปริญดา แซ่ยิ้ว กับนางสาวโสภิณ วิโรจน์ศิริชัย เบิกความว่า จำเลยเป็นผู้สั่งให้โจทก์ขายหุ้นของจำเลยจำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น แต่นางสาวปริญดา เบิกความว่าขณะที่ซื้อขายหุ้นคดีนี้ ตนยังไม่ได้เข้ามาทำงานกับโจทก์ แต่ที่ทราบเรื่องนี้เพราะทราบจากการตรวจดูเอกสาร พยานปากนี้ของโจทก์จึงมิใช่ประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในการสั่งให้ซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย ส่วนนางสาวโสภิณก็เบิกความว่าทราบเรื่องนี้จากเพื่อนร่วมงานไม่มีส่วนรู้เห็นในขณะที่มีการสั่งซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์คงมีแต่หนังสือสัญญาตัวแทนนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มาแสดง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าได้ทำสัญญาจริง คดีจึงคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยได้มอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนขายหุ้น ในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๖ โจทก์ได้ขายหุ้นแทนจำเลยและโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยจำนวน ๘๒๕,๘๕๐ บาท เท่านั้น แต่พยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยสั่งให้ขายหุ้นจำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น หรือเพียง ๑๐,๐๐๐ หุ้น ตามที่จำเลยอ้างนั้น พยานบุคคลที่โจทก์นำสืบเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการสั่งให้ขายหุ้น จึงรับฟังเป็นพยานไม่ได้ ประกอบกับจำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าสั่งให้โจทก์ขายหุ้นเพียง ๑๐,๐๐๐ หุ้น เท่านั้น เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้แต่โจทก์สืบไม่สม ทั้งหลังทำสัญญาขายหุ้นแล้วโจทก์ก็ไม่ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งมอบหุ้นจำนวน ๑๐,๐๐๐ หุ้น ที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนตามที่ตกลงไว้ในสัญญาตัวแทนและหรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ โจทก์เพิ่งมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ หลังจากทำสัญญาขายหุ้นแล้วถึง ๔ ปี พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นจำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น คงฟังได้แต่เพียงเท่าที่จำเลยรับว่าสั่งให้โจทก์ขายเพียง ๑๐,๐๐๐ หุ้น เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ขายหุ้นบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (BKP) จำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบหุ้นอีกจำนวน ๑๐,๐๐๐ หุ้น ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ว่าคดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องลาภมิควรได้ มิใช่เรื่องตัวแทนนั้น เห็นว่า จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนนายหน้า ในการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการกับตัวแทน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่จำเลยสั่งให้ขายก็เป็นการกระทำที่อยู่ในฐานะของตัวแทนของจำเลย โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด ๑๐ ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสั่งให้โจทก์ตัวแทนขายหุ้นเพียง ๑๐,๐๐๐ หุ้น แต่โจทก์ขายหุ้นไปจำนวน ๒๐,๐๐๐ หุ้น และส่งมอบเงินที่ขายได้ทั้งหมดจำนวน ๕๐๒,๔๗๕ บาท ให้แก่จำเลย จึงมียอดเงินที่จำเลยรับไว้เกินเป็นจำนวน ๒๕๑,๒๓๗.๕๐ บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินรับชำระไว้เกิน ๒๕๑,๒๓๗.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์ ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 816
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยซัมมิท
มุ่งทวีสินสุข — นางฟู ซู ฟาง หรือ นางเฟื่องฟูรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2545
#42768
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฆ่า ย. เพราะจำเลยเข้าใจว่า ย. พูดถ้อยคำส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับ ล. ภริยาจำเลยทั้ง ๆ ที่จำเลยกับ ล. มีเจตนาดีต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมากระทำผิดโดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ 5 นาที เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุขึ้น ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีด 1 เล่ม ซึ่งตระเตรียมมาเป็นอาวุธฆ่านายยอดชาย ผิวขาวปลั่ง ผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยใช้มีดฟันผู้เสียหายที่บริเวณลำคอและร่างกายหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำการไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะผู้เสียหายยกแขนขึ้นป้องกัน เป็นเหตุให้จำเลยฟันถูกข้อมือขวาของผู้เสียหายเกือบขาดไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 80 และนับโทษจำเลยต่อ

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 80 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3353/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบด้วยมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 25พฤษภาคม 2542 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายยอดชายผิวขาวปลั่ง ผู้เสียหาย ยืนคุยกับนายมนูญ บุญหล้า นายประสงค์ผิวขาวปลั่ง และพวกที่อยู่ที่บริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะ หมูที่ 9ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยนางเล็กซึ่งเป็นภริยานั่งซ้อนท้ายมาจอดใกล้ผู้เสียหายนางเล็กชวนผู้เสียหายกับพวกไปรับประทานอาหารฉลองวันเกิดที่บ้านนางเล็ก ผู้เสียหายตอบว่า "ไม่ไป" และพูดเล่นต่อไปว่า "กินบนโต๊ะหรือกินบนหญ้า" เป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจขับรถจักรยานยนต์พานางเล็กออกไป ต่อมาประมาณ 5 นาที จำเลยขับรถจักรยานยนต์กลับมาเพียงคนเดียวถืออาวุธมีดง้าวใบมีดยาวประมาณ 1 ศอกกว้างประมาณ 3 ถึง 4 นิ้ว มาด้วย ผู้เสียหายวิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ตามแต่ผู้เสียหายวิ่งไปได้ประมาณ 50 เมตร ก็สะดุดสายขึงเสาโทรทัศน์ล้มลง จำเลยเงื้ออาวุธมีดขึ้นเหนือหัวไหล่แล้วฟันที่ศีรษะผู้เสียหายผู้เสียหายยกแขนขึ้นรับ เป็นเหตุให้จำเลยฟันถูกแขนหรือข้อมือขวาของผู้เสียหายเกือบขาดจากกัน ผู้เสียหายหมดสติและมีผู้นำส่งโรงพยาบาลบ้านแหลม ต่อมาได้ถูกส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า นายแพทย์เอกโชติ พีรธรรมานนท์ ทำการตรวจรักษาบาดแผลแล้วมีความเห็นว่า ผู้เสียหายไม่สามารถใช้มือขวาได้ตามปกติและหากมารับการรักษาไม่ทันจะเสียเลือดมากและอาจติดเชื้อจนเป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นความผิดโดยเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) หรือไม่ จากคำเบิกความของผู้เสียหาย ปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เสียหายใช้คำพูดซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นคำพูดที่ส่อเสียดล่วงเกินทางเพศแก่นางเล็กภริยาของจำเลย ซึ่งได้ไปพูดชักชวนผู้เสียหายกับพวกไปร่วมงานกินเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของนางเล็กโดยจัดงานที่บ้านของจำเลย และปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธีระ สูงยิ่งพนักงานสอบสวนว่าได้สอบสวนผู้เสียหายและบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์คือนายประสงค์ ผิวขาวปลั่ง และนายมนูญ บุญล่า ว่าจำเลยไม่พอใจผู้เสียหายที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับนางเล็ก จำเลยขับรถจักรยานยนต์พานางเล็กกลับไป จากนั้นประมาณ 5 นาทีจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์กลับมาเพียงผู้เดียว โดยมีอาวุธมีดง้าวดังกล่าวมาด้วยและเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายประสงค์และนายมนูญเอกสารหมาย จ.2 จ.5 และจ.6 เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏรับฟังได้ว่า ก่อนหน้าที่จำเลยและนางเล็กจะพบกับผู้เสียหาย จำเลยไม่มีสาเหตุกับผู้เสียหายมาก่อนการที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เพราะเหตุจากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายพูดใช้ถ้อยคำส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับนางเล็ก ทั้ง ๆ ที่จำเลยกับนางเล็กมีเจตนาดีต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมากระทำผิดคดีนี้ โดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ5 นาที เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุคดีนี้ขึ้น การกระทำของจำเลยจึงรับฟังมิได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย เจริญพงษ์ หรือ ต้อย ศรีศิริเล็ก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 987/2545
#98417
เปิดฉบับเต็ม

ล. ภริยาจำเลยชวนผู้เสียหายไปรับประทานอาหารที่บ้าน ผู้เสียหายไม่ไปแต่พูดว่า "กินบนโต๊ะหรือกินบนหญ้า" ทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายใช้คำพูดส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับภริยาจำเลย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมาฟันผู้เสียหาย โดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ 5 นาที เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุขึ้น การกระทำของจำเลยจึงรับฟังมิได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๐ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) , ๘๐ ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๒๕ ปี นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๓๕๓/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ ลงโทษจำคุก ๑๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นความผิดโดยเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) หรือไม่ จากคำเบิกความของผู้เสียหาย ปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เสียหายใช้คำพูดซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจว่าเป็นคำพูดที่ส่อเสียดล่วงเกินทางเพศแก่นางเล็กภริยาของจำเลย ซึ่งได้ไปพูดชักชวนผู้เสียหายกับพวกไปร่วมงานกินเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของนางเล็กโดยจัดงานที่บ้านของจำเลย และปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธีระ สูงยิ่ง พนักงานสอบสวนว่าได้สอบสวนผู้เสียหายและบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์คือนายประสงค์ ผิวขาวปลั่ง และนายมนูญ บุญล่า ว่า จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับนางเล็ก จำเลยขับรถจักรยานยนต์พานางเล็กกลับไป จากนั้นประมาณ ๕ นาที จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์กลับมาเพียงผู้เดียว โดยมีอาวุธมีดง้าวดังกล่าวมาด้วยและเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายประสงค์และนายมนูญเอกสารหมาย จ. ๒ จ. ๕ และ จ. ๖ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏรับฟังได้ว่า ก่อนหน้าที่จำเลยและนางเล็กจะพบกับผู้เสียหาย จำเลยไม่มีสาเหตุกับผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เพราะเหตุจากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายพูดใช้ถ้อยคำส่อเสียดล่วงเกินทางเพศกับนางเล็ก ทั้ง ๆ ที่จำเลยกับนางเล็กมีเจตนาดีต่อผู้เสียหาย จำเลยจึงโกรธและกลับไปนำอาวุธมีดง้าวมากระทำผิดคดีนี้ โดยมีช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงประมาณ ๕ นาที เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกระชั้นชิด มิได้มีช่วงระยะเวลาขาดตอนอันจะทำให้จำเลยมีโอกาสใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วจึงก่อเหตุคดีนี้ขึ้น การกระทำของจำเลยจึงรับฟังมิได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายเจริญพงษ์หรือต้อย ศรีศิริเล็ก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2545
#48643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช. กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และโจทก์ได้นำสืบถึงการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกที่กระทำแต่ละกรรมอย่างละเอียดแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทำความผิดไปได้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัท ช. มีหน้าที่ในการบริหารงานต่าง ๆของบริษัทให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ทั้งเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกคำสั่งให้บริษัท ช. ปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งในนามของบริษัทและต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทอยู่แล้ว แม้บริษัทจะแบ่งงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีผู้รับผิดชอบในแต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องการแบ่งงานภายในของบริษัทเท่านั้น และแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่อยู่ปฏิบัติงานที่บริษัทดังกล่าวก็ตาม ก็หาปฏิเสธความรับผิดต่าง ๆที่เกิดขึ้นแก่บริษัท ช. ที่ตนเป็นกรรมการผู้รับผิดชอบบริหารงานได้ไม่

ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ฯ มาตรา 79 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจคณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจที่จะเปรียบเทียบได้ หาใช่เป็นบทบังคับให้คณะกรรมการต้องดำเนินการเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียวไม่ เมื่อคณะกรรมการใช้ดุลพินิจไม่เปรียบเทียบก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะพึงกระทำได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายทั้งการที่คณะกรรมการไม่ยอมเปรียบเทียบก็หาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 144 ไม่เพราะการเปรียบเทียบกรณีนี้มิได้อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 144 หาได้ไม่

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช. กระทำความผิดร่วมกับบริษัทดังกล่าว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ฯมาตรา 75 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกกว่า 1 ปี จึงมีอายุความสิบปี เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช. ยังไม่ถึงสิบปี ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการผูกพันบริษัทได้ และบริษัทมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้กู้ยืมหรือให้สินเชื่อ มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่และสำนักงานสาขานครหลวงตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งห้าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัดขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในช่วงระหว่างระยะเวลาที่แต่ละคนเป็นกรรมการบริษัท ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 22 ทวิ, 24, 28, 35, 57, 70 และ 75ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดอัตราส่วนของเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและหรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน ลงวันที่ 30 ธันวาคม2523 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของบริษัทเงินทุน ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2524 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2525 ลงวันที่ 12กุมภาพันธ์ 2525 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527 ลงวันที่ 16 มกราคม 2527ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 4 มีนาคม 2530

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ทวิ,24, 28, 35 วรรคหนึ่ง, 57 วรรคหนึ่ง, 70, 75 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่จัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 22 ทวิ,75 วรรคหนึ่ง รวม 10 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 60 เดือน ฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดและไม่ยื่นรายงานให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริงตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ4 เดือน รวมจำคุก 144 เดือน ฐานเป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสอง รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ฐานเป็นกรรมการให้กู้ยืมเงินเกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี ฐานเป็นกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสั่งให้ดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินงานตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง, 75วรรคสอง รวม 24 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 72 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1ทั้งสิ้น 88 ปี 204 เดือน แต่เนื่องจากความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522มาตรา 24, 28, 57 วรรคหนึ่ง, 70, 75 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดและไม่ยื่นรายงานให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริงตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง รวม 179 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 716เดือน ฐานเป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสอง รวม 17 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปีรวมจำคุก 34 ปี ฐานเป็นกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งสั่งให้ดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินงานตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง, 75วรรคสอง รวม 104 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 312 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 346 ปี 716 เดือน แต่เนื่องจากความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดหลายกระทงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและเสถียรภาพในสถาบันการเงิน นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติและส่วนรวมจึงไม่มีเหตุจะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้ จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 24, 28, 70, 75 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนตามระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง จำคุก4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานเป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสอง รวม 2 กระทงจำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 200,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ400,000 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 410,000 บาทจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 24, 28, 70, 75 วรรคหนึ่ง, วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนตามระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 24, 75วรรคหนึ่ง จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานเป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสองรวม 30 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 200,000 บาท รวมจำคุก 60 ปีและปรับ 6,000,000 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 60 ปี 4 เดือน และปรับ6,010,000 บาท จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 24, 70, 75 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 เดือนและปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ร้ายแรงนัก และไม่ปรากฏว่าจำเลยดังกล่าวเคยกระทำความผิดใดมาก่อน สมควรให้โอกาสกลับตนประพฤติปฏิบัติในทางที่จะเกิดประโยชน์แก่สังคมต่อไปจึงให้รอการลงโทษจำคุกแต่ละกระทงของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไว้ มีกำหนดคนละ2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากจะกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้เป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกันเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ประกอบเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.149 อย่างละเอียดยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่จัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 22 ทวิ, 75 วรรคหนึ่ง รวม 10 ครั้ง เป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นรายงานตามระยะเวลาที่กำหนด และไม่ยื่นรายงานให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริงตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง รวม 36 ครั้ง เป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสองรวม 2 ครั้ง เป็นกรรมการให้กู้ยืมเงินเกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง รวม 6 ครั้ง และเป็นกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสั่งให้ดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินงานตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง รวม 24 ครั้ง และจำเลยที่ 2 ร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด กระทำความผิดฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นรายงานตามระยะเวลาที่กำหนด และไม่ยื่นรายงานให้ครบถ้วนและตรงต่อความจริงตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง จำนวน 179 ครั้ง เป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสอง รวม 17 ครั้งและเป็นกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งสั่งให้ดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินงานตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง 75 วรรคสอง รวม 104 ครั้งพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อน น่าเชื่อว่าได้เบิกความตามความเป็นจริงตามที่รู้เห็นและเข้าตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด และรายงานตามเอกสารต่าง ๆ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบเป็นหนังสือ จำเลยที่ 1และที่ 2 ก็นำสืบรับว่า เคยเป็นกรรมการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์จำกัด แต่ไม่ได้กระทำความผิดคดีนี้เพราะไม่ได้มาทำงานที่บริษัทดังกล่าวแต่อย่างใดเพียงมาเข้าร่วมประชุมตามที่บริษัทดังกล่าวแจ้งไปเท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือรับผิดชอบกับกิจการด้านเงินทุนหรือการยื่นเอกสารต่อธนาคารแห่งประเทศไทยการลงลายมือชื่อในเอกสารบางฉบับของบริษัทดังกล่าวก็เป็นเพราะนายศศิพงษ์เทพนิกร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าวนำมาให้ลงลายมือชื่อเพื่อให้ครบถ้วนตามอำนาจของกรรมการที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น เห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1และที่ 2 จะอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือรับผิดชอบกับกิจการด้านเงินทุนหรือการยื่นเอกสารต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพียงแต่นายศศิพงษ์ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนำมาให้ลงลายมือชื่อให้ครบถ้วนตามอำนาจของกรรมการ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2ก็เป็นกรรมการของบริษัทซึ่งได้ร่วมกันบริหารงานของบริษัทดังกล่าว จึงย่อมจะต้องรับรู้และรับทราบงานต่าง ๆ ที่จะดำเนินการแต่ละวันว่าจะต้องทำประการใดบ้าง ซึ่งนอกจากจะต้องปฏิบัติงานของบริษัทดังกล่าวให้ลุล่วงไปแล้ว ยังต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งให้บริษัทดังกล่าวรายงานความเป็นไปของการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ด้วยการที่บริษัทดังกล่าวทำบันทึกในบัญชีแยกประเภททั่วไปตามเอกสารหมาย จ.16 ว่า บริษัทดังกล่าวมีพันธบัตรรัฐบาลสูงกว่าจำนวนที่มีอยู่จริงก็ดี ทั้งได้บันทึกในบัญชีแยกประเภททั่วไปและบัญชีเดินสะพัดตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.18 ว่า ได้ขายพันธบัตรรัฐบาลผ่านสาขานครหลวงทำให้ได้กำไรจำนวน 1,800,000 บาทเศษ แต่ปรากฏจากทะเบียนพันธบัตรรัฐบาลเอกสารหมาย จ.20 ไม่มีรายการซื้อขายพันธบัตรของบริษัทดังกล่าวในวันที่ 25 ธันวาคม 2530ก็ดี แสดงว่าบริษัทดังกล่าวบันทึกในเอกสารบัญชีแยกประเภททั่วไปและบัญชีเดินสะพัดโดยไม่เป็นความจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 เองได้ลงลายมือชื่อในเอกสารการอนุมัติบัญชีรายการดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.20 ด้วยก็ดี การที่บริษัทดังกล่าวยื่นรายงานการดำรงฐานะสภาพคล่องตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามแบบ บ.ง.2, บ.ง.3 และ บ.ง.4.2ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทดังกล่าวด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เองได้ลงลายมือชื่อในรายงานการดำรงฐานะสภาพคล่องตามแบบ บ.ง.2, บ.ง.3 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นรายงานภาระในภายหน้าเพื่อลูกค้ารายใหญ่ล่าช้าล่วงเลยเวลาที่กำหนดและข้อความในรายงานไม่ครบถ้วนถูกต้องตามความเป็นจริง แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรู้เห็นในการยื่นรายงานดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็ดี ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงบริษัทดังกล่าวให้ยื่นรายงานการรับ-จ่ายเงินประจำวันตามแบบที่กำหนดและงบทดลองประจำวันต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.45 แต่บริษัทดังกล่าวยื่นรายงานและงบทดลองดังกล่าว ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2530 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2531 ล่าช้าล่วงเลยเวลาที่กำหนดบ้าง ไม่ยื่นบ้าง รวมถึง 126 ครั้ง โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าว และพิสูจน์ไม่ได้ว่ามิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทดังกล่าวด้วย ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รายงานการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำกว่าอัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดตามเอกสารหมาย จ.137 โดยพิสูจน์ไม่ได้ว่ามิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทดังกล่าวก็ดี และธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศกำหนดจำนวนเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้น เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินกองทุน รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.54 แต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2529 บริษัทดังกล่าวได้ให้บริษัทแดนสวรรค์ จำกัด กู้ยืมเงินรวม 6 ครั้ง แต่ละครั้ง เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆรวมกันแล้วเกินกว่าร้อยละ 30 ของเงินกองทุนตามเอกสารหมาย จ.56 ถึง จ.61ซึ่งแสดงว่ามีการจ่ายเงินกู้ยืมกันไปแล้วจริง จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทดังกล่าวก็ดี การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบฐานะและการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าวพบว่ามีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน เนื่องจาก ณ วันที่ 30พฤษภาคม 2531 บริษัทดังกล่าวมีสินทรัพย์สุทธิคงเหลือไม่สามารถชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง แห่งบทบัญญัติดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงบริษัทดังกล่าวให้แก้ไขฐานะและการดำเนินงานรวม 7 ข้อตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.6 แต่บริษัทดังกล่าวยังฝ่าฝืนคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 2โดยให้ลูกหนี้รายเดิมกู้ยืมเงินรวม 9 ครั้ง กับฝ่าฝืนคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 31โดยให้กู้ยืมเงินและรับอาวัลตั๋วเงินโดยไม่มีทรัพย์สินจำนำหรือจำนองเป็นประกันเต็มจำนวนรวม 8 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 4 บริษัทดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่กันเงินสำรองกึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ที่จัดชั้นเป็นสงสัยในระหว่างวันที่ 14ธันวาคม 2530 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2530 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานดังกล่าวตามเอกสารหมายจ.5 ข้อ 6 บริษัทดังกล่าวไม่ดำเนินการให้ผู้สอบบัญชีของบริษัทยืนยันยอดลูกหนี้ตามมาตรฐานการสอบบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของยอดเงินที่ให้กู้ยืมทั้งสิ้น แล้วรายงานผลการยืนยันยอดลูกหนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน 1 เดือน นับแต่วันสิ้นงวดการบัญชีเดือนธันวาคม 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งแล้วแต่บริษัทดังกล่าวและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ดำเนินการภายในกำหนด บริษัทดังกล่าวยังได้ฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 7ที่ให้บริษัทดังกล่าวปฏิบัติ กล่าวคือ การจ่ายเงินที่มีจำนวนตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไปต้องจ่ายโดยออกเช็คสั่งจ่ายเงินโดยขีดคร่อมเช็คพร้อมทั้งระบุข้อความเข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น แต่ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวจ่ายเงินจำนวนตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป ให้แก่ผู้รับเงินเป็นเงินสดบ้างเป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไปบ้าง โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2ลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินนั้น ๆ ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวของธนาคารแห่งประเทศไทย อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.5ข้อ 1 กำหนดให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องให้ถูกต้องตามประเภทที่กำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 ธันวาคม 2530 แต่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถดำรงสินทรัพย์ส่วนที่เป็นหลักทรัพย์รัฐบาลไทยได้ตามจำนวนที่กำหนดร้อยละ 5.5 ของยอดเงินซึ่งบริษัทมีหน้าที่ต้องชำระคืนตามรายงานเอกสารหมาย จ.129 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวต้องมีความผิดตามมาตรา 75 วรรคสอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจพิสูจน์ได้เช่นนั้นการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.129 แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2ต่างรู้เห็นและมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับบริษัทดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์พยานบุคคลและพยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์นำสืบโดยตลอดแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัดเป็นกรรมการไม่จัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ถูกต้องครบถ้วนตามพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ทวิ, 75 วรรคหนึ่ง รวม 10 กระทง ฐานเป็นกรรมการไม่ร่วมกันยื่นรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดและไม่ยื่นรายงานให้ครบถ้วนตรงตามความจริงตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง รวม 36 กระทง ฐานเป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 28, 75 วรรคสองรวม 2 กระทง ฐานเป็นกรรมการให้กู้ยืมเงินเกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง รวม 6 กระทง และฐานเป็นกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งให้ดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินงานตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง รวม 24 กระทง และจำเลยที่ 2มีความผิดฐานเป็นกรรมการร่วมกันไม่ยื่นรายงานตามระยะเวลาที่กำหนดและไม่ยื่นรายงานให้ครบถ้วนตรงความเป็นจริงตามมาตรา 24, 75 วรรคหนึ่ง รวม 179 กระทงฐานเป็นกรรมการไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ตามมาตรา 28, 75 วรรคสอง รวม 17 กระทง และฐานเป็นกรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งสั่งให้ดำเนินการแก้ไขและการดำเนินงานตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง รวม 104 กระทง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่นำสืบมาเลื่อนลอยขาดเหตุผล และไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้มานำสืบสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักที่จะพอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า หากการกระทำที่โจทก์ฟ้องครบองค์ความผิดของกฎหมายอันเป็นความผิดก็เป็นความผิดซึ่งกระทำในลักษณะต่อเนื่องกันอันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แม้เป็นความผิดหลายกรรมก็เป็นความผิดเพียง5 กรรมเท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและโจทก์ได้นำสืบถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ที่กระทำแต่ละกรรมอย่างละเอียดแยกต่างหากจากกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2กับพวกดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัย มิใช่เป็นความผิดเพียง 5 กรรมดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้รับผิดชอบตามมาตรา 75 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่ได้ทำงานประจำที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด เมื่อมีการประชุมจึงจะมาร่วมประชุมไม่มีหน้าที่ต้องรายงานการดำเนินงานต่าง ๆ ของบริษัทต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะบริษัทดังกล่าวแบ่งงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีผู้จัดการรับผิดชอบและในช่วงเวลาที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เดินทางไปต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่และเดินทางไปหาเสียงที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่ในการบริหารงานต่าง ๆของบริษัทดังกล่าวให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ทั้งเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการย่อมจะมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งในนามของบริษัท และต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทดังกล่าวอยู่แล้ว แม้บริษัทดังกล่าวจะแบ่งงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีผู้รับผิดชอบในแต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องการแบ่งงานภายในของบริษัทเท่านั้นและแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่อยู่ปฏิบัติงานที่บริษัทดังกล่าวก็ตามก็หาปฏิเสธความรับผิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่บริษัทดังกล่าวที่ตนเป็นกรรมการผู้รับผิดชอบบริหารงานของบริษัทได้ไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2มีหนังสือถึงพนักงานอัยการให้เปรียบเทียบ พนักงานสอบสวนจึงส่งเรื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปรียบเทียบ แต่คณะกรรมการเปรียบเทียบไม่ยอมเปรียบเทียบตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่คณะกรรมการดังกล่าวไม่ยอมเปรียบเทียบจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 144 พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 79 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า "ความผิดตามมาตรา 70 หรือมาตรา 75 ให้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้" เห็นได้ว่าบทบัญญัติตามมาตรา 79 วรรคหนึ่งให้อำนาจคณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจที่จะเปรียบเทียบได้ หาใช่เป็นบทบังคับให้คณะกรรมการต้องดำเนินการเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียวไม่ เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวใช้ดุลยพินิจไม่เปรียบเทียบก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะพึงกระทำได้หาใช่เป็นการขัดต่อกฎหมายไม่ ทั้งการที่คณะกรรมการดังกล่าวไม่ยอมเปรียบเทียบก็หาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 144 ไม่ เพราะการเปรียบเทียบกรณีนี้มิได้อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 144 หาได้ไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด โดยมาตรา 79 ระบุว่า ความผิดตามมาตรา 70หรือมาตรา 75 ให้คณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้ ซึ่งตามมาตรา 76 ระบุว่า "ความผิดตามมาตรา 70 ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้เปรียบเทียบตามมาตรา 79 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำผิดหรือภายในห้าปีนับแต่วันกระทำผิดเป็นอันขาดอายุความ" คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2535 เป็นเวลาเกินหนึ่งปีนับถึงวันฟ้องคดีนี้ คดีจึงขาดอายุความตามมาตรา 76 นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า "บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา...มาตรา 22 ทวิ... มาตรา 24... มาตรา 28... มาตรา 35 วรรคหนึ่ง... มาตรา 57... ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท..." และมาตรา 76 บัญญัติว่า "ความผิดตามมาตรา 70 ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้มีการเปรียบเทียบตามมาตรา 79 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำความผิดหรือภายในห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ" กับมาตรา 75 บัญญัติว่า "ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 10... มาตรา 22 ทวิ... มาตรา 24... มาตรา... กรรมการหรือผู้จัดการบริษัทนั้น... ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี..." และมาตรา 75 วรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีบริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20... มาตรา 28... มาตรา 35 วรรคหนึ่ง... มาตรา 57 วรรคหนึ่ง... กรรมการหรือผู้จัดการของบริษัทนั้น...ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองถึงห้าปี และปรับ... เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย..." เห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 70เป็นบทกำหนดโทษแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ มิได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทแต่อย่างใด อนึ่ง คดีนี้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งได้เปรียบเทียบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด ไปแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกรวม 5 คน ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวให้รับผิดตามบทมาตราต่าง ๆ และมาตรา 75 วรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยให้กรรมการหรือผู้จัดการของบริษัทนั้นรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 75 วรรคหนึ่งบัญญัติให้กรรมการรับผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับ... ส่วนมาตรา 75วรรคสอง บัญญัติให้กรรมการรับผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับ...จะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์จำกัด กระทำความผิดร่วมกับบริษัทดังกล่าว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ตามมาตรา 75 ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 หมวดที่ 9 เกี่ยวกับเรื่องอายุความ บัญญัติว่า "ในคดีอาญาถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนด ดังนี้ นับแต่วันกระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ (1)... (3) สิบปีสำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี" ดังนั้น เมื่อความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามมาตรา 75 ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีจึงมีอายุความสิบปีซึ่งนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ระหว่างวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2530 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2531 โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 5สิงหาคม 2539 ยังไม่ถึงสิบปี ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ และที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า กรณีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มิใช่เรื่องกรณีร้ายแรง ทั้งข้อบกพร่องต่าง ๆ ของบริษัทดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ก่อนที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด จะถูกปิดกิจการ ประชาชนมิได้รับความเสียหายยังถอนเงินได้ตามปกติ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2คนละ 20 ปี โดยไม่รอการลงโทษเป็นการใช้ดุลพินิจในการลงโทษที่ไม่เหมาะสมเท่าเทียมกับจำเลยที่ 4 ที่ศาลลงโทษจำคุก 60 ปี แต่รอการลงโทษ การที่ศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ทั้งจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงใหม่ จึงมีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องหลายกรรมต่างกัน ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 88 ปี 204 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 346 ปี 716 เดือน แต่เนื่องจากความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ทั้งความผิดตามที่โจทก์ฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและเสถียรภาพของสถาบันการเงิน นับว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศชาติเป็นส่วนรวม ทั้งก่อความไม่สงบและความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ฝากเงินอย่างยิ่งสมควรได้รับโทษสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 144
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 70 ม. 75 ม. 79 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง วิมล ธิเวกานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2545
#99930
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทและเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกคำสั่งให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งในนามบริษัทและต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทอยู่แล้ว แม้บริษัทดังกล่าวจะแบ่งงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีผู้รับผิดชอบใน แต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องการแบ่งงานภายในของบริษัทเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่อยู่ปฏิบัติงานที่บริษัทก็ตาม ก็หาปฏิเสธความรับผิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่บริษัทที่ตนเป็นกรรมการผู้รับผิดชอบได้ไม่

ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 79 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจที่จะเปรียบเทียบได้ มิใช่เป็นบทบังคับให้ คณะกรรมการต้องดำเนินการเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียวไม่ เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวใช้ดุลพินิจไม่เปรียบเทียบก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะพึงกระทำได้ ทั้งการที่คณะกรรมการดังกล่าวไม่ยอมเปรียบเทียบก็หาขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 144 ไม่ เพราะการเปรียบเทียบกรณีนี้มิได้อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบไม่ได้

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ซึ่งเป็นกรรมการให้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท ตามบทมาตราต่าง ๆ และมาตรา 75 วรรคหนึ่งและวรรคสองแห่ง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมาตรา 75 วรรคหนึ่งบัญญัติให้รับผิดมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ส่วนวรรคสอง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองถึงห้าปี และตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) บัญญัติถึงความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีให้มีอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด ดังนี้ เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับบริษัทระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2530 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2531 โดยโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 ยังไม่ถึงสิบปี ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๒๒ ทวิ, ๒๔, ๒๘, ๓๕, ๕๗, ๗๐ และ ๗๕ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดอัตราส่วนของเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและหรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๓ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของบริษัทเงินทุน ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๒๔ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๗ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๒๗ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักประกันเป็นทรัพย์สินที่ บริษัทเงินทุนต้องเรียก (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๓๐

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ, ๒๔, ๒๘, ๓๕ วรรคหนึ่ง, ๕๗ วรรคหนึ่ง, ๗๐, ๗๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ป.อ. มาตรา ๘๓? จำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๔, ๒๘, ๕๗ วรรคหนึ่ง, ๗๐, ๗๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ป.อ. มาตรา ๘๓?

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด จดทะเบียนเป็น นิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เคยเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวและความผิดที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยคดีนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด ได้ยอมรับผิดโดยยอมให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งทำการเปรียบเทียบแล้ว? มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ใช่กรรมการผู้รับผิดชอบตามมาตรา ๗๕ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ทำงานประจำที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด เมื่อมีการประชุมจึงจะมาร่วมประชุม ไม่มีหน้าที่ต้องรายงานการดำเนินงานต่าง ๆ ของบริษัทต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะบริษัทดังกล่าวแบ่งงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีผู้จัดการรับผิดชอบและในช่วงเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็เดินทางไป ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และเดินทางไปหาเสียงที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่ในการบริหารงานต่าง ๆ ของบริษัทดังกล่าวให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบริษัท ทั้งเป็นผู้ลงนามลายมือชื่อรับทราบคำสั่งต่าง ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการย่อมจะมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งในนามของบริษัท และต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทดังกล่าวอยู่แล้ว แม้บริษัทดังกล่าวจะแบ่งงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ มีผู้รับผิดชอบในแต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องการแบ่งงานภายในของบริษัทเท่านั้น และแม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะไม่อยู่ปฏิบัติงานที่บริษัทดังกล่าวก็ตาม ก็หาปฏิเสธความรับผิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่บริษัทดังกล่าวที่ตนเป็นกรรมการผู้รับผิดชอบบริหารงานของบริษัทได้ไม่

ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาอ้างว่าตามที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีหนังสือถึงพนักงานอัยการให้เปรียบเทียบ พนักงานสอบสวนจึงส่งเรื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปรียบเทียบ แต่คณะกรรมการเปรียบเทียบไม่ยอมเปรียบเทียบตามมาตรา ๗๙ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว การที่คณะกรรมการดังกล่าวไม่ยอมเปรียบเทียบ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๔ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามมาตรา ๗๙ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติว่า "ความผิดตามมาตรา ๗๐ หรือมาตรา ๗๕ ให้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้" เห็นได้ว่าบทบัญญัติตาม มาตรา ๗๙ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจคณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจที่จะเปรียบเทียบได้ หาใช่บทบังคับให้ คณะกรรมการต้องดำเนินการเปรียบเทียบเพียงอย่างเดียวไม่ เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวใช้ดุลยพินิจไม่เปรียบเทียบ ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะพึงกระทำได้ ทั้งการที่คณะกรรมการดังกล่าวไม่ยอมเปรียบเทียบก็หาขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๔ ไม่ เพราะการเปรียบเทียบกรณีนี้มิได้อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๔ หาได้ไม่?

คดีนี้คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งได้เปรียบเทียบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด ไปแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกรวม ๕ คน ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวให้รับผิดตามบทมาตรา ต่าง ๆ และมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง โดยให้คณะกรรมการหรือผู้จัดการของบริษัทนั้นรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าว ซึ่งมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรรมการรับผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับ? ส่วนมาตรา ๗๕ วรรคสอง บัญญัติให้กรรมการรับผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี ดังนี้ เมื่อความผิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามมาตรา ๗๕ ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีจึงมีอายุความสิบปี ซึ่งนับตั้งแต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกระทำผิดกับบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ระหว่าง ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ ถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๑ โดยโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๓๙ ยังไม่ถึงสิบปี ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ ขาดอายุความ?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1168
ป.อ. ม. 95 (3)
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 75 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวิมล ธิเวกานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเมทินี ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915 -ที่ 976/2545
#44110
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยส่งประกาศเลิกจ้างพนักงานไปยัง ธ. ผู้จัดการโรงงานทางโทรสารเพื่อปิดประกาศให้พนักงานโรงงานทราบนั้น ไม่ใช่เป็นการที่จำเลยส่งโทรสารไปถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยมอบหมายให้ ธ. บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ซึ่งการบอกกล่าวเลิกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าจะมีผลก็ต่อเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ได้ทราบการแสดงเจตนาบอกกล่าวเลิกจ้างนั้นแล้ว แม้ว่า ธ. ได้สั่งให้พนักงานนำสำเนาประกาศเลิกจ้างไปปิดประกาศไว้แล้วแต่ก็เป็นการปิดใกล้เวลาเลิกงาน พนักงานต่างไม่ทราบประกาศดังกล่าวในวันนั้น มารับทราบในวันรุ่งขึ้นบ้าง วันถัดไปบ้าง จึงต้องถือว่าการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างของจำเลยแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 62

โจทก์ทั้งหกสิบสองสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า นายสุวรรณ์ ศรีทรง สามีโจทก์ที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานเป็นพนักงานโรงงาน โดยมิได้กำหนดระยะเวลาจ้าง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างนายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 นายสุวรรณ์และโจทก์บางคนทราบการบอกเลิกการจ้างเมื่อวันที่ 1 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 โจทก์บางคนทราบวันที่ 30 มิถุนายน 2541 การบอกกล่าวเลิกจ้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกสิบสองเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหนึ่งเดือนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งหกสิบสองสำนวนให้การว่า จำเลยประกาศเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2541 โดยแจ้งให้นายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2541 การบอกกล่าวเลิกจ้างจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหมดไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า นายสุวรรณ์ ศรีทรง สามีโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 เป็นลูกจ้างจำเลย สังกัดโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือนหนึ่งวัน ต่อมาจำเลยขายกิจการให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลชลบุรี จำกัด จึงส่งสำเนาประกาศเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดทางโทรสารจากสำนักงานกลาง กรุงเทพมหานคร ไปยังโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ที่นายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ประจำทำงานอยู่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 และนายธีรวิทย์โตวิวัฒน์ ผู้จัดการโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ได้สั่งให้พนักงานปิดประกาศเลิกจ้างดังกล่าวไว้ที่โรงงานในวันเดียวกันเวลา 16 นาฬิกาเศษ ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แล้ววินิจฉัยว่า พนักงานต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบประกาศเลิกจ้างในวันนั้น มารับทราบในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 บ้าง วันที่ 1 กรกฎาคม2541 บ้าง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2541 ต้องถือว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งจะมีผลเป็นการเลิกจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 30 สิงหาคม 2541 เมื่อจำเลยประสงค์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 โจทก์ทั้งหกสิบสองจึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งหกสิบสองเท่ากับค่าจ้างคนละหนึ่งเดือนตามบัญชีแนบท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (โจทก์ที่ 1 ฟ้องวันที่ 30 มีนาคม 2543 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ฟ้อง วันที่ 1 พฤษภาคม 2543)จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกสิบสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายสุวรรณ์ ศรีทรง สามีโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 เป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือนหนึ่งวัน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างในวันสิ้นเดือนทุกเดือน จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และเมื่อปรากฏว่าจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือนหนึ่งวัน วันครบกำหนดจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนมิถุนายน 2541 จึงเป็นวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ซึ่งหากจำเลยจะเลิกจ้างนายสุวรรณ์สามีโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างช้าที่สุดในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จึงจะเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปที่ว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างนายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ภายในกำหนดดังกล่าวหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 คณะกรรมการบริหารโรงงานน้ำตาลของจำเลยประชุมและมีมติให้เลิกจ้างพนักงานในโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 ต่อมาในวันเดียวกันกับที่มีการประชุม นายเทียร เมฆานนท์ชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ลงนามในประกาศเลิกจ้างพนักงานและส่งโทรสารจากกรุงเทพมหานครไปยังโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ก่อนที่จะเลิกงานนายธีรวิทย์ โตวิวัฒน์ ได้รับโทรสารประกาศเลิกจ้างดังกล่าวและสั่งให้พนักงานนำไปปิดประกาศเมื่อเวลา 16 นาฬิกาเศษ ใกล้เวลาเลิกงาน พนักงานต่างไม่ทราบประกาศในวันนั้น มารับทราบในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 บ้าง วันที่ 1กรกฎาคม 2541 บ้าง ดังนี้ การที่จำเลยส่งประกาศเลิกจ้างพนักงานไปยังนายธีรวิทย์ผู้จัดการโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ทางโทรสารเพื่อปิดประกาศให้พนักงานโรงงานน้ำตาลอุตรดิตถ์ทราบไม่ใช่เป็นการที่จำเลยส่งโทรสารไปถึงนายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 โดยตรง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยมอบหมายให้นายธีรวิทย์บอกกล่าวเลิกจ้างนายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 การบอกกล่าวเลิกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า จะมีผลก็ต่อเมื่อนายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ได้ทราบการแสดงเจตนาบอกกล่าวเลิกจ้างนั้นแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่านายธีรวิทย์ได้สั่งให้พนักงานนำสำเนาประกาศเลิกจ้างไปปิดประกาศไว้แล้วก็เป็นการปิดประกาศใกล้เวลาเลิกงาน และพนักงานต่างยังไม่ทราบประกาศดังกล่าวในวันนั้น มารับทราบในวันรุ่งขึ้นบ้าง วันถัดไปบ้าง จึงต้องถือว่าการบอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างของจำเลยแก่นายสุวรรณ์และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 62 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าสำหรับงวดค่าจ้างในเดือนสิงหาคม 2541 แก่โจทก์ทั้งหกสิบสอง ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกสิบสองสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 168 ม. 582
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทับทิม ศรีทรง กับพวก
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903 -ที่ 912/2545
#42140
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แต่งตั้งโจทก์ที่ 2เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีนั้น เป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาฯ มาตรา 35วรรคสามและวรรคสี่ ภายหลังได้รับแต่งตั้งแล้วโจทก์ที่ 2 เบิกความเป็นพยานอย่างไรก็ต้องถือว่าคำเบิกความดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีข้อ 5 ดังนั้นแม้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จะมิได้เบิกความด้วยตนเองถึงเรื่องคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามหนังสือที่ระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายแก่โจทก์แต่ละคนอย่างชัดแจ้งก็ตาม ก็ต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวมีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอื่นอีกสิบสำนวน โดยเรียกโจทก์ทั้งสิบสำนวนนี้ว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามลำดับ แต่คดีอื่นยุติไปแล้วโดยโจทก์ถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางบางส่วนและยุติไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางบางส่วน คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสิบสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยจำเลยจ้างโจทก์ทั้งสิบเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราวันละตามที่ระบุในคำฟ้องโจทก์แต่ละสำนวน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 17ของเดือน ระหว่างทำงานจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบตามจำนวนที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน โจทก์ทั้งสิบลาออกจากงานและทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสิบตามฟ้อง

จำเลยทั้งสิบสำนวนให้การว่า จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งหมด โจทก์ทำหนังสือปลดเปลื้องสิทธิเรียกร้องไว้แก่จำเลยเป็นการประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 5,142 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,508 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน11,089 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 1,333 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน9,440 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 10,633 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 9,926บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 ถึงที่ 13

โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าในการดำเนินคดีนี้โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ได้แต่งตั้งให้โจทก์ที่ 2 และที่ 12 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีตามบันทึกการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน2542 และในวันที่ 18 มกราคม 2543 โจทก์ที่ 2 ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ความว่าในระหว่างการทำงานกับจำเลยนั้น จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง โจทก์ที่ 2 กับพวกได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานเขตพื้นที่บึงกุ่มตามบันทึกคำร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.5ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำเตือนให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 กับพวก ตามเอกสารหมาย จ.7 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.20พร้อมรายละเอียดแนบท้าย) เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่มีโจทก์หลายคน ศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้ และวิธีการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาลแรงงาน และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีข้อ 5 กำหนดว่า "ผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์ทุกคนตั้งแต่เริ่มคดีหรือตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งแล้วแต่กรณี และให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ทุกคน" การที่โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แต่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีนั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่ฉะนั้นภายหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว การที่โจทก์ที่ 2 เบิกความเป็นพยานในคดีจึงต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 มีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าทางพิจารณาโจทก์นำสืบเพียงว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ถึงที่ 13 ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารหมายจ.5 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ได้สาบานตนและให้การต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือเบิกความต่อศาลว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 นั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวมิได้พิจารณาเกี่ยวกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 โดยเฉพาะในเรื่องคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่ลูกจ้างซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามเอกสารหมาย จ.20 และรายละเอียดแนบท้ายหนังสือดังกล่าวซึ่งระบุถึงจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้แม้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13จะมิได้เบิกความอ้างเอกสารหมาย จ.20 ด้วยตนเองก็ตามก็ต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวมีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังพยานหลักฐานอันเป็นสาระแก่คดีซึ่งอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 ถึงที่ 13 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แล้วให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีของโจทก์ดังกล่าวและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองปาน ศิริบุตร กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็น พี บิวซิเนส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903 -ที่ 912/2545
#47782
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แต่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 35 วรรคสามและวรรคสี่ การที่โจทก์ที่ 2 เบิกความเป็นพยานจึงมีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบเพียงว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ได้สาบานตนและให้การต่อพนักงานตรวจแรงงงาน หรือเบิกความต่อศาลว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 โดยมิได้พิจารณาคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในเรื่องคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังพยานหลักฐานอันเป็นสาระแก่คดีซึ่งอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอื่นอีกสิบสำนวน โดยเรียกโจทก์ทั้งสิบสำนวนนี้ว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามลำดับ แต่คดีอื่นยุติไปแล้วโดยโจทก์ถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางบางส่วนและยุติไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางบางส่วน คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสิบสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยจำเลยจ้างโจทก์ทั้งสิบเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราวันละตามที่ระบุในคำฟ้องโจทก์แต่ละสำนวน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 17 ของเดือน ระหว่างทำงานจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบตามจำนวนที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนโจทก์ทั้งสิบลาออกจากงานและทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสิบตามฟ้อง

จำเลยทั้งสิบสำนวนให้การว่า จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งหมด โจทก์ทำหนังสือปลดเปลื้องสิทธิเรียกร้องไว้แก่จำเลยเป็นการประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,142 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,508 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 11,089 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน1,333 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 9,440 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 10,633 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 9,926 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13

โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในการดำเนินคดีนี้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ได้แต่งตั้งให้โจทก์ที่ 2 และที่ 12 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีตามบันทึกการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2542 และในวันที่18 มกราคม 2543 โจทก์ที่ 2 ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ความว่า ในระหว่างการทำงานกับจำเลยนั้น จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง โจทก์ที่ 2 กับพวกได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานเขตพื้นที่บึงกุ่มตามบันทึกคำร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.5 ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำเตือนให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 กับพวก ตามเอกสารหมาย จ.7 (ที่ถูกเอกสารหมาย จ.20 พร้อมรายละเอียดแนบท้าย) เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35วรรคสาม และวรรคสี่บัญญัติไว้ความว่าในกรณีที่มีโจทก์หลายคน ศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้ และวิธีการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาลแรงงาน และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีข้อ 5 กำหนดว่า "ผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์ทุกคนตั้งแต่เริ่มคดีหรือตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งแล้วแต่กรณี และให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ทุกคน" การที่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แต่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีนั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสาม และวรรคสี่ ฉะนั้นภายหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว การที่โจทก์ที่ 2 เบิกความเป็นพยานในคดีจึงต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2มีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบเพียงว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ถึงที่ 13 ได้สาบานตนและให้การต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือเบิกความต่อศาลว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 ถึงที่ 13 นั้น เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวมิได้พิจารณาเกี่ยวกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 โดยเฉพาะในเรื่องคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่ลูกจ้างซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามเอกสารหมาย จ.20 และรายละเอียดแนบท้ายหนังสือดังกล่าวซึ่งระบุถึงจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้แม้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จะมิได้เบิกความอ้างเอกสารหมาย จ.20 ด้วยตนเองก็ตาม ก็ต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในเรื่องดังกล่าวมีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13ด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังพยานหลักฐานอันเป็นสาระแก่คดีซึ่งอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แล้วให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีของโจทก์ดังกล่าวและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองปาน ศิริบุตร กับพวก
จำเลย — บริษัท เอ็น พี บิวซิเนส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903 -ที่ 912/2545
#98303
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แต่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีอันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีข้อ 5 ซึ่งกำหนดว่า "ผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์ทุกคนตั้งแต่เริ่มคดีหรือตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งแล้วแต่กรณี และให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ทุกคน" ฉะนั้นภายหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว การที่โจทก์ที่ 2 เบิกความเป็นพยานในคดีจึงต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 มีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในเรื่องคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่ลูกจ้างซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามเอกสารหมาย จ.20 และรายละเอียดแนบท้ายหนังสือดังกล่าวซึ่งระบุถึงจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 มีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังพยานหลักฐานอันเป็นสาระแก่คดีซึ่งอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสิบสำนวนตามฟ้อง

จำเลยทั้งสิบสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,142 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,508 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 11,089 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 1,333 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 9,440 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 10,633 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 9,926 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13

โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสาม และวรรคสี่บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีโจทก์หลายคน ศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้ และวิธีการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาลแรงงาน และข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดี ข้อ 5 กำหนดว่า "ผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์ทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นคดีหรือตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งแล้วแต่กรณี และให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ทุกคน" โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แต่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีอันเป็นการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสาม และวรรคสี่ ฉะนั้นภายหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว การที่โจทก์ที่ 2 เบิกความเป็นพยานในคดีจึงต้องถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 มีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย คำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ในเรื่องคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่ลูกจ้างซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามเอกสารหมาย จ.20 และรายละเอียดแนบท้ายหนังสือดังกล่าวซึ่งระบุถึงจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง ถือว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 มีผลผูกพันถึงโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังพยานหลักฐานอันเป็นสาระแก่คดีซึ่งอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 13 แล้วให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีของโจทก์ดังกล่าว และมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 35 วรรคสาม ม. 35 วรรคสี่ ม. 56
ข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองปาน ศิริบุตร กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็น พี บิวซิเนส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2545
#48642
เปิดฉบับเต็ม

กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่นายจ้างด้วย การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุงได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนเมื่อวันที่ 4พฤษภาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท และค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งการปฏิบัติงานเพื่อความเหมาะสมแต่โจทก์ไม่ยอมรับทราบ เป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายหลักชัย กิตติพล เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยได้ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเดือนละ9,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโดยกล่าวหาว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียตามตารางการตรวจเช็คแล้วพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายจึงหยุดการเดินเครื่อง โจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดออกมาซ่อม แม้จะฟังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานของหัวหน้างาน แต่ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์มีเจตนาทำให้เครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยได้รับความเสียหายถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน56,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาทแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อมอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นั้น หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดูนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จักรกฤษณ์ พันธคง
จำเลย — บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2545
#98513
เปิดฉบับเต็ม

กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (2) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมายถึงลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง หรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่นายจ้าง

การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงของจำเลยผู้เป็นนายจ้างไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อม ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์มิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาท และค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อพนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียตามตารางการตรวจเช็คแล้วพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าวเห็นว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายจึงหยุดการเดินเครื่อง โจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดออกมาซ่อม แม้จะฟังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานของหัวหน้างาน แต่ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์มีเจตนาทำให้เครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยได้รับความเสียหายถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดดังที่จำเลยกล่าวอ้างและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 56,400 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,860 บาทแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปตรวจเช็คเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียพบว่ามีเสียงดังผิดปกติ จึงรายงานให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดู จนกระทั่งพนักงานดังกล่าว เห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดความเสียหาย จึงหยุดเครื่อง แล้วโจทก์จึงสั่งให้พนักงานไปถอดมาซ่อมอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นั้น หมายถึง ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างกระทำโดยรู้ถึงผลเสียหายที่เกิดแก่นายจ้าง การที่พนักงานแผนกซ่อมบำรุงไปรายงานโจทก์ว่าเครื่องเติมอากาศบ่อบำบัดน้ำเสียมีเสียงดังผิดปกติ แต่โจทก์ไม่พูดอะไรและไม่ได้ไปดูนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การกระทำของโจทก์จึงมิใช่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แต่การกระทำดังกล่าวของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานเป็นการละเลยต่อหน้าที่การงานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบโดยเคร่งครัดถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคห้า ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจักรกฤษณ์ พันธคง
จำเลย — บริษัทไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2545
#42767
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่จำเลยกับ จ. ร่วมกันชิงเงินสดของผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จ. ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไป ผู้เสียหายที่ 3 ขับรถยนต์กระบะติดตามไปห่างประมาณ 100 เมตร จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 ไป 2 นัดโดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ดังนี้ เมื่อจำเลยกับ จ. มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่า จ. มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหาก ขณะที่จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของ จ. ทั้งจำเลยไม่ได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 การที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จึงเป็นการกระทำของ จ. ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของ จ. โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายจักรพงษ์ พวงประดับ ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือร่วมกันมีอาวุธปืนพกขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ใช้ยิงได้ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียน และกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนพหลโยธิน ตำบลเชียงเงิน อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ ร่วมกันลักเอาเงินสด 4,000บาท ของนายพิสณห์ เดชอุดมไพศาล ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของนางสาวสมถวิล เป้าเฮงผล ผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 2 ว่าในทันใดนั้นจะยิงผู้เสียหายที่ 2 หากขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และให้ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ทั้งใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดและพาทรัพย์นั้นไป และร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายสมชาย สุขสอน ผู้เสียหายที่ 3 หลายนัดโดยเจตนาฆ่า ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 3 กับพวกนั่งรถยนต์ไล่ติดตามจับกุมจำเลยกับพวก ทั้งนี้ เพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการชิงทรัพย์และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ตนได้กระทำไว้ จำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 3 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 73 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 288, 289, 80, 83, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ ร่วมกันพาอาวุธปืนฯ และร่วมกันชิงทรัพย์ ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289(7), 80 ประกอบมาตรา 52(1), 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯจำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดสามฐานแรกมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯจำคุก 9 ปี ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลย 42 ปี 13 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ และร่วมกันพาอาวุธปืนฯ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยมิได้อุทธรณ์ โดยจำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยให้เฉพาะในเรื่องที่ขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ไม่รับวินิจฉัยเพราะมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ หรือไม่นี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ในปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า หลังจากที่จำเลยกับนายจักรพงษ์ร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แล้วนายจักรพงษ์ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไป ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งทำงานอยู่ข้างร้านที่เกิดเหตุได้ทราบเหตุจึงขับรถยนต์กระบะติดตามจำเลยกับนายจักรพงษ์ไป ในระยะห่างประมาณ 100 เมตร นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 ไป 2 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบเลยว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาจะฆ่าผู้ใด คงได้ความเพียงว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่านายจักรพงษ์ มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วยแต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหาก ขณะที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของนายจักรพงษ์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 การที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จึงเป็นการกระทำของนายจักรพงษ์ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของนายจักรพงษ์ โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(7) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนังงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นาย สมคิด ปานเกิด
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2545
#98503
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เฉพาะในเรื่องที่ขอให้ลงโทษสถานเบา ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้ยกฟ้องไม่รับวินิจฉัยเพราะมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงถือว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเป็นความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

หลังจากจำเลยกับ จ. ร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย จ. ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไป ผู้เสียหายขับรถยนต์กระบะติดตามจำเลยกับ จ. ไปในระยะห่างประมาณ 100 เมตร จ. ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายไป 2 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด แม้จำเลยจะทราบว่า จ. มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วยแต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหากขณะที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของ จ. ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหาย การที่ จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเป็นการกระทำของ จ. ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของ จ. โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับ จ. ในการพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2154/2542 ของศาลชั้นต้นแต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คงมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 339, 340 ตรี, 288, 289, 80, 83, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ ร่วมกันพาอาวุธปืนฯ และร่วมกันชิงทรัพย์ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83, 289 (7), 80 ประกอบมาตรา 52 (1), 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดสามฐานแรกมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ จำคุก 9 ปี ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลย 42 ปี 13 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินสด 4,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ฯ ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ และร่วมกันพาอาวุธปืนฯ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะจำเลยมิได้อุทธรณ์ โดยจำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ขอให้ยกฟ้องหรือลงโทษในสถานเบา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับวินิจฉัยให้เฉพาะในเรื่องที่ขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ไม่รับวินิจฉัยเพราะมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องถือว่าปัญหาข้อนี้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ หรือไม่นี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ในปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า หลังจากที่จำเลยกับนายจักรพงษ์ร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แล้ว นายจักรพงษ์ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพากันหลบหนีไปผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งทำงานอยู่ข้างร้านที่เกิดเหตุได้ทราบเหตุจึงขับรถยนต์กระบะติดตามจำเลยกับนายจักรพงษ์ไปในระยะห่างประมาณ 100 เมตร นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 ไป 2 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบเลยว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาจะฆ่าผู้ใด คงได้ความเพียงว่าจำเลยกับนายจักรพงษ์มีเจตนาที่จะชิงทรัพย์เท่านั้น แม้จำเลยจะทราบว่านายจักรพงษ์มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แต่จำเลยก็ไม่มีอาวุธปืนติดตัวไปต่างหาก ขณะที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จำเลยกำลังขับรถยนต์อยู่ ไม่มีโอกาสที่จะรู้เห็นถึงการกระทำของนายจักรพงษ์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พูดหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 การที่นายจักรพงษ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 3 จึงเป็นการกระทำของนายจักรพงษ์ตามลำพังอันเป็นการตัดสินใจของนายจักรพงษ์โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายจักรพงษ์ในการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตาม ป.อ. มาตรา 289 (7) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายสมคิด ปานเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายสมควร ศิริยุทธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางนวลน้อย ผลทวี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2545
#98414
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ เมื่อในระหว่างที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จำเลยที่ 1 ได้มากระทำความผิดในคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังจึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้ศาลล่างทั้งสองไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ และจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก กรณีมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 เพราะกฎหมายบังคับให้ศาลที่พิพากษาในคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๒๘๘ , ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ ริบของกลางและนำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๖๓๔/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ไม่ได้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อน

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้นำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ และจำเลยที่ ๑ ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ เมื่อในระหว่างที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จำเลยที่ ๑ ได้มากระทำความผิดในคดีนี้อีก ศาลที่พิพากษาในคดีหลังจึงต้องนำโทษจำคุก ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้ศาลล่างทั้งสองไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจนำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ วรรคแรก และกรณีนี้มิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๑ เพราะกฎหมายบังคับให้ศาลพิพากษาในคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วย ทั้งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๖๓๔/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๐ ปี ๑๑ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายอะนัน ใจงาม ที่ 1 และพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสวัสดิ์ คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชัชลิต ละเอียด
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2545
#42139
เปิดฉบับเต็ม

แม้โครงเหล็กของบริษัท อ. ผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างทางรถไฟฟ้าธนายงจะยื่นล้ำเข้ามาในช่องเดินรถบางส่วนแต่ก็วางมานานแล้ว โจทก์ขับรถยนต์โดยสารผ่านที่เกิดเหตุอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ย่อมทราบดีว่าโครงเหล็กวางล้ำเข้ามาในช่องเดินรถ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 17 นาฬิกายังมีแสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นโครงเหล็กได้อย่างชัดเจน การที่โจทก์ขับรถยนต์โดยสารเข้าไปชนโครงเหล็กจนทำให้รถยนต์โดยสารของจำเลยได้รับความเสียหายนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์อย่างร้ายแรงจำเลยย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438

ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัท อ. เป็นผู้ทำละเมิดต่อจำเลยและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีระเบียบบังคับให้จำเลยต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิด อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายมีหน้าที่ต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิดด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียหายตัดค่าจ้างโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยนั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่พนักงานขับรถสาย ปอ.2 กองเดินรถที่ 1 เขตการเดินรถปรับอากาศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน2542 จำเลยหักเงินค่าจ้างของโจทก์เป็นเงิน 37 บาท และเดือนธันวาคม2542 มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2543 เดือนละ 600 บาท และจะหักต่อไปจนครบ 21,400 บาท โดยแจ้งยอดหนี้ว่าเกิดจากอุบัติเหตุเฉี่ยวชนโครงเหล็กก่อสร้างทางรถไฟฟ้าธนายง ทำให้รถยนต์โดยสารของจำเลยเสียหาย เหตุเกิดที่บริเวณสี่แยกปทุมวันโดยโจทก์ยังไม่ได้รับสภาพหนี้ อุบัติเหตุเกิดจากบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) ผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างทางรถไฟฟ้าธนายงวางสิ่งกีดขวางล้ำเข้ามาในช่องเดินรถโดยไม่ได้ให้สัญญาณตามกฎหมายซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อจำเลย จำเลยไม่ดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทั้ง ๆ ที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยเพิกเฉยเกิน 1 ปี ทำให้คดีขาดอายุความจำเลยประเมินความเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง และจำเลยไม่พิจารณาขึ้นค่าจ้างประจำปีให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 อ้างเหตุว่าโจทก์ถูกลงโทษทางวินัยตามคำสั่งที่ 439/2541 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2541ซึ่งคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ 22,804 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 9 บาท ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยหักเงินเดือนโจทก์ตามฟ้องเพราะเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 โจทก์ขับรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ปอ.2 หมายเลขทะเบียน 12-2569 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนเหล็กก่อสร้างเสารถไฟฟ้าข้างทางเป็นเหตุให้กระจกมองข้างด้านซ้ายแตกกระเด็นถูกระจกบังลมด้านหน้าและด้านข้างแตก โจทก์รับสารภาพยอมรับผิดโดยลงชื่อไว้ในรายงานอุบัติเหตุของจำเลยและโจทก์ได้ลงชื่อในใบเสนอราคาค่าซ่อมให้จำเลยไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาเมื่อจำเลยซ่อมรถเสร็จจึงเรียกโจทก์มาลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อหักเงินเดือนชดใช้ โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลย จำเลยจึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริง และเห็นว่าอุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ขับรถแล่นเข้าไปเฉี่ยวชนเหล็กก่อสร้างซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องขับรถยนต์โดยสารไปชิดขอบทางขนาดนั้น นอกจากนี้หลังเกิดเหตุโจทก์ยอมรับผิดโดยลงชื่อในรายงานอุบัติเหตุและใบเสนอราคาค่าซ่อมการกระทำของโจทก์เป็นการผิดวินัยข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 46 (พ.ศ. 2524)ว่าด้วยวินัยพนักงาน ข้อ 4.3 จึงให้ลงโทษตามข้อ 7.4 ตัดเงินผลประโยชน์100 บาท มีกำหนด 1 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าเลื่อนขั้นประจำปีเพราะเป็นอำนาจการบริหารงานฝ่ายนายจ้างซึ่งต้องพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลและฐานะการเงินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นพนักงานขับรถของจำเลยมีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารสาย ปอ.2 แล่นจากมีนบุรีไปสีลม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2541 โจทก์ขับรถยนต์โดยสารจากสีลมมุ่งหน้าไปมีนบุรีมาถึงสี่แยกปทุมวันก็ชนกับโครงเหล็กที่วางล้ำขอบถนนเข้ามาในช่องเดินรถโดยไม่ได้ติดตั้งเครื่องหมายจราจรใด ๆโจทก์ยอมรับผิด จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิด จำเลยจึงออกคำสั่งให้ตัดค่าจ้างโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 100 บาท มีกำหนด 1 เดือน โจทก์ขับรถยนต์โดยสารไปเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนโครงเหล็กซึ่งตั้งอยู่บนทางเท้าเมื่อเวลา17 นาฬิกา ซึ่งยังมีแสงสว่างเพียงพอที่จะเห็นโครงเหล็กได้อย่างชัดเจนแม้โครงเหล็กนั้นจะยื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถบางส่วนแต่ก็วางมานานแล้วโจทก์ขับรถยนต์โดยสารผ่านที่เกิดเหตุอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ย่อมทราบดีว่ามีโครงเหล็กวางล้ำเข้ามาในช่องเดินรถ การที่โจทก์ขับรถยนต์โดยสารเข้าไปชนโครงเหล็กจนทำให้รถยนต์โดยสารของจำเลยได้รับความเสียหายนั้นถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การที่จำเลยสอบสวนโจทก์และมีคำสั่งลงโทษโจทก์ชอบแล้ว ส่วนการขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์หรือไม่เป็นดุลพินิจของจำเลยที่จะพิจารณาตามระเบียบของจำเลย การที่จำเลยไม่ขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยออกคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการตัดค่าจ้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)ผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างทางรถไฟฟ้าธนายงวางโครงเหล็กกีดขวางล้ำเข้ามาในช่องเดินรถโดยไม่มีเครื่องหมายควบคุมการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น บริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ทำละเมิด จำเลยมีหน้าที่ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยก็มิได้ฟ้อง กลับมาลงโทษให้โจทก์รับผิดในค่าเสียหายเพียงผู้เดียวนั้นไม่ถูกต้อง พิเคราะห์แล้วศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า แม้โครงเหล็กจะยื่นล้ำเข้ามาในช่องเดินรถบางส่วนแต่ก็วางมานานแล้ว โจทก์ขับรถยนต์โดยสารผ่านที่เกิดเหตุอย่างน้อยวันละ2 ครั้ง ย่อมทราบดีว่าโครงเหล็กวางล้ำเข้ามาในช่องเดินรถ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 17 นาฬิกา ยังมีแสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นโครงเหล็กได้อย่างชัดเจน การที่โจทก์ขับรถยนต์โดยสารเข้าไปชนโครงเหล็กจนทำให้รถยนต์โดยสารของจำเลยได้รับความเสียหายนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์อย่างร้ายแรง เห็นว่า เมื่อโจทก์กระทำละเมิดทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำละเมิดต่อจำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีระเบียบบังคับให้จำเลยต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิดอีกทั้งไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายมีหน้าที่ต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิดด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียหายตัดค่าจ้างของโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นาวี นาคนาวา
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2545
#98420
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยสารเข้าไปชนโครงเหล็กจนทำให้รถยนต์โดยสารของจำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์อย่างร้ายแรง จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438 คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำละเมิดต่อจำเลยและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีระเบียบบังคับให้จำเลยต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิด อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายมีหน้าที่ต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิดด้วย การที่จำเลยตัดค่าจ้างของโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ ๒๒,๘๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ ๙ บาท ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยออกคำสั่งลงโทษโจทก์ด้วยการตัดค่าจ้างและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างทางรถไฟฟ้าธนายงวางโครงเหล็กกีดขวางล้ำเข้ามาในช่องเดินรถโดยไม่มีเครื่องหมายควบคุมการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น บริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำละเมิด จำเลยมีหน้าที่ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยก็มิได้ฟ้อง กลับมาลงโทษให้โจทก์รับผิดในค่าเสียหายเพียงผู้เดียวนั้นไม่ถูกต้อง เห็นว่า เมื่อโจทก์กระทำละเมิดทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ ประกอบมาตรา ๔๓๘ คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำละเมิดต่อจำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีระเบียบบังคับให้จำเลยต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิด อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายมีหน้าที่ต้องฟ้องผู้ร่วมทำละเมิดด้วย การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียหายตัดค่าจ้างของโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนาวี นาคนาวา
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 854/2545
#42138
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายพักอยู่กับยาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย พฤติการณ์ที่จำเลยให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดห้องนอนของจำเลย แล้วตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายให้ห้องนอนของตนในครั้งแรกก็ดี และเมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามถึงเหตุที่จำเลยไม่รับผิดชอบ จำเลยกลับกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สองก็ดี ล้วนเป็นการกระทำอันล่วงล้ำอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา แต่การที่จำเลยยังมิได้มีภริยาจึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภริยาได้ ทั้งหลังเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันโดยได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยาการกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยได้พรากเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนางบังอร เจริญชัย ผู้เป็นมารดา (ที่ถูกนางบังอรและนายทวีศักดิ์ เจริญชัยผู้เป็นบิดามารดา) เพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภรรยาของตน จำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากนางบังอรผู้เป็นมารดาเพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่ง โดยในการกระทำชำเราทั้งสองครั้ง จำเลยได้ผลักผู้เสียหายให้นอนลงแล้วขึ้นคร่อมทับตัวผู้เสียหายไว้ จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของตนเองและของผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิจังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,317 วรรคสาม, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปีรวมทุกกระทงจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี และข้อหาพรากผู้เยาว์

โจทก์ฎีกา เฉพาะข้อหาพรากผู้เยาว์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับยายที่บ้านเลขที่ 170หมู่ที่ 6 ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 13เมษายน 2542 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายไปดูภาพยนต์ที่งานวัดราษฎร์นิยมจนเวลา 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น พบกับจำเลยแล้วพากันไปเดินเล่นใต้ถุนบ้านพี่ชายของจำเลย จำเลยบอกให้ผู้เสียหายช่วยทำความสะอาดห้องนอน เมื่อผู้เสียหายเข้าไปภายในห้องนอน จำเลยตามเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 5กรกฎาคม 2542 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายเดินทางไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วไม่รับผิดชอบจำเลยดึงแขนผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอน แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง หลังเกิดเหตุบิดามารดาของผู้เสียหายทราบเรื่องจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน สำหรับข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกาคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุแม้ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาซึ่งสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายพฤติการณ์ของจำเลยที่ให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดห้องนอนของจำเลยแล้วตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องนอนของตนในครั้งแรกก็ดี และเมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วจึงไม่รับผิดชอบ จำเลยกลับกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สองก็ดี ล้วนเป็นการกระทำอันล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา อย่างไรก็ดีการที่จำเลยยังมิได้มีภริยา จึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภริยาได้และได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว ผู้เสียหายประสงค์ที่จะขออนุญาตทำการสมรสกับจำเลย แสดงว่าผู้เสียหายและจำเลยต่างก็รักใคร่ชอบพอกัน ทั้งต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยก็ได้จดทะเบียนสมรสโดยได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์ที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา พฤติการณ์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารแต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา รวมสองกระทงจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 ปี 12 เดือน โทษที่จำเลยได้รับแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 2 ปี จำเลยเป็นนักศึกษาและเป็นญาติของผู้เสียหาย ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหาย ทั้งได้เยียวยาความเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแล้ว จึงถือเป็นเหตุอื่นควรปรานี ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นาย นพรัตน์ เจริญชัย
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 854/2545
#48235
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี พักอาศัยอยู่กับยายเมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา การที่จำเลยให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดห้องนอนของจำเลยแล้วตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายในครั้งแรก และเมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วจึงไม่รับผิดชอบจำเลยกลับกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สองล้วนเป็นการกระทำอันล้วงล้ำต่ออำนาจการปกครองของบิดามารดาของผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร อย่างไรก็ดี จำเลยยังไม่มีภริยา จึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภริยาได้ และต่างก็รักใคร่ชอบพอกันทั้งได้จดทะเบียนสมรส โดยได้รับอนุญาตจากศาล จึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 14 เมษายน2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยได้พรากเด็กหญิงเกศวดี เจริญชัย ผู้เสียหาย ซึ่งอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนางบังอร เจริญชัย ผู้เป็นมารดา (ที่ถูกนางบังอรและนายทวีศักดิ์ เจริญชัย ผู้เป็นบิดามารดา) เพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภรรยาของตน และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากนางบังอรผู้เป็นมารดาเพื่อการอนาจาร จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่งโดยการกระทำชำเราทั้งสองครั้ง จำเลยได้ผลักผู้เสียหายให้นอนลงแล้วขึ้นคร่อมทับตัวผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของตนเองและของผู้เสียหายออกแล้วกระทำการกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิจังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317 วรรคสาม,91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมทุกกระทงจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก9 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้า และข้อหาพรากผู้เยาว์

โจทก์ฎีกาเฉพาะข้อหาพรากผู้เยาว์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุเด็กหญิงเกศวดีเจริญชัย ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับยายที่บ้านเลขที่ 170 หมู่ที่ 6 ตำบลปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2542 เวลาประมาณ19 นาฬิกา ผู้เสียหายไปดูภาพยนตร์ที่งานวัดราษฎร์นิยมจนเวลา 1 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นพบกับจำเลยแล้วพากันไปเดินเล่นใต้ถุนบ้านพี่ชายของจำเลย จำเลยขอให้ผู้เสียหายช่วยทำความสะอาดห้อง เมื่อผู้เสียหายเข้าไปภายในห้องนอน จำเลยตามเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม2542 ประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายเดินทางไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วไม่รับผิดชอบ จำเลยดึงแขนผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง หลังเกิดเหตุบิดามารดาของผู้เสียหายทราบเรื่องจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นศาลอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกันสำหรับข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปีได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกา คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุแม้ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาซึ่งสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายพฤติการณ์ของจำเลยที่ให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดห้องนอนของจำเลยแล้วตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องนอนของตนในครั้งแรกก็ดี และเมื่อผู้เสียหายได้ไปหาจำเลยที่บ้าน เพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วจึงไม่รับผิดชอบ จำเลยกลับกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สองก็ดี ล้วนเป็นการกระทำอันล้วงล้ำต่ออำนาจการปกครองของบิดามารดาของผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา อย่างไรก็ดีการที่จำเลยยังมิได้มีภริยาจึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภริยาได้ และได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่าหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว ผู้เสียหายประสงค์ที่จะขออนุญาตทำการสมรสกับจำเลยแสดงว่าผู้เสียหายและจำเลยต่างก็รักใคร่ชอบพอกัน ทั้งต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยก็ได้จดทะเบียนสมรส โดยได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์ที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา พฤติการณ์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 ปี 12 เดือน โทษที่จำเลยได้รับแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 2 ปี จำเลยเป็นนักศึกษาและเป็นญาติของผู้เสียหาย ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหาย ทั้งได้เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว จึงถือเป็นเหตุอื่นควรปรานี ให้รอการลงโทษจำเลยไว้กำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นาย นพรัตน์ เจริญชัย
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 854/2545
#98289
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุ เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับยาย แต่ผู้เสียหายยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาซึ่งสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย พฤติการณ์ของจำเลยที่ให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดห้องนอนของจำเลย แล้วจำเลยตามไปกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องนอนของตนในครั้งแรก และเมื่อผู้เสียหายไปหาจำเลย ที่บ้าน จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่สอง ล้วนเป็นการกระทำอันล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหาย ทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา แต่จำเลยยังมิได้มีภริยาจึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภรรยาได้ และผู้เสียหายและจำเลยต่างก็รักใคร่ชอบพอกันทั้งต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยก็ได้จดทะเบียนสมรสโดยได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่า ประสงค์ที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา พฤติการณ์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก ประกอบ ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗, ๓๑๗ วรรคสาม, ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก, ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี รวม ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๔ ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารรวม ๒ กระทง จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวมทุกกระทง จำคุก ๑๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๙ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกิน สิบห้าปี และข้อหาพรากผู้เยาว์

โจทก์ฎีกา เฉพาะข้อหาพรากผู้เยาว์

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหาย อายุ ๑๔ ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับยาย จำเลยบอกให้ผู้เสียหายช่วยทำความสะอาดห้องนอน เมื่อผู้เสียหายเข้าไปในภายในห้องนอน จำเลยตามเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่ ๑ ครั้ง ต่อมาผู้เสียหายเดินทางไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายแล้วไม่รับผิดชอบ จำเลยดึงแขนผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอน แล้วกระทำชำเรา ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก ๑ ครั้ง หลังเกิดเหตุบิดามารดาของผู้เสียหายทราบเรื่องจึงพา ผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ศาลอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกัน สำหรับข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปีได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกา คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุแม้ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับยาย แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาซึ่งสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำอันล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยังมิได้มีภริยา จึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายฉันสามีภริยาได้ ทั้งต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยก็ได้จดทะเบียนสมรส โดยได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์ที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยาพฤติการณ์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการ พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวมจำคุก ๖ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงจำคุกกระทงละ ๑ ปี ๖ เดือน รวม ๒ ปี ๑๒ เดือน โทษที่จำเลยได้รับ แต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน ๒ ปี จำเลยเป็นนักศึกษาและเป็นญาติของผู้เสียหาย ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหาย ทั้งได้เยียวยาความเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแล้ว จึงถือเป็นเหตุอื่นควรปรานี ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายนพรัตน์ เจริญชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสถิตย์ ทาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2545
#42137
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเพียงว่า มี ส. มาเบิกความว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 โดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิดให้แน่นอน เป็นการบรรยายฟ้องและนำสืบได้ไม่ชัดเจน แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกับพวกอีก 1 คน ซึ่งหลบหนีไปได้ร่วมกันจำหน่ายโดยขายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด ไม่ทราบน้ำหนักแน่ชัดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 13 เม็ด ไม่ทราบน้ำหนักแน่ชัด และวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางวัน จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยจำเลยได้รับประทานเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลบ้านราษฎร์ และตำบลสระตะเคียน อำเภอเสิงสางจังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวพันกัน วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางวันเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยกระป๋อง 1 ลูก ชิ้นกระสอบที่ตัดแล้ว 1 ชิ้นซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิดในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 83 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 57, 91ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก6 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 5 ปีรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 3 เดือนริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียวจำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือนเมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นจำคุก2 ปี 9 เดือน ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2543 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 หรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบได้แต่เพียงว่ามีนายสมพงษ์ เสนีราชมาเบิกความว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์2543 โดยมิได้ระบุวันที่หรือเวลาที่กระทำความผิดให้แน่นอน เป็นการบรรยายฟ้องและนำสืบได้ไม่ชัดเจน แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตามก็ยังมิอาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 174 ม. 176 ม. 185
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายพินิจหรือนิด อุปปะดง
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ