คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2618/2564
#664323
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หนี้ตามเช็คพิพาทไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 วัน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 180 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องว่านายทรงเกียรติ ขอวางเงินจำนวน 450,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแทนจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายปี 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสี่แยกทศกัณฑ์ รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 5 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 20 กันยายน 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2561 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 5 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท และฉบับที่ 9 ลงวันที่ 20 มกราคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 8 ไปเรียกเก็บเงิน และวันที่ 21 มกราคม 2562 โจทก์นำเช็คฉบับที่ 9 ไปเรียกเก็บเงิน โดยฝากเข้าบัญชีของนางสาวสุวรรณา กรรมการบริษัทโจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 และโจทก์นำสืบว่า หลังจากจำเลยหยุดผ่อนชำระค่าสินค้าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 จำเลยจึงออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าแก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับภายหลังจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งการออกเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับเพื่อผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นกับโจทก์ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินประเภทเช็คซึ่งเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยมิใช่กรณีกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น หนี้ตามเช็คพิพาททั้งเก้าฉบับไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงบางบอน — นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล
ศาลอุทธรณ์ — นางสุภาวรรณ มหัตเดชกุล
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อรพิน พรแสงจันทร์
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2564
#666543
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 5 และมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 สถานศึกษาของเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การศึกษาในระดับปริญญา ทำการสอน การวิจัยและการอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 แม้จะยังไม่มีการเรียนการสอน สถานศึกษาเอกชนนั้นย่อมมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และจากบทบัญญัติของมาตรา 9 มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประเภทหนึ่งที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ดังนั้น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 10 คือ จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และแม้มหาวิทยาลัย ป. ยังไม่มีการเรียนการสอน แต่จากข้อมูลในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยระบุชัดว่า มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมด้านการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม การกีฬา และสาธารณสุข ทั้งยังมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา เช่น หัวข้อเกี่ยวกับนักศึกษาใหม่ หลักสูตรการเรียนการสอน และคณาจารย์ไว้ชัดแจ้ง แสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัย ป. จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ มหาวิทยาลัย ป. จึงมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามความในมาตรา 8 และ 9 ของ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับนำข้อมูลต่าง ๆ ลงในเว็บไซต์ จัดให้มีพิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการ คณะทำงานของมหาวิทยาลัย ป. และมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลต่าง ๆ อันเป็นการแสดงออกให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นหลงเชื่อว่ามหาวิทยาลัย ป. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบรรยายฟ้องของโจทก์สามารถแยกเจตนาของจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 1.1 ฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อ 1.2 ฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

แม้คดีทั้งสองดังกล่าวโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาเช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ส. และมหาวิทยาลัย ส. 2 ซึ่งเป็นคนละมหาวิทยาลัยกับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับทั้งสองคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 9, 10, 104, 121 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่อ.3414/2560 และจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.513/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 10, 104, 121 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม (ที่ถูก ที่บิดเบือน) หรือเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 120,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง, 104, 121 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์กระทำความผิดลักษณะเดียวกันหลายคดี และส่อไปในทางหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนเพื่อตนเองหรือผู้อื่นในลักษณะเป็นขบวนการ แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะอายุมากแล้วและได้ทำงานรับใช้สังคมมีคุณงามความดีมาก่อนดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำแก้อุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.3414/2560 หมายเลขแดงที่อ.1036/2562 และจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.513/2561 หมายเลขแดงที่ อ.1703/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการดำเนินการและการรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย ป. ที่ห้องอาหารสนามม้านางเลิ้ง วันที่ 25 และ 26พฤษภาคม 2556 จำเลยทั้งสองเข้าร่วมในพิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการ คณะทำงานและประสาทปริญญาบัตร ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม ม. กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ให้เปิดเว็บไซต์ แล้วจำเลยที่ 1 นำข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ป. ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องเป็นภริยาของ Dr. R.วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายเสกสรร กับพวกว่า นายสวัสดิ์ กับพวกจัดตั้งมหาวิทยาลัย ส. โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและมีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยการแจกปริญญากิตติมศักดิ์และตำแหน่งทางวิชาการพร้อมกับมีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนแล้วแยกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษเป็น 3 คดี คือ กรณีของมหาวิทยาลัย ส. มหาวิทยาลัย ส. 2 และ มหาวิทยาลัย ป. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า มหาวิทยาลัย ป. ไม่ได้เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ก่อน โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า การใช้คำว่ามหาวิทยาลัย กับการมอบกระดาษที่เขียนข้อความว่า ปริญญาบัตรโดยไม่มีการเรียนการสอน การวิจัย ไม่มีหลักสูตรและสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัย อันจะต้องขออนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย กรณีจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ให้คำจำกัดความคำว่า "สถาบันอุดมศึกษาเอกชน" หมายความว่า สถานศึกษาของเอกชนที่ให้การศึกษาระดับปริญญาแก่บุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป และมาตรา 8 บัญญัติว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ดังนั้น สถานศึกษาของเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การศึกษาในระดับปริญญา ทำการสอนการวิจัยและการอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 แม้จะยังไม่มีการเรียนการสอน สถานศึกษาเอกชนนั้นย่อมมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 แล้วทั้งตามมาตรา 9 ยังแบ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนออกเป็น 3 ประเภท คือ มหาวิทยาลัยสถาบัน และวิทยาลัย และในวรรคสอง บัญญัติว่า "ลักษณะของมหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัย ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งตามกฎกระทรวง กำหนดลักษณะของมหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2549 ข้อ 1.มหาวิทยาลัยมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1. ให้การศึกษา และส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลายสาขาวิชา หรือหลายกลุ่มสาขาวิชา 2. ให้การศึกษาเพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญาปริญญาทุกชั้น และประกาศนียบัตรบัณฑิต 3. มีภารกิจด้านการสอน การผลิตบัณฑิต การวิจัยการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประเภทหนึ่งที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงหลายสาขาวิชา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญาแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลายระดับรวมถึง ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการทำการวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ดังนั้น การจัดตั้งมหาวิทยาลัยจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือ จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยคำแนะนำของคณะกรรมการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้ความจากนายสมบัติ และนางยินดี พยานโจทก์ว่า ในวันที่ 10 เมษายน 2556 จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมที่ห้องอาหารสนามม้านางเลิ้งกับพยานทั้งสองและในวันดังกล่าวมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้จบการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยเฉพาะนางยินดีเบิกความยืนยันว่า พยานรู้จักมหาวิทยาลัย ป. เนื่องจากนายสมบัติชักชวนให้ไปรับปริญญากิตติมศักดิ์ ที่สนามกอล์ฟกัสซัน จังหวัดลำพูน โดยพยานเสียค่าใช้จ่ายจำพวกชุดครุยค่าอาหารและค่าโรงแรมที่พักเป็นเงินประมาณ 15,000 บาท ต่อมามีการจัดพิธีมอบปริญญาบัตรที่โรงแรม ม. โดยมีหม่อมราชวงค์ จ. เป็นผู้มอบในครั้งนี้พยานได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ด้านสื่อสารมวลชนและพยานพบจำเลยที่ 2 ที่โรงแรมดังกล่าวด้วย แม้พยานโจทก์ทั้งสองจะไม่ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับมหาวิทยาลัย ป. ก็ตาม แต่ตามรายงานการประชุม มีข้อความระบุชัดว่าเป็นรายงานการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 4/2013 ซึ่งในวาระที่ 1 เรื่องแจ้งเพื่อทราบมีข้อความระบุชัดว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. ได้กล่าวต้อนรับคณะบริหารและคณะทำงานผู้ร่วมก่อตั้ง พร้อมกับแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า Dr. R. เป็น Director โดยมีญาติที่ประเทศปากีสถานอีก 6 คน ร่วมก่อตั้ง และได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัย ส. และมหาวิทยาลัย ส. 2 ว่า หากไม่มีคณะทำงานผู้ร่วมก่อตั้งโดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. จำเลยที่ 2 และดร.กิตติคุณ ศ. ก็จะไม่มีวันนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังแจ้งในที่ประชุมเรื่องการแต่งตั้งคณะอาจารย์ ตามขั้นตอนการเปิดการเรียนการสอนว่า ได้แต่งตั้งคณะอาจารย์แล้ว 99 คน และนำร่องนักศึกษาระดับอนุปริญญา 6 คน และในวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา 3.2 พิจารณาแต่งตั้งฝ่ายต่าง ๆ เพื่อดำเนินการ มีการแต่งตั้งศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัย ป. จำเลยที่ 2 เป็นรองอธิการบดี/และฝ่ายวิชาการ/วิจัย จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และนายทะเบียน นอกจากนี้ที่ประชุมยังเสนอว่า หากศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ส. ไปทำหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย ส. ให้จำเลยที่ 2 รักษาการอธิการบดี พร้อมกับแต่งตั้งคณะทำงานธุรการกำหนดวันจัดงานสถาปนาคณะทำงาน สถาปนาคณะผู้บริการและมอบปริญญากิตติมศักดิ์รุ่นกัซซัน อันเป็นการประชุมกำหนดตัวคณะทำงานฝ่ายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ป. แม้รายงานการประชุมจะไม่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองรับรองความถูกต้อง แต่รายงานการประชุมฉบับดังกล่าวนี้ก็เป็นเอกสารที่นางอมลวรรณ ผู้เข้าร่วมประชุมนำมามอบให้พันตำรวจโทศักกพล พนักงานสอบสวนซึ่งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านรายงานการประชุมดังกล่าวหากแต่จำเลยที่ 2 ยังลงนามในฐานะรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัย ป. ในหนังสือเชิญหม่อมราชวงศ์ จ. มาเป็นประธานการมอบตำแหน่งคณาจารย์นักวิชาการ โดยในหนังสือเชิญมีข้อความระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนระบบทางไกล Cyber ทั่วโลก สถานที่ตั้งอยู่ที่ประเทศปากีสถาน มีคณาจารย์ นักวิชาการและศูนย์การศึกษานอกระบบ (กศน.) ในประเทศไทย ประกอบกับในงานวันที่ 25 และ 26 พฤษภาคม 2556 ยังมีป้ายข้อความระบุชัดว่า พิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการ คณะทำงานและประสาทปริญญาบัตร และจำเลยที่ 2 ยังร่วมลงชื่อในปริญญาบัตรที่มอบในงานดังกล่าวด้วย ทั้งในเว็บไซต์ ที่จำเลยที่ 1 นำข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ป. ลงเผยแพร่ นอกจากจะปรากฏรายชื่อคณาจารย์ ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ป. วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และแผนการดำเนินงานที่ระบุว่าเปิดลงทะเบียนการเรียนตั้งแต่พฤษภาคม 2013 เป็นต้นไปแล้ว ในเว็บไซต์ดังกล่าวยังมีภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและฝ่ายวิจัย กับมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัย ป. และยังปรากฏข้อมูลสื่อสารถึงนักศึกษาและสมาชิก โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์วิธีการเรียนการสอนและคู่มือการเขียนสารนิพนธ์ตลอดจนหลักสูตรการศึกษาไว้สอดคล้องกับเอกสารการขออนุญาตจัดตั้ง ที่ประเทศปากีสถาน ที่จำเลยที่ 1 นำมาแสดงต่อพันตำรวจโทศักกพลซึ่งมีข้อความระบุชัดว่าคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย ป. มีมติให้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 9 คน เป็นคณะกรรมการจากประเทศไทยด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว เชื่อว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. ขึ้นในประเทศไทย แม้ยังไม่มีการเรียนการสอน แต่จากข้อมูลในเว็บไซต์ ระบุชัดว่า มหาวิทยาลัย ป. มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมด้านการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม การกีฬาและสาธารณสุข ทั้งยังมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา อาทิเช่น หัวข้อเกี่ยวกับนักศึกษาใหม่ หลักสูตร การเรียน การสอนและคณาจารย์ไว้ชัดแจ้ง โดยเฉพาะในหัวข้อนักศึกษาใหม่ มีการแจกแจงระเบียบการลงทะเบียนนักศึกษาใหม่ เกณฑ์การรับสมัครทุนการศึกษา อัตราค่าลงทะเบียนปี 2556 และระเบียบนักศึกษาเทียบโอนไว้ อันแสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัย ป. จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ มหาวิทยาลัย ป. จึงมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามความในมาตรา 8 และ 9 ของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. ขึ้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับนำข้อมูลหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดจนระเบียบการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ และจัดให้มีพิธีสถาปนาคณาจารย์ นักวิชาการคณะทำงานของมหาวิทยาลัย ป. และมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลต่าง ๆ อันเป็นการแสดงออกให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นหลงเชื่อว่ามหาวิทยาลัย ป. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ตามฟ้องข้อ 1. โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลากลางวันถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ 1.1 จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ป. โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อ 1.2 ตามวันเวลาดังกล่าวตามฟ้องข้อ 1. จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตและกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญา โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. แต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการและตำแหน่งทางการบริหารในลักษณะเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายมีหลักสูตรการเรียนการสอน การมอบปริญญาชั้นต่าง ๆ และตำแหน่งทางวิชาการ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่ามหาวิทยาลัย ป. มีการจัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องและจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาของมหาวิทยาลัย ป. โดยความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้จัดการศึกษาระดับปริญญาตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวนอกจากโจทก์จะบรรยายระบุชัดว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ป. โดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วตามฟ้องข้อ 1.2 โจทก์ยังบรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงสามารถแยกเจตนาของจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิดตามฟ้องแต่ละข้อได้อย่างชัดเจน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามฟ้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องในลักษณะเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.1036/2562 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1703/2562 ของศาลชั้นต้นซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ป. โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาส่วนคดีหมายเลขแดงที่ อ.1036/2562 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1703/2562 ของศาลชั้นต้น แม้ทั้งสองคดีดังกล่าวโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาเช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชื่อมหาวิทยาลัย ส. และ มหาวิทยาลัย ส. 2 ตามลำดับ ซึ่งเป็นคนละมหาวิทยาลัยกับคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับทั้งสองคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะอายุมากแล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัย ป. และแสดงออกให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า มหาวิทยาลัย ป. มีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอก โดยที่ไม่มีการดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยให้ถูกต้องและไม่มีการเรียนการสอนจริง การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลที่สนใจศึกษาหาความรู้เสียโอกาสทางการศึกษา ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา เศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศโดยตรง ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนในการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือนและปรับ 50,000 บาท และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน และปรับ 120,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันจัดการศึกษาระดับปริญญาโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ม. 5 ม. 8 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางทรรศนีย์ ลีลาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายคมกฤช เทียนทัด
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2564
#664261
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบัญญัติหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และ พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก. นี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ คดีนี้โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินที่ได้รับไว้นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ต่อมาจำเลยได้ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินคืน และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยฟ้องแย้งขอเรียกคืนเงินสำรองและค่าเสียหาย จึงมีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ กรณีต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ โดยจำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเท่ากับร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่ พ.ร.ก. นี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 414,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 2,105,576.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 949,618.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,946.40 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560) ต้องไม่เกิน 24,590.26 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 448,672.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 414,256 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (26 กันยายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มีนายสมชาย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน จำเลยประกอบกิจการให้เช่าห้องพัก ชื่ออาคาร ส. มีนายสุทธิ นายวิโรจน์ และนายคเณตร์ เป็นกรรมการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จำเลยว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงห้องพักของอาคาร ส. ชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ทำใบเสนอราคาค่าปรับปรุงห้องพักชั้นที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 556,600 บาท และวันที่ 6 มีนาคม 2560 โจทก์ทำใบเสนอราคาค่าปรับปรุงห้องพักชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 รวมค่าดำเนินการและกำไรเป็นเงินทั้งสิ้น 985,780 บาท วันที่ 17 มีนาคม 2560 โจทก์ทำใบสั่งจ้างไปยังจำเลยระบุค่าจ้างเป็นเงิน 985,780 บาท โจทก์เริ่มเข้าทำงานวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ระหว่างสัญญาโจทก์ขอเบิกเงินจากจำเลย 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 29 มีนาคม 2560 จำนวน 300,000 บาท และวันที่ 27 เมษายน 2560 จำนวน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 750,000 บาท วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือขอเบิกเงินจากจำเลย 200,000 บาท และวันที่ 24 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือขอเบิกเงินจากจำเลย 35,780 บาท และ 178,476 บาท รวมเป็นเงิน 414,256 บาท วันที่ 16 สิงหาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่เหลือทั้งหมด วันที่ 12 กันยายน 2560 โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ค้าง 414,256 บาท ภายใน 7 วัน วันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง กับขอให้โจทก์คืนเงินสำรองค่างานและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 591,171 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับหนังสือ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาจ้างทำของ โจทก์ผู้รับจ้างย่อมมีหน้าที่ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ในกรณีนี้คือการปรับปรุงห้องพักให้อยู่ในสภาพที่พร้อมต่อการเข้าอยู่อาศัยของลูกค้าในกิจการห้องพักให้เช่าของจำเลย ส่วนสินจ้างอันพึงใช้ให้ เมื่อตามสำเนาใบเสนอราคาและใบสั่งจ้างมิได้มีข้อสัญญากำหนดว่าจะส่งรับมอบการงานที่ทำเป็นส่วน ๆ และได้ระบุจำนวนสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ เพื่อการงานแต่ละส่วนในเวลาที่รับเอาส่วนนั้น จำเลยจึงพึงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อจำเลยรับมอบการงานที่ทำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 ทั้งในการขอเบิกเงินแต่ละครั้ง โจทก์ยังระบุว่า ขอเบิกเงิน (สำรอง) ซึ่งมีความหมายชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการขอรับเงินล่วงหน้าเผื่อเหลือเผื่อขาดก่อนที่จะทำการงานเสร็จ ไม่อาจแปลความของคำว่าเงินสำรองเป็นค่าจ้างตามงวดงานได้ ที่โจทก์ระบุในหนังสือว่าโจทก์ดำเนินงานปรับปรุงแล้วเสร็จบางส่วน จึงขอเบิกเงิน (สำรอง) ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นงานประเภทใดบ้างที่ทำเสร็จและได้เนื้องานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 คิดเป็นเงิน 200,000 บาท วันที่ 29 มีนาคม 2560 คิดเป็นเงิน 300,000 บาท และวันที่ 27 เมษายน 2560 คิดเป็นเงิน 250,000 บาท ลำพังภาพถ่ายสภาพห้องพักขณะปรับปรุง ยังไม่เพียงพอต่อการรับฟังว่าเป็นการงานที่ทำเสร็จ กับได้ความอีกว่า ในการทำงานโจทก์ให้นายกรณ์ รับเหมาช่วงงานไปทำต่ออีกทอดหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์โดยนายสมชายหรือลูกจ้างของโจทก์เข้าทำการงานปรับปรุงห้องพักเอง โดยที่โจทก์มิได้มอบหมายให้ลูกจ้างของโจทก์คนใดไปควบคุมดูแลตรวจสอบการทำงานของนายกรณ์ คงเป็นฝ่ายจำเลยที่มอบหมายให้นางสาวขนิษฐา และนางสาวพิมพาพรรณ ลูกจ้างของจำเลยผู้ดูแลอาคาร ส. คอยดูแลการทำงาน นายกรณ์ซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานเบิกความอีกว่า นายสุทธิไปตรวจความเรียบร้อยเกือบทุกวัน บางครั้งเป็นพนักงานของจำเลยชื่อเอกับแก้วที่เข้าไปดูงานและสั่งให้พยานแก้ไข ไม่ปรากฏจากคำของนายกรณ์ว่านายสมชายเข้าไปดูงานในแต่ละวันหรือเป็นครั้งคราวด้วยเลย คำของนายสมชายที่เบิกความลอย ๆ และขัดกับข้อความในเอกสารซึ่งนายสมชายทำขึ้นเอง จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินที่โจทก์ขอเบิกและรับไปจากจำเลย 3 ครั้ง รวม 750,000 บาท เป็นเงินที่จำเลยสำรองจ่ายล่วงหน้าเพื่อให้โจทก์นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน มิใช่เป็นเงินค่าจ้างตามส่วนของงานที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าซึ่งโจทก์ทำเสร็จและจำเลยรับมอบการงานส่วนนั้นไว้แล้ว ที่นายสมชายเบิกความอีกว่าวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 พยานดำเนินงานได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และขอเบิกเงินครั้งที่ 4 จำนวน 200,000 บาท แต่จำเลยผัดผ่อนโดยขอให้พยานทำงานไปก่อนค่อยเบิกตอนงานจบทีเดียว เมื่อพยานทำงานเสร็จเรียบร้อย วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 พยานจึงขอเบิกเงินครั้งสุดท้ายตามจำนวนที่เหลือ 35,780 บาท และงานเพิ่ม 178,460 บาท รวมเป็นเงิน 414,256 บาท และวันที่ 4 สิงหาคม 2560 พยานทำหนังสือส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลยตามที่ลูกจ้างของจำเลยแจ้งให้ทำ โจทก์ยังคงไม่มีรายละเอียดของงานตามที่อ้าง ภาพถ่ายพื้นห้อง 8 ภาพ และภาพถ่ายหน้าต่าง 5 ภาพ ไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่าโจทก์ปรับปรุงห้องพักในชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วเสร็จไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เช่นกัน ส่วนพยานจำเลยที่มีนางสาวขนิษฐาเบิกความว่า โจทก์ทำงานยังไม่เรียบร้อยและไม่แล้วเสร็จ สีที่ทาก็พองและหลุดล่อน พยานรายงานให้นายสุทธิและนายวิโรจน์ทราบ กับแจ้งให้โจทก์มาแก้ไข โจทก์ส่งช่างมาแก้ไขแต่งานยังไม่แล้วเสร็จ นางสาวขนิษฐาสามารถเบิกความอธิบายในรายละเอียดของงานที่ไม่เสร็จและไม่เรียบร้อยได้เป็นอย่างดี กับได้สำรวจ ถ่ายภาพและทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานชัดเจน และนางสาวขนิษฐาได้ทำหนังสือโต้ตอบนายสมชายถึงงานที่ทำไม่เรียบร้อย โดยปรากฏในเอกสารว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 นายสมชายลงชื่อรับรองเอกสารเรื่องที่โจทก์ขอเบิกสีจากจำเลยไปใช้หลายรายการ เพื่อให้จำเลยใช้เป็นหลักฐานส่งไปให้โจทก์และหักเงินระหว่างกัน ทั้งนางสาวขนิษฐายังจดบันทึกวันเวลาที่โจทก์ส่งคนงานเข้าไปแก้ไขงานทาสี ซึ่งคนงานของโจทก์เข้าไปทำงานจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ทำให้เห็นได้ว่าขณะโจทก์มีหนังสือส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลยในวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ห้องพักไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้ดีดังโจทก์อ้าง และจำเลยยังมีนายมานิต กรรมการบริษัท น. ซึ่งประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เบิกความว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 บริษัท น. โดยพยานได้รับการติดต่อจากจำเลยให้เข้าไปตรวจรับงานปรับปรุงห้องพักในอาคาร ส. ต้นเดือนสิงหาคม2560 จำเลยแจ้งให้พยานไปตรวจสอบงานตามหนังสือส่งมอบพื้นที่ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ของโจทก์ พยานใช้เวลา 5 วัน ในการตรวจสอบงานปรับปรุงห้องพักในชั้นที่ 2 ถึงที่ 4 ในขณะที่ยังมีช่างสีของโจทก์ 3 ถึง 4 คน เข้าไปแก้ไขงานสีที่หลุดล่อนและพองตัว วันที่ 29 สิงหาคม 2560 พยานทำหนังสือแจ้งรายละเอียดของงานแต่ละชั้นโดยงานที่ใช้ไม่ได้ มีงานสีต้องทาใหม่ ผนังห้องต้องรื้อและทำใหม่ วงกบประตูเอียงและเบี้ยว งานปรับปรุงที่โจทก์ทำและใช้งานได้จริงคิดเป็นเงิน 161,253.60 บาท ส่วนงานเพิ่มเติมคิดเป็นเงิน 87,800 บาท รวมเป็นเงิน 249,053.60 บาท ต่อมาจำเลยให้บริษัท น. เสนอราคาแก้ไขซ่อมแซมงานส่วนที่โจทก์ทำไว้ไม่เรียบร้อยและใช้การไม่ได้ วันที่ 15 มกราคม 2561 พยานเสนอราคาแก้ไขซ่อมแซมงานชั้นที่ 2 รวม 6 รายการ เป็นเงิน 201,250 บาท ชั้นที่ 3 รวม 6 รายการ เป็นเงิน 193,200 บาท และชั้นที่ 4 รวม 6 รายการ เป็นเงิน 193,200 บาท ใช้เวลาทำงาน 60 วัน บริษัท น. ทำงานเสร็จและได้รับค่าจ้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย 628,785.50 บาท หากงานปรับปรุงห้องพักที่โจทก์ดำเนินการและส่งมอบให้จำเลยเสร็จสมบูรณ์สามารถใช้การได้ดี ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยต้องว่าจ้างบริษัท น. เข้าไปซ่อมแซมแก้ไขซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้นอีก ทั้งข้อที่นายมานิตอ้างว่างานสีใช้ไม่ได้ทั้งหมดต้องทำใหม่ จำเลยมีนายภานุพล พนักงานฝ่ายเทคนิคของบริษัท ต. ซึ่งจำหน่ายสีทุกชนิด เบิกความว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2560 บริษัท ต. ให้พยานเข้าไปตรวจสอบสีของบริษัทที่จำเลยใช้ทาภายในอาคาร ส. ที่เกิดปัญหาพองตัวและหลุดล่อน พยานตรวจพบปัญหาว่าเกิดจากการทาสีไม่ถูกต้องตามกรรมวิธีโดยช่างไม่ได้ขัดล้างทำความสะอาดผนังเก่าให้เรียบร้อยก่อนและไม่ได้ทาสีรองพื้นปูนเก่า ถ้าทำถูกต้องสีจะคงทนนานอย่างน้อย 10 ปี สอดคล้องกับที่นางสาวขนิษฐาจดบันทึกเหตุการณ์ที่โจทก์ส่งคนงานเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องสีพองตัวในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 และแม้มีการแก้ไขแล้วสีก็ยังพองตัว ส่วนงานผนังห้องที่โจทก์ทำไว้แต่ยังคงมีเสียงเล็ดลอด นายมานิตก็สามารถเบิกความอธิบายได้ว่าเป็นเพราะโจทก์ใช้โครงเหล็กชุบสังกะสีที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผนังห้องไม่แข็งแรง จึงต้องรื้อและทำใหม่ คำของนายมานิตมีน้ำหนักในการรับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าโจทก์ปรับปรุงห้องพักอาคารสุทธิแมนชั่น 2 ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างตามสัญญาจากจำเลย อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ประสงค์เข้าทำงานต่อและต่างฝ่ายต่างมีหนังสือบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระเงินให้แก่ตนแต่ได้รับการปฏิเสธ ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ต้องคืนเงิน 750,000 บาท แก่จำเลย ส่วนจำเลยต้องใช้เงินตามควรแห่งค่าการงานอันโจทก์ได้กระทำให้ ตามที่รับฟังได้ว่างานปรับปรุงห้องพักที่โจทก์กระทำให้แก่จำเลยใช้งานได้จริงคิดเป็นเงิน 249,053.60 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อหักกลบกันแล้ว โจทก์ต้องคืนเงิน 500,946.40 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันที่โจทก์รับไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง และมาตรา 7 แต่จำเลยฟ้องแย้งขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รับเงินไปจากจำเลยครั้งสุดท้ายและเป็นคุณแก่โจทก์ จึงให้ตามที่จำเลยขอ สำหรับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่จำเลยพึงมีสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย เห็นว่า โจทก์ทำการงานปรับปรุงห้องพักให้จำเลยไม่เสร็จตามสัญญา จึงชอบที่จำเลยจะเอาการงานนั้นไปให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมหรือทำต่อไปได้ ซึ่งโจทก์จะต้องเสี่ยงความเสียหายและออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 594 เมื่อได้ความว่าจำเลยจ้างบริษัท น. แก้ไขซ่อมแซมงานส่วนที่โจทก์ทำไว้ไม่เรียบร้อยและใช้การไม่ได้ โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 628,785.50 บาท แต่จำเลยเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนนี้จากโจทก์ 148,672.20 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดให้ตามจำนวนดังกล่าว ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่าห้องพัก จำเลยฎีกาขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้งนั้น เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์ที่เป็นค่าเช่าอันจะพึงได้รับจากการให้เช่าห้องพักของผู้ว่าจ้าง มิใช่เป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้หรือผิดสัญญาจ้างทำของ หากแต่เป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือขณะทำสัญญาแล้วว่าจำเลยมีความประสงค์หรือมีกำหนดเวลาว่าจะนำห้องพักที่ปรับปรุงเสร็จออกให้เช่าเมื่อใดและมีอัตราค่าเช่าเท่าใด ที่นายวิโรจน์และนางสาวขนิษฐาเบิกความว่า อาคารชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 มีห้องพักชั้นละ 6 ห้อง อัตราค่าเช่าต่อเดือนชั้นที่ 2 และที่ 3 ห้องละ 11,500 บาท ชั้นที่ 4 ห้องละ 12,000 บาท ไม่มีหลักฐานใดสนับสนุน และนางสาวขนิษฐาเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ว่า ปัจจุบันยังไม่มีผู้เช่าห้องพักชั้นที่ 2 ถึงที่ 3 ทั้ง ๆ ที่ได้ความว่าบริษัท น. ส่งมอบงานแก้ไขซ่อมแซมห้องพักชั้นที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 และชั้นที่ 4 ในเดือนเมษายน 2561 ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้ประสงค์ที่จะนำห้องพักออกให้เช่าในทันทีที่ปรับปรุงห้องพักเสร็จและจำเลยมิได้บอกกล่าวเรื่องนี้แก่โจทก์ กรณีฟังไม่ได้ว่าก่อนหรือขณะทำสัญญาโจทก์ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นว่าจำเลยจะนำห้องพักออกให้เช่าอย่างแน่นอนชัดเจนแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..."ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ คดีนี้โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินที่ได้รับไว้นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 ต่อมาจำเลยได้ทวงถามให้โจทก์ชำระเงินคืน และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 จำเลยฟ้องแย้งขอเรียกคืนเงินสำรองและค่าเสียหาย จึงมีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีต้องนำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ โดยจำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีเท่ากับร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 649,618.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 500,946.40 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในต้นเงิน 148,672.20 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 391 ม. 594
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟ.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณรัช อิ่มสุขศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2564
#656668
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยบันดาลโทสะ

ระหว่างพิจารณา นางอมร ภริยาของนายประวิทย์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 4,133,144 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,024,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 6 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ผู้ตายมีส่วนกระทำความผิดด้วยและค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 72 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้จำเลยชำระเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้ลงโทษจำคุก 18 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน 780,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 ตามที่โจทก์ร่วมขอเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์ร่วมและนายประวิทย์ ผู้ตาย เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยและนางสาวอรพิน เคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน รวมทั้งเด็กชายธนโชติ แต่หย่ากันเมื่อปี 2557 ก่อนเกิดเหตุ 4 ปีเศษ ผู้ตายและนางสาวอรพินมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว วันเกิดเหตุวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยใช้ไม้ลักษณะสี่เหลี่ยมยาวประมาณ 1 เมตร ตีศีรษะผู้ตายภายในบ้านที่นางสาวอรพินพักอยู่กับเด็กชายธนโชติซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุ ผู้ตายวิ่งออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้วไปล้มหมดสติอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2562 ผู้ตายถึงแก่ความตาย แพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตายพบบาดแผลฟกช้ำที่ศีรษะด้านขวา ขนาด 5 เซนติเมตร ที่รอบเบ้าตาขวา ขนาดกว้าง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร และบาดแผลถลอกที่คาง ขนาด 0.5 เซนติเมตร และ 1 เซนติเมตร รอบ ๆ บวมช้ำขนาด 3 เซนติเมตร ไม่พบรอยกดรัดบริเวณลำคอ ไม่พบบาดแผลอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุการตาย ผ่าตรวจศพภายใน พบหนังศีรษะส่วนบนและขมับทั้งสองข้างช้ำรุนแรง พบกะโหลกศีรษะด้านซ้ายและส่วนฐานด้านซ้ายแตกร้าวรุนแรง พบเลือดออกบนเยื่อหุ้มสมองด้านซ้าย 150 มิลลิลิตร สมองบวมมากกดทับไปทางด้านขวา พบเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองกลีบหน้าซ้าย 10 มิลลิลิตร พบเลือดฉาบที่ผิวสมองทั่ว ๆ พบเลือดออกในเนื้อสมองกลีบกระหม่อมซ้าย 5 มิลลิลิตร เนื้อสมองกลีบขมับทั้งสองข้างช้ำและฉีกขาด ตรวจบริเวณลำคอ ทรวงอก ช่องท้อง ไม่พบลักษณะการได้รับบาดเจ็บ และไม่พบลักษณะผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุการตาย เหตุที่ตายเนื่องจากบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง สันนิษฐานว่าเกิดจากถูกทำร้ายร่างกาย วันที่ 27 มีนาคม 2562 ญาติของผู้ตายมาแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกบรรจง พนักงานสอบสวน ร้อยตำรวจเอกบรรจงไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุพบนางสาวอรพิน บ้านที่เกิดเหตุเป็นอาคารปูน 1 ชั้น แบ่งเป็น 2 คูหา เลขที่ 90/3 และ 90/4 บริเวณหน้าบ้านเป็นประตูเหล็กดึงขึ้นลง 2 ช่อง สภาพบ้านเลขที่ 90/3 บริเวณด้านหน้าติดกับถนน ส่วนบริเวณด้านหลังเป็นลานโล่งและมีประตูหลังบ้าน ตรวจสอบภายในบ้านเมื่อเปิดประตูเหล็กเลื่อนขึ้น บริเวณกลางบ้านเป็นห้องโถง ถัดจากห้องเข้าไปเป็นห้องนอนด้านซ้ายมือของบ้าน ถัดเข้าไปเป็นห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกับประตูหลังบ้าน ไม่พบรอยคราบโลหิตและอาวุธในที่เกิดเหตุ นางสาวอรพินแจ้งว่าจำเลยซึ่งเป็นสามีเก่าใช้ไม้ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ตีศีรษะผู้ตาย แล้วผู้ตายวิ่งหนีออกจากบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อนางสาวอรพินโทรศัพท์สอบถามผู้ตายว่าอยู่ที่ใดและบาดเจ็บหรือไม่ ได้รับแจ้งว่าอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน เมื่อร้อยตำรวจเอกบรรจงเดินทางไปบริเวณโรงเรียน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่พบผู้ตายรวมถึงรอยเลือด แต่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชายมาล้มลงบริเวณหน้าโรงเรียนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาล ร้อยตำรวจเอกบรรจงรวบรวมพยานหลักฐานแล้วได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยและวันที่ 22 เมษายน 2562 พันตำรวจตรีธานี จับจำเลยได้ที่บริษัทปูนซีเมนต์ ร้อยตำรวจเอกบรรจงสอบปากคำพันตำรวจตรีธานี และแจ้งข้อหาจำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้ไม้รองเครื่องซักผ้าตีผู้ตาย 1 ครั้ง สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน 780,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 ตามที่โจทก์ร่วมขอเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกบรรจงเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงว่าจะทำบันทึกคำให้การของนางสาวอรพินให้แตกต่างจากที่นางสาวอรพินให้การเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเป็นการบันทึกคำให้การตามที่นางสาวอรพินให้การ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของนางสาวอรพินได้ความว่า นางสาวอรพินให้การในวันที่ 27 มีนาคม 2562 ว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะนางสาวอรพิน ผู้ตาย และเด็กชายธนโชติ พักอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยมาเคาะประตูหลังบ้านเรียกให้เปิดประตู ผู้ตายบอกนางสาวอรพินว่าไม่ต้องเปิดประตู แต่จำเลยยังคงเคาะประตูเรียกอยู่อีก หลังจากนั้นผู้ตายบอกนางสาวอรพินว่าให้เปิดประตูด้านหลังให้จำเลย ส่วนผู้ตายจะเปิดประตูออกทางด้านหน้า เมื่อนางสาวอรพินไปเปิดประตูหลังให้จำเลยเข้ามาในบ้านแล้วพบผู้ตายยืนอยู่บริเวณประตูด้านหน้าบ้าน จำเลยใช้ไม้ทุบตีศีรษะของผู้ตายประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งผู้ตายล้มลง นางสาวอรพินเข้าไปโอบตัวผู้ตายให้ลุกขึ้น จำเลยเข้ามาชกต่อยอีก นางสาวอรพินผลักจำเลยออกมาแล้วจำเลยและนางสาวอรพินทะเลาะโต้เถียงกัน ผู้ตายเดินมาทางหลังบ้านเข้าห้องนํ้าและล้างหน้าและตัวที่มีเลือดออก จำเลยเข้าไปหยิบมีดในครัวมา นางสาวอรพินวิ่งเข้ามาขวางไว้แล้วผู้ตายออกจากบ้านไป จำเลยตบตีและใช้มีดจี้คอนางสาวอรพินแล้วออกจากบ้านไป นางสาวอรพินจึงโทรศัพท์หาผู้ตายและทราบว่าผู้ตายอยู่บริเวณโรงเรียน การที่นางสาวอรพินให้การหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ย่อมไม่มีเวลาไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่น เชื่อว่าให้การไปตามจริง แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้ตัวนางสาวอรพินมาเบิกความเป็นพยาน คงมีเพียงบันทึกคำให้การของนางสาวอรพินในชั้นสอบสวน อันเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2562 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 และวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ว่าโจทก์ประสงค์จะสืบนางสาวอรพินเป็นพยาน แต่นางสาวอรพินไปจากบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด และโจทก์ได้พยายามติดตามหาแล้วแต่ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด อันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานปากนางสาวอรพินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พฤติการณ์ที่นางสาวอรพินออกจากบ้านเช่าและไม่ทราบว่าไปอยู่ ณ ที่ใดดังกล่าวนั้น ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้ ทั้งเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีศาลย่อมรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายเพียงทีเดียวโดยไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตายระบุว่าพบบาดแผลฟกช้ำที่ศีรษะด้านขวา ขนาด 5 เซนติเมตร ที่รอบเบ้าตาขวา ขนาดกว้าง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร และบาดแผลถลอกที่คาง ขนาด 0.5 เซนติเมตร และ 1 เซนติเมตร รอบ ๆ บวมช้ำขนาด 3 เซนติเมตร ไม่พบรอยกดรัดบริเวณลำคอ ไม่พบบาดแผลอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุการตาย ผ่าตรวจศพภายใน พบหนังศีรษะส่วนบนและขมับทั้งสองข้างช้ำรุนแรงพบกะโหลกศีรษะด้านซ้ายและส่วนฐานด้านซ้ายแตกร้าวรุนแรง เลือดออกบนเยื่อหุ้มสมองด้านซ้าย 150 มิลลิลิตร สมองบวมมากกดทับไปทางด้านขวา เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองกลีบหน้าซ้าย 10 มิลลิลิตร เลือดฉาบที่ผิวสมองทั่ว ๆ เลือดออกในเนื้อสมองกลีบกระหม่อมซ้าย 5 มิลลิลิตร เนื้อสมองกลีบขมับทั้งสองข้างช้ำและฉีกขาด การที่ผู้ตายบาดเจ็บทั้งส่วนบนขมับและฐานกะโหลกซึ่งเป็นส่วนล่างของศีรษะเชื่อว่าเกิดจากการตีต่างคราวกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้ไม้เหลี่ยมยาว 1 เมตร ตีศีรษะผู้ตายโดยแรง 2 ถึง 3 ครั้ง ตามที่นางสาวอรพินให้การ จำเลยนำสืบว่าใช้ไม้ตีผู้ตายขณะที่ผู้ตายกำลังก้มลงเพื่อจะลอดประตูเหล็กหน้าบ้านออกไปในขณะที่มีแสงสว่างทั้งภายในและภายนอกบ้าน แสดงว่าจำเลยมองเห็นผู้ตายได้ดีและมีโอกาสเลือกตีอวัยวะส่วนอื่นแต่จำเลยกลับเลือกตีศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญหลายครั้งถึงกับเป็นเหตุให้กะโหลกศีรษะด้านซ้ายและส่วนฐานด้านซ้ายแตกร้าวรุนแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ส่วนการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่นั้น ที่จำเลยฎีกาว่าแม้จำเลยจะจดทะเบียนหย่ากับนางสาวอรพินแล้ว แต่จำเลยและนางสาวอรพินยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันมาโดยตลอด เห็นว่า เมื่อจำเลยเคาะประตูหลังบ้านเรียกให้เปิดประตู หากจำเลยและนางสาวอรพินไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันหลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่นางสาวอรพินจะต้องให้ผู้ตายรีบออกทางประตูหน้าบ้าน พฤติการณ์แสดงว่านางสาวอรพินและผู้ตายไม่ต้องการให้จำเลยทราบว่าผู้ตายและนางสาวอรพินมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกัน อันเป็นข้อที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยและนางสาวอรพินยังอยู่กินฉันสามีภริยา นอกจากนั้น ยังได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมของนางสาวอรพินว่าจำเลยเคยมาที่บ้านเกิดเหตุ กับจำเลยโทรศัพท์มาหานางสาวอรพินและทะเลาะกันก่อนเกิดเหตุ 3 วัน และวันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้โทรศัพท์บอกว่าจะมาบ้านที่เกิดเหตุ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบยืนยันว่า เมื่อปี 2557 ขณะที่อยู่จังหวัดสตูล จำเลยและนางสาวอรพินจดทะเบียนหย่ากัน เนื่องจากประสงค์จะซื้อบ้าน แต่จำเลยไม่สามารถกู้เงินได้เนื่องจากติดเครดิตบูโร แต่ยังอยู่กินฉันสามีภริยากันมาโดยตลอด อีกทั้งจำเลยมีใบเสร็จรับเงินชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 มาแสดงว่านางสาวอรพินเป็นผู้กู้เงิน ส่วนจำเลยเป็นผู้ชำระเงินกู้นั้น เห็นว่า หากจำเลยและนางสาวอรพินไม่ได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาหลังจากจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็ไม่มีเหตุใดที่จำเลยต้องชำระเงินที่นางสาวอรพินกู้ให้แทนนางสาวอรพิน เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยยังติดต่อนางสาวอรพินอย่างสม่ำเสมอและนางสาวอรพินก็ไม่ต้องการให้จำเลยทราบถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างนางสาวอรพินและผู้ตาย แม้จำเลยและนางสาวอรพินจะจดทะเบียนหย่ากัน แต่จำเลยและนางสาวอรพินยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันหลังจากจดทะเบียนหย่า ดังนั้น พฤติการณ์ที่เมื่อจำเลยเข้ามาภายในบ้านที่เกิดเหตุแล้วเห็นผู้ตายอยู่กับนางสาวอรพินในเวลากลางคืนในลักษณะชู้สาว จึงเป็นการที่จำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ มาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 4 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนี่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 145 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
โจทก์ร่วม — นาง อ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางสาวภคินี ก่อคุณากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แก้ว เวศอุไร
พิชัยวัฒน์ อุตะเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2564
#680347
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 277 ตรี (2) เป็นความผิดที่เป็นผลมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ไม่ว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่ก็ตาม ผลของการกระทำความผิดนั้นซึ่งได้แก่ความตายของผู้ถูกกระทำจึงต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ ตาม ป.อ. มาตรา 63

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันให้ผู้ตายเสพ 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) คีตามีน (ยาเค) และไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) เข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ผู้ตายมึนเมาเคลิบเคลิ้มหรือประสาทหลอน จนอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนต่อการกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ย่อมเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายตาม ป.อ. มาตรา 1 (6) และเป็นการกระทำที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตาย ไม่อาจแยกออกจากกันเป็นคนละส่วนได้ และการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายด้วยการนำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายจนเกินขนาด แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่สภาพร่างกายของผู้ตายอ่อนแออย่างมากจากพิษของสารเสพติดย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้ตายทั้งการใช้กำลังประทุษร้ายและการข่มขืนกระทำชำเราด้วยความรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของผู้ตายจะทนทานได้ จึงต้องถือว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงและเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 86, 91, 92, 276, 277 ตรี พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62 ตรี, 106 ตรี, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 58, 91 ริบของกลางทั้งหมด บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ อย.4683/2558 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาอื่นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ กับจำเลยที่ 4 รับว่าเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วตามฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ถ. มารดาของนางสาว ก. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายและเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว)

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่าเดินทางในการติดตามคดี 20,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลา 37 ปี รวมเป็นเงิน 4,000,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานต่อจิตใจทำให้โจทก์ร่วมเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งห้าให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม), 277 ตรี (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 92, 141 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และมาตรา 58, 91 อีกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเสพโคคาอีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานเสพคีตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพโคคาอีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมาเรียงกระทงลงโทษและบวกโทษได้อีก คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 5

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 92, 141 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และมาตรา 58, 91 อีกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ให้จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานเสพคีตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน และจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพโคคาอีน จำคุก 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ให้เพิ่มโทษอีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 สำหรับความผิดฐานเสพคีตามีน เป็นจำคุก 8 เดือน แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น เมื่อศาลวางโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ไว้ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานเสพคีตามีน และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเสพโคคาอีนให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 3 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน รวมเป็นโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกคนละ 33 ปี 7 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 13 เดือน และจำเลยที่ 4 จำคุก 33 ปี 8 เดือน โดยให้นำโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ของจำเลยที่ 2 ที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ อย.4683/2558 ของศาลชั้นต้นรวมเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นโทษจำคุก 33 ปี 14 เดือน 15 วัน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี (2) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) และจำเลยที่ 2 เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) กับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคคาอีน) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคบคิดวางแผนข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ก. ผู้ตาย ด้วยการแอบใส่ 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) ในเบียร์ที่ผู้ตายดื่ม ให้ผู้ตายสูดดมคีตามีน (ยาเค) และให้ผู้ตายอมไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) 1 เม็ด ไว้ใต้ลิ้น จากนั้นเวลา 5 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 พาผู้ตายไปยังโรงแรมเสนาเพลส ห้องพักเลขที่ 1216 ที่เกิดเหตุ ให้ผู้ตายอมไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) อีก 1 เม็ด ไว้ใต้ลิ้น แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา มาผู้พบว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ แพทย์ตรวจพบสารเสพติด 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) เฮโรอีน คีตามีน (ยาเค) ไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) และยาแก้ไออยู่ในร่างกายของผู้ตาย กับระบุสาเหตุการตายว่า เนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) จำเลยที่ 2 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) กับฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคคาอีน) ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 5 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยุติไปเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี (2) เป็นความผิดที่เป็นผลมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม) ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น ไม่ว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่ก็ตาม เช่นนี้ ผลของการกระทำความผิดนั้นซึ่งได้แก่ความตายของผู้ถูกกระทำจึงต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) มีการกระทำของผู้กระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดคือ ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ถ้ามีเพียงกระทำชำเราอย่างเดียว โดยไม่มีการกระทำที่เป็นการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ การใช้กำลังประทุษร้าย การทำให้ผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือการทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นร่วมด้วย ย่อมขาดองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันให้ผู้ตายเสพ 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) คีตามีน (ยาเค) และไนเมตาซีแพม (ยาไฟว์) เข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ผู้ตายมึนเมาเคลิบเคลิ้มหรือประสาทหลอนจนอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนต่อการกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ย่อมเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (6) และเป็นการกระทำที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายนั่นเอง ไม่อาจที่จะแยกออกจากกันเป็นคนละส่วนได้เลย แม้การข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นหรือการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามปกติไม่ทำให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ก็เป็นเพราะการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ การใช้กำลังประทุษร้าย การทำให้ผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วข่มขืนกระทำชำเรา มิได้กระทำด้วยความรุนแรงจนเกินสมควร หาใช่เป็นการกระทำที่ไม่อาจทำให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายได้เลยแต่อย่างใด ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายด้วยการนำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายจนเกินขนาด แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่สภาพร่างกายของผู้ตายอ่อนแออย่างมากจากพิษของสารเสพติด ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้ตายทั้งการใช้กำลังประทุษร้ายและการข่มขืนกระทำชำเราด้วยความรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของผู้ตายจะสามารถทนทานได้ เมื่อต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องถือว่าความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงและเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ดังกล่าว เพราะหากไม่มีการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วยการนำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายเกินขนาดและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายไปด้วยในขณะนั้น เป็นต้นว่านำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายในปริมาณเล็กน้อยเพียงแค่พอให้ผู้ตายไม่สามารถขัดขืนการข่มขืนกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ไม่มากจนเกินขนาด ความตายของผู้ตายย่อมจะไม่เกิดขึ้น ที่แพทย์ระบุสาเหตุการตายว่า เนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว เป็นเพียงผลการตรวจพบพยาธิสภาพภายในของผู้ตายและเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานแห่งการตายของผู้ตาย แต่ผลของความตายแท้จริงเกิดจากสิ่งใดศาลย่อมต้องพินิจตริตรองตามบทบัญญัติของกฎหมายและการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ตายดังวินิจฉัยมาประกอบเข้าด้วยกัน มิใช่ดูเพียงพยาธิสภาพภายในของผู้ตายเท่านั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี (2) อีกบทหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มาเป็นอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งปัจจุบันเป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีจึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามมาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนถึงวันที่ชำระหนี้เสร็จ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม), 277 ตรี (2) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อโทษสุทธิเป็นจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 หรือบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน หรือเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 63 ม. 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), วรรคสาม (เดิม) ม. 277 ตรี (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ถ.
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446 -ที่ 2528/2564
#680519
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าเที่ยวที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในคดีนี้เป็นค่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 สาระสำคัญของค่าจ้างจะต้องเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันรวมถึงไม่ได้โต้แย้งกันว่า จำเลยประกอบกิจการขนส่งสินค้า โจทก์ทั้งแปดสิบสามทำหน้าที่ขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลย โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับค่าตอบแทนการทำงานสองส่วน คือ ค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำ และค่าเที่ยวที่จ่ายโดยคำนวณตามผลงานที่ขับรถไปส่งสินค้า ค่าเที่ยวที่จำเลยกำหนดเป็นเงินที่จำเลยจ่ายโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการทำงานที่โจทก์แต่ละคนที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติด้วย จึงเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะงานและค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับ ตลอดจนปัจจัยที่จำเลยใช้เป็นฐานในการกำหนด อันเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ไม่ต้องจำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ และให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อปัญหานี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาในส่วนนี้ใหม่

กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลา เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และวรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร และข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว แสดงว่า ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม แม้นายจ้างให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 มิใช่ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพียง 2 ชั่วโมง

งานที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องปฏิบัติให้แก่จำเลย คือ การขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม ค่าเที่ยวจ่ายตามผลงานที่ทำได้คำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ดังนั้น หากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าเป็นเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง ค่าเที่ยวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และหากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมง ระยะเวลาการขับรถในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมง นั้น โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 สำหรับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในกรณีนี้ ต้องถือเกณฑ์ค่าจ้างทั้งส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวเฉลี่ยต่อชั่วโมงรวมกัน โดยคำนวณจากเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วหารด้วย 8 อีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอัตราค่าจ้างในส่วนของเงินเดือนเฉลี่ยต่อชั่วโมง และคำนวณจากค่าเที่ยวแต่ละเที่ยว หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ขับรถในเที่ยวนั้น จะเป็นอัตราค่าจ้างที่เป็นค่าเที่ยวตามผลงานในเวลาทำงานปกติเฉลี่ยต่อชั่วโมงของวันนั้น ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าเที่ยวส่วนที่เป็นค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วย 8 และค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในแต่ละวันเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เกินกว่า 8 ชั่วโมง แม้จำเลยมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเที่ยวซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่า จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเป็นการเหมาจ่ายตามอัตราและหรือข้อกำหนดตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ โดยคำนวณจากปริมาณเที่ยววิ่งรถที่โจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละรอบหรือเดือนก็ตาม แต่เมื่อค่าเที่ยวส่วนหนึ่งเป็นค่าจ้าง โจทก์แต่ละคนยังมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หากคำนวณตามวิธีการที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ปรากฏว่าเมื่อหักค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างออกแล้ว คงเหลือค่าเที่ยวที่เป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติซึ่งโจทก์แต่ละคนได้รับไปแล้วน้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกอบกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามนิยาม "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายจ้างจะกำหนดวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การที่จำเลยกำหนดให้เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนเฉพาะการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเท่านั้น จึงขัดแย้งกับนิยาม "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับผูกพันโจทก์ทั้งแปดสิบสามผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด ต้องได้ความว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติแต่ละวันเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด และจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้แก่โจทก์แต่ละคนอีกหรือไม่ เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนที่จะพิจารณาพิพากษาเรื่องค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

คดีทั้งแปดสิบสามสำนวนนี้ เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ นบ.1477/2561 และ นบ.647/2561 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 85 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 40 และที่ 62 ยุติไปแล้วตามคำสั่งของศาลแรงงานกลาง คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีแปดสิบสามสำนวนนี้

โจทก์ทั้งแปดสิบสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะประเด็นว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และในช่วงเวลา 2 ปี ย้อนหลังลงไปนับแต่วันฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสามแต่ละคน จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ในแต่ละช่วงเวลาของการทำงาน โจทก์แต่ละคนได้รับค่าจ้างอัตราเท่าใด และโจทก์แต่ละคนเป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดหรือไม่ จำเลยจัดให้โจทก์แต่ละคนมีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นจำนวนกี่วัน จำเลยสั่งให้โจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือไม่ เป็นจำนวนกี่วัน และโจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่และเป็นจำนวนกี่วัน จำเลยมีอัตราการจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์แต่ละคนสำหรับประเภทรถบรรทุกที่ขับไว้ว่าอย่างไร โดยจะต้องอาศัยการคำนวณตามระยะทางหรือตามระยะเวลาในการขับรถหรือไม่ อย่างไร ลักษณะการเหมาจ่ายค่าเที่ยวนั้นจำเลยจ่ายค่าเที่ยวโดยให้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ อย่างไร ในแต่ละช่วงเวลาของการทำงานโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด และทำงานเกินเวลาทำงานปกติเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีในประเด็นข้างต้นเสียใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง และวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลาง รับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางบกโดยใช้รถยนต์บรรทุกส่งสินค้าให้แก่ห้าง ท. ตามสาขาทั่วประเทศ มีลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถแผนกขนส่งทำหน้าที่ขับรถบรรทุกส่งสินค้าได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยว ค่าเที่ยวจ่ายตามผลงานที่ทำได้โดยคำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย จำเลยใช้วิธีการกำหนดค่าเที่ยวเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้างเปรียบเสมือนการจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างตลอดมา โจทก์ทั้งแปดสิบสามกับลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถคนอื่น ๆ นอกจากลูกจ้าง 42 คน ผู้เป็นโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 - 3667/2552 มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับใหม่และในสัญญาจ้างใหม่แตกต่างไปจากสภาพการจ้างเดิมของลูกจ้าง 42 คน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเที่ยวในช่วงปี 2551 และปี 2552 ระบุไว้ว่าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้ลูกจ้างตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่าย ค่าเที่ยวในช่วงปีดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า แม้หลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวจะไม่มีกำหนดไว้ในข้อบังคับเดิมเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่มีการตกลงกันใหม่ต่างหากและปฏิบัติต่อกันมาตลอดและมีการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในหมวดที่ 5 ข้อ 5.1 ว่า ค่าเที่ยวเป็นการเหมาจ่ายโดยรวมค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาและการทำงานเกินเวลาทำงานปกติรวมอยู่ด้วย โดยโจทก์ทั้งแปดสิบสามไม่คัดค้าน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย จำเลยไม่มีค่าเที่ยวหรือค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติค้างชำระโจทก์ทั้งแปดสิบสาม และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องปฏิบัติให้แก่จำเลยคือการขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม และจำเลยมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเที่ยวว่า จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเป็นการเหมาจ่ายตามอัตราและหรือข้อกำหนดตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ โดยคำนวณจากปริมาณเที่ยววิ่งรถที่โจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละรอบหรือเดือน ซึ่งเรียกว่า "ค่าเที่ยว" เช่นนี้ ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์แต่ละคนขับรถบรรทุกประเภทใดให้แก่จำเลยและจำเลยมีอัตราและ/หรือข้อกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์แต่ละคนสำหรับประเภทรถบรรทุกที่ขับไว้ว่าอย่างไร โดยต้องอาศัยการคำนวณตามระยะทางหรือตามระยะเวลาในการขับรถหรือไม่ อย่างไร และลักษณะการเหมาจ่ายค่าเที่ยวนั้น จำเลยได้จ่ายค่าเที่ยวโดยให้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และอีกส่วนหนึ่งที่เหลือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ อย่างไร กรณีจึงไม่มีข้อเท็จจริงพอที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยได้ว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาปกติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ทั้งศาลแรงงานกลางยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่าในแต่ละช่วงระยะเวลา 2 ปี ย้อนหลังลงไปนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคน โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด ทำงานเกินเวลาทำงานปกติเป็นจำนวนกี่ชั่วโมงและมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนที่จะพิพากษาถึงจำนวนค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในปัญหาค่าเที่ยวหรือไม่ ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนของวันหยุด การทำงานและค่าทำงานในวันหยุดชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าเที่ยวที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในคดีนี้เป็นค่าจ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งนิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ...หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน... ดังนั้น สาระสำคัญของค่าจ้างจะต้องเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันรวมถึงไม่ได้โต้แย้งกันว่า จำเลยประกอบกิจการขนส่งสินค้า โจทก์ทั้งแปดสิบสามทำหน้าที่ขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลย โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับค่าตอบแทนการทำงานสองส่วนคือค่าจ้างเป็นเงินเดือนประจำ และค่าเที่ยวที่จ่ายโดยคำนวณตามผลงานที่ขับรถไปส่งสินค้าค่าเที่ยวที่จำเลยกำหนดเป็นเงินที่จำเลยจ่ายโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการทำงานที่โจทก์แต่ละคนที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติด้วย จึงเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะงานและค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับ ตลอดจนปัจจัยที่จำเลยใช้เป็นฐานในการกำหนด อันเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ไม่ต้องจำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีกที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ และให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อปัญหานี้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยศาลฎีกาเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาในส่วนนี้ใหม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลา เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และวรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจร และข้อ 6 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว แสดงว่า ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม แม้นายจ้างให้ลูกจ้างดังกล่าวทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมงตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 มิใช่ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเพียง 2 ชั่วโมง ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า งานที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องปฏิบัติให้แก่จำเลย คือ การขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าแก่ลูกค้าของจำเลย จำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม ค่าเที่ยวจ่ายตามผลงานที่ทำได้คำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ดังนั้น หากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าเป็นเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง ค่าเที่ยวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และหากโจทก์แต่ละคนขับรถยนต์บรรทุกสินค้าไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของจำเลยโดยใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมง ระยะเวลาการขับรถในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมง นั้น โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 สำหรับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในกรณีนี้ ต้องถือเกณฑ์ค่าจ้างทั้งส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวเฉลี่ยต่อชั่วโมงรวมกัน โดยคำนวณจากเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วหารด้วย 8 อีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอัตราค่าจ้างในส่วนของเงินเดือนเฉลี่ยต่อชั่วโมง และคำนวณจากค่าเที่ยวแต่ละเที่ยว หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่ขับรถในเที่ยวนั้น จะเป็นอัตราค่าจ้างที่เป็นค่าเที่ยวตามผลงานในเวลาทำงานปกติเฉลี่ยต่อชั่วโมงของวันนั้น ซึ่งโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าเที่ยวส่วนที่เป็นค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วย 8 และค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในแต่ละวันเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เกินกว่า 8 ชั่วโมง แม้จำเลยมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายค่าเที่ยวซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่า จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเป็นการเหมาจ่ายตามอัตราและหรือข้อกำหนดตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ โดยคำนวณจากปริมาณเที่ยววิ่งรถที่โจทก์แต่ละคนได้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละรอบหรือเดือนก็ตาม แต่เมื่อค่าเที่ยวส่วนหนึ่งเป็นค่าจ้างดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว โจทก์แต่ละคนยังมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หากคำนวณตามวิธีการที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ปรากฏว่าเมื่อหักค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างออกแล้ว คงเหลือค่าเที่ยวที่เป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติซึ่งโจทก์แต่ละคนได้รับไปแล้วน้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 6 โจทก์แต่ละคนย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามนิยาม "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายจ้างจะกำหนดวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การที่จำเลยกำหนดให้เงินค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนเฉพาะการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและวันหยุดเท่านั้น จึงขัดแย้งกับนิยาม "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับผูกพันโจทก์ทั้งแปดสิบสามผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยได้ ส่วนการที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าโจทก์แต่ละคนมีชั่วโมงการทำงานที่แท้จริงเท่าใด กลับใช้วิธีประมาณการจำนวนชั่วโมงการทำงานนั้น มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติมาเท่าใดแล้วศาลแรงงานกลางต้องฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนชั่วโมงการทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสามเท่านั้นแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติตามชั่วโมงที่เรียกร้องมาแต่อย่างใด และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีว่า โจทก์แต่ละคนมีชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานจำนวนเท่าใด ตรงตามที่ระบุไว้ในคำฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางยังมีอำนาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า โจทก์แต่ละคนมีชั่วโมงการทำงานที่แท้จริงเท่าใด กลับใช้วิธีประมาณการจำนวนชั่วโมงการทำงาน ไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง ปัญหาในส่วนนี้แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาใหม่ โจทก์ทั้งแปดสิบสามมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเป็นคดีนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิจารณาพิพากษาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด ต้องได้ความว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินเดือนและค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติแต่ละวันเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด และจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้แก่โจทก์แต่ละคนอีกหรือไม่ เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเกี่ยวกับโจทก์แต่ละคนที่จะพิจารณาพิพากษาเรื่องค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์แต่ละคนได้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสามฟ้องเรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติเท่านั้น ไม่ได้เรียกค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานในวันหยุดด้วย จึงไม่จำต้องสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์แต่ละคนเป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดหรือไม่ จำเลยจัดให้โจทก์แต่ละคนมีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นจำนวนกี่วัน จำเลยสั่งให้โจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เป็นจำนวนกี่วัน และโจทก์แต่ละคนมาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่และเป็นจำนวนกี่วัน จำเลยมีอัตราการจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์แต่ละคนสำหรับประเภทรถบรรทุกที่ขับไว้ว่าอย่างไร โดยจะต้องอาศัยการคำนวณตามระยะทางหรือตามระยะเวลาในการขับรถหรือไม่ อย่างไร ลักษณะการเหมาจ่ายค่าเที่ยวนั้น จำเลยจ่ายค่าเที่ยวโดยให้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพราะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง โดยไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 มาใช้บังคับกับคดีแรงงานในส่วนนี้ดังที่จำเลยฎีกาได้ ส่วนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน และฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะประเด็นว่าในช่วงเวลา 2 ปี ย้อนหลังไปนับแต่วันฟ้องของโจทก์ทั้งแปดสิบสามแต่ละคน จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามหรือไม่ เพียงใด แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างโดยรวมค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์แต่ละคนทำได้ในเวลาทำงานปกติแต่ละวันรวมกันเฉลี่ยชั่วโมงละเท่าใด โจทก์แต่ละคนทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ เพียงใด จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเพิ่มเติมให้แก่โจทก์แต่ละคนอีกหรือไม่ เพียงใด แล้วให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาในประเด็นดังกล่าวใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ชัย เรืองกิจ
- นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2564
#664265
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ก็ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 199/337 ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 67472 และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินคงค้างค่าบ้านให้แก่โจทก์ 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 199/337 หมู่ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 67472 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 67472 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 199/337 ปลูกสร้างอยู่ เดิมที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนายวันชัย กับจำเลย โดยมีชื่อนายวันชัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ต่อมาจำเลยกับนายวันชัยจะหย่ากัน จำเลยตกลงกับนายวันชัยให้นายวันชัยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ โดยตกลงทำสัญญาซื้อขายกันเป็นเงิน 3,000,000 บาท โจทก์นำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 3,180,206 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ นางละออ มารดาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นหนี้โจทก์ 410,350 บาท โดยจำเลยลงชื่อเป็นพยาน เงินกู้ยืมที่โจทก์ได้รับจากธนาคารเมื่อหักชำระหนี้ค่าบ้านที่ค้างชำระต่อธนาคารเดิม ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และจดทะเบียนจำนองตลอดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และหักชำระหนี้ที่จำเลยกับนางละออมารดาจำเลยเป็นหนี้โจทก์แล้ว โจทก์มอบคืนให้แก่จำเลยทั้งหมด โจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าจำเลยจะเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมแทนโจทก์เดือนละ 24,900 บาท และเมื่อจำเลยผ่อนชำระครบถ้วนแล้วโจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนแก่จำเลย จำเลยผ่อนชำระเงินยืมคืนโจทก์ตรงตามกำหนดเพียงงวดเดียวคืองวดแรก หลังจากนั้นชำระไม่ตรงกำหนดรวมเป็นเงินที่ชำระ 95,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายวันชัยและจำเลยเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงของโจทก์กับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับนายวันชัยสืบเนื่องจากนางละออมารดาจำเลยและจำเลยมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ เมื่อโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว ธนาคารได้จ่ายเงินส่วนหนึ่งที่ค้างชำระให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองเดิม ส่วนอีกจำนวนหนึ่งได้จ่ายให้แก่นายวันชัย ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ต้องตกเป็นลูกหนี้รับผิดชำระหนี้ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญา และมีผลเท่ากับนายวันชัยได้รับเงินราคาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปเต็มจำนวนครบถ้วนแล้ว โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินที่นำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนที่เหลือก็ได้นำไปชำระหนี้ที่นางละออและจำเลยค้างชำระแก่โจทก์ และอีกจำนวน 180,000 บาทเศษ โจทก์นำสืบว่าจำเลยได้รับจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งจำเลยเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านก็รับในเรื่องนี้ ถึงแม้การที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยมีข้อตกลงว่าให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หักจากบัญชีธนาคารของโจทก์ ก็เป็นไปตามข้อตกลงที่ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทได้ และเมื่อมีการผ่อนชำระเงินให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนแล้ว โจทก์ก็จะโอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่จำเลย ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงโดยจำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ตามกำหนดแล้วโจทก์ก็โอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยก็เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายที่จะต้องมีการทำสัญญาซื้อขายกันอีก เห็นได้ว่าการที่โจทก์ทำสัญญากู้เงินโดยนำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปจำนองแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนตามสัญญา ส่วนนายวันชัยและจำเลยหาต้องรับผิดชอบใด ๆ ต่อธนาคารตามกฎหมายไม่ ดังนี้ย่อมแสดงว่านายวันชัยและจำเลยมีเจตนาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์จริง เพียงแต่มีข้อตกลงให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารแทนโจทก์จนครบถ้วนแล้วโจทก์จะโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนแก่จำเลย ดังนั้น สัญญาซื้อขายดังกล่าวระหว่างโจทก์กับนายวันชัยและจำเลยได้ทำขึ้นโดยมีเจตนาที่แท้จริง เพียงแต่มีเงื่อนไขในการโอนกลับคืนอันถือเป็นข้อตกลงที่บังคับได้ หาใช่เป็นการที่นายวันชัยและจำเลยทำสัญญาขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์กู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยเท่านั้นไม่ การซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่ได้ผ่อนชำระหนี้แทนโจทก์และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอีกต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ก็ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 310,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวนวณี กอศรีพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สมพงษ์ เหมวิมล
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2425/2564
#670389
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ชักชวนและแนะนำผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยังเป็นเด็กและผู้เยาว์ไปขายบริการทางเพศโดยผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจและเดินทางไปขายบริการทางเพศด้วยตนเองให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 1 แนะนำ จากนั้นก็แบ่งเงินให้จำเลยที่ 1 บ้าง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะอยู่ที่ใดและจะยินยอมหรือไม่ เมื่อเป็นการเสื่อมเสียต่อสวัสดิภาพหรือประโยชน์สุขของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานพรากเด็กและพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 319 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 375,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ผู้เสียหายที่ 1)

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาตามฟ้องข้อ 1.10 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคสองและวรรคสาม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก 52 วรรคสองและวรรคสาม) พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร กับฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรและมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงหรือชายนั้น แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม กับฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรและมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.6 ข้อ 1.8 และข้อ 1.10 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อ 1.10 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.4 กับฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามฟ้องข้อ 1.6 และข้อ 1.8 ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และข้อความในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามฟ้องข้อ 1.2 และข้อ 1.4 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 9 เดือน ฐานกระทำการค้ามนุษย์ที่ได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามฟ้องข้อ 1.6 และข้อ 1.8 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 3 เดือน รวมเป็นจำคุก 11 ปี 30 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.3 รวม 2 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 1.5 ข้อ 1.7 และข้อ 1.9 รวม 3 กระทง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 27 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมทั้งสิ้นจำคุก 15 ปี 63 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะความผิดฐานพรากเด็กและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เยาว์ เกิดวันที่ 17 มกราคม 2546 เป็นบุตรของนาย ภ. และนาง ณ. บิดามารดาเลิกร้างกัน ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายที่บ้านเลขที่ 125 แต่ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่อยู่กับเพื่อนไม่ค่อยกลับบ้าน ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 มีคนรักชื่อนาย อ. และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้เสียหายที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่กับนาย อ. ที่บ้านเลขที่ 32 จนถึงวันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ถูกจับดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพรากเด็กและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ อยู่ที่ว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 หรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 ผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายทักทายผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กไปหาจำเลยที่ 1 ว่า "มีไหมหาให้หน่อย" คือผู้เสียหายที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยหาแขกให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายเดินทางไปรีสอร์ทที่เกิดเหตุเอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนา ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 1 มีหนังสือยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชักชวน หลอกลวง หรือพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อให้บุคคลอื่นกระทำอนาจารหรือแสวงหาประโยชน์อื่นใด เหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 ผู้เสียหายที่ 1 กระทำไปด้วยความสมัครใจ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายหน้ารับงานขายบริการทางเพศ จำเลยที่ 1 ไม่ได้พรากผู้เสียหายที่ 1 จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยเมื่อเดือนมีนาคม 2561 เวลา 10 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่สะอางรีสอร์ท จำเลยที่ 1 ได้พบกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งกำลังเดินออกจากห้องพักที่รีสอร์ทกับชายอายุประมาณ 50 ปี จำเลยที่ 1 จึงทักทายผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 ได้ติดต่อจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยหาแขกให้ผู้เสียหายที่ 1 ด้วย วันที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 หาแขกให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้ ผู้เสียหายที่ 1 จึงให้เงินแก่จำเลยที่ 1 ไว้รับประทานอาหาร การให้เงินดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา มิใช่เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ได้จากการแสวงหาประโยชน์จากค่านายหน้าที่หาแขกให้ผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 มีบุตร 1 คน คือเด็กชาย พ. สามีของจำเลยที่ 1 ได้ละทิ้งจำเลยที่ 1 ตั้งแต่บุตรเกิดได้ 1 วัน จำเลยที่ 1 จึงต้องเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ได้วางเงินบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง หรือหากจะลงโทษจำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ทักทายและรู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2561 ที่บริเวณสะอางรีสอร์ท จากนั้นจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ก็มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ มีการชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณี โดยผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจด้วยตนเอง และผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปขายบริการทางเพศด้วยตนเองให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 1 แนะนำให้ จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ก็แบ่งเงินให้แก่จำเลยที่ 1 บ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กและผู้เยาว์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีอายุถึง 19 ปี ซึ่งเกือบจะบรรลุนิติภาวะ รู้ดีรู้ชั่วแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีวุฒิภาวะมากกว่าผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ชักชวนและแนะนำบุคคลให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศดังกล่าวเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะอยู่ที่ใดและจะยินยอมหรือไม่ เมื่อเป็นการเสื่อมเสียต่อสวัสดิภาพหรือประโยชน์สุขของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงย่อมมีความผิดฐานพรากเด็กและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่เห็นว่าตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 1 มิได้มีการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 แต่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจยินยอมที่จะกระทำความผิดเองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ยังหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

อนึ่ง จำเลยที่ 1 วางเงินชำระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ถือได้ว่าเป็นการชำระค่าสินไหมทดแทนที่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วบางส่วน จำเลยที่ 1 จึงคงต้องชำระเฉพาะส่วนที่ยังขาดจำนวน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.3 รวม 2 กระทง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 1.5 ข้อ 1.7 และข้อ 1.9 รวม 3 กระทง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้วางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือน รวม 2 กระทง รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง รวมจำคุก 18 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น รวมทั้งสิ้นจำคุก 13 ปี 54 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม ม. 319 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายพิทักษ์ ขำขนิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพโรจน์ โปเล็ม
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
กิจชัย จิตธารารักษ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2564
#664332
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่เมื่อความผิดดังกล่าวจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่ให้การรับสารภาพและเป็นฎีกาข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 47 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 50, 148/2 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 286

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 50 (3), 144 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) (7), 78 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (2) (ที่ถูก 6 (2) (เดิม)), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 52 วรรคสอง (เดิม) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้าง เป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ ปรับคนละ 20,000 บาท ฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม และยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และฐานร่วมกันค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานบริการ คงปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100,000 บาท ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100,000 บาท รวมจำคุกคนละ 4 ปี 18 เดือน และปรับคนละ 265,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี แต่ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 40 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งสอง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 4 ปี 18 เดือน เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกคนละ 4 ปี 18 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติจำเลย ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงพนักงานเก็บเงิน ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการร้านและจดทะเบียนเป็นเจ้าของร้าน จำเลยทั้งสองไม่มีอำนาจควบคุมดูแลการทำงานของผู้เสียหายทั้งสอง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าร้านที่เกิดเหตุเป็นสถานประกอบกิจการค้าประเวณีหรือมีเด็กขายบริการทางเพศ ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ค้าประเวณี จำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี นั้น เห็นว่า ความผิดดังกล่าวเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและเป็นฎีกาข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 47 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเด็กอายุ 16 ปีเศษ และ 17 ปีเศษแม้ผู้เสียหายทั้งสองจะยินยอม แต่เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่เด็ก ครอบครัว ชุมชนและสังคมส่วนรวม จึงเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ลงทุนในกิจการ และเป็นผู้ขอจดทะเบียนพาณิชย์ของกิจการร้านที่เกิดเหตุเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลกำไรของกิจการโดยตรง อันเป็นที่มาของการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตามสำหรับจำเลยที่ 1 แม้เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และมีส่วนในการรับเงินผลประโยชน์ในการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสองโดยทำหน้าที่แคชเชียร์ของร้านแต่ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ในการชี้ชวนหรือแนะนำให้มีการค้าประเวณี และลักษณะเป็นเพียงลูกจ้างของร้าน จึงเห็นควรรอการลงโทษจำคุก เพื่อให้โอกาสได้กลับตนเป็นพลเมืองดีโดยลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ ปรับ 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี ปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี คงปรับ 50,000 บาท ฐานสมคบกันค้ามนุษย์ คงปรับ 25,000 บาท และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณี คงปรับ 50,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 18 เดือน และปรับ 140,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 1 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนความผิดและโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสัญญา ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2564
#666462
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด หรือฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด แต่การบรรยายฟ้องส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ

ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานปลอมเอกสาร ฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เป็นลำดับและมีรายละเอียดต่อเนื่องกัน เมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ และมีการบรรยายข้อความต่อเนื่องอีกว่า การกระทำตามฟ้องข้อดังกล่าวทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเป็นของจำเลยที่ 2 เป็นการบรรยายองค์ประกอบความผิดแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ฟ้องโจทก์ทั้งสามฐานนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำต้นฉบับโฉนดที่ดินของโจทก์ไปเสียจากโจทก์ ต่อมานำไปจดทะเบียนซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นฟ้องที่บรรยายว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 188, 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด หรืออีกนัยหนึ่ง ฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้การบรรยายฟ้องในส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดนั้น ไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ แต่โจทก์ยังคงต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย องค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน และบางฐานความผิดยังต้องมีพฤติการณ์ประกอบการกระทำหรือเจตนาพิเศษ อย่างใดอย่างหนี่งหรือทั้งสองอย่างจึงจะเป็นความผิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องมาด้วย เมื่อการบรรยายฟ้องตามมาตรา 158 (5) ไม่จำต้องเคร่งครัดถึงกับต้องใช้ถ้อยคำในกฎหมาย และฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่แยกเป็นข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ก็เป็นการบรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดเป็นลำดับและมีรายละเอียดต่อเนื่องกัน ซึ่งเมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ โดยความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองปลอมหนังสือมอบอำนาจโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อนำเอาเอกสารหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนอย่างไรอยู่ในตัว ส่วนความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งโจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองใช้หรืออ้างหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนหลงเชื่ออย่างไร และสำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 137 โจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินโดยเจตนาที่จะไม่ต้องแสดงหนังสือยินยอมของคู่สมรสของโจทก์ในการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งที่ความจริงโจทก์มีคู่สมรส ซึ่งในคำฟ้องข้อ 2 วรรคสอง ก็มีการบรรยายข้อความต่อเนื่องอีกว่า การกระทำตามฟ้องข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการบรรยายองค์ประกอบความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมและฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสามฐานนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว นอกจากนี้ความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา 188 ในข้อ 2.1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคหนึ่ง นั้น แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ด้วย แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 โดยเห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำต้นฉบับโฉนดที่ดินของโจทก์ไปเสียจากโจทก์ ต่อมานำไปจดทะเบียนซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ตามที่ได้ความในข้อ 2.2 ซึ่งทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจึงเป็นฟ้องที่บรรยายว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดแล้วเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดทุกฐานไม่ครบองค์ประกอบความผิด โดยวินิจฉัยคำฟ้องโจทก์แยกเป็นส่วน ๆ และไม่ได้วินิจฉัยข้อความตามฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคสองที่บรรยายว่า "ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน" ว่ามีความหมายอย่างไรด้วยจึงยังไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาความผิดตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 137 ม. 188 ม. 264 วรรคสอง ม. 268 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวณัฐพร เดชาวุธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564
#685156
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบของโจทก์ว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด..." และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบการจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย..." ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ โจทก์อนุมัติให้ ป. และ ก. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้ว ป. และ ก. ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินจำนวนมากเช่นในคดีนี้ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่ ป. และ ก. เจตนาขอรับเป็นเงินสด และหาก ป. และ ก. จะไม่รับเงินด้วยตนเองต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นรับเงินแทน ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อนจึงจะจ่ายเงินกู้ได้ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ น. ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ด้วย และถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลง ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่ น. ให้ถูกต้องตามระเบียบ จึงเป็นการละเมิดและเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์

การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 6,236,856.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,516,515.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้อุทธรณ์บางส่วนของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ให้นางนัยนา เพราะเชื่อในกลอุบายของนางนัยนา ที่ซื้อหุ้นและขอกู้ในคราวเดียวกัน โดยเชื่อและไว้วางใจนางนัยนา จึงไม่ตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือมอบฉันทะให้รับเงินแทน แล้วจ่ายเงินกู้เป็นเงินสด ซึ่งระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) กำหนดว่า การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ขณะเกิดเหตุโจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่ากรณีดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่การที่โจทก์ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการเงินเยี่ยงธนาคารไม่ได้วางหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ให้รอบคอบและรัดกุม ไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีพอ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีเป็นประมาณเป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนการที่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสดสมทบให้จำเลยที่ 1 ตามที่ขอเบิกเพื่อจ่ายให้นางนัยนา เมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ได้และการจ่ายเงินสดเป็นไปตามระเบียบแล้ว ทั้งลักษณะงานของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงิน มิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้สมาชิกโดยตรง ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการจ่ายเงินสดจำนวนมาก จำเลยที่ 2 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ก่อน ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำทุจริต จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการมอบอำนาจ มอบฉันทะให้ถูกต้องเรียบร้อย ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 มอบเงินจำนวนมากให้จำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกโดยไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบว่าเงินที่เบิกไปนั้นเป็นการจ่ายที่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 หรือไม่ ย่อมเป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ที่กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมา เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 และข้อ 27 เป็นละเมิดต่อโจทก์และผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 6 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า ระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 กำหนดว่า "การจ่ายเงินของสหกรณ์ ให้กระทำได้ดังนี้...(2) การจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้แก่สมาชิก หรือกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์...ให้จ่ายเป็นเช็ค ยกเว้นถ้าผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด หรือในกรณีที่สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายเป็นเช็คได้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินสดโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ" และข้อ 27 กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง ผู้มีหน้าที่จ่ายต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และใบสำคัญประกอบ การจ่ายเงินให้ถูกต้องเรียบร้อย และต้องมีผู้อนุมัติให้จ่ายเงินได้ จึงจ่ายเงิน และเรียกใบเสร็จรับเงินหรือให้ผู้รับเงินลงนามรับเงินไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินของสหกรณ์ทุกครั้ง" แม้โจทก์มิได้ถือเคร่งครัดว่าการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แต่การจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดอาจทำได้ในกรณีที่ผู้รับเงินประสงค์จะให้จ่ายเป็นเงินสด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้จัดการสหกรณ์โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้ได้ แม้นางนัยนา ป้อนข้อมูลการซื้อหุ้นของนางประกอบ และนายกก อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโจทก์ แล้วปลอมคำขอกู้เงินสามัญประเภทกู้หุ้นและหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญของนางประกอบ และนายกก ก็ตาม แต่หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญมีชื่อนางประกอบ และนายกก เป็นผู้กู้ แสดงว่า โจทก์อนุมัติให้นางประกอบ และนายกก กู้ยืมเงินจากโจทก์ ตามปกติแล้วนางประกอบ และนายกก ต้องเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง การจ่ายเงินกู้จำนวนมากเช่นในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเป็นเช็ค เว้นแต่นางประกอบ และนายกก แสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสด โจทก์สามารถจ่ายเป็นเงินสดให้นางประกอบ และนายกก ได้ แต่หากนางประกอบ และนายกก ก็ไม่ได้รับเงินด้วยตนเองแล้วแสดงเจตนาขอรับเป็นเงินสดโดยให้นางนัยนา เป็นผู้รับเงินแทน แม้นางประกอบ เป็นมารดานางนัยนา และนายกก เป็นพี่เขยนางนัยนา นางประกอบ และนายกก ก็ต้องทำหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้นางนัยนา รับเงินแทน นางนัยนา จึงจะมีสิทธิรับเงินสดแทนนางประกอบ และนายกก ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะจ่ายเงินกู้ให้แก่นางนัยนา ได้ โดยถือว่าเป็นการจ่ายเงินจำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่ผู้รับเงินตามความประสงค์ของผู้รับเงิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินกู้จำนวนมากเป็นเงินสดให้แก่นางนัยนาซึ่งไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับเงินตามสัญญากู้ของนางประกอบ และนายกก จึงเป็นการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วย เมื่อการจ่ายเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ที่จะมีผลให้จำเลยที่ 1 รับผิดน้อยลงดังคำวินิจฉัยของ ศาลแรงงานภาค 6 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ กำกับ ดูแลว่า การจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์หรือไม่ สอดคล้องกับสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ 41/2551 เรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในหน้าที่ กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินว่ามีหน้าที่ควบคุมและดูแลรับผิดชอบงานในฝ่ายการเงินและปฏิบัติงานควบคุมการรับจ่ายเงิน ในงานจ่ายเงินทุกประเภทตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกผู้กู้โดยตรง และทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 เคยเบิกเงินจำนวนมากไปจากจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ใด และเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือไม่ เพียงแต่ตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายเงินทุกประเภทให้เป็นไปตามระเบียบของโจทก์ แล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ควบคุมการจ่ายเงินสดของจำเลยที่ 1 ให้แก่นางนัยนา ให้ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 ข้อ 26 (2) ซึ่งเป็นละเมิดต่อโจทก์และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่การกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วย การรับจ่าย และเก็บรักษาเงิน พ.ศ.2550 เป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ได้ความว่า นางนัยนา ชำระหนี้ส่วนของตนและมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน และโจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายซึ่งมีมูลหนี้ตามหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญทั้งสองฉบับรวมอยู่ด้วยจนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางนัยนา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ดังนั้น จึงให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่นางนัยนา ชำระให้แก่โจทก์บางส่วนดังกล่าวหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องนางนัยนา เป็นคดีล้มละลายจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายนั้นแล้วจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากดอกเบี้ยและเงินต้น ตามลำดับ ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การและนำสืบต่อสู้ไว้ ทั้งไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำแก้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และคำแก้ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น

พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และแก้คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์ได้รับชำระหนี้จากนางนัยนา ในมูลหนี้ตามสำเนาหนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญ และได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของนางนัยนา ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.1059/2561 ของศาลล้มละลายกลาง จำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 432 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครู พ.
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายธนพงศ์ อุชชิน
- นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2374/2564
#667223
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นาย ส. หลังจากนั้นนาย ส. ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของโดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนาย ส. และจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทของนาย ส. จึงเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน สำหรับปัญหาตามฎีกาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เมื่อนาย ส. กับจำเลยทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมประเภทการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งหกแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมากับนายสมัน และระหว่างนายสมันกับจำเลยทั้งแปด รวมทั้งนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยทั้งแปดกระทำขึ้นทั้งหมด โดยให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันเสียค่าธรรมเนียม และห้ามจำเลยทั้งแปดกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและหรือจำเลยทั้งแปดส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินมรดกทั้งหกแปลง ออกเป็น 9 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้แก่โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งคนละ 1 ใน 9 ส่วน ให้จำเลยทั้งแปดส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด และหากไม่สามารถแบ่งปันและส่งมอบที่ดินได้ให้นำที่ดินทั้งหกแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน กับขอให้กำจัดจำเลยทั้งแปดมิให้รับมรดกของนางมา

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความขอให้จำเลยทั้งแปดแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสองตามส่วน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

จำเลยทั้งแปดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวพัชรา ทายาทของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 และนางสาวมะลิกา ทายาทของผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องสอดที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 8111 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 2 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21409 ตามอาณาเขตที่โจทก์ที่ 2 ครอบครองปลูกบ้านเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งแปด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสาม ผู้ร้องสอดทั้งสอง นายสมัน นายประจักษ์ นางสงวน และนางสาวสายันต์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายบุญเพ็ง นายบุญเพ็งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางหรือนางสาวมา ผู้ตาย นางสาวจันทร์ และนางสาวนี โดยเป็นบุตรของนายสี กับนางปาน ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นางสาวจันทร์ถึงแก่ความตายเมื่อประมาณปี 2515 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร นางสาวนีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร นายบุญเพ็งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของนายสมัน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นบุตรของนายสมันกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร และไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 7160, 8111, 7174, 7159, 21409 และ 21308 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ ภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย นายสมันได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อนายสมันในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2556 นายสมันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในโฉนดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว จากนั้นได้โอนใส่ชื่อนายสมันเป็นผู้รับมรดก และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7174 และ 7159 มาเป็นของจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7160 มาเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8111 มาเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 8

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดทั้งสองอ้างว่า หากผู้ตายยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันตั้งแต่ก่อนถึงแก่ความตายแล้วย่อมต้องดำเนินการจดทะเบียนให้เรียบร้อยแต่ก็ไม่ปรากฏ เห็นว่า นอกจากผู้ตายจะยกที่ดินให้แก่นายสมันแล้ว ยังได้ยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย ซึ่งก็มิได้มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแต่อย่างใด การที่ไม่มีการจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมันก็ยังไม่ถึงกับเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่า ผู้ตายมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน ส่วนการที่นายสมันและจำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของผู้ตายนั้น ก็ไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ทั้งจำเลยทั้งแปดก็อ้างว่า เหตุที่ไปขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็เพื่อความสะดวกในการจดทะเบียนซึ่งนับว่ามีเหตุผลอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่นายบุญเพ็งแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้องสอดทั้งสองและบุตรคนอื่นหมดแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะแบ่งให้แก่นายสมันและโจทก์ที่ 3 จึงไปขอให้ผู้ตายแบ่งที่ดินให้แก่นายสมันกับโจทก์ที่ 3 ผู้ตายจึงแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นายสมัน หลังจากนั้น นายสมันได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของโดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนายสมันและจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นทายาทของนายสมัน จึงเป็นการครอบครองเพื่อตนมิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และผู้ร้องสอดทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองต่อไปว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสมันกับจำเลยทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องสอดทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 -
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
วันชัย ศศิโรจน์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2361/2564
#664225
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมิได้มีสัญชาติไทยได้แจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นคนผู้มีสัญชาติไทยเพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในแบบทะเบียนราษฎร อันเป็นเอกสารราชการเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรเก่าที่ชำรุด และบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งมีชื่อ ส. เป็นเอกสารราชการที่จำเลยปลอมขึ้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 และ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการกระทำอันเป็นความผิดต้องเป็นการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158

ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานและสอบคำให้การไป แต่ก็ไม่จำต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การซ้ำอีก จำเลยยื่นคำให้การขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้โจทก์ รับเป็นคำให้การของจำเลยอันมีผลเป็นการอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และจำเลยให้การใหม่เป็นรับสารภาพโดยไม่ต้องสอบถามคำให้การดังกล่าวต่อหน้าโจทก์จำเลยอีก เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษและจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

การสืบเสาะและพินิจจำเลยเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าการสืบเสาะและพินิจไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและพิพากษา เนื่องจากจำเลยได้ให้ข้อเท็จจริงตามคำร้องประกอบคำให้การรับสารภาพเพียงพอแล้ว หาใช่ศาลจำต้องสั่งให้มีการสืบเสาะพินิจจำเลยทุกกรณีไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคสอง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 (1) (2) (3) วรรคสอง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2542 มาตรา 6 จัตวา, 8 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2554 มาตรา 11 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2554 มาตรา 11 ประกอบพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคสอง จำเลยกระทำความผิดสองกระทงให้ลงโทษกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม), 267 (เดิม) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ให้ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 (ที่แก้ไขใหม่) รวมสองกระทงเรียงกระทงลงโทษและลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมิได้มีสัญชาติไทยได้แจ้งข้อความต่อนางจันทร์ลี และนางสาววรรณา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยชื่อนายสงกรานต์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 3 5018 00141 xx x บิดาชื่อ นายจะเมย มารดาชื่อ นางหลิวา เพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในแบบทะเบียนราษฎร อันเป็นเอกสารราชการเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรเก่าที่ชำรุด และบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งมีชื่อนายสงกรานต์ เป็นเอกสารราชการที่จำเลยปลอมขึ้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งบทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการกระทำอันเป็นความผิดต้องเป็นการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเท่านั้น คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองว่า การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการตรวจพยานหลักฐานและสอบคำให้การไปในวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ก็ตาม แต่ก็ไม่จำต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบถามคำให้การซ้ำอีก ส่วนที่จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสำเนาให้โจทก์ รับเป็นคำให้การของจำเลย อันมีผลเป็นการอนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และจำเลยให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิต้องสอบถามคำให้การดังกล่าวต่อหน้าโจทก์จำเลยอีก เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ และจำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นไม่สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษานั้น เป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าการสืบเสาะและพินิจไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและพิพากษา เนื่องจากจำเลยได้ให้ข้อเท็จจริงตามคำร้องประกอบคำให้การรับสารภาพเพียงพอแล้ว หาใช่ว่าศาลจำต้องสั่งให้มีการสืบเสาะพินิจจำเลยทุกกรณีไปไม่ การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือสองกรรม เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชน แต่ฟ้องว่าจำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน (เปลี่ยนบัตรกรณีบัตรเก่าชำรุด) ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบทะเบียนราษฎรอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ดังนั้น การนับอายุความมิได้เริ่มนับตั้งแต่ปี 2541 เพราะเป็นการกระทำต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดต่างหากจากกัน เมื่อความผิดตามฟ้องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคแรก (3) โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 จึงยังไม่ขาดอายุความ แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคแรก (4) การกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 นับถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 จึงขาดอายุความแล้ว แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 ส่วนการกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 นับถึงวันฟ้องยังไม่เกินห้าปี จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างวาระกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม มิใช่กรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จึงหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษให้เบาลงกว่านี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยมีเจตนามุ่งใช้บัตรประจำตัวประชาชนที่ไม่ใช่ของจำเลย อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลบุคคลทางทะเบียนราษฎรซึ่งกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 สำหรับความผิดที่ได้กระทำเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (1) (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวรเกียรติ นวลสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2564
#693455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมร่วมกันตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยคู่ความแต่ละฝ่ายและองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความทำขึ้นในศาลและต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เว้นแต่คู่กรณีแห่งการประนีประนอมยอมความนั้นจะตกลงยินยอมด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้ยุติคดีทั้งหมดตามที่ตกลงกันต่างหากนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อตกลงนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะมิได้มาศาลเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญาดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวรวมทั้งข้ออ้างที่จำเลยถูกฉ้อฉลขึ้นปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความว่าถูกฉ้อฉลย่อมฟังไม่ขึ้น คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. บุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพจำเลยตั้งแต่โจทก์ทิ้งร้างจำเลยไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2560) จำเลยขอคิดเพียง 12 เดือน เดือนละ 30,000 บาท เป็นเงิน 360,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายหรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 30,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้โจทก์ชำระค่าทดแทนให้จำเลย 300,000 บาท และให้นางสาว ล. ชำระค่าทดแทนให้จำเลยเป็นเงิน 500,000 บาท กับให้โจทก์แบ่งรถยนต์ ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาว ล. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมให้การว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและโจทก์หย่าขาดกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระเงินค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 180,000 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชาย ต. มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เท่ากับราคารถยนต์ในวันที่ศาลมีคำพิพากษา หากตกลงไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน และให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่จำเลย กับให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนคำขอของจำเลย (โจทก์ฟ้องแย้ง) นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชาย ต. จะบรรลุนิติภาวะ และให้โจทก์ชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลย 180,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์เสียเกินมา 38,071 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันนัดอ่านคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกา โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าได้ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้น ขอเลื่อนการฟังคำสั่งของศาลฎีกา และขอให้ส่งสัญญาประนีประนอมยอมความไปยังศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำสั่งของศาลฎีกาและส่งสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่ออ่านคำสั่งของศาลฎีกาให้คู่ความฟังก่อน ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุญาตให้โจทก์และจำเลยร่วมฎีกาให้แก่คู่ความฟังแล้ว ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2564 ให้ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความว่าประสงค์ทำยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่ หากประสงค์ทำยอมก็ให้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาไปได้ มิฉะนั้นให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ในวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา จำเลยและทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ว่าไม่ประสงค์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 เพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัตินอกเหนือสัญญาที่ตกลงกันต่างหากคือจะยุติคดีทั้งหมด ประกอบกับทนายจำเลยไม่ได้ไปร่วมตรวจสอบสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์แถลงว่า ฝ่ายโจทก์ได้ยุติคดีตามที่ตกลงไว้กับจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมซองคำพิพากษาคืนศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนข้ออ้างของโจทก์ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนโจทก์ เสร็จแล้วให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา

พิเคราะห์แล้ว คดีมีเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ในชั้นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วม ร่วมกันตกลงทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยคู่ความแต่ละฝ่ายและองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความทำขึ้นในศาลและต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นมีความว่า "ข้อ 1. จำเลยตกลงจะไม่บังคับคดีกับโจทก์และจำเลยร่วมตามคำพิพากษาในคดีนี้ทั้งหมด ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งด้วย ข้อ 2. โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมตกลงให้ยุติคดีนี้ ข้อ 3. โจทก์และจำเลยตกลงว่า ตามที่จำเลยและเด็กชาย ต. ได้ไปดำเนินการตรวจหาสารพันธุกรรม DNA เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 หากผลตรวจ DNA พบว่าเด็กชาย ต. เป็นบุตรของโจทก์ และโจทก์ยังคงรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่นั้น โจทก์ตกลงจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. โดยจะชำระในขณะเด็กชาย ต. เข้าศึกษาดังต่อไปนี้ ในชั้นประถมศึกษาเดือนละ 4,000 บาท เรียนในชั้นมัธยมศึกษาเดือนละ 5,000 บาท และเรียนในชั้นอุดมศึกษาเดือนละ 6,000 บาท ข้อ 4. โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมตกลงยินยอมปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 และข้อ 2 ข้อ 5. โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาข้อ 3" จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่สัญญาระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงฝ่ายเดียวมิได้ เว้นแต่คู่กรณีแห่งการประนีประนอมยอมความนั้นจะตกลงยินยอมด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัตินอกเหนือจากสัญญาที่ตกลงกันต่างหากคือจะยุติคดีทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อตกลงนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล ทั้งตามทางไต่สวนของศาลชั้นต้นได้ความตามคำแถลงของโจทก์ประกอบคำแถลงของจำเลยที่ยื่นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ก่อนศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนความไปยังศาลฎีกามีข้อที่โต้เถียงกันว่า โจทก์ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. บุตรผู้เยาว์ตามข้อข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ เป็นปัญหาที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจะต้องว่ากล่าวกันมาในภายหลังเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตามยอมในชั้นนี้แล้ว และที่จำเลยอ้างบันทึกข้อตกลงระหว่างคู่กรณี ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ข้อ 6 ที่โจทก์และจำเลยตกลงจะถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวภูธรเมืองพิจิตร เป็นข้อตกลงนอกศาลและนอกเหนือไปจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นในศาล หากมีอยู่จริงและผลแห่งข้อตกลงนั้นจะเป็นอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหากจากคดีนี้ ย่อมจะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธในคดีนี้หาได้ไม่ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่มีโอกาสนำพยานมาไต่สวนประกอบข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนข้ออ้างของโจทก์ของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลฎีกานั้น ศาลชั้นต้นเพียงแต่ไต่สวนโดยฟังจากคำแถลงของโจทก์ เมื่อจำเลยได้ยื่นคำแถลงประกอบข้ออ้างของโจทก์ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้ส่งถ้อยคำสำนวนความคืนไปยังศาลฎีกา ย่อมเท่ากับจำเลยได้มีโอกาสแถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของฝ่ายโจทก์แล้ว จะว่าจำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความตกลงกันทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยจำเลยมิได้มีข้อโต้แย้งหรือข้อคัดค้านแต่ประการใด แสดงว่าจำเลยตกลงยอมความกับฝ่ายโจทก์และจำเลยร่วมโดยสมัครใจยอมผูกพันที่จะปฏิบัติต่อกันตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะมิได้มาศาลเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญาดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวรวมทั้งข้ออ้างที่จำเลยถูกฉ้อฉลขึ้นปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความว่าถูกฉ้อฉลให้ทำขึ้นย่อมจะฟังไม่ขึ้น คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะปฏิเสธให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ในชั้นฎีกาได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมต่อไป

ศาลฎีกาได้พิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมในคดีนี้ ฉบับลงวันที่ 13 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2563 เห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาในคดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละสามในสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ป.
จำเลยร่วม — นางสาว ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายภิญโญ โมกขมรรคกุล
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2564
#666591
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 1 สมองพิการเกิดจากสาเหตุใด เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่าสาเหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 1 สมองพิการเสียหายถาวรอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปทางหนึ่งทางใดโดยแจ้งชัด จึงต้องถือว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีอาการสมองพิการเสียหายถาวรช่วยเหลือตนเองไม่ได้เพราะสาเหตุใดแน่ ตรงกันข้ามกับทางนำสืบของโจทก์ทั้งสอง ที่มีโจทก์ที่ 2 และ ส. บิดาโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังเกิดเหตุบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ได้พูดยอมรับว่า เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีอาการดังกล่าวเนื่องจากท่อช่วยหายใจหลุดและขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งตามบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า หลังการผ่าตัด เมื่อเกิดปัญหากับโจทก์ที่ 1 วิสัญญีแพทย์ทำการตรวจสอบตำแหน่งท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากสงสัยว่ามีเสียงลมรั่วไม่เข้าปอด ซึ่งพบว่าท่อช่วยหายใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของหลอดลม จึงได้รีบใส่ท่อช่วยหายใจใหม่โดยเพิ่มขนาดจากเบอร์ 4 เป็นเบอร์ 4.5 ตำแหน่งที่ใส่อยู่ที่ 12 เซนติเมตร แม้การจ่ายเงินช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมิได้พิจารณาว่าบุคลากรทางการแพทย์กระทำโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่รายงานการประชุมดังกล่าวก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการสอบสวน ทั้งคณะอนุกรรมการที่เข้าร่วมพิจารณาก็ล้วนเป็นแพทย์ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และ ส. ซึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ยากที่จะเบิกความปรุงแต่งข้อเท็จจริงที่ตนรับฟังมา พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอย่างถาวรเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนจากหลอดลมภายหลังการผ่าตัด ทำให้สมองขาดออกซิเจนหล่อเลี้ยงเป็นเวลานานจนโจทก์ที่ 1 เกิดอาการดังกล่าว

กรณีจะถือว่าการกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 เป็นความประมาทเลินเล่อหรือไม่นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์และเหตุผลประการอื่นด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงได้ความว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวังรอบคอบ และเหมาะสมกับสภาวการณ์ที่จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปดั่งที่คาดหมาย กรณีย่อมไม่อาจถือว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบและเหมาะสมสอดคล้องแก่สภาวการณ์ที่จำเป็นในการรักษาโจทก์ที่ 1 ทุกขั้นตอนโดยถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพอันเหมาะสมแก่สภาวการณ์แล้ว แม้จะเกิดผลท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ก็ตาม การกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายได้ บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบต่อความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรโจทก์ที่ 2 กับนายสมาน โจทก์ที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2558 เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (TETRALOGY OF FALLOT) เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์ที่ 1 เข้ารับการติดตามและตรวจอาการของโรคดังกล่าวที่โรงพยาบาล ม. ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีภาวะอาการเขียวขั้นวิกฤตจนอยู่ในขั้นอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ทางโรงพยาบาลจึงรับตัวโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ป่วยใน วันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 1 มีนาคม 2559 โจทก์ที่ 1 ได้รับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเทียมเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงที่ปอดได้มากขึ้น หลังการผ่าตัดแล้วขณะที่บุคลากรทางการแพทย์นำโจทก์ที่ 1 ไปยังหอผู้ป่วยเด็ก ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 มีอาการเขียวใหม่ ซึ่งทางการแพทย์หมายถึงมีออกซิเจนในเลือดต่ำ มีสัญญาณชีพที่เต้นช้าลง แพทย์และพยาบาลจึงปฏิบัติการกู้ฟื้นคืนชีพ (ซีพีอาร์) และใช้ยาเพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 3 นาที โจทก์ที่ 1 ยังมีอาการไม่ดีขึ้น คณะแพทย์จึงเปลี่ยนท่อช่วยหายใจจากขนาดเบอร์ 4 เป็นขนาดเบอร์ 4.5 เพื่อที่จะให้ลมสามารถผ่านเข้าไปที่ปอดได้มากขึ้น ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 กลับมาสัญญาณชีพเป็นปกติ แต่มีอาการสมองพิการอย่างถาวร ต่อมาโจทก์ที่ 2 ขอรับเงินเยียวยาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา สรุปข้อมูลแล้วกำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 280,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการเป็นผลจากความประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงไปทางหนึ่งทางใดโดยแจ้งชัด ต้องถือว่ายังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเพราะเหตุใดกันแน่ จึงทำให้โจทก์ที่ 1 มีอาการสมองพิการเสียหายถาวรช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ ตรงกันข้ามตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองนอกจากโจทก์ที่ 2 และนายสมาน มารดาและบิดาโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันตรงกันว่าหลังเกิดเหตุบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ได้พูดยอมรับกับโจทก์ที่ 2 และนายสมานว่า เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีอาการดังกล่าวเนื่องจากท่อช่วยหายใจหลุดและขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และยังได้ความว่า หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและก่อนมีการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 280,000 บาท ก็มีบันทึกการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้รับบริการ จังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยมีคณะอนุกรรมการผู้เข้าประชุมประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนผู้ใช้บริการ ตัวแทนหน่วยบริการ ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ซึ่งผลการประชุมตามบันทึกการประชุมมีข้อความระบุว่า หลังการผ่าตัดเมื่อเกิดปัญหากับโจทก์ที่ 1 วิสัญญีแพทย์ได้ทำการตรวจสอบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอีกครั้ง เนื่องจากสงสัยว่ามีเสียงลมรั่วไม่เข้าปอด ซึ่งพบว่าท่อช่วยหายใจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของหลอดลม จึงได้รีบใส่ท่อช่วยหายใจใหม่โดยเพิ่มขนาดจากเบอร์ 4 เป็นเบอร์ 4.5 ตำแหน่งที่ใส่อยู่ที่ 12 เซนติเมตร ปัจจุบันเด็กมีอาการเกร็งทั้งตัว ไม่รู้สึกตัว ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ให้อาหารทางสายยาง พิจารณาว่าเป็นการให้บริการซึ่งให้โดยตรงเพื่อการรักษาพยาบาลตามความหมายของบริการสาธารณสุขตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 การพิจารณาของคณะอนุกรรมการตามบันทึกการประชุมดังกล่าวเป็นการพิจารณาเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้รับบริการตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งการจ่ายเงินช่วยเหลือนั้นแม้จะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติโดยมิได้พิจารณาว่าบุคลากรทางการแพทย์กระทำโดยประมาทและก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม แต่รายงานการประชุมดังกล่าวก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการสอบสวน ทั้งคณะอนุกรรมการที่เข้าร่วมพิจารณาดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแพทย์ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาสรุปไว้ในบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 และนายสมาน ซึ่งไม่มีความรู้ทางการแพทย์ยากที่จะมีการเบิกความปรุงแต่งข้อเท็จจริงที่ตนเองรับฟังมาจากนายธีระแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอย่างถาวรเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่จากหลอดลมภายหลังการผ่าตัด ทำให้สมองขาดออกซิเจนหล่อเลี้ยงเป็นเวลานานจนโจทก์ที่ 1 เกิดอาการดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 1 สมองพิการอันเกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นเป็นผลจากความประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า มีลมเข้าไปในปอดทั้งสองข้างเท่ากันดี ทรวงอกขยายทั้งสองข้าง มีพลาสเตอร์เหนียวพันปิดบนริมฝีปากด้านบนและล่างของโจทก์ที่ 1 มีการติดตั้งเครื่องติดตามสัญญาณชีพติดตัวโจทก์ที่ 1 ไปตลอดทาง นางสาวภัทร์วีรยา วิสัญญีพยาบาลเบิกความว่า พยานประเมินโจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนั้นนอนตะแคงข้างซ้ายใส่ท่อช่วยหายใจขนาดเบอร์ 4 ใช้ความลึกขนาด 9 เซนติเมตร มีพลาสเตอร์เหนียวพันปิดบนริมฝีปากด้านบนและล่างเพื่อป้องกันหลุด ตรวจดูสัญญาณชีพของโจทก์ที่ 1 ปกติ ความดันโลหิตอยู่ที่ 70/40 มิลลิเมตรปรอท ชีพจร 142 ครั้ง ต่อนาที ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดร้อยละ 86 ถึง 92 ฟังเสียงปอดทั้งสองข้างพบว่ามีลมเข้าปอดทั้งสองข้างเท่ากัน แสดงว่าตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หลังผ่าตัดเสร็จปรับเปลี่ยนท่าของโจทก์ที่ 1 จากนอนตะแคงเป็นนอนหงาย พยานทำหน้าที่วิสัญญีพยาบาลตรงด้านหัวเตียง มือข้างหนึ่งจับท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันไม่ให้เลื่อนหลุด ส่วนมืออีกข้างหนึ่งประคองศีรษะในการขยับตัวและเตรียมอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายเป็นถังออกซิเจน มีการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบแทนเครื่องช่วยหายใจแบบอัตโนมัติขณะเคลื่อนย้าย ระหว่างนั้นมีการขยับตัวของโจทก์ที่ 1 นางสาวพัชมณจึงให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อทำให้โจทก์ที่ 1 อยู่ในภาวะหลับเพื่อป้องกันการขย้อนท่อช่วยหายใจ ขณะนั้นโจทก์ที่ 1 รู้สึกตัวมีเสมหะจำนวนมาก พยานดูดเสมหะของโจทก์ที่ 1 ออกจากท่อช่วยหายใจ นางสาวพัชมณฟังที่ปอดของโจทก์ที่ 1 ทั้งสองข้างพบว่าลมเข้าดีทั้งสองข้างและไม่มีเสมหะค้างที่ปอด แสดงว่าท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ความดันโลหิต ชีพจร และความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดอยู่ในภาวะปกติ ขณะเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 พยานอยู่ทางด้านขวามือของโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่ช่วยหายใจและประเมินสัญญาณชีพตลอดการเคลื่อนย้าย มีถังออกซิเจนแขวนอยู่ที่เปล พยานเปิดถังออกซิเจนและปลดเครื่องช่วยหายใจแบบอัตโนมัติออกเปลี่ยนเป็นเครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบซึ่งต่อกับท่อช่วยหายใจ แล้วเปิดถังออกซิเจนใช้มือบีบเครื่องช่วยหายใจแบบมือตลอด ส่วนมืออีกข้างต้องจับท่อช่วยหายใจที่มุมปากโจทก์ที่ 1 เพื่อป้องกันการหลุด ซึ่งการใช้เครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบเมื่อบีบจะรู้สึกถึงแรงต้านในทรวงอก บริเวณหน้าอกมีการเคลื่อนยกตามจังหวะของการบีบมือ ระหว่างเคลื่อนย้ายพบว่าอัตราการเต้นของชีพจรโจทก์ที่ 1 ช้าลงและค่าความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดมีแนวโน้มต่ำแต่ท่อช่วยหายใจยังอยู่ที่เดิม นายธีระเบิกความว่า พยานเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโรค TETRALOGY OF FALLOT มีภาวะเขียวมากเพิ่งฟื้นจากภาวะติดเชื้อปอดมา ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ก่อนผ่าตัดแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบถึงความเสี่ยงในการผ่าตัดฉุกเฉินแล้ว มีการเตรียมความพร้อมในการผ่าตัดโดยบุคลากรทางการแพทย์หลายคนช่วยกันใส่ท่อช่วยหายใจและติดอุปกรณ์ช่วยหายใจในลักษณะใช้มือบีบและต่อจากตัวเครื่องให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิสัญญีแพทย์ การผ่าตัดใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ช่วงที่พยานเข้ามาที่ห้องผ่าตัดครั้งแรกพบว่าโจทก์ที่ 1 มีออกซิเจนต่ำและมีเสมหะจำนวนมาก เมื่อดูดเสมหะออก ปริมาณออกซิเจนในเลือดก็เพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่งแต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีภาวะเขียวจากโรคดังกล่าว ระหว่างผ่าตัดชีพจรของโจทก์ที่ 1 อยู่ในภาวะปกติ พยานทำการผ่าตัดต่อหลอดเลือดเทียมแล้วพบว่าโจทก์ที่ 1 มีออกซิเจนในเลือดปริมาณสูงขึ้นกว่าร้อยละ 80 และเมื่อดูดเสมหะออก ปริมาณออกซิเจนบางครั้งสูงถึงร้อยละ 90 ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม หากใช้หลอดเลือดเทียมขนาดเล็กเกินไปปริมาณออกซิเจนจะไม่เพียงพอ หากใหญ่เกินไปจะทำให้เกิดปริมาณออกซิเจนร้อยเปอร์เซ็นต์เท่าคนปกติ แต่จะมีปัญหาทำให้โจทก์ที่ 1 หัวใจวายได้ หลังผ่าตัดเสร็จพยานตรวจสอบว่าหลอดเลือดเทียมทำงานได้ตามปกติหรือไม่ โดยฟังที่หัวใจปรากฏว่ามีเสียงดังฟู่แสดงว่าทำงานได้ตามปกติ เมื่อฟังเสียงลมที่เข้าปอดทั้งสองข้างปรากฏว่าปอดขยายตัวเท่ากัน แสดงว่าการช่วยหายใจเป็นปกติโดยท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จากคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องยืนยันว่า ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ออกจากห้องผ่าตัดนั้น ท่อช่วยหายใจของโจทก์ที่ 1 อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพของแพทย์ และได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 ปากนายสมชาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทยเบิกความว่า วิสัญญีแพทย์ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาได้ทำถูกต้องตามมาตรฐานแล้ว โดยในการใส่ท่อช่วยหายใจเด็กจะพิจารณาจากอายุและน้ำหนัก ส่วนความลึกจะพิจารณาว่าเมื่อใส่ท่อช่วยหายใจให้เด็กแล้วจะฟังเสียงจากปอดทั้งสองข้างถ้าลมเข้าได้ดีถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบตำแหน่งของท่อช่วยหายใจตามคู่มือแพทย์เวร หน้าที่ 2 ที่ระบุว่า ในการตรวจสอบตำแหน่งของท่อหายใจจะต้อง 1. การมอง ผู้ใส่ต้องเห็นว่าท่อหายใจผ่านเข้าไปใน vocal cords ตลอดการใส่ท่อหายใจ 2. การฟัง โดยฟังเสียง breath sound ทั้ง 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ใต้กระดูก clavicle 2 ข้าง ชายปอด 2 ข้าง และบริเวณลิ้นปี่ 3. การตรวจหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออก (end tidal carbon dioxide) 4. การวัดค่าระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วว่าไม่ต่ำลงไปกว่าเดิมและควรมีค่าสูงขึ้นหลังใส่ท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ เห็นได้ชัดว่าวิธีปฏิบัติตามคู่มือดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ที่ได้ปฏิบัติต่อโจทก์ที่ 1 อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน ย่อมเป็นข้อยืนยันให้เห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามมาตรฐานวิชาชีพของตนเองแล้ว ส่วนปัญหาที่เกิดจากท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่นั้น ได้ความจากพยานจำเลยที่ 1 ปากนางรุ้งนภา ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีวิทยาโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเบิกความว่า พยานเห็นนางสาวภัทร์วีรยาเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ขณะนั้นนางสาวภัทร์วีรยากำลังบีบเครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบ มืออีกข้างหนึ่งจับบริเวณท่อช่วยหายใจอยู่บริเวณมุมปาก จึงสอบถามทำไมเด็กจึงเขียว นางสาวภัทร์วีรยาตอบว่าเป็นเด็กที่มีหัวใจพิการแต่กำเนิด เมื่อพยานเดินผ่าน ได้ยินเสียงนางสาวภัทร์วีรยาถามพยานว่า อาจารย์ทำไมเด็กหัวใจเต้นช้าลง พยานจึงเข้าไปช่วยนวดหัวใจและให้เข็นรถโจทก์ที่ 1 กลับไปที่ห้องผ่าตัด ภายหลังบุคลากรทางการแพทย์ได้ช่วยกันใช้ยากระตุ้นหัวใจจนกระทั่งโจทก์ที่ 1 มีสัญญาณชีพเป็นปกติ จึงเป็นข้อยืนยันได้ว่าในระหว่างเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 นางสาวภัทร์วีรยา บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติการเคลื่อนย้ายตามวิชาชีพของตนเองและเมื่อพบความผิดปกติของโจทก์ที่ 1 เกิดสัญญาณชีพต่ำลงบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ได้ระดมให้ความช่วยเหลือโจทก์ที่ 1 อย่างสุดความสามารถและทันท่วงทีจนกระทั่งโจทก์ที่ 1 รอดพ้นภาวะวิกฤตสัญญาณชีพกลับเป็นปกติ ซึ่งกรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปดังที่คาดหมาย กรณีย่อมไม่อาจถือว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ ได้ความตามเอกสารการพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันท่อช่วยหายใจหลุด ได้ระบุถึงสาเหตุต่าง ๆ ไว้หลายประการ รวมทั้งผู้ป่วยดิ้นกระสับกระส่าย สะบัดหน้า แอ่นตัว กัดท่อหลอดลมคอ ซึ่งตามบทความการพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกัน ETT (Endotracheal Tube หมายถึง การใส่ท่อช่วยหายใจ) เลื่อนหลุดใน PICU (Pediatric Intensive Care Unit หมายถึง หน่วยดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะวิกฤต) มีข้อมูลในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 ถึงเดือนมกราคม 2554 พบอุบัติการณ์ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนเกิดขึ้น 120 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.82 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก และมีอุบัติการณ์ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน 31 ราย คิดเป็น 8.68 ครั้ง ต่อ 100 วัน เห็นได้ว่า การใส่ท่อช่วยหายใจแก่เด็กที่มีอาการป่วยในภาวะวิกฤตแล้วเกิดการเคลื่อนหรือหลุดเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 เป็นทารกอายุเพียง 8 เดือนเศษ ก่อนผ่าตัดมีอาการตัวเขียวขั้นวิกฤตถึงขนาดที่โรงพยาบาลต้องรับตัวเป็นผู้ป่วยในไว้เพื่อทำการผ่าตัดซ่อมแซมหัวใจอย่างเร่งด่วน การเตรียมการก่อนการผ่าตัดโดยเฉพาะการสอดท่อช่วยหายใจให้แก่เด็กทารกย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบากตามสภาพร่างกายของเด็กที่มีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่พบความผิดปกติในเรื่องนี้ระหว่างการผ่าตัดซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 15.10 ถึง 16.15 นาฬิกา ภายหลังการผ่าตัดข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีการขยับตัวโจทก์ที่ 1 นางสาวภัทร์วีรยาเข้าไปประคองปรับเปลี่ยนท่านอนของโจทก์ที่ 1 ส่วนนางสาวพัชมณให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการขย้อนท่อช่วยหายใจ เหตุการณ์ตอนนี้เองน่าเชื่อว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม อันเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยบุคลากรทางการแพทย์ไม่อาจทราบได้เพราะอยู่ภายในร่างกายของโจทก์ที่ 1 ประกอบกับโจทก์ที่ 1 ได้รับยาหย่อนกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการขย้อนท่อช่วยหายใจ จึงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อต้านทางร่างกายทันทีที่ได้รับอากาศหายใจไม่เต็มที่ จนกระทั่งเมื่อเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ออกไปที่หน้าห้องผ่าตัดเพียงเล็กน้อย โจทก์ที่ 1 มีอาการตัวเขียวตามพยาธิสภาพที่ขาดอากาศหายใจ นางสาวภัทร์วีรยาและนางรุ้งนภา สังเกตเห็นจึงรีบนำโจทก์ที่ 1 กลับไปกู้ชีพภายในห้องผ่าตัด สอดคล้องกับที่โจทก์ที่ 2 และนายสมาน เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องแก่สภาวการณ์ที่จำเป็นในการรักษาโจทก์ที่ 1 ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับตัวไว้รักษา การเตรียมการผ่าตัดโดยฉุกเฉิน การดูแลภายหลังการผ่าตัด การเตรียมการเคลื่อนย้ายโจทก์ที่ 1 ออกจากห้องผ่าตัดโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพอันเหมาะสมแก่สภาวการณ์ แม้จะเกิดผลท่อช่วยหายใจหลุดหรือเคลื่อนที่ก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ การกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิด แต่เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายได้ บุคลากรทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบต่อความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ว. โดยนางสาว ศ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2317/2564
#666590
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคู่ฉบับจะมีข้อความว่า "1.ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมร่วมกันว่า โรงพยาบาล ฯ จ่ายเงิน จำนวน 280,000 บาท... ให้แก่ ศ. ผู้รับสัญญา เป็นค่าเยียวยาและมนุษยธรรม..." ซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อมารดาโจทก์เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 เขตนครราชสีมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และได้รับแจ้งผลการพิจารณารวมถึงสิทธิในการยื่นอุทธรณ์แล้ว ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนรับเงินจากจำเลยที่ 1 มารดาโจทก์ได้อ่านข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ และลงชื่อโดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญใด ๆ ทั้งเมื่อพิจารณาใบสำคัญรับเงินก็มีข้อความระบุว่าเงินที่โจทก์ได้รับเป็นเงินของจำเลยที่ 3 สอดคล้องกับสำเนาเช็คที่ระบุชื่อจำเลยที่ 3 และระบุว่าเป็นการจ่ายเงินตามมติประชุมอนุกรรมการ มาตรา 41 จำนวนเงินก็สอดคล้องกับที่มารดาโจทก์ได้รับแจ้ง ทั้งภาพถ่ายก็ปรากฏว่าผู้ที่ถือป้ายที่เหน็บเช็คไว้ด้านบนเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในป้ายมีข้อความว่า สปสช. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น มาตรา 41 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า มารดาโจทก์ทราบดีว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของจำเลยที่ 3 การที่ระบุข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโรงพยาบาลเป็นผู้จ่ายเงินจึงยังไม่อาจถือได้ว่าทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากมารดาโจทก์ทราบถึงสิทธิของตนว่ายังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อขอเงินเพิ่มและใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยที่ 2 กับพวกในข้อหาละเมิดได้ ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงมารดาโจทก์ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ กับให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรนางสาว ศ. กับนายสมาน เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2558 โจทก์เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ต่อมาถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลดังกล่าวตามที่นัดหมาย หลังการผ่าตัดโจทก์ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนช่วงเวลาหนึ่ง มารดาโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 คณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วมีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือ 280,000 บาท แก่โจทก์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการดังกล่าวให้มารดาโจทก์ทราบ โดยส่งไปยังที่อยู่ของมารดาโจทก์ที่จังหวัดนนทบุรีตามที่ได้แจ้งไว้ พร้อมแจ้งสิทธิการยื่นอุทธรณ์ให้ทราบ ต่อมาคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของจำเลยที่ 3 อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือจำนวนดังกล่าวแก่มารดาโจทก์ และมีการนัดหมายให้มารดาโจทก์ไปรับเงินช่วยเหลือในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในวันดังกล่าวมีการมอบเช็คจำนวนเงิน 280,000 บาท แก่มารดาโจทก์ และมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาวิสัญญีวิทยา) ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐาน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาลงลายมือชื่อในสัญญาในฐานะผู้ให้สัญญา มารดาโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับสัญญา และมีนางสาวปภสร ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นายวีระชัย ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา และนางสาวกานดา ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงาน สำนักงานจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา ร่วมลงลายมือชื่อเป็นพยาน ก่อนคดีนี้ โจทก์กับมารดาโจทก์ร่วมกันฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดเกี่ยวกับการรักษาโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.521/2560 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเนื่องมาจากถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ทำสัญญา เพราะการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่โจทก์เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยไม่จำต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความอีก จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามฉ้อฉลหลอกลวงนางสาว ศ. มารดาโจทก์ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่มารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังการผ่าตัดโจทก์ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากสมองขาดออกซิเจน มารดาโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 3 เขต 9 นครราชสีมา เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 คณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วมีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือ 280,000 บาท แก่โจทก์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการดังกล่าวให้มารดาโจทก์ทราบ โดยส่งไปยังที่อยู่ของมารดาโจทก์ที่จังหวัดนนทบุรีตามที่ได้แจ้งไว้ พร้อมแจ้งสิทธิการยื่นอุทธรณ์ให้ทราบ ต่อมาคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของจำเลยที่ 3 อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือจำนวนดังกล่าวแก่มารดาโจทก์ และมีการนัดหมายให้มารดาโจทก์ไปรับเงินช่วยเหลือในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในวันดังกล่าวมีการมอบเช็คจำนวนเงิน 280,000 บาท แก่มารดาโจทก์ แสดงว่าก่อนที่มารดาโจทก์จะมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 มารดาโจทก์ได้ทราบว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 ที่บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการ โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้ แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด" มารดาโจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ภายหลังคณะกรรมการพิจารณาแล้วได้อนุมัติให้จ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 มีการแจ้งผลการพิจารณาการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ซึ่งตามหนังสือดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการดังกล่าว ให้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 9 นครราชสีมา หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบผลการพิจารณา มีการส่งหนังสือให้แก่มารดาโจทก์ได้ตามไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 โดยส่งไปยังที่อยู่ตามที่มารดาโจทก์แจ้งไว้ในขณะยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ซึ่งมารดาโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ยอมรับว่า ได้รับแจ้งให้ไปรับเงินค่าเยียวยาที่ห้องประชุม ชั้น 2 ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับพิพาท ในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความมารดาโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ยอมรับว่า ก่อนลงลายมือชื่อ มีนายวีระชัยและนางสาวกานดา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้อ่านข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความให้ฟัง และพยานก็ได้อ่านข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก่อนลงลายมือชื่อ และมารดาโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่า ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก่อนรับเงินจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พูดคุยกับพยานถึงการจ่ายเงิน 280,000 บาท โดยจะจ่ายเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายชื่อพยาน และให้พยานดูและลงลายมือชื่อในเอกสาร 3 ฉบับ คือ สัญญาประนีประนอมยอมความ คู่ฉบับสัญญา และใบสำคัญรับเงินของจำเลยที่ 3 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งพยานว่า เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ถ้าจะรับเช็ค หลังจากลงลายมือชื่อในเอกสารรับมอบเช็คแล้วมีการถ่ายรูปร่วมกัน พยานถามเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ว่า ทำไมถึงได้แค่นี้ เจ้าหน้าที่ตอบว่า ถ้าไม่พอใจยอดนี้อุทธรณ์ได้ พยานถามต่อว่าต้องทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 บอกว่า อุทธรณ์ไปส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ โดยจำเลยทั้งสามก็นำสืบยืนยันว่า ก่อนจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่มารดาโจทก์ นายวีระชัย และนางสาวกานดา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้อธิบายถึงที่มาของเงินและสิทธิในการอุทธรณ์ให้มารดาโจทก์ทราบแล้ว และมารดาโจทก์อ่านและได้ทราบข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจึงมีการลงลายมือชื่อโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับขู่เข็ญใด ๆ โดยมีนางสาวปภสร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ มีหน้าที่รับผิดชอบในการเจรจาไกล่เกลี่ย นางสาวกิตติมา นิติกรโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ช่วยไกล่เกลี่ยข้อร้องเรียน ร่วมอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาจากใบสำคัญรับเงิน ก็มีข้อความระบุว่า เงินที่โจทก์ได้รับเป็นเงินของจำเลยที่ 3 สอดคล้องกับเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่มารดาโจทก์ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งยังระบุว่า เป็นการจ่ายเงินตามมติประชุมอนุกรรมการ มาตรา 41 จำนวนเงินก็สอดคล้องกับจำนวนเงินที่มารดาโจทก์ได้รับแจ้ง โดยเฉพาะภาพถ่ายมีผู้ที่ถือป้ายที่เหน็บเช็คไว้ด้านบนเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 คือนายวีระชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยืนถัดออกไปข้าง ๆ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายแล้วก็เข้าใจได้ว่าผู้มอบเช็คคือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ใช่จำเลยที่ 1 หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ส่วนผู้รับเช็คคือมารดาโจทก์โดยมีบิดาโจทก์ยืนอยู่ด้านข้างถัดออกไป ในป้ายมีข้อความว่า สปสช. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น มาตรา 41..." จึงเป็นหลักฐานที่แสดงโดยชัดเจนว่า เงินตามเช็คที่มอบให้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระหว่างเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 กับมารดาโจทก์ มิใช่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 นำเช็คมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนั้น การที่มารดาโจทก์เบิกความว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ถึงจำนวนเงินที่ได้ว่าทำไมได้เพียง 280,000 บาท ย่อมแสดงให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามารดาโจทก์เข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นเงินช่วยเหลือจากจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า มารดาโจทก์รับทราบถึงที่มาของเงินช่วยเหลือว่าเป็นเงินจากจำเลยที่ 3 ตลอดจนสิทธิในการยื่นอุทธรณ์แล้ว แม้สัญญาประนีประนอมยอมความหรือคู่ฉบับสัญญาจะมีข้อความว่า "1.ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมร่วมกันว่า โรงพยาบาล ฯ จ่ายเงิน จำนวน 280,000 บาท... ให้แก่นางสาว ศ. ผู้รับสัญญา เพื่อเป็นค่าเยียวยาและมนุษยธรรม..." ซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อมารดาโจทก์ทราบดีว่าเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 3 การที่ระบุข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเป็นผู้จ่ายเงินจึงยังไม่อาจถือได้ว่าทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากมารดาโจทก์ทราบถึงสิทธิของตนว่ายังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อขอเงินเพิ่มได้และยังสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยที่ 2 กับพวกในข้อหาละเมิดได้ ซึ่งก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงมารดาโจทก์ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ว. โดยนางสาว ศ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอำนาจ อาดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาคม ศรียาภัย
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2314/2564
#664221
เปิดฉบับเต็ม

ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น คำว่า โยคี กับฤาษี มีความหมายในทำนองเดียวกัน หากสาธารณชนทั่วไปพบเห็นเฉพาะภาพในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ย่อมอาจเรียกขานได้ว่า ภาพฤาษี ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค275169 แล้ว ประกอบไปด้วยภาพโยคีหรือฤาษีอยู่ในวงกลม โดยไม่มีชื่อ คำ หรือข้อความใดประกอบอีก ภาพดังกล่าวจึงถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค296443 แม้มีคำว่า "โยคี" และ "YOKI" ประกอบอยู่ใต้ภาพ แต่คำดังกล่าวก็มีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของภาพ ในเครื่องหมาย จึงมีเฉพาะภาคส่วนภาพเท่านั้นที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเช่นเดียวกับเครื่องหมายแรก อีกทั้งภาพดังกล่าวไม่พบว่ามีรายละเอียดหรือลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากภาพโยคีหรือฤาษีตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป เมื่อตามประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 กำหนดให้ "ฤาษี" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ การใช้เครื่องหมายการค้าที่มีสาระสำคัญของเครื่องหมายเพียงแค่ภาพโยคีหรือฤาษีดังเช่นเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง นอกจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาและได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 และวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ตามลำดับ ซึ่งตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นคำขอจดทะเบียน การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นั้นอาจทำได้เฉพาะกรณี ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา 7 (1) หรือ (2) (เดิม) เท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ล้วนมีสาระสำคัญเป็นภาพดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น จึงไม่อาจมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) ได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมขัดต่อบทกฎหมายข้างต้น ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวจึงชอบแล้ว

แม้ปัจจุบัน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 จะอนุญาตให้พิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้สำหรับเครื่องหมายการค้าในลักษณะภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นได้แล้ว แต่การจะพิสูจน์เครื่องหมายการค้าในลักษณะดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลังจาก พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น เนื่องจากตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มาตรา 35 (1) กำหนดให้บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่นายทะเบียนได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดไว้แล้ว ให้การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เดิมต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 ถึง 50/2559 ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค275169, ค296443, ค296442, ค295152, ค296441 และ ค295151 กับให้จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 ถึง 50/2559 ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค275169, ค296443, ค296442, ค295152, ค296441 และ ค295151 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 กับที่ 46/2559 ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค275169 กับ ค296443 ตามลำดับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนเครื่องหมายการค้าอีกสี่เครื่องหมายที่เหลือตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 47/2559 ถึง 50/2559 ที่ต้องเพิกถอนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าออกประกาศที่ 1/2546 เรื่อง กำหนดสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (เดิม) กำหนดให้สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ ได้แก่ งู พญานาค หนุมาน ฤาษี เด็ก นางพยาบาล ลูกโลก และการวางแบบตัวอักษรหรือตัวเลขหรือตัดกันเป็นรูปกากบาท ตามสำเนาระกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 เมื่อปี 2550 ถึงปี 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำนวน 6 เครื่องหมาย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาหลักฐานที่โจทก์นำส่งแล้วเห็นว่าเป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) จึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งหกดังนี้ (1) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค275169 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ ยาผงแก้ผดผื่นคัน แป้งที่มีส่วนผสมของยา ยาอม รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 (2) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296443 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ ยารักษาผดผื่นคัน ยารักษาโรคผิวหนัง แป้งยา ยาอม สมุนไพรใช้ในทางการแพทย์ อาหารเสริมใช้ในทางการแพทย์ ยาหม่อง ชาสมุนไพรใช้ในทางการแพทย์ ยาหอม รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 (3) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296442 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า แป้งที่มีส่วนผสมของยา ยาผงแก้ผดผื่นคัน รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 (4) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295152 รายการสินค้า แป้งที่มีส่วนผสมของยา ยาผงแก้ผดผื่นคัน รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 (5) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296441 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 และ (6) เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295151 สำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาแก้ไอ รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 หลังจากนั้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 บริษัทเอแพค ฟาร์ม่า จำกัด ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทั้งหกของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 61 และ 62 โจทก์ยื่นหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้ว ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2559 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งหกของโจทก์โดยให้เหตุผลในทำนองเดียวกันว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 วรรคสอง ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจประกาศกำหนดสิ่งที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวก โดยประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 เรื่องกำหนดสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย เป็นกรณีที่นายทะเบียนกำหนดให้ "ฤาษี" เป็นสิ่งสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ คำว่า "YOKI" เป็นคำเลียนเสียงภาษาไทยว่า "โยคี" หรือภาษาอังกฤษว่า "YOGI" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 คำว่า "โยคี" หมายถึง นักบวชผู้ปฏิบัติตามลัทธิโยคะ ฤาษีพวกหนึ่ง เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปฤาษีหรือโยคี นำมาใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการการสินค้า ได้แก่ ยาแก้ไอ จึงเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายตามประกาศดังกล่าว การที่ฤาษีเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายดังกล่าวแล้ว อันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวโดยการรับจดทะเบียนเช่นเดียวกันกับกรณีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้รับจดทะเบียนได้โดยการนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะเพื่อไม่ให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนสำหรับสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายแต่ผู้เดียวโดยให้นายทะเบียนมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 (1) หรือ 17 (2) เท่านั้น และเมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่กำหนดให้สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายจะนำสืบให้เห็นได้ว่ามีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ จึงถือได้ว่าการรับจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย เป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 62 ตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 ถึง 50/2559 อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 47/2559 ถึง 50/2559 อันมีผลให้เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296442, เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295152, เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค296441 และเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค295151 ของโจทก์ไม่ถูกเพิกถอนไปตามคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 47/2559 ถึง 50/2559 โจทก์และจำเลยต่างไม่ฎีกาโต้แย้งในประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งทั้งสี่คำสั่งหลังดังกล่าวของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทั้งสี่คำสั่งหลังดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 และที่ 46/2559 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบว่าไม่มีเจตนาเรียกภาพในเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาว่า ฤาษี แต่ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นั้น คำว่า โยคี กับ ฤาษี มีความหมายในทำนองเดียวกัน หากสาธารณชนทั่วไปพบเห็นเฉพาะภาพในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ย่อมอาจเรียกขานได้ว่า ภาพฤาษี ซึ่งเมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค275169 แล้ว ประกอบไปด้วยภาพโยคีหรือฤาษีอยู่ในวงกลม โดยไม่มีชื่อ คำ หรือข้อความใดประกอบอีก ภาพดังกล่าวจึงถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค296443 แม้มีคำว่า "โยคี" และ "YOKI" ประกอบอยู่ใต้ภาพ แต่คำดังกล่าวก็มีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของภาพ ในเครื่องหมาย จึงมีเฉพาะภาคส่วนภาพเท่านั้นที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเช่นเดียวกับเครื่องหมายแรก ซึ่งภาพโยคีหรือฤาษีในวงกลมดังกล่าวแม้โจทก์จะนำสืบในทำนองว่ากรรมการโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ตามแนวความนึกคิดขึ้น แต่เมื่อพิจารณาภาพดังกล่าวแล้วก็ไม่พบว่ามีรายละเอียดหรือลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากภาพโยคีหรือฤาษีตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป เมื่อตามประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 กำหนดให้ "ฤาษี" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยารักษาโรคมนุษย์ การใช้เครื่องหมายการค้าที่มีสาระสำคัญของเครื่องหมายเพียงแค่ภาพโยคีหรือฤาษีดังเช่นเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์นำสืบพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะด้วยเหตุที่ใช้เครื่องหมายทั้งสองตามฎีกาจนแพร่หลายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) แล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2546 อีกต่อไปนั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาและได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 และวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ตามลำดับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นคำขอจดทะเบียน การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นั้นอาจทำได้เฉพาะกรณี ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา 7 (1) หรือ (2) (เดิม) เท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ล้วนมีสาระสำคัญเป็นภาพดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นจึงไม่อาจมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) ได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามฎีกาของโจทก์ย่อมขัดต่อบทกฎหมายข้างต้น ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวจึงชอบแล้ว แม้ปัจจุบันพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 จะอนุญาตให้พิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้สำหรับเครื่องหมายการค้าในลักษณะภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นได้แล้ว แต่การจะพิสูจน์เครื่องหมายการค้าในลักษณะดังกล่าวได้ต้องเป็นกรณีที่ยื่นคำขอจดทะเบียนหลังจากพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น เนื่องจากตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2559 มาตรา 35 (1) กำหนดให้บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่นายทะเบียนได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดไว้แล้ว ให้การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เดิมต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 45/2559 และที่ 46/2559 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสาม ม. 35 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2308/2564
#680181
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระหว่าง ก. และโจทก์ระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขข้อ 3.2.1. ว่าฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงทุกวันที่ 5 ของเดือน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง และข้อ 3.2.2. ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่าหาก ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่า ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนได้ว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่ ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่า ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 บุตร ก. เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจาก ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่ ก. ถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน เริ่มชำระวันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายโจทก์ครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าเป็นอันยุติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดิน ปีละ 40,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 20,000 บาท งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคมของทุกปี เริ่มชำระเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ ในกรณีจำเลยที่ 1 ขายที่ดินต้องแบ่งเงินให้โจทก์ร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิจากการขายที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่า ช.แมนชั่น เดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขาย ช.แมนชั่น ต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยกำหนดชำระเดือนมิถุนายน 20,000 บาท และเดือนธันวาคม 20,000 บาท ของทุกปี เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวต้องแบ่งเงินรายได้จากการขายให้แก่โจทก์ร้อยละ 10 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าระบุเรื่องทรัพย์สินชัดเจนว่า ข้อ 3.2 ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ฝ่ายหญิงยินยอมให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย แต่มีเงื่อนไขว่า ข้อ 3.2.1 ฝ่ายชายจะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงเดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง ข้อ 3.2.2 ถ้าฝ่ายชายขายแมนชั่นต้องแบ่งเงินให้แก่ฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง เงื่อนไขข้อ 3.2.1 เป็นอันยุติไป ข้อ 3.3 ฝ่ายชายจะแบ่งรายได้จากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ปีละ 40,000 บาท โดยชำระให้ 2 งวด งวดละ 20,000 บาท (งวดแรกเดือนมิถุนายน งวดที่ 2 เดือนธันวาคม ของทุกปี) ข้อ 3.4 ถ้าฝ่ายชายขายที่ดินตามข้อ 3.3 ได้จะแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิงร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิที่ได้จากการขายที่ดิน ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นว่านาย ก. ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับโจทก์เป็นเวลานาน โดยไม่มีบุตร ขณะทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินนั้น โจทก์อายุ 60 ปี และไม่ปรากฏว่านาย ก. ได้ทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินหลังจากจดทะเบียนหย่าเมื่อปี 2535 กับนาง ส. ภริยาคนแรก และหากนาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้จากทรัพย์สินจนกว่านาย ก. จะถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถระบุให้ชัดเจนว่า ตลอดชีวิตของฝ่ายชาย การที่นาย ก. ระบุว่า จะต้องจ่ายเงินจากรายได้ค่าเช่าให้ฝ่ายหญิงตลอดชีวิตของฝ่ายหญิง แสดงให้เห็นว่านาย ก. ต้องการให้โจทก์มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และหากมีการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องแบ่งเงินให้ฝ่ายหญิง บันทึกเรื่องทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่ผูกพันทรัพย์สิน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งสองรายการจากนาย ก. จึงต้องผูกพันตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินดังกล่าว ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง คือ ช.แมนชั่น เลขที่ 246/18 ดังกล่าว วันที่ 9 เมษายน 2558 และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 819 วันที่ 22 เมษายน 2558 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ชำระเงินจากรายได้ค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ ช.แมนชั่น ให้โจทก์ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 นาย ก. ถึงแก่ความตาย จากนั้นเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ยังคงชำระเงินจากค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ 20,000 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินแก่โจทก์ เพียงใด เห็นว่า นาย ก. และโจทก์จดทะเบียนหย่าและทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ต่อมาวันที่ 9 และ 22 เมษายน 2558 นาย ก. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7187 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 819 ตามลำดับ ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่นาย ก. จะถึงแก่ความตายวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนาย ก. ซึ่งเป็นบิดา เพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่า มิได้ฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อเจ้ามรดกอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ นอกจากนี้บันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่ากำหนดไว้ชัดเจนถึงวิธีการชำระเงินและจำเลยที่ 1 ก็เคยชำระเงินตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนวันที่ 17 มีนาคม 2558 ที่นาย ก. ทำพินัยกรรมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับทายาทนาย ก. ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามบันทึกเรื่องทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนแปลงจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงิน 380,000 บาท ให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ดอกเบี้ยเมื่อปรับเปลี่ยนแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1754 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายอรรถพล แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
วิไล จิวังกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2564
#666493
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดที่ละเลยไม่ใช้ราคาค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง เมื่อได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยซึ่งเป็นผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 เงินในส่วนที่ขาดที่จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้ ถือว่าเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ต้องตกอยู่ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางกับยึดหรืออายัดหรือยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง (เดิม) แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ก็ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้จัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวหากมีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหากมีเงินเหลืออยู่ในภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกคนแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 322 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาเป็นส่วนของตนได้โดยลำพังไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือบังคับคดีจากจำเลยแล้ว ให้หักเป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี (ถ้ามี) แก่โจทก์ แล้วส่งคืนเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวต่อไป เป็นการพิพากษาไปตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมาย หาได้พิพากษานอกคำฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,585,999.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,199,810.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,199,810.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มกราคม 2560) ต้องไม่เกิน 386,189.03 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือบังคับคดีได้เงินจากจำเลยแล้ว ให้หักเป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี (ถ้ามี) แก่โจทก์ แล้วส่งคืนเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ระหว่างธนาคาร ก. โจทก์ บริษัท ค. ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน จำเลย เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ระหว่างธนาคาร ก. โจทก์ บริษัท ค. ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน จำเลย ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 761,881.51 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์ ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 114114 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายพยุงศักดิ์ จำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวออกทอดตลาด จำเลยเข้าประมูลซื้อทรัพย์เสนอราคาสูงสุด 3,080,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติขายให้แก่จำเลยและทำหนังสือสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 โดยจำเลยวางเงินมัดจำ 80,189.25 บาท ส่วนที่เหลือ 2,999,810.75 บาท จำเลยตกลงชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อทรัพย์ แต่โจทก์และจำเลยทั้งหกในคดีดังกล่าวคัดค้านว่าราคาต่ำ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเลื่อนการขายไปในวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 โดยให้จำเลยผูกพันกับการเสนอราคาเป็นระยะเวลา 30 วัน เมื่อถึงวันขายทอดตลาดวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ไม่มีผู้เสนอราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่จำเลยในราคา 3,080,000 บาท ตามที่จำเลยเสนอราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้จำเลยชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ครบกำหนดจำเลยไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ริบเงินมัดจำค่าซื้อทรัพย์ทั้งหมด และนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดใหม่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 นางสุวิมล เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 1,800,000 บาท เมื่อรวมกับเงินค่ามัดจำที่ริบ 80,189.25 บาท ต่ำกว่าที่จำเลยผูกพันราคาไว้ 1,199,810.75 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยผู้สู้ราคาเดิมรับผิดในราคาส่วนที่ขาด 1,199,810.75 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานอกคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดที่ละเลยไม่ใช้ราคาค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง เมื่อได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยซึ่งเป็นผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 เงินในส่วนที่ขาดที่จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้ถือว่าเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น ต้องตกอยู่ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวาง กับยึดหรืออายัดหรือยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง (เดิม) แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้จัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวหากมีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหากมีเงินเหลืออยู่ในภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกคนแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องเอาเป็นส่วนของตนได้โดยลำพังไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยหรือบังคับคดีจากจำเลยแล้ว ให้หักเป็นค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี (ถ้ามี) แก่โจทก์ แล้วส่งคืนเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.254/2553 ของศาลชั้นต้น เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวต่อไป เป็นการพิพากษาไปตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมาย หาได้พิพากษานอกคำฟ้องไม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 จึงเกินคำขอของโจทก์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น เนื่องจากระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 มาตรา 4 ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 7 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,199,810.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกา ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มกราคม 2560) ต้องไม่เกิน 386,189.03 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 516
ป.วิ.พ. ม. 278 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 322 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายคทาวุธ ตั้งมานะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศุภกิจ บุญพ้นทุกข์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2204/2564
#664217
เปิดฉบับเต็ม

ไม่ปรากฏในสำนวนว่าจำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่ง ณ. เป็นทนายความและ ณ. มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลยทั้งสองมาก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา ณ. จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60, 61 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ทั้งการที่จำเลยทั้งสองตั้งแต่ง ส. เป็นทนายความและ ส. เคยมอบฉันทะให้ ณ. เป็นเสมียนทนายทำการแทนในกิจการยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 รับทราบคำสั่งศาล รับทราบกำหนดวันนัด รับเอกสารจากศาล ตรวจสำนวน รวมถึงให้ถ้อยคำแถลงต่อศาลและแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดได้ ก็ไม่ทำให้ ณ. เสมียนทนายจำเลยทั้งสองมีอำนาจทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เพราะทนายความอาจมอบอำนาจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำการแทนได้ในกิจการที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 64 เท่านั้น โดยไม่รวมถึงกิจการสำคัญเกี่ยวกับคดีซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองเช่นการทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา มีผลทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฎีกาและฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 265, 268, 352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,313,235.45 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบลบ้านสระ ผู้เสียหายที่ 1 นายนัด ผู้เสียหายที่ 2 นางพังทม ผู้เสียหายที่ 3 นางระเบียบ ผู้เสียหายที่ 4 นางแสนสุข ผู้เสียหายที่ 5 นางพเยาว์ ผู้เสียหายที่ 6 นายวิเชียร ผู้เสียหายที่ 7 นายวิเชียร ผู้เสียหายที่ 8 นางเต็ม ผู้เสียหายที่ 9 นายรุ่งเรือง ผู้เสียหายที่ 10 นางละเอียด ผู้เสียหายที่ 11 นางจิรฐา ผู้เสียหายที่ 12 นางเรณู ผู้เสียหายที่ 13 นายจำเนียร ผู้เสียหายที่ 14 นางเข็มทราย ผู้เสียหายที่ 15 นางจำเนียร ผู้เสียหายที่ 16 นางลำพึง ผู้เสียหายที่ 17 นางไสว ผู้เสียหายที่ 18 นายบุญราช ผู้เสียหายที่ 19 นายเขมชาติ ผู้เสียหายที่ 21 นางเฉลิม ผู้เสียหายที่ 22 นางเฉียบ ผู้เสียหายที่ 23 นายสำราญ ผู้เสียหายที่ 24 และนายทุเรียน ผู้เสียหายที่ 25 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 19 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 19 และเรียกผู้เสียหายที่ 21 ถึงที่ 25 ว่า โจทก์ร่วมที่ 20 ถึงที่ 24 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก, 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี รวม 9 กระทง เป็นจำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนด 11 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,313,235.45 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกคนละ 6 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุกคนละ 54 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 54 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,313,235.45 บาท แก่สมาชิกทั้งหมดในขณะเกิดเหตุของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบล บ. ตามสัดส่วนของสมาชิกแต่ละรายที่ปรากฏหลักฐาน ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ 1.7 1.23 1.25 1.27 1.29 1.31 1.37 1.39 และ 1.41 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา อนุญาตให้ฎีกา และฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 จำเลยทั้งสองต้องยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาได้ มีนายณรงค์ในฐานะทนายความจำเลยทั้งสอง ทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยนายณรงค์ลงชื่อในฐานะทนายความจำเลยทั้งสอง ผู้เรียงและพิมพ์ และมอบฉันทะให้นายนราวุฒิ เป็นสมียนทนายมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาออกไปถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ต่อมานายวัชระ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาแก่จำเลยทั้งสองตามคำร้องขอรับรองฎีกาลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยนายสาโรจน์ ทนายความจำเลยทั้งสองลงชื่อไว้ในคำร้องและฎีกา โดยไม่ปรากฏในสำนวนว่า จำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่งนายณรงค์เป็นทนายความจำเลยทั้งสองไว้ และนายณรงค์มิได้ทำหน้าที่เป็นทนายความจำเลยทั้งสองมาก่อนที่จะมีการยื่นฎีกา ดังนั้น นายณรงค์จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60, 61 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ทั้งการที่จำเลยทั้งสองตั้งแต่งนายสาโรจน์เป็นทนายความจำเลยทั้งสองและนายสาโรจน์เคยมอบฉันทะให้นายณรงค์เป็นเสมียนทนายทำการแทนในกิจการต่อไปนี้ คือ ยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 รับทราบคำสั่งศาล รับทราบกำหนดวันนัด รับเอกสารจากศาล ตรวจสำนวนรวมถึงให้ถ้อยคำแถลงต่อศาลและแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดได้ ตามใบมอบฉันทะลงวันที่ 24 มกราคม 2563 นั้น ก็ไม่ทำให้นายณรงค์เสมียนทนายจำเลยทั้งสองมีอำนาจทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เพราะทนายความอาจมอบอำนาจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำการแทนได้ในกิจการที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 เท่านั้น โดยไม่รวมถึงกิจการสำคัญเกี่ยวกับคดีซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองเช่นการทำคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยทั้งสองไม่ชอบ มีผลทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฎีกาและฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมาจึงเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและอนุญาตให้ฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 61 ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบล บ. กับพวก
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวัชระ เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา