คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1471/2564
#693674
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และประทับตราบริษัทจำเลยที่ 1 ในสัญญาก่อสร้าง เป็นการจัดการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 ลูกหนี้จัดการทรัพย์สินแทนบุคคลอื่นหรือทำกิจการแทนผู้อื่น การที่จำเลยที่ 3 ทราบอยู่แล้วถึงฐานะการล้มละลายของตนเอง แต่ปกปิดข้อเท็จจริง เป็นเหตุให้โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 3 และเมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์เพิ่งมาทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลายในชั้นบังคับคดี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 3 ย่อมต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ก่อหนี้ดังกล่าวขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 3 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย และไม่ใช่หนี้ที่ต้องบังคับกับกองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามสัญญาก่อสร้างดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรงและจำเลยที่ 3 มีอำนาจในการต่อสู้คดีและทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และเมื่อคดีล่วงพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว คดีนี้จึงถึงที่สุด คำพิพากษาตามยอมจึงยังไม่สิ้นผล การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 3 จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 3 นั้นจึงไม่ชอบ ดังนั้น ต่อมาการที่จำเลยที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 และมาตรา 81/1 เมื่อจำเลยที่ 3 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ที่ได้มาภายหลังจากการปลดจากล้มละลายแล้วได้ อีกทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายจึงไม่ทำให้เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายได้รับความเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินทั้ง 6 แปลง เป็นที่ดินที่จำเลยที่ 3 ได้มาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 อันเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 3 ปลดจากการล้มละลายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอากับทรัพย์สินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามตามสัญญาจ้างทำของ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันที่จำเลยรับเงินจนถึงวันฟ้อง ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 600,000 บาท ชำระงวดแรกเป็นเงิน 50,000 บาท ในวันที่ 25 เมษายน 2556 และงวดที่สองชำระเงิน 100,000 บาท ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2556 งวดถัดไปเป็นเงินไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ชำระภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 55124, 121713, 121790 โฉนดเลขที่ 81466 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3806, 3807 รวม 6 แปลง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ทำการยึดให้ อ้างว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 เป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงไม่ดำเนินการยึดให้

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ตกอยู่ในฐานะบุคคลล้มละลายมาตั้งแต่ปี 2552 จำเลยที่ 3 ทราบอยู่แล้วถึงฐานะการล้มละลายของตนเอง แต่ปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ ไม่แจ้งผู้ร้องและศาลชั้นต้นให้ทราบว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำการฉ้อฉลต่อผู้ร้องและต่อศาลชั้นต้น เพราะถ้าจำเลยที่ 3 แจ้งความจริงผู้ร้องคงจะไม่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่มีคำพิพากษาตามยอม เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมายมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทำขึ้นโดยการฉ้อฉลของจำเลยที่ 3 และฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คือพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 เท่ากับว่าคำพิพากษาดังกล่าวได้กระทำโดยผิดหลงและเป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และคำพิพากษาเป็นละเมิดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเหตุตามคำร้องมิใช่เหตุที่ทำให้ผลตามคำพิพากษาตามสัญญายอมจะสิ้นผลไปโจทก์ชอบที่จะยังบังคับตามสัญญายอมได้อยู่เมื่อจำเลยที่ 3 พ้นจากการล้มละลาย ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีไม่ทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงในการบังคับคดีแจ้งว่า ผู้แทนโจทก์ได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 55124, 121713, 121790 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ก่อนทำการยึดทรัพย์เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตรวจสอบสถานะของจำเลยที่ 3 ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับลูกหนี้ในคดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ ล.13437/2552 ระหว่าง ธนาคาร ก.เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ นายธีรพงษ์ หรือนายณัฎฐพล ลูกหนี้ ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 พิพากษาล้มละลายเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 และปลดล้มละลายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 เจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 จึงเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 3 ยังคงเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงมีคำสั่งไม่ดำเนินการยึดให้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ศาลชั้นต้นตรวจสอบข้อเท็จจริงในสำนวนประกอบกับสอบถามทนายโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ล้มละลายเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ภายหลังจึงมีคำสั่งปลดจากการล้มละลายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 แต่คดีนี้มีการฟ้องจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2556 ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่จำเลยที่ 3 ยังเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ต้องห้ามตามกฎหมาย ที่ศาลรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 3 มาจึงเกิดจากการผิดหลง ประกอบกับเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องดังกล่าว และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 3 จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 3 แล้ว กระบวนพิจารณานับต่อจากนั้นซึ่งรวมถึงการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและการพิพากษาตามยอมเฉพาะเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงถูกเพิกถอนไปด้วย กรณีไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องไต่สวนเพื่อมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยที่ 3 อีก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 3 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 3 ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และประทับตราบริษัทจำเลยที่ 1 ในสัญญาก่อสร้าง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย และเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 3 ก็มิได้แจ้งให้โจทก์หรือศาลชั้นต้นทราบถึงเหตุดังกล่าว จนกระทั่งมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ายกคำร้อง โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เป็นที่ดินจำนวน 6 แปลง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการยึดให้อ้างเหตุว่ามูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 3 ยังเป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้มีการฟ้องจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2556 ซึ่งอยู่ในช่วงที่จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลาย จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 3 ให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 และประทับตราบริษัทจำเลยที่ 1 ในสัญญาก่อสร้าง เป็นการจัดการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 ลูกหนี้จัดการทรัพย์สินแทนบุคคลอื่นหรือทำกิจการแทนผู้อื่น การที่จำเลยที่ 3 ทราบอยู่แล้วถึงฐานะการล้มละลายของตนเอง แต่ปกปิดข้อเท็จจริง เป็นเหตุให้โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 3 และเมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์เพิ่งมาทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลายในชั้นบังคับคดี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 3 ย่อมต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ก่อหนี้ดังกล่าวขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 3 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย และไม่ใช่หนี้ที่ต้องบังคับเอากับกองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 โจทก์สามารถนำหนี้ตามสัญญาก่อสร้างดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรงและจำเลยที่ 3 มีอำนาจในการต่อสู้คดีและทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และเมื่อคดีล่วงพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว คดีนี้จึงถึงที่สุด คำพิพากษาตามยอมยังไม่สิ้นผล การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 3 จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 3 นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 77 และมาตรา 81/1 เมื่อจำเลยที่ 3 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ที่ได้มาภายหลังจากการปลดจากล้มละลายแล้วได้ อีกทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายจึงไม่ทำให้เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายได้รับความเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 55124, 121713, 121790, โฉนดที่ดินเลขที่ 81466 และสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3806, 3807 ว่าที่ดินทั้ง 6 แปลง เป็นที่ดินที่จำเลยที่ 3 ได้มาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 อันเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 3 ปลดจากการล้มละลายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอากับทรัพย์สินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ 3 ไม่จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 3 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 55124, 121713, 121790 ที่ดินโฉนดเลขที่ 81466 และที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 3806 และ 3807 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพิชิต ลิ่มวานิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2564
#660595
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิซึ่งมีตราสารย่อมหมายถึงตราสารที่ใช้แทนสิทธิหรือทรัพย์ ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นตามแบบพิธีในกฎหมายและเป็นตราสารที่โอนแก่กันได้ด้วยวิธีของตราสารนั้น สลากออมสินพิเศษมีลักษณะเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้ง่าย เป็นหนังสือตราสาร มี พ.ร.บ. และกฎกระทรวงรองรับจึงเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ มิใช่เอกสารธรรมดาที่ทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสิทธิทั่วไป สลากออมสินพิเศษจึงเป็นสิทธิซึ่งมีตราสารที่สามารถจำนำประกันหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 751 จำเลยที่ 1 นำสลากออมสินพิเศษไปจำนำเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ที่จำนำไว้ การบังคับคดีของโจทก์ย่อมไม่อาจกระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิจำนำของผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันเงินส่วนที่ได้จากการอายัดสลากออมสินพิเศษในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิก่อนเจ้าหนี้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 6,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 5,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะร่วมกันผ่อนชำระเป็นรายเดือน และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องสลากออมสินพิเศษ 3 ปี งวดที่ 93 เลขที่ ก 5169444 ถึงเลขที่ ก 5273443 จำนวน 104,000 หน่วย รวมเป็นเงิน 5,200,000 บาท ของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการอายัดสลากออมสินพิเศษดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ 6,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 5,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะร่วมกันผ่อนชำระเป็นรายเดือน และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องสลากออมสินพิเศษ 3 ปี งวดที่ 93 เลขที่ ก 5169444 ถึงเลขที่ ก 5273443 จำนวน 104,000 หน่วย รวมเป็นเงิน 5,200,000 บาท ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำนำเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้กับผู้ร้อง เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ณ วันที่ 1 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วน จำเลยที่ 1 มียอดหนี้ค้างชำระแก่ผู้ร้องในต้นเงิน 4,914,401.76 บาท ดอกเบี้ย 11,363.58 บาท รวมเป็นเงิน 4,925,765.34 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 มอบสลากออมสินพิเศษให้แก่ผู้ร้องเพื่อประกันหนี้เงินกู้ เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารหรือไม่ เห็นว่า สิทธิซึ่งมีตราสารย่อมหมายถึงตราสารที่ใช้แทนสิทธิหรือทรัพย์ ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นตามแบบพิธีในกฎหมายและเป็นตราสารที่โอนแก่กันได้ด้วยวิธีของตราสารนั้น เมื่อได้ความว่าพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 มาตรา 7 ให้จัดตั้งธนาคารออมสินขึ้นเพื่อประกอบธุรกิจ ดังต่อไปนี้... 2 ออกพันธบัตร และสลากออมสิน... ตามมาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและข้อบังคับเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสลากออมสินพิเศษ พ.ศ.2547 โดยข้อ 3 ให้ธนาคารออมสินรับฝากเงินประเภทสลากออมสินพิเศษได้ ข้อ 8 (1) ถึง (3) ระบุให้ผู้ฝากมีสิทธิถอนเงิน (4) ขอกู้เงินจากธนาคารออมสินโดยใช้สลากออมสินพิเศษเป็นหลักประกัน ไม่ว่าจะนำมาใช้เป็นหลักประกันทั้งหมดหรือบางส่วน และ (5) โอนกรรมสิทธิ์ในสลากออมสินพิเศษให้แก่บุคคลอื่น โดยสลากออมสินพิเศษตามข้อ 4 (1) ให้ผู้ฝากลงลายมือชื่อของผู้ฝากในสลากออมสินพิเศษ และแจ้งการโอนให้ธนาคารออมสินทราบก่อนโอนกรรมสิทธิ์ สำหรับสลากออมสินพิเศษตามข้อ 4 (2) ให้ผู้ฝากโอนโดยการผ่านการส่งมอบสลากออมสินพิเศษ และข้อ 2 ให้คำนิยามว่า สลากออมสินพิเศษ หมายความว่า หนังสือตราสารที่ธนาคารออมสินออกให้แก่ผู้ฝาก โดยมีข้อสัญญาว่า ถ้าหนังสือตราสารนั้นมีเลขหมายถูกเลขสลากจ่ายคืน ธนาคารออมสินจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเป็นจำนวนเงินตามที่กำหนดไว้ และเมื่อหนังสือตราสารนั้นครบกำหนดอายุธนาคารออมสินจะจ่ายเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย จากพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สลากออมสินพิเศษมีลักษณะเป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้ง่าย เป็นหนังสือตราสาร มีพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงรับรองจึงเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ มิใช่เอกสารธรรมดาที่ทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสิทธิทั่วไป แตกต่างจากใบรับฝากเงินหรือสมุดบัญชีเงินฝาก ที่เมื่อฝากเงินแล้วเงินดังกล่าวจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝาก ที่ผู้ฝากคงมีเพียงสิทธิเรียกเงินคืนได้เท่านั้น จากเหตุดังกล่าวสลากออมสินพิเศษจึงเป็นสิทธิซึ่งมีตราสารที่สามารถจำนำประกันหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 751 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำสลากออมสินพิเศษดังกล่าวไปจำนำเป็นประกันหนี้กู้เงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ที่จำนำไว้ การบังคับคดีของโจทก์ในคดีนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิจำนำของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการอายัดสลากออมสินพิเศษในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิก่อนเจ้าหนี้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้กันส่วนเงินที่ได้จากการอายัดสลากออมสินพิเศษแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 751
ป.วิ.พ. ม. 287 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
ผู้ร้อง — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายปองศักดิ์ นันทเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1469/2564
#657030
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยขอให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันแล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) การที่จำเลยที่ 2 เสนอคำขอประนอมหนี้โดยขอชำระเงิน 590,000,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองทรัพย์หลักประกันจากผู้ร้องและให้คืนโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ 2 แล้วขอให้ผู้คัดค้านถอนการยึดทรัพย์หลักประกัน ทั้งที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 ขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้รายที่ 190 เป็นเงิน 174,335,644.93 บาท เจ้าหนี้รายที่ 353 เป็นเงิน 182,019,304.11 บาท ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 354 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเงิน 701,691,757.72 บาท และผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันอันมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ใช้สิทธิเลือกที่จะให้ผู้คัดค้านจัดการกับทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องด้วยวิธีให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) คำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่ขอไถ่ถอนทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องโดยที่จำเลยที่ 2 กำหนดราคาไถ่ถอนทรัพย์หลักประกันเองซึ่งผู้ร้องไม่ยินยอมด้วย จึงเป็นคำขอประนอมหนี้ที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน อันเป็นคำขอประนอมหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้คัดค้านไม่อาจดำเนินการจัดประชุมเพื่อเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ การจัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ของผู้คัดค้านจึงกระทำโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด และวันที่ 6 มีนาคม 2549 มีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้หลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 และที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งยกเลิกการประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นของผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 และให้ผู้คัดค้านไม่เสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาคำขอประนอมหนี้เกี่ยวกับทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องอีก โดยให้ผู้คัดค้านประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านเรื่องสิทธิออกเสียงลงมติของเจ้าหนี้มีประกันและมติที่ประชุมเจ้าหนี้ในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ให้ผู้คัดค้านเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาว่าควรยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 2 หรือไม่ แล้วดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันโดยขอให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 ผู้คัดค้านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยประเมินราคาขณะยึดเป็นเงิน 210,920,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอประนอมหนี้หลังล้มละลาย โดยมีข้อความปรากฏตามรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ดังนี้ "... ข้อ 2 นอกจากหนี้ที่กล่าวในข้อ 1 ข้าพเจ้ายินยอมชำระบรรดาหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้ว เป็นจำนวนดังนี้

ข้อ 2.1 เจ้าหนี้มีประกัน ชำระหนี้ด้วยเงิน (รายละเอียดปรากฏตามข้อ 3.1 ถึง 3.4) ภายใน 6 เดือน นับแต่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับคำขอประนอมหนี้ เมื่อชำระหนี้ตามข้อ 2.1 แล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถอนการยึดที่ดินหลักประกัน และไถ่ถอนจำนำหุ้น ส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือให้ได้รับชำระหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ตามข้อ 2.2...

ข้อ 3.1 เจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 (ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)) ชำระเงินจำนวน 590,000,000 บาท (ห้าร้อยเก้าสิบล้านบาทถ้วน) โดยเมื่อข้าพเจ้าชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้รายนี้ตามข้อ 3.1 ครบถ้วนแล้ว ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งถอนการยึดทรัพย์หลักประกันตามที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และขอให้เจ้าหนี้ไถ่ถอนจำนองทรัพย์หลักประกันที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และคืนโฉนดให้แก่ข้าพเจ้าทันที..."

วันที่ 17 ตุลาคม 2561 ผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเพื่อปรึกษาว่าควรยอมรับคำขอประนอมหนี้หลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ในวันดังกล่าวมีเจ้าหนี้เข้าร่วมประชุม จำนวน 166 ราย ผู้คัดค้านกำหนดสิทธิออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 เป็น 1 คะแนนเสียง โดยให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 190 จำนวนหนี้ 174,335,644.93 บาท มีจำนวนหนี้ในการใช้สิทธิออกเสียง 174,335,644.93 บาท ให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 353 จำนวนหนี้ 182,019,304.11 บาท มีจำนวนหนี้ในการใช้สิทธิออกเสียง 182,019,304.11 บาท และผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 354 จำนวนหนี้ 701,691,757.72 บาท มีจำนวนหนี้ในการใช้สิทธิออกเสียง 111,691,757.72 บาท โดยผู้คัดค้านคำนวณสิทธิออกเสียงสำหรับผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 354 โดยนำยอดหนี้ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วนไปหักจำนวนเงินตามคำขอประนอมหนี้ที่จำเลยที่ 2 เสนอชำระเพื่อไถ่ถอนหลักประกัน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 590,000,000 บาท ผลการลงมติปรากฏว่ามีเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยที่ 2 จำนวน 5 ราย ได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 190, 250, 323, 353 และ 354 และรวมจำนวนหนี้ทั้งหมดแล้วได้ 492,332,668.38 บาท ส่วนเจ้าหนี้ที่ลงมติยอมรับคำขอประนอมหนี้หลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 มีจำนวน 160 ราย นับเป็นคะแนนเสียง 155 เสียง รวมจำนวนหนี้ทั้งหมดแล้วได้จำนวนหนี้ 3,280,720,611.65 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในประการแรกว่า การที่ผู้คัดค้านจัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเพื่อพิจารณาว่าสมควรยอมรับคำขอประนอมหนี้หลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่ขอชำระเงินเพื่อไถ่ถอนทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องโดยมิได้นำทรัพย์หลักประกันออกขายทอดตลาดตามคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง และผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันมิได้ยินยอมชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) การที่จำเลยที่ 2 เสนอคำขอประนอมหนี้โดยเสนอชำระเงิน 590,000,000 บาท เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากผู้ร้องและให้คืนโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ 2 แล้วขอให้ผู้คัดค้านถอนการยึดทรัพย์หลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 190, 353 และ 354 ขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้รายที่ 190 เป็นเงิน 174,335,644.93 บาท เจ้าหนี้รายที่ 353 เป็นเงิน 182,019,304.11 บาท และเจ้าหนี้รายที่ 354 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเงิน 701,691,757.72 บาท และผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันอันมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ใช้สิทธิเลือกที่จะให้ผู้คัดค้านจัดการกับทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องด้วยวิธีให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้ในส่วนที่ขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) คำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่ขอไถ่ถอนทรัพย์หลักประกันของผู้ร้องโดยที่จำเลยที่ 2 กำหนดราคาไถ่ถอนทรัพย์หลักประกันเองโดยที่ผู้ร้องไม่ยินยอมด้วย จึงเป็นคำขอประนอมหนี้ที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน อันเป็นคำขอประนอมหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้คัดค้านไม่อาจดำเนินการจัดประชุมเพื่อเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ การจัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ของผู้คัดค้านจึงมิชอบ ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้เพิกถอนเพียงคำสั่งของผู้คัดค้านเรื่องสิทธิออกเสียงลงมติของเจ้าหนี้มีประกันและมติที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในข้างต้นแล้วว่าการจัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 โดยผู้คัดค้านไม่ชอบ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านในประเด็นอื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่จัดการประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 45 ม. 63 ม. 96 (3) ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซ.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวชรยา จิตต์ธรรมวงศ์
- วิเชียร วชิรประทีป
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2564
#657029
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุงบันทึกไว้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 มีใจความว่า โจทก์ร่วมแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่าประมาณเดือนเมษายน 2559 โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยก่อสร้างสนามฟุตบอล โดยจำเลยมีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง การจ่ายเงินในการก่อสร้าง การสั่งสินค้าต่าง ๆ ต่อมาโจทก์ร่วมเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเกินกว่างบที่ตั้งไว้ จึงให้จำเลยส่งมอบใบเสร็จรับเงินมาให้ตรวจสอบ เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสอบแล้วจึงทราบว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงินซึ่งมีจำนวนเงินค่าสินค้าสูงเกินกว่าความเป็นจริงมาแอบอ้างแก่โจทก์ร่วมว่าเป็นใบเสร็จรับเงินที่ร้านค้าออกให้ ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีให้จำเลยไป เหตุเกิดที่ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งไว้และจะได้สอบสวนต่อไป ข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมแจ้งแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวพอเป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยหลอกลวงด้วยการนำใบเสร็จรับเงินซึ่งหมายถึงบิลเงินสดที่ระบุจำนวนเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างสูงกว่าความเป็นจริงมาแสดงแก่โจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและจ่ายเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างให้จำเลยไปเกินกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ร่วม ทั้งยังได้ความดังกล่าวข้างต้นว่าโจทก์ร่วมส่งมอบบิลเงินสดให้พนักงานสอบสวนไว้ด้วย และในข้อที่พนักงานสอบสวนบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่าจะได้สอบสวนต่อไป ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ขอให้พนักงานสอบสวนระงับการดำเนินการสอบสวนไว้ก่อน พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ร่วมได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยแก่พนักงานสอบสวนโดยมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษแล้ว จึงเป็นคำร้องทุกข์ซึ่งได้กระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 34,385 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ร้อยตำรวจโทธนชาต ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 14,745 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 และยกคำขอให้ใช้เงิน 14,925 บาท แก่โจทก์ร่วมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2559 โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยก่อสร้างสนามฟุตบอล ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 51/1 ซอยฉลองกรุง 13 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยเป็นผู้สั่งซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างและโจทก์ร่วมเป็นผู้จ่ายค่าอุปกรณ์ก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ร่วมไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยในการสั่งซื้ออุปกรณ์ก่อสร้าง พนักงานสอบสวนทำบันทึกไว้ โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การและได้มอบบิลเงินสดให้พนักงานสอบสวนไว้ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าฉ้อโกง จำเลยให้การปฏิเสธ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมรู้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 ว่าจำเลยหลอกลวงเอาเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างไปจากโจทก์ร่วม ไม่ใช่รู้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ซึ่งโจทก์ร่วมให้การคลาดเคลื่อนไปนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า ประมาณเดือนสิงหาคม 2560 โจทก์ร่วมขอดูบิลเงินสดที่เกี่ยวกับการสั่งซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างจากจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมตรวจดูบิลเงินสด รวม 6 แผ่นที่จำเลยส่งมอบให้ ปรากฏว่าบิลเงินสดดังกล่าวแผ่นที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 มีรายการอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นอย่างเดียวกันกับรายการอุปกรณ์ก่อสร้างในแผ่นที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 แต่จำนวนเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างรวมทั้งหมดในแผ่นที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 สูงกว่าจำนวนเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างรวมทั้งหมดในแผ่นที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามลำดับ โดยจำเลยแสดงบิลเงินสดที่มีจำนวนเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างสูงกว่าแก่โจทก์ร่วมและได้รับเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างจากโจทก์ร่วมไปเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งโจทก์ร่วมเบิกความตอบคำถามค้านว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 โจทก์ร่วมตรวจสอบบิลเงินสดในเบื้องต้นและพบความผิดปกติที่ชัดเจน 3 ฉบับ ซึ่งน่าจะหมายถึงบิลเงินสดนั่นเอง แสดงว่าโจทก์ร่วมรู้ถึงการกระทำของจำเลยดังกล่าวในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมให้การไว้ในชั้นสอบสวน ข้ออ้างของโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนถึงวันที่โจทก์ร่วมถูกหลอกลวงคลาดเคลื่อนไป จึงไม่อาจรับฟังได้ เชื่อว่าโจทก์ร่วมรู้ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่หลอกลวงเอาเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างไปจากโจทก์ร่วม อันเป็นการรู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 แล้ว ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงไม่ขาดอายุความนั้น ที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุงบันทึกไว้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 มีใจความว่า โจทก์ร่วมแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่าประมาณเดือนเมษายน 2559 โจทก์ร่วมว่าจ้างจำเลยก่อสร้างสนามฟุตบอล โดยจำเลยมีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง การจ่ายเงินในการก่อสร้าง การสั่งสินค้าต่าง ๆ ต่อมาโจทก์ร่วมเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเกินกว่างบที่ตั้งไว้ จึงให้จำเลยส่งมอบใบเสร็จรับเงินมาให้ตรวจสอบ เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสอบแล้วจึงทราบว่าจำเลยนำใบเสร็จรับเงินซึ่งมีจำนวนเงินค่าสินค้าสูงเกินกว่าความเป็นจริงมาแอบอ้างแก่โจทก์ร่วมว่าเป็นใบเสร็จรับเงินที่ร้านค้าออกให้ ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีให้จำเลยไป เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 51/1 ซอยฉลองกรุง 13 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งไว้และจะได้สอบสวนต่อไป ข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมแจ้งแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวพอเป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ร่วมถูกจำเลยหลอกลวงด้วยการนำใบเสร็จรับเงินซึ่งหมายถึงบิลเงินสดที่ระบุจำนวนเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างสูงกว่าความเป็นจริงมาแสดงแก่โจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและจ่ายเงินค่าอุปกรณ์ก่อสร้างให้จำเลยไปเกินกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ร่วม ทั้งยังได้ความดังกล่าวข้างต้นว่าโจทก์ร่วมส่งมอบบิลเงินสดให้พนักงานสอบสวนไว้ด้วย และในข้อที่พนักงานสอบสวนบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่าจะได้สอบสวนต่อไป ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ขอให้พนักงานสอบสวนระงับการดำเนินการสอบสวนไว้ก่อน พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ร่วมได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยแก่พนักงานสอบสวนโดยมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษแล้ว จึงเป็นคำร้องทุกข์ซึ่งได้กระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคดีขาดอายุความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่น จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ดำเนินการต่อไปเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปตามลำดับศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ร้อยตำรวจโท ธ.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายชัช โชชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมพงษ์ เหมวิมล
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1392/2564
#666542
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบ ทำและมีวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองเป็นระบบไฟฟ้า ควบคุมจากระยะไกลเป็นสวิตช์จุดระเบิดใช้โซเดียมคลอเรตผสมร่วมกับวัตถุระเบิดแรงสูงชนิดแอนโฟร์ดัดแปลงเป็นดินระเบิดหลัก ใช้วัตถุระเบิดแรงสูงเป็นดินขยายระเบิด ใช้เหล็กเส้นตัดท่อนดัดแปลงเป็นสะเก็ดระเบิดประกอบรวมกันไว้ในภาชนะถังน้ำยาเคมีดับเพลิงดัดแปลง 1 ลูก ซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ฯ มาตรา 38, 74 ซึ่งเป็นบทความผิดและบทลงโทษมาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตราดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 74 มาด้วยนั้น จึงเป็นการพิพากษาในข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 135/1, 135/2, 210, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 38, 55, 72, 72 ทวิ, 74, 78 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 943/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคหนึ่ง, 135/2 (2), 210 วรรคสอง (เดิม), 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 74, 78 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันรู้ว่ามีผู้ก่อการร้ายแล้วปกปิดไว้ จำคุก 3 ปี ฐานซ่องโจร จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 943/2561 หมายเลขแดงที่ 3758/2561 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลมิได้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงนับโทษต่อไม่ได้ คำขอนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา มีคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า "ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี" ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยและยึดอำนาจปกครองในจังหวัดดังกล่าวแล้วจัดตั้งเป็นประเทศหรือรัฐขึ้นใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ด้วยการใช้กำลังประทุษร้าย ฆ่า พยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน รับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการและสมคบกันก่อการร้าย อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง และสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันขุดเจาะใต้พื้นถนนสายบาละ-คลองชิง แล้วนำวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองไปซุกซ่อนไว้แล้วรอจุดชนวนระเบิดเพื่อฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ขับรถผ่านมา และมีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงสิบตำรวจเอกปรีชา ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกาบัง ขณะปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชากับพวกอีก 3 คน ซึ่งเป็นราษฎรและเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่นำวัตถุระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าวไปวางไว้บริเวณใต้พื้นถนนสายบาละ-คลองชิง หลายนัด หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตรวจยึดวัตถุพยานเป็นของกลางรวม 57 รายการ ผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ เศษชิ้นส่วนพลาสติก แผงวงจรวิทยุสื่อสาร สายไฟอ่อน และเศษเหล็กเส้นตัดเป็นท่อนของกลาง ปรากฏว่าเป็นเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิดแสวงเครื่องซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนและผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้ถูกดำเนินการมิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ก่อนชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับและถ้อยคำอื่นของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำโดยพนักงานสอบสวนและผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ และเป็นการสอบปากคำจำเลยในเบื้องต้นเท่านั้น บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ บันทึกคำให้การของจำเลย และผลการดำเนินกรรมวิธี จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ นอกจากนั้นจำเลยยังให้ถ้อยคำและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดอาวุธปืนและเสบียงอาหารที่ซุกซ่อนไว้ที่ภูเขากูวิง ข้าวสาร ปลากระป๋อง และซองกระสุนปืนที่ฝังดินไว้ที่ภูเขาบ้านคลองทุเรียน ซึ่งหากจำเลยมิได้ให้ถ้อยคำดังกล่าวจริง พนักงานสอบสวนและผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามคงไม่สามารถบันทึกข้อความขึ้นมาเองได้เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงเชื่อว่าจำเลยให้ถ้อยคำด้วยความสมัครใจและมีการอ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวให้จำเลยฟังแล้วก่อนให้จำเลยลงลายมือชื่อ จึงหาเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบดังที่จำเลยฎีกาไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าอ้างฐานที่อยู่ก็มีแต่จำเลยและนางลีเมาะ มารดาจำเลยเป็นพยานจึงเป็นการง่ายต่อการกล่าวทั้งในวันที่จำเลยถูกจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจก็พานางลีเมาะไปด้วยนางลีเมาะจึงเป็นพยานรู้เห็นการกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกล้าทำร้ายจำเลย จำเลยได้รับความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานแต่จำเลยไม่ได้ให้การอ้างฐานที่อยู่กลับยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณา จึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยไม่ได้ให้การเป็นข้อพิรุธไม่มีน้ำหนักให้รับฟังพยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกประมาณ 10 คน เป็นสมาชิกของขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำการก่อการร้ายใช้กำลังประทุษร้ายและฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ เผาโรงเรียนวางระเบิดสถานที่ราชการ ร้านค้าและที่ชุมนุมชนต่าง ๆ อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และจำเลยรู้อยู่แล้วว่ามีผู้จะก่อการร้ายแต่จำเลยไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อป้องกันและระงับเหตุก่อการร้ายและร่วมกันครอบครองวัตถุพยานของกลางทั้งหมด เมื่อผู้เสียหายกับพวกพบการกระทำความผิดของจำเลยกับพวก จำเลยกับพวกได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกแต่กระสุนปืนที่จำเลยกับพวกยิงไปนั้นไม่ถูกผู้เสียหายกับพวก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจร ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายกับพวก แต่ผู้เสียหายได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบสายไฟอยู่ข้างถนนที่เกิดเหตุสงสัยว่าจะเป็นสายไฟจุดระเบิด ผู้เสียหายกับพวกจึงร่วมกันไปตรวจสอบที่เกิดเหตุจึงพบจำเลยกับพวกอยู่ที่ป่าละเมาะใกล้ลำธารบางคนนั่ง บางคนนอนที่พื้น บางคนนอนที่เปลแล้วผู้เสียหายกับพวกถูกพวกจำเลยยิงแสดงว่าจำเลยกับพวกไม่อยู่ในลักษณะที่จะใช้วัตถุระเบิดแสวงเครื่องฆ่าผู้เสียหายกับพวกและได้ความจากพันตำรวจโทบุรี พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยให้ถ้อยคำว่าจำเลยกับพวกประชุมวางแผนวางระเบิดฆ่านายยะฟาร์ แต่นายยะฟาร์ไม่ผ่านมาที่เกิดเหตุจึงได้ถอดชนวนระเบิดออก จำเลยกับพวกจึงไม่มีเจตนาใช้วัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองที่ซุกซ่อนไว้ดังกล่าวทำให้เกิดระเบิดเพื่อฆ่าผู้เสียหายกับพวก จำเลยกับพวกจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ฆ่าเจ้าพนักงานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นเห็นว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบสายไฟอยู่ข้างถนนที่เกิดเหตุสงสัยว่าเป็นสายไฟจุดระเบิด ผู้เสียหายกับพวกจึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยกับพวกจำเลยกับพวกจึงร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวก โดยจำเลยกับพวกไม่ทราบมาก่อนจึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันด่วนที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเอง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่และพวกของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานที่กระทำตามหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) (3) ประกอบ มาตรา 80, 83 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) (4) ประกอบมาตรา 80, 83 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้ฟังขึ้น เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงพวกผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานที่กระทำตามหน้าที่จึงต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (3) ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ได้ปรับลงโทษดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและกรณีดังกล่าวไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งแม้ยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทความผิดได้ แต่ไม่อาจกำหนดโทษแก่จำเลยได้เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้

อนึ่ง ฟ้องโจทก์ข้อ 2.4 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบทำและมีวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองเป็นระบบไฟฟ้า ควบคุมจากระยะไกลเป็นสวิตช์จุดระเบิดใช้โซเดียมคลอเรต ผสมร่วมกับวัตถุระเบิดแรงสูงชนิดแอนโฟร์ดัดแปลงเป็นดินระเบิดหลัก ใช้วัตถุระเบิดแรงสูงเป็นดินขยายระเบิด ใช้เหล็กเส้นตัดท่อนดัดแปลงเป็นสะเก็ดระเบิดประกอบรวมกันไว้ในภาชนะถังน้ำยาเคมีดับเพลิงดัดแปลง 1 ลูกซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังพิพากษาเพิ่มเติมว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 74 อีกด้วยอันเป็นบทมาตราที่เป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตได้ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ฟ้อง และเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดของพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 38 แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 38, 74 ซึ่งเป็นบทความผิดและบทลงโทษมาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตราดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 74 มาด้วยนั้น จึงเป็นการพิพากษาในข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนความผิดข้อหาร่วมกันเป็นซ่องโจรกับข้อหาร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เห็นว่า ความผิดข้อหาร่วมกันเป็นซ่องโจรเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และเมื่อผู้กระทำความผิดได้สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้ายหรือกระทำการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) จึงเป็นความผิดข้อหาร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เมื่อจำเลยมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว อีกทั้งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นวันเวลาและสถานที่เดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานที่กระทำตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) (3) ประกอบมาตรา 80, 83 ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม และไม่ปรับบทว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 74 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานที่กระทำตามหน้าที่ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ถ้อยคำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุก 35 ปี 20 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 55 ม. 74 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายกุฎาคาร คำจันทร์ลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2564
#648212
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 161 บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามปรากฏว่า โจทก์ทั้งสามได้ลงลายมือชื่อแล้วโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แทนโจทก์ทั้งสาม เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์ทั้งสามพิมพ์แบบพิมพ์คำขอท้ายฟ้องมาไม่ครบถ้วน โดยพิมพ์เฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีรายการให้ลงลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ฟ้องไว้มาด้วย จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์ทั้งสามแก้ไขก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 137, 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายเทพนม ผู้ตาย กับนางสาวจันทร์จิรา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยผู้ตายให้การรับรองว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตายเป็นย่าของโจทก์ทั้งสาม และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญานั้น เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งต้องหมายความว่า เป็นการห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว แต่ผู้ตายกับมารดาของโจทก์ทั้งสามมิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์ทั้งสามจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ก็ต่อเมื่อผู้ตายและมารดาของโจทก์ทั้งสามได้สมรสกันในภายหลัง หรือผู้ตายได้จดทะเบียนว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 บัญญัติไว้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 เป็นย่าของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามก็ไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 เนื่องจากฟ้องโจทก์ทั้งสามไม่มีข้อความที่ระบุชื่อและชื่อสกุล รวมทั้งลายมือชื่อของผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามปรากฏว่า โจทก์ทั้งสามได้ลงลายมือชื่อแล้วโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แทนโจทก์ทั้งสาม เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์ทั้งสามพิมพ์แบบพิมพ์คำขอท้ายฟ้องมาไม่ครบถ้วน โดยพิมพ์เฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีรายการให้ลงลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ฟ้องไว้มาด้วย จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์ทั้งสามแก้ไขก่อน และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์ทั้งสามแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกันพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์ทั้งสามแก้ไขข้อผิดพลาดที่ไม่ลงชื่อผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ฟ้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ. กับพวก
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายกิตติกร รุจิรานุพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2564
#664246
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยคบคิดกับพวกที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งขณะพวกของจำเลยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์และมิได้ร่วมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปให้พวกของจำเลยกระทำชำเรา และมิได้ช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 หรือห้ามปรามพวกของจำเลย เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนกระทำความผิด จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317 และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1844/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานางสาว พ. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นเงิน 150,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อร่างกาย เสรีภาพ และชื่อเสียง เป็นเงิน 200,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 86, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 14 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4145/2561 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติเป็นเบื้องต้นว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2547 เป็นบุตรของนางสาว พ. ผู้ร้องที่ 1 อยู่ในความปกครองของนาย ผ. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นตาของผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปีเศษ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลย นาย ว. และนาย ต. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 2 เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ไปที่เล้าเป็ด เมื่อไปถึงผู้เสียหายที่ 2 เดินตามเด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ไปเข้าห้องน้ำในห้องนอนที่เกิดเหตุ ต่อมาพวกของจำเลยไม่ยอมให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากห้อง จากนั้นนาย ณ. กับพวกรวม 6 คน ร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คดีนี้ในความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยในกระทงนี้ไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธอยู่หลายประการไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้นั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา นาย ว. ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้าย และนาย ต. ขับรถจักรยานยนต์อีกคันไปรับผู้เสียหายที่ 2 เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ไปที่เล้าเป็ดที่เกิดเหตุเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 เดินตามเด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ในห้องนอน พบชายหลายคนนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ในห้องนอน ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 กำลังจะเดินตามเด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ออกไปจากห้อง มีชายคนหนึ่งเดินมาขวางและล็อกประตูห้อง และจับมือผู้เสียหายที่ 2 ไปที่เตียงนอน ผลักผู้เสียหายที่ 2 นอนลงบนเตียงแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อวัยวะเพศของชายคนดังกล่าวใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืนและร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นนาย ณ. กับชายอีก 4 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 เดินออกจากห้องพบจำเลย นาย ว. เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. นั่งผิงไฟอยู่ห่างจากห้องที่เกิดเหตุประมาณ 5 ถึง 6 ก้าว รุ่งเช้านาย ณ. ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่ 2 เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ที่บ้านของเด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าผู้เสียหายที่ 1 ทราบเหตุคดีนี้จากหลานชายจึงเรียกผู้เสียหายที่ 2 มาสอบถามได้ความว่าวันเกิดเหตุเด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปกินหมูกระทะแล้วพากันไปที่เกิดเหตุ มีผู้ชายอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 5 คน ผู้เสียหายที่ 2 ถูกชายหลายคนผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืนและร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครช่วยผู้เสียหายที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดีจำเลยกับพวก เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความตรงกับที่เคยให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นการให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพนักงานอัยการและนักจิตวิทยา ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 เป็นเด็กอายุเพียง 13 ปีเศษ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 จะเบิกความใส่ร้ายปรักปรำจำเลย เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 2 เบิกความไปตามความเป็นจริงและน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุนาย ว. ชวนจำเลยไปกินเหล้าที่บ้านเพื่อนของนาย ว. อยู่บริเวณใกล้วัด แต่นาย ว. ไม่รู้จักทางจึงให้จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปด้วยกันเพื่อบอกทาง ระหว่างทางพบนาย ต. ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา นาย ว. ชักชวนนาย ต. ให้ขับรถติดตามไปกินเหล้าด้วยกัน โดยมีนาย ว. มาเบิกความสนับสนุน นับว่ามีข้อพิรุธและขัดต่อเหตุผลว่าเหตุใดนาย ว. ต้องการที่จะไปรับเด็กหญิง ป. ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าเด็กหญิง ป. เป็นคนรักของนาย ว. กลับต้องปิดบังจำเลยและบอกกับจำเลยว่าชวนไปกินเหล้า และเมื่อพบนาย ต. นาย ว. กลับชักชวนนาย ต. ให้ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปกินเหล้า ทั้ง ๆ ที่นาย ว. รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ไปกินเหล้าตามที่ชักชวน อีกทั้งปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จุดที่จำเลย นาย ว. และนาย ต. ไปรับผู้เสียหายที่ 2 เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง ม. คือบริเวณหน้าบ้านของเด็กหญิง ป. มิใช่หน้าวัด โดยผู้เสียหายที่ 2 ได้ชี้ยืนยันจุดเกิดเหตุดังกล่าวไว้ เชื่อว่าเป็นไปดั่งที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การไว้ นาย ว. เป็นคนรักของเด็กหญิง ป. ย่อมรู้จักเส้นทางไปที่บ้านของเด็กหญิง ป. ดีกว่าจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจกับพวกที่ไปด้วยกัน จำเลยและนาย ว. มีเจตนาที่จะไปรับเด็กหญิง ป. เด็กหญิง ม. และผู้เสียหายที่ 2 มาตั้งแต่แรก และได้มีการชักชวนนาย ต. ให้ขับรถจักรยานยนต์ตามมาอีกคันเพื่อรับผู้เสียหายที่ 2 กับพวกไปที่เกิดเหตุได้ทั้งหมดในคราวเดียวกัน แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่ 2 ไปยังที่เกิดเหตุซึ่งมีพวกของจำเลยรออยู่ภายในห้องนอนที่เกิดเหตุหลายคน แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยคบคิดกับพวกที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนที่จำเลยจะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่พวกของจำเลยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งขณะพวกของจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการอันใดให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วย และจำเลยไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ในขณะพวกของจำเลยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ทั้งจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยเป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงแต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปให้พวกของจำเลยกระทำชำเรา และมิได้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 หรือห้ามปรามพวกของจำเลยเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่พวกของจำเลยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก่อนกระทำความผิดจำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง แม้ว่าโจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการกระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นตัวการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ดี ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกจำเลยมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ประกอบมาตรา 86, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุสิบแปดปีเศษแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 16 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 18 ปี 14 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 16 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 277 วรรคสี่ (เดิม) ม. 283 ทวิ วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว พ. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายไพโรจน์ ธนกิจโกเศรษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2564
#655964
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนของกลางรวม 80 รายการ ให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างว่าทรัพย์ของกลางดังกล่าวตกเป็นสิทธิแก่ผู้ร้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ร้องรับจำนำไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ซึ่งแม้ตามคำร้องขอจะไม่ต้องด้วยกรณีตาม ป.อ. มาตรา 36 แต่ตามคำร้อง ผู้ร้องประสงค์จะได้รับทรัพย์ของกลางคืนมาเป็นของผู้ร้อง เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม ในการทำคำพิพากษา ศาลก็ต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนทรัพย์ของกลางว่าให้คืนแก่โจทก์ร่วม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 44 หากผู้ร้องมีข้อโต้แย้งสิทธิด้วยเห็นว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่แท้จริงก็ชอบที่จะไปดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 48 วรรคท้าย ด้วยการฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจชำระตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ประกอบกับการเป็นคู่ความในคดีอาญานั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) บัญญัติคำนิยามของคำว่าคู่ความไว้ว่าหมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในกรณีเช่นว่านี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 5,382,880 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว บ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาบริษัท ท. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงรับจำนำ ทรัพย์ของกลาง 80 รายการ เป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองนำมาจำนำไว้แก่ผู้ร้องแล้วไม่ทำการไถ่ถอนภายในกำหนด ทรัพย์ดังกล่าวจึงตกเป็นสิทธิของผู้ร้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ในทรัพย์ส่วนนี้และคืนทรัพย์แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนของกลางรวม 80 รายการ ให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างว่าทรัพย์ของกลางดังกล่าวตกเป็นสิทธิแก่ผู้ร้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ร้องรับจำนำไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ซึ่งแม้ตามคำร้องขอจะไม่ต้องด้วยกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่ตามคำร้อง ผู้ร้องประสงค์จะได้รับทรัพย์ของกลางคืนมาเป็นของผู้ร้อง เมื่อคดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม ในการทำคำพิพากษา ศาลก็ต้องมีคำวินิจฉัยในส่วนทรัพย์ของกลางว่าให้คืนแก่โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 44 หากผู้ร้องมีข้อโต้แย้งสิทธิด้วยเห็นว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่แท้จริงก็ชอบที่จะไปดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 48 วรรคท้าย ด้วยการฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจชำระตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ประกอบกับการเป็นคู่ความในคดีอาญานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) บัญญัติคำนิยามของคำว่าคู่ความไว้ว่าหมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในกรณีเช่นว่านี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 2 (15) ม. 15 ม. 48 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
โจทก์ร่วม — นางสาว บ.
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายอรรณพ วรพจน์พิศุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิทธิธรรม อารัมภวิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2564
#664339
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 7,530,000 บาท ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามและซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 หลังจากที่มีการจดทะเบียนซื้อขายแล้ว บ่งชี้ชัดว่า เหตุที่โจทก์ร่วมตัดสินใจซื้อที่ดินในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ในราคา 3,840,000 บาท หามีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ และการที่โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 1 ส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งรายงานดังกล่าวลงวันที่ 11 มิถุนายน 2558 อันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่โจทก์ร่วมทราบความจริงว่าซื้อที่ดินผิดแปลงแล้ว ทำให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมเร่งรัดจำเลยที่ 1 ให้ส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินที่ซื้อผิดแปลงมาให้แก่โจทก์ร่วม ด้วยประสงค์จะทราบมูลค่าที่ดินแปลงที่ซื้อผิดมานี้เพื่อประเมินความเสียหายอันเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการซื้อที่ดินเป็นข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินปลอมที่นำมาใช้อ้างต่อโจทก์ร่วมอันพิจารณาได้ความเช่นนี้ จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายในฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เกิดการกระทำความผิดและวัตถุประสงค์ของการใช้รายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินปลอม ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสาระสำคัญเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาและมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดไม่เหมือนกันอันอาจเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ได้ กรณีจึงต้องยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,840,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3200/2558 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานายธวัชชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,530,833.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 264 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี นับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3200/2558 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,840,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกคำร้องขอในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เสียจากสารบบความ และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว มิได้เป็นอันระงับไปเพราะเหตุที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ด้วย จึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 83 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ออกเสียจากสารบบความ ยกคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,840,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมสำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามลำดับ นอกจากนั้น ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนของความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมสำหรับจำเลยที่ 3 เสียก่อน ในข้อนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องในข้อ 1 (ข) สรุปสาระสำคัญได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 24932 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา มีราคาประเมิน 7,530,000 บาท ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามและซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของที่ดิน ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และบริษัท อ. ซึ่งถูกแอบอ้างว่าเป็นผู้จัดทำเอกสารรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว ดังนี้ จากคำฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายเฉลิมชัยไปจดทะเบียนรับซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากเจ้าของที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ในราคา 3,840,000 บาท สืบเนื่องจากโจทก์ร่วมเชื่อรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำมาแสดงต่อโจทก์ร่วมว่าที่ดินมีราคาสูงถึง 7,530,000 บาท เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย เพราะความจริงแล้วที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาประเมินเพียงตารางวาละ 5,500 บาท คิดทั้งแปลงเป็นเงิน 4,141,500 บาท เท่านั้น อย่างไรก็ดี ในทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 เพิ่งส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 หลังจากที่มีการจดทะเบียนซื้อขายแล้วทางแอปพลิเคชันไลน์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ บ่งชี้ชัดว่า เหตุที่โจทก์ร่วมตัดสินใจซื้อที่ดินในวันที่ 20 มีนาคม 2558 หามีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งเป็นเอกสารปลอมดังกล่าวไม่ หากได้ความจากที่โจทก์ร่วมและนายเฉลิมชัยเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ของโจทก์ร่วมขอร้องให้โจทก์ร่วมช่วยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากที่ดินมีราคาสูง และบอกว่าอีก 6 เดือน ข้างหน้า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 1 จะมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้คืนจากโจทก์ร่วมในราคา 4,320,000 บาท เพื่อนำไปใช้สร้างโรงงาน อันจะทำให้โจทก์ร่วมได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาที่ดิน ทั้งโจทก์ร่วมและนายเฉลิมชัยต่างคนต่างไปดูที่ตั้งของที่ดินแปลงนี้ตามภาพวาดแผนที่ซึ่งจำเลยที่ 1 ส่งให้โจทก์ร่วมทางแอปพลิเคชันไลน์แล้ว เห็นตรงกันว่า เป็นทำเลที่ดีโดยที่ดินถมแล้วอยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้กับห้างสรรพสินค้า ล. มีทางเชื่อมเข้าออกจากทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) การเดินทางสะดวก และมีบ้านเรือนปลูกอยู่ใกล้เคียงหลายหลัง จึงน่าจะมีราคากับทั้งคุ้มค่าและปลอดภัยหากจะรับซื้อไว้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงตกลงซื้อที่ดินแปลงนี้ตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ หามีตอนใดที่โจทก์ร่วมเบิกความว่าจำเลยที่ 1 จะต้องนำเอกสารรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินมาแสดงต่อโจทก์ร่วมเสียก่อนเพื่อการตัดสินใจแต่อย่างใด ทั้งนี้ ยังได้ความต่อไปว่า หลังจากจดทะเบียนซื้อขายราว 2 เดือน โจทก์ร่วมทราบจากการตรวจสอบรังวัดที่ดินที่ซื้อมาพบว่าเป็นคนละแปลงกับที่ดินที่โจทก์ร่วมและนายเฉลิมชัยเคยไปดู กลับกลายเป็นว่าที่ดินแปลงที่ซื้อมาอยู่ในทำเลที่ไม่ดี ไม่ได้ถมดิน มีหนองน้ำ สภาพเป็นป่ารก ถนนทางเข้ามีขนาดเล็ก ไม่ค่อยมีบ้านเรือนประชาชน การเดินทางลำบาก จนกระทั่งครบกำหนดวันที่ 20 กันยายน 2558 ซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงจะซื้อที่ดินแปลงเดียวกันนี้ต่อจากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มาติดต่อกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์กับจำเลยที่ 1 ในเรื่องดังกล่าว จากนั้น วันที่ 24 กันยายน 2558 จำเลยที่ 1 จึงส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินแปลงที่ซื้อมาให้แก่โจทก์ร่วมทางแอปพลิเคชันไลน์ ดังนี้ เมื่อตรวจดูรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวปรากฏว่าลงวันที่ 11 มิถุนายน 2558 อันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่โจทก์ร่วมทราบความจริงว่าซื้อที่ดินผิดแปลงแล้ว ทำให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมเร่งรัดจำเลยที่ 1 ให้ส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินที่ซื้อผิดแปลงมาให้แก่โจทก์ร่วม ด้วยประสงค์จะทราบมูลค่าที่ดินแปลงที่ซื้อผิดมานี้เพื่อประเมินความเสียหายอันเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการซื้อที่ดินเป็นข้อสาระสำคัญ ฉะนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินปลอมที่นำมาใช้อ้างต่อโจทก์ร่วมอันพิจารณาได้ความเช่นนี้ จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายไว้ในฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เกิดการกระทำความผิดและวัตถุประสงค์ของการใช้รายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินปลอม ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสาระสำคัญเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาและมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดไม่เหมือนกันอันอาจเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ได้ กรณีจึงต้องยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมนี้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จากที่ร่วมกันหลอกลวงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 24932 ซึ่งมิใช่ที่ดินซึ่งตกลงซื้อขายกันแต่แรก มาขายให้แก่โจทก์ร่วมโดยทุจริตขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ข้อนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องสรุปสาระสำคัญได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการนำที่ดินโฉนดเลขที่ 24932 อันมิใช่ที่ดินแปลงที่ตกลงซื้อขายกันแต่แรก มาขายให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน จึงจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ในราคา 3,840,000 บาท และชำระเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นเงิน 2,000,000 บาท ส่วนอีก 1,840,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งรับไว้โดยทุจริต ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์และโจทก์ร่วมยืนยันในข้อเท็จจริงอันตนอาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนานำที่ดินผิดแปลงมาจดทะเบียนขายให้แก่โจทก์ร่วมอันถือเป็นการฉ้อโกงโจทก์ร่วม จึงมีผลเท่ากับว่าโจทก์ร่วมไม่มีความประสงค์จะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 24932 มาตั้งแต่ต้น สมดังที่โจทก์ร่วมเบิกความตอบโจทก์ถามติงไว้ตอนหนึ่งว่า หากทราบว่าที่ดินที่ซื้อขายกันไม่ใช่ที่ดินแปลงที่โจทก์ร่วมและนายเฉลิมชัยเคยไปดูที่ตั้ง โจทก์ร่วมก็จะไม่รับซื้อ และภายหลังเมื่อจดทะเบียนซื้อขายกันในวันที่ 20 มีนาคม 2558 แล้วประมาณ 2 เดือน โจทก์ร่วมค่อยทราบว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกัน โจทก์ร่วมโวยวายและต่อว่าจำเลยที่ 1 กรณีเช่นนี้ ย่อมต้องถือว่าในทันทีที่โจทก์ร่วมทราบว่าซื้อที่ดินผิดแปลงมา โจทก์ร่วมได้รู้แล้วว่าถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหลอกลวงดังข้อกล่าวหาในฟ้องซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมยืนยันพฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ข้างต้น โจทก์ร่วมจะฎีกาอ้างว่า เมื่อทราบเรื่องที่ซื้อที่ดินผิดแปลงจากนายเฉลิมชัย โจทก์ร่วมบอกนายเฉลิมชัยว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจำเลยที่ 2 ก็มาซื้อกลับไปในวันที่ 20 กันยายน 2558 ตามที่ตกลงกันไว้ในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเป็นการแสดงว่าโจทก์ร่วมยังหวังว่าจำเลยที่ 2 จะปฏิบัติตามสัญญา กรณีเป็นการไม่แน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะหลอกลวงโจทก์ร่วมหรือไม่ อายุความจึงยังไม่เริ่มต้นนับนั้นหาได้ไม่ เพราะหากโจทก์ร่วมไม่ติดใจเรื่องที่ซื้อที่ดินผิดแปลงย่อมแสดงว่าโจทก์ร่วมไม่ถือว่าการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันขายที่ดินผิดแปลงเป็นการฉ้อโกงโจทก์ร่วมมาแต่ต้น หากแต่ความต้องการของโจทก์ร่วมก็คือให้จำเลยที่ 2 มาดำเนินการซื้อที่ดินจากโจทก์ร่วมตามสัญญาที่ทำไว้ต่อกันเท่านั้น ดังนี้ เมื่อในที่สุดแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยง กรณีก็เป็นเรื่องของการผิดสัญญาในทางแพ่ง โจทก์ร่วมจะย้อนกลับไปถือเอาว่าการรับซื้อที่ดินผิดแปลงของตนเป็นการถูกฉ้อโกงอีกมิได้ เช่นนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมยืนยันข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่าการนำที่ดินผิดแปลงมาขายให้แก่โจทก์ร่วมถือเป็นฉ้อโกง ฉะนั้น เมื่อโจทก์ร่วมทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อให้นายเฉลิมชัยดำเนินการรังวัดตรวจสอบที่ดินหลังจากวันจดทะเบียนซื้อขายประมาณ 2 เดือน ด้วยเหตุนี้ อย่างช้าที่สุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2558 ก็ต้องถือว่าโจทก์ร่วมรู้แล้วว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อที่ดิน และจำเลยที่ 3 ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ร่วมกันหลอกลวงนำที่ดินผิดแปลงมาขายให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมจึงต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้น คดีเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2558 แต่โจทก์ร่วมเพิ่งแจ้งความร้องทุกข์เมื่อเดือนธันวาคม 2558 จึงเกินกำหนดเวลาสามเดือนแล้ว คดีโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและยกคำขอให้คืนเงินแก่โจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ที่โจทก์ร่วมชำระค่าขึ้นศาลในคดีส่วนแพ่งและศาลชั้นต้นรับมาจึงเป็นการไม่ชอบ ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วม

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ธ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายทรงชัย รัตนปริญญานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณพนันท์ เพ็งมาก
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2564
#649863
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และมาตรา 1350 จะบัญญัติให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงสาธารณะได้ สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จะต้องพิจารณาจากสภาพความจริงในขณะนั้นว่าเข้าเงื่อนไขตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1349 และมาตรา 1350 บัญญัติไว้หรือไม่ด้วย

ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่น และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมยังคงมีข้อโต้เถียงในข้อเท็จจริงกันอยู่ว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ถูกที่ดินของผู้เสียหายล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้จริงหรือไม่ จึงจำต้องให้ศาลในคดีแพ่งชี้ขาดข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่าตามสภาพของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเข้าเงื่อนไขเป็นทางจำเป็นซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะใช้ทางนั้นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรังวัดและถ่ายรูปทางในที่ดินของผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขอันเป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 362, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเพลินจิต ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 30,000 บาท ฐานบุกรุกเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองในความผิดกระทงแรกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท เมื่อรวมกับความผิดของจำเลยที่ 2 ในกระทงที่สองแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 เดือน และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท ฐานบุกรุกเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานบุกรุกเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดกระทงแรกเป็นจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท และแก้โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในกระทงที่สองเป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้แก้บทความผิดด้วย เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ถูกที่ดินของผู้เสียหายล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 จึงใช้ที่ดินของผู้เสียหายเป็นทางผ่านออกถึงทางสาธารณะ แต่ผู้เสียหายปิดกั้นทาง ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถออกถึงทางสาธารณะได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และมาตรา 1350 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินแปลงที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้มีสิทธิที่จะทำทางผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ โดยไม่จำต้องให้ศาลชี้ขาดเสียก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิที่จะได้ทางจำเป็น เพราะเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 เข้าไปรังวัดและถ่ายรูปบริเวณทางพิพาทในที่ดินของผู้เสียหายเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการฟ้องคดีแพ่งขอให้ผู้เสียหายเปิดทางจำเป็นจึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามกฎหมายและไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1394 และมาตรา 1350 จะบัญญัติให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงสาธารณะได้ สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จะต้องพิจารณาจากสภาพความจริงในขณะนั้นว่าเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และมาตรา 1350 บัญญัติไว้หรือไม่ด้วย ซึ่งจากข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่น และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมยังคงมีข้อโต้เถียงในข้อเท็จจริงกันอยู่ว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ถูกที่ดินของผู้เสียหายล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้จริงหรือไม่ จึงจำต้องให้ศาลในคดีแพ่งชี้ขาดข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่าตามสภาพของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเข้าเงื่อนไขเป็นทางจำเป็นซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะใช้ทางนั้นได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรังวัดและถ่ายรูปทางในที่ดินของผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขอันเป็นความผิดฐานบุกรุกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 362
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
ผู้ร้อง — นาง พ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายณัฐวุฒิ วิทยศักดิ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1298/2564
#649856
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อคู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็นพนักงานประจำสำนักงานและพนักงานด้านการปฏิบัติการ โดยกำหนดให้พนักงานด้านการปฏิบัติการต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกิน 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเพิ่มขี้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์โดยคิดจากการที่โจทก์ไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติโดยคำนวณตามผลงาน แม้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในกรณีโจทก์เจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง แต่เป็นสิทธิของลูกจ้างตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะจึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน

การที่คู่มือพนักงานเอกสารหมาย ล.1 กำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 32 ม. 57 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายเอนกชัย อารยะญาณ
- นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2564
#656654
เปิดฉบับเต็ม

การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 ต้องพิจารณาทั้งการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ ซึ่งต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนที่กระทำจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย

จำเลยที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 1 ชวนจำเลยที่ 1 ไปเที่ยวตลาดคลองถมเชียงม่วน จำเลยทั้งสองและผู้เสียหายที่ 1 ร่วมเดินทางมาด้วยกันโดยตลอด ระหว่างทางจำเลยทั้งสองซื้อเบียร์มาดื่มด้วยกัน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มเบียร์จนรู้สึกมึนเมา จำเลยที่ 2 ซื้อถุงยางอนามัยที่ร้านสะดวกซื้อและไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปตลาดคลองถมเชียงม่วนแต่กลับร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าพักในโรงแรมที่เกิดเหตุโดยพักอยู่ห้องเดียวกันและนอนเตียงเดียวกัน ต่อมาขณะผู้เสียหายที่ 1 หลับแล้วตื่นขึ้นมา จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในห้องพัก จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 แต่ผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีเข้าไปในห้องน้ำ จนกระทั่งจำเลยที่ 2 เรียก จึงยอมออกมา การกระทำของจำเลยที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 คบคิดกับจำเลยที่ 1 มาก่อนโดยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ 2 จะไม่อยู่ในห้องพักในขณะเกิดเหตุก็ตาม แต่เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร หาใช่เพียงผู้สนับสนุนไม่

จำเลยทั้งสองตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 และปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว ถือเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายที่ 1 ยอมความแทนผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (5) และมาตรา 5 (1) สิทธินำคดีมาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๗๙, ๒๘๓ ทวิ, ๓๑๐, ๓๑๗

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง (เดิม) จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง, ๓๑๐ วรรคแรก, ๓๑๗ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา ๘๖ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ๘ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ ๕ ปี และปรับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๗๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๙ ปี จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี ๘ เดือน และปรับ ๘๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๔ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๓ ปี ๑๐ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ให้รอการลงโทษมีกำหนด ๒ ปี กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ ๒ โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด ๑ ปี และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยที่ ๒ และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด ๒๔ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา ๘๓ ฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุกคนละ ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษของจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสอง มีกำหนดคนละ ๗ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๓ ปี ๖ เดือน สำหรับจำเลยที่ ๒ ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ หรือไม่ โดยจำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกระทำความผิดและมีเจตนาร่วมกระทำความผิดและมีการแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นั้น จะต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ หมายถึงต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนที่กระทำจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ให้ผู้เสียหายที่ ๑ ชวนจำเลยที่ ๑ ไปเที่ยวตลาดคลองถมเชียงม่วน แล้วจำเลยทั้งสองและผู้เสียหายที่ ๑ ร่วมเดินทางมาด้วยกันโดยตลอด ระหว่างทางจำเลยทั้งสองซื้อเบียร์มาดื่มด้วยกัน โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ให้ผู้เสียหายที่ ๑ ดื่มเบียร์ จนผู้เสียหายที่ ๑ รู้สึกมึนเมา จากนั้นจำเลยที่ ๒ ลงจากรถไปซื้อถุงยางอนามัยที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ สอบถาม จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าซื้อให้จำเลยที่ ๑ ไว้ใช้กับสาว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่ได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปตลาดคลองถมเชียงม่วน แต่กลับร่วมกันพาผู้เสียหายที่ ๑ เข้าพักในห้องพักของโรงแรมที่เกิดเหตุ โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและนอนเตียงเดียวกัน ต่อมาขณะผู้เสียหายที่ ๑ หลับแล้วตื่นขึ้นมาปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ไม่อยู่ในห้องพักดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงลงมือกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ ๑ แต่ผู้เสียหายที่ ๑ หลบหนีเข้าไปในห้องน้ำ จนกระทั่งจำเลยที่ ๒ ไปเรียกผู้เสียหายที่ ๑ จึงยอมออกมา ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ ๒ คบคิดกันกับจำเลยที่ ๑ มาก่อน โดยจำเลยที่ ๒ มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ ๒ จะไม่อยู่ในห้องพักดังกล่าวในขณะเกิดเหตุก็ตาม ก็เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยที่ ๑ กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ ๑ จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานดังกล่าวแล้ว หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายที่ ๒ กับจำเลยทั้งสองเจรจาตกลงเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน โดยจำเลยทั้งสองตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท และผู้เสียหายที่ ๒ แถลงว่า หากจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ตกลงกันก็ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป และจำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ถือเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายที่ ๑ ได้ยอมความแทนผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เยาว์แล้ว อันเป็นการยอมความกันตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๕) และมาตรา ๕ (๑) เมื่อความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๑ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และเนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 279 วรรคสอง (เดิม) ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 310 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 3 (5) ม. 5 (1) ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายอนุพงษ์ โพร้งประภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สันทัด สุจริต
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1284/2564
#681542
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมกับรื้อถอนบ้านออกไปจากที่นาพิพาท จึงเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ มาตรา 1 (3) และเมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านจึงเป็นคดีมีข้อพิพาท หาใช่ผู้ร้องทั้งสามมิได้ฟ้องขอให้บังคับขับไล่และรื้อถอน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษาเพียงให้บังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลจึงมิได้วินิจฉัยตามคำฟ้องของผู้ร้องทั้งสามทุกข้อไม่ชอบด้วยมาตรา 142 เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ ซึ่งเมื่อสัญญาเช่านาพิพาทสิ้นสุดลงแล้ว ผู้คัดค้านย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่นาพิพาทของผู้ร้องทั้งสามต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลไทรใหญ่โดยให้สัญญาเช่านาระหว่างผู้ร้องทั้งสามกับผู้คัดค้านสิ้นสุดปี 2560 ให้ผู้คัดค้านขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมกับรื้อถอนบ้านเลขที่ 40 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5313 ของผู้ร้องทั้งสาม และให้ส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้ร้องทั้งสามในสภาพเรียบร้อย หากผู้คัดค้านไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้ผู้ร้องทั้งสามมีสิทธิจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน กับห้ามมิให้ผู้คัดค้านและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลไทรใหญ่ โดยให้ผู้คัดค้านกับบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5313 และส่งมอบที่นาพิพาทคืนแก่ผู้ร้องทั้งสามในสภาพเรียบร้อย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลไทรใหญ่ที่ให้ระยะเวลาการเช่านาโฉนดเลขที่ 5313 สิ้นสุดปี 2560 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5313 ผู้คัดค้านเช่าที่ดินพิพาททำนาและปลูกบ้านเลขที่ 40 อยู่บนที่ดินพาท โดยไม่ได้ทำสัญญาเช่าและกำหนดระยะเวลาเช่ากันไว้ วันที่ 8 ตุลาคม 2558 ผู้ร้องทั้งสามฟ้องขับไล่ผู้คัดค้านตามคดีหมายเลขดำที่ ม.109/2558 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากผู้ร้องทั้งสามผู้ให้เช่านามิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 34 ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้คัดค้าน ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ผู้ร้องทั้งสามได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าที่นาพิพาทพร้อมแสดงเหตุแห่งการบอกเลิกการเช่านาไปยังผู้คัดค้านตามหนังสือบอกเลิกการเช่านาลงวันที่ 4 ธันวาคม 2558 และส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่าดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลไทรใหญ่ ประธานคณะกรรมการฯ ได้ออกหนังสือเชิญประชุมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และลงมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเช่านาพิพาทของผู้ร้องทั้งสามทำนาตั้งแต่ปี 2524 โดยนับระยะเวลาคราวละ 6 ปี คือปี 2524 ถึงปี 2530 ปี 2531 ถึงปี 2536 ปี 2537 ถึงปี 2542 ปี 2543 ถึงปี 2548 ปี 2549 ถึงปี 2554 และปี 2555 ถึงปี 2560 ระยะเวลาการเช่านาจะสิ้นสุดปี 2560 ผู้คัดค้านทราบแล้ว ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 56 วรรคสอง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้ร้องทั้งสามมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านออกไปจากที่นาพิพาทวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการฯ และเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสามได้ยื่นคำฟ้องผู้คัดค้านเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม.109/2558 ของศาลชั้นต้น ให้ขับไล่ผู้คัดค้าน คดีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเช่านาตั้งแต่ปี 2522 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าสัญญาเช่านายังไม่เลิกกัน ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1764/2560 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสามไม่เคยบอกเลิกสัญญาและทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ระยะเวลาการเช่าที่ดินทำนาของผู้คัดค้านยังมีระยะเวลาอยู่อีกหลายปีนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2560 ซึ่งศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีดังกล่าว ตามคำคัดค้านผู้คัดค้านอ้างว่า ระยะเวลาเช่าต้องเริ่มนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2560 รูปคดีไม่มีประเด็นว่าผู้ร้องทั้งสามเริ่มให้ผู้คัดค้านเช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อใด ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านเช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2522 จึงนอกจากคำให้การไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 56 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 ได้ตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้บังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ที่ให้ระยะเวลาการเช่านาโฉนดเลขที่ 5313 สิ้นสุดปี 2560 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมกับรื้อถอนบ้านเลขที่ 40 ออกไปจากที่นาพิพาท จึงเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) และเมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านจึงเป็นคดีมีข้อพิพาท หาใช่ผู้ร้องทั้งสามมิได้ฟ้องขอให้บังคับขับไล่และรื้อถอน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมิได้วินิจฉัยตามคำฟ้องของผู้ร้องทั้งสามทุกข้อ ไม่ชอบด้วยมาตรา 142 เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ ซึ่งเมื่อสัญญาเช่านาพิพาทสิ้นสุดลงแล้ว ผู้คัดค้านย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่นาพิพาทของผู้ร้องทั้งสามต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 34 ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางพลินี ศิริพัฒนดิลก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกษิดิษ เงินศรี
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม วัตตธรรม
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1238/2564
#689064
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิเคราะห์สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญ ข้อ 4.1 ที่ระบุว่า ตัวแทนประกันชีวิตจะได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนจากสัญญาประกันชีวิตที่ตัวแทนประกันชีวิตหามาได้ ตามคำสั่งหรือประกาศหรือระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนของตัวแทนประกันชีวิตตามที่บริษัทกำหนด เฉพาะสัญญาประกันชีวิตที่บริษัทได้ออกกรมธรรม์และได้มีการชำระเบี้ยประกันภัยแล้ว กับสัญญาข้อ 9.4 ที่ระบุว่า เมื่อสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลง ตัวแทนประกันชีวิตไม่มีสิทธิจะได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ จากผลงานที่ได้ทำให้ไว้กับบริษัทอีกต่อไป ประกอบกันแล้ว กรณีที่สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงอันจะเป็นผลให้ตัวแทนประกันชีวิตไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ จากผลงานที่ตนได้ทำให้ไว้กับจำเลยอีกต่อไปนั้น ย่อมหมายถึงกรณีผลงานที่ตัวแทนประกันชีวิตได้ทำไว้เป็นเพียงแต่หาผู้เข้าทำสัญญาประกันชีวิตหรือขายประกันชีวิตได้ แต่บริษัทยังไม่ได้ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตและผู้เอาประกันชีวิตยังไม่ได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตให้แก่บริษัท หรือผลงานที่ตัวแทนประกันชีวิตทำไว้แต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทน แต่สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงเสียก่อน หากผู้เอาประกันชีวิตได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตและบริษัทออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตภายหลังจากนั้นหรือถึงกำหนดจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนภายหลังจากนั้น ตัวแทนประกันชีวิตย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ จากประกันชีวิตที่หามาได้เหล่านั้นอีก สัญญาข้อ 9.4 จึงหาใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 9 ราย ของโจทก์เป็นการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยชอบตามสัญญาตัวแทนประกันชีวิตและจำเลยได้รับชำระเบี้ยประกันชีวิตกับได้ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 9 ราย ตามฟ้องให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตแล้วก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญกับโจทก์ ถือว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากการที่โจทก์เป็นนายหน้าอันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยและถึงกำหนดที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ก่อนที่สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ อันเป็นค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม สัญญาข้อ 9.4 จึงหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ยอมสละสิทธิเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งหมดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าผลประโยชน์และค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 152,533.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 145,747.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าผลประโยชน์และค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญ ข้อ 4.1 ที่ระบุว่า "ตัวแทนประกันชีวิตจะได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนจากสัญญาประกันชีวิตที่ตัวแทนประกันชีวิตหามาได้ ตามคำสั่งหรือประกาศหรือระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนของตัวแทนประกันชีวิตตามที่บริษัทกำหนด เฉพาะสัญญาประกันชีวิตที่บริษัทได้ออกกรมธรรม์และได้มีการชำระเบี้ยประกันภัยแล้ว" กับสัญญาข้อ 9.4 ที่ระบุว่า "เมื่อสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลง ตัวแทนประกันชีวิตไม่มีสิทธิจะได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ จากผลงานที่ได้ทำให้ไว้กับบริษัทอีกต่อไป" ประกอบกันแล้ว กรณีที่สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงอันจะเป็นผลให้ตัวแทนประกันชีวิตไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ จากผลงานที่ตนได้ทำให้ไว้กับจำเลยอีกต่อไปนั้น ย่อมหมายถึงกรณีผลงานที่ตัวแทนประกันชีวิตได้ทำไว้เป็นเพียงแต่หาผู้เข้าทำสัญญาประกันชีวิตหรือขายประกันชีวิตได้แต่บริษัทยังไม่ได้ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตและผู้เอาประกันชีวิตยังไม่ได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตให้แก่บริษัท หรือผลงานที่ตัวแทนประกันชีวิตทำไว้แต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทน แต่สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสิ้นสุดลงเสียก่อนหากผู้เอาประกันชีวิตได้ชำระเบี้ยประกันชีวิตและบริษัทออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตภายหลังจากนั้นหรือถึงกำหนดจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนภายหลังจากนั้นตัวแทนประกันชีวิตย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ จากประกันชีวิตที่หามาได้เหล่านั้นอีก สัญญาข้อ 9.4 จึงหาใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การขายกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 9 ราย ของโจทก์เป็นการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยชอบตามสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญและจำเลยได้รับชำระเบี้ยประกันชีวิตกับได้ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 9 ราย ตามฟ้องให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตแล้วก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญกับโจทก์ ถือว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากการที่โจทก์เป็นนายหน้าอันเป็นการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยและถึงกำหนดที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ก่อนที่สัญญาตัวแทนประกันชีวิตสามัญสิ้นสุดลงโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ อันเป็นค่าแห่งการงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม สัญญาข้อ 9.4 จึงหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ยอมสละสิทธิเรียกร้องค่าแห่งการงานที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งหมดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าผลประโยชน์และค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฐ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายพรเทพ ชาญกิจการยนต์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1227/2564
#656666
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่าพื้นที่จอดรถ เป็นทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยที่ 1 จำเลยร่วมกันนำที่จอดรถให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหาประโยชน์เป็นของตนโดยทุจริตเป็นการยักยอกทรัพย์ คดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความกันได้ เจ้าของห้องชุดทุกคนในอาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายร่วมกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 และ 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสิบให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 (เดิม), 83, 90 จำเลยที่ 8 ถึงที่ 10 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 86 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 6,000 บาท ปรับจำเลยที่ 8 เป็นเงิน 4,000 บาท และให้จำคุกจำเลยที่ 9 และที่ 10 มีกำหนดคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 9 และที่ 10 ไว้คนละ 2 ปี หากจำเลยที่ 1 และที่ 8 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 จำเลยที่ 2 ที่ 9 และที่ 10 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้นางสาวทิพภานิดา ดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 47/98 ในอาคารชุดคาซ่า วีวา ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าว ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2553 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมการ ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 ถึงวันฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 6 เป็นผู้จัดการ และมีจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 8 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการ ภายในอาคารชุดคาซ่า วีวา มีที่จอดรถทั้งแบบส่วนบุคคลและที่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง ที่จอดรถหมายเลข 150 อยู่ชั้น 4 ของอาคารชุดเป็นทรัพย์ส่วนกลาง และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแล วันที่ 23 มกราคม 2555 จำเลยที่ 8 โดยจำเลยที่ 9 และที่ 10 ทำสัญญาให้บริษัทแฟกซ์ ไลท์ จำกัด เช่าที่จอดรถหมายเลข 150 เพื่อติดตั้งเสาสัญญาณโทรคมนาคมมีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ค่าเช่าเดือนละ 11,000 บาท และค่าบริการเดือนละ 5,500 บาท โดยจำเลยที่ 8 ทำหนังสือรับรองต่อท้ายสัญญาเช่าว่าจำเลยที่ 8 มีสิทธินำที่จอดรถดังกล่าวให้บริษัทแฟกซ์ ไลท์ จำกัด เช่าได้ เนื่องจากมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่จอดรถดังกล่าวกันแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบว่าพื้นที่จอดรถชั้น 4 หมายเลข 150 ของอาคารชุดคาซ่า วีวา เป็นทรัพย์ส่วนกลาง เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดจึงเป็นเจ้าของและมีสิทธิใช้สอยที่จอดรถดังกล่าวร่วมกัน ดังนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ร่วมกันนำที่จอดรถหมายเลข 150 ให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหาประโยชน์เป็นของตนโดยทุจริตเป็นการยักยอกทรัพย์ เจ้าของห้องชุดทุกคนในอาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายร่วมกันมีอำนาจร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสอง และข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนางสาวทิพภานิดาว่า จำเลยที่ 8 โดยจำเลยที่ 9 และที่ 10 นำพื้นที่จอดรถหมายเลข 150 ให้บริษัทแฟกซ์ ไลท์ จำกัด เช่าเพื่อติดตั้งเสาสัญญาณโทรคมนาคม มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 และบริษัทแฟกซ์ ไลท์ จำกัด ได้จ่ายค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2558 รวมเป็นเงิน 568,260 บาท ตามคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าบริษัทแฟกซ์ ไลท์ จำกัด ผู้เช่าได้เข้าไปครอบครองและดำเนินการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณโทรคมนาคมก่อนหรืออย่างช้าตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่าแล้ว จึงน่าเชื่อว่าเจ้าของและผู้ครอบครองห้องชุดในอาคารชุดคาซ่า วีวา ทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสองและนางสาวทิพภานิดา ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 5 ถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า พยานเคยเป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดคาซ่า วีวา และทราบการทำงานของนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวกับข้อมูลอื่น ๆ ดี จะต้องพบเห็นมีการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณโทรคมนาคมในพื้นที่จอดรถหมายเลข 150 และทราบว่ามีการนำพื้นที่จอดรถดังกล่าวให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหาประโยชน์โดยไม่ถูกต้อง มิฉะนั้นพยานคงไม่มอบหมายให้นายวิมล ทนายความและเป็นเจ้าของร่วมห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวด้วยไปดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ทรัพย์ส่วนกลางตามที่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 10 ถามค้าน แม้พยานจะอ้างว่า การที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายวิมลทำหนังสือขอให้ตรวจสอบการใช้ทรัพย์ส่วนกลางมิใช่เป็นการตรวจสอบเรื่องที่จอดรถ แต่ตามหนังสือที่มีไปถึงกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดคาซ่า วีวา มีข้อความระบุว่า นายวิมลผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 47/98 ได้ตรวจสอบการใช้ทรัพย์ส่วนกลางพบว่ามีการนำทรัพย์ส่วนกลางไปให้บุคคลอื่นใช้ และมีการก่อสร้างอันเป็นการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือปรับปรุงทรัพย์ส่วนกลางนอกจากที่กำหนดไว้ซึ่งหนังสือฉบับดังกล่าวลงวันที่ 2 มีนาคม 2555 เป็นเวลาภายหลังเริ่มต้นการเช่าที่จอดรถหมายเลข 150 ตามสัญญาเช่าเพียงครึ่งเดือนเศษเท่านั้น จึงเชื่อว่าการทำหนังสือขอให้ตรวจสอบการใช้ทรัพย์ส่วนกลางเป็นการขอให้ตรวจสอบการนำพื้นที่จอดรถให้บุคคลอื่นเช่านั่นเอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านางสาวทิพภานิดาและนายวิมลรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้อย่างช้าตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2555 แล้ว เมื่อนางสาวทิพภานิดาและนายวิมลซึ่งต่างก็เป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 มิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2555 ซึ่งถือว่าเป็นวันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด การที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 จึงต้องยกฟ้องโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฟังขึ้นกรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยดังกล่าวในสถานหนักอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 ถึงที่ 10 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 353
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายเบญจพล สาธิตสมิตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย จันทร์วิรัช
วิชิต ลีธรรมชโย
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2564
#666589
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ บริษัท อ. เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนตามความในมาตรา 1273/3 แห่ง ป.พ.พ. บริษัท อ. ย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยผลแห่งกฎหมาย และเป็นกรณีที่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 6 ว่าด้วยการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง มิใช่การเลิกบริษัทที่จะต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. แต่เมื่อกรณีบริษัทร้างมิใช่การเลิกบริษัทที่จะต้องมีการชำระบัญชี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท อ. โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัท อ. อย่างไรก็ตาม ตามคำฟ้อง นอกจากโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะส่วนตัวให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งการทำละเมิดด้วยการครอบครองและนำที่ดินพิพาทของโจทก์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกให้บุคคลภายนอกเช่าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วย ซึ่งหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะส่วนตัวต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งการทำละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดด้วยการครอบครองที่ดินพิพาทและนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่าโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยทั้งสามมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ครอบครอง แต่อ้างว่าการครอบครองอาศัยสิทธิของบริษัท อ. ส่วนการนำที่ดินพิพาทออกให้เช่ากระทำในฐานะตัวแทนบริษัท อ. จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อศาลวินิจฉัยว่า บริษัท อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิบริษัท อ. อีกต่อไปได้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นส่วนตัว

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 อำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 25 ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องขอให้บังคับขับไล่ รื้อถอนและเรียกค่าเสียหาย ซึ่งส่วนที่มีคำขอบังคับขับไล่และรื้อถอนเป็นหนี้กระทำการมิใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 (3) แต่ส่วนที่มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าเสียหายในส่วนที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย โจทก์จะต้องนำหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามมาตรา 27 และมาตรา 91 และโจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้เพียงใดย่อมเป็นไปตามกระบวนการในคดีล้มละลาย เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เข้าว่าคดีในส่วนนี้ การพิจารณาคดีส่วนนี้ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ต้องจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนนี้ออกจากสารบบความ สำหรับค่าเสียหายนับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เป็นหนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นหนี้ที่โจทก์ไม่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดส่วนนี้ได้ แต่โจทก์จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลุดพ้นจากการล้มละลายและต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาภายหลังพ้นจากการล้มละลายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 31,856,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 206,250 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจนแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13932 และโฉนดเลขที่ 13934 ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 270,000 บาท และอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบเพื่อเข้าว่าคดีในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่าเป็นเรื่องขอบังคับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าดำเนินคดีแทนจึงไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า บริษัท อ. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี บริษัท อ. เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2556 มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 และนางสาววรพนิต เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 นางสาวแสงทอง นำหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท อ. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 และสำเนาหนังสือรับรอง และรายงานการประชุม ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 13932 และโฉนดเลขที่ 13934 ให้แก่โจทก์ในราคา 33,000,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสามร่วมกันให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินพิพาทบางส่วนพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ บริษัท อ. เป็นบริษัทร้างซึ่งนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนตามความในมาตรา 1273/3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บริษัท อ. ย่อมสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยผลแห่งกฎหมาย และเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 6 ว่าด้วยการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้างมิใช่การเลิกบริษัทที่จะต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. ก็ตาม แต่เมื่อกรณีบริษัทร้างมิใช่การเลิกบริษัทที่จะต้องมีการชำระบัญชี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท อ. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัท อ. อย่างไรก็ตาม ตามคำฟ้องโจทก์นั้น นอกจากโจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะส่วนตัวให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งการทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการครอบครองและนำที่ดินพิพาทของโจทก์พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกให้บุคคลภายนอกเช่าโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ด้วย ซึ่งหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะส่วนตัวต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในผลแห่งการทำละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามและพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อรับฟังได้ว่า บริษัท อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์และคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดและต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดด้วยการครอบครองที่ดินพิพาทและนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่าโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยทั้งสามมิได้ปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสามมิได้ครอบครองที่ดินพิพาท แต่อ้างว่าการครอบครองที่ดินพิพาทกระทำโดยอาศัยสิทธิของบริษัท อ. ส่วนการนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัท อ. จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าบริษัท อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่อาจอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิบริษัท อ. อีกต่อไปได้ เช่นนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นส่วนตัว ข้อที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเพื่อนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าแก่บุคคลภายนอกเป็นการกระทำในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัท อ. นั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าในนามบริษัท อ. การกระทำในส่วนนี้จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ประเด็นว่าการนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสามยังร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากการนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลภายนอกเช่าดังได้วินิจฉัยข้างต้น จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งการกระทำละเมิดส่วนนี้ ซึ่งค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้ทรัพย์สินก่อนฟ้องเดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมเป็นเงิน 270,000 บาท และค่าขาดประโยชน์หลังฟ้องอีกเดือนละ 30,000 บาท เรื่อยไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา แต่สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 อำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 25 คำฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องขอให้บังคับขับไล่ รื้อถอนและเรียกค่าเสียหาย ซึ่งส่วนที่มีคำขอบังคับขับไล่และรื้อถอนเป็นหนี้กระทำการมิใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) แต่ฟ้องโจทก์ส่วนที่มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าเสียหายในส่วนที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 อันเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลาย โจทก์จะต้องนำหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 และโจทก์จะได้รับชำระหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้เพียงใดย่อมเป็นไปตามกระบวนการในคดีล้มละลาย เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เข้าว่าคดีในส่วนนี้ การพิจารณาคดีส่วนนี้ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนนี้ออกจากสารบบความ สำหรับค่าเสียหายนับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เป็นหนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นหนี้ที่โจทก์ไม่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดส่วนนี้ได้ แต่โจทก์จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้ได้เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลุดพ้นจากการล้มละลายและต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาภายหลังพ้นจากการล้มละลายเท่านั้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13932 และโฉนดเลขที่ 13934 ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าขาดประโยชน์ 270,000 บาท และอีกเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนความรับผิดค่าเสียหายในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 ออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1273/3
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 25 ม. 27 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางอัญชลี กิจธนไพบูลย์ ทัพทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายยิ่งศักดิ์ โอฬารกุล
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2564
#660817
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อคู่มือพนักงานจำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็นพนักงานประจำสำนักงานและพนักงานด้านการปฏิบัติการ โดยกำหนดให้พนักงานด้านการปฏิบัติการต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกิน 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์โดยคิดจากการที่โจทก์ไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติโดยคำนวณตามผลงาน แม้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในกรณีโจทก์เจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง แต่เป็นสิทธิของลูกจ้างตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะจึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน

การที่คู่มือพนักงานกำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าล่วงเวลา 637,378.56 บาท และค่าชดเชย 157,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว กับจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 9 โจทก์ขอสละประเด็นเรื่องค่าล่วงเวลา และขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานภาค 9 อนุญาต

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 205,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 12 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ในส่วนการกำหนดค่าชดเชย โดยให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนการทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งของโจทก์ย้อนหลังไปหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากวันที่ถูกเลิกจ้างดังกล่าว แล้วให้พิจารณาพิพากษาในส่วนค่าชดเชยใหม่ ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9

ศาลแรงงานภาค 9 พิจารณาฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 83,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากยอดเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 12 มกราคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยเป็นสาขาหนึ่งของจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ จำเลยที่ 1 มีคู่มือพนักงานโจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานตามตำแหน่งและลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายตามตารางที่กำหนด โดยทำงานบนแท่นขุดเจาะ 23 วัน กลับขึ้นพักบนฝั่ง 14 วัน และทำงานที่สำนักงานบนฝั่ง 5 วัน ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนพื้นฐานเดือนละ 14,637 บาท และเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ (Offshore Bonus หรือ Field Bonus) เป็นรายวัน วันละ 1,140 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่ลูกจ้างที่ไปทำงานบนแทนขุดเจาะเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะได้รับเงินส่วนนี้ไม่เท่ากันทุกเดือน กำหนดจ่ายเงินทั้งสองประเภทเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์พร้อมกันในทุกวันที่ 25 ของเดือน จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุว่า "มีความจำเป็นต้องลดจำนวนบุคลากร" แล้วศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่า ปี 2557 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกลดลงเป็นผลทำให้ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกรวมทั้งในอ่าวไทยต้องชะลอหรือหยุดการผลิตขุดเจาะซึ่งรวมถึงลูกค้าของจำเลยที่ 1 ส่งผลกระทบทำให้จำเลยที่ 1 มีปริมาณงานลดน้อยลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จำเลยที่ 1 ไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การทำงานบนแท่นขุดเจาะของโจทก์เป็นการทำงานตามปกติทั่วไป การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่โจทก์เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานปกติของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมารวมคำนวณค่าชดเชยเพิ่มให้แก่โจทก์ โดยนำเงินเพิ่มพิเศษที่โจทก์ได้รับเป็นรายวันมาคิดค่าเฉลี่ยเป็นรายเดือน โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เงินเพิ่มพิเศษเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ต้องออกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกจากชายฝั่ง อันมีลักษณะเป็นการจ่ายตามผลงานที่ทำในหน้าที่ เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติจึงเป็นค่าจ้างที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยด้วย แต่ศาลแรงงานภาค 9 ยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับเงินเพิ่มพิเศษของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายเท่าใด จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า โจทก์ได้รับเงินเพิ่มพิเศษของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายรวมเป็นเงิน 83,220 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า เงินเพิ่มพิเศษ (Offshore Bonus) เป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า "เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ค่าจ้างจึงต้องเป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อจากคู่มือพนักงาน บทที่ 2 ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปเกี่ยวกับการว่าจ้าง จำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็น พนักงานประจำสำนักงาน ได้แก่ พนักงานซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเป็นการประจำ และพนักงานด้านการปฏิบัติการ ได้แก่ พนักงานซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติการ งานปิโตรเลียมและก๊าซ ในโรงซ่อมบำรุงและในห้องทดลอง และบทที่ 3 วันทำงานปกติและเวลาทำงานปกติ จำเลยที่ 1 กำหนดวันทำงานและเวลาทำงานของพนักงานด้านปฏิบัติการในการทำงานในพื้นที่ภาคสนาม โดยต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกินรอบละ 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์ที่ต้องทำงานปกติตามตารางที่กำหนด แบ่งเป็นทำงานบนแท่นขุดเจาะ 23 วัน กลับขึ้นมาพักบนฝั่ง 14 วัน และทำงานที่สำนักงานบนฝั่ง 5 วัน แสดงให้เห็นว่า การทำงานบนแท่นขุดเจาะเป็นการทำงานตามปกติตามตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ (Offshore Bonus) เพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์ โดยคิดจากการที่โจทก์ไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ โดยคำนวณตามผลงานจากจำนวนวันที่โจทก์ทำงานอยู่บนแท่นขุดเจาะในแต่ละรอบตามตารางที่กำหนด ทั้งการที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในกรณีโจทก์เจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง ก็สอดคล้องกับความหมายของคำว่าค่าจ้าง ที่ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งการเจ็บป่วยนี้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แม้โจทก์จะเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่งก็ตาม เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะ (Offshore Bonus) จึงเป็นค่าจ้างตามผลงาน การที่คู่มือพนักงาน ข้อ 5.1 ค) กำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษอื่น ๆ ที่มิใช้เงินเดือน ตามข้อ 5.1 ก) และเงินโบนัสเดือนที่ 13 ตามข้อ 5.1 ข) ถือเป็นสิทธิประโยชน์อื่น ๆ และไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเป็นค่าจ้างที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์ได้รับเงินเพิ่มพิเศษ (Offshore Bonus) ในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายก่อนถูกเลิกจ้างเป็นเงินจำนวนเท่าใด แล้วให้ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาคดีในส่วนจำนวนเงินดังกล่าวใหม่นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 32 ม. 57 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายเอนกชัย อารยะญาณ
- นายอนุวัตร ขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สมศักดิ์ ขวัญแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2564
#648278
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ปรากฏว่า ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ เอกสารท้ายฎีกาของจำเลย เป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย ถึง ม. ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่เกิดเหตุ เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 โจทก์ได้รับสำเนาฎีกาพร้อมเอกสารดังกล่าว มิได้โต้แย้ง จึงรับฟังหลักฐานได้ว่า สถานที่ประกอบกิจการของ ม. ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จเรียบร้อย ซึ่งตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวกำหนดให้ได้รับยกเว้นโทษทางอาญา ถือว่าเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังยกเว้นโทษให้ผู้กระทำความผิด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 4, 15, 59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยชำระค่าปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษปรับ 6,666.66 บาท และปรับอีกวันละ 1,333.33 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 21 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นฟ้องนายมานิตย์ และจำเลยเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2418/2561 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าจำเลยร่วมประกอบธุรกิจโรงแรมกับนายมานิตย์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุน พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 แต่ปรากฏตามสำนวนว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภทคำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป มีใจความสรุปว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัว เกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ลดความขัดแย้งในชุมชนและจัดให้กิจการที่อยู่นอกระบบ เข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบริหารจัดการที่ดีและมีการตรวจสอบควบคุมโดยรัฐ ตามหลักการดังกล่าวนี้ปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชนตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยมาให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากโดยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้องตามกฎหมายซึ่งควรให้โอกาสดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นเดียวกับที่เคยมีกฎหมายผ่อนผันในเรื่องอื่นไว้ทำนองเดียวกันแล้ว อันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัย ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวแล้ว ประกอบกับตามเอกสารท้ายฎีกาของจำเลย เป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายที่มีไปถึงนายมานิตย์ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่เกิดเหตุ ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาฎีกาพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้ว มิได้โต้แย้งความถูกต้อง จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นหลักฐานได้ว่า นายมานิตย์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการปรับปรุงอาคารที่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งต่อนายมานิตย์ว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารซึ่งเป็นอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยสถานที่ประกอบกิจการโรงแรมของนายมานิตย์ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่า สถานที่ประกอบกิจการของนายมานิตย์ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จเรียบร้อย ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ซึ่งการแก้ไขอาคารแล้วเสร็จเรียบร้อยตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วได้รับยกเว้นโทษทางอาญา สำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ต้องถือว่าเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังยกเว้นโทษให้ผู้กระทำความผิด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (7) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ รวมทั้งไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ป.วิ.อ. ม. 39 (7)
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นางสาวภรณี รักชาติ จิตรวิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2564
#657569
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 เป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นคือ ในระยะเวลาต่อเนื่องที่ตนยังมีโทสะอยู่

เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และ ท. ทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับบ้าน เชื่อว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 เดินกลับบ้านและก่อนที่จำเลยที่ 2 จะออกจากบ้านไปร้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 สามารถระงับสติอารมณ์ทำให้โทสะหมดสิ้นไปแล้วและกลับมามีสติสัมปชัญญะดีเหมือนเดิม การที่จำเลยที่ 1 ตามจำเลยที่ 2 ไปร้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 2 พูดสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจำเลยที่ 1 จากโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 1 มีท่าทางเกรี้ยวกราดมากขึ้นและชี้หน้าพร้อมพูดว่า กูรู้ว่าใครร้องเรียน แล้วทำท่าทางลักษณะคล้ายล้วงอาวุธปืนออกมาจากกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล เชื่อได้ว่าเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของจำเลยที่ 1 ในทันที หาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยที่ 1 ยังมีโทสะอยู่ไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ากระทำโดยบันดาลโทสะไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมที่ 1 แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมภพ ผู้เสียหาย และนายทรงวุฒิ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนมีทะเบียนที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต รัฐเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 6 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ทางนำสืบจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยที่ 1 บรรเทาความเสียหายโดยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 500,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ คงจำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 2 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบอาวุธปืนและชิ้นส่วนกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 2 เดือน ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายทรงวุฒิเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายทรงวุฒิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 โต้เถียงกัน แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 กับนายทรงวุฒิ ร่วมกันทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าผากและจมูก หลังจากนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 กับนายทรงวุฒิ เดินกลับไปร้านของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 1 เดินกลับไปบ้านของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 เดินไปบริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุเพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจำเลยที่ 1 จากโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 1 เดินตามไป เมื่อจำเลยที่ 2 เดินเข้าไปใกล้ประตูร้านที่เกิดเหตุและพูดกับโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 1 เดินตามเข้าไปใกล้จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมที่ 1 หลายนัด กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 บริเวณลำตัวและทรวงอกด้านซ้าย เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบ จำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนีไป การกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตสำหรับจำเลยที่ 1 และคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะและโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือไม่ เห็นว่า การกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 เป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นคือ ในระยะเวลาต่อเนื่องที่ตนยังมีโทสะอยู่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 และนายทรงวุฒิทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับบ้าน ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตอนแรกจำเลยที่ 1 ไม่คิดว่าจะไปร้านที่เกิดเหตุอีก แต่เหตุที่ไปร้านที่เกิดเหตุเพราะเป็นห่วงจำเลยที่ 2 ซึ่งเดินไปร้านที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 ทราบว่าขณะทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ร่วมที่ 1 มีอาวุธปืนและเหล็ก พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเชื่อว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 เดินกลับบ้านและก่อนที่จำเลยที่ 2 จะออกจากบ้านไปร้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 สามารถระงับสติอารมณ์ทำให้โทสะหมดสิ้นไปแล้วและกลับมามีสติสัมปชัญญะดีเหมือนเดิม การที่จำเลยที่ 1 ตามจำเลยที่ 2 ไปร้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 2 พูดสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจำเลยที่ 1 จากโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว โดยจำเลยที่ 1 เบิกความถึงเหตุที่ยิงโจทก์ร่วมเนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 มีท่าทางเกรี้ยวกราดมากขึ้นและชี้หน้าพร้อมพูดว่า กูรู้ว่าใครร้องเรียน แล้วทำท่าทางลักษณะคล้ายล้วงอาวุธปืนออกมาจากกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล จึงเชื่อได้ว่าเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของจำเลยที่ 1 ในทันที หาใช่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกับที่จำเลยที่ 1 ยังมีโทสะอยู่ไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ากระทำโดยบันดาลโทสะไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วมที่ 1 แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และเมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปที่ร้านที่เกิดเหตุแล้วใช้อาวุธปืนของกลางซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงโจทก์ร่วมที่ 1 หลายนัด จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส นับเป็นเรื่องร้ายแรง และแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 แจ้งเหตุคดีนี้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ มอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น มีภาระต้องเลี้ยงดูมารดา และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวัชรพล หมายสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1194/2564
#664215
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงเป็นการขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยในข้อหาความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาง ก. ผู้เสียหายที่ 2 และเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ช. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 14 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 28 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 40 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนางสาว ช. กับนาย ว. เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ขณะเกิดเหตุอายุ 4 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนาง ก. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นยาย ซึ่งอยู่ติดกับบ้านจำเลย ผู้เสียหายที่ 2 เลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่อายุได้ 17 วัน เนื่องจากมารดาไปรับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นที่บ้านของจำเลยเป็นประจำ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุครั้งหลังนั้น ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเล่นที่บ้านของจำเลยอีกเช่นเคย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า หากผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความแล้ว ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 น่าจะพบร่องรอยการฉีกขาดของเยื่อพรหมจารี หรือหลักฐานที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือหลักฐานอย่างอื่นที่บ่งบอกว่าผ่านการถูกล่วงเกินทางเพศปรากฏอยู่บ้าง นอกจากนั้นแม้มีการตรวจพบรอยแดงที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แต่รอยแดงดังกล่าวก็ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าเกิดจากการกระทำของจำเลยหรือไม่ หากผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยนอนทับผู้เสียหายที่ 1 อยู่บนเตียงนอนตามที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความ ผู้เสียหายที่ 2 ก็น่าที่จะส่งเสียงโวยวาย ขอความช่วยเหลือและบอกให้ภริยาของจำเลยทราบเรื่องในขณะนั้น แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ร้องขอความช่วยเหลือและบอกให้ภริยาของจำเลยทราบเพื่อให้มารู้เห็นเหตุการณ์ในทันทีแต่อย่างใด จึงเป็นข้อพิรุธ ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่าในวันเกิดเหตุนั้นได้นั่งคุยอยู่กับภริยาของจำเลยและเพื่อนบ้านอีกหลายคน ซึ่งจำเลยเองได้อ้างบุคคลเหล่านั้นมาเบิกความเป็นพยานอันได้แก่ นาง ล. นางสาว อ. นาง ศ. และนางสาว ท. ซึ่งพยานเหล่านี้ก็ล้วนยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ เห็นจำเลยนั่งและนอนเล่นอยู่บนเตียงไม่ได้ลุกออกไปไหน ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ก็เล่นอยู่ข้างเตียงของจำเลย โดยหลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 เรียกให้ผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้านพร้อมกันโดยผู้เสียหายที่ 1 วิ่งนำหน้า ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ถือลูกโป่งเดินตามหลัง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนการกระทำความผิดในวันเกิดเหตุครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุนว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องที่จะลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงเป็นการขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามแม้ถือว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยดังได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยในข้อหาความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง และยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำละเมิดผู้ร้องทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำขอส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาง ก. กับพวก
จำเลย — ร้อยตรี ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายวิโรจน์ รูปสมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา