คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2564
#649842
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ยึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึด เป็นกรณีโจทก์ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคสาม หาใช่กรณีที่จะกระทำได้โดยมีคำสั่งอายัดก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกคำสั่งอายัดก่อน เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยแล้วจึงให้ยึดเพื่อขายทอดตลาดต่อไปนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 50480 และ 50481 ตามที่โจทก์ขอให้ยึด กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกคำสั่งอายัดก่อน เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยแล้วจึงให้ยึดเพื่อขายทอดตลาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 50480 และ 50481 เป็นของผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสระบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2556 ว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นบุตรของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ โดยจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากนางยุวรี แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้คัดค้านจึงเป็นตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยซึ่งเป็นตัวการ จึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยมีชื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าของในทะเบียน ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านกับจำเลยตกลงกันได้และจำเลยไม่ประสงค์ที่จะบังคับคดีต่อผู้คัดค้านอีกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอสละสิทธิในการบังคับคดีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2556 ของศาลจังหวัดสระบุรี เป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ในคดีนี้แล้ว ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสระบุรีอย่างไร ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยและผู้คัดค้านดังกล่าวน่าเชื่อว่า การสละสิทธิในการบังคับคดีเกิดจากการสมยอมกันเพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินให้พ้นจากการบังคับคดีของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกคำสั่งอายัดก่อน เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยแล้วจึงให้ยึดเพื่อขายทอดตลาดต่อไปนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทมีชื่อนางสาวนิตยา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาให้นางสาวนิตยาผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลย ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสระบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2556 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้อ้างว่าจำเลยไม่ใช่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท คำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์สินที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึด โจทก์จึงใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม หาใช่กรณีที่จะกระทำได้โดยมีคำสั่งอายัดก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252 ม. 298 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
ผู้คัดค้าน — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยา พวงจันทร์แดง
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184/2564
#680200
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ภายหลังเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเปิดทำการแล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 10 ได้บัญญัติว่า "เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา" จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ศาลชั้นต้นอื่นจะรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาและพิพากษามิได้ การที่ศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว และกรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมอันศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) จะใช้ดุลพินิจรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาได้ และศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจคดีนี้ ไม่อาจโอนคดีไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องของการโอนคดีไว้ ทั้งการที่ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 11 ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่อาจนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11, 13 มาปรับใช้แก่คดีได้ เนื่องจากตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติไว้ว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "ศาล" หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหารหรือศาลอื่น เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ต่างเป็นศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่เรื่องระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันจะนำมาปรับใช้กับคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายสั่งหักเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาของศาลในอัตราร้อยละ 60 และนำส่งเงินที่หักนั้นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 8,175,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับจำเลยทั้งสองคนละ 4,087,500 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหักเงินค่าปรับอัตราร้อยละ 60 ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาให้ยกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไป และให้คืนคำฟ้องให้โจทก์ไปดำเนินการตามที่บทกฎหมายบัญญัติไว้

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง เพราะศาลอาญารับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องถือได้ว่าศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสาม หากศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลอาญารับคดีไว้พิจารณาพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ศาลอาญาชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเทียบเคียงปรับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11 และ 13 นั้น เห็นว่า มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ศ.2559 โดยให้เปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ภายหลังเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเปิดทำการแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 10 ได้บัญญัติว่า "เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา" ดังนั้น จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ศาลชั้นต้นอื่นจะรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาและพิพากษามิได้ การที่ศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว และกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมอันศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) จะใช้ดุลพินิจรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาได้ และศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขตอำนาจคดีนี้ ไม่อาจโอนคดีไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องของการโอนคดีไว้ ทั้งต่อมาเมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ ก็ได้ส่งปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 11 ประธานศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ให้เทียบเคียงปรับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10, 11, 13 นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติไว้ว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "ศาล" หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหารหรือศาลอื่น เช่นนี้ เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ต่างเป็นศาลยุติธรรม กรณีจึงมิใช่เรื่องระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันจะนำมาปรับใช้กับคดีนี้ดังที่โจทก์อ้างได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันฟ้องและให้คืนฟ้องโจทก์ไปดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 10 ม. 11
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 10 ม. 11 ม. 13
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2564
#657208
เปิดฉบับเต็ม

การกักตัวคนต่างด้าวตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่อยู่ในความหมายบทนิยาม "คุมขัง" ตาม ป.อ. มาตรา 1 (12) โดยที่ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกักตัวคนต่างด้าวไว้ ณ สถานที่ใดตามที่เห็นเหมาะสม แต่การที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่มีห้องกักตัวที่เหมาะสมเป็นของตัวเอง แล้วนำผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวไปกักตัวไว้ในห้องคุมตัวหรือควบคุมผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาของสถานีตำรวจ จึงมิใช่เป็นการกักตัวผู้ร้องไว้ ณ สถานที่เหมาะสม และกรณีมีเหตุจำเป็นต้องกักตัวผู้ร้องไว้เกินกำหนดเจ็ดวัน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวต่อไปอีก เป็นการไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคสอง การกักตัวผู้ร้องไว้ในห้องคุมตัวหรือควบคุมผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาของสถานีตำรวจดังกล่าว จึงเป็นการคุมขังในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ร้อง

พนักงานสอบสวนแถลงคัดค้านว่า พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งจากตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ว่า ไม่มีห้องกักตัวจึงขอส่งตัวผู้ร้องให้สถานีตำรวจภูธรกมลาไสยคุมขัง การควบคุมตัวผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหา (ผู้ร้อง) เข้ามาในราชอาณาจักรมาก่อน อีกทั้งคดีนี้ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ร้องให้การปฏิเสธ เมื่อผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่า การคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา (ผู้ร้อง) ในคดีหมายเลขดำที่ ผ.175/2562 ไปทันที

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 กักตัวผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวในสถานที่คุมขังของสถานีตำรวจหลังจากพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องผัดฟ้องและฝากขังและศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวน เป็นการคุมขังผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 54 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้

ถ้ามีกรณีต้องสอบสวนเพื่อส่งตัวกลับตามวรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา 19 และมาตรา 20 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่มีคำสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ในระหว่างรอการส่งกลับ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุญาตให้ไปพักอาศัยอยู่ ณ ที่ใด โดยคนต่างด้าวผู้นั้นต้องมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด โดยต้องมีประกัน หรือมีทั้งประกันและหลักประกันก็ได้ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นไว้ ณ สถานที่ใดเป็นเวลานานเท่าใดตามความจำเป็นก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการกักตัวนี้ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเป็นผู้เสีย

บทบัญญัติในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรก่อนวันที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พุทธศักราช 2480 ใช้บังคับ"

กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งตัวคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ตามบัญญัติมาตรา 54 วรรคหนึ่งนั้น หมายถึง คดีหรือข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า คนต่างด้าวผู้นั้นเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตนั้นสิ้นสุดลงหรือถูกเพิกถอนแล้ว ส่วนกรณีของผู้ร้องถูกจับและควบคุมตัวในความผิดฐานเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 เวลา 21.36 นาฬิกา ชั้นสอบสวนผู้ร้องให้การปฏิเสธและการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อควบคุมตัวผู้ร้องจะครบสี่สิบแปดชั่วโมงวันที่ 30 เมษายน 2562 พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ร้องมาผัดฟ้องและฝากขังต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องผัดฟ้องและฝากขังครั้งที่ 1 คดีหมายเลขดำที่ ผ.175/2562 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กรณีของผู้ร้องจึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ต้องสอบสวนเพื่อส่งตัวกลับตามมาตรา 54 วรรคสอง มิใช่กรณีที่มีคำสั่งให้ส่งตัวคนต่างด้าวกลับตามมาตรา 54 วรรคสาม จึงต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 19 และมาตรา 20 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 20 บัญญัติว่า "ในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กักตัวคนต่างด้าวผู้ใดไว้ตามมาตรา 19 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นได้เท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี แต่ห้ามมิให้กักตัวไว้เกินสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกกักตัวมาถึงที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นจะยืดเวลาเกินสี่สิบแปดชั่วโมงก็ได้ แต่มิให้เกินเจ็ดวันและให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกเหตุจำเป็นที่ต้องยืดเวลาไว้ให้ปรากฏด้วย

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องกักตัวคนต่างด้าวผู้ใดไว้เกินกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวผู้นั้นไว้ต่อไปอีกได้ และศาลอาจสั่งให้มีอำนาจกักตัวไว้เท่าที่จำเป็นครั้งละไม่เกินสิบสองวัน แต่ถ้าศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ปล่อยตัวไปชั่วคราวโดยเรียกประกัน หรือเรียกทั้งประกันและหลักประกันก็ได้"

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า อำนาจของผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกักตัวผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นคนละกรณีกับอำนาจศาลในการควบคุมตัวผู้ร้องในฐานะผู้ต้องหาซึ่งถูกดำเนินคดีอาญาตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำตัวผู้ร้องมาผัดฟ้องและฝากขังในระหว่างสอบสวน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ร้องในระหว่างสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาดังกล่าว ก็เป็นคนละกรณีกับอำนาจในการกักตัวคนต่างด้าว ของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่หากมีเหตุจำเป็นต้องกักตัวคนต่างด้าวเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวไว้อีกต่อไปได้ และศาลอาจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ตามมาตรา 20 วรรคสอง แม้ตามคำร้องผัดฟ้องและฝากขังของผู้คัดค้านที่ 1 จะมีคำขอว่าหากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ขอให้แจ้งผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อรับตัวผู้ร้องไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 54 ก็ตาม แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาในการไต่สวนคำร้องผัดฟ้องและฝากขัง ศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำสั่งตามคำขอดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าว ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีอำนาจกักตัวคนต่างด้าวต่อไปได้ตามมาตรา 20 วรรคสอง เมื่อคดีของผู้ร้องยังอยู่ในระหว่างสอบสวนเพื่อส่งตัวกลับ แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่เคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีอำนาจกักตัวผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวต่อไปอีกได้ตามมาตรา 20 วรรคสอง ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องกักตัวคนต่างด้าวไว้เกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง และการกักตัวคนต่างด้าวตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก็ไม่อยู่ในความหมายบทนิยาม "คุมขัง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (12) กล่าวคือ คุมตัว ควบคุม ขัง กักขัง หรือจำคุก ด้วย โดยพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกักตัวคนต่างด้าวไว้ ณ สถานที่ใดตามที่เห็นเหมาะสม เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ แต่การที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่มีห้องกักตัวที่เหมาะสมเป็นของตัวเอง แล้วนำผู้ร้องไปกักตัวไว้ในห้องคุมตัวหรือควบคุมผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาของสถานีตำรวจภูธรกมลาไสยชั่วคราวนั้น จึงมิใช่เป็นการกักตัวผู้ร้องไว้ ณ สถานที่เหมาะสม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง รวมทั้งการคุมขังผู้ร้องไว้ในห้องควบคุมของสถานีตำรวจดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 เป็นระยะเวลา 14 วัน โดยมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคสอง จึงเป็นการคุมขังในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2542 ที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยมติที่ประชุมใหญ่พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (12)
ป.วิ.อ. ม. 90
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 19 ม. 20 ม. 54
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ม.
ผู้คัดค้าน — พันตำรวจเอก ร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสรินทิพย ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2564
#648652
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาและคำสั่งชี้แจงของศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อสงสัยในการบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และ ไวกิ้ง จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าที่มีรูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และ ไวกิ้ง ส่วนเหตุที่ศาลไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค199455 ด้วยนั้น เป็นเพียงเพราะโจทก์นำคดีในส่วนนี้มาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้มีการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาในส่วนนี้ว่า ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า เรือใบไวกิ้ง กับสินค้าของจำเลยทั้งสาม จึงรวมไปถึงการให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค199455 ด้วย อันถือได้ว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยทั้งสามทราบคำบังคับดังกล่าวแล้ว และได้ความจากคำขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยทั้งสามของโจทก์ประกอบคำแถลงของจำเลยทั้งสามในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามยังคงใช้เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค199455 อยู่ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ และไม่มีวิธีการบังคับอื่นใดที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้บังคับได้ จึงเป็นการชอบที่ศาลจะมีคำสั่งจับกุม กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และจำเลยที่ 3 ได้ ตามคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง เครื่องหมายการค้าคำว่า "VIKING SHIP" "เรือใบไวกิ้ง" และ "ไวกิ้ง" ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค232978 ค295662 และ ค302676 ให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742469, 742470, 743287, 743288, 748513 ถึง 748515, 748622, 748623 และ 753620 ถึง 753623 ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า "เรือใบไวกิ้ง" กับสินค้าของจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างละ 1 ฉบับ โดยแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าธุรกิจของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค199455 นั้น ให้ยกคำขอ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2561 ให้จับกุมจำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์ โดยออกหมายจับนายเสริมศักดิ์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 และนายประวิทย์ จำเลยที่ 3 เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับ

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะประเด็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้เพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสามเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบหรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้เพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสามเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง เครื่องหมายการค้าคำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และ ไวกิ้ง ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค232978 ค295662 และ ค302676 ให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742469, 742470, 743287, 743288, 748513 ถึง 748515, 748622, 748623 และ 753620 ถึง 753623 ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า เรือใบไวกิ้ง กับสินค้าของจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างละ 1 ฉบับ โดยแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าธุรกิจของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค199455 นั้นให้ยกคำขอ โดยคำพิพากษาฉบับดังกล่าวได้วินิจฉัยในข้อสาระสำคัญของประเด็นแห่งคดีในส่วนนี้ว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า เรือใบไวกิ้ง ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค199455 ของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ฟ้องคดีในส่วนนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว แม้โจทก์จะมีสิทธิดีกว่าก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งออกหมายจับตามคำขอของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่ออธิบายข้อสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสามใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นการแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า เรือใบไวกิ้ง กับสินค้าของจำเลยทั้งสาม และศาลฎีกาพิพากษายืน การบังคับคดีจึงต้องเป็นไปตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางบังคับคดีได้ โดยกรณีที่จำเลยทั้งสามยังมีทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค199455 นั้น เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำไม่สุจริต จำเลยทั้งสามย่อมไม่อาจอ้างเป็นเหตุที่จะไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าว ดังนี้ ถือได้ว่า เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาและคำสั่งชี้แจงของศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อสงสัยในการบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และ ไวกิ้ง จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าที่มีรูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และ ไวกิ้ง เมื่อปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสามตามทะเบียนเลขที่ ค199455 มีทั้งภาคส่วนที่เป็นรูปเรือใบไวกิ้ง และคำว่า เรือไวกิ้ง อยู่ในเครื่องหมาย จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสามดังกล่าวศาลไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอน จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า เหตุที่ศาลไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค199455 เป็นเพียงเพราะโจทก์นำคดีในส่วนนี้มาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้มีการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น ที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาในส่วนนี้ว่า ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง และเครื่องหมายการค้าคำว่า เรือใบไวกิ้ง กับสินค้าของจำเลยทั้งสาม จึงรวมไปถึงการให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค199455 ด้วย อันถือได้ว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยทั้งสามทราบคำบังคับดังกล่าวแล้ว และได้ความจากคำขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยทั้งสามของโจทก์ประกอบคำแถลงของจำเลยทั้งสามในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามยังคงใช้เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค199455 อยู่ กรณีจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ และไม่มีวิธีการบังคับอื่นใดที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้บังคับได้ จึงเป็นการชอบที่ศาลจะมีคำสั่งจับกุมนายเสริมศักดิ์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และจำเลยที่ 3 ได้ตามคำขอของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 361 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 361
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ย.
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1151 -ที่ 1153/2564
#664232
เปิดฉบับเต็ม

การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 26 ครั้ง แม้มีความมุ่งหมายเดียวคือเพื่อลักเอาเงินของโจทก์ร่วมไปจากบัญชี แต่เนื่องจากเงินในบัญชีมีจำนวนมาก ไม่อาจลักเอาไปเสียทีเดียวในครั้งเดียวได้ และการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 26 ครั้ง ได้กระทำต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่กัน มิได้กระทำต่อเนื่องกัน ทั้งยังมีโอกาสที่จะยับยั้งในแต่ละครั้งได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียก โจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า โจทก์ร่วม เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นใจความขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 269/5, 269/7, 334, 335 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 11,880,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายชุย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ฐานลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืน จำคุก 2 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและฐานลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 8 ปี ทางนำสืบจำเลยที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ กับฐานร่วมกันลักทรัพย์ (เงินสด) ฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 26 กระทง เป็นจำคุกคนละ 52 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ประกอบกับโจทก์ร่วมได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) ฯ คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ คงจำคุกคนละ 34 ปี 8 เดือน (ที่ถูก 26 ปี 104 เดือน) แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นคนสัญชาติจีนได้ประกอบธุรกิจโดยเปิดบริษัทอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. สมุทรปราการ และขอใช้บัตรเดบิต เพื่อใช้เบิกถอนเงินรวมทั้งใช้โอนเงินและใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนการชำระด้วยเงินสด ในการประกอบธุรกิจโจทก์ร่วมมีนายธนะสิทธิ์ เป็นล่ามและผู้ช่วยดูแลธุรกิจ นางสาวกรวรรณ เป็นลูกจ้าง โจทก์ร่วมมอบหมายให้คนทั้งสองใช้บัตรเดบิตดังกล่าวในการเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมโดยนางสาวกรวรรณเป็นผู้เก็บรักษาบัตรไว้ จำเลยที่ 4 บุตรนางสาวกรวรรณเพิ่งมาทำงานกับโจทก์ร่วมเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2559 ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมารดาและขับรถให้โจทก์ร่วม อัตราเงินเดือน 15,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากันและประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ขายวัสดุก่อสร้าง และยังมีกิจการร้านทำเล็บชื่อร้านชิคเนล จำเลยที่ 3 เป็นคนรักของจำเลยที่ 4 และมาพักกับจำเลยที่ 4 ที่บริษัทโจทก์ร่วมหลายครั้ง จำเลยที่ 3 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และได้ชักชวนให้คนทั้งสองมาพูดคุยกับโจทก์ร่วมเพื่อจะได้ร่วมทำธุรกิจด้วยกัน จำเลยที่ 3 เปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ก. เชียงใหม่ และขอใช้บัตรเดบิต เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาที่บริษัทโจทก์ร่วมเพื่อชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนทำธุรกิจด้วยกัน ในการพูดคุยกับโจทก์ร่วมนั้นยังมีจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 นายธนะสิทธิ์ และนางสาวกรวรรณร่วมอยู่ในที่ประชุมด้วย วันดังกล่าวโจทก์ร่วมยังไม่ตกลงที่จะร่วมทุนด้วย หลังจากนั้นก็ไม่มีการประชุมพูดคุยระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์ร่วมอีก จนกระทั่งต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มารับบัตรเดบิตของโจทก์ร่วมจากจำเลยที่ 4 โดยมีจำเลยที่ 3 อยู่ด้วย แต่โจทก์ร่วมมิได้อยู่ด้วย เมื่อรับบัตรเดบิตของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากบริษัทโจทก์ร่วมไปใช้บัตรดังกล่าวเบิกถอนเงินและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ทันที หลังจากนั้นต่อมาอีก 11 วัน ต่อเนื่องกันทุกวัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้บัตรเบิกถอนเงินบ้าง โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 บ้าง บางวันใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่องชำระอัตโนมัติที่ร้านชิคเนลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 บ้าง โดยเป็นการเบิกถอนเงิน 103 ครั้ง โอนเงินเข้าบัญชี 13 ครั้ง และชำระค่าสินค้า 2 ครั้ง รวมเป็นเงินที่ออกจากบัญชีของโจทก์ร่วมทั้งสิ้น 11,880,000 บาท คงเหลือเงินในบัญชีเพียง 4,836.30 บาท ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ร่วมไม่ทราบเรื่องการใช้บัตรเดบิตเช่นนั้นเลย จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2559 โจทก์ร่วมสั่งให้นายธนะสิทธิ์ไปเบิกถอนเงินเพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานและเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัท นายธนะสิทธิ์จึงสั่งให้นางสาวกรวรรณนำบัตรเดบิตไปเบิกถอนเงิน แต่นางสาวกรวรรณแจ้งว่าถอนไม่ได้เพราะรหัสบัตรไม่ถูกต้อง เมื่อลองใช้อีกครั้งก็ยังใช้ไม่ได้ วันรุ่งขึ้นนายธนะสิทธิ์จึงไปตรวจสอบที่ธนาคารแล้วทราบว่ามีการใช้บัตรเดบิตของโจทก์ร่วมในระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 เป็นเงิน 11,000,000 บาทเศษ จึงแจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ แต่เนื่องจากวันที่ 31 ธันวาคม 2559 และวันที่ 1 มกราคม 2560 ธนาคารปิดทำการ โจทก์ร่วมจึงนำบัตรเดบิตดังกล่าวไปตรวจสอบในวันที่ 2 มกราคม 2560 จึงทราบว่าบัตรดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ร่วมแต่เป็นของจำเลยที่ 3 และเงินในบัญชีโจทก์ร่วมถูกถอนออกไปแล้ว 11,000,000 บาทเศษ วันเดียวกันนั้นโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรบางแก้วโดยนำรายการเดินบัญชีไปมอบให้เป็นหลักฐานด้วย รวมทั้งแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีการโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝาก 2 บัญชี คือบัญชีของจำเลยที่ 1 และบัญชีของจำเลยที่ 2 และสงสัยว่านางสาวกรวรรณและจำเลยที่ 4 น่าจะเป็นคนร้าย เพราะเมื่อโจทก์ร่วมทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว คนทั้งสองไม่มาทำงานและหลบหนีไปไม่สามารถติดต่อได้ ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ วันที่ 5 เมษายน 2560 จับกุมจำเลยที่ 3 ได้ และวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยทั้งสี่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 3 และฎีกาของจำเลยที่ 4 ทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสี่จะเบิกความยืนยันตรงกันว่าโจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนไปร่วมลงทุนโดยทำสัญญาร่วมลงทุน เงินลงทุน 12,000,000 บาท แต่ในการร่วมลงทุนเป็นเงินสูงถึง 12,000,000 บาทนั้น น่าจะต้องมีการพูดคุยให้ชัดแจ้งแน่นอนเสียก่อน เพราะโจทก์ร่วมเพิ่งประชุมพูดคุยกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงครั้งเดียวและยังไม่ได้ตกลงกันในรายละเอียดเลย อีกทั้งครั้งแรกนั้นโจทก์ร่วมก็ยังไม่สนใจด้วย ข้ออ้างของจำเลยทั้งสี่ในเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะปรากฏข้อพิรุธมากมายถึง 5 ประการ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วนั้น ยังมีเหตุผลสำคัญอีกหลายประการที่ทำให้เชื่อได้ว่าไม่มีการตกลงร่วมลงทุนกัน คือ ประการที่หนึ่ง เมื่อโจทก์ร่วมทราบจากนายธนะสิทธิ์ว่าไม่สามารถเบิกเงินได้ในวันที่ 29 ธันวาคม 2559 โจทก์ร่วมจึงไปตรวจสอบที่ธนาคารในวันที่ 2 มกราคม 2560 และทราบจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าบัตรเดบิตที่ไม่สามารถใช้เบิกถอนเงินในวันที่ 29 ธันวาคม 2559 นั้นเป็นของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคนรักของจำเลยที่ 4 และคนร้ายที่ไปใช้บัตรเดบิตของโจทก์ร่วมคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไปกดถอนเงิน โอนเงินเข้าบัญชี และใช้ชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งหากโจทก์ร่วมได้ตกลงให้จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนไปร่วมลงทุนจริง โจทก์ร่วมย่อมไม่ไปแจ้งความเอาผิดแก่จำเลยทั้งสี่ในทันทีที่ทราบเรื่องในวันที่ 2 มกราคม 2560 เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามตัวมาลงโทษ ประการที่สอง เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 โจทก์ร่วมยังไปปรึกษานายเชาว์วัจน์ว่าเงินโจทก์ร่วมหายไป โจทก์ร่วมไม่ได้บอกเลยว่ามีการเอาเงินไปลงทุน ประการที่สาม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับกุมในวันที่ 17 มกราคม 2560 คนทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยในคำร้องอ้างเพียงว่าคนทั้งสองไม่ทราบว่าเงินที่จำเลยที่ 4 เอามาลงทุนนั้นเป็นเงินของใคร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้อ้างในคำร้องเลยว่าเป็นเงินร่วมลงทุนของโจทก์ร่วมที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงจึงแจ้งชัดว่าไม่เคยมีการตกลงร่วมลงทุนกับโจทก์ร่วมแต่อย่างใด นอกจากนั้นในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าไม่เคยพูดคุยกับโจทก์ร่วมเรื่องร่วมลงทุนธุรกิจกันเลย จำเลยที่ 4 เป็นผู้เอาเงินมาลงทุน หากมีหนังสือสัญญาร่วมลงทุนกัน ซึ่งลงวันที่ 13 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมต้องแสดงหนังสือสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวในชั้นสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ การที่ไม่ได้กล่าวอ้างและยืนยันหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นเพราะไม่เคยมีการทำสัญญาเช่นนั้นกันมาก่อนเลย ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่ามีหลักฐานการร่วมลงทุนคือหนังสือสัญญาร่วมลงทุนที่จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมนั้น จึงเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นในภายหลังเพื่อให้ดูเหมือนมีการร่วมลงทุนกันซึ่งจะทำให้พ้นผิดได้ เหตุผลประการสุดท้ายที่ทำให้ข้ออ้างเรื่องการร่วมลงทุนนั้นไม่มีทางเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติของวิธีการร่วมลงทุน คือหากมีการตกลงร่วมลงทุนกันจริง โจทก์ร่วมจะต้องเป็นฝ่ายมอบเงินตามจำนวนที่ตกลงกัน เพราะไม่มีใครที่จะให้บัตรเดบิตของตนไปให้อีกฝ่ายไปดำเนินการกดถอนเงินออกมาเองเพราะไม่เพียงแต่เป็นการผิดวิสัยอย่างยิ่ง แต่ยังไม่มีปกติชนทำกันเช่นนี้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 เบิกความในชั้นพิจารณาทำนองว่า ได้เล่าให้จำเลยที่ 4 ฟังว่าธุรกิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นธุรกิจที่ดี หากร่วมทุนด้วยกันจะทำกำไรได้มาก ต่อมาทราบว่าโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนไปลงทุนโดยจำเลยที่ 3 ไม่ทราบรายละเอียดในการลงทุน แต่มารู้ว่าบัตรของตนเองหายไปเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2560 อันเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้สมรู้ร่วมคิดในการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ไม่เพียงแต่ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 มอบบัตรเดบิตของตนให้จำเลยที่ 4 ไปสับเปลี่ยนกับบัตรเดบิตของโจทก์ร่วม หาได้ให้การว่าบัตรของตนหายไปแต่อย่างใด ขณะให้การชั้นสอบสวนก็มีทนายความของจำเลยที่ 3 ร่วมฟังด้วย ดังนั้น คำให้การดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือให้รับฟังได้เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังตอบคำถามค้านโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 อยู่ในเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 4 มอบบัตรเดบิตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่ว่า จำเลยที่ 3 มีบทบาทมาตั้งแต่ต้นโดยแจ้งผ่านจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์ร่วมประสงค์จะร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งยังเข้าร่วมประชุมกับโจทก์ร่วมด้วย หลังจากวันประชุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังติดต่อผ่านจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 แจ้งว่าโจทก์ร่วมจะร่วมลงทุนโดยผ่านตัวแทนคือจำเลยที่ 4 ส่วนการทำสัญญาร่วมลงทุนในวันที่ 12 ธันวาคม 2559 นั้น จำเลยที่ 3 ยังระบุให้จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนร่วมลงทุน 12,000,000 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2559 จำเลยที่ 3 แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มารับเงินที่บริษัทโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปถึง ก็พบจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วรับบัตรเดบิตจากจำเลยที่ 4 ไปกดถอนเงิน โอนเงิน และชำระค่าสินค้าและบริการ แม้ข้อเท็จจริงในตอนรับบัตรเดบิตกันนั้นจำเลยที่ 4 มิได้เบิกความไว้ว่าจำเลยที่ 3 อยู่ร่วมด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นคู่รักกัน จำเลยที่ 4 ย่อมต้องการช่วยเหลือจำเลยที่ 3 เป็นธรรมดา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ได้วินิจฉัยมาก่อนหน้านี้แล้วว่าโจทก์ร่วมมิได้ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เลย การร่วมมือกันของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำหน้าที่ลักบัตรเดบิตของโจทก์ร่วมมาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปกดถอนเงิน โอนเงิน และชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งเพื่อเอาเงินออกจากบัญชีของโจทก์ร่วม อันเป็นการลักเงินของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสี่โดยทุจริต จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมให้การชั้นสอบสวนว่าปกติให้นางสาวกรวรรณเป็นผู้เก็บรักษาบัตร โจทก์ร่วมมิได้ให้การเลยว่าให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้เก็บรักษาบัตร ขณะโจทก์ร่วมให้การชั้นสอบสวน โจทก์ร่วมสงสัยทั้งนางสาวกรวรรณและจำเลยที่ 4 ว่าเป็นคนร้าย เพราะหลังจากโจทก์ร่วมทราบเรื่องคนทั้งสองไม่เข้ามาทำงานและหลบหนีไปไม่สามารถติดต่อได้ หากจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ครอบครองเก็บรักษาบัตรของโจทก์ร่วมก็ไม่มีเหตุผลที่โจทก์ร่วมจะไม่ให้การในเรื่องนี้ไว้ อีกทั้งโจทก์ร่วมยังได้ให้การชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 4 ทำหน้าที่เพียงวางระบบคอมพิวเตอร์และขับรถให้โจทก์ร่วม นายธนะสิทธิ์ก็เบิกความในชั้นพิจารณายืนยันข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ แม้จำเลยที่ 4 จะมีมารดาช่วยยืนยันในข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้เก็บรักษาบัตรด้วย แต่คำเบิกความของคนทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างโดยปราศจากพยานหลักฐานใด ๆ สนับสนุนซึ่งง่ายต่อการกล่าวอ้าง แต่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงจึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมได้มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ช่วยดูแลด้านการเงินรวมทั้งครอบครองบัตรเดบิตของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่ได้ครอบครองบัตรเดบิตของโจทก์ร่วม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.27 รวม 26 ครั้ง เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 26 ครั้ง ดังกล่าวแม้มีความมุ่งหมายเพียงอันเดียวคือเพื่อลักเอาเงินของโจทก์ร่วมไปจากบัญชี แต่เนื่องจากเงินในบัญชีมีจำนวนมากซึ่งไม่อาจลักเอาไปเสียทีเดียวในครั้งเดียวได้ เพราะธนาคารวางระเบียบเกี่ยวกับจำนวนเงินที่อาจถอนอาจโอนได้ในแต่ละวันไว้ก็ตาม แต่การใช้จำนวน 26 ครั้ง ดังกล่าวนั้นได้กระทำต่างวันต่างเวลากันและต่างสถานที่กัน มิได้กระทำต่อเนื่องกันแต่อย่างใด ทั้งยังมีโอกาสที่จะยับยั้งในแต่ละครั้ง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามฟ้องรวม 26 กรรมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ และสมควรลงโทษสถานเบาให้จำเลยที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกับพวกกระทำความผิดเพราะความโลภในทรัพย์ของผู้อื่น จึงได้ลักเอาเงินโจทก์ร่วมไปถึง 11,880,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนสูงมาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสี่ได้ชดใช้เงินคืนให้โจทก์ร่วมแล้ว แต่กลับให้การปฏิเสธทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา นับว่าไม่มีความสำนึกในการกระทำความผิด จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษมานั้นจึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นนับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นาย ช.
จำเลย — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวอุมาพร ภัทรวุฒิพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ชื่อองค์คณะ
วิไล จิวังกูร
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2564
#660265
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 (เดิม) ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษากำหนดไว้ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดแล้ว การดำเนินการบังคับคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายนั้นให้ทราบด้วย แม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้นตามคำนิยามของมาตรา 280 (1) (เดิม) แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบตามบทบัญญัติมาตรา 306 (เดิม) นั้น ต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดโดยต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะปรากฏทางทะเบียนหรือโดยประการอื่นก็ตาม เมื่อปรากฏว่าที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ประกาศขายทอดตลาดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และไม่ได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับผิดตามคำพิพากษาตามยอม และการขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 อาจทำให้ความรับผิดตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์เปลี่ยนแปลงเพราะหากขายทอดตลาดได้ในราคาสูงก็อาจเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมได้สิ้นเชิงหรือคงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวนน้อยลงอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 292 วรรคหนึ่ง ด้วยก็ตาม แต่การเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือโดยส่วน เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็คงเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 โดยทำให้ความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ตามคำพิพากษายอมลดลงเท่านั้น ส่วนความรับผิดท้ายสุดเป็นความรับผิดระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาตามยอมด้วยกันตามมาตรา 296 แห่ง ป.พ.พ.นั้น ต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น โดยอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยกันเองภายหลังลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ การขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 จะได้ราคาทอดตลาดมากน้อยเพียงใด จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันซึ่งเป็นความรับผิดโดยตรงแต่ประการใด จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบด้วย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 1392, 1393, 1394, 1426, 28270, 143921, 143923 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาด และมีผู้ประมูลซื้อไปในราคา 385,520,000 บาท เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด และงดการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 1392, 1393, 1394, 1426, 28270, 143921 และ 143923 รวม 8 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ในราคา 385,520,000 บาท โดยไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยที่ 2 มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นฎีกาหรือไม่ ได้ความว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวจึงมีอำนาจประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ซึ่งรวมถึงการดำเนินการในชั้นบังคับคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ด้วย คดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ในชั้นบังคับคดีจำเลยที่ 2 โต้แย้งการดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการประกาศขายทอดตลาดที่ดินรวม 8 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 22 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วยตนเอง และศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาพิพากษาตามประเด็นที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 (เดิม) ใช้บังคับอยู่ในขณะมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา กำหนดไว้ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดแล้ว การดำเนินการบังคับคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายนั้นให้ทราบด้วย แม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้นตามคำนิยามของมาตรา 280 (1) (เดิม) แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบตามบทบัญญัติมาตรา 306 (เดิม) นั้น ต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดโดยต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะปรากฏทางทะเบียนหรือโดยประการอื่นก็ตาม เมื่อปรากฏว่าที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ประกาศขายทอดตลาดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และไม่ได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม และการขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 อาจทำให้ความรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์เปลี่ยนแปลงเพราะหากขายทอดตลาดได้ในราคาสูงก็อาจเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมได้สิ้นเชิงหรือคงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวนน้อยลงอันเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง ด้วยก็ตาม แต่การเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือโดยส่วน เป็นสิทธิของโจทก์ตามแต่จะเลือก การที่โจทก์เลือกบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็คงเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 โดยทำให้ความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมลดลงเท่านั้น ส่วนความรับผิดท้ายสุดเป็นความรับผิดระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาตามยอมด้วยกันตามบทบัญญัติมาตรา 296 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น โดยอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยกันเองภายหลังลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ การขายทอดตลาดที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 จะได้ราคาทอดตลาดมากน้อยเพียงใด จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันซึ่งเป็นความรับผิดโดยตรงแต่ประการใด จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินทั้งแปดแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งประกาศการขายทอดตลาดให้ทราบด้วย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของจำเลยที่ 2 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ในประกาศที่ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 292 วรรคหนึ่ง ม. 296
ป.วิ.พ. ม. 280 (1) (เดิม) ม. 306 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ล.
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไพบูลย์ ทองน่วม
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2564
#660263
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) เพราะโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 265, 266, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 264/2560 ของศาลชั้นต้น และริบโฉนดที่ดินปลอมของกลาง

ระหว่างพิจารณานางสาวฉวีวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา โจทก์ร่วมแถลงว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองครบถ้วนและเป็นที่พอใจแล้ว ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265, 266 (1), 83 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารดังกล่าว จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 36 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)) ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 264/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจึงนับโทษต่อไม่ได้ ให้ยกคำขอและริบโฉนดที่ดินปลอมของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 266 (1), 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 1 ปี ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นเพียงนายหน้า ไม่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญที่จะทำปลอมโฉนดที่ดินให้เหมือนจริงจนถึงขนาดนำไปใช้จนโจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าโฉนดที่ดินที่มีผู้นำมาวางเป็นประกันเงินกู้แก่โจทก์ร่วมเป็นโฉนดที่แท้จริง ทำนองว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมทำปลอมโฉนดที่ดินและใช้โฉนดที่ดินปลอมตามฟ้องนั้น เห็นว่า ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสภาพตามฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าว นอกจากจะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพแล้ว ยังเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นฎีกาที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาเพียงขอให้รอการลงโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกก่อนแล้วจึงวินิจฉัยฎีกาข้อสุดท้ายไปพร้อมฎีกาของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ก่อนลดโทษจำคุก 2 ปี นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษเบาลงกว่านี้ และขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุกว่ายี่สิบปีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่มีเพียงข้อเดียวไปพร้อมกับฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรที่จะรอลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดินเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำปลอมโฉนดที่ดินขึ้นทั้งฉบับ นับว่าก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ทางราชการแล้ว ยังทำให้ผู้พบเห็นโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินขาดความเชื่อมั่นอันมีผลกระทบต่อการนำไปใช้เป็นหลักประกันในการทำธุรกรรมต่าง ๆ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองจะมีภาระต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาในฎีกา ก็ล้วนแต่เป็นภาระมีผู้ที่อยู่ในสภาวะเช่นจำเลยทั้งสองก็มีภาระไม่ต่างจากจำเลยทั้งสอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่พึงจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองอยู่แล้ว รวมไปถึงที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — นางสาว ฉ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางปาริชาติ โพธิวังตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2564
#649841
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้ แทนที่จะลดโทษในแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 มากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้นการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 269/5, 269/7, 269/8, 269/9, 269/11, 335 นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2250/2559 ของศาลจังหวัดแพร่ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 940,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 269/8, 269/9 วรรคหนึ่ง, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางและร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมซึ่งหนังสือเดินทาง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/9 วรรคท้าย จำนวน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็น 3 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 8 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวมเป็น 72 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็น 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี 72 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 56 เดือน ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับนางสาวจิดาภา จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 5701/2561 ของศาลชั้นต้น คืนเงิน 940,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับคำขอให้นำโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2520/2559 (ที่ถูก 2250/2559) ของศาลจังหวัดแพร่ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เนื่องจากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม รวม 2 กระทง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวม 12 กระทง คงจำคุก 8 ปี รวมทุกกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอมกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนกระทงละ 1 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม รวม 2 กระทง คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวม 12 กระทง คงจำคุก 8 ปี รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน โดยไม่ลดโทษให้ในแต่ละกระทงก่อนจึงเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะต้องถูกคุมขังนานขึ้นนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลยที่ 2 แทนที่จะลดโทษในแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 มากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้นการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกฐานร่วมกันใช้หนังสือเดินทางปลอม ฐานร่วมกันลักทรัพย์และฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน กระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 112 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวพิมพ์อร พิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางอลิศรา มานะจิตต์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1045/2564
#646734
เปิดฉบับเต็ม

การนำสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์เพียงแต่นำสืบให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 3 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี รวมจำคุก 18 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เด็กหญิง จ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนาง ร. ผู้เสียหายที่ 3 เมื่อปี 2559 ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยกับนางสาว ม. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยาย ติดกับบ้านของจำเลย วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้ผู้เสียหายที่ 3 ฟังว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศิริราช แพทย์ตรวจพบว่าผู้เสียหายที่ 1 มีแผลฉีกขาดเก่าที่เยื่อพรหมจารี พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 โดยมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และผู้เสียหายที่ 3 เข้าร่วมฟังการสอบสวน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร มิใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นที่ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวแล้ว ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารมีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้โจทก์ต้องนำสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย แต่การนำสืบดังกล่าวไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์เพียงแต่นำสืบให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยได้ เมื่อคดีนี้โจทก์มีนาง ร. ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้ฟังว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำชำเราขณะผู้เสียหายที่ 1 ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง มีการกระทำชำเราสองครั้งที่บ้าน ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับนางสาว ม. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยาย ในขณะที่จำเลยมาร่วมเล่นการพนันกับผู้เสียหายที่ 2 และครั้งสุดท้ายขณะผู้เสียหายที่ 1 นั่งเล่นอยู่ที่หน้าบ้าน จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน ยืนยันถึงการกระทำของจำเลย และโจทก์มีรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์มาแสดงว่าพบรอยฉีกขาดเก่าที่เยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายที่ 1 อันแสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระทำชำเราจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงแสดงให้เห็นถึงการกระทำผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายที่ 3 เนื่องจากเหตุที่จำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายที่ 3 แล้วไม่ใช้คืน และเหตุที่จำเลยเข้าข้างเพื่อนบ้านข้างเคียงของผู้เสียหายที่ 3 ในเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 3 สร้างส้วมรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของเพื่อนบ้าน พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนเด็กที่เป็นเพื่อนเล่นกับผู้เสียหายที่ 1 และไม่ได้สอบปากคำเพื่อนบ้านที่เล่นการพนันอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 และการตรวจบาดแผลของแพทย์ไม่พบบาดแผลฉีกขาดบริเวณปากช่องคลอด แต่พบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายที่ 1 โดยแพทย์ให้ความเห็นว่าการฉีกขาดเกิดจากการล่วงล้ำของสิ่งใด ๆ เข้าไปในช่องคลอดก่อนการตรวจชันสูตรเกินกว่า 3 วัน จึงต้องฟังว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดเพียงครั้งเดียวและไม่ได้เกิดจากการกระทำชำเราโดยจำเลยใช้อวัยวะเพศสอดเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยและรับฟังไม่ได้ตามฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราให้ผู้เสียหายที่ 3 ฟังหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 3 ปี แต่ปัจจุบันผู้เสียหายทั้งสามย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่นแล้วไม่ได้อยู่ที่บ้านเกิดเหตุจึงไม่มีเหตุให้สงสัยได้ว่าเหตุใดจึงต้องกล่าวหาจำเลยอีก นอกจากนี้หากมีสาเหตุโกรธเคืองดังที่จำเลยอ้างจริงก็ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 3 จะให้การใส่ร้ายว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของตนเพราะจะทำให้เกิดความอับอายและเป็นตราบาปซึ่งเป็นผลร้ายแก่อนาคตของผู้เสียหายที่ 1 มากกว่า ส่วนเรื่องการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวนนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะสืบหาพยานหลักฐานมาประกอบในการดำเนินคดีตามที่ได้รับแจ้ง และเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะเรียกบุคคลใดมาเป็นพยาน การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำบุคคลต่าง ๆ ตามที่จำเลยอ้างหาทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังไม่ สำหรับความเห็นของแพทย์ในการตรวจบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 ลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้นไม่อาจยืนยันได้อย่างแน่แท้ว่ามีการกระทำชำเรากี่ครั้ง ทั้งเหตุก็เกิดขึ้นนานแล้ว บาดแผลต่าง ๆ ย่อมอาจฟื้นฟูและหายไปได้ ข้อฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าเป็นการชำเราเพียงครั้งเดียว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนั้นขณะที่ผู้เสียหายที่ 3 เบิกความยืนยันว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลย จำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ให้เห็นเป็นข้อพิรุธอันจะทำให้ศาลระแวงสงสัยในคำพยานโจทก์ ทั้งจำเลยยังให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์จึงเป็นที่พอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีที่ศาลอุทธรณ์วางโทษก่อนลดโทษให้จำคุก 10 ปี นั้น เป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 3 กระทง ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายรวิศักดิ์ จันทรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรา พงค์ศิริกูล
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033 -ที่ 1034/2564
#649868
เปิดฉบับเต็ม

การตรวจสอบทรัพย์สินและการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 5 เกิดจากความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติดเพียงแต่ในขณะตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 5 พบว่าผู้คัดค้านที่ 5 เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบหนีภาษีศุลกากร จึงมีการขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ตกเป็นของแผ่นดินด้วยเหตุความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ด้วย โดยผู้ร้องนำสืบแต่เพียงว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ผู้คัดค้านที่ 5 ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันนำสิ่งของที่ยังมิได้เสียภาษีเข้าในราชอาณาจักร แต่ปรากฏว่า ป. พยานผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้คัดค้านที่ 5 ว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2547 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 5 แล้ว ตามคำพิพากษาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2325/2547 และ 2326/2547 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้เห็นพฤติการณ์อื่นของผู้คัดค้านที่ 5 อีกว่ามีการกระทำใดอันจะเป็นการลักลอบหนีศุลกากรภายหลังจากผู้คัดค้านที่ 5 ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับศุลกากรเมื่อปี 2546 และผู้คัดค้านที่ 5 ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินใดจากการลักลอบหนีศุลกากรนั้น เมื่อมูลเหตุอันเป็นที่มาของการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีนี้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดราย ส. อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ตกเป็นของแผ่นดินตามความผิดมูลฐานอื่นรวมเข้ามาด้วย ผู้ร้องต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 5 ได้มาซึ่งทรัพย์สินใดอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ผู้ร้องจึงจะมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพราะการร้องขอให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดินเป็นการก้าวล่วงเข้าไปในแดนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การคุ้มครอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย เมื่อคดีนี้ศาลจังหวัดกำแพงเพชรมีคำพิพากษาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2325/2547 และ 2326/2547 ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 5 ในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรและผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 5 มีพฤติการณ์อื่นใดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรและผู้คัดค้านที่ 5 ได้ทรัพย์สินใดไปจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับศุลกากร ผู้คัดค้านที่ 5 จึงมิได้เป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณา โดยให้เรียกนางปภาดา ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 นายธฤษพล ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 2 นายคิมหันต์ ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกและเป็นผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 3 นางสาวณฐกานต์ ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 4 นายสุกิจ ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 5 นายภักดีกุล ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 5 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 6 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 7

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายนายโสรสและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 24 คือ เงินฝากในบัญชีธนาคารและที่ดินตามโฉนดที่ดิน รวม 32 รายการ มูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 18,455,928.21 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและให้มีคำสั่งถอนอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทั้งหมดพร้อมทั้งเอกสารต่าง ๆ โดยเฉพาะเงินเก็บสะสมของบุตรสาวของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ได้เก็บไว้ในกล่องเก็บเงินสะสมจำนวน 9,000 บาท

ผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องในส่วนของผู้คัดค้านที่ 5 และให้คืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านที่ 5

ผู้คัดค้านที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้คัดค้านที่ 6 และให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 6

สำนวนหลังผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายนายโสรสและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 คือ เงินสดและที่ดินตามโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวม 15 รายการ มูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 13,349,274.20 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านเพิ่มเติมจากที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านไว้ในสำนวนแรกว่า ขอให้ยกคำร้องและให้คืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกับที่เคยยื่นคำคัดค้านในสำนวนแรกขอให้ยกคำร้องและให้มีคำสั่งถอนอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 ทั้งหมดพร้อมทั้งเอกสารต่าง ๆ โดยเฉพาะเงินเก็บสะสมของบุตรสาวของผู้คัดค้านที่ 3 ที่ได้เก็บไว้ในกล่องเก็บเงินสะสมจำนวน 9,000 บาท

ผู้คัดค้านที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 7 ดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 31543 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 43833, 48120, 48121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 จนครบถ้วน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 32 รายการ ตามบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรายนายโสรส และผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ในสำนวนแรก และทรัพย์สินจำนวน 15 รายการ ตามบัญชีรายการทรัพย์สินส่งให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินรายนายโสรสและผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ในสำนวนหลัง พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงรายการที่ 9 ในสำนวนหลัง ให้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงรายการที่ 9 ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารที่มีผลบังคับในระหว่างนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 โดยดอกเบี้ยให้คิดถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ได้เท่านั้น ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายธฤษพล ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนที่ดินโฉนดเลขที่ 31543 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเรือนนอนของผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายโสรส ผู้ต้องขังในคดียาเสพติด จากนั้นได้สอบสวนขยายผลพบว่านางดวงใจ พี่สาวของนางสาวหนึ่งฤทัยภริยาของนายโสรสโอนเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 800,000 บาท และจากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของผู้คัดค้านที่ 1 กับบุคคลที่เกี่ยวข้องพบว่ามีการโอนเงินระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 5 และยังพบว่าบุคคลทั้งสามมีการทำธุรกรรมกับผู้ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าประเภทผลไม้ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อประมาณปี 2553 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดปภาดา พืชมงคล และจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดมงคล เฟรช ฟรุ๊ต ประกอบกิจการนำเข้าและส่งออกพืชผล ผลไม้การเกษตร มีหุ้นส่วน 4 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นางพัชรินทร์ และนายกันตชาติ โดยผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 อยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2541 ผู้คัดค้านที่ 3 จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดคิมหันต์อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต ส่วนผู้คัดค้านที่ 5 จบการศึกษาเมื่อปี 2541 และได้รับช่วงต่อการค้าขายผลไม้ของบิดามารดา เมื่อปี 2543 จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดชอุ้ม ผลสมบูรณ์ นำเข้าผลไม้จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาปี 2545 ได้จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดวอนสร้อย ผลสมบูรณ์ ส่งออกผลไม้ ยางพารา และชิ้นส่วนไก่แช่แข็งไปยังต่างประเทศ ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่รู้จักผู้คัดค้านที่ 1 แต่จากการตรวจสอบการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ระหว่างปี 2553 ถึง 2556 ปรากฏรายการทำธุรกรรมที่ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินมายังบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2554 จำนวน 706,500 บาท เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 จำนวน 1,200,000 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 จำนวน 931,950 บาท เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2555 จำนวน 1,490,000 บาท และเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556 จำนวน 700,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,028,450 บาท ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 5 รู้จักกัน โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 ผู้คัดค้านที่ 5 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 974,000 บาท เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ผู้คัดค้านที่ 3 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 2,064,000 บาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 ผู้คัดค้านที่ 5 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 700,000 บาท และเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ผู้คัดค้านที่ 5 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 5 รู้จักกัน โดยผู้คัดค้านที่ 5 โอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2555 จำนวน 960,000 บาท และเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 785,000 บาท นายชยานันท์ ซึ่งถูกศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ (เมทแอมเฟตามีน) จำคุก 3 ปี 9 เดือน โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 จำนวน 1,050,500 บาท เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 จำนวน 1,788,672 บาท เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2556 จำนวน 1,400,000 บาท และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2556 จำนวน 1,850,000 บาท นางจันทร์คำ ผู้ต้องหาคดีอาญาที่ 157/2557 ข้อหาสมคบกันค้ายาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ของสถานีตำรวจภูธรแสวงหา จังหวัดอ่างทอง โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 จำนวน 1,900,000 บาท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 962,000 บาท และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 จำนวน 980,000 บาท MS. KHANKHAM THAMMAVONG สัญชาติลาวโอนเงินให้ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 8 ครั้ง ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2556 รวมเป็นเงิน 40,914,782 บาท นางสาวดวงใจ ผู้ต้องหาคดีอาญาที่ 47/2557 ของสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 800,000 บาท เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีนายสมพันธ์ ระหว่างเดือนกันยายน 2554 ถึงเดือนกันยายน 2556 จำนวน 17 ครั้ง เป็นเงิน 30,407,460 บาท โดยนายสมพันธ์เป็นผู้ต้องหาความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นางสาวชนากานต์ โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2556 ถึงเดือนกันยายน 2556 จำนวน 30 ครั้ง รวมเป็นเงิน 27,650,000 บาท โดยนางสาวชนากานต์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรีในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีนางมณี 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เป็นเงิน 1,501,020 บาท โดยนางมณีเป็นผู้ต้องหาความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีนางสาวธัญลักษณ์ จำนวน 1,200,000 บาท โดยนางสาวธัญลักษณ์ถูกดำเนินคดีข้อหาสนับสนุนช่วยเหลือผู้ค้ายาเสพติดตามคดีอาญาที่ 1073/2556

ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ในสำนวนแรก และที่ดินตามโฉนดที่ดินทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงที่ 9 ในสำนวนหลัง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด คงมีเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 31543 ทรัพย์สินรายการที่ 6 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 6 นี้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ส่วนทรัพย์สินรายการอื่นให้ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับผู้คัดค้านที่ 7 นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านที่ 7 เป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43833, 48120 และ 48121 ไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 7 จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้น คดีของผู้ร้องในส่วนของผู้คัดค้านที่ 7 จึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

สำหรับฎีกาในส่วนผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น เห็นว่า การตรวจสอบทรัพย์สินและธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 5 เกิดจากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของนายโสรสผู้ต้องขังคดียาเสพติด ในการลักลอบขายยาเสพติดจากเรือนจำกลางเขาบิน โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดอยู่ภายนอกเรือนจำ จึงขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การตรวจสอบทรัพย์สินและการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านที่ 5 จึงเกิดจากความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด เพียงแต่ในขณะตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 5 พบว่าผู้คัดค้านที่ 5 เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบหนีภาษีศุลกากร จึงมีการขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ตกเป็นของแผ่นดิน ด้วยเหตุความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ด้วย โดยผู้ร้องนำสืบแต่เพียงว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ผู้คัดค้านที่ 5 ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันนำสิ่งของที่ยังมิได้เสียภาษีเข้าในราชอาณาจักร เลขคดีที่ 26/2546 และ 27/2547 แต่ปรากฏว่านายปิยะพยานผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้คัดค้านที่ 5 ว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2547 ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 5 แล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2325/2547 และ 2326/2547 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้เห็นพฤติการณ์อื่นของผู้คัดค้านที่ 5 อีกว่ามีการกระทำใดอันจะเป็นการลักลอบหนีศุลกากรภายหลังจากผู้คัดค้านที่ 5 ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับศุลกากรเมื่อปี 2546 และผู้คัดค้านที่ 5 ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินใดจากการลักลอบหนีศุลกากรนั้น เมื่อมูลเหตุอันเป็นที่มาของการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีนี้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดรายนายโสรส อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 การที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ตกเป็นของแผ่นดินตามความผิดมูลฐานอื่นรวมเข้ามาด้วย ผู้ร้องต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 5 ได้มาซึ่งทรัพย์สินใดอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ผู้ร้องจึงจะมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพราะการร้องขอให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดิน เป็นการก้าวล่วงเข้าไปในแดนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้การคุ้มครอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย เมื่อคดีนี้ศาลจังหวัดกำแพงเพชรมีคำพิพากษาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2325/2547 และ 2326/2547 ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 5 ในความผิดเกี่ยวกับศุลกากร และผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 5 มีพฤติการณ์อื่นใดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร และผู้คัดค้านที่ 5 ได้ทรัพย์สินใดไปจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับศุลกากร ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 5 มิได้เป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติดหรือความผิดฐานฟอกเงิน และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 ตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เห็นว่า จากทางนำสืบของผู้ร้องเกี่ยวกับการทำธุรกรรมระหว่างผู้คัดค้านที่ 5 กับบุคคลดังกล่าวตามที่นายปิยะเบิกความ ผู้คัดค้านที่ 5 ไม่โต้แย้งว่าไม่ได้ทำธุรกรรมดังกล่าว แต่นำสืบว่าเป็นการโอนและรับโอนเงินจากการซื้อขายสินค้าโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายชยานันท์ เคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี 9 เดือน ในความผิดฐานครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) เมื่อปี 2548 แม้ยาเสพติดของกลางมีเพียง 125 เม็ด แต่ก็ถือว่านายชยานันท์เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดังนั้น การที่นายชยานันท์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,089,172 บาท จึงต้องฟังว่าผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริตแล้วแต่กรณี

ส่วนผู้คัดค้านที่ 6 มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินร่วมกับผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 870 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 17046 แม้ผู้ร้องจะนำสืบในทำนองว่า ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดชอุ้ม ผลสมบูรณ์ และเปิดบัญชีธนาคารร่วมกับผู้คัดค้านที่ 5 โดยผู้คัดค้านที่ 5 หรือผู้คัดค้านที่ 6 คนใดคนหนึ่งสามารถสั่งจ่ายได้ ซึ่งมีลักษณะเข้าร่วมจัดการห้างหุ้นส่วน และพบการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 5 โดยผู้คัดค้านที่ 5 ออกเงินให้ก่อนก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 5 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด แม้ข้อเท็จจริงในส่วนของผู้คัดค้านที่ 6 จะฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบ ก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 6 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 5 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 31543 ทรัพย์สินรายการที่ 6 และทรัพย์สินอื่นตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.7 ในสำนวนหลัง และทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงรายการที่ 6 และรายการที่ 24 ถึงรายการที่ 32 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.24 ในสำนวนแรกและดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน แต่ทรัพย์สินรายการที่ 1 และรายการที่ 4 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.7 ในสำนวนหลังเฉพาะเงินสกุลบาทจำนวน 169,900 บาท และเงินสกุลหยวนจำนวน 2,500 หยวน ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ส่วนที่เหลือและดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31543 ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารที่มีผลบังคับในระหว่างนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 7 โดยดอกเบี้ยให้คิดถึงวันขายทอดตลาดได้เท่านั้น หากมีส่วนที่เหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำร้องของผู้ร้องสำหรับผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 กับให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 7 ถึงรายการที่ 23 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.24 ในสำนวนแรกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 วรรคหนึ่ง (7) ม. 49
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1028/2564
#689191
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ ซ. ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งเก้าแปลงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถึงที่ 11 เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มีอายุความห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 มิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามที่ต่อสู้ในคำให้การ ประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสี่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาเรื่องอายุความ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 แก้ฎีกาเรื่องอายุความเช่นกัน จึงเป็นฎีกาและคำแก้ฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

ซ. กับ ฟ. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ซึ่งมิได้บัญญัติให้ใช้บังคับเฉพาะแก่บุคคลผู้มีสัญชาติไทย กฎหมายลักษณะผัวเมียมีผลใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดสัญชาติ และตาม พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ และทั้งสัมพันธ์ในครอบครัวอันเกิดแต่การสมรสนั้น ๆ" ซึ่งมีความหมายว่าการสมรสที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมียอยู่อย่างไร ก็ยังคงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายอยู่อย่างนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 พุทธศักราช 2479 ไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งคู่สมรสไม่จำต้องจดทะเบียนสมรส

ซ. เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของ จ. เมื่อ จ. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของ จ. ส่วนหนึ่งย่อมตกได้แก่ ซ. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม แม้ ซ. ไม่ได้เรียกร้องก็ไม่มีผลทำให้เสียสิทธิในมรดกส่วนของตนแต่อย่างใด เพราะไม่ปรากฏว่า ซ. แสดงเจตนาสละมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมิได้จัดการทรัพย์มรดกของ จ. ซ. ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ซ. ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ที่ตกได้แก่ ซ. ส่วนหนึ่ง

เมื่อ จ. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่าง จ. กับ ค. ย่อมสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่าง จ. กับ. ค. มีผลตั้งแต่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตาย และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1625 ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงจึงต้องแบ่งเป็นมรดกของ จ. และแบ่งให้ ค. คนละส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงกึ่งหนึ่งส่วนที่เป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ผู้สืบสันดานของ จ. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ซ. บิดาของ จ. ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 2 มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร และ ค. คู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง, 1629 (1) (2), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) แต่ ซ. ถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการจัดการมรดกของ จ. มรดกในส่วนของ ซ. จึงตกได้แก่ผู้สืบสันดานของ ซ. ทั้งเก้าคน เมื่อ จ. ถึงแก่ความตายไปก่อน ผู้สืบสันดานของ จ. คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 มีสิทธิรับมรดกแทนที่ จ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 ส่วน ย. ผู้สืบสันดานคนหนึ่งของ ซ. ที่ถึงแก่ความตายไปแล้วนั้นแม้ไม่ปรากฏว่า ย. ถึงแก่ความตายก่อนหรือหลัง ซ. ผู้สืบสันดานของ ย. ทั้งหกคนย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่หรือสืบมรดกของ ย. แล้วแต่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยทั้งสิบเอ็ดให้กลับเป็นของนายจวง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ถอนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายจวง และตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายจวงแทน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และนายจวงเป็นบุตรของนายซิ้มเหงียนหรือกักหมา กับนางฟ้า มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 9 คน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 เป็นบุตรของนายจวงกับนางคำ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 นายจวงถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 9 แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 1307 กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 6487 และ 6488 กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 26961 กรุงเทพมหานคร (โฉนดที่ดินเลขที่ 41676 กรุงเทพมหานคร) โฉนดที่ดินเลขที่ 41677, 42977, 42978, 42979 และ 42980 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายจวง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8083/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2545 นายซิ้มเหงียนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายจวง วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1307, 6487, 6488 และ 26961 (41676) ให้แก่นางคำ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ในวันเดียวกันบุคคลดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้งสี่แปลงแก่จำเลยที่ 3 และในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41677 ให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 22 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42977 ให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42978 ให้แก่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42979 ให้แก่จำเลยที่ 10 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 42980 ให้แก่จำเลยที่ 11 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายซิ้มเหงียนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1124/2559 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ถอนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายจวง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ข้อแรกมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนายซิ้มเหงียนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายจวง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งเก้าแปลงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถึงที่ 11 เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มีอายุความห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 มิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามที่ต่อสู้ในคำให้การ ประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสี่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นในอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาเรื่องอายุความ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 แก้ฎีกาเรื่องอายุความเช่นกัน จึงเป็นฎีกาและคำแก้ฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ข้อต่อไปมีว่า นายซิ้มเหงียนเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายจวงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 แก้ฎีกาว่า นายซิ้มเหงียนเป็นคนต่างด้าว ไม่มีสัญชาติไทย อยู่กินฉันสามีภริยากับนางฟ้าก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พุทธศักราช 2477 ไม่อาจนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้บังคับกับความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยการสมรสได้ นายซิ้มเหงียนจึงไม่ใช่บิดาชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายจวง โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนายซิ้มเหงียนจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายจวงในส่วนที่ตกได้แก่นายซิ้มเหงียน เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายซิ้มเหงียน และได้ความจากจำเลยที่ 6 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่านายซิ้มเหงียนเข้ามามีถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนคนต่างด้าวตั้งแต่ปี 2465 โดยอยู่กินกับนางฟ้ามีบุตรคือนายจวงเกิดปี 2476 ทั้งในคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ยอมรับว่านายซิ้มเหงียนกับนางฟ้าอยู่กินกันก่อนมีการประกาศใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมีบุตรด้วยกันถึง 9 คน แสดงว่านายซิ้มเหงียนกับนางฟ้ามีเจตนาอยู่กินกันฉันสามีภริยา นายซิ้มเหงียนกับนางฟ้าจึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ซึ่งมิได้บัญญัติให้ใช้บังคับเฉพาะแก่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ฎีกา กฎหมายลักษณะผัวเมียมีผลใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดสัญชาติ และตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ และทั้งสัมพันธ์ในครอบครัวอันเกิดแต่การสมรสนั้น ๆ" ซึ่งมีความหมายว่าการสมรสที่สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมียอยู่อย่างไร ก็ยังคงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายอยู่อย่างนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พุทธศักราช 2477 ไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งคู่สมรสไม่จำต้องจดทะเบียนสมรส ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านายซิ้มเหงียนเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายจวง เมื่อนายจวงถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายจวงส่วนหนึ่งย่อมตกได้แก่นายซิ้มเหงียนซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม แม้นายซิ้มเหงียนไม่ได้เรียกร้องขอแบ่งปันมรดกส่วนของตนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่มีผลทำให้นายซิ้มเหงียนเสียสิทธิในมรดกส่วนของตนแต่อย่างใด เพราะไม่ปรากฏว่านายซิ้มเหงียนแสดงเจตนาสละมรดกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมิได้จัดการทรัพย์มรดกของนายจวง นายซิ้มเหงียนถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายซิ้มเหงียนย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของนายจวงที่ตกได้แก่นายซิ้มเหงียนส่วนหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่านายซิ้มเหงียนเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายจวง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่นายจวงได้มาระหว่างสมรสกับนางคำ และตามบัญชีเครือญาติที่โจทก์อ้างต่อศาลระบุว่านายจวงจดทะเบียนสมรสกับนางคำ ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงจึงเป็นสินสมรสระหว่างนายจวงกับนางคำ เมื่อนายจวงถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างนายจวงกับนางคำย่อมสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างนายจวงกับนางคำมีผลตั้งแต่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงจึงต้องแบ่งเป็นมรดกของนายจวงและแบ่งให้นางคำคนละส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงกึ่งหนึ่งส่วนที่เป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ผู้สืบสันดานของนายจวงซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 นายซิ้มเหงียนบิดาของนายจวงทายาทโดยธรรมลำดับที่ 2 มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร และนางคำคู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง, 1629 วรรคหนึ่ง (1) (2) วรรคสอง, 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) แต่นายซิ้มเหงียนถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการจัดการมรดกของนายจวง มรดกในส่วนของนายซิ้มเหงียนจึงตกได้แก่ผู้สืบสันดานของนายซิ้มเหงียนทั้งเก้าคน คือ นายจวง นางยิ้น นางพรทิพย์ นางฟอง นายอำนวย นายวัชระ นางศรีประภา นางพรทิศ และโจทก์ เมื่อนายจวงถึงแก่ความตายไปก่อน ผู้สืบสันดานของนายจวงคือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายจวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 ส่วนนางยิ้นที่ถึงแก่ความตายไปแล้วนั้น แม้ไม่ปรากฏว่านางยิ้นถึงแก่ความตายก่อนหรือหลังนายซิ้มเหงียน ผู้สืบสันดานของนางยิ้นทั้งหกคน คือ นายสุพร นางทัศณีย์ นางสุภาณี นางสุทธา นายวิษณุ และนางณัชชาตามบัญชีเครือญาติดังกล่าวย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่หรือสืบมรดกของนางยิ้นแล้วแต่กรณี สรุปแล้วนางคำมีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลง 13 ใน 24 ส่วน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 และนายซิ้มเหงียนมีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งเก้าแปลงคนละ 1 ใน 24 ส่วน ส่วนของนายซิ้มเหงียนต้องแบ่งเป็น 9 ส่วน แก่โจทก์และทายาทดังที่วินิจฉัยข้างต้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41677 และ 42978 ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42977 ให้แก่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42979 ให้แก่จำเลยที่ 10 และที่ดินโฉนดเลขที่ 42980 ให้แก่จำเลยที่ 11 ซึ่งรวมส่วนของโจทก์และทายาทของนายซิ้มเหงียนโดยไม่ได้รับความยินยอมและไม่มีค่าตอบแทนนั้น เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายซิ้มเหงียนมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนและทายาทของนายซิ้มเหงียนจำนวน 1 ใน 24 ส่วน ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 แม้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 มีสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนของนายจวงส่วนที่จะเพิกถอนรวมอยู่ด้วย 1 ใน 9 ส่วน จากจำนวน 1 ใน 24 ส่วน แต่กรณีไม่อาจเพิกถอนเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นของนายซิ้มเหงียน 8 ใน 9 ส่วน จากจำนวน 1 ใน 24 ส่วนได้ ต้องเพิกถอนส่วนที่เป็นมรดกของนายซิ้มเหงียนทั้งหมด 1 ใน 24 ส่วน เพื่อให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกนำไปจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายซิ้มเหงียนตามกฎหมายต่อไป และแม้โจทก์จะมีคำขอให้การเพิกถอนการจดทะเบียนกลับไปเป็นชื่อของนายจวงตามเดิมแต่ความประสงค์แท้จริงของโจทก์ต้องการนำทรัพย์มรดกส่วนนี้ไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายซิ้มเหงียนและเพื่อมิให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายซิ้มเหงียน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1307, 6487, 6488 และ 26961 (41676) เห็นว่า ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินระบุว่าเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1307, 6487, 6488 และ 26961 (41676) ให้แก่นางคำ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 และในวันเดียวกันบุคคลดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้งสี่แปลงแก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มิได้รับโอนที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง แม้การโอนดังกล่าวเป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน แต่การโอนอันมีค่าตอบแทนซึ่งผู้รับโอนกระทำโดยสุจริตนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 บัญญัติว่า ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 รับโอนที่ดินโดยไม่สุจริต จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 3 ผู้รับโอนกระทำโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 และทางพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยไม่สุจริตอย่างไร ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังกล่าวมาในราคาสูงถึง 545,000,000 บาท โดยจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 3 ย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ในส่วนของโจทก์และทายาทของนายซิ้มเหงียนจำนวน 1 ใน 24 ส่วน ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 41677 และ 42978 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 และวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ตามลำดับ โฉนดที่ดินเลขที่ 42977 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 โฉนดที่ดินเลขที่ 42979 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงกับจำเลยที่ 10 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 และโฉนดที่ดินเลขที่ 42980 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงกับจำเลยที่ 11 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 จำนวน 1 ใน 24 ส่วนของที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจวงจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายซิ้มเหงียนตามส่วนดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 11 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1501 ม. 1533 ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1612 ม. 1625 (1) ม. 1629 (1) (2) ม. 1630 วรรคสอง ม. 1635 (1) ม. 1639 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคสี่
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ซ.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
กาญจนา ชัยคงดี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1026/2564
#646730
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 5 มีอายุ 15 ปีเศษ ถือเป็นเยาวชนก็ตาม แต่ขณะกระทำความผิดและวันที่โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 7 เมษายน 2547 ในท้องที่จังหวัดพิจิตรที่จำเลยที่ 5 มีถิ่นที่อยู่ปกติและท้องที่ที่กระทำความผิดยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดพิจิตรเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตาม ป.วิ.อ. จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 58 (3) แม้ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2549 ก็ตาม แต่การพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์จนชั้นฎีกาต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 21 ปี 3 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตาม ป.วิ.อ. มิใช่คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะขอให้กำหนดโทษใหม่หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเกี่ยวกับการลงโทษตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 99 ต่อมา พ.ร.บ.ดังกล่าวถูกยกเลิกไป โดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 แม้มาตรา 137 แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแล้วและต่อมาความปรากฏต่อศาลเอง หรือปรากฏจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจ หรือผู้ดูแลหรือผู้ปกครองสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 หรือปรากฏจากคำร้องของบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วย หรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามมาตรา 115 หรือมาตรา 119 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้ศาลมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ก็ตาม แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวตั้งแต่ต้น และศาลที่มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งพิพากษาหรือมีคำสั่งคดีนั้นเอง หรือศาลคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งมีเขตอำนาจในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นกำลังรับโทษหรือถูกควบคุมตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้ ศาลจังหวัดพิจิตรซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาไม่ใช่ศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่ใช่ศาลที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วของจำเลยที่ 5 ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ และมิใช่กรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดที่ศาลจะต้องกำหนดโทษเสียใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี อันมีเป็นลักษณะเป็นการโทรมหญิง ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 5 และลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 20 ปี เมื่อรวมโทษกับฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 21 ปี 3 เดือน

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเกี่ยวกับการลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 99

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้วกรณีไม่มีเหตุตามคำร้อง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 5 มีอายุ 15 ปีเศษ ถือว่าเป็นเยาวชนก็ตาม แต่ขณะกระทำความผิดและวันที่โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 7 เมษายน 2547 ในท้องที่จังหวัดพิจิตรที่จำเลยที่ 5 มีถิ่นที่อยู่ปกติและเป็นท้องที่ที่กระทำความผิดยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดพิจิตรเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 58 (3) แม้ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2549 ก็ตาม แต่การพิจารณาพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์จนชั้นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 21 ปี 3 เดือน จึงเป็นคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะขอให้กำหนดโทษใหม่หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเกี่ยวกับการลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 99 ต่อมาพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยกเลิกไป โดยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 3 แม้มาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแล้วและต่อมาความปรากฏต่อศาลเอง หรือปรากฏจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจ หรือผู้ดูแลหรือผู้ปกครองสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 หรือปรากฏจากคำร้องของบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วย หรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามมาตรา 115 หรือมาตรา 119 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้ศาลมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ก็ตาม แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวตั้งแต่ต้น และศาลที่มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งพิพากษาหรือมีคำสั่งคดีนั้นเอง หรือศาลคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งมีเขตอำนาจในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นกำลังรับโทษหรือถูกควบคุมตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้ ศาลจังหวัดพิจิตรซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาไม่ใช่ศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่ใช่ศาลที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงโทษตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วของจำเลยที่ 5 ตามบทมาตราดังกล่าวได้และมิใช่กรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดที่ศาลจะต้องกำหนดโทษเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีอายุกว่า 24 ปี จึงไม่สามารถใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 119 ประกอบมาตรา 142 (1) ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 58 (3) ม. 99
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 119 ม. 137 ม. 142 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวอภิญญา เกษมปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุจินต์ ขำไชโย
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1018/2564
#646737
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 3 มาใช้บังคับในฐานกฎหมายที่เป็นคุณได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 อีกกระทงหนึ่งด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.094 กรัม จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 2,400,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 36 ปี 18 เดือน และปรับ 1,800,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 9 ปี และปรับ 750,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 45 ปี 18 เดือน และปรับ 2,550,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (390 เม็ด กับ 335 เม็ด รวม 725 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 42 ปี 18 เดือน และปรับ 1,800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟังในวันที่ 5 มิถุนายน 2551 และได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังในวันที่ 18 มกราคม 2556 โดยหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 ระบุคดีถึงที่สุดวันที่ 18 มกราคม 2556

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอน เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 โดยให้วันที่คดีถึงที่สุดเป็นวันที่ 5 มิถุนายน 2551

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ฟ้องก่อนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว หมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดออกชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟังหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับในวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 และคดีมีการพิจารณาต่อมาจนถึงศาลฎีกา จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ โดยมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า บรรดาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป และให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด ดังนั้น คดีของจำเลยที่ 2 จึงต้องบังคับตามกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป และวรรคสอง ที่กำหนดว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มิใช่นำมาตรา 19 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยคดีได้ถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยที่ 2 ฟังตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เนื่องจากเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่ศาลฎีกายังคงวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง คือวันที่ 18 มกราคม 2556 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองว่า คดีของจำเลยที่ 2 ต้องนำมาตรา 19 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า การที่จะนำบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้บังคับในฐานกฎหมายที่เป็นคุณได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่นำมาใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดเท่านั้น มิได้นำมาใช้บังคับแก่กฎหมายวิธีสบัญญัติ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 19 วรรคสาม ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 986/2564
#664279
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองและกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน ปิดกั้นถนนสายอุดรธานี - วังสะพุง และทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่แล่นผ่านมายังบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อค้นหาเจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังเดินทางไปสับเปลี่ยนกำลังพลควบคุมฝูงชนที่กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายทั้งสามขับและนั่งมาในรถยนต์ เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุก็ถูกผู้ชุมนุมขอทำการตรวจค้น แต่ผู้เสียหายทั้งสามไม่ยินยอมจึงถูกผู้ชุมนุมปล่อยลมยางล้อรถและโยกรถยนต์ไปมา ทำให้ผู้เสียหายทั้งสามกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน จึงยอมให้ตรวจค้นรถยนต์ ทั้งนี้มีจำเลยที่ 1 เป็นแกนนำในการชุมนุม จำเลยที่ 2 ใช้โทรโข่งพูดสั่งการให้ผู้ชุมนุมทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคัน เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองขอให้จำเลยที่ 1 ยุติการชุมนุม แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวง และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะสกัดกั้นเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารไม่ให้เคลื่อนย้ายกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่กรุงเทพมหานคร การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นรถยนต์ในลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสาม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อกระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 215, 216, 309 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 8, 39, 72

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม (เดิม), 216 (เดิม), 309 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ยอมเลิกมั่วสุมกันเพื่อกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และฐานร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จำนวนมากไปชุมนุมกันบนถนนสายอุดรธานี-วังสะพุง บริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหนองวัวซอ โดยกลุ่มคนดังกล่าวกระจายกันยืนและกางเต็นท์บนถนน ริมถนน และมีการใช้เครื่องขยายเสียงด้วย ตามภาพถ่าย เมื่อมีรถยนต์แล่นผ่านมาผู้ชุมนุมจะโบกมือส่งสัญญาณให้คนขับหยุดรถแล้วตรวจดูว่าภายในรถมีเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ทหารนั่งโดยสารมาด้วยหรือไม่ หากมีก็จะไม่ยอมให้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นผ่านไป ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสามและร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกขับรถและโดยสารรถมาถึงที่เกิดเหตุแล้วถูกผู้ชุมนุมบังคับให้หยุดรถ ทำให้ร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกไม่อาจเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเทพมหานครตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้ จำเลยที่ 1 เข้าร่วมชุมนุมกับผู้ชุมนุมและจำเลยที่ 2 อยู่ในบริเวณที่มีการชุมนุมในวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เป็นหลักฐาน พนักงานสอบสวนได้ขอออกหมายจับจำเลยทั้งสองไว้ ตามหมายจับ ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ได้ ตามบันทึกการจับกุม และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 จับจำเลยที่ 1 ได้ ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและเป็นประจักษ์พยานที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะเกิดเหตุด้วยตนเอง อีกทั้งต่างก็ไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความจริง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานเอกสารบันทึกข้อความ เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจสืบสวนหาข่าวการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง บันทึกรายงานการสืบสวนกลุ่มผู้ชุมนุมปิดกั้นถนน บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ภาพถ่ายกลุ่มมวลชนเสื้อแดงตั้งจุดสกัดกั้น บันทึกรายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนมวลชนเสื้อแดง (เพิ่มเติม) และบันทึกคำให้การพยาน รวม 8 ปาก มานำสืบสนับสนุนทำให้คำเบิกความพยานโจทก์มีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะพันตำรวจเอกประมวลเบิกความยืนยันพฤติการณ์จำเลยทั้งสองในขณะเกิดเหตุว่า พยานเข้าไปสอบถามผู้ร่วมชุมนุมว่าใครเป็นแกนนำ ผู้ร่วมชุมนุมบอกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นนั่งอยู่ในเต็นท์ พยานจึงเข้าไปพูดกับจำเลยที่ 1 ขอร้องว่าการชุมนุมดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ผ่านไปมาเดือดร้อน ขอให้ยุติการชุมนุม จำเลยที่ 1 ตอบว่ายกเลิกการชุมนุมไม่ได้เนื่องจากได้นัดรวมพลกันแล้ว และขณะนั้นมีรถตู้ของวัดป่าบ้านตาดที่มีหลวงตามหาบัวนั่งอยู่ในรถแล่นมาถึงที่เกิดเหตุกลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ยอมให้ผ่านไป และจะตรวจค้นภายในรถโดยกลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่าหากจะผ่านไปต้องขออนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน พยานจึงไปพูดกับจำเลยที่ 1 จนกระทั่งจำเลยที่ 1 อนุญาตจึงยอมให้รถตู้คันดังกล่าวแล่นผ่านไปได้ พยานเห็นจำเลยที่ 2 ใช้โทรโข่งพูดสั่งการให้ผู้ร่วมชุมนุมตรวจค้นรถที่เลี้ยวเข้าไปบริเวณถนนเลี่ยงเข้าหมู่บ้านโดยไม่ต้องผ่านจุดที่มีการชุมนุม ต่อมารองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและเข้าไปพูดกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ พยานอยู่ในที่เกิดเหตุจนถึงเวลากลางคืนก็ยังมีคนชุมนุมกันอยู่ พยานเห็นมีการตรวจค้นรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมให้ตรวจค้น ผู้ร่วมชุมนุมจึงใช้มือผลักโยกรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และเห็นผู้เสียหายที่ 2 ขับรถยนต์ตามหลังมาก็ถูกผู้ชุมนุมขอตรวจค้นและใช้มือขีดข่วนรถจนได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายทั้งสองจึงมาแจ้งความ ตามคำเบิกความของพันตำรวจเอกประมวลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการเข้าร่วมชุมนุมของจำเลยทั้งสองได้ว่ามีลักษณะเป็นแกนนำในการชุมนุม สอดคล้องกับรายงานการสืบสวน กับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ขับรถผ่านที่เกิดเหตุที่มีการชุมนุมกันเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้เสียหายที่ 2 จอดรถเมื่อผู้เสียหายที่ 2 หยุดรถกลุ่มผู้ชุมนุมก็เข้ามาล้อมรถแล้วบอกให้ทุกคนลงจากรถ ผู้เสียหายที่ 2 ต่อรองขอให้มีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมตรวจค้นด้วยแต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยินยอม และจะปล่อยลมยางล้อรถของผู้เสียหายที่ 2 บางคนใช้มือผลักรถของผู้เสียหายที่ 2 ให้โยกไปมาผู้เสียหายที่ 2 จึงลงจากรถและเปิดฝากระโปรงท้ายรถให้กลุ่มผู้ชุมนุมตรวจค้นและเมื่อพิจารณาภาพถ่ายซึ่งเป็นภาพถ่ายเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุจะเห็นได้ว่าผู้ชุมนุมมีการกางเต็นท์วางแผงไฟกั้นการจราจรเพื่อตรวจรถยนต์ที่แล่นผ่านบริเวณดังกล่าว การตั้งกรวยยางของกลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะล้ำเข้ามาในช่องเดินรถบนถนนที่เกิดเหตุและกลุ่มผู้ชุมนุม มีจำนวนเกินสิบคนยืนปิดกั้นถนนโดยจำเลยทั้งสองพูดกับกลุ่มผู้ชุมนุมผ่านไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียงแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยร่วมกันชุมนุมบนถนนที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางหลวงแล้วทำการปิดกั้นถนนกับกางเต็นท์บนถนนไม่ให้รถยนต์และประชาชนสัญจรผ่านได้โดยสะดวก ทำให้การจราจรติดขัด ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน มีการส่งเสียงผ่านทางไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียง อันเป็นการรบกวนความสงบสุขของประชาชนและกลุ่มผู้ชุมนุมยังทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่แล่นผ่านไปมา ในลักษณะเป็นการตรวจค้นที่ราษฎรไม่มีอำนาจกระทำได้ ทำให้ประชาชนเกิดความกลัว เป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและเป็นการปิดกั้นทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล โดยพฤติการณ์จำเลยทั้งสองกระทำการเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสั่งให้จำเลยทั้งสองกับพวกเลิกมั่วสุม จำเลยทั้งสองก็ไม่เลิกและจำเลยทั้งสองกับพวกตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสามขณะสัญจรผ่านที่เกิดเหตุโดยจำเลยทั้งสองกับพวกยืนปิดกั้นถนนทางหลวงบังคับให้หยุดรถและขอตรวจค้นรถแต่ผู้เสียหายทั้งสามไม่ยินยอม จำเลยทั้งสองกับพวกจึงใช้มือทุบรถทั้งสองคันผลักโยกไปมาและจะปล่อยลมยางล้อรถ ผู้เสียหายทั้งสามกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม จึงจำยอมให้จำเลยทั้งสองกับพวกตรวจค้นรถ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันข่มขืนใจร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกเดินทางถึงบริเวณที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบังคับให้ร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกหยุดรถไม่ยอมให้ขับรถผ่านไปโดยบังคับให้ทุกคนลงจากรถและปล่อยลมยางล้อรถทำให้ร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวกไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของร้อยตำรวจโทเศรษฐวิทย์กับพวก ที่จำเลยทั้งสองนำสืบและฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้นำในการชุมนุมไม่ได้ข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสามหรือผู้ใด จำเลยทั้งสองเข้าร่วมชุมนุมหลังจากมีการกางเต็นท์และวางสิ่งของบนถนนบริเวณที่เกิดเหตุแล้วโดยมิได้มีการนัดหมายหรือวางแผนกันมาก่อน อีกทั้งเป็นการชุมนุมด้วยความสงบเรียบร้อยไม่ได้เป็นภัยอันตรายแก่ยานพาหนะหรือบุคคลใดนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีเพียงพยานเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ และพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นนั้นส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีอำนาจสั่งการในการชุมนุม สามารถอนุญาตให้รถยนต์คันใดแล่นผ่านจุดที่ชุมนุมไปได้ จำเลยทั้งสองจึงเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุม ประกอบกับการมั่วสุมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ผู้มั่วสุมไม่จำต้องมีเจตนากระทำผิดในรายละเอียดอย่างเดียวกัน เพียงแต่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองก็เป็นความผิดแล้ว และผู้ที่มั่วสุมก็ไม่จำต้องรู้จักหรือมีการนัดหมายวางแผนกันมาก่อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานได้สั่งให้จำเลยทั้งสองกับพวกให้เลิกการมั่วสุม แต่จำเลยทั้งสองกับพวกก็ไม่เลิกมั่วสุม ส่วนการปิดกั้นทางหลวงนั้น เมื่อมีการมั่วสุมและปิดกั้นถนนทางหลวงก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39 แล้ว เพราะการกระทำดังกล่าวมีลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคลที่สัญจรผ่านไปมา และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การชุมนุมเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับบัญญัติรับรอง และเป็นการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ นั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ บัญญัติถึงเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" แต่พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองกับพวกที่ปิดกั้นถนนทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ถนนที่เกิดเหตุในการสัญจรได้อย่างปกติ ทั้งยังมีการตรวจค้นรถทุกคันที่แล่นผ่านโดยจำเลยทั้งสองไม่มีอำนาจตรวจค้นได้ตามกฎหมาย และหากคนขับรถคันใดไม่ยอมให้ตรวจค้นจำเลยทั้งสองกับพวกผู้ชุมนุมก็ใช้กำลังผลักโยกรถไปมาปล่อยลมยางล้อรถ กักและยึดรถบางคัน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการบังคับขู่เข็ญก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การชุมนุมของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงมิใช่เป็นการใช้เสรีภาพโดยชอบ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวงและฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำโดยมีเจตนาจะสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้เคลื่อนย้ายกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่กรุงเทพมหานคร จึงร่วมกันทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่แล่นผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ รวมทั้งรถยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสามขับและนั่งโดยสารมา การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นรถยนต์ในลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสามจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อกระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมา 2 กระทง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกข้อหนึ่งว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกับพวกอีกหลายคนปิดกั้นถนนและตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่แล่นผ่านบริเวณที่เกิดเหตุโดยไม่มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ทำให้ประชาชนทั่วไปที่ใช้รถและใช้ถนนในการสัญจรได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งยังร่วมกันข่มขืนใจโดยการบังคับขู่เข็ญผู้อื่นให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดตามที่จำเลยทั้งสองขู่เข็ญ ในลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ถือได้ว่าเป็นภัยต่อความสงบสุขของสังคมและเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษและโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้วจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม (เดิม) เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 215, 216, 309
ป.วิ.อ. ม. 195, 225
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 39, 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบัณฑิต สีอุไรย์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย จันทร์วิรัช
วิชิต ลีธรรมชโย
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2564
#693676
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐานให้นำบทบัญญัติมาตรา 166 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น หากโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ แต่ตามคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ของโจทก์อ้างถึงเหตุที่ไม่มาศาลว่า เจ้าหน้าที่ศาลได้โทรศัพท์แจ้งทนายความของโจทก์ว่า คณะผู้พิพากษาติดภารกิจ ให้ยกเลิกวันนัดวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา และเลื่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานไปในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 โดยมีภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ระบบติดตามสำนวนคดีของศาลชั้นต้นเป็นหลักฐานแนบท้ายคำร้อง อันเป็นการโต้แย้งว่าเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา เพราะวันนัดถูกยกเลิกแล้ว ซึ่งหากเป็นความจริงย่อมไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน และกรณีดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์ต้องร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อนจึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาศาลนั้นมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ โดยให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน สยามกีฬา และบางกอกโพสต์ เป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กำหนดโทษและบวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 226/2558 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว และเพิ่มโทษจำเลย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ไว้พิจารณา ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ให้ยกฟ้อง นัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันสืบพยานทั้งส่วนอาญาและแพ่ง ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา

วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 จำเลยและทนายความของจำเลยมาศาล โจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทราบนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี พิพากษายกฟ้อง วันที่ 5 สิงหาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่ยื่นคำร้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันศาลยกฟ้อง มีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐานให้นำบทบัญญัติมาตรา 166 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น หากโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ แต่ตามคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ของโจทก์อ้างถึงเหตุที่ไม่มาศาลว่า เจ้าหน้าที่ศาลได้โทรศัพท์แจ้งทนายความของโจทก์ว่า คณะผู้พิพากษาติดภารกิจ ให้ยกเลิกวันนัดวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา และเลื่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานไปในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 โดยมีภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ระบบติดตามสำนวนคดีของศาลชั้นต้นเป็นหลักฐานแนบท้ายคำร้อง อันเป็นการโต้แย้งว่าเหตุที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา เพราะวันนัดถูกยกเลิกแล้ว ซึ่งหากเป็นความจริงย่อมไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน และกรณีดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์ต้องร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173/2 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อนจึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาศาลนั้นมีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ โดยให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในอุทธรณ์นั้น เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และนัดตรวจพยานหลักฐานใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่จึงไม่เกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 173/2 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมยศ กอไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2564
#661125
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 และอ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ต่อมาจำเลยที่ 1 และโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า หมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 สมควรออกวันใด เห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำว่า "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง" หมายถึงระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดโดยกฎหมาย คือ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 และมาตรา 216 สำหรับกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกา และคู่ความฝ่ายนั้นมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้ ในการออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดโดยกฎหมาย เพื่อมิให้จำเลยผู้ซึ่งต้องถูกบังคับโทษทางอาญาต้องเสียสิทธิที่จะพึงได้รับตามกฎหมายราชทัณฑ์ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาและมิได้ใช้สิทธิยื่นฎีกาภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โดยระบุว่าให้คดีถึงที่สุด วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ซึ่งนำระยะเวลาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขยายฎีการวมเข้าด้วยจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่และ 4 ถึงที่ 6 ฟัง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจำเลยที่ 2 ย่อมสามารถใช้สิทธิยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2558 แต่วันดังกล่าวเป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2558 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 ศาลชั้นต้นย่อมต้องออกหมายจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 2 มิถุนายน 2558 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิม ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1239/2557 ของศาลชั้นต้นโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และเรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวว่า จำเลยที่ 6 คดีคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 คดีนี้

สืบเนื่องจากศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แทนศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ครั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 และวันที่ 10 มิถุนายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยที่ 6 ยื่นฎีกาภายในกำหนด ส่วนโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นฎีกา จากนั้นวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 14 กรกฎาคม 2558

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วรายงานว่า โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 แต่โจทก์ไม่ฎีกาตามรายงานเจ้าหน้าที่ ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ได้รายงานเพื่อดำเนินการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ระบุคดีถึงที่สุดในวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นจึงไม่แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 และแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โดยระบุให้ คดีถึงที่สุดวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำว่า "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง" หมายถึงระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดโดยกฎหมาย คือ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 และมาตรา 216 ในกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกา และคู่ความมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้ ในการออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดโดยกฎหมาย เพื่อมิให้จำเลยผู้ต้องถูกบังคับโทษทางอาญาต้องเสียสิทธิที่จะพึงได้รับตามกฎหมายราชทัณฑ์ สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ต่อมาโจทก์ไม่ใช้สิทธิฎีกาภายในเวลาที่ขยายไว้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 เป็นการนำระยะเวลาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขยายฎีการวมเข้าด้วย จึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 ที่ถูกต้องสมควรออกวันใด ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แทนศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 แต่โจทก์มิได้ฎีกา จากบทบัญญัติของกฎหมายที่ได้กล่าวมาแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมสามารถใช้สิทธิฎีกาได้ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2558 แต่วันดังกล่าวเป็นวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2558 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ศาลชั้นต้นย่อมต้องออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 นับแต่วันดังกล่าว ฎีกาข้อนี้จำเลยที่ 2 ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 โดยระบุให้คดีถึงที่สุดวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ระบุในการออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 การออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะได้ความว่าได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา การออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมถึงที่สุดในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้ถูกต้องด้วย แม้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 จะมิได้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 โดยระบุให้ถึงที่สุดนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2558
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาง ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายสุวรรณ์ นามตะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมเลข สุวรรณนิมิตร
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2564
#646732
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 42 ปกติคดีจะถึงที่สุดนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้คู่ความฟัง เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ซึ่งคู่ความยื่นคำร้องขอฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกาและศาลฎีการับไว้พิจารณา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติชอบก็ยังไม่ถึงที่สุด แต่หากศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาไว้พิจารณา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุดนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งไม่รับฎีกานั้น ตามมาตรา 46 วรรคสาม เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอฎีกาและคำฟ้องฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย คดีนี้จึงต้องถึงที่สุดตามมาตรา 42 โดยถึงที่สุดนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้คู่ความฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 50 ปี โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2562 โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 25 มิถุนายน 2562 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดระบุในหมายว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 24 มิถุนายน 2562

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขวันที่คดีถึงที่สุดในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นวันที่ 24 เมษายน 2562

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2560 การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้ต้องระบุในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่าคดีถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 42 บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับมาตรา 44 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด" ดังนั้น ในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเมื่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว โดยปกติคดีจะถึงที่สุดนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้คู่ความฟัง เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ซึ่งบัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับไว้พิจารณาตามมาตรา 46 พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว" โดยหากคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องขอฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง และศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติชอบก็ยังไม่ถึงที่สุด แต่หากศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาไว้พิจารณา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุดนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งไม่รับฎีกานั้น ตามมาตรา 46 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2562 แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอฎีกาและคำฟ้องฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จึงต้องถือว่าไม่มีกรณีตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 คดีนี้จึงต้องถึงที่สุดตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 โดยถึงที่สุดนับแต่วันที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้คู่ความฟัง จึงต้องระบุในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่าคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้แก้ไขวันที่ถึงที่สุดในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเป็นวันที่ 24 เมษายน 2562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
วันชัย ศศิโรจน์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2564
#683325
เปิดฉบับเต็ม

ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เป็นเพียงเอกสารซึ่งนายทะเบียนอาวุธปืนออกให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ขอใบอนุญาตต้องยื่นคำขอและผ่านการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และไม่อาจโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ รวมถึงไม่ตกทอดแก่ทายาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 จึงเป็นเพียงเอกสารราชการ ไม่ใช่เอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 266 (1), 268 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 24, 34, 72, 73, 73 ทวิ และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 372/2560 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ ลศ.7/2561 ของศาลชั้นต้น ริบใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ที่ 20/2548 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2497 (ที่ถูก พ.ศ.2490) มาตรา 7, 24, 34, 72 วรรคสาม, 73, 73 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจำหน่ายอาวุธปืนแก่ผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และฐานจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ ลศ.7/2561 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 นายบือราเฮง ยื่นคําขออนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.1) ต่อนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามัน จังหวัดยะลา เพื่อขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จํานวน 1 กระบอก อ้างว่าจะรับโอนอาวุธปืนมาจากนายวิเชียร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบดําเนินการสอบสวนตามระเบียบแล้วเสนอเรื่องต่อนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามันเพื่อออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) นายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามันพิจารณาแล้วจึงออกใบอนุญาตดังกล่าวแก่นายบือราเฮงเพื่อให้นายบือราเฮงซื้ออาวุธปืนจากนายวิเชียร ต่อมานายบือราเฮงนําใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เลขที่ 20/2548 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 ออกให้โดยที่ว่าการอําเภอมหาราช ปรากฏชื่อนายวิเชียรเป็นผู้ได้รับอนุญาต ซึ่งมีการสลักหลังตัดโอนด้านหลังเอกสารดังกล่าวมายื่นต่อนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามัน และนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามันออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) แก่นายบือราเฮง ตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เลขที่ 235/2549 ลงวันที่ 4 กันยายน 2549 หลังจากนั้นนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามันตรวจสอบทะเบียนอาวุธปืนดังกล่าวไปยังนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอมหาราชและได้รับแจ้งว่าใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เลขที่ 20/2548 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งออกโดยนายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอมหาราชเป็นใบอนุญาตปลอม นายทะเบียนอาวุธปืนอําเภอรามันจึงเพิกถอนใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เลขที่ 235/2549 ลงวันที่ 4 กันยายน 2549 ของนายบือราเฮง และยึดใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เลขที่ 20/2548 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2548 ไว้เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง กับความผิดฐานจำหน่ายอาวุธปืนแก่ผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ซื้อหรือมีและใช้อาวุธปืน และฐานจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยยืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า เอกสารสิทธิ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ สงวนสิทธิ หรือระงับซึ่งสิทธิ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เป็นเพียงเอกสารซึ่งนายทะเบียนอาวุธปืนออกให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ขอใบอนุญาตต้องยื่นคำขอและผ่านการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ไม่อาจโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ รวมถึงไม่ตกทอดแก่ทายาท หากแต่ผู้รับโอนหรือทายาทต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติจากนายทะเบียนอาวุธปืนเสียก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาต ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นเพียงเอกสารราชการ ไม่ใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) เมื่อความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 95 (3) ม. 265 (เดิม) ม. 268 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายนุสิทธิ์ อนุสรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2564
#646735
เปิดฉบับเต็ม

ผลของคดีก่อนถึงที่สุดว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ส่วนที่ทับที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครอง เป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1) ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ แม้คดีก่อนศาลมิได้มีคำสั่งให้ขับไล่โจทก์คดีนี้ แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 348 วรรคสอง (ที่เพิ่มเติมใหม่) บัญญัติให้การบังคับคดีในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งคืนหรือส่งมอบอสังหาริมทรัพย์เฉพาะสิ่ง ให้นำบทบัญญัติในหมวด 4 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ขับไล่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 มาตรา 21 ให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกระบวนการบังคับคดีในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาก่อนที่กฎหมายใช้บังคับด้วย ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยบังคับคดีโจทก์ในคดีก่อนได้ โจทก์ซึ่งยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่มีผลผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม่มีสิทธิในที่ดินและไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิขึ้นใหม่เพื่อโต้แย้งว่าได้เปลี่ยนแปลงการยึดถือครอบครองที่ดินแทนจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 เนื้อที่ 86 ตารางวา ห้ามจำเลยและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท

ชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณพื้นที่สีเหลืองตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 เนื้อที่ 86 ตารางวา ห้ามจำเลยและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีก่อนว่า บิดาของจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 162 ต่อมามีการขุดคลองชลประทานทำให้ที่ดินแบ่งออกเป็นสองส่วน บิดาจำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินเนื้อที่ 86 ตารางวา แก่จำเลย ส่วนโจทก์คดีนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 25034 ได้นำรังวัดสอบเขตที่ดินเข้ามาในที่ดินของจำเลย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลย (โจทก์คดีนี้) เนื้อที่ 86 ตารางวา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 25034 เฉพาะส่วนที่ทับที่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) มีสิทธิครอบครอง เนื้อที่ประมาณ 86 ตารางวา ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1046/2558 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวจำเลย (โจทก์คดีนี้) ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนปรากฏที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนที่จำเลยยังมิได้นำไปขอออกโฉนดที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง เมื่อคดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์นำรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เข้ามาในที่ดินของจำเลย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ส่วนที่ทับที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครอง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกอุทธรณ์ ผลของคดีก่อนถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ส่วนที่ทับที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครอง จึงเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้" แม้คดีก่อนศาลมิได้มีคำสั่งให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นกรณีที่ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ทั้งโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยผู้มีสิทธิครอบครอง และตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 ซึ่งมีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาก่อนที่กฎหมายใช้บังคับตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 348 วรรคสอง (ที่เพิ่มเติมใหม่) บัญญัติว่า "การบังคับคดีในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งคืนหรือส่งมอบอสังหาริมทรัพย์เฉพาะสิ่ง ถ้ามีเหตุขัดขวางหรือเหตุขัดข้องในการส่งคืนหรือส่งมอบอสังหาริมทรัพย์นั้นแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ให้นำบทบัญญัติในหมวด 4 การบังคับคดีในกรณีที่ให้ขับไล่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยบังคับคดีโจทก์ในคดีก่อนได้ และการที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าประมาณสิ้นเดือนเมษายน 2559 จำเลยแจ้งให้โจทก์รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินพิพาท เพื่อเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่โจทก์แจ้งจำเลยว่าจะไม่รื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไป ที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ไม่ได้ยอมรับว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การที่โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนการพิจารณาของศาลที่พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ก็ยังคงไม่มีสิทธิในที่ดินและไม่อาจกล่าวอ้างสิทธิขึ้นใหม่เพื่อโต้แย้งจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาเหตุผลอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 348 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายวิสูตร เจนสุทธิประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
กาญจนา ชัยคงดี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 826/2564
#664300
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3760/2559 ของศาลแขวงสมุทรปราการ จำเลยยกเรื่องการบรรยายฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.2283/2559 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งบรรยายฟ้องไว้ในหน้าที่ 18 บรรทัดที่ 11 จากบนว่า "...จำเลยทั้งเก้ามีพฤติการณ์แสดงถึงความไม่สุจริต ฉ้อฉล หลอกลวงชาวต่างชาติ..." มาเป็นเหตุอ้างในฟ้องเพื่อให้โจทก์รับผิดในข้อหาหมิ่นประมาทร่วมกับบริษัท จ. และ พ. การที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาจึงเป็นการบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากข้อความที่จำเลยอ้างว่า มีเนื้อหาหมิ่นประมาทจำเลยนั้น ก็พบว่าเป็นเพียงข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนนิติกรรม ซึ่งเป็นข้อหาหนึ่งในคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.2283/2559 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ จึงต้องถือว่า เป็นเรื่องที่คู่ความหรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตนตาม ป.อ. มาตรา 331 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท และจำเลยซึ่งมีอาชีพนักกฎหมายย่อมทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวดีว่า การกระทำของโจทก์ไม่มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ยังฝืนฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3760/2559 ของศาลแขวงสมุทรปราการ อันเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้บุคคลอื่นเสียหาย ส่วนการที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เป็นไม่รับฟ้องแล้วให้ไปฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจนั้น ก็หาใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแต่งตั้งทนายความเป็นเงิน 150,000 บาท เสียโอกาสในการทำมาหาได้เสียชื่อเสียงทางธุรกิจเป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด โดยขอถือเอาวันที่ 10 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นวันทำละเมิด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรายวัน วันละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยประกาศโฆษณาขอโทษโจทก์ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นเวลา 30 วัน หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายวันละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบอาชีพทนายความและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท จ. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 นายฮาร์ทวิก มอบอำนาจให้บริษัท จ. ทำการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่บริษัท ว. ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน ในข้อหาผิดสัญญาซื้อขายหุ้นเรียกค่าเสียหาย เพิกถอนนิติกรรมต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยจำเลยคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าว ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.2476/2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท จ. กับโจทก์คดีนี้ และนายพีรณัฐ ทนายความในคดีแพ่งดังกล่าว เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ในข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.872/2559 ศาลแขวงสมุทรปราการตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.2476/2558 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 21,125,753.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,259,258.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.2476/2558 หมายเลขแดงที่ พ.2283/2559

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.872/2559 หมายเลขแดงที่ อ.3760/2559 ต่อศาลแขวงสมุทรปราการเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3760/2559 ของศาลแขวงสมุทรปราการ จำเลยยกเรื่องการบรรยายฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.2283/2559 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งบรรยายฟ้องไว้ในหน้าที่ 18 บรรทัดที่ 11 จากบนว่า "...จำเลยทั้งเก้ามีพฤติการณ์แสดงถึงความไม่สุจริต ฉ้อฉล หลอกลวงชาวต่างชาติ..." มาเป็นเหตุอ้างในฟ้องเพื่อให้โจทก์รับผิดในข้อหาหมิ่นประมาทร่วมกับบริษัท จ. และนายพีรณัฐ การที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาจึงเป็นการบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการที่ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากข้อความที่จำเลยอ้างว่า มีเนื้อหาเป็นการหมิ่นประมาทจำเลยนั้น ก็พบว่า เป็นเพียงข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนนิติกรรม ซึ่งเป็นข้อหาหนึ่งในคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.2283/2559 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ จึงต้องถือว่า เป็นเรื่องที่คู่ความหรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท และจำเลยซึ่งมีอาชีพนักกฎหมายย่อมทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวดีว่า การกระทำของโจทก์ไม่มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ยังคืนฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3760/2559 ของศาลแขวงสมุทรปราการ อันเป็นการใช้สิทธิ ซึ่งมีแต่จะก่อให้บุคคลอื่นเสียหาย ส่วนการที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เป็นไม่รับฟ้องแล้วให้ไปฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจนั้น ก็หาใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน และเห็นว่า โจทก์นำสืบในเรื่องค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท แต่เพียงลอย ๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนให้เห็นว่า โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแต่งตั้งทนายความและเสียโอกาสในการทำมาหาได้ตามนั้นจริง เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องวันละ 3,000 บาท รวมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ชื่อเสียงโดยขอให้จำเลยประกาศโฆษณาขอโทษโจทก์ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษนั้น เห็นว่า การทำละเมิดของจำเลยสิ้นสุดไปแล้วก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายต่อเนื่องมา โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องได้อีก ส่วนค่าสินไหมทดแทนแก่ชื่อเสียงนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องของการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต มิใช่เป็นเรื่องที่ทำให้โจทก์เสียหายแก่ชื่อเสียง โจทก์จึงหาอาจขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในลักษณะดังกล่าวได้ไม่

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
อุทัย โสภาโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา