คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2544
#44089
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ นำสืบข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ที่บ้านไปโรงเรียน รถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของเพื่อนจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงเวลาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้พิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 เพราะการใช้อำนาจปกครองของบิดามารดารวมถึงการที่จะต้องคอยอบรมสั่งสอนดูแลตลอดจนควบคุมบุตรผู้เยาว์มิให้ออกไปประพฤติตนเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย การที่บุตรผู้เยาว์ทำละเมิดในระหว่างที่ไปเรียนหนังสือ ย่อมมิใช่ข้อที่บิดามารดาจะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้

จำเลยที่ 1 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรถจักรยานยนต์ ปกติจำเลยที่ 1 จะขับออกไปหาซื้อของนอกบ้านแสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้และเคยขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้าน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โดยปล่อยปละละเลยให้บุตรผู้เยาว์ของตนขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้านทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ควรรู้ว่าการขับรถจักรยานยนต์โดยผู้เยาว์ที่ยังไม่ผ่านการสอบใบอนุญาตขับขี่นั้น ย่อมเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือเกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย การที่จำเลยที่ 1 สามารถไปขับรถจักรยานยนต์ของผู้อื่นในวันเกิดเหตุจึงมีส่วนมาจากการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลหรือห้ามปรามจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาแต่ต้นเมื่อจำเลยที่ 1 ไปขับรถจักรยานยนต์ชนรถของผู้อื่นเสียหายเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 97,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 บุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายสุรเชษฐ์ บุญวัน บุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ18 ปีเศษ และอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดร่วมในผลที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดนั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 บิดามารดาของผู้เยาว์ต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์ในผลที่ผู้เยาว์ทำละเมิดเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ที่บ้านไปโรงเรียน รถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของเพื่อนจำเลยที่ 1 และขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงเวลาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนของจำเลยที่ 1เท่านั้น มิได้พิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นเพราะการใช้อำนาจปกครองของบิดามารดารวมถึงการที่จะต้องคอยอบรมสั่งสอนดูแลตลอดจนควบคุมบุตรผู้เยาว์มิให้ออกไปประพฤติตนเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย การที่บุตรผู้เยาว์ทำละเมิดในระหว่างที่ไปเรียนหนังสือ ย่อมมิใช่ข้อที่บิดามารดาจะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ นอกจากนี้ ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ และที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรถจักรยานยนต์อยู่ 1 คัน ปกติจำเลยที่ 1 จะขับรถจักรยานยนต์ออกไปหาซื้อของนอกบ้านแสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้และเคยขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้าน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โดยปล่อยปละละเลยให้บุตรผู้เยาว์ของตนขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้านทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ควรรู้ว่าการขับรถจักรยานยนต์โดยผู้เยาว์ที่ยังไม่ผ่านการสอบใบอนุญาตขับขี่นั้น ย่อมเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือเกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ที่จำเลยที่ 2เบิกความว่า เคยเตือนจำเลยที่ 1 ให้ขับรถโดยระมัดระวังอย่าขับรถเร็วนั้น นอกจากไม่เป็นการเพียงพอแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์และไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วยการที่จำเลยที่ 1 สามารถไปขับรถจักรยานยนต์ของผู้อื่นในวันเกิดเหตุจึงมีส่วนมาจากการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลหรือห้ามปรามจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3มาแต่ต้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไปขับรถจักรยานยนต์ชนรถของผู้อื่นเสียหายเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องรับผิดร่วมในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 429
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประทิน บุญวัน
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2544
#98337
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 บิดามารดาของผู้เยาว์ต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์ในผลที่ผู้เยาว์ทำละเมิด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น จึงเป็นหน้าที่ของบิดามารดาของผู้เยาว์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว

การใช้อำนาจปกครองของบิดามารดารวมถึงการที่จะต้องคอยอบรมสั่งสอนดูแลตลอดจนควบคุมบุตรผู้เยาว์ มิให้ออกไปประพฤติตนเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย การที่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี ทำละเมิดในระหว่างที่ไปเรียนหนังสือ ข้อที่ว่าบิดามารดาไม่เคยอนุญาตให้ผู้เยาว์ขับรถจักรยานยนต์ที่บ้านไปโรงเรียนหรือรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เยาว์ขับเป็นของเพื่อนผู้เยาว์ และขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงเวลาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน มิใช่ข้อที่บิดามารดา จะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้

ผู้เยาว์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์และบิดามารดาทราบดีว่าผู้เยาว์สามารถขับรถจักรยานยนต์ได้ และเคยขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้าน แต่บิดามารดาไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ โดยปล่อยปละละเลยให้บุตรผู้เยาว์ขับรถจักรยานยนต์ออกนอกบ้านทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ย่อมเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือเกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย การที่บิดาผู้เยาว์เตือนผู้เยาว์ให้ขับรถโดยระมัดระวัง อย่าขับรถเร็ว นอกจากไม่เป็นการเพียงพอแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้บุตรผู้เยาว์ขับรถ จักรยานยนต์อีกด้วย การที่ผู้เยาว์ไปขับรถจักรยานยนต์ของผู้อื่นในวันเกิดเหตุจึงมีส่วนมาจากการปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลหรือห้ามปรามตามหน้าที่ของบิดามารดามาแต่ต้น เมื่อผู้เยาว์ไปขับรถจักรยานยนต์ชนรถของผู้อื่นเสียหาย เป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิดต่อผู้อื่น บิดามารดาของผู้เยาว์จึงต้องรับผิดร่วมในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 429
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทิน บุญวัน
จำเลย — นางสาววาสนา สุดใหม่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9772/2544
#98324
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ ต่อมาจำเลยใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าวและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ลงในแบบข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศอันเป็นเอกสารราชการ และในวันเดียวกันหลังจากจำเลย ใช้เอกสารราชการปลอมและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ดังกล่าวแล้ว จำเลยปลอมหนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทางอันเป็นเอกสารราชการ การปลอมเอกสารราชการ ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน และเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัว โดยแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ เพียงแต่เมื่อจำเลยนำเอกสารราชการปลอมฉบับแรกไปใช้และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำเลยมีเจตนาเดียวคือให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อในความถูกต้องแท้จริง ของเอกสารนั้น การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นความผิดกรรมหนึ่งแล้ว และจำเลยยังต้องมีความผิดฐานปลอมหนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทางอันเป็นเอกสารราชการ อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๗, ๒๖๘, ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕, ๒๖๗ และ ๒๖๕ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ และ ๒๖๗ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุก ๒ ปี และฐานปลอมเอกสารราชการ (หนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทาง) จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ (หนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทาง) ให้จำคุก ๑ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือ ๒ กรรม โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยมีเจตนาเดียวคือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง เพียงกระทงเดียวเท่านั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๓ เวลากลางวัน จำเลยปลอมใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ ต่อมาวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ จำเลยใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าวและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศอันเป็นเอกสารราชการ และในวันเดียวกันนั้นหลังจากจำเลยใช้เอกสารราชการปลอมและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการดังกล่าวแล้ว จำเลยปลอมหนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทางอันเป็นเอกสารราชการ การปลอมเอกสารราชการทั้ง ๒ ฉบับ ดังกล่าว เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน และเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัว โดยแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ เพียงแต่เมื่อจำเลยนำเอกสารราชการปลอมฉบับแรกไปใช้และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำเลยมีเจตนาเดียวคือให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อในความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นความผิดกรรมหนึ่งแล้ว และจำเลยยังต้องมีความผิดฐานปลอมหนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทางอันเป็นเอกสารราชการอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ๒ กรรมต่างกัน?

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ให้จำคุกจำเลย ๑ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก ๖ เดือน ในความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ (หนังสือข้อมูลผู้ขอหนังสือเดินทาง) เป็นจำคุก ๑๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 59 ม. 91 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางพรจิต เหล่าจูม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสบาย นิลแท้
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9763/2544
#99354
เปิดฉบับเต็ม

บ้านที่เจ้าพนักงานสรรพากรได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้แก่โจทก์ทั้งสอง เป็นบ้านของโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองก็มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในบ้านหลังนี้ ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมาดูแลโต๊ะสนุกเกอร์ที่บ้านเลยที่ดังกล่าวเป็นประจำ การที่เจ้าพนักงานประเมินส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ทั้งสอง ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ทั้งสองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และมี พ. อายุ 29 ปี ซึ่งอยู่ในบ้านเลยที่ดังกล่าวรับไว้แทน โดยระบุความเกี่ยวพันว่าเป็นลูกจ้าง จึงเป็นการส่งโดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แม้จะฟังว่าพ. ทำหนังสือแจ้งการประเมินสูญหายไปดังที่โจทก์ทั้งสองนำสืบ โจทก์ทั้งสองก็หาอาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อขอขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้ไม่ คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธณณ์เป็นคำสั่งที่ชอบ ไม่มีเหตุที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องให้เพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษายกเลิกคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยอนุมัติให้ขยายเวลาการอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรที่จะอนุมัติให้ขยายได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นและเป็นการสมควรซึ่งประมวลรัษฎากรได้ให้อำนาจไว้ตามมาตรา 3 อัฎฐ แต่กรณีของโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดเวลาและกรณียังไม่อาจถือได้มีว่าเหตุจำเป็นอันสมควรที่จะขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 500 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 112/1 หมู่ 8 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มิได้พักอาศัยที่บ้านเลขที่ 355/295-296 หมู่ที่ 15 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โจทก์ทั้งสองมิได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจนกระทั่งกลางเดือนพฤษภาคม 2542 พนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาตลาดสี่มุมเมือง แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าจำเลยอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก โจทก์ทั้งสองถามเจ้าพนักงานสรรพากรของจำเลยจึงทราบว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เห็นว่า บ้านเลขที่ 355/295-296 หมู่ที่ 15 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นบ้านของโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองก็มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในบ้านหลังนี้ ประกอบทั้งหนังสือขอความเป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองมีไปถึงสำนักงานสรรพากรภาค 1 โจทก์ทั้งสองก็รับว่าโจทก์ทั้งสองยังประกอบกิจการตั้งโต๊ะสนุกเกอร์ที่บ้านเลขที่ดังกล่าว และตามเอกสารคำให้การของโจทก์ที่ 1 ต่อพนักงานสอบสวนในคดีที่โจทก์ที่ 1 กับพวกถูกกล่าวหาว่าร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบ โจทก์ที่ 1 ให้การว่าโจทก์ทั้งสองมาดูแลโต๊ะสนุกเกอร์เป็นประจำการที่เจ้าพนักงานประเมินส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ทั้งสอง ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ทั้งสองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และมีนางสาวเพ็ญวดี อายุ 29 ปี ซึ่งอยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าวรับไว้แทน โดยระบุความเกี่ยวพันว่าเป็นลูกจ้าง จึงเป็นการส่งโดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แม้จะฟังว่านางสาวเพ็ญวดีทำหนังสือแจ้งการประเมินสูญหายไปดังที่โจทก์ทั้งสองนำสืบ โจทก์ทั้งสองก็หาอาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ได้ไม่ คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ชอบ ไม่มีเหตุที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องให้เพิกถอนได้อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหนู ชัยวิฑิตสันติ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9754/2544
#418544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้ อ. และ ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้บุคคลอื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

นิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. และ ป. เป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียว การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของ อ.และ ป. ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีด้วยจึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 487,118.57 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในค่าภาษีจำนวน 197,066.65 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษี และให้เพิกถอนหนังสือยกหนี้เงินกู้ให้แก่นางสาวอมรและนางประภา คนละ 2,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,600,000 บาท ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ดังเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษี จำนวน 356,666 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 106,353 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 และเงินภาษีจำนวน 71,980 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินกว่าค่าภาษีที่ค้างชำระแต่ละจำนวน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายทนงศักดิ์ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนายทนงศักดิ์เป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท วันที่ 3 กรกฎาคม 2541 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 และวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิตบุคคลแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาคำนวณภาษีมาจากการที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินคนละ 2,300,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และถือเอาดอกเบี้ยที่คำนวณได้เป็นเงินได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 และเดือนมกราคม 2541 ถึงมิถุนายน 2541 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรหรือนางประภากู้ยืมเงินเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้ผู้อื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือ ไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวอมรและนางประภาได้หรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของนางสาวอมรและนางประภาซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย จึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1250 ม. 1269
ป.รัษฎากร ม. 67 ทวิ ม. 91/2 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทมากสินธิ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายนันทน อินทนนท์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9752/2544
#44088
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของผู้ร้องในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น จะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตามคำร้องอ้างเหตุการควบคุม พ. ว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในชั้นฝากขัง พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอฝากขัง พ. ต่อศาลชั้นต้นได้นั้น ปรากฏว่าพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ. เป็นจำเลยในความผิดต่อ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ต่อศาลชั้นต้น โดยจำเลยถูกขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาการควบคุม พ. ในชั้นสอบสวนว่าชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นหรือไม่ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับการวินิจฉัยต่อไป ทั้งประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นข้อต่อสู้ของ พ. ที่จะได้รับการพิจารณาในชั้นรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ฎีกาของผู้ร้องในคดีนี้จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ผู้ร้องในฐานะทนายความผู้ต้องหายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่จะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 240 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 หรือไม่ เห็นว่าสิทธิของผู้ร้องในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 90 นั้น จะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งตามคำร้องอ้างเหตุการควบคุมนางพรพิศหรือเตี้ย ไทรนนทรีย์ ว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในชั้นฝากขัง พนักงานสอบสวนจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอฝากขังนางพรพิศหรือเตี้ยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นั้น แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางพรพิศหรือเตี้ย ไทรนนทรีย์ เป็นจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8568/2543 โดยจำเลยถูกขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาการควบคุมนางพรพิศหรือเตี้ยในชั้นสอบสวนว่าชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นหรือไม่ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับการวินิจฉัยต่อไปทั้งประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นข้อต่อสู้ของนางพรพิศหรือเตี้ย ที่จะได้รับการพิจารณาในชั้นรับฟังพยานหลักฐานของศาลอาญากรุงเทพใต้ ฎีกาของผู้ร้องในคดีนี้จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไปเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย"

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวน แผนก 2 กองกำกับการ 1 กองตำรวจน้ำ (ตำรวจท่าเรือ
ผู้ร้อง — นาย สุกิจ พูนศรีเกษม
ผู้ร้อง — ผู้ต้องหา
ผู้ร้อง — นาง พรพิศหรือเตี้ย ไทรนนทรีย์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9752/2544
#67145
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. 90 มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไวัโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

ตามคำร้องอ้างเหตุการควบคุม พ. เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ในชั้นฝากขัง พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอฝากขัง พ. ต่อศาล แต่ปรากฏว่าพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ. เป็นจำเลยและจำเลยถูกขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาของศาลแล้ว ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ว่า การควบคุม พ. ในชั้นสอบสวน ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะได้รับการวินิจฉัยต่อไป ทั้งประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นข้อต่อสู้ของ พ. ที่จะได้รับการพิจารณาในชั้นรับฟังพยานหลักฐานของศาล ฎีกาของผู้ร้องจึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาเพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ผู้ร้องในฐานะทนายความผู้ต้องหายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่จะดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมโดยผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ หรือไม่ เห็นว่าสิทธิของผู้ร้อง ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามมาตรา ๙๐ นั้น จะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งตามคำร้องอ้างเหตุการควบคุมนางพรพิศหรือเตี้ย ไทรนนทรีย์ ว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในชั้นฝากขัง พนักงานสอบสวนจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอฝากขังนางพรพิศหรือเตี้ยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นั้น แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ พนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางพรพิศหรือเตี้ย ไทรนนทรีย์ เป็นจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๘๕๖๘/๒๕๔๓ โดยจำเลยถูกขังตามหมายขังระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาการควบคุมนางพรพิศหรือเตี้ยในชั้นสอบสวนว่าชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นหรือไม่ จึงไม่มี ความจำเป็นที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป ทั้งประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นข้อต่อสู้ของนางพรพิศหรือเตี้ย ที่จะได้รับ การพิจารณาในชั้นรับฟังพยานหลักฐานของศาลอาญากรุงเทพใต้ ฎีกาของผู้ร้องในคดีนี้จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะได้รับการวินิจฉัยอีกต่อไป เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 240
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 90 ม. 216 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 242 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง(ขอฝากขัง) — พนักงานสอบสวนแผนก 2 กองกำกับการ 1
(ตำรวจท่าเรือ) — กองตำรวจน้ำ
ผู้ร้อง — นายสุกิจ พูนศรีเกษม
ผู้ต้องหา — นางพรพิศหรือเตี้ย ไทรนนทรีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุนทร ทิมจ้อย
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9750/2544
#98497
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายพร้อมกัน สิทธิของผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงยังไม่เกิด จึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของผู้รับประโยชน์ เงินตามสัญญาประกันชีวิตก็ไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่ ผู้เอาประกันภัยมีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย แต่แม้มิใช่มรดกของผู้เอาประกันภัยเพราะได้มาหลังจากผู้เอาประกันถึง แก่ความตายแล้ว จึงต้องอาศัยกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เงินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาท โดยธรรมของผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 600,925.47 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินคนละ 573,695.58 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสาม ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายศมา ผู้เอาประกันภัยได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเองไว้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรวม 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 3 กับนายเชื้อ บิดาและมารดาของนายศมา และเด็กขายยศธร บุตรชอบด้วยกฎหมาย เป็นผู้รับประโยชน์ ฉบับที่ 2 และที่ 3 ระบุชื่อเด็กชายยศธรเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 เมื่อต่อมาในวันที่ 15 มีนาคม 2538 นายศมา นางเชื้อ นางนงนุช และเด็กชายยศธรถูกร้ายฆ่าตายโดยไม่ปรากฏว่านายศมาและเด็กชายยศธร ใครถึงแก่ความตายก่อนหลังจึงถือว่านายศมาและเด็กชายยศธรถึงแก่ความตายพร้อมกัน ดังนั้น การที่กรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 ระบุชื่อเด็กชายยศธรเป็นผู้รับประโยชน์ในกรณีที่นายศมาผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตาย สัญญาประกันชีวิตดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นจะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนต้องอาศัยความตายของนายศมาผู้เอาประกันภัยเสียก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 เมื่อเกิดสิทธิโดยผู้เอาประกันภัยตายแล้ว บุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 891 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี ผู้เอาประกันย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์ แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วแต่ตนจำนงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น หมายถึง กรณีที่ผู้เอาประกันภัยโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้ตามสัญญาประกันภัยให้แก่บุคคลอื่นขณะที่มีชีวิตอยู่ได้เสมอ แม้จะระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยว่าตนจำนงจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญานั้นแล้ว ผู้เอาประกันภัยจะโอนสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ได้ สำหรับกรณีของนายศมาซึ่งระบุในกรมธรรม์ประกันภัยให้ เด็กชายยศธรเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรง จึงมิใช่กรณีการโอนสิทธิตามสัญญาประกันภัยตามมาตรา 891 วรรคหนึ่ง แม้เด็กชายยศธรยังเป็นผู้เยาว์ต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของนายยศมาและนางนงนุชซึ่งเป็นบิดามารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 ก็ตาม แต่การที่นายยศมารับกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับไว้ ก็ถือมิได้ว่าเป็นการโอนและรับโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 891 วรรคหนึ่ง แทนเด็กชายยศธรผู้เยาว์ แต่ถือได้ว่าเด็กชายยศธรเป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยตามที่นายยศมาระบุไว้ในสัญญาประกันภัยทั้งสามฉบับเท่านั้น เด็กชายยศธรจะได้สิทธิในฐานะผู้รับประโยชน์ก็ขึ้นอยู่บนเงื่อนไขที่นายยศมาต้องถึงแก่ความตายก่อน และเด็กชายยศธรจะต้องมีหนังสือบอกกล่าว ไปยังจำเลยที่ 1 ผู้รับประกันภัยว่า ตนจำนงจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญานั้น ตามมาตรา 889และ 374 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายโดยไม่ทราบว่าใครตายก่อนหลัง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 17 ให้ถือว่าตายพร้อมกันเช่นนี้ สิทธิของผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยยังไม่เกิดจึงไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของผู้รับประโยชน์ เงินตามสัญญาประกันชีวิตก็ไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่นายศมามีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย แต่แม้มิใช่มรดกของนายศมาเพราะได้มาหลังจากนายศมาถึงแก่ความตายแล้ว กรณีดังกล่าวต้องอาศัยกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เงินดังกล่าวจึงควรตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายศมาเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก การที่จำเลยที่ 1จ่ายสินไหมทดแทนแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศมาจึงชอบแล้ว ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 17 ม. 1599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหยัง ยงค์วงศ์ไกรศรี กับพวก
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9747/2544
#43438
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535คงมีเพียงมาตรา 15 ห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้อีก

ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 16 ที่ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นั้น ไม่เป็นการแตกต่างขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 15 จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 โดยยินยอมให้ส. ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ และตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัยมิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 อีก โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาทให้แก่ บ. ไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3880 สกลนคร ไว้กับโจทก์ เริ่มต้นวันที่ 4 กันยายน 2538ถึงวันที่ 4 กันยายน 2539 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 เวลา 17.30นาฬิกา นายสมบัติ ไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างจำเลยขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวมาตามถนนสกลนคร - นาแกมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอนาแก แล้วได้ขับรถแซงรถคันหน้าล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวนด้วยความประมาท ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่แล่นสวนทาง ซึ่งมีนายเชิญ อินตัน ผู้ตายเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยตรวจสอบพบว่าขณะเกิดเหตุนายสมบัติผู้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ ซึ่งตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 15.10 โจทก์ไม่ต้องรับผิด แต่ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถข้อ 16 โจทก์จะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์ประกันภัยขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุญโฮม อินตัน มารดาของผู้ตายเป็นเงิน 40,000 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์ต่อผู้เอาประกันภัย ในกรณีดังกล่าวจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปนั้นคืนให้โจทก์ทันที ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยแล้วโจทก์จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถซึ่งมิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้ แต่โจทก์จะต้องไปไล่เบี้ยแก่นายสมบัติผู้ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าว ข้อยกเว้นความรับผิดของโจทก์ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 43,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดจากต้นเงิน 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3880 สกลนคร จากจำเลยผู้เอาประกันภัย เริ่มต้นวันที่ 4 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2539ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 มีข้อตกลงในข้อ 15 ว่า ข้อยกเว้นการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 15.10 การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ขาดต่ออายุเกินกว่า180 วัน หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิตามกฎหมายในการขับรถในเวลาเกิดอุบัติเหตุ และในข้อ 16 ว่า ข้อสัญญาพิเศษ ภายใต้จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทจะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ข้อ 15.1-15.6 เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นี้ เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วแต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัททันที ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539นายสมบัติไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างของจำเลยซึ่งไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่นายเชิญ อินตัน เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นายเชิญถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาท ให้แก่นางบุญโฮม อินตันมารดาของนายเชิญ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 คงมีเพียงมาตรา 15 ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ว่า "กรมธรรม์ประกันภัย... ซึ่งมีข้อความระบุถึงความรับผิดของบริษัทแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ บริษัทจะยกเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยในการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นมิได้" เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้แต่ประการใด ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16 ข้อสัญญาพิเศษก็ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์อันไม่เป็นการแตกต่างขัดกันกับบทบัญญัติมาตรา 15 ดังกล่าว เงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 15.10 จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ. 2535 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 ดังกล่าวโดยยินยอมให้นายสมบัติซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุและตามคำฟ้องของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 40,000 บาท ให้แก่นางบุญโฮมไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 15 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท รัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย เอนก มิตรภานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9747/2544
#98493
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีเพียงมาตรา 15 ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวที่ว่า "กรมธรรม์ประกันภัย? ซึ่งมีข้อความระบุถึงความรับผิดของบริษัทแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ใน บทแห่งพระราชบัญญัตินี้ บริษัทจะยกเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยในการชดใช้ค่าเสียหาย เบื้องต้นมิได้" เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างผู้รับประกันภัยและ ผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้แต่ประการใด และตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 16 ข้อสัญญาพิเศษที่ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิด ตามกรมธรรม์อันไม่เป็นการแตกต่างขัดกันกับบทบัญญัติมาตรา 15 ดังกล่าว ดังนั้น เงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิด ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 ที่ว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ขาดต่ออายุเกินกว่า 180 วัน หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิ ตามกฎหมายในการขับรถในเวลาเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.คุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 15.10 โดยยินยอมให้ ส. ซึ่ง ไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ บ. ผู้ประสบภัยไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ตามเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน ๔๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดจากต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๓๘๘๐ สกลนคร จากจำเลยผู้เอาประกันภัย เริ่มต้นวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๔ มีข้อตกลงในข้อ ๑๕ ว่า ข้อยกเว้น การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก ๑๕.๑๐ การขับขี่โดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ขาดต่ออายุเกินกว่า ๑๘๐ วัน หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิตามกฎหมายในการขับรถในเวลาเกิดอุบัติเหตุ และในข้อ ๑๖ ว่า ข้อสัญญาพิเศษ ภายใต้จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ระบุไว้ในตาราง บริษัทจะไม่ยกเอาความไม่สมบูรณ์แห่งกรมธรรม์หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย หรือเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์นี้ เว้นแต่ข้อ ๑๕.๑ - ๑๕.๖ เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์นี้ เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วแต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัททันที ต่อมาวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นายสมบัติ ไม่ทราบนามสกุล ลูกจ้างของจำเลยซึ่งไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายเชิญ อินตัน เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นายเชิญถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางบุญโฮม อินตัน มารดาของนายเชิญ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ คงมีเพียงมาตรา ๑๕ ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยกำหนดเงื่อนไขความรับผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแตกต่างไปจากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ว่า "กรมธรรม์ประกันภัย? ซึ่งมีข้อความระบุถึงความรับผิดของบริษัทแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ บริษัทจะยกเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ประสบภัยในการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นมิได้" เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติอื่นใดห้ามการตกลงกำหนดเงื่อนไขความรับผิดระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยและจำเลยผู้เอาประกันภัยในกรณีอื่น ๆ ไว้แต่ประการใด ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๔ ข้อ ๑๖ ข้อสัญญาพิเศษก็ระบุว่า โจทก์จะไม่ยกเอาข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์เป็นข้อต่อสู้ผู้ประสบภัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์อันไม่เป็นการแตกต่างขัดกันกับบทบัญญัติมาตรา ๑๕ ดังกล่าว เงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๔ ข้อ ๑๕.๑๐ จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ ๑๕.๑๐ ดังกล่าวโดยยินยอมให้นายสมบัติซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ และตามคำฟ้องของโจทก์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๑ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวดังที่จำเลยฎีกาอีกเช่นกัน โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางบุญโฮมไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยจึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๔ ข้อ ๑๖?

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัตนโกสินทร์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเอนก มิตรภานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9743/2544
#98496
เปิดฉบับเต็ม

ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีสองนัดแรกมีสาเหตุมาจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่จะมาเบิกความจำสถานที่นัดหมายผิดพลาด และจำเวลานัดหมายคลาดเคลื่อนมิใช่เกิดจากทนายโจทก์เพิกเฉย ทอดทิ้งคดี หรือไม่ตระเตรียมพยานมาเบิกความต่อศาลส่วนวันนัดครั้งที่สามเมื่อศาลไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดีทนายโจทก์ก็ได้อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน เมื่อเบิกความเสร็จก็ได้พยายามติดต่อกับโจทก์ จนกระทั่งทราบว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่จะนำเข้าเบิกความอยู่ระหว่าง การตั้งครรภ์และเจ็บป่วยไม่สามารถมาเบิกความในช่วงเช้าได้ จึงขอเลื่อนการสืบพยานโจทก์ออกไปก่อน กรณีดังกล่าว นับว่ามีเหตุจำเป็น แม้ทนายโจทก์จะเคยแถลงต่อศาลว่าจะไม่ขอเลื่อนคดีอีกหากไม่มีพยานมาศาลก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีก ต่อไปก็ตาม ศาลก็ไม่อาจนำคำแถลงดังกล่าวมาเป็นเหตุไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมิให้โจทก์เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองมิได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนศาลชันต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดีและ งดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีมา 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่จะมาเบิกความต่อศาล ไปรอเบิกความที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นคนละแห่งกับศาลที่นัดพิจารณา นัดต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ขอเลื่อนคดีเนื่องจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์จำเวลานัดผิดพลาดเป็นช่วงบ่าย ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาเบิกความได้ทัน เมื่อถึงวันนัดครั้งที่สามทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีอีก เนื่องจากบริษัทโจทก์เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับพยานได้ เมื่อศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีทนายโจทก์ได้อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน 1 ปาก หลังจากนั้นทนายโจทก์พยายามติดต่อกับโจทก์จนได้ทราบว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่จะมาเบิกความอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์และเจ็บป่วย จึงขอเลื่อนคดีไปก่อน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดี งดสืบพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 กันยายน 2541 คดีมีปัญหาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีสองนัดแรกมีสาเหตุมาจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่จะมาเบิกความต่อศาลจำสถานที่นัดหมายผิดพลาด และจำเวลานัดหมายคลาดเคลื่อน มิใช่เกิดจากทนายโจทก์เพิกเฉย ทอดทิ้งคดี หรือไม่ตระเตรียมพยานมาเบิกความต่อศาล ส่วนวันนัดครั้งที่สามเมื่อศาลไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดี ทนายโจทก์ก็ได้อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยาน เมื่อเบิกความเสร็จก็ได้พยายามติดต่อกับโจทก์ จนกระทั่งได้ทราบว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่จะนำเข้ามาเบิกความอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์และเจ็บป่วย ไม่สามารถมาเบิกความในช่วงเข้าได้ จึงขอเลื่อนการสืบพยานโจทก์ออกไปก่อน กรณีดังกล่าวนับว่ามีเหตุจำเป็น แม้ทนายโจทก์จะเคยแถลงต่อศาลว่าจะไม่ขอเลื่อนคดีอีก หากไม่มีพยานมาศาลก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไปก็ตาม ศาลก็ไม่อาจนำคำแถลงดังกล่าวมาเป็นเหตุไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์ได้ เพราะทนายโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบไปแล้ว 1 ปาก หลังจากนั้นจึงได้ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานที่เหลือเนื่องจากเหตุเจ็บป่วยของพยาน ทั้งข้อเท็จจริงก็ได้ความตามใบรับรองแพทย์ที่ทนายโจทก์ส่งศาลในภายหลังว่านางวนาลี ยินดี ผู้รับมอบอำนาจที่จะมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ตั้งครรภ์ได้ 10 สัปดาห์เศษ มีอาการแพ้ท้องมาก มีเลือดออกผิดปกติ สมควรลาพักตั้งแต่ วันที่ 27 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นช่วงวันเวลาที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดี กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ คดีนี้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา หากสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้รวดเร็วก็จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายโจทก์ ไม่มีพฤติการณ์ใดบ่งชี้ว่าทนายโจทก์มีเจตนาประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 62,942.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานที่เหลือต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมี คำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนสยาม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสาวิตรีหรือบุญญาวัลย์ เปมะวิภาต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรี พงษธา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9742/2544
#44087
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับจำเลยและจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2542 โดยจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 2 กรรม ต่อมาจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 38 กรรม หลังจากข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในแต่ละกรรม จำเลยมิได้ควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ในสถานที่เกิดเหตุเพื่อกระทำชำเราผู้เสียหายในครั้งต่อไปแต่อย่างใด ผู้เสียหายคงอยู่บ้านและไปทำงานได้ตามปกติดังนี้ ผู้เสียหายย่อมพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยในแต่ละกรรมแล้ว แม้จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายในแต่ละเดือนจำนวนหลายครั้ง และในแต่ละครั้งจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเดียวกันคือกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งแต่ละกรรมเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายคนละวันต่างวาระกัน และมิได้กระทำต่อเนื่องกันโดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายไม่สามารถไปไหนได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277, 285, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก, 277 วรรคแรก, 285 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน15 ปี ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปีฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน จำคุกกระทงละ 8 ปีรวม 38 กระทง จำคุก 304 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 320 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 160 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยมีกำหนด50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90(3) (ที่ถูกมาตรา 91(3))

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยหลายกรรม โดยเรียงกระทงลงโทษจำนวน 40 กระทง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ส่วนฎีกาจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นไม่รับเพราะต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกซึ่งจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น คดีจึงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2524 มิได้เป็นภริยาของจำเลย แต่เป็นผู้สืบสันดานของจำเลย โดยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งเกิดจากนางรำพัน ขำสม ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับจำเลย และจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2542 โดยจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายขณะผู้เสียหายเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี 2 กรรมต่อมาจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 38 กรรม หลังจากข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในแต่ละกรรมดังกล่าวข้างต้น จำเลยมิได้ควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ในสถานที่เกิดเหตุเพื่อกระทำชำเราผู้เสียหายในครั้งต่อไปแต่อย่างใด ผู้เสียหายคงอยู่บ้านและไปทำงานได้ตามปกติ ข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้เสียหายย่อมพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยในแต่ละกรรมแล้วดังนั้น แม้จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายในแต่ละเดือนจำนวนหลายครั้งและในแต่ละครั้งจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเดียวกันคือกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งแต่ละกรรมเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายคนละวันต่างวาระกัน และมิได้กระทำต่อเนื่องกันโดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายไม่สามารถไปไหนได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91บัญญัติให้ศาลลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายขณะที่เป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานและมิใช่ภริยาของตน 2 กรรม และข่มขืนกระทำชำเราหญิงอายุเกิน 15 ปี ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานและมิใช่ภริยาของตน 38 กรรมดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยโดยเรียงกระทงลงโทษรวม 40 กระทง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 276 ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ไสว บุตรแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9740/2544
#98550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้จะยังมิได้จดทะเบียนการได้มา ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บริษัท ฟ. ผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตได้

หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว บริษัท ฟ. ได้โอนขายแก่บริษัท ร. ต่อมาบริษัท ร. โอนขายแก่จำเลย โดยจำเลยกับบริษัท ฟ. และบริษัท ร. เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนล้วนเป็นบุคคลชุดเดียวกัน การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกันเป็นทอด ๆ ตามลำดับดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้รับโอนทางทะเบียนแต่ละทอดรับโอนโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ผู้ครอบครองปรปักษ์จึงไม่ขาดตอนและสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยซึ่งมิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า จำเลยจดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมและครอบครองแทนเจ้าของที่แท้จริงต่อมา โดยไม่เคยแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองเป็นเจ้าของ โจทก์ครอบครองที่ดินเนื้อที่เพียง ๒๐๐ ตารางวา และครอบครองไม่ถึง ๑๐ ปี นับแต่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมา จำเลยจึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยเสียหายเพราะสามารถนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์กับบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด บริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด หรือบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด กับจำเลยเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยและบริษัทดังกล่าวย่อมทราบว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี แล้ว จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยสิทธิของโจทก์เอง มิใช่เข้ามาเลี้ยงปลาให้บริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด แต่อย่างใด โจทก์มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ จำเลยไม่เสียหาย หากเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ ๕๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์กับบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๑๐๘๕๕๘ ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ ๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๖) จนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว แม้จะมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน แต่เมื่อบริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด ซื้อที่ดินจากนายถวิลโดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ ถือไม่ได้ว่าบริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เพราะทราบอยู่แล้วว่ามีผู้ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์นั้นมาก่อนแล้ว ไม่อยู่ในความหมายของคำว่าสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด ได้ นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายศิริพงษ์และนายอนุชัยพนักงานของจำเลยว่า จำเลยเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และยังปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด สำเนารายงานของผู้สอบบัญชีของบริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด และสำเนางบดุล ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๐ สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยเอกสารหมาย จ. ๙ ถึง จ. ๑๒ ล้วนมีชื่อนายธนินท์ เจียรวนนท์ และนายมิน เธียรวร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเหล่านั้น แม้บริษัทดังกล่าวจะได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนล้วนเป็นบุคคลชุดเดียวกัน การดำเนินธุรกิจและการดำเนินนโยบายย่อมจะต้องมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันและกรณีนี้เป็นการจดทะเบียนโอนที่ดินแก่กันเป็นทอด ๆ ตามลำดับ บริษัทต่าง ๆ ดังกล่าว รวมถึงจำเลย ต้องถือว่าเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันไม่อยู่ในความหมายว่าเป็นบุคคลภายนอก มิฉะนั้นจะเป็นช่องทางให้กลุ่มบริษัทในเครือดำเนินกิจการในลักษณะเอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่น ทั้งยังได้ความด้วยว่า เมื่อบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยตามเอกสารหมาย ล. ๑๓ แล้ว ได้ไปแจ้งความว่าโจทก์บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล. ๑๐ หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนโอนที่ดินแก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยทราบด้วยว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว ยังไม่พอฟังว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้รับโอนทางทะเบียนแต่ละทอดตามลำดับรับโอนที่ดินมาโดยสุจริต สิทธิของโจทก์ผู้ครอบครองปรปักษ์หาได้ขาดตอนไปแต่อย่างใดไม่ ส่วนข้ออ้างของจำเลยในทำนองว่า เคยมีการเจรจาตกลงกับฝ่ายโจทก์เพื่อให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ มิได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานแต่อย่างใด ทั้งฝ่ายโจทก์ก็ปฏิเสธในเรื่องนี้ ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตำหนิว่าการที่บริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด หรือบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด รับโอนที่ดินมาโดยสุจริตหรือไม่นั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างในคำฟ้องหรือกล่าวอ้างไว้ในคำให้การหรือฟ้องแย้งโดยชัดแจ้ง ก็ปรากฏตามคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ว่า บริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด บริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด หรือบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด กับบริษัทจำเลยเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยและบริษัทดังกล่าวย่อมทราบว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี จนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว จำเลยจึงรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต เป็นการกล่าวแก้ฟ้องแย้งของจำเลยโดยแจ้งชัดว่าบริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด หรือบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต มิใช่มิได้กล่าวแก้โดยแจ้งชัดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย และข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยกข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ขึ้นอ้างเพื่อประโยชน์แก่บริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด หรือบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด ว่ากระทำการโดยสุจริตนั้น เห็นว่า ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า บริษัทฟาร์มกรุงเทพ จำกัด ซื้อที่ดินมาโดยไม่สุจริต และบริษัทเจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จำกัด หรือบริษัทรวมโชคเจริญ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันและรับโอนทะเบียนต่อเนื่องกันมาย่อมต้องทราบความเป็นมาของที่ดิน กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต จึงไม่อาจยกข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ขึ้นอ้างเพื่อประโยชน์ของบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยซึ่งมิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ในอันที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ หากแต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องดำเนินการให้มีชื่อของตนในโฉนดที่ดินต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๘๕๕๘ ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕๐,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขาว สุกดิษฐ์
ผู้ร้องสอด — นายฉลวย ชัยมงคล
จำเลย — บริษัทวีรวมโชค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวินิตย์ ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9738/2544
#42730
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีได้รับเอกสารที่สูญหายไปจากสำนวนความของศาลคืนมาแล้ว ยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก 2 ถึง 3 วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้มิใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ จึงมิใช่กระทำความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 775/2537 ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานศาลได้รายงานต่อศาลว่าเอกสารที่โจทก์ส่งอ้างในคดีซึ่งศาลหมาย จ.9 และ จ.10 สูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวนำเอกสารมามอบคืนศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้ยอมรับโดยตรงว่าเป็นผู้เอาเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาไปจากศาล แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับเอกสารทั้ง 2 ฉบับคืนได้เก็บเอกสารทั้ง 2 ฉบับไว้เป็นเวลา 2 ถึง 3 วัน โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1), 33 ให้ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คดีมีเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติในเรื่องการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 แบ่งแยกความจำเป็นออกเป็น 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบงการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้คิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเอง แต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ หรืออีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบงการให้กระทำ แต่มีภยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกเลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นอันเป็นมูลเหตุแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้นเป็นความผิดต่อศาลและการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 คืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก 2 ถึง 3 วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาลและการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้หาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้แต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมิใช่กระทำความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลล่างลงโทษปรับผู้ถูกกล่าวหา 500 บาท นั้น เห็นว่าหนักเกินไปสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ 200 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 67
ป.วิ.พ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นาย นเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล
จำเลย — นาย เกรียงไกร ปริญญาพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9738/2544
#67169
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตาม ป.อ. มาตรา 67 แบ่งออกเป็น 2 ประการ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบงการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้คิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเอง แต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นใด อีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบงการให้กระทำแต่มีภยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกหลีกเลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นตาม ป.อ. มาตรา 67 อันเป็นมูลเหตุแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่าเอกสารที่โจทก์อ้างถึงในคดีสูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้นำเอกสารเหล่านั้นมามอบคืนศาลชั้นต้น โดยผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารดังกล่าวคืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก 2 ถึง 3 วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาหาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ การกระทำของผู้กล่าวหาจึงมิใช่กระทำความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๗๕/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานศาลได้รายงานต่อศาลว่า เอกสารที่โจทก์ส่งอ้างในคดีซึ่งศาลหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ สูญหายไปจากสำนวนความของศาล ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวนำเอกสารมามอบคืนศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้ยอมรับโดยตรงว่าเป็นผู้เอาเอกสารทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาไปจากศาล แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับเอกสารทั้ง ๒ ฉบับคืน ได้เก็บเอกสารทั้ง ๒ ฉบับไว้เป็นเวลา ๒ ถึง ๓ วัน โดยมิได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑ (๑) , ๓๓ ให้ปรับ ๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คดีมีเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรได้รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติในเรื่องการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ แบ่งแยกความจำเป็นออกเป็น ๒ ประการ กล่าวคือ ประการแรกเป็นความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับซึ่งการบังคับหรือบงการให้กระทำที่เป็นความผิดนั้นมาจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้คิดริเริ่มกระทำการนั้นขึ้นด้วยใจตนเอง แต่เป็นเพราะไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้ หรืออีกประการหนึ่งก็คือเป็นความจำเป็นซึ่งไม่มีการบังคับหรือบงการให้กระทำ แต่มีภยันตรายที่จะต้องหลีกเลี่ยงและผู้กระทำเลือกหลีกเลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทำการอันเป็นความผิดด้วยความคิดริเริ่มของตน แม้อาจทำอย่างอื่นได้ แต่การกระทำอย่างอื่นนั้นก็ยังทำความเสียหายแก่ผู้อื่นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การกระทำด้วยความจำเป็นอันเป็นมูลเหตุแห่งการยกเว้นโทษจึงไม่ใช่สิทธิแต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่การกระทำโดยผู้กระทำมีจิตใจเป็นอิสระ แต่กระทำโดยถูกผู้อื่นหรือเหตุการณ์อื่นบังคับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาลและการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลก็เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเมื่อได้รับเอกสารหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ คืนมาแล้วยังคงเก็บเอกสารดังกล่าวไว้อีก ๒ ถึง ๓ วัน โดยไม่นำมาส่งคืนศาล และการเก็บเอกสารเช่นว่านั้นก็มิได้รับอนุญาตจากศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้หาใช่เป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้แต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงมิใช่ความผิดด้วยความจำเป็นอันจะทำให้ไม่ต้องรับโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างลงโทษปรับผู้ถูกกล่าวหา ๕๐๐ บาท นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ ๒๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 67
ป.วิ.พ. ม. 31 ม. 31 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล
ผู้ถูกกล่าวหา — นายนเรศฤทธิ์ สุเชาวนกุล
จำเลย — นายเกรียงไกร ปริญญาพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9736/2544
#98524
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำยึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบจำเลยยอมรับรู้สิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในคดีดังกล่าวยอมรับว่าที่ดินพิพาทที่นำยึดเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ที่ดินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยและขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ถือได้ว่าจำเลย ได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14(1) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม มาตรา193/15 เมื่อศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 เป็นเหตุที่ทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดในวันดังกล่าวตาม มาตรา 193/15 จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539โจทก์มาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ วันที่ 4 กันยายน 2539 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๔๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ก่อนที่จำเลยจะนำเจ้าพนักงานบังคับทำการยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ ๕๖๕๗๕ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนแล้วว่ามีชื่อ "หมัด หมัดอะดั้ม" ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในคำพิพากษา จึงชี้ให้เจ้าพนักงานทำการยึด จำเลยมิได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนคำขอในส่วนที่ขอให้นายถาวร พรประภา รับผิดเป็นส่วนตัว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๑๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนายหมัด หมัดอะดั้ม เป็นบุคคลคนละคนกัน จำเลยได้ฟ้องนายหมัดเป็นจำเลยที่ ๑ นายหมีด หวันตะหา เป็นจำเลยที่ ๒ ต่อศาลแพ่ง เรื่องผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน ศาลแพ่งพิพากษาให้นายหมัดกับนายหมีดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่จำเลยตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๖๔๘/๒๕๓๑ ของศาลแพ่ง นายหมัดกับนายหมีดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ เจ้าพนักงาน บังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โดยนายสมชาย เรืองมณี เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา ๑๑๕,๐๐๐ บาท ครั้นเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ โจทก์จึงทราบเรื่องดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจกท์ไม่ใช่ของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลแพ่งไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ให้ยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยได้ยื่นคำร้อง ต่อมาศาลแพ่งยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่ดินของนายหมัดลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า จำเลยยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้นแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ซึ่งอย่างช้านับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ดังนั้นเหตุที่ทำให้อายุความหยุดลงสิ้นสุดในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จึงเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙ ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๐๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา และให้ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบเอกหมัด หมัดอะดั้ม
จำเลย — บริษัทสยามกลการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมชาติ สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9724/2544
#99353
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดคดีภาษี พ.ศ.2539 ข้อ 10 วรรคสี่ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กำหนดกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานไว้ว่า คู่ความซึ่งขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานจะต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 7 วัน การที่โจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน โดยอ้างว่าได้ปรับปรุงซ่อมแซมที่ทำการของโจทก์ ได้เคลื่อนย้ายเอกสารต่าง ๆ และกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เดินทางไปต่างประเทศไม่สามารถหาเอกสารยื่นต่อศาลได้ทันนั้น มิใช่เหตุขัดข้องในการยื่นบัญชีระบุพยาน กรณีไม่มีเหตุอันสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือเลขที่ ๕๒๐๐๐๒๐/๕/๑๐๐๕๙๒ ถึง ๑๐๐๕๙๘ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ชบ/๒๘ ถึง ๓๔/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทขายปลีกเครื่องโทรศัพท์ ปรากฏว่าโจทก์มีรายการภาษีซื้อสูงกว่าภาษีขายอันเป็นการผิดปกติ เจ้าพนักงานประเมินจึงทำการตรวจปฏิบัติการทั่วไป พบว่าโจทก์ไม่จัดทำรายการภาษีซื้อหรือรายงานภาษีขายภายใน ๓ วันทำการ และมิได้จัดทำใบกำกับภาษีโดยทันที โจทก์ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้โจทก์มิได้นำรายการส่วนลดหรือค่าตอบแทนจากการเปิดเลขหมายมาแสดงในงบการเงินกับออกใบกำกับภาษีขายบางฉบับไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถตรวจหาราคาขายที่แท้จริงได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงต้องตรวจสอบจากผู้ประกอบการรายอื่นเพื่อเปรียบเทียบและทำการประเมินราคาสินค้าของโจทก์เพิ่มขึ้นโดยใช้ราคาขายปลีกที่ผู้นำเข้ากำหนดให้ตัวแทนคิดเอาจากผู้บริโภค ซึ่งถือว่าเป็นราคาตลาดตามมาตรา ๗๙/๓ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จำหน่ายสินค้าในราคาเท่าทุนหรือต่ำกว่าทุนเป็นการจำหน่ายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๘๘ , ๗๙/๓ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของโจทก์เพิ่มขึ้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว การที่โจทก์ออกหลักฐานใบกำกับภาษีขายอันเป็นเท็จและแสดงข้อมูลฐานภาษีขายต่ำแต่ภาษีซื้อสูง โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรอย่างชัดแจ้ง จึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนด วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถานโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้มีเจตนาไม่ยื่นบัญชีระบุพยานและยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาล เนื่องจากมีการซ่อมแซมที่ทำการโจทก์ต้องเคลื่อนย้ายเอกสาร และกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เดินทางไปต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถค้นหาและจัดเตรียมได้ทัน ขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานและยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาล

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๓ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มีเหตุอันสมควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและยื่นต้นฉบับเอกสารหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ช่วงเดือนกันยายน ถึงตุลาคม ๒๕๔๓ โจทก์ปรับปรุงซ่อมแซมที่ทำการของโจทก์ ได้เคลื่อนย้ายเอกสารต่าง ๆ และกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เดินทางไปต่างประเทศ ไม่สามารถหาเอกสารยื่นต่อศาลได้ทันนั้น เห็นว่า เหตุขัดข้องตามที่โจทก์อ้างดังกล่าว มิใช่เหตุขัดข้องในการยื่นบัญชีระบุพยาน เป็นเพียงเหตุที่อาจทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลได้เท่านั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.๒๕๓๙ ข้อ ๑๐ วรรคสี่ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุอันสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นต้นฉบับเอกสารหรือไม่ต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบ้านบึงเทเลคอมลิงค์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9716/2544
#98462
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การว่าจำเลยยังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้ดังกล่าวกับสัญญาจำนอง ทำขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของภริยาจำเลยมิใช่ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง

การไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้คงมีผลตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 650 ว่าสัญญาดังกล่าวไม่สมบูรณ์ และการทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คงมีผลตามมาตรา 1480 ว่า นิติกรรมสัญญาดังกล่าวไม่สมบูรณ์ อันอาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้เท่านั้น แต่หาได้ตกเป็นโมฆะจนถึงกับโจทก์ผู้ให้กู้ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ ส่วนเรื่องการบอกเลิกสัญญาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะไปดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับจำเลย การขอแก้ไขคำให้การในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันจำเลยจะมีสิทธิขอแก้ไขคำให้การหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรและสัญญาจำนองเป็นเงิน 6,658,938.22 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4113 และ 873 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมส่งมอบเงินตามสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรให้แก่จำเลยตามที่ได้ตกลงกันไว้ โจทก์ไม่เสียหาย และโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลังจากสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า สัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรกับสัญญาจำนองทำขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของภริยาจำเลย ภริยาจำเลยได้บอกล้างสัญญาดังกล่าวแล้ว จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การหลังจากมีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ซึ่งจำเลยสามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานและประเด็นเรื่องที่ภริยาจำเลยไม่ให้ความยินยอมในการที่จำเลยไปทำสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรและสัญญาจำนองต่อโจทก์ทั้งได้มีการบอกล้างแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะขอแก้ไขคำให้การหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 180 บัญญัติหลักเกณฑ์กำหนดระยะเวลาแก้ไขคำให้การไว้ว่า ต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ เห็นได้ว่าคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยในส่วนนี้ จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้อะไรขึ้นใหม่เป็นการแก้ข้อหาของโจทก์เลย ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ขอแก้ไขในส่วนนี้จึงเป็นข้อต่อสู้ที่มีข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยย่อมจะทราบได้ดีว่ามีอยู่แล้วมาแต่ต้น และในส่วนที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การว่า สัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรและสัญญาจำนองทำขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของภริยาจำเลยนั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยย่อมจะทราบดีตั้งแต่วันที่มีการทำสัญญาดังกล่าวและสามารถยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานตามกฎหมายอีกเช่นกัน จำเลยจะอ้างว่าเอกสารหลักฐานเกี่วกับการรับเงินตามสัญญากู้ดังกล่าวและให้การให้ความยินยอมของภริยาจำเลยเกิดขึ้นมานานหลายปี จำเลยจึงไม่อาจจำได้ว่ามีหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ อันเป็นความบกพร่องของจำเลยเองนั้น เพื่อขอแก้ไขคำให้การหลังวันสืบพยานตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้หาได้ไม่ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยยังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรและสัญญากู้ดังกล่าวกับสัญญาจำนองทำขึ้นโดยปราศจากความยินยอมของภริยาจำเลยนั้น ก็หาใช่ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ เพราะการไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ดังกล่าวคงมีผลตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 650 ว่าสัญญาดังกล่าวไม่สมบูรณ์ และการทำสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรและสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาจำเลย คงมีผลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 ว่า นิติกรรมสัญญาดังกล่าวไม่สมบูรณ์อาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้เท่านั้น หาได้ตกเป็นโมฆะจนถึงกับโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่

ส่วนเรื่องการบอกล้างสัญญาของภริยาจำเลยนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากที่ภริยาจำเลยจะไปดำเนินการตามกฎหมายไม่เกี่ยวกับจำเลย กรณีตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยจึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อบของประชาชนที่จำเลยจะยื่นขอแก้ไขได้หลังวันสืบพยานที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้อีกเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมนึก สมบุญพัฒนากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสุนันท์ เลขบวรวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9714/2544
#98482
เปิดฉบับเต็ม

นับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมเป็นเวลาถึง 1 ปีเศษ นับว่าจำเลยมีเวลาเตรียมเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนานเพียงพอแล้ว ตามคำร้องของจำเลยก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยจะวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลาที่ขอขยายไว้ กรณียังไม่อาจถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาวางเงินตามคำร้องของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕,๔๖๗,๕๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๕๑๒,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๒๖๓ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ ต่อมาวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมีกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดอุทธรณ์ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองหากประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยทั้งสอง นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๒ วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยาย ระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๒ ครั้นวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยทั้งสองนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมและ ค่าทนายความที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองวาง ค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ภายในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ต่อมาในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยยื่นคำร้อง ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวออกไปอีก ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมวางศาลถึง ๒ ครั้ง มาแล้ว หากศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอีก กรณีไม่แน่นอนว่าจำเลยทั้งสองจะนำค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนอีกฝ่ายมาวางศาลได้เมื่อใด จึงไม่อนุญาต ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ขยายเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า นับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสองได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมเป็นเวลาถึง ๑ ปีเศษ นับว่าจำเลยทั้งสองมีเวลาเตรียมเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนานเพียงพอแล้ว ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๒ และฉบับลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ ก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลาที่ขอขยายไว้ กรณียังไม่อาจถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวตามคำร้องของจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัมพร นิละโยธิน
จำเลย — นางสาวอรุณ อินทรสาลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9710/2544
#112671
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ป. เป็นจำเลยที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาฎีกาที่ 401/2540 ซึ่งคดีที่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ต้องเป็นกรณีที่มีคู่ความเดียวกันหรือเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความคนก่อนรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ผลของคำพิพากษาฎีกาที่ 401/2540 ผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ประเด็นพิพาทในคดีนี้ที่เป็นประเด็นเดียวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ย่อมเป็นที่สุด คงเหลือประเด็นพิพาทข้ออื่น ๆ ซึ่ง คู่ความจะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้จบสิ้นกระแสความเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายในประเด็นดังกล่าวด้วยการสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ปี ๒๕๐๓ โจทก์ที่ ๑ กับจำเลยได้ร่วมกันซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๕ หมู่ที่ ๑ (๙) ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่ผู้เดียว ต่อมาวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๐ โจทก์ที่ ๑ และจำเลยตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ไร่ ต่อมาจำเลยขอยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยบอกว่าจะนำไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ แต่จำเลยกลับยื่นคำขอประกาศขายที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ ๑๔๓ หมู่ที่ ๙ ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่ ป. ภริยา ม. บุตรจำเลย โดยเป็นการสมคบกันฉ้อฉลโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ เพราะความจริงแล้วไม่มีการซื้อขายกันแต่อย่างใด บ้านเลขที่ ๑๔๓ เป็นของโจทก์ที่ ๑ จำเลยเป็นเพียง ผู้อาศัย ขอให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแบ่งแยกและโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๕ ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๑ กับที่ดินในส่วนที่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ครอบครองอยู่คนละ ๑ ไร่ ตามแผนผังที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ กับให้จำเลยออกจากบ้านเลขที่ ๑๔๓ และที่ดินในส่วนของโจทก์ที่ ๑ โดยห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าที่ดินและบ้านตามฟ้องเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว กับให้ขับไล่โจทก์ทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง ให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงินปีละ ๑๓,๖๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะออกและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่จำเลย

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ประเด็นข้อพิพาทส่วนใหญ่ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาผูกรวมกับสำนวนคดีนี้ และเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่และฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๑ และจำเลยถึงแก่กรรม ห. และ ม. ทายาทของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อปี ๒๕๓๓ กล่าวหาว่า โจทก์ที่ ๑ และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๕ หมู่ที่ ๑ ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาโจทก์ที่ ๑ และจำเลยแบ่งขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ไร่ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ชำระราคาที่ดินให้โจทก์ที่ ๑ และจำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทไปขอรังวัดแบ่งแยกเพื่อจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ แต่จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทแล้วยื่นคำขอประกาศขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ ๑๔๓ หมู่ที่ ๙ ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นบ้านพิพาทในคดีนี้ แก่ ป. ภริยา ม. บุตรจำเลย โดยสมคบกันฉ้อฉลโจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ กับให้จำเลยออกจากบ้านพิพาทและที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ ๑ ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ต่อมาปี ๒๕๓๕ ระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ ๑ ป. เป็นจำเลยที่ ๒ กล่าวหาว่า จำเลยและ ป. สมคบกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ป. เพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยและ ป. ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมกันแถลงขอให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้เพื่อฟังผลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๑/๒๕๔๐ ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ (จำเลยคดีนี้) เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกัน จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ไร่ และส่งมอบการครอบครองแล้ว ให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ ๑๔๓ ระหว่างจำเลยที่ ๑ และ ป. จำเลยที่ ๒ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ของที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อดำเนินการต่อไป ปัญหาวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีที่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ ต้องเป็นกรณีที่มีคู่ความเดียวกันหรือเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความคนก่อนรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว แต่สำหรับคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลย และจำเลยฟ้องแย้งก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น แม้จะเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไปแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่ด้วยผลของคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๑/๒๕๔๐ ที่ผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑ และจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกันโดยจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ คนละ ๑ ไร่ และส่งมอบการครอบครองแล้วเป็นผลให้ประเด็นพิพาทข้อ ๑ ข้อ ๓ และข้อ ๔ แห่งคดีนี้ย่อมเป็นที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว คงเหลือประเด็นพิพาทข้อ ๒ ที่ว่า โจทก์ที่ ๒ หรือจำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาท ข้อ ๕ คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องหรือไม่ และข้อ ๖ ค่าเสียหายของจำเลยมีเพียงใดซึ่งคู่ความจะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้จบสิ้นกระแสความเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายในประเด็นดังกล่าวด้วยการสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๐๔/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง สมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ศาลชั้นต้นกำหนดให้คู่ความสืบพยานในประเด็นที่จำเป็นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148 ม. 243 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคง หอมระรื่น กับพวก
จำเลย — นายใหม่ หอมระรื่น โดยนายมงคล หอมระรื่น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา