คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 1/2545
#65861
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางสาว สุภาพร สมใจ
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาว สุภาพร สมใจ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 1/2545
#419335
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๔๕

วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

นายบุญเฮ็ง เพริดพริ้ง และนางบันไลหรือวิไลหรือไล เพริดพริ้ง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อ ศาลแพ่งว่า เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๓ เวลา ๒๑.๓๐ นาฬิกา นายถาวร ยังถิน พนักงานขับรถยนต์ฝ่ายหมวดตรวจและควบคุม (เก็บขนมูลฝอย) งานรักษาความสะอาด สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพมหานครได้ขับรถยนต์บรรทุกเก็บขนขยะ คันหมายเลขทะเบียน ๘ ผ - ๘๐๐๑ กรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งของกรุงเทพมหานคร ไปตามถนนอาจณรงค์มุ่งหน้าแยกกรมศุลกากร ในช่องเดินรถขวามือ ขณะที่กำลังจะผ่านแยกเข้าชุมชนล็อก ๖ คลองเตย นายถาวรได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวเบี่ยงมาทางด้านขวาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน สุรินทร์ กนม ๙๐๓ ที่นายสมพง เพริดพริ้ง อายุ ๑๙ ปี ขับขี่มาอย่างแรง ทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลงและรถยนต์บรรทุกเก็บขนขยะดังกล่าวยังได้ทับร่างนายสมพงจนถึงแก่ความตายแล้วนายถาวรได้ขับรถยนต์หนีไปทางแยกกรมศุลกากร โดยไม่หยุดรถยนต์และให้ความช่วยเหลือนายสมพงแต่อย่างใด นายบุญเฮ็ง เพริดพริ้ง และ นางบันไลหรือวิไลหรือไล เพริดพริ้ง บิดามารดาของนายสมพง ผู้ตาย ได้ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครในฐานะที่เป็นนายจ้างผู้บังคับบัญชาของนายถาวรต่อศาลแพ่ง เรียกค่าขาดไร้อุปการะจำนวน ๑,๔๐๔,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการปลงศพจำนวน ๔๖,๓๓๕ บาท ค่าซ่อมแซมรถจักรยานยนต์จำนวน ๑๖,๑๒๔ บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น ๑,๔๖๖,๔๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ศาลแพ่งเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดและฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในทางละเมิดเป็นกรณีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

บิดามารดาของผู้ตายได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรุงเทพมหานคร ศาลปกครองกลางเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเฉพาะกรณีที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานขับรถ มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีเกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๖ บัญญัติให้กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น และมาตรา ๘๙ (๔) กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการให้บริการสาธารณะประการหนึ่ง เมื่อนายถาวร ยังถิน ผู้กระทำละเมิดในคดีนี้เป็นลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานคร ตำแหน่งพนักงานขับรถ ฝ่ายหมวดตรวจและควบคุม (เก็บขนมูลฝอย) งานรักษาความสะอาด สำนักงานเขตยานนาวา จึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ตามคำนิยามศัพท์แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔ การที่นายถาวรขับรถยนต์บรรทุกเก็บขนขยะในวันเกิดเหตุเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ เป็นไปตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งลูกจ้างกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ ซึ่งในบัญชีแนบท้ายได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานขับรถ ไว้ว่า "ขับรถยนต์ ดูแลรักษาความสะอาด บำรุงรักษา แก้ไขข้อขัดข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของรถยนต์ และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย" การปฏิบัติหน้าที่ของ นายถาวรตามประกาศดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการรักษาความสะอาด เมื่อเกิดเหตุละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายถาวร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กรณีจึงเป็นไปตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งการละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ แต่คดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดทางละเมิดอาจอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ กรณีจำต้องพิจารณาอำนาจของศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นสำคัญ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำทางกายภาพของเจ้าหน้าที่ เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ คือ การขับรถ ไม่ใช่การฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกละเมิดยังไม่พอใจในการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และความเสียหายในคดีนี้มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีละเมิดระหว่างนายบุญเฮ็ง เพริดพริ้ง และนางบันไลหรือวิไล หรือไล เพริดพริ้ง โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งในคดีนี้ศาลที่มีเขตอำนาจ ได้แก่ ศาลแพ่ง

นายสันติ ทักราล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 11 และ 14
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับลูกจ้างกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเฮ็ง เพริดพริ้ง กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรุงเทพมหนคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9876/2544
#67121
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า? ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจำเลยและถูกลงโทษในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องขอให้ริบย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวตามมาตรา 29 (1) (2) ว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านกับพวกเป็นจำเลยตามคดีหมายเลขดำที่ 5290/2541 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านคือ เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยไคร้ แม่จัน เลขที่บัญชี 385 - 2 - 11888 - 0 พร้อมดอกเบี้ยแล้วโดยเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ริบทรัพย์สินดังกล่าวตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29, 31

เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ประกาศให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีโดยปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและที่สถานีตำรวจท้องที่ที่มีการอายัดทรัพย์สินเป็นเวลาเจ็ดวัน ประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเป็นเวลาสองวันติดต่อกัน แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ริบดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยสุจริต ขอให้คืนทรัพย์แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยไคร้ แม่จัน เลขที่บัญชี 385 - 2 - 11888 - 0 ชื่อบัญชี นายหมวก ธรรมมาศ ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 214/2541 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2541

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ริบเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยไคร้ แม่จัน เลขที่บัญชี 385 - 2 - 11888 - 0 ชื่อบัญชี นายหมวก ธรรมมาศ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ริบ ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และถูกศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ลงโทษจำคุกผู้คัดค้าน 33 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9878/2544 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านตามที่ผู้คัดค้านฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า ?ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านถูกฟ้องเป็นจำเลยและถูกลงโทษในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ทรัพย์สินตามคำร้องจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ตามมาตรา 29 (1) (2) ว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต เพียงแต่ผู้คัดค้านนำสืบพิสูจน์ลอย ๆ ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการที่นางทองสุขชำระหนี้เงินกู้ยืม โดยมิได้มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้รับฟังได้ดังกล่าวอ้าง ทั้งมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานผู้ร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 (1) ม. 29 (2) ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายหมวก ธรรมมาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายแชน ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมานะ ศุภวิริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9873/2544
#98501
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่าบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน และตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องก็ระบุไว้ชัดเจนว่าต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แม้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องกันมีนามสกุลเดียวกันและแม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันก็ตาม แต่ตามกฎหมายแล้ว ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างเป็นนิติบุคคลแยกกัน หาใช่เป็นบริษัทเดียวกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๒๒,๑๖๑,๕๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าปรับวันละ ๖๒,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าการก่อสร้างซ่อมแซมอาคารของโจทก์แล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โครงการจัดสรรที่ดินและที่อยู่อาศัยชื่อ รีเจ้นท์ เพลส ๗๑ ของโจทก์ไม่ใช่โครงการจัดสรรบ้านอาศัยระดับหรู แต่เป็นโครงการบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์ธรรมดา และในการดำเนินการจ้างเหมาก่อสร้างโจทก์ไม่ได้ประกาศเชิญชวนผู้รับเหมาก่อสร้างให้เข้าประมูล แต่ให้บริษัทที่ปรึกษาโครงการของโจทก์ในระยะแรกเป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ ๑ ให้เสนอราคาค่าก่อสร้างโดยตรง โจทก์เป็นผู้กำหนดแยกสัญญามาแต่แรกเพราะเห็นว่าถ้าแยกสัญญาว่าจ้างเหมาก่อสร้างและสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างออกจากกัน ทำให้ผู้รับเหมาเสียภาษีน้อยลง โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ส่วนวัสดุอุปกรณ์โจทก์ทำสัญญาซื้อจากจำเลยที่ ๒ ต่างหาก สัญญาจ้างก่อสร้างและสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างดังกล่าวไม่ใช่สัญญาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันทำ แต่เป็นสัญญาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างแยกกันทำกับโจทก์ ไม่ใช่สัญญารับเหมาก่อสร้างในลักษณะที่เป็นสัญญาเบ็ดเสร็จดังที่โจทก์อ้าง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ใช้เงินจำนวน ๘,๙๖๙,๒๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงิน ๘,๕๗๔,๕๔๓ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ร่วมรับเหมาก่อสร้างอาคารในโครงการของโจทก์ โจทก์ตั้งใจแยกสัญญาจ้างก่อสร้างและสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างออกจากกันมาแต่แรก เพราะโจทก์ทราบว่าจะต้องเสียภาษีจากยอดรวม จึงจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ก่อสร้างแต่เพียงอย่างเดียวส่วนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโจทก์ทำสัญญาซื้อจากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ไม่มีหน้าที่ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในการก่อสร้างอาคาร ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ใช้เงินจำนวน ๑๑,๕๑๖,๔๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑,๐๐๙,๗๒๘ บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๒

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓,๖๔๙,๗๐๒.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในเงินดังกล่าวจำนวน ๑,๘๔๑,๒๖๘.๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ นอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๑๐,๒๒๒,๑๒๘.๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๒ กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๓ รับผิดในค่าทนายความดังกล่าว ๒๐,๐๐๐ บาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๒ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ ๒ ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เสียด้วย ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๑,๒๙๒,๕๓๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเจตนาร่วมรับผิดตามสัญญาที่ทำกับโจทก์หรือแยกความรับผิดต่างหากจากกัน เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน และตามหนังสือรับรองก็ระบุไว้ชัดเจนต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แม้จะปรากฏว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องกันมีนามสกุลเดียวกันและแม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันก็ตาม แต่ตามกฎหมายแล้วต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างเป็นนิติบุคคลหาใช่เป็นบริษัทเดียวกันไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาจ้างก่อสร้าง กับจำเลยที่ ๑ และทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้าง กับจำเลยที่ ๒ แยกต่างหากจากกันโดยไม่มีข้อตกลงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะร่วมรับผิดด้วยแล้ว ผลของสัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกมัดเฉพาะ คู่สัญญาที่ทำสัญญาแต่ละฉบับเท่านั้นไม่มีผลผูกพันถึงจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ที่มิได้ทำสัญญากับโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญา โดยเจตนาแยกความรับผิดต่างหากจากกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๑,๑๗๗,๑๘๔.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกฤษณะศักดิ์ จำกัด
จำเลย — บริษัท น.วัฒนาพาณิชย์ (1982) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ศาลอุทธรณ์ — นายภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9872/2544
#99355
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีการค้าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติมในปีภาษี 2533 และ 2534 เกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานประเมินเมื่อปี 2538 เห็นว่าโจทก์ชำระภาษีการค้าไม่ถูกต้องและจะต้องชำระภาษีการค้าเพิ่มเติม ภาระภาษีการค้ากรณีนี้ยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนจนกว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นที่ยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินหรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น รายจ่ายค่าภาษีการค้าที่พิพาทในคดีนี้จึงมิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และ 2534

เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ส. นำไปจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการขอคืน เงินค่าภาษีอากรนั้น ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้โจทก์ต้องจ่ายเงินจำนวนนั้น การจ่ายเงินในลักษณะเช่นนี้อาจจะเป็นการจ่ายในลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาเฉพาะตัว เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าเพื่อหากำไรอันเป็นรายจ่ายที่แท้จริงของโจทก์ และการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเช่นนี้เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อการให้สินบนเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้น แม้ ส. จะรับเงินจำนวนดังกล่าว แต่ ส. ก็มิได้รับเงินไว้เองต้องนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ ส. อ้างว่าได้รับเงินไว้ โจทก์ไม่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ เมื่อโจทก์ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน รายจ่ายดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับระยะเวลาบัญชีปี 2533 ปี 2534 และปี 2535 ให้โจทก์เสียเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 3,696,279 บาท 2,448,767 บาท และ 10,301,978 บาท ตามลำดับ โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อมาคณะกรรมาธิการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย ดังนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และ 2534 จำเลยที่ 1 จะต้องนำภาษีการค้าที่โจทก์ถูกประเมินและได้ชำระไปแล้วที่ไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึง ธันวาคม 2533 และ 2534 ไปคำนวณเป็นรายจ่ายเพื่อปรับปรุงกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2533 จำนวน 3,102,873.97 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำนวน 190,955.05 บาท สำหรับรายจ่ายจำนวน 1,338,947.63 บาท 3,640,716.76 บาท และ 2,781,402.70 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ถึง 2535 ตามลำดับนั้น รายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่โจทก์ได้ใช้จ่ายจริงให้แก่บุคคลที่โจทก์มอบหมายให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยว้องกับการดำเนินกิจการของโจทก์ โจทก์สามารถพิสูจน์ตัวผู้รับได้จากหลักฐานที่ผู้รับเงินได้ลงนามไว้ในใบสำคัญจ่ายขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประเมินดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การว่า กรณีภาษีภารค้าของปี 2533 และ 2534 เป็นภาระภาษีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานได้ตรวจพบและประเมินให้โจทก์ต้องรับผิด ซึ่งโจทก์ได้ขอผ่อนผันและชำระไว้แล้วในปี 2538 และ 2540 ภาระภาษีดังกล่าวจึง ไม่ใช่รายจ่ายที่ควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และ 2534 ของโจทก์ หากแต่เป็นรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นตามที่โจทก์นำเงินไปชำระ การที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้นำภาษีการค้ามาหักเป็นรายจ่ายของโจทก์ในการปรับปรุงกำไรสุทธิเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับระยะเวลาบัญชีปี 2533 ถึง 2534 จึงชอบแล้ว สำหรับรายจ่ายต้องห้ามในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 มีค่าเงินเพิ่มภาษีอากร 201,652.88 บาท รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ซึ่งไม่มีหลักฐานใบสำคัญแสดงรายจ่ายจำนวน 1,137,294.75 บาท รวม 1,338,947.63 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 มีค่าเงินเพิ่มภาษีอากร 90,120 บาท รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ซึ่งไม่มีหลักฐานใบสำคัญแสดงการจ่ายจำนวน 3,550,596.76 บาท รวม 3,640,716.76 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 มีรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ซึ่งไม่มีหลักฐานใบสำคัญแสดงการจ่ายจำนวน 2,781,402.70 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวมาปรับปรุงกำไรสุทธิของโจทก์สำหรับระยะเวลาบัญชีดังกล่าวใหม่จึงชอบตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6) และ (18) แล้ว ? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยให้นำภาษีการค้าที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บในปี 2533 และ 2534 มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของระบบเวลาบัญชี 2533 และ 2534 ตามลำดับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ภาษีการค้าของโจทก์ในรอบปีภาษี 2533 และ 2534 ที่จำเลยที่ 1 ประเมินให้โจทก์ชำระจำนวน 3,102,873.87 บาท และ 190,955.05 บาท ตามลำดับ จะนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีใด จำเลยทั้งสี่ อุทธรณ์ว่า ภาษีการค้าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติมในปีภาษี 2533 และ 2534 เป็นภาระภาษีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานได้ตรวจพบความไม่ถูกต้องและประเมินให้โจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม จำนวนของภาระภาษีนี้เพิ่งจะมีความแน่นอนภายหลังจากที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด และโจทก์ได้ยินยอมชำระค่าภาษีการค้าตามที่ถูกประเมินให้แก่เจ้าพนักงานเมื่อปี 2538 ถึง 2540 แล้ว ปัญหานี้ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 กำหนดเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี การคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิโดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น กรณีภาษีการค้าภาระภาษีการค้าเกิดขึ้นเมื่อเกิดความรับผิดในการเสียภาษีการค้าตาม ป. รัษฎากร มาตรา 78 ประกอบมาตรา 86 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่ภาระภาษีการค้าที่พิพาทในคดีนี้เกิดขึ้น จากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์ชำระภาษีการค้าไม่ถูกต้องและจะต้องชำระภาษีการค้าเพิ่มเติม ภาระภาษีการค้ากรณีนี้ยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนจนกว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ประเมินภาษีการค้าปีภาษี 2533 และ 2534 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 และโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินภาษีการค้าดังกล่าวเป็นที่ยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินหรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยหรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น รายจ่ายค่าภาษีการค้าที่พิพาทในคดีนี้จึงยังไม่สามารถกำหนดรายจ่ายได้จริงและแน่นอนจึงมิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 และ 2534 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้นไม่ถูกต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ รายจ่ายของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 จำนวน 1,137,294.75 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำนวน 3,550,596.76 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2535 จำนวน 2,781,402.70 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์จ่ายเงินให้แก่นายสุชาติโกสิยะจินดา นำไปจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในกรณีที่โจทก์ขอคืนเงินค่าภาษีอากร ซึ่งนายสุชาติได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานได้รับเงินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ. 4 แล้วนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรย่อมเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ได้จ่ายเงินดังกล่าวไปให้แก่นายสุจริตจริงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 65 ตรี (18) แล้วนั้น เห็นว่า แม้นายสุชาติจะรับเงินจำนวนดังกล่าว แต่นายสุชาตก็มิได้รับเงินไว้เองต้องนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่รับเงินไว้จะเป็นผู้ใดโจทก์ก็ไม่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้โจทก์ต้องจ่ายเงินจำนวนนั้น การจ่ายเงินในลักษณะเช่นนี้อาจจะเป็นการจ่ายในลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาเฉพาะตัว เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าเพื่อหากำไรอันเป็สนรายจ่ายที่แท้จริงของโจทก์ และการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเช่นี้เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อการให้สินบนเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์ที่สืบมาจึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน รายจ่ายดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป. รัษฎากรมาตรา 65 ตรี (18) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ม. 65 ตรี (18 ม. 78 (เดิม) ม. 86 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9870/2544
#44091
เปิดฉบับเต็ม

บ้านจำเลยเฉพาะส่วนที่ยังพิพาทกันปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะ ไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์แม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยจะบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตร แต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองดังกล่าวซึ่งไม่ถูกบัง สามารถออกสู่คลองดังกล่าวได้มีความยาว 9.5 เมตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะยื่นฟ้อง โจทก์ยังไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์คงปล่อยที่ดินไว้ให้หญ้าขึ้นรก ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างใด ส่วนจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว ตามสภาพดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนบ้านทั้งสองหลังพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายสุรัตน์ ปิ่นทองขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนบ้านเลขที่ 47/1หมู่ที่ 5 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเนื้อที่ 2 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.8 และให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23กุมภาพันธ์ 2539) ไปจนกว่าจะรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านเลขที่ 47/1 มาประมาณ20 ปีแล้ว โดยบางส่วนปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 39542 ตำบลบางกะดีอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์เป็นเนื้อที่ 2 ตารางวาส่วนที่เหลือปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่ซึ่งเป็นที่สาธารณะติดกับที่ดินโจทก์ โดยปลูกบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองดังกล่าวมีความยาว 16 เมตร โจทก์คงเหลือหน้าที่ดินที่จะออกสู่คลองดังกล่าวเพียง9.5 เมตร ที่ดินโจทก์เป็นที่ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์มีหญ้าขึ้นรก โจทก์ยังไม่ได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินแปลงนี้ ส่วนอีกด้านหนึ่งของที่ดินโจทก์ติดถนนสาธารณะ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่หรือไม่เห็นว่า บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนที่ยังพิพาทกันปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ แม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2จะบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตรแต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองดังกล่าวซึ่งไม่ถูกบัง สามารถออกสู่คลองดังกล่าวได้มีความยาว 9.5 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะยื่นฟ้อง โจทก์ยังไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ คงปล่อยที่ดินไว้ให้หญ้าขึ้นรกไม่ได้ทำประโยชน์อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว ตามสภาพดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ และเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่ซึ่งเป็นที่สาธารณะอยู่หน้าที่ดินโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสน่ห์ แสงดอกพุด
จำเลย — นาย บุญยรัตน์ ปิ่นทอง โดยนาย สุรัตน์ ปิ่นทอง
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9870/2544
#98476
เปิดฉบับเต็ม

บ้านจำเลยเฉพาะส่วนที่พิพาทปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองอันเป็นที่สาธารณะและบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตรแต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองมีความยาว 9.5 เมตร ซึ่งไม่ถูกบัง ขณะยื่นฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์ โจทก์คงปล่อยที่ดินไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์ ส่วนจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่พิพาทออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณะหน้าที่ดินโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนบ้านทั้งสองหลังพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม บ้านของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างลงในที่ดินรกร้างว่างเปล่า อยู่นอกแนวเขตที่ดินของโจทก์ คงมีเพียงบางส่วน เนื้อที่ไม่เกิน 10 ตารางวา รุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่คลองเชียงรากใหญ่ เนื่องจากที่ดินของโจทก์อยู่ติดถนนสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายสุรัตน์ ปิ่นทอง ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนบ้านเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 5 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนที่รุกล้ำ เนื้อที่ 2 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.8 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539) ไปจนกว่าจะรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่หรือไม่ เห็นว่า บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนที่พิพาทกันปลูกอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์แม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะบังหน้าที่ดินโจทก์ที่จะออกสู่คลองสาธารณะมีความยาวถึง 16 เมตร แต่โจทก์ยังคงเหลือที่ดินติดคลองดังกล่าวซึ่งไม่ถูกบัง สามารถออกสู่คลองดังกล่าวได้มีความยาว 9.5 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะยื่นฟ้อง โจทก์ยังไม่ได้ปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ คงปล่อยที่ดินไว้ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ 20 ปีแล้ว ตามสภาพดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินริมคลองเชียงรากใหญ่อันเป็นที่สาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษหรือเดือดร้อนเกิน ที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ และเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสน่ห์ แสงดอกพุด
จำเลย — นายบุญรัตน์ ปิ่นทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ศาลอุทรณ์ภาค ๒ — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9867/2544
#98515
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองวางเงินให้ครบถ้วนก่อน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ส่งคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อดำเนินต่อไป แต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไปโดยมิได้แจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหมายแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสองทราบและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสอง ก็มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาล กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในเรื่องการอ่านอุทธรณ์และคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อดำเนินต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด ชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์อื่นมาชำระให้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จำเลยทั้งสองไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดีหลายครั้ง นัดสุดท้ายจำเลยทั้งสองไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่มีพยานมาสืบและนัดฟังคำพิพากษา

ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองมิได้จงใจไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอให้มีคำสั่งไต่สวนและอนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุจะอนุญาต ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ แล้วคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรามเนียมซึ่งจะต้องใช้ แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้มีคำสั่งว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองวางเงินให้ครบถ้วนก่อน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ส่งคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เพื่อดำเนินต่อไป ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๓ โดยมิได้แจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน ต่อมาวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๓ จึงได้มีคำสั่งให้มีหมายแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ให้จำเลยทั้งสองทราบและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาล ดังนั้น กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในเรื่องการอ่านอุทธรณ์ และคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เพื่อดำเนินการต่อไป

(ชวลิต ตุลยสิงห์ - ไพศาล เจริญวุฒิ - สมชาย จุลนิติ์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 229 ม. 242 ม. 243 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จอหอค้าวัสดุก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางมณฑิรา เชื้ออินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9866/2544
#260649
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินเกินกว่า 50 บาท ขึ้นไป กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง เมื่อสัญญากู้ไม่ได้ระบุข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ จึงต้องฟังว่าสัญญากู้ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาเบิกความว่าสัญญากู้เงินมีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหรือประกอบข้ออ้างว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อความในเอกสาร คำพยานของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา 94 (ข) แห่ง ป.วิ.พ. โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น

บันทึกข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ตามเอกสารแนบท้ายฎีกานั้น โจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และเป็นเอกสารที่อยู่ใน ความครอบครองรู้เห็นของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว การที่โจทก์นำเสนอเอกสารดังกล่าวในชั้นนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืม หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การนำพยานบุคคลมาเบิกความเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่มิได้กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมไม่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร และไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ (ข) แห่ง ป.วิ.พ. การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๓๕ จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยตามสัญญาโดยมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญา จำเลยได้จำนองกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ ๓๒๙/๑๑๙ พร้อมส่วนควบและสิ่งตราตรึงต่อโจทก์ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองยินยอมให้โจทก์ยึด ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาด หากขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองไม่พอชำระหนี้ หลังจากทำสัญญา จำเลยผิดนัดโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายในวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยคงค้างชำระต้นเงินจำนวน ๙๔๗,๑๘๖.๓๕ บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า โดยปกติผู้ให้กู้ ให้กู้ยืมเงินเพราะหวังประโยชน์ตอบแทนคือ ดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ สัญญากู้ยืมเงินจึงต้องระบุอัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ตกลงชำระให้แก่ผู้ให้กู้ และถือว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญากู้ด้วยและตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ บังคับว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่า ๕๐ บาท ขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง เมื่อเอกสารสัญญากู้เงิน ที่โจทก์นำมาเป็นพยานหลักฐานไม่มีข้อความระบุถึงข้อตกลงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ แม้จะมีข้อตกลงอย่างอื่น ๆ ระบุรวมอยู่ด้วย ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงให้สิทธิแก่โจทก์ตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยอย่างสูง ให้โจทก์มีสิทธิจะเรียกได้จากจำเลยเท่านั้น แต่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราเท่าใด ต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเท่านั้น เมื่อสัญญากู้ไม่ได้ระบุข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โจทก์จะอ้างว่า คู่สัญญาเข้าใจกัน และมีเจตนารมณ์ตรงกันว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี หาได้ไม่ และไม่อาจอ้างว่าเป็นข้อบกพร่องในการทำสัญญา ในเมื่อโจทก์มีหน้าต้องรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ และแสดงให้เห็นชัดแจ้งดังกล่าว จึงต้องฟังว่า สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ดังนั้น การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาเบิกความว่าสัญญากู้เงิน มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหรือประกอบข้ออ้างว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อความในเอกสารในเมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องนำสัญญากู้เงินมาแสดงคำพยานบุคคลของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตามมาตรา ๙๔ (ข) แห่ง ป.วิ.พ. โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเท่านั้น ที่โจทก์อ้างว่ามีบันทึกข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์กับจำเลย กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ตามเอกสารแนบท้ายฎีกานั้น เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองรู้เห็นของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว การที่โจทก์นำเสนอเอกสารดังกล่าวในชั้นนี้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชลธี ลิมป์ชิณพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9865/2544
#44656
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าราคาไม่เหมาะสมเพราะราคาต่ำกว่าราคาประเมิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่และมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำมาใช้กับกรณีนี้โดยไม่คำนึงว่าคดีนี้จะมีการฟ้องร้องต่อกันก่อนที่บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วหรือไม่เมื่อคำร้องดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องซึ่งมีผลเท่ากับยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์จำนองทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ขายทอดตลาดได้ในราคา 1,300,000 บาท โดยปลอดจำนอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดได้ราคาไม่เหมาะสมเพราะต่ำกว่าราคาประเมินเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดในราคาต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไรบ้าง จึงไม่รับคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว มาตรา 296วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่และมาตรา 309 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีผลใช้บังคับแล้ว จึงนำมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้โดยไม่คำนึงว่าคดีนี้จะมีการฟ้องร้องกันก่อนที่บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วหรือไม่ ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มีราคาไม่เหมาะสมเพราะต่ำกว่าราคาประเมิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องซึ่งมีผลเท่ากับยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุกิตต์ สุขเอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9862/2544
#98552
เปิดฉบับเต็ม

บริษัททำการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ที่ประชุมใหญ่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของบริษัท หากผู้ถือหุ้นในบริษัทประสงค์จะขอให้เพิกถอนมตินั้นโดยเห็นว่าผิดระเบียบ ผู้ถือหุ้นต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ซึ่งบัญญัติว่า การประชุมใหญ่นั้นถ้านัดเรียกหรือได้ประชุมหรือลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นจะร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมในการประชุมวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ขอให้อายัดและตรวจสอบที่ดินของบริษัท ก. จำนวน ๑๗ แปลง และให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ โอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๔๘๒๘๘ , ๔๘๒๙๑? กลับคืนแก่บริษัท ก. โดยให้จำเลยทั้งหมดรับผิดชอบในค่าธรรมเนียมโอนและค่าภาษี

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยอ้างว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเนื่องจากกรรมการก่อความเสียหายแก่บริษัท จึงฟ้องได้ภายใน ๖ เดือน นับแต่วันที่ประชุมใหญ่ให้อนุมัติแก่การกระทำนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๐ วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า บริษัท บ. ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการในนามบริษัท จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นกรรมการ บริษัททำการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/๒๕๔๐ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินจำนวน ๒๗ แปลง ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของบริษัท ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทประสงค์จะขอให้เพิกถอนมตินั้นโดยเห็นว่าผิดระเบียบ โจทก์ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ ซึ่งบัญญัติว่า การประชุมใหญ่นั้นถ้านัดเรียกหรือได้ประชุมหรือลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นจะร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติ กรณีของโจทก์ตามที่ฟ้องไม่ใช่ขอบังคับกรรมการของบริษัทให้รับผิดใช้ค่าเสียหายทดแทนให้แก่บริษัทซึ่งมีกำหนดระยะเวลาหกเดือน นับแต่วันที่ประชุมใหญ่อนุมัติแก่การกระทำของกรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๐ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙๕ บัญญัติไว้ และศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยงค์ สายประเสริฐ
จำเลย — นายอดิศักดิ์ ใจศิลป์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสิทธิชัย รุ่งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9858/2544
#258655
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิ

ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี โจทก์กับหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลย ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทวงหนี้จากลูกหนี้จำเลย และให้เป็นทนายความโดยตกลงกันทางโทรศัพท์ และจำเลยได้จัดส่งเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ และได้โอนเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายผ่านธนาคารในจังหวัดอุดรธานี เพื่อเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารซึ่งอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระเงิน 154,925 บาท โดยอาศัยเหตุที่จำเลยได้ปรึกษาโจทก์และว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความติดตามทวงถามหนี้ และให้โจทก์เป็นทนายความฟ้องลูกหนี้ของจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แต่ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้สิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิเกิดขึ้น นอกเขตอำนาจของศาลแขวงดุสิตซึ่งเป็นศาลชั้นต้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องนี้ต่อศาลแขวงดุสิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปรึกษาและว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความติดตามทวงหนี้แก่บริษัทบ้านเพชรน้ำตาลสด จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด ให้ชำระหนี้ ตกลงค่าปรึกษาและค่าทนายความเป็นเงิน 100,000 บาท ถ้าทวงถามไม่ได้ ให้ฟ้องลูกหนี้ทั้งสองและให้คิดค่าทนายความเป็นเงิน 100,000 บาท จ่ายให้เมื่อคดีถึงที่สุด ส่วนค่าปรึกษาให้คิดรวมกับค่าใช้จ่ายโดยคิดตามปริมาณงานและระยะเวลาที่รับทำจนคดีถึงที่สุด จ่ายให้วันยื่นฟ้อง 40,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายให้เมื่อคดีถึงที่สุด โจทก์ยื่นฟ้องลูกหนี้ทั้งสองรายต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาคดีสามารถประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด จำเลยรับค่าธรรมเนียมศาลคืน 40,000 บาท และจำเลยได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแล้วถือว่าโจทก์ทำงานให้จำเลยเสร็จสมบูรณ์ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างทนายความทั้งหมดจำนวน 100,000 บาท และค่าปรึกษารวมกับค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 90,000 บาท จำเลยชำระเงินให้โจทก์แล้ว 35,075 บาท จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์อีก 54,925 บาท รวมเป็นเงิน 154,925 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 154,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความทวงถามและเป็นที่ปรึกษา โจทก์อาสาดำเนินการฟ้องลูกหนี้จำเลยโดยไม่คิดค่าทนายความ โจทก์ทำงานยังไม่สำเร็จ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ และมูลคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี โจทก์กับนายสุชิน หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลย ได้ตกลงว่าจ้างให้โจทก์ทวงหนี้จากลูกหนี้จำเลย และเป็น ทนายความให้โดยตกลงกันทางโทรศัพท์ และได้ความจากคำเบิกความของนายสุชินว่า จำเลยได้มีการจัดส่งเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ และได้โอนเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 85,000 บาท โดยโอนเงินผ่านธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนทหาร (อุดรธานี) เพื่อเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสุริยวงศ์ ซึ่งอยู่ในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า มูลคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) นั้น หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยเหตุที่จำเลยได้ปรึกษาโจทก์และว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความติดตามทวงถามหนี้จากลูกหนี้ของจำเลย และให้โจทก์เป็นทนายความฟ้องลูกหนี้จำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อข้อตกลงในการว่าจ้างโจทก์เป็นสัญญาจ้างทำของ โดยการทำข้อตกลง จัดส่งเอกสารต่าง ๆ และโอนเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์และผ่านธนาคารระหว่างจังหวัดอุดรธานีและเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จึงต้องถือว่า ต้นเหตุอันมาเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิเกิดขึ้นนอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเสนอคำฟ้องนี้ต่อศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2536 ที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรัญ จิตรพงศ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองชัยวิวัฒนา
587 — ป.พ.พ. มาตรา
(1) — ป.วิ.พ. มาตรา 4
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9854/2544
#98481
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลผู้ชอบที่จะฟ้องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณได้นั้น ต้องฟ้องคดีภายในหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณนั้นได้ทราบถึงผู้นั้น และห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้นตามป.พ.พ. มาตรา 533 บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิเลือกจะฟ้องคดีภายในหกเดือนหรือสิบปี

แม้ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่และยากไร้ ผู้รับให้มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูผู้ให้ตามความจำเป็นและผู้รับให้สามารถให้ได้ตลอดเวลาที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่เหตุประพฤติเนรคุณทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันที่ผู้ให้ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น คดีจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถอนคืนการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๒๒ เลขที่ดิน ๙๔ ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๕๑ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และบ้านเลขที่ ๑๐๕ หมู่ที่ ๖ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และ โฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยโจทก์ยกที่ดินตามฟ้องให้จำเลยโดยเสน่หา โดยจำเลยตกลงจะเลี้ยงดูโจทก์ไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นการประพฤติเนรคุณโจทก์ขอเรียกถอนคืนการให้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ป.พ.พ. มาตรา ๕๓๓ ให้สิทธิโจทก์ที่จะเลือกฟ้องเรียกถอนคืนการให้ได้ภายในอายุความหกเดือนหรือสิบปี เมื่อเหตุตามฟ้องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยประพฤติเนรคุณเกิดขึ้นยังไม่เกินสิบปีและเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันมาโดยตลอดจนปัจจุบัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา ๕๓๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "?หรือเมื่อ เวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่" และวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปี ภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น" ซึ่งหมายความว่า บุคคลผู้ชอบที่จะฟ้องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณได้นั้น ต้องฟ้องคดีภายในหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณนั้นได้ทราบถึงผู้นั้น บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ให้สิทธิผู้ที่จะฟ้องคดีเรียกถอนคืนการให้เลือกจะฟ้องคดีภายในหกเดือนหรือสิบปีดังที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งเหตุประพฤติเนรคุณที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและนำสืบดังกล่าว ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนาง ทรวงดอน
จำเลย — นางศิริพร ทรวงดอนหรือตรงกระโทก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค — นายพันวะสา บัวทอง
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9846/2544
#44090
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยสั่งอายัดเงิน 450,000 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากเทศบาลเมือง ส. และเทศบาลเมือง ส. ได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งอายัด ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณาคำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 260(2) เมื่อโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีแล้วเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี นับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวก่อนสิ้นระยะเวลา14 วันนับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมายบังคับคดีอันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ผู้ร้องอ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 412,158 บาท ค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าขึ้นศาลในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ซึ่งก่อนมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงิน 450,000 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา เทศบาลเมืองสุโขทัยธานีได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 11/2542 หมายเลขแดงที่ 3/2542 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงิน 450,000 บาท ที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับจากเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีไว้แล้วและเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2542 นอกจากเงินดังกล่าว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องจะสามารถบังคับคดีได้ ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินดังกล่าวจากโจทก์และดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์หากโจทก์สละสิทธิหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงประการเดียวว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยสั่งอายัดเงิน 450,000 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีไปยังเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541และวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เทศบาลเมืองสุโขทัยธานีได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งอายัด ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260(2) เมื่อโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีแล้ว เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวก่อนสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ศาลออกหมายบังคับคดีอันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ผู้ร้องเข้าใจและอ้างในฎีกาไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 จึงเป็นการยื่นหลังจากสิ้นระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่เทศบาลเมืองสุโขทัยธานีส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคห้า ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 ม. 276 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลานหอยหินอ่อน
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็ม พี คอนกรีต จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์วิภา
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9846/2544
#98517
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยสั่งอายัดเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับจาก ส. ผู้ถูกอายัด และผู้ถูกอายัดได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งอายัด ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ โดยในคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งอายัดเงินชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260(2) เมื่อโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีให้ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลได้ จึงมีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และได้มีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนับตั้งแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว จึงต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินดังกล่าวก่อนสิ้นระยะเวลา14 วัน นับแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดี อันถือได้ว่าเป็นวันที่มีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ตามมาตรา 290 วรรคห้า หาใช่นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินอันเป็นทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 (2) ม. 290 วรรคหนึ่ง ม. 290 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดลานหอยหินอ่อน
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็ม พี คอนกรีต จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทรัพย์วิภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9842/2544
#98477
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการให้ส่วนราชการ และระเบียบการจัดสวัสดิการในส่วนราชการของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และจำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินในฐานะคณะกรรมการกองทุนดังกล่าว ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอดังกล่าวมีสภาพเป็น นิติบุคคล หน่วยงานที่จำเลยอ้างว่าทำแทนไม่มีตัวตนอยู่ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมและได้รับเงินกู้ไปจากผู้ให้กู้ จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายจรัส หรืออรุณทัต บิดาผู้ถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสามร่วมกันกู้เงินไปจากนายจรัสจำนวน 30,000 บาท เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน นับแต่กู้ไปจำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยให้เพียง 3 เดือน โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 39,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกและผู้มีสิทธิรับมรดกของนายจรัส โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงินนายจรัส ความจริงแล้ว นายจรัสได้นำเงินมาลงหุ้นในกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงาน การประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา สัญญากู้เงินตามฟ้องในช่องผู้กู้เป็นชื่อของคณะกรรมการกองทุนผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา จำเลยที่ 1 ลงชื่อในฐานะประธานกรรมการกองทุนดังกล่าว จึงไม่ต้องรับผิดเป็น การส่วนตัว นายจรัสได้รับดอกเบี้ยจากกองทุนอัตราร้อยละ 2 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2539 จนถึงวันชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2541) ต้องไม่เกิน 9,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินในฐานะกรรมการของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา กองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรี และระเบียบสำนักคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ ซึ่งได้ให้อำนาจคณะกรรมการกองทุนก่อหนี้ผู้พันในนามของกองทุนสวัสดิการได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามจะเป็นคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตา ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการให้ส่วนราชการ และระเบียบการจัดสวัสดิการในส่วนราชการของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และจำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินในฐานะคณะกรรมการกองทุนดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการ กองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอบันนังสตามีสภาพเป็นนิติบุคคล หน่วยงานที่จำเลยอ้างว่าทำแทนไม่มีตัวตนอยู่ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืม เอกสารหมาย จ. 2 และได้รับเงินกู้ไปจากนายจรัสบิดาโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสามฎีกาข้อต่อมาว่า การกู้เงินรายพิพาทผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามคำฟ้องและหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ. 2 นายจรัสผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือนหรือ ร้อยละ 15 ต่อปี อัตราดังกล่าวมิได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 70 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดาบตำรวจจรุงศักดิ์ อรุณฑัตหรืออรุณทัต
อรุณฑัตหรืออรุณทัต
จำเลย — นายประสาท พรหมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายอรุณ จันทร์เกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจรินทร์ ไกรเทพ
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9836/2544
#43439
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันประกอบกิจการขนส่งรับส่งสินค้าเม็ดกาแฟดิบของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 5 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่ง เมื่อจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกับพวกลักเอาเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ไปในระหว่างการขนส่ง ถือได้ว่าการขนส่งดังกล่าวมีการทุจริตของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ร่วมขนส่งจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่สูญหายแก่โจทก์ด้วย ดังนั้นแม้โจทก์จะฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่ควรจะส่งมอบก็ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าโดยรถยนต์บรรทุกระหว่างปี 2537 จำเลยที่ 2มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนหรือยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเองออกเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการรับส่งสินค้าโดยรถยนต์บรรทุก มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการและจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 70-4497กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2537 โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์จำนวน105 กระสอบ น้ำหนัก 12,932 กิโลกรัม ราคา 672,500 บาท จากอำเภอสวีจังหวัดชุมพร ไปส่งให้แก่บริษัทนวกิจพืชไร่ จำกัด กรุงเทพมหานคร ในราคาค่าระวาง 4,725 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4นำรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 70-4497 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 5 และที่ 6 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ควบคุมรถมาขนส่งบรรทุกเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 7 ลักเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ทั้งหมดไปขายให้แก่ผู้อื่น ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 728,581 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 677,225 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากสินค้าโจทก์ตามกำหนดจะต้องไปถึงโกดังวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ซึ่งในวันดังกล่าวโจทก์ทราบแล้วว่าสินค้าสูญหายแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ 3 มกราคม 2539ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์ได้รับค่าเมล็ดกาแฟดิบของกลางคืนในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 7 ในข้อหาลักทรัพย์จำนวน 50,000 บาท แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยว่าจ้างหรือจัดให้จำเลยที่ 3และที่ 4 นำรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 70-4497 กรุงเทพมหานครมาขนเมล็ดกาแฟดิบให้โจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน627,189 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 7

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ หรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบเว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3ร่วมกันประกอบกิจการขนส่งรับส่งสินค้าเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 5 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งเมื่อจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกับพวกลักเอาเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ไปในระหว่างการขนส่ง ถือได้ว่าการขนส่งดังกล่าวมีการทุจริตของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1ในฐานะผู้ร่วมขนส่งจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่สูญหายแก่โจทก์ด้วยดังนั้นโจทก์แม้จะฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่ควรจะส่งมอบ คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมเกียรติ พัฒนประดิษฐ์
จำเลย — นาง สมปอง ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9836/2544
#98483
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันประกอบกิจการขนส่งและรับส่งสินค้าเม็ดกาแฟดิบของโจทก์ เมื่อสินค้าที่รับขนส่งถูกลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการขนส่งลักไปในระหว่างการขนส่ง ถือได้ว่าการขนส่งดังกล่าวมีการทุจริตของ ผู้ขนส่งแม้โจทก์จะฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ควรจะส่งมอบ คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 624

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ขนส่งและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ชำระค่าเสียหายในค่าเมล็ดกาแฟดิบเป็นเงินจำนวน 728,581 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 677,225 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 627,189 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และ ที่ 7 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีรถยนต์บรรทุกจึงติดต่อว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 จัดหารถยนต์บรรทุกมาบรรทุกเมล็ดกาแฟดิบให้โจทก์ จำเลยที่ 3 ได้นำรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 4497 กรุงเทพมหานคร มารับจ้างบรรทุกเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์เพื่อนำส่งโกดังสินค้าที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างทางจำเลยที่ 5 ผู้ควบคุมรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวได้ร่วมกับพวกลักเม็ดกาแฟดิบของโจทก์ไป คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 เห็นว่า ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า "ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งชักช้านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ หรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันประกอบกิจการขนส่งสินค้าเม็ดกาแฟดิบของโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 5 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่ง เมื่อจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกับพวกกลักเอาเมล็ดกาแฟดิบของโจทก์ไปในระหว่างการขนส่งถือได้ว่าการขนส่งดังกล่าวมีการทุจริตของผู้ขนส่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ร่วมขนส่งจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่สูญหายแก่โจทก์ด้วย ดังนั้นโจทก์แม้จะฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่ควรจะส่งมอบคดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 624
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ พัฒนประดิษฐ์
จำเลย — นางสมปอง ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9778 -ที่ 9835/2544
#98438
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างจะกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตาม แต่การที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมา ย่อมถือได้ว่านายจ้างตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดการจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

วันที่ครบกำหนดจ่ายสินจ้างตามกฎหมายของจำเลยในเดือนมิถุนายน 2541 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2541 หากจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์อย่างช้าที่สุดต้องภายในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จึงจะเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง

คณะกรรมการบริหารโรงงานน้ำตาลของจำเลยซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครประชุมแล้วมีมติให้เลิกจ้างพนักงานในโรงงานน้ำตาล รวมทั้งพนักงานในโรงงานน้ำตาลลำปางคือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 58 การที่จำเลยได้ส่งประกาศเลิกจ้างพนักงานโรงงานน้ำตาลของจำเลยกับหนังสือคำสั่งให้ทางโรงงานน้ำตาลลำปางทำหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างพนักงานโรงงานน้ำตาลลำปางเป็นรายบุคคลทางโทรสารไปยังโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงงานน้ำตาลลำปางในเวลาบ่ายของวันประชุมดังกล่าวเพื่อแจ้งให้พนักงานโรงงานน้ำตาลลำปางทราบ การกระทำเช่นนี้มิใช่เป็นการที่จำเลยส่งโทรสารบอกกล่าวเลิกจ้างไปถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 โดยตรงเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 การบอกกล่าวเลิกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าอันจะมีผลต่อเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ได้ทราบการแสดงเจตนาบอกเลิกจ้างแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้สั่งหรือปิดประกาศหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างพนักงานเป็นรายบุคคลให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 รับทราบ และมีการปิดประกาศสำเนาประกาศเลิกจ้างไว้ที่หน้าโรงงานก่อนเลิกงานเพียง 5 นาที โดยไม่ได้ความว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม 2541 จำนวน 30 วัน ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 แต่สำหรับโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการโรงงานน้ำตาลลำปางของจำเลยและหลังจากโจทก์ที่ 1 ได้รับทราบหนังสือประกาศเลิกจ้างตามเอกสารซึ่งจำเลยได้ส่งทางโทรสารถึงโจทก์ที่ 1 โดยตรงแล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ได้สั่งให้นำเอกสารดังกล่าวไปปิดประกาศ ถือได้ว่าการแสดงเจตนาบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยไปถึงโจทก์ที่ 1 ก่อนเลิกงานในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จึงมีผลให้เป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปในวันที่ 29 กรกฎาคม 2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสิบแปดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 58

โจทก์ทั้งห้าสิบแปดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งห้าสิบแปดตามที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งห้าสิบแปดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยส่งประกาศแสดงเจตนาบอกเลิกจ้างไปยังลูกจ้างรวมทั้งหมดซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทาง ย่อมมีผลนับแต่ไปถึงและได้ปิดประกาศให้ลูกจ้างทราบก่อนเลิกงานแล้ว ถือได้ว่าจำเลยบอกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้าง 1 เดือน การบอกเลิกจ้างชอบแล้ว โจทก์ทั้งหมดไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าสิบแปดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน แต่ในทางปฏิบัติจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมา แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตาม แต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดเวลา ย่อมถือได้ว่าจำเลยตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดการจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

วันที่ครบกำหนดจ่ายสินจ้างตามกฎหมายของจำเลยในเดือนมิถุนายน 2541 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ซึ่งหากจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสิบแปดโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้าสิบแปดอย่างช้าที่สุดต้องภายในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จึงจะเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง

ในการบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสิบแปดนั้นศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 คณะกรรมการบริหารโรงงานน้ำตาลของจำเลยซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครประชุมและมีมติให้เลิกจ้างพนักงานในโรงงานน้ำตาลรวมทั้งโรงงานน้ำตาลลำปาง คือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 58 ด้วย ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป ซึ่งการที่จำเลยส่งประกาศเลิกจ้างพนักงานและหนังสือคำสั่งให้ทางโรงงานน้ำตาลลำปางทำหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างพนักงานเป็นรายบุคคลไปยังโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงงานน้ำตาลลำปางทางโทรสารเพื่อแจ้งให้พนักงานโรงงานน้ำตาลลำปางทราบ มิใช่เป็นการที่จำเลยส่งโทรสารบอกกล่าวเลิกจ้างไปถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 โดยตรงเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 การบอกกล่าวเลิกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าอันจะมีผลต่อเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ได้ทราบการแสดงเจตนาบอกเลิกจ้างแล้ว และแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้สั่งให้ปิดประกาศสำเนาประกาศเลิกจ้างไว้ที่หน้าโรงงาน ก็เป็นการปิดประกาศในระยะเวลาก่อนเลิกงานเพียง 5 นาที โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ได้รับทราบการบอกเลิกจ้างแล้วก่อนการเลิกงานในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ทั้งในวันนั้นก็ไม่ปรากฏว่าทางจำเลยได้ส่งหรือปิดประกาศหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างพนักงานเป็นรายบุคคลให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 รับทราบแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม 2541 จำนวน 30 วัน ตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ส่วนกรณีของโจทก์ที่ 1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการโรงงานน้ำตาลลำปางของจำเลย และหลังจากโจทก์ที่ 1 ได้รับทราบหนังสือประกาศเลิกจ้างซึ่งจำเลยได้ส่งทางโทรสารถึงโจทก์ที่ 1 โดยตรงแล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ได้สั่งให้นำเอกสารดังกล่าวไปปิดประกาศ ฟังได้ว่าการแสดงเจตนาบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยไปถึงโจทก์ที่ 1 แล้วตั้งแต่ก่อนเลิกงานในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าในวันที่ 29 มิถุนายน 2541 การเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 มีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปในวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 38,340 บาท 35,960 บาท 14,240 บาท 13,440 บาท 33,810 บาท 31,740 บาท 24,520 บาท 16,950 บาท 16,950 บาท 24,520 บาท 26,140 บาท 33,810 บาท 24,520 บาท 21,620 บาท 19,110 บาท 26,140 บาท 21,620 บาท 16,950 บาท 15,990 บาท 15,090 บาท 15,090 บาท 33,810 บาท 29,750 บาท 19,110 บาท 19,110 บาท 16,950 บาท 13,440 บาท 17,990 บาท 15,990 บาท 31,740 บาท 21,620 บาท 15,090 บาท 27,880 บาท 16,950 บาท 15,090 บาท 13,440 บาท 6,440 บาท 5,760 บาท 6,440 บาท 9,600 บาท 13,440 บาท 10,150 บาท 6,090 บาท 8,100 บาท 9,080 บาท 9,080 บาท 8,100 บาท 8,100 บาท 5,760 บาท 9,080 บาท 8,100 บาท 9,080 บาท 9,080 บาท 19,110 บาท 16,950 บาท 7,210 บาท และ 38,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 58 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 168 ม. 169 ม. 582 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชเนนทร์ สวาสดิ์มิตร กับพวก
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9777/2544
#258654
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อ ชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยที่ซื้อไปจากโจทก์ว่าเป็นเช็คที่จำเลยออกให้เป็นค้ำประกันเป็นเช็คไม่มีมูลหนี้และจำเลยได้ชำระ ค่าสินค้าให้โจทก์แล้วแต่โจทก์ยังออกใบเสร็จรับเงินให้ไม่ครบ ทั้ง ๆ ที่เช็คดังกล่าวจำเลยออกเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยให้โจทก์เช่นนี้ คำเบิกความของจำเลยจึงเป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าที่จำเลยเบิกความต่อศาลแพ่งธนบุรีว่า "เช็คที่นำมาฟ้องนั้นเป็นเช็ดที่ข้าฯออกให้เป็นค้ำประกัน ฉะนั้นเป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้ และตามที่ข้าฯชำระเงินค่าสินค้าให้กับโจทก์ แต่ทางโจทก์ยังออกใบเสร็จรับเงินให้ข้าฯไม่ครบ" นั้น เป็นการเบิกความด้วยความสุจริตตามข้อเท็จจริงที่เป็นจริง โดยจำเลยมีข้อสนับสนุนคือเช็คทั้ง 5 ฉบับ โจทก์ได้นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดหล่มสักเพื่อขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ด้วย ซึ่งเช็คทั้ง 5 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของเช็คจำนวน 9 ฉบับ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายชำระค่าสินค้าให้โจทก์ผลที่สุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4822-4823/2540 ให้ยกฟ้องโจทก์ แสดงว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่ามิใช่เช็คชำระหนี้ แต่เป็นเช็ค ค้ำประกันที่จำเลยมอบให้แก่นายประวิทย์ โรจนเพียรสถิตประธานบริษัทโจทก์ จำนวน 10 ฉบับ นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 277 วรรคสอง หาได้วินิจฉัยว่า เช็คทั้ง 5 ฉบับ ตามฟ้องออกโดยไม่มีมูลหนี้หรือมิได้ออกเพื่อชำระหนี้ไม่นอกจากนั้นในคดีแพ่งที่บริษัทมิตรมงคลขนส่ง จำกัด ฟ้องจำเลยและโจทก์ให้ร่วมกันชำระเงินตามเช็ค 2 ฉบับ ที่โจทก์โอนชำระหนี้ให้บริษัทดังกล่าวข้างต้น จำเลยทั้งแถลงยอมรับและอ้างตัวเองเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวสรุปความได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์โดยไม่รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 22,700,000 บาท จริง ไม่เคยนำหลักทรัพย์ไปค้ำประกันการสั่งซื้อ และรับว่าการสั่งจ่ายเช็คเป็นการสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าสินค้า เพียงแต่อ้างว่าออกเช็คจำนวน 10 ฉบับ ไม่ใช่ 9 ฉบับเท่านั้น ซึ่งหากจำเลยออกเช็คเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ให้แก่โจทก์จริง จำเลยก็ควรออกเช็คเพียงฉบับเดียวได้ไม่มีเหตุที่จะต้องออกเช็คถึง 9 ฉบับ แต่ละฉบับมีจำนวนเงินเท่ากันเช่นนี้ และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า วันที่สั่งจ่ายในเช็คแต่ละฉบับได้มีการตรวจพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ลายมือของจำเลยก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้ความสมบูรณ์ของเช็คนั้นเสียไป เพราะกฎหมายอนุญาตให้ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายที่ทำการโดยสุจริตลงวันที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 989 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 910 วรรคสุดท้าย และจำเลยมิได้โต้เถียงว่าการลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คดังกล่าวได้กระทำไปโดยไม่ถูกต้องตามบทกฎหมายแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ พยานหลักฐานที่โจทก์สืบมาจึงฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คทั้ง 9 ฉบับ มอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยที่ซื้อไปจากโจทก์ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วและ หนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับนางวันเพ็ญ แซ่เบ๊ น้องสาวโจทก์ และนางวันเพ็ญได้โอนเงินให้โจทก์โดยเข้าบัญชีกระแสรายวันของโจทก์เป็นเงินกว่า 23,500,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามที่จำเลยนำสืบมา จำเลยอ้างว่ามูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องดังกล่าวเป็นมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับนางวันเพ็ญน้องสาวจำเลย โดยอ้างว่านางวันเพ็ญได้โอนชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามสำเนาคำขอโอนเงิน และสำเนาบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน แต่เอกสารดังกล่าวตรวจดูแล้วแสดงเพียงว่าได้มีการโอนเงินไปเข้าบัญชีโจทก์ตามรายการในสำเนาบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวเท่านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดแสดงให้เห็นว่าเป็นการโอนเงินเพื่อชำระหนี้รายใด ตามใบสั่งซื้อหรือบิลเงินเชื่อฉบับใด จึงไม่อาจรับฟังว่าเป็นการโอนชำระหนี้ตามบิลเงินเชื่อจำนวน 229 ฉบับ ที่จำเลยเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าปุ๋ยจากโจทก์แล้วออกเช็คจำนวน 9 ฉบับ ชำระหนี้แก่โจทก์ดังกล่าวข้างต้นตามที่จำเลยอ้าง จำเลยก็ยอมรับว่าการชำระหนี้ทุกครั้งโจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ แม้แต่ที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจำนวน 800,000 บาท โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้ ดังนั้น การที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเช็คจำนวน 9 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยที่ซื้อไปจากโจทก์ว่าเป็นเช็คที่จำเลยออกให้เป็นค้ำประกันเป็นเช็คไม่มีมูลหนี้ และจำเลยได้ชำระค่าสินค้าให้โจทก์แล้วแต่โจทก์ยังออกใบเสร็จรับเงินให้ไม่ครบ ทั้ง ๆ ที่เช็คดังกล่าวจำเลยออกเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าปุ๋ยให้โจทก์เช่นนี้ คำเบิกความของจำเลยจึงเป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิด ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด
จำเลย — นายวันชัย พืชผลเจริญ
177 — ป.อ. มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายธราธร ศิลปโอสถ
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา