คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6919/2544
#42052
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงให้เงินรายละ 400,000 บาทและจำเลยที่ 4 ตกลงให้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์เป็นค่าทนายความนั้นหมายถึงกรณีที่ฝ่ายจำเลยชนะคดีมรดกแล้วไม่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นที่ดิน แต่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทนั่นเอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องแบ่งให้โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ในบันทึกข้อตกลง บันทึกข้อตกลงจึงถือได้ว่าเป็นสัญญารับจ้างว่าความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความเมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกความชนะคดีเท่านั้นหากจำเลยทั้งสี่ตกเป็นฝ่ายแพ้คดี โจทก์ย่อมไม่ได้รับส่วนแบ่งตามข้อตกลง อันมีลักษณะเข้าทำนองซื้อขายความกัน

วิชาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะผูกขาดที่ผู้ที่เป็นทนายความได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหลายประการผู้ที่ได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความจึงมีพันธกรณีต่อสังคมที่จะต้องปฏิบัติและดำรงตนให้ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความในฐานะที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการจรรโลงความยุติธรรมในสังคม ทนายความจึงไม่พึงทำสัญญากับลูกความของตนในลักษณะที่ตนเองเข้าไปมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลคดีโดยตรงในทำนองซื้อขายความกันย่อมไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพทนายความถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

แม้ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความฯซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติทนายความฯ จะมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2477 และพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 ก็มีผลเพียงว่าการทำสัญญาระหว่างทนายความกับลูกความทำนองนี้ไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอันเป็นมูลให้ลงโทษตามมาตรา 52 เท่านั้น หามีผลทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าว ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนกลับมีความสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพทนายความ เมื่อปี 2538จำเลยทั้งสี่ว่าจ้างโจทก์ให้ติดตามเรียกร้องและฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนางเล็ก ขาวล้ำเลิศ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 32804 ตำบลบางพลีใหญ่อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ จากนางประหยัดพุ่มโพธิ์ ผู้จัดการมรดกของนางเล็กจะโดยวิธีใดก็ตาม เมื่อได้รับมรดกดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยินยอมให้ที่ดินดังกล่าวเป็นค่าจ้างแก่โจทก์เป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน หรือชำระเงินแก่โจทก์คนละ 400,000บาท ส่วนจำเลยที่ 4 ยินยอมให้ที่ดินดังกล่าวเป็นค่าจ้างแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 150 ตารางวา หรือชำระเงินแก่โจทก์ 300,000 บาทตามบันทึกข้อตกลงท้ายฟ้อง หลังจากที่โจทก์รับจ้างเป็นทนายความให้จำเลยทั้งสี่แล้ว โจทก์ได้ติดตามเรียกร้องให้นางประหยัดแบ่งทรัพย์มรดกของนางเล็กให้แก่จำเลยทั้งสี่ แต่นางประหยัดเพิกเฉยครั้นวันที่ 28 กันยายน 2538 โจทก์ (ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1ถึงที่ 3) ได้ยื่นฟ้องนางประหยัดเป็นจำเลย ฐานเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดกตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4772/2538ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 นางประหยัดกับจำเลยทั้งสี่ได้ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 32804 ดังกล่าว ถือได้ว่าการงานซึ่งจำเลยทั้งสี่ว่าจ้างโจทก์เป็นผลสำเร็จแล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าจ้างตามสัญญาหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32804 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน ส่วนจำเลยที่ 4เป็นเนื้อที่ 150 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการจดทะเบียนโอน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปจดทะเบียนโอน ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินคนละ 400,000 บาทและจำเลยที่ 4 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แก้ไขคำให้การเป็นใจความว่า จำเลยทั้งสี่ไม่เคยให้โจทก์เป็นทนายความติดตามเรียกร้องที่ดินโฉนดเลขที่ 32804 จากนางประหยัด พุ่มโพธิ์ ผู้จัดการมรดกของนางเล็ก ขาวล้ำเลิศ และไม่เคยตกลงจ่ายค่าจ้างตามที่โจทก์อ้าง บันทึกข้อตกลงท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสี่เคยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องนางประหยัดผู้จัดการมรดกของนางเล็กให้จัดแบ่งและส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 32804ตามส่วนของจำเลยทั้งสี่เป็นคดีแพ่งของศาลชั้นต้น มิได้ตกลงให้ฟ้องเป็นคดีอาญาฐานเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดกแต่อย่างใด ทั้งมิได้กำหนดค่าจ้างว่าความ แต่หากโจทก์ฟ้องคดีแล้วคดีชนะก็จะให้ค่าทนายความตามสมควร โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทนายความจากฝ่ายจำเลยทั้งสี่ การที่จำเลยทั้งสี่ได้ที่ดินมรดกจากนางประหยัด หาใช่สืบเนื่องมาจากโจทก์เป็นผู้ทำการงานในฐานะทนายความตามที่จำเลยทั้งสี่ตกลงมอบหมายให้ทำไม่แต่นางประหยัดและบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำการงานนี้ โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากฝ่ายจำเลยไปแล้วไม่น้อยกว่า 25,000 บาทโจทก์ประกอบอาชีพทนายความย่อมรู้ก่อนแล้วว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตลอดจนพยานหลักฐานหามีมูลให้นางประหยัดมีความผิดทางอาญาไม่ พฤติการณ์ของโจทก์เป็นการยุยงส่งเสริมให้ฟ้องร้องคดีอาญาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2529 (ที่ถูก 2528) เป็นการต้องห้ามและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้ข้อตกลงที่เรียกเอาที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องเป็นค่าจ้างก็ต้องห้ามตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า โจทก์เข้าทำงานอะไร ส่วนใด วันเวลาใดงานจึงสำเร็จเมื่องานสำเร็จแล้วได้ส่งมอบงานให้จำเลยเมื่อวันเวลาใด และทวงถามโดยวิธีใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32804 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ในส่วนของจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน ถ้าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินให้แก่โจทก์คนละ 400,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่า (ทุนทรัพย์) ที่โจทก์ชนะคดี กับให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่าโจทก์ประกอบอาชีพทนายความตามใบอนุญาตให้เป็นทนายความเอกสารหมาย จ.1 ตามวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32804 ตำบลบางพลีใหญ่อำเภอบางพลีใหญ่ (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ของนางเล็กขาวล้ำเลิศ ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความติดตามเรียกร้องและฟ้องเอาส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทดังกล่าวจากนางประหยัดพุ่มโพธิ์ ผู้จัดการมรดกของนางเล็ก โดยจำเลยทั้งสี่ตกลงเรื่องค่าจ้างว่า เมื่อได้รับที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยินยอมยกที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ครอบครัวละ 2 งาน หรือเงินจำนวน 400,000 บาทส่วนจำเลยที่ 4 ตกลงมอบที่ดินให้โจทก์ 150 ตารางวาหรือเงินจำนวน300,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 และ จ.13ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจ้างว่าความหรือบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 และ จ.13 เป็นโมฆะหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้นายมงคลรัตน์ พุกกนัต พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้แนะนำและนัดหมายให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปพบโจทก์เพื่อว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสี่ว่าในการตกลงค่าทนายความฝ่ายจำเลยพูดว่าหากเรียกที่ดินพิพาทมาได้โจทก์จะเรียกค่าทนายความเท่าใดก็ได้ โจทก์ได้บอกฝ่ายจำเลยว่าจะขอที่ดินพิพาท 200 ตารางวา ซึ่งฝ่ายจำเลยก็ยอมตกลงด้วยว่าจะให้ที่ดินพิพาทเป็นค่าตอบแทนเมื่อโจทก์ฟ้องคดีและชนะคดีแล้ว และนายมงคลรัตน์ พยานโจทก์ได้เบิกความตอบคำถามติงของทนายโจทก์ว่า ในการตกลงค่าทนายความฝ่ายจำเลยจะให้เป็นที่ดินหรือเงินรายละ 400,000 บาท นั้นเนื่องจากจำเลยทั้งสี่มีฐานะยากจนไม่มีเงินเป็นค่าทนายความตามคำเบิกความของนายมงคลรัตน์ดังกล่าว เมื่อนำมาฟังประกอบข้อความในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 และ จ.13 จึงน่าเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงให้เงินรายละ 400,000 บาท และจำเลยที่ 4 ตกลงให้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์เป็นค่าทนายความด้วยนั้น หมายถึงกรณีที่ฝ่ายจำเลยชนะคดีมรดกแล้วไม่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นที่ดิน แต่ได้รับส่วนแบ่งมาเป็นเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทนั่นเอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่จะต้องแบ่งให้โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 และ จ.13 ดังนั้น บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.10 และ จ.13 จึงถือได้ว่าเป็นสัญญารับจ้างว่าความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความเมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกความชนะคดีเท่านั้นหากจำเลยทั้งสี่ตกเป็นฝ่ายแพ้คดี โจทก์ย่อมไม่ได้รับส่วนแบ่งตามข้อตกลง อันมีลักษณะเข้าทำนองซื้อขายความกัน ศาลฎีกาเห็นว่าวิชาชีพทนายความเป็นวิชาชีพที่มีลักษณะผูกขาดที่ผู้ที่เป็นทนายความได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหลายประการผู้ที่ได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความจึงมีพันธกรณีต่อสังคมที่จะต้องปฏิบัติและดำรงตนให้ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความในฐานะที่ทนายความมีส่วนสำคัญในการจรรโลงความยุติธรรมในสังคมทนายความจึงไม่พึงทำสัญญากับลูกความของตนในลักษณะที่ตนเองเข้าไปมีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีจนกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวข้อสัญญาที่ให้ทนายความเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลคดีโดยตรงในทำนองซื้อขายความกันย่อมไม่ต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพทนายความ ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้จะปรากฏว่าตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529ซึ่งออกตามความใน มาตรา 27(3)(จ) และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 จะมิได้กำหนดให้การเข้าเป็นทนายความโดยวิธีสัญญาเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความของทนายความ เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2477และพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 ก็มีผลเพียงว่าการทำสัญญาระหว่างทนายความและลูกความในทำนองนี้ไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอันเป็นมูลให้ลงโทษตามมาตรา 52 เท่านั้น หามีผลทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ดังกล่าว ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนกลับมีความสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2543 (ประชุมใหญ่) ระหว่างบริษัทธีรคุปต์ จำกัดโจทก์นางสุเนตรา ปฐมวาณิชย์ หรือ ประไพกรเกียรติ์ จำเลย โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างว่าความหรือบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ. 10 และ จ.13 หาได้ไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 ม. 27 ม. 51 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรพงษ์ หอมจันทร์
จำเลย — นางสาว พเยาว์ ขาวล้ำเลิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6918/2544
#69513
เปิดฉบับเต็ม

จ. ประจักษ์พยานโจทก์ยืนยันว่า ในวันเวลาเกิดเหตุ จ. ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลย แม้ จ. ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เป็นการดำเนินคดีในการกระทำความผิดคนละคราวแยกต่างหากจากคดีนี้ ทั้ง จ. ก็มิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยในคดีนี้ในลักษณะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน การเบิกความของ จ. จึงมิใช่เป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาหรือจำเลยผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ย่อมรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๓ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองตามที่ยืนยันว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๑ รับสารภาพทั้งในชั้น จับกุมชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาว่า เป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ๖ เม็ด ให้แก่ จ. และขณะจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีน ๓ เม็ด ได้จากจำเลยที่ ๒ ในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ ๒ รับว่ามี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมิได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนร่วมกับจำเลยที่ ๑ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยหรือไม่ เห็นว่าตามคำเบิกความของ จ. ประจักษ์พยานโจทก์ยืนยันว่า ในวันเวลาเกิดเหตุพยานไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยทั้งสอง โดยพยานส่งเงินให้จำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๑ ส่งต่อให้จำเลยที่ ๒ จากนั้นจำเลยที่ ๒ จึงล้วงเมทแอมเฟตามีนจากกระเป๋าเสื้อให้จำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยที่ ๑ จึงส่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ให้พยาน แม้ จ. ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เป็นการดำเนินคดีในการกระทำความผิดคนละคราวแยกต่างหากจากคดีนี้ ทั้ง จ. ก็มิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในลักษณะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน การเบิกความของ จ. จึงมิใช่เป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาหรือจำเลย ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ย่อมรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ทั้งคำเบิกความของ จ. ยังสอดคล้องกับคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสอง อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์จึงรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ จ. แม้จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธว่ามิได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ จ. แต่จำเลยที่ ๒ ก็ยอมรับในชั้นสอบสวนโดยมิได้โต้แย้งว่าเป็นการสอบสวนที่มิชอบว่า เมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่ จ. นั้น จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เก็บไว้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายสมพงษ์ ภู่ย้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเสริฐ วิริยะสิทธาวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6916/2544
#42051
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาฆ่าผู้ตายกับผู้เสียหายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงการกระทำของจำเลยที่ 1กับพวกประกอบกับบาดแผลที่ผู้ตายกับผู้เสียหายได้รับ ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายอย่างรุนแรง มีบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะด้านซ้ายและที่กรามซ้าย หน้าผากด้านขวาบวมช้ำมีเลือดออกจากจมูกและหูทั้งสองข้างบาดแผลฉีกขาดและถลอกที่แขนซ้ายและเท้าขวา สมองช้ำอย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2ใช้ขวดเบียร์ตีกลางศีรษะผู้ตายจนผู้ตายฟุบคว่ำหน้าทันที ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ตีกลางศีรษะผู้ตายอย่างแรงและย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้สมองซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญถูกทำลายและทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุรุนแรงที่จะต้องฆ่าผู้ตายแม้ว่าผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดหลังศีรษะด้านซ้ายก็ไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นบาดแผลที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ทำร้าย ซึ่งอาจเป็นบาดแผลที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ได้ จำเลยที่ 1มิได้มีเจตนาร่วมในการกระทำส่วนนี้ด้วย คงมีเจตนาเพียงร่วมทำร้ายร่างกายผู้ตายเมื่อการร่วมทำร้ายเป็นผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 กับพวกใช้โซ่เหล็กฟาดหลายครั้งใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะและใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อพิจารณาจากลักษณะของบาดแผลประกอบความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจร่างกายว่ารักษาภายใน 7 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนแสดงว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงจนถึงกับเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ การกระทำของจำเลยที่ 1กับพวกต่อผู้เสียหายจึงเป็นการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3519/2541 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 และเรียกนายไพบูลย์หรือตั้มจันทร์จำปา จำเลยในสำนวนดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกอีก 3 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2กับพวกอีก 3 คน โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อนได้ร่วมกันใช้กำลังกายประทุษร้ายด้วยการเตะ ใช้โซ่เหล็ก และขวดเบียร์เป็นอาวุธตีทำร้ายร่างกายนายจตุรงค์ ยศอักษรหลายครั้ง ถูกบริเวณศีรษะ กรามซ้ายหน้าผากและแขนข้างซ้าย เป็นเหตุให้นายจตุรงค์ถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกอีก 3 คน ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการเตะ ใช้โซ่เหล็กเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายนายนพดลแดงพรหม ผู้เสียหายหลายครั้งถูกบริเวณศีรษะ หางคิ้วขวาชายโครงซ้ายได้รับบาดเจ็บมีเลือดไหล จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากมีผู้นำส่งโรงพยาบาลและแพทย์ทำการรักษาไว้ทันเป็นเหตุให้นายนพดลไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กายเหตุเกิดที่ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เจ้าพนักงานตำรวจยึดโซ่เหล็กรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 เส้น พร้อมสเตอร์หน้าในบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 289, 91 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 290 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายให้จำคุกคนละ 12 ปีฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ให้จำคุกคนละ 1 ปีรวมจำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 13 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2กระทงแรกจำคุกคนละ 20 ปี กระทงหลังจำคุกคนละ 15 ปีรวมจำคุกคนละ 35 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นยกนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อน แต่มีเจตนาทำร้ายผู้ตายและผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาฆ่าผู้ตายกับผู้เสียหายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวก ประกอบกับบาดแผลที่ผู้ตายและผู้เสียหายได้รับ ผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะด้านซ้าย2 รอย รอยละ 4 เซนติเมตร และ 5 เซนติเมตร บาดแผลฉีกขาดที่กรามซ้าย 6 เซนติเมตร หน้าผากด้านขวาบวมซ้ำ มีเลือดออกจากจมูกและหูทั้งสองข้าง บาดแผลฉีกขาดและถลอกที่แขนซ้ายและเท้าขวา สมองช้ำอย่างรุนแรงผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองถูกทำลายอย่างรุนแรง การที่จำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ตีกลางศีรษะผู้ตายจนผู้ตายฟุบนอนคว่ำหน้าทันที ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ตีกลางศีรษะผู้ตายอย่างแรง จำเลยที่ 2 ย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำเช่นนั้นจะทำให้สมองซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญถูกทำลายและทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 2จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนจำเลยที่ 1 นั้นไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุกับผู้ตายรุนแรงที่จะต้องฆ่าผู้ตาย แม้จะปรากฏบาดแผลตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.19 ว่าผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดหลังศีรษะด้านซ้าย 2 รอย รอยละ 4 และ 5 เซนติเมตร ตามลำดับก็ไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นบาดแผลที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ทำร้าย ซึ่งอาจเป็นบาดแผลที่เกิดจากจำเลยที่ 2 ใช้ขวดเบียร์ตีผู้ตายก็ได้ จำเลยที่ 1มิได้มีเจตนาร่วมในการกระทำส่วนนี้ด้วย คงมีเจตนาเพียงร่วมทำร้ายร่างกายผู้ตาย เมื่อการร่วมทำร้ายเป็นผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำโดยเจตนาทำร้ายผู้ตายด้วยซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัว เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนผู้เสียหายนั้นมีบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะยาว 3 เซนติเมตร แผลฉีกขาดที่นิ้วเท้าขวายาว 5 เซนติเมตร และแผลฉีกขาดที่หางคิ้วขวายาว 1 เซนติเมตรโดยถูกจำเลยที่ 1 กับพวกใช้โซ่เหล็กฟาดหลายครั้ง ใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะและใช้กำลังประทุษร้าย เมื่อพิจารณาจากลักษณะของบาดแผลของผู้เสียหาย ประกอบกับความเห็นของนายสมชายไวกิตติพงษ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ระบุไว้ในผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.13 ว่า รักษาหายใน 7 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน แสดงว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงจนถึงกับเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกต่อผู้เสียหายจึงเป็นการร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1ข้อนี้ฟังขึ้น ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยที่ 2 จะไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 เฉพาะในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 12 ปีกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี กระทงหนึ่งรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี และลดโทษให้จำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน รวมกับโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก13 ปี 4 เดือน เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 12 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 288 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย อนุวัฒน์ หรือสมชาย มั่นนวม
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6915/2544
#41311
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาล จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสอบถามจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวงพ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า"ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับในศาลแขวง แต่ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้บังคับ ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ..." และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก... ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในการพิจารณาคดีของศาล คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุก จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ดำเนินการสอบถามจำเลยในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ โดยจำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นาย จักรรินทร์ โรจนัย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6911/2544
#42050
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา ตามหนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุไว้ชัดเจนให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแทนทั้งทางแพ่งทางอาญาและล้มละลายจนกว่าคดีถึงที่สุด และยังระบุให้ผู้รับมอบอำนาจตั้งตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงด้วย ดังนั้น ศ. ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้องได้ และเมื่อ ศ. มอบอำนาจให้ อ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการยื่นเรื่องลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการขอรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืนอันหมายถึงการยื่นคำร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืนต่อศาลนั้นเอง จึงถือได้ว่าผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ อ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงยื่นคำร้องต่อศาลขอคืนของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)(5)(8),122, 134, 148, 157, 160, 160 ทวิพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12, 42, 64, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและริบรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกตล ปน 889 ของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีนายศิริพงษ์ จันทรัศมี และนายประวิช เลาหะกุล กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัทกระทำการแทนผู้ร้องได้ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายศิริพงษ์กระทำการแทนผู้ร้องในการยื่นคำร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืน นายศิริพงษ์มอบอำนาจช่วงให้นายอำนาจมะมิง ร้องขอคืนของกลางในคดีนี้แทน ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าคันหมายเลขทะเบียน กตล ปน 889 รถจักรยานยนต์ของกลางคันดังกล่าวผู้ร้องให้นางสาวทัศนีย์ แสงสว่าง เช่าซื้อไป ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าคันหมายเลขทะเบียน กตล ปน 889 แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.2 ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งทนายความในการดำเนินคดีเฉพาะทางแพ่งทางอาญาและล้มละลาย โดยมิได้ระบุว่าให้มีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางต่อศาลได้และการยื่นคำร้องขอคืนของกลางไม่ถือว่าเป็นการดำเนินคดีอาญานั้น เห็นว่า การขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ร.2 ข้อ 2ก็ระบุไว้ชัดเจนให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแทนทั้งทางแพ่งทางอาญา และล้มละลายจนกว่าคดีถึงที่สุด ดังนั้น นายศิริพงษ์จันทรัศมี ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้องได้ นอกจากนี้ในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ข้อ 4 ยังระบุให้ผู้รับมอบอำนาจ ตั้งตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินการแทนได้ภายในขอบเขตที่ได้ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจนี้โดยเฉพาะในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ร.3 นายศิริพงษ์ก็ได้มอบอำนาจให้นายอำนาจ มะมิง ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการยื่นเรื่องราวลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการขอรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืนอันหมายถึงการยื่นคำร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืนต่อศาลนั่นเองจึงถือได้ว่าผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายอำนาจผู้รับมอบอำนาจช่วงยื่นคำร้องต่อศาลขอคืนของกลางได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 60
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
ผู้ร้อง — บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย วนิชชา แสงประทีป กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6911/2544
#69451
เปิดฉบับเต็ม

การขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา

ตามหนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุไว้ชัดเจนให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแทนทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และล้มละลายจนกว่าคดีถึงที่สุด ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้องได้ นอกจากนี้ในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังระบุให้ผู้รับมอบอำนาจตั้งตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินการแทนได้ภายในขอบเขตที่ได้ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ และปรากฏในหนังสือมอบอำนาจช่วงผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้ อ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการยื่นเรื่องราวลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการขอรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืน อันหมายถึงการยื่นคำร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืนต่อศาลนั่นเอง ถือได้ว่า ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ อ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงยื่นคำร้องต่อศาลขอคืนของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) (5) (8) , 122 , 134 , 148 , 157 , 160 , 160 ทวิ พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 , 42 , 64 , 66 ป.อ. มาตรา 33 , 83 , 91 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางได้ให้ผู้อื่นเช่าซื้อไป ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจของผู้ร้องระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งทนายความในการดำเนินคดีเฉพาะทางแพ่ง ทางอาญา และล้มละลายโดยมิได้ระบุว่าให้มีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางต่อศาลได้ และการยื่นคำร้องขอคืนของกลางไม่ถือว่าเป็นการดำเนินคดีอาญานั้น เห็นว่า การขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจก็ระบุไว้ชัดเจนให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแทนทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และล้มละลายจนกว่าคดีถึงที่สุด ดังนั้น นายศิริพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางแทนผู้ร้องได้ นอกจากนี้ในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวยังระบุให้ผู้รับมอบอำนาจตั้งตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วง ให้ดำเนินการแทนได้ภายในขอบเขตที่ได้ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจนี้ โดยเฉพาะเมื่อนายศิริพงษ์ก็ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายอำนาจผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการยื่นเรื่องราว ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการขอรับรถจักรยานยนต์ของกลางคืน อันหมายถึงการยื่นคำร้องขอรถจักรยานยนต์ของกลางคืนต่อศาลนั่นเอง จึงถือได้ว่า ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายอำนาจผู้รับมอบอำนาจช่วงยื่นคำร้องต่อศาลขอคืนของกลางได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 808
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
ผู้ร้อง — บริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายวนิชชา แสงประทีป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905/2544
#43350
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินค่ารายปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯนอกจากจะนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักแล้ว ยังต้องคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ รวมทั้งยังต้องดูหลักเกณฑ์อื่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ด้วย การนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเพียงข้อเดียวมากำหนดค่ารายปีในเมื่อค่ารายปีของโรงเรือนอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสภาพข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ถูกต้อง สำหรับการกำหนดค่ารายปีคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดโดยการประเมินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ดรรชนีราคาผู้บริโภคของทางราชการเพื่อความเป็นธรรมแล้วกำหนดเป็นค่าเช่าต่อหนึ่งตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งค่าเช่าดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ค่าเช่าภายในของอาคารที่โจทก์มีห้องชุดให้เช่า จึงถือได้ว่ามีความเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของคุณหญิงดุษฎีศุภมงคล ผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลจังหวัดชลบุรี โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีแทนผู้ตายเป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ 3354/18อาคารชุดชื่อ "อาคารชุดมโนรม" เลขที่ 1 ชั้นที่ 6 เนื้อที่ประมาณ277 ตารางเมตร ตั้งอยู่เลขที่ 3354 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตันเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 187300,187634 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ส่วนสำนักงานเขตคลองเตยเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกรุงเทพมหานครได้รับมอบหมายให้ประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนในคลองเตยเมื่อปี 2534 ถึงปี 2540 โจทก์ที่ 1ให้บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เช่าห้องชุดเลขที่ 3354/18 ประกอบธุรกิจค่าเช่าห้องชุดคิดเป็นปี ๆ นับแต่เริ่มเช่าค่าเช่าปี 2539 เป็นเงินเดือนละ86,700 บาท ค่าเช่าปี 2540 เดือนละ 91,900 บาท โจทก์ที่ 1 ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) สำหรับห้องชุดเลขที่ดังกล่าวต่อจำเลยตามที่ได้รับค่าเช่าจากผู้เช่าในแต่ละปีตลอดอายุสัญญาเช่าดังกล่าว แล้วเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินมาตลอดทุกปีเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ไม่เช่าต่อ วันที่ 26พฤศจิกายน 2540 บริษัท เอ.บี.บี. เด็มเล่อร์ เบนซ์ทรานสปอตเทชั่น(ซิคแนล) จำกัด จึงได้มาเช่าห้องดังกล่าวทำเป็นสำนักงานตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2541 ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 23กรกฎาคม 2541 โจทก์ที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2การที่อัตราค่าเช่าห้องราคาต่ำลงก็เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำบรรดาห้องชุดหาผู้เช่าลำบาก โจทก์จึงเรียกเก็บค่าเช่าในอัตราเดิมไม่ได้ โจทก์ที่ 1ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปี2541 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม 2541 และโจทก์ที่ 2ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปี2541 ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2541 ต่อจำเลยตามค่าเช่าที่เรียกเก็บจากผู้เช่าเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม2542 เจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2541 ให้แก่โจทก์ทั้งสองทราบโดยแจ้งประเมินค่ารายปีสำหรับโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 735,200 บาทคิดเป็นเงินค่าภาษี 91,900 บาท แจ้งประเมินค่ารายปีสำหรับโจทก์ที่ 2เป็นเงิน 367,600 บาท คิดเป็นเงินค่าภาษี 45,950 บาท รวมเป็นเงินค่ารายปี 1,102,800 บาท ค่าภาษี 137,850 บาท โจทก์ทั้งสองชำระภาษีแล้วแต่ไม่เห็นด้วยกับการประเมินเพราะค่าเช่ารับจริงซึ่งโจทก์ที่ 1ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม 2541 เป็นเงินค่าเช่า400,000 บาท ค่าภาษี 50,000 บาท และโจทก์ที่ 2 รับค่าเช่าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2541 เป็นเงินค่าเช่า 200,000 บาทค่าภาษี 25,000 บาท โจทก์ทั้งสองต้องเสียภาษีเกินไปเป็นจำนวนเงิน62,850 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันชำระภาษีถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,474บาท ขอให้บังคับให้จำเลยเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2541 และคำชี้ขาดของจำเลยตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยประเมินค่ารายปีใหม่โดยคิดตามอัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000บาท ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยเกินไปเป็นเงิน62,850 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระแก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จึงเป็นการขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะขอเพิกถอนการประเมินค่าภาษีประจำปี 2541 แต่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5ถึง 10 และ 13 ถึง 14 ล้วนแต่เป็นค่าภาษีประจำปี 2542 จำเลยประเมินภาษีจากค่ารายปีในปีที่ล่วงมาแล้วซึ่งโจทก์ยอมรับและชำระค่าภาษีไว้โดยจำเลยได้มีการเปรียบเทียบค่าเช่าของโจทก์กับค่าเช่าของผู้อื่นในอาคารเดียวกันกับโจทก์นั้นเอง การประเมินของจำเลยจึงชอบแล้ว จำเลยไม่ต้องคืนเงินและรับผิดในดอกเบี้ยต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน (ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และ 8) และใบแจ้งคำชี้ขาด(ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 และ 14) ตามลำดับ (ที่ถูกให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะส่วนที่เกินเป็นเงิน 38,130 บาท) ให้จำเลยคืนเงินภาษี38,130 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดหากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน ที่นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การประเมินของจำเลยชอบหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่เห็นด้วยที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีโดยให้ราคาประเมินเดือนละ 250 บาท ต่อตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปี831,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 99,720 บาท เพราะจำเลยนำสืบโดยมีนางสาวลดาวรรณ ชูติกาญจน์ เจ้าพนักงานผู้ทำการประเมินภาษีมาเบิกความยืนยันถึงหลักเกณฑ์ในการประเมินโดยการเปรียบเทียบว่าห้องชุดของโจทก์สมควรให้เช่าได้เท่าใด เมื่อเปรียบเทียบกับการเช่าของผู้อื่นซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกันนั้น ซึ่งปรากฏว่าค่าเช่าในอาคารดังกล่าวอยู่ในระหว่างเดือนละ 250 บาท ถึง 750 บาท ต่อหนึ่งตารางเมตรแล้วประเมินค่ารายปีอาคารชุดของโจทก์อัตราเดือนละ 338 บาทต่อหนึ่งตารางเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การเช่าของผู้อื่นโดยโจทก์เองก็ยอมรับว่าเคยมีการเช่าในอัตราดังกล่าวนั้น เห็นว่า นางสาวลดาวรรณได้บันทึกไว้ท้ายแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีของโจทก์ความว่า "โรงเรือนตามรายละเอียดใน ภ.ร.ด.2 ปี 2542 เห็นสมควรกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเท่าเดิม..." แสดงว่านางสาวลดาวรรณนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเพียงข้อเดียวมากำหนดเป็นค่ารายปีของโจทก์ทั้งสอง ในเมื่อค่ารายปีของโรงเรือนนั้นอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสภาพข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์มีนายประเสริฐ จงเกษมวงศ์ เป็นพยานเบิกความว่า อาคารนี้เดิมให้บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เป็นผู้เช่าเสียค่าเช่าเป็นรายเดือนแต่ทำสัญญาเช่าทุก 3 ปี อัตราค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นตลอดโดยปี 2539 ค่าเช่าเดือนละ 86,700 บาท ปี 2540 เดือนละ 91,900 บาท ต่อมาวันที่ 26พฤศจิกายน 2540 บริษัท เอ.บี.บี. เด็มเล่อร์เบนซ์ทรานสปอตเทชั่น(ซิคแนล) จำกัด มาขอเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ค่าเช่าเดือนละ50,000 บาท ช่วงที่บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เช่านั้นเศรษฐกิจดีจึงได้ค่าเช่าดังกล่าว แต่พอช่วงบริษัทต่างด้าว (คือบริษัท เอ.บี.บี.)เข้ามาเช่านั้น เศรษฐกิจตกต่ำมาก หากไม่มีการเช่าในราคานี้ (50,000 บาท)ก็จะไม่มีผู้เข้ามาเช่า ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งจึงฟังข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ได้ว่าหากโจทก์ยืนค่าเช่าในอัตราสูงเช่นเดิมก็จะไม่มีผู้มาเช่าอาคารของโจทก์เนื่องจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น การที่นางสาวลดาวรรณเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมากำหนดเป็นค่ารายปีและประเมินภาษีซึ่งโจทก์จะต้องเสียในปีต่อมาเพียงอย่างเดียว จึงไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประเมินค่ารายปีนั้นนอกจากจะนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475แล้วความในมาตรา 8 ยังระบุให้เจ้าพนักงานประเมินต้องคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเล ที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ รวมทั้งยังต้องดูหลักเกณฑ์อื่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ด้วย สำหรับคดีนี้เมื่อกรณีมีปัญหาว่าค่าเช่าที่จะนำมาประเมินค่ารายปีควรจะเป็นเท่าใดแน่ หากจะนำค่าเช่าของทรัพย์สินที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบก็มีอัตราค่าเช่าแตกต่างกันมาก จนไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีโดยการประเมินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจดรรชนีราคาผู้บริโภคของทางราชการเพื่อความเป็นธรรมในการกำหนดค่ารายปีแล้ว กำหนดเป็นค่าเช่าต่อหนึ่งตารางเมตรต่อเดือน เดือนละ 250 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่าเช่าภายในอาคารมโนรมตามคำเบิกความของนางสาวลดาวรรณเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้วที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กันตธีร์ ศุภมงคล ผู้จัดการมรดก กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6904/2544
#44646
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 มิได้บังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้ว มาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรงเพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้นและสำหรับค่ารายปีนั้นมาตรา 8 ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่าให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อปี 2542 ขณะที่จำเลยยังมีฐานะเป็นสุขาภิบาลปราณบุรีได้ประเมินให้โจทก์เสียค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 234,219 บาท ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2543สุขาภิบาลปราณบุรียกฐานะเป็นเทศบาลตำบลปราณบุรีได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์โดยกำหนดค่ารายปีเป็นเงิน 13,875,372บาท ซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าภาษีเป็นเงิน 1,734,422 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยแจ้งให้โจทก์เสียภาษีเป็นเงิน 486,368บาท ซึ่งโจทก์ชำระแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเพราะจำเลยกำหนดค่ารายปีขึ้นใหม่โดยไม่นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาเป็นหลักในการคำนวณและมิได้คำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินที่ได้นำไปใช้ประเมินภาษีว่าจะใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด จึงเป็นการคำนวณภาษีที่คลาดเคลื่อนทำให้โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 252,148 บาท คิดเป็นร้อยละ 107.6 และโจทก์ทำประโยชน์ในทรัพย์สินได้เพียง 108 วัน ใน 1 ปี ขอให้จำเลยประเมินใหม่โดยให้โจทก์ชำระเพียง 234,219 บาท ให้จำเลยคืนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน252,149 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมในปี 2540 ขณะที่จำเลยยังเป็นสุขาภิบาลปราณบุรีจะเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์จำนวน 749,300 บาทโจทก์ขอลดเหลือ 136,765 บาท ในที่สุดตกลงกันว่าในปี 2540 ให้เก็บ 187,325บาท ปี 2541 ให้เก็บ 374,650 บาท ปี 2542 ให้เก็บ 561,975 บาท ปี 2543ให้เก็บ 749,300 บาท โจทก์จึงชำระค่าภาษีในปี 2540 ให้แก่จำเลยจำนวน187,325 บาท ตามที่ตกลง แต่ในปี 2541 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) แสดงทรัพย์สินไว้ 18 รายการ โจทก์ไม่ทำตามข้อตกลงโดยขอให้จำเลยลดภาษีลงเหลือเท่าที่จัดเก็บในปี 2540 คือ187,325 บาท หรือ ถ้าจะเพิ่มขอให้เพิ่มเพียงร้อยละ 25 ของฐานภาษีปี 2540ซึ่งคณะกรรมการสุขาภิบาลปราณบุรีไม่เห็นด้วยโดยมีมติให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 และแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษี 280,988 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอลดคณะกรรมการสุขาภิบาลปราณบุรีมีมติให้ลดโดยเก็บเพียง 234,219 บาทในปี 2542 โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 แจ้งทรัพย์สินไว้ 18 รายการเช่นเดิม แต่ไม่ทำตามข้อตกลงโดยยังชำระค่าภาษีจำนวน 234,219 บาท ให้จำเลยปี 2543 โจทก์ยื่นแบบ ภ.ร.ด. 2 แจ้งทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก 8 รายการ รวมเป็น26 รายการ ส่วนจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นเทศบาลแล้วได้จัดประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการประเมินค่ารายปีขึ้นเพื่อพิจารณาอัตราการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประเภทต่าง ๆ ในเขตเทศบาลโดยพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีในปี 2543 ให้จัดเก็บในอัตราของฐานะภาษีปี 2542 เป็นหลักแต่เมื่อพิจารณาถึงโรงงานน้ำตาลทรายของโจทก์แล้วเห็นว่า อัตราภาษีที่โจทก์เสียในปี 2541 และ 2542 นั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและอยู่ในอัตราที่ต่ำโดยคิดต่อตารางเมตรแล้วไม่ถึง 0.50 บาท ไม่เหมาะสมสำหรับปี 2543จึงให้ประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นในอัตรา 5 บาท ต่อตารางเมตร พื้นที่ต่อเนื่องให้คิดในอัตรา 1 บาท ต่อตารางเมตร และแจ้งยอดค่าภาษี จำนวน 1,734,422 บาท แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยพิจารณาการประเมินใหม่โดยขอให้คิดค่าภาษีเท่ากับปี 2542 คือ จำนวน 234,219 บาท คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยจึงประชุมพิจารณาตรวจสอบและให้ใช้การแบ่งทำเลซึ่งมีการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนให้แตกต่างกันในแต่ละทำเลที่ได้จัดทำขึ้นตามกฎหมายและตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ขณะที่จำเลยยังเป็นสุขาภิบาลอยู่มาเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินค่ารายปีของโจทก์ ซึ่งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ทำเล คือ ทำเลที่ 1 หมายถึงพื้นที่บริเวณริมถนนเพชรเกษมทั้งสองฝั่งเป็นต้น ส่วนทำเลที่ 2 หมายถึงพื้นที่บริเวณในตลาดปราณบุรีและบริเวณส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 1 จนถึงสุดเขตสุขาภิบาล โรงงานน้ำตาลของโจทก์อยู่ห่างจากถนนเพชรเกษมประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในทำเลที่ 2 เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ราคาค่าเช่ามาตรฐานสากลเฉลี่ยต่อตารางเมตรอยู่ที่ 30 บาท คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาคำนึงถึงค่ารายปีที่ล่วงมา ลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินได้รับประโยชน์และโรงงานอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจแล้วเห็นสมควรกำหนดที่อัตรา 3 บาท ต่อตารางเมตรและไม่คิดค่ารายปีของเครื่องจักรโจทก์ ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทตามที่โจทก์ได้แจ้งในแบบ ภ.ร.ด.2 รายการที่ 25 และลดอัตราการคิดพื้นที่ต่อเนื่องจากอัตราเดิม 1 บาท เป็น 0.50 บาท ทั้งลดจำนวนเดือนจากเดิมที่คิด12 เดือน เป็นแค่ 7 เดือนครึ่งทำให้ค่ารายปีและค่าภาษีของโจทก์ลดลงอย่างมากโดยค่าภาษีเหลือเพียง 486,368 บาท เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์เป็นอย่างยิ่ง แต่โจทก์ก็ยังยืนที่จะให้จำเลยประเมินค่าภาษีของปี 2543 เท่ากับปี 2542 ที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ครบตามความเป็นจริง จำเลยจึงให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจทรัพย์สินของโจทก์เพื่อให้มีการแสดงรายการทรัพย์สินให้ถูกต้อง ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีเปลี่ยนสูงขึ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีเพื่อคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2540 เป็นเงิน 187,325 บาท ปี 2541 เป็นเงิน 234,219 บาทปี 2542 เป็นเงิน 234,219 บาท ส่วนในปี 2543 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษี (ภ.ร.ด.2) จำนวน 2 ฉบับ แจ้งทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 8 รายการรวมเป็นทรัพย์สิน 26 รายการ จำเลยจึงประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษี 1,734,422 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยขอให้คิดค่าภาษีเท่ากับปี 2542 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยพิจารณาแล้วแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีปี 2543เป็นเงิน 486,368 บาท โจทก์ชำระเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีของจำเลยถูกต้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าการกำหนดค่ารายปีในการประเมินของเดิมปีที่ล่วงมาเป็นการประเมินโดยไม่ถูกต้องการที่จำเลยประเมินใหม่เพิ่มขึ้นโดยอ้างว่าของเดิมประเมินไว้ต่ำ จึงเป็นการประเมินโดยกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นใหม่โดยไม่นำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ให้นำการประเมินของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นเกณฑ์การประเมินนั้น เห็นว่าปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์นี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 มาตรา 18 บัญญัติว่า ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาจะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง กฎหมายเพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริงและสำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปีแต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์และของจำเลยปรากฏข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน ซึ่งโจทก์ยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีในปี 2540 ถึงปี 2542โจทก์แจ้งรายการทรัพย์สินไม่ครบตามความเป็นจริง ครั้นจำเลยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปสำรวจทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อประเมินภาษีปี 2543 จำนวน 26 รายการ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8 รายการ แสดงว่าค่าเช่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์ที่ใช้ในการประเมินเพื่อเสียภาษีในปี 2540 ถึงปี 2542 ไม่ถูกต้องและต่ำกว่าความเป็นจริงกรณีจึงถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดค่ารายปีของปี 2543 เสียใหม่ได้ ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 หาใช่ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทำการประเมินกำหนดค่ารายปีของโจทก์โดยไม่นำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ให้นำการประเมินของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นเกณฑ์การประเมินดังอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้นำหลักเรื่องการแบ่งทำเลทรัพย์สินซึ่งมีการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนแตกต่างกันในแต่ละทำเลมาใช้กับกรณีของโจทก์ โดยเห็นว่าทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในทำเลที่ 2 กำหนดราคาค่าเช่าทรัพย์สินที่เป็นอาคารในอัตรา 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในการผลิต เช่นบ่อน้ำ พื้นที่รวมและลานจอดรถพื้นที่รวมอัตรา 2 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน สำหรับพื้นที่ต่อเนื่องของโจทก์ก็กำหนดอัตรา 0.50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทั้งลดจำนวนเดือนในการคิดค่ารายปีเหลือแค่7 เดือนครึ่ง แล้วประเมินภาษีของโจทก์เป็นเงินเพียง 486,368 บาทจึงนับว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กำหนดค่ารายปีเพื่อประเมินภาษีของโจทก์โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งโดยครอบครองและเหมาะสมถูกต้องแล้ว สำหรับข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะของจำเลย และโจทก์เคยช่วยเหลือบริจาคเงินเพื่อกิจการสาธารณะท้องถิ่นนั้น เป็นข้อที่โจทก์มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำฟ้อง จึงมิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลปราณบุรี
จำเลย — เทศบาลตำบลปราณบุรี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6904/2544
#69512
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 มิได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้ว มาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรงเพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริง

ค่ารายปีตาม พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 8 ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ แสดงว่า ค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร

โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน ซึ่งโจทก์ยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีในปี 2540 ถึงปี 2542 โจทก์แจ้งรายการทรัพย์สินไม่ครบตามความเป็นจริง ครั้นเทศบาลตำบลจำเลยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปสำรวจทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อประเมินภาษีในปี 2543 จำนวน 26 รายการ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8 รายการ แสดงว่าค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์ที่ใช้ในการประเมินเพื่อ เสียภาษีในปี 2540 ถึงปี 2542 ไม่ถูกต้องและต่ำกว่าความเป็นจริง กรณีจึงถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดค่ารายปีของปี 2543 เสียใหม่ได้ และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้นำหลักเรื่องการแบ่งทำเลทรัพย์สินซึ่งมีการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนแตกต่างกันในแต่ละทำเลมาใช้กับกรณีของโจทก์ โดยเห็นว่าทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในทำเลที่ 2 กำหนดราคา ค่าเช่าทรัพย์สินที่เป็นอาคารในอัตรา 3 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในการผลิต เช่น บ่อน้ำพื้นที่รวมและลานจอดรถพื้นที่รวมอัตรา 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สำหรับพื้นที่ต่อเนื่องของโจทก์ก็กำหนดอัตรา 0.50 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทั้งลดจำนวนเดือนในการคิดค่ารายปีเหลือแค่ 7 เดือนครึ่งแล้ว ประเมินภาษีของโจทก์เป็นเงินเพียง 486,368 บาท นับว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กำหนดค่ารายปีเพื่อประเมินภาษีของโจทก์ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ทำเลที่ตั้ง โดยรอบคอบและเหมาะสมถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่โดยให้โจทก์ชำระเพียง ๒๓๔,๒๑๙ บาท ให้จำเลย คืนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน ๒๕๒,๑๔๙ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท แทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีเพื่อคำนวณภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี ๒๕๔๐ เป็นเงิน ๑๘๗,๓๒๕ บาท ปี ๒๕๔๑ เป็นเงิน ๒๓๔,๒๑๙ บาท ปี ๒๕๔๒ เป็นเงิน ๒๓๔,๒๑๙ บาท ส่วนในปี ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษี (ภ.ร.ด. ๒) จำนวน ๒ ฉบับ แจ้งทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ๘ รายการ รวมเป็นทรัพย์สิน ๒๖ รายการ จำเลยจึงประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษี ๑,๗๓๔,๔๒๒ บาท โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยขอให้คิดค่าภาษีเท่ากับปี ๒๕๔๒ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยพิจารณาแล้วแจ้งให้โจทก์ชำระค่าภาษีปี ๒๕๔๓ เป็นเงิน ๔๘๓,๓๖๘ บาท โจทก์ชำระเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีของจำเลยถูกต้องหรือไม่ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๑๘ บัญญัติว่า ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา จะเห็นได้ว่ากฎหมาย มิได้บัญญัติบังคับให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้ว มาเป็นค่ารายปีของปีต่อมาโดยตรง กฎหมายเพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการคำนวณเท่านั้น เนื่องจากค่ารายปีย่อมอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่พฤติการณ์และความเป็นจริงและสำหรับค่ารายปีนั้น มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ ให้ความหมายว่า คือจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีทรัพย์สินให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอัน สมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่า ไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเอง หรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ จึงแสดงว่าค่ารายปีที่จะใช้ในการคำนวณภาษีนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนดใหม่ในแต่ละปีที่จะต้องชำระภาษีได้เมื่อมีเหตุอันสมควร เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์และของจำเลยปรากฏข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน ซึ่งโจทก์ยื่นแบบ ภ.ร.ด. ๒ แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีในปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๒ โจทก์แจ้งรายการทรัพย์สินไม่ครบตามความเป็นจริง ครั้นจำเลยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปสำรวจทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงยื่นแบบ ภ.ร.ด. ๒ แจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อประเมินภาษีปี ๒๕๔๓ จำนวน ๒๖ รายการ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ๘ รายการ แสดงว่าค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์ที่ใช้ในการประเมินเพื่อเสียภาษีในปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๒ ไม่ถูกต้องและ ต่ำกว่าความเป็นจริง กรณีจึงถือได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขกำหนด ค่ารายปีของปี ๒๕๔๓ เสียใหม่ได้ ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ หาใช่ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทำการประเมินกำหนดค่ารายปีของโจทก์โดยไม่นำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ให้นำการประเมินของปีที่ล่วงแล้วมาเป็นเกณฑ์การประเมินดังอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้นำหลักเรื่องการแบ่งทำเลทรัพย์สินซึ่งมีการกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนแตกต่างกันในแต่ละทำเลใช้กับกรณีของโจทก์ โดยเห็นว่าทรัพย์สินของโจทก์อยู่ในทำเลที่ ๒ กำหนดราคาค่าเช่าทรัพย์สินที่เป็นอาคารในอัตรา ๓ บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในการผลิต เช่น บ่อน้ำพื้นที่รวมและลานจอดรถพื้นที่รวมอัตรา ๒ บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนสำหรับพื้นที่ต่อเนื่องของโจทก์กำหนดอัตรา ๐.๕๐ บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ทั้งลดจำนวนเดือนในการคิดค่ารายปีเหลือแค่ ๗ เดือนครึ่ง แล้วประเมินภาษีของโจทก์เป็นเงินเพียง ๔๘๖,๓๖๘ บาท จึงนับว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กำหนดค่ารายปีเพื่อประเมินภาษีของโจทก์โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง โดยรอบคอบและเหมาะสมถูกต้องแล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ ๒,๐๐๐ บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมน้ำตาลปราณบุรี จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลปราณบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6900/2544
#257582
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง แต่ปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกามีอำนาจรอการลงโทษจำคุกจำเลยได้

จำเลยรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งของป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 34 กับมีไว้ในความครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดโดยมิได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29 ทวิ วรรคหนึ่ง, 71 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะการรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียมีเจตนาเดียวเพื่อครอบครองของป่านั่นเอง ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมา 2 กระทงจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 736/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 1 ปี 16 เดือน ฐานร่วมกันมีและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในกำหนดเวลาห้าปีตั้งแต่วันที่จำเลยพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 29 ทวิ, 71 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 34, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 29 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 29 ทวิ วรรคหนึ่ง), 71 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 34, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด จำคุก 6 เดือน และปรับ 1,200 บาท ฐานรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิด จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 11,200 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,600 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอให้เพิ่มโทษ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษและให้เพิ่มโทษจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนด จำคุก 4 เดือน ฐานรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิด จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง ก็ปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลมีอำนาจรอการลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ได้ และกรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติด้วย

อนึ่ง การที่จำเลยรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งของป่ากับมีไว้ในความครอบครองซึ่งของป่าหวงห้ามเกินปริมาณที่กำหนดโดยมิได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะการรับไว้ ซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียมีเจตนาเดียวเพื่อครอบครองของป่านั่นเอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมา 2 กระทงนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 34 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติจำเลย มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนดเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 160 ม. 185 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 34
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 29 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 71 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายฉลอง โคคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6896/2544
#42647
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยรับชำระเงินสดหรือเช็คจากลูกค้าที่ชำระราคาค่าซื้อรถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมรวม 8 ครั้งเมื่อจำเลยรับเงินสดหรือเช็คดังกล่าวแต่ละครั้งไว้แล้ว จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบให้โจทก์ร่วมในแต่ละครั้งทันที เมื่อจำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงเป็นกรรม ๆ ไป เป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,352 และให้คืนเงินจำนวน 3,393,721 บาท (ที่ถูก 3,403,721 บาท) แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 352 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกระทงความผิดไปรวม 8 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นถูกจับ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,067,685บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุก กระทงละ 6 เดือนรวม 8 กระทง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นถูกจับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่เพียงข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6ข้อ 1.9 และข้อ 1.10 เห็นว่า จำเลยกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยรับชำระเงินสดหรือเช็คจากลูกค้าที่ชำระราคาค่าซื้อรถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมรวม 8 ครั้ง เมื่อจำเลยรับเงินสดหรือเช็คดังกล่าวแต่ละครั้งไว้แล้ว จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบให้โจทก์ร่วมในแต่ละครั้งทันที เมื่อจำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งดังกล่าวจึงเป็นกรรม ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท โตโยต้าเค.มอเตอรัส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
จำเลย — นางสาว ศศิธร หาญศรี
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6896/2544
#69647
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ยักยอก ++

จำเลยกระทำผิดตาม ป.อ.มาตรา 352 วรรคแรก โดยจำเลยกระทำผิดหน้าที่ รับชำระเงินสดหรือเช็คจากลูกค้าที่ชำระราคาค่าซื้อรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหายรวม 8 ครั้งไว้แล้ว จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบให้ผู้เสียหายในแต่ละครั้งทันทีเมื่อจำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดเป็นกรรม ๆ ไป เป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานบริษัทโตโยต้า เค.มอเตอร์สผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด ผู้เสียหาย มีหน้าที่จำหน่ายรถยนต์ของผู้เสียหายรับชำระเงินสดหรือเช็คค่าขายรถยนต์ของผู้เสียหายจากลูกค้าที่ชำระราคาค่าซื้อรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหายแล้วนำส่งมอบให้ผู้เสียหาย ได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ ๑.๑เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเงินสด ๑๖,๖๔๐ บาทและเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด สาขาย่อยบางกะปิ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๙จำนวนเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท จากนางสาวสิริวรรณ วงศ์ศักดิ์ ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหายบางส่วน แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริตรวมเป็นเงิน๑๗๖,๖๔๐ บาท ข้อ ๑.๒ เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม จำนวน ๒ ฉบับ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท และ ๕๖,๐๐๐ บาท กับเงินสด ๙,๒๐๐ บาท จากนางลักษณา ปัญญะสังข์ ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต รวมเป็นเงิน ๔๑๕,๒๐๐ บาท ข้อ ๑.๓ เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเงินสด ๑๑,๓๐๐ บาท และเช็คธนาคารออมสินสาขายุติธรรม ลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๔๐๘,๐๐๐ บาท จากนายภคเชษมีพันลม ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริตรวมเป็นเงิน ๔๑๙,๓๐๐ บาท ข้อ ๑.๔ เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาศรีนครินทร์ อ่อนนุชจำนวนเงิน ๙๓,๑๐๔ บาท จากนายเกรียงศักดิ์ บุณยะเดช ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหายบางส่วนแทนนางนฤมล ธนีเจริญ ลูกค้า แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต ข้อ ๑.๕ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเงินสด ๔๙,๐๐๐ บาท และเช็คธนาคารออมสิน สาขาราชรถ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท จากนายสงบ เจริญสุข ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหายแล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต รวมเป็นเงิน ๗๘๘,๐๐๐บาท (ที่ถูก ๗๙๙,๐๐๐ บาท) ข้อ ๑.๖ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวันจำเลยได้มอบเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสรงประภาลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๗๗๘,๐๐๐ บาท จากนายสุทธิ เกิดศักดิ์ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริตรวมเป็นเงิน ๗๗๘,๐๐๐ บาท ข้อ ๑.๗ เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวันจำเลยได้รับมอบเงินสด ๑๐๑,๙๗๗ บาท จากนางหลั่น นวลไม้ ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต ข้อ ๑.๘ เมื่อวันที่๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเงินสด ๖๔,๐๕๙ บาท จากนางจำเนียร วรศิริ ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์บางส่วนของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต ข้อ ๑.๙ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวันจำเลยได้รับมอบเงินสด ๕๕๑,๔๔๑ บาท จากนายสรพงษ์ เดวีเลาะ ซึ่งชำระค่าซื้อรถยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต และข้อ๑.๑๐ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบเงินสด๕,๐๐๐ บาท จากนายสุวัฒน์แก้วขาว ซึ่งชำระค่าจองซื้อรถยนต์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต รวมเป็นเงินที่จำเลยเบียดบังเอาไปทั้งสิ้น ๓,๔๐๓,๗๒๑ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๕๒และให้คืนเงินจำนวน ๓,๔๐๓,๗๒๑ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้าจำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑, ๓๕๒ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกระทงความผิดไปรวม ๘ กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ ๑ ปี รวมจำคุก ๘ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน๓,๐๖๗,๖๘๕ บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวม ๘ กระทง จำคุก๔ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๓ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่เพียงข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ซึ่งศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องข้อ ๑.๑ ถึงข้อ ๑.๖ ข้อ ๑.๙ และข้อ ๑.๑๐เห็นว่า จำเลยกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยรับชำระเงินสดหรือเช็คจากลูกค้าที่ชำระราคาค่าซื้อรถยนต์ให้แก่โจทก์ร่วมรวม ๘ ครั้ง เมื่อจำเลยรับเงินสดหรือเช็คดังกล่าวแต่ละครั้งไว้แล้ว จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบให้โจทก์ร่วมในแต่ละครั้งทันที เมื่อจำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวแต่ละครั้งเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งดังกล่าวจึงเป็นความผิดเป็นกรรม ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทโตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
จำเลย — นางสาวศศิธร หาญศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวนิสากร บุญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6880/2544
#67154
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้จนผู้เสียหาย ไม่ติดใจเอาความ ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็นับเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้ โดยลงโทษจำเลยในสถานเบา เมื่อศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยไม่รอการลงโทษ หากศาลฎีกาจะพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสก็จะเป็นการลักลั่นไม่เหมาะสมแม้จะเป็นความผิด 2 กระทงก็ตาม ดังนั้น หากศาลจะรอการลงโทษหรือไม่รอการลงโทษก็ควรจะเป็นอย่างเดียวกัน มิใช่กระทงหนึ่งรอการลงโทษ แต่อีกกระทงหนึ่งไม่รอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐, ๓๙๐, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๗, ๑๐๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และรับอันตรายแก่กาย และขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสนั้น เห็นว่า แม้ความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ ๑ จะได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จนไม่ติดใจเอาความ ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็นับเป็นเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยลงโทษในสถานเบาแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยไม่รอการลงโทษ หากศาลฎีกาจะพิพากษา แก้เป็นให้รอการลงโทษในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสก็จะเห็นได้ว่า เป็นการลักลั่นไม่เหมาะสม แม้จะเป็นความผิด ๒ กระทง ก็ตาม ดังนั้น หากศาลจะรอการลงโทษหรือไม่รอการลงโทษ ก็ควรจะเป็นอย่างเดียวกัน มิใช่กระทงหนึ่งรอการลงโทษ แต่อีกกระทงหนึ่งไม่รอการลงโทษ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 134
ป.วิ.พ. ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — สิบเอกณรงค์ แก้วเกษ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายเชิดพันธุ์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6879/2544
#69461
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยอันเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบกับสำเนาคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า ค. และ ง. ลูกจ้างไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 16 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่บึงกุ่ม ที่ 37/2542 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2542

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่บึงกุ่ม ที่ 37/2542 เรื่องเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2542

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า นายสมควร และนายเสงี่ยม ลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน แต่ไม่ระบุว่าเป็นวันเดือนปีใด และโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าลูกจ้างทั้งสองคนดังกล่าวละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือเตือนเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 แต่เอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าลูกจ้างทั้งสองคนละทิ้งหน้าที่เมื่อวันเดือนปีใดเช่นกัน ทำให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยอันเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองมิได้เลิกจ้างนายสมควรและนายเสงี่ยม แต่บุคคลทั้งสองไม่มาทำงานเอง เนื่องจากวันที่ 13 ตุลาคม 2542 โจทก์ทั้งสองเรียกประชุมพนักงานทุกคนเพื่อแก้ไขปัญหายุติข้อพิพาทให้สามัคคีปรองดองกัน พร้อมกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่นายสมควรและนายเสงี่ยมไม่พอใจที่ถูกตำหนิ จึงออกจากที่ประชุมก่อนการประชุมเสร็จสิ้น โจทก์ทั้งสองให้พนักงานบัญชีเก็บบัตรลงเวลาทำงานของนายสมควรและนายเสงี่ยมไว้ และสั่งให้บุคคลทั้งสองมารายงานตัวต่อโจทก์ที่ 2 เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงาน แต่บุคคลทั้งสองไม่ยอมมาพบและไม่ยอมมาทำงาน เป็นกรณีที่ลูกจ้างทั้งสองละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ทั้งสองมิได้เลิกจ้างนายสมควรและนายเสงี่ยม การที่จำเลยมีคำสั่งที่ 37/2542 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2542 สั่งให้โจทก์ทั้งสองจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสมควรและนายเสงี่ยมโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเลิกจ้างนายสมควรและนายเสงี่ยมจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย ดังนี้ พอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องว่านายสมควรและนายเสงี่ยมไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 16 ตุลาคม 2542 ซึ่งเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 35
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.พี.เอส.วันแพค กับพวก
จำเลย — นางสาวปรีดา อิสรโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6877/2544
#69458
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันที่มีคำสั่งเลิกจ้างจนถึงวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 เป็นเวลา 44 วัน

โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับสินจ้างหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายรวม 60 วัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121 วรรคสอง และชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน แต่ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ยังมิได้ใช้บังคับ อุทธรณ์ของโจทก์พออนุโลมได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ทวิ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างด้วยเหตุผลตามที่ข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้

ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดรับรองสิทธิดังกล่าวไว้

การที่มีผู้ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศของจำเลยไป แม้มิได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์ หรือสืบเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยก็ตาม แต่ผู้ที่ร่วมกันยักยอกเงินดังกล่าวเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นภายในหน่วยงานที่โจทก์รับผิดชอบย่อมมีเหตุผลให้จำเลยเชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยงานของโจทก์ต้องมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 100,605 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 201,209.40 บาท และค่าเสีหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าน้ำมันรถที่จำเลยอนุมัติจ่ายให้แก่โจทก์มีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานและมีอัตราเท่ากันทุกเดือน ค่าน้ำมันรถดังกล่าวจึงเป้นค่าจ้างอย่างหนึ่ง โจทก์ได้รับค่าจ้างเป้นเงินเดือน เดือนละ 27,570 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 965 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 33,535 บาท การที่นางสาวสกุลรัตน์ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีกับนายเกรียงศักดิ์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บเงินได้ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศที่นายเกรียงศักดิ์เก็มาจากลูกค้าของจำเลยนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อหรือฝ่าฝืนระบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาของนายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ย่อมทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจที่จะให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 49,184.54 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 201,209.40 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน ฉะนั้นจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันที่มีคำสั่งเลิกจ้างจนถึงวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 เป็นเวลา 44 วัน รวมเป็นเงิน 49,184.54 บาท ส่วนอุทธรณ์โจทก์ที่ว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับสินจ้างหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายรวม 60 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121 วรรคสอง และชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน นั้น ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ยังมิได้ใช้บังคับ อย่างไรก็ดีอุทธรณ์ของโจทก์พออนุโลมได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ทวิ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวันตามข้อ 46 ทวิ วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง และนายจ้างมิได้แจ้งวันที่เลิกจ้างและเหตุผลของการเลิกจ้างให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างตามที่กำหนดไว้ในข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างด้วยเหตุผลตามที่ข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดรับรองสิทธิตามที่โจทก์กล่าวอ้างอีกเช่นเดียวกัน ศาลแรงงานกลางกำหนดสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงปรากฎว่า การที่นายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศของจำเลยไป มิได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์หรือสืบเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยก็ตาม แต่นายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์ต่างเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นภายในหน่วยงานที่โจทก์รับผิดชอบย่อมมีเหตุผลให้จำเลยเชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยงานของโจทก์ต้องมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ที่จะปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 121 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพักตร์ แซ่ตัน
จำเลย — บริษัทบุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6856/2544
#42049
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางไปจำหน่ายหรือไปขาย นอกจากนั้นตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1ก็ได้ความว่าเพื่อน ๆ ร่วมกันมอบเงินให้จำเลยไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์เพื่อนำไปเสพด้วยกันที่งานแต่งงานเพื่อนคนหนึ่งหาใช่จำเลยจำหน่าย จ่าย แจก หรือขายให้เพื่อนไม่พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ริบของกลางและริบเอ็น เอทิล เอ็มดีเอ ของกลาง ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7660/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปีฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายจำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 14 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 9 ปี 4 เดือน ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7660/2539หมายเลขแดงที่ 5005/2541 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษ ริบของกลาง และริบเอ็น เอทิลเอ็มดีเอ ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ของกลางเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจชูชาติ เก่งจันทร์วรกุล และจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ ผลละออ เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าวันเกิดเหตุพยานทั้งสองเฝ้าสังเกตการณ์ที่หน้าธนาเพลสคอนโดมิเนียมตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์มาจอดที่หน้าธนาเพลสคอนโดมิเนียม โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วย จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องเลขที่ 64/1 ธนาเพลสคอนโดมิเนียมและเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งสองสักครู่หนึ่งผู้ชายคนนั้นก็ออกจากรถเดินกลับเข้าห้องพร้อมกับนับเงินไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งสองขับรถออกไป พยานทั้งสองขับรถตามจำเลยทั้งสองไปจนถึงบริเวณทางเข้าหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ก็เข้าสกัดจับจำเลยทั้งสองพร้อมกับตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางในรถชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อน ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองก็ล้วนแต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ได้นอนหลับดังที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 1ไปซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางด้วยกัน เพื่อจะนำไปเสพในงานแต่งงานของเพื่อน แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาหว่านล้อมก็เป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะจำเลยที่ 2 มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและอยู่ในกรุงเทพมหานคร ย่อมจะต้องรับทราบจากสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ ที่รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้โทษว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยเฉพาะผู้จำหน่ายจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจพูดจาหว่านล้อม การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ เมื่อซื้อได้แล้วก็ร่วมกันนำไปเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.85 กรัมเกินปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายหรือไม่โจทก์มีพันตำรวจโทชาตรี ไพศาลศิลป์ ร้อยตำรวจโทไพรวัน ทัพวงศ์นายดาบตำรวจชูชาติ เก่งจันทร์วรกุล และจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ ผลละออเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจับจำเลยทั้งสองพร้อมยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางแล้ว ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ไปให้เพื่อน ๆ เสพในงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดชุมพรนั้น เห็นว่า ข้อความที่พยานโจทก์เบิกความในเรื่องที่ว่าจำเลยทั้งสองให้การอย่างไรเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังน้อยทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าจะนำยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางไปจำหน่ายหรือไปขาย นอกจากนั้นตามคำให้การของผู้ต้องหาที่ 1เอกสารหมาย จ.5 ก็ได้ความว่าเพื่อน ๆ ร่วมกันมอบเงินให้จำเลยทั้งสองไปหาซื้อยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์เพื่อนำไปเสพด้วยกันที่งานแต่งงานเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดชุมพร หาใช่จำเลยทั้งสองจำหน่าย จ่าย แจก หรือขายให้เพื่อนไม่ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อขายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์และฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธวัชชัย สุขจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6845/2544
#69520
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ถูกต้อง พยานบุคคลหรือพยานเอกสารไม่มีข้อใดที่บ่งชี้ได้ถึงขนาดที่ศาลจะรับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทในคดีนี้เสียหาย หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลย และจำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าพิพาท เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 41

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความเสียหายแก่สินค้าพิพาทและ ตามใบตราส่งสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่ผู้ส่งของระบุว่าสินค้าพิพาทเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพูจำนวน 34 ถัง และ 10 ถังตามลำดับ จึงเป็นกรณีที่มีการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้ในใบตราส่ง ต้องถือว่า สินค้าพิพาทมีจำนวนหน่วยการขนส่งเป็นถังตามที่ระบุไว้ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59 (1) ส่วนใบตราส่งที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นออกให้แก่บริษัท ฮ. ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นที่มาว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทอีกทอดหนึ่ง เป็นใบตราส่งที่ออกให้ระหว่าง ผู้ขนส่งอื่นด้วยกัน หาอาจนำมาใช้ยันผู้ส่งของได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 213,172 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 205,472 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้รับขนสินค้าพิพาท โจทก์ไม่สามารถรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยได้เพราะมิได้แจ้งจำเลยที่ 2 เพื่อร่วมตรวจสอบว่าสินค้าเสียหายจริงหรือไม่ สินค้าพิพาทไม่เสียหาย คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะใช้สิทธิเกิน 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดบริษัทโอลิน พีทีอี จำกัด ผู้ส่งซึ่งอยู่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนสินค้าพิพาท จำเลยที่ 1 จึงว่าจ้างบริษัทฮาร์พัค-ลอยด์ (เอส) พีทีอี จำกัด ให้ขนส่งสินค้าพิพาทอีกต่อหนึ่งและบริษัทฮาร์พัค-ลอยด์ (เอส) พีทีอี จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ โดยแจ้งว่าสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้เป็นสารเคมีสำหรับผลิตแชมพูจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย จำเลยที่ 3 ใช้เรือยันตระภูมิขนส่งโดยเป็นแบบซีวาย/เอฟโอ (CY/FO) หมายถึง จำเลยที่ 1 ได้นำตู้คอนเทนเนอร์ไปบรรจุสินค้าและปิดผนึกดวงตราปากตู้ต่อหน้าเจ้าพนักงานศุลกากรด้วยตนเอง ผู้ขนส่งหรือตัวแทนจึงไม่ทราบถึงสภาพ จำนวนหรือรายละเอียดของสินค้าพิพาทเมื่อเรือยันตระภูมิเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพได้ขนถ่ายส่งมอบสินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยรับไว้แทนผู้รับตราส่ง ในสภาพตู้และดวงตราผนึกปากตู้เรียบร้อยหน้าที่ของผู้ขนส่งจึงสิ้นสุดลง ตามมาตรา 40 (2) (3) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นแต่ประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือยันตระภูมิในการดำเนินพิธีการเรือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,700 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนไม่ถูกต้อง จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ไม่มีข้อใดที่บ่งชี้ชัดได้ถึงขนาดที่ศาลจะรับฟังได้ว่าสินค้าพิพาทในคดีนี้เสียหาย หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าพิพาทแต่อย่างใดนั้น ล้วนเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 41 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยที่ 3 มาด้วยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามใบตราส่งระบุว่าสินค้าพิพาทแต่ละเที่ยวบรรจุในตู้สินค้าเพียง 1 ตู้ จึงต้องถือว่าตู้สินค้าเป็นหน่วยการขนส่งในการคำนวณข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งนั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความเสียหายแก่สินค้าพิพาทและตามใบตราส่งสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้แก่ผู้ส่งของระบุว่าสินค้าพิพาทเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพูจำนวน 34 และ 10 ถัง ตามลำดับ จึงเป็นกรณีที่มีการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้ในใบตราส่งต้องถือว่าสินค้าพิพาทมีจำนวนหน่วยการขนส่งเป็นถังตามที่ระบุไว้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59 (1) ส่วนใบตราส่งเป็นเพียงใบตราส่งที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นออกให้แก่บริษัทฮาร์พัค-ลอยด์ (เอส) พีทีอี จำกัดซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นที่มาว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นใบตราส่งที่ออกให้ระหว่างผู้ขนส่งอื่นด้วยกัน หาอาจนำมาใช้ยันผู้ส่งของหรือโจทก์ได้ไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 59 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิกน่า อินชัวรันซ์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด
จำเลย — บริษัทแอสโตร คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6842/2544
#42646
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้รับสิทธิและประโยชน์โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ แต่จำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้จึงไม่อาจนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดและมีหน้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มรวม 1,757,845.65 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงขอให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมการลงทุน (ที่ถูกบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)อันจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกหรือไม่ ประเด็นอื่นนอกจากนี้หากมีคู่ความขอสละและจำเลยแถลงรับว่าได้รับแจ้งการประเมินตามฟ้องกับแถลงว่าหากตามกฎหมายจำเลยจะต้องรับผิด ก็ยอมรับผิดตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามประเด็นข้อพิพาทซึ่งคู่ความท้ากันเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอันจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิและประโยชน์แก่จำเลยโดยให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าว แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าจำเลยต้องนำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวนั้นไปใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 4ข้อ 8 ซึ่งเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าวไม่ปรากฏมีข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในกรณีอื่นนอกเหนือจากข้อที่ให้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศไปทำการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไว้เลย จึงต้องถือว่าจำเลยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเพียงกรณีเดียวเป็นเด็ดขาดกล่าวคือ จำเลยต้องนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเท่านั้น เห็นได้จากพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 มาตรา 54 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด หรือบางส่วนโดยจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ จะสั่งให้สำนักงานเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดก่อนก็ได้ แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้วผู้ได้รับการส่งเสริมยังมิได้แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้คณะกรรมการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง"

เมื่อพิจารณาความในบทมาตรานี้วรรคสองใช้ถ้อยคำว่า คณะกรรมการจะสั่งให้สำนักงานเตือนผู้ได้รับการส่งเสริมก่อนก็ได้ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จึงแสดงว่านอกจากในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยจงใจซึ่งคณะกรรมการต้องเพิกถอนสิทธิและประโยชน์แล้ว แม้เป็นกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมายก็ยังให้อำนาจคณะกรรมการสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้อง2 ครั้ง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2531 และวันที่ 12 เมษายน 2532 ซึ่งหากจำเลยไม่ใช่ผู้ได้รับการส่งเสริมโดยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้องตั้งแต่ขณะนำเข้าเพราะวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ตามปกติแล้วผู้นำเข้าจะต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าซึ่งเมื่อจำเลยเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้าในกรณีเช่นนี้ไปแล้วแม้ต่อมาสินค้าดังกล่าวจะสูญหาย ถูกทำลายหรือเกิดเหตุเพลิงไหม้เสียหาย จำเลยก็หาอาจร้องขอคืนอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับสินค้าที่เสียหายไปได้ไม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้า แต่จำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้จึงไม่อาจนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าแก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,757,845.65 บาทแก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 36 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท มาร์ชโพรดักส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6842/2544
#69466
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิและประโยชน์แก่จำเลยโดยให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าว แต่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องนำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวนั้นไปใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก และไม่ปรากฏข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในกรณีอื่น นอกเหนือจากข้อที่ให้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศไปทำการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไว้ จึงต้องถือว่าจำเลยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเพียงกรณีเดียวเป็นเด็ดขาดกล่าวคือ จำเลยต้องนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเท่านั้น

พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 54 วรรคสองใช้ถ้อยคำว่า คณะกรรมการจะสั่งให้สำนักงานเตือนผู้ได้รับการส่งเสริมก่อนก็ได้ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข แสดงว่านอกจากในกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยจงใจ ซึ่งคณะกรรมการต้องเพิกถอนสิทธิและประโยชน์แล้ว แม้เป็นกรณีผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข กฎหมายก็ยังให้อำนาจคณะกรรมการสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ เมื่อจำเลยนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้อง 2 ครั้งหากจำเลยไม่ใช่ผู้ได้รับการส่งเสริมโดยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าตามฟ้องตั้งแต่ขณะนำเข้าเพราะวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ตามปกติแล้วผู้นำเข้าจะต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้า เมื่อจำเลยเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้าในกรณีเช่นนี้ไปแล้ว แม้ต่อมาสินค้าดังกล่าวจะสูญหาย ถูกทำลาย หรือเกิดเหตุเพลิงไหม้เสียหายจำเลยก็หาอาจร้องขอคืนอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับสินค้าที่เสียหายไปได้ไม่

จำเลยเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้า แต่จำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเนื่องจากเกิดเพลิงไหม้ จึงไม่อาจนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกรณีก็ต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มรวม 1,757,845.65 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงขอให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมการลงทุน (ที่ถูกบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อันจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกหรือไม่ ประเด็นอื่นนอกจากนี้หากมี คู่ความขอสละ และจำเลยแถลงรับว่าได้รับแจ้งการประเมินตามฟ้องกับแถลงว่าหากตามกฎหมายจำเลยจะต้องรับผิด ก็ยอมรับผิดตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า จำเลยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิและประโยชน์แก่จำเลยโดยให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีอากรค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าว แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าจำเลยต้องนำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวนั้นไปใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ข้อ 8 ซึ่งเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าวไม่ปรากฏมีข้อยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าในกรณีอื่นนอกเหนือจากข้อที่ให้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศไปทำการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไว้เลย จึงต้องถือว่าจำเลยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้าดังกล่าวเพียงกรณีเดียวเป็นเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีการค้าในขณะนำเข้า แต่จำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าดังกล่าวไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้จึงไม่อาจนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีการค้าแก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,757,845.65 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 36 (1) ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทมาร์ชโพรดักส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6840/2544
#41310
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่จะนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49หรือไม่ มีขอบเขตกว้างกว่าการเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119แม้การกระทำของโจทก์จะไม่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 แต่เมื่อปรากฏว่า โจทก์ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ทำงานบกพร่องหลายครั้งผู้บังคับบัญชาเตือนแล้วยังไม่ดีขึ้นและมีลูกค้าส่งสินค้าคืนมาหลายครั้ง ทำให้จำเลยเสียหาย ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างชำระ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะมีข้อโต้เถียงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าจำเลยจะต้องชำระให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ 15 ของเงินทีค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 9 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอเรียกค่าเสียหาย 43,200 บาทโจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลาเกือบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 43,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,200 บาท นอกจากนี้จำเลยยังค้างชำระค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 30 สิงหาคม 2542 เป็นเงิน 3,600 บาทจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างให้โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่ถูกเลิกจ้างขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน7,200 บาท ค่าจ้างค้างชำระ 3,600 บาท ค่าชดเชย 43,200 บาทพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินทุกจำนวนนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างและให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 43,200 บาท

จำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ขัดคำสั่งของนายจ้างเป็นประจำ สร้างความกดดันให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีขวัญและกำลังใจในการทำงาน เป็นเหตุให้คุณภาพของงานต่ำ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 จำเลยได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือ แต่โจทก์ไม่เชื่อฟัง และได้ใช้คำพูดที่ไม่สุภาพกับผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้เกิดความแตกแยก สินค้าที่โจทก์มีหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้มาตรฐานตามที่ลูกค้าต้องการทำให้จำเลยเสียหาย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2542 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ โจทก์เป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมเงินเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 4,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 21 กันยายน 2542 (วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชย 43,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2542 (วันเลิกจ้าง)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2536 ตำแหน่งสุดท้ายคือหัวหน้าแผนกตรวจสอบ มีผู้ใต้บังคับบัญชา 8 คน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ7,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 จำเลยลงโทษโจทก์โดยตักเตือนเป็นหนังสือเนื่องจากหัวหน้าฝ่ายผลิตได้โยกย้ายพนักงานในกลุ่มผลิตไปประจำกลุ่มตรวจสอบคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ โจทก์ทราบว่าจะเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย แต่ไม่ได้ทักท้วงหรือรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและโจทก์ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ โจทก์ทำงานตรวจสอบคุณภาพบกพร่องหลายครั้งผู้บังคับบัญชาเตือนแล้วยังไม่ดีขึ้น มีลูกค้าส่งสินค้าคืนหลายครั้งทำให้จำเลยเสียหาย ต่อมาวันที่ 15กันยายน 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้จ่ายค่าชดเชยปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่จะนำเหตุเลิกจ้างอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมาเป็นข้อสนับสนุนได้หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างของนายจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49หรือไม่ ต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่มิใช่การกระทำหรือความผิดของลูกจ้างก็ได้ ส่วนการเลิกจ้างที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจะต้องปรากฏว่าลูกจ้างได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119 ข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น จึงเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่จะนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ มีขอบเขตกว้างกว่าที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ดังนั้นแม้การกระทำของโจทก์จะไม่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ทำงานตรวจสอบคุณภาพบกพร่องหลายครั้ง ผู้บังคับบัญชาเตือนแล้วยังไม่ดีขึ้น มีลูกค้าส่งสินค้าคืนมาหลายครั้ง ทำให้จำเลยเสียหาย ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างชำระ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมายให้โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า ค่าชดเชยค่าจ้างค้างชำระ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องยังมีข้อโต้เถียงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสองอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว บุญหัน พัฒน์มณี
จำเลย — บริษัท ที.เอ็ม.การ์เม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา