คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6840/2544
#69306
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างของนายจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควร ที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ เหตุดังกล่าวอาจเกิดจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่มิใช่การกระทำหรือความผิด ของลูกจ้างก็ได้ ส่วนการเลิกจ้างที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจะต้องปรากฏว่าลูกจ้างได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

ข้อเท็จจริงที่จะนำมาประกอบการวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ มีขอบเขตกว้างกว่าที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

แม้การกระทำของโจทก์จะไม่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ก็ตาม แต่โจทก์ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ และโจทก์ทำงานบกพร่องหลายครั้ง ผู้บังคับบัญชา เตือนแล้วยังไม่ดีขึ้นทำให้จำเลยเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรไม่เป็นการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

จำเลยเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างชำระและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ แต่โจทก์และจำเลยยังมีข้อโต้เถียงกันว่า จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ 15 ของเงิน ที่ค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 7,200 บาท ค่าจ้างค้างชำระ 3,600 บาท ค่าชดเชย 43,200 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินทุกจำนวน นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างและให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 43,200 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 4,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 21 กันยายน 2542 (วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชย 43,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2542 (วันเลิกจ้าง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จะนำเหตุเลิกจ้างอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมาเป็นข้อสนับสนุนได้หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างของนายจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่มิใช่การกระทำหรือความผิดของลูกจ้างก็ได้ ส่วนการเลิกจ้างที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจะต้องปรากฏว่าลูกจ้างได้กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น จึงเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่จะนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ มีขอบเขตกว้างกว่าที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119

แม้การกระทำของโจทก์จะไม่เป็นความผิดร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ทำงานตรวจสอบคุณภาพบกพร่องหลายครั้ง ผู้บังคับบัญชาเตือนแล้วยังไม่ดีขึ้น มีลูกค้าส่งสินค้าคืนมาหลายครั้งทำให้จำเลยเสียหาย ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างชำระ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมายให้โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างชำระ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้อง ยังมีข้อโต้เถียงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคสอง ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญหัน พัฒน์มณี
จำเลย — บริษัท ที.เอ็ม.การ์เม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6839/2544
#42645
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างที่ศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด ศาลแรงงานกลางย่อมมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานได้ทั่วราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 60 โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีที่ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นศาลที่โจทก์หรือจำเลยมีภูมิลำเนาหรือเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจออกไปนั่งพิจารณาพิพากษาที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 บริษัทยูไนเต็ด คอมมูนิเคชั่นอินดัสตรี (เวิลด์เรดิโอ) จำกัด (มหาชน) ตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,000 บาทและค่าเสียหาย 144,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีกับค่าชดเชย 72,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยจริง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์เข้าทำงานที่บริษัทยูไนเต็ดคอมมูนิเคชั่นอินดัสตรี (เวิลด์เรดิโอ) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย ต่อมาโจทก์โอนมาทำงานกับจำเลย จำเลยข่มขู่บีบบังคับให้โจทก์ลาออกโดยไม่สมัครใจ ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 72,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 20 สิงหาคม 2542) สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,000 บาท นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง (วันที่ 31 สิงหาคม 2542) ค่าเสียหาย 60,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 60 บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใดให้ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้นก็ได้ ให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยังศาลแรงงานกลางเมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว ให้ศาลแรงงานกลางออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น" ซึ่งในปัจจุบันศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใดจากบทบัญญัติดังกล่าวศาลแรงงานกลางย่อมมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานได้ทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้น โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นศาลที่โจทก์หรือจำเลยมีภูมิลำเนาหรือเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือไม่ดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจออกไปนั่งพิจารณาพิพากษาคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,000 บาท นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง (วันที่ 31 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธนาภรณ์ ชัยกันทะ
จำเลย — บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6839/2544
#69530
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 60 ที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด ให้ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้นก็ได้ ให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยังศาลแรงงานกลาง เมื่อศาลแรงงานกลาง สั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว ให้ศาลแรงงานกลางออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น" ในปัจจุบันศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด จากบทบัญญัติดังกล่าวศาลแรงงานกลางย่อมมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานได้ทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่)ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจออกไปนั่งพิจารณาพิพากษาคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้เช่นเดียวกัน

จำเลยอุทธรณ์โดยแสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่ถึง 60,000 บาท และศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายโดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ที่โจทก์นำสืบ ล้วนเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ได้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแสดงว่าประสงค์ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ แต่ไม่ได้กำหนดไว้ให้ชัด ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,000 บาท และค่าเสียหาย 144,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าชดเชย 72,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 72,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 20 สิงหาคม 2542) สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,000 บาท นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง (วันที่ 31 สิงหาคม 2542) ค่าเสียหาย 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาตรา 60 บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด ให้ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้นก็ได้ให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยังศาลแรงงานกลาง เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว ให้ศาลแรงงานกลางออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น" ซึ่งในปัจจุบันศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัดยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด จากบทบัญญัติดังกล่าวศาลแรงงานกลางย่อมมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้น โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นศาลที่โจทก์หรือจำเลยมีภูมิลำเนาหรือเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือไม่ดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจออกไปนั่งพิจารณาพิพากษาคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยบีบบังคับให้โจทก์ลาออกโดยโจทก์มิได้กระทำความผิด ถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยอุทธรณ์โดยแสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ก็ดี ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่ถึง 60,000 บาท ก็ดี ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายโดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ที่โจทก์นำสืบก็ดี ล้วนเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางทั้งสิ้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ได้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แสดงว่าประสงค์ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ด้วย แต่ไม่ได้กำหนดไว้ให้ชัด จึงสมควรกำหนดให้ชัดแจ้ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 12,000 บาท นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง (วันที่ 31 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 33 ม. 34 ม. 52 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวธนาภรณ์ ชัยกันทะ
จำเลย — บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวภาวนา สุคันธวณิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6837/2544
#43349
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีจำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำผิดอันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อยู่แล้ว กรณีไม่จำต้องอาศัยความในมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องรับโทษฐานนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4(7),86/13, 77/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 90/4(7) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4(7) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นทำนองว่าโจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดแต่โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นแสดงว่า ใบกำกับภาษีจำนวน 119 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.17เป็นเอกสารปลอม จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ในการนำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์มีนางศรีสุดา รามสูตร เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยที่ 1 และนายปรีชา พรสุนทรสวัสดิ์นิติกรผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายภาษีสรรพากรสำนักงานสรรพากรภาค 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันถึงบัญชีรายชื่อนิติบุคคลที่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่กรมสรรพากรได้รวบรวมไว้ตามเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งจำเลยทั้งสองได้นำใบกำกับภาษีของนิติบุคคลตามบัญชีดังกล่าว 11 ราย จำนวน 119 ฉบับ มาใช้ในการเครดิตภาษีต่อกรมสรรพากรระหว่างเดือนมีนาคม 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 และนางศรีสุดาได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบเพื่อให้นำพยานหลักฐานมาปกป้องสิทธิแสดงว่าจำเลยทั้งสองกระทำโดยสุจริต แต่จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำพยานบุคคลหรือเอกสารใด ๆมาแสดงให้เห็นว่าได้มีการซื้อขายสินค้ากันจริงตามใบกำกับภาษีเหล่านั้นเลยทั้งนี้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อขายสินค้าตามใบกำกับภาษีดังกล่าว ซึ่งสามารถพิสูจน์ถึงความจริงตามใบกำกับสินค้าได้โดยง่าย เพราะหากมีการซื้อขายสินค้ากันจริงพยานบุคคลและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ย่อมต้องมีอยู่ที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายผู้ซื้อด้วย โดยเฉพาะการซื้อขายสินค้าตามใบกำกับภาษีที่ออกให้โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดปฐมพงษ์ค้าวัสดุมีจำนวนถึง 31 ฉบับระยะเวลาการติดต่อซื้อขายกันตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนธันวาคม2538 นานถึง 10 เดือน เงินที่ชำระค่าสินค้ามีจำนวนสูงหาใช่เป็นการซื้อขายลักษณะรายย่อยประเภทครั้งคราวที่มีจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยแต่อย่างใด เช่นเดียวกับลักษณะการซื้อขายกับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองใบโลหะกิจ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนนทบุรีฮาร์ดแวร์แอนด์คอนสตรัคชั่นห้างหุ้นส่วนจำกัด 79 ฮาร์ดแวร์ก่อสร้าง และห้างหุ้นส่วนจำกัดโชคนำเจริญดีเวลลอบเม้นท์ ซึ่งเป็นการซื้อขายที่จำเลยทั้งสองอาจแสวงหาพยานหลักฐานมาแสดงได้โดยง่ายหาใช่ไม่อาจนำมาแสดงได้เลยแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวจึงมีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าใบกำกับภาษีทั้ง 119 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.17 ที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้นำมาใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีล้วนแต่เป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่จำต้องมีประจักษ์พยานผู้รู้เห็นโดยตรงถึงการทำเอกสารปลอมดังกล่าวมานำสืบแต่อย่างใดที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ทราบว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา จำเลยทั้งสองจึงมิได้มีเจตนากระทำความผิดนั้นตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อนางศรีสุดาในชั้นต้นถึงการได้ใบกำกับภาษีมาตามเอกสารหมาย จ.24 ว่า ผู้ขายสินค้าได้นำใบกำกับภาษีเหล่านั้นปนมากับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง แตกต่างไปจากที่ให้การต่อร้อยตำรวจเอกศุภกิจ ศิริประเสริฐกุล พนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวนว่า ได้มาจากผู้รับเหมาช่วง และไม่สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองนำสืบในชั้นพิจารณาว่าได้มาจากผู้ขายที่มาเสนอขายสินค้าเป็นครั้งคราวเป็นข้อพิรุธอันส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองนำเอกสารใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.17 ไปใช้เครดิตภาษีโดยรู้อยู่ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดตามฟ้องส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของจำเลยที่ 1 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมกระทำผิดอันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อยู่แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องอาศัยความในบทบัญญัติมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องรับโทษฐานนั้นด้วยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยอาศัยบทบัญญัติมาจาก 90/5 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 2ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการทุจริตแสวงหาประโยชน์จากการคดโกงภาษีของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายแก่การทำนุบำรุงและการพัฒนาประเทศชาติ เป็นตัวอย่างไม่ดีที่สมควรกำราบปราบปรามมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 ให้เบาลงอันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ที่ไม่รู้สำนึกตัวกลัวผิดและต่อสู้คดีมาโดยตลอดมากแล้วกรณีจึงไม่มีเหตุสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ลงโทษจำเลยที่ 2เบาลงและรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 90/4(7) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.รัษฎากร ม. 90/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท สุวิพลวิศวกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6837/2544
#67153
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7), 86/13, 77/1 ป.อ. มาตรา 83 เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันจะต้องรับผิดตาม ป.อ. มาตรา 83 อยู่แล้ว กรณีจึงไม่ต้องอาศัยความในบทบัญญัติมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นบทสันนิษฐานให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคล ต้องรับโทษฐานนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗), ๘๖/๑๓, ๗๗/๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗) จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๕ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นทำนองว่าโจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่า จำเลย ทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด แต่โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นแสดงว่า ใบกำกับภาษีจำนวน ๑๑๙ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๗ เป็นเอกสารปลอม จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ใบกำกับภาษีทั้ง ๑๑๙ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๗ ที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้นำมาใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีล้วนแต่เป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่จำต้องมีประจักษ์พยานผู้รู้เห็นโดยตรงถึงการทำเอกสารปลอมดังกล่าวมานำสืบแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ทราบว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา จำเลยทั้งสองจึงมิได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น ตามพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองนำเอกสารใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๗ ไปใช้เครดิตภาษีโดยรู้อยู่ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนัก ฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องมีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของจำเลยที่ ๑ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการร่วมกระทำผิดอันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ อยู่แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องอาศัยความในบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องรับโทษฐานนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยอาศัยบทบัญญัติมาจาก ๙๐/๕ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการทุจริตแสวงหาประโยชน์จากการคดโกงภาษีของรัฐซึ่งมีผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายแก่การทำนุบำรุงและการพัฒนาประเทศชาติ เป็นตัวอย่างไม่ดีที่สมควรกำราบปราบปราม มิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ ๒ ให้เบาลงอันเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ ที่ไม่รู้สำนึกตัวกลัวผิดและต่อสู้คดีมาโดยตลอดมากแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ เบาลงและรอการลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 90/4 (7) ม. 90/5
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทสุวิพลวิศวกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6831/2544
#42644
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำผิดฐานกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นต้องมีเจตนาในการกระทำต่อรังนกอีแอ่นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รังนกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ส่วนการมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นนั้น เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเจตนาในการยึดถือเพื่อตนซึ่งรังนกอีแอ่น จึงมีสภาพและลักษณะของการกระทำที่แตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ถึงแม้บทลงโทษในความผิดดังกล่าวอยู่ในมาตราเดียวกัน ก็เป็นเพียงการบัญญัติลักษณะของการกระทำผิดต่าง ๆ มากำหนดโทษไว้ในที่แห่งเดียวเพราะมีอัตราโทษเท่ากันเท่านั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำผิดในแต่ละกรณีเป็นรายกระทงไป แม้จำเลยกระทำผิดทั้งสองฐานในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกัน ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อาวุธปืนออโตเมติกขนาด9มม. จำนวน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน 1 อัน กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 นัด ซองพก 1 ซองและปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 1 ปลอก ของกลาง ที่ ย. ใช้ยิงต่อสู้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นของ ย. แต่ ย. ถูกยิงตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ย. ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 1 คน ซึ่งถูกเจ้าพนักงานยิงตายร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันขึ้นไปบนเกาะรูสิบหรือรูสิ้ม อันเป็นเกาะที่จำเลยทั้งสามรู้ว่าเป็นเกาะที่หวงห้ามมิให้ใครขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันใช้เหล็กแหลมแทงรังนกอีแอ่นที่ผนังถ้ำดำบนเกาะดังกล่าว อันสามารถอาจเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นและรังนกอีแอ่นบรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วเก็บรังนกอีแอ่นดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสียเงินอากร และจำเลยทั้งสามร่วมกันลักรังนกอีแอ่นจำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคา 15,000 บาท ของบริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานเก็บรังนกดังกล่าวไปโดยทุจริตและใช้เรือเป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป และจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นดังกล่าว โดยรู้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 335, 336 ทวิพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 มาตรา 4, 5, 6, 7, 9, 10, 12 พระราชกฤษฎีกากำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. 2485 มาตรา 3 คืนรังนกของกลางแก่เจ้าของ ริบของกลางอื่น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง),336 ทวิ พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง,6, 7, 9, 10, 12 พระราชกฤษฎีกากำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. 2485 มาตรา 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี ฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี ฐานขึ้นไปบนเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 90 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 7 ปี ปรับคนละ 90 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 วรรคหนึ่ง คืนรังนกของกลางแก่เจ้าของ ริบของกลางอื่นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นจำคุกคนละ 1 ปี รวมกับโทษฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 คนละ 1 ปี 4 เดือน ไม่คืนรังนกอีแอ่นของกลางแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์และฐานเข้าหรือขึ้นไปบนเกาะที่นกอีแอ่นทำรังนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า สถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเป็นเกาะมีถ้ำที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเขตห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. 2485 บริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ผู้เสียหายเป็นผู้ได้รับสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นบนเกาะดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึง 31 ตุลาคม 2541 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันเข้าไปในถ้ำดำซึ่งอยู่บนเกาะที่เกิดเหตุ และเก็บรังนกอีแอ่นในถ้ำนั้นอันอาจเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นและรังนกอีแอ่น แล้วครอบครองรังนกอีแอ่นของกลางปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เหล็กแหลมแทงรังนกอีแอ่น อันเป็นการทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นและมีรังนกอีแอ่นของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในขณะเกิดเหตุนั้นมาตรา 5 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใด ๆ อันสามารถอาจเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นหรืออาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละที่อาศัยไปจากเกาะที่ทำรังอยู่ตามธรรมชาติ หรือกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น บรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะ มาตรา 7 บัญญัติว่า ผู้ใดจะเก็บรังนกอีแอ่นบรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะ ต้องได้รับอนุญาตและเสียเงินอากรตามวิธีการซึ่งจะได้กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 9 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่น อันตนรู้ว่าได้มาโดยกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำผิดฐานกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น ต้องมีเจตนาในการกระทำต่อรังนกอีแอ่นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รังนกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นกรณีที่อาศัยเจตนาอย่างหนึ่ง ส่วนการมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นนั้น เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเจตนาในการยึดถือเพื่อตนซึ่งรังนกอีแอ่น การกระทำผิดในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีสภาพและลักษณะของการกระทำที่แตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ถึงแม้บทลงโทษในความผิดดังกล่าวอยู่ในมาตราเดียวกันก็ตาม ก็เป็นเพียงการบัญญัติลักษณะของการกระทำผิดต่าง ๆ มากำหนดโทษไว้ในที่แห่งเดียวเพราะมีอัตราโทษเท่ากันเท่านั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำผิดในแต่ละกรณีเป็นรายกระทงไป แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดทั้งสองฐานในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกันการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ริบอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน 1 อัน กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 นัด ซองพก 1 ซอง และปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 1 ปลอก ของกลาง ที่นายยงยุทธ ชูแก้ว ใช้ยิงต่อสู้เจ้าพนักงานตำรวจนั้น เมื่อปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นของนายยงยุทธ แต่นายยงยุทธถูกเจ้าพนักงานตำรวจยิงตายในที่เกิดเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องนายยงยุทธย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุนปืน 1 อัน กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 นัด ซองพก 1 ซอง และปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 1 ปลอก ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 38 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ ทองขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6831/2544
#69305
เปิดฉบับเต็ม

ที่เกิดเหตุเป็นเกาะมีถ้ำที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเขตห้ามตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. 2485 บริษัทรังนกแหลมทอง (สยาม) จำกัด ผู้เสียหายเป็นผู้ได้รับสัมปทานเก็บรังนกอีแอ่นบนเกาะดังกล่าว ตาม พ.ร.บ. อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในขณะเกิดเหตุนั้น มาตรา 5 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใด ๆ อันสามารถอาจเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นหรืออาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละที่อาศัยไปจากเกาะที่ทำรังอยู่ตามธรรมชาติหรือกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น บรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะ มาตรา 7 บัญญัติว่า ผู้ใดจะเก็บรังนกอีแอ่นบรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะ ต้องได้รับอนุญาตและเสียเงินอากรตามวิธีการซึ่งจะได้กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 9 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นอันตนรู้ว่าได้มาโดยกระทำผิดตาม พ.ร.บ.นี้ จึงเห็นได้ว่าการกระทำผิดฐานกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นต้องมีเจตนาในการกระทำต่อรังนกอีแอ่นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รังนกที่มีอยู่ตามธรรมชาติเป็นกรณีที่อาศัยเจตนาอย่างหนึ่ง ส่วนการมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นนั้น เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเจตนาในการยึดถือเพื่อตนซึ่งรังนกอีแอ่น การกระทำผิด ทั้งสองฐานดังกล่าวอยู่ในมาตราเดียวกันก็เป็นเพียงการบัญญัติลักษณะของการกระทำผิดต่าง ๆ มากำหนดโทษไว้ในที่แห่งเดียวเพราะมีอัตราโทษเท่ากันเท่านั้น แม้จำเลยกระทำผิดทั้งสองฐานในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกัน การกระทำผิดของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ซึ่งเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน จำนวน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน 1 อัน กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 นัด ซองพก 1 ซอง และปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. 1 ปลอก ของกลางที่ ย. ใช้ยิงต่อสู้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นของ ย. แต่ ย. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจยิงตายในที่เกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญา มาฟ้อง ย. ย่อมระงับไป ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 38 ศาลจึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ พ.ร.บ. อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๙, ๑๐, ๑๒ พ.ร.ฎ. กำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๓ คืนรังนกของกลางแก่เจ้าของ ริบของกลางอื่น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง), ๓๓๖ ทวิ พ.ร.บ. อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง, ๖, ๗, ๙, ๑๐, ๑๒ พ.ร.ฎ. กำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๖ ปี ฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๑ ปี ฐานขึ้นไปบนเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ปรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๙๐ บาท รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๗ ปี ปรับคนละ ๙๐ บาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๔ ปี ๘ เดือน และปรับคนละ ๖๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง คืนรังนกของกลางแก่เจ้าของ ริบของกลางอื่น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นจำคุกคนละ ๑ ปี รวมกับโทษฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละ ๑ ปี ๔ เดือน ไม่คืนรังนกอีแอ่นของกลางแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์และฐานเข้าหรือขึ้นไปบนเกาะที่นกอีแอ่นทำรัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้เหล็กแหลมแทงรังนกอีแอ่นอันเป็นการทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่นและมีรังนกอีแอ่นของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในขณะเกิดเหตุนั้น มาตรา ๕ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใด ๆ อันสามารถอาจเป็นอันตรายแก่นกอีแอ่นหรืออาจเป็นเหตุให้นกอีแอ่นละที่อาศัยไปจากเกาะที่ทำรังอยู่ตามธรรมชาติ หรือกระทำ ความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น บรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะ มาตรา ๗ บัญญัติว่า ผู้ใดจะเก็บรังนกอีแอ่นบรรดาที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนเกาะ ต้องได้รับอนุญาตและเสียเงินอากรตามวิธีการซึ่งจะได้กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา ๙ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่น อันตนรู้ว่าได้มาโดยกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำผิดฐานกระทำความเสียหายแก่รังนกอีแอ่น ต้องมีเจตนาในการกระทำต่อรังนกอีแอ่นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รังนกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นกรณีที่อาศัยเจตนาอย่างหนึ่ง ส่วนการมีไว้ใน ครอบครองซึ่งรังนกอีแอ่นนั้น เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเจตนาในการยึดถือเพื่อตนซึ่งรังนกอีแอ่น การกระทำผิดในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีสภาพและลักษณะของการกระทำที่แตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ถึงแม้บทลงโทษในความผิดดังกล่าวอยู่ในมาตราเดียวกันก็ตาม ก็เป็นเพียงการบัญญัติลักษณะของการกระทำผิดต่าง ๆ มากำหนดโทษไว้ในที่แห่งเดียวเพราะมีอัตราโทษเท่ากันนั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษ ผู้กระทำผิดในแต่ละกรณีเป็นรายกระทงไป แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำผิดทั้งสองฐานในคราวเดียวกันและต่อเนื่องกัน การกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาให้เรียงกระทง ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ริบอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด ๙ มม. จำนวน ๑ กระบอก ซองบรรจุกระสุน ๑ อัน กระสุนปืนขนาด ๙ มม. จำนวน ๒ นัด ซองพก ๑ ซอง และปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๑ ปลอก ของกลาง ที่นายยงยุทธ ชูแก้ว ใช้ยิงต่อสู้เจ้าพนักงานตำรวจนั้น เมื่อปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นของ นายยงยุทธ แต่นายยงยุทธถูกเจ้าพนักงานตำรวจยิงตายในที่เกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องนายยงยุทธย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๘ จึงไม่อาจ ริบของกลางดังกล่าวได้ และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด ๙ มม. จำนวน ๑ กระบอก ซองบรรจุกระสุนปืน ๑ อัน กระสุนปืนขนาด ๙ มม. จำนวน ๒ นัด ซองพก ๑ ซอง และปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มม. ๑ ปลอก ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 32 ม. 38 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ม. 5 ม. 7 ม. 9
พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 ม. 15 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายประสิทธิ์ ทองขำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2544
#69566
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน เป็นการคำนวณโทษผิดพลาด ที่ถูกเป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยมิได้แก้ไขจึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๖, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓ ริบเงินสดจำนวน ๘๐๐ บาท ของกลาว ส่วนธนบัตรจำนวน ๔๘๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อคืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๕ ปี คำให้การจำเลยที่ ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๖ เดือน คืนธนบัตรจำนวน ๔๘๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจตรีอดิศร ทัศนพงษ์ กับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ชอบแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๓ ปี ๖ เดือน เป็นการคำนวณโทษผิดพลาด ที่ถูกเป็นจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน และ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน โดยมิได้แก้ไขนั้น จึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหา ดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นวา เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางประจวบ ภูหาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายวิโรจน์ จิวะวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2544
#42643
เปิดฉบับเต็ม

การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดคงบัญญัติความผิดเฉพาะฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง,71 และเมื่อเป็นยาแผนปัจจุบันด้วย จึงเป็นความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง,101 อีกด้วย อันเป็นการกระทำกรรมเดียวต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งของเหลวสีน้ำตาล ซึ่งมีโคเดอีนที่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วยอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และเป็นยาแผนปัจจุบัน จำนวน 5 ขวด ปริมาตรรวม 2,500 มิลลิเมตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายโดยการจำหน่ายของเหลวสีน้ำตาล อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และเป็นยาแผนปัจจุบันดังกล่าวจำนวน 1 ขวด ปริมาตร 500 มิลลิลิตร ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 500 บาท โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 20, 71 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ที่ถูกพระราชบัญญัติยา) พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 ริบของเหลวสีน้ำตาลของกลาง และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 20, 71 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ที่ถูกพระราชบัญญัติยา) พ.ศ. 2510 มาตรา 40, 12, 101 ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานจำหน่ายโคเคอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ริบของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง การมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันตามฟ้องด้วยนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด คงบัญญัติความผิดเฉพาะฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 เมื่อเป็นยาแผนปัจจุบันด้วยจึงเป็นความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 อีกด้วย ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันของกลางดังกล่าวตามฟ้องในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกันจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกันคือความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตทั้งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71ดังกล่าว ซึ่งต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาพ.ศ. 2510 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 2 กรรม และมิได้ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 เพียงบทเดียวนั้น เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้โดยไม่แก้ไขโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 พระราชบัญญัติยาพ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก คนละ 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 4 ม. 12 ม. 101
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 20 ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย สุไลมาน หามะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2544
#69304
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันขายโดยการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 และยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 71 และพ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 101 นั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 101 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนความผิดฐานมีไว้เพื่อขาย ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด

สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบัน ตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ฉะนั้น การขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกัน จำเลยที่สองร่วมกันมียาแผนปัจจุบันไว้ในครอบครองเพื่อขายและร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันที่มีอยู่บางส่วนในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวคือ การขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องว่า ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็น 2 กรรมก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยไว้เอง โดยให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงกรรมเดียวโดยไม่แก้โทษในความผิดฐานดังกล่าวตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 20, 71 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 ริบของเหลวสีน้ำตาลของกลาง และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 20, 21 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 101 ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานจำหน่ายโคเดอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ริบของกลางคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าการมีไว้เพื่อขายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันตามฟ้องด้วยนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด คงบัญญัติความผิดเฉพาะส่วนฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 เมื่อเป็นยาแผนปัจจุบันด้วยจึงเป็นความผิดฐานขายยาแผนปัจจุบันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 อีกด้วย ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายและขายซึ่งยาแผนปัจจุบันของกลางดังกล่าวตามฟ้องในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน จึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน คือความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามพระราชบัญญัติยา เสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 ดังกล่าว ซึ่งต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองเป็น ความผิด 2 กรรม และมิได้ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 เพียงบทเดียวนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหา ดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้โดยไม่แก้ไขโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 71 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 20 ม. 71
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 4 ม. 12 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายสุไลมาน หามะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6826/2544
#69519
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าโดยเรือซินาร์ บาลี และเรือเอ็นวายเคไกจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปยังเมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ และปลายทางสุดท้ายที่เมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ขณะสินค้ายังขนส่งไปไม่ถึงเมืองเซาแธมป์ตัน โจทก์ได้แจ้งจำเลยไม่ให้ปล่อยสินค้าแก่ผู้ใด ต่อมาเรือเอ็นวายเคไกเดินทางไปถึงเมืองเซาแธมป์ตัน และจำเลยตกลงเก็บสินค้าของโจทก์ไว้ที่คลังสินค้าของบริษัทตัวแทนจำเลย การที่บริษัทดังกล่าวได้ส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่บริษัทผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่งเนื่องจากใบตราส่งอยู่ที่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

สำเนาคำสั่งศาลของประเทศอังกฤษเอกสารหมาย ล.1 ที่จำเลยอ้างเป็นเพียงสำเนา ไม่ปรากฏว่ามีการรับรอง สำเนาเอกสารจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องและโจทก์ไม่ได้ตกลงด้วยว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าเหตุที่อ้างส่งต้นฉบับไม่ได้เพราะเหตุใด เอกสารที่จำเลยอ้างนี้จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สินค้าในคดีนี้มีน้ำหนักเบ็ดเสร็จ 9,036.50 กิโลกรัม ซึ่งตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งไว้เพียง 27,095 บาท เป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะจำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องให้จำเลยชดใช้ราคาสินค้าเป็นเงินไทย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเป็นเงินต่างประเทศ เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยคืนสินค้าแก่โจทก์ หากคืนสินค้าไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน ๖๐๐,๙๔๕.๕๓ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีต้นเงิน ๕๙๘,๔๘๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๕,๒๖๗.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงใน เบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๑ โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าเครื่องออกกำลังกายเอบีเวอกส์บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ โดยเรือซินาร์ บาลี และเรือเอ็นวายเคไก จากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปยังเมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ และปลายทางสุดท้ายที่เมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ ซึ่งขณะนั้นสินค้ายัง ขนส่งไปไม่ถึงเมืองเซาแธมป์ตัน โจทก์ได้แจ้งจำเลยไม่ให้ปล่อยสินค้าแก่ผู้ใด วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เรือเอ็นวายเคไก เดินทางไปถึงเมืองเซาแธมป์ตัน ประมาณวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำเลยตกลงเก็บสินค้าของโจทก์ไว้ที่คลังสินค้าของบริษัทฟริทซ์ คัมปะนี (ประเทศอังกฤษ) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลย ต่อมาประมาณกลางเดือนมกราคม ๒๕๔๒ บริษัทดังกล่าวได้ส่งมอบสินค้าของโจทก์ให้แก่บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด ผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยไม่ได้รับเวนคืน ใบตราส่งเนื่องจากใบตราส่งอยู่ที่โจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า บริษัทฟริทซ์ คัมปะนี (ประเทศอังกฤษ) จำกัด ส่งมอบสินค้าให้บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด ผู้ซื้อเพราะคำสั่งศาลของประเทศอังกฤษอันเป็นเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้ผิดสัญญารับขนส่งต่อโจทก์ ข้อนี้จำเลยมีพนักงานของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ประมาณกลางเดือนมกราคม ๒๕๔๑ (ที่ถูก ๒๕๔๒) บริษัทฟริทซ์ คัมปะนี (ประเทศอังกฤษ) จำกัด ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ถูกศาลของ ประเทศอังกฤษมีคำสั่งให้ส่งมอบแก่บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด ซึ่งบริษัทฟริทซ์ คัมปะนี (ประเทศอังกฤษ) จำกัด ก็ได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ให้แก่บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด ตามคำสั่งแล้วและได้ส่งโทรสารคำสั่งศาลมาให้จำเลย ตามสำเนาคำสั่งศาลเอกสารหมาย ล. ๑ เห็นว่า เอกสารที่จำเลยอ้างดังกล่าวเป็นเพียงสำเนา ไม่ปรากฏว่ามีการรับรองสำเนาเอกสารนั้นจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และโจทก์ไม่ได้ตกลงด้วยว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวนั้นถูกต้องทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า เหตุที่อ้างส่งต้นฉบับไม่ได้เพราะเหตุใด ดังนั้น เอกสารที่จำเลยอ้างนี้จึงต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ ข้อนำสืบของจำเลยที่จะแสดงให้เห็นว่ามีคำสั่งศาลของประเทศอังกฤษให้ส่งสินค้าของโจทก์แก่บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด คงมีแต่คำเบิกความของพนักงานของจำเลย ซึ่งก็เบิกความโดยอ้างเอาเอกสารหมาย ล. ๑ ซึ่งได้วินิจฉัยแล้วว่ารับฟังเป็นพยานไม่ได้ จึงเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าบริษัทฟริทซ์ คัมปะนี (ประเทศอังกฤษ) จำกัด ส่งมอบ สินค้าของโจทก์ให้แก่บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด เป็นเพราะคำสั่งศาลของประเทศอังกฤษ จึงรับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ ความว่าบริษัทฟริทซ์ คัมปะนี (ประเทศอังกฤษ) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยได้ส่งมอบสินค้าของโจทก์ ให้แก่บริษัทนอร์ดิคแทรค จำกัด ผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า สินค้าในคดีนี้มีน้ำหนักเบ็ดเสร็จ ๙,๐๓๖.๕๐ กิโลกรัม ซึ่งตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งไว้เพียง ๒๗,๐๙๕ บาท นั้น เป็นเรื่องนอกประเด็นจากข้อต่อสู้ของจำเลยเพราะจำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องให้จำเลยชดใช้ราคาสินค้าเป็นเงินไทยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเป็นเงินต่างประเทศ เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ถูกต้อง และเห็นสมควรแก้ไข ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระราคาสินค้าเป็นเงิน ๕๙๘,๔๘๖ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๖,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 142 (5) ม. 225
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซุปเปอร์เมดโปรดักส์ จำกัด
จำกัด — บริษัทฟริทซ์ ทรานสปอร์เทชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6819/2544
#42642
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน แม้จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน1 เม็ด ให้แก่สายลับไปก่อน และยังคงมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด เหลืออยู่ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยก็ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับไปแล้วทั้งหมดในการล่อซื้อครั้งที่สอง โดยไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในแต่ละกรรม ซึ่งความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งคงลงโทษจำเลยได้รวม 2 กรรม เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3 เม็ด หนัก 0.27 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเงิน 100 บาท และหลังจากที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไปแล้ว จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีกจำนวน2 เม็ด ให้แก่ผู้มีชื่อเป็นเงิน 200 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 18 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม หรือ3 กรรม คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 3 เม็ด ครั้งแรกจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และต่อมาได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับอีกเป็นครั้งที่สอง เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน แม้จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับไปก่อน และยังคงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด เหลืออยู่ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยก็ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับไปแล้วทั้งหมดในการล่อซื้อครั้งที่สอง โดยไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในแต่ละกรรมซึ่งความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งคงลงโทษจำเลยได้รวม 2 กรรม เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยมารวม 3 กรรม นั้นเป็นการไม่ชอบฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง รวม 2 กรรม คงจำคุก 4 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาง บุญรอด คุ้มครุฑ
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6819/2544
#69303
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน แม้จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ดให้แก่สายลับไปก่อน และยังคงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด เหลืออยู่ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยก็จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนที่เหลือดังกล่าวให้แก่สายลับไปทั้งหมดในการล่อซื้อครั้งที่สองแล้ว การกระทำของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในแต่ละกรรม ซึ่งความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้รวม 2 กรรม เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง รวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 18 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม หรือ 3 กรรม คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 3 เม็ด ครั้งแรกจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และต่อมาได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับอีกเป็นครั้งที่สอง เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน แม้จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับไปก่อน และยังคงมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด เหลืออยู่ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่จำเลยก็ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับไปแล้วทั้งหมดในการล่อซื้อครั้งที่สอง โดยไม่มีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในครอบครองของจำเลยอีกต่อไป ดังนั้นการกระทำของจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในแต่ละกรรม ซึ่งความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งคงลงโทษจำเลยได้รวม 2 กรรมเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยมารวม 3 กรรมนั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง รวม 2 กรรม คงจำคุก 4 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางบุญรอด คุ้มครุฑ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายคมสัน รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6814/2544
#41309
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญาและสัญญายังไม่เลิกกันจำเลยไม่มีสิทธิยึดรถยนต์คืนให้จำเลยคืนรถยนต์แก่โจทก์ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้าง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้ความว่า จำเลยได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคือขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลย ผลคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญาและสัญญายังไม่เลิกกัน จึงขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวที่ว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนด จำเลยจึงมีสิทธิครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบเมื่อกรณีเป็นดังนี้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่งโดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533โจทก์เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81 - 9844นครราชสีมา ไปจากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,315,680 บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดเดือน โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1ไม่ตรงตามกำหนดตลอดมาตั้งแต่งวดแรก แต่จำเลยที่ 1 ยอมรับตลอดมาโดยไม่ติดใจเรียกดอกเบี้ย โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ยังคงค้างชำระอยู่ทั้งสิ้น 145,710 บาทต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 3 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1ได้ยึดรถยนต์ดังกล่าวพร้อมทั้งเอาทรัพย์สินอื่นของโจทก์ซึ่งอยู่ในรถยนต์ดังกล่าวไปด้วย ได้แก่ 1. รถเทลเลอร์กึ่งพ่วง 2. ท่อสูบน้ำหัวพญานาค 3. หน้ากากสำหรับใส่โคมไฟหน้า และ 4. ชิ้นส่วนประกอบหัวเก๋งรถยนต์บรรทุก โจทก์ได้ติดต่อขอรับรถยนต์และทรัพย์สินดังกล่าวคืนพร้อมเสนอจะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับชำระค่าเช่าซื้อและไม่คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม จนในที่สุดวันที่ 5 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 จึงคืนทรัพย์สินทั้ง 4 รายการแก่โจทก์ ส่วนรถยนต์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 382,000บาท และค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ 70,200 บาท รวมเป็นเงิน452,200 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 30,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมสมุดคู่มือประจำรถกับชุดโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญาที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ 1เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 จนกว่าโจทก์จะได้ชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแม้จำเลยที่ 1 ยอมผ่อนผันการชำระราคาให้ แต่จำเลยที่ 1มิได้ยกเว้นค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องชำระตามสัญญาข้อ 9 จำเลยที่ 1 ได้ติดตามทวงถามให้โจทก์ชำระค่างวดหลายครั้งแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ยึดรถยนต์ดังกล่าวคืนจากโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าขาดประโยชน์ในรถยนต์ดังกล่าวและในทรัพย์สิน 4 รายการที่ติดมากับรถยนต์เป็นเงิน 382,000 บาท แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนและส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 81 - 9844 นครราชสีมา แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยพร้อมกับโจทก์ชำระราคาที่เหลือเป็นเงิน 359,052บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วย หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 650,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 21,852 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 1,821 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2538)จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญาและสัญญายังไม่เลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืนให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้าง 145,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามออกจากสารบบความ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้กล่าวคือขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 ผลคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543 คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าสัญญาเป็นสัญญาเช่าซื้อโจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่เลิกกัน จึงขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวที่ว่าสัญญาเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขการชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนด ดังนั้น ตามสัญญาข้อ 9จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบ เมื่อกรณีเป็นดังนี้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเจริญ (2533
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชายนต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชนะ ภาสกานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6814/2544
#69302
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่เลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์คืน ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อม ดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคือ ขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 ผลคดีถึงที่สุดโดย ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เมื่อคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นคดีนี้ขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนดตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบ กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ต่อไป และพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 382,000 บาท และค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ 70,200 บาท รวมเป็นเงิน 452,200 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมสมุดคู่มือประจำรถกับชุดโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนและส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 81 - 9844 นครราชสีมา แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยพร้อมกับโจทก์ชำระราคาที่เหลือเป็นเงิน 359,052 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วย หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 650,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกัน ใช้ค่าเสียหายจำนวน 21,852 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 1,821 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2538) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืนจากโจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่ยกเลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืน ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้าง 145,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามออกจากสารบบความ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคืน ขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 ผลคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543 คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่เลิกกัน จึงขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวที่ว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนด ดังนั้น ตามสัญญาข้อ 9 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบ เมื่อกรณีเป็นดังนี้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146 ม. 146 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเจริญ (2533)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชายนต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิเทพ อริยสัจจากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชนะ ภาสกานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6805 -ที่ 6807/2544
#69446
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาโดยกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ และออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันนัดพร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มาและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ทั้งสามไปฝ่ายเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคสอง จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๓

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยโจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓,๗๑๗ บาท และค่าชดเชย ๓๑,๘๖๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓,๖๗๕ บาท และค่าชดเชย ๓๑,๕๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓,๔๐๒ บาท และค่าชดเชย ๑๔,๕๘๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์ทั้งสามมาศาล ส่วนจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา แล้วพิจารณาคดีของโจทก์ทั้งสามไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามตามฟ้อง

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ทำการไต่สวนและอนุญาตให้พิจารณาคดีนี้ใหม่

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิพากษาคดีเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่โดยอ้างเหตุว่าไม่ได้จงใจขาดนัดในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๓ เกินกำหนด ๗ วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ (ที่ถูกมาตรา ๔๑) มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอพิจารณา คดีใหม่ของจำเลย

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำสั่งศาลแรงงานกลางที่สั่งให้ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยโดยไม่ไต่สวนก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาโดยกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ และออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันนัดพร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแต่อ้างว่าพนักงานของจำเลยนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปเก็บลืมไว้เท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๗ แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ทั้งสามไปฝ่ายเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ วรรคสอง จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ต้องดำเนินการภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว กรณีจึงต้องยกคำร้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 37 ม. 40 วรรคสอง ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ พูนเพิ่มพันธ์ ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัทโรงงานกระดาษหน่ำเฮี้ยง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2544
#41308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ชำระเงินตามเช็คพิพาทซึ่ง ป. ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท โดยระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทและแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทมาท้ายคำฟ้อง พร้อมทั้งคำขอบังคับที่ให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นสำหรับจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว ส่วนมูลหนี้ตามเช็คพิพาทจะเป็นการชำระหนี้อะไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จึงไม่เคลือบคลุม

แม้จำเลยที่ 1 จะได้จดทะเบียนนิติบุคคลว่า ป. เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคาร น. โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น 4 คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของ ป. ด้วย ป. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคาร น. แทนจำเลยที่ 1 การที่ ป. ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ 1 และมิได้ระบุว่าการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คฉบับอื่นซึ่ง ป. สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว ป. จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900

การที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนด 1 เดือน หรือ 3 เดือน นับแต่วันออกเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลังและเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด แต่จำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสืบว่าการที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทภายในกำหนดทำให้เกิดความเสียหายแก่ ป. ในฐานะผู้สั่งจ่าย ป. จึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารนครหลวงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี เลขที่ 0105738 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล นายประสิทธิ์ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8551/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชี ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสี่แล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันสั่งจ่ายเช็คถึงวันฟ้องเป็นเงิน 337,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,837,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะร่วมกันชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ไม่ได้รับมรดกจากนายประสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นายประสิทธิ์ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ลายมือชื่อในเช็คจะเป็นลายมือชื่อของนายประสิทธิ์หรือไม่ไม่ทราบ และไม่รับรอง หากเป็นลายมือชื่อของนายประสิทธิ์ก็เป็นเพียงลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวโจทก์ไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์ไม่เคยทวงถามจำเลยที่ 4 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามูลหนี้ตามเช็คเป็นมูลหนี้อะไร เหตุที่นำมาฟ้องนายประสิทธิ์สืบเนื่องมาจากเหตุใดขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ชำระเงิน 4,500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่16 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาทคำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2ที่ 3 นายประสิทธิ์ ณรงค์เดช และผู้มีชื่ออีก 3 คน เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการ 3 คนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานีเอกสารหมาย จ.2 โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานีลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำนวนเงิน 4,500,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2ที่ 3 และนายประสิทธิ์ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย พร้อมประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน2541 โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยเหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4 นายประสิทธิ์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2541ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8551/2541ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อแรกว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า การบรรยายฟ้องในคดีแพ่งนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172วรรคสอง บัญญัติบังคับไว้เพียงว่าคำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่าเท่านั้น มิได้บังคับให้ต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดแห่งคำฟ้องโดยแจ้งชัดด้วย โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ชำระเงินตามเช็คพิพาทซึ่งนายประสิทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท โดยระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทและแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทมาท้ายคำฟ้อง พร้อมทั้งคำขอบังคับที่ให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นสำหรับจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว ส่วนมูลหนี้ตามเช็คพิพาทจะเป็นการชำระหนี้อะไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 4ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อต่อไปมีว่านายประสิทธิ์จะต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวหรือไม่เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะได้จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า นายประสิทธิ์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 นายประสิทธิ์กับกรรมการอื่นอีก 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานีเอกสารหมาย จ.2 แต่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)สาขาอุบลราชธานี โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อสั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น4 คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของนายประสิทธิ์ด้วย ตามสำเนาภาพถ่ายการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 1 นายประสิทธิ์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอุบลราชธานี แทนจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ ตามคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2539 นายประสิทธิ์ต้องการใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงยืมเงินจากโจทก์4,500,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน)สาขาอุบลราชธานี ลงวันที่ 17 เมษายน 2539 จำนวนเงิน 4,500,000บาท ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์แล้วนายประสิทธิ์นำเช็คพิพาทมาขอแลกเช็คตามเอกสารหมาย จ.5คืนไป และได้ความจากจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานว่านายประสิทธิ์มาขอเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน)สาขาอุบลราชธานี ซึ่งนายประสิทธิ์และจำเลยที่ 2 เปิดบัญชีไว้ร่วมกันโดยแจ้งว่าจะนำไปแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2แจ้งว่ามีแต่เช็คของจำเลยที่ 1 นายประสิทธิ์จึงขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทแล้วนายประสิทธิ์ลงลายมือชื่อด้วยเพื่อแสดงความรับผิดชอบ จำเลยที่ 4 มิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นการที่นายประสิทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ 1 และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ 1แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งนายประสิทธิ์สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว นายประสิทธิ์จึงต้องร่วมกันรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 เป็นพยานเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ 2 เบิกความนอกเหนือจากคำฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 97 บัญญัติว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้ เมื่อกฎหมายบัญญัติให้สิทธิไว้เช่นนี้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และการที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 มาเบิกความถึงการสั่งจ่ายเช็คพิพาทและเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 ของนายประสิทธิ์ ไม่เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อต่อไปมีว่า โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินหลังวันออกเช็คเป็นเวลาเกือบ 1 ปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990,991 และ 992 นั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 มิได้ให้การต่อสู้ถึงอำนาจและหน้าที่ของธนาคารในการใช้เงินตามเช็คตามมาตรา 991 และ 992ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หรือ 3 เดือน นับแต่วันออกเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 วรรคหนึ่งคงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในกำหนดนั้นเป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิดแต่จำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสืบว่าการที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทภายในกำหนด ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายประสิทธิ์ ดังนั้นนายประสิทธิ์จึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาทในฐานะผู้สั่งจ่าย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์เบิกความว่า ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน 4,500,000 บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 15 ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน 1,000,000 บาทไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ 4 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522มาตรา 32 ที่แก้ไขแล้วบัญญัติว่าเมื่อได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งใด ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกินหนึ่งล้านบาทไม่ได้ ทั้งนี้ไม่รวมค่าธรรมเนียมการสมัคร ตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ก็รับว่าเพิ่งมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 กันยายน 2539 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปใน วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน 4,500,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 ตามที่นายประสิทธิ์ออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์ เป็นการยืมเงินก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ 6 เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ.5ซึ่งนายประสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 17 เมษายน 2539 ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 5 เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ที่แก้ไขแล้วการออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชำระเงิน4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2541) คำนวณแล้วเป็นเงิน 924.66บาท จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเพียง 4,500,924.66 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเพียงศาลละ 112,522.50 บาท การที่จำเลยที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 4,837,500 บาทเป็นเงินศาลละ120,937.50 บาท จึงไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมาศาลละ 8,415 บาท แก่จำเลยที่ 4"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 990
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญชัย ซื่อสัตย์บุญ
จำเลย — บริษัท อุบลทิพย์สุวรรณ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2544
#69465
เปิดฉบับเต็ม

แม้บริษัทจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า ป. ผู้ตายเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ป. กับกรรมการอื่นอีก 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันประทับตราของบริษัท จำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารตามเช็ค โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น 4 คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของ ป. ด้วย ป. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คแทนจำเลยที่ 1 การที่ ป. ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ 1 และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ 1 แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คซึ่ง ป. สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว ป. จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาท เป็นการส่วนตัว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900

ป.วิ.พ. มาตรา 97 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเอง เป็นพยานก็ได้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

การที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หรือ 3 เดือน นับแต่วันออกเช็ค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 990 วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น

ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในการกำหนดตามมาตรา 990 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า โจทก์ให้ ป. ยืมเงิน 4,500,000 บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 15 ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน 1,000,000 บาท ไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ 4 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง

โจทก์ให้ ป. ยืมเงิน 4,500,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 เป็นการยืมเงินก่อนประกาศ พ.ร.ฎ. ให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ 6 เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่ง ป. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 17 เมษายน 2539 ก่อนประกาศ พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 5 เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้ ป. ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ที่แก้ไขแล้ว การออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๔,๘๓๗,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะร่วมกันชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ชำระเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ นายประสิทธิ์ ณรงค์เดช และผู้มีชื่ออีก ๓ คน เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการ ๓ คนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และนายประสิทธิ์ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย พร้อมประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยเหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" นายประสิทธิ์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๑ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๔ เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๕๕๑/๒๕๔๑ ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ว่า นายประสิทธิ์จะต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะได้จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า นายประสิทธิ์เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ นายประสิทธิ์กับกรรมการอื่นอีก ๒ คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ ๑ ได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี แต่จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น ๔ คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของนายประสิทธิ์ด้วย การที่นายประสิทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ ๑ และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ ๑ แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คซึ่งนายประสิทธิ์สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว นายประสิทธิ์จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐

ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า โจทก์อ้างจำเลยที่ ๒ เป็นพยานเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ ๒ เบิกความนอกเหนือจากคำฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๗ บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้ เมื่อกฎหมายบัญญัติให้สิทธิไว้เช่นนี้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ ๒ เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ส่วนที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา ๑ เดือน หรือ ๓ เดือน นับแต่วันออกเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๐ วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในกำหนดนั้นเป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด แต่จำเลยที่ ๔ ไม่ได้นำสืบว่าการที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทภายในกำหนด ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายประสิทธิ์ ดังนั้น นายประสิทธิ์จึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาทในฐานะผู้สั่งจ่าย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์เบิกความว่า ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕ ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๔ จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ ๔ ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง และที่โจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๙ เป็นการยืมเงินก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๖ เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งนายประสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๙ ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง ๕ เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ ที่แก้ไขแล้ว การออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ. ๕ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมาศาลละ ๘,๔๑๕ บาท แก่จำเลยที่ ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 900 ม. 990
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 97 ม. 225 วรรคสอง ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย ซื่อสัตย์บุญ
จำเลย — บริษัทอุบลทิพย์สุวรรณ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเสรี จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6791/2544
#110937
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุโจทก์เคยฝังเพชรฝังพลอยเครื่องประดับรุ่นอื่น ๆ บกพร่องมาแล้ว จำเลยมิได้ถือเป็นเหตุเลิกจ้างเพียงแต่ตักเตือนโจทก์ด้วยวาจา เมื่อโจทก์ทำงานฝังเพชรแหวนรุ่น อาร์ - 173 บกพร่อง จำเลยก็ยังยอมรับในคุณภาพฝีมือของโจทก์ การทำงานบกพร่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติของช่างฝังทุกคน และโจทก์ไม่ได้พลิกแพลงวิธีการทำงานให้ผิดไปจากปกติที่เคยปฏิบัติ การที่โจทก์เจาะรูตัวเรือนแหวนกว้างเท่ากันตลอดก็มิได้เพื่อจะให้ได้เศษทองมากขึ้น ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการทำงานบกพร่องของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต หรือเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แม้การกระทำของโจทก์จะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย แต่ความผิดที่โจทก์กระทำล้วนไม่ใช่ความผิดที่จำเลยจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แสดงว่าจำเลยมิได้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,293 บาท และค่าเสียหาย 92,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ กับค่าชดเชย 46,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 46,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,293 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์เคยฝังเพชรฝังพลอยเครื่องประดับรุ่น อาร์ - 180 อาร์ - 196 และ อี - 336 บกพร่องมาแล้ว จำเลยมิได้ถือเป็นเหตุเลิกจ้าง จำเลยเพียงแต่ตักเตือนโจทก์ด้วยวาจา เมื่อโจทก์ทำงานฝังเพชรแหวนรุ่น อาร์ - 173 บกพร่อง จำเลยก็ยังยอมรับในคุณภาพฝีมือของโจทก์ การทำงานบกพร่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติของช่างฝังทุกคน และโจทก์ไม่ได้พลิกแพลงวิธีการทำงานให้ผิดไปจากปกติที่เคยปฏิบัติ การที่โจทก์เจาะรูตัวเรือนแหวนกว้างเท่ากันตลอดก็มิได้เพื่อจะให้ได้เศษทองมากขึ้น ดังนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าการทำงานบกพร่องของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต หรือเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แม้การกระทำของโจทก์จะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัยข้อ 3.1.11 ที่ว่า ไม่ประพฤติตนหรือกระทำการใด ๆ ให้บริษัท ฯ เสื่อมเสียชื่อเสียงหรืออาจได้รับความเสียหาย และข้อ 3.4.15 ที่ว่า พนักงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนด ก็ปรากฏตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในหมวดที่ 8 ข้อ 4 ว่าด้วยบทลงโทษว่า จำเลยกำหนดบทลงโทษทางวินัยไว้ 4 ประการ ตามความหนักเบาของความผิด เริ่มจากการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นหนังสือ การพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างไม่เกิน 7 วัน และการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยซึ่งเป็นโทษสถานหนักที่สุด ตามข้อ 4.1 ถึง ข้อ 4.4 โดยจำเลยระบุความผิดที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไว้ในข้อ 5 รวม 6 ประการ ตามความในข้อ 5.1 ถึง ข้อ 5.6 ปรากฏว่าความผิดที่โจทก์กระทำล้วนไม่ใช่ความผิดที่จำเลยจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แสดงว่าจำเลยมิได้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำไร แพรขาว
จำเลย — บริษัทอาโล่ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนบดี กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6789 -ที่ 6790/2544
#99239
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ผู้ให้เช่าซื้อตกลงให้เช่าซื้อ และผู้เช่าซื้อตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินที่ผู้ให้เช่าซื้อจัดสร้างขึ้นอันประกอบด้วยห้องแฟลต ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารแฟลตหลังที่ห้องแฟลตตั้งอยู่ ที่ดินที่ตั้งอาคารแฟลต หลังที่ห้องแฟลตที่เช่าซื้อตั้งอยู่ ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ให้คำจำกัดความคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" ไว้ว่าหมายถึง ส่วนต่าง ๆ ของอาคารแฟลตภายนอกห้องแฟลต รวมทั้งส่วนควบอุปกรณ์ภายนอกห้องแฟลตของอาคารแฟลตหลังนั้นที่ผู้เช่าซื้อใช้ร่วมกัน เช่น หลังคา บันได ระเบียง ทางเดินเข้าห้องแฟลต ประปา ไฟฟ้า ภายนอกห้องแฟลต ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งคำว่า ฯลฯ เป็นต้น ย่อมมีความหมายว่านอกจากทรัพย์ที่ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วยังหมายถึงทรัพย์อย่างอื่นที่มีลักษณะในการใช้สอยทำนองเดียวกันด้วย ฉะนั้น โรงจอดรถมีหลังคา อาคารสำนักงานชุมชนและสระว่ายน้ำ หาใช่ทรัพย์ที่มีลักษณะการใช้สอยทำนองเดียวกันกับทรัพย์ข้างต้นไม่ ส่วนคำว่าที่ดินที่ตั้งอาคารแฟลต ข้อความในสัญญาเช่าซื้อได้ระบุชัดเจนว่า หมายถึง ที่ดินเฉพาะเนื้อที่ที่อาคารแฟลตทั้งหลังตั้งอยู่ซึ่งหมายความว่าเฉพาะที่ดินที่เป็นที่ตั้งอาคารแฟลตหลังที่ห้องแฟลตที่เช่าซื้อตั้งอยู่เท่านั้น ไม่รวมที่ดินส่วนอื่นๆด้วย ดังนั้น อาคารจอดรถมีหลังคา สำนักงานที่ทำ การชุมชน และสระว่ายน้ำรวมทั้งที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทรัพย์ดังกล่าว ไม่ใช่ทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ แต่เป็นทรัพย์ที่จำเลยมีหน้าที่จัดให้มีตามที่โฆษณาไว้เท่านั้น โจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยให้จดทะเบียนทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนกลางของ อาคารชุดที่เช่าซื้อไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และเรียกโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓๐ ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ ๖ ถึงที่ ๓๕

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันนำที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๒๑, ๑๑๔๓๘๑, ๑๑๔๓๘๒ และ ๑๑๔๓๘๓ ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนอาคารชุด ตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโครงการเคหะชุมชนพิบูลวัฒนาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้ จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหากไม่สามารถบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ และโจทก์ที่ ๖ ถึงที่ ๓๕ เป็นเงินคนละ ๑๖๑,๘๔๙.๓๕ บาท และแก่โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๔๓๖,๒๙๒.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันนำที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๒๑ และ ๑๑๔๓๘๑ ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนอาคารชุดตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโครงการเคหะชุมชนพิบูลวัฒนาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติให้ ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสามสิบห้าและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๒๑ และ ๑๑๔๓๘๑ ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นที่ตั้งโรงงานกำจัดน้ำเสียไปจดทะเบียนอาคารชุดตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโครงการเคหะชุมชนพิบูลวัฒนา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๑ ออกค่าใช้จ่ายใน การจดทะเบียนอาคารชุดดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

โจทก์ทั้งสามสิบห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามสิบห้าว่า โรงจอดรถมีหลังคา อาคารสำนักงานที่ทำการชุมชน และสระว่ายน้ำพร้อมที่ดินที่เป็นที่ตั้งเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารระหว่างโจทก์ทั้งสามสิบห้ากับจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างฝ่ายโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระบุว่าผู้ให้เช่าซื้อตกลงให้เช่าซื้อ และผู้เช่าซื้อตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินที่ผู้ให้เช่าซื้อจัดสร้างขึ้น ตามโครงการเคหะชุมชนพิบูลวัฒนาประกอบด้วยห้องแฟลต ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารแฟลตหลังที่ห้องแฟลตตั้งอยู่ ที่ดินที่ตั้งอาคารแฟลตหลังที่ห้องแฟลตที่เช่าซื้อตั้งอยู่ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ให้คำจำกัดความคำว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" ไว้ว่า "หมายถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคารแฟลตภายนอกห้องแฟลต รวมทั้งส่วนควบอุปกรณ์ภายนอกห้องแฟลตของ อาคารแฟลตหลังนั้น ที่ผู้เช่าซื้อใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่นหลังคาบันได ระเบียง ทางเดินเข้าห้องแฟลต ประปา ไฟฟ้า ภายนอกห้องแฟลต ฯลฯ เป็นต้น?" และให้คำจำกัดความของที่ดินที่ตั้งอาคารแฟลตว่าหมายถึงที่ดินเฉพาะเนื้อที่ที่อาคารแฟลตทั้งหลังตั้งอยู่? ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าทรัพย์ส่วนกลางหมายถึง ส่วนต่าง ๆ ของอาคารแฟลตภายนอกห้องแฟลตรวมทั้งส่วนควบอุปกรณ์ภายนอกห้องแฟลตที่ผู้เช่าซื้อใช้ร่วมกัน เช่น หลังคา บันได ระเบียง ทางเดินเข้าห้องแฟลต ประปา ไฟฟ้า ภายนอกห้องแฟลต ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งคำว่า ฯลฯ เป็นต้น ย่อมมีความหมายว่านอกจากทรัพย์ที่ระบุไว้โดยชัดแจ้งแล้วยังหมายถึงทรัพย์อย่างอื่นอันมีลักษณะในการใช้สอยทำนองเดียวกันด้วย ฉะนั้นโรงจอดรถมีหลังคา อาคารสำนักงานชุมชน และสระว่ายน้ำ หาใช่ทรัพย์ที่มีลักษณะการใช้สอยทำนองเดียวกับทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นไม่ ส่วนคำว่าที่ดินที่ตั้งอาคารแฟลต ข้อความในสัญญาเช่าซื้อระบุไว้ชัดเจนว่าหมายถึง ที่ดินเฉพาะเนื้อที่ที่อาคารแฟลตทั้งหลังตั้งอยู่ซึ่งหมายความว่าเฉพาะที่ดินที่เป็นที่ตั้งอาคารแฟลตหลังที่ ห้องแฟลตที่เช่าซื้อตั้งอยู่เท่านั้น ไม่รวมที่ดินส่วนอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น อาคารจอดรถมีหลังคา สำนักงานที่ทำการชุมชนและสระว่ายน้ำรวมทั้งที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งทรัพย์ดังกล่าว ไม่ใช่ทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ แต่เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่จัดให้มีตามที่โฆษณาไว้เท่านั้น โจทก์ทั้งสามสิบห้าจึงฟ้องบังคับจำเลยที่ ๑ ให้จดทะเบียนทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดโครงการเคหะชุมชนพิบูลวัฒนาไม่ได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญส่ง ดิถีเพ็ง กับพวก
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุเทพ เจตนาการณ์กุล
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา