คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2544
#110328
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ในคดีที่ ล. พิพาทกับ ท. ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด กับให้เงินสดอีก 100,000 บาท เพื่อปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอ๊าต โพธิโชติ กับพวก
จำเลย — นางคำมุข ศิริบรรพจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6287/2544
#41275
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ(มาตรา 112(1) และเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่องการจัดเก็บอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2)ฯ ข้อ 3บัญญัติว่า การค้า ซึ่งสถานการค้าอยู่ในเขตเทศบาล ให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาลอีกในอัตราร้อยละ 10ของอัตราตามประมวลรัษฎากรฯ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายให้สถานการค้าในเขตเทศบาลนครกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาลเมื่อลูกหนี้ทั้งสองขายที่ดินไป 1 แปลงโดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ทั้งสองมีสถานการค้าจึงต้องถือว่าบ้านที่อยู่อาศัยของลูกหนี้ทั้งสองเป็นสถานการค้าตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 77(เดิม) เมื่อสถานการค้าดังกล่าวอยู่ในเขตเทศบาลกรุงเทพมหานครลูกหนี้ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่น

ภาษีท้องถิ่นดังกล่าวเป็นภาษีที่คำนวณมาจากเงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 80,052.50 บาท ในอัตราร้อยละ 10 เมื่อเงินเพิ่มจำนวน 35,145 บาท ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,514.50 บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130(6) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ส่วนเงินเพิ่มที่เหลือจำนวน 44,907.50 บาท ถึงกำหนดชำระเกินกว่า 6 เดือนก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 4,490.75 บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะต้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130(8)(เดิม) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองไว้เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 กรมสรรพากรเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน23,204,692.20 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง รายละเอียดตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน23,196,686.95 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง โดยให้ได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130(6) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 จำนวน 512,582.94 บาท นอกจากนั้นให้ได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130(8) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483ส่วนภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 8,005.25 บาทนั้น ไม่อาจพิจารณาให้ได้เนื่องจากลูกหนี้ทั้งสองมิใช่คณะบุคคลหรือนิติบุคคลที่ต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่น จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2533 ลูกหนี้ทั้งสองขายที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ในราคา 11,157,143 บาท จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 56และมาตรา 78 แต่ลูกหนี้ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการชำระหนี้ดังกล่าว เจ้าหนี้จึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 20,160,276 บาท ภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 1,630,142 บาท และได้แจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทั้งสองทราบแล้ว โดยส่งไปที่บ้านเลขที่ 9/35 หมู่ที่ 7 แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของลูกหนี้ทั้งสอง แต่ลูกหนี้ทั้งสองมิได้ชำระภาษีแก่เจ้าหนี้และมิได้อุทธรณ์การประเมินจึงเป็นหนี้เด็ดขาด คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน8,005.25 บาท หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 112(1) และเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2497 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าการค้า ซึ่งสถานการค้าอยู่ในเขตเทศบาล ให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาลอีกในอัตราร้อยละ 10 ของอัตราภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรความมุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สถานการค้าในเขตเทศบาลนครกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาลเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ลูกหนี้ทั้งสองขายที่ดินไป1 แปลง โดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ทั้งสองมีสถานการค้า จึงต้องถือว่าบ้านเลขที่ 9/35หมู่ที่ 7 แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของลูกหนี้ทั้งสองเป็นสถานการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 (เดิม)เมื่อสถานการค้าดังกล่าวอยู่ในเขตเทศบาลนครกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานครลูกหนี้ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 8,005.25 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้นอนึ่ง ภาษีส่วนท้องถิ่นดังกล่าวเป็นภาษีที่คำนวณมาจากเงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 80,052.50 บาท ในอัตราร้อยละ 10 เมื่อเงินเพิ่มจำนวน 35,145 บาทถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,514.50 บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130(6)แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนเงินเพิ่มที่เหลือจำนวน44,907.50 บาท ถึงกำหนดชำระเกินกว่า 6 เดือนก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 4,490.75 บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะต้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130(8)(เดิม) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 8,005.25 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองด้วย โดยให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(6) จำนวน3,514.50 บาท และตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130(8)(เดิม) จำนวน 4,490.75 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77 เดิม
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ม. 112 (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 130
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางอัชรา มณฑาหรือสินธิเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6287/2544
#69285
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 112 (1) และเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2497 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การค้าซึ่งสถานการค้าอยู่ในเขตเทศบาล ให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาลอีกในอัตราร้อยละ 10 ของอัตราภาษีการค้าตาม ป.รัษฎากร ความมุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สถานการค้าในเขตเทศบาลกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาล

ลูกหนี้ขายที่ดินไป 1 แปลง โดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้มีสถานการค้า จึงต้องถือว่าบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของลูกหนี้เป็นสถานการค้าตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77 (เดิม) เมื่อสถานการค้าดังกล่าวอยู่ในเขตเทศบาลนครกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานคร ลูกหนี้จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่น

ภาษีส่วนท้องถิ่นที่คำนวณมาจากเงินเพิ่มภาษีอากรการค้าจำนวน 80,052.50 บาท ในอัตราร้อยละ 10 เมื่อเงินเพิ่มจำนวน 35,145 บาท ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,514.50 บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130 (6) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนเงินเพิ่มที่เหลือจำนวน 44,907.50 บาท ถึงกำหนดชำระเกินกว่า 6 เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 4,490.75 บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะต้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 130 (8) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองไว้เด็ดขาด กรมสรรพากร เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน ๒๓,๒๐๔,๖๙๒.๒๐ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน ๒๓,๑๙๖,๖๘๖.๙๕ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ทั้งสอง โดยให้ได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๖) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ จำนวน ๕๑๒,๕๘๒.๙๔ บาท นอกจากนั้นให้ได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๘) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ส่วนภาษีท้องถิ่นจำนวน ๘,๐๐๕.๒๕ บาทนั้น ไม่อาจพิจารณาให้ได้เนื่องจากลูกหนี้ทั้งสองมิใช่คณะบุคคลหรือนิติบุคคลที่ต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่น จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ทั้งสองขายที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ในราคา ๑๑,๑๕๗,๑๔๓ บาท จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๕๖ และมาตรา ๗๘ แต่ลูกหนี้ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีดังกล่าว เจ้าหนี้จึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เบี้ยปรับพร้อมเงินเพิ่มจำนวน ๒๐,๑๖๐,๒๗๖ บาท ภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน ๑,๖๓๐,๑๔๒ บาท และได้แจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทั้งสองทราบแล้ว โดยส่งไปที่บ้านซึ่งเป็น ที่อยู่อาศัยของลูกหนี้ทั้งสอง แต่ลูกหนี้ทั้งสองมิได้ชำระภาษีแก่เจ้าหนี้และมิได้อุทธรณ์การประเมินจึงเป็นหนี้เด็ดขาด คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มิสิทธิได้รับชำระหนี้ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน ๘,๐๐๕.๒๕ บาท หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๑๒ (๑) และเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การค้า ซึ่งสถานการค้าอยู่ในเขตเทศบาล ให้ผู้ประกอบการค้ามีหน้าที่เสียภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาลอีกในอัตราร้อยละ ๑๐ ของอัตราภาษีการค้าตาม ป.รัษฎากร ความมุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สถานการค้าในเขตเทศบาลนครกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเพิ่มเพื่อเทศบาล เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ลูกหนี้ทั้งสองขายที่ดินไป ๑ แปลง โดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ ทั้งสองมีสถานการค้า จึงต้องถือว่าบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของลูกหนี้ทั้งสองเป็นสถานการค้าตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๗ (เดิม) เมื่อสถานการค้าดังกล่าวอยู่ในเขตเทศบาลนครกรุงเทพหรือกรุงเทพมหานคร ลูกหนี้ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน ๘,๐๐๕.๒๕ บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ภาษีส่วนท้องถิ่นดั่งกล่าวเป็นภาษี ที่คำนวณมาจากเงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน ๘๐,๐๕๒.๕๐ บาท ในอัตราร้อยละ ๑๐ เมื่อเงินเพิ่มจำนวน ๓๕,๑๔๕ บาท ถึงกำหนดชำระภายใน ๖ เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน ๓,๕๑๔.๕๐ บาท จึงอยู่ในลำดับที่จะได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๖) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ส่วนเงินเพิ่มที่เหลือจำนวน ๔๔,๙๐๗.๕๐ บาท ถึงกำหนดชำระเงินเกินกว่า ๖ เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน ๔,๔๙๐.๗๕ บาท จึงอยู่ในลำดับ ที่จะต้องได้รับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๘) (เดิม) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน ๘,๐๐๕.๒๕ บาท จากกองทรัพย์สินของ ลูกหนี้ทั้งสองด้วย โดยให้ได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๖) จำนวน ๓,๕๑๔.๕๐ บาท และตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๘) (เดิม) จำนวน ๔,๔๙๐.๗๕ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 56 ม. 77 (เดิม) ม. 78
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 130 (8) (เดิม)
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ม. 112 (1)
เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง การจัดเก็บภาษีอากร และค่าธรรมเนียมบางประเภท (ฉบับที่ 2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางอัชรา มณฑาหรือสินธิเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแแพ่งธนบุรี — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6282/2544
#41274
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งอย่างลูกหนี้ร่วมตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 45 โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทผู้รับตราส่งหรือบริษัทผู้รับประกันภัยสินค้าโจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยปฏิเสธ ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ทั้งผู้มีสิทธิที่จะฟ้องเพื่อตั้งหลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงเนื่องจากหนี้จะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) จะต้องเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 โจทก์รับขนส่งแผ่นเหล็กรีดเย็นจากประเทศชิลีทางทะเลมาส่งให้แก่บริษัทมหาชัยเหล็กพัฒนา จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยเรือทอร์สกาย เมื่อเรือดังกล่าวเดินทางมาถึงเกาะสีชัง โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งต่อไปยังจังหวัดสมุทรสาคร จำเลยไม่ระมัดระวังเป็นเหตุให้แผ่นเหล็กรีดเย็นเปียกน้ำได้รับความเสียหายเป็นเงิน 746,550 บาท หรือประมาณ 19,009.63 ดอลลาร์สหรัฐบริษัทการ์เดียนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับประกันภัยสินค้ารายนี้ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมหาชัยเหล็กพัฒนา จำกัดไปแล้วและรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ แต่เนื่องจากเป็นความผิดของจำเลย โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,427.54ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน19,009.63 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่บุคคลใดจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเป็นคดีมีข้อพิพาทได้นั้น บุคคลดังกล่าวจะต้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 และบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิจะต้องมีสิทธิตามกฎหมายเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีสิทธิตามกฎหมายก็ย่อมไม่อาจถูกโต้แย้งสิทธิได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความตามฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อสินค้าเปียกน้ำเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งอย่างลูกหนี้ร่วมตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 45 ซึ่งหมายความว่าโจทก์และจำเลยต่างมีฐานะเป็นลูกหนี้ด้วยกัน โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทมหาชัยพัฒนา จำกัดผู้รับตราส่งหรือบริษัทการ์เดียนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัดผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ดังนั้นแม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยปฏิเสธก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธิมาก่อน ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อนำไปชำระแก่ผู้เสียหายไม่ใช่เป็นการฟ้องไล่เบี้ย แต่เป็นการฟ้องเพื่อตั้งหลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงเนื่องจากหนี้จะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(2) นั้น เห็นว่า ผู้ที่มีสิทธิฟ้องร้องตามมาตรานี้จะต้องเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้และไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 229
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอร์สกาย ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเจ้าสมุทรขนส่ง จำกัด หรือบริษัทจ้าวสมุทรขนส่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6282/2544
#69284
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อสินค้าเปียกน้ำเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งอย่างลูกหนี้ร่วมตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 45 ซึ่งหมายความว่าโจทก์และจำเลยต่างมีฐานะเป็นลูกหนี้ด้วยกัน โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้รับตราส่งหรือผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหนี้ แม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยปฏิเสธก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ผู้ที่จะฟ้องเพื่อตั้งหลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงเนื่องจากหนี้จะขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14(2) จะต้องเป็นเจ้าหนี้ โจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้จำเลยและไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๐,๔๒๗.๕๔ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙,๐๐๙.๖๓ ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่บุคคลใดจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเป็นคดีมีข้อพิพาทได้นั้น บุคคลดังกล่าวจะต้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และบุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิจะต้องมีสิทธิตามกฎหมายเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีสิทธิตามกฎหมายก็ย่อมไม่อาจถูกโต้แย้งสิทธิได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความตามฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อสินค้าเปียกน้ำเสียหาย ในระหว่างการขนส่งของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งอย่างลูกหนี้ร่วมตามพระราชบัญญัติ การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๕ ซึ่งหมายความว่าโจทก์และจำเลยต่างมีฐานะเป็นลูกหนี้ด้วยกัน โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทมหาชัยพัฒนา จำกัด ผู้รับตราส่งหรือบริษัทการ์เดียนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับประกันภัยสินค้าพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิจากบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยปฏิเสธก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเพราะโจทก์ไม่มีสิทธิมาก่อน ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพื่อนำไปชำระแก่ผู้เสียหายไม่ใช่เป็นการฟ้องไล่เบี้ย แต่เป็นการฟ้องเพื่อตั้งหลักฐานแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงเนื่องจากหนี้จะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) นั้น เห็นว่า ผู้ที่มีสิทธิฟ้องร้องตามมาตรานี้จะต้องเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้และไม่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2)
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอร์สกาย ชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเจ้าสมุทรขนส่ง จำกัด หรือบริษัทจ้าวสมุทรขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2544
#41273
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องคงได้ความเพียงว่าจำเลยลงชื่อตนเองไว้ในโฉนดที่ดินอันเป็นมรดกของ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของ อ. ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่าจำเลยปฏิเสธสิทธิดังกล่าวของโจทก์ การที่ผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของ อ. ตกลงกันให้ขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆเงินส่วนที่เหลือให้นำมาแบ่งกันตามสำเนาบันทึกการประชุมนั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมดำเนินการหรือดำเนินการโดยมิชอบแต่อย่างใด ที่โจทก์ขอให้ใส่ชื่อโจทก์ไว้ในโฉนดที่ดินในฐานะเจ้าของรวมเฉพาะส่วนเพียงเพื่อจะได้รับทราบเมื่อมีการขายที่ดินก็ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำเช่นนั้นได้ ทั้งยังอาจจะขัดต่อข้อตกลงตามสำเนาบันทึกการประชุมอีกด้วย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องยังไม่ได้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ ถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอุสมานจิตต์ถวิล ซึ่งถึงแก่กรรม ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่235991 ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ยอมให้โจทก์ลงชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์อันทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ในปัญหาข้อนี้เห็นว่าตามคำฟ้องคงได้ความเพียงว่าจำเลยลงชื่อตนเองไว้ในโฉนดที่ดินอันเป็นมรดกของนายอุสมานในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุสมานเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของนายอุสมาน ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่าจำเลยปฏิเสธสิทธิดังกล่าวของโจทก์ การที่ผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของนายอุสมานตกลงกันให้ขายที่ดินแปลงนี้แล้วนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ เงินส่วนที่เหลือให้นำมาแบ่งกันตามสำเนาบันทึกการประชุมท้ายคำฟ้องนั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมดำเนินการหรือดำเนินการโดยมิชอบแต่อย่างใด ที่โจทก์ขอให้ใส่ชื่อโจทก์ไว้ในโฉนดที่ดินในฐานะเจ้าของรวมเฉพาะส่วนเพียงเพื่อจะได้รับทราบเมื่อมีการขายที่ดินก็ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำเช่นนั้นได้ ทั้งยังอาจจะขัดต่อข้อตกลงตามสำเนาบันทึกการประชุมท้ายคำฟ้องอีกด้วยการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องยังไม่ได้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ ถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุมาลี หวังหวาน
จำเลย — นาง ฮารา จิตต์ถวิล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6273/2544
#69490
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องคงได้ความเพียงว่า จำเลยลงชื่อตนเองไว้ในโฉนดที่ดินแปลงพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดก และไม่ปรากฏว่า จำเลยกระทำการอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของเจ้ามรดก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยปฏิเสธสิทธิของโจทก์ การที่ผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของเจ้ามรดกตกลงกันให้ขายที่ดินแปลงพิพาทแล้วนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ เงินส่วนที่เหลือให้นำมาแบ่งกัน ก็ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมดำเนินการ หรือดำเนินการโดยมิชอบแต่อย่างใด ที่โจทก์ขอให้ใส่ชื่อโจทก์ไว้ในโฉนดที่ดินในฐานะเจ้าของรวมเฉพาะส่วน เพื่อโจทก์จะได้รับทราบเมื่อมีการขายที่ดิน ก็ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำได้ ทั้งยังอาจจะขัดต่อข้อตกลงในการแบ่งมรดกอีกด้วย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ได้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ ถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือ หน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอุสมาน จิตต์ถวิล ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายอุสมานโดยคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๐๐/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น จำเลยได้จดทะเบียนลงชื่อจำเลยไว้ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๕๙๙๑ ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอประเวศ (พระโขนง) จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาโจทก์มีความประสงค์ให้จำเลยจดทะเบียนลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว แก่โจทก์ และให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ยอมให้โจทก์ลงชื่อในโฉนด ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์อันทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ตามคำฟ้องคงได้ความเพียงว่าจำเลยลงชื่อตนเองไว้ในโฉนดที่ดินอันเป็นมรดกของนายอุสมานในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุสมานเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใด ให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทของนายอุสมาน ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่าจำเลยปฏิเสธสิทธิดังกล่าวของโจทก์ การที่ผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของนายอุสมานตกลงกันให้ขายที่ดินแปลงนี้แล้วนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ เงินส่วนที่เหลือให้นำมาแบ่งกันตามสำเนาบันทึกการประชุมท้ายคำฟ้องนั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมดำเนินการ หรือดำเนินการโดยมิชอบแต่อย่างใด ที่โจทก์ขอให้ใส่ชื่อโจทก์ไว้ในโฉนดที่ดินในฐานะเจ้าของรวมเฉพาะส่วนเพียงเพื่อจะได้รับทราบเมื่อมีการขายที่ดินก็ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำเช่นนั้นได้ ทั้งยังอาจจะขัดต่อข้อตกลงตามสำเนาบันทึกการประชุมท้ายคำฟ้องอีกด้วย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องยังไม่ได้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของโจทก์ ถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาลี หวังหวาน
จำเลย — นางฮารา จิตต์ถวิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชนี ตั้งเจริญ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6270 -ที่ 6271/2544
#42038
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อน ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะส่วนที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนและอยู่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเรียกร้องที่ดินของจำเลยให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่เคยยกข้อต่อสู้เรื่องทางจำเป็นในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยก็ตาม ก็หาทำให้ทางจำเป็นซึ่งเป็นผลโดยกฎหมายเสียไปไม่

การสร้างอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวต้องเว้นที่ว่างด้านหน้าอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวไม่น้อยกว่า 6 เมตรตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295(ว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับทางหลวง) แสดงว่าผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจาก ว. และ ช. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมสามารถใช้ที่ดินของจำเลยที่เหลือจากการแบ่งแยก ซึ่งเป็นที่ดินที่เว้นไว้ห่างหน้าอาคารพาณิชย์ 6 เมตร ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ใดและไม่ใช่เป็นการใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยถือวิสาสะด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจึงสามารถใช้ที่ดินออกสู่ทางสาธารณะ เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มาเมื่อกลางปี 2525 ส่วนจำเลยได้รับโอนที่ดินมาเมื่อปลายปี 2535 จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่จำเลยจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้ว ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 รับโอนที่ดินมาในปี 2526 และ2527 แม้คำนวณระยะเวลาถึงวันที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินยังไม่ถึง 10 ปี แต่เมื่อนับถึงปี 2538 ที่จำเลยปิดกั้นไม่ให้ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะแล้วเป็นระยะเวลาเกิน 10 ปี ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ด้วย

การที่จำเลยปิดกั้นที่ดินมิให้โจทก์ที่ 2 ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหายเพราะโจทก์ที่ 2 ค้าขายวัสดุก่อสร้าง จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เดือนละ 10,000 บาท โดยคำนึงถึงการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ 60088 พร้อมอาคารพาณิชย์ เลขที่ 14/77-79 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 60092, 65757 และ 65758 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 14/83-85 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711เดิมที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โดยเป็นกรรมสิทธิ์ของนายหวาด แสงบำรุง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ซึ่งอยู่ติดถนนสายธนบุรี-ปากท่อ หรือถนนพระราม 2 อันเป็นทางสาธารณะ เมื่อเดือนมีนาคม 2525 นายหวาดร่วมกับนายวิชิต เพชรดำรงค์สกุล ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินหลายแปลงและปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ออกขาย ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ที่เหลือมีความกว้าง6 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร ติดกับถนนสายธนบุรี-ปากท่อ หรือถนนพระราม 2 อันเป็นการแบ่งแยกตามกฎหมายเพื่อให้อาคารพาณิชย์ที่ก่อสร้างต้องอยู่ห่างจากถนนสาธารณะ 6 เมตร ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและของบุคคลอื่นที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ไม่ติดทางสาธารณะและไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 เป็นทางเข้าออกและใช้สำหรับจอดรถยนต์ของที่ดินโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นทางจำเป็นที่ต้องใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ที่ 1 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2525 โจทก์ที่ 2รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2526 จากนั้น โจทก์ทั้งสองและผู้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ใช้ที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 3711 เป็นทางเข้าออกและใช้จอดรถยนต์กับรถบรรทุกสินค้าโดยความสงบและโดยเปิดเผยเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 จึงเป็นภารจำยอมของที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเดือนกรกฎาคม 2538 จำเลยนำเสาปูนมาตั้งในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2538 จำเลยได้ขุดหลุมในที่ดินบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ทั้งสองโดยเตรียมเสาปูนและลวดหนามมาและปักเสาปูนล้อมลวดหนามเพื่อปิดกั้นบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์กับนำก้อนหินขนาดใหญ่มาเทลงบนที่ดินเพื่อป้องกันมิให้โจทก์ทั้งสองและบุคคลอื่น ๆ ใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ออกสู่ทางสาธารณะได้ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย เพราะไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยกระทำการโดยไม่สุจริต และรู้อยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นภารจำยอมหรือทางจำเป็นโจทก์ที่ 2 ไม่สามารถประกอบการค้าวัสดุก่อสร้างได้ตามปกติ ขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท ขอให้พิพากษาให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 เนื้อที่ 90 ตารางวา ของจำเลย ตกเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ 60088 ของโจทก์ที่ 1 กับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60092, 65757 และ 65758 ของโจทก์ที่ 2 และที่ดินแปลงอื่น ๆที่แบ่งแยกผ่านเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ให้จำเลยจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใด ๆอันเป็นการทำให้ทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่จะนำรถยนต์ออกสู่ทางสาธารณะได้ ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วและปรับพื้นที่ให้เรียบร้อยเพื่อให้เป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นโดยสะดวก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 20,000บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกปิดกั้นและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือรื้อถอนลวดหนามออกทั้งหมด

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินและอาคารพาณิชย์ตามฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 โดยซื้อมาจากนายชะเอม กาญจนโสภณและนางจรัญรักษ์ ฐิติพิสุทธิ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2535 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน การที่นายหวาด แสงบำรุง กับนายวิชิต เพชรดำรงค์กุลแบ่งแยกที่ดินโดยมีเงื่อนไขใด ๆ ในทางการค้าไม่อาจนำมาผูกพันกับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่สามและข้อตกลงนั้นไม่ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนไว้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ใช้ที่ดินของจำเลยโดยความสงบและโดยเปิดเผยเป็นเวลากว่า 10 ปี เพราะผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของจำเลยก่อนจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองตลอดมา โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีทางออกสู่ทางสาธารณะที่ดินของจำเลยไม่ตกเป็นภารจำยอมและทางจำเป็น จำเลยปักเสาลงในที่ดินของจำเลยเป็นการแสดงกรรมสิทธิ์และเขตพื้นที่ดินของจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่ได้ปิดทางเข้าออกโจทก์ที่ 2 ยังสามารถขนย้ายวัสดุก่อสร้างให้ลูกค้าได้ตามปกติ โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหายหากเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 500 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 เป็นทางจำเป็นและทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดที่ดินเลขที่ 60087และ 60088 กับที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 60092, 65757 และ65758 เพื่อใช้เป็นถนนผ่านเข้าออกทางสาธารณะได้ ให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3711 ดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ 60088 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60092, 65757 และ 65758 ของโจทก์ที่ 2 หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการให้ทางจำเป็นและทางภารจำยอมไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการนำรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ให้จำเลยรื้อถอนเสารั้วและปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบร้อยเพื่อให้เป็นทางจำเป็นและทางภารจำยอมโดยสะดวก กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะเลิกปิดกั้นและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือรื้อลวดหนามออกทั้งหมดคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711ของจำเลยตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ60088 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60092, 65757 และ65758 ของโจทก์ที่ 2 ให้ยกคำขอส่วนที่ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางภารจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ 60088 ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์เลขที่ 14/77-79 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60092, 65757และ 65758 ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์เลขที่ 14/83-85 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 โดยมีนายหวาด แสงบำรุง เป็นเจ้าของและอยู่ติดถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมานายหวาดร่วมกับนายวิชิต เพชรดำรงค์สกุล แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและโอนขายแก่บุคคลอื่นเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ซื้อมาจากการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสองใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ที่เหลืออยู่จากการแบ่งแยก ซึ่งอยู่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสองและอยู่ติดถนนพระราม 2 เป็นทางออกสู่ถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ดังกล่าว ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และเมื่อปี 2538 จำเลยได้ปักเสาปูนล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของจำเลยปิดกั้นมิให้โจทก์ทั้งสองเข้าออกสู่ถนนพระราม 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนโดยอยู่ติดถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาเมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะส่วนที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนพระราม 2 และอยู่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเรียกร้องที่ดินของจำเลยให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่เคยยกข้อต่อสู้เรื่องทางจำเป็นในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยเมื่อปี 2536 ก็ตาม ก็หาทำให้ทางจำเป็นซึ่งเป็นผลโดยกฎหมายเสียไปไม่ ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต่อไปต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วยหรือไม่ เห็นว่าทางจำเป็นและทางภารจำยอมอาจเป็นได้ในขณะเดียวกัน คดีนี้โจทก์ทั้งสอง นายวิชิต เพชรดำรงค์สกุล เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายหวาดและนายวิชิตร่วมกันแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 และก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินดังกล่าว ซึ่งจะต้องเว้นที่ดินหน้าอาคารพาณิชย์ให้ห่างจากทางสาธารณะ คือถนนพระราม 2 ประมาณ 6 เมตรตามกฎหมายส่วนนี้จึงเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ที่เหลือจากการแบ่งแยกกว้าง6 เมตร ยาว 30 เมตร เพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวใช้ที่ดินที่เว้นไว้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ และโจทก์ทั้งสองยังมีนายชัยสิทธิ์ไชยศรีมา ซึ่งรับราชการฝ่ายโยธา สำนักงานเขตจอมทอง มาเบิกความว่าถนนพระราม 2 อยู่ในความรับผิดของกรมทางหลวง การสร้างอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวต้องเว้นที่ว่างด้านหน้าอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวไม่น้อยกว่า 6 เมตร ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 (ว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับทางหลวง) ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 และประกาศกรมทางหลวงที่ 82/2516 เอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 มาสนับสนุนอีกโดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจากนายหวาดและนายวิชิตสามารถใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ที่เหลือจากการแบ่งแยกซึ่งเป็นที่ดินที่เว้นไว้ห่างหน้าอาคารพาณิชย์ 6 เมตรตามกฎหมาย โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ใดและไม่ใช่เป็นการใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยถือวิสาสะด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าว จึงสามารถใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใดและไม่เป็นการใช้โดยถือวิสาสะ ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ 60088 พร้อมอาคารพาณิชย์บนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2525 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และจ.3 ส่วนจำเลยได้รับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 เมื่อวันที่ 28ธันวาคม 2535 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า10 ปี ก่อนที่จำเลยจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้ว ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ด้วย ส่วนโจทก์ที่ 2ได้รับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60092 และ 65757 พร้อมอาคารพาณิชย์บนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2526 และรับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 65758 พร้อมอาคารพาณิชย์บนที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2527 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 แม้คำนวณระยะเวลาถึงวันที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวนั้นยังไม่ถึง 10 ปี และหลังจากจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเคยฟ้องโจทก์ที่ 2 ปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของจำเลยเมื่อปี 2536โดยโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ต่อสู้ว่าที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมก็ตาม แต่เมื่อไม่ใช่พิพาทกันเรื่องการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะโจทก์ที่ 2 ย่อมไม่จำต้องต่อสู้ว่าเป็นทางภารจำยอมเพราะเป็นคนละเรื่องกันและก็ไม่อาจถือว่าจำเลยแสดงอาการหวงกันมิให้โจทก์ที่ 2 ใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าเคยหวงกันไม่ให้โจทก์ที่ 2 ใช้ที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะแต่อย่างใด เมื่อรวมระยะเวลาที่โจทก์ที่ 2ใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ จนถึงปี 2538 ที่จำเลยปิดกั้นไม่ให้ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะแล้วเป็นระยะเวลาเกิน 10 ปีที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 และจำเลยว่าโจทก์ที่ 2 เสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยปิดกั้นที่ดินของจำเลยมิให้โจทก์ที่ 2 ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหายเพราะโจทก์ที่ 2 ค้าขายวัสดุก่อสร้าง จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ สำหรับจำนวนค่าเสียหายนั้น โจทก์ที่ 2 มีเพียงโจทก์ที่ 2 เท่านั้นที่เบิกความว่าโจทก์ที่ 2 เสียหายโดยรายได้จากการค้าขายลดลง คิดค่าเสียหายเดือนละ20,000 บาท แม้จำเลยจะไม่ได้นำสืบโต้แย้งส่วนนี้ แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้รับฟังได้ว่าเสียหายตามจำนวนที่ขอมาจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 2 เสียหายเป็นจำนวนดังที่เบิกความ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เดือนละ 10,000 บาท โดยคำนึงถึงการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่ 2 เสียหายเพียง 1 เดือนนั้น แม้จะได้ความจากโจทก์ที่ 2เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า นับแต่วันที่จำเลยปิดกั้นล้อมรั้วลวดหนามถึงวันที่ศาลสั่งรื้อรั้วลวดหนามเป็นเวลา 1 เดือน แต่วันที่จำเลยปิดกั้นล้อมรั้วลวดหนามเป็นวันที่ 2 สิงหาคม 2538 และปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รื้อถอนรั้วตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อวันที่ 25กันยายน 2538 ตามหนังสือของกรมบังคับคดีลงวันที่ 18 ตุลาคม 2538ในสำนวนที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลย นับระยะเวลาได้ 1 เดือนเศษ แสดงว่าโจทก์ที่ 2 เบิกความโดยกะประมาณว่าเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 9 สิงหาคม 2538 หลังจากวันที่จำเลยปิดกั้นล้อมรั้วลวดหนาม จึงต้องบังคับไปตามคำขอของโจทก์ที่ 2 เมื่อนับระยะเวลาถึงวันที่มีการรื้อถอนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เป็นเวลา 1 เดือน 16 วันจำเลย จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เพียง 15,333.33 บาทเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3711 ของจำเลยตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60087 และ 60088ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60092, 65757 และ 65758ของโจทก์ที่ 2 ด้วย ให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน15,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 1350 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิตรา กมลนรเทพ กับพวก
จำเลย — นาง สุมาลี คุณพาณิชอนันต์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6262/2544
#69509
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ลงชื่อรับทราบสิทธิตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาแล้ว แม้จะไม่ปรากฏในบันทึกดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 ต้องการใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้ว และแม้ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 จะปรากฎถ้อยคำว่า "ข้าฯ สามารถให้การหรือไม่ให้การใน ชั้นสอบสวน" โดยไม่ปรากฎคำว่า"ก็ได้" ต่อท้ายอาจเป็นการพิมพ์ตกหล่นของพนักงานสอบสวนก็เป็นได้ ทั้งถ้อยคำ ดังกล่าวก็มีความหมายเป็นนัยว่า จำเลยที่ 2 สามารถให้การหรือไม่ให้การในชั้นสอบสวนอยู่แล้วนั่นเอง ข้อเท็จจริง จึงฟังไม่ได้ว่าการสอบสวนกระทำโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 58, 83 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4823/2539 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 กระทำความผิดขณะอายุไม่เกินยี่สิบปี พิจารณาถึงความรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4823/2539 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนอ้างว่าได้แจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา แต่ไม่ปรากฏในบันทึกว่า จำเลยที่ 2 ต้องการใช้สิทธิหรือไม่ และแม้ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 จะปรากฏถ้อยคำว่า "ข้าฯ สามารถให้การหรือไม่ให้การในชั้นสอบสวน" แต่จำเลยที่ 2 มิได้เข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้จึงทำให้สงสัยว่า พนักงานสอบสวน มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงสิทธิดังกล่าวก่อนสอบสวน จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบนั้น เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 2ดังกล่าวเป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยที่ 2 ว่าน่าสงสัยว่าพนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งสิทธิให้จำเลยที่ 2 ทราบทั้งทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบแต่ประการใด เมื่อจำเลยที่ 2 ลงชื่อรับทราบสิทธิตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาแล้ว แม้จะไม่ปรากฏในบันทึกดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 ต้องการใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 แล้ว และแม้ตามบันทึกคำให้การชั้นสวนของจำเลยที่ 2 จะปรากฏถ้อยคำว่า "ข้าฯ สามารถให้การหรือไม่ให้การในชั้นสอบสวน" โดยไม่ปรากฏคำว่า "ก็ได้" ต่อท้ายก็ตาม ก็อาจเป็นการพิมพ์ตกหล่นของพนักงานสอบสวนก็เป็นได้ ทั้งถ้อยคำดังกล่าวก็มีความหมายเป็นนัยว่า จำเลยที่ 2 สามารถให้การหรือไม่ให้การในชั้นสอบสวนอยู่แล้วนั่นเอง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าการสอบสวนกระทำโดยไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 7 ทวิ ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอุดม ธรรมวัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประคอง เตกฉัตร
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252/2544
#41272
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องคดีทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่งรวมกันมา แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญาโจทก์จึงได้ถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ วันฟ้องของคดีส่วนแพ่งที่ถอนฟ้องแล้วยื่นเข้ามาใหม่ยังคงเป็นวันฟ้องเดิมในคดีอาญาสินไหมนั่นเอง ไม่ถือว่าเป็นการยื่นฟ้องใหม่ แต่ถือว่าเป็นการแยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญาตามคำสั่งศาลชั้นต้นการยื่นฟ้องมีเพียงคราวเดียวเท่านั้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และเมื่อมีการแยกคดีส่วนแพ่งออกไปแล้ว คดีอาญาสินไหมก็คงเหลือเพียงคดีส่วนอาญาซึ่งมีปัญหาเพียงว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคดีส่วนแพ่งซึ่งถูกแยกออกไปนั้น มีปัญหาว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ประเด็นแห่งคดีแตกต่างกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่ซ้ำกับส่วนอาญาตามมาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ120 ตารางวา อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมืองชัยนาทจังหวัดชัยนาทซึ่งเดิมเป็นของนายนิด เกิดศิลป์ บิดาโจทก์ นายนิดปลูกบ้านเลขที่ 71 อยู่ในที่ดินดังกล่าว นายนิดทำประโยชน์ในที่ดินเต็มเนื้อที่โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมานายนิดยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ ครั้นปี 2533 นายนิดถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายนิดโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยถือสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของต่อเนื่องมาจากนายนิด เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 กับนายสมชาย เมนกุล ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จ้างมาได้ตัดรั้วลวดหนามทางด้านทิศตะวันตกและเข้าไปในที่ดินของโจทก์แล้วถางต้นปอกระเจาของโจทก์เป็นแนวกว้างประมาณ 9 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตรปักหลักไม้เป็นเขตแล้วขึงลวดหนามกับปลูกต้นกล้วยเป็นแถวตามแนวหลักที่ปักไว้ ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 กับนายสมชายเข้าไปในที่ดินของโจทก์แล้วถางต้นปอกระเจาทางด้านทิศใต้และปักหลักขึงลวดหนามและปลูกต้นกล้วยเพิ่มทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ค่าต้นปอกระเจาเป็นเงิน 500 บาท ที่ดินที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปเนื้อที่ประมาณ 35 ตารางวา หากให้คนอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ชำระค่าต้นปอกระเจา 500 บาท และค่าเสียหายปีละ1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2537 จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า คดีก่อนซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น โจทก์ไม่สามารถสืบพยานให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของที่ดินของโจทก์ได้ ศาลพิพากษายกฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/2538 โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างเป็นคู่ความเดียวกันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/2538 ข้อหาและมูลคดีเดียวกันคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นอุทธรณ์ โจทก์นำคดีที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณามาฟ้องอีก เป็นฟ้องซ้อนฟ้องซ้ำขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายต้นปอกระเจา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2537 และวันที่ 14 มิถุนายน 2537จำเลยทั้งสองกับพวกเข้าไปในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 35 ตารางวาซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ได้ล้อมรั้วและปลูกต้นกล้วยไว้ จำเลยทั้งสองกับพวกได้รื้อถอนรั้วด้านทิศตะวันตกและด้านทิศใต้ออก แล้วทำรั้วขึ้นใหม่ โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาสินไหมภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครองในข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และเรียกค่าเสียหาย ครั้นวันที่ 25 ตุลาคม 2538 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้ปรึกษากับโจทก์แล้วเห็นควรฟ้องคดีส่วนแพ่งเป็นคดีต่างหาก โจทก์จึงขอถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งเพื่อนำไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้อง สำหรับคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/2538 โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่งเมื่อวันที่ 29พฤศจิกายน 2538 มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ 1316/2538 หรือไม่ แม้ปัญหานี้จำเลยทั้งสองจะให้การสู้คดีไว้แต่ในวันนัดชี้สองสถานจำเลยได้ขอสละข้อต่อสู้ดังกล่าวตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 2 เมษายน 2539 ปัญหานี้จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเช่นเดียวกับปัญหาที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นฎีกาว่า การฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ 1316/2538 ซึ่งปัญหานี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ปัญหาทั้งสองนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ในปัญหาทั้งสองนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ในการยื่นฟ้องคดีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ 1316/2538 โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่งรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญา โจทก์จึงได้ถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ วันฟ้องของคดีส่วนแพ่งที่ถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ตามที่ศาลชั้นต้นให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญานั้นยังคงเป็นวันฟ้องเดิมในคดีอาญาสินไหมนั่นเอง การยื่นฟ้องคดีส่วนแพ่งดังกล่าวจึงมิได้ถือว่าเป็นการยื่นฟ้องใหม่ แต่ถือว่าเป็นเพียงการแยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั่นเอง การยื่นฟ้องมีเพียงคราวเดียวเท่านั้น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และเมื่อมีการแยกคดีส่วนแพ่งออกไปแล้ว คดีอาญาสินไหมก็คงเหลือเพียงคดีส่วนอาญาซึ่งมีปัญหาเพียงว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคดีส่วนแพ่งซึ่งถูกแยกออกไปนั้น มีปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ประเด็นแห่งคดีแตกต่างกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่ซ้ำกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนอาญาตามมาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท มนัส เกิดศิลป์
จำเลย — นาง พยุง สว่างอรุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252/2544
#69283
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปัญหาว่าการฟ้องคดีของโจทก์เป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่ จำเลยได้ขอสละข้อต่อสู้ดังกล่าวไปแล้วก็ตาม แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

คดีก่อน โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่งรวมกันมา ต่อมาศาลชั้นต้นให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญา โจทก์จึงถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ วันฟ้องคดีส่วนแพ่งที่ถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ตามที่ศาลชั้นต้นให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญานั้นยังคงเป็นวันฟ้องเดิมในคดีอาญาสินไหมนั่นเอง การยื่นฟ้องคดีส่วนแพ่งดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการยื่นฟ้องใหม่ แต่ถือว่าเป็นเพียงการแยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญาตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อการยื่นฟ้องมีเพียงคราวเดียวเท่านั้นจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และเมื่อมีการแยกคดีส่วนแพ่งออกไปแล้ว คดีอาญาสินไหมก็คงเหลือเพียงคดีส่วนอาญาซึ่งมีปัญหาเพียงว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคดีส่วนแพ่งซึ่งถูกแยกออกไปนั้น มีปัญหาว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดประเด็นแห่งคดีแตกต่างกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่ซ้ำกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนอาญาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากทิ่ดินของโจทก์และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ชำระค่าต้นปอกระเจา ๕๐๐ บาท และค่าเสียหายปีละ ๑,๐๐๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๗ จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้ ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายต้นปอกระเจา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ว่า เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๗ และวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองกับพวกเข้าไปในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ ๓๕ ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ได้ล้อมรั้วและปลูกต้นกล้วยไว้ จำเลยทั้งสองกับพวกได้รื้อถอนรั้วด้านทิศตะวันตกและด้านทิศใต้ออก แล้วทำรั้วขึ้นใหม่ โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาสินไหม ภายในกำหนด ๑ ปี นัยแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครองในข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และเรียกค่าเสียหาย ครั้นวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้ปรึกษากับโจทก์แล้วเห็นควรฟ้องคดีส่วนแพ่งเป็นคดีต่างหาก โจทก์จึงขอถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งเพื่อนำไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้อง สำหรับคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๑๖/๒๕๓๘ โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่งเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ ๑๓๑๖/๒๕๓๘ หรือไม่ แม้ปัญหานี้จำเลยทั้งสองจะให้การสู้คดีไว้ แต่ในวันนัดชี้สองสถานจำเลยได้ขอสละข้อต่อสู้ดังกล่าวตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๙ ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเช่นเดียวกับปัญหาที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นฎีกา การฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับดคีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ ๑๓๑๖/๒๕๓๘ ซึ่งปัญหานี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ปัญหาทั้งสองนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงมิสิทธิขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า ในการยื่นฟ้องคดีอาญาสินไหมหมายเลขแดงที่ ๑๓๑๖/๒๕๓๘ โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่งรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญา โจทก์จึงได้ถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งแล้วยื่นฟ้องเข้ามาใหม่ วันฟ้องของคดีส่วนแพ่งที่ถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้อง เข้ามาใหม่ตามที่ศาลชั้นต้นให้แยกคดีส่วนแพ่งออกจากคดีส่วนอาญานั้นยังคงเป็นวันฟ้องเดิมในคดีอาญาสินไหม นั่นเอง การยื่นฟ้องคดีส่วนแพ่งดังกล่าวจึงมิได้ถือว่าเป็นการยื่นฟ้องใหม่แต่ถือว่าเป็นเพียงการแยกคดีส่วนแพ่ง ออกจากคดีส่วนอาญาตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั่นเอง การยื่นฟ้องมีเพียงคราวเดียวเท่านั้นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ และเมื่อมีการแยกคดีส่วนแพ่งออกไปแล้ว คดีอาญาสินไหมก็คงเหลือเพียงคดีส่วนอาญาซึ่งมีปัญหาเพียงว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคดีส่วนแพ่งซึ่งถูกแยก ออกไปนั้น มีปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ประเด็นแห่งคดีแตกต่างกัน การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่ซ้ำกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนอาญา ตามมาตรา ๑๔๔ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากาาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้ให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 41
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทมนัส เกิดศิลป์
จำเลย — นางพยุง สว่างอรุณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6243/2544
#41271
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องต่อศาลแขวง ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157ซึ่งเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกันกับการกระทำผิดที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และศาลแขวงได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องแล้วถือได้ว่ามีคำพิพากษาวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในกรรมที่ได้ก่อให้เกิดความผิดนั้นแล้ว มิใช่หมายถึงฐานความผิดสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยขับรถยนต์รับจ้างส่งผู้โดยสาร (รถแท็กซี่) หมายเลขทะเบียน 1 ม - 1517 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนวิภาวดีรังสิตขาออกมุ่งหน้าไปทางท่าอากาศยานกรุงเทพมีโจทก์เป็นผู้โดยสารนั่งอยู่เบาะด้านหลัง เมื่อถึงบริเวณตรงข้ามท่าอากาศยานกรุงเทพ จำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงและเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวามือ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยเห็นว่ามีรถแล่นมาในระยะกระชั้นชิดจึงบังคับรถให้มาอยู่ในช่องทางเดิมซึ่งมีเสาตอม่อขนาดใหญ่ขวางอยู่ เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับชนกับเสาตอม่อศีรษะและลำตัวของโจทก์กระแทกกับห้องโดยสารภายในรถได้รับบาดเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วแต่พนักงานสอบสวนสรุปเรื่องส่งพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยขับรถยนต์รับจ้างส่วนบุคคลด้วยความประมาทชนเสาตอม่อซึ่งกำลังก่อสร้างกลางถนนบริเวณตรงข้ามท่าอากาศยานกรุงเทพเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งโดยสารมากับรถของจำเลยได้รับอันตรายสาหัส โจทก์แจ้งความร้องทุกข์แล้วต่อมาพนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครเหนือ สำนักงานอัยการสูงสุดฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุด ตามเอกสารหมาย จ.18 โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) หรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยถูกพนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครเหนือฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157ซึ่งการกระทำของจำเลยตามที่ถูกฟ้องดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกันกับการกระทำผิดที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์แล้ว ถือได้ว่ามีการพิพากษาคำฟ้องของโจทก์(พนักงานอัยการ) และมีคำพิพากษาวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องในกรรมที่ได้ก่อให้เกิดความผิดนั้น มิใช่หมายถึงฐานความผิดดังความเข้าใจของโจทก์ เมื่อจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงระงับไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริชัย ประสิทธิชัยพานิช
จำเลย — นายพายัพ สว่างภัก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6242/2544
#41270
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษจำคุกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 15 ปีเมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วคงให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน กับให้บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 33 ริบของกลางทั้งหมดเว้นแต่ธนบัตรฉบับละ 100 บาท 2 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท2 ฉบับ ที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ กับให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4666/2540 และที่ 251/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 คดีนี้ บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3993/2540ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 คดีนี้ด้วย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ ส่วนจำเลยที่ 2ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งและลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่4666/2540 ของศาลนี้เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 คดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 คงให้จำคุก 7 ปี6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3993/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้รวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมดเว้นแต่ธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อให้คืนเจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 5 ปีและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปีรวมจำคุกคนละ 10 ปีเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 อีกกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 15 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2หนึ่งในสี่แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 คงให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน กับให้บวกโทษของจำเลยทั้งสองที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วยศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ซึ่งในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น จะต้องแยกพิจารณาโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดในแต่ละกระทงโดยไม่นำโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีนี้มาประกอบการพิจารณาด้วยเมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาโดยให้ลดโทษจำคุกลงอีกนั้น จำเลยทั้งสองมิได้โต้เถียงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองขัดต่อกฎหมายอย่างไรบ้างแม้ว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1จะลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละกระทงในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วก็ตาม ก็ถือได้ว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในการลงโทษจำเลยทั้งสองอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายประครองหรือัชนัย อนุสนธิ์หรือฐานสมบัติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6241/2544
#42037
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 4บัญญัตินิยามคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย การขายหรือมีไว้เพื่อขายในวาระเดียวกันตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน แม้ความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อขายอันเป็นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 วรรคหนึ่งส่วนการขายเป็นความผิดตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง,89 ก็ตาม ก็หาทำให้ความผิดดังกล่าวกลับเป็นความผิดต่างกรรมกันไม่ ดังนั้น ผู้ที่มีวัตถุออกฤทธิ์เอ็มดีอีไว้เพื่อขายแล้วขายไปบางส่วนจึงคงมีความผิดฐานขายเพียงสถานเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเอ็มดีอี อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 จำนวน 21 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 1.716 กรัมอันเป็นจำนวนเกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยขายเอ็มดีอีดังกล่าว 1 เม็ดไม่ปรากฏน้ำหนักให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมเอ็มดีอี 21 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 500 บาท1 ฉบับ ฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ เป็นของกลาง เอ็มดีอีของกลางหมดไปในการตรวจวิเคราะห์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13, 62, 89, 106 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองเพื่อเสพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง,89, 106 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเอ็มดีอีไว้ในครอบครองเพื่อขาย ลงโทษจำคุก 5 ปีฐานขายเอ็มดีอี ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ชนิดเอ็มดีอีตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง, 89 เพียงกระทงเดียวลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า สายลับไปล่อซื้อวัตถุออกฤทธิ์เอ็มดีอี 1 เม็ด ราคา 600 บาทจากจำเลยที่ห้องพัก จำเลยนำวัตถุออกฤทธิ์เอ็มดีอี 1 เม็ด มาขายให้แก่สายลับที่หน้าประตูห้อง เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าจับกุมจำเลยได้พร้อมวัตถุออกฤทธิ์เอ็มดีอีอีก 20 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย เห็นว่าตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย การขายหรือมีไว้เพื่อขายในวาระเดียวกันตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน ผู้ที่มีวัตถุออกฤทธิ์เอ็มดีอีไว้เพื่อขายแล้วขายไปบางส่วนยังคงมีความผิดฐานขายเพียงสถานเดียว แม้ความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อขายอันเป็นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ส่วนการขายเป็นความผิดตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง, 89 ก็ตาม ก็หาทำให้ความผิดดังกล่าวกลับเป็นความผิดต่างกรรมกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อได้ความว่า เอ็มดีอีของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.716 กรัมการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1ไว้ในครอบครองเกินปริมาณ ตามมาตรา 106 ทวิ อีกมาตราหนึ่งต่างหากจากฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อขายและฐานขาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้ปรับบทว่าจำเลยมีความผิดตามมาตราดังกล่าวด้วยจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์เอ็มดีอีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 13 ม. 62 ม. 89 ม. 106
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสาวพิชญา นาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6230/2544
#42036
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1ได้กรอกรายการและลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ 2 และสลักหลังในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาท แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของบัญชีก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายการที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้โจทก์ตามสัญญากู้เงินแล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว ถือว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) จำคุก 1 ปีส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทซึ่งมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โดยทียังมิได้กรอกข้อความมากรอกรายการในเช็ค แล้วจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมทั้งลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คมอบให้โจทก์ ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืม จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 และนายฮานาฟีร่วมกันกู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 3,100,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 มอบให้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก่อนแล้ว จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กรอกรายการและลงลายมือชื่อในช่องผู้สั่งจ่ายและสลักหลังในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินเพราะต้องการเงินไปชำระค่าตั๋วเครื่องบินทั้งยอมรับว่าลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 อันไปเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ยิ่งกว่านั้นตามใบรับเช็คมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 และข้อความในสัญญากู้เงินข้อ 7 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเพื่อค้ำประกันหนี้เงินกู้นั้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้นทั้งเมื่อศาลได้พิจารณาสัญญากู้เงินแล้ว ไม่มีข้อความเกี่ยวกับเช็คพิพาทตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างแต่อย่างใด คงมีแต่เพียงว่าการกู้เงินครั้งนี้ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เพื่อเป็นหลักประกันเท่านั้น อีกทั้งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทราบว่าเช็คพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ยังให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความต่าง ๆ ในเช็คพิพาท ทั้งให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบและผิดกฎหมาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาท แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของบัญชีก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว ถือว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อาลี อมรเศรษฐ
จำเลย — นาย มูฮาหมัด มุดฟาดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6223/2544
#44635
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ยเงินกู้เกินอัตราตามกฎหมายให้แก่โจทก์ไปแล้วเท่ากับเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จำเลยจึงหามีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยจำนวนที่ชำระไปแล้วคืนไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำไปหักกลบลบหนี้กับต้นเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระหรือถือเอาว่าเป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้บางส่วนตามสัญญาแล้วได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยชำระไปแล้วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตามสัญญาแก่จำเลยแต่โจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5ต่อปีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งเริ่มนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือทวงถาม ดังนั้น ดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด หาใช่ดอกเบี้ยตามสัญญาซึ่งโจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยไม่ เมื่อหนังสือทวงถามครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 29 ตุลาคม 2541ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 268,305 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 214,946.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาทนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงในชั้นฎีกาฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2ถึง จ.4 รวม 200,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนหรือร้อยละ 36 ต่อปี เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยมีสิทธินำเงินดอกเบี้ยที่ชำระแก่โจทก์ซึ่งตกเป็นโมฆะมาหักกลบลบหนี้กับต้นเงินกู้หรือถือเอาว่าเป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้บางส่วนตามสัญญาแล้วได้หรือไม่เห็นว่าการที่จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ยเงินกู้เกินอัตราตามกฎหมายให้แก่โจทก์ไปแล้วเท่ากับเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระจำเลยจึงหามีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยจำนวนที่ชำระไปแล้วคืนไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำไปหักกลบลบหนี้กับต้นเงินกู้ที่จำเลยยังไม่ได้ชำระหรือถือเอาว่าเป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้บางส่วนตามสัญญาแล้วได้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยชำระไปแล้วตามสัญญาคำนวณแล้วได้เท่ากับอัตราร้อยละ 36 ต่อปี เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตามสัญญาแก่จำเลย แต่โจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยเริ่มนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือทวงถาม ดังนั้น ดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดหาใช่ดอกเบี้ยตามสัญญาซึ่งโจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยไม่ เมื่อหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.5 ระบุให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 22 ตุลาคม 2541 จึงครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 407
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีระชัย วีสมหมาย
จำเลย — นาย เดชา เกษมวนานิมิต
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6223/2544
#69460
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยเงินกู้เกินอัตราตามกฎหมายให้แก่โจทก์ไป เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระจำเลยจึงไม่มีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยจำนวนที่ชำระไปแล้วคืน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 407จำเลยย่อมไม่มีสิทธินำไปหักกลบลบหนี้กับต้นเงินกู้ที่จำเลยยังไม่ได้ชำระหรือถือเอาว่าเป็นการชำระหนี้ต้นเงินกู้บางส่วนตามสัญญาแล้วได้

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยชำระไปแล้วตามสัญญาคำนวณแล้วได้เท่ากับอัตราร้อยละ 36 ต่อปี เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาดอกเบี้ยตามสัญญาแก่จำเลยแต่โจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยเริ่มนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามดังนั้น ดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด หาใช่ดอกเบี้ยตามสัญญาซึ่งโจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยไม่เมื่อหนังสือทวงถามระบุให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 22 ตุลาคม 2541จึงครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 341 ม. 344 ม. 345 ม. 407
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระชัย วีสมหมาย
จำเลย — นายเดชา เกษมวนานิมิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวศนิวันท์ เกื้อสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6214 -ที่ 6216/2544
#41269
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญานั้น แม้จำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตาม แต่การขอแก้ไขคำให้การจำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลยอีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่จำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องของโจทก์ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การเช่นนี้จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ศาลไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การแล้วจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง

โจทก์แยกฟ้องคดีเป็นสามสำนวนและมิได้ขอให้นับโทษติดต่อกันแม้จะรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ศาลพิพากษาให้นับโทษแต่ละสำนวนต่อกันจึงเป็นการเกินคำขอไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย จำนวน 3 ฉบับ คือฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 300,000 บาทและฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวนเงิน 300,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแล้วมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามบันทึกข้อตกลงชำระหนี้อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์ได้นำเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 วันที่ 6 ตุลาคม2540 และวันที่ 5 มกราคม 2541 ตามลำดับ โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า "บัญชีปิดแล้ว" การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสามสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน แล้วต่อมาขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพทั้งสามสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่รับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตโดยเห็นว่าจำเลยประวิงคดี แล้วมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ เห็นว่า นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 ที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยได้ขอเลื่อนคดีมาโดยตลอด โดยในวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 จำเลยขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลแพ่ง วันที่ 7ตุลาคม 2541 ขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยป่วย วันที่ 18 กุมภาพันธ์2542 ขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยป่วย วันที่ 9 เมษายน 2542 จำเลยขอถอนคำให้การปฏิเสธเดิม ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษา วันที่ 30 กรกฎาคม2542 ขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาเพื่อหาเงินมาชำระให้โจทก์ วันที่ 31สิงหาคม 2542 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องของโจทก์ การขอเลื่อนคดีดังกล่าวจึงเป็นการประวิงคดี ในคดีอาญาแม้จำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ทุกประการไว้แล้ว ซึ่งแสดงว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง และการขอแก้คำให้การของจำเลย สามารถยื่นคำร้องขอแก้คำให้การไว้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ได้ การที่จำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร คำสั่งของศาลล่างทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย และกรณีเป็นเรื่องที่จำเลยยื่นคำให้การไว้แล้วการที่จำเลยยื่นคำให้การเข้ามาใหม่โดยมีผลทำให้คำให้การเดิมที่ยื่นไว้เปลี่ยนแปลงไปย่อมเป็นการแก้ไขคำให้การเดิม ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง และที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยได้ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธแล้วศาลจะต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ถึงความผิดของจำเลยว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเดิมจึงเป็นเรื่องที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องและคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี มิได้มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลจึงพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคแรกศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยแยกฟ้องเป็นสามสำนวน ซึ่งคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยติดต่อกันจึงนับโทษต่อกันไม่ได้ แม้ศาลจะรวมพิจารณาและพิพากษาทั้งสามสำนวนเข้าด้วยกันก็ตาม เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำเลยแต่ละสำนวนต่อกันจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 1 เดือนโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 163 วรรคสอง ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประทุม เขียวไพศาล
จำเลย — นาย ธวัช ทองประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2544
#43340
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับมอบอำนาจจาก จ. เจ้าของที่ดินให้เสนอขายที่ดินแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และได้มีการยื่นซองประกวดราคาแล้ว ต่อมาจำเลยได้ขอให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการขายที่ดินดังกล่าวโดยจำเลยตกลงจ่ายเงินให้โจทก์จำนวนหนึ่ง และได้มีการทำบันทึกข้อตกลงไว้ ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ซื้อที่ดินดังกล่าว ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวหาใช่ข้อตกลงในทางธุรกิจตามปกติธรรมดาไม่ แต่เป็นการมอบให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยอันเป็นองค์กรแห่งรัฐ ประเภทรัฐวิสาหกิจซึ่งในการจัดซื้อที่ดินนั้นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติไปตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฯ และข้อบังคับที่ออกสืบเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยโจทก์รู้จักเป็นส่วนตัวกับ ศ. ประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการการบริหารและยุติธรรมของวุฒิสภาด้วยกันกับโจทก์ และยังได้ตั้งโจทก์เป็นเลขานุการของ ศ. ในฐานะประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ดังนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ ศ. จึงผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าการรู้จักกันโดยปกติธรรมดาทั่วไปการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรอยู่ในฐานะผู้บริหารรัฐวิสาหกิจด้วยกัน ได้ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงมีความหมายยิ่งกว่าการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเชิงธุรกิจและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างเอกชนกับรัฐกล่าวคือ ทำให้โจทก์ใช้ความสนิทสนมและสถานะทางการงานที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยคำนึงถึงค่าจ้างที่ได้รับจากจำเลยเป็นส่วนตัว การช่วยเหลือดังกล่าวอาจทำให้เอกชนรายอื่นที่ต้องเสนอราคาแข่งขันกับจำเลยตกเป็นผู้เสียเปรียบจำเลยเนื่องจากมิได้จ้างโจทก์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยคอยประสานงานและช่วยเหลือให้เกิดความเป็นธรรมดังเช่นการเสนอราคาของจำเลย ทั้งยังกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อที่ดินในราคาที่ขาดการแข่งขันตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพที่ดินนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์กรของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารราชการในองค์กรของรัฐ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอรัญ ศรีสลวย เป็นผู้ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้ทำหนังสือมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ติดต่อประสานงานในการเสนอขายที่ดินที่จำเลยเป็นผู้รวบรวมจากผู้อื่นรวม 4 โฉนดให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์คลังพัสดุ โดยจำเลยตกลงที่จะจ่ายเงินจำนวน5,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ในวันที่ทำการโอนที่ดินทั้ง 4 แปลงดังกล่าวต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้ทำบันทึกมอบให้แก่โจทก์อีก1 ฉบับ เสนอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์จากเดิม 5,000,000 บาทเป็น 8,000,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้ติดต่อประสานงานจนสามารถขายที่ดินทั้ง 4 แปลง ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายกันเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 แต่จำเลยมิได้จัดการชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท ตามที่ตกลงกันไว้ให้แก่โจทก์โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยจึงได้ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท แต่ยังคงค้างชำระอีกจำนวน 3,000,000 บาท โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการผิดนัดสัญญาขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ รวมเป็นเงินจำนวน 3,131,250 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 3,000,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยได้รับมอบอำนาจจากนางจิรดา เลิศสิน เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 36115ถึง 36118 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ให้เสนอขายที่ดินทั้ง 4 แปลงดังกล่าวแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์คลังพัสดุและได้มีการยื่นซองประกวดราคาแล้วต่อมาจำเลยได้ขอให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการขายที่ดินดังกล่าวโดยจำเลยตกลงจ่ายเงินให้โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท ในวันที่ทำการโอนขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.2หลังจากนั้นจำเลยได้บันทึกข้อความที่ด้านหลังนามบัตรของตนว่าจะให้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เพิ่มจากเดิม 5,000,000 บาท เป็นเงินจำนวน8,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ในที่สุดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลงดังกล่าวที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้เสนอขาย จำเลยจึงจ่ายเงินจำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยไม่ยอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์อีก 3,000,000 บาท ตามที่บันทึกไว้ด้านหลังนามบัตรเอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หรือไม่ เห็นว่าข้อตกลงที่จำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้นตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 นั้นหากกรณีเป็นการมอบให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานติดต่อหรืออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจระหว่างเอกชนด้วยกัน ย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยพิเคราะห์ถึงหลักความสุจริตและหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา รวมตลอดถึงหลักทั่วไปของการตีความสัญญาดังข้ออ้างของโจทก์ แต่กรณีนี้หาใช่การทำข้อตกลงในทางธุรกิจตามปกติธรรมดาไม่ เพราะเป็นการมอบให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยอันเป็นองค์กรแห่งรัฐ ประเภทรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อใช้ที่ดินดังกล่าวก่อสร้างอาคารศูนย์คลังพัสดุ ซึ่งในการจัดซื้อที่ดินนั้นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติไปตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497และข้อบังคับที่ออกสืบเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยประกาศแสดงความประสงค์จะซื้อที่ดินด้วยวิธีประกวดราคา ผู้ใดต้องการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จะต้องเสนอราคาเข้าแข่งขันกันต่อคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา จากนั้นจะมีคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาและคณะกรรมการตรวจรับเป็นผู้ดำเนินการตามลำดับดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.7และ ล.8 นอกจากนี้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาทางองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้สงวนสิทธิ์ที่จะไม่ซื้อที่ดินจากผู้เสนอราคาต่ำสุดแต่จะนำองค์ประกอบอื่นมาประกอบการพิจารณาด้วยตามประกาศองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ข้อ 4 ในเอกสารหมาย ล.7 ด้วยเหตุนี้การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรอยู่ในฐานะผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่มีโอกาสเหนือกว่าเอกชนรายอื่นในการเสนอขายที่ดินให้แก่รัฐวิสาหกิจด้วยกัน ได้ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงมีความหมายยิ่งกว่าการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเชิงธุรกิจดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนั้นว่า โจทก์รู้จักเป็นส่วนตัวกับพลเอกศิรินทร์ประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เพราะพลเอกศิรินทร์เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการการบริหารและยุติธรรมของวุฒิสภาด้วยกันกับโจทก์ ยิ่งกว่านั้นพลเอกศิรินทร์ยังเบิกความเป็นพยานโจทก์ยอมรับว่าพยานได้เลือกโจทก์เป็นที่ปรึกษาของพยานเพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย อันเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นเลขานุการของประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สายสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าการรู้จักกันโดยปกติธรรมดาทั่วไป ด้วยเหตุนี้การที่จำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างเอกชนกับรัฐกล่าวคือ ทำให้โจทก์ใช้ความสนิทสนมและสถานะทางการงานที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยคำนึงถึงค่าจ้างที่ได้รับจากจำเลยเป็นส่วนตัวซึ่งปรากฏจากคำเบิกความของพลเอกศิรินทร์พยานโจทก์ที่ว่าโจทก์นัดให้จำเลยได้พบกับพลเอกศิรินทร์ที่ห้องอาหารของโรงแรมดุสิตธานีนอกจากนี้เมื่อพลเอกศิรินทร์ทราบว่าจำเลยไม่จ่ายเงินให้โจทก์อีก3,000,000 บาท ก็ได้เรียกโจทก์และจำเลยไปพบผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเพื่อให้ไกล่เกลี่ยและตกลงในเรื่องนี้ แม้โจทก์มีจิตใจบริสุทธิ์และต้องการช่วยเหลือจำเลยให้ได้รับความเป็นธรรมดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งก็ตาม แต่พฤติการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เอกชนรายอื่นที่ต้องเสนอราคาแข่งขันกับจำเลย ตกเป็นผู้เสียเปรียบจำเลยเนื่องจากมิได้จ้างโจทก์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยคอยประสานงานและช่วยเหลือให้เกิดความเป็นธรรมดังเช่นการเสนอราคาของจำเลยทั้งยังกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อที่ดินในราคาที่ขาดการแข่งขันตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพที่ดินนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์กรของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารราชการในองค์กรของรัฐ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พูนศักดิ์ วรรณพงษ์
จำเลย — นาย วัชร บุญชูเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2544
#69565
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของที่ดินให้เสนอขายที่ดินแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์คลังพัสดุและได้มีการยื่นซองประกวดราคาแล้ว ต่อมาจำเลยได้ขอให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการขายที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินให้โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท ในวันที่ทำการโอนขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หลังจากนั้นจำเลยได้ทำข้อตกลงว่าจำเลยจะให้ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เพิ่มเป็นเงินจำนวน 8,000,000 บาท ในที่สุดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้เสนอขาย แต่ในการจัดซื้อที่ดิน องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติไปตามแนวทางที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. จัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ. ศ. 2497 และข้อบังคับที่ออกสืบเนื่องจาก พ.ร.บ. ดังกล่าว การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรอยู่ในฐานะผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่มีโอกาสเหนือกว่าเอกชนรายอื่นในการเสนอขายที่ดินให้แก่รัฐวิสาหกิจด้วยกัน ได้ตกลงให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จึงมีความหมายยิ่งกว่าการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเชิงธุรกิจ เมื่อโจทก์และ ศ. ซึ่งเป็นประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยต่างเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการบริหารและยุติธรรมของวุฒิสภาด้วยกันโดยโจทก์ได้รับเลือกจาก ศ. ให้เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ดังนั้นสายสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ ศ. จึงผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าการรู้จักกันโดยปกติธรรมดาทั่วไป อาจทำให้เอกชนรายอื่นที่ต้องเสนอราคาแข่งขันกับจำเลย ตกเป็นผู้เสียเปรียบจำเลย ทั้งยังกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อที่ดินในราคาที่ขาดการแข่งขันตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพที่ดินนั้น ถือได้ว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์กรของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารราชการในองค์กรของรัฐ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะ ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินตามที่จำเลยจะให้เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยได้ทำหนังสือมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ติดต่อประสานงานในการเสนอขายที่ดินที่จำเลยเป็นผู้รวบรวมจากผู้อื่น รวม ๔ โฉนด ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยจำเลย ตกลงที่จะจ่ายเงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ในวันที่ทำการโนที่ดินทั้ง ๔ แปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยได้ทำบันทึกมอบให้แก่โจทก์อีก ๑ ฉบับ เสนอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จากเดิม ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้ติดต่อประสานงานจนสามารถขายที่ดินทั้ง ๔ แปลงให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายกันเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยได้ ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยังคงค้างอีกจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการผิดนัดผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีแก่โจทก์ รวมเป็นเงินจำนวน ๓,๑๓๑,๒๕๐ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของจำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนางจิรดา เลิศสิน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินให้ยื่นซองเสนอขายที่ดินดังกล่าวแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยพร้อมบุคคลอื่น ขณะที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการจัดซื้อ ที่ดินขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โจทก์และผู้มีชื่อได้ติดต่อกับจำเลยซึ่งกล่าวอ้างว่าสามารถใช้อิทธิพล ในการติดต่อประสานงาน และมอบเงินให้แก่คณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน และผู้ใหญ่ในองค์การโทรศัพท์แห่ง ประเทศไทย เพื่อให้คณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยอนุมัติซื้อที่ดินที่จำเลยยื่นซองเสนอขายได้ โดยโจทก์เรียกร้องเงินค่าประสานงานวิ่งเต้นจากจำเลยจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยและเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวหลงเชื่อ จึงอนุมัติให้จำเลยทำหนังสือไว้เป็นหลักฐานแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โจทก์ขอเงินเพิ่มจากจำเลยอีกจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่อนุมัติให้เพิ่มจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์และจำเลยได้ยกเลิกข้อตกลงเพิ่มเงินตามนามบัตรดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลยอีก นอกจากนี้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ให้โจทก์ดำเนินการติดต่อประสานงานและมอบเงินให้แก่คณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน และผู้ใหญ่ในองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เพื่อให้อนุมัติซื้อที่ดินที่จำเลยเสนอขายนั้น เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน ตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้รับมอบอำนาจจากนางจิรดา เลิศสิน เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๑๑๕ ถึง ๓๖๑๑๘ ให้เสนอขายที่ดินทั้ง ๔ แปลง ดังกล่าวแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์คลังพัสดุและได้มีการยื่นซองประกวดราคาแล้ว ต่อมาจำเลยได้ขอให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการขายที่ดินดังกล่าว โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินให้โจทก์จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ทำการโอนขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.๒ หลังจากนั้นจำเลยได้บันทึกข้อความที่ด้านหลังนามบัตรของตนว่าจะให้ ค่าใช้จ่ายแก่โจทก์เพิ่มจากเดิม ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นจำนวนเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ ในที่สุดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ซื้อที่ดินทั้ง ๔ แปลงดังกล่าวที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้เสนอขาย จำเลยจึงจ่ายเงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บา ให้แก่โจทก์ โดยไม่ยอมจ่ายเงินให้แกโจทก์อีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่บันทึกไว้ด้านหลังนามบัตร เอกสารหมาย จ.๓ แล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงที่จำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้น ตามเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๓ นั้น หากกรณีเป็นการมอบให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานติดต่อหรืออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจระหว่างเอกชนด้วยกัน ย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยพิเคราะห์ถึงหลักความสุจริตและหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนารวมตลอดถึงหลักทั่งไปของการตีความสัญญาดังข้ออ้างของโจทก์ แต่กรรนี้หาใช่การทำข้อตกลงในทางธุรกิจตามปกติธรรมดาไม่ เพราะเป็นการมอบให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทยอันเป็นองค์กรแห่งรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อใช้ที่ดินดังกล่าวก่อสร้างอาคารศูนย์คลังพัสดุ ซึ่งในการจัดซื้อที่ดินนั้นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติไปตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ จัดตั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ และข้อบังคับที่ออกสืบเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยประกาศแสดงความปรสงค์จะซื้อที่ดินด้วยวิธีประกวดราคาผู้ใดต้องการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทย จะต้องเสนอราคาเข้าแข่งขันกันต่อคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา จากนั้นจะมีคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาและคณะกรรมการตรวจรับเป็นผู้ดำเนินการตามลำดับดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๗ และ ล.๘ นอกจากนี้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาทางองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้สงวนสิทธิ์ที่จะ ไม่ซื้อที่ดินจากผู้เสนอราคาต่ำสุดแต่จะนำองค์ประกอบอื่นมาประกอบการพิจารณาด้วย ตามประกาศองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ข้อ ๔ ในเอกสารหมาย ล.๗ ด้วยเหตุนี้การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรอยู่ในฐานะผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่มีโอกาสเหนือกว่าเอกชนรายอื่นในการเสนอขายที่ดินให้แก่รัฐวิสาหกิจด้วยกัน ได้ตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนั้นเป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงมีความหมายยิ่งกว่าการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเชิงธุรกิจ นอกจากนี้โจทก์รู้จักเป็นส่วนตัวกับพลเอกศิรินทร์ ประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เพราะพลเอกศิรินทร์เป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในคณะกรรมาธิการการบริหารและยุติธรรมของวุฒิสภาด้วยกันกับโจทก์ พลเอกศิรินทร์เลือกโจทก์เป็นที่ปรึกษาของพยานเพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย อันเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นเลขานุการของประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ดังนั้นสายสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงผูกพันลึกชึ้งยิ่งกว่าการรู้จักกันโดยปกติธรรมดาทั่วไป ด้วยเหตุนี้การที่จำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้ประสานงานในการเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจึงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างเอกชนกับรัฐ กล่าวคือ ทำให้โจทก์ใช้ความสนิทสนมและสถานะทางการงานที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุดขององค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทย เอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยคำนึงถึงค่าจ้างที่ได้รับจากจำเลยเป็นส่วนตัว แม้โจทก์บริสุทธิ์และต้องการช่วยเหลือจำเลยให้ได้รับความเป็นธรรมดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งก็ตาม แต่พฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้เอกชนรายอื่นที่ต้องเสนอราคาแข่งขันกับจำเลยตกเป็นผู้เสียเปรียบจำเลยเนื่องจากมิได้จ้างโจทก์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยคอยประสานงานและช่วยเหลือให้เกิดความเป็นธรรมดังเช่นการเสนอราคาของจำเลย ทั้งยังกระทบถึงผลประโยชน์ของรัฐที่อาจต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจากการซื้อที่ดินในราคา ที่ขาดการแข่งขัน ตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพที่ดินนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ร่วมกันเอาเปรียบต่อองค์กรของรัฐส่อไปในทางแทรกแซงการบริหารราชการในองค์กรของรัฐ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 368
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพูนศักดิ์ วรรณพงษ์
จำเลย — นายวัชร บุญชูเศรษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพินิจ สุเสารัจ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา