คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6379/2544
#44639
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์เพียงลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของโจทก์ให้แก่จำเลยโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยหนังสือมอบอำนาจจึงเป็นเอกสารปลอม นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทมิได้เกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะทำนิติกรรมนั้น นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยดังกล่าวได้

ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมแล้วนำไปดำเนินการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุให้นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้มีการชี้สองสถานกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน ฉบับวันที่ 26ตุลาคม 2538 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินที่มีชื่อโจทก์คืนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,423 ตารางวา โดยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ และให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนและค่าภาษีที่ดินที่โจทก์ต้องโอนคืนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,423 ตารางวา มีราคาตามราคาประเมินของสำนักงานที่ดินตารางวาละ 250 บาท คิดเป็นเงินจำนวน355,750 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่จำนวนรวมทั้งหมด 8 ไร่ 60 ตารางวา แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ไม่ได้ครอบครองหรือถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยทั้งสี่จำเลยทั้งสี่ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งที่จะให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินเนื้อที่จำนวน1,423 ตารางวา ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5913 เลขที่ดิน 268 ตำบลเหมืองใหม่ (หัวหาด) อำเภออัมพวาจังหวัดสมุทรสงคราม ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าว ลงวันที่23 มกราคม 2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับเด็กชายนิพนธ์ นิลเล็ก เช่นเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 21 สิงหาคม 2539) จนกว่าจะเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนางบุญช่วย กอสนาน เป็นบุตรนางเกียว รอดแก้ว ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นน้องนางเกียว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2530 โจทก์กับเด็กชายนิพนธ์นิลเล็ก บุตรนางบุญช่วยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5913 ตำบลหัวหาด อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเนื้อที่จำนวน 16 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา โดยซื้อจากเจ้าของเดิม ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และวันที่ 23 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์จำนวน 2,200 ส่วน จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 มีกรรมสิทธิ์จำนวนคนละ 353 ส่วน และจำเลยที่ 1 คงถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ 1 ส่วน มีปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยในชั้นนี้เป็นประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์และจดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์กล่าวในคำฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 กระทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปจดทะเบียนให้โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทบางส่วนมาจากจำเลยที่ 1 เห็นว่า เรื่องหนังสือมอบอำนาจนี้จำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินส่วนของโจทก์มาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยทำเป็นนิติกรรมขายที่ดินเฉพาะส่วน จำเลยที่ 1 แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ เนื้อที่จำนวน 8 ไร่ 60ตารางวา เป็นเงินจำนวน 200,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยใช้หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน2530 แต่โจทก์ไม่ได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้คนที่เดินอยู่ในสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้กรอกข้อความให้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์เพียงลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยหนังสือมอบอำนาจจึงเป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวมิได้เกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะทำนิติกรรมนั้นนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1ดังกล่าวได้ ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นแล้วจำเลยที่ 1 นำไปดำเนินการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุให้นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้นเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้มีการชี้สองสถานกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 142(5) เมื่อนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ผูกพันโจทก์ ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น จึงต้องถือว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นเลย จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิในที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์และไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนยกให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยให้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อไปอีกได้ และเมื่อนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ไม่ผูกพันโจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวเสียแล้ว คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนครึ่งหนึ่งเพื่อตนเองหรือไม่อีกเพราะแม้ผลการวินิจฉัยจะฟังว่าโจทก์มิได้ซื้อที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งเพื่อตนเอง จำเลยทั้งสี่ก็ไม่อาจถือเอาความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 ที่ทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์มาเป็นประโยชน์ในการจดทะเบียนทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ 1 และจดทะเบียนทำนิติกรรมให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินส่วนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามคำฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่เพียงว่า โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้พยายามติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการถือกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ดังเดิม แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาทเห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุเลยว่าฝ่ายจำเลยโต้แย้งการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์อย่างไร และไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ด้วยว่า หากฝ่ายจำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแล้ว โจทก์จะได้ประโยชน์อย่างไรถึงจำนวนเดือนละ 10,000 บาทอีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ซึ่งตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า นางเกียวมารดาโจทก์อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทและเป็นผู้เก็บเอาผลประโยชน์จากผลไม้ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์ทำการสมรสและย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2538 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์หรือเข้าเก็บผลประโยชน์จากที่ดินพิพาทไปดังนั้น เมื่อได้ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการถือกรรมสิทธิ์รวมโดยแก้ไขสารบัญการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว ความเสียหายของโจทก์ย่อมเป็นอันระงับสิ้นไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุดใจ ภูกิตติกุล
จำเลย — นางสาว สมหมาย อร่ามกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6379/2544
#69487
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายและการถือกรรมสิทธิ์ให้กลับมาเป็นชื่อของโจทก์พร้อมกับเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเสร็จสิ้น โดยในส่วนค่าเสียหาย ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้พยายามติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย และการถือกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ดังเดิม แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้จำเลยชดใช้นับแต่วันฟ้อง แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุเลยว่าฝ่ายจำเลยโต้แย้งการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์อย่างไร และไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าหากฝ่ายจำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม ดังกล่าวแล้ว โจทก์จะได้ประโยชน์อย่างไรถึงจำนวนเดือนละ 10,000 บาท อีกทั้งมารดาโจทก์อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทและเป็นผู้เก็บเอาผลประโยชน์จากผลไม้ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์ทำการสมรสและย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์หรือเข้าเก็บผลประโยชน์จากที่ดินพิพาทไป ดังนั้น เมื่อได้ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการถือกรรมสิทธิ์รวมโดยแก้ไขสารบัญการจดทะเบียน ในโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว ความเสียหายของโจทก์ย่อมเป็นอันระงับสิ้นไป ศาลย่อมไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน ฉบับวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๓๙ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาล แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายและอำนาจฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินที่มีชื่อโจทก์คืนแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑,๔๒๓ ตารางวา โดยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ และให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนและค่าภาษีที่ดินที่โจทก์ต้อง โอนคืนแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑,๔๒๓ ตารางวา มีราคาตามราคาประเมินของสำนักงานที่ดินตารางวาละ ๒๕๐ บาท คิดเป็นเงินจำนวน ๓๕๕,๗๕๐ บาท

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๙๑๓ เลขที่ดิน ๒๖๘ ตำบลเหมืองใหม่ (หัวหาด) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามบันทึก ข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าว ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๓๙ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับเด็กชายนิพนธ์ นิลเล็ก เช่นเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกัน ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙) จนกว่าจะเพิกถอน การจดทะเบียนดังกล่าวเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยในชั้นนี้เป็นประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนซื้อที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์และจดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๑ ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ นำแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์เพียงลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ เป็น ผู้มีอำนาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย หนังสือมอบอำนาจจึงเป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ ๑ นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย นิติกรรม การโอนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวมิได้เกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะทำนิติกรรมนั้น นิติกรรม การจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวได้ ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นแล้วจำเลยที่ ๑ นำไปดำเนินการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินส่วนของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ ๑ อันเป็นเหตุให้นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้นเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้มีการชี้สองสถานกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ศาลฎีกา ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๑๔๒ (๕) เมื่อนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ ๑ ไม่ผูกพันโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น จึงต้องถือว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้นเลย จำเลยที่ ๑ ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์และไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนยกให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยให้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อไปอีกได้ และเมื่อ นิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ผูกพันโจทก์ และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวเสียแล้ว คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า โจทก์ซื้อ ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนครึ่งหนึ่งเพื่อตนเองหรือไม่อีก เพราะแม้ผลการวินิจฉัยจะฟังว่าโจทก์มิได้ซื้อที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่ง เพื่อตนเอง จำเลยทั้งสี่ก็ไม่อาจถือเอาความไม่สุจริตของจำเลยที่ ๑ ที่ทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์มาเป็นประโยชน์ในการจดทะเบียนทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์มาเป็นของจำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนทำนิติกรรมให้โจทก์และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินส่วนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมตามคำฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไป ตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่เพียงว่า โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้พยายามติดตาม ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการถือกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์เป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ดังเดิม แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องระบุเลยว่าฝ่ายจำเลยโต้แย้งการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์อย่างไร และไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ด้วยว่า หากฝ่ายจำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแล้ว โจทก์จะได้ประโยชน์อย่างไรถึงจำนวนเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ซึ่งตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า นางเกียวมารดาโจทก์อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทและเป็นผู้เก็บเอาประโยชน์จากผลไม้ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์ทำการสมรสและ ย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ หรือเข้าเก็บผลประโยชน์จากที่ดินพิพาทไป ดังนั้น เมื่อได้ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและ การถือกรรมสิทธิ์รวมโดยแก้ไขสารบัญการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว ความเสียหายของโจทก์ย่อมเป็น อันระงับสิ้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดใจ ภูกิตติกุล
จำเลย — นางสาวสมหมาย อร่ามกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ศาลอุทธรณ์ — นายปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2544
#44638
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยนายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทนายจ้าง ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็จะต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาล แต่โจทก์ไม่นำเงินมาวางต่อศาลแรงงานภายในเวลาที่ศาลแรงงานกำหนดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดอ่างทองที่ 10/2543 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 และที่ 11/2543 ลงวันที่ 24 สิงหาคม2543 สั่งให้โจทก์ทั้งสองจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า(ที่ถูกคือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างยังไม่ได้ใช้สิทธิให้แก่ลูกจ้างจำนวน 143 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,692,895 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันในเงินค้างชำระจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2543 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 22 กันยายน 2543 อ้างว่าจำเลยไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์ทั้งสองรับผิดจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างของบริษัทสุภัทร์ธนากรเปเปอร์มิล จำกัด เพราะโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทสุภัทร์ธนากร เปเปอร์มิลจำกัด ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องวางเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งทั้งสองของจำเลย ขออนุญาตไม่วางเงินต่อศาล

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาต ยกคำร้องและให้โจทก์ทั้งสองวางเงินต่อศาลภายใน 7 วัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อไป

เมื่อครบกำหนด 7 วันตามคำสั่งของศาลแรงงานกลาง โจทก์ทั้งสองไม่นำเงินมาวางศาล ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543 ว่า "โจทก์ไม่วางเงินภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด พิพากษายกฟ้อง"

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองต้องวางเงินตามจำนวนที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างตามคำสั่งทั้งสองฉบับของจำเลยต่อศาลหรือไม่และเมื่อโจทก์ทั้งสองไม่วางเงินดังกล่าวต่อศาลตามกำหนดเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์ทั้งสองจะมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งกำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งโดยมาตรา 125 วรรคสามกำหนดให้นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงจะฟ้องคดีได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดอ่างทองที่ 10/2543 และที่ 11/2543 ของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็จะต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่นำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลแรงงานกลางภายในเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธนกฤษ โชคเสถียร กับพวก
จำเลย — นาย ดำรงศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2544
#69288
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอในคำสั่งพนักงาน ตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา 125 วรรคสาม กำหนดให้ นายจ้างที่นำคดีไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา 124 แล้วโจทก์เป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้อง ขอให้ศาลแรงงานเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ก็ต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานมาวางศาล เมื่อโจทก์ไม่นำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลแรงงานภายในเวลาที่ศาลแรงงานกำหนด โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูกคือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างยังไม่ได้ใช้สิทธิให้แก่ลูกจ้าง พร้อมเงินเพิ่มร้อยละสิบห้าของเงินค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชย ที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวันในเงินค้างชำระจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลาง อ้างว่าจำเลยไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์ทั้งสองรับผิดจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างของบริษัทสุภัทร์ธนากรเปเปอร์มิล จำกัด ขออนุญาตไม่วางเงินต่อศาล

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาต ยกคำร้องและให้โจทก์ทั้งสองวางเงินต่อศาลภายใน ๗ วัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อไป

เมื่อครบกำหนด ๗ วันตามคำสั่งของศาลแรงงานกลาง โจทก์ทั้งสองไม่นำเงินมาวางศาล ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่า "โจทก์ไม่วางเงินภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด รับคำฟ้อง สำเนาให้จำเลย โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่วางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง"

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสอง ต้องวางเงินตามจำนวนที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างตามคำสั่งทั้งสองฉบับของจำเลยต่อศาลหรือไม่ และเมื่อโจทก์ทั้งสองไม่วางเงินดังกล่าวต่อศาลตามกำหนดเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์ทั้งสองจะมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างที่ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสามารถนำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยมาตรา ๑๒๕ วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างที่นำคดี ไปสู่ศาลต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงจะฟ้องคดีได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดอ่างทองที่ ๑๐/๒๕๔๓ และที่ ๑๑/๒๕๔๓ ของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งตามมาตรา ๑๒๔ แล้วเป็นฝ่ายนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็จะต้องนำเงินที่ถึงกำหนดจ่าวตามคำสั่งของจำเลยมาวางศาลจึงจะฟ้องคดีได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่นำเงินดังกล่าวมาวางต่อศาลแรงงานกลางภายในเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด โจทก์ทั้งสอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนกฤช โชคเสถียร กับพวก
จำเลย — นายดำรงศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6373/2544
#69287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง หมายความว่า ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นว่าคดีไม่อาจเจรจาตกลงประนีประนอมยอมความกันได้และจำเป็นต้องสืบพยานของคู่ความ ศาลแรงงานจึงจะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้นำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลัง แต่หากศาลแรงงานเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานของคู่ความแล้ว ศาลแรงงานก็ไม่จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยโจทก์จำเลยแล้ว แต่คู่ความตกลงกันไม่ได้และเมื่อฟังคำแถลงของคู่ความประกอบกับเอกสารที่คู่ความเสนอมาแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยและพิพากษาคดีไป กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานชอบแล้ว

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 วรรคสอง หมายความว่า เมื่อสถานประกอบกิจการใดจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นแล้ว หากระยะเวลาการบังคับใช้ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยมิได้มีการเจรจาตกลงกันใหม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นจะมีผลใช้บังคับต่อ ๆ ไป อีกคราวละหนึ่งปี ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนี้จะสิ้นผลใช้บังคับต่อเมื่อนายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นใหม่เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยยกเลิกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายบุคคลระหว่างลูกจ้างกับบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทำไว้กับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งสองทุกคน ให้จำเลยจ่ายโบนัสในอัตรา ๒.๗๕ เท่าของเงินเดือน (ค่าจ้างรายงวด) ให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกโจทก์ทั้งสอง ประจำงวดเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ ในอัตรา ๒.๗๕ เท่าของเงินเดือนแต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๕ นับแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ จนกว่าจะจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งสองแล้วเสร็จ หากจำเลยไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบให้ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งสองจนครบทุกราย ห้ามจำเลยกระทำการละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยได้ทำข้อตกลงไว้กับโจทก์ทั้งสองทุกกรณีอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ประการแรกของโจทก์ทั้งสองว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและมิได้กำหนดให้โจทก์หรือจำเลย นำพยานเข้าสืบ แต่กลับมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และนัดฟังคำพิพากษาโดยที่โจทก์ทั้งสองไม่มีโอกาสได้นำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี ทั้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางก็มิได้วินิจฉัยว่าโบนัสเป็นค่าจ้างหรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่มิได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญแห่งคดีนั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาท และบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลย อ่านให้คู่ความฟังและให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที" ซึ่งหมายความว่าในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นว่าคดีไม่อาจที่จะเจรจาตกลงประนีประนอมยอมความกันได้และจำเป็นจะต้องสืบพยานของคู่ความ ศาลแรงงานจึงจะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้นำพยานเข้าสืบก่อนหรือหลัง แต่หากศาลแรงงานเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานของคู่ความแล้ว ศาลแรงงานก็ไม่จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยโจทก์จำเลยแล้ว แต่คู่ความตกลงกันไม่ได้และเมื่อฟังคำแถลงของคู่ความประกอบกับเอกสารที่คู่ความเสนอมาแล้ว ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยและพิพากษาได้ ศาลแรงงานกลางก็ไม่จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น กระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว และเมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องโบนัสโดยอ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๖ อีกต่อไปแล้ว เท่ากับว่า โจทก์ทั้งสองไม่อาจจะเรียกร้องโบนัสในงวดเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๖ ได้อีก กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโบนัสเป็นค่าจ้างซึ่งจะมีผลให้จำเลยจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๙ แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ อีกต่อไป คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการที่สองว่า เมื่อจำเลยยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการจ่ายโบนัสเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ ต่อโจทก์ทั้งสองแล้ว จะทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๖ เรื่องการจ่ายโบนัสไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไปหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไปจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามความในหมวดนี้" และมาตรา ๑๒ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ระยะเวลาที่กำหนดตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างสิ้นสุดลง ถ้ามิได้มีการเจรจาตกลงกันใหม่ ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละหนึ่งปี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า เมื่อสถานประกอบกิจการใดจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นแล้ว หากระยะเวลาการบังคับใช้ ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยมิได้มีการเจรจาตกลงกันใหม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นจะมีผลใช้บังคับต่อ ๆ ไป อีกคราวละหนึ่งปี ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนี้จะสิ้นผลใช้บังคับต่อเมื่อนายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นใหม่เท่านั้น ลำพังเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเจรจาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม ยังไม่มีผลทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมสิ้นผลใช้บังคับ ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๖ เรื่อง การจ่ายเงินโบนัสประจำปีในอัตราปีละ ๕.๕ เท่าของเงินเดือนเมื่อใดก็ตามและหลังจากมีการยื่นข้อเรียกร้องแล้ว แม้ข้อเรียกร้องนั้นจะอยู่ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยเจรจากัน ก็หามีผลทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวสิ้นผลใช้บังคับไปดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นใหม่ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ข้อ ๗.๑ ว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี ๒๕๓๖ เรื่อง การจ่ายโบนัสประจำปีในอัตราปีละ ๕.๕ เท่าของเงินเดือน และใช้ข้อตกลงใหม่ตามข้อเสนอของธนาคารซึ่งมีข้อ ๗.๓.๑ กำหนดว่าโบนัสงวดเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ จำนวน ๒.๗๕ เท่าของเงินเดือน ซึ่งหมายความว่าจำเลยยอมจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างคนละ ๒.๗๕ เท่าของเดือน และตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยได้จ่ายโบนัสประจำงวดเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ ให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งสองแล้ว เช่นนี้ ศาลฎีกาย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้องได้อีก ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องโบนัสงวดเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ จากจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10 ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทย กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจรัญ รัตตมณี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6358/2544
#42042
เปิดฉบับเต็ม

ในการนัดพิจารณาครั้งแรกศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ในวันนัดโจทก์และจำเลยที่ 2 มาศาลส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล จึงไม่อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลชั้นต้นเริ่มต้นทำการสืบพยานโจทก์ในวันนัดดังกล่าว แต่มิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202(ก่อนแก้ไข) จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ จำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้อง และโดยที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเช่นเดียวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จึงต้องยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองรวมตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน5 ธ - 7939 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 1,351,980 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 36 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 12 สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้โดยเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามเป็นเงิน 5,000 บาท เมื่อนำรถยนต์ออกประมูลขายได้ราคาเพียง 700,935 บาทยังขาดไปจากราคาเช่าซื้ออีก 237,940 บาทและการที่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์อัตราเดือนละ 25,000 บาท เป็นเงิน 231,664 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 474,604 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 29,800 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 25 มกราคม 2542 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าถ้าคู่ความไม่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ก็ให้ทำการสืบพยานโจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อถึงวันนัด โจทก์และจำเลยที่ 2 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 1ไม่มาศาล จึงไม่อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลชั้นต้นเริ่มต้นทำการสืบพยานโจทก์ในวันนัดดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ เป็นการที่จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียวตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 202 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกมากล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ จำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้อง และโดยที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเช่นเดียวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จึงต้องยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองรวมตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดสืบพยานโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วมีคำพิพากษาสำหรับจำเลยทั้งสองใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 202 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาย วรยุทธ สิงห์พันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6358/2544
#110584
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบเป็นการที่จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 202 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกมากล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๗๔,๖๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์เรียกค่าติดตามรถยนต์คืนไม่ได้ เพราะรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ คืนแก่โจทก์มีสภาพดี ไม่ชำรุดเสียหาย ราคารถยนต์เมื่อรวมเงินดาวน์ เงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ชำระแล้ว กับราคารถยนต์ที่ขายได้ โจทก์ได้เงินเกินกว่าราคารถยนต์ที่แท้จริง โจทก์จึงไม่เสียหายในค่าขาดราคา ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกินกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๙,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า ถ้าคู่ความไม่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ก็ให้ทำการสืบพยานโจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อถึงวันนัด โจทก์และจำเลยที่ ๒ มาศาล ส่วนจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาล จึงไม่อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลชั้นต้นเริ่มต้นทำการสืบพยานโจทก์ในวันนัดดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ เป็นการที่จำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ไปฝ่ายเดียว ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๒ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกมากล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ จำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ ๑ เสียใหม่ให้ถูกต้อง และโดยที่จำเลยที่ ๒ ถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อ ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ เป็นเช่นเดียวกับความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จึงต้องยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองรวมตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดสืบพยานโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑ ดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แล้วมีคำพิพากษาสำหรับจำเลยทั้งสองใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายวรยุทธ สิงหพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6355/2544
#41278
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปบ้านเกิดเหตุเพื่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราพฤติการณ์มีลักษณะเป็นการคบคิดกันมาก่อน และในขณะที่จำเลยที่ 1กับพวกกำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 2 ก็อยู่ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในห้องที่เกิดเหตุนั้นด้วยโดยตลอด แม้จำเลยที่ 2มิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 2ก็ถือว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เมื่อจำเลยที่ 2กับพวกร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอันไม่สมควรทางเพศ ก็เป็นความผิดสำเร็จฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารกรรมหนึ่งแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหลังจากนั้นโดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมด้วย จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ซึ่งต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยที่ 2กับพวกจึงเป็นความผิดหลายกรรม

ในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองหนักเกินไปย่อมกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เบาลง เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาแต่จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา แต่การกระทำความผิดข้อหานี้ร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้โทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213ประกอบกับมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองกับนายชิตชลหรือโอ ธูปแพ และนายสุรศักดิ์หรือกล้วย แพ่งแสงซึ่งเป็นเยาวชนและได้แยกดำเนินคดีไปต่างหากแล้วกับพวกที่หลบหนีอีกหนึ่งคนร่วมกันพรากนางสาว ว. ผู้เยาว์ อายุ 17 ปีเศษ ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนายประสิทธิ์ แดงอินทวัฒน์ บิดา เพื่อข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเมื่อระหว่างวันที่ 24 เมษายน 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 25 เมษายน 254 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกัน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาว ว. ผู้เสียหายไว้ในที่พักพวกของจำเลยทั้งสอง ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยจำเลยทั้งสองกับพวกได้ขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายจับแขนและขาของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง วันที่ 25 เมษายน 2540 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่อีก 2 ครั้งโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 319, 310, 91, 83

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายประสิทธิ์ แดงอินทวัฒน์ บิดาของนางสาว ว.ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพรากผู้เยาว์ ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 319 วรรคแรก, 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจำคุกคนละ 15 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 19 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 9 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายเป็นบุตรของโจทก์ร่วมขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 17 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่บ้านเลขที่ 239 ซอยมิตรอนันต์ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิตกรุงเทพมหานคร วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายกล้วยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายออกจากบ้านไปพบจำเลยทั้งสอง นายกล้วยและนายโอนายกล้วยชวนผู้เสียหายไปรับประทานอาหารที่ตลาดราชวัตร โดยใช้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเป็นยานพาหนะ แต่จำเลยที่ 2 กลับขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปบ้านนายเป้ซึ่งอยู่ที่ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่จังหวัดนนทบุรีขณะนั้นนายเป้ไม่อยู่บ้าน จำเลยทั้งสองจึงอุ้มผู้เสียหายเข้าห้องนายเป้ทางหน้าต่างรออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง นายเป้กลับมามีคนปิดไฟและช่วยกันถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายออก ขณะนั้นมีคนจุดเทียนหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นายกล้วยและนายโอได้หมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายคนละ 2 ครั้ง นายเป้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย1 ครั้ง ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย ที่จำเลยที่ 2ฎีกาว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยที่ 2ไม่ได้อยู่ในห้องที่เกิดเหตุและไม่รู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าขณะจำเลยที่ 1 กับพวกกำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 อยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วยที่จำเลยที่ 2 เบิกความอ้างว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เดินไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนที่กระต๊อบใกล้บ้านที่เกิดเหตุโดยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งปรากฏรายละเอียดว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกกำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 2ก็นั่งอยู่ในห้องที่เกิดเหตุและรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 12 วัน จึงยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วยนอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความอีกว่า ขณะจำเลยที่ 1 กำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในครั้งที่สอง จำเลยที่ 2 จับขาข้างซ้ายของผู้เสียหายและถามว่าไม่มีอารมณ์เลยหรือ และผู้เสียหายเบิกความต่อไปอีกว่า หลังจากจำเลยที่ 1 นายกล้วยและนายโอข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแล้ว ครั้งแรกนายเป้จะไม่ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่จำเลยที่ 2 บอกว่าหากนายเป้ไม่ทำผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จะทำเอง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุเพื่อให้จำเลยที่ 1กับพวกซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเรา โดยพฤติการณ์จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 คบคิดกับพวกมาก่อน และในขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกกำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่นั้น จำเลยที่ 2ก็อยู่ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในห้องที่เกิดเหตุนั้นด้วยโดยตลอด แม้จำเลยที่ 2 มิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ถือว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในประการต่อมาว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น ก็เพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย อันเป็นเจตนาที่มีเพียงอย่างเดียวและได้กระทำการในเวลาต่อเนื่องกัน จึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอันไม่สมควรทางเพศ ก็เป็นความผิดสำเร็จฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารกรรมหนึ่งแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหลังจากนั้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงด้วยจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ซึ่งต่างกรรม ต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกจึงเป็นความผิดหลายกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 2ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งศาลอุทธรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในการลงโทษจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ขอให้ศาลฎีกาลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.16 เป็นการให้ความรู้แก่ศาล นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ4 ปี หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดีเมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งฎีกากับจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกา กระทำผิดข้อหานี้ร่วมกันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้โทษตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ลดโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง 7 ปี 6 เดือน รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง15 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ประสิทธิ์ แดงอินทวัฒน์
จำเลย — นาย วาทิตหรืออ๋อง รัตนวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6353/2544
#43341
เปิดฉบับเต็ม

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยได้ที่ดินของโจทก์มาเพื่อสร้างทางพิเศษ อาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพียงฉบับเดียว โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 10 ตกลงซื้อขายที่ดินส่วนที่จะต้องเวนคืนกับโจทก์กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ซึ่งไม่ใช่การตกลงซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ดินที่จะต้องให้ได้มาเพื่อสร้างทางพิเศษตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาส่วนเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเป็นการประมาณการของจำเลย แต่เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอนรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน 198 ตารางวา นี้รวมอยู่แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ครบ 120 วัน จากวันที่ทำสัญญาซื้อขายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3169, 3170 และ 54210 ตำบลจรเข้บัว อำเภอ (บางกะปิ)ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 27 ไร่ 32 ตารางวา ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่มเขตบางกะปิ เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย และเขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2533 เพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ ที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามโฉนดเลขที่ 3170 เนื้อที่ 21 ไร่ 95 ตารางวา ถูกเวนคืน 8 ไร่ 25 ตารางวา โฉนดเลขที่ 3169 เนื้อที่ 4 ไร่ 61 ตารางวา ถูกเวนคืน 1 ไร่3 งาน 90 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 54210 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวาถูกเวนคืน 54 ตารางวา ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองตารางวาละ 21,000 บาท โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม จึงอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ 9,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทจึงทราบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยโฉนดเลขที่ 3170 เพิ่มจำนวน1 งาน 18 ตารางวา โฉนดเลขที่ 3169 เพิ่มจำนวน 68 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 54210 เพิ่มจำนวน 12 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น198 ตารางวา จำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนนี้ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองไว้แล้วตารางวาละ 9,000 บาท เป็นเงิน1,782,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับเงิน (ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์) คือ วันที่ 15ธันวาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ย เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน877,905 บาท จำเลยยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ต้องจ่ายเพิ่มดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้แต่ไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 877,905 บาท

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ โจทก์ทั้งสองไม่พอใจในเงินค่าทดแทนที่ดินจึงฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้นตารางวาละ 9,000 บาท รวมเป็นตารางวาละ 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม2536 ต่อมาเมื่อรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วที่ดินพิพาททั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดแล้วแต่โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2536 ในส่วนของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นเพราะในปี 2536 ยังไม่มีการรังวัดที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และยังไม่มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไรก็ตาม จำเลยยอมจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นคือวันที่ 1 เมษายน 2542ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง คู่ความแถลงงดสืบพยานทั้งสองฝ่ายโดยขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดประเด็นแห่งคดีเพียงข้อเดียวว่า จำเลยต้องใช้ดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินเนื้อที่ 198 ตารางวาหรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 1,062,000 บาทนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์2542) ดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 720,000 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม2537 จนถึงวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 877,905 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอมา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินเนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใดจำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายฯ ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้กำหนดไว้ในข้อ 1.1 วรรคสอง ว่า เมื่อปรากฏจำนวนเนื้อที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันมากกว่าที่ระบุในสัญญา จำเลยจะจ่ายค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้ตามอัตราที่กำหนดในวรรคก่อน และกำหนดไว้ในข้อ 1.1 วรรคสามว่า การจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น...ตามวรรคก่อนให้กระทำภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทำการรังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ ตามหนังสือแจ้งการรังวัดและสำเนาโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยอ้างส่งท้ายอุทธรณ์ระบุแจ้งชัดว่า เนื้อที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้น 198 ตารางวา นี้ มีการรังวัดตามหลักเกณฑ์ของเจ้าพนักงานที่ดินแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2540ครบกำหนดจ่ายเงินในวันที่ 5 ตุลาคม 2540 จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2540 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 และวันที่ 2 มีนาคม 2537 อันเป็นวันครบกำหนดตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ที่ให้เจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนภายใน 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาไม่ถูกต้อง และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยไม่ได้อุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่เพิ่มขึ้นจำนวน 198 ตารางวา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารออมสิน จึงต้องใช้อัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 และเรื่องอัตราดอกเบี้ยนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยสามารถยกขึ้นเป็นประเด็นในทุกชั้นศาลนั้น เห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายจำเลยให้ได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองเพื่อสร้างทางพิเศษ สายรามอินทรา-อาจณรงค์ นั้น อาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิเขตห้วยขวาง เขตคลองเตย และเขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2533 เพียงฉบับเดียว แนวเขตที่ดินที่จะสร้างทางพิเศษสายนี้ในบริเวณที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวและถูกดำเนินการเพื่อเวนคืนเพียงครั้งเดียว โดยฝ่ายจำเลยใช้อำนาจที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 10 ตกลงซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ทั้งสองตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษโครงการระบบทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์ กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนเอกสารท้ายฟ้องหมาย 11 และ 12 ซึ่งไม่ใช่การตกลงซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ดินที่จะต้องให้ได้มาเพื่อสร้างทางพิเศษฯ ตามสัญญาซื้อขายฯ เอกสารท้ายฟ้องหมาย 11 และ 12 จึงเป็นที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ ส่วนเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายฯ เอกสารท้ายฟ้องหมาย 11 และ 12 เป็นการประมาณการของฝ่ายจำเลยแต่เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอนรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นจากที่ฝ่ายจำเลยประมาณการไว้อีก 198 ตารางวาเนื้อที่ดินในส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มีที่มาจากที่ดินผืนเดียวกันกับที่ระบุเนื้อที่ไว้ในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมคำนวณเนื้อที่ผิดพลาดอยู่นั่นเองจำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินทดแทนค่าที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสามในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดคือรวมทั้งเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายฯ เอกสารท้ายฟ้องหมาย 11 และ 12 ด้วยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และที่โจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน 198 ตารางวา นี้รวมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อศาลวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นของเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 198 ตารางวา นี้ด้วย นับแต่วันที่ครบ 120 วัน จากวันที่ 1 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2536 อันเป็นวันทำสัญญาซื้อขายฯเอกสารท้ายฟ้องหมาย 11 และ 12 ตามลำดับ คือวันที่ 1 และวันที่ 3มีนาคม 2537 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายตามมาตรา 26 วรรคสามฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยนั้นผิดพลาดไป 1 วัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คำนวณดอกเบี้ยของต้นเงิน 1,062,000 บาทนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 และของต้นเงิน 720,000 บาท นับแต่วันที่ 3มีนาคม 2537 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประสงค์ เอี่ยมจินดา กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6353/2544
#69286
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินการของฝ่ายจำเลย (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) ให้ได้มาซึ่งที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างทางพิเศษ สายรามอินทรา-อาจณรงค์ อาศัย พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย และเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2533 เพียงฉบับเดียว แนวเขตที่ดิน ที่จะสร้างทางพิเศษสายนี้ในบริเวณที่ดินของโจทก์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ที่ดินของโจทก์ในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดเป็นที่ดินอยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตาม พ.ร.ฎ.ดังกล่าวและถูกดำเนินการเพื่อเวนคืนเพียงครั้งเดียว โดยฝ่ายจำเลยใช้อำนาจที่มีอยู่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 ตกลงซื้อขายที่ดินของโจทก์ในส่วนที่จะต้องเวนคืนตามสัญญาซื้อขายอสังหา ริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษโครงการระบบทางด่วนสาย รามอินทรา-อาจณรงค์ กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ซึ่งไม่ใช่การตกลงซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่ดินที่จะต้องให้ได้มาเพื่อสร้างทางพิเศษฯ ตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นที่ดินในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตาม พ.ร.ฎ. ส่วนเนื้อที่ดิน ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายฯเป็นการประมาณการของฝ่ายจำเลย แต่เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอนรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นจากที่ฝ่ายจำเลยประมาณการไว้ เนื้อที่ดินในส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มีที่มาจากที่ดิน ผืนเดียวกันกับที่ระบุเนื้อที่ไว้ในสัญญาซื้อขายดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินทดแทนแทน ที่ดินของโจทก์ในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมด รวมทั้งเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญา ซื้อขายด้วย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และที่โจทก์ได้อุทธรณ์ ต่อรัฐมนตรีขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นนี้รวมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อศาลวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ โจทก์ย่อม มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นของเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นนี้ด้วย นับแต่วันที่ครบ 120 วันจากวันทำสัญญาซื้อขาย อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่าย ตามมาตรา 26 วรรคสาม

ศาลล่างทั้งสองกำหนดวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยนั้นผิดพลาดไป 1 วัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๖๙, ๓๑๗๐ และ ๕๔๒๑๐ ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทน ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม จึงอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยและได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากำหนดเงินค่าทดแทน ที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ ๙,๐๐๐ บาท คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้อง ขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทจึงทราบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น จำเลยยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ต้องจ่ายเพิ่มดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสองภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้แต่ไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๘๗๗,๙๐๕ บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง คู่ความแถลงงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย โดยขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดประเด็นแห่งคดี เพียงข้อเดียวว่า จำเลยต้องใช้ดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินเนื้อที่ ๑๙๘ ตารางวาหรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน ๑,๐๖๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒) ดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน ๗๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยดังกล่าว รวมกันแล้วต้องไม่เกิน ๘๗๗,๙๐๕ บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอมา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงิน ค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินเนื้อที่ ๑๙๘ ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด จำเลยฎีกาว่า? ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ และวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๓๗ อันเป็นวันครบกำหนด ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ให้เจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทน ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันทำสัญญาไม่ถูกต้อง และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยไม่ได้อุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน ที่เพิ่มขึ้นจำนวน ๑๘๘ ตารางวา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารออมสิน จึงต้องใช้อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ และเรื่องอัตราดอกเบี้ยนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยสามารถยกขึ้นเป็นประเด็นในทุกชั้นศาลนั้น เห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายจำเลย ให้ได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองเพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ นั้น อาศัยพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย และเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๓๓ เพียงฉบับเดียว แนวเขตที่ดินที่จะสร้างทางพิเศษสายนี้ในบริเวณที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือขยายเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวและถูกดำเนินการเพื่อเวนคืนเพียงครั้งเดียว โดยฝ่ายจำเลยใช้อำนาจที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการ เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ตกลงซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ทั้งสองตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่อสร้างทางพิเศษโครงการระบบทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์ กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ซึ่งไม่ใช่การตกลงซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่เป็นขั้นตอนหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ดินที่จะต้องให้ได้มาเพื่อสร้างทางพิเศษฯ ตามสัญญาซื้อขายฯ จึงเป็นที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ ส่วนเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายฯ เป็นการประมาณการของฝ่ายจำเลย แต่เมื่อ มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอนรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นจากที่ฝ่ายจำเลยประมาณการไว้อีก ๑๙๘ ตารางวา เนื้อที่ดินในส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มีที่มาจากที่ดินผืนเดียวกันกับที่ระบุเนื้อที่ไว้ในสัญญาซื้อขายดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมคำนวณเนื้อที่ผิดพลาดอยู่นั่นเอง จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเงินทดแทนแทนค่าที่ดินทั้งสามแปลง ของโจทก์ทั้งสามในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดคือรวมทั้งเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นอีก ๑๙๘ ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายฯ ด้วย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง และที่โจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นนั้นย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน ๑๙๘ ตารางวา นี้รวมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อศาลวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทน ที่ดินที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นของเงินค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ ๑๙๘ ตารางวา นี้ด้วย นับแต่วันที่ครบ ๑๒๐ วัน จากวันที่ ๑ และวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ อันเป็นวันทำสัญญาซื้อขายฯ ตามลำดับ คือวันที่ ๑ และวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๗ อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่าง ทั้งสองกำหนดวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยนั้นผิดพลาดไป ๑ วัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คำนวณดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑,๐๖๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๗ และของต้นเงิน ๗๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๓๗ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 143
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 12 ม. 26 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ เอี่ยมจินดา กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340 -ที่ 6345/2544
#44637
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอให้โอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัท อ. อันเป็นการใช้อำนาจของผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259(1) และเมื่อเพิกถอนการโอนได้แล้วที่ดินพิพาทก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท อ. มิได้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนที่โต้แย้งว่าโจทก์เลือกปฏิบัติโดยไม่ฟ้องดำเนินคดีแก่บุตรของโจทก์และบุคคลอื่นที่ได้รับโอนที่ดินจากบริษัท อ. นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่หากจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท อ. เห็นว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการถอดถอนโจทก์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ต่อไป การที่โจทก์ไม่ฟ้องบุคคลอื่นดังกล่าว จึงมิใช่โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต

เมื่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อบริษัท อ. ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและประกาศแจ้งความโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วต้องถือว่าบริษัท อ. เลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(5)ทั้งมีผลให้โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะกรรมการของบริษัทเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท อ. การโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งหก เป็นการโอนตามข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทที่มีภายหลังจากบริษัท อ. เป็นบริษัทร้างแล้วและไม่มีการจ่ายเงินค่าที่ดิน จึงไม่มีลักษณะเป็นการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 และไม่มีผลผูกพันบริษัท อ. เป็นการโอนโดยมิชอบจำเลยทั้งหกต้องโอนที่ดินพิพาทคืนบริษัท อ.

โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายให้จำเลยทั้งหกโอนที่ดินพิพาทคืนแก่บริษัท อ. เป็นประการแรก ส่วนที่จะให้จำเลยทั้งหกชดใช้ราคาที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อไม่อาจโอนที่ดินพิพาทได้เพราะเหตุพ้นวิสัยเท่านั้น ประกอบกับการกำหนดราคาที่ดินพิพาทในขณะจำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินเกิดจากการตกลงระหว่างทายาทเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน จึงมิใช่ราคาที่ดินพิพาทที่แท้จริง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดราคาที่ดินพิพาทตามราคาประเมินต่ำสุดในขณะยื่นฟ้องจึงถูกต้องเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินพิพาทคืนนั้น ขณะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจำเลยทั้งหกไม่ทราบเรื่องที่บริษัท อ. ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง แสดงว่าจำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยทั้งหกจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกจำเลยแต่ละสำนวนว่า จำเลยที่ 1ถึงจำเลยที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเฉพาะสำนวนที่ 2ที่ 4 และที่ 6 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1242 ตำบลเปรง อำเภอบางบ่อ(บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 51 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวาที่ดินโฉนดเลขที่ 1112, 1113 ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ(บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวาและ 26 ไร่ 15 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 662 ตำบลบ้านระกาศอำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 13 ไร่ 78 ตารางวาจำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1095ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการเนื้อที่ 27 ไร่ 56 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1226, 10110 และ 10112 ตำบลเปรง อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 49 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 706 ตำบลจรเข้น้อย อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 108 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่77 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1226, 10111 ตำบลเปรง อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 49 ไร่30 ตารางวา และ 12 ไร่ 38 ตารางวา จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1026 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ(บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 88 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1112,10116 ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 79 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา จำเลยที่ 5 ส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1113, 10115และ 1115 ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 78 ไร่ และ 25 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวาจำเลยที่ 6 ส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 650,651 ตำบลบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการเนื้อที่ 48 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวา และ 41 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1008 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย)จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 60 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา คืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก และให้จำเลยทั้งหกชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นใดที่เจ้าพนักงานเรียกเก็บในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดดังกล่าว หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 167,249,750 บาท จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 201,074,000 บาท จำเลยที่ 3 ชดใช้เงินจำนวน 151,212,500 บาท จำเลยที่ 4 ชดใช้เงินจำนวน 159,370,000 บาทจำเลยที่ 5 ชดใช้เงินจำนวน 110,980,000 บาท และจำเลยที่ 6 ชดใช้เงินจำนวน 142,199,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องคืนให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 คือโฉนดเลขที่ 1242 ตำบลเปรง อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 52 ไร่ 94 ตารางวา โฉนดเลขที่ 1112 และ 1113 ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการเนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา และเนื้อที่ 26 ไร่ 15 ตารางวาตามลำดับ และโฉนดเลขที่ 662 ตำบลบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ(บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 13 ไร่ 78 ตารางวา จำเลยที่ 2คือโฉนดเลขที่ 1095 ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย)จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 27 ไร่ 56 ตารางวา โฉนดเลขที่ 1226ตำบลเปรง อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่24 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา (ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10110และ 10112) และที่ดินโฉนดเลขที่ 706 ตำบลจรเข้น้อย อำเภอบางบ่อ(บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 108 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวาจำเลยที่ 3 คือโฉนดเลขที่ 1030 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ(บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 77 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวาและโฉนดเลขที่ 1226 ตำบลเปรง อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย)จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา (ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10111) จำเลยที่ 4 คือโฉนดเลขที่ 1026ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการเนื้อที่ 80 ไร่ 35 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 1112 ตำบลคลองนิยมยาตราอำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 79 ไร่ 1 งาน20 ตารางวา (ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10116) จำเลยที่ 5คือโฉนดเลขที่ 1113 (ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10115) และโฉนดเลขที่ 1115 ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย)จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 78 ไร่ และ 25 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวาตามลำดับ จำเลยที่ 6 คือโฉนดเลขที่ 650 และ 651 ตำบลบ้านระกาศอำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 48 ไร่ 3 งาน27 ตารางวา และ 41 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ตามลำดับ และโฉนดเลขที่ 1008 ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ (บางเหี้ย) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 60 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหกในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นที่เจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ในกรณีที่จำเลยทั้งหกไม่อาจโอนที่ดินดังกล่าวได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 74,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 105,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ชดใช้เงิน 96,000,000 บาท จำเลยที่ 4 ชดใช้เงิน 119,000,000 บาท จำเลยที่ 5 ชดใช้เงิน 50,000,000 บาท และจำเลยที่ 6 ชดใช้เงิน 134,000,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 พฤศจิกายน2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1242 ตามเอกสารหมาย จ.6 เนื้อที่51 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา เท่าที่โจทก์ขอ หากไม่อาจโอนที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงคืนได้ให้ใช้ราคาแทน 73,823,600 บาท ให้จำเลยทั้งหกรับผิดชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคนละกึ่งหนึ่งตามส่วนแบ่งที่ดินซึ่งจำเลยแต่ละคนได้รับโอนไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์และจำเลยทั้งหกเป็นบุตรของนายบรรจงกับนางจรุงอัศวาณิชย์ บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่18 สิงหาคม 2509 มีนายบรรจง นางจรุง โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5และที่ 6 และบุคคลในครอบครัวอัศวาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้น โดยมีนายบรรจง นางจรุง และโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนายบรรจงและนางจรุงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2511 และปี 2515 ตามลำดับกรรมการของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด จึงเปลี่ยนเป็นโจทก์จำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยกรรมการ 2 ใน 3 คน ดังกล่าวมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2529 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างเนื่องจากมิได้ส่งงบดุลประจำปีต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครตามเอกสารหมาย จ.3 และออกแจ้งความโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2529 แล้วต่อมาวันที่ 5 และ 6 พฤศจิกายน 2529 และวันที่ 23 ธันวาคม 2529 บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ได้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ให้แก่จำเลยทั้งหก โดยโฉนดเลขที่ 1242, 1112,1113 และ 662 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.9 โฉนดเลขที่ 1095, 1226 (แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10110 และ10112) และ 706 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.28 ถึง จ.31 โฉนดเลขที่ 1030 และ 1226 (แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10111) โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.16 โฉนดเลขที่ 1026 และ 1112 (แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10116) โอนให้แก่จำเลยที่ 4 ตามเอกสารหมาย จ.17 จ.7 และ จ.18 โฉนดเลขที่ 1113 (แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 10115) และ 1115 โอนให้แก่จำเลยที่ 5 ตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.21 และโฉนดเลขที่ 650, 651 และ 1008 โอนให้แก่จำเลยที่ 6 ตามเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.25 ตามลำดับ ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ตามเอกสารหมาย จ.5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งหกประการแรกว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งหกโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอให้โอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด อันเป็นการใช้อำนาจของผู้ชำระบัญชีตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259(1) ให้อำนาจไว้และเมื่อเพิกถอนการโอนได้แล้วที่ดินพิพาทก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด มิได้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนที่โต้แย้งว่าโจทก์เลือกปฏิบัติโดยมีบุตรของโจทก์และบุคคลอื่นได้รับโอนที่ดินจากบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ในลักษณะเช่นเดียวกับจำเลยทั้งหก แต่โจทก์ไม่ฟ้องดำเนินคดีแก่บุคคลดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เห็นว่าโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกจะดำเนินการถอดถอนโจทก์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ต่อไป การที่โจทก์ไม่ฟ้องบุคคลอื่นดังกล่าวจึงมิใช่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดโอนที่ดินพิพาทคืนแก่บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ตามกฎหมายอยู่แล้ว ฎีกาจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งหกต่อไปว่า นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด กับจำเลยทั้งหกมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ขีดชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและประกาศแจ้งความโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2529 แล้ว ต้องถือว่าบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(5) ทั้งมีผลให้โจทก์จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะกรรมการของบริษัทย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด และมีอำนาจอยู่เช่นเดิมตามความแห่งบทบัญญัติมาตรา 1251 ประกอบด้วยมาตรา 1252 ทั้งนี้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามมาตรา 1250 คือ ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัท ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งหกตรงกันว่า จำเลยทั้งหกได้รับโอนที่ดินพิพาทเนื่องจากการประชุมระหว่างทายาทที่มีขึ้นภายหลังจากนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดฆ่าชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นบริษัทร้าง โดยตกลงให้แบ่งทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และจำเลยทั้งหกออกเป็น 9 ส่วน แล้วให้ทายาททุกคนจับฉลาก ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2529 ได้ประชุมทายาทแล้วมีมติให้ขายที่ดินของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ให้แก่ทายาทผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่จับฉลากได้ตามรายงานการประชุมกรรมการเอกสารหมาย ล.7 ประกอบกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เบิกความรับตรงกันว่าการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดไม่มีการจ่ายเงินค่าที่ดิน แสดงว่าการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งหกเป็นการโอนตามข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทที่มีภายหลังจากบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นบริษัทร้างแล้ว จึงไม่มีลักษณะเป็นการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 แต่บริษัทร้างจะต้องดำเนินการเพื่อเลิกบริษัทโดยการชำระบัญชี และกฎหมายได้บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีเป็นผู้จดทะเบียนเพื่อให้นิติบุคคลสิ้นสภาพไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการในมาตรา 1254 และ 1270 เมื่อจำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินพิพาทหลังจากบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด กลายเป็นบริษัทร้างแล้วซึ่งขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการชำระบัญชี จึงไม่มีผลผูกพันบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นการโอนโดยมิชอบ จำเลยทั้งหกต้องโอนที่ดินพิพาทคืนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัดเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาของจำเลยทั้งหกที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ในข้ออื่นแม้วินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยทั้งหกข้อสุดท้ายว่าที่ดินพิพาทมีราคาเท่าใด จำเลยทั้งหกต้องรับผิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆในการโอนที่ดินพิพาทคืนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด หรือไม่ เพียงใด เห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายให้จำเลยทั้งหกโอนที่ดินพิพาทคืนแก่บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นประการแรก ส่วนที่จะให้จำเลยทั้งหกชดใช้ราคาที่ดินพิพาทก็ต่อเมื่อไม่อาจโอนที่ดินพิพาทได้เพราะเหตุพ้นวิสัยเท่านั้นประกอบกับการกำหนดราคาที่ดินพิพาทในขณะจำเลยทั้งหกรับโอนนั้นเกิดจากการตกลงระหว่างทายาทเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันจึงมิใช่ราคาที่ดินพิพาทที่แท้จริงที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดราคาที่ดินพิพาทตามราคาประเมินต่ำสุดในขณะยื่นฟ้องจึงถูกต้องเหมาะสมแล้วส่วนค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด นั้น ปรากฏว่าขณะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจำเลยทั้งหกไม่ทราบเรื่องที่บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัดถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง นอกจากนี้ในหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งหก เอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.12 จ.19 จ.20 จ.26จ.27 และ จ.32 โจทก์เป็นผู้ลงนามแทนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้ขายด้วยภายหลังจากจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งหกไปแล้วจึงทราบว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างแสดงว่าจำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยทั้งหกจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์จำกัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวกึ่งหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 ม. 1250 ม. 1259
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุธรรม อัศวาณิชย์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้ชำระบัญชีของ
โจทก์ — บริษัท อัศวาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย สุรควง อัศวาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340 -ที่ 6345/2544
#98397
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอให้โอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัท อ. อันเป็นการใช้อำนาจของผู้ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1259 (1) และเมื่อเพิกถอนการโอนได้แล้วที่ดินพิพาทก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท อ. มิได้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนที่โต้แย้งว่าโจทก์เลือกปฏิบัติโดยไม่ฟ้องดำเนินคดีแก่บุตรของโจทก์และบุคคลอื่นที่ได้รับโอนที่ดินจากบริษัท อ. นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท อ. เห็นว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการถอดถอนโจทก์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ต่อไป การที่โจทก์ไม่ฟ้องบุคคลอื่นดังกล่าว จึงมิใช่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

เมื่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อบริษัท อ. ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและประกาศแจ้งความโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ต้องถือว่าบริษัท อ. เลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1246 (5) ทั้งมีผลให้โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะกรรมการของบริษัทเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท อ. การที่ผู้ชำระบัญชีโอนที่ดินพิพาทของบริษัท อ. ให้แก่จำเลยทั้งหกตามข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทภายหลังจากบริษัท อ. เป็นบริษัทร้างแล้วและไม่มีการจ่ายเงินค่าที่ดิน จึงไม่มีลักษณะเป็นการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 และไม่มีผลผูกพันบริษัท อ. เป็นการโอนโดยมิชอบ จำเลยทั้งหกต้องโอนที่ดินพิพาทคืนบริษัท อ.

ขณะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกไม่ทราบเรื่องที่บริษัท อ. ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง จำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยแต่ละสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยแต่ละคนเข้าทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด คืนแก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัดหากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก และให้จำเลยทั้งหกชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นใดที่เจ้าพนักงานเรียกเก็บในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดดังกล่าว หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งหกชดใช้เงินแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกส่งมอบโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหกในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นที่เจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ในกรณีที่จำเลยทั้งหกไม่อาจโอนที่ดินดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งหกชดใช้เงินแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหกสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 150,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละสำนวนชนะคดี

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามฟ้องโจทก์ และจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระหากไม่อาจโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ กับให้จำเลยทั้งหกรับผิดชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคนละกึ่งหนึ่งตามส่วนแบ่งที่ดินซึ่งจำเลยแต่ละคนได้รับโอนไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 50,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยทั้งหกเป็นบุตรของนายบรรจงกับนางจรุง อัศวาณิชย์ บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2509 มีนายบรรจง นางจรุง โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 และบุคคลในครอบครัวอัศวาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้น โดยมีนายบรรจง นางจรุง และโจทก์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน นายบรรจงและนางจรุงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2511 และปี 2515 ตามลำดับ กรรมการของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด จึงเปลี่ยนเป็นโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยกรรมการ 2 ใน 3 คน ดังกล่าวมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2529 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง และออกแจ้งความโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2529 แล้วต่อมาวันที่ 5 และ 6 พฤศจิกายน 2529 และวันที่ 23 ธันวาคม 2529 บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ได้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ให้แก่จำเลยทั้งหก ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งหกว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งหกโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอให้โอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด อันเป็นการใช้อำนาจของผู้ชำระบัญชีตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1259 (1) ให้อำนาจไว้ และเมื่อเพิกถอนการโอนได้แล้วที่ดินพิพาทก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด มิได้ตกเป็นของโจทก์ ส่วนที่โต้แย้งว่าโจทก์เลือกปฏิบัติโดยมีบุตรของโจทก์และบุคคลอื่นได้รับโอนที่ดินจากบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ในลักษณะเช่นเดียวกับจำเลยทั้งหก แต่โจทก์ไม่ฟ้องดำเนินคดีแก่บุคคลดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เห็นว่าโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกจะดำเนินการถอดถอนโจทก์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ต่อไป การที่โจทก์ไม่ฟ้องบุคคลอื่นดังกล่าวจึงมิใช่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดโอนที่ดินพิพาทคืนแก่บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ตามกฎหมายอยู่แล้ว ฎีกาจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งหกต่อไปว่า นิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด กับจำเลยทั้งหก มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง และประกาศแจ้งความโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2529 แล้ว ต้องถือว่าบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา1246 (5) ทั้งมีผลให้โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในฐานะกรรมการของบริษัท เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด และมีอำนาจอยู่เช่นเดิมตามความแห่งบทบัญญัติมาตรา 1251 ประกอบด้วยมาตรา 1252 ทั้งนี้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามมาตรา 1250 คือ ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัท เมื่อจำเลยทั้งหกได้รับโอนที่ดินพิพาท เนื่องจากการประชุมระหว่างทายาทที่มีขึ้นภายหลังจากนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดฆ่าชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นบริษัทร้าง โดยตกลงให้แบ่งทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และจำเลยทั้งหกออกเป็น 9 ส่วน แล้วให้ทายาททุกคนจับฉลาก ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2529 ได้ประชุมทายาทแล้วมีมติให้ขายที่ดินของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ให้แก่ทายาทผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่จับฉลากได้ โดยการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดไม่มีการจ่ายเงินค่าที่ดิน แสดงว่าการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งหกเป็นการโอนตามข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทที่มีภายหลังจากบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นบริษัทร้างแล้ว จึงไม่มีลักษณะเป็นการชำระบัญชีเพื่อเลิกบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 แต่บริษัทร้างจะต้องดำเนินการเพื่อเลิกบริษัทโดยการชำระบัญชี และกฎหมายได้บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีเป็นผู้จดทะเบียนเพื่อให้นิติบุคคลสิ้นสภาพไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการในมาตรา 1254 และ 1270 เมื่อจำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินพิพาทหลังจากบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด กลายเป็นบริษัทร้างแล้วซึ่งขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการชำระบัญชี จึงไม่มีผลผูกพันบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด เป็นการโอนโดยมิชอบ จำเลยทั้งหกต้องโอนที่ดินพิพาทคืนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ส่วนค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด นั้น ปรากฏว่าขณะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกไม่ทราบเรื่องที่บริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหาครขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง นอกจากนี้ในหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งหก โจทก์เป็นผู้ลงนามแทนบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ในฐานะผู้ขายด้วย ภายหลังจากจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งหกไปแล้ว จึงทราบว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง แสดงว่าจำเลยทั้งหกรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยทั้งหกจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทอัศวาณิชย์ จำกัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวกึ่งหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีอื่นซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 413 วรรคหนึ่ง ม. 420 ม. 1246 (5) ม. 1249 ม. 1250 ม. 1251 ม. 1252 ม. 1259 (1) ม. 1336 ม. 1376
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุธรรม อัศวาณิชย์
จำกัด — และ
จำเลย — นายสุรควง อัศวาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6338/2544
#42041
เปิดฉบับเต็ม

ร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายหนังสือพิพาทโดยตรง อีกทั้งหนังสือพิพาทไม่ใช่หนังสือภาคบังคับตามหลักสูตรของโจทก์ เพียงแต่เป็นหนังสือเสริมการเรียนการสอนเท่านั้น จึงถือได้ว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดซื้อหนังสือพิพาทหากมีการล่าช้าในการจัดซื้อก็ไม่น่าจะทำให้ทางราชการเสียหาย การจัดซื้อหนังสือพิพาทจึงไม่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2521 แม้การจัดซื้อดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือเวียนที่มีถึงส่วนราชการต่าง ๆ หนังสือดังกล่าวก็มิใช่คำสั่ง แต่เป็นเพียงข้อเสนอแนะชักชวนให้สนับสนุนกิจการด้านสหกรณ์กลาโหม จำกัดเท่านั้น ไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขออนุมัติจัดซื้อหนังสือพิพาท จำเลยที่ 9 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดได้อนุมัติและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการจัดซื้อหนังสือพิพาทโดยวิธีพิเศษ ซึ่งเป็นการผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ และเป็นการเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 321,109.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน184,590 บาท ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 (ที่ถูกต้องทำเป็นคำบอกกล่าว) ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 7 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางช้อย อินทร์จันทร์ นางสุนันท์ แตงเผือก นายชาญชัย อินทร์จันทร์นางพัชรา สิงห์ป้อง นายโชคเกื้อ อินทร์จันทร์ นายจตุรงค์ อินทร์จันทร์นายสัญญาวัฒน์ (ที่ถูกนายสัญญวัฒน์) อินทร์จันทร์ และนางสาวกอบกุลอินทร์จันทร์ ทายาทของจำเลยที่ 7 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2523 จำเลยที่ 5 ที่ 7ที่ 8 และที่ 10 ร่วมกันจัดทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อขออนุมัติจัดซื้อหนังสือคู่มือการเรียนการสอนตามหลักสูตรใหม่โดยวิธีพิเศษจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด และจำเลยที่ 9 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้อนุมัติและแต่งตั้งจำเลยที่ 5ถึงที่ 7 เป็นกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เมื่อคณะกรรมการจัดซื้อดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ จำเลยที่ 9 เป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อขายมีหนังสือคู่มือการสอนจำนวน 12 รายการ เป็นเงิน 999,600 บาท ทั้งที่การจัดซื้อไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2521 เนื่องจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายโดยตรง ทั้งการจัดซื้อหนังสือที่ไม่ใช่แบบเรียน ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้ ราคาหนังสือสูงกว่าความเป็นจริง 184,590 บาท ปัญหาตามฎีกาโจทก์มีเพียงว่าจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายสมชิต สัตภูมินทร์ เบิกความว่าพยานเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ ตามเอกสารหมาย จ.14 พยานสอบปากคำพยานต่าง ๆ แล้ว สรุปว่า ร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายโดยตรง การจัดซื้อของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10เป็นการจัดซื้อโดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะหนังสือที่ซื้อไม่ใช่แบบเรียนการจัดซื้อไม่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ตามเอกสารหมาย จ.15 นายศารทูล วรรธนวินิจเบิกความว่า การจัดซื้อวิธีพิเศษจะจัดซื้อได้ต้องจัดซื้อจากหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เห็นว่า ร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายหนังสือพิพาทโดยตรง อีกทั้งหนังสือพิพาทไม่ใช่หนังสือภาคบังคับตามหลักสูตรของโจทก์เพียงแต่เป็นหนังสือเสริมการเรียนการสอนเท่านั้น จึงถือได้ว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดซื้อหนังสือพิพาท หากมีการล่าช้าในการจัดซื้อก็ไม่น่าจะทำให้ทางราชการเสียหาย ที่จำเลยที่ 5ถึงที่ 10 ต่อสู้ว่าการจัดซื้อเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือเวียนที่มีถึงส่วนราชการต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย ล.2 ตามหนังสือของอธิบดีกรมการปกครองเอกสารหมาย ป.ล.1 และตามหนังสือเอกสารหมาย ล.8 นั้น เห็นว่า หนังสือดังกล่าวมิใช่คำสั่ง แต่เป็นเพียงข้อเสนอแนะชักชวนให้สนับสนุนกิจการร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด เท่านั้นไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม การที่จำเลยที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 10ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อขออนุมัติจัดซื้อหนังสือพิพาท จำเลยที่ 9 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้อนุมัติและแต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการจัดซื้อหนังสือพิพาทโดยวิธีพิเศษ ซึ่งเป็นการผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ข้อ 18(3)(6) ตามเอกสารหมาย จ.15และเป็นการเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 5 ถึงที่10 ฟังไม่ขึ้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน184,590 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30ธันวาคม 2523 จนถึงวันฟ้อง (แต่ต้องไม่เกิน 136,519.61 บาท) และนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — นาย เมตตา พุ่มชูศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6336/2544
#69518
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ทั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีซึ่งอยู่ในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดก็ยังมิได้เปิดทำการ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดจันทบุรีได้ และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดจันทบุรี จะได้เปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลจังหวัดจันทบุรี แต่ศาลจังหวัดจันทบุรีคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อมาอย่างคดีธรรมดา เท่ากับศาลจังหวัดจันทบุรีเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่โอนคดีนี้ไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีทั้งให้พิจารณาต่อไปอย่างคดีธรรมดาโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. 2534 มาตรา 59 กระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา การอุทธรณ์ฎีกาจึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีนี้อย่างคดีธรรมดาได้เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 20,650 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) จำคุก 18 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6,000 บาท และ 20,650 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 17 ปีเศษ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวทั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีซึ่งอยู่ในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดก็ยังมิได้เปิดทำการ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดจันทบุรีได้และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดจันทบุรี จะได้เปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลจังหวัดจันทบุรี แต่ศาลจังหวัดจันทบุรีคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อมาอย่างคดีธรรมดา เท่ากับศาลจังหวัดจันทบุรีเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่โอนคดีนี้ไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรี ทั้งให้พิจารณาต่อไปอย่างคดีธรรมดาโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 59 กระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา การอุทธรณ์ฎีกาจึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีนี้อย่างคดีธรรมดาได้เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุในตอนแรกมีคนร้าย 2 คน ถืออาวุธปืนสั้นคนละกระบอกเข้ามาในขนำที่พัก คนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนจี้ศีรษะผู้เสียหายที่ 1 และบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองนอนคว่ำหน้า แล้วร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยตบและกระทืบต้นคอ หลังจากนั้นคนร้ายทั้งสองปลดเอาสร้อยคอทองคำจากผู้เสียหายที่ 2 ไปรวม 2 เส้น สำหรับจำเลยนี้เป็นคนร้ายที่เข้ามาภายหลัง จำเลยถือท่อนไม้ขนาดข้อมือยาวประมาณ 1 เมตร และใช้ท่อนไม้ดังกล่าวตีลำตัวผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงนั้นพวกของจำเลยส่งอาวุธปืนให้จำเลยถือไว้คอยควบคุมผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยร่วมกับคนร้ายอีก 2 คน จับมือผู้เสียหายที่ 1 ไพล่หลังแล้วใส่กุญแจมือพร้อมกับล้วงเอาธนบัตรจำนวน 4,000 บาท จากกระเป๋าเสื้อ และปลดเอานาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ไปจากผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกับพวกช่วยกันใช้สายไฟฟ้ามัดมือและเท้าผู้เสียหายทั้งสองแล้วขับรถยนต์กระบะของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไปจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายชัยนาท กงแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายบรรหาร มูลทวี
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2544
#44636
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม2536 คลาดเคลื่อนไปจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตาม ประมวลรัษฎากรมาตรา 89(4) และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา 89(10) ดังที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมิน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามมาตรา 89(4) เท่านั้น

ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และมาตรา 246 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าภาษีจำนวน72,917,536.06 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในค่าภาษีจำนวน 381,952.29 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกิน 9,548.81 บาท

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 72,828,413.86 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน381,952.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน 9,548.81 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89(10) เพียงอนุมาตราเดียวเป็นการชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในเดือนตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้ากระดาษในราคาต่ำกว่าราคาต้นทุนสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้ยอดขายสินค้าที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ต่ำไปเป็นเงิน 1,273,174.29บาท คิดเป็นภาษีขายจำนวน 89,122.20 บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเป็นเงิน 89,122.20 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) และ (10) จำนวน267,366.60 บาท และเงินเพิ่ม 89,122.20 บาท รวม 445,611 บาทตามรายละเอียดการคำนวณเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 43 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม 2536คลาดเคลื่อนไป จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(4)และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา 89(10) ดังที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมินดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามมาตรา 89(4)เท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และมาตรา 246 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(10) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน 72,739,291.66 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน381,952.29 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน 9,548.81 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
ป.รัษฎากร ม. 87/1 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท เจริญอักษรไฟน์เปเปอร์ จำกัด โดย
จำเลย — นาย วิชิต ศรีปลั่ง ในฐานะผู้ชำระบัญชี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331/2544
#98399
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายคลาดเคลื่อนไป จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และการกระทำของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา 89 (10)

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในหนี้ค่าภาษีจำนวน ๗๒,๙๑๗,๕๓๖.๐๖ บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในค่าภาษีจำนวน ๓๘๑,๙๕๒.๒๙ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกิน ๙,๕๔๘.๘๑ บาท

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๗๒,๘๒๘,๔๑๓.๘๖ บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน ๓๘๑,๙๕๒.๒๙ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน ๙,๕๔๘.๘๑ บาท คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลาง วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๙ (๑๐) เพียงอนุมาตราเดียวเป็นการชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในเดือนตุลาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้ขายสินค้ากระดาษในราคาต่ำกว่าราคาต้นทุนสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้ยอดขายสินค้าที่จำเลยที่ ๑ แสดงไว้ต่ำไปเป็นเงิน ๑,๒๗๓,๑๗๔.๒๙ บาท คิดเป็นภาษีขายจำนวน ๘๙,๑๒๒.๒๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงประเมินให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเป็นเงิน ๘๙,๑๒๒.๒๐ บาท เบี้ยปรับตามมาตรา ๘๙ (๔) และ (๑๐) จำนวน ๒๖๗,๓๖๖.๖๐ บาท และเงินเพิ่ม ๘๙,๑๒๒.๒๐ บาท รวม ๔๔๕,๖๑๑ บาท เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม ๒๕๓๖ คลาดเคลื่อนไป จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๙ (๔) และการกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๘๗/๑ หรือมีสินค้าขาดจากรายงาน สินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องตามมาตรา ๘๙ (๑๐) ดังที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมิน ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตามมาตรา ๘๙ (๔) เท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) และมาตรา ๒๔๖ การประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา ๘๙ (๑๐) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๗๒,๗๓๙,๒๙๑.๖๖ บาท พร้อมเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน ๓๘๑,๙๕๒.๒๙ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณใหม่ต้องไม่เกิน ๙,๕๔๘.๘๑ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 87/1 ม. 89 (4) ม. 89 (10)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเจริญอักษรไฟน์เปเปอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6327/2544
#42040
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งซึ่งจำเลยรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษต่อให้เพราะคดีดังกล่าวยังไม่ได้พิพากษา เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้นับโทษต่อโดยอ้างว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโดยจำคุกจำเลยรวม10 ปี จำเลยไม่ได้แก้ฎีกาหรือฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงฟังได้ว่าคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจริง ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้นับโทษต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบแจกันทองเหลือง นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบแจกันทองเหลืองนั้น เห็นว่าแจกันดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดจึงไม่ริบ ให้ยกคำขอส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงยังไม่มีโทษจำคุกที่จะนับโทษต่อได้ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67จำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน50 เม็ด และแจกันทองเหลืองบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 ใบ เป็นของกลาง ได้ส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาการเขต 1สำนักงานวิทยาการตำรวจผลการตรวจปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.7คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน50 เม็ดไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าเมทแอมเฟตามีนมิใช่ของจำเลยและมิได้ค้นพบที่บ้านจำเลย เหตุที่จำเลยลงชื่อในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่นั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ลงแก่จำเลยนั้นสูงเกินไป ขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจวางโทษจำเลยก่อนลดจำคุก 5 ปีลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาอีกประการหนึ่งขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยก็รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษต่อให้เพราะคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้พิพากษา เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว โดยอ้างว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโดยพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวมแล้วมีกำหนด 10 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6036/2543 จำเลยไม่ได้แก้ฎีกาหรือฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจริง ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้นับโทษต่อได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายืน และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 หมายเลขแดงที่ 6036/2543ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายเสน่ห์ สมบุญตี๋
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2544
#41277
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบแสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่าย จำนวนเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้มีเพียง 50 เม็ดมีปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จึงไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานโจทก์อ้างว่าสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลย แทนที่พยานโจทก์จะใช้วิธีล่อซื้อแต่กลับขอเพียงหมายค้นบ้านจำเลยเท่านั้น ส่วนพยานโจทก์ที่ทำการซุ่มดูและเห็นจำเลยและวัยรุ่นส่งมอบของให้กันก็ไม่ยืนยันว่าสิ่งของที่ส่งมอบกันนั้นเป็นอะไรทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การปฏิเสธ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยจำหน่าย จ่าย แจก หรือมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อจากคดีก่อน แต่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษต่อให้เพราะคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้พิพากษา เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้นับโทษต่อโดยอ้างว่าคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโดยพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยไม่ได้แก้ฎีกาหรือฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีดังกล่าวแล้วจริง ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้นับโทษต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541เวลากลางคืน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.60 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เหตุเกิดที่ตำบลกกแก้วบูรพา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนและแจกันทองเหลืองบรรจุเมทแอมเฟตามีน 1 ใบ ไว้เป็นของกลาง เมทแอมเฟตามีนหมดไปในการตรวจพิสูจน์จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบแจกันทองเหลือง นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบแจกันทองเหลืองนั้น เห็นว่า แจกันดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดจึงไม่ริบให้ยกคำขอส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงยังไม่มีโทษจำคุกที่จะนับโทษต่อได้จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 จำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด และแจกันทองเหลืองบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 ใบ เป็นของกลาง ได้ส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาการเขต 1 สำนักงานวิทยาการตำรวจผลการตรวจปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบแสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน50 เม็ด ไว้เพื่อจำหน่าย จำนวนเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ก็มีเพียง50 เม็ด ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจำเลยจะมีไว้เพื่อจำหน่ายเสมอไป พยานโจทก์อ้างว่าสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลย แทนที่พยานโจทก์จะได้ใช้วิธีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยแต่ก็หาได้ทำไม่ กลับขอเพียงหมายค้นบ้านจำเลยเท่านั้นจึงน่าสงสัยว่าพยานโจทก์จะสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยจริงหรือไม่ ส่วนพยานโจทก์ที่ซุ่มดูเห็นจำเลยกับกลุ่มวัยรุ่นส่งสิ่งมอบของให้แก่กันนั้น ก็ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าสิ่งของที่ส่งมอบกันนั้นเป็นอะไร เมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด มีปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จึงไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การปฏิเสธ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยจำหน่าย จ่าย แจก หรือมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายเช่นวิธีการล่อซื้อมาเบิกความต่อศาล ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงแก่จำเลยนั้นสูงเกินไป ขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ใช้ดุลพินิจวางโทษจำเลยก่อนลดจำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นและที่โจทก์ฎีกาอีกประการหนึ่งขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยก็รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษต่อให้เพราะคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้พิพากษา เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว โดยอ้างว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโดยพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวมแล้วมีกำหนด 10 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6036/2543 จำเลยไม่ได้แก้ฎีกาหรือฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจริง ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้นับโทษต่อได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายืน และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1866/2542 หมายเลขแดงที่ 6036/2543 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย เสน่ห์ สมบุญตี๋
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6321/2544
#41276
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาปลอมและใช้ตั๋วแลกเงินปลอมแต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยข้อหาปลอมและใช้ตั๋วแลกเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมโดยให้เหตุผลว่า ตั๋วแลกเงินดังกล่าวไม่ใช่เอกสารสิทธิ ศาลอาญากรุงเทพใต้จึงมีคำสั่งปล่อยตัวจำเลย และในวันเดียวกันจำเลยถูกจับและควบคุมตัวในคดีอื่นข้อหาปลอม ใช้หนังสือใบรับฝากตั๋วแลกเงินปลอมรวม16 กรรมแต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จนกระทั่งโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264,268 ดังนี้ แม้ว่าตั๋วแลกเงินที่ถูกฟ้องในคดีนี้เป็นฉบับเดียวกับที่จำเลยถูกดำเนินคดีเป็นคดีแรก เมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนคดีนี้แล้วโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงย่อมจะผ่านขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาที่จำเลยอ้างว่าคดีนี้ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยแล้ว ฎีกาจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยถูกฟ้องในคดีอื่นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้แม้จำเลยจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วโจทก์จึงไม่ต้องนำตัวจำเลยมาศาล เมื่อจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้จึงไม่ต้องขอผลัดฟ้องหรือขออนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด)ฟ้องคดีนี้ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 7 และ 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 วันใดไม่ปรากฏชัดเวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ปลอมเอกสารโดยนำภาพถ่ายซึ่งถ่ายสำเนามาจากต้นฉบับตั๋วแลกเงินของ บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดหมายเลข 027500 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาทสั่งจ่ายธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 อันเป็นเอกสารที่แท้จริง และได้ขายให้แก่นางจันทร์จรัส ทัพพยุทธพิจารณ์ ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2538 มาแก้ไขดัดแปลง (1) จำนวน 1,000,000 บาทเป็นจำนวน 10,000,000 บาท (2) วันที่ออกของตั๋วแลกเงินจาก NOVEMBERเป็นพฤศจิกายน (3) วันกำหนดสั่งจ่ายของตั๋วแลกเงินจาก FEBRUARY เป็นกุมภาพันธ์ (4) จำนวนเงินในตั๋วแลกเงินซึ่งพิมพ์ว่า ONE MILLION BAHT ONLYเป็นสิบล้านบาทถ้วน อันเป็นการเติมดัดแปลงแก้ไขตัวอักษร ตัวเลข และข้อความในเอกสารภาพถ่ายตั๋วแลกเงินฉบับดังกล่าวให้ผิดไปจากภาพถ่ายสำเนาตั๋วแลกเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)และนางจันทร์จรัส หรือประชาชนและจำเลยได้นำเอกสารปลอมดังกล่าวมาอ้างต่อนางจีรจิตต์ จำรัสโรมรัน ลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ว่า เป็นภาพถ่ายซึ่งถ่ายมาจากต้นฉบับตั๋วแลกเงินฉบับจริง และเสนอขายตั๋วแลกเงินฉบับดังกล่าวแก่นางจีรจิตต์ในราคา 9,771,568 บาท เป็นเหตุให้นางจีรจิตต์หลงเชื่อจึงตกลงซื้อและมอบเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยไป ทั้งนี้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางจีรจิตต์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทเอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดหรือประชาชน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4007/2539ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268,91 กับนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 4007/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 264 ลงโทษตามมาตรา 268 ให้จำคุกจำเลย 4 เดือนส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4007/2539ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยจึงไม่นับโทษต่อให้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะข้อ 2 ซึ่งป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วแลกเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมและจำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2539 ตลอดมาจนถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2539พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยเนื่องจากเห็นว่าเอกสารที่โจทก์ร่วมแจ้งความดังกล่าวมิใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยมิได้มีการแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา264,268 พนักงานสอบสวนและโจทก์ (พนักงานอัยการ) มิได้ขอผลัดฟ้อง และก่อนฟ้องโจทก์ (พนักงานอัยการ) มิได้ขอผลัดฟ้องและก่อนฟ้องโจทก์ (พนักงานอัยการ)มิได้ขออนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด) จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 7 และ 9 ทั้งในวันฟ้องมิได้นำตัวจำเลยมาศาลด้วย เป็นการฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ประเด็นนี้คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2541ว่า นายดาบตำรวจอุทิศ ใจดี จับกุมจำเลยโดยชอบ และร้อยตำรวจเอกธนัทธรรมากุลวิชช์ กับร้อยตำรวจเอกจตุพล บงกชมาศ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนคดีนี้ โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 นายดาบตำรวจอุทิศจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่า จำเลยปลอมและใช้ตั๋วแลกเงินปลอมซึ่งตั๋วแลกเงินดังกล่าวเป็นฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ แต่ในครั้งนั้นพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าตั๋วแลกเงินดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิจึงฝากขังจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยข้อหาปลอมและใช้ตั๋วแลกเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมโดยให้เหตุผลว่า ตั๋วแลกเงินดังกล่าวมิใช่เอกสารสิทธิ และศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งปล่อยตัวจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม2539 ในวันเดียวกันนี้จำเลยถูกจับและถูกควบคุมตัวในคดีอื่นข้อหาปลอมใช้หนังสือใบรับฝากตั๋วแลกเงินปลอมรวม 16 กรรม จำเลยถูกควบคุมตัวในคดีดังกล่าวจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2539 จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540เห็นว่า ในส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยมิได้มีการแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,268 นั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า พนักงานสอบสวนได้สอบสวนคดีนี้แล้วโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงย่อมจะผ่านขั้นตอนการแจ้งข้อหาดังที่จำเลยอ้างฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้นำตัวจำเลยมาศาลทั้งมิได้ขอผัดฟ้องและก่อนฟ้องโจทก์มิได้ขออนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสุงสุด) จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยถูกฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4007/2539 แม้จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวก็ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วโจทก์จึงไม่จำต้องนำตัวจำเลยมาศาลเมื่อจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ ดังนั้นจึงไม่จำต้องขอผลัดฟ้องหรือขออนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด) ฟ้องคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 และ 9 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง นิตยา วิรัชพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6310/2544
#42039
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีเริ่มต้นด้วยคำร้องขออันเป็นการใช้สิทธิทางศาลซึ่งเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทแต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน จึงชอบที่จะต้องดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(4) เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างในคำร้องขอนั้นผู้คัดค้านมิได้ปฏิเสธ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านยอมรับข้อเท็จจริงนี้แล้วและหาเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ผู้ร้องจะต้องนำสืบไม่

ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629(2) แม้จะปรากฏข้อกล่าวอ้างในทางนำสืบของผู้ร้องว่าทรัพย์สินบางรายการในบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของผู้ร้องซึ่งเพียงแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน ก็จะถือว่าผู้ร้องกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายอันเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมหาได้ไม่ เพราะหากความจริงเป็นประการใดก็ย่อมจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องอีกทั้งเป็นเรื่องในชั้นจัดการแบ่งปันมรดกซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งและสำหรับผู้คัดค้านนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าแม้ผู้คัดค้านและผู้ตายจดทะเบียนหย่าต่อกัน แต่ภายหลังก็อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายทรัพย์สินที่มีอยู่จึงอาจเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตาย จึงชอบที่จะว่ากล่าวกันในชั้นจัดการแบ่งปันมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนายพินัยบูรพาชีพผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หรือตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางอัญชลี บูรพาชีพ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายพินัย บูรพาชีพ ผู้ตาย โดยมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายพินัย บูรพาชีพ ผู้ตาย ร่วมกัน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมนายพินัย บูรพาชีพ ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านมีบุตรเกิดระหว่างสมรส 1 คน คือเด็กชายพิสุทธิ์ บูรพาชีพ ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2535 นายพินัยจดทะเบียนหย่ากับผู้คัดค้านตามใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย ร.3แต่ภายหลังก็ได้อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนเกิดบุตร 1 คน คือเด็กหญิงอุมาพร บูรพาชีพ ครั้นวันที่ 2 มกราคม 2538 นายพินัยถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่กรรมตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.2 มีทรัพย์มรดกเช่นที่ดินและเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ หลายแห่ง ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.16 และ ร.ค.1 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านมีว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคดีนี้เพราะผู้ร้องมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่ และผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมแก่การเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปเสียทีเดียว สำหรับฎีกาของผู้คัดค้านในประเด็นว่าผู้ร้องมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องของคดีนี้นั้น เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงว่าผู้คัดค้านเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมากกว่าผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวหรือมิฉะนั้นก็ขอให้ตั้งผู้คัดค้านร่วมกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยบรรยายคำร้องคัดค้านว่า แม้ผู้คัดค้านกับผู้ตายจดทะเบียนหย่าต่อกัน แต่ก็ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยามาโดยตลอด จนกระทั่งมีบุตรอีก 1 คน คือเด็กหญิงอุมาพร ทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นการทำมาหาได้ร่วมกันของผู้คัดค้านกับผู้ตาย จากคำร้องคัดค้านดังกล่าวมิได้ ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ปฏิเสธว่าผู้ร้องมิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายดังนี้ แม้คดีนี้จะเริ่มต้นด้วยคำร้องขออันเป็นการใช้สิทธิทางศาลซึ่งเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน จึงชอบที่จะต้องดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(4) ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างในคำร้องขอนั้นผู้คัดค้านมิได้ปฏิเสธ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านยอมรับข้อเท็จจริงนี้แล้ว และหากเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ผู้ร้องจะต้องนำสืบไม่ผู้ร้องจึงเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีสิทธิยื่นคำร้องขอคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของคู่ความทั้งสองฝ่ายมีว่าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน บุคคลใดมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกคดีนี้ เห็นว่า สำหรับผู้ร้องนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(2) มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนี้แม้จะปรากฏข้อกล่าวอ้างในทางนำสืบของผู้ร้องว่าทรัพย์สินบางรายการในบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย เป็นของผู้ร้องซึ่งเพียงแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน ก็จะถือว่าผู้ร้องกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายอันเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมหาได้ไม่ เพราะหากความจริงเป็นประการใดก็ย่อมจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นเรื่องในชั้นจัดการแบ่งปันมรดกซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง และสำหรับผู้คัดค้านนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าแม้ผู้คัดค้านกับผู้ตายจดทะเบียนหย่าต่อกัน แต่ภายหลังก็อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่มีอยู่จึงอาจเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตาย จึงชอบที่จะว่ากล่าวกันในชั้นจัดการแบ่งปันมรดกอีกทั้งบุตรของผู้คัดค้านกับผู้ตายคือเด็กชายพิสุทธิ์และเด็กหญิงอุมาพร ผู้คัดค้านก็เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเพียงผู้เดียวเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โดยเด็กชายพิสุทธิ์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) และเด็กหญิงอุมาพรก็อาจมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1629(1) ส่วนการที่ผู้คัดค้านไปรับเงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้ตายที่ระบุให้เด็กชายพิสุทธิ์ เป็นผู้รับประโยชน์ แล้วนำเงินไปเปิดบัญชีเงินฝากในนามผู้คัดค้านเพื่อเด็กชายพิสุทธิ์ บูรพาชีพ ต่อมาก็ถอนเงินบางส่วนไปทำประกันชีวิตให้แก่บุตรทั้งสองโดยระบุให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประโยชน์ดังที่ผู้ร้องฎีกามานั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูของมารดาที่มีต่อบุตรจะนำมาเป็นเหตุให้รับฟังว่าผู้คัดค้านประพฤติตนไม่เหมาะสมหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิพนธ์ บูรพาชีพ
จำเลย — นาง อัญชลี บูรพาชีพ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ