คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6205/2544
#69560
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนและขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าว ทำให้น่าสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นดังที่พยานโจทก์เบิกความ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองให้การ รับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น ก็มีความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจหรือ รับสารภาพเพราะถูกขู่บังคับและถูกทำร้าย เมื่อฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจก็ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แม้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๓๘ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ? และจำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง ?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ได้กระทำผิดตามโจทก์ฟ้องนั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประทวน พวงจำปา และสิบตำรวจตรีทวีศักดิ์ วงศ์โกษฐ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความเป็นพยาน เห็นว่า คำให้การของร้อยตำรวจเอกประทวนแตกต่างกับคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนฉบับแรกที่ได้ให้การไว้และข้อความที่ระบุไว้ในหลักฐานการตรวจรับยาเสพติดให้โทษและรายงานผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นนั้นแตกต่างกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งเรื่องจำนวน และลักษณะของเมทแอมเฟตามีน ตลอดจนวัตถุที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีน ดังนั้นการที่พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนและขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าวทำให้น่าสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นดังที่ร้อยตำรวจเอกประทวนและสิบตำรวจตรีทวีศักดิ์ เบิกความ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำร้ายจำเลยที่ ๒ จนจำเลยที่ ๒ ต้องยอมให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๑ ถูกขู่บังคับว่าถ้าไม่รับสารภาพก็จะโดนทำร้ายเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงต้องยอมให้การรับสารภาพ ทำให้มีความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจหรือรับสารภาพเพราะถูกขู่บังคับและถูกทำร้าย เมื่อฟังไม่ได้ แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจก็ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และร้อยตำรวจเอกประทวนยังตอบทนายความจำเลยที่ ๑ ถามค้านได้ความว่า จำเลยทั้งสองไม่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จากเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้แน่ชัด และมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลย ทั้งสองได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง

ส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แม้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและข้อหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๒ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรเช่นเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำผิดฐานนี้หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ ๒

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางให้ริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 ม. 215 ม. 216 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225 ม. 226 ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจักรี สุขใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเถลิงศักดิ์ คำสุระ
ศาลอุทธรณ์ — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2544
#41268
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงเกินกว่า 500 บาท ที่มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เข้ากรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แม้ไม่มีเอกสารมาแสดง เมื่อมีปัญหาว่าจำเลยชำระเงินตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้วหรือไม่ โจทก์จึงมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบได้มิใช่เป็นการสืบพยานเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์จำนวน 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 551,100 บาท เมื่อถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งละ 91,850 บาทคงค้างชำระหนี้อยู่ทั้งสิ้น 367,400 บาท จำเลยที่ 2 ออกเช็คชำระหนี้ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 462,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 367,400บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ ไม่เคยได้รับน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เคยกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้ใด ๆ ต่อโจทก์ โจทก์และจำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน462,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 367,400 บาท นับจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบอธิบายความหมายของคำว่า จ่ายแล้วในใบเบิกน้ำมัน ใบส่งของ ใบกำกับขนส่งว่า หมายถึงจ่ายเช็ค หรือไม่ ปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่เห็นว่าการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงตามเอกสารหมาย จ.5 มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เข้ากรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แม้ไม่มีเอกสารมาแสดง เมื่อมีปัญหาว่าจำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้วหรือไม่โจทก์จึงมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบได้มิใช่เป็นการสืบพยานเพื่อเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปั๊ม ส. อนันต์บริการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2544
#99268
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงเกินกว่า 500 บาท ที่มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เข้ากรณีตามป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แม้ไม่มีเอกสารมาแสดง เมื่อมีปัญหาว่าจำเลยชำระเงินตาม สัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้วหรือไม่ โจทก์จึงมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบได้ มิใช่เป็นการสืบพยานเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วน จำกัด ปั๊ม ส.อนันต์บริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6192/2544
#41267
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 66 ไม่จำเป็นต้องระบุข้อความที่ว่า "ซึ่งไม่ใช่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะอนุญาตเป็นหนังสือ" ไว้ในฟ้อง หรือคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายไว้ในฟ้อง ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว

โจทก์ระบุในฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ซึ่งตรงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91แม้โจทก์มิได้ระบุมาตราดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็หยิบยกขึ้นพิจารณาได้ เพราะเป็นบทมาตราที่ยกขึ้นปรับเกี่ยวกับการลงโทษหลายกรรมซึ่งมิใช่บทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติถึงฐานความผิดหรือองค์ประกอบแห่งการกระทำความผิดที่จะลงโทษจำเลยตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6)บัญญัติให้โจทก์ต้องอ้างถึง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 8 เม็ด น้ำหนัก 0.71 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้จำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 100 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,8, 15, 66, 97, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยและคืนธนบัตร 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 15 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตร 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาเกิดเหตุได้มีสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ดจากจำเลยโดยใช้ธนบัตรฉบับละ 100 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ถ่ายสำเนาและลงรายงานประจำวันไว้ แล้วสายลับได้มอบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจค้นจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนอีก 7 เม็ด พร้อมธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจึงจับกุมจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชัดว่า"จำเลยได้บังอาจมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539)เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ข้อ 2 และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับดังกล่าว ชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 1ลำดับที่ 20 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว จำนวน 8 เม็ด น้ำหนักรวม 0.71 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522" และ "จำเลยได้บังอาจจำหน่าย โดยการขายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 100 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522" จึงเป็นการฟ้องตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 หาใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 ดังฎีกาของจำเลยแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุข้อความที่ว่า "ซึ่งไม่ใช่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะอนุญาตเป็นหนังสือ" ไว้ในฟ้อง หรือคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายไว้ในฟ้อง ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ยังได้ระบุความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในมาตรา 66 เช่นเดียวกับความผิดฐานจำหน่าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ทั้งสองฐานความผิดจึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ส่วนที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่า คำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น ข้อนี้เห็นว่า โจทก์ระบุในฟ้องว่าเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ซึ่งตรงกับ มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แม้โจทก์มิได้ระบุมาตราดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็หยิบยกขึ้นพิจารณาได้ เพราะเป็นบทมาตราที่ยกขึ้นปรับเกี่ยวกับการลงโทษหลายกรรมซึ่งมิใช่บทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติถึงฐานความผิดหรือองค์ประกอบแห่งการกระทำความผิดที่จะลงโทษจำเลยตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) บัญญัติให้โจทก์ต้องอ้างถึง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ อุตสาหะ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6192/2544
#69559
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ระบุชัดว่า "จำเลยได้บังอาจมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 และตามประกาศกระทรวง สาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ข้อ 2 และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับดังกล่าว ชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ลำดับที่ 20 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว จำนวน 8 เม็ด น้ำหนักรวม 0.71 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 " และ "จำเลยได้บังอาจจำหน่าย โดยการขายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน ที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวในฟ้อง ข้อ 1 ก. ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 100 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 " จึงเป็นการฟ้องตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 หาใช่ฟ้องตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ไม่ ทั้งนี้ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุข้อความที่ว่า "ซึ่งไม่ใช่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตเป็นหนังสือ " ไว้ในฟ้อง หรือคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายไว้ในฟ้อง ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ยังได้ระบุความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในมาตรา 66 เช่นเดียวกับความผิดฐานจำหน่าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ ทั้งสองฐานความผิดจึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ระบุในฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 เวลากลางคืน หลังเที่ยงจำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมาย หลายบทหลายกรรมต่างกัน ซึ่งตรงกับมาตรา 91 แห่ง ป.อ. แม้โจทก์มิได้ระบุมาตราดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็หยิบยกขึ้นพิจารณาได้ เพราะเป็นบทมาตราที่ยกขึ้นปรับเกี่ยวกับการลงโทษหลายกรรม ซึ่งมิใช่บทมาตรา ในกฎหมายซึ่งบทบัญญัติถึงฐานความผิดหรือองค์ประกอบแห่งการกระทำความผิดที่จะลงโทษจำเลยตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) บัญญัติให้โจทก์ต้องอ้างถึง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๙๗, ๑๐๒ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยและคืนธนบัตร ๑๐๐ บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๑๐๒ ด้วย) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๑๕ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๐ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตร ๑๐๐ บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเพราะข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชัดว่า "จำเลยได้บังอาจมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔ และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๒ และบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับดังกล่าว ชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ลำดับที่ ๒๐ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจกานุเบกษา และจำเลยได้ทราบประกาศนี้แล้ว จำนวน ๘ เม็ด น้ำหนักรวม ๐.๗๑ กรัม ไว้ในครอบครอง ของจำเลยเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ " และ "จำเลยได้บังอาจจำหน่าย โดยการขายเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๑ เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายดังกล่าวในฟ้องข้อ ๑ ก. ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา ๑๐๐ บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ " จึงเป็นการฟ้องตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ หาใช่ฟ้องตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ ดังฎีกาของจำเลยแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุข้อความที่ว่า "ซึ่งไม่ใช่กรณี จำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะอนุญาตเป็นหนังสือ" ไว้ในฟ้อง หรือคำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายไว้ในฟ้อง ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ยังได้ระบุความผิดฐานมีไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ใน มาตรา ๖๖ เช่นเดียวกับความผิดฐานจำหน่าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์ทั้งสองฐานความผิดจึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ส่วนที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่า คำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ( ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น ข้อนี้เห็นว่า โจทก์ระบุฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๑ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ซึ่งตรงกับมาตรา ๙๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา แม้โจทก์มิได้ระบุมาตราดังกล่าวไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็หยิบยกขึ้นพิจารณาได้ เพราะเป็นบทมาตราที่ยกขึ้นปรับเกี่ยวกับ การลงโทษหลายกรรม ซึ่งมิใช่บทมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าฐานความผิดหรือองค์ประกอบแห่งการกระทำความผิดที่จะลงโทษ จำเลยตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๖) บัญญัติให้โจทก์ต้องอ้างถึง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ จำเลยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6)
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ อุตสาหะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2544
#44634
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ จะต้องเป็นการอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 ว่าเหตุผลข้อหนึ่งที่โจทก์จำเป็นต้องนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลโดยมิได้ผ่านขบวนการอนุญาโตตุลาการเพราะโจทก์พยายามจัดให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทแล้วแต่จำเลยไม่ประสงค์จะให้มีการเจรจา คู่ความจึงนำคดีมาฟ้องโดยไม่ผ่านขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีก่อนเข้าสู่ขบวนการอนุญาโตตุลาการอุทธรณ์ข้อ 4 ว่า จำเลยมีโอกาสยกข้อต่อสู้เรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมาตั้งแต่ขณะยื่นคำให้การแล้ว คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180อุทธรณ์ทั้งสองข้อดังกล่าวของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไปที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ที่ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งลิฟท์และบันไดเลื่อนโครงการเวฟ เพลส ตกลงราคาลิฟท์ 4 ชุด บันไดเลื่อน 8 ชุด พร้อมติดตั้งและงานเพิ่มเติมเป็นเงินจำนวน 90,738,000 บาท โจทก์ดำเนินการเสร็จสิ้นและส่งมอบงานให้จำเลยแล้ว โจทก์ได้รับชำระเงินบางส่วนจำนวน63,000,000 บาท คงเหลือส่วนที่จำเลยไม่ได้ชำระจำนวน27,738,000 บาท และเมื่อถึงกำหนดชำระส่วนที่เหลือ จำเลยไม่ชำระ จำเลยต้องชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องจำนวน 4,490,999.79 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 32,228,999.80 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 32,228,999.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,738,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสัญญาซื้อขายลิฟท์และบันไดเลื่อนพร้อมเงื่อนไขข้อ 24 ระบุว่าหากผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมามีข้อโต้แย้งไม่ว่าเรื่องใด ๆ อันเกิดจากสัญญานี้หรือการก่อสร้าง หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้หาข้อยุติโดยเข้าสู่ขบวนการอนุญาโตตุลาการตามกฎของสำนักงานอนุญาโตตุลาการกระทรวงยุติธรรมโดยใช้กฎหมายที่บังคับใช้ ณ วันที่ยื่นคำร้อง การดำเนินการให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาโจทก์จึงต้องนำข้อพิพาทคดีนี้ขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อนการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยไม่นำสู่สำนักงานอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการผิดข้อตกลงในสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะก่อนฟ้องคดีโจทก์มิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน

ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้ว แถลงว่าสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งลิฟท์และบันไดเลื่อน มีข้อสัญญาเกี่ยวกับการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการตามคำร้องของจำเลยจริง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลย คำแถลงของโจทก์แล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัย จึงให้งดสืบพยานจำเลยแล้วพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเรื่องอำนาจฟ้องและอุทธรณ์คำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ซึ่งการจะอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 ว่า เหตุผลข้อหนึ่งที่โจทก์จำเป็นต้องนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลโดยมิได้ผ่านขบวนการอนุญาโตตุลาการก็เพราะโจทก์พยายามจัดให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทแล้ว แต่จำเลยไม่ประสงค์จะให้มีการเจรจา คู่ความจึงนำคดีมาฟ้องโดยไม่ผ่านขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีก่อนเข้าสู่ขบวนการอนุญาโตตุลาการอุทธรณ์ข้อ 4 ว่าจำเลยมีโอกาสยกข้อต่อสู้เรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมาตั้งแต่ขณะยื่นคำให้การแล้วคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลย จึงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180อุทธรณ์ทั้งสองข้อดังกล่าวของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไปที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ จึงไม่ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โอทิส เอเลเวเทอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เวฟ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2544
#69558
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเรื่องอำนาจฟ้องหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน แต่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่ว่า โจทก์นำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลโดยมิได้ผ่านขบวนการอนุญาโตตุลาการก็เพราะโจทก์พยายามจัดให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทแล้ว แต่จำเลยไม่ประสงค์จะให้มีการเจรจา และอุทธรณ์ข้อที่ว่า จำเลยมีโอกาสยกข้อต่อสู้เรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมาตั้งแต่ขณะยื่นคำให้การแล้ว คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 180 อุทธรณ์ทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่จำเลยซื้อลิฟท์และบันไดเลื่อนพร้อมติดตั้งจำนวน ๓๒,๒๒๘,๙๙๙.๗๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๗,๗๓๘,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้พิพากษายกฟ้อง

หลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสัญญาซื้อขายลิฟท์และบันไดเลื่อนพร้อมเงื่อนไข ข้อ ๒๔ ระบุว่า หากผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมามีข้อโต้แย้งไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตามอันเกิดจากสัญญานี้หรือการก่อสร้างในช่วงระหว่างที่ก่อสร้างหรือภายหลังจากงานก่อสร้างแล้วหรือก่อนหรือหลังการบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายควรใช้ความพยายามโดยสันติวิธีเพื่อหาข้อยุติข้อโต้แย้ง หรือข้อโต้เถียง หรือ ข้อเรียกร้อง หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้หาข้อยุติโดยเข้าสู่ขบวนการอนุญาโตตุลาการตามกฎของสำนักงานอนุญาโตตุลาการกระทรวงยุติธรรม โดยใช้กฎหมายที่บังคับใช้ ณ วันที่ยื่นคำร้อง การดำเนินการให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญา โจทก์จึงต้องนำข้อพิพาทคดีนี้ขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการใหวินิจฉัยชี้ขาดก่อน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยไม่นำสู่สำนักงานอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการผิดข้อตกลงในสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะก่อนฟ้องคดีโจทก์มิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน

ในวันนัดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วแถลงว่าสัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งลิฟท์และบันไดเลื่อนมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการตามคำร้องของจำเลยจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ เรื่องอำนาจฟ้องและอุทธรณ์คำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ซึ่งการจะอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ ๓ ว่า เหตุผลข้อหนึ่งที่โจทก์ จำเป็นต้องนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลโดยมิได้ผ่านขบวนการอนุญาโตตุลาการก็เพราะโจทก์พยายามจัดให้มีการเจรจาเพื่อหา ข้อยุติข้อพิพาทแล้ว แต่จำเลยไม่ประสงค์จะให้มีการเจรจา คู่ความจึงนำคดีมาฟ้องโดยไม่ผ่านขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีก่อนเข้าสู่ขบวนการอนุญาโตตุลาการ อุทธรณ์ข้อ ๔ ว่า จำเลยมีโอกาสยกข้อต่อสู้เรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการมาตั้งแต่ขณะยื่นคำให้การแล้ว คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ อุทธรณ์ทั้งสองข้อดังกล่าวของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอทิส เอเลเวเทอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเวฟ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิ เอกกิตติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6172/2544
#43339
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าทายาทหลายคนไม่ได้ให้ความยินยอม จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริต

เจ้ามรดกมีทายาทด้วยกัน 13 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวและมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทรวมถึงทายาทอื่นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142เมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 13 ส่วน จำเลยที่ 1มีอำนาจขายและจำนองที่ดินพิพาทส่วนของตนได้ จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม12 ใน 13 ส่วนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2539 และให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งปันที่ดินเนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2539 ในโฉนดที่ดินเลขที่ 13401 ตำบลไหล่ทุ่งอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนโดยใส่ชื่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 2 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและมีพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมมารดาเดียวกันทั้งหมด 13 คน นางบรรณ์หรือบันใจเดียว มารดาถึงแก่กรรมปี 2535 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 13401 อยู่ที่ตำบลไหล่ทุ่ง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อที่ 32 ไร่เศษ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางบรรณ์หรือบันตามเอกสารหมายจ.5 วันที่ 17 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.6ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมายและผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยที่ 2ก็มิได้ต่อสู้ในคำให้การของตน จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยที่ 2ฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไปขอกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ขอหลักทรัพย์ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินพิพาทไปค้ำประกัน จำเลยที่ 2 แนะนำให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางบรรณ์หรือบันจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินเรื่องขอจัดการมรดก วันที่ 19 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาทต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 เพิ่มอีก 500,000บาท ได้ชำระดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยทายาทคนอื่น ๆ ไม่ทราบเรื่อง ต่อมานางอุบลประสาร และนางมณี ประสาร ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ตกลงจะขายที่ดินพิพาทคืนให้จำเลยที่ 1 นางอุบลและนางมณีจึงถอนฟ้อง จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่มีเงื่อนไขว่าให้จำเลยที่ 1 ไปขอจัดการมรดกให้เรียบร้อยก่อน ตกลงราคา 1,000,000 บาท และชำระเงินมัดจำ500,000 บาท จำเลยที่ 1 กับพี่น้องที่มาด้วยกันรับเงินไปและลงชื่อเป็นหลักฐานในสัญญาจะซื้อจะขายที่มิได้กรอกข้อความเอกสารหมาย ล.4และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าพี่น้องของโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีทั้งหมดกี่คนจำไม่ได้ จำเลยที่ 2 ไม่เคยติดต่อทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงแต่แนะนำให้ว่าทนายความในอำเภอตระการพืชผลมีหลายคนให้ไปพบเอง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะเป็นพี่น้องกันก็ตามในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำดำเนินการให้จำเลยที่ 2 เคยเป็นกำนันตำบลขุหลุ และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย จึงเป็นบุคคลกว้างขวาง น่าจะรู้จักครอบครัวของนางบรรณ์หรือบันดี นางคำล้าน หินนาค พยานโจทก์ซึ่งเป็นน้าของโจทก์เคยไปทำงานรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าที่บ้านจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 รู้จักกับตระกูลของนางบรรณ์หรือบันดีหมายถึงทราบว่ามีลูกทั้งหมดกี่คน ฉะนั้นที่จำเลยที่ 2 ให้พี่น้องจำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่มิได้กรอกข้อความเอกสารหมาย ล.4 ก็ดี การที่จำเลยที่ 2 ยอมจ่ายเงินจำนวน150,000 บาท ให้นางอุบลกับนางมณีบุตรนางบรรณ์หรือบันที่เกิดจากนายสิม ประสาร ก็ดี แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า ญาติพี่น้องของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทในทรัพย์มรดกของนางบรรณ์หรือบัน มีหลายคนที่ไม่ได้ให้ความยินยอม ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริต ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งฉบับและไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งแปลงตามฟ้องขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 และมาตรา 239 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางบรรณ์หรือบันซึ่งมีทายาทด้วยกัน 13 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359ประกอบมาตรา 1745 โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวและมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทรวมถึงทายาทอื่นได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 13 ส่วน จำเลยที่ 1มีอำนาจขายและจำนองที่ดินพิพาทส่วนของตนได้ จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม12 ใน 13 ส่วน เท่านั้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น12 ใน 13 ส่วน และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท12 ใน 13 ส่วน กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์จำนวน2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ในกรณีที่จำเลยที่ 2ไม่ไถ่ถอนจำนอง และโจทก์ได้ชำระค่าไถ่ถอนจำนองไปย่อมให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1745
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองคำ ใจเดียว
จำเลย — นางสาว บุญทอง ใจเดียว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6171/2544
#69521
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ส่วนฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ร่วมมีสิทธิอุทธรณ์ฐานความผิดนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ คดีในส่วนของโจทก์ร่วมจึงยุติ โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกาขอไม่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖, ๕๙, ๖๔ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางจรูญ จิตพินิจ มารดาของนายนาหรือแหลม ลงไผ้ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๕๙, ๖๔ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน ปรับ ๔,๐๐๐ บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๕,๐๐๐ บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับ ๒,๕๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี และ ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ส่วนฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมมีสิทธิอุทธรณ์ฐานความผิดนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ คดีในส่วนของโจทก์ร่วมจึงยุติ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอไม่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ได้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 30
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นางจรูญ จิตพินิจ
จำเลย — นายทูนหรือไพทูน จิตพินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6169/2544
#268560
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ โดยมีจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย แล้วแซงเข้าประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายสุดใช้เท้าถีบหน้าอกผู้เสียหายรถเสียหลักล้มลง ผู้เสียหายถูกรถจักรยานยนต์ล้มทับขาได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 หยุดรถ จำเลยที่ 3 ลงจากรถถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหาผู้เสียหายแล้วกระชากเอาสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมใส่อยู่ขาดติดมือไปได้บางส่วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รออยู่หลบหนีไปด้วยกัน เมื่อจำเลยที่ 3 มีอาวุธมีดติดตัวไปด้วยในการปล้นทรัพย์จำเลยทั้งสามจึงต้องมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง และลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 340 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83, 33 ริบอาวุธมีดพร้อมฝักและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ฐานปล้นทรัพย์จำคุก 16 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 16 ปี 1 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสาม และจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 15 วัน ริบอาวุธมีดและรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ โดยมีจำเลยที่ 3 กับพวกอีก 1 คน นั่งซ้อนท้าย แล้วแซงเข้าประกบรถจักรยานยนต์ของนายประจิม จากนั้นชายที่นั่งซ้อนท้ายสุดใช้เท้าถีบหน้าอกนายประจิมจนรถเสียหลักล้มลง ผู้เสียหายถูกรถจักรยานยนต์ล้มทับขาได้รับอันตรายสาหัสพวกของจำเลยที่ 3 หยุดรถ จำเลยที่ 3 ลงจากรถถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหาผู้เสียหายแล้วกระชากเอาสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมใส่อยู่ขาดติดมือไปได้บางส่วน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพวกที่รออยู่หลบหนีไปด้วยกัน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 มีอาวุธมีดติดตัวไปด้วยในการปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ด้วย และลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 340 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 กฎหมายระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เพียงสถานเดียว ไม่ได้ระวางโทษจำคุก ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดตามมาตรา 340 มาเพียงวรรคเดียว และพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 วัน ในความผิดฐานพาอาวุธมีดฯ จึงไม่ถูกต้อง และเป็นการลงโทษจำเลยที่ 3 หนักกว่าอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติแม้โจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามและแก้ไขโทษของจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานพาอาวุธมีดฯ เสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่งเฉพาะความผิดฐานนี้ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 100 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และรวมกับโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี และปรับ 50 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนกำหนดโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 340 วรรคสอง ม. 340 วรรคสาม ม. 340 ตรี ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายธงชัย พันธุกสิกรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายมงคล แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6168/2544
#112806
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาระยองชักชวนโจทก์ให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาชาสัตหีบ เมื่อสาขาดังกล่าวเปิดทำการ เพื่อเป็นผลงานร่วมกัน โดยนำแบบฟอร์มต่าง ๆ ของธนาคารจำเลยที่ 1 มาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ แล้วดำเนินการนำเงินของโจทก์ไปฝากให้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโจทก์ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ความไว้วางใจในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของธนาคาร จำเลยที่ 1 ในการบริการความสะดวกให้แก่โจทก์ตามที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ช่วยหาลูกค้าให้

ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบได้รับโอนบัญชีเงินฝากของโจทก์จากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาพัทยาโดยมิได้ทักท้วงในเรื่องตัวลูกค้ามิได้มาติดต่อด้วยตนเอง ทั้งมิได้เรียกหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนของลูกค้ามาตรวจสอบเช่นกัน นอกจากนั้นยังปรากฏว่า ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบได้ออกสมุดคู่ฝากให้แก่จำเลยที่ 2 รับไป โดยที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบยังมิได้เรียกเก็บสมุดคู่ฝากที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาพัทยาได้ออกให้แก่ลูกค้าคืนจากจำเลยที่ 2 ทันที ถือว่าธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบมิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเช่นผู้มีวิชาชีพอันควรพึงกระทำ จึงเป็นการกระทำประมาทเลินเล่อของธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบโดยตรง

ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบออกสมุดคู่ฝากแทนสมุดคู่ฝากของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าหายให้แก่จำเลยที่ 2 ไปโดยไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานการแจ้งความ และหลักฐานดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งความด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 แจ้งความได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 นำสมุดคู่ฝากที่ออกแทนสมุดที่อ้างว่าหายดังกล่าวไปขอเบิกเงินพร้อมขอปิดบัญชีของโจทก์โดยโจทก์ไม่รู้เห็น ถือว่าธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยไม่ใช้ความระมัดระวังด้วยฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการของธนาคารอันเป็นอาชีพของตน แมัลายมือชื่อในใบถอนจะตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อในใบตัวอย่างลายมือชื่อ แต่เมื่อโจทก์มิได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และยังถือสมุดคู่ฝากฉบับเดิมซึ่งยังไม่มีหลักฐานการถอนเงินจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีสิทธิ์เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินฝากดังกล่าวได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 695 วรรคสาม ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูนสุข วสะหลาย
(มหาชน) — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดหรือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ธรรมฤาชุ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
เดิมพัน จรรยามั่น
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6167/2544
#42035
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่กำหนดเวลาให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลมิใช่เป็นการขยายเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23อันจะทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและจะต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้นศาลมีอำนาจโดยทั่วไปที่จะกำหนดระยะเวลาได้ การยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมิได้มีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นหรือสิทธิในการวางเงินค่าธรรมเนียมต้องสะดุดหยุดอยู่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นไม่ หากศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่นย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของศาลฎีกาก่อนมิฉะนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล การที่จำเลยจะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อนจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 289/2532 โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 9แต่ในชั้นนี้ คงมีปัญหาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 8 คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเป็นเงิน 10,908,933.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,908,933.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยื่นฎีกาโดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7และที่ 8 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกาอย่างคนอนาถาหากจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางศาลภายใน 20 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาวางศาลภายในกำหนดและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 แล้วส่วนจำเลยที่ 8 ไม่ได้วางเงินภายในกำหนด แต่ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 8 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 8 ศาลฎีกามีคำสั่งว่า จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้ายที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งมานั้นไม่ชอบให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 8จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 8 ไม่ทราบวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่และได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 8 ฟังแล้ว จำเลยที่ 8 ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 8 ให้คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 8 และนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยที่ 8 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 8 ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องขอให้แยกสำนวนเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 8 ส่งศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาและขอให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 8 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 8 นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระภายในกำหนด 20 วันนับแต่วันฟังคำสั่ง (วันที่ 18 กรกฎาคม 2539) คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดเวลาโดยอาศัยอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในการที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะหรือห้ามไว้ ไปในทางที่เห็นว่ายุติธรรมและสมควร และการกำหนดระยะเวลาดังกล่าว มิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 อันจะทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและจะต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ดังเช่นในมาตรา 23นั้นเองก็ได้กล่าวถึงระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้ แสดงว่าศาลกำหนดระยะเวลาได้ดังนั้น ถ้าจำเลยที่ 8 ไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 8ได้ แม้ว่าจำเลยที่ 8 จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 8 ฎีกาอย่างคนอนาถาได้ แต่การยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมิได้ทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นต้องสะดุดหยุดอยู่หรือทำให้สิทธิในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาต้องสะดุดหยุดอยู่ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นดังที่จำเลยที่ 8 ฎีกา เพราะการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลชั้นต้นกับจำเลยที่ 8 หากศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำสั่งศาลฎีกาย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของศาลฎีกาก่อน มิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล จำเลยที่ 8 จะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อนจึงไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ 8ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและปรากฏว่าอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 156 วรรคท้าย และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 8 เสียแล้ว เท่ากับว่าจำเลยที่ 8 มิได้ยื่นอุทธรณ์มาแต่ต้นแม้จำเลยที่ 8 ไม่ทราบคำสั่งนั้น เนื่องจากได้ย้ายไปรับราชการที่อื่นและมิได้รับหมายนัดจากศาลชั้นต้นให้มาฟังคำสั่งศาลฎีกา และจำเลยที่ 8ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 8 ฟังใหม่และศาลชั้นต้นอ่านใหม่วันที่ 13 กันยายน 2542 ก็ตาม จำเลยที่ 8ก็ต้องผูกพันตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น จึงเป็นกรณีที่ล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ 8จะชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 8 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 149 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ร้อยตรี อัพภันตร์ พลางกูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6167/2544
#69622
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงิน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระภายในกำหนด 20 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง เป็นการกำหนดเวลาโดยอาศัยอำนาจของศาล ที่มีอยู่ทั่วไปในการที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะหรือห้ามไว้ ไปในทางที่เห็นว่ายุติธรรมและสมควร และการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ดังนั้น ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยได้ แม้ว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาอย่างคนอนาถา แต่การยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว มิได้ทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นต้องสะดุดหยุดอยู่หรือทำให้สิทธิในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาต้องสะดุดหยุดอยู่ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เพราะการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลชั้นต้นกับจำเลย หากศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำสั่งศาลฎีกาย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของศาลฎีกาก่อน มิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล จำเลยจะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อน จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๖ ที่ ๘ และที่ ๙

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๖ และที่ ๘ ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่ โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๘ ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต หากจำเลยที่ ๘ ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาวางศาลภายใน ๒๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง จำเลยที่ ๘ ไม่ได้วางเงินภายในกำหนดแต่ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๘ ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๘ ศาลฎีกามีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๘ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด ๗ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งมานั้นไม่ชอบ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๘ จำเลยที่ ๘ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๘ ไม่ทราบวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ และได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ ๘ ฟังแล้ว จำเลยที่ ๘ ยื่นคำแถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ ๘ ให้คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ ๘ และนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยที่ ๘ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๘ ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จำเลยที่ ๘ ยื่นคำร้องขอให้แยกสำนวนเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๘ ส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาและขอให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๘ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๘ ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยที่ ๘ นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นฎีกามาชำระภายในกำหนด ๒๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง (วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ) คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดเวลาโดยอาศัยอำนาจของศาลที่มีอยู่ทั่วไปในการที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะหรือห้ามไว้ ไปในทางที่เห็นว่ายุติธรรมและสมควร และการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ อันจะ ทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและจะต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ดังเช่นในมาตรา ๒๓ นั้นเองก็ได้กล่าวถึงระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้ แสดงว่าศาลกำหนดระยะเวลาได้ ดังนั้น ถ้าจำเลยที่ ๘ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ ๘ ได้ แม้ว่าจำเลยที่ ๘ จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๘ ฎีกาอย่างคนอนาถาได้ แต่การที่อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมิได้ทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นต้องสะดุดหยุดอยู่หรือทำให้สิทธิในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาต้องสะดุดหยุดอยู่ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นดังที่จำเลยที่ ๘ ฎีกา เพราะการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลชั้นต้นกับจำเลยที่ ๘ หากศาลฎีกา มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำสั่งศาลฎีกาย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของ ศาลฎีกาก่อน มิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล จำเลยที่ ๘ จะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยาย ระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อนจึงไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ ๘ ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและปรากฏว่าอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๘ เสียแล้ว เท่ากับว่าจำเลยที่ ๘ มิได้ยื่นอุทธรณ์มาแต่ต้น แม้จำเลยที่ ๘ ไม่ทราบคำสั่งนั้น เนื่องจากได้ย้ายไปรับราชการ ที่อื่นและมิได้รับหมายนัดจากศาลชั้นต้นให้มาฟังคำสั่งศาลฎีกา และจำเลยที่ ๘ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ ๘ ฟังใหม่ และศาลชั้นต้นอ่านใหม่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๒ ก็ตาม จำเลยที่ ๘ ก็ต้องผูกพันตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงเป็นกรณีที่ล่วงเลยเวลาที่จำเลยที่ ๘ จะชำระค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๘ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 156 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ร้อยตรีอัพภันตร์ พลางกูร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6166/2544
#42034
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี"ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 และกำหนดโทษจำคุก 66 ปี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 12 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา80,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยธนบัตรชนิดต่าง ๆ หลายฉบับ รวมเป็นเงิน 80,000 บาท ซึ่งเป็นธนบัตรที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนที่ได้จำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจำนวน 2,000 เม็ด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 10 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทเป็นความผิดในบทมาตราเดียวกันและมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 66 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 33 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 11 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 1ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า"การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และกำหนดโทษจำคุกถึง 66 ปี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้กำหนดโทษแก่จำเลยที่ 1 โดยให้จำคุก 30 ปี ก่อนลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกกรณีนี้เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ดังนั้น เมื่อคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ผู้มิใช่เป็นเจ้าพนักงานซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว โดยศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกก่อนลดโทษมีกำหนด 22 ปี การจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน30 ปี ซึ่งมากกว่าจำเลยที่ 2 เพียง 8 ปี ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่าจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในมาตรา 10 ดังกล่าว กรณีจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 12แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่1 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสังเวียน หงษ์เวียงจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6163/2544
#41266
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเฮโรอีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคสองประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ก็ต้องออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้ตรงตามคำพิพากษาดังกล่าว ส่วนจำเลยจะได้รับการลดโทษจากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542 หรือไม่เพียงใด จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่จะทำการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ จำเลยจึงชอบที่จะไปร้องให้ถูกทาง จะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกใหม่ระบุเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เพื่อมีผลให้จำเลยได้รับอภัยโทษหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 17 สิงหาคม 2535 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2ตลอดชีวิต ในฐานความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (เป็นผู้สนับสนุน) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 52(1) ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่30 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายใหม่ระบุเฉพาะฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เพื่อมีผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตรงตามคำพิพากษาแล้วยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1และที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องเป็นตัวการ แต่ศาลพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ใช่ตัวการหรือผู้ที่เจตนาจะกระทำความผิดหรือเป็นบุคคลที่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542มาตรา 10(1) ไม่ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษนั้น เห็นว่า ในศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 โดยไม่ต้องระบุว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 มีความผิดฐานพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(เป็นผู้สนับสนุน) ต้องตามกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 52(1) เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์จากการได้พระราชทานอภัยโทษ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 2ย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเฮโรอีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตรงตามคำพิพากษาแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะได้รับประโยชน์คือได้รับการลดโทษจากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542 หรือไม่เพียงใดนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542 และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวที่จะทำการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบที่จะไปร้องให้ถูกทาง ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สิทธิพร จันทร์เพ็ญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6163/2544
#69281
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 86 เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาแล้วย่อมไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนจำเลยจะได้รับการลดโทษตาม พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542 หรือไม่เพียงใดนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2542 และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวที่จะตรวจสอบผู้ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ จำเลยชอบที่จะไปร้องให้ถูกทาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตลอดชีวิตในฐานความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (เป็นผู้สนับสนุน) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖, ๕๒ (๑) ต่อมาจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๓ ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายใหม่ระบุเฉพาะฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ เพื่อมีผลให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตรงตามคำพิพากษาแล้วยกคำร้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถูกโจทก์ฟ้องเป็นตัวการ แต่ศาลพิพากษา ให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานความผิดดังกล่าวจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ใช่ตัวการหรือผู้ที่เจตนาจะกระทำความผิดหรือเป็นบุคคลที่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐ (๑) ไม่ให้ ได้รับพระราชทานอภัยโทษนั้น เห็นว่า ในศาลชั้นต้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ โดยไม่ต้องระบุว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดฐานพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (เป็นผู้สนับสนุน) ต้องตามกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕, ๖๖ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖, ๕๒ (๑) เพื่อให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับประโยชน์จากการได้พระราชทานอภัยโทษ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตรงตามคำพิพากษาแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะได้รับประโยชน์คือได้รับการลดโทษจากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่เพียงใดนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวที่จะทำการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชอบที่จะไปร้องให้ถูกทาง ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสิทธิพร จันทร์เพ็ญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2544
#42033
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกก็ตาม แต่หนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยเสนอให้โจทก์จดทะเบียนนั้นมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่าที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่นบุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่า ห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวันเป็นต้นซึ่งหนังสือสัญญาเช่าตึกดังกล่าวมีข้อความผิดไปจากข้อความในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิและสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเดิม อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยจะต้องชำระ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 320กรณีต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วให้จำเลยที่ 1 ไปทำจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1189 หรือเลขที่ 1187ถนนรัชดาภิเษก แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร กับโจทก์เป็นเวลา 30 ปี โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2เป็นการตอบแทน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนดังกล่าวก็ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์และหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองชำระเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าอาคารพิพาทเพื่อทำการค้า โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทำอาคารดังกล่าวให้เรียบร้อย ปล่อยอาคารให้รกร้างเป็นเหตุสุดวิสัยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะทำสัญญาเช่าต่อกันได้ โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบางน้ำชล(แขวงบุคคโล) เขตบางลำภูล่าง (เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 ว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปรับจดทะเบียนการเช่าตามคำพิพากษาหลายครั้งทั้งได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งให้โจทก์ไปรับจดทะเบียนการเช่าด้วย และขอให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ก่อนซึ่งศาลสั่งอนุญาตแล้ว แต่โจทก์เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน โดยให้ถือวันที่ 7หรือวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 เป็นวันเริ่มต้นนับอายุสัญญา กับขอให้โจทก์ถอนหมายบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินจำเลยที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ศาลมีคำสั่งไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบเพราะผลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินให้โจทก์ก่อน จำเลยที่ 1 พร้อมที่จะจดทะเบียนการเช่า แต่โจทก์บิดพลิ้วเอง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย ร.1 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ปี 2532ตามสัญญาข้อ 2(ค) ผู้ก่อสร้างคือจำเลยที่ 2 มีสิทธิในอาคาร 30 ห้อง อายุสัญญามีกำหนด 30 ปี สัญญาเริ่มนับตั้งแต่วันก่อสร้างเสร็จทุกห้องและตามสัญญาข้อ 3 การทำสัญญาเช่าต้องแล้วเสร็จไม่เกิน 4 ปี หลังจากวันทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิดังกล่าวแล้ว โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ร.2 ให้โจทก์ออกเงินค่าก่อสร้างให้จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์เป็นผู้รับสิทธิการเช่าอาคาร จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารเสร็จปี 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 2 บิดพลิ้วไม่ทำสัญญาเช่ากับโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จำเลยที่ 1ยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ แต่ข้อความในสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1นำมาให้โจทก์ลงชื่อมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่ามาก โจทก์ขอให้แก้ไขแต่ตกลงรายละเอียดกันไม่ได้ ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 โจทก์จึงไม่ยอมทำสัญญาเช่า เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วก็ตาม แต่หนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้โจทก์จดทะเบียนนั้น มีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่าที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่นบุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่า ห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวัน ผู้เช่าต้องทำการค้าภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่า มิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับเป็นรายวันเป็นต้น ซึ่งหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความผิดไปจากข้อความในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย ร.1 และสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย ร.2 อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้และการออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคหนึ่ง แต่ประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำเลยที่ 1 ชอบแล้วฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 320
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชัยวัฒน์ มาลาบุปผา
จำเลย — นาย ประสาน ขุนทองแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2544
#69280
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่พิพาทกับโจทก์เป็นเวลา 30 ปี โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตอบแทน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปก็ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์จนกว่าจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์และหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดินที่พิพาท ณ สำนักงานที่ดิน แต่โจทก์ไม่ไปตามนัด เพราะโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างอาคารพิพาทตามที่ระบุไว้ในสัญญา การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่อาจทำการค้าได้ อาคารพิพาทมีสภาพรกร้างไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยหากโจทก์รับจดทะเบียนการเช่าแล้วไม่ทำการค้าภายใน 4 ปี โจทก์จะต้องถูกขับไล่และหากไม่ออกจากอาคารพิพาทก็จะต้องเสียค่าปรับวันละ 100,000 บาท การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพที่ทำการค้าได้ แม้จำเลยที่ 1 จะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วก็ตามแต่หนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 เสนอให้โจทก์จดทะเบียนมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่า ที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่น บุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่าห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวัน ผู้เช่าต้องทำการค้าภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่ามิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับเป็นรายวัน อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามคำพิพากษา ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 และมาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ การออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ได้ขัดต่อ ป.วิ.พ.มาตรา 296 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1189 หรือเลขที่ 1187 กับโจทก์เป็นเวลา 30 ปี โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตอบแทน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนดังกล่าวก็ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินแก่โจทก์และหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าอาคารพิพาทเพื่อทำการค้า โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบางน้ำชล (แขวงบุคคโล) เขตบางลำภูล่าง (เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน โดยให้ถือวันที่ 7 หรือวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 เป็นวันเริ่มต้นนับอายุสัญญา กับขอให้โจทก์ถอนหมายบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ศาลมีคำสั่งไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำแถลงของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2541 ของศาลชั้นต้นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดินที่พิพาท ณ สำนักงานที่ดินในวันที่ 12 มกราคม 2539 แต่โจทก์ไม่ไปตามนัด ซึ่งเหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่า เพราะโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างอาคารพิพาทตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิ การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่อาจทำการค้าได้ อาคารพิพาทมีสภาพรกร้างไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย หากโจทก์รับจดทะเบียนการเช่าแล้วไม่ทำการค้าภายใน 4 ปี โจทก์จะต้องถูกขับไล่และหากไม่ออกจากอาคารพิพาทก็จะต้องเสียค่าปรับวันละ 100,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพที่ทำการค้าได้ โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วก็ตาม แต่หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้โจทก์จดทะเบียนนั้นมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่าที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่นบุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่า ห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวันผู้เช่าต้องทำการค้าภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่ามิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับเป็นรายวัน เป็นต้น ซึ่งหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความผิดไปจากข้อความในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย ร.1 และสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย ร.2 อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ และการออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคหนึ่งแต่ประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 208 วรรคหนึ่ง ม. 320
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยวัฒน์ มาลาบุปผา
จำเลย — นายประสาน ขุนทองแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย นิลทองคำ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6152/2544
#44633
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบที่ดินให้จำเลยทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายการที่จำเลยขุดดินในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ ย่อมมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะเป็นการตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยถูกต้อง จึงไม่เป็นเรื่องลาภมิควรได้และโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยรับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิมและวรรคท้ายบัญญัติว่า การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้น หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ โดยไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรก่อนจึงจะเรียกร้องค่าเสียหายได้ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยขุดดินไปขายเป็นหลุมขนาดใหญ่เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการถมดินให้กลับสู่สภาพเดิม แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับให้จำเลยถมดินให้กลับมีสภาพเดิมก่อน แต่เมื่อโจทก์เลือกที่จะบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายส่วนนี้เลยก็ย่อมทำได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ การที่ศาลพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์จึงไม่เป็นการพิพากษาข้ามขั้นตอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 114304 จากโจทก์ในราคา 1,300,000 บาทวางเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 150,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงจะชำระให้ครบถ้วนในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือวันที่ 4 มกราคม 2540 หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 2 เท่า ของราคาซื้อขาย และยอมให้โจทก์ริบเงินมัดจำโจทก์ได้ส่งมอบที่ดินที่ตกลงจะซื้อจะขายให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ตั้งแต่วันทำสัญญาจำเลยนำรถขุดดิน รถแทรกเตอร์ และรถบรรทุกเข้าขุดดินในที่ดินของโจทก์ไปขายเป็นเนื้อที่ 4 ไร่ 40 ตารางวา ลึกประมาณ 6 เมตร ปริมาตรดินประมาณ 42,240 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงิน 1,689,600 บาทและเมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยผิดนัดไม่ไปรับโอน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำที่จำเลยวางไว้การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาเนื่องจากจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตมาแต่ต้น โดยวางเงินมัดจำไว้เพียง150,000 บาท แล้วขุดดินในที่ดินของโจทก์ไปขายได้กำไรกว่า 10 เท่าของเงินมัดจำทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะที่ดินเป็นหลุมขนาดใหญ่ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้อีกจึงขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงินจำนวน 1,150,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินมาถมให้มีสภาพเดิมขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์เป็นหลุมขนาดใหญ่ย่อมเป็นการกระทำโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้จึงเข้าลักษณะลาภมิควรได้ โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 เกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 844,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โจทก์มอบที่ดินพิพาทให้จำเลยทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาหลังจากนั้นจำเลยนำรถขุดดินรถแทรกเตอร์ และรถบรรทุกเข้าขุดดินในที่พิพาท เมื่อถึงวันที่ 4 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำเลยผิดสัญญาไม่ไปรับโอนและชำระราคาค่าที่ดินส่วนที่เหลือแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อที่สองของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า หนี้พิพาทเกิดจากสัญญาหรือไม่ จำเลยเพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายและครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ไม่มีสิทธิจะขุดในที่พิพาทเอาไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง การที่จำเลยขุดเอาดินของโจทก์ไปเป็นการกระทำนอกเหนือสัญญาจะซื้อจะขายเป็นการกระทำโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ทำให้ร่ำรวยขึ้นโดยมิชอบ รูปคดีจึงปรับได้กับเรื่องลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ศาลล่างทั้งสองปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง และตามคำเบิกความของโจทก์แสดงว่า โจทก์ทราบว่ามีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในเดือนมกราคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 พ้นกำหนด 1 ปี จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406บัญญัติเรื่องลาภมิควรได้ไว้ว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบ ท่านว่าให้บุคคลนั้นคืนทรัพย์ให้แก่เขา" แต่กรณีตามฟ้องนี้ที่โจทก์มอบที่ดินดังกล่าวให้จำเลยทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญา ฉะนั้นการขุดดินในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยย่อมมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะเป็นการตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกันโดยถูกต้องมิใช่เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้ และคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เฉพาะ จึงตกอยู่ในบังคับอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยรับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อที่สามของจำเลยว่า โจทก์เสียหายเพียงใดที่จำเลยฎีกาในตอนแรกว่า แม้ศาลจะปรับเข้ากับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่เมื่อเลิกสัญญากันแล้วก็จะต้องให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืนในสภาพที่ไม่เป็นหลุมก่อน หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้จึงจะให้ใช้ค่าเสียหาย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายไปเลย เป็นการพิพากษาข้ามขั้นตอนนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิม และวรรคท้ายบัญญัติว่าการใช้สิทธิเลิกสัญญานั้น หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่โดยไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรก่อนจึงจะเรียกร้องค่าเสียหายได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์ไปขายเป็นหลุมขนาดใหญ่เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการถมดินให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพดังที่เป็นอยู่เดิม แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับให้จำเลยถมดินให้ที่ดินของโจทก์กลับมีสภาพเดิมก่อนก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เลือกที่จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายส่วนนี้เลย ก็ย่อมทำได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการพิพากษาข้ามขั้นตอน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 787,200บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 391 ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญคุ้ม หยองเอ่น
จำเลย — นาย วิเชียร นามวันทา
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6152/2544
#69279
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญา โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ วางเงินมัดจำไว้แล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ จำเลยไม่ไปรับโอนและชำระราคาส่วนที่เหลือ ฟ้องโจทก์ชัดเจนอยู่แล้ว และที่โจทก์บรรยายว่า โจทก์มอบที่ดินพิพาทให้จำเลยทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญา หลังจากนั้นจำเลยขุดดินไปขายได้กำไรมากกว่าเงินมัดจำที่วางไว้เป็นสิบเท่านั้นเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่าเมื่อมีการเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเพราะเหตุที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วเกิดมีความเสียหายอย่างไรบ้าง ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้ ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ระบุว่าจำเลยขุดดินไปตั้งแต่วันเดือนปีใด แต่ในคำฟ้องก็พอจะทราบได้ว่า การขุดดินไปขายจะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่วันทำสัญญาจนถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมีวันที่เดือนปีปรากฎชัดเจนอยู่ในคำฟ้องแล้วจำเลยย่อมสามารถเข้าใจได้ดี

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ขอเรียกร้องค่าเสียหายที่จำเลยทำให้ที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นหลุมขนาดใหญ่เพื่อโจทก์จะได้นำไปซื้อที่ดินมาถมให้คงสภาพเดิมอ่านแล้วเข้าใจได้ว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาดังกล่าวเป็นค่าเสียหายในการถมดินนั่นเอง

โจกท์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยผิดสัญญาและที่บรรยายฟ้องเรื่องจำเลยขุดดินไปขาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอะไรในการผิดสัญญา ไม่เป็นการบรรยายฟ้องขัดแย้งกัน ฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

กรณีตามฟ้องที่โจทก์มอบที่ดินพิพาทให้จำเลยทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญา การขุดดินในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยย่อมมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะเป็นการตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกันโดยถูกต้องมิใช่เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะต้องอ้างกฎหมายได้ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จำเลยรับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีก ฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนฐานะดั่งที่เป็นอยู่เดิม และการใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ โดยไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรก่อนจึงจะเรียกค่าเสียหายได้

โจทก์ฟ้องจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการถมดินให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพดังที่เป็นอยู่เดิม แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับให้จำเลยถมดินให้ที่ดินของโจทก์กลับมีสภาพเดิมก่อนก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เลือกที่จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายส่วนนี้เลยก็ย่อมทำได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการพิพากษาข้ามขั้นตอน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 213 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญคุ้ม หยองเอ่น
จำเลย — นายวิเชียร นามวันทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา