คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6147/2544
#98457
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำงานสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นความผิดตามมาตรา 30 (1) ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีเจตนาเดียวกันในการทำซ้ำงานต่าง ๆ ดังกล่าว การกระทำจึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องปรับบทความผิดทุกบท แต่การลงโทษต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตาม ป.อ. มาตรา 90

การละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และมาตรา 30 (1) เพื่อการค้า ต้องระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง มาตราเดียวกัน ย่อมมีโทษเท่ากัน และสมควรลงโทษตามมาตรา 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 30, 61, 69, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ให้ริบของกลาง แต่แผ่นซีดีและแผ่นแม่พิมพ์ซีดีรวมจำนวน 16 แผ่น ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 7 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 7 เป็นคดีใหม่แล้ว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 69 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือนแผ่นซีดี 13 แผ่น และแผ่นแม่พิมพ์ซีดี 3 แผ่น ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้กล่าวหาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำงานสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีเจตนาเดียวกันในการทำซ้ำงานต่าง ๆ ดังกล่าว การกระทำจึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องปรับบทความผิดทุกบท แต่การลงโทษต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1) และมาตรา 30 (1) เพื่อการค้า ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง มาตราเดียวกัน ย่อมมีโทษเท่ากัน และสมควรลงโทษตามมาตรา 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 69 วรรคสองนั้น เห็นได้ว่าเป็นการอ้างบทกฎหมายที่ผิดหลงโดยไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) เป็นกรณีที่ผู้กระทำผิดนำงานที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปหาประโยชน์ด้วยวิธีการที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ที่ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 (1), 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดดังกล่าวมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ประกอบด้วยมาตรา 69 วรรคสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 (1) ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายออง อิง เก็ต หรืออ๋อง เอ็ง เคียต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6142/2544
#44632
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่มีเอกสาร ภ.บ.ท. 5แต่ยังไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่โจทก์นำเจ้าหน้าที่ที่ดินเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อรังวัดและนำเสาซีเมนต์ไปปักไว้ 2 ต้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทหรือมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท นอกจากนี้ภริยาโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้ซื้อที่ดินก็ไม่เคยเข้าไปดูแลหรือเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมอบหมายให้โจทก์ไปดูแลแทนหรือกระทำแทนเท่านั้น เช่นนี้โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายสิทธิชัย แซ่ลี้ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาจากนายคำพอง สาคุณหรือสาคูณและนายสังคม สาคุณหรือสาคูณเมื่อปี 2535 ที่ดินพิพาทมีการทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว ในขณะนั้นที่ดินพิพาทอยู่ในระหว่างเก็บเกี่ยวพืชผล มีการปลูกกล้วย มะละกอ และพืชสวนครัวด้วย หลังจากที่นายคำพองส่งมอบที่ดินให้โจทก์มีการรื้อถอนบ้านที่นายคำพองปลูกไว้แสดงว่าที่ดินของนายคำพองผ่านการทำประโยชน์มาแล้ว เมื่อนายคำพองและนายสังคมส่งมอบที่ดินให้โจทก์ยึดถือไว้เท่ากับโจทก์ได้รับคืนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาแล้ว และโจทก์ได้ยึดถือเพื่อตนแสดงถึงสิทธิในที่ดินที่โจทก์รับโอนมาแสดงความเป็นเจ้าของเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ได้นำนายเกียรติชัยเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดอุดรธานีเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยการปักเสารั้วไว้เป็นแนวเขตซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 100 เมตร ทั้งมีการเสียภาษีบำรุงท้องที่มาตลอดพฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์ย่อมแสดงให้เห็นชัดเมื่อโจทก์ยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองของโจทก์ โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่านับตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมา โจทก์ยังไม่ได้เข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด เพราะเมื่อปีที่ซื้อมายังมีข้าวปลูกอยู่คิดว่าหลังจากเจ้าของเดิมเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็จะเข้าไปทำประโยชน์ แต่พอเจ้าของเดิมเก็บเกี่ยวข้าวออกไปแล้วจำเลยทั้งสี่ก็ได้นำรถแทรกเตอร์ไปไถ คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่าตั้งแต่ซื้อที่ดินพิพาทมาโจทก์ยังไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลยการที่โจทก์นำนายเกียรติชัยเจ้าหน้าที่ที่ดินเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อรังวัดและนำเสาซีเมนต์ไปปักไว้2 ต้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์ย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทก็ไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทหรือมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท นอกจากนี้นางประนอม นาสมพันธุ์ ภริยาโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทเบิกความว่า พยานเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายคำพองและนายสังคมหลังจากซื้อแล้วพยานไม่ได้เข้าไปดูอีก คงมอบหมายให้โจทก์ไปดูคำเบิกความของนางประนอมดังกล่าวย่อมมีความหมายชัดแจ้งว่านางประนอมซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินร่วมกับโจทก์ก็ไม่เคยเข้าไปดูแลหรือเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเพราะนางประนอมมอบหมายให้โจทก์ไปดูแลแทนหรือกระทำแทนเท่านั้น เช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อฟังว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ว่ารับฟังได้หรือไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท วรวุฒิ นาสมพันธุ์
จำเลย — นาย ไฉ่ลิ้ม แซ่ลี้ โดยนายสิทธิชัย แซ่ลี้ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6141/2544
#41265
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 41 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งอื่นจะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสินค้าดังกล่าวเกิดความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

ใบตราส่งตามความหมายในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59(1) หมายถึง ใบตราส่งซึ่งออกโดยผู้ขนส่งที่ออกให้แก่ผู้ส่งของซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งออกให้แก่บริษัท อ. ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจึงถือเป็นใบตราส่งตามความหมายดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่น มิใช่คู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับว่าจ้างจากบริษัท น. ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นให้ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ใบตราส่งที่จำเลยที่ 3 ออกให้แก่บริษัท น. จึงไม่ถือเป็นใบตราส่งตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนในต่างประเทศประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลบางส่วนในประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการับขนส่งสินค้าทางทะเล โดยร่วมกับบริษัทขนส่งสินค้าในต่างประเทศ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าโดยปกติ เป็นเจ้าของเรือหรือผู้ครอบครองเรือยันตระภูมิจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเล และประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือเมื่อวันที่ 10 และ 17 พฤษภาคม 2541 บริษัทซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย ได้รับประกันภัยสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพู (ZPT)จำนวน 2 รายการ คือ รายการที่ 1 จำนวน 14 แพลเล็ท หรือ 67 ถังน้ำหนัก 6,480 กิโลกรัม (ที่ถูก 8,040 กิโลกรัม) โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน 2,087,819 บาท รายการที่ 2 จำนวน 10 แพลเล็ทหรือ 50 ถัง น้ำหนัก 6,000 กิโลกรัม โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงิน1,960,200 บาท จากบริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อวินาศภัยที่เกิดขึ้นแก่สินค้าในระหว่างการขนส่ง สินค้าดังกล่าว บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ซื้อจากบริษัทโอลิน พีทีอีจำกัด สำหรับสินค้ารายการที่ 1 เป็นเงิน 60,300 ดอลลาร์สหรัฐและรายการที่ 2 เป็นเงิน 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทโอลินพีทีอี จำกัด ผู้ขายสินค้าได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มาส่งมอบให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร ในระบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ซึ่งจำเลยที่ 1ได้ว่าจ้างหรือมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือยันตระภูมิให้ขนส่งสินค้าช่วงหนึ่งจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานครและเมื่อมีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือยันตระภูมิที่ท่าเรือในจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 13 และ 20 พฤษภาคม2541 แล้วจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในขนส่งสินค้าช่วงหนึ่ง เพื่อมอบให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย)จำกัด เมื่อบริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสินค้าพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายโดยรายการที่ 1 สินค้าเสียหาย 4 ถัง บุบและแตกแต่มีอยู่ 1 ถังในจำนวนสินค้าที่เสียหายยังอยู่ในสภาพที่นำไปใช้ผลิตแชมพูได้ความเสียหายคิดเป็นเงิน 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ รายการที่ 2สินค้าเสียหาย 4 ถัง บุบและแตก แต่มีอยู่ 2 ถัง ในจำนวนสินค้าที่เสียหายยังอยู่ในสภาพที่นำไปใช้ผลิตแชมพูได้ความเสียหายคิดเป็นเงิน 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เรียกร้องความเสียหายมายังโจทก์ โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน 193,792.52 บาท โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 3 แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการชดใช้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน198,636.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 193,792.52 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วน และเป็นการขัดต่อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งหรือจำเลยที่ 3ไม่เกิน 10,000 บาท ต่อหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งถือเป็นหน่วยการขนส่งขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งหรือจำเลยที่ 4ไม่เกิน 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันที่ 3พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,844 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 41จำเลยที่ 3 จึงอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังมา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงว่าบริษัท พร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย)จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพู จำนวน 2 รายการจากบริษัทโอลิน พีทีอี จำกัด ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผู้ขายได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มาส่งให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ให้แก่ผู้ขายไว้ ส่วนจำเลยที่ 3เป็นผู้รับขนสินค้าทั้ง 2 รายการจากจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 3 ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3ไว้ สินค้าแต่ละรายการได้ถูกบรรจุลงในตู้สินค้ารายการละหนึ่งตู้ปรากฏว่าสินค้ารายการแรกตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 หรือ ล.2จำนวน 3 ถัง ได้รับความเสียหาย ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งอื่นจะต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งที่เกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าสินค้าที่ขนส่งเกิดความเสียหายในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่า ตามใบตราส่ง เอกสารหมาย ล.2 มีข้อความบันทึกเป็นข้อสงวนไว้ว่า SAID TO CONTAINซึ่งแปลว่าแจ้งบรรจุ มีความหมายว่าผู้ส่งของเป็นผู้แจ้งว่ามีสินค้าบรรจุในตู้สินค้าโดยที่จำเลยที่ 3 ไม่ทราบถึงสภาพ จำนวน และลักษณะของสินค้าภายในตู้สินค้า ทั้งใบตราส่ง ตามเอกสารหมาย ล.2ยังมิได้มีการโอนไปยังบุคคลภายนอก จำเลยที่ 3 จึงสามารถยกเอาข้อความในใบตราส่งขึ้นกล่าวอ้างได้ ซึ่งตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.2ระบุไว้เพียงว่าสินค้าพิพาทบรรจุอยู่ในตู้สินค้าจำนวน 1 ตู้ จึงต้องถือเป็น 1 หน่วยการขนส่ง ไม่ใช่ถังสินค้าเป็นหน่วยการขนส่งนั้น เห็นว่าหลักเกณฑ์ในการคำนวณจำนวนเงินค่าเสียหายตาม มาตรา 58 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 กรณีแรกได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 59(1) ว่า "ในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วยการขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการใช้ภาชนะขนส่งบรรจุหรือรองรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ใบตราส่งให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้นมีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุ ให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้น เป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง" ใบตราส่งตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวนั้นหมายถึงใบตราส่งซึ่งออกโดยผู้ขนส่ง ออกให้แก่ผู้ส่งของซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเล เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญาดังกล่าวสำหรับคดีนี้คือ ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งออกให้แก่บริษัทโอลิน พีทีอี จำกัด ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้า จึงถือเป็นใบตราส่ง ตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9 มีข้อความระบุจำนวนและลักษณะของการบรรจุสินค้าว่า สินค้าเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพู จำนวน 14 แพลเล็ท หรือ 67 ถัง น้ำหนักถังละ120 กิโลกรัม รวม 8,040 กิโลกรัม ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่น มิใช่คู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับว่าจ้างจากบริษัทนอร์เอเซีย (เอชเค) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นให้ขนส่งสินค้าพิพาทนี้อีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ใบตราส่งตามเอกสารหมาย ล.2 ที่จำเลยที่ 3ออกให้แก่บริษัทนอร์เอเชีย (เอชเค) จำกัด จึงไม่ถือเป็นใบตราส่งตามความหมายแห่งบทบัญญัตินี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำใบตราส่งเอกสารหมาย จ.9มาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าถังสินค้า คือหน่วยการขนส่ง สินค้าเสียหาย 3 ถัง ความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องจำกัดเพียง 30,000บาท และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนดังกล่าวด้วยนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58 ม. 59
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิกน่า อินชัวรันซ์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด
จำเลย — บริษัทแอสโตรคอนเทนเนอร์ไลน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6141/2544
#69278
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่ง ตามความหมายใน พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง หมายถึง ใบตราส่งซึ่งออกโดยผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งของซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ออกใบตราส่งให้แก่บริษัท อ. ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้า ถือเป็นใบตราส่งตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 59 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่น มิใช่คู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับว่าจ้างจากบริษัท น. ผู้ขนส่งอื่นให้ขนส่งสินค้าพิพาทนี้อีกทอดหนึ่ง ดังนั้นใบตราส่งที่จำเลยที่ 3 ออกให้แก่บริษัท น. จึงไม่ถือเป็นใบตราส่งตามความหมายแห่งบทบัญญัตินี้ จำเลยที่ 3 จึงไม่สามารถยกข้อความตามใบตราส่งดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ส่งของได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน ๑๙๘,๖๓๖.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน ๑๙๓,๗๙๒.๕๒ บาท นับถักจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๔,๘๔๔ บาท ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๕๐๐ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีจำนวนทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๑ จำเลยที่ ๓ จึงอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องถือ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังมา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัท พร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเปิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตแชมพู จำนวน ๒ รายการ จากบริษัทโอลิน พีทีอี จำกัด ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผู้ขายได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ส่งให้แก่บริษัทพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ ๑ ได้ออกใบตราส่ง ตามเอกสารหมาย จ.๙ และ จ.๑๐ ให้แก่ผู้ขายไว้ ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับขนสินค้าทั้ง ๒ รายการจากจำเลยที่ ๑ หรือตัวแทนจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย ล.๒ และ ล.๓ ไว้ สินค้าแต่ละรายการได้ถูกบรรจุลงในตู้สินค้ารายการละหนึ่งตู้ ปรากฏว่าสินค้ารายการแรกตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๙ หรือ ล.๒ จำนวน ๓ ถัง ได้รับความเสียหาย ความเสียหาย ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๓ ที่จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ขนส่งอื่น จะต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งที่เกิดขึ้นในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๓ เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงฟัง ไม่ได้ว่าสินค้าที่ขนส่งเกิด ความเสียหายในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่าตามใบตราส่ง เอกสารหมาย ล.๒ มีข้อความบันทึกเป็นข้อสงวนไว้ว่า SAID TO CONTAIN ซึ่งแปลว่าแจ้งบรรจุ มีความหมายว่าผู้ส่งของเป็นผู้แจ้งว่ามีสินค้าบรรจุในตู้สินค้าโดยที่จำเลยที่ ๓ ไม่ทราบถึงสภาพ จำนวน และลักษณะของสินค้าภายในตู้สินค้า ทั้งใบตราส่ง ตามเอกสารหมาย ล. ๒ ยังมิได้มีการโอนไปยังบุคคลภายนอก จำเลยที่ ๓ จึงสามารถยกเอาข้อความในใบตราส่งขึ้นกล่าวอ้างได้ ซึ่งตามใบตราส่ง เอกสารหมาย ล.๒ ระบุไว้เพียงว่าสินค้าพิพาทบรรจุอยู่ในตู้สินค้าจำนวน ๑ ตู้ จึงต้องถือเป็น ๑ หน่วยการขนส่ง ไม่ใช่ถังสินค้าเป็นหน่วย การขนส่งนั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์ในการคำนวณจำนวนเงินค่าเสียหายตามมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ กรณีแรกได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๕๙ (๑) ว่า ในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วย การขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันไม่ว่าจะมีการใช้ภาชนะขนส่งบรรจุหรือรองรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันไว้ในใบตราส่ง ให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้น มีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุ ให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้นเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง ใบตราส่งตามความหมายในบทบัญญัติดังกล่าวนั้นหมายถึงใบตราส่งซึ่งออกโดยผู้ขนส่ง ออกให้แก่ผู้ส่งของซึ่งเป็น คู่สัญญารับขนของทางทะเล เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญาดังกล่าว สำหรับคดีนี้คือ ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๙ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผู้ขนส่งออกให้แก่บริษัทโอลิน พีทีอี จำกัด ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ขนส่งสินค้า จึงถือเป็นใบตราส่งตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๙ มีข้อความระบุจำนวนและลักษณะของการบรรจุสินค้าว่า สินค้าเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับแชมพู จำนวน ๑๔ แพลเล็ท หรือ ๖๗ ถัง น้ำหนักถังละ ๑๒๐ กิโลกรัม รวม ๘,๐๔๐ กิโลกรัม ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเพียงผู้ขนส่งอื่น มิใช่คู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง แต่ได้รับว่าจ้างจาก บริษัทนอร์เอเชีย (เอชเค) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นให้ขนส่งสินค้าพิพาทนี้อีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ใบตราส่งตาม เอกสารหมาย ล.๒ ที่จำเลยที่ ๓ ออกให้แก่บริษัทนอร์เอเซีย (เอชเค) จำกัด จึงไม่ถือเป็นใบตราส่งตามความหมายแห่ง บทบัญญัตินี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๙ มาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าถังสินค้า คือ หน่วยการขนส่งสินค้าเสียหาย ๓ ถัง ความรับผิดของผู้ขนส่งจึงต้องจำกัดเพียง ๓๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในจำนวนดังกล่าวด้วยนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 59 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิกน่า อินชัวรันซ์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด
จำเลย — บริษัทแอสโตร คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6136/2544
#42032
เปิดฉบับเต็ม

เหตุรถชนเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์และจำเลยที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อร่วมด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,002,490บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนายกฤษณะ เริ่มยินดี ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ต - 5464เฉี่ยวชนกับรถรับจ้างสาธารณะสามล้อเครื่องหมายเลขทะเบียน 1 ส - 6343กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุรถชนกันเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3หรือไม่ และค่าเสียหายของโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด ในปัญหาแรกโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 3 ขับรถสามล้อเครื่องออกจากประตูวัดบพิตรพิมุขเข้าสู่ถนนจักรวรรดิและพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับถูกบริเวณด้านท้ายรถจักรยานยนต์ และจำเลยที่ 3 นำสืบว่าโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ออกจากถนนอนุวงศ์เข้าสู่ถนนจักรวรรดิ และพุ่งชนรถสามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 3 ขับมาตามทางตรง ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 จึงขัดแย้งกันอยู่ในเรื่องเส้นทางเดินรถของแต่ละฝ่ายก่อนเกิดเหตุ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของร้อยตำรวจโทวิศิษฎ์ไพฑูรย์กิจพาณิชย์ พยานโจทก์ ซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุทันทีและเป็นผู้ชี้จุดเกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.20 ซึ่งยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 ขับรถมาในทิศทางเดียวกันตามถนนจักรวรรดิ มุ่งหน้าไปยังเชิงสะพานพระปกเกล้าและถนนจักรวรรดิเป็นทางเดินรถทางเดียวร้อยตำรวจโทวิศิษฎ์ปฏิบัติหน้าที่ตั้งด่านตรวจห่างจากจุดที่เกิดเหตุเพียง 200 เมตรถือได้ว่าอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.20 ได้จัดทำขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทวิศิษฎ์และพันตำรวจตรีชัยยุทธ เจียรศิริกุล พนักงานสอบสวน เคยรู้จักโจทก์และจำเลยที่ 3 มาก่อน หรือเคยมีสาเหตุบาดหมางโกรธเคืองโจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นส่วนตัว ถือได้ว่าเป็นพยานคนกลาง จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเข้าข้างหรือเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความจริงตามที่รู้เห็นเกี่ยวข้องคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.20 จึงมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้ และหากพิจารณาจุดเกิดเหตุที่อยู่ห่างจากประตูทางเข้าวัดบพิตรพิมุขไม่มากนักแทบจะกล่าวได้ว่าจุดเกิดเหตุอยู่หน้าประตูทางเข้าวัดบพิตรพิมุข หากจำเลยที่ 3 ขับรถสามล้อเครื่องเลี้ยวออกมาจากซอยดังกล่าวความเร็วของรถสามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 3 ขับจะต้องไม่สูงมากนัก แต่จากสภาพความเสียหายของรถสามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 3 ขับ ได้รับความเสียหายรุนแรงและเมื่อเกิดเหตุแล้ว รถสามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 3 ขับยังพุ่งชนทางเดินเท้าและต้นไม้ข้างถนน อันแสดงว่าจำเลยที่ 3 ขับรถสามล้อเครื่องมาด้วยความเร็วสูง จึงมีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ขับรถสามล้อเครื่องมาทางตรงมากกว่าที่จะเลี้ยวออกมาจากประตูวัดบพิตรพิมุขดังที่โจทก์นำสืบเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 ขับรถมาในทิศทางเดียวกันตามถนนจักรวรรดิมุ่งหน้าไปทางเชิงสะพานพระปกเกล้าด้วยกัน ขณะเกิดเหตุมีฝนตกปรอย ๆ ถนนลื่น หากโจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างฝ่ายต่างใช้ความระมัดระวังด้วยกันทั้งคู่แล้วคงจะไม่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันดังกล่าว จุดที่เกิดเหตุอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาชิดขอบถนน จำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อขับรถสามล้อเครื่องมาด้วยความเร็วสูง และถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสกับฐานหลบหนีไม่หยุดช่วยเหลือ ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที และศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ได้ขับรถโดยประมาทจริง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ไปซื้อของที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลกลาง ระหว่างทางขากลับบ้านโจทก์นึกได้ว่า โจทก์ลืมซื้อลำโพงเครื่องขยายเสียง โจทก์จึงขับรถจักรยานยนต์ชิดช่องเดินรถด้านขวาเพื่อจะเลี้ยวกลับไปซื้อลำโพงเครื่องขยายเสียงดังกล่าวจากคำเบิกความของโจทก์ แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์มาในช่องเดินรถด้านขวาชิดขอบถนนแต่แรก เพิ่งจะมาเปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถด้านขวา อันเป็นช่องที่เกิดเหตุในขณะที่โจทก์คิดจะเลี้ยวรถจักรยานยนต์กลับไปซื้อของที่ลืม เมื่อพิจารณาภาพถ่ายรถที่เกิดเหตุทั้งสองคัน จะเห็นว่ารถจักรยานยนต์ของโจทก์มีรอยถูกชนบริเวณช่วงกลางของตัวรถจักรยานยนต์ด้านขวา มิใช่ที่ท่อไอเสีย ด้านหลัง ส่วนรถสามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 3 ขับ ล้อหน้าหัก บังโคลนหน้ามีรอยบุบบังโคลนล้อหลังด้านซ้ายมีรอยครูดยาว ลักษณะดังกล่าวแสดงว่าด้านซ้ายของรถสามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 3 ขับเฉี่ยวชนด้านขวาของรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับ ในขณะที่โจทก์เปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถด้านขวาชิดขอบถนน ในเวลาเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 ขับรถสามล้อเครื่องมาด้วยความเร็วสูงในช่องเดินรถดังกล่าว ซึ่งจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีชัยยุทธและร้อยตำรวจโทวิศิษฎ์พยานโจทก์ยืนยันว่าจากลักษณะการชนดังกล่าว สาเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์และจำเลยที่ 3 จึงได้แจ้งข้อหาแก่โจทก์ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อร่วมด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันดังวินิจฉัยมาข้างต้นจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาเกี่ยวแก่ค่าเสียหายของโจทก์อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อรุณ เหล่าวัฒนโรจน์
จำเลย — สหกรณ์สามล้อมวลชน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6133/2544
#44631
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาอีกเรื่องอื่นกับคดีนี้จำเลยเป็นคนเดียวกัน แต่เป็นการลักทรัพย์ผู้เสียหายคนละคนกัน โดยลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนหนึ่งเสร็จแล้วจึงไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ทั้งทรัพย์ก็มิได้รวมอยู่ด้วยกัน โดยห่างกันเป็นร้อยเมตร อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะแห่งคดีเดียวกัน ซึ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกัน

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้ว จะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์หรือสัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย แต่ตามฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยลักไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือพืชพันธุ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรมหรือไม่ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 335(12)ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ข้าวเปลือก6 กระสอบ ปริมาตร 40 ถัง ราคา 2,500 บาท ของนายสายันณ์ พวงทอง ผู้เสียหาย ซึ่งมีอาชีพกสิกรรม โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยนี้กับจำเลยทั้งสามในคดีหมายเลขแดงที่ 614/2539 ของศาลชั้นต้นและยึดกระสอบป่านใส่ข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำไปขายเป็นของกลางโดยจำเลยร่วมเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นจำเลยกับพวกในคดีหมายเลขแดงที่ 614/2539 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วย ประการใด ซึ่งข้าวเปลือก 6 กระสอบของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป โดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(12) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยร่วมเดินทางไปกับคนร้ายหลายคนที่ร่วมกันลักทรัพย์ข้าวเปลือกของผู้เสียหายซึ่งมีอาชีพกสิกรรมโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีนี้เป็นเหตุในลักษณะคดีกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 124/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วและศาลจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ต่างกันได้หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 124/2541 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้นั้น จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน แม้พวกคนร้ายจะเป็นชุดเดียวกันและกระทำการลักทรัพย์ติดต่อกัน แต่เป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนกันกับผู้เสียหายคดีนี้ โดยเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนหนึ่งเสร็จแล้ว จึงไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ทั้งทรัพย์ก็มิได้รวมอยู่ด้วยกัน แต่อยู่ห่างกันเป็นร้อยเมตร อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะแห่งคดีเดียวกันซึ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกันศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกันได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(12) ด้วยนั้น ความผิดตามมาตรา 335(12) ดังกล่าว นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้ว จะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้นเป็น ผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์หรือสัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย แต่ตามฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยกับพวกลักไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์หรือพืชพันธุ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมหรือไม่ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 335(12) แห่งประมวลกฎหมายอาญาศาลจึงไม่อาจลงโทษ จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(12) ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1), (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นาย สุธีหรือตา ฤทธิ์จบ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษมชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6133/2544
#69277
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งของศาลชั้นต้นกับจำเลยคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกัน แม้พวกคนร้ายจะเป็น ชุดเดียวกันและกระทำการลักทรัพย์ติดต่อกัน แต่เป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนกับผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ทรัพย์ก็มิได้รวมอยู่ด้วยกันแต่อยู่ห่างกันเป็นร้อยเมตร อันเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะแห่งคดีเดียวกันซึ่งศาลจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกัน

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะคนร้ายลักข้าวเปลือกของผู้เสียหาย แต่โจทก์มีพยานเบิกความว่า เห็นรถยนต์ของคนร้ายบรรทุกกระสอบใส่ข้าวเปลือกมีชื่อ อ. ติดอยู่ที่กระสอบซึ่งเป็นกระสอบที่ใช้ใส่ข้าวเปลือกบริเวณบ้านผู้เสียหายมาติดหล่มอยู่ห่างจากกองกระสอบข้าวเปลือกของผู้เสียหายประมาณ 500 เมตร สงสัยว่าจะเป็นกระสอบข้าวของผู้เสียหาย เมื่อรถคนร้ายไปแล้วพยานจึงได้ไปบอกผู้เสียหายในเวลาใกล้เคียงกัน ผู้เสียหายพบว่าข้าวเปลือกหายไป 6 กระสอบ จึงไปแจ้งความและอีก 1 สัปดาห์ต่อมา เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำกระสอบข้าวซึ่งผู้รับซื้อข้าวเปลือกจาก ส. และจำเลยมาให้ผู้เสียหายดูแล้ว ผู้เสียหายจำได้ว่าเป็นกระสอบใส่ข้าวเปลือกของตน ตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นผู้พาไปติดต่อรถยนต์มาบรรทุกข้าวในคืนเกิดเหตุ เมื่อได้รถยนต์แล้วก็มิได้ไปขนข้าวทันทียังได้ไป พบพวกซึ่งรออยู่ที่ร้านกาแฟแล้วเปลี่ยนไปนั่งกินข้าวต้ม จนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนจึงเดินทางไปขนข้าว และตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การว่าคืนเกิดเหตุขนข้าวไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลยก่อน รุ่งขึ้นจำเลยก็ยังได้พา ส. ไปขายข้าวด้วย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและ ส. ได้พร้อมกันที่บ้านจำเลย เมื่อพิจารณาประกอบ คำรับสารภาพของจำเลยตามบันทึกการจับกุมแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยร่วมกันพวกคนร้ายลักข้าวเปลือกของ ผู้เสียหายไปจริง

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (12) นอกจากเจ้าทรัพย์จะต้องเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมแล้ว จะต้องได้ความอีกว่า ทรัพย์ที่ถูกลักนั้นเป็นผลิตภัณฑ์พืชพันธ์หรือสัตว์ หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการประกอบกสิกรรมด้วย

ตามฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าข้าวเปลือกที่จำเลยกับพวกลักไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือพืชพันธ์ซึ่งผู้เสียหายมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม หรือได้มาจากการกสิกรรม จึงไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 335 (12) ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 335 (12) ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 335 (12)
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 213 ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายสุธีหรือตา ฤทธิ์จบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายเจษฎา ยวงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนุรักษ์ มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6128/2544
#43338
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน 2539 นั้น จำเลยได้กระทำในฐานะส่วนตัวและไม่ได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยจะโอนที่พิพาทส่วนของจำเลยให้แก่วัด พ. เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ด. เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือ จำเลยกับ ส. ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกจาก ด. คนละครึ่งเช่นนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยให้โอนที่พิพาทส่วนของ ส. ให้แก่วัด พ. หาได้ไม่ อีกประการหนึ่งแม้จะได้ความว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทแต่ผู้เดียวก็ตาม แต่ขณะที่ทำข้อตกลงกับโจทก์นั้นยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่พิพาทต่อมาก็เป็นการครอบครองแทน ส. นอกจากนี้การที่ ส. ทราบข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ก็ไม่ได้หมายความว่า ส. มอบให้จำเลยเป็นผู้ตกลงทำสัญญายกที่พิพาทส่วนของ ส. ให้แก่วัด พ. แต่อย่างใดจึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่วัด พ. ได้เฉพาะส่วนของจำเลยเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 10 หน้า 23 สารบบเล่มหมู่ที่ 5หมู่ที่ 22 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์เนื้อที่ 22 ไร่ 60 ตารางวา ให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยางอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษาคดี หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 10 หน้า 23 สารบบเล่มหมู่ที่ 5 หน้า 22หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนของจำเลยเนื้อที่ 22 ไร่ 60 ตารางวา แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 10 หน้า 23สารบบเล่มหมู่ที่ 5 หน้า 22 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนของจำเลยเนื้อที่ 11 ไร่ 30 ตารางวา แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2539 โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงว่าถ้าศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย จำเลยก็จะโอนที่พิพาทส่วนของจำเลยให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์และโจทก์จะโอนที่พิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางเช่นเดียวกันโดยให้ถือว่าข้อตกลงนี้เป็นสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อยกที่พิพาทให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน2539 เอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยต้องโอนที่พิพาทให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้ครอบครองทำนาในที่พิพาทแต่ผู้เดียว นางสมจิตรไม่เคยเข้าครอบครองทำนาในที่พิพาทเลยอีกทั้งการที่จำเลยตกลงยกที่พิพาทให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางนั้นนางสมจิตรก็ทราบดี จึงถือว่านางสมจิตรได้มอบให้จำเลยเป็นผู้ตกลงทำสัญญายกที่พิพาทส่วนของนางสมจิตรให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางด้วยเห็นว่า ขณะที่จำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน 2539 เอกสารหมาย จ.2 นั้น จำเลยได้กระทำในฐานะส่วนตัวและไม่ได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยจะโอนที่พิพาทส่วนของจำเลยให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายดำ สินศิริ เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือ จำเลยและนางสมจิตร สาหึงรัมย์ ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกจากนายดำคนละครึ่งเช่นนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยให้โอนที่พิพาทส่วนของนางสมจิตรให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางหาได้ไม่ อีกประการหนึ่งถึงแม้จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทแต่ผู้เดียวก็ตามแต่ขณะที่ทำข้อตกลงกับโจทก์นั้นยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่พิพาทต่อมา ก็เป็นการครอบครองแทนนางสมจิตร นอกจากนี้การที่นางสมจิตรทราบข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ก็ไม่ได้หมายความว่านางสมจิตรมอบให้จำเลยเป็นผู้ตกลงทำสัญญายกที่พิพาทส่วนของนางสมจิตรให้แก่วัดแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระครูสุเทพธรรมรัตหรือพระมหาภู่ทอง ยามเวทย์
จำเลย — นาง เกษม สินศิริ
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6126/2544
#257576
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงต้องนำคดีไปฟ้องยัง ศาลแรงงานนั้น เมื่อจำเลยมิได้ยกเรื่องอำนาจศาลขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งปัญหาเรื่องอำนาจของศาลชำนัญพิเศษกับอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลชั้นเดียวกันจะต้องยุติใน ศาลชั้นต้นเพื่อไม่ให้เป็นช่องทางแก่คู่ความประวิงคดี หากคู่ความไม่โต้แย้งหรือศาลชั้นต้นไม่ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาล ปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์เฉพาะค่าแรงให้ทำการก่อสร้างอาคารจอดรถ ๖ ชั้น และงานไม้แบบ งานคอนกรีตของอาคารสูง ๔๒ ชั้น ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งโรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้จอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงานโจทก์จึงต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย เมื่อจำเลยมิได้ยกเรื่องอำนาจศาลขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การเพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งปัญหาเรื่องอำนาจของศาลชำนัญพิเศษกับอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเดียวกันจะต้องยุติในศาลชั้นต้นเพื่อไม่ให้เป็นช่องทางแก่คู่ความประวิงคดี หากคู่ความไม่โต้แย้งหรือศาลชั้นต้นไม่ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งศาลชั้นต้นมี คำพิพากษาแล้ว แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาล ปัญหาตามศาลฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้ง ศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๑

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ สระปัญญา
จำเลย — บริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด
249 — ป.วิ.พ. มาตรา 225,
9 — พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธงชัย เสนามนตรี
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6122/2544
#69550
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายกับข้อหามีแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายหรือเพื่อ นำออกใช้ จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมก็เพื่อนำออกใช้กับยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายนั่นเอง ดังนั้น ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียว และเป็นกรรมเดียวกับข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม สำหรับความผิดข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกกันมา แต่ได้ความว่าจำเลย มีเจตนาอันเดียวคือต้องการขายบุหรี่ของกลางซึ่งเป็นบุหรี่ที่บรรจุในซองที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย และที่มีเครื่องหมายการค้ากับแสตมป์ยาสูบปลอมในซองเดียวกัน ความผิดทั้งสามข้อหาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความผิด กรรมเดียวกับความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบด้วยมาตรา 108 ซึ่งเป็น บทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหายประกอบการค้าผลิตและจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรต ยี่ห้อ กรองทิพย์ ๙๐ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๒ เวลากลางวัน จำเลยกับนายสุเทพ รัตนศิริจิตร และนายสุริยะ อำพันเพ็ญโรจน์ ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว กับพวกซึ่งเป็นเยาวชนอีก ๑ คน ซึ่งแยกดำเนินคดี มิได้เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบได้ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตชนิดซองอ่อนที่มีตราเครื่องหมายกรองทิพย์ ๙๐ ขนาดบรรจุซองละ ๒๐ มวน จำนวน ๔๑,๒๑๐ ซอง น้ำหนัก ๗๘๒,๙๙๐ กรัม อันเป็นยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตามกฎหมาย และไม่ใช่ยาเส้นที่ทำจากใบยาพันธุ์พื้นเมือง อีกทั้งยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวเป็นยาสูบที่มี เครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบกำกับอยู่อันเป็นแสตมป์ยาสูบปลอมโดยจำเลยกับพวกรู้ว่าเป็นแสตมป์ยาสูบปลอม ทั้งนี้ยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตดังกล่าวต้องปิดแสตมป์ยาสูบในอัตราร้อยละ ๗๐ ของมูลค่ายาสูบ บุหรี่ซิกาแรต ดังกล่าวทั้งหมดต้องปิดแสตมป์ยาสูบซองละ ๑๔ บาท รวมเป็นแสตมป์ยาสูบทั้งสิ้นเป็นเงิน ๕๗๖,๙๔๐ บาท จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเสนอ จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่มีตราเครื่องหมาย "กรองทิพย์ ๙๐" อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง ผู้เสียหาย โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์โดยชอบแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔, ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕, ๑๑๗ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๔, ๕, ๑๙, ๒๓, ๒๔, ๔๑, ๔๓, ๔๔, ๔๙, ๕๐, ๕๓ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. ๒๕๐๙ ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๐ ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าปรับ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๐, ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานสรรพสามิตจับกุมจำเลยกับพวกพร้อมยึดได้ยาสูบบุหรี่ซิกาแรตชนิดซองอ่อนที่มีตราเครื่องหมายการค้ากรองทิพย์ ๙๐ อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้า ที่แท้จริงของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ผู้เสียหาย และมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย ทั้งมีเครื่องหมายอย่างอื่น ที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบกำกับอยู่อันเป็นแสตมป์ยาสูบปลอมจำนวน ๔๑,๒๑๐ ซอง น้ำหนัก ๗๘๒,๙๙๐ กรัม เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายฉัตรชัย พรหมศร และนายวิโรจน์ ศรีวารี นายตรวจสรรพสามิตเป็นพยานเบิกความ ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางวัน นายฉัตรชัยซุ่มดูอยู่ที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามในระยะห่างประมาณ ๓๐ เมตร มีโอกาสเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน นายฉัตรชัยและนายวิโรจน์พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานสรรพสามิตที่ปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงไม่มีเหตุที่พยานทั้งสองจะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานด้วยกัน ทั้งพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การให้สายลับไปซื้อบุหรี่จากร้านแต้ฮะเส็งส่งไปให้ผู้เสียหายตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นบุหรี่ปลอม การสืบทราบจากสายลับว่าจะมีการนำบุหรี่ปลอม มาส่งที่ร้านแต้ฮะเส็ง การวางแผนจับกุมขั้นตอนและสถานที่ที่ไปดักซุ่มดูจนกระทั่งการเข้าไปตรวจค้นจับกุมจำเลย กับพวกและยึดได้บุหรี่ปลอมเป็นของกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นายฉัตรชัยเบิกความว่า จำเลยนั่งรถยนต์ปิกอัพสีดำ มากับนายสุเทพและได้เข้าไปในร้านแต้ฮะเส็งกับนายสุเทพประมาณ ๕ นาที ก็กลับออกมาด้วยกันโดยมีนายอานนท์เดินออกมาด้วยนั้น นายวิโรจน์ก็เบิกความได้สอดคล้องว่านายฉัตรชัยแจ้งนายวิโรจน์ทางวิทยุสื่อสารว่ามีรถยนต์ คันหนึ่งสีดำมาจอดที่หน้าร้านแต้ฮะเส็งแล้วมีชาย ๒ คน เดินเข้าไปในร้าน สักครู่หนึ่งชาย ๒ คน ดังกล่าวพร้อมชาย อีกคนหนึ่งก็เดินออกมา เชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองได้เบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยนั่งรถยนต์แท็กซี่ไปหานายสุเทพในที่เกิดเหตุเพื่อขอยืมรถยนต์ไปใช้ เมื่อไปถึงพบนายสุเทพกำลังขนลังสินค้าบุหรี่กรองทิพย์จากรถยนต์คันหนึ่งเข้าไปในร้านและบอกให้จำเลยช่วยขน จำเลยไม่ทราบว่าเป็นบุหรี่ปลอมจึงช่วยขน ได้ประมาณ ๒ ถึง ๓ ลังก็มีเจ้าพนักงานสรรพสามิตเข้าไปจับกุมนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นชี้แจงต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตที่เข้าจับกุมแต่ประการใด ทั้งหากจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อขอยืมรถยนต์ของนายสุเทพ ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องไปร่วมขนลังบุหรี่ด้วยเพราะมีคนขนกันอยู่แล้วถึง ๕ คน พยานจำเลยที่เบิกความอ้างว่า จำเลยเพิ่งมายังที่เกิดเหตุในภายหลังขณะกำลังขนบุหรี่กัน คงมีนายสุเทพ นายสุริยะและนายอานนท์ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลย โดยเฉพาะนายสุเทพกับนายสุริยะได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว น่าเชื่อว่า เบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษ ข้อนำสืบของจำเลยขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์ ที่จำเลยนั่งรถยนต์ปิกอัพสีดำมากับนายสุเทพและมาจอดที่หน้าร้านแต้ฮะเส็ง จากนั้นจำเลยกับนายสุเทพลงจากรถยนต์เข้าไปในร้านดังกล่าวสักครู่หนึ่งก็พากันออกมาจากร้าน นายสุเทพไปขับรถยนต์ปิกอัพสีดำเคลื่อนไปข้างหน้า จำเลยช่วยเข็นรถยนต์เก๋งเข้าไปแทนที่ ต่อมาประมาณ ๑๐ นาที ก็มีรถยนต์ปิกอัพสีแดงบรรทุกบุหรี่ของกลางแล่นมาจอดแทนที่ รถยนต์เก๋ง แล้วจำเลยกับพวกช่วยกันขนบุหรี่ของกลางจากรถยนต์ปิกอัพสีแดงเข้าไปในตึกแถวซึ่งเป็นที่เก็บสินค้า ของร้านแต้ฮะเส็ง เชื่อได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมในการนำบุหรี่ของกลางมาจำหน่ายให้แก่ร้านแต้ฮะเส็งและย่อม ต้องรู้ดีว่าบุหรี่ของกลางเป็นบุหรี่ที่มิได้ผลิตจากโรงงานยาสูบอันเป็นบุหรี่ปลอมที่มีตราเครื่องหมายการค้ากรองทิพย์ ๙๐ ปลอม และมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย แต่มีเครื่องหมายอย่างอื่นที่ใช้แทนแสตมป์ยาสูบกำกับอยู่อันเป็นแสตมป์ยาสูบปลอม พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลย ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง

อย่างไรก็ดี ความผิดข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายกับข้อหามีแสตมป์ยาสูบปลอมเพื่อขายหรือเพื่อนำออกใช้ เห็นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งแสตมป์ยาสูบปลอมก็เพื่อนำออกใช้กับยาสูบ ที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายนั่นเอง ดังนั้น ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงเป็นความผิดกรรมเดียวและ เป็นกรรมเดียวกับข้อหามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายไว้ในครอบครองเกินกว่า ๕๐๐ กรัม สำหรับความผิด ข้อหาเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมนั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกมา ในข้อ ๒ ข. แต่ได้ความว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวคือต้องการขายบุหรี่ของกลางซึ่งเป็นบุหรี่ที่บรรจุในซองที่มิได้ปิดแสตมป์ ยาสูบตามกฎหมาย และที่มีเครื่องหมายการค้ากับแสตมป์ยาสูบปลอมในซองเดียวกัน ความผิดทั้งสามข้อหาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดข้อหาในฟ้องข้อ ๒ ข. ดังกล่าว

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง, ๒๔ วรรคหนึ่ง, ๔๓, ๔๙, ๕๐, ๕๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษ จำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 110 (1) ม. 108
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 19 วรรคหนึ่ง ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 43 ม. 49 ม. 50 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสัมพันธ์ ชลูดดง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2544
#69276
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าของโจทก์ และใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของโจทก์มาก่อนจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยประมาณ 3 ปี ทั้งสินค้าของโจทก์อยู่ในรูปวัตถุดิบ ไม่ได้จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป แตกต่างจากสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ลูกค้าของโจทก์และลูกค้าของจำเลยจึงเป็นคนละประเภท นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปซึ่งมีลักษณะประกอบด้วยรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นทึบ 2 รูป เท่า ๆ กันวางอยู่ใต้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบซึ่งมีด้านยาวขนาดเดียวกับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2 รูป วางเรียงกันส่วนด้านกว้างมีความยาวเท่ากับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และระหว่างรูปสี่เหลี่ยมทั้ง 3 รูปนั้น โจทก์จงใจให้เกิดช่องว่างเป็นรูปอักษร T ประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอักษรต้นของชื่อโจทก์ แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นเพียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นทึบ 4 รูปเท่ากันวางเรียงกันในลักษณะสมดุล อยู่ข้างบน 2 รูป ข้างล่าง 2 รูป และระหว่างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 4 รูป มีช่องว่างเป็นรูปเส้นตรง 2 เส้น ตัดกันเป็นมุมฉากไม่มีใครเรียกสินค้าของจำเลยว่า ยาตราสี่เหลี่ยม และในการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยมักจะใช้ชื่อจำเลยคำว่า CHINTA ประกอบด้วย ทำให้บางครั้งลูกค้าเรียกสินค้ายาของจำเลยว่า ยาชินต้า จึงมิใช่กรณีที่เครื่องหมายการค้าทั้งสองนี้มีการเรียกขานเหมือนกัน และช่องว่างของรูปสี่เหลี่ยมพื้นทึบในเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ความหมายอยู่ที่รูปสี่เหลี่ยมซึ่งหมายถึงทิศทั้งสี่เท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีรูปลักษณ์ของรูปสี่เหลี่ยมจำนวนรูปสี่เหลี่ยมรวมทั้งช่องว่างระหว่างรูปสี่เหลี่ยมที่มีการประดิษฐ์แตกต่างกัน ไม่ได้เรียกขานเหมือนหรือคล้ายกัน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวสาธารณชนย่อมสามารถสังเกตข้อแตกต่างได้ไม่ยาก นอกจากนี้ลูกค้าก็เป็นกลุ่มคนคนละประเภท ทั้งโจทก์ได้ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ในต่างประเทศมาก่อนจำเลย มิใช่กรณีที่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยจะมีรูปสี่เหลี่ยมเป็นส่วนประกอบสำคัญก็ตาม ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 255831 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามคำขอเลขที่ 282844 ทะเบียนเลขที่ ค. 27718 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 255831 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 282844 ทะเบียนเลขที่ ค. 27718 ของจำเลยจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 255831 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค. 27718 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ นายรุทรผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2463 และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TAKASAGO เครื่องหมายการค้ารูปอักษร T ประดิษฐ์ในสี่เหลี่ยมพื้นทึบและเครื่องหมายการค้าคำว่า TAKASAGO ประกอบรูปอักษร T ประดิษฐ์ในสี่เหลี่ยมในลักษณะต่างๆ อีก 2 รูป สินค้าของโจทก์เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงาน โจทก์ไม่ได้จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป กิจการของโจทก์มีอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี 2525 โดยนำมาจากอักษรต้นของชื่อโจทก์ และโจทก์นำไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2525 และได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2527 นอกจากนี้โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2525 เป็นต้นมา และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่างๆ ประมาณ 122 ประเทศ สำหรับในประเทศไทยโจทก์ได้จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้มาตั้งแต่ปี 2531 และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ 3 คำขอ เมื่อปี 2536 บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายรุทรดังกล่าวมีใจความเช่นเดียวกับหนังสือถ้อยแถลงของนายทากาซิ เคโต ผู้อำนวยการ โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว และใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2525 ก่อนจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค. 27718 ประมาณ 3 ปี ทั้งสินค้าของโจทก์อยู่ในรูปวัตถุดิบ ไม่ได้จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ดังนั้น ลูกค้าของโจทก์และลูกค้าของจำเลยจึงเป็นคนละประเภท นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูป ซึ่งมีลักษณะประกอบด้วยรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นทึบ 2 รูป เท่าๆ กันวางอยู่ใต้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบซึ่งมีด้านยาวขนาดเดียวกับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2 รูป วางเรียงกัน ส่วนด้านกว้างมีความยาวเท่ากับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และระหว่างรูปสี่เหลี่ยมทั้ง 3 รูป นั้น โจทก์จงใจให้เกิดช่องว่างเป็นรูปอักษร T ประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอักษรต้นของชื่อโจทก์แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยคือเครื่องหมาย เป็นเพียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นทึบ 4 รูป เท่ากันวางเรียงกันในลักษณะสมดุล อยู่ข้างบน 2 รูป ข้างล่าง 2 รูป และระหว่างรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 4 รูป มีช่องว่างเป็นรูปเส้นตรง 2 เส้น ตัดกันเป็นมุมฉาก นายประเสริฐกรรมการบริษัทจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าไม่มีใครเรียกสินค้าของจำเลยว่า ยาตราสี่เหลี่ยม และในการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยมักจะใช้ชื่อจำเลยคำว่า CHINTA ประกอบด้วย ทำให้บางครั้งลูกค้าเรียกสินค้ายาของจำเลยว่า ยาชินต้า จึงมิใช่กรณีที่เครื่องหมายการค้าทั้งสองนี้มีการเรียกขานเหมือนกันแต่อย่างใด และนายประเสริฐยังเบิกความอีกว่า ช่องว่างของรูปสี่เหลี่ยมพื้นทึบในเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวนี้ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ความหมายอยู่ที่รูปสี่เหลี่ยมซึ่งหมายถึงทิศทั้งสี่เท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีรูปลักษณ์ของรูปสี่เหลี่ยม จำนวนรูปสี่เหลี่ยมรวมทั้งช่องว่างระหว่างรูปสี่เหลี่ยมที่มีการประดิษฐ์แตกต่างกัน ไม่ได้เรียกขานเหมือนหรือคล้ายกัน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวสาธารณชนย่อมสามารถสังเกตข้อแตกต่างได้ไม่ยาก นอกจากนี้ลูกค้าก็เป็นกลุ่มคนคนละประเภท ทั้งโจทก์ได้ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นี้ในต่างประเทศมาก่อนจำเลย มิใช่กรณีที่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ดังนั้นแม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยจะมีรูปสี่เหลี่ยมเป็นส่วนประกอบสำคัญก็ตาม เครื่องหมายการค้าของโจทก์ก็ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค.27718 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10) ม. 13 ม. 14 ม. 20 ม. 26 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ทาคาซาโก โคริโอ โคยีโอ คาบูชิกิ ไกชา
บริษัทโรงงานผลิตเวชภัณฑ์ชินต้า
จำเลย — เทรดดิ้ง (1971) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6116/2544
#41264
เปิดฉบับเต็ม

ในนัดพิจารณาก่อนทนายจำเลยแถลงว่าคงติดใจสืบ อ. อีกเพียงปากเดียวแต่วันนี้ไม่มาศาล ขอเลื่อนไปสืบพยานปากนี้ในนัดหน้า หากนัดหน้าไม่สามารถนำมาสืบได้ถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน แต่เมื่อถึงวันนัด ฝ่ายจำเลยไม่ได้นำตัว อ. มาสืบโดยอ้างลอย ๆ ว่าไม่สามารถติดตามตัวมาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลย จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยอ้างแถบบันทึกเสียงพร้อมบันทึกข้อความซึ่งอ้างว่าถอดข้อความจากแถบบันทึกเสียงเป็นพยานนั้น จำเลยอ้างส่งแถบบันทึกเสียงเข้ามาลอย ๆ ในขณะที่ทนายจำเลยถามค้านตัวโจทก์ ทั้งในระหว่างพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยอมรับว่าเสียงในแถบบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นของโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินจำนวน 1,148,547 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2538จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 248,547 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีเพื่อติดตามนายอำไพหรืออภัย เอื้อทรงธรรม มาเบิกความเป็นพยานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2541 หลังจากฝ่ายจำเลยนำพยานปากอื่นเข้าสืบแล้วทนายจำเลยแถลงว่ายังคงติดใจสืบนายอำไพหรืออภัยอีกเพียงปากเดียว แต่วันนี้ไม่มาศาลขอเลื่อนไปสืบพยานปากนี้ในนัดหน้าแต่เมื่อถึงวันนัดฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้นำตัวนายอำไพหรืออภัยมาสืบโดยอ้างลอย ๆ ว่าไม่สามารถติดตามตัวมาได้ ทั้งที่จำเลยรู้จักชอบพอกับพยานปากนี้เป็นอย่างดีและได้อ้างไว้ในบัญชีระบุพยานมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยยังได้แถลงต่อศาลเองว่าหากนัดหน้าไม่สามารถนำนายอำไพหรืออภัยมาสืบได้ถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน ดังนั้นเมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่นำนายอำไพหรืออภัยมาเบิกความโดยอ้างเหตุเช่นเดิมอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยปากนายอำไพหรืออภัยตามที่ทนายจำเลยแถลงไว้ จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปตามฟ้องจริงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางชุติมา วารีเวส ภรรยาโจทก์ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้เงินมาเบิกความยืนยันต้องกันว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2538จำเลยได้มาขอกู้เงินโจทก์จำนวน 900,000 บาท มีการทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ โดยโจทก์เป็นผู้กรอกข้อความในสัญญาต่อหน้าจำเลยและก่อนที่จำเลยจะลงลายมือชื่อได้อ่านข้อความในสัญญาแล้ว ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าสัญญากู้เงินเกิดจากจำเลยนำเช็คของนายอำไพหรืออภัย เอื้อทรงธรรม 3 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 300,000 บาท ไปแลกเงินสดจากโจทก์ให้แก่นายอำไพหรืออภัย โจทก์ได้ให้จำเลยลงลายมือชื่อในแบบหนังสือสัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้แก่โจทก์ไว้ต่อมานายอำไพหรืออภัยได้ชำระหนี้เป็นสินค้าให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้คืนหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวแก่จำเลยนั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการนำเช็คของนายอำไพหรืออภัยไปแลกเงินสดจากโจทก์มาแสดงแล้ว ที่จำเลยนำสืบว่าเป็นผู้นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ด้วยตนเองก็ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ว่าจำเลยเป็นผู้แนะนำผู้มีชื่อให้นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นอย่างใดที่จำเลยจะต้องนำเช็คมาขายแลกเงินสดจากโจทก์แทนนายอำไพหรืออภัยโดยต้องยอมตนเข้าผูกพันเช่นนั้น แม้จำเลยจะมีเช็คซึ่งจำเลยอ้างว่านายอำไพหรืออภัยเป็นผู้นำมาเปลี่ยนให้โจทก์ เมื่อเช็คของนายอำไพหรืออภัยที่จำเลยนำมาแลกเงินสดธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่จำเลยก็ไม่อาจนำนายอำไพหรืออภัยมาเบิกความยืนยันจนศาลชั้นต้นสั่งให้งดสืบพยานปากนี้ ทั้งโจทก์ก็นำสืบปฏิเสธว่าเช็คดังกล่าวไม่เกี่ยวกับหนี้รายนี้ ส่วนที่จำเลยนำนายปราโมทย์ ชัยเพิ่มกุลนางสุภารัตน์ สุขพึ่งธรรม นายชูศิลป์ คงสุนทร นายพนาวัลย์ จีนถนอมและนายพรศิริ คำสระ มาเป็นพยานเบิกความทำนองว่า จำเลยนำเช็คของนายอำไพหรืออภัยไปขอแลกเงินสดจากโจทก์มิได้กู้เงินโจทก์ แต่พยานเหล่านี้ก็ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองคงรับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยหรือบุคคลอื่นเท่านั้น จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง และที่จำเลยอ้างแถบบันทึกเสียงพร้อมบันทึกข้อความซึ่งอ้างว่าถอดข้อความจากแถบบันทึกเสียงเป็นพยานนั้นเห็นว่า จำเลยอ้างส่งแถบบันทึกเสียงเข้ามาลอย ๆ ในขณะที่ทนายจำเลยถามค้านตัวโจทก์ ทั้งในระหว่างพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยอมรับว่าเสียงในแถบบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นของโจทก์แต่อย่างใดจึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปจริงตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้เงิน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ วารีเวส
จำเลย — นาย ชูชาติ คงสุนทร
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6089/2544
#41263
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องผู้อื่นเป็นจำเลยและขอให้ริบธนบัตรของกลาง โดยอ้างการกระทำอันจะเป็นเหตุให้ริบธนบัตรว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102แต่คดีนี้พนักงานอัยการผู้ร้องอ้างเหตุให้ริบธนบัตรจำนวนเดียวกันนั้นว่า เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ยึดไว้แล้วตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 16(3),22,27,29 และ 31เมื่อคดีนี้กับคดีก่อนจำเลยมิใช่บุคคลคนเดียวกัน ทั้งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตลอดจนการกระทำที่อ้างเป็นเหตุให้ศาลริบธนบัตรแตกต่างกัน การพิจารณาคดีนี้จึงไม่เป็นการร้องซ้อน หรือร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับทำให้สิทธิของผู้ร้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้านถูกฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9871/2541 ให้ลงโทษจำคุกผู้คัดค้าน25 ปี ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของผู้คัดค้านซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5047/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาครริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม ร่วมกันจับกุมผู้คัดค้านและนางสาวอาหลี แซ่ฟาง พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน จำนวน 7,572 เม็ด น้ำหนักรวม 723.83 กรัม เฮโรอีน จำนวน 13 ถุง น้ำหนักรวม254.63 กรัม และยึดได้ธนบัตรจำนวน 645,120 บาท เป็นของกลางคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านแล้ว ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านคือธนบัตรจำนวน 645,120 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อาศัยอำนาจตามมาตรา 16(3), 22 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติให้ยึดธนบัตรจำนวน 645,120บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งริบธนบัตรจำนวน 645,120 บาท ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31

เลขาธิการปิดประกาศและแจ้งให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดี โดยปิดประกาศที่สำนักงานที่สถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน อย่างน้อยเจ็ดวันและประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่น กับแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ธนบัตรจำนวน 645,120 บาทผู้คัดค้านได้มาโดยสุจริตโดยประกอบการขายอาหาร ประเภทข้าวมันไก่และก๋วยเตี๋ยวที่บริเวณคอนโดคอมแพ็กวงแหวน ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้านมีรายได้วันละ3,500 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีกำไรวันละ 1,200 บาท ปีหนึ่งมีรายได้เฉลี่ยมากกว่าสามแสนบาท ผู้คัดค้านทำการค้าติดต่อกันมากว่าสองปีแล้วจึงเก็บเงินสะสมไว้ในบ้าน เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นชาวจีนภูเขา ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนจึงไม่มีหลักฐานไปแสดงเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร และธนบัตรจำนวนดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาไม่ริบ แต่ได้คืนเจ้าของในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีนางสาวอาหลี แซ่ฟางเป็นจำเลยเมื่อผู้ร้องขอให้ริบธนบัตรจำนวนนี้อีก จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)ขอให้ยกคำร้องและคืนธนบัตรจำนวน 645,120 บาท แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบธนบัตรจำนวน 645,120 บาท ของกลางตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามมาตรา 29, 31 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าผู้คัดค้านถูกฟ้องฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกผู้คัดค้าน 25 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9871/2541 และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของผู้คัดค้านซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5047/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาครริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบธนบัตรจำนวน 645,120 บาท เป็นการร้องซ้อนหรือร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า โจทก์แยกฟ้องนางสาวอาหลีแซ่ฟาง เป็นคดีอาญาหมายเลขดังกล่าวและมีคำขอให้ริบธนบัตร จำนวน 645,120 บาท ของกลาง ซึ่งเป็นธนบัตรจำนวนเดียวกับธนบัตรที่ขอให้ริบในคดีนี้ คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วไม่ริบธนบัตรของกลางที่ขอให้ริบคดีนี้โดยสั่งให้คืนแก่เจ้าของ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และถือว่าสิทธินำคดีมาร้องของผู้ร้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) นั้น เห็นว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องผู้อื่นเป็นจำเลยและขอให้ริบธนบัตรของกลางจำนวนนี้ โดยอ้างการกระทำของจำเลยดังกล่าวอันจะเป็นเหตุให้ริบธนบัตรของกลางว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยในคดีดังกล่าวได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในคดีนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102 แต่คดีนี้ผู้ร้องอ้างเหตุให้ริบธนบัตรจำนวนเดียวกันนี้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ยึดธนบัตรจำนวนดังกล่าวไว้แล้วตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 16(3), 22, 27, 29และ 31 จึงเห็นได้ว่าคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541ของศาลชั้นต้น จำเลยมิใช่บุคคลคนเดียวกัน ทั้งมีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตลอดจนการกระทำที่อ้างเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาริบธนบัตรจำนวนนี้แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงหาเป็นการร้องซ้อนหรือร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้น หรือทำให้สิทธิของผู้ร้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) ดังฎีกาของผู้คัดค้านแต่ประการใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไปมีว่า ธนบัตรจำนวน 645,120 บาท เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่โดยผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันและหักล้างพยานหลักฐานและข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้องและคืนธนบัตรจำนวนดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านถูกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกผู้คัดค้าน 25 ปี คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9871/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น ตามปัญหานี้จึงต้องตามบทบัญญัติมาตรา 29 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าธนบัตรจำนวน 645,120 บาท ที่ผู้คัดค้านมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตกเป็นภาระของผู้คัดค้านที่ต้องพิสูจน์ว่าธนบัตรจำนวนดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ได้มาโดยสุจริตและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งผู้คัดค้านนำสืบได้ความเพียงว่า ธนบัตรจำนวน 645,120 บาท เป็นทรัพย์สินของตนที่แท้จริงแต่ที่อ้างว่าเป็นส่วนกำไรที่ผู้คัดค้านเก็บรวบรวมได้จากการขายข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่ทอดและก๋วยเตี๋ยวเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปีโดยผู้คัดค้านและนางสาวอาหลี แซ่ฟาง ผู้ร่วมกระทำความผิดในคดียาเสพติดให้โทษกับผู้คัดค้านเบิกความเพียงลอย ๆ เท่านั้นหาได้พยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนไม่ ความข้อนี้นายศิกวัสบรรลุศาสตร์ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านพยานผู้ร้องเบิกความว่าผู้คัดค้านให้ถ้อยคำในการสอบสวนว่านำรถเข็นมาใช้ขายข้าวมันไก่ใช้ไก่วันละ 4 ตัวมีรายได้วันละ 3,500 บาท ถึง 3,900 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีกำไรวันละประมาณ 800 บาท ถึง 1,000 บาท แต่จากการตรวจสอบร้านขายข้าวมันไก่ของเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ไก่ 4 ตัว จะขายได้ 60 จาน จานละ 20 บาทจะมีรายได้ประมาณ 1,200 บาทต่อวัน และมีกำไรวันละไม่เกิน200 บาท ทั้งตามบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านเอกสารหมาย ร.7ที่ให้ไว้ต่อนายศิกวัสพยานผู้ร้อง ผู้คัดค้านให้ถ้อยคำว่าขายแต่ข้าวมันไก่เพียงอย่างเดียว หาได้ขายข้าวมันไก่ทอดและก๋วยเตี๋ยวดังที่เบิกความไม่ และกำไรจากการขายข้าวมันไก่เพียงอย่างเดียวต่อวันก็ขัดแย้งกับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ดังที่นายศิกวัสเบิกความ นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกลือศักดิ์ดำเนินสวัสดิ์ พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งผู้ตรวจค้นจับกุมผู้คัดค้านเบิกความว่า ธนบัตรจำนวน 645,120 บาท ที่พบในกระเป๋าเอกสารวางอยู่ในตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอน ผู้คัดค้านรับว่าได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน ประกอบทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายธนบัตรของกลางหมาย ร.4 แล้ว เห็นได้ว่าเป็นธนบัตรใหม่แบ่งแยกชนิดอย่างเป็นระเบียบมีสายรัดของธนาคารรัดไว้แต่ละปึก จึงไม่น่าจะเป็นธนบัตรที่ผู้คัดค้านเก็บสะสมไว้จากการขายข้าวมันไก่ และยังได้ความอีกว่าก่อนหน้านี้ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยถูกฟ้องในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษคดีอื่น ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพศาลพิพากษาลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5047/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาครเช่นนี้ ที่ผู้คัดค้านนำสืบว่า ธนบัตรจำนวน 645,120 บาท เป็นของผู้คัดค้านที่ได้มาโดยสุจริตจากการขายข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่ทอดและก๋วยเตี๋ยวนั้นจึงไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายและพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าธนบัตรจำนวน645,120 บาท ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านแต่เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องริบธนบัตรจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามความในมาตรา 29 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148 ม. 173
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย วิโรจน์ แซ่จางหรือสะหาย
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6089/2544
#69275
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยคดีนี้กับจำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่งซึ่งถึงที่สุดไปแล้วมิใช่บุคคลคนเดียวกัน เหตุแห่งการขอริบธนบัตรจำนวนเดียวกัน คดีอีกคดีหนึ่งโจทก์ขอริบโดยอ้างเหตุว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยในคดีดังกล่าวได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 แต่คดีนี้ผู้ร้อง อ้างเหตุให้ริบว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งคณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สินได้ยึดไว้ ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 22, 27, 29 และ 31 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตลอดจนการกระทำที่อ้างเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาริบธนบัตรจำนวนนี้แตกต่างกัน การพิจารณาคดีนี้จึงหาเป็นการร้องซ้อนหรือร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอีกคดีหนึ่ง หรือทำให้สิทธิของผู้ร้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ไม่

ผู้คัดค้านถูกฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกผู้คัดค้าน 25 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว ตามบทบัญญัติมาตรา 29 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าธนบัตรที่ผู้คัดค้านมีอยู่ หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถใน

การประกอบอาชีพเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงตกเป็นภาระของผู้คัดค้านที่ต้องพิสูจน์ว่าธนบัตรเป็นของผู้คัดค้านที่ได้มาโดยสุจริตและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าธนบัตรเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน แต่เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องริบธนบัตรให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามความในมาตรา 29 และ มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้านถูกฟ้องในความผิดต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9871/2541 ให้ลงโทษจำคุกผู้คัดค้าน 25 ปี ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของผู้คัดค้านซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5047/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านคือธนบัตร จำนวน 645,120 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ศาลมีคำสั่งริบธนบัตร จำนวน 645,120 บาท ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31

เลขาธิการปิดประกาศและแจ้งให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีโดยปิดประกาศที่สำนักงาน ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน อย่างน้อยเจ็ดวัน และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่น กับแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ธนบัตร จำนวน 645,120 บาท ผู้คัดค้านได้มาโดยสุจริต และธนบัตรจำนวนดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาไม่ริบ แต่ให้คืนเจ้าของในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีนางสาวอาหลี เป็นจำเลย เมื่อผู้ร้องขอให้ริบธนบัตรจำนวนนี้อีก จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ขอให้ยกคำร้องและคืนธนบัตร จำนวน 645,120 บาท แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ริบธนบัตร จำนวน 645,120 บาท ของกลาง ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามมาตรา 29, 31 แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านถูกฟ้องฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกผู้คัดค้าน 25 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9871/2541 และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของผู้คัดค้านซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5047/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลาง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบธนบัตร จำนวน 645,120 บาท เป็นการร้องซ้อนหรือร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องผู้อื่นเป็นจำเลยและขอให้ริบธนบัตรของกลางจำนวนนี้ โดยอ้างการกระทำของจำเลยดังกล่าวอันจะเป็นเหตุให้ริบธนบัตรของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยในคดีดังกล่าวได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในคดีนั้น ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 แต่คดีนี้ผู้ร้องอ้างเหตุให้ริบธนบัตรจำนวนเดียวกันนี้ว่า เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ยึดธนบัตรจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 16 (3), 22, 27, 29 และ 31 จึงเห็นได้ว่าคดีนี้กับ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยมิใช่บุคคลคนเดียวกัน ทั้งมีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตลอดจนการกระทำที่อ้างเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาริบธนบัตรจำนวนนี้แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงหาเป็นการร้องซ้อนหรือร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8769/2541 ของศาลชั้นต้น หรือทำให้สิทธิของผู้ร้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ดังฎีกาของผู้คัดค้านแต่ประการใดไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไปมีว่า ธนบัตร จำนวน 645,120 บาท เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านถูกฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกผู้คัดค้าน 25 ปี คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9871/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น ตามปัญหานี้จึงต้องตามบทบัญญัติมาตรา 29 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าธนบัตร จำนวน 645,120 บาท ที่ผู้คัดค้านมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตกเป็นภาระของผู้คัดค้านที่ต้องพิสูจน์ว่าธนบัตรจำนวนดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ได้มาโดยสุจริตและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งผู้คัดค้านนำสืบได้ความเพียงว่า ธนบัตร จำนวน 645,120 บาท เป็นทรัพย์สินของตนที่แท้จริง แต่ที่อ้างว่าเป็นส่วนกำไรที่ผู้คัดค้านเก็บรวบรวมได้จากการขายข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่ทอดและก๋วยเตี๋ยวเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยผู้คัดค้านและนางสาวอาหลี ผู้ร่วมกระทำความผิดในคดียาเสพติดให้โทษกับผู้คัดค้านเบิกความเพียงลอย ๆ เท่านั้น หาได้มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนไม่ ประกอบทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายธนบัตรของกลางแล้ว เห็นได้ว่า เป็นธนบัตรใหม่แบ่งแยกชนิดอย่างเป็นระเบียบมีสายรัดของธนาคารรัดไว้แต่ละปึก จึงไม่น่าจะเป็นธนบัตรที่ผู้คัดค้านเก็บสะสมไว้จากการขายข้าวมันไก่ และยังได้ความอีกว่าก่อนหน้านี้ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยถูกฟ้องในข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษคดีอื่น ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5047/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เช่นนี้ ที่ผู้คัดค้านนำสืบว่า ธนบัตร จำนวน 645,120 บาท เป็นของผู้คัดค้านที่ได้มาโดยสุจริตจากการขายข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่ทอดและก๋วยเตี๋ยวนั้น จึงไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายและพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าธนบัตรจำนวน 645,120 บาท ดังกล่าว เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน แต่เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามความในมาตรา 29 และมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 22 ม. 27 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายวิโรจน์ แซ่จางหรือสะหาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนคร พจนวรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6082/2544
#41262
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหักจากค่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายเป็นงวด ๆเพื่อเป็นค่าสินค้าที่เรียกเก็บจากลูกค้าไม่ได้ โดยจำเลยจะต้องจ่ายเงินคืนโจทก์เมื่อเก็บค่าสินค้าที่ขายให้แก่ลูกค้าได้แล้ว เมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโรงเรียน ก. เรียกค่าเครื่องพิมพ์ดีดที่โจทก์นำไปขายได้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2535 แสดงว่าจำเลยได้รับค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วจึงต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169บรรพ 1 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หนี้การเรียกเงินที่นายจ้างหักจากค่านายหน้าจากการขาย (ค่าจ้าง)ของลูกจ้างเพื่อชำระค่าเสียหายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 บรรพ 1 เดิมโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2543 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2519 ทำหน้าที่พนักงานขาย จำเลยได้เรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์โดยหักจากค่าจ้างตามอัตรารายได้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับแต่ละเดือนตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2527 จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2532รวมเป็นเงิน 154,000 บาท โจทก์ได้ลาออกจากงานเมื่อเดือนธันวาคม 2541 โดยไม่ได้กระทำความเสียหายให้จำเลยแต่จำเลยยังไม่คืนเงินประกันดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินประกันจำนวน 154,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ถูกหักเงินตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2527ถึงวันที่ 15 มกราคม 2532 แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อพ้น 10 ปีแล้วฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้เรียกเก็บเงินประกันโดยหักค่าจ้างโจทก์แต่ละเดือนแต่ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยได้หักเงินโจทก์ไว้เมื่อใด ประกันความเสียหายในเรื่องอะไรจำนวนและงวดละเท่าใด จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาในฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม วันที่โจทก์ลาออกจำเลยได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษจำนวน 225,000 บาท ให้โจทก์รับไปแล้ว และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 โจทก์ได้รับเงินค้ำประกันการทำงานไปจากจำเลย หลังจากลาออกแล้วโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 1868 - 1872/2542โดยไม่ได้กล่าวถึงหรือฟ้องว่าจำเลยยังคงค้างเงินประกันแต่อย่างใดคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ได้ค้างเงินประกันตามที่โจทก์อ้างขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อปี 2519 ตำแหน่งพนักงานขายโจทก์ได้ลาออกเมื่อปี 2541 แล้วโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินค่านายหน้าจากการขาย คดีตกลงกันได้ ศาลแรงงานกลางได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมและไม่ขาดอายุความ จำเลยได้หักเงินค่าจ้างโจทก์เป็นค่าสินค้าที่เรียกเก็บจากลูกค้าไม่ได้รวม 154,000 บาท ต่อมาลูกค้าชำระเงินให้จำเลยครบถ้วนแล้วแต่จำเลยไม่คืนเงินที่หักไว้ให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 154,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยหักค่าจ้างโจทก์ไว้เป็นเงินประกันตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2527 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2532 โดยหักไว้ทุกเดือนซึ่งเป็นการจ่ายเงินเป็นงวด ๆ แน่นอน มีอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 บรรพ 1 เดิมโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 5 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ เห็นว่าอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 บรรพ 1 เดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยได้หักค่าจ้างโจทก์เป็นงวด ๆ เพื่อเป็นค่าสินค้าที่เรียกเก็บจากลูกค้าไม่ได้นั้นมิใช่เงินที่จำเลยตกลงจ่ายคืนโจทก์เป็นงวด ๆ กรณีนี้จำเลยต้องจ่ายเงินดังกล่าวคืนโจทก์เมื่อจำเลยเก็บค่าสินค้าที่ขายให้แก่ลูกค้าได้แล้ว คดีที่จำเลยฟ้องโรงเรียนกรุงเทพเทคนิคนนท์เรียกค่าเครื่องพิมพ์ดีดที่โจทก์นำไปขายนั้นได้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2535และปรากฏในเอกสารหมาย จ.2 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2535 ให้คืนเงิน154,000 บาท แก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยได้รับค่าสินค้าดังกล่าวจากลูกค้าแล้ว จึงต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไปหนี้การเรียกเงินที่นายจ้างหักจากค่านายหน้าจากการขาย (ค่าจ้าง)ของลูกจ้างเพื่อชำระค่าเสียหายดังกล่าวนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 164 บรรพ 1 เดิม โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม2543 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164 เดิม ม. 169 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรชัย เลิศธีระโรจน์
จำเลย — บริษัท โอลิมเปียไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2544
#42031
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม จำเลยที่ 2แถลงในวันสืบพยานแต่เพียงว่า "การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง" เพียงเท่านี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งต่อศาลแล้วว่าตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสอบถามจำเลยที่ 2 เสียก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันสืบพยานด้วยนั้นไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าว ศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสอง เดิม ซึ่งไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจหากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดี วันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไป แต่สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้วตามมาตรา 197 วรรคสอง เดิม ประกอบกับมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิมคำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ย่อมตกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,448,616.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25ต่อปี ของต้นเงิน 10,669,158.09 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 25,889 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้บังคับเอากับทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่น

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ส่วนโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นสอบแล้ว ทนายจำเลยที่ 2แถลงว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่งศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ไม่จำต้องพิจารณาสั่ง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19)พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้นบังคับแก่คดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น สำหรับฎีกาของโจทก์เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ขาดนัดพิจารณา ผลจึงมีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิมว่า โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ทางแก้ของโจทก์หากประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปมีเพียงประการเดียวคือ จะต้องเสนอคำฟ้องใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความคดีของโจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมาตั้งแต่ต้น การที่โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสี่เพราะกฎหมายไม่ห้ามฝ่ายจำเลยที่จะอุทธรณ์ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาขึ้นมาใหม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 วรรคหนึ่งเดิมการที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ โดยไม่สั่งงดสืบพยานโจทก์นัดสืบพยานจำเลยต่อไป เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 201 วรรคหนึ่งเดิม หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลว่า ตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่ถ้าจำเลยแจ้งต่อศาลว่าตนตั้งใจดังกล่าวมานั้น ศาลจะมีคำสั่งว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 201 วรรคสองในกรณีหลังนี้ หากวันสืบพยานครั้งแรกเป็นวันสืบพยานโจทก์ จึงจะมีการสั่งงดสืบพยานโจทก์และสืบพยานจำเลยต่อไป ดังที่จำเลยที่ 2ฎีกาได้ การที่จำเลยที่ 2 แถลงในวันสืบพยานแต่เพียงว่า "การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง" เพียงเท่านี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งต่อศาลแล้วว่า ตนตั้งใจจะให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป และศาลไม่มีหน้าที่ที่จะต้องสอบถามจำเลยที่ 2 เสียก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ โดยไม่พิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียก่อนนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหานี้ แม้โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง สำหรับปัญหานี้เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง เดิมศาลจะสั่งว่าคู่ความขาดนัดพิจารณาจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือคู่ความต้องไม่มาศาลในวันสืบพยานและคู่ความฝ่ายนั้นมิได้ร้องขอเลื่อนคดี หรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยาน คดีนี้จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันสืบพยานด้วยนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าวศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้ ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสองซึ่งไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่เป็นดุลพินิจ หากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดี แล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดีวันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไป แต่สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้วตามมาตรา 197 วรรคสอง ประกอบกับ มาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม คำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมตกไปศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 197 ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท นิว อิงแลนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2544
#69489
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ โดยไม่พิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียก่อนนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าวศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้เพราะเท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล หากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดี วันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไปและเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 วรรคสอง (เดิม) ประกอบกับมาตรา 201 วรรคหนึ่ง (เดิม) คำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมตกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,448,612.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี ของต้นเงิน 10,669,158.09 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 25,889 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้บังคับเอากับทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ส่วนโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นสอบแล้ว ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลจึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่จำต้องพิจารณาสั่ง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ โดยไม่พิจารณาคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียก่อนนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้ แม้โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง สำหรับปัญหานี้เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง เดิม ศาลจะสั่งว่าคู่ความขาดนัดพิจารณาจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ คือคู่ความต้องไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและคู่ความฝ่ายนั้นมิได้ร้องขอเลื่อนคดี หรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยาน คดีนี้จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันสืบพยานด้วยนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า หากมีกรณีดังกล่าวศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน จึงจะมีคำสั่งขาดนัดพิจารณาได้ ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 197 วรรคสอง ซึ่งไม่ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นจะสอบคำขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจ หากศาลใช้ดุลพินิจสอบคำขอเลื่อนคดีแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดีวันนัดดังกล่าวก็มิใช่วันสืบพยานตามกฎหมายอีกต่อไป แต่สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ไปแล้ว ตามมาตรา 197 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 201 วรรคหนึ่ง เดิม คำขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ย่อมตกไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 197 วรรคสอง ม. 201 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนิว อิงแลนด์ แมแนจเมนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤษณ์ เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6068/2544
#257575
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ขับรถแทรกเตอร์เปิดไฟหน้ารถ แต่ไม่มีโคมไฟท้ายรถมาจากถนนดินลูกรังเลี้ยวขวาขึ้นถนน ซึ่งตามพฤติการณ์อาจเกิดอันตรายแก่ผู้อื่นก็ตามแต่เหตุที่เกิดขึ้นจากจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกมาตัดหน้า รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 ขับรถแทรกเตอร์อยู่ข้างหน้า เมื่อรถจักรยานยนต์ของผู้ตายชนกับ รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 แล้ว จึงเสียหลักไถลไปชนกับส่วนท้ายของรถแทรกเตอร์พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ตามจำเลยที่ 1 ออกมาเพื่อส่องไฟให้แก่รถแทรกเตอร์ที่จำเลยที่ 1 ขับ ซึ่งไม่มีไฟท้ายอาจเป็น ความประสงค์ดีของจำเลยที่ 2 เองก็ได้ จึงยังไม่พอฟังได้ว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่มีส่วนก่อให้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาท

ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นายปัญญา คำพิรานนท์
จำเลย — นายกรี เขียวสลุง กับพวก
63 — ป.อ. มาตรา 59,
157 — พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคแรก,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6056/2544
#41261
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปีและปรับ 20,400 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 3 ไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามกำหนดศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติการตามที่กำหนด อันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ จึงให้ยกเลิกการคุมความประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 17 วรรคสอง ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 3 มาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ปรับ 800 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 2 ปี และปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 40,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 จำนวน 40,800 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 1 ปี ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 20,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 จำนวน 20,400 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสี่กลับตัวเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสี่โดยให้จำเลยทั้งสี่มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือน มีกำหนด 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสี่และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด24 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบของกลาง

ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3ไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยที่ 3 มาสอบถามและไต่สวนพนักงานคุมประพฤติ แล้วมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการควบคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกซึ่งรอการลงโทษไว้

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ จึงให้ยกเลิกการคุมความประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ 3 อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยที่ 3 จะฎีกาไม่ได้ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 3 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาง กานต์สินีหรือเอ๋ สิงห์วงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชนะ ภาสกานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6056/2544
#69274
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนด อันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ จึงให้ยกเลิกการคุมความประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานมีและเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๕๗, ๖๗, ๙๑ และขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๓ ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามฟ้อง แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสี่ โดยให้จำเลยทั้งสี่มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน มีกำหนด ๑ ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสี่และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด ๒๔ ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง

ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติและให้ลงโทษจำคุกซึ่งรอการลงโทษไว้

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑ ปี และปรับ ๒๐,๔๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑ ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงาน คุมประพฤติทุก ๓ เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยที่ ๓ และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด ๒๔ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยที่ ๓ ไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ จึงให้ยกเลิกการคุมความประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ ๓ อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง จำเลยที่ ๓ จะฎีกาไม่ได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ ๓ มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 221
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 17 วรรคสอง
ป.อ. ม. 56 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางกานต์สินีหรือเอ๋ สิงห์วงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายวิเชียร โบราณวัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
ชนะ ภาสกานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา