คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6426/2544
#42635
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 จำเลยออกเช็คลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 มอบให้โจทก์ร่วม แต่วันที่มอบเช็คให้แก่กันมิใช่วันกระทำความผิด จึงมิใช่ข้อสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง การที่โจทก์บรรยายฟ้องที่เป็นไปไม่ได้เช่นนั้นเนื่องจากโจทก์พิมพ์ฟ้องเกี่ยวกับวันที่จำเลยมอบเช็คให้โจทก์ร่วมผิดพลาด ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยมอบเช็คให้โจทก์ร่วมเมื่อเดือนมีนาคม 2541 การที่โจทก์บรรยายฟ้องผิดพลาดในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางครุ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม2541สั่งจ่ายเงินจำนวน 700,000 บาท มอบให้บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด ผู้เสียหาย ชำระหนี้ค่าสินค้าผ้ายืด ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งนี้จำเลยออกเช็คฉบับดังกล่าวโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่าตามฟ้องโจทก์เกี่ยวกับวันมอบเช็คพิพาทและวันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท แสดงว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 25 ธันวาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยออกเช็คพิพาทลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 และ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม2541 เวลากลางวัน เป็นการบรรยายฟ้องว่า วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งเป็นวันกระทำความผิดเกิดเป็นวันที่ย้อนหลังจากวันที่จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วม จึงเป็นไปไม่ได้ที่วันที่กระทำความผิดจะเกิดก่อนวันที่จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่เป็นความผิดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าวันที่มอบเช็คให้แก่กันมิใช่วันกระทำความผิด จึงมิใช่ข้อสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง การที่โจทก์บรรยายฟ้องที่เป็นไปไม่ได้เช่นนั้น เห็นได้ชัดว่า โจทก์พิมพ์ฟ้องเกี่ยวกับวันที่จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมผิดพลาดซึ่งทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความว่า จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมเมื่อเดือนมีนาคม 2541 การที่โจทก์บรรยายฟ้องผิดพลาดในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เพราะจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยมิได้สั่งซื้อผ้าจากโจทก์ร่วม จำเลยออกเช็คพิพาทให้นางวัชราภรณ์อัคผล ภริยาจำเลยนำไปแลกเงินสด จึงหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องถึงวันออกเช็คพิพาทอันเป็นวันกระทำความผิดและวันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอันเป็นวันความผิดเกิด เป็นการบรรยายการกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้ออื่นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท ไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด
จำเลย — นาย ศักดิ์ชัย อัคผล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6426/2544
#69645
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คถือว่าเป็นวันการกระทำความผิดเกิด ส่วนวันที่มอบเช็คแก่กันมิใช่วันกระทำความผิด ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยออกเช็คพิพาทลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 มอบให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน เห็นได้ชัดว่าโจทก์พิมพ์ฟ้องเกี่ยวกับวันที่จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมผิดพลาด ซึ่งทางพิจารณาก็ได้ความว่าจำเลยมอบเช็คให้โจทก์ร่วมเมื่อเดือนมีนาคม 2541 การที่โจทก์บรรยายฟ้องผิดพลาดเช่นนี้ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงวันออกเช็คพิพาทอันเป็นวันกระทำความผิดและวันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอันเป็นวันความผิดเกิด จึงเป็นการบรรยายการกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดแล้ว (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาครั้งที่ 7/2544)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่าตามฟ้องโจทก์เกี่ยวกับวันมอบเช็คพิพาทและวันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท แสดงว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า วันที่มอบเช็คให้แก่กันมิใช่วันกระทำความผิด จึงมิใช่ข้อสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง การที่โจทก์บรรยายฟ้องที่เป็นไปไม่ได้เช่นนั้น เห็นได้ชัดว่า โจทก์พิมพ์ฟ้องเกี่ยวกับวันที่จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมผิดพลาด ซึ่งทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความว่า จำเลยมอบเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมเมื่อเดือนมีนาคม 2541 การที่โจทก์บรรยายฟ้องผิดพลาดในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้เพราะจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยมิได้สั่งซื้อผ้าจากโจทก์ร่วม จำเลยออกเช็คพิพาทให้นางวัชราภรณ์ อัคผล ภริยาจำเลยนำไปแลกเงินสด จึงหาทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องถึงวันออกเช็คพิพาทอันเป็นวันกระทำความผิดและวันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอันเป็นวันความผิดเกิด เป็นการบรรยายการกระทำของจำเลยที่เป็นความผิดแล้ว เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้ออื่น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161 ม. 208
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ชัย อัคผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายนพรัตน์ สนั่นพานิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6423/2544
#69292
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดสองกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วให้จำคุกจำเลยรวม 7 ปี 6 เดือน ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นปรับบทมา เป็นการแก้เฉพาะกำหนดโทษให้เบาลง มิได้แก้บทความผิด ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า จำเลยได้ยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของตนแล้วจึงวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายต่อไปว่า ไม่ว่าจำเลยจะครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางนานเพียงใดหรือรับเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางมาแล้วจำหน่ายไปบางส่วนดังกล่าวทันที การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสองกรรม การที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยความหมายคำว่าครอบครองคลาดเคลื่อน เพราะการครอบครองจะต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาอยู่ในครอบครองระยะหนึ่งก่อน จำเลยเพียงแต่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้แล้วจำหน่ายไปจำนวน 1 เม็ด ทันที โดยจำเลยถือว่าจำเลยมิได้มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา เพื่อที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "ครอบครอง" ตามฎีกาของจำเลย ถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๘๓๐/๒๕๔๑ หมายเลขแดงที่ ๒๘๑๙/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์และฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๕ , ๖๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด (ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง เป็นความผิดสองกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่คงจำคุกรวม ๗ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดสองกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วให้จำคุกจำเลยรวม ๗ ปี ๖ เดือน ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นปรับบทมา เป็นการแก้เฉพาะกำหนดโทษให้เบาลง มิได้แก้บทความผิด ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาข้อแรกในทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้เพราะพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จและเบิกความกลั่นแกล้งจำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวคือ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น จำเลยไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย) อีกกรรมหนึ่ง เพราะการครอบครองจะต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาอยู่ในครอบครองระยะหนึ่งก่อน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยว่า ไม่ว่าจำเลยจะครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางมานานเพียงใด หรือจำเลยรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาแล้วจำหน่ายไปบางส่วนทันที การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสองกรรม เป็นการวินิจฉัยความหมายของคำว่า "ครอบครอง" คลาดเคลื่อนไปนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ดังกล่าวพอเป็นที่เข้าใจได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ได้ฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า จำเลยได้ยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของตนแล้วจึงวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายต่อไปว่า ไม่ว่าจำเลยจะครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางนานเพียงใดหรือรับเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางมาแล้วจำหน่ายไปบางส่วนดังกล่าวทันที การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสองกรรม การที่จำเลยีกาในทำนองว่าจำเลยเพียงแต่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้แล้วจำหน่ายไป (จำนวน ๑ เม็ด) ทันทีโดยจำเลยถือว่าจำเลยมิได้มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีของกลาง (ส่วนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ รับฟังมาดังกล่าวข้างต้น เพื่อที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "ครอบครอง" ตามฎีกาของจำเลย ถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาด้วย ก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายสัมพันธ์ สาศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพฑูรย์ ทับขันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6421/2544
#69291
เปิดฉบับเต็ม

สิบตำรวจโท ส. จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด .357ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของจำเลยยิงไปที่รถยนต์บรรทุกคันกระสุนปืนถูกที่ตัวถังรถบริเวณประตูด้านคนขับและประตูตู้ท้ายรถ ในขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับ จุดที่กระสุนปืนถูกที่ประตูรถยนต์ที่ผู้เสียหายขับเป็นจุดที่อยู่ตรงที่นั่งคนขับในระดับที่จะถูกร่างกายของผู้เสียหายพอดี แต่เนื่องจากกระสุนปืนทะลุไปถูกเหล็กกันกระแทกด้านข้าง จึงไม่ทะลุต่อไปไม่เช่นนั้นกระสุนคงจะถูกร่างกายของผู้เสียหายแน่นอน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่า อาวุธปืนพกขนาด .357 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ถือได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

สิบตำรวจโท ส. จำเลยเพียงแต่ต้องการจับกุมผู้เสียหายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการจอดรถในที่ห้ามจอดซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย (ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท) จำเลยหามีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นการใช้มาตรการในการจับกุมที่รุนแรงที่สุดไม่ หากผู้เสียหายไม่ยอมให้จับกุมและจะขับรถหลบหนีไป จำเลยก็เพียงแต่ใช้วิทยุแจ้งป้อมยามข้างหน้าที่คาดว่ารถของผู้เสียหายจะขับผ่านให้ช่วยสกัดจับหรือขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปสกัดจับก็น่าจะทำได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนมาใช้ในกรณีนี้นอกจากจะไม่มีสิทธิจะกระทำได้แล้วยังเป็นการกระทำที่เกินจำเป็นที่จะใช้ในการจับกุมอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 80, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด .357 ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของจำเลยยิงไปที่รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 84-5588 กรุงเทพมหานคร กระสุนปืนถูกที่ตัวถังรถบริเวณประตูด้านคนขับและประตูตู้ท้ายรถ โดยที่ขณะนั้นมีนายนันทพงศ์ ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จุดที่กระสุนปืนถูกที่ประตูรถยนต์ที่ผู้เสียหายขับนั้นเป็นจุดที่อยู่ตรงที่นั่งคนขับในระดับที่จะถูกร่างกายของผู้เสียหายพอดี แต่เนื่องจากกระสุนปืนทะลุไปถูกเหล็กกันกระแทกด้านข้าง จึงไม่ทะลุต่อไปเพียงแต่ไปถูกที่แผ่นพลาสติกบุภายในตัวรถเท่านั้น ไม่เช่นนั้นกระสุนคงจะถูกร่างกายของผู้เสียหายแน่นอน การที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่า อาวุธปืนพกขนาด .357 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงยิงไปยังจุดที่ผู้เสียหายนั่งอยู่เช่นนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าหากจำเลยจะยิงเพื่อฆ่าผู้เสียหายจริงแล้วจำเลยก็สามารถจะกระทำได้ เพราะจำเลยยืนอยู่ห่างผู้เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นเพราะจำเลยต้องการข่มขู่ผู้เสียหายให้เกรงกลัวแล้วจะเข้าจับกุมเท่านั้น เห็นว่า การที่จำเลยเพียงแต่ต้องการจับกุมผู้เสียหายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการจอดรถในที่ห้ามจอดซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จำเลยหามีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นการใช้มาตรการในการจับกุมที่รุนแรงที่สุดได้ไม่ หากผู้เสียหายไม่ยอมให้จับกุมและจะขับรถหลบหนีไป จำเลยก็เพียงแต่ใช้วิทยุแจ้งป้อมยามข้างหน้าที่คาดว่ารถของผู้เสียหายจะขับผ่านให้ช่วยสกัดจับหรือขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปสกัดจับก็น่าจะทำได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนมาใช้ในกรณีนี้นอกจากจะไม่มีสิทธิจะกระทำได้แล้วยังเป็นการกระทำที่เกินจำเป็นที่จะใช้ในการจับกุมอีกด้วย ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยและพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — สิบตำรวจโทสุรสิทธิ์ สืบปรุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6410/2544
#413183
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยกระทำความผิด พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ยังใช้บังคับอยู่ และ ป.อ. มาตรา 282 ยังมิได้มีการแก้ไข แม้ต่อมาก่อนคดีถึงที่สุด พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 และมีการแก้ไข ป.อ. มาตรา 282 แต่การเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีและการเป็นธุระจัดหาเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นก็ยังถือว่าเป็นความผิดอยู่ และกฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงต้องใช้ พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 และ ป.อ. มาตรา 282 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดบังคับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 4, 9 คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 9 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวณกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นธุระจัดหาหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นโดยหญิงนั้นยินยอมและห้องที่จัดแบ่งไว้หลังร้านอาหารที่นางสาวอริศาพาสิบตำรวจเอกเสน่ห์ไปร่วมประเวณีด้วยนั้นก็เชื่อได้ว่าจำเลยจัดไว้เพื่อให้บุคคลอื่นทำการค้าประเวณีโดยจัดให้มีผู้ทำการค้าประเวณีเพื่อการนั้นด้วย ห้องดังกล่าวจึงเป็นสถานการค้าประเวณี จำเลยเป็นเจ้าของร้านเกิดเหตุมีนางสาวอริศาเป็นพนักงานประจำร้านและก่อนที่นางสาวอริศาจะไปบริการที่โต๊ะอาหารที่ร้อยตำรวจเอกเทิดไทยและสิบตำรวจเอกเสน่ห์นั่งอยู่ นางสาวอริศาได้บอกภริยาจำเลยให้ทราบแล้วว่า นางสาวอริศาจะบริการประจำที่โต๊ะนี้ และหลังจากนางสาวอริศาขายบริการทางเพศให้แก่สิบตำรวจเอกเสน่ห์เสร็จแล้ว ภริยาจำเลยยังคิดค่าบริการทางเพศรวมกับรายการค่าอาหารและเครื่องดื่มแม้ขณะนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุแต่จำเลยก็ให้การรับสารภาพทันทีหลังจากถูกแจ้งข้อหา ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าห้องที่จัดแบ่งไว้หลังร้านอาหารเป็นห้องพักอาศัยของพนักงานไม่ได้มีไว้เพื่อการค้าประเวณีนั้น ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

อนึ่ง ขณะจำเลยกระทำความผิด พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ยังใช้บังคับอยู่ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ยังมิได้มีการแก้ไข แม้ต่อมาก่อนคดีถึงที่สุดพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 และมีการแก้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 แต่การเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีและการเป็นธุระจัดหาเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นก็ยังถือว่าเป็นความผิดอยู่ และกฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงต้องใช้พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดบังคับแก่คดี...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายสมยศ วิรัชวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6408/2544
#41281
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าแก่โจทก์ตามข้อตกลงที่จำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าให้โจทก์ในอัตราร้อยละห้าของยอดเงินที่ขายได้และเรียกเก็บจากลูกค้าได้แล้ว อันเป็นการฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจ้าง จำเลยฟ้องแย้งว่าระหว่างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ได้ลักเอาข้อมูลลับและเอกสารลับเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อลูกค้า ใบเสนอราคา รายละเอียดสินค้าพร้อมราคาต้นทุนและราคาขายของจำเลยไปให้บุคคลอื่นเพื่อแย่งลูกค้าของจำเลยทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอันเป็นการฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด ซึ่งไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในการขายสินค้าของโจทก์แต่อย่างใด ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าเป็นเงิน 110,281 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000,000 บาท แก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยแต่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยและเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งหรือปฏิเสธข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าจำเลยยอมรับ ฟังได้ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าตามฟ้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าเป็นเงิน 110,281 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้รับไว้พิจารณาประการเดียวว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างมีข้อตกลงว่าจำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละห้าของยอดเงินที่ขายได้และเรียกเก็บจากลูกค้าได้แล้ว ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม 2542 โจทก์ขายสินค้าให้จำเลยได้รวมเป็นเงิน 2,223,382 บาท มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายสินค้า 110,281 บาท แต่จำเลยไม่จ่ายให้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าตอบแทนในการขายสินค้าจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจ้าง จำเลยฟ้องแย้งว่าระหว่างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ได้ลักเอาข้อมูลลับและเอกสารลับเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อลูกค้า ใบเสนอราคารายละเอียดสินค้าพร้อมราคาต้นทุนและราคาขายของจำเลยไปให้บุคคลอื่นเพื่อแย่งลูกค้าของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหาย 35,000,000 บาท แก่จำเลย อันเป็นการฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด ซึ่งไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในการขายสินค้าของโจทก์แต่อย่างใดฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมรรถพล โล่ห์ศิริรวัฒน์
จำเลย — บริษัท แอลแมคอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6404/2544
#44643
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ลูกหนี้จะต้องมีเจตนาใช้หนี้นั้นต่อเจ้าหนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แต่ตามรายงานประจำวันซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำไว้ที่สถานีตำรวจระบุว่าได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 1 ให้แล้ว ยังคงค้างงวดที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ได้ตกลงกับจำเลยที่ 2 ว่าการจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระคนละครึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชำระงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ให้โจทก์แล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระทั้งสองงวด การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดที่ 2 อีก จำเลยที่ 1 ขอปฏิเสธ จึงเป็นการยอมรับเพียงว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 2 เอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ ไม่ทำให้อายุความค่าจ้างงวดที่ 2 สะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์กึ่งที่พักอาศัย 2 ชั้นครึ่ง จำนวน 4 ห้อง ในราคา1,600,000 บาท กำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันค่าจ้างแบ่งชำระเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ถึงที่ 3 งวดละ 320,000 บาท และงวดที่ 4 จำนวน 640,000 บาท โจทก์ได้ส่งมอบงานงวดที่ 1 และที่ 2 ให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 2 ให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 320,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 320,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์คนละครึ่งตามงวดงาน จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 1 และที่ 2 ให้แก่โจทก์งวดละ160,000 บาท รวมเป็นเงิน 320,000 บาทแล้ว ส่วนที่เหลือโจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องเอากับจำเลยที่ 2 และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนอาคารพาณิชย์จำนวน 2 ห้องใส่ชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์นำไปขาย โจทก์นำเงินที่ได้จากการขายอาคารพาณิชย์ดังกล่าวหักชำระค่าจ้างงวดที่ 2 แล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 320,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ธันวาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2537 จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์กึ่งที่พักอาศัย 2 ชั้นครึ่ง จำนวน 4 ห้อง ลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 843 ตำบลม่วงไข่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ในราคา 1,600,000 บาท กำหนดส่งมอบงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันทำสัญญา ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 4 งวดงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระงวดละ 320,000 บาท งวดที่ 4 ชำระจำนวน640,000 บาท เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว หลังจากทำสัญญาโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 1 และจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าจ้างจำนวน 320,000 บาท ให้โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองตรวจรับเรียบร้อยแล้วจำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างงวดที่ 2 ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2537 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ วันที่ 22 ธันวาคม 2538 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำไว้ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอพังโคน รายละเอียดตามรายงานประจำวันธุรการเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รายงานประจำวันธุรการดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ลูกหนี้จะต้องมีเจตนาใช้หนี้นั้นต่อเจ้าหนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แต่ตามรายงานประจำวันธุรการเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความว่า โจทก์ได้อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างอาคารโดยตกลงว่า จะชำระค่าจ้างก่อสร้างให้โจทก์รวม 4 งวด ซึ่งได้ชำระงวดที่ 1 ให้แล้ว ยังคงค้างค่าจ้างงวดที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ตกลงกับจำเลยที่ 2 ว่าการจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระคนละครึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชำระงวดที่ 1 และงวดที่ 2 รวมเป็นเงิน 320,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระทั้งสองงวด การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินงวดที่ 2 อีกจำเลยที่ 1 ขอปฏิเสธ จึงเป็นการยอมรับเพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์กึ่งที่พักอาศัยจริง แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 2 ให้แก่โจทก์ เอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ และไม่ทำให้อายุความสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 2 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 13กุมภาพันธ์ 2537 สะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าจ้างก่อสร้างเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 จึงเกินกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความ จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไพฑูรย์ แสนอุบล
จำเลย — นาง หนูเนียม ขันละ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6404/2544
#69454
เปิดฉบับเต็ม

การรับสภาพหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ลูกหนี้จะต้องมีเจตนาจะใช้หนี้นั้นต่อเจ้าหนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ

ตามรายงานประจำวันธุรการจำเลยยอมรับเพียงว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์กึ่งที่พักอาศัยจริง แต่จำเลยปฏิเสธการชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 2 ให้แก่โจทก์ เอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์และไม่ทำให้อายุความสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 2 ซึ่งถึงกำหนดชำระสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดค่าจ้างก่อสร้างเกินกำหนด 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๓๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์กึ่งที่พักอาศัย ๒ ชั้นครึ่ง จำนวน ๔ ห้อง ลงในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๓ ในราคา ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดส่งมอบงานให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันทำสัญญา ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น ๔ งวด งวดที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชำระงวดละ ๓๒๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๔ ชำระจำนวน ๖๔๐,๐๐๐ บาทเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว หลังจากทำสัญญาโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๑ และจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าจ้างจำนวน ๓๒๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๒ ให้จำเลยทั้งสองตรวจรับเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องชำระค่าจ้างงวดที่ ๒ ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ได้ให้ถ้อยคำไว้ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอพังโคน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รายงานประจำวันธุรการดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) ลูกหนี้จะต้องมีเจตนาจะใช้หนี้นั้นต่อเจ้าหนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แต่ตามรายงานประจำวันธุรการมีข้อความว่า โจทก์ได้อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างอาคารโดยตกลงว่า จะชำระค่าจ้างก่อสร้างให้โจทก์รวม ๔ งวด ซึ่งได้ชำระงวดที่ ๑ ให้แล้ว ยังคงค้างค่าจ้างงวดที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๑ อ้างว่า ได้ตกลงกับจำเลยที่ ๒ ว่าการจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยทั้งสองจะต้องชำระคนละครึ่ง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ชำระงวดที่ ๑ และงวดที่ ๒ รวมเป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้ชำระทั้งสองงวด การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินงวดที่ ๒ อีก จำเลยที่ ๑ ขอปฏิเสธ จึงเป็นการยอมรับเพียงว่า จำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์กึ่งที่พักอาศัยจริง แต่จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธการชำระเงินค่าจ้างงวดที่ ๒ ให้แก่โจทก์ เอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ให้ไว้แก่โจทก์ และไม่ทำให้อายุความสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ ๒ ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ สะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดค่าจ้างก่อสร้างเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ จึงเกินกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๗) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ ๑ ย่อมขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๑ ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพฑูรย์ แสนอุบล
จำเลย — นางหนูเนียม ขันละ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6402/2544
#43342
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ปลูกสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยสัมภาระของโจทก์บนที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาเช่าจากกรมการศาสนา โดยโจทก์ตกลงยอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็นของกรมการศาสนาทันที ดังนั้น การที่กรมการศาสนาได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างก็เนื่องมาจากข้อตกลงในสัญญาเช่า โดยผู้เช่าแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งถึงการยกกรรมสิทธิ์ให้ทันทีเพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไป จึงเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า ซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ ฉะนั้น อาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมการศาสนาโดยนิติกรรม หาใช่โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่าย จ่าย โอนอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า อันเป็นการ "ขาย"ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 91/1(4) ที่ได้ให้คำนิยามว่า "ขาย"หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่

กรณีของโจทก์เป็นการขายอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่าจากกรมการศาสนาและเป็นการขายภายในกำหนด 3 ปี นับแต่เดือนที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนาเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมการศาสนาเพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ โดยตกลงว่าสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกบนที่ดินที่เช่าให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมการศาสนาทันที และเมื่อโจทก์ก่อสร้างเสร็จกรมการศาสนาจะให้โจทก์เช่าอาคารดังกล่าวมีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่กรมการศาสนาได้รับมอบอาคารโจทก์ได้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินที่เช่าและบนที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกันต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากโจทก์มีภาษีซื้อในการก่อสร้างอาคาร โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อต่อกรมสรรพากรซึ่งเป็นการยื่นขอคืนก่อนเฉลี่ยภาษีซื้อ โดยโจทก์มีสิทธิได้คืนในอัตราร้อยละ 86.52 แต่เจ้าพนักงานประเมินได้วินิจฉัยว่าการที่โจทก์ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของกรมการศาสนาและโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารให้แก่กรมการศาสนาทันทีเมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2(6) และไม่มีสิทธินำภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารไปหักจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย และไม่รับคำอุทธรณ์คัดค้านการแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร จึงขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101857ถึง 101861 ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค.30 ที่ นศ.0007/5981 ถึง 5984 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2540และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ นศ/50 ถึง 51/2542 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ให้งดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน3,114,063.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระคืนเงินภาษีให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้ก่อสร้างอาคาร 1 หลังบนที่ดินซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ส่วนหนึ่ง และเป็นที่ดินที่โจทก์เช่าจากกรมการศาสนาอีกส่วนหนึ่ง เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาแล้วเห็นว่าภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารบนที่ดินของโจทก์ โจทก์สามารถขอเฉลี่ยภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารได้ตามส่วนที่โจทก์จะใช้พื้นที่ในการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนา โจทก์ไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยภาษีซื้อเนื่องจากการตกลงยกกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกรมการศาสนาตามข้อสัญญาเช่าดังกล่าว เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534มาตรา 3(5) ซึ่งโจทก์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2(6)ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนาจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ทั้งนี้ตามมาตรา 82/5(6) ประกอบด้วยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากรข้อ 2(4) สำหรับที่ดินแปลงย่อยที่ตั้งอยู่รอบ ๆ ที่ดินกรมการศาสนาและเป็นเนื้อที่บริเวณรอบนอกอาคารและไม่มีการก่อสร้างอาคารบนที่ดินในส่วนนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยภาษีซื้อเนื่องจากโจทก์จะยกให้กรมการศาสนาตามสัญญาเช่าที่ดินจากกรมการศาสนา และเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กรมการศาสนาถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โจทก์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยตามมาตรา 91/1(4) จากการพิจารณาดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบและคำนวณอัตราเฉลี่ยภาษีซื้อที่หักภาษีขายตามส่วนของอาคารที่ก่อสร้างบนที่ดินของโจทก์แล้วปรากฏว่า โจทก์ยังมีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และอุทธรณ์คัดค้านการไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้ววินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วส่วนการอุทธรณ์คัดค้านการไม่คืนเงินภาษีอากรนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไว้พิจารณาเนื่องจากเห็นว่าหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรไม่ใช่หนังสือแจ้งการประเมินขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101857 ถึง 101861ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ นศ/50 ถึง 51/2542 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542โดยให้เจ้าพนักงานประเมินคืนภาษีซื้อเฉพาะส่วนอาคารที่ตั้งบนที่ดินของโจทก์ลบด้วยภาษีซื้อในส่วนพื้นที่ที่ให้บุคคลอื่นเช่าโดยพื้นที่ที่ให้เช่าต้องอยู่บนที่ดินของโจทก์ให้งดเบี้ยปรับให้โจทก์ทั้งหมด คำขออื่นให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การที่โจทก์ปลูกสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยสัมภาระของโจทก์บนที่ดินของกรมการศาสนา โดยโจทก์ยอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็นของกรมการศาสนาทันทีเพื่อให้เป็นทรัพย์สิน ส่วนควบตามสัญญาเช่าที่ดินวัดชมภูพล (ร้าง) เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์หรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนาเข้าลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา การที่ผู้ทำการปลูกสร้างได้ปลูกสร้างอาคารและทันทีที่ปลูกสร้างเสร็จอาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน การได้กรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินไม่ใช่เป็นกรณีเนื่องจากการขายหรือการโอนกรรมสิทธิ์ หากแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในอาคารเนื่องจากสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา กรณีไม่เข้าลักษณะเป็นการ "ขาย" ตามคำนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เห็นว่า ตามสัญญาเช่าที่ดินวัดชมภูพล(ร้าง) ระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนา ในข้อ 10 ได้ระบุว่า ผู้เช่าสัญญาว่าสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้ให้เช่า และด้วยสัญญาฉบับนี้ผู้เช่าแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งถึงการยกกรรมสิทธิ์ให้ทันที เพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไป และข้อ 13 ได้ระบุว่า เมื่อทำการปรับปรุงปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่ามีสิทธิทำสัญญาเช่าอาคารสรรพสินค้าโดยมีกำหนดเวลาการเช่า 30 ปีนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าได้รับมอบสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินวัดชมภูพล (ร้าง) ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างอาคารสรรพสินค้าไว้ในที่ดินที่เช่าบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่าหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากกรมการศาสนาไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 ดังนั้น กรมการศาสนาย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่กรมการศาสนาได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างก็เนื่องมาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ตกลงว่าสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้ให้เช่าโดยผู้เช่าแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งถึงการยกกรรมสิทธิ์ให้ทันที เพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไปนั้น อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่าซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ ฉะนั้น อาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมการศาสนาโดยนิติกรรม หาใช่โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่าย จ่าย โอนอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า อันเป็นการ "ขาย"ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1(4) ที่ได้ให้คำนิยามว่า "ขาย"หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมติ กพอ. ครั้งที่ 12/2526 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม2526 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.1/2526 เรื่อง การคำนวณค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนที่เจ้าของที่ดินได้รับกรรมสิทธิ์เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร และหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งการวินิจฉัยคดีข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองมีว่าโจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยสัมภาระของโจทก์เฉพาะส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินของกรมการศาสนามาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีพฤศจิกายนถึงธันวาคม2538 และมีนาคม 2539 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า กรมการศาสนาได้อาคารสรรพสินค้าจากโจทก์โดยไม่เข้าลักษณะการขายทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร โจทก์จึงสามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้ามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เห็นว่าเมื่อฟังได้ว่ากรณีของโจทก์เป็นการขายอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่าจากกรมการศาสนาแล้วและเมื่อเป็นการขายภายในกำหนด 3 ปี นับแต่เดือนที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนาเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ตามมาตรา 82/5(6) ประกอบด้วยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากรข้อ 2(4) โจทก์จึงไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สามมีว่าโจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีธันวาคม 2538และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2539 พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่เพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีธันวาคม 2538 และเดือนภาษีมกราคมถึงมีนาคม 2539พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับภาษีซื้อคืนเฉพาะภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินของโจทก์ ในส่วนของพื้นที่อาคารสรรพสินค้าที่โจทก์ใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 จำนวน 234,064.26 บาท สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2539 จำนวน 348,374.38 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์2539 จำนวน 20,431.25 บาท และสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2539จำนวน 339,681.98 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101858 ถึง 101861 ลงวันที่ 22 เมษายน2540 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งตัวเลขดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โดยให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรข้อ 1(2) เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีเพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรงดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) ให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์แสดงถึงเจตนาไม่สุจริตและมีเจตนาจะหลีกเลี่ยงภาษีอากร กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรผ่อนผันที่จะพิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน2538 ถึงมีนาคม 2539 ให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ.30 เพื่อขอภาษีซื้อที่ชำระเกินคืนจากจำเลยที่ 1 เกินกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามที่ได้วินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่โจทก์เข้าใจข้อกฎหมายผิดไปว่าสามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินที่โจทก์เช่าจากกรมการศาสนาไปใช้ในการคำนวณภาษีด้วยการหักจากภาษีขายได้จึงได้ปฏิบัติการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและขอคืนภาษีผิดพลาด ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีซื้อทั้งหมดจึงเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเบี้ยปรับทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101857 ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 ปรากฏว่าตามผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์ไม่มีภาษีขายมีเพียงภาษีซื้อจำนวน 10,504.39 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ได้แสดงรายการภาษีซื้อไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยื่นต่อจำเลยที่ 1 ไว้จำนวน 28,961.64 บาท และโจทก์ได้ขอรับเงินจำนวนนี้คืนไปแล้ว โจทก์จึงมีภาษีที่ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้นจำนวน18,457.25 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับโดยให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ส่วนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101858ถึง 101861 ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 ปรากฏว่าตามผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินโจทก์ไม่มีภาษีขายมีเพียงภาษีซื้อและยังมิได้ขอรับคืนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมิได้ประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มจากโจทก์คงเรียกเก็บแต่เพียงเบี้ยปรับและนำเบี้ยปรับตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินมาหักออกจากภาษีซื้อที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน ซึ่งเบี้ยปรับมีจำนวนมากกว่าภาษีซื้อที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน โจทก์จึงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลภาษีอากรกลางที่งดเบี้ยปรับทั้งหมดให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีภาษีซื้อที่มีสิทธิได้รับคืนตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในปัญหาประการที่สาม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101858 ถึง 101861 ลงวันที่ 22เมษายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ นศ/50/2542ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ข้างต้นและให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 9800010/5/101857 ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7เลขที่ นศ/50/2542 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ในส่วนที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ข้างต้นโดยให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บจากโจทก์จำนวน 18,457.25 บาทคงให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินจำนวน 18,457.25 บาทพร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินจำนวน 18,457.25 บาท โดยให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวน 18,457.25บาท และให้แก้ไขหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ นศ.0007/5981ถึง 5984 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2540 โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระเกินสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 จำนวน 234,064.26 บาทสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2539 จำนวน 348,374.38 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 จำนวน 20,431.25 บาท และสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2539 จำนวน 339,681.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 82/5 ม. 91/1 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นครรอยัลซิตี้ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6402/2544
#99203
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าและให้เช่าพื้นที่อาคารของห้างสรรพสินค้า โจทก์ได้ปลูกสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยสัมภาระของโจทก์บนที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาเช่าจากกรมการศาสนา โดยโจทก์ตกลงยอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็นของกรมการศาสนาทันทีเพื่อให้เป็นทรัพย์สินส่วนควบตามสัญญาเช่า บรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่าหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากกรมศาสนาไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 ดังนั้น กรมการศาสนาย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่กรมการศาสนาได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างก็เนื่องมาจากข้อตกลงในสัญญาเช่า โดยโจทก์ผู้เช่าแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งถึงการยกกรรมสิทธิ์ให้ทันที เพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไป อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า ซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ ฉะนั้น อาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมการศาสนาโดยนิติกรรม หาใช่โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่าย จ่าย โอนอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า อันเป็นการ "ขาย" ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ได้ให้คำนิยามว่า "ขาย" หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่

กรณีของโจทก์เป็นการขายอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่าจากกรมการศาสนาและเป็นการขายภายในกำหนด 3 ปี นับแต่เดือนที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนาเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 ทั้งนี้ตามมาตรา 82/5 (6) ประกอบด้วยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ข้อ 2 (4) โจทก์จึงไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 9800010/5/101857 ถึง 101861 ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค. 30 ที่ นศ. 0007/5981 ถึง 5984 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2540 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ นศ/50 ถึง 51/2542 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ให้งดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 3,114,063.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงิน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระคืนเงินภาษีให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 9800010/5/101857 ถึง 101861 ลงวันที่ 22 เมษายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ นศ/50 ถึง 51/2542 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 โดยให้เจ้าพนักงานประเมินคืนภาษีซื้อเฉพาะส่วนอาคารที่ตั้งบนที่ดินของโจทก์ลบด้วยภาษีซื้อในส่วนพื้นที่ที่ให้บุคคลอื่นเช่า โดยพื้นที่ที่ให้เช่าต้องอยู่บนที่ดินของโจทก์ ให้งดเบี้ยปรับให้โจทก์ทั้งหมด คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าและให้เช่าพื้นที่อาคารของห้างสรรพสินค้า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของวัดชมภูพล (ร้าง) จากกรมการศาสนา เพื่อก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยทุนทรัพย์ของโจทก์ โดยโจทก์สัญญาว่าสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่เช่า โจทก์ยกกรรมสิทธิ์ให้กรมการศาสนาทันทีเพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไป เมื่อปรับปรุงปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา โจทก์มีสิทธิทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ผู้ให้เช่าได้รับมอบสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ตามสัญญาเช่าที่ดิน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่โจทก์ปลูกสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยสัมภาระของโจทก์บนที่ดินของกรมการศาสนา โดยโจทก์ยอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็นของกรมการศาสนาทันทีเพื่อให้เป็นทรัพย์สินส่วนควบตามสัญญาเช่าที่ดินวัดชมภูพล (ร้าง) เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าที่ดินวัดชมภูพล (ร้าง) ระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนา ในข้อ 10 ได้ระบุว่า ผู้เช่าสัญญาว่าสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ผู้เช่าย่อมยกกรรมสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้ให้เช่า และด้วยสัญญาฉบับนี้ผู้เช่าแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งถึงการยกกรรมสิทธิ์ให้ทันที เพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไป และข้อ 13 ได้ระบุว่า เมื่อทำการปรับปรุงปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาเช่าแล้ว ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่ามีสิทธิทำสัญญาเช่าอาคารสรรพสินค้าโดยมีกำหนดเวลาการเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ผู้ให้เช่าได้รับมอบสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินวัดชมภูพล (ร้าง) ใช้สิทธินั้นปลูกสร้างอาคารสรรพสินค้าไว้ในที่ดินที่เช่า บรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่าหาได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่โจทก์เช่าจากกรมการศาสนาไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 ดังนั้น กรมการศาสนาย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคสอง แต่การที่กรมการศาสนาได้กรรมสิทธิ์ในบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างก็เนื่องมาจากสัญญาเช่าที่โจทก์ตกลงว่าสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์ให้ตกเป็นของผู้ให้เช่า โดยผู้เช่าแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งถึงการยกกรรมสิทธิ์ให้ทันที เพื่อให้สิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินส่วนควบติดกับที่เช่าตลอดไปนั้น อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า ซึ่งหากโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจจะตกลงให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินในทันทีได้ ฉะนั้น อาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมการศาสนาโดยนิติกรรม หาใช่โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้จำหน่าย จ่าย โอนอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกสร้างในสถานที่ที่เช่า อันเป็นการ "ขาย" หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าด้วยสัมภาระของโจทก์เฉพาะส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินของกรมการศาสนามาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2538 และมีนาคม 2539 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า กรมการศาสนาได้อาคารสรรพสินค้าจากโจทก์โดยไม่เข้าลักษณะการขายทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร โจทก์จึงสามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้ามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่ากรณีของโจทก์เป็นการขายอาคารสรรพสินค้าและบรรดาสิ่งที่นำมาปรับปรุงปลูกกสร้างในสถานที่ที่เช่าจากกรมการศาสนาแล้ว และเมื่อเป็นการขายภายในกำหนด 3 ปี นับแต่เดือนที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้น ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนาเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่ง ป. รัษฎากร ทั้งนี้ตามมาตรา 82/5 (6) ประกอบด้วยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่ง ป. รัษฎากร ข้อ 2 (4) โจทก์จึงไม่สามารถนำภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารสรรพสินค้าบนที่ดินที่เช่าจากกรมการศาสนามาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส. 7 เลขที่ นศ/50/2542 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ข้างต้น และให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 9800010/5/101857 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส. 7 เลขที่ นศ/50/2542 ในส่วนที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ข้างต้น โดยให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บจากโจทก์จำนวน 18,457.25 บาท คงให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินจำนวน 18,457.25 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินจำนวน 18,457.25 บาท โดยให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวน 18,457.25 บาท และให้แก้ไขหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ นศ. 0007/5981 ถึง 5984 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2540 โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระเกินสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 จำนวน 234,064.26 บาท สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2539 จำนวน 348,374.38 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2539 จำนวน 20,431.25 บาท สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2539 จำนวน 339,681.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น แต่มิได้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โดยให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง ม. 146
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 82/5 (6) ม. 91/1 (4)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2544
#44642
เปิดฉบับเต็ม

การลงโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้นั้นค่าอากรดังกล่าวย่อมหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย และเนื่องจากความผิดดังกล่าวเป็นกรณีจำเลยทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันและศาลจะต้องพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองรวมกัน เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว อันถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษปรับตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225

การรวมโทษจำคุกของแต่ละกระทงที่กำหนดเป็นเดือนเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษนั้น การนำโทษส่วนที่เกิน 12 เดือน มาคิดคำนวณเป็น 1 ปี มีผลทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกในปีสุดท้ายนานขึ้น 5 วัน หรือ 6 วัน หากตรงกับปีอธิกสุรทิน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ

พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 กำหนดให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ จึงให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าไม่อาจขายเลื่อยยนต์ของกลางได้ ศาลจึงสั่งให้จ่ายจากเงินค่าปรับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) เมื่อระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541เวลากลางวันและกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้มีผู้ลักลอบนำหรือพาเลื่อยยนต์จำนวน 1 เครื่อง ราคา 3,500 บาท ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นจำนวน 1,620.50 บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงินจำนวน 5,120.50 บาท ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันหลังจากมีผู้ลักลอบนำหรือพาเลื่อยยนต์ดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองเลื่อยยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิด ผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษี โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีขาเข้าที่จะต้องเสียจำนวน 1,620.50บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นจำนวน 5,120.50 บาทหรือมิฉะนั้นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541เวลากลางวันและกลางคืนวันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยทั้งสองได้ซื้อรับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์จำนวน 1 เครื่อง ราคา 3,500 บาท และช่วยพาเอาไปเสีย ช่วยจำหน่าย หรือช่วยซ่อนเร้น ซึ่งเลื่อยยนต์ดังกล่าวอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้นจำนวน 1,620.50 บาท ซึ่งรวมราคาของและอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงินจำนวน 5,120.50 บาท

(ข) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลาวัน จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันทำไม้โดยตัด ฟัน โค่นไม้ตะเคียน จำนวน 8 ต้น และไม้ประดู่จำนวน 1 ต้น ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพานในท้องที่ ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร โดยใช้เลื่อยยนต์อันเป็นการทำด้วยประการใด ๆ และทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต

(ค) ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ (ข) จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันมีไม้ตะเคียนจำนวน 8 ท่อน และไม้ประดู่จำนวน 1 ท่อน ปริมาตรรวม10.31 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่าไม้นั้นได้มา โดยชอบด้วยกฎหมาย

(ง) ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ (ข) จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้นำรถยนต์บรรทุกจำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นยานพาหนะเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพานในท้องที่ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งมิใช่ทางที่จัดไว้เพื่อรถยนต์แล่น โดยไม่ได้รับอนุญาต

ตามวันเวลาดังกล่าวมีสายลับแจ้งความประสงค์ขอรับสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเลื่อยยนต์จำนวน 1 เครื่องซึ่งจำเลยทั้งสองมีไว้เป็นความผิดและใช้ในการกระทำความผิด ไม้ตะเคียนจำนวน 8 ท่อน ไม้ประดู่จำนวน 1 ท่อน มีดจำนวน 1 เล่ม ประแจจำนวน1 อัน ไขควงจำนวน 1 อัน ตะไบจำนวน 2 อัน แบตเตอรี่จำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ,74 จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 6, 16(2)(9),24, 25 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91ริบของกลาง และจ่ายสินบนและรางวัลนำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ในการรับสารภาพตามฟ้อง ข้อ (ข) ข้อ (ค) และข้อ (ง)ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2488 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง(2),73 วรรคสอง(2), 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 16(2)(9), 24, 25 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2496(ที่ถูกพ.ศ. 2469) มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม (ที่ถูกฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามและฐานทำอันตรายซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติตามฟ้องข้อ (ข)) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ60,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง (ตามฟ้อง ข้อ ค)) จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 30,000 บาทฐานร่วมกันนำยานพาหนะเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ (ตามฟ้องข้อ (ง)) จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร (ตามฟ้อง ข้อ (ก)) ปรับรวม6,482 บาท รวมโทษ 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 9 ปี 1 เดือน และปรับคนละ 90,000 บาท กับปรับรวม 6,482 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง (ทุกข้อหา) และลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ (ตามฟ้องข้อ (ก)) ส่วนข้อหาอื่นลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน 15 วัน และปรับ 45,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 20 วัน และปรับ 60,000 บาท และปรับจำเลยทั้งสอง (ตามฟ้องข้อ (ก)) รวม 3,241 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง กับให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนเงินร้อยละ 50 ของค่าปรับ (ตามฟ้องข้อ (ข)(ค))ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และจ่ายสินบนร้อยละ 30 ของค่าปรับ และจ่ายรางวัลร้อยละ 25 ของค่าปรับ (ตามฟ้องข้อ (ก)) ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ (ตามฟ้องข้อ (ก)) และให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม (ตามฟ้องข้อ (ข)) จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง (ตามฟ้องข้อ (ค)) จำคุกคนละ 4 ปี ฐานนำยานพาหนะเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ (ตามฟ้องข้อ (ง)) จำคุกคนละ 1 เดือน และให้ปรับจำเลยที่ 1 ฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร (ตามฟ้องข้อ (ก)) เป็นเงิน 20,482 บาทรวมโทษจำเลยที่ 1 สี่กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน และปรับ 20,482 บาทรวมโทษจำเลยที่ 2 สามกระทง เป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน เมื่อลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี15 วัน และปรับ 10,241 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน 20 วันกับให้ยกคำขอที่ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ (ก) ด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางจำนวน 1 เครื่อง ราคา 3,500 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่มีผู้อื่นลักลอบนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ตามฟ้องข้อ (ก) และจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันทำไม้โดยตัดฟันไม้ตะเคียนจำนวน 8 ต้น และไม้ประดู่จำนวน 1 ต้น ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพาน โดยใช้เลื่อยยนต์ดังกล่าวข้างต้น อันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ และทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องข้อ (ข)แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันมีไม้ตะเคียนและไม้ประดู่ดังกล่าวปริมาตรรวม 10.31 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายตามฟ้องข้อ (ค) นอกจากนี้จำเลยทั้งสองกับพวกยังได้ร่วมกันนำยานพาหนะรถยนต์บรรทุกจำนวน 1 คัน เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพาน ซึ่งมิใช่ทางที่จัดไว้ เพื่อรถยนต์แล่นโดยมิได้รับอนุญาตตามฟ้องข้อ (ง) อีกด้วย ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลาง โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและจำกัดด้วยหรือไม่... พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้ เมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้วจึงมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามและข้อกำกัดตามที่โจทก์ฟ้องมาในข้อ (ก) ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ในทำนองว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เพียงแต่รับจ้างจำเลยที่ 1 ไปขนไม้ในป่าที่เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่ามีการทำผิดกฎหมายนั้น ขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เอง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องข้อ (ก) สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้ ศาลฎีกาต้องลงโทษปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ซึ่งค่าอากรดังกล่าวย่อมหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย ศาลฎีกาได้ตรวจดูใบประเมินของกลางเอกสารหมาย ป.จ.1แล้วปรากฏว่าเลื่อยยนต์ของกลางจะต้องเสียค่าอากรเพียง 1,155 บาท เท่านั้นที่โจทก์ฟ้องว่าเลื่อยยนต์ของกลางต้องเสียค่าภาษี 1,620.50 บาท นั้น เป็นการรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 465.50 บาท เข้าไปด้วย ซึ่งจะนำค่าภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมารวมคิดคำนวณเป็นค่าปรับจำเลยที่ 2 ด้วยหาได้ไม่ ดังนั้น ราคาเลื่อยยนต์รวมค่าอากรในทางศุลกากรจึงรวมเป็นเงิน 4,655 บาท ค่าปรับสี่เท่าของราคาเลื่อยยนต์ซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 18,620 บาทเท่านั้น และเนื่องจากความผิดตามฟ้องข้อ (ก) นี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันและศาลจะต้องพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ตามที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ อันถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษปรับตลอดไปถึงจำเลยที่ 1ซึ่งมิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ225 นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่าสำหรับความผิดตามฟ้องข้อ (ข) ข้อ (ค) และข้อ (ง) ของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้รวมโทษจำคุกของจำเลยที่ 2แต่ละกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เพราะมีผลเป็นการนำโทษส่วนที่เกิน 12 เดือน มาคิดคำนวณเป็น 1 ปี อยู่ในตัว มีผลทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษจำคุกในปีสุดท้ายนานขึ้น 5 วัน หรือ 6 วันหากตรงกับปีอธิกสุรทินเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 21 วรรคสอง ซึ่งที่ถูกต้องแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะต้องลดโทษให้จำเลยที่ 2 เป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ได้

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จ่ายสินบนร้อยละ 30ของค่าปรับและจ่ายรางวัลร้อยละ 25 ของค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 8 นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว 7 และมาตรา 8 บัญญัติไว้มีใจความว่า สินบนและรางวัลให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ จึงให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ซึ่งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าไม่อาจขายเลื่อยยนต์ของกลางได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาจึงไม่ถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ (ก)ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่โทษปรับคงให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 18,620 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงให้ปรับจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ข้อ (ก) รวมกันเป็นเงิน 9,310 บาท ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ข) ข้อ (ค) และข้อ (ง) ของจำเลยที่ 2 นั้นก่อนรวมโทษ เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 เป็นรายกระทง กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ความผิดสองกระทงแรกตามฟ้องข้อ (ข) และข้อ (ค) คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน ความผิดกระทงหลังตามฟ้องข้อ (ง) คงจำคุก 20 วัน รวมโทษสามกระทงตามฟ้องข้อ (ข) ข้อ (ค)และข้อ (ง) เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน 20 วัน กับให้จ่ายสินบนร้อยละ 30 ของราคาเลื่อยยนต์ของกลาง และจ่ายรางวัลร้อยละ 25ของราคาเลื่อยยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 9 และมาตรา 8นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21
ป.วิ.อ. ม. 213
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายเพ็ญสิน ยี่วาศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2544
#69290
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 นั่งคู่มากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ของกลางที่มีเลื่อยยนต์ของกลางวางอยู่ที่กระบะท้ายรถ จึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองเลื่อยยนต์ของกลาง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับเลื่อยยนต์ของกลางว่านำหรือพาของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามหรือของที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่รู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อกำกัด จำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจตามบันทึกคำให้การที่พนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นอกจากนี้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 น่าจะทราบดีว่าสิ่งของที่จำเลยที่ 1 บรรทุกมาในรถยนต์ของกลางเป็นของผิดกฎหมาย ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามและข้อกำกัด

โทษปรับรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามที่ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ ค่าอากรดังกล่าวย่อมหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย

จำเลยทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันและศาลจะต้องพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษปรับตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225

ศาลอุทธรณ์ได้รวมโทษจำคุกของจำเลยแต่ละกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ เป็นผลร้ายแก่จำเลยเพราะมีผลเป็นการนำโทษส่วนที่เกิน 12 เดือน มาคิดคำนวณเป็น 1 ปี อยู่ในตัว ทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกในปีสุดท้ายนานขึ้น 5 วัน หรือ 6 วัน หากตรงกับปีอธิกสุรทิน เป็นการไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง ที่ถูกศาลอุทธรณ์ต้องลดโทษให้จำเลยที่ 2 เป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้

ตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 ที่บัญญัติไว้มีใจความว่า สินบนและรางวัลให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ จึงให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าไม่อาจขายเลื่อยยนต์ของกลางได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายสินบนร้อยละ 30 ของค่าปรับ และจ่ายรางวัลร้อยละ 25 ของค่าปรับ จึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๗ , ๑๑ , ๖๙ , ๗๓ , ๗๔ , ๗๔ ทวิ , ๗๔ จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๖ (๒) (๙) , ๒๔ , ๒๕ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ , ๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๗ , ๘ , ๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ ริบของกลาง และจ่ายสินบนและรางวัลนำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อ (ข) ข้อ (ค) และข้อ (ง) ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร

จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามฟ้องข้อ (ก) ด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลาง โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและข้อกำกัดด้วยหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานป่าไม้และพนักงานพิทักษ์ป่าว่าขณะเกิดเหตุพยานทั้งสามเห็นจำเลยที่ ๒ นั่งคู่มากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อ ของกลางที่มีเลื่อยยนต์ของกลางวางอยู่ที่กระบะท้ายรถ จึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองเลื่อยยนต์ของกลาง และได้ความจากคำเบิกความของพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาสอบปากคำจำเลยที่ ๒ แล้วบันทึกไว้ ตามบันทึกคำให้การซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ ศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับเลื่อยยนต์ของกลางว่านำหรือพาของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามหรือของที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่รู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อกำกัด จำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพในข้อหานี้ โดยรับว่าจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับพวกรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อกำกัด และจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และพวกที่หลบหนีใช้เลื่อยยนต์ของกลางตัดโค่นไม้ของกลาง เชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจตามที่พนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้จริงตามที่โจทก์นำสืบ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยที่ ๒ ในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองอีกว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ ๑ ด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ น่าจะทราบดีว่าสิ่งของที่จำเลยที่ ๑ บรรทุกมาในรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อ ของกลางเป็นของผิดกฎหมาย ดังที่จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้ เมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้วจึงมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามและข้อกำกัดตามที่โจทก์ฟ้องมาในข้อ (ก) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องข้อ (ก) สำหรับจำเลยที่ ๒ มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดของจำเลยที่ ๒ ตามฟ้องข้อ (ก) ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ ๒ ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น?
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 195 ม. 213 ม. 225 ม. 226
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายเพ็ญสิน ยี่วาศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายทวีป บุตตะโยธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6392/2544
#41280
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมเป็นของบุคคลอื่นได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตแล้วนำออกให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยจำเลยทั้งสามคิดค่าบริการจากผู้ใช้บริการแม้จะกระทำในเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้บุคคลทั่วไปใช้บริการโดยเรียกค่าบริการได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพถือว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเจตนาแยกเป็นราย ๆ ไป ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่ปรับคลื่นวิทยุคมนาคมของผู้ที่ได้รับอนุญาตเปลี่ยนให้ใช้คลื่นวิทยุคมนาคมจากเจ้าพนักงานให้บริการแก่บุคคลโดยทั่วไปโดยเรียกค่าบริการจากผู้ใช้บริการเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุคมนาคมที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงจำเลยทั้งสามเป็นนักศึกษาย่อมจะมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่าผู้ที่มิได้เป็นนักศึกษากลับมากระทำผิดอันเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนโดยทั่วไป สมควรลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวันถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ติดต่อกันมาโดยตลอดจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเครื่องวิทยุคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือยี่ห้อโมโตโรล่า รวม 6 เครื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมทั้งหกเครื่องดังกล่าวสามารถรับและส่งสัญญาณและเสียงให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมายไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และตามวันเวลาดังกล่าวหลังจากที่จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยร่วมกันนำโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือดังกล่าวมาใช้ให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ได้ส่งและรับสัญญาณเสียงติดต่อกับผู้อื่นและคิดค่าบริการจากผู้ใช้บริการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ตามวันและเวลาดังกล่าวภายหลังจากที่ได้กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมโดยร่วมกันนำเครื่องวิทยุคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือดังกล่าวมาปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณความถี่โดยใช้วิธีใส่ข้อมูลของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือ หมายเลขโทรศัพท์ 01-300545 หมายเลขโทรศัพท์01-4307553 หมายเลขโทรศัพท์ 01-4879203 หมายเลขโทรศัพท์01-4812621 เข้ากับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือยี่ห้อโมโตโรล่าทำให้เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือจำนวน 6 เครื่องดังกล่าวสามารถรับและส่งสัญญาณได้เช่นเดียวกับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือ หมายเลข 01-3000545, 01-3094063, 01-4074062,01-4307553, 01-4879203 และ 01-4812621 ของบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนายธีระ คู่ปิตุภูมินายสมิทธ์ ฉันททิพย์ฌาน นายภูมิสุข ธาสุกรี นายอำนาจ เอื้ออารีมิตรร้อยตำรวจโทสมบัติ โรจน์วิโรจน์ และนายชัยวัช มะระพฤกษ์วรรณเป็นผู้ขอจดทะเบียนขอใช้เครื่องโทรศัพท์ดังกล่าวจากบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ และเป็นผู้เสียหายใช้บริการโทรศัพท์ที่จำเลยทั้งสามเป็นผู้ใช้หรือนำไปให้ผู้อื่นใช้โทรศัพท์ทุกครั้ง และขณะที่จำเลยทั้งสามกำลังใช้หรือนำไปให้ผู้อื่นใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือทั้งหกเลขหมายดังกล่าว จะทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางรวมทั้งทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือทั้งหกเลขหมายนั้นใช้ติดต่อโทรศัพท์กับผู้อื่นไม่ได้และทำให้นายธีระ คู่ปิตุภูมิ กับพวกรวม 6 คนดังกล่าว เป็นผู้เสียค่าใช้บริการโทรศัพท์ที่จำเลยทั้งสามเป็นผู้ใช้โทรศัพท์หรือให้ผู้อื่นใช้โทรศัพท์ทุกครั้ง เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือ 6 เครื่อง ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันมีและใช้กระทำความผิด แบตเตอรี่ 10 ก้อน แท่นชาร์จ1 เครื่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้โทรศัพท์มือถือดังกล่าวใช้กระทำผิดได้เงิน 940 บาท ซึ่งได้มาจากการกระทำผิด โต๊ะพับ 1 ตัว เก้าอี้4 ตัว ที่ใช้วางและนั่งเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498มาตรา 4, 6, 22, 23, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33,83, 91 ริบเงิน 940 บาท โต๊ะพับ 1 ตัว เก้าอี้ 4 ตัว ของกลางส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือ 6 เครื่อง แบตเตอรี่ 10 ก้อน และแท่นชาร์จ 1 เครื่อง ของกลางให้ริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23, 26ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปีฐานร่วมกันใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี จำเลยที่ 3 อายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามจำคุกกระทงละ8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 24 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 คนละ 1 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือนริบเงินจำนวน 940 บาท โต๊ะพับและเก้าอี้ของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือ แบตเตอรี่ และแท่นชาร์จ ของกลางให้ริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกเป็นมาตรา 76) หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันกระทำให้เกิดการกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่ปรับเปลี่ยนคลื่นวิทยุคมนาคมเป็นของผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นวิทยุคมนาคมจากเจ้าพนักงาน มาให้บริการแก่บุคคลโดยทั่วไปโดยเรียกค่าบริการจากผู้ใช้บริการเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุคมนาคมที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนับเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง จำเลยทั้งสามเป็นนักศึกษาย่อมจะมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่าผู้มิได้รับการศึกษา กลับมากระทำผิดอันเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชนโดยทั่วไป สมควรลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมเป็นของบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตแล้วนำออกให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยจำเลยทั้งสามคิดค่าบริการจากผู้ใช้บริการแม้จะกระทำในเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้บุคคลทั่วไปใช้บริการโดยเรียกเก็บค่าบริการได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเจตนากระทำผิดแยกเป็นราย ๆ ไป ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 6 กระทงที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานจงใจและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษและแก้ไขให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ฐานร่วมกันมีและใช้วิทยุคมนาคมตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 กระทงหนึ่งฐานร่วมกันกระทำให้เกิดการรบกวนและขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมตามมาตรา 26รวม 6 กระทง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณัฐพงษ์ จันทราภรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6390/2544
#41279
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำน้ำมันซึ่งจำเลยมีสิทธิเบิกไปใช้ได้ด้วยตนเองไปเติมใส่รถยนต์คันอื่นเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำรถยนต์คันอื่นนั้นไปใช้ในกิจกรรมอื่นซึ่งไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่จำเลยจะพึงใช้ได้อันอาจถือได้ว่าจำเลยได้ประโยชน์จากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเป็นส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำการเบียดบังเอาน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยสั่งจ่ายไปเป็นของจำเลยหรือของผู้อื่นโดยทุจริตหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขณะที่จำเลยเป็นเทศมนตรีเทศบาลเมืองสงขลา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายใบสั่งซื้อน้ำมันจากบริษัทจิตมีบุญ จำกัดเพื่อเติมไว้ใช้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา ซึ่งเป็นรถของทางราชการสำนักงานเทศบาลเมืองสงขลา มอบให้จำเลยไว้ใช้ในราชการ จำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายใบสั่งซื้อน้ำมันเบนซินซุปเปอร์ไร้สารตะกั่วจากบริษัทจิตมีบุญ จำกัด จำนวน 32 ลิตร คิดเป็นเงินจำนวน 297.60 บาท ในวันที่ 15 เมษายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายใบสั่งซื้อน้ำมันเบนซินซุปเปอร์จากบริษัทจิตมีบุญ จำกัด จำนวน36.5 ลิตร คิดเป็นเงินจำนวน 346.75 บาท และในวันที่ 19 เมษายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายใบสั่งซื้อน้ำมันเบนซินซุปเปอร์จากบริษัทจิตมีบุญ จำกัด จำนวน 45.5 ลิตร คิดเป็นเงินจำนวน 432.25 บาท การซื้อน้ำมันของจำเลยแต่ละครั้งดังกล่าว จำเลยได้เบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยนำไปเติมใช้กับรถยนต์คันอื่น มิใช่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา อันเป็นการเสียหายแก่เทศบาลเมืองสงขลาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 (ที่ถูกมาตรา 147), 151, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี ข้อนำสืบของจำเลยที่รับว่าเอาน้ำมันไปใช้กับรถยนต์ส่วนตัวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เรียงกระทงลงโทษรวมเป็นจำคุก 10 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าระหว่างวันเวลาเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเทศมนตรีเทศบาลเมืองสงขลา จำเลยในฐานะเทศมนตรีเทศบาลเมืองสงขลาได้รับมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา ไว้ใช้ตามตำแหน่ง โดยมีนายสิทธิศักดิ์ เอี้ยนเซ่ง ลูกจ้างชั่วคราวของเทศบาลเมืองสงขลาเป็นพนักงานขับรถ สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถยนต์คันดังกล่าวเบิกจ่ายจากเงินของเทศบาลเมืองสงขลา จำเลยเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายใบสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากบริษัทจิตมีบุญ จำกัดในนามของเทศบาลเมืองสงขลา จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลาเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 11 เมษายน 2539 นายสิทธิศักดิ์ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา เกิดอุบัติเหตุรถเสียหาย พนักงานสอบสวนนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา ไปเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสงขลา ในระหว่างที่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา ใช้การนั้น จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายใบสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 และมีการเบิกจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงตามใบสั่งซื้อไปใช้กับรถยนต์คันอื่นซึ่งมิใช่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา ต่อมาปลัดเทศบาลเมืองสงขลาได้จ่ายเงินส่วนตัวแทนเทศบาลเมืองสงขลาสำหรับใบสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 ไปแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยฎีกาว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเทศมนตรีเทศบาลเมืองสงขลามีสิทธิใช้รถยนต์พร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงของเทศบาลเมืองสงขลาเพื่อปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ของจำเลย เมื่อรถยนต์ที่เทศบาลเมืองสงขลามอบให้จำเลยใช้เกิดเสียหายใช้การไม่ได้ ในการปฏิบัติราชการจำเลยจำเป็นต้องมีรถยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยเบิกจ่ายได้ใช้กับรถยนต์ที่จำเลยปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยในฐานะเทศมนตรีเทศบาลเมืองสงขลามีสิทธิใช้รถยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงของเทศบาลเมืองสงขลาสำหรับรถยนต์เป็นการใช้คงรูป คือเมื่อหมดอำนาจหน้าที่จะใช้แล้ว จำเลยต้องส่งคืนรถยนต์ตามสภาพ ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นทรัพย์ที่แม้จะฟังได้ว่าเป็นของเทศบาลเมืองสงขลาแต่ก็เป็นทรัพย์ที่ย่อมสิ้นเปลืองหมดไปเพราะการใช้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยมีสิทธิเบิกน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้ได้ด้วยตนเองน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยสั่งจ่ายตามใบสั่งซื้อจะเติมใช้กับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา หรือไม่ก็ตาม น้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยสั่งจ่ายจากบริษัทจิตมีบุญ จำกัด ย่อมต้องสิ้นเปลืองหมดไปเพราะการใช้ตามปกติ อีกประการหนึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำรถยนต์คันอื่นที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 ไปใช้ในกิจกรรมอื่นซึ่งไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่จำเลยจะพึงใช้ได้เฉกเช่นเดียวกันกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ข-2208 สงขลา อันอาจถือได้ว่าจำเลยได้ประโยชน์จากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเป็นการส่วนตัวการที่จำเลยนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่สั่งจ่ายตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 ไปเติมใส่รถยนต์คันอื่นเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่จะพึงใช้ได้ตามปกติ คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยปฏิบัติการผิดระเบียบขั้นตอนของเทศบาลเมืองสงขลาเท่านั้น ข้อเท็จจริงเท่าที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำการเบียดบังเอาน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยสั่งจ่ายไปนั้นเป็นของจำเลยหรือของผู้อื่นโดยทุจริตหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1)
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย นิกร แก้วยวน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6389/2544
#69289
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ทำร้ายร่างกายซึ่งกัน โดยจำเลยที่ 1 ใช้ไม้กระบองเป็นอาวุธตีทำร้ายจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ขวดสุราเป็นอาวุธตีทำร้ายจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 จะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนากระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาสรุปใจความได้เป็นข้อแรกว่า เหตุที่จำเลยที่ ๑ ใช้ไม้กระบองตามฟ้องเป็นอาวุธตีทำร้ายจำเลยที่ ๒ เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ใช้ขวดสุราที่ทุบแตกเป็นปากฉลามเป็นอาวุธเข้ามาทำร้ายจำเลยที่ ๑ และยังมีพวกของจำเลยที่ ๒ ใช้ท่อนไม้เป็นอาวุธเข้ามาทำร้ายจำเลยที่ ๑ ด้วย จำเลยที่ ๑ จึงกระทำไปเพื่อป้องกันตัว มิได้มีเจตนาทำร้ายจำเลยที่ ๑ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง อันเป็นทำนองว่าจำเลยที่ ๑ มิได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ทำร้ายร่างกายซึ่งกัน โดยจำเลยที่ ๑ ใช้ไม้กระบองเป็นอาวุธตีทำร้ายจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ ใช้ขวดสุราเป็นอาวุธตีทำร้ายจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ ๑ จะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนากระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดตามฟ้องตามที่จำเลยที่ ๑ อ้างมาในฎีกาดังกล่าวข้างต้นนั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อีกด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ให้?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๔,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้ยกเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายณรงค์ บุญนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธรรมนูญ ม่วงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6388/2544
#44641
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ร. กับพวกร่วมกันปลอมข้อความในช่องผู้รับเงินโดยเพียงขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงินแล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัท ด. กำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัท ด. ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ด. จะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายของบริษัท ด. ตามที่ระบุไว้พร้อมทั้งประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อมีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของเช็คที่นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จึงควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้ดีว่า เหตุใดการลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของบริษัท ด. ตรงที่มีการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินจึงไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไข และทำการสอบถามผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายถึงเหตุที่ไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไขก่อน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค ตลอดจนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเช็คมากกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป แม้เช็คดังกล่าวจะเป็นเช็คผู้ถือดังที่จำเลยให้การก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินซึ่งไม่มีตราประทับของบริษัท ด. ดังกล่าว เป็นเหตุให้ ร. กับพวกนำเช็คพิพาทที่ปลอมนั้นเข้าฝากในบัญชีของพวก ร. ซึ่งไม่ใช่บัญชีของผู้มีสิทธิรับเงินตามกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงินและจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกร. ไป เป็นเหตุให้ ร. กับพวกได้รับเงินไปในการกระทำทุจริตดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คทั้งสองฉบับรวมเป็นเงิน 97,744.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นที่ยุติว่าเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่บริษัทไดเร็ค 100 จำกัด สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ฉบับแรกลงวันที่ 15 ตุลาคม 2538จำนวนเงิน 77,842.50 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไป ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน ฉบับที่สองลงวันที่ 30พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 19,902 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 เป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะ (A/C PAYEE ONLY) ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเช่นกัน โจทก์มอบหมายให้นายรังสรรค์ ไพศาลพนักงานของโจทก์เป็นผู้ไปรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาจากบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด เมื่อนายรังสรรค์ได้รับเช็คพิพาทมาแล้วนายรังสรรค์กับพวกได้ร่วมกันทุจริตปลอมเช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าว โดยการขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงิน แล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด กำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด ต่อมาระหว่างวันที่ 18ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2539 นายรังสรรค์กับพวกได้นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ปลอมดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีของพวกนายรังสรรค์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกนายรังสรรค์ไป อันเป็นเหตุให้นายรังสรรค์กับพวกได้รับเงินดังกล่าวไปโดยการกระทำทุจริตครั้งนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติข้างต้นถือได้หรือไม่ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่นายรังสรรค์กับพวกได้ร่วมกันปลอมข้อความในช่องผู้รับเงินโดยเพียงขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงินแล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัดกำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด และในการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อบัญชีกระแสรายวันของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด มีว่า จะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด ตามที่ระบุไว้พร้อมทั้งประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อมีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่ามีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของเช็คที่นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จึงควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้ดีว่าเหตุใดการลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด ตรงที่มีการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงิน จึงไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไข และทำการสอบถามผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายถึงเหตุที่ไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไขก่อน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คตลอดจนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเช็คมากกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป แม้เช็คดังกล่าวจะเป็นเช็คผู้ถือดังที่จำเลยให้การก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินซึ่งไม่มีตราประทับของบริษัทไดเร็ค 100 จำกัด ดังกล่าว เป็นเหตุให้นายรังสรรค์กับพวกนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ปลอมนั้นเข้าฝากในบัญชีของพวกนายรังสรรค์ซึ่งไม่ใช่บัญชีของผู้มีสิทธิรับเงินตามกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงิน และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกนายรังสรรค์ไป เป็นเหตุให้นายรังสรรค์กับพวกได้รับเงินไปในการกระทำทุจริตดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน97,744.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 987 ม. 1008
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6388/2544
#69561
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ละเมิด ++

เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่บริษัท ด.สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไป ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน ฉบับที่สองเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะ (A/C PAYEE ONLY) ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเช่นกัน โจทก์มอบหมายให้ ร.พนักงานของโจทก์เป็นผู้ไปรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาจากบริษัท ด. เมื่อ ร.ได้รับเช็คพิพาทมาแล้ว ร.กับพวกได้ร่วมกันทุจริตปลอมเช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าว โดยการขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงิน แล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัท ด.กำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัท ด.แล้วกับพวกได้นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ปลอมดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีของพวก ร.เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค ธนาคารจำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวก ร.ไป อันเป็นเหตุให้ ร.กับพวกได้รับเงินดังกล่าวไปทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ด.และในการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ด. มีว่า จะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายของบริษัท ด.ตามที่ระบุไว้พร้อมทั้งประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อมีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของเช็คที่นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1จึงควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้ดีว่าเหตุใดการลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของบริษัท ด.ตรงที่มีการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงิน จึงไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไข และทำการสอบถามผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายถึงเหตุที่ไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไขก่อน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คตลอดจนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเช็คมากกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป แม้เช็คดังกล่าวจะเป็นเช็คผู้ถือก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินซึ่งไม่มีตราประทับของบริษัท ด. ดังกล่าว เป็นเหตุให้ ร.กับพวกนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ปลอมนั้นเข้าฝากในบัญชีของพวก ร.ซึ่งไม่ใช่บัญชีของผู้มีสิทธิรับเงินตามกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงิน และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวก ร.ไปเป็นเหตุให้ ร.กับพวกได้รับเงินไปจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการจำเลยที่ ๑ สาขาอโศก-ดินแดง จำเลยที่ ๓ เป็นสมุห์บัญชีจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๘ และวันที่ ๓๑มกราคม ๒๕๓๙ โจทก์มอบให้นายรังสรรค์ ไพศาล พนักงานของโจทก์เรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ ซึ่งบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัดได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาอโศก-ดินแดง ขีดคร่อมระบุ "เอซี เปยี โอนลี่"ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน ดังนี้ คือ เช็คลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ จำนวนเงิน๗๗,๘๔๒.๕๐ บาท และเช็คลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๘จำนวนเงิน ๑๙,๙๐๒ บาทนายรังสรรค์ได้รับเช็คสองฉบับดังกล่าวแล้ว แต่นายรังสรรค์กับพวกได้ร่วมกันทุจริตปลอมเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวโดยการขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงินออก แล้วลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด แต่ไม่มีตราของบริษัท ไดเร็ค ๑๐๐ จำกัดประทับกำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์ ซึ่งไม่ครบถ้วนตามข้อตกลงที่บริษัทไดเร็ค ๑๐๐จำกัด ทำกับจำเลยที่ ๑ ต่อมาระหว่างวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม๒๕๓๙ นายรังสรรค์กับพวกได้นำเช็คที่ปลอมดังกล่าวข้างต้นไปฝากเข้าบัญชีของพวกนายรังสรรค์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คที่ธนาคารจำเลยที่ ๑ สาขาอโศก-ดินแดงจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับจำเลยที่ ๑ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ตรวจลายมือชื่อของผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ตรงที่มีการกำกับรอยขีดฆ่าชื่อโจทก์ผู้รับเงิน ซึ่งถ้าใช้ความระมัดระวังจะเห็นได้ว่าเป็นลายมือชื่อปลอม ทั้งไม่มีตราประทับและเป็นเช็คห้ามเปลี่ยนมือ แต่จำเลยทั้งห้า ก็จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกนายรังสรรค์ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ ดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๙๗,๗๔๔.๕๐บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า แม้มีการแก้ไขในช่องผู้รับเงินจาก "โจทก์"เป็น "สด" และ "นายชัยณรงค์ บุญตอง" ของเช็คตามฟ้องแต่ละฉบับ ก็เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเช็คตามมาตรา ๑๐๐๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเกี่ยวกับความรับผิดแห่งหนี้ระหว่างคู่สัญญาคือผู้สั่งจ่าย ผู้ทรง และผู้สลักหลังแต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็ค จึงไม่ต้องรับผิด อย่างไรก็ตาม เช็คตามฟ้องทั้งสองฉบับไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" แม้มีการแก้ไขชื่อผู้รับเงินและไม่มีตราบริษัทไดเร็ค๑๐๐ จำกัด ประทับ แต่เช็คทั้งสองฉบับก็ยังเป็นเช็คผู้ถือ การที่จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินตามเคยให้แก่ผู้ถือเช็คหรือผู้ทรงคนใหม่ จะถือว่าจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อไม่ได้เมื่อพนักงานของโจทก์ทุจริต จึงเป็นความประมาทของโจทก์เอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นที่ยุติว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คที่บริษัท ไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ฉบับแรกลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๗๗,๘๔๒.๕๐ บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๙ เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไป ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน ฉบับที่สองลงวันที่ ๓๐พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๑๙,๙๐๒ บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๐ เป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะ (A/C PAYEE ONLY) ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินเช่นกัน โจทก์มอบหมายให้นายรังสรรค์ ไพศาล พนักงานของโจทก์เป็นผู้ไปรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาจากบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด เมื่อนายรังสรรค์ได้รับเช็คพิพาทมาแล้ว นายรังสรรค์กับพวกได้ร่วมกันทุจริตปลอมเช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าว โดยการขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงินแล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด กำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ต่อมาระหว่างวันที่ ๑๘ตุลาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๙ นายรังสรรค์กับพวกได้นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ปลอมดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีของพวกนายรังสรรค์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจำเลยที่ ๑ ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกนายรังสรรค์ไปอันเป็นเหตุให้นายรังสรรค์กับพวกได้รับเงินดังกล่าวไปโดยการกระทำทุจริตครั้งนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติข้างต้นถือได้หรือไม่ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่าการที่นายรังสรรค์กับพวกได้ร่วมกันปลอมข้อความในช่องผู้รับเงินโดยเพียงขีดฆ่าชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงิน แล้วปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัดกำกับบริเวณที่มีการขีดฆ่าชื่อโจทก์โดยไม่มีตราประทับของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ทั้ง ๆที่เงื่อนไขการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คในคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด เอกสารหมาย จ.๗ และในการ์ดตัวอย่างลายมือชื่อบัญชีกระแสรายวันของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด เอกสารหมาย จ.๖ มีว่า จะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ตามที่ระบุไว้พร้อมทั้งประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อมีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ ๑จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า มีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของเช็คที่นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ ๑ จึงควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้ดีว่าเหตุใดการลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ตรงที่มีการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงิน จึงไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไข และทำการสอบถามผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายถึงเหตุที่ไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทกำกับการแก้ไขก่อน เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจธนาคาร การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยที่ ๑ ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ย่อมต้องมีความระมัดระวังในการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค ตลอดจนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเช็คมากกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป แม้เช็คดังกล่าวจะเป็นเช็คผู้ถือดังที่จำเลยให้การก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการแก้ไขข้อความในช่องผู้รับเงินซึ่งไม่มีตราประทับของบริษัทไดเร็ค ๑๐๐ จำกัด ดังกล่าว เป็นเหตุให้นายรังสรรค์กับพวกนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ปลอมนั้นเข้าฝากในบัญชีของพวกนายรังสรรค์ ซึ่งไม่ใช่บัญชีของผู้มีสิทธิรับเงินตามกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงิน และจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีของพวกนายรังสรรค์ไปเป็นเหตุให้นายรังสรรค์กับพวกได้รับเงินไปในการกระทำทุจริตดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน๙๗,๗๔๔.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 904 ม. 917 วรรคสอง ม. 967 วรรคแรก ม. 989 ม. 1000 ม. 1007
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6385/2544
#499711
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาในคดีอาญาที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 34,922 บาท จำเลยทั้งสองมีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ในลำดับแรกคือส่งมอบทรัพย์คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบทรัพย์และโจทก์ไม่สามารถบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองร่วมส่งมอบทรัพย์ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาทรัพย์จำนวน 34,922 บาท หนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นหนี้ให้ส่งมอบทรัพย์ ส่วนหนี้เงินจำนวน 34,922 บาท ตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวนั้นเป็นหนี้ซึ่งกำหนดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน อีกทั้งคำพิพากษาในคดีอาญานั้นก็มิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในกรณีที่ใช้ราคาทรัพย์ แม้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 440 แต่การเรียกดอกเบี้ยตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้ต้องเสียหายที่จะเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องใช้เมื่อฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิดังกล่าว มิใช่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกดอกเบี้ยภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวน 34,922 บาท จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7454/2531 ของศาลอาญา ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2531 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานรับของโจร ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 34,922 บาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว แต่ไม่สามารถบังคับคดีได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินจำนวน 34,922 บาท อันเป็นหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นแล้วนำมารวมกับต้นเงินฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 34,922 บาท จำเลยทั้งสองมีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติการชำระในลำดับแรกคือส่งมอบทรัพย์คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบทรัพย์และโจทก์ไม่สามารถบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบทรัพย์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาทรัพย์จำนวน 34,922 บาท หนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นหนี้ให้ส่งมอบทรัพย์ ส่วนหนี้เงินจำนวน 34,922 บาท เป็นหนี้ซึ่งกำหนดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน อีกทั้งคำพิพากษาในคดีอาญานั้นก็มิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในกรณีที่ใช้ราคาทรัพย์แทนการส่งมอบแต่อย่างใด ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 440 เห็นว่า การเรียกดอกเบี้ยตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้ต้องเสียหายที่จะเรียกเอาดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องใช้เมื่อฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามสิทธิดังกล่าว มิใช่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาดอกเบี้ยภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวน 34,922 บาท จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 440
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำเลย — นายณรงค์หรือดำ อ้นท้วม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายศรชัย วรานิชสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2544
#44640
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ แต่ก็ยังคงเป็นของจำเลยทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับทางพิพาทการที่ศาลพิพากษาห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับทางพิพาทจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3224 เนื้อที่ 2 งาน26 ตารางวา และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 5 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว ที่ดินของโจทก์ติดกับที่ดินน.ส.3 ก. เลขที่ 92 เนื้อที่1 งาน 97 ตารางวา ของจำเลย โจทก์ได้ที่ดินมาโดยมารดายกให้ ส่วนจำเลยได้รับมรดกจากบิดา ก่อนที่โจทก์และจำเลยจะได้รับโอนที่ดินมานั้น บิดาและมารดาโจทก์ได้ทำถนนเป็นทางเข้าออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3224 ของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งปิดกั้นที่ดินของโจทก์อยู่ออกสู่ถนนสุขาภิบาลท่าวุ้ง อันเป็นทางสาธารณะโจทก์ใช้ทางดังกล่าวเข้าออกสู่ถนนสุขาภิบาลท่าวุ้งกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 65 เมตร ซึ่งทางดังกล่าวเป็นทางจำเป็น เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม 2539 จำเลยปักเสาปูนและนำลวดหนามมาขึงปิดกั้นทางดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามและเสาปูนที่จำเลยสร้างปิดกั้นไว้ และให้จำเลยเปิดถนนหรือทางเข้าออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์ โดยให้โจทก์ใช้ทางได้อย่างสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ไม่ได้ถูกที่ดินของผู้อื่นปิดล้อมเพราะโจทก์สามารถใช้ทางซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือที่ดินของโจทก์อันเป็นทางสาธารณะออกสู่ทางสาธารณะอีกสายหนึ่งทางด้านทิศตะวันตกซึ่งจะบรรจบกับถนนสุขาภิบาลท่าวุ้ง การที่โจทก์ใช้ที่ดินโฉนด (ที่ถูกคือ น.ส.3 ก.) เลขที่ 92 เป็นทางออกสู่ถนนสุขาภิบาลท่าวุ้ง ก็โดยถือวิสาสะเพื่อความสะดวกของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็น ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางพวงเพ็ญ จามาศ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมเนื่องจากเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 92 จากจำเลยโดยขอถือเอาคำให้การจำเลยเป็นคำให้การจำเลยร่วมด้วย และฟ้องแย้งว่า หากศาลพิพากษาให้ใช้ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 92 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นทางจำเป็นขอให้โจทก์ชำระเงินเป็นค่าใช้ทางคิดเป็นเนื้อที่ 15 ตารางวา เป็นเงิน 45,000 บาท แก่จำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยร่วมเรียกค่าใช้ทางเป็นเงิน45,000 บาท นั้นสูงเกินไป ราคาที่ดินไม่เกินตารางวาละ 500 บาท ค่าใช้ทางเป็นค่าตอบแทนตามกฎหมายมิใช่ราคาซื้อขาย ราคาที่ถูกต้องไม่ควรเกิน 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางพิพาทกว้าง3 เมตร ยาวจากที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 92 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี ของจำเลยร่วมไปถึงถนนสุขาภิบาลท่าวุ้งโดยให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนความเสียหายให้จำเลยร่วมจำนวน 3,000 บาท ต่อปี ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาทนั้น แม้ว่าทางพิพาทจะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ก็ตาม แต่ที่ดินส่วนที่เป็นทางพิพาทยังคงเป็นของจำเลยและจำเลยร่วม ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 นอกจากนั้นตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยเปิดถนนหรือทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางกว้าง 3 เมตร จากที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 92ของจำเลยร่วมไป ถึงถนนสุขาภิบาลท่าวุ้ง อันไม่ตรงตามคำขอและอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับคดีได้ ศาลฎีกาจึงระบุให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางจำเป็นเสียให้ชัดแจ้งและไม่เกินกว่าที่โจทก์ขอมาได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทมีความกว้าง 3 เมตร มีความยาวตลอดแนวจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยและจำเลยร่วมไปจนถึงถนนสุขาภิบาลท่าวุ้งตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 และแผนที่เดินเผชิญสืบในสำนวนตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางออกไปจากทางพิพาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรพรรณ จิตต์ประเสริฐ
จำเลย — นาง นฤมล ปัญญาหลักหรือชิมงาม
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง พวงเพ็ญ จามาศ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2544
#69456
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาท เมื่อที่ดินส่วนที่เป็นทางพิพาทยังคงเป็นของจำเลยและจำเลยร่วม ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยเปิดถนนหรือทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางกว้าง 3 เมตร จากที่ดินของจำเลยร่วมไปถึงถนนสาธารณะ อันไม่ตรงตามคำขอและอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับคดี ศาลฎีกาจึงระบุให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางจำเป็นให้ชัดแจ้งและไม่เกินกว่าที่โจทก์ขอ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 5,000 บาท แทนโจทก์ แต่คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ กฎหมายกำหนดค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นไว้ 3,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นจะสามารถกำหนดให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความได้ถึง 6,000 บาท เพราะจำเลยร่วมฟ้องแย้งก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นเสียใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามและเสาปูนที่จำเลยสร้างปิดกั้นไว้ และให้จำเลยเปิดถนนหรือทางเข้าออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์ โดยให้โจทก์ใช้ทางได้อย่างสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน

จำเลยให้การว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางถนนสุขาภิบาลท่าวุ้งก็ควรใช้ที่ดินชิดแนวเขตด้านทิศตะวันออกหรือด้านทิศตะวันตก ไม่ใช่ขอผ่านเข้าไปกลาง ที่ดินทั้งแปลง ทั้งโจทก์จะต้องจ่ายค่าใช้ที่ดินตามราคาท้องตลาด ตารางวาละ ๓,๐๐๐ บาท ปัจจุบันจำเลยได้ขายที่ดินของจำเลยให้แก่นางพวงเพ็ญ จามาศ แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางพวงเพ็ญ จามาศ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมเนื่องจากเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๙๒ จากจำเลย โดยขอถือเอาคำให้การจำเลยเป็นคำให้การจำเลยร่วมด้วยและฟ้องแย้งว่า หากศาลพิพากษาให้ใช้ที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๙๒ ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นทางจำเป็น ขอให้โจทก์ชำระเงินเป็นค่าใช้ทางคิดเป็นเนื้อที่ ๑๕ ตารางวา เป็นเงิน ๔๕,๐๐๐ บาท แก่จำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยร่วมเรียกค่าใช้ทางเป็นเงิน ๔๕,๐๐๐ บาท นั้นสูงเกินไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางพิพาทกว้าง ๓ เมตร ยาวจากที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๙๒ ของจำเลยร่วมไปถึงถนนสุขาภิบาลท่าวุ้ง โดยให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนความเสียหายให้จำเลยร่วมจำนวน ๓,๐๐๐ บาท ต่อปี ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาท ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดกั้น สามารถออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ได้โดยทางพิพาทเพียงทางเดียว ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็น จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิที่จะปิดกั้น สำหรับฎีกาอื่นของจำเลยและจำเลยร่วมล้วนไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาทนั้น แม้ว่าทางพิพาทจะเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ก็ตาม แต่ที่ดินส่วนที่เป็นทางพิพาทยังคงเป็นของจำเลยและจำเลยร่วม ทั้งโจทก์ มิได้มีคำขอให้ห้ามจำเลยและจำเลยร่วมเกี่ยวข้องกับทางพิพาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ นอกจากนั้นตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยเปิดถนนหรือทางเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางกว้าง ๓ เมตร จากที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๙๒ ของจำเลยร่วมไปถึงถนนสุขาภิบาลท่าวุ้ง อันไม่ตรงตามคำขอและอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับคดีได้ ศาลฎีกาจึงระบุให้จำเลยและจำเลยร่วมเปิดทางจำเป็นเสียให้ชัดแจ้งและไม่เกินกว่าที่โจทก์ขอมาได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์กฎหมายกำหนดค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นไว้ ๓,๐๐๐ บาท แม้ศาลชั้นต้นจะสามารถกำหนดให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความได้ถึง ๖,๐๐๐ บาท เพราะจำเลยร่วมฟ้องแย้งก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นเสียใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทมีความกว้าง ๓ เมตร มีความยาวตลอดแนวจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยและจำเลยร่วมไปจนถึงถนนสุขาภิบาลท่าวุ้งตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาท เอกสารหมาย จ.๑ และแผนที่เดินเผชิญสืบในสำนวนตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางออกไปจากทางพิพาท ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรพรรณ จิตต์ประเสริฐ
จำเลย — นางนฤมล ปัญญาหลักหรือซิมงาม
จำเลยร่วม — พวงเพ็ญ จามาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวสุมาลี เตชะจันตะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา