คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2742/2544
#41155
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้แล้วเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง จึงเท่ากับความผิดในคดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษกักขังจำเลย มิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก กรณีจึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(8), 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58ริบของกลาง และบวกโทษที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(8), 160 วรรคสาม จำคุก 3 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก1 เดือน 15 วัน บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3289/2542ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้รวมเป็นจำคุก 2 เดือน 30 วันให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยสำหรับความผิดในคดีนี้มีกำหนด 1 เดือน 15 วันและให้นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3289/2542ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 2 เดือน30 วัน แล้วเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น จึงเท่ากับความผิดในคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษกักขังจำเลย มิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก กรณีจึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3289/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ภูวนาท ต่ายแต้มทอง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2741/2544
#41154
เปิดฉบับเต็ม

การเลี้ยงกุ้งกุลาดำมิใช่เป็นความผิดในตัวเองหากแต่จะมีความผิดเฉพาะเป็นการเข้าไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตที่มีคำสั่งห้ามเลี้ยงเท่านั้น จำเลยเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืดในเขตที่มีคำสั่งห้ามเลี้ยงในช่วงระยะเวลาคาบเกี่ยวระยะเวลาที่ผ่อนผันให้เลี้ยง ฉะนั้น เครื่องสูบน้ำ ใบพัดพลาสติก และท่อเหล็กจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดมาแต่เริ่มแรก หากแต่ใช้จนเลยกำหนดระยะเวลาผ่อนผันไปบ้างเท่านั้น ที่ศาลล่างใช้ดุลพินิจไม่ริบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535มาตรา 4, 9, 98 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 37ริบทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดดังกล่าวและสั่งให้จำเลยส่งทรัพย์ที่ริบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 98วรรคหนึ่ง จำคุก 10 เดือน ปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน ปรับ40,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัว จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบทรัพย์นั้นเห็นสมควรไม่สั่งริบจึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า ควรริบอุปกรณ์ที่จำเลยใช้เลี้ยงกุ้งกุลาดำหรือไม่ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า ควรริบทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเพื่อปิดโอกาสมิให้จำเลยได้กระทำความผิดซ้ำอีกต่อไปนั้น เห็นว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำมิใช่เป็นการกระทำความผิดในตัวเอง หากแต่จะมีความผิดเฉพาะเป็นการเข้าไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตที่มีคำสั่งห้ามเลี้ยงเท่านั้น ฉะนั้นเครื่องสูบน้ำ, ใบพัดพลาสติก และท่อเหล็ก จึงมิใช่ทรัพย์ที่มีไว้ใช้เพื่อการกระทำความผิดซ้ำได้ด้วยตัวของทรัพย์เอง ประกอบกับจำเลยใช้ทรัพย์ที่โจทก์ขอให้ริบดังกล่าวในช่วงระยะเวลาคาบเกี่ยวกับระยะเวลาที่ผ่อนผันให้เลี้ยงได้ด้วย จึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดมาแต่เริ่มแรก หากแต่ใช้จนเลยกำหนดระยะเวลาผ่อนผันไปบ้างเท่านั้น ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่ริบทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์สินที่มีไว้ใช้ในการกระทำความผิดท้ายฟ้องซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย สำราญ รามอ้น
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2732/2544
#69199
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างกำหนดสิทธิที่โจทก์จะได้รับเงินโบนัสจากจำเลยว่า "เงินโบนัสตามผลดำเนินงานของบริษัท โดยบริษัทจะจ่ายเงินโบนัสให้อย่างน้อยปีละ 1 เท่าของเงินเดือน ในวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี" ย่อมหมายความว่า บริษัทจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์จำนวนมากน้อยตามผลการดำเนินงานของบริษัท แต่อย่างน้อยต้องจ่ายปีละ 1 เท่าของเงินเดือน โดยจ่ายให้แก่โจทก์ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินโบนัสของปี 2541 ให้แก่โจทก์ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง มาตรา 7 และ 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โบนัส ค่าชดเชย เงินเพิ่ม ดอกเบี้ยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 91,000 บาท และประสงค์จะใช้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายดังกล่าวเป็นฐานในการคำนวณเงินต่าง ๆ ที่โจทก์ฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 273,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 109,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสของปี 2541 และปี 2542 ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยตกลงจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้าง จำเลยประสบภาวะการขาดทุนในปี 2541 และปี 2542 เห็นว่า สัญญาจ้างข้อ 5 กำหนดสิทธิที่โจทก์จะได้รับเงินโบนัสจากจำเลยว่า "เงินโบนัสตามผลดำเนินงานของบริษัทโดยบริษัทจะจ่ายเงินโบนัสให้อย่างน้อยปีละ 1 เท่าของเงินเดือน ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี" ซึ่งย่อมหมายความว่า บริษัท (จำเลย) จะจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์จำนวนมากน้อยตามผลการดำเนินงานของบริษัท แต่อย่างน้อยต้องจ่ายปีละ 1 เท่าของเงินเดือน โดยจ่ายให้แก่โจทก์ ณ วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายเงินโบนัสสำหรับปี 2541 ให้แก่โจทก์ เท่ากับ 1 เท่าของเงินเดือน เป็นเงิน 91,000 บาท ส่วนเงินโบนัสสำหรับปี 2542 โจทก์ทำงานให้จำเลยไม่ครบปีและไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันจ่ายเงินโบนัส โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสในปี 2542 เงินโบนัสของปี 2541 จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระให้โจทก์ในกำหนดดังกล่าว จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง มาตรา 7 และ 224

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสเป็นเงิน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 204 วรรคสอง ม. 224
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพูนกิติ คังคะเกตุ
จำเลย — บริษัทควอลิตี้เรนท์อะคาร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2727 -ที่ 2731/2544
#41153
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี แม้จำเลยจะมีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานอันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลใช้บังคับตามบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯมาตรา 54 วรรคสอง แต่ก็มิได้หมายความว่าห้ามมิให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และแม้พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ จะมิได้บัญญัติวิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ก็ตามแต่ก็ไม่อาจนำขั้นตอนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาใช้ได้เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกิจการของเอกชนเท่านั้นไม่ได้ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจด้วย เมื่อประเทศประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจคณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจลงได้โดยให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลงทุกแห่งทุกคนจึงมิได้ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 20 และพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 54 วรรคสองและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลงทุกแห่งทุกคนจึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 297ตามลำดับ แต่โจทก์ที่ 103 ขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีแล้ว คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 102และโจทก์ที่ 104 ถึงที่ 297

โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องในทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 และเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหก จำเลยมีระเบียบปฏิบัตินอกจากจ่ายเงินเดือนแล้วจำเลยยังกำหนดสวัสดิการต่าง ๆ รวมทั้งจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานและลูกจ้างเป็นประจำทุกปี โดยกำหนดหลักเกณฑ์อย่างแน่นอนตามหนังสือของกระทรวงการคลังที่ กค.0512/52334 ลงวันที่ 29ธันวาคม 2524 และตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสพ.ศ. 2523 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2525 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2525 ปรากฏว่ากระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการปรับลดเงินโบนัสของกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้ปรับลดลงในอัตราร้อยละ 30 ของวงเงินโบนัสที่กรรมการและพนักงานมีสิทธิได้รับตามหนังสือของกระทรวงการคลังที่ กค.0529.2/35559 ลงวันที่ 26พฤศจิกายน 2541 ต่อมาเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแจ้งให้ทราบและให้แจ้งรัฐวิสาหกิจในสังกัดทราบว่า ได้ลงมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังขอเปลี่ยนแปลงข้อเสนอในมาตรการปรับลดเงินโบนัสของคณะกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ และให้มีผลใช้บังคับเฉพาะกรรมการและฝ่ายบริหารตามความหมายในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534โดยไม่รวมพนักงานกระทรวงการคลังได้มีหนังสือถึงจำเลย เป็นหนังสือด่วนมากที่ กค.0529.2/5493 แจ้งยอดเงินกำไรสุทธิของผลประกอบการปี 2541 และได้จัดสรรเงินโบนัสที่ต้องจ่ายให้แก่กรรมการและพนักงานของจำเลย โดยได้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานบริหารลงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นการปรับลดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากพนักงานที่กระทรวงการคลังกำหนดให้เป็นฝ่ายบริหารทั้งยังเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่มีความเสมอภาคกันระหว่างพนักงานของจำเลยและของรัฐวิสาหกิจแต่ละรัฐวิสาหกิจในการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งฝ่ายบริหาร การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54 วรรคสอง ทั้งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 26 และมาตรา 30 ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินในส่วนที่จำเลยได้หักเงินของโจทก์แต่ละคนไว้จำนวนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันหักจนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์ดังกล่าวเสร็จ

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า จำนวนเงินโบนัสโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยหักไปนั้นที่ถูกต้องปรากฏตามผลการตรวจสอบข้อมูลพนักงานที่ถูกปรับลดเงินโบนัสร้อยละ 30 ตามมติคณะรัฐมนตรี เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 การจ่ายเงินโบนัสของจำเลยเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส พ.ศ. 2523 ซึ่งในข้อ 2 อัตราโบนัสหมายถึงตัวเลขที่ได้จากการนำจำนวนเงินที่เป็นกำไรสุทธิในปีสำรวจโบนัสมาจัดสรรเป็นเงินโบนัสตามระเบียบกระทรวงการคลัง หารด้วยผลรวมของอัตราเฉลี่ยเงินเดือนหรือค่าจ้างต่อเดือนของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด จำเลยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วย และโจทก์ทุกคนเป็นพนักงานสังกัดหน่วยงานของรัฐ โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐคือจำเลยด้วย การจัดสรรผลกำไรสุทธิเป็นอำนาจของรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ข้อบังคับว่าด้วยวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการเงินขององค์การ พ.ศ. 2495 และระเบียบว่าด้วยการบัญชีและการเงินของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2520 โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากผู้ใดหรือหน่วยงานใด ๆคณะรัฐมนตรีมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจได้นอกจากนี้เงินโบนัสไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และก็มิใช่สิทธิประโยชน์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534มิฉะนั้นผลจะกลายเป็นว่าเงินกำไรสุทธิรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นของประชาชนรัฐวิสาหกิจและพนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถกำหนดผลประโยชน์ให้แก่ตนเองได้ซึ่งขัดต่อหน้าที่ ขัดต่อหลักกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 103ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกอุทธรณ์ว่า จำเลยมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานที่แน่นอนตามระเบียบปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส พ.ศ. 2523 เอกสารหมาย จล.34 ฉบับที่ 2 เอกสารหมายจล.35 และฉบับที่ 3 เอกสารหมาย จล.36 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งยังให้มีผลใช้บังคับต่อไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54 วรรคสอง ระเบียบดังกล่าวได้วางหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินจากกำไรสุทธิจ่ายเป็นโบนัสให้พนักงานและลูกจ้าง โดยจะหักเงินโบนัสได้เฉพาะที่กำหนดไว้ในข้อ 10 ของระเบียบดังกล่าวเท่านั้น หากจะหักนอกเหนือจากข้อ 10 จะต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานและลูกจ้างก่อนการที่คณะรัฐมนตรีมีมติคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จล.3 ให้ปรับลดเงินโบนัสของโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกโดยมิได้รับความยินยอมจากพนักงานหรือลูกจ้างและไม่เป็นคุณแก่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยยิ่งกว่า และเลือกหักเฉพาะเงินโบนัสของพนักงานฝ่ายบริหาร เป็นการไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันและเลือกปฏิบัติมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงขัดต่อสภาพการจ้าง ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ขัดต่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54วรรคสอง และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 26 และ 30 เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีผลใช้บังคับนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี แม้จำเลยจะมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานตามระเบียบเอกสารหมาย จล.34 จล.35 และ จ.36อันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54 วรรคสองมีบทเฉพาะกาลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวที่มีอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534ยังคงใช้บังคับต่อไป ก็มิได้หมายความว่าห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ไม่อาจดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 ซึ่งบัญญัติถึงวิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเรียกร้องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยการแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเพราะกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกิจการของเอกชนเท่านั้น ไม่ได้ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจด้วย อีกทั้งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็มิได้มีบทบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าในช่วงปี 2541สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศยังวิกฤตอยู่อย่างต่อเนื่อง การปรับลดเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้รัฐวิสาหกิจนำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้เพิ่มวงเงินเพื่อใช้ในการลงทุนอันเป็นการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจทางหนึ่ง คณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 ลงได้ มิได้ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 และพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54วรรคสอง ดังที่อ้างในอุทธรณ์ อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆลงทุกแห่ง ทุกคน ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใดมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จล.3 จึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสที่ถูกปรับลดลงตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 54 วรรคสอง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เชวง บุญบุรี กับพวก
จำเลย — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2715/2544
#99047
เปิดฉบับเต็ม

เงินสดจำนวน 2,800 บาท ของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ ไม่อยู่ในความหมายเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) ศาลจึงไม่อาจริบได้

แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อได้จากจำเลยเป็นของกลาง แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าธนบัตรของกลางดังกล่าว เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้โดยยังมิได้คืนแก่เจ้าของ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะพิจารณาสั่งคืนธนบัตรของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49

การที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวมโทษ 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี แล้วเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 11 ปี 3 เดือน นั้น เป็นผลร้ายแก่จำเลย เพราะมีผลทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกมากขึ้น ซึ่งที่ถูกจะต้องเพิ่มโทษจำเลยเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทง หลังจากนั้นจึงรวมโทษ คือเมื่อเพิ่มโทษจำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 แล้ว เป็นจำคุกกระทงละ 7 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยกระทงละหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุกกระทงละ 5 ปี 7 เดือน 15 วัน รวมโทษ 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี 15 เดือน ทั้งนี้ โดยไม่คำนวณโทษจำคุกส่วนที่เป็นเดือนให้เป็นปี เพราะเมื่อนำมาคำนวณระยะเวลาจำคุกตาม ป.อ. มาตรา 21 วรรคสองแล้ว จะเป็นผลร้ายแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดจำนวน ๒,๘๐๐ บาท ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เป็นจำคุก ๑๕ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๑ ปี ๓ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดจำนวน ๒,๘๐๐ บาท ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนเงินสดจำนวน ๒,๘๐๐ บาท ของกลางให้แก่เจ้าของ ส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? สำหรับเงินสดจำนวน ๒,๘๐๐ บาท ของกลางซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจำนวนอื่นก่อนคดีนี้ และขอให้ริบโดยอ้างอิง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ และ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓ มานั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เงินสดของกลางดังกล่าวไม่อยู่ในความหมายเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติไว้ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓ (๒) จึงไม่อาจริบได้ในคดีนี้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๑๔/๒๕๔๓ (ประชุมใหญ่) ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นางสาวอัญชลี โต๊ะเฮง จำเลย แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งริบเงินสดจำนวน ๒,๘๐๐ บาท ของกลางในคดีนี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา นอกจากนี้แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดธนบัตรฉบับละ ๑๐๐ บาท จำนวน ๑ ฉบับ ที่ใช้ล่อซื้อได้จากจำเลยเป็นของกลางด้วย แต่โจทก์ มิได้มีคำขอให้คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ รวมทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าธนบัตรของกลางดังกล่าว เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้โดยยังมิได้คืนแก่เจ้าของ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสั่งคืนธนบัตรของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของตาม ป.อ. มาตรา ๔๙ อีก

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยจำคุกกระทงละ ๕ ปี รวมโทษ ๒ กระทง เป็นจำคุก ๑๐ ปี แล้วเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ เป็นจำคุก ๑๕ ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑๑ ปี ๓ เดือน นั้น เป็นผลร้ายแก่จำเลยเพราะมีผลทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกมากขึ้น ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องเพิ่มโทษจำเลยเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทง หลังจากนั้นจึงรวมโทษ ซึ่งจะปรากฏผลดังนี้คือ เมื่อเพิ่มโทษจำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ แล้วเป็นจำคุกกระทงละ ๗ ปี ๖ เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยกระทงละหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุกกระทงละ ๕ ปี ๗ เดือน ๑๕ วัน รวมโทษ ๒ กระทง เป็นจำคุก ๑๐ ปี ๑๕ เดือน ทั้งนี้โดยไม่คำนวณโทษจำคุกส่วนที่เป็นเดือนให้เป็นปี เพราะเมื่อนำมาคำนวณระยะเวลาจำคุกตาม ป.อ. มาตรา ๒๑ วรรคสองแล้ว จะเป็นผลร้ายแก่จำเลย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่กำหนดโทษเมื่อเพิ่มโทษและลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงแล้วจึงให้รวมโทษ ๒ กระทง เป็นจำคุกจำเลย ๑๐ ปี ๑๕ เดือน และเงินสดจำนวน ๒,๘๐๐ บาท ของกลางที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจำนวนอื่นก่อนคดีนี้ไม่ริบ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 32 ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 49
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทรงพล นิยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยะ เดชด่าน
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544
#41152
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทที่ทำกันไว้สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์จำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะ โจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมกรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ โดยโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 โจทก์จำเลยทำสัญญาว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614 จำเลยในราคา180,000 บาท เพื่ออำพรางสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท หลังทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญาให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนที่ดินโดยไม่มีกำหนดเวลาในราคา 180,410 บาท ตลอดเวลาที่โจทก์ทำนาในที่ดินพิพาทก็ชำระค่าเช่านาแทนดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝาก ระหว่างปี 2534 ถึงปี 2537โจทก์นำเงิน 180,410 บาท ไม่ชำระให้แก่จำเลยหลายครั้งเพื่อจดทะเบียนคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยขอผัดและในที่สุดไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์จำเลยฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายต้องบังคับตามนิติกรรมขายฝาก โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และให้จำเลยรับชำระหนี้180,410 บาท จากโจทก์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ใช่ขายฝาก ในวันทำสัญญาซื้อขายโจทก์ขอต่อมารดาจำเลยว่าหากภายใน 2 ปี โจทก์สามารถจะซื้อที่ดินพิพาทคืนได้ก็ขอให้จำเลยขายคืน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ได้เช่าที่ดินพิพาททำนาและชำระค่าเช่านาให้จำเลยตลอดมา เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี โจทก์มาแจ้งว่าไม่สามารถซื้อที่ดินพิพาทคืนได้และขอเช่าต่อ โจทก์ไม่เคยนำเงิน 180,410 บาท มาชำระให้ ทั้งจำเลยไม่เคยผัดผ่อนเหตุที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นมาก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4614ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน63,000 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614 ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน โจทก์กู้เงินจากนางแอ๊ว จงจิราวโรจน์ หรือชะนะวานิชย์ มารดาจำเลย หลายครั้งรวมเป็นเงิน 63,000 บาท โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกันและชำระดอกเบี้ยบางส่วนคงค้างชำระดอกเบี้ยในปี2528 และ 2529 มารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 180,410 บาท ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2529โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614ในราคา 180,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมายล.3 ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา 180,410 บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 และ ล.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาขายที่ดินพิพาทหรือขายฝากต่อกัน โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เดิมโจทก์กู้เงินจากมารดาจำเลยแล้วค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย 180,410 บาท มารดาจำเลยบอกให้โจทก์จดทะเบียนที่ดินเป็นขายฝากไว้กับมารดาจำเลยเพราะจะไม่คิดดอกเบี้ยอีกต่อไป โจทก์ตกลงยินยอมเนื่องจากเกรงว่าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยต่อไปได้ แต่เมื่อไปถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีแล้วมารดาจำเลยอ้างว่าหากทำเป็นสัญญาขายที่ดินแทนสัญญาขายฝากแล้วจะเกิดผลดีกว่า ไม่ต้องยุ่งยากมาจดทะเบียนกันอีก และมารดาจำเลยจะออกค่าธรรมเนียมให้ทั้งหมด โจทก์จึงตกลงโดยทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยซึ่งเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนมารดาจำเลย และได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อกลับถึงบ้านแล้วมารดาจำเลยเขียนสัญญาขายฝากตามที่ตกลงกัน2 ฉบับ ให้โจทก์ไว้ 1 ฉบับ ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 โดยโจทก์มีพระภิกษุสมาน ธรรมจาโร เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและนางแอ๊วมารดาจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์กู้เงินมารดาจำเลยแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์จึงตกลงจะขายนาให้โดยหักกลบหนี้กันไป หลังจากทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีโดยมารดาจำเลยให้จำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินแล้วได้กลับไปที่บ้านมารดาจำเลย โจทก์จะขอซื้อที่ดินคืนในราคาเดิมมารดาจำเลยตกลงและเป็นผู้เขียนหลักฐานไว้ เห็นว่า มารดาจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีข้อความว่า "วันที่ 30พฤษภาคม พ.ศ. 2529 นายหล่อ ชื่นชอบ ได้ตกลงขายนาฝากไว้กระนายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ เป็นเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ 2 งานเป็นเงิน (180,410) (หนึ่งแสนแปดหมื่นสี่ร้อยสิบบาท) มีกำหนด ... ปีข้าพเจ้า นายหล่อ ชื่นชอบ จะนำเงินจำนวนนี้มาถ่ายถอนกลับนายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ ถ้านายทวีศักดิ์ขัดขืนให้ฟ้องร้องตามกฎหมาย" สัญญาดังกล่าวนี้มีข้อความชัดเจนว่าโจทก์ตกลงขายฝากที่นาหรือที่ดินพิพาทแก่จำเลยไม่มีข้อความใดที่บ่งบอกว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทก่อนหน้านั้นแล้วโจทก์จะขอซื้อที่ดินคืนดังที่จำเลยนำสืบแต่อย่างใด ประกอบกับพฤติการณ์ที่มีการทำสัญญาดังกล่าวทันทีทันใดที่กลับจากสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยที่แท้จริงว่าต้องการขายฝากที่ดินพิพาทและฝ่ายจำเลยได้สัญญากับโจทก์ว่า หลังจากจดทะเบียนซื้อขายแล้วจะไปทำสัญญาขายฝากต่อกันที่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในสัญญาเอกสารหมาย จ.2 หากเป็นเรื่องที่โจทก์ขอซื้อที่ดินคืน มารดาจำเลยก็น่าจะเขียนสัญญาไปตามนั้นไม่มีเหตุผลที่จะเขียนถึงเรื่องขายฝากอีก เพราะที่ดินได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามสัญญาซื้อขายแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.3 สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมกรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ คือโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ปัญหาคงมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลยเท่าใด เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะอ้างว่ากู้เงินจำเลยเพียง 63,000 บาท ค้างชำระดอกเบี้ย90,000 บาท แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับตามที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม180,410 บาท นอกจากนั้นโจทก์ได้ร้องเรียนต่อกรมอัยการกล่าวอ้างว่าโจทก์กู้เงินจำเลย 80,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อเท็จจริงจึงไม่แน่ชัดว่าโจทก์ค้างชำระเงินต้นเท่าใดและดอกเบี้ยเท่าใด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างอีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา 180,410 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าวเมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน 180,410 บาทแก่จำเลย มิใช่ 63,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแต่เนื่องจากจำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง 180,000 บาทศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน 180,000 บาท แก่จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหล่อ ชื่นชอบ
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544
#69198
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โจทก์กู้เงินจากมารดาจำเลยหลายครั้ง โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกัน ต่อมามารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและในวันเดียวกันนั้น โจทก์กับจำเลยก็ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา 180,410 บาท เจตนาของโจทก์จำเลยที่แท้จริง คือต้องการขายฝากที่ดินพิพาท โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาท สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้ก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสองและมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ คือ โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย และจำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา 180,410 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง ต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าว เมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะโจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน 180,410 บาท แก่จำเลย แต่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง 180,000 บาท ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์ จำเลย ฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙ (ที่ถูก ๒๕๒๙) เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ต้องบังคับตามนิติกรรมขายฝาก โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และให้จำเลยรับชำระหนี้ ๑๘๐,๔๑๐ บาท จากโจทก์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙ เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน ๖๓,๐๐๐ บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับรอง

ศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๒ งาน โจทก์กู้เงินจากนางแอ๊ว จงจิราวโรจน์ หรือชะนะวานิชย์ มารดาจำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงิน ๖๓,๐๐๐ บาท โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกันและชำระดอกเบี้ยบางส่วน มารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น ๑๘๐,๔๑๐ บาท ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙ โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ในราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล. ๓ ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา ๑๘๐,๔๑๐ บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ และ ล. ๑ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาขายที่ดินพิพาทหรือขายฝากต่อกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล. ๓ สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๕ วรรคสอง และมาตรา ๑๕๒ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ คือโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ปัญหาคงมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลยเท่าใด เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะอ้างว่ากู้เงินจำเลยเพียง ๖๓,๐๐๐ บาท ค้างชำระดอกเบี้ย ๙๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับตามที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม ๑๘๐,๔๑๐ บาท นอกจากนั้นโจทก์ได้ร้องเรียนต่อกรมอัยการกล่าวอ้างว่าโจทก์กู้เงินจำเลย ๘๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ. ๓ ข้อเท็จจริงจึงไม่แน่ชัดว่าโจทก์ค้างชำระเงินต้นเท่าใดและดอกเบี้ยเท่าใด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา ๑๘๐,๔๑๐ บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง ต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าว เมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน ๑๘๐,๔๑๐ บาท แก่จำเลย มิใช่ ๖๓,๐๐๐ บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย แต่เนื่องจากจำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง ๑๘๐,๐๐๐ บาท ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 154 ม. 155 ม. 172 วรรคสอง ม. 406 ม. 456 ม. 491
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหล่อ ชื่นชอบ
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิโรจน์ สัพบัญญูวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2544
#41151
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติไว้ว่าผู้อุทธรณ์จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ถ้าจะไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาก็ต้องหาประกันให้ไว้ต่อศาลแต่ทรัพย์สินที่จำนองในคดีนั้นมิใช่หลักประกันที่ให้ไว้ต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยและไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน427,953.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.25 ต่อปีของต้นเงิน384,496.09 บาท และร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 572 บาทนับแต่วันที่ 25 เมษายน 2541 (วันถัดจากวันฟ้อง) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 31693 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ว่าจำเลยอุทธรณ์โดยไม่นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาใหม่จึงไม่ต้องนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลและยังไม่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันเนื่องจากจำเลยมีหลักประกันจำนองสามารถบังคับเอากับหลักประกันได้อยู่แล้วขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าจะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ถ้าจะไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ผู้อุทธรณ์ก็ต้องหาประกันให้ไว้ต่อศาล ซึ่งทรัพย์สินที่จำนองในคดีนี้ก็หาใช่หลักประกันที่ให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายทวีวัฒน์ จริยเศรษฐพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2544
#69197
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ป.วิ.พ. มาตรา 234 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าจะต้องนำค่า ฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ถ้าจะไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ผู้อุทธรณ์ก็ต้องหาประกันให้ไว้ต่อศาล ซึ่งทรัพย์สินที่จำนองในคดีนี้หาใช่หลักประกันที่ให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ไม่ เมื่อจำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยและไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๒๗,๙๕๓.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕.๒๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๘๔,๔๙๖.๐๙ บาท และร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๕๗๒ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๑ (วันถัดจากวันฟ้อง) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๖๙๓ ตำบลสีกัน อำเภอดอนเมือง (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ว่า จำเลยอุทธรณ์โดยไม่นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาใหม่จึงไม่ต้องนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลและยังไม่ต้องนำเงินมาชำระ ตามคำพิพากษาหรือหาประกันเนื่องจากจำเลยมีหลักประกันจำนองสามารถบังคับเอากับหลักประกันได้อยู่แล้ว ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและนำเงินมาชำระ ตามคำพิพากษา ถ้าจะไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษา ผู้อุทธรณ์ก็ต้องหาประกันให้ไว้ต่อศาล ซึ่งทรัพย์สินที่จำนองในคดีนี้ก็หาใช่หลักประกันที่ให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทวีวัฒน์ จริยเศรษฐพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2702/2544
#41150
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระคลาดเคลื่อนไป แต่จำเลยก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งจำนวนเงินดังกล่าวได้ จึงไม่เป็นเหตุให้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ

จำเลยจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น การที่หนี้ดังกล่าวขาดอายุความ และจำเลยสละประโยชน์แห่งอายุความเป็นกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนฟ้องย้อนหลังไปมีกำหนด 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2528 จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 114218 แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้ค่าสินค้าของห้างเพาเวอร์สแมชินเนอรี่ จำนวน 363,605 บาท โดยจำเลยตกลงจะชำระเงินและไถ่ถอนจำนองภายในวันที่ 26 กันยายน 2529 แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 10พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 800,000 บาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน2538 เมื่อครบกำหนดจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 836,493.15 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 114218 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยจำนองที่ดินแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ค่าสินค้าของห้างเพาเวอร์สแมชินเนอรี่ เมื่อหนี้ค่าสินค้าขาดอายุความแล้ว จำเลยซึ่งค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดด้วยอย่างไรก็ตามสัญญาจำนองไม่ได้ตกลงไว้ให้คิดดอกเบี้ย โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 5 ปี จำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ตามฟ้องและจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองจากโจทก์ หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองตามเอกสารท้ายฟ้องมิใช่หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองในคดีนี้ เนื่องจากจำเลยไม่เคยจำนองที่ดินในวันที่ 17กันยายน 2522 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 363,605 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 114218 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่พอชำระหนี้เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน363,605 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เฉพาะดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องให้จำเลยชำระไม่เกิน 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 26กันยายน 2528 จำเลยได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 114218 ตำบลดอกไม้(บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในวงเงิน363,605 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อสินค้าของห้างพาวเวอร์สแมชินเนอรี่ กำหนดไถ่ถอนจำนองวันที่ 26 กันยายน 2529 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.3 จำเลยและห้างพาวเวอร์สแมชินเนอรี่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2538จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตกลงชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 800,000 บาท ภายในวันที่ 30มิถุนายน 2538 ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตามหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.6และใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.7 แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์พิมพ์วันที่ของสัญญาจำนองผิดไปและขอบังคับชำระหนี้จากวันที่พิมพ์สัญญาผิดคือบังคับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2522 คิดถึงวันที่ 9 มกราคม2539 เป็นเงิน 924,888 บาท ตามหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองเอกสารหมาย จ.6 ความจริงจำเลยทำสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2528 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ทวงถามเกินไปถึง 6 ปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่ถูกต้อง การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ถูกต้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระคลาดเคลื่อนไปนั้น จำเลยก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งจำนวนเงินดังกล่าวได้ หาเป็นเหตุให้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์คิดดอกเบี้ยให้โจทก์ก่อนวันฟ้องไม่เกิน 5 ปี ถูกต้องหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้เป็นกรณีที่จำเลยสละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/24 จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อปฏิเสธความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระได้ จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้จำเลยจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งหนี้ดังกล่าวขาดอายุความเป็นกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนฟ้องย้อนหลังไปมีกำหนด 5 ปีนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 728 ม. 745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เวลบิลท์ จำกัด
จำเลย — นาย พัลลภ ประสพ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2702/2544
#69196
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระคลาดเคลื่อนไป จำเลยก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งจำนวนเงินดังกล่าวได้ หาเป็นเหตุให้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบไม่

จำเลยจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งหนี้ดังกล่าวขาดอายุความ โจทก์ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนฟ้องย้อนหลังไปมีกำหนด 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๘๓๖,๔๙๓.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๒๑๘ ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยจำนองที่ดินแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ค่าสินค้าของห้างเพาเวอร์สแมชินเนอรี่ เมื่อหนี้ค่าสินค้าขาดอายุความแล้ว จำเลยซึ่งค้ำประกันย่อมหลุดพ้นความรับผิดด้วย สัญญาจำนองไม่ได้ตกลงไว้ให้คิดดอกเบี้ย โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน ๕ ปี จำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง และจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองจากโจทก์ หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองตามเอกสารท้ายฟ้องมิใช่หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนองในคดีนี้ เนื่องจากจำเลยไม่เคยจำนองที่ดินในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๖๓,๖๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๒๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๒๑๘ ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๖๓,๖๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๒๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องให้จำเลยชำระไม่เกิน ๕ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๘ จำเลยได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๔๒๑๘ ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ในวงเงิน ๓๖๓,๖๐๕ บาท เพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อสินค้าของห้างพาวเวอร์สแมชินเนอรี่ กำหนดไถ่ถอนจำนองวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๙ จำเลยและห้างพาวเวอร์สแมชินเนอรี่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๘ จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตกลงชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๘ เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์พิมพ์วันที่ของสัญญาจำนองผิดไปและขอบังคับชำระหนี้จากวันที่พิมพ์สัญญาผิดคือบังคับตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ คิดถึงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นเงิน ๙๒๔,๘๘๘ บาท ความจริงจำเลยทำสัญญาจำนองเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๘ โจทก์ทวงถามเกินไปถึง ๖ ปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่ถูกต้อง การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ถูกต้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยระบุจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระคลาดเคลื่อนไปนั้น จำเลยก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งจำนวนเงินดังกล่าวได้ หาเป็นเหตุให้การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบไม่

ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์คิดดอกเบี้ยให้โจทก์ก่อนวันฟ้องไม่เกิน ๕ ปี ถูกต้องหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้เป็นกรณีที่จำเลยสละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๔ จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อปฏิเสธความรับผิดในเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระได้ จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้จำเลยจำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งหนี้ดังกล่าวขาดอายุความ เป็นกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๔๕ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนฟ้องย้อนหลังไปมีกำหนด ๕ ปี

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 728 ม. 745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวลบิลท์ จำกัด
จำเลย — นายพัลลภ ประสพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2691/2544
#41149
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 257,565 บาทแก่จำเลยแล้วยังพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 454,400 บาท แก่โจทก์ด้วยดังนี้ หากต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์และเป็นผลให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วจำเลยกลับมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์อีก จำเลยย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 454,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 257,565 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยกับให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดระยะเวลาจึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์สั่งคำร้องทั้งสองฉบับว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์มิได้นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นนั้น สืบเนื่องจากเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้แพ้คดีจะต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษา หากผู้แพ้คดีจะให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่กระบวนการในการบังคับคดีย่อมต้องล่าช้าไป โดยเฉพาะหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ชนะคดีอาจต้องเสียประโยชน์เพราะความล่าช้าดังกล่าวโดยมิใช่ความผิดของตน จึงควรให้ผู้ชนะคดีมีหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษา มิฉะนั้น ผู้แพ้คดีอาจใช้บทบัญญัติของกฎหมายในส่วนนี้เพื่อประวิงการบังคับคดี แต่คดีนี้นอกจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 257,565 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นยังพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 454,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วยดังนี้ หากต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์และเป็นผลให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วจำเลยยังกลับมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์อีกจำเลยย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แต่ประการใด จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเหตุดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่แล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแกรนด์ โอเรียนตัล เดเวลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นายสมชาย โภชกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2691/2544
#91343
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ป.วิ.พ. มาตรา 234 บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นนั้น สืบเนื่องจากเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้แพ้คดีจะต้องถูกบังคับคดีตาม คำพิพากษา หากผู้แพ้คดีจะให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ กระบวนการในการบังคับคดีย่อมต้องล่าช้าไป โดยเฉพาะหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ชนะคดีอาจต้องเสียประโยชน์เพราะความล่าช้าดังกล่าวโดยมิใช่ความผิดของตน จึงควรให้ผู้ชนะคดีมีหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษา มิฉะนั้น ผู้แพ้คดีอาจใช้บทบัญญัติของกฎหมายในส่วนนี้เพื่อประวิงการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 257,565 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 454,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย หากต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์และเป็นผลให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษาระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว จำเลยยังกลับมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์อีก จำเลยย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษา มาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๕๔,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๕๗,๕๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลอ่านคำพิพากษาวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ๓๐ วัน จึงครบกำหนดวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ (วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ) พ้นกำหนดระยะเวลาจึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตไม่นำเงินมาชำระ ตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์สั่งคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ทำนองเดียวกันว่าโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ โจทก์จะอ้างเหตุตามคำร้องไม่ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยก คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์มิได้นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือ หาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ ต่อศาลชั้นต้นนั้น สืบเนื่องจากเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ผู้แพ้คดีจะต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษา หากผู้แพ้คดีจะให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ กระบวนการในการบังคับคดีย่อมต้องล่าช้าไป โดยเฉพาะหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ชนะคดีอาจต้องเสียประโยชน์เพราะความล่าช้าดังกล่าวโดยมิใช่ความผิดของตน จึงควรให้ผู้ชนะคดีมีหลักประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษา มิฉะนั้น ผู้แพ้คดีอาจใช้บทบัญญัติของกฎหมายในส่วนนี้เพื่อประวิงการบังคับคดี แต่คดีนี้นอกจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๕๗,๕๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นยังพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๕๔,๔๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำเสร็จแก่โจทก์ด้วย ดังนี้ หากต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์และเป็นผลให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อหักลบกลบหนี้ตาม คำพิพากษาระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว จำเลยยังกลับมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์อีก จำเลยย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แต่ประการใด จึงไม่มีเหตุที่จะให้โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่แล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แกรนด์ โอเรียนตัล เดเวลอปเม้นท์ จำกัด
จำเลย — นายสมชาย โภชกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางเรณี อิบราฮิม
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2683/2544
#69629
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อและรับมอบรถที่เช่าซื้อไปจากโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน 24 งวด จำเลยที่ 1 ก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทน แต่เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระค่าเช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาในงวดที่ 1 ถึงที่ 3 และงวดที่ 5 ถึงที่ 7 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อย่อมได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา ส่วนที่โจทก์ได้รับชำระค่าเช่าซื้อไปแล้วเพียงใด และโจทก์นำรถที่เช่าซื้อไปให้บุคคลภายนอกเช่าซื้อในราคาเท่าใด เป็นข้อพิจารณาในชั้นกำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนที่พอสมควร

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระและนำสืบว่าค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ 6 งวดเป็นเงิน 900,000 บาท ที่โจทก์นำสืบด้วยว่าหากโจทก์นำรถที่เช่าซื้อออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เป็นการนำสืบให้เห็นถึงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินของโจทก์อีกทางหนึ่ง จึงหาเป็นการนำสืบนอกคำฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นายสมชาย เลิศอริยานันท์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ลงลายมือชื่อประทับตราสำคัญของบริษัทมอบอำนาจให้นางอภิสร เพียศักดิ์ ฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถเกลี่ยดินจากโจทก์ในราคา ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน รวม ๒๔ งวด งวดที่ ๑ ถึงที่ ๔ งวดละ ๑๗๕,๐๐๐ บาท งวดที่ ๕ ถึงที่ ๒๔ งวดละ ๑๒๕,๐๐๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๘ มีจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๔ เพียงงวดเดียวยังเป็นหนี้ค่าเช่าซื้อ ๖ งวด เป็นเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถที่เช่าซื้อกลับคืนมาเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อไปหาประโยชน์เป็นเวลา ๘ เดือน หากโจทก์นำไปรับจ้างจะได้ค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับเป็นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อ ที่ค้างชำระเป็นเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าเสียหายค่าซ่อมรถที่เช่าซื้อให้กลับคืนในสภาพเดิม จำเลยที่ ๑ ได้ชำระเงิน ค่าเช่าซื้อมาบ้างแล้วและโจทก์ได้รับรถที่เช่าซื้อกลับคืนมา โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายจากค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระเพียงอย่างเดียวเป็นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถเกลี่ยดินไปจากโจทก์ในราคา ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินวันทำสัญญา ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือนรวม ๒๔ งวด งวดที่ ๑ ถึงที่ ๔ งวดละ ๑๗๕,๐๐๐ บาท งวดที่ ๕ ถึงที่ ๒๔ งวดละ ๑๒๕,๐๐๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๘ โดยมีจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๔ และ จ. ๕ จำเลยที่ ๑ ออกเช็คชำระค่าเช่าซื้อทั้ง ๒๔ งวด ให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดโจทก์ได้เรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าเรียกเก็บเงินตามเช็คได้เฉพาะค่าเช่าซื้องวดที่ ๔ ส่วนเช็คชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑ ถึง ๓ และงวดที่ ๕ ถึงที่ ๗ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ โจทก์ได้รับรถที่เช่าซื้อคืน และโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยทั้งสามแล้วโจทก์นำรถที่เช่าซื้อไปให้บุคคลภายนอกเช่าซื้อได้ราคาต่ำกว่าที่ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์นำรถที่เช่าซื้อไปให้บุคคลภายนอกเช่าซื้อในราคาต่ำกว่าที่ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ไปแล้ว ๓๗๕,๐๐๐ บาท และตามคำฟ้องโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเฉพาะค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระ แต่โจทก์กลับนำสืบว่าโจทก์ขาดประโยชน์จากการที่จำเลยที่ ๑ นำรถที่เช่าซื้อไปใช้เป็นเวลา ๘ เดือน เป็นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กลับวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามรับผิดในค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์พึงจะได้รับจากการนำรถที่เช่าซื้อออกให้เช่า จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อและรับมอบรถที่เช่าซื้อไปจากโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ ๑ จะชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ๒๔ งวด จำเลยที่ ๑ ก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทน แต่เช็คที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายชำระค่าเช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาในงวดที่ ๑ ถึงที่ ๓ และงวดที่ ๕ ถึงที่ ๗ ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระค่าเช่าซื้อ ๖ งวดดังกล่าว โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อย่อมได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา ส่วนที่โจทก์ได้รับชำระค่าเช่าซื้อไปแล้วเพียงใด และโจทก์นำรถที่เช่าซื้อไปให้บุคคลภายนอกเช่าซื้อในราคาเท่าใดเป็นข้อพิจารณาในชั้นกำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนที่พอสมควรเท่านั้น โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระ และโจทก์ก็นำสืบแล้วว่าค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระ ๖ งวด เป็นเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์นำสืบด้วยว่าหากโจทก์นำรถที่เช่าซื้อออกให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เป็นการนำสืบให้เห็นถึงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินของโจทก์อีกทางหนึ่ง จึงหาเป็นการนำสืบนอกคำฟ้องไม่ แต่การกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ โดยถือเกณฑ์ที่โจทก์นำสืบว่า การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนเป็นเวลา ๘ เดือน โจทก์ย่อมขาดประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากการนำรถที่เช่าซื้อออกให้เช่าเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นั้นไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์เรียกค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ๖ งวด ปัญหาว่าค่าเสียหายของโจทก์ควรจะเป็นเท่าใด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ครอบครองรถที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑ ถึงที่ ๓ และงวดที่ ๕ ถึงที่ ๗ เป็นเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท แม้จำเลยที่ ๑ จะชำระค่าเช่าซื้อไปแล้ว ๓๗๕,๐๐๐ บาท และโจทก์นำรถที่เช่าซื้อไปให้บุคคลภายนอกเช่าซื้อในราคาต่ำกว่าที่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายที่เพิ่งได้รับค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อรายใหม่หลังจากได้รับรถที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ ๑ ประกอบกับนายอภิสรผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ยืนยันว่าโจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถที่เช่าซื้อประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเย็นอานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางรัชนี สุขใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2680/2544
#43328
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเงินมาวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเนื่องจากยังมีผู้เช่านาทำประโยชน์และผู้เช่านาประสงค์จะซื้อที่ดินดังกล่าว ในวันนัดพร้อมจำเลยแถลงไม่คัดค้านที่โจทก์จะขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไป แม้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม เมื่อจำเลยมาศาลและไม่คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นการสั่งโดยชอบ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่จำเลยจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 795 เลขที่ดิน 6 ตำบลบึงทองหลางอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนเนื้อที่ 60 ไร่ 20 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองและใช้ค่าเสียหาย คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าที่ดินซึ่งยังเหลือจำนวน 1,080,000 บาทแก่จำเลยขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีสาขาธัญบุรี ค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนที่ดินให้หักจากเงินดังกล่าวหากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 250,000 บาท โดยให้หักจากเงินค่าที่ดินซึ่งโจทก์ทั้งสองชำระแก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองได้โดยปลอดจากภาระติดพันแล้วให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก วันที่ 22 มิถุนายน 2538 จำเลยนำเงินจำนวน812,602.50 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองได้เนื่องจากยังมีผู้เช่านาทำประโยชน์อยู่และผู้เช่านาประสงค์จะซื้อที่ดินดังกล่าว วันที่ 9 พฤษภาคม2539 โจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวน 812,602.50 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ที่เหลือได้แก่ค่าธรรมเนียมและค่าภาษีต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นเงิน2,903,783 บาท ค่าเสียหาย 250,000 บาท ค่าขึ้นศาล 63,175 บาทและค่าทนายความ 20,000 บาท โดยหักค่าที่ดินที่ค้างแล้ว จำเลยยังค้างชำระเงินอีก 2,156,958 บาท และวันที่ 2 ตุลาคม 2540 จำเลยยื่นคำแถลงขอรับเงินจำนวนที่จำเลยนำมาวางศาลนั้นคือโดยอ้างว่าหมดภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นนัดพร้อมวันที่ 26 พฤศจิกายน2540 ถึงวันนัดศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าสอบคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว จำเลยแถลงไม่คัดค้านที่โจทก์ทั้งสองจะขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 812,602.50 บาทจึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองรับเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2540 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยวางศาลจำนวน 812,602.50 บาทไปโดยผิดหลง ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ทั้งสองรับเงินจำนวน812,602.50 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26พฤศจิกายน 2540

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยมาศาลและทราบรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เกินระยะเวลา 8 วันนับแต่วันทราบ จึงไม่สามารถจะยื่นคำร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27วรรคสอง ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยจะขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองรับเงินจำนวน812,602.50 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 795 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าที่ดินที่ยังเหลือจำนวน 1,080,000 บาท ให้แก่จำเลย ค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนที่ดิน ให้หักจากเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งหมายถึงว่าจำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสิ้นเมื่อปรากฏว่าค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเป็นเงิน 2,903,783 บาท รวมค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยจะต้องชำระตามคำพิพากษาโดยหักค่าที่ดินที่เหลือที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแล้ว จำเลยยังคงเป็นหนี้อีก2,156,958 บาท โจทก์ทั้งสองได้ขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลชั้นต้นจำนวน 812,602.50 บาท แม้จะเป็นเงินที่จำเลยนำมาวางศาลโดยอ้างว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 795 เนื่องจากยังมีผู้เช่านาทำประโยชน์ และผู้เช่านาประสงค์จะซื้อที่ดินดังกล่าว แต่เมื่อศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลดังกล่าวโจทก์ทั้งสองและจำเลย กับทนายความจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้วจำเลยแถลงไม่คัดค้านที่โจทก์ทั้งสองจะขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองรับเงินจำนวนดังกล่าวไป แม้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม แต่ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาคดี จำเลยมาศาลเจ้าหน้าที่ศาลไม่ได้ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเพราะหลงลืมซึ่งศาลชั้นต้นสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่นั้นว่า ในวันนั้นจำเลยมาศาลข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าในวันนัดพร้อมดังกล่าว จำเลยมาศาล ดังนั้นเมื่อโจทก์ทั้งสองขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระตามคำพิพากษาโดยจำเลยไม่คัดค้าน การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นการสั่งโดยชอบ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่จำเลยจะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธนัญ ปุณวัฒนวิทย์ กับพวก
จำเลย — นาง หนะ บำเพ็ญ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2544
#41148
เปิดฉบับเต็ม

การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ เมื่อคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้วเพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จและได้รับในวันนั้น จึงเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา107,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 27,000 บาท และรายเดือนเดือนละ 3,000 บาท นับแต่ฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้มีกำหนดให้เรียกได้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันพิพากษาโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 29พฤศจิกายน 2542

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2542 อ้างว่าโจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว แต่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ และได้รับในวันนั้น จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือนนับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ ได้อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดว่าโจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จและได้รับในวันนั้นจึงเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายสมหวัง พลประทิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2544
#45646
เปิดฉบับเต็ม

การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ เมื่อคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ได้อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดว่าโจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จและได้รับในวันนั้น จึงเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 107,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 27,000 บาท และรายเดือนเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนทั้งนี้มีกำหนดให้เรียกได้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันพิพากษาโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2542 อ้างว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว แต่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ และได้รับในวันนั้นจึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยมิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ได้อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จและได้รับในวันนั้น จึงเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมหวัง พลประทิน ที่ 1 นาย กิ้มฉอย จันทรานุสนธิ์ ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2679/2544
#69195
เปิดฉบับเต็ม

การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ เมื่อคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ได้อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จและได้รับในวันนั้น จึงเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๑๐๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ ๒๗,๐๐๐ บาท และรายเดือนเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้มีกำหนดให้เรียกได้ไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันพิพากษาโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว แต่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ และได้รับในวันนั้นจึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก ๑ เดือน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ ได้อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จและได้รับในวันนั้น จึงเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิ่งพิมพ์แล้วเสร็จ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์ ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ฟัง.

นางสาวอังคณา สินเกษม ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปสร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด
1 — นายสมหวัง พลประทิน ที่
2 — นายกิ้มฉอย จันทรานุสนธิ์ ที่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
วิเทพ ศิริพากย์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2544
#41147
เปิดฉบับเต็ม

ใบแต่งทนายความของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแรงงานระบุว่าให้ทนายโจทก์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ด้วย เช่น การประนีประนอมยอมความทนายโจทก์จึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์แม้สัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีอาญา และถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ และโจทก์จำเลยต่างจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีกไม่ว่าทางแพ่งหรืออาญา และคดีอาญาดังกล่าวมิใช่คดีแรงงาน แต่ในใบแต่งทนายดังกล่าวมอบหมายให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้โดยมิได้จำกัดไว้แต่เฉพาะคดีแรงงานเท่านั้น และข้อตกลงดังกล่าวก็เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่พิพาทกันในคดีแรงงาน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 38 มิได้จำกัดให้ศาลแรงงานต้องไกล่เกลี่ยได้แต่เฉพาะคดีแรงงาน ศาลแรงงานจึงพิพากษาตามยอมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและโบนัสบำเหน็จพร้อมทั้งดอกเบี้ยรวมจำนวน 128,625 บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและขาดงาน ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 20 มิถุนายน 2543มีทนายโจทก์และนายสุวิทย์ สุธรรมบุตร ผู้รับมอบอำนาจจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท และจำเลยหรือนายสุวิทย์จะถอนคำร้องทุกข์หรือการแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาใด ๆ แก่โจทก์ทุกเรื่องให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน ส่วนโจทก์จะถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 371/2541 ของศาลจังหวัดเชียงราย ที่โจทก์ฟ้องนายสุวิทย์เป็นจำเลย และหรือถอนฟ้องถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ ไม่ว่าต่อบริษัทจำเลยหรือกรรมการคนหนึ่งคนใดของจำเลยให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน และโจทก์จำเลยต่างจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีกไม่ว่าทางแพ่งหรืออาญาศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 371/2541 ของศาลจังหวัดเชียงราย ถอนฟ้องถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ และจำเลยจะถอนคำร้องทุกข์หรือแจ้งความคดีอาญาใด ๆ แก่โจทก์ทุกเรื่องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 และข้อ 3 เป็นการจำกัดสิทธิฟ้องร้องบุคคลผู้กระทำความผิดอาญาเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทนายโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไปนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายให้ว่าความคดีแรงงานเท่านั้น ข้อตกลงตามข้อ 2ข้อ 3 และข้อ 5 ในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่การยอมความกันในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)มาตรา 138 คำพิพากษาตามยอมของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบนั้นเห็นว่า ในใบแต่งทนายความของโจทก์ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2542ระบุไว้ชัดว่าให้ทนายโจทก์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ด้วย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความทนายความโจทก์จึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแทนโจทก์ แม้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2มีข้อตกลงว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 371/2541ของศาลจังหวัดเชียงราย และถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆและสัญญาข้อ 5 ว่า โจทก์จำเลยต่างจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีกไม่ว่าทางแพ่งหรืออาญา แม้คดีอาญาดังกล่าวมิใช่คดีแรงงานและโจทก์แต่งตั้งทนายให้ว่าความคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแรงงานก็ตามแต่ในใบแต่งทนายความของโจทก์ดังกล่าวมอบหมายให้ทนายโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทได้โดยมิได้จำกัดไว้แต่เฉพาะคดีแรงงานเท่านั้นและข้อตกลงตามข้อ 2ข้อ 3 และข้อ 5 ก็เกี่ยวเนื่องกับข้อตกลงข้อ 1 เป็นประเด็นที่พิพาทกันในคดีแรงงาน ประกอบกับโจทก์ในคดีอาญามีอำนาจถอนฟ้องได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือก่อนคดีถึงที่สุดแล้วแต่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 ดังนั้นข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นอกจากนี้ในการพิจารณาคดีแรงงานจะต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยตั้งแต่แรกที่คู่ความมาพร้อมกันแล้วและไกล่เกลี่ยตลอดไปจนเสร็จการพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 38 และมาตรา 43 โดยเฉพาะมาตรา 38 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่าให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน โดยให้ถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันได้โดยมิได้จำกัดให้ศาลแรงงานต้องไกล่เกลี่ยได้แต่เฉพาะคดีแรงงานดังจำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 62 ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 38 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปวัน อภิชัยชาญกุล
จำเลย — บริษัทปัญจคุณ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2544
#69194
เปิดฉบับเต็ม

ใบแต่งทนายความของโจทก์ ในคดีแรงงานระบุไว้ชัดว่าให้ทนายโจทก์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ด้วย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ ทนายความโจทก์จึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ได้ แม้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแรงงานจะมีข้อตกลงด้วยว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีอาญาของศาลจังหวัดเชียงราย และถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ และสัญญาว่าโจทก์จำเลยต่างจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีก ไม่ว่าทางแพ่งหรืออาญาก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวทำนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมาย เพราะตามใบแต่งทนายความมิได้จำกัดไว้แต่เฉพาะคดีแรงงานเท่านั้น ทั้งข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวเนื่องกับข้อตกลงซึ่งเป็นประเด็นที่พิพาทกันในคดีแรงงาน

โจทก์ในคดีอาญามีอำนาจถอนฟ้องได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือก่อนคดีถึงที่สุดแล้วแต่กรณี ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 35 ข้อตกลงว่าโจทก์จะถอนฟ้องและถอนคำร้องทุกข์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ในการพิจารณาคดีแรงงานศาลจะต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยตั้งแต่แรกที่คู่ความมาพร้อมกันแล้วและไกล่เกลี่ยตลอดไปจนเสร็จการพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 38 และมาตรา 43 บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันได้โดยมิได้จำกัดให้ศาลแรงงานต้องไกล่เกลี่ยได้แต่เฉพาะคดีแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและโบนัสหรือบำเหน็จพร้อมทั้งดอกเบี้ยรวมจำนวน ๑๒๘,๖๒๕ บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตและกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและขาดงาน ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ มีทนายโจทก์และนายสุวิทย์ สุธรรมบุตร ผู้รับมอบอำนาจจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท และจำเลยหรือนายสุวิทย์ จะถอนคำร้องทุกข์หรือการแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาใด ๆ แก่โจทก์ทุกเรื่องให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน ส่วนโจทก์จะถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๓๗๑/๒๕๔๑ ของศาลจังหวัดเชียงราย ที่โจทก์ฟ้องนายสุวิทย์เป็นจำเลยและหรือถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ ไม่ว่าต่อบริษัทจำเลยและหรือกรรมการคนหนึ่งคนใดของจำเลยให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน และโจทก์จำเลยต่างจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีกไม่ว่าทางแพ่งหรืออาญา ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๗๑/๒๕๔๑ ของศาลจังหวัดเชียงราย ถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ และจำเลยจะถอนคำร้องทุกข์หรือแจ้งความคดีอาญาใด ๆ แก่โจทก์ทุกเรื่องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๒ และข้อ ๓ เป็นการจำกัดสิทธิฟ้องร้องบุคคลผู้กระทำผิดอาญาเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทนายโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไปนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายให้ว่าความคดีแรงงานเท่านั้น ข้อตกลงตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕ ในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่การยอมความกันในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) มาตรา ๑๓๘ คำพิพากษาตามยอมของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในใบแต่งทนายความของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๒ ได้ระบุไว้ชัดว่าให้ทนายโจทก์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของโจทก์ด้วยเช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ ทนายความโจทก์จึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแทนโจทก์ แม้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ มีข้อตกลงว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๓๗๑/๒๕๔๑ ของศาลจังหวัดเชียงรายและถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ในคดีอื่น ๆ และสัญญาข้อ ๕ ว่าโจทก์จำเลยต่างจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ ต่อกันอีก ไม่ว่าทางแพ่งหรืออาญา แม้คดีอาญาดังกล่าวมิใช่คดีแรงงานและโจทก์แต่งตั้งทนายให้ว่าความคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแรงงานก็ตาม แต่ในใบแต่งทนายความของโจทก์ดังกล่าวมอบหมายให้ทนายโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทได้โดยมิได้จำกัดไว้แต่เฉพาะคดีแรงงานเท่านั้นและข้อตกลงตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕ ก็เกี่ยวเนื่องกับข้อตกลงข้อ ๑ ซึ่งเป็นประเด็นที่พิพาทกันในคดีแรงงาน ประกอบกับโจทก์ในคดีอาญามีอำนาจถอนฟ้องได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือก่อนคดีถึงที่สุดแล้วแต่กรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ ดังนั้นข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นอกจากนี้ในการพิจารณาคดีแรงงานศาลจะต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยตั้งแต่แรกที่คู่ความมาพร้อมกันแล้วและไกล่เกลี่ยตลอดไปจนเสร็จการพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๘ และมาตรา ๔๓ โดยเฉพาะมาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน โดยให้ถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันได้โดยมิได้จำกัดให้ศาลแรงงานต้องไกล่เกลี่ยได้แต่เฉพาะคดีแรงงานดังจำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นายสมจิตร์ ทองศรี ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 151
ป.วิ.พ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 35
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 38 ม. 43
ชื่อคู่ความ
อภิชัยชาญกุล — นางสาวปวัน
จำกัด — บริษัทปัญจคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา