คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2544
#69206
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งป.วิ.อ. ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ และป.วิ.อ.มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฎว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗,๘๓,๙๑

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา๒๗๗วรรคสาม ๓๑๗วรรคสาม, ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกรทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยซึ่งอายุ ๑๕ ปีเศษ จำเลยที่๒อายุ ๑๔ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประะมวลกฎหมายอาญามาตรา๗๕ ประกอบด้วยมาตรา๕๓ แล้ว ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดาให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒ ปี ๖ เดือน ฐานกระทำชำเราให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒๕ ปี รวมให้ลงโทษจำคุกคนละ ๒๗ ปี ๖ เดือน คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ ๑๘ ปี ๔ เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค๙ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๗วรรคสามประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑ ปี ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค๙พิพากษายืนคดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา๒๑๘วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค๙ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการจับจำเลยทั้งสองไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับและเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่าการจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้ระทำผิดมาฟ้องลงโทษและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา๑๒๐บัญญัติว่าห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฏว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ตวรจร่างฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายคติพจน์ เพชรศรีกับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้น -
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายธราธร ศิลปโอสถ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2544
#41162
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย2 ครั้ง ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังกายตบตีและใช้ไม้ท่อน 1 ท่อน เป็นอาวุธตีผู้เสียหายถูกบริเวณต้นแขนซ้ายทำให้กระดูกต้นแขนซ้ายหักเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297(8)) จำคุก4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ผู้เสียหาย โดยใช้มือตบหน้า 2 ครั้ง และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสกระดูกต้นแขนซ้ายหัก ต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยโกรธผู้เสียหายที่จะเอาโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยวคืนได้ตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ผู้เสียหายเดินไปที่ร้านค้าซึ่งอยู่ข้างบ้านของจำเลย จำเลยเดินตามไปดึงผู้เสียหายกลับแล้วใช้ไม้ยาว 1 ศอกตีผู้เสียหายถูกบริเวณไหล่ด้านซ้าย เห็นว่า โจทก์มีเพียงผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานปากเดียว ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม้ที่อ้างว่าจำเลยใช้ตีก็ไม่ได้ยึดมาเป็นของกลาง ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เกลี้ยงอุทธา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าหลังจากผู้เสียหายมาแจ้งความพยานได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งตามบันทึกการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 10 ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปว่า ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยเรื่องโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยว จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บโดยมิได้บันทึกว่าจำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายแต่ประการใด ซึ่งหากจำเลยกระทำเช่นนั้นผู้เสียหายย่อมจะแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ทราบและร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ก็น่าจะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปถึงกรณีดังกล่าวไว้ การที่กระดูกต้นแขนซ้ายของผู้เสียหายหักอาจเกิดจากผู้เสียหายวิ่งล้มลงดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227วรรคสอง ข้อเท็จจริงคงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวมากน้อยเพียงใด จึงฟังได้เพียงว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนสาเหตุที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหายนั้นจำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นเหตุให้จำเลยโกรธจึงได้ตบหน้าผู้เสียหาย จำเลยมีนายชอบ กิ่งอินทร์กับนางสาวดวงอมร ธรรมเสนา เบิกความสนับสนุน ซึ่งผู้เสียหายเองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าได้พูดกล่าวหาเช่นนั้นจริง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยนำสืบ การที่ผู้เสียหายกล่าวหามารดาจำเลยเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมการที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษปรับ 600 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 300 บาทจำเลยต้องขังมาเกินโทษปรับแล้วให้ปล่อยตัวไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย พรพิทักษ์ ธรรมเสนา
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2544
#45647
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้มือตบหน้าเพียง 2 ครั้งส่วนการที่กระดูกต้นแขนซ้ายของผู้เสียหายหักอาจเกิดจากผู้เสียหายวิ่งล้มลง มิได้เกิดจากจำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายดังที่โจทก์อ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวมากน้อยเพียงใด จึงฟังได้เพียงว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 และการที่ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2ครั้ง ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ ผู้เสียหาย โดยใช้มือตบหน้า 2 ครั้งและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสกระดูกต้นแขนซ้ายหักต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยโกรธผู้เสียหายที่จะเอาโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยวคืน ได้ตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ผู้เสียหายเดินไปที่ร้านค้าซึ่งอยู่ข้างบ้านของจำเลย จำเลยเดินตามไปดึงผู้เสียหายกลับแล้วใช้ไม้ยาว 1 ศอก ตีผู้เสียหายถูกบริเวณไหล่ด้านซ้าย เห็นว่าโจทก์มีเพียงผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานปากเดียว ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม้ที่อ้างว่าจำเลยใช้ตีก็ไม่ได้ยึดมาเป็นของกลาง ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เกลี้ยงอุทธา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าหลังจากผู้เสียหายมาแจ้งความพยานได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 10 ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปว่า ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยเรื่องโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยว จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บ โดยมิได้บันทึกว่าจำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายแต่ประการใด ซึ่งหากจำเลยกระทำเช่นนั้น ผู้เสียหายย่อมจะแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ทราบและร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ก็น่าจะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปถึงกรณีดังกล่าวไว้ การที่กระดูกต้นแขนซ้ายของผู้เสียหายหักอาจเกิดจากผู้เสียหายวิ่งล้มลงดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองข้อเท็จจริงคงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวมากน้อยเพียงใดจึงฟังได้เพียงว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนสาเหตุที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหายนั้น จำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นเหตุให้จำเลยโกรธจึงได้ตบหน้าผู้เสียหายจำเลยมีนายชอบ กิ่งอินทร์ กับนางสาวดวงอมรธรรมเสนา เบิกความสนับสนุนซึ่งผู้เสียหายเองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าได้พูดกล่าวหาเช่นนั้นจริง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยนำสืบ การที่ผู้เสียหายกล่าวหามารดาจำเลยเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้งในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษปรับ 600 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงปรับ 300 บาท จำเลยต้องขังมาเกินโทษปรับแล้วให้ปล่อยตัวไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายพรพิทักษ์ ธรรมเสนา
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2544
#41161
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้รับเงิน 8,150,000บาท จากผู้ร้องกับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ซึ่งหากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับผู้ร้องจะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีก 8,150,000 บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลืออีก 173,850,000 บาทไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดคำร้องดังกล่าวไม่มีผลถึงกับเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้ให้ผู้ร้อง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3624 และ 6199 ของลูกหนี้ (จำเลย) ไปตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2539 ผู้ร้องวางเงินประกันการเข้าสู้ราคา 1,000,000 บาท และเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 183,000,000 บาท ซึ่งผู้ร้องต้องวางเงินมัดจำ 45,750,000 บาท แต่ผู้ร้องเตรียมเงินไปไม่พอจึงขอขยายระยะเวลาการวางเงินมัดจำ 15 วัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ขยายได้3 วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เวลาผู้ร้องในวันเปิดทำการเพียงวันเดียวจึงรวบรวมเงินได้ไม่ทัน ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยขอให้ขยายระยะเวลาเป็น15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2539 อนุญาตให้ผู้ร้องวางเงินมัดจำได้ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม2539 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปอีกโดยอ้างว่ามีผู้ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดจึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ โดยขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งในวันดังกล่าวให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเงินเพิ่มอีกจำนวน 8,150,000 บาท ภายใน 15 วันนับแต่วันมีคำสั่งและอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 173,850,000 บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 10มกราคม 2540 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกันจำนวน1,000,000 บาท ที่ผู้ร้องวางไว้และประกาศขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ (จำเลย) ใหม่ เนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินภายในกำหนดวันที่ 9 มกราคม 2540

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงิน 8,150,000 บาท ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม2539 ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 7มกราคม 2540 จึงครบกำหนดวันที่ 22 มกราคม 2540 ในวันดังกล่าวผู้ร้องนำแคชเชียร์เช็คจำนวน 8,150,000 บาท ลงวันที่ 22 มกราคม2540 ไปชำระ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับ อ้างว่า คำสั่งลงวันที่ 25 ธันวาคม 2539 ครบกำหนดวันที่ 9 มกราคม 2540มิใช่วันที่ 22 มกราคม 2540 จึงริบเงินที่วางและประกาศขายทรัพย์ใหม่ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับเงิน 8,150,000 บาท จากผู้ร้องและดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2539 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำชับให้ผู้ร้องรอฟังคำสั่งและในคำร้องฉบับดังกล่าวผู้ร้องยืนยันว่ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ผู้ร้องมิได้รอฟังคำสั่ง ฉะนั้นการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งในวันดังกล่าวและในเวลาราชการอนุญาตให้เลื่อนการวางเงินไปอีก 15 วัน นับแต่วันที่ 25ธันวาคม 2539 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 9 มกราคม 2540จึงต้องถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกัน 1,000,000 บาท เนื่องจากผู้ร้องมิได้วางเงินในกำหนดจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องแต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่จัดการเสียเพิ่มให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 132(1)

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มอีกจำนวน8,150,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ วันที่ 7 มกราคม 2540จึงครบกำหนดวางเงินวันที่ 22 มกราคม 2540 ไม่ใช่นับแต่วันที่ 25ธันวาคม 2539 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้วางเงิน จึงขอให้เพิกถอนการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งให้รับเงิน 8,150,000 บาท จากผู้ร้องกับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นพ้องด้วยกับข้อคัดค้านของผู้ร้องดังกล่าวจะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีกเป็นเงิน 8,150,000บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 173,850,000 บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ซึ่งเมื่อถึงกำหนดเวลานั้น ผู้ร้องอาจไม่นำเงินส่วนที่เหลือจำนวน173,850,000 บาท มาวาง หรือศาลอาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามที่มีการร้องขอก็ได้ คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ร้องดังกล่าว ไม่ได้มีผลถึงกับว่าเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก)ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ไม่ใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้จำหน่ายคดี ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาคดีตามอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 1
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมชาย ตันวิจิตร กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท เก่งธนา จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นาง สมเชื้อ ปราบใหญ่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2544
#69204
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้รับเงิน 8,150,000 บาท จากผู้ร้อง กับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยจะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีกเป็นเงิน 8,150,000 บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 173,850,000 บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้มีผลเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ไม่ใช่เสียตามทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๒๔ และ ๖๑๙๙ ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ของลูกหนี้ (จำเลย) ไปตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องวางเงินประกันการเข้าสู้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา ๑๘๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ร้องต้องวางเงินมัดจำ ๔๕,๗๕๐,๐๐๐ บาท แต่ผู้ร้องเตรียมเงินไปไม่พอจึงขอขยายระยะเวลาการวางเงินมัดจำ ๑๕ วัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ขยายได้ ๓ วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เวลาผู้ร้องในวันเปิดทำการเพียงวันเดียวจึงรวบรวมเงินได้ไม่ทัน ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยขอให้ขยายระยะเวลาเป็น ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ อนุญาตให้ผู้ร้องวางเงินมัดจำได้ภายในวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๙ ต่อมาวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปอีกโดยอ้างว่ามีผู้ร้องคัดค้านการขายทอดตลาด จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ โดยขอขยายระยะเวลาการวางเงินออกไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อธิบดีกรมบังคับคดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งในวันดังกล่าวให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละ ๕ ของราคาทรัพย์ที่ซื้อ โดยวางเงินเพิ่มอีกจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันมีคำสั่งและอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกันจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผู้ร้องวางไว้และประกาศขายทอดตลาดที่ดินของลูกหนี้ (จำเลย) ใหม่ เนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินภายในกำหนดวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๐

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จึงครบกำหนดวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ในวันดังกล่าวผู้ร้องนำแคชเชียร์เช็คจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้ร้อง และดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ในวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ขอขยายระยะเวลาการวางเงินนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำชับให้ผู้ร้องรอฟังคำสั่ง และในคำร้องฉบับดังกล่าวผู้ร้องยืนยันว่ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ผู้ร้องมิได้รอฟังคำสั่ง ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งในวันดังกล่าวและในเวลาราชการอนุญาตให้เลื่อนการวางเงินไปอีก ๑๕ วัน นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๐ จึงต้องถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งริบเงินประกัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากผู้ร้องมิได้วางเงินในกำหนดจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่จัดการเสียเพิ่มให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๑)

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มอีกจำนวน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ผู้ร้องลงนามรับทราบคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๐ จึงครบกำหนดวางเงินวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๐ ไม่ใช่นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้วางเงินจึงขอให้เพิกถอนการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้รับเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท จากผู้ร้อง กับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นพ้องด้วยกับข้อคัดค้านของผู้ร้องดังกล่าว จะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินไว้ร้อยละห้าของราคาทรัพย์ที่ซื้อโดยวางเพิ่มอีกเป็นเงิน ๘,๑๕๐,๐๐๐ บาท และผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท ไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ซึ่งเมื่อถึงกำหนดเวลานั้น ผู้ร้องอาจไม่นำเงินส่วนที่เหลือจำนวน ๑๗๓,๘๕๐,๐๐๐ บาท มาวาง หรือศาลอาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามที่มีการร้องขอก็ได้ คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ร้องดังกล่าวไม่ได้มีผลถึงกับว่าเป็นการขอบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอนที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ข้อ ๒ (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย ไม่ใช่เสียตามทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยถือว่าผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่ให้จำหน่ายคดี ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาพิพากษาคดีตามอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 174 (2) ม. 246 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย ตันวิจิตร กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทเก่งธนา จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางสมเชื้อ ปราบใหญ่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมพงษ์ พาณิชปฐมพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2544
#41160
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไป ย่อมมีอำนาจกระทำได้

คดีอาญาเรื่องก่อน โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นเดียวกับคดีนี้ซึ่งคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องว่า "การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต หรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่นที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไรพิพากษายกฟ้อง" เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์ฟ้องไม่เป็นความผิด ซึ่งเป็นการยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นวิศวกรหัวหน้าผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำเลยที่ 1 เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา จำเลยที่ 2เป็นอธิการบดี จำเลยที่ 3 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ และเป็นกรรมการตรวจการจ้าง จำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการกองคลัง จำเลยที่ 5 เป็นหัวหน้างานนิติกรจำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นนิติกร จำเลยที่ 8 เป็นอาจารย์และกรรมการตรวจการจ้าง ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2ให้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเทพอินทนนท์ จำกัด ก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ ในราคา 135,900,000 บาท กำหนดจ่ายเงินเป็นงวด ๆระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2539 เวลาใดไม่ปรากฏชัด หลังจากกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ งวดที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งแปดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ทำรายงานถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะอธิการบดีว่าในการก่อสร้างงานงวดที่ 2 โจทก์สั่งแก้ไขปัญหาการตอกเสาเข็มฐานราก โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่ 3 และไม่ได้อนุมัติแก้แบบรูปและรายการตามสัญญาจ้างจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมและเกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ ความจริงแล้วการตอกเสาเข็มเสริมหรือตอกเสาเข็มเพิ่มไม่ใช่การแก้รูปแบบและรายการตามสัญญาจ้าง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเติมงานจ้างตามหลักวิชา ซึ่งโจทก์มีอำนาจสั่งให้ผู้รับจ้างปฏิบัติได้ตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งแปดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตและเป็นการทำรายงานเท็จมีเจตนาให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันควรได้ หมดโอกาสก้าวหน้าในราชการเพราะขาดความเชื่อถือในการประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมโยธา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 83, 84, 86, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2540 ของศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไปบ้างแล้ว ต่อมามีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่า ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้นเพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไป ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2540 ของศาลชั้นต้นนั้นเห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2540 โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้โดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดกล่าวหาว่าจำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งมูลคดีที่โจทก์กล่าวหาเป็นอย่างเดียวกันในคดีก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ว่า "การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริตหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไร พิพากษายกฟ้อง" เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นการยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำของจำเลยทั้งแปดว่าไม่ได้กระทำผิดและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งแปดอีกได้เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ มณีเนตร
จำเลย — นายปริญญา จินดาประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คาแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2544
#69203
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้องหรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องหรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอจะวินิจฉัยชี้ขาดได้ และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไป ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

คดีก่อนโจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้ โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 157 เช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องว่า "การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่ โดยทุจริต หรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่นที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 อย่างไร พิพากษายกฟ้อง" เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่า การกระทำของจำเลยทั้งแปดไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของการกระทำของจำเลยว่าไม่ได้กระทำผิดและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตาม ป.อ. มาตรา 157, 83, 84, 86, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2540 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไปบ้างแล้ว ต่อมามีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไป ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2540 ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 36/2540 โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้ โดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดกล่าวหาว่าจำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 157 เช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งมูลคดีที่โจทก์กล่าวหาเป็นอย่างเดียวกัน ในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ว่า "การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าเป็นการไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต หรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 อย่างไร พิพากษายกฟ้อง" เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำของจำเลยทั้งแปดว่าไม่ได้กระทำผิดและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งแปดอีกได้ เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 162 (1) ม. 167 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ มณีเนตร
จำเลย — นายปริญญา จินดาประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายวันชัย บัวเทียน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2544
#44615
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยในสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ที่ว่าถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัดนั้นเงินที่ผิดนัดค้างชำระ หมายถึงหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญา แต่ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยชำระหนี้ไม่ตรงตามเวลาไม่ใช่หนี้เงินตามที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ระบุไว้จึงบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในค่าเสียหายดังกล่าวไม่ได้คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน 1 คัน จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ3,560,748 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากเช่าซื้อรถยนต์ไปแล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 สัญญาจึงเลิกกันทันทีตามข้อสัญญาต่อมาโจทก์ติดตามรถยนต์คืนมาได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามจำนวน 5,000 บาท รถยนต์อยู่ในสภาพเสียหายจะขายได้ไม่เกิน2,000,000 บาท เมื่อหักจากค่าเช่าซื้อที่คงเหลือแล้ว โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เพียง 940,000 บาท และโจทก์ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าได้เดือนละ 62,060 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 186,180 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,131,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จึงไม่มีค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน263,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่14 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 325,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 อันเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่าโจทก์ควรได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ว่าถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัดจึงขอให้กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา เห็นว่าเงินที่ผิดนัดค้างชำระตามที่กล่าวถึง หมายถึงหนี้เงินที่จำเลยที่ 1ต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญา แต่ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1ชำระหนี้ไม่ตรงตามเวลาไม่ใช่หนี้เงินตามที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ระบุไว้จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในค่าเสียหายดังกล่าวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เท่านั้น ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน475,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นาง นิยม กาญจนเลขา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชนะ ภาสกานนท์
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2544
#69202
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้เช่าซื้อจะชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน เป็นวิธีการคำนวณค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อมีการผิดสัญญาเช่าซื้อ มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อมีข้อตกลงกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด เงินที่ผิดนัดค้างชำระหมายถึงหนี้เงินที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญา แต่ค่าเสียหายในกรณีที่ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ไม่ตรงตามเวลาไม่ใช่หนี้เงินตามที่สัญญาเช่าซื้อระบุไว้ ศาลจึงบังคับให้ผู้เช่าซื้อชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในค่าเสียหายดังกล่าวไม่ได้ ผู้ให้เช่าซื้อคงมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินข้อหาผิดสัญญาเช่าซื้อและค่าเสียหายรวม 1,131,180 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 263,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 325,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 อันเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์เบนซ์ รุ่น อี 280 หมายเลขทะเบียน 3 ฐ - 0454 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 3,560,748 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 59,345.80 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 9 มีนาคม 2537 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 9 ของเดือนถัดไป โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากเช่าซื้อรถยนต์ไปแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 วันที่ 9 กรกฎาคม 2537 สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันทันที ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบให้โจทก์ โจทก์ติดตามยึดรถคืนมาได้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2537 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย ค่าเสื่อมราคาเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ในส่วนนี้เพียง 200,000 บาท เป็นจำนวนที่ต่ำเกินไป ขอให้กำหนดให้โจทก์ใหม่ตามจำนวนที่โจทก์ขอในคำฟ้อง ในข้อนี้นางสาวรัชนี สีม่วง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อโจทก์ยึดคืนมาแล้วรถมีสภาพเสื่อมโทรม หากโจทก์นำรถออกขายจะได้ราคาประมาณ 2,000,000 บาท โจทก์นำออกขายหลายครั้งแล้วแต่ขายไม่ได้ รถยนต์ที่เช่าซื้อราคาเงินสด 2,940,000 บาท ยังขาดราคาอีก 1,323,364.80 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 940,000 บาท เห็นว่า โจทก์มีใบมอบรถและแจ้งสภาพรถตามเอกสารหมาย จ. 7 มาแสดงเป็นพยานหลักฐาน เอกสารดังกล่าวมีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ตัวแทนโจทก์ มีการระบุสภาพของรถไว้ขณะส่งมอบว่า มีรอยขีดข่วนทั้งคัน เบาะและคอนโซลภายในรถมีรอย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร จึงเชื่อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมราคาลงไปมากกว่าการใช้งานตามปกติ แต่ตามใบมอบรถและแจ้งสภาพรถเอกสารหมาย จ. 7 ไม่ปรากฏว่ามีรอยบุบหรือชำรุดเสียหาย ทั้งสภาพเครื่องยนต์และช่วงล่างก็ไม่ผิดปกติ จึงไม่น่าจะทำให้รถยนต์ที่เช่าซื้อราคาเสื่อมลงมาถึงที่โจทก์อ้าง ส่วนสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 ที่ระบุว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาเช่าซื้อ ที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญานี้ กับค่าเสียหายอื่น ๆ ผู้เช่าซื้อจะชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน นั้น เป็นวิธีการคำนวณค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อมีการผิดสัญญาเช่าซื้อ มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายส่วนนี้มาจำนวน 940,000 บาท เห็นว่าสูงเกินส่วน และที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ 200,000 บาท ก็เป็นจำนวนที่ต่ำเกินไป ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ใหม่เป็นเงิน 350,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ค่าขาดประโยชน์ของโจทก์มีเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เดือนละ 40,000 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 120,000 บาท นั้น ยังต่ำกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับอยู่มาก ขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ใหม่ ในข้อนี้นางสาวรัชนีพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ โจทก์ต้องติดตามยึดรถยนต์คืนมาได้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2537 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์อันควรได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าเดือนละ 62,060 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 186,180 บาท เห็นว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์เก๋งมีราคาแพง น่าจะนำออกให้เช่าได้ในราคาสูงพอสมควร แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 62,060 บาท นั้น สูงกว่าราคาค่าเช่าซื้อแต่ละงวด ทั้งที่ราคาค่าเช่าซื้อแต่ละงวดนั้นก็มีค่าซื้อทรัพย์รวมค่าเช่าและผลประโยชน์ด้วย ดังนั้น ค่าเสียหายต่อเดือน ที่โจทก์เรียกร้องจึงสูงเกินไป ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เดือนละ 40,000 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 120,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์ควรได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของ ผู้เช่าซื้อยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด จึงขอให้กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา เห็นว่า เงินที่ผิดนัดค้างชำระตามที่กล่าวถึง หมายถึงหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญา แต่ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามเวลาไม่ใช่หนี้เงินตามที่สัญญาเช่าซื้อข้อ 9 ระบุไว้ จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในค่าเสียหายดังกล่าวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ได้ คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เท่านั้น ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 475,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 ม. 383 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางนิยม กาญจนเลขา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชนะ ภาสกานนท์
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2544
#41159
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องการที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมใบถอนเงิน เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบและเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 268, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268, 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสองจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 46 กระทง รวมเป็นจำคุก 46 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,268, 91 ซึ่งแต่ละกระทงความผิดกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ปากต่าง ๆ ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมใบถอนเงินนั้นจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาตหรือการรับรองให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ตรี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรโพนทราย จำกัด
จำเลย — นางสดสี ศักดิ์ขวาหรืออรรคฮาด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2544
#69201
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 264, 268, 91 ซึ่งแต่ละกระทงความผิดกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ปากต่าง ๆ ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมใบถอนเงิน จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๙๐, ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๘, ๙๑ จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จำคุกกระทงละ ๑ ปี รวม ๔๖ กระทง รวมเป็นจำคุก ๔๖ ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๙๑ ซึ่งแต่ละกระทงความผิดกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ปากต่าง ๆ ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมใบถอนเงินนั้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการอนุญาต หรือการรับรองให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ตรี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ และยกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 264 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 193 ตรี ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรโพนทราย จำกัด
จำเลย — นางสดสี ศักดิ์ขวาหรืออรรคฮาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2544
#41158
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125กำหนดให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องกล่าวหาตามมาตรา 124 ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา เมื่อลูกจ้างยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542และจำเลยทั้งสิบสามได้มีคำสั่งลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งไม่เกิน90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามจึงออกภายในกำหนดเวลา แม้จะส่งคำสั่งให้โจทก์ในวันที่ 28เมษายน 2542 ซึ่งเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาก็ไม่ถือว่าเป็นการออกคำสั่งเกินกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสามเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 ลูกจ้างของโจทก์รวม 8 คน ประกอบด้วยนายสุเทพ สินกล่ำ นางมยุรี วิไลพันธุ์ นางสาวนัดดา เตี้ยเพชรนายสัญชัย อ่อนพันธุ์ นางสาวอุษา ยังศรีจันทร์ นายเนียม ธรรมบูลย์นางสาวเสาวลักษณ์ แก้วดำ และนางสาวตรีนุช สุขเกษม ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ชอบและจำเลยทั้งสิบสามได้มีคำสั่งที่ 308-315/2542 ลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ให้โจทก์รับลูกจ้างทั้งแปดกลับเข้าทำงาน ในอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานภายใน 10 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่งจำเลยทั้งสิบสามมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบเพราะมิได้รับฟังพยานหลักฐานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เหตุที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 เนื่องจากลูกจ้างทั้งสามปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการทำงานเดิมและโจทก์ทราบในภายหลัง อีกทั้งลูกจ้างที่ 1ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เล่นการพนัน ลูกจ้างที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ลูกจ้างที่ 5 จงใจใช้มือทุบกระแทกเครื่องตอกบัตรจนไม่สามารถใช้งานได้ ลูกจ้างที่ 3 ดูแลสต๊อกสินค้าทำให้สินค้าขาดจำนวนมาก และลูกจ้างที่ 4 ขับรถยกของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อจนรถยกเสียหาย ลูกจ้างทั้งหมดอ้างพยานบุคคลแต่จำเลยทั้งสิบสามกลับรับฟังพยานว่าเป็นของฝ่ายโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยหลักการอ้างพยานโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งแปดเพราะลูกจ้างทั้งแปดกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการชอบแล้ว จำเลยทั้งสิบสามไม่ได้รับฟังพยานหลักฐานโดยชอบตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสาม

จำเลยทั้งสิบสามให้การว่า คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 308-315/2542 ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะขอเพิกถอนคำสั่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีลูกจ้างประมาณ 280 คน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541นายสุเทพ สินกล่ำ กับพวกลูกจ้างของโจทก์รวม 13 คน ร่วมกันจัดตั้งสหภาพแรงงานไทยแพค ต่อมาลูกจ้างโจทก์จำนวน 13 คนได้จัดทำข้อเรียกร้องจะยื่นต่อโจทก์เพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.4 และลูกจ้างโจทก์ดังกล่าวที่ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานได้ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครว่าโจทก์ไม่ให้เข้าทำงานตามปกติ ทราบว่าโจทก์เพียงพักงานไม่ได้เลิกจ้าง และโจทก์มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้างที่ร่วมกันตั้งสหภาพแรงงานจำนวน 8 คน และมีคำสั่งให้กลับเข้าทำงาน 5 คนตามเอกสารหมาย จ.7 การเลิกจ้างลูกจ้างทั้งแปด เพราะโจทก์ถือว่าลูกจ้างดังกล่าวกระทำความผิดร้ายแรงจึงไม่จ่ายค่าชดเชยให้ ลูกจ้างทั้งแปดได้ร้องเรียนต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 และได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 308-315/2541 เมื่อวันที่ 9เมษายน 2542 นำส่งโจทก์วันที่ 28 เมษายน 2542 ให้โจทก์รับลูกจ้างทั้งแปดกลับทำงานในอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงานภายใน 10 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งในประเด็นพิพาทที่ว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวหรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสิบสามเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กระทำการตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายโดยชอบแล้วส่วนการที่จำเลยทั้งสิบสามรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานโดยชอบหรือไม่นั้น ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าว จำเลยทั้งสิบสามรับฟังข้อเท็จจริงจากการสอบปากคำของฝ่ายโจทก์และลูกจ้างปรากฏตามรายชื่อในรายงานการสอบสวนของโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบกับบันทึกการสอบสวนของอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้วเป็นบุคคลเดียวกันและยังได้สอบปากคำของนายพงศ์พิพัฒน์ โรจนยุกตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนนางสาวจินตนา บวบทอง รองหัวหน้าแผนกโกดัง และนายเพชรกองยศ พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง การรับฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารในชั้นเจ้าพนักงานเป็นการรับฟังจากพยานทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ได้ความจริงตามกระบวนการไต่สวนมิใช่กระบวนการกล่าวหาซึ่งจะต้องกำหนดตัวพยานหรือหลักฐานอย่างชัดเจนว่าเป็นของฝ่ายใดและดำเนินการชั่งน้ำหนักของพยานหลักฐานแต่ละฝ่ายว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสามรับฟังพยานของลูกจ้างแล้วระบุว่าเป็นพยานของอีกฝ่ายจึงฟังไม่ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสามวินิจฉัยข้อเท็จจริงอื่นนอกจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานโดยชอบแล้วมีปัญหาว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามถูกต้องหรือไม่ จากคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นให้การต่ออนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ทั้งผู้รับมอบอำนาจและพนักงานอื่นล้วนแต่มิได้ปฏิเสธการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสหภาพแรงงานไทยแพค เชื่อได้ว่าลูกจ้างทั้งแปดที่โจทก์เลิกจ้างเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานไทยแพค ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 จริง ต่อมาโจทก์ได้สั่งพักงานลูกจ้างที่ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานไทยแพคทั้งสิบสามคนและต่อมาได้เลิกจ้างลูกจ้างทั้งแปด จากพยานหลักฐานที่โจทก์กล่าวอ้างว่าลูกจ้างทั้งแปดกระทำความผิดต่าง ๆ กัน ล้วนเป็นพยานที่ปราศจากน้ำหนักขาดที่มาและที่ไปที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ลูกจ้างทั้งแปดไม่สามารถทำงานอยู่กับโจทก์ต่อไปได้ การที่โจทก์มีคำสั่งพักงานและเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและขอจัดตั้งสภาพแรงงานในคราวเดียวทั้งแปดคน ชี้ให้เห็นถึงเจตนาเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(2) เมื่อจำเลยทั้งสิบสามมีคำสั่งว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งแปดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามจึงชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 3ว่า ผู้กล่าวหาคือลูกจ้างนั้นแปดมีคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม2542 จำเลยทั้งสิบสามมีคำวินิจฉัยเป็นคำสั่งที่ 308-315/2542ลงวันที่ 9 เมษายน 2542 นำส่งโจทก์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2542ดังนั้น คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวได้ออกคำสั่งแก่โจทก์ล่วงเลยกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา ทั้งไม่ปรากฏว่าได้ขอขยายระยะเวลา และได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแต่อย่างใด จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บัญญัติว่า "เมื่อได้รับคำร้องกล่าวหาตามมาตรา 124 แล้ว ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา รัฐมนตรีมีอำนาจขยายระยะเวลาให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดได้ตามที่เห็นสมควร" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างทั้งแปดได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม2542 และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำสั่งลงวันที่ 9 เมษายน2542 ซึ่งไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาของลูกจ้างทั้งแปด คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามจึงออกภายในกำหนดเวลาและชอบด้วยมาตรา 125 แห่งบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะส่งคำสั่งให้โจทก์ในวันที่ 28 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาก็ตาม ก็ไม่ถือว่าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ออกคำสั่งเกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 125 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2747/2544
#91345
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125 ได้บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องกล่าวหาตามมาตรา 124 และออกคำสั่งภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา การที่ลูกจ้างได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 และจำเลยทั้งสิบสามได้มีคำสั่งลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาของลูกจ้าง คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามจึงออกภายในกำหนดเวลา และชอบด้วย มาตรา 125 แห่งบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะส่งคำสั่งให้โจทก์ในวันที่ 28 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกิน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาก็ไม่ถือว่าออกคำสั่งเกินกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสาม

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... ตามมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บัญญัติว่า "เมื่อได้รับคำร้องกล่าวหาตามมาตรา 124 แล้วให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา รัฐมนตรีมีอำนาจขยายระยะเวลาให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาชี้ขาดได้ตามที่เห็นสมควร" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างทั้งแปดได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำสั่งลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาของลูกจ้างทั้งแปดคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามจึงออกภายในกำหนดเวลาและชอบด้วยมาตรา 125 แห่งบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะส่งคำสั่งให้โจทก์ในวันที่ 28 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาก็ตาม ก็ไม่ถือว่าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ออกคำสั่งเกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 125 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสรา วรรณสวาท
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2746/2544
#91344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 130,000 บาท ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 130,000 บาท จริง แต่จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ไปบางส่วนแล้ว คงเหลือต้นเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดจำนวน 96,911.44 บาท และพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในส่วนที่ขาดไป ดังนั้น ต้นเงินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์คงมีเพียง 96,911.44 บาท ตามที่จำเลยอุทธรณ์ ส่วนต้นเงินจำนวนที่ขาดไป 33,088.56 บาท ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยส่วนนี้ให้ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์คงฎีกาได้เฉพาะในส่วนต้นเงินจำนวน 96,911.44 บาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ไปจำนวน 130,000 บาท มิใช่จำนวน 70,000 บาท ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงิน 96,911.44 บาท ตามจำนวนต้นเงินที่พิพาทกันในชั้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 181,069.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 96,911.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยจะต้องชำระเงินตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 130,000 บาท ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 130,000 บาท จริง แต่จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ไปบางส่วนแล้ว คงเหลือต้นเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดจำนวน 96,911.44 บาท และพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งในส่วนที่ขาดไป ดังนั้น ต้นเงินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์คงมีเพียง 96,911.44 บาท ตามที่จำเลยอุทธรณ์ ส่วนต้นเงินจำนวนที่ขาดไป 33,088.56 บาท ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยส่วนนี้ให้ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์คงฎีกาได้เฉพาะในส่วนต้นเงินจำนวน 96,911.44 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ต้นเงินจำนวน 96,911.44 บาท แก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ไปจำนวน 130,000 บาท มิใช่จำนวน 70,000 บาท ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงิน 96,911.44 บาท ตามจำนวนต้นเงินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉลอง เชื้อทอง
จำเลย — นายสำราญ อยู่ชูฉาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2544
#36468
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวาเป็นเงินที่เรียกเก็บจากค่าอากรที่แท้จริงเท่านั้น มิได้เรียกเก็บจากเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นเงินอากรด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยนำเงินค่าอากรและค่าภาษีมาชำระครบถ้วนแล้ว แม้จะยังชำระเงินเพิ่มไม่ครบถ้วน กรมศุลกากรโจทก์ก็ไม่อาจคิดเงินเพิ่มได้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2533 จำเลยนำสายไฟฟ้าพร้อมปลั๊กเสียบจำนวน 99 CARTONS มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยสำแดงราคาสินค้าจำนวน 1,502,886.54 บาท ภาษีการค้าจำนวน 135,259 บาท ภาษีบำรุงเทศบาล (ภาษีส่วนท้องถิ่น) จำนวน 13,525 บาท ค่าธรรมเนียมพิเศษ จำนวน 4,835 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 540,462 บาท จำเลยสำแดงว่าเป็นของที่นำเข้ามาชั่วคราวเพื่อซ่อมได้รับยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 3(ช) และให้สัญญาว่าจะส่งกลับออกไปภายใน 6 เดือน นับแต่วันนำเข้า โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) เป็นผู้ค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 757,000 บาท จำเลยมิได้ส่งสินค้าดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในกำหนด จึงต้องชำระอากรและภาษีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นจำนวน 540,462 บาท แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งจำเลยต้องเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 112 จัตวา นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2533 คำนวณถึงวันที่ 20 ธันวาคม2537 จำนวน 208,895.22 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89 ทวิ จำนวน 109,560.06 บาท และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 10,956 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 869,873.28 บาท ต่อมาธนาคารได้ชำระเงินที่ค้ำประกันไว้จำนวน 757,000 บาท จึงเหลือเงินที่ต้องชำระจำนวน112,873.28 บาท ค่าภาษีอากรดังกล่าว ตลอดจนเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องรวมทั้งสิ้นจำนวน 321,011.95 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน321,011.95 บาท กับชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 386,843 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 112,873.28 บาทแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2533 จำเลยนำสายไฟพร้อมปลั๊กเสียบตามฟ้องเข้ามาในราชอาณาจักร โดยสำแดงราคาสินค้าจำนวน 1,502,886.54 บาทอากรขาเข้าจำนวน 386,843 บาท ภาษีการค้าจำนวน 135,259 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 13,525 บาท ค่าธรรมเนียมพิเศษจำนวน 4,835 บาทรวมทั้งสิ้นจำนวน 540,462 บาท จำเลยสำแดงว่าเป็นของที่นำเข้ามาชั่วคราวเพื่อซ่อม ซึ่งได้รับยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรพ.ศ. 2530 โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยมิได้ส่งสินค้ากลับออกไปภายในกำหนด ต้องชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้านับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2533 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2537 จำนวน 208,895.22 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 109,560.06 บาท และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 10,956 บาทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 757,000 บาท โจทก์ทั้งสองนำมาชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้าภาษีส่วนท้องถิ่นและค่าธรรมเนียมพิเศษ เงินที่เหลือนำมาเฉลี่ยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าจำนวน 137,317 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 72,019 บาทและเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 7,202 บาท ยังคงค้างชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าจำนวน 71,578.22 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน37,541.06 บาท และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่น จำนวน 3,754 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 112,873.28 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า การที่จำเลยยังชำระเงินเพิ่มค่าภาษีอากรไม่ครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มต่อไปหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เงินเพิ่มเป็นเงินที่เรียกเก็บจากค่าอากรที่แท้จริงเท่านั้น มิได้เรียกเก็บจากเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นเงินอากรด้วยดังนั้น เมื่อจำเลยนำเงินค่าอากรและค่าภาษีมาชำระแก่โจทก์ทั้งสองครบถ้วนแล้วแม้จะยังชำระเงินเพิ่มไม่ครบถ้วน โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจคิดเงินเพิ่มได้อีกต่อไปที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ฟาร์ไซท์พัฒนา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2745/2544
#69468
เปิดฉบับเต็ม

เงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา เป็นเงินที่เรียกเก็บจากค่าอากรที่แท้จริงเท่านั้น มิได้เรียกเก็บจากเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นเงินอากรด้วย เมื่อจำเลยนำเงินค่าอากรขาเข้าและค่าภาษีมาชำระครบถ้วนแล้ว แม้จะยังชำระเงินเพิ่มไม่ครบถ้วน โจทก์ก็ไม่อาจคิดเงินเพิ่มได้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 321,011.95 บาท กับชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 386,843 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 112,873.28 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2533 จำเลยนำสายไฟพร้อมปลั๊กเสียบตามฟ้องเข้ามาในราชอาณาจักร โดยสำแดงราคาสินค้าจำนวน 1,502,886.54 บาท อากรขาเข้าจำนวน 386,843 บาท ภาษีการค้าจำนวน 135,259 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 13,525 บาท ค่าธรรมเนียมพิเศษจำนวน 4,835 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 540,462 บาท จำเลยสำแดงว่าเป็นของที่นำเข้ามาชั่วคราวเพื่อซ่อม ซึ่งได้รับยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยมิได้ส่งสินค้ากลับออกไปภายในกำหนด ต้องชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้านับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2533 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2537 จำนวน 208,895.22 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 109,560.06 บาท และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 10,956 บาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 757,000 บาท โจทก์ทั้งสองนำมาชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีส่วนท้องถิ่น และค่าธรรมเนียมพิเศษ เงินที่เหลือนำมาเฉลี่ยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าจำนวน 137,317 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 72,019 บาท และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 7,202 บาท ยังคงค้างชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าจำนวน 71,578.22 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 37,541.06 บาท และเงินเพิ่มภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,754 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 112,573.28 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า การที่จำเลยยังชำระเงินเพิ่มค่าภาษีอากรไม่ครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มต่อไปหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ?" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เงินเพิ่มเป็นเงินที่เรียกเก็บจากค่าอากรที่แท้จริงเท่านั้น มิได้เรียกเก็บจากเงินเพิ่มซึ่งถือเป็นเงินอากรด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยนำเงินค่าอากรขาเข้าและค่าภาษีมาชำระแก่โจทก์ทั้งสองครบถ้วนแล้ว แม้จะยังชำระเงินเพิ่มไม่ครบถ้วน โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจคิดเงินเพิ่มได้อีกต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทฟาร์ไซท์พัฒนา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายรัถยา สัตยาบัน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2544
#41157
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้อ 2 และข้อ 4.4 หมายความว่า การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นให้ถือว่ารายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้ถือว่าเป็นรายได้และรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และงานที่ทำเสร็จในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ต้องนำเอางานที่ทำเสร็จนั้นมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย ค่ารับเหมาก่อสร้างจำนวน 2,707,215.10บาท เป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าโดยจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 รายได้รับล่วงหน้าดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีผลงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง ก็ยังไม่ถือเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532โจทก์จึงไม่ต้องนำค่าจ้างรับล่วงหน้ามารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532

ประมวลรัษฎากรให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับได้ แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดที่ให้เจ้าพนักงานประเมินยึดถือปฏิบัติตามเท่านั้นหาได้มีบทกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามไม่ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าผู้ถูกประเมินให้เสียภาษีมีเหตุสมควรตามกฎหมายที่จะไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเสียเบี้ยปรับน้อยลง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 147/2542/สภ.1(กม.4)ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 หากศาลวินิจฉัยว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 ตลอดจนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะส่วนของเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 2010060/2/100047 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 147/2542/สภ.1(กม.4) ลงวันที่ 9กุมภาพันธ์ 2542 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า โจทก์ประกอบกิจการรับเหมาติดตั้งระบบปรับอากาศระบบไฟฟ้าและระบบสุขาภิบาล โดยโครงการที่โจทก์รับเหมาก่อสร้างเป็นโครงการที่มีอายุเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีและโครงการที่มีอายุสั้นกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเมื่อโจทก์รับงานโครงการใดโจทก์จะตกลงกับผู้ว่าจ้างว่า โจทก์จะเรียกเก็บเงินค่าจ้างล่วงหน้าและยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินดังกล่าวออกจากเงินค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับในแต่ละงวดกับยอมให้ผู้ว่าจ้างหักเงินประกันผลงานได้เมื่อหมดระยะเวลาประกันผลงานหรือเมื่องานเสร็จสมบูรณ์ ผู้ว่าจ้างจะต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่โจทก์สำหรับระบบบัญชีของโจทก์เดิมโจทก์บันทึกบัญชีโดยรับรู้รายได้และรายจ่ายเมื่องานทั้งหมดแล้วเสร็จ (COMPLETEDCONTRACT METHOD) แต่ต่อมาหลังจากที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2532 แล้ว โจทก์เปลี่ยนแปลงระบบบัญชีใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 4.4 โดยรับรู้รายได้และรายจ่ายตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (PERCENTAGE OFCOMPLETION CONTRACT METHOD) ซึ่งคิดต้นทุนที่เกิดขึ้นของแต่ละโครงการ และรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ โครงการที่โจทก์ได้รับค่าจ้างล่วงหน้ามาแล้วแต่โจทก์ยังไม่เริ่มงานหรือยังไม่มีผลงาน โจทก์จะบันทึกบัญชีเป็นงานระหว่างทำไว้ เมื่อสิ้นงวดบัญชีโจทก์โอนงานระหว่างทำมาเป็นรายได้ทั้งหมดก่อนแล้ว จึงคำนวณหารายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จโดยใช้วิศวกรผู้ควบคุมงานเป็นผู้ประเมินอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จดังกล่าวและถือตามมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 6 และฉบับที่ 8 ดังนี้ ถ้าโจทก์ไม่มีผลงานโจทก์จะไม่ถือว่าเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ได้รับเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วโจทก์จะนำเงินที่ได้รับล่วงหน้าดังกล่าวไปบันทึกเป็นงานระหว่างทำของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปโดยโจทก์เข้าใจว่าโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528ของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์เข้าใจว่าวิธีการรับรู้รายได้และรายจ่ายตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีหมายความรวมถึงค่าจ้างที่ได้รับล่วงหน้าจะต้องนำมาถือเป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย หากไม่มีผลงานก็ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ เมื่อมีผลงานทำเสร็จในอัตราส่วนเท่าใดก็นำมาคำนวณหาอัตราส่วนค่าจ้างที่รับล่วงหน้าแล้วมารับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจำเลยเห็นว่ารายได้รับล่วงหน้าที่โจทก์ได้รับมาแล้ว ต้องนำมาถือเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับมาทั้งจำนวน โจทก์จะรับรู้รายได้รับล่วงหน้าดังกล่าวเพียงบางส่วนไม่ได้ เพราะขัดกับประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทั้งนี้ เนื่องจากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 4.4 หมายความถึงเฉพาะงานที่ทำเสร็จแล้ว แต่ผู้รับจ้างยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างกรณีดังกล่าวกรมสรรพากรให้ผู้รับจ้างตีราคาผลงานออกมาเป็นตัวเงินแล้วรับรู้เป็นรายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จและเงินค่าจ้างที่รับมาล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วจะไม่นำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 มาใช้บังคับ คงถือตามบทบัญญัติมาตรา 65คือ ต้องนำมาเป็นรายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่รับเงินมา

คู่ความแถลงยอมรับเท็จจริงร่วมกันว่า งานระหว่างทำที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 2 ถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 เป็นงานระหว่างทำที่โจทก์ได้รับเป็นค่าจ้างและค่าจ้างรับล่วงหน้ามาแล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 12,735,817.50 บาท ซึ่งยอดตัวเลขจำนวนนี้โจทก์บันทึกบัญชีไว้ด้านเครดิตของจ๊อบเพนดิง (Job pending) ดังที่ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 45 ถึง 49และเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้จัดทำสรุปรายละเอียดรายได้รับล่วงหน้าซึ่งบริษัทยื่นไว้ขาดก่อนปรับปรุงยื่น ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติมไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 43 และ 44 คิดเป็นเงินทั้งสิ้น12,735,817.50 บาท ในส่วนของโจทก์ โจทก์ถือว่างานระหว่างทำที่นำมารับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติม (ปรับปรุงครั้งที่ 3) โดยถือเป็นรายได้จำนวน 8,358,793.48 บาท อันเป็นการคำนวณด้วยวิธีบันทึกตามส่วนของงานที่ทำเสร็จ (PERCENTAGE OF COMPLETIONCONTRACT METHOD) ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม (ปรับปรุงครั้งที่ 3) โดยแสดงว่าโจทก์มีรายได้ที่บันทึกไว้ในระบบเปอร์เซ็นทิจ (percentage)จำนวน 2,818,580.42 บาท ซึ่งยอดดังกล่าวจะรวมยอดเงินที่โจทก์ทำงานไปแล้วแต่ไม่ได้รับเงินจากผู้ว่าจ้างเป็นเงิน1,203,440.90 บาท ดังนั้น โจทก์จึงได้ทำการปรับปรุงใหม่ในระบบเปอร์เซ็นทิจ (percentage) เมื่อคำนวณใหม่หลังการปรับปรุงปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ที่จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับงานระหว่างทำจำนวน 10,027,107.40 บาท ยอดตัวเลขดังกล่าวโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติม (ปรับปรุงครั้งที่ 3)ต่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 2 แล้ว ปรากฏตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)ฉบับที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 57 ถึง 63 แบบ ภ.ง.ด.50ฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 70 ถึง 72 แบบ ภ.ง.ด.50ฉบับที่ 3 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 73 ถึง 75 ดังนั้น โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงแถลงร่วมกันว่า เมื่อข้อเท็จจริงตรงกันดังกล่าวแล้วคงมีปัญหาเฉพาะวิธีการรับรู้รายได้และรายจ่ายเงินค่าจ้างและเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับล่วงหน้ามาแล้วจำนวน 12,735,817.50 บาท นั้นว่าวิธีการคำนวณของโจทก์หรือวิธีการคำนวณของจำเลยทั้งสองเป็นวิธีการที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นไปตามความเข้าใจของโจทก์ ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งรายรับในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาทแต่หากวิธีการคำนวณแบบของจำเลยทั้งสองถูกต้อง ย่อมแสดงว่าโจทก์แจ้งรายรับจำนวนดังกล่าวขาดไป

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์แจ้งรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ต่ำไปจำนวน2,707,215.10 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติว่า "การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น" และคำว่า "เกณฑ์สิทธิ" คือ เกณฑ์การรับรู้รายได้และรายจ่ายโดยการนำรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นหรือเป็นของรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้ถือเป็นรายได้และรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่าจะได้รับเงินสดหรือจ่ายเงินสดออกไปแล้วหรือไม่ ดังนั้น รายได้และรายจ่ายเมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว หากยังไม่ได้รับหรือจ่ายเงินจะถือเป็นรายได้ค้างรับหรือรายจ่ายค้างจ่ายและต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิด้วย ในทำนองเดียวกันหากรายได้ใดได้รับล่วงหน้าหรือรายจ่ายใดได้จ่ายล่วงหน้าเป็นค่าสินค้าหรือค่าบริการโดยที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากสินค้าหรือบริการนั้นก็ยังไม่ถือเป็นรายได้และรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่รับและจ่ายจึงไม่ต้องนำรายได้รับล่วงหน้าหรือรายจ่ายล่วงหน้าดังกล่าวไปรวมคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณรายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิและวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายดังกล่าว จึงต้องฟังว่าโจทก์ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายและตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้อ 2 ระบุว่า"การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้ใช้เกณฑ์สิทธิโดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น...."และข้อ 4.4 ระบุว่า "การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการก่อสร้างให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำรายได้ตามส่วนของงานที่ทำเสร็จในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น"ตามคำสั่งดังกล่าว หมายความว่าการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ให้ถือว่ารายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็ให้ถือว่าเป็นรายได้และรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และงานที่ทำเสร็จในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ต้องนำเอางานที่ทำเสร็จนั้นมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วยสำหรับเงินจำนวน 2,707,215.10 บาท เป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าโดยจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 รายได้รับล่วงหน้าดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังมิได้มีผลงานให้แก่ผู้ว่าจ้างแม้โจทก์จะรับเงินล่วงหน้ามาแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532ก็ยังไม่ถือเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามที่คู่ความแถลงรับกันว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 โจทก์ได้รับค่าจ้างและค่าจ้างรับล่วงหน้าจำนวน 12,735,817.50 บาท และโจทก์ได้นำมาคำนวณเป็นรายได้ตามส่วนของงานที่ทำเสร็จในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 แล้วคงเหลือค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์รับมาแล้วแต่โจทก์ยังมิได้มีผลงานให้แก่ผู้ว่าจ้างอยู่อีกจำนวน 2,707,215.10 บาท การรับรู้รายได้ของโจทก์เป็นการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องนำค่าจ้างรับล่วงหน้าจำนวน 2,707,215.10 บาท มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 เป็นผลให้โจทก์มิได้แจ้งรายได้ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลไม่มีอำนาจและไม่มีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับให้โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลรัษฎากรจะให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับได้ ระเบียบดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อกำหนดที่ให้เจ้าพนักงานประเมินยึดถือปฏิบัติตามเท่านั้น หาได้มีบทกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามไม่ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าผู้ถูกประเมินให้เสียภาษีมีเหตุสมควรตามกฎหมายที่จะไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเสียเบี้ยปรับน้อยลง ศาลย่อมมีอำนาจที่ลดหรืองดเบี้ยปรับนั้นได้แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเบี้ยปรับให้โจทก์ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คงให้เพิกถอนเฉพาะเบี้ยปรับในส่วนของการบันทึกรายได้ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 2010060/2/100047ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 147/2542/สภ.1(กม.4) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 เฉพาะรายการบันทึกรายได้ไว้ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท พร้อมเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 22 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกริม อินสตอลเลชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ ในฐานะอธิบดีกรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2544
#99048
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ข้อ 2 และข้อ 4.4 หมายความว่า การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นให้ถือว่ารายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้ถือว่าเป็นรายได้และรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และงานที่ทำเสร็จในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ต้องนำเอางานที่ทำเสร็จนั้นมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย ค่ารับเหมาก่อสร้างจำนวน 2,707,215.10 บาท เป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าโดยจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 รายได้รับล่วงหน้าดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีผลงานให้แก่ ผู้ว่าจ้าง ก็ยังไม่ถือเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 โจทก์จึงไม่ต้องนำค่าจ้างรับล่วงหน้ามารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532

ประมวลรัษฎากรให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับได้ แต่ระเบียบ ดังกล่าวเป็นเพียงข้อกำหนดที่ให้เจ้าพนักงานประเมินยึดถือปฏิบัติตามเท่านั้น หาได้มีบทกฎหมายใดให้ศาลจำต้อง ถือตามไม่ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าผู้ถูกประเมินให้เสียภาษีมีเหตุสมควรตามกฎหมายที่จะไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือ เสียเบี้ยปรับน้อยลง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 147/2542/สภ.1 (กม.4) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 หากศาลวินิจฉัยว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะส่วนของเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 2010060/2/100047 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 147/2542/สภ.1 (กม.4) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์แจ้งรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามป. รัษฎากร มาตรา 65 กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณรายได้และรายจ่ายโดยใช้เกณฑ์สิทธิ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิและวิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายดังกล่าว จึงต้องฟังว่าโจทก์ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่าย และเมื่อพิจารณาประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 เรื่องการใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ข้อ 2 กับข้อ 4.4 หมายความว่า การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นให้ถือว่ารายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็ให้ถือว่าเป็นรายได้และรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและงานที่ทำเสร็จในรอบระยะเวลาบัญชีใดแม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ต้องน่าเอางานที่ทำเสร็จนั้นมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย สำหรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจำนวน 2,707,215.10 เป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าโดยจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 รายได้รับล่วงหน้าดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังมิได้มีผลงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง แม้โจทก์จะ รับเงินล่วงหน้ามาแล้ว ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ก็ยังไม่ถือเป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 โจทก์ได้รับค่าจ้างและค่าจ้างรับล่วงหน้าจำนวน 12,735,817.50 บาท และโจทก์ได้นำมาคำนวณเป็นรายได้ตามส่วนของงานที่ทำเสร็จในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 แล้ว คงเหลือค่าจ้างล่วงหน้า ที่โจทก์รับมาแล้ว แต่โจทก์ยังมิได้มีผลงานให้แก่ผู้ว่าจ้างอยู่อีกจำนวน 2,707,215.10 บาท การรับรู้รายได้ของโจทก์เป็นการปฏิบัติตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องนำค่าจ้างรับล่วงหน้าจำนวน 2,707,215.10 บาท มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 เป็นผลให้โจทก์มิได้แจ้งรายได้ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ศาลไม่มีอำนาจและไม่มีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับให้โจทก์นั้น เห็นว่า แม้ตาม ป. รัษฎากรจะให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับได้ ระเบียบดังกล่าว ก็เป็นเพียงข้อกำหนดที่ให้เจ้าพนักงานประเมินยึดถือปฏิบัติตามเท่านั้น หาได้มีบทกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามไม่ ดังนั้น หากศาลเห็นว่าผู้ถูกประเมินให้เสียภาษีมีเหตุสมควรตามกฎหมายที่จะไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเสียเบี้ยปรับ น้อยลง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับนั้นได้ แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเบี้ยปรับให้โจทก์ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คงให้เพิกถอนเฉพาะเบี้ยปรับในส่วนของการบันทึกรายได้ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 2010060/2/100047 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 147/2542/สภ.1 (กม.4) ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 เฉพาะรายการบันทึกรายได้ไว้ต่ำไปจำนวน 2,707,215.10 บาท พร้อมเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 22 ม. 65
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.8/2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกริม อินสตอลเลชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ์
กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2743/2544
#41156
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นหัวหน้าพนักงานล้างภาชนะไม่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้า โจทก์สมัครใจทะเลาะวิวาทกับ ช. หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งมิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุร้านอาหารของจำเลยปิดการให้บริการเลิกงานแล้ว ที่เกิดเหตุอยู่นอกบริษัทห่างร้านอาหารของจำเลยประมาณ 200 เมตรมิได้เกิดขึ้นต่อหน้าลูกค้าหรือพนักงานอื่นของจำเลย ไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย ทั้งไม่มีฝ่ายใดได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บ การกระทำของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างในกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2527 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่หัวหน้าเด็กล้างจาน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,800 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เหตุทะเลาะวิวาทไม่ได้เกิดจากโจทก์จึงไม่ใช่การกระทำผิดอย่างร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 148,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน28,120 บาท และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป หากไม่อาจรับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 296,000 บาทและให้จำเลยจ่ายเงินสมทบจำนวน 80,000 บาท เพื่อส่งเข้าสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จำเลยได้หักเงินสะสมของโจทก์ไว้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน28,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างจำนวน1,973.32 บาท ค่าชดเชยจำนวน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม หรือจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 286,000 บาทและให้จำเลยจ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยจำนวน 80,000 บาทส่งเข้าสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จำเลยได้หักเงินสะสมของโจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 โจทก์และนายทวี ช่างสลัก ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ในสถานประกอบการของจำเลยขณะที่ยังมีลูกค้าใช้บริการกิจการของจำเลย การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยได้ และการเลิกจ้างเป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2527 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าพนักงานล้างภาชนะ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,800 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542เวลาประมาณ 23 นาฬิกาเศษ ซึ่งเป็นเวลาที่ร้านอาหารของจำเลยปิดให้บริการแล้วโจทก์กับนายทวี ช่างสลัก หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยสมัครใจวิวาททำร้ายกันที่บริเวณหน้าป้อมยามทางเข้าภายในบริเวณบริษัทจำเลย ห่างร้านอาหารของจำเลยประมาณ 200 เมตร ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 บทที่ 6 ข้อ 1.8 แต่เป็นกรณีไม่ร้ายแรงพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 148,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 สิงหาคม2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายเงินสมทบจำนวน80,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยประกอบกิจการโรงแรมอันเป็นงานบริการซึ่งพนักงานผู้ร่วมองค์กรจะต้องเป็นบุคคลที่มีความประพฤติและมีพฤติกรรมที่ดีที่เหมาะสมทั้งต่อผู้ร่วมงานและลูกค้าผู้ใช้บริการโจทก์เป็นพนักงานระดับหัวหน้างาน ต้องปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชากลับก่อการทะเลาะวิวาทกับพนักงานด้วยกันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อพนักงานอื่นของจำเลย อีกทั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของจำเลย การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เห็นว่า การกระทำผิดของลูกจ้างจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกันหลายประการอาทิเช่น ตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง ลักษณะและพฤติการณ์การกระทำผิดของลูกจ้าง ตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดว่ามีมากน้อยเพียงใด คดีนี้โจทก์เป็นหัวหน้าพนักงานล้างภาชนะซึ่งไม่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้าของจำเลย โจทก์สมัครใจทะเลาะวิวาทกับนายทวี ช่างสลัก หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นพนักงานที่มิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ดังที่จำเลยอ้าง ขณะเกิดเหตุร้านอาหารของจำเลยปิดการให้บริการอันเป็นเวลาเลิกงานแล้วที่เกิดเหตุอยู่นอกบริษัท บริเวณหน้าป้อมยามทางเข้าบริเวณบริษัทห่างร้านอาหารของจำเลยประมาณ 200 เมตร มิได้เกิดขึ้นต่อหน้าลูกค้าผู้มาใช้บริการหรือหมู่พนักงานอื่นของจำเลย จึงไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายใดได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บ การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระชัย เข็มทอง
จำเลย — บริษัทบ้านริมน้ำเจ้าพระยา จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2743/2544
#69200
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำผิดของลูกจ้างจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกันหลายประการอาทิเช่น ตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง ลักษณะและพฤติการณ์การกระทำผิดของลูกจ้าง ตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดว่ามีมากน้อยเพียงใด โจทก์เป็นหัวหน้าพนักงานล้างภาชนะซึ่งไม่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้าของจำเลย โจทก์สมัครใจทะเลาะวิวาทกับหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นพนักงานที่มิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุร้านอาหารของจำเลยปิดการให้บริการอันเป็นเวลาเลิกงานแล้ว ที่เกิดเหตุอยู่นอกบริษัท บริเวณหน้าป้อมยามทางเข้าบริเวณบริษัทห่างร้านอาหารของจำเลยประมาณ 200 เมตร มิได้เกิดขึ้นต่อหน้าลูกค้าผู้มาใช้บริการหรือหมู่พนักงานอื่นของจำเลย จึงไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายใดได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บ การกระทำดังกล่าวของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 28,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างจำนวน 1,973.32 บาท ค่าชดเชยจำนวน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม หรือจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 296,000 บาท และให้จำเลยจ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยจำนวน 80,000 บาท ส่งเข้าสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จำเลยได้หักเงินสะสมของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2527 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าพนักงานล้างภาชนะ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,800 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 เวลาประมาณ 23 นาฬิกาเศษ ซึ่งเป็นเวลาที่ร้านอาหารของจำเลยปิดให้บริการแล้ว โจทก์กับนายทวีหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยสมัครใจวิวาททำร้ายกันที่บริเวณหน้าป้อมยามทางเข้าภายในบริเวณบริษัทจำเลย ห่างร้านอาหารของจำเลยประมาณ 200 เมตร ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แล้ว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยแต่เป็นกรณีไม่ร้ายแรง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 สิงหาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายเงินสมทบจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การกระทำผิดของลูกจ้างจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกันหลายประการ อาทิเช่น ตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง ลักษณะและพฤติการณ์การกระทำผิดของลูกจ้างตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดว่ามีมากน้อยเพียงใด คดีนี้โจทก์เป็นหัวหน้าพนักงานล้างภาชนะซึ่งไม่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้าของจำเลย โจทก์สมัครใจทะเลาะวิวาทกับนายทวีหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นพนักงานที่มิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ดังที่จำเลยอ้าง ขณะเกิดเหตุร้านอาหารของจำเลยปิดการให้บริการอันเป็นเวลาเลิกงานแล้ว ที่เกิดเหตุอยู่นอกบริษัท บริเวณหน้าป้อมยามทางเข้าบริเวณบริษัทห่างร้านอาหารของจำเลยประมาณ 200 เมตร มิได้เกิดขึ้นต่อหน้าลูกค้าผู้มาใช้บริการหรือหมู่พนักงานอื่นของจำเลย จึงไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของจำเลย อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายใดได้รับอันตรายถึงบาดเจ็บ การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระชัย เข็มทอง
จำเลย — บริษัทบ้านริมน้ำเจ้าพระยา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา