คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2544
#41169
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหลายคนร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านเรือนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสนม เหล็กลอย ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วร่วมกันลักเอาเครื่องยนต์รถไถนาของผู้เสียหายซึ่งเป็นเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมทำนา และได้เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต ทั้งนี้ ในการลักทรัพย์ดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถยนต์ตู้เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335(1)(7)(8)(12), 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 22,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8)(12) วรรคสอง,336 ทวิ, 83 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 22,000 บาท แก่ผู้เสียหายพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นสมควรไม่รอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่า จำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเคหสถาน และร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น เห็นว่า จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย ทับหรือยาว ฆ้องนอก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2544
#41168
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงใดก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 339 บวกโทษที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 656 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายในการลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 12 ปีคำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 656 บาท นั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับทรัพย์ของกลางคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก จำคุก 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือนบวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยหรือไม่โจทก์มีนายไพรัด ผดาศรี พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานว่าขณะจำเลยขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์เตรียมพาเอาทรัพย์ที่ลักมาจากร้านเกิดเหตุหลบหนีไปนั้น พยานเข้าไปจับไหล่จำเลยไว้แต่จำเลยสะบัดหลุดและวิ่งหนี พยานจึงกระโดดล็อกคอจำเลยแล้วกอดปล้ำต่อสู้กัน ขณะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ พยานรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มแทงที่ชายโครง 2 ครั้ง ของแหลมดังกล่าวยาวประมาณ6 ถึง 7 นิ้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญนายไพรัดว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหากนายไพรัดขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดและยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกายนายไพรัด ดังนั้น ที่นายไพรัดเบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ 6 ถึง 7 นิ้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใดทิ่มแทงที่ชายโครง2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลางจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่นายไพรัดเบิกความว่า มีการกอดปล้ำต่อสู้กันด้วยนั้น นายไพรัดเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในการกอดปล้ำกันครั้งแรก จำเลยไม่ได้ทำการต่อสู้ จำเลยเพียงแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นเท่านั้น ส่วนการกอดปล้ำกันครั้งที่สองไม่ได้ความว่านายไพรัดกับจำเลยกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายนายไพรัด ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้นายไพรัดไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายนายไพรัดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกา คำเบิกความดังกล่าวก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุดสาคร พงษ์ภาพ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2544
#69208
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญ ผู้เสียหายว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหากผู้เสียหายขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดและยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ 6 ถึง 7 นิ้ว ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใด ทิ่มแทงที่ชายโครง 2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลาง จึงรับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริง รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ย่อมไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริง ที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ คำเบิกความของจำเลยมิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘, ๓๓๙ บวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายในการลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง จำคุก ๑๒ ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก ๘ ปี ๑ เดือน ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับทรัพย์ของกลางคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน บวกโทษจำคุก ๑ เดือน ที่รอไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก ๑ ปี ๕ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญ พ. ว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหาก พ. ขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดแต่ยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกาย พ. ดังนั้น พ. เบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ ๖ ถึง ๗ นิ้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใดทิ่มแทง ที่ชายโครง ๒ ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลางจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่ พ. เบิกความว่า มีการกอดปล้ำต่อสู้กันด้วยนั้น พ. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในการกอดปล้ำกันครั้งแรก จำเลยไม่ได้ทำการต่อสู้ จำเลยเพียงแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นเท่านั้น ส่วนการกอดปล้ำกันครั้งที่สองไม่ได้ความว่า พ. กับจำเลยกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้าย พ. ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้ พ. ไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย พ. นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกา คำเบิกความดังกล่าวก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 192 ม. 226 ม. 227 ม. 232 ม. 235
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุดสาคร พงษ์ภาพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2867/2544
#41167
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์เป็นเอกสารมหาชนซึ่งเจ้าพนักงานจัดทำขึ้น และต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายังต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาเบิกความรับรองเอกสารดังกล่าวอีก ส่วนหนังสือมอบอำนาจฟ้องคดีคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 15475/2537 ของศาลแพ่ง บัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินในการบังคับคดีทรัพย์สินจำเลยของกรมบังคับคดี รายละเอียดการคำนวณยอดหนี้ของจำเลย และคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน แม้โจทก์จะไม่ได้นำพยานที่จัดทำเอกสารดังกล่าวมาสืบแต่ก็ได้ทำเป็นสำเนาเอกสารท้ายฟ้องและอ้างไว้ในบัญชีระบุพยานเมื่อโจทก์นำสืบจำเลยก็ไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับ จึงเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับพิจารณาได้ว่ามีข้อเท็จจริงอยู่อย่างไรโดยไม่ต้องมีพยานที่จัดทำเอกสารมาเบิกความรับรองหรือชี้แจงประกอบ

โจทก์ได้ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าวซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาแล้วไม่พบชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินถือได้ว่าโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 8(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 15475/2537 โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 12 แปลงของจำเลยออกขายทอดตลาด โจทก์ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดซึ่งหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดและนำไปหักจากหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวคิดถึงวันขายทอดตลาดจำเลยยังค้างชำระอีก 5,738,962.58 บาทและดอกเบี้ยถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 เป็นเงิน 3,430,170.07 บาทรวมเป็นเงิน 9,169,132.65 บาท อันเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้นำพยานที่จัดทำเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.7 มาเบิกความรับรองความถูกต้องจึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์เอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานบุคคลมาเบิกความรับรองเอกสารดังกล่าวอีก ส่วนที่โจทก์ไม่ได้นำพยานที่จัดทำเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7ซึ่งได้แก่ หนังสือมอบอำนาจฟ้องคดี คำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 15475/2537 ของศาลแพ่ง บัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินในการบังคับคดีทรัพย์สินจำเลยของกรมบังคับคดี รายละเอียดการคำนวณยอดหนี้ของจำเลยและคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน มาเบิกความรับรองความถูกต้องด้วยก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวโจทก์ได้ทำเป็นสำเนาเอกสารท้ายฟ้อง และระบุอ้างเป็นพยานในบัญชีระบุพยาน เมื่อโจทก์นำเอกสารเหล่านี้มาสืบ จำเลยก็ไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับแต่อย่างใด ก็ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับพิจารณาได้ว่ามีข้อเท็จจริงอยู่อย่างไร โดยไม่ต้องมีพยานที่จัดทำเอกสารมาเบิกความรับรองหรือชี้แจงประกอบ นอกจากนั้นแล้วตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นตลอดจนบันทึกคำเบิกความพยานจำเลยปากนายทนงศักดิ์ ทนงคงสวัสดิ์ ทนายความจำเลยเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 ก็ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 15475/2537 ขณะฟ้องมีทุนทรัพย์ 9,018,933.75 บาท และโจทก์นำที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดได้รับเงินสุทธิ 6,134,520 บาท ดังนั้น จำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เมื่อโจทก์ได้ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว ซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ตามฟ้องตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7แล้วไม่พบชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ถือได้ว่าโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(5) จำเลยเพียงแต่นำสืบอ้างว่า หนี้ที่จำเลยค้างชำระเป็นดอกเบี้ยเกือบทั้งสิ้น และโจทก์ไม่ยอมลดดอกเบี้ยให้ โดยมิได้นำสืบพยานหักล้างว่ามีทรัพย์สินพอชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ชาญ ตระกูลเกษมสุข
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2866/2544
#41166
เปิดฉบับเต็ม

ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 13 ปี ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด มีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี และขั้นสูงไม่เกิน2 ปี เมื่อขณะจำเลยยื่นฎีกา จำเลยมีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตามมาตรา 74(5) แต่ศาลฎีกาให้ดำเนินการตามมาตรา 74 ประการอื่นที่เหมาะสมแก่จำเลย โดยมอบตัวจำเลยให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 5, 6(1),7 ทวิ, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีอายุ 13 ปี ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 แต่เห็นสมควรให้ส่งตัวจำเลยที่ 1ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีมีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี และขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 13 ปี จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74 แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี และขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 มีอายุครบ 18 ปีแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74(5) ให้อำนาจศาลที่จะส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรมหรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็กตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี แต่ในระหว่างยื่นฎีกาจำเลยที่ 1 มีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลยังจะส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อขณะจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา จำเลยที่ 1 มีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74(5) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่สมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประการอื่นที่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยที่ 1 ให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยที่ 1 ได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยที่ 1รับตัวจำเลยที่ 1 ไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยที่ 1ก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง หากจำเลยที่ 1 ก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดอาญาอีกมารดาหรือผู้ปกครองจำเลยที่ 1จะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 1,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดกับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1เห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง และให้คืนธนบัตรล่อซื้อ 2,000 บาทแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — เด็กหญิง........... กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2866/2544
#91347
เปิดฉบับเต็ม

ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 13 ปี จึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 74 แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี และขั้นสูง ไม่เกิน 2 ปี แต่เมื่อขณะจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา จำเลยที่ 1 มีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนตาม ป.อ. มาตรา 74 (5) ได้ จึงสมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 74 ประการอื่นที่เหมาะสมแก่จำเลยที่ 1 โดยเห็นควรมอบตัวจำเลยที่ 1 ให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถ ดูแลจำเลยที่ 1 ได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๕, ๖ (๑), ๗ ทวิ, ๑๓ ทวิ, ๖๒, ๘๙, ๑๐๖, ๑๐๖ ทวิ, ๑๑๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ และริบของกลาง ที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๘๙ และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ มีอายุ ๑๓ ปี ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ แต่เห็นสมควรให้ส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า ๑ ปี และขั้นสูงไม่เกิน ๒ ปี ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ ๑ มีอายุ ๑๓ ปี จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี มีกำหนดขึ้นต่ำไม่น้อยกว่า ๑ ปี และขั้นสูงไม่เกิน ๒ ปี แต่ในระหว่างยื่นฎีกา จำเลยที่ ๑ มีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ (๕) แต่สมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ ประการอื่นที่เหมาะสมแก่จำเลยที่ ๑ โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยที่ ๑ ให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยที่ ๑ ได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยที่ ๑ หลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ ๑ ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยที่ ๑ รับตัวจำเลยที่ ๑ ไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยที่ ๑ ก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ ๑ ฟัง หากจำเลยที่ ๑ ก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดอาญาอีก มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยที่ ๑ จะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ ๑ โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ ๑ เห็นสมควร มีกำหนด ๓๐ ชั่วโมง และให้คืนธนบัตรล่อซื้อ ๒,๐๐๐ บาท แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74 ม. 74 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — เด็กหญิงเยาวมาลย์ สีม่วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/2544
#41165
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกไว้กับ ร.ต่อมารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวซึ่งมีส. เป็นผู้ขับชนกับรถยนต์บรรทุกซึ่งมี ว. เป็นผู้ขับ เพราะความประมาทของ ว.เป็นเหตุให้ส. ถึงแก่ความตายและรถยนต์บรรทุกเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้าง หรือตัวการ หรือผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานของ ว. ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานของ ว. ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงว่า จำเลยทั้งสามเป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานว.หรือไม่ส่วนประเด็นที่ว่าความประมาทเกิดจากว. หรือไม่นั้นเมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้ ต้องฟังว่า ว. เป็นฝ่ายประมาทและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 84(1) การที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยอีกเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นต้องห้ามตามมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 10-2879 ขอนแก่น และร่วมกันเป็นนายจ้างหรือตัวการจ้างวานใช้นายสุรวิทย์ เขียวชัยภูมิ ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ประกอบการขนส่งเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 เวลา 20.30 นาฬิกา ขณะที่นายเสถียรโพธิ์ชัยเลิศ ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3153 ขอนแก่นซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดระดมเคหะกิจเป็นเจ้าของผู้ครอบครอง และโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยแล่นไปตามถนนมิตรภาพจากจังหวัดขอนแก่นมุ่งหน้ามาทางจังหวัดนครราชสีมา ครั้นถึงหลักกิโลเมตรที่ 457-458อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ได้มีรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 10-2879 ขอนแก่น แล่นจากจังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าไปทางจังหวัดขอนแก่น โดยมีนายสุรวิทย์เป็นผู้ขับ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง นายสุรวิทย์ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวแซงรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้าล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนแล้วพุ่งเข้าเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายและนายเสถียรถึงแก่ความตายโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกที่รับประกันภัยไว้เป็นเงิน 136,500 บาท ค่าลากรถเป็นเงิน 7,000 บาทค่าปลงศพนายเสถียรเป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น193,500 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิได้บอกกล่าวทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 193,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจำเลยที่ 3เป็นผู้ครอบครอง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปซื้อสินค้าโดยมีนายสุรวิทย์ เขียวชัยภูมิเป็นคนขับ ส่วนนายสุรวิทย์จะไปทำละเมิดต่อผู้ใดนั้น จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและนายสุรวิทย์ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า นายสุรวิทย์ เขียวชัยภูมิเป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 โดยได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1และนายสุรวิทย์กับจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายผัก ผลไม้ส่วนจำเลยที่ 2 มีอาชีพทำนา ไม่มีส่วนร่วมด้วย จำเลยที่ 1กับนายสุรวิทย์ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 3จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุหรือเป็นนายจ้างหรือตัวการจ้างวานใช้ให้นายสุรวิทย์ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุแต่ประการใด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามโดยฟังข้อเท็จจริงว่า นายสุรวิทย์ เขียวชัยภูมิ ผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 10-2879 ขอนแก่น มิได้เป็นฝ่ายประมาทนั้นเป็นการพิพากษานอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-3153 ขอนแก่นไว้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดระดมเคหะกิจ ต่อมารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวซึ่งมีนายเสถียร โพธิ์ชัยเลิศ เป็นผู้ขับได้เกิดชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 10-2879 ขอนแก่น มีนายสุรวิทย์เป็นผู้ขับทั้งนี้เกิดจากความประมาทของนายสุรวิทย์เป็นเหตุให้นายเสถียรถึงแก่ความตาย และรถยนต์บรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 193,500 บาทให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้าง หรือตัวการ หรือผู้ใช้ หรือผู้จ้างงานนายสุรวิทย์ร่วมกันชดใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานนายสุรวิทย์ ตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสามเป็นนายจ้างตัวการผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานนายสุรวิทย์หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่า ความประมาทเกิดจากนายสุรวิทย์หรือไม่นั้น เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ ต้องฟังว่านายสุรวิทย์เป็นฝ่ายประมาทและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 84(1) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาวินิจฉัยอีก เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาวทองพูน สุขสนิท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2847/2544
#91098
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำให้การ ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงประการเดียวว่าจำเลยทั้งสามเป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือ ผู้ว่าจ้างวาน ส.หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่าความประมาทเกิดจาก ส.ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสามไม่ได้ให้การ ต่อสู้ไว้ ต้องฟังว่า ส. เป็นฝ่ายประมาทและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบกับ มาตรา 84 (1) การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาวินิจฉัยอีก เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๑๙๓,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและนายสุรวิทย์ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ กับนายสุวิทย์ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุหรือเป็นนายจ้างหรือตัวการจ้างวานใช้ให้นายสุรวิทย์ ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุแต่ประการใด จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามโดยฟังข้อเท็จจริงว่า นายสุรวิทย์ เขียวชัยภูมิ ผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๑๐ - ๒๘๗๙ ขอนแก่น มิได้เป็นฝ่ายประมาทนั้น เป็นการพิพากษานอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๐ - ๓๑๕๓ ขอนแก่น ไว้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดระดมเคหะกิจ ต่อมารถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวซึ่งมีนายเสถียร โพธิชัยเลิศ เป็นผู้ขับได้เกิดชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๑๐ - ๒๘๗๙ขอนแก่น มีนายสุรวิทย์เป็นผู้ขับ ทั้งนี้เกิดจากความประมาทของนายสุรวิทย์เป็นเหตุให้นายเสถียรถึงแก่ความตาย และรถยนต์บรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๑๙๓,๕๐๐ บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้าง หรือตัวการ หรือผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานนายสุรวิทย์ร่วมกันชดใช้เงิน ดังกล่าวแก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือ ผู้จ้างวานนายสุรวิทย์ ตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสามเป็น นายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้จ้างวานนายสุรวิทย์หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่า ความประมาทเกิดจากนายสุรวิทย์หรือไม่นั้น เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ ต้องฟังว่านายสุรวิทย์เป็นฝ่ายประมาทและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ประกอบกับมาตรา ๘๔ (๑) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ หยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาวินิจฉัยอีก เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔๖ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวทองพูน สุขสนิท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายจิรเวทย์ อุนนะนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิเทพ ศิริพากย์
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813 -ที่ 2839/2544
#43994
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างที่จะเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 นั้น จะต้องปรากฏว่ามีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคู่กรณีสามารถตกลงกันได้หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำชี้ขาดตามมาตรา 13,22,24 แล้วในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้นโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ส่วนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควรซึ่งอาจเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้าง หรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยต้องการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของจำเลยใหม่ ไม่ต้องการจ้างพนักงานเอง จะว่าจ้างบริษัทอื่นมาดำเนินงานแทน และจำเลยประสงค์จะเลิกจ้างพนักงานก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541จะมีผลใช้บังคับ หาได้ปรากฏว่าได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับทั้งศาลชั้นต้นก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าได้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นกรณีจึงไม่ต้องด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 จึงไม่ต้องพิจารณาว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างนั้นเกิดจากกระทำความผิดของโจทก์ตามข้อยกเว้นในมาตราดังกล่าวหรือไม่ กรณีต้องปรับด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ซึ่งมิได้บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างยกเหตุที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์จำเลยจึงอ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต้องปิดกิจการสาขาในประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ขึ้นต่อสู้ได้ศาลชั้นต้นจึงสามารถรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวและนำมาวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

ข้อเท็จจริงได้ความว่าระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับแรก เป็นระเบียบข้อบังคับที่ใช้เฉพาะกับลูกจ้างของจำเลยที่สำนักงานใหญ่ในประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนลูกจ้างที่สาขาในประเทศไทยใช้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับหลัง โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่สาขาในประเทศไทย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องบังคับด้วยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับหลังโจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามจำนวนตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับแรกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 27และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมด โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างหลังจากนั้นอีก 1 เดือน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชยที่ยังจ่ายไม่ครบ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดตามจำนวนเงินในฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนให้การว่า จำเลยประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินและขาดทุนอย่างมาก ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอฟื้นฟูกิจการ จำเลยจึงจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานและเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถูกต้องแล้ว และจำเลยเลิกจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้างที่สำนักงานใหญ่ในประเทศฟิลิปปินส์ตามเอกสารหมาย จ.16 และมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้างที่สาขาในประเทศไทย ซึ่งยื่นต่อกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยประสบภาวะการขาดทุนต้องปิดกิจการที่สาขาในประเทศไทย มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ไม่ใช่เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยเพิ่มจำนวนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 19 สิงหาคม 2541 จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การจ่ายค่าชดเชยระหว่างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดและจำเลยต้องบังคับด้วยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งข้อ 20 (ที่ถูกเป็นข้อ 21 ข.) ระบุเรื่องการจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างว่าให้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานและจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดครบถ้วนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างแล้วจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเพิ่มเติมอีก สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดแถลงว่าได้รับไปครบถ้วนแล้ว คำขอในส่วนนี้จึงตกไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับประเด็นเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์ว่า การเลิกจ้างของจำเลยต้องด้วยกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดได้กระทำความผิดตามข้อยกเว้นในมาตราดังกล่าว แม้จำเลยจะประสบภาวะการขาดทุนแต่จำเลยก็ยังประกอบกิจการในที่แห่งอื่นได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ทั้งเหตุดังกล่าวไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดโดยไม่ได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต้องปิดกิจการสาขาในประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยคดีนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 121, 123 และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49ก็ได้ แต่การเลิกจ้างที่จะเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 นั้น จะต้องปรากฏว่ามีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคู่กรณีสามารถตกลงกันได้หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำชี้ขาดตามมาตรา 13, 22, 24 แล้วในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้นโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ ส่วนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควรซึ่งอาจเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้าง หรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ คดีนี้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดบรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดโดยอ้างว่าจำเลยต้องการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของจำเลยใหม่ ไม่ต้องการจ้างพนักงานเองจะว่าจ้างบริษัทอื่นมาดำเนินงานแทน และจำเลยประสงค์จะเลิกจ้างพนักงานก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะทำให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มมากขึ้น หาได้ปรากฏว่าได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับทั้งศาลแรงงานกลางก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงว่า ได้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯพ.ศ. 2518 มาตรา 123 จึงไม่ต้องพิจารณาว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างนั้นเกิดจากการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดตามข้อยกเว้นในมาตราดังกล่าวหรือไม่ กรณีต้องปรับด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ซึ่งมิได้บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างยกเหตุที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ดังที่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอ้างในอุทธรณ์จำเลยจึงอ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต้องปิดกิจการสาขาในประเทศไทย มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดขึ้นต่อสู้ได้ ศาลแรงงานกลางจึงสามารถรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวและนำมาวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างดังกล่าวหรือไม่

ส่วนประเด็นเรื่องค่าชดเชย โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์ว่า การจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดมากกว่าระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.1 เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความว่าระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.16 เป็นระเบียบข้อบังคับที่ใช้เฉพาะกับลูกจ้างของจำเลยที่สำนักงานใหญ่ในประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนลูกจ้างที่สาขาในประเทศไทยใช้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่สาขาในประเทศไทย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดและจำเลยจึงต้องบังคับด้วยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดจึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามจำนวนในเอกสารหมาย จ.16 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เทพพนม ภวภูตานนท์ กับพวก
จำเลย — บริษัท ฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813 -ที่ 2839/2544
#257568
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121, 123 และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ก็ได้

การเลิกจ้างที่จะเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 นั้น จะต้องปรากฏว่ามีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคู่กรณีสามารถตกลงกันได้หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มี คำชี้ขาดตามมาตรา 13, 22, 24 แล้วในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้นโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ ส่วนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควร ซึ่งอาจเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้าง ยกเหตุที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ จำเลยจึงอ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะ การขาดทุนต้องปิดกิจการสาขาในประเทศไทย มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ขึ้นต่อสู้ได้ ศาลแรงงานกลางจึงสามารถรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวและนำมาวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชยที่ยัง จ่ายไม่ครบ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดตามจำนวนเงินในฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑, ๑๒๓ และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ก็ได้

การเลิกจ้างที่จะเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา ๑๒๓ นั้น จะต้องปรากฏว่า มีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคู่กรณีสามารถตกลงกันได้หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มี คำชี้ขาดตามมาตรา ๑๓, ๒๒, ๒๔ แล้วในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวกับข้อเรียกร้องนั้นโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ ส่วนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา ๔๙ หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุสมควรซึ่ง อาจเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้าง หรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ คดีนี้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดโดยอ้างว่าจำเลยต้องการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของจำเลยใหม่ ไม่ต้องการจ้างพนักงานเอง จะว่าจ้างบริษัทอื่นมาดำเนินงานแทน และจำเลยประสงค์จะเลิกจ้างพนักงานก่อนที่ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะทำให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มมากขึ้น หาได้ปรากฏว่า ได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับทั้งศาลแรงงานกลางก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงว่า ได้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น กรณีจึงไม่ต้องด้วย การกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๓ จึงไม่ต้องพิจารณาว่าเหตุที่จำเลยเลิกจ้างนั้นเกิดจากการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดตามข้อยกเว้นในมาตราดังกล่าวหรือไม่ กรณีต้องปรับด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ซึ่งมิได้บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างยกเหตุที่มิได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ดังที่โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอ้างในอุทธรณ์จำเลยจึงอ้างเหตุว่าจำเลยประสบภาวะการขาดทุนต้องปิดกิจการสาขาในประเทศไทย มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดขึ้นต่อสู้ได้ ศาลแรงงานกลางจึงสามารถรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวและ นำมาวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น?

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทพนม ภวภูตานนท์ กับพวก
จำเลย — บริษัทฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ จำกัด
123 — พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13, 22, 24,
49 — พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2795/2544
#36470
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องฎีกาและคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลยที่มีทนายความเป็นผู้ฎีกาและผู้ยื่นคำร้องแทนจำเลย ทนายความดังกล่าวจะต้องมีอำนาจในการฎีกาด้วย เมื่อจำเลยมิได้แต่งให้เป็นทนายความในชั้นฎีกา จึงเป็นการดำเนินคดีแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งรวม 2 กระทง เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำฟ้องฎีกาและคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับรองฎีกาของจำเลยในคดีนี้ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 นั้น นายพิทูรทวีการไถ ทนายความเป็นผู้ฎีกาและผู้ยื่นคำร้องแทนจำเลย แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้แต่งนายพิทูรเป็นทนายความของตน มีอำนาจดำเนินคดีในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแทนจำเลยได้ ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ปรากฏว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนนายพิทูรออกจากการเป็นทนายความของจำเลย และแต่งตั้งนายฤทธิชัย ปัญญวานิช เป็นทนายความของจำเลยแทน โดยได้ยื่นใบแต่งทนายความแต่งให้นายฤทธิชัยเป็นทนายความของจำเลยให้มีอำนาจอุทธรณ์ ฎีกาหรือขอพิจารณาคดีใหม่ ปรากฏตามคำร้องและใบแต่งทนายความลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในวันเดียวกันนายพิทูร จึงพ้นจากการเป็นทนายความของจำเลยนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง นายพิทูรไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยอีกต่อไป การที่นายพิทูรยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรฎีกาได้แทนจำเลยโดยจำเลยมิได้แต่งให้นายพิทูรเป็นทนายความของจำเลยในชั้นฎีกาขึ้นใหม่ จึงเป็นการดำเนินคดีแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้ในศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 217 ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย จือ แซ่ลี
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2795/2544
#69479
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องฎีกาและคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับรองฎีกาของจำเลยที่นาย พ. ทนายความเป็นผู้ฎีกาและผู้ยื่นคำร้องแทนจำเลย ทนายความดังกล่าวจะต้องมีอำนาจในการฎีกาด้วย เมื่อจำเลยมิได้แต่งให้นาย พ. เป็นทนายความในชั้นฎีกา จึงเป็นการดำเนินคดีแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง รวม ๒ กระทง เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คำฟ้องฎีกาและคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ รับรองฎีกาของจำเลยในคดีนี้ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๓ นั้น นายพิทูร ทวีการไถ ทนายความเป็นผู้ฎีกาและผู้ยื่นคำร้องแทนจำเลย แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้แต่งนายพิทูรเป็นทนายความของตน มีอำนาจดำเนินคดีในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแทนจำเลยได้ ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แต่ปรากฏว่าในระหว่างอุทธรณ์จำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนนายพิทูรออกจากการเป็นทนายความของจำเลย และแต่งนายฤทธิชัย ปัญญวานิช เป็นทนายความของจำเลยแทน โดยได้ยื่นใบแต่งทนายความแต่งให้นายฤทธิชัยเป็นทนายความของจำเลยให้มีอำนาจอุทธรณ์ ฎีกาหรือขอพิจารณาคดีใหม่ ปรากฏตามคำร้องและใบแต่งทนายความลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้วันเดียวกัน นายพิทูรจึงพ้นจากการเป็นทนายความของจำเลยนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง นายพิทูรไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยอีกต่อไป การที่นายพิทูรยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๖ รับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรฎีกาได้แทนจำเลย โดยจำเลยมิได้แต่งให้นายพิทูรเป็นทนายความของจำเลยในชั้นฎีกาขึ้นใหม่ จึงเป็นการดำเนินคดีแทนจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้ในศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายจือ แซ่ลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายคมสัน รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2544
#41164
เปิดฉบับเต็ม

ธุรกิจซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1 ที่จำเลยที่ 1ผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินการอยู่นั้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4เป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาใช้ในการดำเนินงานของผู้เป็นหุ้นส่วนตามวัตถุประสงค์ จึงเป็นเรื่องที่คู่ความโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 4เป็นตัวแทนในการกู้เงินหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้หรือสัญญาซื้อขายที่ดิน เช่นนี้ แม้การตั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับ

โจทก์ที่ 1 เป็นตัวการเข้าทำสัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลยโจทก์ที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น มิได้เข้าเป็นคู่สัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลยด้วย การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จัดกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยไม่ถูกต้อง และให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางแปลงอันทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1เท่านั้น หาได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ โจทก์ที่ 2จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2537 โจทก์ที่ 1จำเลยที่ 1 ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน ลงทุนเท่า ๆ กันในการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3709 และโฉนดเลขที่ 7044 เพื่อจัดสรรขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีโจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์เพื่อสะดวกในการรังวัดแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย และจำเลยที่ 2กับที่ 3 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของหุ้นส่วนในการกู้เงินจากธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน ต่อมาไม่สามารถดำเนินกิจการร่วมกันได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ล่วงละเมิดข้อบังคับในสัญญาหุ้นส่วน โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 สั่งจ่ายเช็คโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ นำเงินไปใช้ในกิจการส่วนตัว1,344,215 บาท ขายที่ดินบางส่วน โดยโจทก์ทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม ทำการซ่อนเร้นบัญชีรับจ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โดยไม่ให้โจทก์ทั้งสองตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีเจตนาเบียดบังทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนไปเป็นของตนและให้จำเลยที่ 3 มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่20438 ของหุ้นส่วน ทำให้โจทก์ไม่สามารถร่วมกิจการตามสัญญาหุ้นส่วนต่อไป อันเป็นการเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนของโจทก์จำเลยจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ให้โจทก์ที่ 1 หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระเงิน1,344,215 บาท คืนห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20438 ตำบลน้ำซึมอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี คืนให้แก่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ในการชำระบัญชีให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้ฝ่ายละกึ่งแก่บุคคลภายนอกแบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยคนละส่วนเท่ากัน ถ้าไม่สามารถแบ่งกันได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอก ส่วนที่เหลือให้แบ่งระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่ากัน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1ไม่เคยเข้าลงทุนเป็นห้างหุ้นส่วนในการซื้อที่ดิน เพราะโจทก์ที่ 1ไม่เคยออกเงินในการซื้อที่ดิน จำเลยที่ 4 เป็นฝ่ายออกเงินซื้อเหตุที่มีชื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยดังกล่าวเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ที่ดินจึงเป็นของจำเลยที่ 4 ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองระบุในฟ้องเป็นของจำเลยที่ 4มิใช่ของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน รถแทรกเตอร์แบ็กโฮ และเครื่องตบดิน เป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่เคยเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกันให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระเงิน 1,344,215 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ห้างหุ้นส่วน ตั้งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีโดยโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย คำขออื่นและคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องชำระเงินจำนวน 1,344,215 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ ประเด็นนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4โต้แย้งคัดค้านที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 4เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการในการกู้ยืมเงินธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนตามหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.2 ที่มีข้อความว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เข้าหุ้นกันมีโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นคู่สัญญามีจำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ลงชื่อเป็นพยาน ความข้อนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 อ้างว่า แม้จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.2 แต่ไม่ปรากฏว่าได้ประทับตราห้างจำเลยที่ 4อันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด การลงชื่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำส่วนตัว ย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 และที่ 4ให้ต้องรับผิดร่วมชำระหนี้ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ฎีกาว่า การซื้อขายที่ดินและการกู้ยืมเงินจำนวนเป็นล้านบาทของจำเลยที่ 4 ซึ่งโจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1กับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือในการเป็นตัวแทนอันฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 798 นั้น เห็นว่า ในระหว่างธุรกิจการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินการอยู่นั้น จำเลยที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 เป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาใช้ในการดำเนินงานของผู้เป็นหุ้นส่วนตามวัตถุประสงค์โดยปราศจากข้อคัดค้านแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่คู่ความโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 4เป็นตัวแทนในการกู้เงินหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้หรือสัญญาซื้อขายที่ดิน เช่นนี้ แม้การตั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่าการขายที่ดินและทรัพย์สินกับนำทรัพย์สินของหุ้นส่วนไปใช้ส่วนตัวโดยปกปิดโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบกันเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ชำระเงินจำนวน 1,344,215 บาท โดยไม่ปรากฏในการวินิจฉัยว่า จำเลยได้เบียดบังปกปิดอย่างไร ซึ่งโจทก์เพียงกล่าวอ้างลอย ๆ นำสืบไม่สมฟ้องนั้น เห็นว่า พยานโจทก์มีโจทก์ที่ 1นายเจษฎา คงเขียว บุตรโจทก์ทั้งสองและนายอุทัย สุขสุวรรณเพื่อนบ้านผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์เบิกความประกอบกันว่า จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 เบิกถอนเงินกู้จากธนาคารไปใช้ส่วนตัวในจำนวนดังกล่าวตามบัญชีรับจ่ายเอกสารหมาย จ.9 และต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย จ.9 และ จ.9/1 ที่มีข้อความกู้ยืมกำกับไว้ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับซึ่งเป็นเหตุพิพาทกันในศาลหลายคดี เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มิได้กล่าวแก้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าจำเลยเบียดบังปกปิดการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัวจึงสมฟ้องไม่เลื่อนลอยสำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในประการอื่นล้วนไม่เป็นสารแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ได้ความตามคำฟ้องและทางพิจารณาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 1 เป็นตัวการเข้าทำสัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลยโจทก์ที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น หาได้เข้าเป็นคู่สัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลยด้วยไม่ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จัดกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยไม่ถูกต้อง และให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางแปลงอันทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น หาได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 798
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ คงเขียว กับพวก
จำเลย — นายถวิล รักษาธรรมมั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2544
#69632
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการในการกู้ยืมเงินธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนตามหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ. 2 ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ. 2 แต่ไม่ปรากฏว่าได้ประทับตราห้างจำเลยที่ 4 การลงชื่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำส่วนตัว ย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ต้องรับผิดร่วมชำระหนี้ด้วยนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คู่ความโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนในการกู้เงินหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้หรือสัญญาซื้อขายที่ดิน แม้การตั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็มีผลบังคับ

โจทก์ที่ 1 เป็นตัวการเข้าทำสัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลย โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จัดกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยไม่ถูกต้อง และให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางแปลงอันทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น หาได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗ โจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน ลงทุนเท่า ๆ กันในการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๐๙ และโฉนดเลขที่ ๗๐๔๔ เพื่อจัดสรรขายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีโจทก์ที่ ๒ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ ในการถือกรรมสิทธิ์เพื่อสะดวกในการรังวัดแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการถือกรรมสิทธิ์เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป ส่วนจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของหุ้นส่วนในการกู้เงินจากธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน ต่อมาไม่สามารถดำเนินกิจการร่วมกันได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ ล่วงละเมิดข้อบังคับในสัญญาหุ้นส่วน โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ สั่งจ่ายเช็คโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ นำเงินไปใช้ในกิจการส่วนตัว ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท ขายที่ดินบางส่วน โดยโจทก์ทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม ทำการซ่อนเร้นบัญชีรับจ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โดยไม่ให้โจทก์ทั้งสองตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีเจตนาเบียดบังทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนไปเป็นของตน และให้จำเลยที่ ๓ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๓๘ ของหุ้นส่วน ทำให้โจทก์ไม่สามารถร่วมกิจการตามสัญญาหุ้นส่วนต่อไป อันเป็นการเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนของโจทก์จำเลยจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ให้โจทก์ที่ ๑ หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ชำระเงิน ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท คืนห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๓ โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๓๘ คืนให้แก่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนในการชำระบัญชีให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้ฝ่ายละกึ่งแก่บุคคลภายนอก แบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยคนละส่วนเท่ากัน ถ้าไม่สามารถแบ่งกันได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอก ส่วนที่เหลือให้แบ่งระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ คนละส่วนเท่ากัน

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ไม่เคยเข้าลงทุนเป็นห้างหุ้นส่วนในการซื้อที่ดิน เพราะโจทก์ที่ ๑ ไม่เคยออกเงินในการซื้อที่ดิน จำเลยที่ ๔ เป็นฝ่ายออกเงินซื้อ เหตุที่มีชื่อโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เนื่องจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยดังกล่าวเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๔ ที่ดินจึงเป็นของจำเลยที่ ๔ ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองระบุในฟ้องเป็นของจำเลยที่ ๔ มิใช่ของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน รถแทรกเตอร์แบ็กโฮ และเครื่องตบดิน เป็นของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ไม่เคยเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกัน ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ชำระเงิน ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ห้างหุ้นส่วน ตั้งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี โดยโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย คำขออื่นและคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓ ให้ยกเสีย

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ต้องชำระเงินจำนวน ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ ประเด็นนี้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ โต้แย้งคัดค้านที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นตัวการในการกู้ยืมเงินธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนตามหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ. ๒ ที่มีข้อความว่า โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เข้าหุ้นกัน มีโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ลงชื่อเป็นคู่สัญญา มีจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๔ ลงชื่อเป็นพยาน ความข้อนี้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อ้างว่า แม้จำเลยที่ ๒ ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เอกสารหมาย จ. ๒ แต่ไม่ปรากฏว่าได้ประทับตราห้างจำเลยที่ ๔ อันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ ๔ แต่อย่างใด การลงชื่อจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการกระทำส่วนตัว ย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ต้องรับผิดร่วมชำระหนี้ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกาว่า การซื้อขายที่ดินและการกู้ยืมเงินซึ่งโจทก์ที่ ๑ อ้างว่าจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ ไม่ปรากฏว่าได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือในการเป็นตัวแทนอันฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา ๗๙๘ นั้น เห็นว่า ในระหว่างธุรกิจการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินการอยู่นั้น จำเลยที่ ๔ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๔ เป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาใช้ในการดำเนินงานของผู้เป็นหุ้นส่วนตามวัตถุประสงค์โดยปราศจากข้อคัดค้านแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่คู่ความโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนในการกู้เงินหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้หรือสัญญาซื้อขายที่ดิน เช่นนี้ แม้การตั้งจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ จะมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับ

อนึ่ง คดีนี้ได้ความตามคำฟ้องและทางพิจารณาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นตัวการเข้าทำสัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลย โจทก์ที่ ๒ เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น หาได้เข้าเป็นคู่สัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลยด้วยไม่ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จัดกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยไม่ถูกต้อง และให้จำเลยที่ ๓ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางแปลงอันทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น หาได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ ๒ ด้วยไม่ โจทก์ที่ ๒ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ คงเขียว กับพวก
จำเลย — นายถวิล รักษาธรรมมั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2783/2544
#41163
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยให้การว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ ข้อที่ไม่รับกันจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทำการทุจริต จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ผลแห่งการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ผลแห่งการเลิกจ้างจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์อันเป็นผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้จึงไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของ น. คืนและทำใบเบิกจ่ายเงินเสนอผู้บังคับบัญชาระบุว่า น. ขอเบิกเงินค่ามัดจำคืนโดยลงชื่อ น. ในใบเบิกจ่ายเงินช่องผู้ขอเบิกทั้ง ๆ ที่ น. ไม่มีสิทธิเบิกและไม่ได้ขอเบิก เป็นทั้งการทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างการที่ศาลแรงงานกลางฟังว่าโจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยให้การก็ชอบที่จะวินิจฉัยปรับบทด้วยว่าเป็นการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงินอันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามที่จำเลยให้การไว้หรือไม่ด้วย การไม่วินิจฉัยปรับบทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกขายปลีกกะรัตเซ็นเตอร์ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 29 ของเดือนวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยมาครบ 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย90 วัน คิดเป็นเงิน 48,600 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน คิดเป็นเงิน 16,200 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 16,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าชดเชยจำนวน 48,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง โดยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 โจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของนางสาวนิษารัตน์ พันธา ซึ่งลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยคืน 2 ตัว พร้อมกับทำใบเบิกจ่ายเงินแนบท้ายเสนอผู้บังคับบัญชาระบุว่านางสาวนิษารัตน์ขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืน 2 ตัว ตัวละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 1,000 บาทซึ่งเป็นเท็จ เพราะนางสาวนิษารัตน์ไม่ได้ถูกหักเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มไว้ไม่มีสิทธิเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนโดยปลอมลายมือชื่อของนางสาวนิษารัตน์ลงในใบเบิกจ่ายเงินช่องผู้ขอเบิก และลงลายมือชื่อของตนเองในช่องผู้ตรวจ อันเป็นการปลอมเอกสารและเป็นการกระทำความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ประการเดียวว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อนางสาวนิษารัตน์ พันธาออกจากงานแล้วได้ส่งเสื้อฟอร์ม 2 ตัว คืนจำเลยผ่านทางโจทก์โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าตนไม่ได้เสียเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มไว้และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่านางสาวนิษารัตน์ไม่มีสิทธิเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนโจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของนางสาวนิษารัตน์คืน และทำใบเบิกจ่ายเงินตามเอกสารหมาย ล.1 เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น โดยแนบเอกสารหลักฐานการยืมเสื้อฟอร์มและหลักฐานการส่งคืนตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 32 ซึ่งมีลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสาวนิษารัตน์ประกอบใบเบิกจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.1 ทำขึ้นโดยใช้แบบฟอร์มซึ่งมีช่องผู้ขอเบิก ผู้ตรวจ ผู้อนุมัติ ผู้จ่าย ผู้รับ และผู้ลงบัญชี โจทก์เพียงแต่เขียนชื่อนิษารัตน์ลงในช่องผู้เบิกไม่ได้เขียนในช่องผู้รับมีลักษณะเป็นการทำไปตามที่เป็นจริงทั้งเป็นงานในหน้าที่ของโจทก์ โจทก์อยู่ในฐานะเขียนได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำการทุจริต เมื่อโจทก์ไม่ได้ทำการทุจริต การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน16,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 48,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะที่ศาลฎีกาให้รับไว้พิจารณาว่าการที่ศาลแรงงานกลางมิได้นำข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของโจทก์ที่ทำใบเบิกจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.1 โดยเขียนชื่อนางสาวนิษารัตน์ลงในช่องผู้ขอเบิกมาวินิจฉัยปรับบทว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างโดยการปลอมเอกสารตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ประการหนึ่ง กับการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นการพิพากษานอกประเด็นเพราะศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่อีกประการหนึ่งสำหรับเรื่องการพิพากษานอกประเด็น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ ข้ออ้างและข้อเถียงที่คู่ความไม่รับกันจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทำการทุจริต จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดผลแห่งการเลิกจ้างจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 118 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์อันเป็นผลการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้จึงไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็น อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเรื่องการวินิจฉัยปรับบทข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของโจทก์ว่า เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างโดยการปลอมเอกสารหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าการที่โจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของนางสาวนิษารัตน์คืนและทำใบเบิกจ่ายเงินเสนอผู้บังคับบัญชาระบุว่านางสาวนิษารัตน์ขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนโดยลงชื่อนางสาวนิษารัตน์ในใบเบิกจ่ายเงินช่องผู้ขอเบิกทั้ง ๆ ที่นางสาวนิษารัตน์ไม่มีสิทธิเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนและไม่ได้ขอเบิกเงินดังกล่าว เป็นทั้งการทุจริตต่อหน้าที่และการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างโดยการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงินในคดีแรงงานได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติเรื่องประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วโดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ดังนี้เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปรับบทด้วยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงินอันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้หรือไม่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางไม่วินิจฉัยปรับบทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นปัญหาเรื่องการวินิจฉัยปรับบทเป็นปัญหาข้อกฎหมายและคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดอาญาฐานปลอมเอกสารหรือไม่ เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาวนิษารัตน์ส่งเสื้อฟอร์ม2 ตัว คืนจำเลยผ่านทางโจทก์โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าตนไม่ได้เสียเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มไว้ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่านางสาวนิษารัตน์ไม่มีสิทธิเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนโจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของนางสาวนิษารัตน์คืนและทำใบเบิกจ่ายเงินตามเอกสารหมาย ล.1 เสนอผู้บังคับบัญชาตามหน้าที่ โดยมีการแนบเอกสารหลักฐานการยืมเสื้อฟอร์มและหลักฐานการส่งคืนตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 32 ซึ่งมีลายมือชื่อที่แท้จริงของนางสาวนิษารัตน์ปรากฏอยู่ประกอบไปด้วย ย่อมจะทำให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทราบได้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อของนางสาวนิษารัตน์เป็นอย่างไร ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ในเบิกจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.1ใช่ลายมือชื่อของนางสาวนิษารัตน์หรือไม่ ประกอบกับโจทก์เขียนชื่อนิษารัตน์ลงในใบเบิกจ่ายเงินเอกสารหมาย ล.1 เฉพาะในช่องผู้ขอเบิกไม่ได้เขียนลงในช่องผู้รับ ตัวอักษรที่เขียนขึ้นก็มีรูปลักษณะแตกต่างไปจากลายมือชื่อของนางสาวนิษารัตน์ในเอกสารหมาย ล.3 อย่างสิ้นเชิงจึงเห็นได้ว่าโจทก์เขียนคำว่านิษารัตน์ลงในใบเบิกจ่ายเอกสารหมายล.1 เพียงเพื่อให้มีข้อความครบถ้วนว่าใครเป็นผู้ขอเบิกเงินดังกล่าวเท่านั้น มิได้มีเจตนาจะให้ผู้พบเห็นเข้าใจหรือหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของนางสาวนิษารัตน์ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารไม่เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างจึงไม่ทำให้จำเลยได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว มาลี บุญจันคง
จำเลย — บริษัท กะรัตสุขภัณฑ์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2783/2544
#91346
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยให้การว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ ข้ออ้างและข้อเถียงที่คู่ความไม่รับกันจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางจดไว้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทำการทุจริต จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ผลแห่งการเลิกจ้างจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และ ป.พ.พ. มาตรา 583 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์อันเป็นผลการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้จึงไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

ในคดีแรงงานได้มี พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติเรื่องประเด็น ข้อพิพาทไว้แล้วโดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้

จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าการที่โจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของ น. คืนและทำใบเบิกจ่ายเงินเสนอผู้บังคับบัญชาระบุว่า น.ขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนโดยลงชื่อ น. ในใบเบิกจ่ายเงินช่องผู้ขอเบิกทั้ง ๆ ที่ น. ไม่มีสิทธิเบิกและไม่ได้ขอเบิกเงินดังกล่าว เป็นทั้งการทุจริตต่อหน้าที่และการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่ นายจ้างโดยการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงิน เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้างจึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปรับบทด้วยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงินอันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้หรือไม่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางไม่วินิจฉัยปรับบทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการวินิจฉัยปรับบทเป็นปัญหาข้อกฎหมายและคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดอาญาฐานปลอมเอกสารหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๖,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าชดเชยจำนวน ๔๘,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ประการเดียวว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๖,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๔๘,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับเรื่องการพิพากษานอกประเด็น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ ข้ออ้างและข้อเถียงที่คู่ความไม่รับกันจึงอยู่ที่ว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางจดไว้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้ทำการทุจริต จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ผลแห่งการเลิกจ้างจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ และ ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์อันเป็นผลการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้จึงไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

ส่วนเรื่องการวินิจฉัยปรับบทข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของโจทก์ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดบเจตนาแก่นายจ้างโดยการปลอมเอกสารหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า การที่โจทก์ทำบันทึกขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มของนางสาวนิษารัตน์คืนและทำใบเบิกจ่ายเงินเสนอผู้บังคับบัญชา ระบุว่า นางสาวนิษารัตน์ขอเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนโดยลงชื่อนางสาวนิษารัตน์ในใบเบิกจ่ายเงินช่องผู้ขอเบิกทั้ง ๆ ที่นางสาวนิษารัตน์ไม่มีสิทธิเบิกเงินค่ามัดจำเสื้อฟอร์มคืนและไม่ได้ขอเบิกเงินดังกล่าว เป็นทั้งการทุจริตต่อหน้าที่และการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างโดยการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงินในคดีแรงงานได้มี พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติเรื่องประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วโดยเฉพาะ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ดังนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าโจทก์ได้กระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้างจึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปรับบทด้วยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการปลอมเอกสารใบเบิกจ่ายเงินอันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้หรือไม่ด้วย การที่ศาลแรงงานกลางไม่วินิจฉัยปรับบทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบปัญหา เรื่องการวินิจฉัยปรับบทเป็นปัญหาข้อกฎหมายและคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดอาญาฐานปลอมเอกสารหรือไม่

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 183
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมาลี บุญจันคง
จำเลย — บริษัทกะรัตสุขภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2782/2544
#69207
เปิดฉบับเต็ม

ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเพียง 13 ปีเศษ หาใช่ 14 ปีเศษดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงไม่ต้อง รับโทษตาม ป.อ. มาตรา 74 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและ วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่แทน ข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) ก. ประกอบด้วยมาตรา 247 และ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่จำเลย มีอายุครบ 18 ปีแล้ว กรณีไม่อาจส่งตัวจำเลยไปเพื่อฝึกและอบรมตามมาตรา 74 (5) ได้ แต่สมควรให้ดำเนินการตามมาตรา 74 (2) และ (3) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกามา ศาลฎีกา ก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓, ๒๘๘, ๓๗๑ ริบอาวุธมีดของกลาง นับโทษหรือระยะเวลาฝึกและอบรมของจำเลยต่อจากคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายโดยมารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบอาวุธมีดของกลาง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘), ๓๗๑ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ ๑๔ ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ เรียงกระทงลงโทษข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๑ ปี ข้อหาพาอาวุธมีดปรับ ๔๕ บาท รวมจำคุก ๑ ปี และปรับ ๔๕ บาท คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๓๐ บาท ปรากฏตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของจำเลยว่า จำเลยมีความประพฤติเสียหายหลายอย่าง สมควรเอาตัวไว้ฝึกอบรมสักระยะหนึ่งเพื่อขัดเกลานิสัย อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง มีกำหนดขั้นต่ำ ๖ เดือน ขั้นสูง ๑ ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้รับการฝึกและอบรมต่ออีก ๑ เดือน ริบมีดของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ ๑๔ ปีเศษ และผลที่สุดพิพากษาลงโทษจำเลยโดยปรับบทลงโทษมาแต่ละกระทงความผิด แล้วเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางนั้น ในข้อนี้กลับได้ความจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๒๖ และเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ดังนั้น ขณะกระทำความผิดจำเลยคงมีอายุเพียง ๑๓ ปีเศษ เท่านั้น หาใช่ ๑๔ ปีเศษ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนเช่นนี้ แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๓) ก. ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ โดยเฉพาะขณะนี้จำเลยมีอายุครบ ๑๘ ปีแล้ว กรณีไม่อาจส่งตัวจำเลยไปเพื่อฝึกและอบรมได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ (๕) แต่แม้กระนั้นก็ตามเห็นสมควรให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ (๒) และ (๓) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกามา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ดังนั้น จึงต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยอายุยังไม่เกิน ๑๔ ปี ไม่ต้องรับโทษจึงให้มอบตัวจำเลยให้นางศิริวรรณ รักชาติ ซึ่งเป็นป้าและผู้ปกครองจำเลยไปดูแล หากจำเลยก่อเหตุร้ายภายใน ๓ ปี ให้นางศิริวรรณชำระเงินต่อศาลครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง และประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ กับละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ (๒) และ (๓) ประกอบด้วยมาตรา ๕๖ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 74
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ทวิ ม. 193 ตรี ม. 195 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 243 ก. (3) ม. 247
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)
แซ่ตั้ง — นายศุภเลิศ นาคมุกดาสมุทร โดยนางนงลักษณ์
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — เด็กชายณัฐวุฒิ รุ่งเจริญพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเย — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ศรีสง่า
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2779/2544
#36469
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของกรมสรรพากรโจทก์ในคดีนี้มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิมว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ซึ่งในคดีเดิมที่จำเลยฟ้องโจทก์ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยคดีถึงที่สุดมาแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ชำระภาษีการค้าจำนวนเดียวกันพร้อมเงินเพิ่มอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528แล้วประเมินภาษีการค้าในระยะเวลาสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2527 รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วยเป็นเงิน 341,004 บาท กรณีที่จำเลยนำรายรับดอกเบี้ยมาเสียภาษีการค้าไว้ไม่ครบถ้วนและประเมินภาษีการค้าล่วงหน้าต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย ครั้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2533 จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24มีนาคม 2536 เฉพาะประเด็นภาษีการค้าจำนวน 341,004 บาทให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2536 ลงวันที่ 7 เมษายน 2536 จึงถือว่าจำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างอยู่ตามแบบแจ้งการประเมิน จำเลยไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าว จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 388,978.72 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งอายัดของโจทก์เป็นเงิน 794.20 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 388,184.52 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ตามใบแจ้งการประเมินจำนวน 341,004 บาท และหนี้ดังกล่าวหากจะมีอยู่จริงก็เกิดขึ้นเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความทั้งโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะเมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีการค้า ย่อมถือว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมาย เพื่อให้จำเลยใช้หนี้ค่าภาษีอากรตามที่เรียกร้อง อันมีผลให้จำเลยอาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล การที่จำเลยมิได้ชำระค่าภาษีตามใบแจ้งการประเมินหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือตามคำพิพากษาศาลฎีกาก็หาได้เป็นการโต้แย้งสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน388,184.32 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่าเดิมพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528แล้วประเมินภาษีการค้าในระยะเวลาสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2527 รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 341,004 บาท จำเลยได้รับทราบการประเมินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2531 จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 192/2534 หลังจากนั้นจำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2536 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน341,004 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2536 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 188 ถึง 218 แต่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าว จำเลยจึงต้องเสียภาษีและเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม388,978.72 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งอายัดของกรมสรรพากรเป็นเงิน 794.20 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 388,184.52 บาทโจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ซึ่งในคดีเดิมได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอ้างแต่อย่างใด เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไปที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท อนุพจน์ก่อสร้าง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2544
#44616
เปิดฉบับเต็ม

การจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน แม้การจับจำเลยจะไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับและเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับได้ ก็ไม่ถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนหรือเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบอันจะต้องห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 83, 91

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม,83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 53 แล้วฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี6 เดือน ฐานกระทำชำเรา ให้ลงโทษจำคุกคนละ 25 ปี รวมให้ลงโทษจำคุกคนละ 27 ปี 6 เดือน คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ 18 ปี 4 เดือน

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการจับจำเลยทั้งสองไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับและเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฏว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย คติพจน์ เพชรศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2544
#45648
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามประกอบด้วยมาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ไม่ปรากฏว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยซึ่งอายุ 15 ปีเศษ จำเลยที่ 2อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75ประกอบด้วยมาตรา 53 แล้ว ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราให้ลงโทษจำคุกคนละ 25 ปี รวมให้ลงโทษจำคุกคนละ 27 ปี 6 เดือน คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกคนละ 18 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนคดีสำหรับข้อหานี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่จำเลยทั้งสอง ฎีกาว่าการจับจำเลยทั้งสองไม่ชอบเพราะไม่มีหมายจับและเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะจับโดยไม่มีหมายจับ พนักงานสอบสวน จึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่าการจับและการสอบสวนเป็นคนละขั้นตอนกัน เพราะการจับเป็นวิธีการที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด ส่วนการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่าห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนไม่ปรากฏว่าคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนหรือการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย คติพจน์ เพชรศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา