คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2669/2544
#36467
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจาก การบรรยายฟ้องเป็นสำคัญ เมื่อคำฟ้องเป็นที่พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาและที่ขอบังคับจำเลยตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 6 แล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกสารที่ต้องแนบมาท้ายคำฟ้องตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 7 นั้น ก็เพื่อจะให้จำเลยได้รู้ว่ามีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องตามคำฟ้องบ้างในเบื้องต้น อันจะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยความสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น แม้เอกสารดังกล่าวเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายเพียงแต่ในชั้นพิจารณาจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 46

เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาการให้สินเชื่อแล้ว มีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันตามสัญญา หากจำเลยปฏิบัติผิดข้อกำหนดใดย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทำให้มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระเงินคืนได้ การที่จำเลยปฏิบัติผิดข้อกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินกู้คืน เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายโดยชอบ แม้โจทก์จะรู้ว่าอยู่ในระหว่างที่จำเลยกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รายอื่นก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศคือเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินใน วันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ นอกจากจะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง แล้วยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ โดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ไต้หวัน สาธารณรัฐสิงคโปร์และไต้หวัน ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 7 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น โดยโจทก์ทั้งเจ็ดต่างประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งรวมทั้งรับฝากและให้กู้ยืมเงิน จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศไทยประกอบกิจการสั่งสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ผลิต ขาย จำหน่าย ส่งออก ซ่อมแซม แก้ไข ติดตั้งและให้บริการอันเกี่ยวเนื่องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการสื่อสารโทรคมนาคมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทุกประเภท เมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2538 จำเลยได้ตกลงทำสัญญาการให้สินเชื่อกับโจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐโดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตกลงให้จำเลยกู้เงินแต่ละรายในวงเงินรายละ3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ที่ 4 ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 2,500,000ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ที่ 5 ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐโจทก์ที่ 6 ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ที่ 7ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาการให้สินเชื่อดังกล่าวมีบริษัทโซซิเยเต้ เจเนอราล เอเซีย จำกัด (Societe Generale AsiaLimited) เป็นผู้จัดการสินเชื่อ (Agent) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของธนาคารโจทก์ผู้ให้กู้ทั้งหมดในการประสานงานติดต่อส่งข้อมูลส่งคำบอกกล่าวระหว่างคู่สัญญาทั้งหมด รวมถึงการแจ้งอัตราดอกเบี้ยและจำนวนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นให้โจทก์และ/หรือจำเลยทราบ และการส่งคำบอกกล่าวแก่จำเลยว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาการให้สินเชื่อ การแจ้งแก่จำเลยให้หนี้เงินกู้ทั้งปวงถึงกำหนดชำระให้แก่โจทก์ และรวมถึงการกระทำใด ๆ ตามคำสั่งของผู้ให้กู้ด้วยหลังจากทำสัญญาการให้สินเชื่อดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ขอเบิกเงินกู้จากโจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย แต่ละรายและทุกรายต่างได้ส่งมอบเงินกู้ตามสัดส่วนของตนให้จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 รวม 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาหลายประการกล่าวคือ จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการทางกฎหมายจำนวนประมาณ 14,000ดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินการ การจัดการและการบังคับการตามสัญญาซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้จ่ายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด และธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย นั้นด้วย ผู้จัดการสินเชื่อได้แจ้งเตือนให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระให้ และจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาสินเชื่อดังกล่าวโดยสัญญาข้อ 18.2(5) ซึ่งกำหนดว่า หากจำเลยจะขายทรัพย์สินของจำเลยที่มีมูลค่าตามบัญชีร้อยละ 10 ขึ้นไป จำเลยจะต้องขอความยินยอมจากกลุ่มธนาคารผู้ให้กู้ร่วมกันเกินกว่าร้อยละ 66.67 ของจำนวนเงินกู้ตามสัญญาขึ้นไปเสียก่อน แต่เมื่อประมาณปลายปี 2540จำเลยขายหุ้นของบริษัทเอเซีย บรอดคาสติ้ง แอนด์ คอมมูนิเคชั่น เน็ทเวอร์คจำกัด (เอบีซีเอ็น) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ประมาณร้อยละ 20 ไปทั้งหมดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากกลุ่มธนาคารผู้ให้กู้ นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 17.1ซึ่งจำเลยสัญญาว่าจะดำรงสถานะทางการเงินของจำเลยรวมทั้งกลุ่มบริษัทของจำเลยรวมกันเพื่อให้อัตราส่วนหนี้ไม่เกิน 3 เท่าของทุนของทั้งกลุ่มบริษัทของจำเลย แต่ตามงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทของจำเลยประจำปี 2540ได้มีการก่อหนี้สินขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อรวมกับหนี้สินเดิมอื่น ๆ ของจำเลยและกลุ่มบริษัทของจำเลยแล้วทำให้อัตราส่วนหนี้ของจำเลยและกลุ่มบริษัทของจำเลยรวมกันเกินกว่า 3 เท่าของทุนของจำเลยและกลุ่มบริษัทของจำเลยอันเป็นการกระทำที่ผิดไปจากสัญญาดังกล่าว และตามสัญญาข้อ 19 จำเลยสัญญาว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ใด ๆ เมื่อถึงกำหนดชำระหรือหากจำเลยถูกเรียกให้ชำระหนี้ใด ๆ คืนเจ้าหนี้ก่อนที่หนี้รายนั้นจะถึงกำหนดชำระตามสัญญา ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดตามสัญญาด้วย ซึ่งปรากฏว่าเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2541 จำเลยถูกธนาคารบีเอซเอฟ บังค์ อาคทิงเกเซลซาฟท์ จำกัดเจ้าหนี้ผู้ให้กู้รายหนึ่งของจำเลยเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้คืนเนื่องจากการกระทำผิดสัญญากู้ที่มีอยู่ต่อกันเป็นเงินจำนวนประมาณ 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐแต่จำเลยก็ไม่ยอมชำระให้ และธนาคารเจ้าหนี้ดังกล่าวได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว เหตุดังกล่าวถือว่าเป็นเหตุผิดนัดและผิดสัญญาการให้สินเชื่อ เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาหลายประการดังกล่าว และไม่ยอมจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญาที่มีต่อกัน ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย ได้ขอให้จำเลยจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญาแล้วก็ตาม ในที่สุดกลุ่มธนาคารผู้ให้กู้รวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดจึงได้มีคำสั่งขอให้ผู้จัดการสินเชื่อมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาและให้หนี้เงินกู้ทั้งหมดได้แก่ ต้นเงิน ดอกเบี้ยค้างชำระและหนี้สินอื่นจำนวนใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามสัญญาการให้สินเชื่อถึงกำหนดชำระโดยพลัน ผู้จัดการสินเชื่อจึงได้ออกหนังสือแจ้งจำเลยว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาและให้เงินกู้ถึงกำหนดชำระโดยพลันตามที่กลุ่มธนาคารผู้ให้กู้ร้องขอซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้วแต่ยังเพิกเฉยไม่ชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย กลุ่มธนาคารผู้ให้กู้จึงขอให้ผู้จัดการสินเชื่อออกหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดคืนอีกครั้งหนึ่งแต่หลังจากที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวแล้วจำเลยชำระเพียงดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด และธนาคารผู้มีชื่ออีก5 ราย บางส่วนเท่านั้น คิดถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระเงินกู้และดอกเบี้ยรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามสัญญาการให้สินเชื่อต่อโจทก์ทั้งเจ็ดดังนี้ ในส่วนของโจทก์ที่ 1 จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นจำนวน 3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐและค้างชำระดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 58,605.60 ดอลลาร์สหรัฐในส่วนของโจทก์ที่ 2 จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นเงินจำนวน 3,500,000ดอลลาร์สหรัฐ และค้างชำระดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 58,605.60ดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของโจทก์ที่ 3 จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นเงินจำนวน3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค้างชำระดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน58,605.60 ดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของโจทก์ที่ 4 จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นเงินจำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค้างชำระดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 41,861.13 ดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของโจทก์ที่ 5จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นเงินจำนวน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค้างชำระดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 83,722.26 ดอลลาร์สหรัฐในส่วนของโจทก์ที่ 6 จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นเงินจำนวน 4,000,000ดอลลาร์สหรัฐ และค้างชำระดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 79,848.38 ดอลลาร์สหรัฐ และในส่วนของโจทก์ที่ 7 จำเลยค้างชำระต้นเงินกู้เป็นจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค้างชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 42,661.07 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนเป็นเงินคนละ 3,558,605.60 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 3,500,000ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 2,541,861.13ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 4 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,083,722.26ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 5 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 4,079,848.38ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้โจทก์ที่ 6 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 2,042,661.07ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้โจทก์ที่ 7

จำเลยให้การว่า บรรดาเอกสารการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและการรับรองลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่ได้รับรองสำเนาถูกต้องโดยผู้รู้เห็นหรือผู้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้รับรองได้ จึงเป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่ได้แปลเอกสารการกู้เงินและหนังสือประกอบต่าง ๆ เป็นภาษาไทย ขอศาลสั่งให้โจทก์แปลเป็นภาษาไทยเพื่อจำเลยจะสามารถเข้าใจคำฟ้องและสภาพข้อหาได้ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยกำลังร่วมกับเจ้าหนี้ทั้งหลายทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของจำเลย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินบาทและภาวะเศรษฐกิจผันผวน จำเลยชำระดอกเบี้ยถูกต้องครบถ้วนและสม่ำเสมอมาโดยตลอด พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตประสงค์จะกรรโชกทรัพย์ทางการเงิน (Greenmailing) จากจำเลย และ/หรือเจ้าหนี้อื่น ๆ ซึ่งอาจต้องยอมหรือยินยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โดยโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบในการผ่อนปรนในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังเช่นเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงขัดต่อกฎหมาย เพราะนอกจากเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตแล้วยังมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลในการขัดขวางการฟื้นฟูธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวมการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย ไม่ได้ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนเพราะโจทก์สามารถเรียกเบี้ยปรับการผิดนัดชำระดอกเบี้ยได้ตามข้อกำหนดในสัญญาอยู่แล้วโจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละจำนวน 3,558,384.16 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน2,541,702.96 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน5,082,059.83 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 4,078,517.31 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ณ สิ้นวันทำการ ในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เนื่องจากโจทก์ 5 รายนี้ได้โอนหนี้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่บุคคลภายนอก และแจ้งการโอนแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 4 เท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า ตามคำฟ้องมีเอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษแต่โจทก์จัดทำคำแปลไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยเฉพาะสัญญาการให้สินเชื่อที่เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้คดีนี้จึงทำให้จำเลยไม่อาจตรวจสอบและโต้แย้งไว้ในคำให้การได้ถูกต้อง และการที่จะให้โจทก์ที่ 4 ส่งคำแปลที่สมบูรณ์ภายหลังจากครบกำหนดเวลาที่จำเลยต้องยื่นคำให้การแล้ว ก็ทำให้จำเลยไม่สามารถให้การโต้แย้งข้อสัญญาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุมเพราะทำให้จำเลยไม่เข้าใจสภาพแห่งข้อหา เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 บัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานที่ออกข้อกำหนดไว้ตามมาตรา 30 หากไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม และตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 6 กำหนดว่าคำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องในส่วนใด ศาลอาจสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ และจำเลยมีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนคำฟ้องที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการบรรยายฟ้องเป็นสำคัญเมื่อคำฟ้องในคดีนี้บรรยายถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ที่ 4 กับจำเลยตามสัญญาการให้สินเชื่อ การปฏิบัติผิดสัญญาในแต่ละข้ออย่างไรบ้าง ตลอดถึงความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์ และคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 4 ไว้โดยละเอียดแล้ว ย่อมเป็นที่พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาและที่ขอบังคับจำเลยตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540ข้อ 6 แล้ว จึงถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องตามที่จำเลยอุทธรณ์เป็นเพียงพยานหลักฐานที่โจทก์จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาตามประเด็นในคำฟ้องซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพียงแต่มีข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 7 กำหนดไว้ว่า "หากคำฟ้องหรือคำให้การอ้างถึงเอกสารใดที่คู่ความประสงค์จะนำมาเป็นพยานหลักฐานในประเด็นหลักแห่งคดี และเอกสารนั้นอยู่ในครอบครองของผู้อ้างให้แนบเอกสารดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การด้วย" ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ให้คู่ความแต่ละฝ่ายได้รู้ว่ามีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องตามคำฟ้องและคำให้การบ้างในเบื้องต้นอันจะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยความสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น แต่ในชั้นพิจารณาเอกสารดังกล่าวจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 46 เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อ 23 แห่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเอกสารแนบท้ายฟ้องเป็นเพียงพยานหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งโจทก์สามารถทำคำแปลเสนอภายหลังในชั้นพิจารณาได้คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายนั้น ชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 4 ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่นั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้แก้ไขเหตุที่โจทก์ที่ 4อ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาแล้ว โดยจำเลยได้ยกเลิกการขายทรัพย์สินคือหุ้นของบริษัทเอเซีย บรอดคาสติ้ง แอนด์ คอมมูนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค จำกัด แล้ว และกรณีที่จำเลยถูกธนาคารบีเอชเอฟ บังค์ อาคทิงเกเซลซาฟท์ จำกัดฟ้องให้ชำระหนี้ ก็ปรากฏว่าปัจจุบันธนาคารดังกล่าวได้ถอนฟ้องแล้ว ทั้งกรณีที่จำเลยมีหนี้สินเกิน 3 เท่า ของทุนของจำเลยและกลุ่มบริษัทจำเลยก็ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย หากแต่เป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจากรัฐบาลไทยประกาศลดค่าเงินบาทนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นให้การปฏิเสธไว้อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 4ฟ้องคดีนี้ทั้งที่รู้ว่าจำเลยกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 4 และจำเลยได้ทำสัญญาการให้สินเชื่อกันแล้ว ทั้งโจทก์ที่ 4 และจำเลยต่างย่อมมีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันตามข้อกำหนดในสัญญาหากจำเลยปฏิบัติผิดข้อกำหนดใดก็ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ที่ 4ทำให้โจทก์ที่ 4 มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินคืนได้ การที่โจทก์ที่ 4กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยไม่ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อบังคับให้เป็นไปตามสัญญา จำเลยขายหุ้นบริษัทเอเซียบรอดคาสติ้ง แอนด์ คอมมูนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของ อันเป็นการขายทรัพย์สินมีมูลค่าทางบัญชีเกินร้อยละ 10 ขึ้นไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 4 และผู้ให้กู้อื่น จำเลยถูกธนาคารบีเอชเอฟ บังค์ อาคทิงเกเซลซาฟท์ จำกัด ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้และจำเลยกับบริษัทในกลุ่มของจำเลยก่อหนี้รวมกันเกินกว่า 3 เท่าของทุนของจำเลย อันเป็นการปฏิบัติผิดจากข้อกำหนดตามที่ตกลงทำสัญญากันไว้แล้วโจทก์ที่ 4 จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้คืนซึ่งก็เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายโดยชอบ และเมื่อโจทก์ที่ 4 มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ได้แล้ว แม้ขณะที่ฟ้องโจทก์ที่ 4 จะรู้ว่าอยู่ในระหว่างที่จำเลยกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รายอื่นดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ที่ 4 ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต เพราะจำเลยก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อโจทก์ที่ 4 ตามกฎหมายเช่นกัน และลำพังการที่จำเลยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รายอื่นก็มิใช่เหตุจำกัดสิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าโจทก์ที่ 4 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่าตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการ ในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้น เนื่องจากในการชำระหนี้ซึ่งกำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 กำหนดให้ใช้เงินเป็นเงินของประเทศไทยได้ โดยการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่วนนี้จึงเกินคำขอ ซึ่งหากต่อมาค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่าในวันที่มีคำพิพากษาก็จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องจ่ายเงินเกินกว่าหนี้ที่มีอยู่จริง ปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ท่านว่าจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้" นั้น เป็นการให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่กำหนดกันไว้เป็นเงินตราต่างประเทศด้วยเงินไทยก็ได้และเพื่อจะไม่ให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องได้เปรียบเสียเปรียบกันในอัตราแลกเปลี่ยนเงินในกรณีที่จะชำระเป็นเงินไทย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 วรรคสอง จึงบัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ที่ 4 ได้ขอให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศ คือเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น นอกจากจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ดังกล่าวแล้วยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของโจทก์ โดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ไม่บังคับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการ ในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 46 ม. 54 ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร โซซิเยเต้ เจเนราล กับพวก
จำเลย — บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2669/2544
#69477
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่ต้องแนบมาท้ายคำฟ้องตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 7 ก็เพื่อจะให้จำเลยได้รู้ว่ามีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องตามคำฟ้องบ้างในเบื้องต้น อันจะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยความสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น แม้เอกสารดังกล่าวเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยก็ไม่มีผลทำให้ฟ้องที่มีการบรรยายฟ้องโดยชอบแล้วกลายเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพียงแต่ในชั้นพิจารณาจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 46

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศคือเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ นอกจากจะไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสองแล้ว ยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์โดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฎในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

(วรรคสอง ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2544)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนเป็นเงินคนละ 3,558,605.60 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 2,541,861.13 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 4 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,083,722.26 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 5 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 4,079,848.38 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้โจทก์ที่ 6 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 2,042,661.07 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้โจทก์ที่ 7

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละจำนวน 3,558,384.16 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 2,541,702.96 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,082,059.83 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 4,078,517.31 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.49938 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการ ในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เนื่องจากโจทก์ 5 รายนี้ได้โอนหนี้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่บุคคลภายนอก และแจ้งการโอนแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 กับจำเลยจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 4 เท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า ตามคำฟ้องมีเอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ แต่โจทก์จัดทำคำแปลไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยเฉพาะสัญญาการให้สินเชื่อที่เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้คดีนี้ จึงทำให้จำเลยไม่อาจตรวจสอบและโต้แย้งไว้ในคำให้การได้ถูกต้อง และการที่จะให้โจทก์ที่ 4 ส่งคำแปลที่สมบูรณ์ภายหลังจากครบกำหนดเวลาที่จำเลยต้องยื่นคำให้การแล้ว ก็ทำให้จำเลยไม่สามารถให้การโต้แย้งข้อสัญญาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุมเพราะทำให้จำเลยไม่เข้าใจสภาพแห่งข้อหา เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจาราณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานที่ออกข้อกำหนดไว้ตามมาตรา 30 หากไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม และตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 กำหนดว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องในส่วนใด ศาลอาจสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ และจำเลยมีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนคำฟ้องที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการบรรยายฟ้องเป็นสำคัญ เมื่อคำฟ้องในคดีนี้ บรรยายถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ที่ 4 กับจำเลยตามสัญญาการให้สินเชื่อ การปฏิบัติผิดสัญญาในแต่ละข้ออย่างไรบ้าง ตลอดถึงความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์ และคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 4 ไว้โดยละเอียดแล้ว ย่อมเป็นที่พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหา และที่ขอบังคับจำเลยตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 แล้ว จึงถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกสารที่แนบท้ายคำฟ้องตามที่จำเลยอุทธรณ์เป็นเพียงพยานหลักฐานที่โจทก์จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาตามประเด็นในคำฟ้อง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งเพียงแต่มีข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 7 กำหนดไว้ว่า "หากคำฟ้องหรือคำให้การอ้างถึงเอกสารใดที่คู่ความประสงค์จะนำมาเป็นพยานหลักฐานในประเด็นหลักแห่งคดี และเอกสารนั้นอยู่ในครอบครองของผู้อ้าง ให้แนบเอกสารดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การด้วย..."ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ให้คู่ความแต่ละฝ่ายได้รู้ว่ามีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องตามคำฟ้องและคำให้การบ้างในเบื้องต้น อันจะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยความสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น แต่ในชั้นพิจารณาเอกสารดังกล่าวจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อ 23 แห่งข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเอกสารแนบท้ายฟ้องเป็นเพียงพยานหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งโจทก์สามารถทำคำแปลเสนอภายหลังในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายนั้น ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้น เนื่องจากในการชำระหนี้ซึ่งกำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196กำหนดให้ใช้เงินเป็นเงินของประเทศไทยได้ โดยการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่วนนี้จึงเกินคำขอ ซึ่งหากต่อมาค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่าในวันที่มีคำพิพากษาก็จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องจ่ายเงินเกินกว่าหนี้ที่มีอยู่จริง ปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคแรกที่บัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ท่านว่าจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้" นั้น เป็นการให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่กำหนดกันไว้เป็นเงินตราต่างประเทศด้วยเงินไทยก็ได้ และเพื่อที่จะไม่ให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องได้เปรียบเสียเปรียบกันในอัตราแลกเปลี่ยนเงินในกรณีที่จะชำระเป็นเงินไทย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง จึงบัญญัติว่า "การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ที่ 4 ได้ขอให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศ คือเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์นั้น นอกจากจะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอบังคับของโจทก์ โดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ไม่บังคับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการ ในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 46 ม. 55 ม. 142 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารโซซิเยเต้ เจเนราล กับพวก
จำเลย — บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2544
#41146
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การลอย ๆ ว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการและมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่ามีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมาโดยมิได้ส่งหนังสือสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายคดี จำเลยเพิ่งจะส่งสำเนาสัญญาดังกล่าวต่อศาลในชั้นยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์แสดงว่า จำเลยมิได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10ศาลจึงไม่ต้องสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ฝ - 1169 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางพรพรรณ แก้วนิยมชัยศรี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ คันหมายเลขทะเบียน 83 - 5164 นครปฐม จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 โดยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกอันเนื่องจากรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหมายเลขทะเบียน 83 - 5164 นครปฐม แล่นไปตามถนนเพชรเกษมจากกรุงเทพมหานครมุ่งสู่จังหวัดราชบุรีด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ฝ - 1169 กรุงเทพมหานคร ทำให้รถทั้งสองฝ่ายเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้จัดการนำเข้าซ่อมแซมแล้ว เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน61,446 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 1ต้องรับผิดในฐานะผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว กับเป็นนายจ้างหรือตัวการใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องร่วมกับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,880 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 64,326 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 61,446 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ฝ - 1169 กรุงเทพมหานครฝ่ายเดียวหรือมีส่วนประมาทในครั้งนี้ด้วย รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ฝ - 1169 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายเล็กน้อยค่าซ่อมแซมไม่เกิน 30,000 บาท จำเลยที่ 3 รับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 83 - 5164 นครปฐม ไว้จากจำเลยที่ 2จริง แต่จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด โจทก์และจำเลยที่ 3 มีสัญญาระงับข้อพิพาทกันโดยนำเสนอเรื่องต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,880 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ประการเดียวว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 มีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้แต่คดีนี้คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ และมีนายสง่า ฮิมสกุล ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 3เบิกความเพียงว่าเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนย่อมทำให้คดีระงับ แต่จำเลยที่ 3มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่จริงดังอ้าง ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่ากรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมาโดยมิได้ส่งอ้างหนังสือสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 เพิ่งจะส่งสำเนาสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลในชั้นยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 3 ไม่นำสืบให้เห็นว่ากรณีมีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการอันจะทำให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายธนะศาสตร์ นาถึง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2544
#45645
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยมิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลแต่อย่างใด ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน64,326 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 61,446 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฝ-1169 กรุงเทพมหานคร ฝ่ายเดียวหรือมีส่วนประมาทในครั้งนี้ด้วย จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดี เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุสี่แยกสนามจันทร์ขณะนั้นไฟจราจรสีแดงให้รถจำเลยที่ 1 หยุด จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฝ-1169 กรุงเทพมหานคร แล่นตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวัง ไม่ชะลอความเร็วและหยุดรถตามที่จำเลยที่ 1 ขับ กลับเร่งความเร็วด้วยความประมาท เป็นเหตุให้พุ่งชนท้ายรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับอย่างแรง รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1ฝ-1169 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ค่าซ่อมแซมไม่เกิน 30,000 บาท จำเลยที่ 3 รับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 89-5164 นครปฐม ไว้จากจำเลยที่ 2 จริง แต่จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด โจทก์และจำเลยที่ 3 มีสัญญาระงับข้อพิพาทกันโดยนำเสนอเรื่องต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 26 สิงหาคม 2539) ต้องไม่เกิน2,880 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,500 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีคงมีปัญหาตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ประการเดียวว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 มีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ และมีนายสง่า ฮิมสกุล ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 3 เบิกความเพียงว่าเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนย่อมทำให้คดีระงับ แต่จำเลยที่ 3 มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่จริงดังอ้าง ทั้งมิได้โต้แย้ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่ากรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมาโดยมิได้ส่งอ้างหนังสือสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 เพิ่งจะส่งสำเนาสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลในชั้นยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 ไม่นำสืบให้เห็นว่ากรณีมีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ อันจะทำให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย ธนะศาสตร์ นาถึง ที่ 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2544
#69193
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยมิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลแต่อย่างใด ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๖๔,๓๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๖๑,๔๔๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร ฝ่ายเดียวหรือมีส่วนประมาทในครั้งนี้ด้วย จำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดี เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุสี่แยกสนามจันทร์ขณะนั้นไฟจราจรสีแดงให้รถจำเลยที่ ๑ หยุด จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร แล่นตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวัง ไม่ชะลอความเร็วและหยุดรถตามที่จำเลยที่ ๑ ขับ กลับเร่งความเร็วด้วยความประมาท เป็นเหตุให้พุ่งชนท้ายรถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับอย่างแรง รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๑ ฝ - ๑๑๖๙ กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ค่าซ่อมแซมไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ รับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๙ - ๕๑๖๔ นครปฐม ไว้จากจำเลยที่ ๒ จริง แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิด โจทก์และจำเลยที่ ๓ มีสัญญาระงับข้อพิพาทกันโดยนำเสนอเรื่องต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙) ต้องไม่เกิน ๒,๘๘๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๕๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีคงมีปัญหาตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๓ ประการเดียวว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๓ มีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๓ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการกำหนดให้เสนอข้อพิพาททางแพ่งให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากคู่สัญญาฝ่ายใดนำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่อนุญาโตตุลาการเสียก่อนตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องก็อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๓๐ ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยาน หรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ แต่คดีนี้คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๓ ให้การลอย ๆ อ้างว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการ และมีนายสง่า ฮิมสกุล ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ ๓ เบิกความเพียงว่าเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนย่อมทำให้คดีระงับ แต่จำเลยที่ ๓ มิได้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลให้เห็นว่า กรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่จริงดังอ้าง ทั้งมิได้โต้แย้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ทำการไต่สวนให้ปรากฏว่ากรณีมีสัญญาระงับข้อพิพาทอยู่หรือไม่ แต่กลับต่อสู้คดีตามประเด็นที่โจทก์ฟ้องตลอดมาโดยมิได้ส่งอ้างหนังสือสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายคดี จำเลยที่ ๓ เพิ่งจะส่งสำเนาสัญญาการระงับข้อพิพาทต่อศาลในชั้นยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ ๓ หาได้ประสงค์จะขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๓ ไม่นำสืบให้เห็นว่ากรณีมีสัญญาการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ อันจะทำให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายไมตรี ศรีอรุณ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทวิริยะประกันภัย
กับพวก — นายธนะศาสตร์ นาถึง ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2667/2544
#41145
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่ ช. ขับไปชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ไว้กับจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงร่วมกันฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามกรมธรรม์ประกันภัยเนื่องจากรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยไว้และรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 เสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี กระบวนพิจารณาซึ่งทำโดยโจทก์ที่ 1ถือว่าได้ทำโดยโจทก์ที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1)

คำว่า "อู่" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "ที่ที่ต่อหรือซ่อมรถหรือเรือ"เมื่อโจทก์ที่ 1 นำรถยนต์กระบะของตนไปทำการเคลือบสีและพ่นกันสนิมเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการนำไปให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดค.ทำการซ่อมแล้วให้ช. ซึ่งเป็นบุคคลของห้างดังกล่าวใช้อันจะเป็นเหตุต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่า ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้โดยบุคคลของอู่เมื่อรถยนต์ได้มอบให้อู่ซ่อม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 นายไชยรัตน์ใจพรหม ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ท - 4287 ชลบุรีของโจทก์ที่ 1 ที่ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้ต่อจำเลยไปตามถนนสุขุมวิทจากจังหวัดชลบุรีมุ่งหน้าไปทางแหลมฉบัง ระหว่างทางก่อนถึงสี่แยกอ่าวอุดมรถได้เกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ท - 4675 ชลบุรีของโจทก์ที่ 2 และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 4 ฌ - 3733 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่บนไหล่ทางถนนสุขุมวิททำให้รถยนต์กระบะของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้พนักงานของจำเลยทราบ แต่จำเลยปฏิเสธที่จะชำระค่าซ่อมให้แก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยชำระค่าซ่อมแซมรถยนต์กระบะให้แก่โจทก์ทั้งสองให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิมให้จำเลยชำระค่าเช่ารถยนต์แทนโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 33,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน33,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่ารถยนต์แทนโจทก์ทั้งสองนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระราคาค่าซ่อมให้โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 ได้นำรถไปเคลือบสีและพ่นกันสนิมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดคลีนปาร์คคาร์โค้ท มิได้เกิดจากการที่รถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1 เกิดเหตุแล้วเข้าซ่อมด้วยความยินยอมของจำเลยซึ่งตามเงื่อนไขในสัญญากรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.13 เรื่องการยกเว้นทั่วไป การประกันภัยตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้โดยบุคคลของอู่เมื่อรถยนต์ได้มอบให้อู่ซ่อม การที่โจทก์ที่ 1มอบรถยนต์กระบะของตนให้อู่ซ่อมและอยู่ในความครอบครองของอู่ และขณะเกิดเหตุนายไชยรัตน์ ใจพรหม ผู้ขับรถของโจทก์ที่ 1เป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดคลีนปาร์คคาร์โค้ท จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างนายไชยรัตน์ กับโจทก์ที่ 1 ที่เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของนายไชยรัตน์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินคนละ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มอบหมายให้นายไชยรัตน์ขับรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1 ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลย นายไชยรัตน์ขับไปชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 2จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ที่ 1 ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยโจทก์ทั้งสองได้ส่งสำเนากรมธรรม์ประกันภัยมาท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำฟ้องตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5หมวดที่ 2 การคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.3ความรับผิดต่อทรัพย์สิน ระบุว่าจำเลยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกในนามของโจทก์ที่ 1 สภาพแห่งข้อหาในกรณีของโจทก์ที่ 2 คือจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในนามของโจทก์ที่ 1 โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่านายไชยรัตน์ขับรถยนต์กระบะที่โจทก์ที่ 1 ประกันภัยไว้ต่อจำเลยชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 2 เสียหายและมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าซ่อมแซมแก่โจทก์ที่ 2 คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2 ร่วมกันฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ที่ 1 ทำไว้ต่อจำเลยโจทก์ทั้งสองจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี กระบวนพิจารณาซึ่งทำโดยโจทก์ที่ 1 ถือว่าได้ทำโดยโจทก์ที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59(1)

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า การที่โจทก์ที่ 1 นำรถยนต์กระบะของตนไปทำการเคลือบสีและพ่นกันสนิมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดคลีนปาร์คคาร์โค้ท และมอบหมายให้นายไชยรัตน์ลูกจ้างของห้างดังกล่าวขับรถยนต์กระบะไปคืนโจทก์ที่ 1 แล้วเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้บุคคลของอู่ใช้รถยนต์กระบะที่จำเลยรับประกันภัยไว้โดยจำเลยมิได้เป็นผู้สั่งหรือให้ความยินยอม กรณีจึงต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.1 ข้อ 2.13.5 และข้อ 3.8.4 หรือไม่ เห็นว่า คำว่า "อู่" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "ที่ที่ต่อหรือซ่อมรถหรือเรือ" ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 นำรถยนต์กระบะของตนไปทำการเคลือบสีและพ่นกันสนิมเท่านั้น จึงหาเป็นการนำไปให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคลีนปาร์คคาร์โค้ททำการซ่อมแล้วให้นายไชยรัตน์ซึ่งเป็นบุคคลของห้างดังกล่าวใช้อันจะเป็นเหตุต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ ฎีกาข้อกฎหมายทั้งสองข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลาด จันทะลับ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2667/2544
#69640
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มอบหมายให้ ช.ขับรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1 ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลย ช. ขับไปชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 2 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ที่ 1 ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยโจทก์ทั้งสองได้ส่งสำเนากรมธรรม์ประกันภัยมาท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำฟ้อง ซึ่งระบุว่าจำเลยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกในนามของโจทก์ที่ 1 สภาพแห่งข้อหาในกรณีของโจทก์ที่ 2 คือ จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในนามของโจทก์ที่ 1 โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ช. ขับรถยนต์กระบะที่โจทก์ที่ 1 ประกันภัยไว้ต่อจำเลยชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 2 เสียหายและมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าซ่อมแซมแก่โจทก์ที่ 2 คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ร่วมกันฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ที่ 1 ทำไว้ต่อจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี กระบวนพิจารณาซึ่งทำโดยโจทก์ที่ 1 ถือว่าได้ทำโดยโจทก์ที่ 2 ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1)

คำว่า "อู่" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "ที่ที่ต่อหรือซ่อมรถหรือเรือ" การที่โจทก์ที่ 1 นำรถยนต์กระบะของตนไปทำการเคลือบสีและพ่นกันสนิมจึงหาเป็นการนำไปให้ซ่อมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าซ่อมแซมรถยนต์กระบะให้แก่โจทก์ทั้งสองให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม ให้จำเลยชำระค่าเช่ารถยนต์แทนโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 33,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 33,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่ารถยนต์แทนโจทก์ทั้งสองนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระราคาค่าซ่อมให้โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินคนละ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มอบหมายให้นายไชยรัตน์ขับรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 1 ที่เอาประกันภัยไว้ต่อจำเลย นายไชยรัตน์ขับไปชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 2 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ที่ 1 ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยโจทก์ทั้งสองได้ส่งสำเนากรมธรรม์ประกันภัยมาท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำฟ้อง ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 หมวดที่ 2 การคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 2.3 ความรับผิดต่อทรัพย์สิน ระบุว่าจำเลยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกในนามของโจทก์ที่ 1 สภาพแห่งข้อหาในกรณีของโจทก์ที่ 2 คือ จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในนามของโจทก์ที่ 1 โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า นายไชยรัตน์ขับรถยนต์กระบะที่โจทก์ที่ 1 ประกันภัยไว้ต่อจำเลยชนรถยนต์กระบะของโจทก์ที่ 2 เสียหาย และมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าซ่อมแซมแก่โจทก์ที่ 2 คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ร่วมกันฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ที่ 1 ทำไว้ต่อจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี กระบวนพิจารณาซึ่งทำโดยโจทก์ที่ 1 ถือว่าได้ทำโดยโจทก์ที่ 2 ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1)

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า การที่โจทก์ที่ 1 นำรถยนต์กระบะของตนไปทำการเคลือบสีและพ่นกันสนิมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดคลีนปาร์คคาร์โค้ท และมอบหมายให้นายไชยรัตน์ลูกจ้างของห้างดังกล่าวขับรถยนต์กระบะไปคืนโจทก์ที่ 1 แล้วเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้บุคคลของอู่ใช้รถยนต์กระบะที่จำเลยรับประกันภัยไว้โดยจำเลยมิได้เป็นผู้สั่งหรือให้ความยินยอม กรณีจึงต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 1 หรือ ล. 1 ข้อ 2.13.5 และข้อ 3.8.4 หรือไม่ เห็นว่า คำว่า "อู่" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "ที่ที่ต่อหรือซ่อมรถหรือเรือ" ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 นำรถยนต์กระบะของตนไปทำการเคลือบสีและพ่นกันสนิมเท่านั้น จึงหาเป็นการนำไปให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคลีนปาร์คคาร์โค้ททำการซ่อมแล้ว ให้นายไชยรัตน์ซึ่งเป็นบุคคลของห้างดังกล่าวใช้อันจะเป็นเหตุต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 867 ม. 877
ป.วิ.พ. ม. 59 (1) ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลาด จันทะลับ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายตามจิต โสตถิธรรม์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2544
#44614
เปิดฉบับเต็ม

ตารางกรมธรรม์ประกันภัยระบุการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามสัญญาในรายการของตาราง เมื่อได้ความว่ารถยนต์พิพาทถูก ภ. ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของน้องชายจำเลยที่ 1 ลักไปโดยจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะทราบว่าภ. นำรถยนต์พิพาทไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1ไม่สามารถนำรถยนต์คันพิพาทกลับคืนมาได้ย่อมถือได้ว่ารถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปโดยเหตุอันเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 340,000 บาทและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 91,000 บาท กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 13,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนพร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2ต่อเดือน ของต้นเงิน 431,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะจำเลยที่ 1 อาจฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 273,753 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ก็ให้จำเลยร่วมเป็นผู้ชำระแทน

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยร่วมฎีกาว่า รถยนต์คันพิพาทไม่ได้สูญหาย เนื่องจากนางภัทรวีร์ บุญนาค ภริยาของนายวัชรชัยอึ๊งโพธิ์ นำไปจำนำไว้ที่บ่อนการพนัน จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับปัญหาดังกล่าว นายวัชรชัย อึ๊งโพธิ์ น้องจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่าพยานดูแลและใช้สอยรถยนต์คันพิพาทในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ขณะที่พยานพักอยู่กับนางภัทรวีร์บุญนาค ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ปรากฏว่ารถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปพร้อมกุญแจพยานได้ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า นางภัทรวีร์เป็นผู้ลักรถยนต์ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.2 นายทวีศักดิ์ พงษ์พิเดช พนักงานติดตามรถยนต์ของจำเลยร่วมเบิกความเจือสมพยานจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2538 พยานได้รับแจ้งจากนายวัชรชัยว่า นางภัทรวีร์ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายวัชรชัยได้ลักรถยนต์ของจำเลยที่ 1ซึ่งนายวัชรชัยรับดูแลรักษาไปและนำไปจำนำไว้ที่บ่อนการพนัน พยานได้บันทึกถ้อยคำของนายวัชรชัยไว้ตามเอกสารหมาย ล.7 ต่อมาพยานติดตามไปที่บ่อนการพนันพบว่า รถยนต์คันพิพาทจำนำไว้ที่บ่อนการพนันจริงซึ่งเอกสารหมาย ล.7 เป็นบันทึกที่นายวัชรชัยให้ถ้อยคำไว้ต่อจำเลยร่วมมีใจความว่า ในระหว่างที่นายวัชรชัยรับดูแลรักษารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่านางภัทรวีร์ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายวัชรชัยได้ลักรถยนต์คันพิพาทไปจำนำที่บ่อนคลองตันและนำเงินไปเล่นการพนันจนหมดจากคำของพยานดังกล่าวประกอบบันทึกตามเอกสารหมาย ล.7 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางภัทรวีร์ได้ลักรถยนต์คันพิพาทไปจำนำที่บ่อนการพนัน โดยจำเลยที่ 1 และนายวัชรชัยมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย มีปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันพิพาทโดยมีโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ในสัญญาหมวดที่ 3 การคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ระบุไว้ในข้อ 3.5.3 ว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ จำเลยร่วมจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามสัญญาข้อ 3.1 ในรายการ 4 ของตาราง เมื่อได้ความว่ารถยนต์คันพิพาทถูกนางภัทรวีร์ลักไปโดยจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรู้เห็นด้วยแม้จำเลยที่ 1จะทราบว่านางภัทรวีร์นำรถยนต์คันพิพาทไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถยนต์คันพิพาทกลับคืนมาได้ ย่อมถือได้ว่ารถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปโดยเหตุอันเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 867
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว ปฏิญญา ดุษฎีวนิช กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2544
#45644
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่สามารถยกข้อต่อสู้ขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้อย่างไม่มีจำกัดและศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดของคู่ความทุกฝ่ายไปได้ในคราวเดียวกันโดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีเรื่องใหม่ เมื่อจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์สูญหายแก่โจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ถือว่าเกินคำขอของโจทก์

กรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ เมื่อรถยนต์ถูก ภ. ลักไปโดยจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะทราบว่า ภ. นำรถยนต์ไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถยนต์กลับคืนมาได้ ย่อมถือได้ว่ารถยนต์ได้สูญหายไปโดยเหตุเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ศ-7115กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อ 395,932.20 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 6 เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 340,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองรวมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 91,000 บาทกับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 13,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนพร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของต้นเงิน 431,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ได้ 5 งวด ปรากฏว่ารถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไป โดยมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 คงรับผิดเพียงเท่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 260,000 บาทเศษเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ค่าเสียหายหากจะมีก็คือดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 1 ได้ทำประกันภัยรถยนต์คันพิพาทและได้แจ้งเบาะแสเรื่องรถยนต์คันพิพาทสูญหายให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยไม่เรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยและไม่ติดตามเอารถยนต์คืน ความเสียหายจึงเกิดจากความผิดของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะจำเลยที่ 1 อาจฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันพิพาทโดยมีจำเลยที่ 1เป็นผู้เอาประกันภัย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยร่วมเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าจำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเท่านั้น รถยนต์คันพิพาทนั้น จำเลยที่ 1 ยินยอมให้บุคคลผู้มีชื่อนำไปใช้ แต่บุคคลผู้มีชื่อยังไม่ได้นำมาคืนเท่านั้นหาได้สูญหายไปไม่ จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดและตามคำให้การของจำเลยที่ 1ระบุว่ารถยนต์คันพิพาทสูญหายไปโดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นผลให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เนื่องจากจำเลยร่วมจะรับผิดต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน273,753 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์2539 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนก็ให้จำเลยร่วมเป็นผู้ชำระแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยร่วมฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องหรือขอให้บังคับจำเลยร่วมร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่ารถยนต์คันพิพาทสูญหายไปโดยมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันวินาศภัยรถยนต์คันพิพาทไว้กับจำเลยร่วมซึ่งจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์คันพิพาทสูญหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ ในระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ได้ขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บุคคลอาจเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้นอกเหนือจากการเป็นคู่ความนับแต่เริ่มต้นตามคดีตามปกติ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเป็นจำเลยร่วมตามคำขอของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จำเลยร่วมสามารถยกข้อต่อสู้ของตนขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดของคู่ความทุกฝ่ายในคดีไปได้ในคราวเดียวกัน โดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นเมื่อศาลเห็นว่าตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์สูญหายแก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ถือว่าเกินคำขอของโจทก์ ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยร่วมฎีกาข้อต่อมาว่า รถยนต์คันพิพาทไม่ได้สูญหายเนื่องจากนางภัทรวีร์บุญนาค ภริยาของนายวัชรชัย อึ๊งโพธิ์ นำไปจำนำไว้ที่บ่อนการพนัน จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับปัญหาดังกล่าวนายวัชรชัย อึ๊งโพธิ์น้องจำเลยที่ 1เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่าพยานดูแลและใช้สอยรถยนต์คันพิพาทในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ขณะที่พยานพักอยู่กับนางภัทรวีร์ บุญนาค ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสปรากฏว่ารถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปพร้อมกุญแจ พยานได้ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่านางภัทรวีร์เป็นผู้ลักรถยนต์นายทวีศักดิ์ พงษ์พิเดช พนักงานติดตามรถยนต์ของจำเลยร่วมเบิกความเจือสมพยานจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2538 พยานได้รับแจ้งจากนายวัชรชัยว่านางภัทรวีร์ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายวัชรชัย ได้ลักรถยนต์ของจำเลยที่ 1ซึ่งนายวัชรชัยรับดูแลรักษาไปและนำไปจำนำไว้ที่บ่อนการพนัน พยานได้บันทึกถ้อยคำของนายวัชรชัยไว้ ต่อมาพยานติดตามไปที่บ่อนการพนันพบว่า รถยนต์คันพิพาทจำนำไว้ที่บ่อนการพนันจริง ซึ่งในบันทึกที่นายวัชรชัยให้ถ้อยคำไว้ต่อจำเลยร่วมมีใจความว่าในระหว่างที่นายวัชรชัยรับดูแลรักษารถยนต์ของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่านางภัทรวีร์ภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสของนายวัชรชัยได้ลักรถยนต์คันพิพาทไปจำนำที่บ่อนคลองตัน และนำเงินไปเล่นการพนันจนหมด จากคำของพยานประกอบบันทึกเอกสารดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางภัทรวีร์ ได้ลักรถยนต์คันพิพาทไปจำนำที่บ่อนการพนันโดยจำเลยที่ 1 และนายวัชรชัยมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย มีปัญหาว่าจำเลยร่วม ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันพิพาทโดยมีโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ในสัญญาหมวดที่ 3 การคุ้มครองความเสียหาย ต่อรถยนต์ ระบุไว้ในข้อ 3.5.3 ว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ จำเลยร่วม จะจ่าย ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามสัญญาข้อ 3.1 ในรายการ 4 ของตาราง เมื่อได้ความว่า รถยนต์คันพิพาทถูกนางภัทรวีร์ลักไปโดยจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แม้จำเลยที่ 1จะทราบว่านางภัทรวีร์นำรถยนต์คันพิพาทไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถยนต์คันพิพาทกลับคืนมาได้ ย่อมถือได้ว่า รถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปโดยเหตุอันเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว ปฎิญญา ดุษฎีวนิช กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2544
#69192
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(3) จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่สามารถยกข้อต่อสู้ขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้อย่างไม่มีจำกัด และศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดของคู่ความทุกฝ่ายไปได้ในคราวเดียวกันโดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีเรื่องใหม่ เมื่อจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์สูญหายแก่โจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ถือว่าเกินคำขอของโจทก์

กรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ เมื่อรถยนต์ถูกภ. ลักไปโดยจำเลยที่1 ผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แม้จำเลยที่1 จะทราบว่าภ. นำรถยนต์ไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน เมื่อจำเลยที่1 ไม่สามารถนำรถยนต์กลับคืนมาได้ ย่อมถือได้ว่ารถยนต์ได้สูญหายไปโดยเหตุเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๔ศ-๗๑๑๕ กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อ ๓๙๕,๙๓๒.๒๐ บาท มีจำเลยที่๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่๑ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่๖ เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่๑ไม่ส่งมอบรถยนต์คืน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๔๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๙๑,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ ๑๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนพร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ๒ ต่อเดือนของต้นเงิน ๔๓๑,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่๑ให้การว่า จำเลยที่๑ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ได้ ๕ งวด ปรากฏว่ารถยนต์คันพิพากษาได้สูญหายไป โดยมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่๑ จำเลยที่๑ คงรับผิดเพียงเท่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน ๒๖๐,๐๐๐ บาทเศษเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ๒ ต่อเดือน ค่าเสียหายหากจะมีก็คือดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำเลยที่๑ ได้ทำประกันภัยรถยนต์กันพิพาทและได้แจ้งเบาะแสเรื่องรถยนต์คันพิพาทสูญหายให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉยไม่เรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยและไม่ติดตามเอารถยนต์คืน ความเสียหายจึงเกิด่จากความผิดของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่๑ ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะจำเลยที่๑ อาจฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗(๓) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันพิพาทโดยมีจำเลยที่๑ เป็นผู้เอาประกันภัย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยร่วมเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าจำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่๑ผู้เอาประกันภัยเท่านั้น รถยนต์คันพิพาทนั้นจำเลยที่ ๑ ยินยอมให้บุคคลผู้มีชื่อนำไปใช้ แต่บุคคลผู้มีชื่อยังไม่ได้นำมาคืนเท่านั้นหาได้สูญหายไปไม่ จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดและตามคำให้การของจำเลยที่๑ ระบุว่ารถยนต์คันพิพาทสูญหายไปโดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่๑ จำเลยที่๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เป็นผลให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เนื่องจากจำเลยร่วมจะรับผิดต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องและยกคำร้องของจำเลยที่๑

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่๑ และที่๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำวน ๒๗๓,๗๕๓ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่๑ และที่๒ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนก็ให้จำเลยร่วมเป็นผู้ชำระแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยร่วมฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องหรือขอให้บังคับจำเลยร่วมร่วมกับจำเลยที่๑ที่๒ รับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่๑ ผู้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทและจำเลยที่๒ ผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ จำเลยที่๑ให้การต่อสู้คดีว่ารถยนต์คันพิพาทสูญหายไปโดยมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่๑ จำเลยที่๑ได้เอาประกันวินาศภัยรถยนต์คันพิพาทไว้กับจำเลยร่วมซึ่งจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์คันพิพาทสูญหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ ในระหว่างพิจารณาจำเลยที่๑ได้ขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บุคคลอาจเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้นอกเหนือจากการเป็นคู่ความนับแต่เริ่มต้นตามคดีตามปกติ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเป็นจำเลยร่วมตามคำขอของจำเลยที่๑ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา๕๗(๓) จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จำเลยร่วมสามารถยกข้อต่อสู้ของตนขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์และจำเลยที่๑ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดของคู่ความทุกฝ่ายในคดีไปได้ในคราวเดียวกัน โดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลเห็นว่าตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์สูญหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ถือว่าเกินคำขอของโจทก์ ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยร่วมฎีกาข้อต่อมาว่า รถยนต์คันพิพาทไม่ได้สูญหายเนื่องจากนางภัทรวีร์ บุญนาค ภริยาของนายวัชรชัย อึ๊งโพธิ์ นำไปจำนำไว้ที่บ่อนการพนัน จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับปัญหาดังกล่าวนายวัชรชัย อึ๊งโพธิ์น้องจำเลยที่๑เบิกความเป็นพยานจำเลยที่๑ว่าพยานดูแลและใช้สอยรถยนต์ คันพิพาทในช่วงเวลาที่จำเลยที่๑เดินทางไปต่างประเทศ เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘ ขณะที่พยานพักอยู่กับนางภัทรวีร์ บุญนาค ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสปรากฎว่ารถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปพร้อมกุญแจ พยานได้ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่านางภัทรวีร์เป็นผู้ลักรถยนต์ นายทวีศักดิ์ พงษ์พิเดช พนักงานติดตามรถยนต์ของจำเลยร่วมเบิกความเจือสมพยานจำเลยที่ ๑ ว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๓๘ พยานได้รับแจ้งจากนายวัชรชัยว่านางภัทรวีร์ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายวัชรชัย ได้ลักรถยนต์ของจำเลยที่๑ ซึ่งนายวัชรชัยรับดูแลรักษาไปและนำไปจำนำไว้ที่บ่อนการพนัน พยานได้บันทึกถ้อยคำของนายวัชรชัยไว้ ต่อมาพยานติดตามไปที่บ่อนการพนันพบว่า รถยนต์คันพิพาทจำนำไว้ที่บ่อนการพนันจริง ซึ่งในบันทึกที่นายวัชรชัยให้ถ้อยคำไว้ต่อจำเลยร่วมมีใจความว่าในระหว่างที่นายวัชรชัยรับดูแลรักษารถยนต์ของจำเลยที่๑ ปรากฎว่านางภัทรวีร์ภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสของนายวัชรชัยได้ลักรถยนต์คันพิพาทไปจำนำที่บ่อนคลองตัน และนำเงินไปเล่นการพนันจนหมด จากคำของพยานประกอบบันทึกเอกสารดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางภัทรวีร์ ได้ลักรถยนต์คันพิพาทไปจำนำที่บ่อนการพนันโดยจำเลยที่๑ และนายวัชรชัยมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย มีปัญหาว่าจำเลยร่วม ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าจำเลยที่๑ เป็นผู้เอา ประกันภัยรถยนต์คันพิพาทโดยมีโจทก์เป็นผู้รับประโชยน์ ในสัญญาหมวดที่๓ การคุ้มครองความเสียหาย ต่อรถยนต์ ระบุไว้ในข้อ ๓.๕.๓ ว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ จำเลยร่วม จะจ่าย ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามสัญญาข้อ ๓.๑ ในรายการ ๔ ของตาราง เมื่อได้ความว่า รถยนต์คันพิพาทถูกนางภัทรวีร์ลักไปโดยจำเลยที่๑มิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แม้จำเลยที่๑ จะทราบว่านางภัทรวีร์ นำรถยนต์ คันพิพาทไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน แต่เมื่อจำเลยที่๑ไม่สามารถนำรถยนต์คันพิพาทกลับคืนมาได้ ย่อมถือได้ว่า รถยนต์คันพิพาทได้สูญหายไปโดยเหตุอันเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงชอบแล้ว ฎีกาของ จำเลยร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 142
ชื่อคู่ความ
ดุษฎีวนิชกับพวก — นางสาวปฎิญญา
จำกัด — บริษัทวิริยะประกันภัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กู้มานะชัย
ศาลอุทธรณ์ — จิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิเทพ ศิริพากย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2655/2544
#41144
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวนอกจากเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงยุติดังที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าว แต่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแน่นอนดังนี้ ฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จะต้องรับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างด้วยเหตุประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7115ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 7115 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยการประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยนำเงินมาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หากไม่อาจประมูลได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินโดยไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างให้ต่างคนต่างรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินได้เงินเท่าใดนำมาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งกับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายถาวร น้อยปิ่นทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1364 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนางสุดาตายเมื่อปี 2530 โจทก์และจำเลยรับโอนมรดกที่ดินพิพาทโดยระบุในสารบัญจดทะเบียนว่า โจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวม โดยมิได้ระบุส่วนสัดในการถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทและแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดกเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 เมื่อนำมาวินิจฉัยประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งแล้ว ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยซึ่งเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 149 ตารางวา เป็นส่วนสัดแน่นอนเมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแน่นอนตามที่จำเลยอ้างจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า โจทก์และจำเลยมีส่วนในที่ดินพิพาทเท่ากันตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามมาตรา 1363 จำเลยฎีกาว่าตามข้อสันนิษฐานของมาตรา 1357 น่าจะใช้ได้ในกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เมื่อที่ดินพิพาทมีตะล่อมข้าวที่จำเลยครอบครองและใช้ประโยชน์เพียงผู้เดียวเนื้อที่ 199 ตารางวา ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองปลูกบ้านมีเนื้อที่ 48ตารางวา เท่านั้น ศาลฎีกา เห็นว่าที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น นอกจากเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7ก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงยุติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ดังกล่าว แต่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยซึ่งเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 199 ตารางวาเป็นส่วนสัดแน่นอนฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จะต้องรับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างด้วยเหตุประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สนั่น เรือนใหม่
จำเลย — นาง บาน น้อยปิ่น
จำเลย — โดยนาย ถาวร น้อยปิ่น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2653/2544
#41143
เปิดฉบับเต็ม

ยอดเงินตามโพยมิใช่องค์ประกอบความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบที่ต้องกล่าวมาในฟ้อง แต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ เมื่อระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2540 เวลากลางวันถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก อันเป็นการเล่นการพนันซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันซึ่งระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 3 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นอันนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และร่วมเล่นการพนันกับพวกที่หลบหนี และเมื่อระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2541เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการเล่นซึ่งระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานโดยถือเอาเลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 และเลขท้าย 2 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 และวันที่ 16 ระหว่างวันที่ 16มกราคม 2541 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2541 งวดใดไม่ปรากฏชัดเป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นอันนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 9, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 9, 10, 12(1) (ที่ถูกมาตรา 12(1)และ (2) ลงโทษจำคุก 6 เดือน ระหว่างพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือนริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยในประเด็นว่า คำฟ้องข้อหาเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลกไม่มีระบุในบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 และไม่มีบทลงโทษส่วนข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบก็มิได้ระบุองค์ประกอบของการเล่นและยอดเงินที่เล่น จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า สำหรับข้อหาเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นทายผลฟุตบอลโลก อันเป็นการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันซึ่งได้ระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 3 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน นำมาซึ่งผลประโยชน์ของตนและร่วมเล่นกับพวกที่หลบหนีอยู่ ส่วนข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบอันนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และร่วมกันเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นการเล่นซึ่งระบุไว้ในบัญชี ข.หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โดยถือเอาเลขท้าย 3 ตัว ของเลขรางวัลที่ 1 และเลขท้าย 2 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 และ 16 ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2541ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2541 เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามคำฟ้องแล้ว ส่วนยอดเงินตามโพยมิใช่องค์ประกอบความผิดแต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องทั้งสองข้อหาจึงหาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น....

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด2 กรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้ไขโทษ"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 9, 10 และ 12 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นาย เอกชัย มาลยพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2653/2544
#69191
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับข้อหาเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นทายผลฟุตบอลโลก อันเป็นการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันซึ่งได้ระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 3 ท้าย พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน นำมาซึ่งผลประโยชน์ของตน และร่วมเล่นกับพวกที่หลบหนีอยู่ ส่วนข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบ อันนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และร่วมกันเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน อันเป็นการเล่นซึ่งระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โดยถือเอาเลขท้าย 3 ตัว ของเลขรางวัลที่ 1 และเลขท้าย 2 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 และ 16 ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2541 เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามคำฟ้องแล้ว ส่วนยอดเงินตามโพยมิใช่องค์ประกอบความผิดแต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องทั้งสองข้อหาจึงหาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องโจทก์ จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า พฤติการณ์ในการค้นและออกหมายค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจนำพยานหลักฐานที่ได้มาใช้รับฟังลงโทษจำเลยได้นั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งมิใช่ข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฏหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้ไขโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๙ , ๑๐ , ๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๙ , ๑๐ , ๑๒ (๑) (ที่ถูกมาตรา ๑๒ (๑) และ (๒)) ลงโทษจำคุก ๖ เดือน ระหว่างพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๔ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว สำหรับฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยในประเด็นว่า คำฟ้องข้อหาเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก ไม่มีระบุในบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ และไม่มีบทลงโทษ ส่วนข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบก็มิได้ระบุองค์ประกอบของการเล่นและยอดเงินที่เล่น จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า สำหรับข้อหาเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นทายผลฟุตบอลโลก อันเป็นการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันซึ่งได้ระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข ๓ ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน นำมาซึ่งผลประโยชน์ของตน และร่วมเล่นกับพวกที่หลบหนีอยู่ ส่วนข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบ อันนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และร่วมกันเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน อันเป็นการเล่นซึ่งระบุไว้ในบัญชี ข. หมายเลข ๑๖ ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยถือเอาเลขท้าย ๓ ตัว ของเลขรางวัลที่ ๑ และเลขท้าย ๒ ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ ๑ และ ๑๖ ระหว่างวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๑ เป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามคำฟ้องแล้ว ส่วนยอดเงินตามโพยมิใช่องค์ประกอบความผิดแต่เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องทั้งสองข้อหาจึงหาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับการออกหมายค้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการค้นได้กระทำ ณ สถานที่ตามที่ระบุในหมายค้นหรือไม่ รวมทั้งคำร้องขอให้สืบพยานหลักฐานใหม่นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องโจทก์ จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า พฤติการณ์ในการค้นและออกหมายค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจนำพยานหลักฐานที่ได้มาใช้รับฟังลงโทษจำเลยได้นั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งมิใช่ข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยว่าควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและพยานหลักฐานโจทก์ซึ่งปรากฏในสำนวนตามเอกสารหมาย ป.จ.๒ และ ป.จ.๓ จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันรายใหญ่และร่วมเล่นด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด ๒ กรรมต่างกัน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้องโดยไม่แก้ไขโทษ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๙ , ๑๐ และ ๑๒ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5) ม. 176 ม. 192 ม. 195 ม. 212
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ม. 12 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายเอกชัย มาลยพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางสาวธัญวรัตน์ ภูภัทรโยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2544
#41142
เปิดฉบับเต็ม

ตามอนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดียถือได้ว่าบริษัทจำเลยมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย แต่คำว่า "สถานประกอบการถาวร"ตามอนุสัญญาดังกล่าว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการประกอบธุรกิจดังนั้น เมื่อใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยของจำเลยสิ้นอายุไปแล้ว ไม่มีการประกอบธุรกิจ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย การที่ใบอนุญาตดังกล่าวสิ้นอายุไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2533 และกรมสรรพากรโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 ก็มิใช่กรณีที่จำเลยประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในหนึ่งปีก่อนนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์เป็นเงิน2,623,853.53 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยเพื่อให้ชำระแก่โจทก์หลายครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับแล้วเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ประกอบกับจำเลยปิดสถานที่ประกอบธุรกิจโดยเจตนาเพื่อประวิงการชำระหนี้และเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยเข้าข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าจำเลยมิได้ประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ 5 สถานประกอบการอนุ 4บัญญัติว่า "แม้จะมีบทบัญญัติของวรรคก่อน ๆ อยู่ บุคคล (นอกเหนือจากนายหน้า ตัวแทนการค้าทั่วไปหรือตัวแทนอื่นใดที่มีสถานภาพเป็นอิสระซึ่งอยู่ในบังคับของวรรค 5) ซึ่งกระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในนามของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง จะถือว่าเป็นสถานประกอบการถาวรของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก ถ้า...(ค)บุคคลนั้นจัดหาในรัฐที่กล่าวถึงรัฐแรกอย่างเป็นปกติวิสัย ซึ่งคำสั่งซื้อทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเพื่อวิสาหกิจนั้นเองหรือเพื่อวิสาหกิจนั้นและวิสาหกิจอื่นซึ่งอยู่ในความควบคุมของวิสาหกิจนั้น หรือมีผลประโยชน์ควบคุมอยู่ในวิสาหกิจนั้น" ดังนั้นจำเลยจึงมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยโดยผลของอนุสัญญาดังกล่าวแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาก็ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ก็ถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรและยังประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรโจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้นั้น เห็นว่าการฟ้องให้ล้มละลายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 7 โดยลูกหนี้ต้องมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรหรือประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยตนเองหรือโดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น ฉะนั้น แม้ตามอนุสัญญาที่โจทก์อ้างจะถือได้ว่าจำเลยมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย แต่คำว่า"สถานประกอบการถาวร" ตามอนุสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 อนุ 1 และ 2หมายถึง สถานธุรกิจประจำซึ่งวิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และหมายความรวมถึง (ก) สถานจัดการ (ข)สาขา (ค) สำนักงาน (ง) โรงงาน (จ) โรงช่าง... และตามอนุ 4 (ค)หมายถึง บุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับคำสั่งซื้อซึ่งกระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในนามของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของการดำเนินการในการประกอบธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามอนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดียตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพราะใบอนุญาตสิ้นอายุไปแล้ว จึงไม่มีการประกอบธุรกิจยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ส่วนการประกอบธุรกิจในประเทศไทยนั้นเมื่อใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสิ้นอายุลงแล้ว จำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปอีกได้ทั้งโจทก์ก็นำสืบว่าจำเลยปิดการประกอบธุรกิจไปแล้วและการยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็กระทำตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2531 อยู่ในระหว่างอายุการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2533 แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม2541 หลังจากจำเลยยื่นอุทธรณ์การประเมินเกือบ 10 ปี จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท เทสทีลส์ จำกัด (สาขาประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2544
#69190
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องให้ล้มละลายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 7 โดยลูกหนี้ต้องมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร หรือประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยตนเองหรือโดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น แม้ตามอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินเดียเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ข้อ 5 อนุ 4 ที่โจทกอ้างจะถือได้ว่าจำเลยมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย แต่คำว่า "สถานประกอบการถาวร" ตามอนุสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 อนุ 1 และ 2 หมายถึง สถานธุรกิจประจำซึ่งวิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และหมายความรวมถึง (ก) สถานจัดการ (ข) สาขาสำนักงาน (ง) โรงงาน (จ) โรงช่าง...และตามอนุ 4 (ค) หมายถึง บุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับคำสั่งซื้อซึ่งกระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในนามของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของการดำเนินการในการประกอบธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย ตาม พ.ร.ฏ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพราะใบอนุญาตสิ้นอายุไปแล้ว จึงไม่มีการประกอบธุรกิจ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ส่วนการประกอบธุรกิจในประเทศนั้น เมื่อใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสิ้นอายุแล้ว จำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปอีกได้ ทั้งจำเลยปิดการประกอบธุรกิจไปแล้ว และโจทก์เพิ่งฟ้องคดีหลังจากจำเลยยื่นอุทธรณ์การประเมินเกือบ 10 ปี จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ล้มละลาย หรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๑๕๐ บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ณ ประเทศอินเดีย และเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยจดทะเบียนการค้าไว้กับโจทก์ ตามหนังสือรับรองรายการในทะเบียนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเอกสารหมาย จ.๒ เมื่อปี ๒๕๓๑ โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยผู้ประกอบการค้ายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าไม่ถูกต้องโดยภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๕ ต้องชำระเพิ่มอีก ๔๖๙,๓๘๐.๐๘ บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.๓ และในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวจำเลยจำหน่ายเงินกำไรและเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เป็นเงินภาษีที่จะต้องชำระรวม ๗๕๒,๖๗๑.๖๖ บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.๔ ภาษีการค้าในรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๒๔ จำเลยยื่นไว้ไม่ถูกต้อง ต้องเสียเพิ่มอีก ๕๓๗,๖๙๗.๑๘ บาท และในรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๒๕ ต้องเสียเพิ่มอีก ๒,๙๗๒,๗๕๓.๒๖ บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น ๔,๗๓๒,๕๐๒.๑๘ บาท เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีให้จำเลยทราบและให้จำเลยชำระภายใน ๓๐ วัน ตามหนังสือแจ้งให้นำเงินภาษีอากรไปชำระและใบตอบรับทางไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.๗ และ จ.๘ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเงินที่จะต้องชำระลงเหลือ ๒,๖๒๓,๘๕๓.๕๓ บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๘ รวม ๔ ฉบับ เอกสารหมาย จ.๙ โจทก์แจ้งไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ก่อนหน้านี้โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยนำเงินภาษีอากรค้างชำระไปชำระให้แก่โจทก์แล้ว ๓ ครั้ง ตามหนังสือลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๓๑, ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๑ และ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ เอกสารหมาย จ.๑๐ จ.๑๒ และ จ.๑๓ กับใบตอบรับทางไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.๑๑ แต่จำเลยยังไม่ชำระ จำเลยปิดสถานที่ประกอบธุรกิจเพื่อประวิงการชำระหนี้และเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ตรวจสอบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าจำเลยมิได้ประกอบธุรกิจในราชาอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ ๕ สถานประกอบการ อนุ ๔ บัญญัติว่า " แม้จะมีบทบัญญัติของวรรคก่อน ๆ อยู่ บุคคล (นอกเหนือจากนายหน้า ตัวแทนการค้าทั่วไปหรือตัวแทนอื่นใดที่มีสถานภาพเป็นอิสระซึ่งอยู่ในบังคับของวรรค ๕) ซึ่งกระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในนามของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง จะถือว่าเป็นสถานประกอบการถาวรของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก ถ้า...(ค) บุคคลนั้นจัดหาในรัฐที่กล่าวถึงรัฐแรกอย่างเป็นปกติวิสัย ซึ่งคำสั่งซื้อทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเพื่อวิสาหกิจนั้นเองหรือเพื่อวิสาหกิจนั้นและวิสาหกิจอื่นซึ่งอยู่ในความควบคุมของวิสาหกิจนั้น หรือมีผลประโยชน์ควบคุมอยู่ในวิสาหกิจนั้น" ดังนั้นจำเลยจึงมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยโดยผลของอนุสัญญาดังกล่าว แม้จะสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ก็ถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรและยังประกอบธุรกิจในราชอาณาจักร โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้นั้น เห็นว่า การฟ้องให้ล้มละลายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๗ โดยลูกหนี้ต้องมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร หรือประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยตนเองหรือโดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ล้มละลายหรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น ฉะนั้น แม้ตามอนุสัญญาที่โจทก์อ้างจะถือได้ว่าจำเลยมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย แต่คำว่า "สถานประกอบการถาวร" ตามอนุสัญญาดังกล่าว ข้อ ๕ อนุ ๑ และ ๒ หมายถึง สถานธุรกิจประจำซึ่งวิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และหมายความรวมถึง (ก) สถานจัดาการ (ข) สาขา (ค) สำนักงาน (ง) โรงงาน (จ) โรงช่าง...และตามอนุ ๔ (ค) หมายถึง บุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับคำสั่งซื้อซึ่งกระทำในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในนามของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของการดำเนินการในการประกอบธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๐๕ ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพราะใบอนุญาตสิ้นอายุไปแล้ว จึงไม่มีการประกอบธุรกิจ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ส่วนการประกอบธุรกิจในประเทศไทยนั้น เมื่อใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสิ้นอายุลงแล้ว จำเลยไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปอีกได้ ทั้งโจทก์ก็นำสืบว่าจำเลยปิดการประกอบธุรกิจไปแล้วและการยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็กระทำตั้งแต่วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๑ อยู่ในระหว่างอายุการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ หลังจากจำเลยยื่นอุทธรณ์การประเมินเกือบ ๑๐ ปี จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในขณะที่มีการขอให้ล้มละลาย หรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมขึ้นฎีกาให้เป็นพับ

นายเอื้อน ขุนแก้ว ผู้ช่วยฯ

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชีพ จุลมนต์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 7
ชื่อคู่ความ
(สาขาประเทศไทย) — บริษัทเทสทีลส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางกรรณิการ์ เรืองจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พิชัย เตโชพิทยากูล
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2544
#67176
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนจำนวน 16 หลอด และมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 76 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนที่เหลือเป็นของ ส. โดยจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนจำนวน 16 หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 66 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่จึงยุติไป โจทก์จะโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ แล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับ ส. มีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 เพียงใด อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

เมื่อขณะค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ของกลาง จำเลยที่ 1 นอนหลับอยู่บนเตียง แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองเช่าห้องพักที่เกิดเหตุอยู่ด้วยกัน เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือน ที่ถูกต้องจำคุก 9 เดือน แต่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง และที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษ ก็เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัย ของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๕๘ ริบของกลาง เพิ่มโทษและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๘/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๒ ปี ๓ เดือน จำเลยที่ ๑ ถูกบวกโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๘๓๘/๒๕๔๐ แล้ว จึงไม่อาจบวกโทษได้อีก ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๘๘/๒๕๔๑ ให้ริบของกลางทั้งหมดแล้ว จึงไม่อาจริบซ้ำได้อีก ยกคำขอส่วนนี้และข้อหาอื่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยที่ ๒ ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๒ เดือน เป็นเวลา ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วสำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนจำนวน ๑๖ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๗๖ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนที่เหลือเป็นของนางสาว สมปรารถนา โดยจำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนจำนวน ๑๖ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๖๖ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ จึงยุติไปแล้ว โจทก์จะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานหนักโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๗,๕๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยที่ ๒ ไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับนางสาวสมปรารถนามีเฮโรอีนและ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ สถานหนักโดยไม่รอ การลงโทษให้จำเลยที่ ๒ นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษของศาลว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ ๒ เพียงใด อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่? เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมา คงรับฟังได้เพียงว่า เมื่อไปถึงห้องเช่าที่เกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ นอนหลับอยู่บนเตียง จำเลยที่ ๒ นั่งอยู่ข้างเตียง พบกีตาร์วางอยู่บนเตียง และมีเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดวางอยู่ข้าง ๆกีตาร์ เมื่อยกกีตาร์ขึ้นพบกล่องเครื่องคิดเลขวางอยู่ภายในกล่องมี เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด จำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นของจำเลยที่ ๒ ดังนั้น เมื่อขณะค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด จำเลยที่ ๑ นอนหลับอยู่บนเตียงเท่านั้น จึงไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ มี เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครอง แม้จะได้ความว่าจำเลยทั้งสองเช่าห้องพักที่เกิดเหตุอยู่ด้วยกันก็ตาม ก็ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครอง? เมื่อโจทก์นำสืบให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เฉพาะโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๖ เดือน นั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคงจำคุก ๙ เดือน แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง และที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยไม่รอการลงโทษก็เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ดังนั้น ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 212 ม. 219 ม. 225 ม. 226 ม. 227
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวรวุฒิหรือวรวิทย์ สมีแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางลัดดาวัลย์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย คุ้มพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2544
#40578
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมแล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วม เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนีไปร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาว.... ผู้เสียหายไว้ที่ห้องพักในโรงแรมชัยวัฒน์ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้ายปลุกปล้ำจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ 1 ครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว........... ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 310 วรรคแรก,83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจำคุก 1 ปี และฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 6 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดสองกรรมต่างกันนั้นเห็นว่า การที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมแล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วมตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า เป็นความผิดสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 83การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นางสาว
จำเลย — นาย สุชาติ ใจดี
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2544
#99269
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมอายุ 18 ปีเศษ แล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วม เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกัน โดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๑ คน ที่หลบหนีไปร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ที่ห้องพักในโรงแรม ช. ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งไม่ใช่ภรรยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้ายปลุกปล้ำจนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ๑ ครั้ง ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๗๖, ๓๑๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๓๑๐ วรรคแรก, ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุก ๑ ปี และฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๖ ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดสองกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ร่วมแล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วมตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาว่า เป็นความผิดสองกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก, ๓๑๐ วรรคแรก, ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยมีกำหนด ๕ ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวสุทธินันท์ เกิดแก้ว
จำเลย — นายสุชาติ ใจดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายภาสกร ญาณสุธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2642/2544
#40577
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาในคดีก่อนที่ถึงที่สุดซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของ อ. และ จ. เป็นโจทก์ฟ้อง พ. วินิจฉัยว่า พ. ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินยังเป็นทรัพย์มรดกของ อ. และ จ. ที่ตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1จึงมีสิทธิในที่ดินดีกว่า พ. โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาในคดีนั้นด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งแม้ในคดีดังกล่าวศาลจะมิได้พิพากษาเพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่าง พ. กับโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในใบแทนโฉนดที่ดินที่ พ. ขอออกมาใหม่ โดยฟังว่าโจทก์รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนไว้โดยสุจริต แต่โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเพราะ พ. ผู้ขายฝากไม่มีกรรมสิทธิ์ที่จะทำสัญญาขายฝากให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. และ จ. ส่งมอบโฉนดอันเป็นเอกสารสิทธิของที่ดินและการที่จำเลยทั้งสามยึดถือโฉนดที่ดินไว้ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นทายาทของนายอาดและนางจั่น จารุภูมิ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายพิลาป น้อยสะอาดเป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2622/2537 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1216/2536 ที่นายพิลาป ร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว รายการจดทะเบียนจำนองระหว่างนายพิลาปกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และการจดทะเบียนการขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1216/2536 และสัญญาขายฝากได้แต่ให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต้นปี 2539 จำเลยทั้งสามได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอาดและนางจั่น จารุภูมิศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกโจทก์เป็นผู้รับซื้อฝากที่ดินดังกล่าวไว้โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนไว้โดยสุจริต เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางใหญ่ ได้จดทะเบียนการขายฝากที่ดินไว้ในใบแทนโฉนดดังกล่าวและที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1ฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2622/2537 และอ้างต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินฉบับที่โจทก์ยึดถืออยู่ทำให้โจทก์ขาดเอกสารสิทธิในที่ดิน จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอาดและนางจั่นโดยจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4080ตำบลบางคูเวียงฝั่งใต้ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี แก่โจทก์และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว และให้ถือเอาตามคำพิพากษาไปขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางใหญ่ ออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นเอกสารสิทธิและสามารถไปจดทะเบียนทำนิติกรรมต่าง ๆ ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมนายอาดและนางจั่น จารุภูมิเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 เมื่อบุคคลทั้งสองถึงแก่กรรมแล้วนายสิน จารุภูมิ ซึ่งเป็นบุตรได้ตกลงให้นายผันน้อยสะอาดบิดานายพิลาปเช่าที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อนายสินถึงแก่กรรมแล้วปี 2536 นายพิลาปได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นศาลมีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิลาปโดยการครอบครองปรปักษ์ นายพิลาปได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวและนำไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 นายพิลาปแปลงหนี้ใหม่โดยนำใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวทำนิติกรรมขายฝากให้แก่โจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2622/2537 คดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ว่านายพิลาปไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และได้พิพากษาเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โจทก์ซึ่งรับซื้อฝากที่ดินดังกล่าวจากนายพิลาปจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ตำบลบางคูเวียงฝั่งใต้ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เป็นของนายอาดและนางจั่น จารุภูมิ ซึ่งถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ต่อมานายพิลาป น้อยสะอาด ได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิลาป น้อยสะอาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1216/2536 ของศาลชั้นต้นหลังจากนั้นนายพิลาปก็ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 และได้นำใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลังจากไถ่ถอนจำนองแล้วจึงมาขายฝากแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายอาดและนางจั่นได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพิลาป น้อยสะอาด และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1216/2536 และขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอาดและนางจั่น ขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนต่าง ๆ ในใบแทนโฉนดที่ดินทั้งหมดและพิพากษาว่า รายการจดทะเบียนขายฝากที่ดินระหว่างนายพิลาปกับโจทก์เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวฟังข้อเท็จจริงว่า นายพิลาปไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ยังเป็นทรัพย์มรดกของนายอาดและนางจั่นที่ตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายอาดและนางจั่นจึงมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดีกว่านายพิลาป โจทก์รับซื้อฝากที่ดินจากนายพิลาปไว้โดยสุจริตแต่จำเลยที่ 1 ยังมิได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4080จึงขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยสุจริต ไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 ให้ยกคำขออื่น ๆ และให้ยกฟ้องโจทก์เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ในคดีนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายอาดและนางจั่นตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะที่นายพิลาปทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4080ให้แก่โจทก์ ศาลยังมิได้เพิกถอนคำสั่งที่แสดงว่านายพิลาปเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ นิติกรรมการขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์จึงสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538ก็มิได้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า คำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538ของศาลชั้นต้น ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า นายพิลาปไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 โดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายอาดและนางจั่นที่ตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายอาดและนางจั่นจึงมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดีกว่านายพิลาป โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้ในคดีดังกล่าวศาลจะมิได้พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์ โดยฟังว่าโจทก์รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนไว้โดยสุจริต แต่โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเพราะนายพิลาปผู้ขายฝากไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่จะไปทำสัญญาขายฝากให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอาดและนางจั่นส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 อันเป็นเอกสารสิทธิของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายอาดและนางจั่นได้ และการยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 4080ของจำเลยทั้งสามไม่ถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ปล่อยให้นายพิลาปไปร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อศาลจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและนำไปจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจนกระทั่งไถ่ถอนจำนอง แล้วนำมาขายฝากให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยทั้งสามโดยจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ของศาลชั้นต้น จนศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 ที่โจทก์ยึดถืออยู่ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 14 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิรัตน์ ภัทรเมธากุล
จำเลย — นาย สมพงษ์ จารุภูมิ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2642/2544
#91342
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคำพิพากษาในคดีแพ่งซึ่งถึงที่สุดแล้ว ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า พ. ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกของ อ. และ จ. ที่ตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของ อ. และ จ. จึงมีสิทธิดีกว่า พ. โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้ในคดีดังกล่าวศาลจะมิได้พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่าง พ. กับโจทก์ โดยฟังว่าโจทก์รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนไว้โดยสุจริต แต่โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ใน ที่ดินพิพาทเพราะ พ. ผู้ขายฝากไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่จะไปทำสัญญาขายฝากให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. และ จ. ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นเอกสารสิทธิของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ อ. และ จ. ได้ และการยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสามไม่ถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 และให้ถือเอาตามคำพิพากษาไปขอให้สำนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นเอกสารสิทธิและสามารถไปจดทะเบียนทำนิติกรรมต่าง ๆ ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 เป็นของนายอาดและนางจั่น ซึ่งถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ต่อมานายพิลาป ได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิลาป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1216/2536 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นนายพิลาปก็ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 และได้นำใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลังจากไถ่ถอนจำนองแล้วจึงมาขายฝากแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายอาดและนางจั่นได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพิลาป และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1216/2536 และขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอาดและนางจั่นขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนต่าง ๆ ในใบแทนโฉนดที่ดินทั้งหมดและพิพากษาว่า รายการจดทะเบียนขายฝากที่ดินระหว่างนายพิลาปกับโจทก์เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวฟังข้อเท็จจริงว่า นายพิลาปไม่ได้กรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ยังเป็นทรัพย์มรดกของนายอาดและนางจั่นที่ตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายอาดและนางจั่นจึงมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดีกว่านายพิลาป โจทก์รับซื้อฝากที่ดินจากนายพิลาปไว้โดยสุจริต แต่จำเลยที่ 1 ยังมิได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 จึงขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยสุจริตไม่ได้ พิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 ให้ยกคำขออื่น ๆ และให้ยกฟ้องโจทก์เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในคดีนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายอาดและนางจั่นตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะที่นายพิลาปทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4080 ให้แก่โจทก์ ศาลยังมิได้เพิกถอนคำสั่งที่แสดงว่านายพิลาปเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์นิติกรรมการขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์จึงสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายซึ่งคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ก็มิได้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า คำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2927/2538 ของศาลชั้นต้น ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า นายพิลาปไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 โดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายอาดและนางจั่นที่ตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายอาดและนางจั่นจึงมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4080 ดีกว่านายพิลาป โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้ในคดีดังกล่าวศาลจะมิได้พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างนายพิลาปกับโจทก์ โดยฟังว่าโจทก์รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนไว้โดยสุจริต แต่โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเพราะนายพิลาปผู้ขายฝากไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่จะไปทำสัญญาขายฝากให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอาดและนางจั่นส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 อันเป็นเอกสารสิทธิของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายอาดและนางจั่นได้ และการยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 4080 ของจำเลยทั้งสามไม่ถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1299 ม. 1336 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ ภัทรเมธากุล
จำเลย — นายสมพงษ์ จารุภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา