คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2544
#36424
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอให้มีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ต่อมาโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าส่งสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้ ขอสืบหาภูมิลำเนา ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตให้สืบหาภูมิลำเนาได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6 มกราคม2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดก และสืบว่ามีทรัพย์มรดกหรือไม่แล้วจะขอให้เรียกเข้ามาแทนที่จำเลย หรือกรณีที่จำเลยไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์2542" คำสั่งดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42 แต่เป็นดุลพินิจที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการ การที่โจทก์ไม่ดำเนินการจึงถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 18มีนาคม 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์ไม่สามารถนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สืบหาทายาทจำเลยที่ 1ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 และสืบว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ ศาลชั้นต้นชอบที่จะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอให้โจทก์ตรวจสอบและยื่นคำร้องขอให้เรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกเข้ามาแทนที่จำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องโจทก์ให้โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ที่โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกเข้ามาแทนที่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 1 ปี นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ว่า "รับอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสงขลาขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจัดการให้ ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าพนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดสงขลารายงานว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบ้านเช่าและจำเลยที่ 1 ย้ายไปอยู่ที่อื่นขอสืบหาภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดกจำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 และสืบว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่เมื่อได้ข้อเท็จจริงประการใดแล้ว โจทก์จะร้องขอให้มีคำสั่งเรียกทายาทหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาแทนที่จำเลยหรือกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะได้ขอถอนอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2542" คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์มีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ชอบที่จะแจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อขอขยายระยะเวลาหรือขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรหรือหากไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งในภายหลังได้การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบภายในกำหนดเวลา ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132(1) ซึ่งนำมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลมบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องนี้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วชิระธนสินประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย ณัฐพล แซ่ยับหรือพฤกษ์ภักดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2544
#69483
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ต่อมาโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้ ขอสืบหาภูมิลำเนา ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตให้สืบหาภูมิลำเนาได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6 มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดก และสืบว่ามีทรัพย์มรดกหรือไม่แล้วจะขอให้เรียกเข้ามาแทนที่จำเลย หรือกรณีที่จำเลยไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542" คำสั่งดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 42 แต่เป็นดุลพินิจที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการ การที่โจทก์ไม่ดำเนินการ ถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ๓๑๘,๒๒๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐๑,๒๗๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์ไม่สามารถนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สืบหาทายาทจำเลยที่ ๑ ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ แต่โจทก์มิได้ดำเนินการแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่า "?รับอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจัดการให้ ต่อมาวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า พนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดสงขลารายงานว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบ้านเช่าและจำเลยที่ ๑ ย้ายไปอยู่ที่อื่น ขอสืบหาภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยที่ ๑ เป็นเวลา ๒๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยได้ภายในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒" วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก จำเลยที่ ๑ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ ๑ และสืบว่า จำเลยที่ ๑ มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ เมื่อได้ข้อเท็จจริงประการใดแล้ว โจทก์จะร้องขอให้มีคำสั่งเรียกทายาทหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาแทนที่จำเลยหรือกรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์มรดก โจทก์จะได้ขอถอนอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒" คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์มีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็ชอบที่จะแจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อขอขยายระยะเวลาหรือขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร หรือหากไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งในภายหลังได้ การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบภายในกำหนดเวลา ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบด้วย มาตรา ๒๔๖ และตามมาตรา ๑๓๒ (๑) ซึ่งนำมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลม บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องนี้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 132 (1) ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวชิระธนสินประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายณัฐพล แซ่ยับหรือพฤกษ์ภักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 592/2544
#35089
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมมีประเด็นข้อพิพาทว่า กระถางต้นไม้และถังขยะที่จำเลยวางในทางพิพาทเป็นการละเมิดสิทธิการใช้ทางของโจทก์หรือไม่ อันเป็นประเด็นเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่คดีเดิมศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่ากระถางต้นไม้และถังขยะที่จำเลยวางอยู่บนทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของบุคคลภายนอกที่โจทก์จำเลยใช้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่ได้นำบุคคลภายนอกมาสืบให้ศาลเห็นว่ายินยอมให้โจทก์ได้ใช้ที่ดินร่วมกับจำเลยหรือทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมอันถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาท ดังนั้นประเด็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องเจ้าของทางพิพาทจนได้ทางพิพาทเป็นภารจำยอมแล้วจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการที่จำเลยวางกระถางต้นไม้ ถังขยะ และทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในถังขยะซึ่งอยู่ในทางพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ย่อมเป็นการพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

ซอยพิพาทอันเป็นภารจำยอมที่โจทก์และจำเลยใช้ร่วมกันกว้างประมาณ5 เมตร จำเลยวางกระถางต้นไม้บนทางพิพาทใกล้ประตูรั้วบ้านจำเลยเป็นผลให้ทางแคบลงเหลือประมาณ 4 เมตร เป็นลักษณะเดียวกับที่โจทก์ก่อกระถางอิฐเป็นแนวเดียวกับตึกแถวที่อยู่ติดรั้วบ้านโจทก์ และเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์แล่นทับท่อระบายน้ำตรงทางพิพาท เมื่อโจทก์ยังคงขับรถยนต์แล่นเข้าออกได้เป็นปกติการกระทำของจำเลยในทางพิพาทเป็นการใช้สิทธิโดยปกตินิยม ส่วนการวางถังขยะไว้นอกบ้านเพื่อให้พนักงานเก็บขยะมาเก็บไปทิ้งเช่นเดียวกับคนทั่วไปถือปฏิบัติกัน เมื่อการวางถังขยะมิได้เกะกะกีดขวางทางเดินรถยนต์ ลักษณะของขยะก็มิได้น่ารังเกียจส่งกลิ่นเหม็นรบกวนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยปกตินิยม ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของออกไปจากทางภารจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายห้ามจำเลยเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 15,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากทางภารจำยอมแล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการขนย้ายกระถางต้นไม้ถังขยะและสิ่งของอื่นที่วางไว้ในทางภารจำยอมพิพาทในที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 5133 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครออกไปจากทางพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายสิ่งของทั้งหมดออกไปเสร็จสิ้น กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 7587/2539 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ปัจจุบันโจทก์ได้ภารจำยอมในทางพิพาทจำเลยวางสิ่งของและทิ้งขยะในทางพิพาทตามฟ้องมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 7587/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าในคดีหมายเลขแดงที่ 7587/2539ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทว่า กระถางต้นไม้และถังขยะที่จำเลยวางในทางพิพาทเป็นการละเมิดสิทธิการใช้ทางของโจทก์หรือไม่ อันเป็นประเด็นเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ แต่ในคดีนั้นศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ว่าโจทก์อ้างว่ากระถางต้นไม้และถังขยะที่จำเลยวางอยู่บนทางพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของบุคคลภายนอกที่โจทก์และจำเลยใช้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่ได้นำบุคคลภายนอกมาสืบให้ศาลเห็นว่ายินยอมให้โจทก์ได้ใช้ที่ดินร่วมกับจำเลย หรือนำสืบว่าโจทก์ได้ใช้ที่ดินของบุคคลภายนอกจนตกเป็นภารจำยอมไปแล้ว อันถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะ มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาท ดังนั้น ประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงยังมิได้วินิจฉัย ภายหลังจากนั้นโจทก์ฟ้องนายวุทธิ โพธิสุนทรเจ้าของทางพิพาทจนได้ทางพิพาทเป็นภารจำยอมแล้วจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งจำเลยยังวางสิ่งของและทิ้งขยะในทางพิพาท เมื่อโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้วเช่นนี้การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยว่า การที่จำเลยวางกระถางต้นไม้ ถังขยะ และทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในถังขยะซึ่งอยู่ในทางพิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ย่อมเป็นการพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีก อันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 7587/2539 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องใช้ค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบว่า จำเลยนำกระถางต้นไม้ ถังขยะ และสิ่งปฏิกูลไปวางไว้บนทางภารจำยอมพิพาท ทำให้กีดขวางทางรถยนต์ที่ต้องเลี้ยวเข้าบ้านของโจทก์ รถยนต์ต้องตีวงทำให้เข้าออกไม่สะดวก ขยะทำให้เสื่อมเสียสุขภาพและอนามัยของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายคิดค่าเสียหายเดือนละ15,000 บาท จำเลยนำสืบว่าจำเลยใช้ทางพิพาททำร่องระบายน้ำจากบ้านของจำเลยออกสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะตั้งแต่ปี 2520 ต่อมาปี 2530 จำเลยทำท่อระบายน้ำตามแนวร่องระบายน้ำเดิมแล้ว จำเลยนำกระถางต้นไม้วางเพื่อกันมิให้รถยนต์ทับท่อระบายน้ำและชนรั้วบ้านของจำเลย จำเลยทิ้งขยะบนทางพิพาทเพื่อให้สำนักงานเขตเก็บไปทุกวันมิได้ส่งกลิ่นรบกวน

พิเคราะห์แล้ว โจทก์และจำเลยต่างใช้ทางออกสู่ทางสาธารณะโดยต่างได้ทางภารจำยอมซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นยังได้ทางภารจำยอมอีกส่วนหนึ่งจากที่ดินของนายวุทธิ โพธิสุนทร อันเป็นทางพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 สรุปแล้วมีทางภารจำยอมทั้งหมด 3 ส่วน รวมกันเป็นซอยที่โจทก์และจำเลยใช้ร่วมกัน ทางพิพาทซึ่งกว้าง 1.20 เมตร ยาว 18.40 เมตร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของซอยดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนวณความกว้างของซอยนี้จากปากซอยถึงตรงที่ตั้งกระถางต้นไม้บนทางพิพาทตามแผนที่ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความและแผนที่ท้ายฟ้องประกอบกับภาพถ่ายควรกว้างประมาณ 5 เมตร การที่จำเลยวางกระถางต้นไม้บนทางพิพาทบริเวณใกล้ประตูรั้วบ้านของจำเลยเป็นผลให้ทางดังกล่าวแคบลงเหลือความกว้างประมาณ 4 เมตร แต่แนวของถนนยังคงเป็นแนวเดิมตรงกับแนวทางจากด้านในซอยตามภาพถ่าย จ.5 ภาพที่ 1 ภาพที่ 5และภาพถ่ายหมาย ล.2 ภาพที่ 1 การวางกระถางต้นไม้ของจำเลยเป็นไปทำนองเดียวกับที่โจทก์ก่อกระถางอิฐเป็นแนวเดียวกับตึกแถวที่อยู่ติดประตูรั้วบ้านของโจทก์แต่ไม่ล้ำแนวถนนตามภาพถ่ายหมาย ล.2 ภาพที่ 1 และภาพที่ 3 ทั้งนี้จำเลยวางกระถางดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์แล่นทับท่อระบายน้ำตรงทางพิพาทซึ่งมีเหตุผลให้รับฟังได้ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย ล.2 ภาพที่ 1 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.5 ภาพที่ 4 และภาพที่ 5 ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมีบริเวณเข้าออกประตูรั้วบ้านของแต่ละฝ่ายเท่ากัน ซึ่งการขับรถยนต์เข้าออกในซอยลักษณะเช่นนี้เป็นธรรมดาที่ต้องใช้ความระมัดระวังกันอยู่แล้ว โจทก์ยังคงขับรถยนต์แล่นเข้าออกได้เป็นปกติ การใช้สิทธิของจำเลยในทางพิพาทเป็นปกตินิยม มิได้เป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด ส่วนการวางถังขยะหรือเข่งสำหรับใส่ขยะนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการนำขยะออกมาวางนอกบ้านเพื่อให้พนักงานเก็บขยะของสำนักงานเขตมาเก็บขยะไปทิ้งเช่นเดียวกับคนทั่วไปถือปฏิบัติกัน โจทก์เองก็ต้องนำขยะออกมาวางนอกบ้านเพื่อให้พนักงานเก็บขยะของสำนักงานเขตมาเก็บไปทิ้งให้เช่นเดียวกัน และการวางถังขยะและการนำขยะมาใส่ในถังก็มิได้เกะกะกีดขวางทางเดินรถยนต์ในซอยดังกล่าวแต่อย่างใด ลักษณะของขยะก็มิได้น่ารังเกียจส่งกลิ่นเหม็นรบกวนแต่อย่างใด อีกทั้งถังขยะก็วางอยู่ติดประตูรั้วบ้านของจำเลยมากกว่าประตูรั้วบ้านของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยปกตินิยมไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธวัช ตันสุทธิภานนท์
จำเลย — นาย นันทวัฒน์ อุทุมพร
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 591/2544
#36423
เปิดฉบับเต็ม

การใช้นาที่ให้เช่าเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 จะต้องเป็นการใช้ที่นานั้นเองทำประโยชน์ มิใช่นำไปขายซึ่งจะทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไป ไม่อาจใช้นาที่ให้เช่านั้นได้อีกต่อไป การที่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ให้โจทก์เช่านาจะจัดสรรนาพิพาทแบ่งขายก็คือขายนั่นเอง เป็นวิธีการขายอย่างหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นตามมาตรา 37(2) จำเลยร่วมจึงไม่อาจบอกเลิกการเช่านาพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการและจำเลยที่ 12 เป็นกรรมการและเลขานุการ คชก.จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2529 โจทก์ทำสัญญาเช่านาพิพาทโฉนดเลขที่ 199 ตำบลลาดหลุมแก้ว อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ จากนางสุภาพ อึ้งอัมพรวิไล ชำระค่าเช่าปีละ 1 ครั้ง จำนวน 12,600 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2535 นางสุภาพมีหนังสือบอกเลิกการเช่าอ้างว่าต้องการเอาที่ดินไปใช้เพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นเป็นการบอกเลิกที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้บอกเลิกการเช่าล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และความจริงนางสุภาพประสงค์จะนำที่นาพิพาทไปจัดสรรปลูกบ้านและแบ่งขายเป็นแปลงย่อย ต่อมา คชก.ตำบลลาดหลุมแก้ววินิจฉัยระยะเวลาการเช่านาพิพาทสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลลาดหลุมแก้ว ต่อ คชก. จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2535 คชก. จังหวัดปทุมธานีมีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลลาดหลุมแก้ว ขอให้พิพากษาหรือสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 12 ให้การว่า การเช่านาพิพาทไม่มีหนังสือสัญญาเช่า เอกสารท้ายฟ้องหมาย 1 ไม่อาจถือเป็นสัญญาเช่าได้ ระยะเวลาการเช่านาพิพาทจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มีผลใช้บังคับและระยะเวลาการเช่าจะครบกำหนดระยะที่สองในปี 2536 นางสุภาพ อึ้งอัมพรวิไล ผู้ให้เช่าบอกเลิกการเช่าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และนางสุภาพประสงค์จะใช้นาพิพาทเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็น คชก. จังหวัดปทุมธานี มีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสุภาพ อึ้งอัมพรวิไล ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม อ้างว่า เดิมนาพิพาทเป็นของบิดาโจทก์ ต่อมาบิดาโจทก์ขายนาพิพาทให้แก่นางสุภาพ แล้วนางสุภาพให้โจทก์เช่านาพิพาทตั้งแต่ปี 2514 โดยไม่มีระยะเวลาการเช่า เมื่อพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มีผลใช้บังคับระยะเวลาการเช่านาพิพาทจึงมีกำหนดระยะละ 6 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งจะครบกำหนดระยะที่สองในปี 2536 แต่ผู้ร้องสอดต้องการใช้นาพิพาทเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตน จึงมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกการเช่าก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า 1 ปี เป็นการบอกเลิกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมา คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานีวินิจฉัยว่าการเช่านาพิพาทสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2536 ซึ่งถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสุภาพ อึ้งอัมพรวิไล เข้าเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)

จำเลยที่ 6 ถึงที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานี ที่ให้การเช่านาพิพาทสิ้นสุดลง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นกรรมการ คชก. จังหวัดปทุมธานี โจทก์เช่านาพิพาทโฉนดเลขที่ 199 ตำบลลาดหลุมแก้ว อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีเนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ จากจำเลยร่วมเพื่อทำนา เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2535จำเลยร่วมมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกการเช่าตามเอกสารหมาย จ.3 และมีหนังสือแจ้ง คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว ถึงเหตุผลในการบอกเลิกการเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ววินิจฉัยให้การเช่านาพิพาทสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อ คชก. จังหวัดปทุมธานีและ คชก. จังหวัดปทุมธานีมีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลลาดหลุมแก้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7ที่ 8 และที่ 12 ว่า จำเลยร่วมบอกเลิกการเช่านาพิพาทได้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติในศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าการที่จำเลยร่วมบอกเลิกการเช่าเพื่อนำนาพิพาทไปจัดสรรขายนั้นมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวตามความจำเป็นของจำเลยร่วม จึงต้องถือว่าการบอกเลิกการเช่านาของจำเลยร่วมเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวตามความจำเป็นนั้นเห็นว่าข้อเท็จจริงมิได้รับฟังเป็นยุติเช่นนั้น เพราะยังโต้เถียงกันอยู่ โจทก์มิได้มีหน้าที่ต้องนำสืบดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 กล่าวอ้างผู้ที่มีหน้าที่นำสืบความจำเป็นดังกล่าวคือจำเลยร่วม ซึ่งเป็นผู้ให้เช่านาที่บอกเลิกการเช่านา และได้เข้ามาเป็นคู่ความคดีนี้แล้วด้วยการร้องสอดโดยจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37(2)ว่า ประสงค์จะใช้นาที่ให้เช่าเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นอย่างไร แต่ตามที่จำเลยร่วมนำสืบมาปรากฏว่าจำเลยร่วมเบิกความว่านายธวัชชัยบุตรของจำเลยร่วมต้องการนำนาพิพาทไปใช้ประโยชน์จึงได้มอบให้นายธวัชชัยดำเนินการบอกเลิกการเช่า แต่นายธวัชชัยอึ้งอัมพรวิไล บุตรของจำเลยร่วมซึ่งมาเป็นพยานให้จำเลยร่วมเบิกความว่า จำเลยร่วมต้องการนำนาพิพาทไปจัดสรร จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกการเช่า ส่วนนายสิทธิชัย อิ่มใจ ทนายจำเลยร่วมเบิกความว่าได้พบกับจำเลยร่วมและนายธวัชชัยซึ่งเป็นบุตรชายในการปรึกษาเรื่องการบอกเลิกการเช่านาพิพาท บุคคลทั้งสองแจ้งว่าต้องการบอกเลิกการเช่านาพิพาทเพื่อนำนาพิพาทไปจัดสรรขาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ชัดเจนจากที่จำเลยร่วมนำสืบมาว่า ที่จำเลยร่วมบอกเลิกการเช่านาพิพาทก็เพื่อจะนำนาพิพาทไปจัดสรรขาย เป็นความประสงค์ของจำเลยร่วมเองร่วมกับนายธวัชชัย บุตรชาย เห็นว่า การใช้นาที่ให้เช่าเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 นี้ จะต้องเป็นการใช้ที่นานั้นเองทำประโยชน์ มิใช่นำเอานาไปขาย ซึ่งจะทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไปเป็นผลทำให้ไม่อาจใช้นาที่ให้เช่านั้นได้อีกต่อไป การที่จำเลยร่วมจะจัดสรรนาพิพาทแบ่งขายก็คือขายนั่นเอง เป็นวิธีการขายอย่างหนึ่ง จึงเห็นได้ว่ามิใช่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37(2) จำเลยร่วมจึงไม่อาจบอกเลิกการเช่านาพิพาทได้ การเช่านาพิพาทยังไม่สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกการเช่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ กาลผล
จำเลย — ร้อยตรี สุนทร ไหวพริบ กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง สุภาพ อึ้งอัมพรวิไล
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 591/2544
#69482
เปิดฉบับเต็ม

การใช้นาที่ให้เช่าเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 จะต้องเป็นการใช้ที่นานั้นเองทำประโยชน์ มิใช่นำนาไปขาย ซึ่งจะทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไป ไม่อาจใช้นาที่ให้เช่านั้นได้อีกต่อไป การที่จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้ให้โจทก์เช่านาจะจัดสรรนาพิพาทแบ่งขายก็คือขายนั่นเอง เป็นวิธีการขายอย่างหนึ่ง จึงมิใช่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นตามมาตรา 37 (2) จำเลยร่วมจึงไม่อาจบอกเลิกการเช่านาพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาหรือสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 12 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางสุภาพยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

จำเลยที่ 6 ถึงที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานี ที่ให้การเช่านาพิพาทสิ้นสุดลง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นกรรมการ คชก. จังหวัดปทุมธานี โจทก์เช่านาพิพาทโฉนดเลขที่ 199 ตำบลลาดหลุมแก้ว อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ประมาณ 61 ไร่ จากจำเลยร่วมเพื่อทำนา เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2535 จำเลยร่วมมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกการเช่าและมีหนังสือแจ้ง คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว ถึงเหตุผลในการบอกเลิกการเช่า คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ววินิจฉัยให้การเช่านาพิพาทสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน 2536 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อ คชก. จังหวัดปทุมธานี และ คชก. จังหวัดปทุมธานีมีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ว่า จำเลยร่วมบอกเลิกการเช่านาพิพาทได้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติในศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าการที่จำเลยร่วมบอกเลิกการเช่าเพื่อนำนาพิพาทไปจัดสรรขายนั้น มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวตามความจำเป็นของจำเลยร่วม จึงต้องถือว่าการบอกเลิกการเช่านาของจำเลยร่วมเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวตามความจำเป็นนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงมิได้รับฟังเป็นยุติเช่นนั้น เพราะยังโต้เถียงกันอยู่ โจทก์มิได้มีหน้าที่ต้องนำสืบดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 12 กล่าวอ้าง ผู้ที่มีหน้าที่นำสืบความจำเป็นดังกล่าวคือจำเลยร่วม ซึ่งเป็นผู้ให้เช่านาที่บอกเลิกการเช่านา และได้เข้ามาเป็นคู่ความคดีนี้แล้วด้วยการร้องสอด โดยจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 (2) ว่า ประสงค์จะใช้นาที่ให้เช่าเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ชัดเจนจากที่จำเลยร่วมนำสืบมาว่า ที่จำเลยร่วมบอกเลิกการเช่านาพิพาทก็เพื่อจะนำนาพิพาทไปจัดสรรขาย เป็นความประสงค์ของจำเลยร่วมเองร่วมกับนายธวัชชัย บุตรชาย เห็นว่า การใช้นาที่ให้เช่าเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 นี้ จะต้องเป็นการใช้ที่นานั้นเองทำประโยชน์ มิใช่นำเอานาไปขาย ซึ่งจะทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไป เป็นผลทำให้ไม่อาจใช้นาที่ให้เช่านั้นได้อีกต่อไป การที่จำเลยร่วมจะจัดสรรนาพิพาทแบ่งขายก็คือขายนั่นเอง เป็นวิธีการขายอย่างหนึ่ง จึงเห็นได้ว่ามิใช่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตนตามความจำเป็นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 (2) จำเลยร่วมจึงไม่อาจบอกเลิกการเช่านาพิพาทได้ การเช่านาพิพาทยังไม่สิ้นสุดลงโดยการบอกเลิกการเช่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลลาดหลุมแก้ว และ คชก. จังหวัดปทุมธานีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ กาลผล
จำเลย — ร้อยตรีสุนทร ไหวพริบ กับพวก
จำเลยร่วม — นางสุภาพ อึ้งอัมพรวิไล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2544
#35088
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับ ป. ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว เนื่องจาก ป. ได้ยกบ้านและที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นเรือนหอก่อนแล้ว จำเลยให้การว่าบ้านและที่ดินพิพาทเป็นของ ป. ซึ่งได้ยกให้จำเลยโดยได้จดทะเบียนถูกต้องและ ป. ยังทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยเพียงผู้เดียวคดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่าบ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ป. และไม่ได้ยกให้แก่โจทก์หรือจำเลยแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนเป็นชื่อของ ป. ตามเดิม จึงเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้อยู่กินร่วมกันในบ้านพิพาทมาตลอดหากเพียงแต่พักอาศัยอยู่ลักษณะเป็นการชั่วคราว ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์แยกครอบครัวไปอยู่ที่อื่นหลังจากนั้นไม่นาน ประกอบกับไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งได้ความจากปลัดอำเภอผู้จัดทำหนังสือมอบอำนาจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ ป. ว่า ป.ต้องการแบ่งที่ดินพิพาทส่วนที่ไม่มีบ้านให้จำเลย ส่วนที่ดินพิพาทบริเวณที่มีบ้านจะเก็บไว้ก่อน เช่นนี้พอชี้ชัดได้ว่า ป. มิได้ยกบ้านและที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นสิทธิเด็ดขาด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 ตำบลบางนา (บางมอญ) อำเภอมหาราช (นครใหญ่)จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ส่วนที่มีสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน43 ตารางวา และบ้านเลขที่ 45 ที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับคืนเป็นชื่อของนายไป๋กับนางแฉล้มตามเดิม โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านเป็นชื่อของนายไป๋กับนางแฉล้มตามเดิมหากโอนคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 965,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 ตำบลบางนา (บางมอญ) อำเภอมหาราช(นครใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) เฉพาะส่วนที่มีสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปให้กลับคืนเป็นชื่อนายไป๋กับนางแฉล้ม กองทิพย์ตามเดิม โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโอนคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของนายไป๋กับนางแฉล้ม คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดากับโจทก์ที่ 2 บ้านและที่ดินพิพาทคือ บ้านเลขที่ 45และที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 ตามฟ้องเดิมบ้านและที่ดินพิพาทเป็นของนายไป๋กับนางแฉล้มกองทิพย์ บิดามารดาของโจทก์ที่ 2 และจำเลย ขณะพิพาทกัน นายไป๋และนางแฉล้มถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 ทั้งแปลงปัจจุบันมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายไป๋ กับนางแฉล้มกองทิพย์ ไม่ใช่ทั้งของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลย เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า นายไป๋กับนางแฉล้มยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเรือนหอ การที่จำเลยผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 ทั้งแปลงซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนดังกล่าว จำเลยให้การว่า บ้านและที่ดินโฉนดเลขที่3475 เป็นของนายไป๋กับนางแฉล้ม ซึ่งต่อมานายไป๋กับนางแฉล้มได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยได้จดทะเบียนถูกต้อง นอกจากนี้นายไป๋ยังทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียว บ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 จึงเป็นของจำเลย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นพิพาทไว้ว่าบ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือไม่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในส่วนของที่ดินพิพาทว่าเป็นของนายไป๋กับนางแฉล้ม และไม่ได้ยกให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือจำเลย แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนเป็นชื่อนายไป๋กับนางแฉล้มตามเดิมจึงเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปซึ่งสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับฎีกาของจำเลยมีว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบกันว่า เมื่อปี 2501 นายไป๋กับนางแฉล้มยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเรือนหอโดยโจทก์ที่ 1 จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน 4,000 บาท ตามบันทึกท้ายทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 ความข้อนี้โจทก์ทั้งสองมีนายทับทิม กองทิพย์ น้องชายโจทก์ที่ 2นางหยุดหรือสายหยุด ธะสุ เพื่อนบ้านข้างเคียงเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ภายหลังโจทก์ทั้งสองสมรสกันแล้ว โจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 45ร่วมกับนายไป๋ นางแฉล้ม นายทับทิมและจำเลย แต่โจทก์ที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะโจทก์ทั้งสองแยกครอบครัวไปอยู่ที่อื่น จำเลยยังคงอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในปี 2506ที่จำเลยสมรสกับนายสุรินทร์ เฉลิมโอฐ จำเลยกับสามีอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 45จนถึงปี 2520 จึงแยกครอบครัวไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 45/1 ส่วนนายไป๋กับนางแฉล้มอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 45 จนกระทั่งถึงแก่ความตายทั้งสองคน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทั้งสองมิได้อยู่กินร่วมกันในบ้านเลขที่ 45 มาตลอด หากเพียงแต่พักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวลักษณะเป็นการชั่วคราว ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์ทั้งสองแยกครอบครัวไปอยู่ที่อื่นหลังจากนั้นไม่นาน ประกอบกับไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของนายสมบัติ คงเมือง ปลัดอำเภอมหาราช ผู้จัดทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ให้นายไป๋กับนางแฉล้มว่า นายไป๋กับนางแฉล้มต้องการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3475 ส่วนที่ไม่มีบ้านให้แก่จำเลยส่วนบริเวณที่ดินพิพาทซึ่งมีบ้านเลขที่ 45 ปลูกสร้างอยู่นั้นจะเก็บไว้ก่อนเช่นนี้พอชี้ชัดได้ว่านายไป๋กับนางแฉล้มมิได้ยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นสิทธิเด็ดขาดดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ส่วนความข้อ 1 ในบันทึกท้ายทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.7 ที่ว่า "ฝ่ายหญิงได้เรียกเงินค่าเรือนจากฝ่ายชายเป็นเงิน 4,000 บาท" นั้น น่าจะหมายถึงนายไป๋กับนางแฉล้มยินยอมให้โจทก์ที่ 1 ผู้เป็นบุตรเขตได้สิทธิเพียงแค่อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 45 เท่านั้นพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่านายไป๋กับนางแฉล้มมิได้ยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรจง กองจำปี กับพวก
จำเลย — นางชม เฉลิมโอฐ
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2544
#36515
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อนับตั้งแต่ปีที่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจนถึงปี 2533ซึ่งจำเลยปิดทางพิพาทแล้วยังไม่ถึง 10 ปี ทางพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความในส่วนนี้

เดิมที่ดินของโจทก์เป็นของ อ. อยู่คนละฝั่งคลองกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ซื้อมาจาก ส. บุตรของ ย. อ. ขออนุญาต ย. ทำสะพานข้ามคลองเดินผ่านที่ดินพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะทำให้ทุกคนสามารถเดินข้ามสะพานผ่านที่ดินของ ย. การใช้ทางดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้ใช้โดยปรปักษ์ ไม่เป็นทางภารจำยอม แม้โฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะไม่มีชื่อ ย. ถือกรรมสิทธิ์ แต่ก็ระบุว่า ย. เป็นบิดาของ ส. เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เมื่อ ย. อนุญาตให้ใช้ทางเดินทุกคนก็ใช้ทางเดินได้โดยไม่มีเหตุขัดข้อง จึงต้องถือว่าเป็นการที่บิดาของเจ้าของที่ดินอนุญาตแทนโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเก้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 5 ใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 19 ก็ใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเกินกว่า 10 ปีแล้ว ดังนั้น ที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเก้า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2537 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสร้างรั้วกำแพงในบริเวณทางภารจำยอมทำให้โจทก์ทั้งสิบเก้าและบริวารได้รับความเสียหายไม่อาจใช้ทางภารจำยอมได้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วกำแพง หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อให้โจทก์ทั้งสิบเก้าดำเนินการรื้อเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนทางภารจำยอมด้านแนวเอและแนวบีแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเก้า หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่โจทก์ทั้งสิบเก้าอ้างว่าตกเป็นภารจำยอม โจทก์ทั้งสิบเก้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสิบเก้าซื้อที่ดินมายังไม่ถึง 10 ปี และไม่ได้ใช้ทางพิพาทติดต่อกันจากเจ้าของเดิมรวมแล้วถึง 10 ปี โจทก์ทั้งสิบเก้าเพิ่งมาใช้ทางพิพาทในปี 2536 เท่านั้น ที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสิบเก้าผ่านทางก็เพราะว่าทางฝ่ายปกครองร้องขอเท่านั้น ดังนั้น ที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสิบเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสิบเก้าและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง โดยเดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเก้าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ผืนเดียวกัน เป็นของนายอั้น ศิริ แล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็นที่ดินแปลงย่อย โจทก์ทั้งสิบเก้าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ต่อมาจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำธุรกิจบ้านจัดสรรในที่ดินของจำเลยที่ 1โจทก์ทั้งสิบเก้าใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนอ่อนนุช - ลาดกระบัง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเก้าว่าทางพิพาทตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่ สำหรับการใช้ทางพิพาทของโจทก์แต่ละคนนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสิบเก้ากับพวกได้ทำหนังสือลงวันที่ 3 ธันวาคม 2533 ร้องเรียนต่อนายอำเภอบางพลีว่าถูกปิดทางเข้าออก ซึ่งแสดงว่าจำเลยทั้งสองปิดกั้นทางเข้าออกในปี 2533 และข้อเท็จจริงยังปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสิบเก้าประกอบกับเอกสารสำเนาโฉนดที่ดินที่โจทก์ทั้งสิบเก้าอ้างส่งศาลว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 14 และที่ 18 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อปี 2534โจทก์ที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อปี 2535 โจทก์ที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 11 ที่ 13และที่ 19 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อปี 2528 และ 2529โจทก์ที่ 6 ที่ 12 ที่ 15 ถึงที่ 17 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อปี 2531 และ2532 เมื่อนับถึงปี 2533 ซึ่งจำเลยทั้งสองปิดทางพิพาทแล้วยังไม่ถึง 10 ปีทางพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความในส่วนนี้ที่โจทก์ทั้งสิบเก้าฎีกาว่า ได้ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของเดิมเมื่อนับรวมกันแล้วเกิน 10 ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอมนั้น พยานโจทก์ทั้งสิบเก้ามีโจทก์ที่ 5 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 9 นางสายหยุด โพธิ์ศรีซึ่งเป็นญาติโจทก์ทั้งสิบเก้า และนางสัมฤทธิ์ ศิริ ซึ่งเป็นน้องสาวของโจทก์ที่ 5 ต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเก้าเป็นของนายอั้น ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ที่ 5 อยู่คนละฝั่งคลองกับที่ดินของจำเลยที่ 1ซึ่งจำเลยที่ 1 ซื้อมาจากนางสุภาณี สุวรรณทัต บุตรของนายเยื้อน นายอั้นขออนุญาตนายเยื้อนทำสะพานข้ามคลองเดินผ่านที่ดินของนายเยื้อนออกสู่ถนนสาธารณะทำให้ทุกคนสามารถเดินข้ามสะพานผ่านที่ดินของนายเยื้อน เมื่อเป็นดังนี้การใช้ทางดังกล่าวจึงมิได้ใช้โดยปรปักษ์ไม่เป็นทางภารจำยอม ที่โจทก์ทั้งสิบเก้าฎีกาว่า ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1340 คือ นางสุภาณี และนางสุธีรา รอดพยาธิ์ เท่านั้น ไม่มีชื่อนายเยื้อน การที่นายเยื้อนอนุญาตให้นายอั้นใช้ทางไม่ถือเป็นการยินยอมให้ใช้ทางโดยชอบ การใช้ทางขอนายอั้นจึงเป็นปรปักษ์นั้นเห็นว่า ในโฉนดที่ดินดังกล่าวถึงแม้จะไม่มีชื่อนายเยื้อนถือกรรมสิทธิ์แต่ก็ระบุว่านายเยื้อนเป็นบิดาของบุคคลทั้งสอง เมื่อนายเยื้อนอนุญาตให้ใช้ทางเดินทุกคนก็ใช้ทางเดินได้โดยไม่มีเหตุขัดข้อง จึงต้องถือว่าเป็นการที่บิดาของเจ้าของที่ดินอนุญาตแทนโดยชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบเก้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเก้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิทยา เกตุน้อย กับพวก
จำเลย — นาย สิทธิพร พาวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2544
#36514
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2526 และ 2527 ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว เป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีจึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(5) เมื่อเจ้าพนักงานประเมินกำหนดให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 อายุความจึงเริ่มต้นนับใหม่เมื่อพ้น 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2530 ซึ่งอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป

การยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม จึงต้องใช้อำนาจภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 นับแต่วันที่อาจใช้อำนาจตามมาตรานี้ได้ แต่กำหนดเวลาในการบังคับคดีตามมาตรา 271 มิใช่อายุความอันจะอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้การที่โจทก์มีคำสั่งอายัดเงินมัดจำขวดและลังที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากบริษัท บ. และบริษัทดังกล่าวส่งเงินอายัดให้โจทก์เมื่อวันที่ 30ธันวาคม 2534 ก็เป็นเพียงขั้นตอนในการบังคับคดีเท่านั้นไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18มิถุนายน 2541 เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2530ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้วโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลย จึงไม่อาจนำหนี้มาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 738,365 บาทโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2526และ 2527 รวมเป็นเงิน 949,269 บาท โจทก์ได้ทำการประเมินภาษีเงินได้ของจำเลยและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินภาษีดังกล่าวมาชำระลงวันที่ 25พฤษภาคม 2530 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2531 โจทก์มีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ในเงินค่ามัดจำขวดและลังและบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้นำเงินส่งตามคำสั่งอายัดเมื่อวันที่ 30ธันวาคม 2534 จำนวน 210,905 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2526 และ 2527 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.19 แล้ว ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว เป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี เพราะประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(5)เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรตามที่ประเมินแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินเมื่อจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 อายุความจึงเริ่มต้นนับใหม่เมื่อพ้น 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2530ซึ่งอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น อายุความเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน2530 เป็นต้นไป สำหรับวิธีการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลมดังนั้น การใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 จึงต้องใช้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 นับแต่วันที่จะใช้อำนาจตามมาตรานี้ได้ แต่กำหนดเวลาในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271มิใช่อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องอันจะอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์มีคำสั่งอายัดเงินมัดจำขวดและลังที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จำนวน 252,101 บาท และบริษัทดังกล่าวส่งเงินอายัดให้โจทก์ก็เป็นเพียงขั้นตอนในการบังคับคดีเท่านั้นจึงไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างไร เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ซึ่งเกิน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้พ้นกำหนดเวลาบังคับคดีมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.รัษฎากร ม. 12
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดเทรดดิ้งขอนแก่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2544
#69173
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2526 และ 2527 ถือว่า เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว เป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี เพราะประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี จึงเป็นเหตุให้ อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อเจ้าพนักงานประเมินกำหนดให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 อายุความ จึงเริ่มต้นนับใหม่เมื่อพ้น 30 วัน นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2530 ซึ่งอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป

การยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ให้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. โดยอนุโลมจึงต้องใช้อำนาจภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 นับแต่วันที่อาจใช้อำนาจตามมาตรานี้ได้ แต่กำหนดเวลาในการบังคับคดีตามมาตรา 271 มิใช่อายุความอันจะอยู่ในบังคับแห่ง บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตาม ป.พ.พ. จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์มี คำสั่งอายัดเงินมัดจำขวดและลังที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากบริษัท บ. และบริษัทดังกล่าวส่งเงินอายัดให้โจทก์เป็นเพียง ขั้นตอนในการบังคับคดีเท่านั้น ไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ไม่ทำให้อายุความ สะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิ ที่จะบังคับคดีแก่จำเลย จึงไม่อาจนำหนี้มาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีล้มละลาย พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีประจำปี 2526 และ 2527 ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว เป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี เพราะประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน โดยจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 อายุความจึงเริ่มนับใหม่เมื่อพ้น 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2530 ซึ่งอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น อายุความเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2530 เป็นต้นไป สำหรับวิธีการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ดังนั้น การใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 จึงต้องใช้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 นับแต่วันที่จะใช้อำนาจตามมาตรานี้ได้ แต่กำหนดเวลาในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มิใช่อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องอันจะอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์มีคำสั่งอายัดเงินมัดจำขวดและลังที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทดังกล่าวส่งเงินอายัดให้โจทก์ก็เป็นเพียงขั้นตอนในการบังคับคดีเท่านั้น จึงไม่ใช่การกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ซึ่งเกิน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยแล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิ ที่จะบังคับคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ที่พ้นกำหนดเวลาบังคับคดีมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5)
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดเทรดดิ้งขอนแก่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายองอาจ โรจน์สุพจน์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2544
#68735
เปิดฉบับเต็ม

ที่เจ้าหนี้ฎีกาว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังไม่ขาดอายุความ เพราะก่อนยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ลูกหนี้ล้มละลายภายในอายุความ และในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถึงการฟ้องคดีแล้ว แต่ปรากฏในสำนวนสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า พยานเจ้าหนี้ให้การและเสนอพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนแต่เพียงเรื่องมูลหนี้และจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอรับชำระเท่านั้น มิได้ให้การหรือแจ้งถึงเหตุที่หนี้ตามคำพิพากษายังไม่ขาดอายุความ ทั้งที่เจ้าหนี้มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระตามคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 (1) ดังนั้น ข้ออ้างของเจ้าหนี้จึงนอกจากจะระงับฟังไม่ได้แล้ว ยังเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นโต้เถียงในชั้นฎีกา มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมาย ใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ฎีกาของเจ้าหนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2540 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 2612/2530 จำนวน 1,313,086.42 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107 (1)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่าที่เจ้าหนี้ฎีกาว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังไม่ขาดอายุความ เพราะก่อนยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามคำพิพากษาไปฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.195/2539 เพื่อขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นกำหนดระยะเวลาภายในอายุความ และในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถึงการฟ้องคดีแล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับไม่ได้สรุปข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบความเห็นเสนอต่อศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ปรากฏในสำนวนสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า นายสมชาย เทพาลัย พยานเจ้าหนี้ให้การและเสนอพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนแต่เพียงเรื่องมูลหนี้และจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอรับชำระเท่านั้น มิได้ให้การหรือแจ้งถึงเหตุที่หนี้ตามคำพิพากษายังไม่ขาดอายุความแต่อย่างใด ทั้งที่เจ้าหนี้มีหน้าที่นำพยานหลักฐาน มาพิสูจน์เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 (1) ดังนั้น ข้ออ้างของเจ้าหนี้จึงนอกจากจะรับฟังไม่ได้แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นโต้เถียงในชั้นฎีกา มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใดๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ดังที่เจ้าหนี้อ้าง ฎีกาของเจ้าหนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาเจ้าหนี้ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1) ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัททิพยสิน จำกัด
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์ ศรีคุรุวาฬ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2544
#36513
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หลังจากจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้วถึง 2 วัน และในการสั่งรับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งให้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ ทั้งศาลชั้นต้นยังให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 15 วันนับแต่วันสั่ง (แม้ตอนท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่าข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว) เมื่อจำเลยยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่จำเลยมิได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1590 เล่ม 16 ข.หน้า 40 เลขที่ดิน 352 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชคืนแก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่คืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หรือหากจำเลยโอนที่ดินพิพาทไปให้ตนเองหรือผู้อื่นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนแล้วให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแทนเป็นเงิน 2,700,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยส่งตราสำคัญของบริษัทโจทก์ที่ 1 คืนโจทก์ที่ 1 จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

ในระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วจำเลยไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 ว่า รับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์ทั้งสี่ให้จำเลยนำส่งภายใน 15 วันนับแต่วันนี้ ไม่มีผู้รับให้ปิด มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ดังนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หลังจากจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้วถึง 2 วัน และในการสั่งรับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งให้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ ทั้งศาลชั้นต้นยังสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 15 วัน นับแต่วันสั่งคือวันที่ 9 ตุลาคม 2541 อีกด้วยแม้ตอนท้ายอุทธรณ์จะมีข้อความว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบคำสั่ง เมื่อจำเลยยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่จำเลยมิได้นำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งจำเลยให้จัดการนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งสี่แล้วดำเนินการต่อไปส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอเซีย ซันไรซ์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นาย สมเดช เล้งเสน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571/2544
#35087
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินของศาลแล้วนั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดเจนแล้วว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยเป็นเพียงข้อโต้เถียงว่าฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องและเป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ แต่ไม่ได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาไม่ชอบ ไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาใหม่แล้วศาลอาจพิพากษาให้จำเลยชนะคดีได้อย่างไร คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสองดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 648,027.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยไม่เจตนาหรือจงใจขาดนัดพิจารณาหรือขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินของศาลแล้วนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่มีข้อความว่า มูลหนี้ค่าสินค้าที่โจทก์นำมาฟ้อง จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินจำนวนตามฟ้อง หากศาลให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดี แสดงพยานหลักฐานต่อศาล ย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาของศาลเปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นเพียงข้อโต้เถียงว่าฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องและเป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ แต่ไม่ได้แสดงเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาไม่ชอบไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาคดีใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้จำเลยชนะคดีได้อย่างไร คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยถือไม่ได้ว่ากล่าวโดยละเอียดและชัดแจ้ง ซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลแล้ว ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็ม.เอช.อี. - ดีเมติกส์ (ที) จำกัด หรือบริษัท เอ็ม.เอช.อี. - ดีแมก (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท ยูโรมิลล์ เอ็นจิเนียริง (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2544
#35086
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และฐานขึ้นไปบนเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นฯมีโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกข้อหาความผิดของจำเลยทั้งสามฐานดังกล่าวกับความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นกรณีต่างกรรมกันและการพิจารณาว่าอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ หรือไม่ ต้องพิจารณาความผิดแต่ละกระทงแยกเป็นรายกระทงความผิด ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นฯ ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 335, 336 ทวิ พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 มาตรา 4, 5,6, 7, 9, 10, 12 พระราชกฤษฎีกากำหนดเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติเป็นเขตห้าม พ.ศ. 2485 มาตรา 3 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารังนกอีแอ่นชนิดสีขาวที่ยังไม่ได้คืนน้ำหนัก 2,700 กรัม ราคา 135,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 มาตรา 4, 5, 6, 7, 9, 10, 12เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 100 บาท ฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 6 เดือน และฐานขึ้นไปบนเกาะรูสิบซึ่งเป็นเกาะที่มีนกอีแอ่นทำรังตามธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 6 เดือนและปรับ 200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานเก็บรังนกอีแอ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตฐานมีรังนกอีแอ่นไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และฐานขึ้นไปบนเกาะที่นกอีแอ่นทำรังอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต พระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 กำหนดอัตราโทษไว้อย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกข้อหาความผิดของจำเลยทั้งสามฐานดังกล่าวกับความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นกรณีต่างกรรมกันและการพิจารณาว่าอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หรือไม่ ต้องพิจารณาความผิดแต่ละกระทงแยกเป็นรายกระทงความผิด ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 หรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นฟังยุติไว้ว่าจำเลยมิใช่ผู้กระทำผิดแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ. 2482 ทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย สุรินทร์หรือเขียว พรหมศิลา
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2544
#36512
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์นั้น มีประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2535 ข้อ 2 และข้อ 3กำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ประกาศดังกล่าวออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามที่พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ มาตรา 3(4)และมาตรา 4 ให้อำนาจไว้ดังนี้ การที่จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์คิดจากจำเลยจึงหาได้เปลี่ยนแปลงโดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ประการใดไม่การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดจึงเป็นการไม่ชอบ ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2538 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 84,000 บาท ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ19 ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก) เลขที่ 19 ตำบลคลองทราย อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลาพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามสัญญาโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,143.42 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ19 ต่อปี ของต้นเงิน 68,075.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 73,143.42 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในต้นเงิน 68,075.68 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 519 ตำบลคลองทราย อำเภอนาทวีจังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ19 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์นั้นมีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2535ข้อ 2 และข้อ 3 กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ประกาศดังกล่าวออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามที่พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523มาตรา 3(4) และมาตรา 4 ให้อำนาจไว้ อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์คิดจากจำเลย จึงหาได้เปลี่ยนแปลงโดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่ประการใดไม่ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 3 (4) ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย ยุฟ้า ชีวจตุรภัทร
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2544
#35085
เปิดฉบับเต็ม

อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีตามที่คู่ความตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้เงินตามฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้น จะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกัน เพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินจำนวน 205,437.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 171,150.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยตกลงผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,600 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์2543 และงวดต่อไปทุกวันที่ 16 ของเดือน ติดต่อกันไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความจำนวน 3,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินแก่โจทก์งวดใดงวดหนึ่งหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27470 และ 27650ตำบลบ้านแถว อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วเห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีสูงเกินไป จึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์เป็นกรณีพิเศษเป็นเงิน 4,600 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น" ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองยินยอมชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องย่อมเป็นการประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดี เมื่อปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องที่คู่ความตกลงกันไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยทั้งสองได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และหมายเลข 6 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นย่อมต้องพิพากษาไปตามนั้น จะใช้ดุลพินิจพิพากษาลดอัตราดอกเบี้ยที่คู่ความตกลงกันเพราะเหตุที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนย่อมมิได้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาง นิชาภา ทิพฉากฉลัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2544
#36511
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอย อันเป็นการต่อเติมดัดแปลงอาคารให้ผิดไปจากแบบซึ่งไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42 และมาตรา 43ให้อำนาจไว้ โจทก์มิได้ฟ้องคดีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เคยฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิให้ยกข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นประการอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่อาคารตั้งอยู่ มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกจากกันได้ ย่อมจะโต้แย้งข้อเท็จจริงนั้นเป็นประการอื่นไม่ได้เช่นกันโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่ให้เว้นพื้นที่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เป็นที่ว่างไว้ไม่น้อยกว่า 2 เมตร เป็นข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกอาคารเมื่อเกิดอัคคีภัยมีผลใช้บังคับต่อบุคคลและสถานที่ภายในเขตที่กำหนดไว้โดยเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้นว่าพื้นที่ใดอยู่นอกเขตการบังคับใช้เมื่ออาคารของจำเลยปลูกสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของข้อบัญญัติดังกล่าว หาได้อยู่เหนือการบังคับใช้ไม่ จำเลยจะยกการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลอื่นมาเป็นข้อแก้ตัวว่าตนไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเลขที่ 408 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครซึ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2392 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารเลขที่ 410 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2868 ของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2392 มีอาคารเลขที่ 408ปลูกสร้างอยู่ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2528 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารเลขที่ 408 และ 410 ผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตเจ้าหน้าที่ของโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับการปลูกสร้างและรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงและต่อเติมอาคารพร้อมกับแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10,000บาท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดัดแปลงต่อเติมอาคารทั้งสองหลังดังกล่าวเชื่อมให้ติดต่อกันโดยส่วนที่ปลูกสร้างต่อเติมปกคลุมทางเดินด้านหลังอาคารอันเป็นการผิดข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังก่อสร้างพื้นชั้นลอยเกินจากแบบ 31 ตารางเมตรโจทก์สั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับการปลูกสร้าง และรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงพร้อมกับดำเนินคดีทางอาญาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับเนื่องจากอาคารทั้งสองหลังมีสภาพการใช้ที่ไม่ปลอดภัยอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522ข้อ 76 (4) ที่กำหนดให้มีที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมทางเดินหลังอาคารให้ถึงกันกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร อาคารทั้งสองหลังไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง และโจทก์ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้แก่จำเลยทั้งสามได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอย แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารตึกแถวเลขที่ 408 และ 410 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครเฉพาะส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต หากจำเลยทั้งสามไม่รื้อถอน ให้โจทก์เป็นฝ่ายรื้อถอน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารตึกแถวเลขที่ 408 และ 410 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแทน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารพิพาทเลขที่ 408 ถนนวานิช 1แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2392 ของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารพิพาทเลขที่ 410 ถนนวานิช 1 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2868 ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารพิพาททั้งสองหลังมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้นอยู่ติดกัน ด้านหน้าติดถนนวานิช 1 ด้านหลังติดกับอาคารอื่น มีระยะห่างกันประมาณ 10 ถึง 15 เซนติเมตร โดยปลูกสร้างทดแทนอาคารเดิมที่ถูกไฟไหม้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อเติมส่วนหลังอาคารพิพาทเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กผนังก่ออิฐฉาบปูนมีขนาดกว้างด้านทิศตะวันออก3.50 เมตร ด้านทิศตะวันตก 3 เมตร ยาว 13.20 เมตร สูง 17.60 เมตรปกคลุมทางเดินหลังอาคารโดยไม่เว้นทางเดินไว้ไม่น้อยกว่า 2 เมตรและในส่วนที่เป็นชั้นลอยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างชั้นลอยเชื่อมติดต่อกันเป็นผลให้พื้นที่ชั้นลอยเกิน 40 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ห้องชั้นล่างอันเป็นการก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารพร้อมกับดำเนินคดีอาญาข้อหาผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ์เปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมรื้อถอนส่วนที่สร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและส่วนที่เป็นชั้นลอย สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ในฐานะผู้ทำการแทนโจทก์ เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารส่วนที่ก่อสร้างผิดแบบดังกล่าวจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารส่วนต่อเติมที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอยที่เกินจากแบบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5798/2537

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ ข้อนี้จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลตลอดจนเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522ด้วยเหตุบริเวณที่ว่างหลังอาคารพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาว 13.20 เมตรมิใช่ทางเดินแต่เป็นบริเวณที่ก่อสร้างในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2ทั้งเป็นบริเวณที่ตั้งอาคารเดิมที่ไม่อาจใช้เป็นทางเดินหรือทางหนีไฟเพราะอยู่ประชิดติดกับอาคารของผู้อื่น ซึ่งปลูกสร้างเต็มพื้นที่แม้จะเว้นเป็นที่ว่างไว้ก็ไม่อาจใช้เป็นทางเดินหรือทางหนีไฟหรือป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ได้ การบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงผู้เดียวให้เว้นพื้นที่หลังอาคารจึงไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เห็นว่า โจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอย อันเป็นการต่อเติมดัดแปลงอาคารพิพาทให้ผิดไปจากแบบซึ่งไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42 และมาตรา 43 ที่ให้อำนาจไว้ โจทก์มิได้ฟ้องคดีตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง ทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลตลอดจนเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในสำนวนคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5798/2537 ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้มิให้ยกข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วนั้นขึ้นกล่าวอ้างเป็นประการอื่น สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อาคารพิพาทเลขที่ 408 ตั้งอยู่จึงมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกจากกันได้ จำเลยที่ 3 จะโต้แย้งข้อเท็จจริงนั้นเป็นประการอื่นไม่ได้เช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสามนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อ 76(4) ไม่มีผลใช้บังคับในกรณีของจำเลยทั้งสามดังนั้น การต่อเติมดัดแปลงอาคารพิพาทตามฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายโดยจำเลยทั้งสามยกข้อเท็จจริงและเหตุผลซ้ำกับที่ได้กล่าวไว้แล้วในประเด็นวินิจฉัยแรก เช่น บริเวณหลังอาคารพิพาทมิใช่ทางเดินแต่เป็นบริเวณที่ก่อสร้างในเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจใช้เป็นทางเดินหรือทางหนีไฟได้เพราะอยู่ประชิดติดกับอาคารของผู้อื่นซึ่งปลูกเต็มพื้นที่ เป็นต้น เห็นว่า ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่ให้เว้นพื้นที่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เป็นที่ว่างไว้ไม่น้อยกว่า 2 เมตร เป็นข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกอาคารเมื่อเกิดอัคคีภัย ข้อบัญญัติดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายซึ่งบังคับใช้ต่อบุคคลและสถานที่ภายในเขตที่กำหนดไว้โดยเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้นว่าพื้นที่ใดอยู่นอกเขตการบังคับใช้อาคารพิพาทของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวเช่นเดียวกับอาคารอื่นทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลหากอาคารอื่นมีลักษณะเช่นเดียวกับอาคารพิพาทก็ต้องถูกบังคับให้รื้อถอนทำนองเดียวกับอาคารพิพาทของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หาได้อยู่เหนือการบังคับใช้ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครไม่ จำเลยทั้งสามจะยกการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลอื่นมาเป็นข้อแก้ตัวว่าตนไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยไม่ได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 42 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
จำเลย — นาย กฤษฎา ฉวีวานิชยกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2544
#69481
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอย อันเป็นการต่อเติมดัดแปลงอาคารพิพาทให้ผิดไปจากแบบ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42 และมาตรา 43 ที่ให้อำนาจไว้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เคยฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสาม รื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมดังกล่าว และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้มิให้ยกข้อเท็จจริงที่ยุติตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นประการอื่น สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็น เจ้าของที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่จึงมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกจากกันได้ จำเลยที่ 3 จะโต้แย้งข้อเท็จจริงนั้นเป็นประการอื่นไม่ได้เช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่ให้เว้นพื้นที่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เป็นที่ว่างไว้ไม่น้อยกว่า 2 เมตร เป็นข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกอาคารเมื่อเกิดอัคคีภัย จึงมีผลใช้บังคับต่อบุคคลและสถานที่ภายในเขตที่กำหนดไว้โดยเท่าเทียมกัน เมื่ออาคารพิพาทของจำเลยปลูกสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับของข้อบัญญัติดังกล่าว จำเลยจะยกการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลอื่นมาเป็นข้อแก้ตัวว่าตนไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารตึกแถวเลขที่ ๔๐๘ และ ๔๑๐ แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต หากจำเลยทั้งสาม ไม่รื้อถอน ให้โจทก์เป็นฝ่ายรื้อถอน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารตึกแถวเลขที่ ๔๐๘ และ ๔๑๐ ถนนวานิช ๑ แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแทน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสาม ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างปกคลุมทางเดินหลังอาคารและพื้นชั้นลอย อันเป็นการต่อเติมดัดแปลงอาคารพิพาทให้ผิดไปจากแบบซึ่งไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ ที่ให้อำนาจไว้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคดีดังกล่าวถึงที่สุดให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๗๙๘/๒๕๓๗ ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในคดีนี้มิให้ยกข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วนั้นขึ้นกล่าวอ้างเป็นประการอื่นสำหรับจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อาคารพิพาทเลขที่ ๔๐๘ ตั้งอยู่ จึงมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๑ ในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกจากกันได้ จำเลยที่ ๓ จะโต้แย้งข้อเท็จจริงนั้นเป็นประการอื่นไม่ได้เช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครข้อ ๗๖ (๔) ไม่มีผลใช้บังคับในกรณีของจำเลยทั้งสาม ดังนั้น การต่อเติมดัดแปลงอาคารพิพาทตามฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่ให้เว้นพื้นที่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เป็นที่ว่างไว้ไม่น้อยกว่า ๒ เมตร เป็นข้อบัญญัติเพื่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกอาคารเมื่อเกิดอัคคีภัย ข้อบัญญัติดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายซึ่งบังคับใช้ต่อบุคคลและสถานที่ภายในเขตที่กำหนดไว้โดยเท่าเทียมกันไม่มีข้อยกเว้นว่าพื้นที่ใดอยู่นอกเขตการบังคับใช้ เมื่ออาคารพิพาทของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปลูกสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวเช่นเดียวกับอาคารอื่นทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หากอาคารอื่นมีลักษณะเช่นเดียวกับอาคารพิพาทก็ต้องถูกบังคับให้รื้อถอนทำนองเดียวกับอาคารพิพาทของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หาได้อยู่เหนือการบังคับใช้ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครไม่ จำเลยทั้งสามจะยกการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลอื่นมาเป็นข้อแก้ตัวว่าตนไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยไม่ได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 42 ม. 43
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ม. 76 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายกฤษฎา ฉวีวานิชยกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 554/2544
#41074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2541 ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกไปอีก 15 วัน แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและสั่งไม่รับอุทธรณ์ไปพร้อมกันในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นควรยกคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียมของโจทก์ แต่เมื่อยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นควรให้โอกาสแก่โจทก์ทั้งสองชำระหรือวางเงินดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาอุทธรณ์ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกเป็นเงิน132,770,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน87,349,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งสามให้การว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรมแล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 15กันยายน 2541 ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน2541 โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาออกไป 15 วันนับแต่วันยื่นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองได้รับค่าทดแทนตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไปแล้วเป็นเงิน110,000,000 บาทเศษ จึงไม่เชื่อว่าโจทก์ทั้งสองไม่สามารถรวบรวมเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ได้ทัน กรณีตามคำร้องยังไม่ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษจึงไม่อนุญาตยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ แจ้งคำสั่งแก่โจทก์ทั้งสอง ไม่มีผู้รับให้ปิด ส่วนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสามมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ขยายออกไปนั้น และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกไปอีก 15 วัน อ้างว่าโจทก์ทั้งสองยังรวบรวมเงินได้ไม่ครบถ้วนศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองพร้อมกันไปในวันเดียวกัน คือวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ล้วนยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ และยังไม่ครบกำหนดอุทธรณ์ในวันที่ 13พฤศจิกายน 2541 ตามที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ เหตุนี้แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่า เหตุผลของโจทก์ทั้งสองที่ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้จงใจฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางในวันยื่นอุทธรณ์ ประกอบกับยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ดังกล่าว เช่นนี้ ศาลชั้นต้นควรให้โอกาสแก่โจทก์ทั้งสองชำระหรือวางเงินดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเสียทีเดียว และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนโดยไม่ให้โอกาสโจทก์ทั้งสองก่อนนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เสียได้โดยให้โอกาสโจทก์ทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางภายในกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำพิพากษาศาลฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางภายในกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปิ กรอุไรวัฒนา กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2544
#35084
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปก่อนมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณา แต่โจทก์อ้างส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นพยานโดยมีพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำผู้เสียหายมาเบิกความประกอบและรับรองเอกสารดังกล่าว ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง และไปให้การทันทีหลังจากไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลแล้ว จึงไม่มีเวลาและโอกาสคิดปรุงแต่งเรื่องเพื่อกลั่นแกล้งให้การปรักปรำจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองหรือมีเหตุอื่นใดที่จะเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำต้องให้การเช่นนั้นเชื่อว่าผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนตามความเป็นจริง เมื่อพนักงานสอบสวนให้ชี้ตัวคนร้ายในคืนเกิดเหตุ ผู้เสียหายก็สามารถชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้อง ทั้งยืนยันว่าสร้อยคอพร้อมพระเครื่องและธนบัตรเป็นของตนโดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์นอกจากนี้โจทก์ยังมี ธ. และสิบตำรวจโท ป. ซึ่งพบเห็นเหตุการณ์และช่วยกระชากตัวจำเลยและพวกออกจากการทำร้ายผู้เสียหาย คำเบิกความของพยานทั้งสองสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันมีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย

ที่จำเลยฎีกาว่ามิได้เป็นจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันโดยสำคัญผิดนั้น จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในศาลชั้นต้น เพิ่งมาโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 58, 83 และ 93 กับนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1ในคดีหมายเลขแดงที่ 3396/2540 ของศาลชั้นต้นและเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 12 ปี นับโทษจำเลยที่ 1ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 3396/2540 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังมาโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายจันทร์ พลหลัก ผู้เสียหาย ถูกคนร้าย 2 คน ร่วมกันชิงเอาสร้อยคอสแตนเลสพร้อมพระเครื่องกรอบสแตนเลสจำนวน 4 องค์ ราคา2,000 บาท ธนบัตรรัฐบาลไทยจำนวน 120 บาท ไป และเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 กับนายจตุพงษ์ ทวีพงษ์ ได้ในคืนเกิดเหตุขณะกำลังชกต่อยผู้เสียหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายจตุพงษ์ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ โจทก์ไม่มีนายจันทร์ พลหลัก ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาเพราะผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปก่อน แต่โจทก์อ้างส่งบันทึกคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนเป็นพยานหลักฐาน โดยมีพันตำรวจโทสมบัติ แก่นวิจิตรพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำผู้เสียหายมาเบิกความประกอบและรับรองเอกสารดังกล่าวว่าพยานได้สอบปากคำผู้เสียหายหลังเกิดเหตุประมาณ2 ชั่วโมง กับให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์ ทวีพงษ์ ในคืนนั้นเองตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายและบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาพร้อมภาพถ่ายซึ่งในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า ขณะที่ผู้เสียหายนอนอยู่ที่หน้าร้านทำขนมเปี๊ยะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลุกให้ลุกขึ้น แล้วช่วยกันจับแขนผู้เสียหายคนละข้างพยุงพาไปที่ที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายจตุพงษ์ซึ่งเดินตามไปในภายหลังได้ร่วมกันใช้กำลังชกต่อยผู้เสียหาย นายจตุพงษ์กระชากเอาสร้อยคอสแตนเลสพร้อมพระเครื่อง 4 องค์ ที่ผู้เสียหายสวมอยู่ ส่วนจำเลยที่ 1ล้วงเอาเงินจำนวน 120 บาท จากกระเป๋าใส่สตางค์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าของผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายจตุพงษ์ใช้กำลังต่อยผู้เสียหายต่ออีก ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจทราบชื่อภายหลังว่า สิบตำรวจโทปรัชญา มณีศรีวงศ์กุล กับพวกเข้าช่วยผู้เสียหายไว้ทันและจับจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์ไว้ได้ เห็นว่า ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง และไปให้การทันทีที่สถานีตำรวจหลังจากไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลแล้ว จึงไม่มีเวลาและโอกาสคิดปรุงแต่งเรื่องเพื่อกลั่นแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับบุคคลดังกล่าวมาก่อนหรือมีเหตุอื่นใดที่จะเป็นมูลเหตุจูงใจให้ผู้เสียหายจำต้องให้การเช่นนั้น เชื่อว่าผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนตามความเป็นจริง ผู้เสียหายถูกพามาจากหน้าร้านทำขนมเปี๊ยะไปตามถนนเจริญกรุงแล้วเข้าไปในซอย ซึ่งมีแสงไฟฟ้าจากอาคารและริมถนนเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร ผู้เสียหายจึงเห็นหน้าผู้ที่พาไปเป็นเวลานานและมีโอกาสจดจำได้แม่นยำว่าคือจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์ เมื่อพนักงานสอบสวนให้ชี้ตัวคนร้ายในคืนเกิดเหตุ ผู้เสียหายก็สามารถชี้ตัวว่าจำเลยที่ 1และนายจตุพงษ์ เป็นคนร้ายได้ถูกต้อง ทั้งยืนยันว่าสร้อยคอสแตนเลสพร้อมพระเครื่อง 4 องค์ และธนบัตร 2 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 120 บาท เป็นของตนและพนักงานสอบสวนได้คืนให้ผู้เสียหายแล้ว โดยจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์ไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ตามบัญชีของกลางคดีอาญา นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิบตำรวจโทปรัชญา มณีศรีวงศ์กุล และนายธนวัฒน์ แซ่โง้ว มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า ขณะที่สิบตำรวจปรัชญาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่จุดรับแจ้งเหตุสามแยกหมอมิได้รับแจ้งว่ามีการชกต่อยกันที่ปากซอยตรงกับถนนเจริญกรุง แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ห่างไปประมาณ50 เมตร จึงวิ่งไปดูโดยมีนายธนวัฒน์วิ่งตามไปถึงที่เกิดเหตุลึกเข้าไปในซอยดังกล่าวประมาณ 30 ถึง 40 เมตร เห็นจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์กำลังร่วมกันใช้กำลังทำร้ายชกต่อยผู้เสียหาย สิบตำรวจโทปรัชญา จึงกระชากตัวจำเลยที่ 1 และนายธนวัฒน์ กระชากตัวนายจตุพงษ์ออกจากการทำร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกสิบตำรวจโทปรัชญาในขณะนั้นว่าจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์เอาสร้อยคอและพระเครื่องของผู้เสียหายไป และสิบตำรวจโทปรัชญาค้นพบสร้อยคอสแตนเลสพร้อมพระเครื่อง 4 องค์ อยู่ในกระเป๋ากางเกงของนายจตุพงษ์กับพบธนบัตรเป็นเงินจำนวน 120 บาท อยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 1 ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของสิบตำรวจโทปรัชญาได้เกิดขึ้นในทันทีหลังได้รับแจ้งเหตุ และนายธนวัฒน์ได้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในฐานะพลเมืองดี และต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์มาก่อน คำเบิกความของสิบตำรวจโทปรัชญาและนายธนวัฒน์สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และเมื่อฟังพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวประกอบกันแล้วทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้ออันควรสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และนายจตุพงษ์ร่วมกันมาแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เข้าช่วยพยุงผู้เสียหายไปนอนที่ม้านั่งยาวเพราะจำเลยที่ 2 ขอร้องให้ช่วยและเมื่อจำเลยที่ 2 ลากผู้เสียหายลึกเข้าไปในซอยและจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนรออยู่นานได้เดินตามเข้าไปเห็นจำเลยที่ 2ทำร้ายผู้เสียหายแล้ววิ่งหนีไป จำเลยที่ 1 จึงเข้าพยุงผู้เสียหายให้นั่ง แต่ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำร้ายนั้น เห็นว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2จริงดังที่อ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ช่วยพยุงผู้เสียหายแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1จะต้องยืนรอจำเลยที่ 2 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ทำร้ายผู้เสียหายกับเอากระเป๋าเงินของผู้เสียหายไปและลากผู้เสียหายลึกเข้าไปในซอย และไม่มีเหตุที่จะต้องตามจำเลยที่ 2 เข้าไปในซอยอีกและที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ผู้เสียหายเมาจนขาดสตินั้นข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจโทปรัชญาเพียงว่า มีกลิ่นสุราที่ผู้เสียหายเท่านั้น แต่สิบตำรวจโทปรัชญายืนยันว่าผู้เสียหายไม่เมาสุราและยังพูดจารู้เรื่อง จึงฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนโดยขาดสติสัมปชัญญะดังที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ล้วนขาดเหตุผลและไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3396/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีนั้นโดยสำคัญผิด จึงนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในศาลชั้นต้น เพิ่งมาโต้แย้งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ข้อฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทรงศักดิ์ จงทวีทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 542/2544
#40500
เปิดฉบับเต็ม

ลักษณะของหลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2 ตัดแล้วจำนวน350 หลอด และกำลังตัดขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เท่ากับความยาวของหลอดกาแฟที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่สายลับล่อซื้อมาได้จากห้องพักที่จำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกัน ลักษณะของหลอดกาแฟที่ตัดไม่สามารถนำไปใช้ทำประโยชน์อื่นใดได้นอกจากใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนแบ่งขายให้แก่ผู้ซื้อเท่านั้นเมื่อจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายการที่จำเลยที่ 2 ตัดหลอดกาแฟเพื่อให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนขายแก่ผู้ซื้อ จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิดแล้วแม้ไม่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1ในการขายเมทแอมเฟตามีน แต่หลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2ตัดไว้สามารถนำไปใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อขายการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสนับสนุนการมีไว้เพื่อขายของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 27 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 0.687 กรัม ซึ่งเป็นการมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด เป็นเงิน 180 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้เพื่อขายและได้ขายไปดังกล่าวและเงินจำนวน 180 บาทซึ่งเป็นของเจ้าพนักงานตำรวจที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองดังกล่าว กับยึดได้กรรไกร 1 อัน ไฟแช็ก 2 อันธูป 2 ดอก และหลอดเครื่องดื่ม 350 หลอด ซึ่งเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้กระทำความผิดเป็นของกลางเมทแอมเฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 4, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 33 ริบกรรไกร ไฟแช็ก และหลอดเครื่องดื่มของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 116 ด้วย)การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ฐานร่วมกันขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำคุกคนละ 6 ปีจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปีริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 67 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุน การมีไว้เพื่อขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด จากห้องพักที่จำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันแล้วก็นำมามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจที่แอบซุ่มดูอยู่เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปที่ห้องพักของจำเลยทั้งสอง พบจำเลยที่ 2กำลังนั่งตัดหลอดเครื่องดื่มหรือหลอดกาแฟ และมีหลอดกาแฟที่ถูกตัดแล้วจำนวน 350 หลอดวางอยู่ข้างหน้า และเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 25 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกวางอยู่บนชั้นวางของพร้อมกระเป๋าสตางค์ของจำเลยที่ 1ในกระเป๋าสตางค์ดังกล่าวพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนไปได้ก่อนหน้านี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ลักษณะของหลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2ตัดแล้วจำนวน 350 หลอด และกำลังตัดขณะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เท่ากับความยาวของหลอดกาแฟที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่สายลับล่อซื้อมาได้จากห้องพักที่จำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกัน ตามที่จ่าสิบตำรวจประกอบ เผือกหอม ผู้เข้าจับกุมพยานโจทก์เบิกความถึงลักษณะของหลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2 ตัดมีความยาวเพียงประมาณ1 เซนติเมตรเช่นนี้ ไม่สามารถนำไปใช้ทำประโยชน์อื่นใดได้ นอกจากใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนแบ่งขายให้แก่ผู้ซื้อเท่านั้น ซึ่งในการตรวจค้นห้องพักของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจยังตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 25 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกอีก แสดงว่าหลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2 ตัดออกมีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตรจำนวนถึง 350 หลอด นั้นก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 จะใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวนที่ตรวจพบดังกล่าวขายให้แก่ผู้ซื้อนั่นเอง การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 25 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ตลอดเวลาที่ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ทุกขณะ ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ตัดหลอดกาแฟเพื่อให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนขายแก่ผู้ซื้อในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 2ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 2 ตัดหลอดกาแฟไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า หลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2ตัดจำนวน 350 หลอด แม้จะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการขายเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับที่ล่อซื้อไปจำนวน 2 เม็ด ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่หลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2 ตัดไว้ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบรรจุเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการขายที่ตรวจพบจำนวน 25 เม็ดได้หลอดกาแฟดังกล่าวจึงเป็นวัสดุที่จะใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อขาย อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 จะขายเมทแอมเฟตามีนดังเช่นเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ขายให้แก่สายลับที่บรรจุไว้ในหลอดกาแฟปิดหัวท้ายมีขนาดเท่ากับที่จำเลยที่ 2ตัดไว้ และหลอดกาแฟที่จำเลยที่ 2 ตัดไว้ในลักษณะเช่นนี้ไม่มีเหตุสงสัยว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ นอกจากใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อขายเท่านั้นเอง ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 2 ในลักษณะนี้เป็นเครื่องชี้เจตนาให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าหลอดกาแฟที่ตัดมีความยาวเพียงประมาณ1 เซนติเมตรนั้นจะให้จำเลยที่ 1 นำไปใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อดังเช่นที่ขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงมีเจตนาสนับสนุนการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางสาว ชัชฎาภรณ์ หรือตุ่น แก้วสง่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ