คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2544
#36519
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเล้าไก่ส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์อ้างการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเล้าไก่ส่วนที่จำเลยปลูกสร้างรุกล้ำเป็นคำฟ้องที่ต้องบังคับแก่จำเลยโดยตรงได้ เพราะผู้กระทำการละเมิดโจทก์คือจำเลย และเป็นการขอให้รื้อถอนเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ แม้จำเลยจะโอนที่ดินแปลงที่บ้านและเล้าไก่ปลูกอยู่ให้ ป. บุตรชายไปก่อนแล้วก็ตาม การบังคับจำเลยให้รื้อถอนเล้าไก่เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ก็หาได้กระทบกระเทือนสิทธิใด ๆ ของ ป. ผู้รับโอนที่ดินจากจำเลยแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ศาลจึงอาจพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4359 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 33 ตารางวาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2037 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 1 งาน 93 ตารางวาเมื่อเดือนมีนาคม 2540 โจทก์เข้าไปในที่ดินของโจทก์พบว่าจำเลยสร้างเล้าไก่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 50 เซนติเมตร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ทำที่ดินให้เป็นดังเดิมและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2037 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา มาตั้งแต่ปี 2521 จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยมิได้สร้างเล้าไก่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำเลยยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายปรีชา ประทุม บุตรชายของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายปรีชา ประทุม ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเล้าไก่ออกจากที่ดินของโจทก์ทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นดังสภาพเดิม ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไปและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2540)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีของโจทก์สามารถบังคับคดีแก่จำเลยได้ เพราะจำเลยรับแล้วว่าเป็นผู้ปลูกสร้างเล้าไก่ในที่พิพาทจริงนั้น คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้ปลูกสร้างเล้าไก่รุกล้ำที่ดินโจทก์ ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดสูงกว่าสภาพความเป็นจริงและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่คำขอท้ายฟ้องที่ให้บังคับจำเลยรื้อถอนเล้าไก่เป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความโดยตรง พิพากษาให้ตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้ โดยยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นปัญหาว่าจำเลยปลูกสร้างเล้าไก่รุกล้ำที่ดินโจทก์หรือไม่ และในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเล้าไก่ส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ อ้างการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเล้าไก่ส่วนที่จำเลยปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ เป็นคำฟ้องที่ต้องบังคับแก่จำเลยโดยตรงได้ เพราะผู้กระทำการละเมิดโจทก์คือจำเลย การขอบังคับก็ขอให้รื้อถอนเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แม้จำเลยจะโอนที่ดินแปลงที่บ้านและเล้าไก่ปลูกอยู่ให้นายปรีชา ประทุมบุตรชายไปก่อนแล้วก็ตาม การบังคับจำเลยให้รื้อถอนเล้าไก่เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ก็หาได้กระทบกระเทือนสิทธิใด ๆ ของนายปรีชาผู้รับโอนที่ดินจากจำเลยแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า จำเลยโอนที่ดินที่ปลูกสร้างเล้าไก่ให้นายปรีชาแล้ว การบังคับคดีแก่จำเลยตามคำฟ้องกระทำไม่ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยปลูกสร้างเล้าไก่รุกล้ำที่ดินโจทก์หรือไม่ และประเด็นเรื่องค่าเสียหาย เพื่อให้การวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9พิพากษาคดีใหม่ตามอุทธรณ์จำเลยต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วรรณดี สุขยะฤกษ์
จำเลย — นาย สุทธิ์ ประทุม โดยนาย ปรีชา ประทุม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2544
#99179
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองว่าจ้างจำเลยร่วมให้ทำถนนลาดยางในโครงการบ้านสวนนำโชคของจำเลยทั้งสอง โดยมีข้อตกลงให้จำเลยร่วมเป็นผู้จัดหาเครื่องจักร เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เอง เมื่อ ก. ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยร่วมให้มีอำนาจดำเนินการใด ๆ แทนจำเลยร่วมได้นำ ส. ไปสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยแนะนำว่า ส. เป็นผู้จัดการโครงการของจำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายจากจำเลยทั้งสองให้มาติดต่อซื้อสินค้าของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยทั้งสองมอบหมายให้ ส. มาติดต่อซื้อจริงและส่งสินค้าไปให้จำเลยทั้งสองยังสถานที่ก่อสร้างตามโครงการ โดยมี ส. ร่วมลงชื่อเป็นผู้รับมอบสินค้าด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ ส. มาซื้อสินค้าจากโจทก์ มีเพียง ก. ตัวแทนของจำเลยร่วมเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในงานทำถนนเท่านั้น แม้บางครั้งจะมีชื่อ ส. เป็นผู้สั่งซื้อ แต่ก็เนื่องมาจากการที่ ส. กับ ก. คุ้นเคยกันและ ก. เป็นผู้แนะนำว่า ส. เป็นผู้จัดการโครงการดังกล่าว โจทก์จึงไม่เคร่งครัดที่จะให้คนใดคนหนึ่งสั่งซื้อและลงชื่อในใบวางบิล/ส่งของ การที่ ส. ลงชื่อในใบวางบิล/ส่งของ หรือลงชื่อเป็นผู้รับสินค้าจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 703,129 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 685,981 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัดยูเนียนคราฟท์ส เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 354,903 บาท และให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 249,146 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 685,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ขายหินคลุกคิดเป็นจำนวนเงิน 985,981 บาท โดยได้จัดส่งหินคลุกทั้งหมดไปที่โครงการบ้านสวนนำโชค ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างของจำเลยที่ 1 และได้มีการรับมอบสินค้าครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยที่ 1 หรือจำเลยร่วมเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าประเภทหินคลุกจากโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด สำหรับปัญหาดังกล่าว โจทก์นำสืบได้ความว่านายเกียรติคุณและนายโสภณไปพบโจทก์ แล้วนายเกียรติคุณบอกแก่โจทก์ว่านายโสภณเป็นผู้จัดการโครงการบ้านสวนนำโชคซึ่งเป็นโครงการของจำเลยทั้งสอง และได้รับมอบหมายจากจำเลยทั้งสองให้มาติดต่อซื้อหินคลุกจากโจทก์ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของโครงการดังกล่าวจริง โจทก์จึงส่งหินคลุกให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยนายโสภณ นายชาติ และนายเกียรติคุณเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้าและหินคลุกดังกล่าวนำไปใช้ในโครงการของจำเลยทั้งสองจริง โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยทั้งสองมอบหมายให้นายโสภณมาติดต่อซื้อหินคลุกจากโจทก์ อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยแต่งตั้งหรือมอบหมายให้นายโสภณมาติดต่อซื้อหินคลุกจากโจทก์ ทั้งไม่เคยติดต่อกับโจทก์ เพราะจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างจำเลยร่วมให้ทำถนนลาดยางในโครงการของจำเลยทั้งสองโดยจำเลยร่วมเป็นผู้จัดหาเครื่องจักร เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เอง ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยร่วมได้แต่งตั้งให้นายเกียรติคุณเป็นผู้รับมอบอำนาจซึ่งมีอำนาจดำเนินการใด ๆ แทนจำเลยร่วมได้ อีกทั้งในใบวางบิล/ส่งของ เอกสารหมาย จ. 5 ถึง จ. 8 ก็ระบุว่านายเกียรติคุณเป็นผู้สั่งซื้อหินคลุก และจำเลยร่วมก็มิได้ให้การโต้แย้งหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น แต่ให้การรับว่าเคยสั่งซื้อหินคลุกจากโจทก์จริง และจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายเกียรติคุณเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยร่วมให้ดำเนินการลาดยางถนนในโครงการบ้านสวนนำโชคของจำเลยทั้งสองและเป็นผู้สั่งซื้อหินคลุกจากโจทก์เพื่อใช้ในงานดังกล่าว แม้บางครั้งจะมีชื่อนายโสภณเป็นผู้สั่งซื้อก็เนื่องจากนายโสภณกับนายเกียรติคุณคุ้นเคยกัน และนายเกียรติคุณเป็นผู้แนะนำว่านายโสภณเป็นผู้จัดการโครงการบ้านสวนนำโชคซึ่งนายเกียรติคุณรับผิดชอบในการทำถนนลาดยางของโครงการดังกล่าว โจทก์จึงไม่เคร่งครัดที่จะให้คนใดคนหนึ่งสั่งซื้อและลงชื่อในใบวางบิล/ส่งของดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการที่นายโสภณเป็นผู้นำเช็คที่นายเกียรติคุณสั่งจ่ายไปชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ และให้การต่อพนักงานสอบสวนว่านายเกียรติคุณเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนนในโครงการของจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ คงมีแต่จำเลยร่วมเท่านั้นที่สั่งซื้อหินคลุกตามใบวางบิล/ส่งของเอกสารหมาย จ. 3 ถึง จ. 8 ไปจากโจทก์ จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชำระหนี้ที่ยังคงค้างชำระ ซึ่งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 904,049 บาท หักเงินที่จำเลยร่วมชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว 300,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ที่ค้างชำระเพียง 604,049 บาท โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมชำระเงิน 685,981 บาท จึงเป็นการขอเกินจากยอดหนี้ที่จำเลยร่วมค้างชำระ และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้จะมิได้มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 604,049 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นศาลฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย กิจกรพันธ์
จำเลย — บริษัทบ้านสวนนำโชค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประพาฬ อนมาน
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชนี ตั้งเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 656/2544
#36518
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้เฉพาะการเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพเท่านั้น สัญญาเช่ารถยนต์และเครื่องจักรกล ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในประเภทที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ต้องปิดอากรแสตมป์ จึงไม่เข้าลักษณะแห่งตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาเช่าฉบับแรก และฉบับที่สองคืนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 15,590,446.24 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามสัญญาเช่าฉบับที่สามเป็นเงิน4,100,000 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญาเช่าทั้งสามฉบับ เบี้ยปรับจากการผิดนัดชำระค่าเช่า ค่าปรับเนื่องจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงก่อนครบระยะเวลาเช่าตามสัญญารวมเป็นเงิน 7,603,838 บาทให้ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามสัญญาเช่าฉบับที่สามเป็นเงิน478,093.03 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ตามสัญญาเช่าทั้งสามฉบับนับแต่วันบอกเลิกสัญญาจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน3,735,123 บาท กับค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ตามสัญญาเช่าทั้งสามฉบับในอัตราวันละ 6,164 บาท 9,339 บาท และ 9,907 บาทตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,651,825.04 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าหรือใช้ราคาแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถนิสสันดีเซลพร้อมโม่ผสมคอนกรีตจำนวน 6 คัน ตามสัญญาเช่าฉบับแรก คอนกรีตปั๊มแบบติดตั้งพร้อมแขนบูม และรถเทเลอร์สำหรับติดตั้งเรโนลด์จำนวน 1 คันตามสัญญาเช่าฉบับที่สองในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 5,814,522.99 บาท และ 9,775,923.25 บาทให้ชำระค่าเช่าที่ค้าง 4,478,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์ตามสัญญาเช่าฉบับแรกและฉบับที่สองในอัตราวันละ4,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าให้จำเลยทั้งสามชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 82,439 บาท และ 343,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 และวันที่ 25 มกราคม 2539 ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสื่อมราคา เบี้ยปรับและค่าปรับรวม6,125,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์ตามสัญญาเช่าฉบับแรกและฉบับที่สองในอัตราวันละ 4,000 บาท และ5,000 บาท ตามลำดับ นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2539 จนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สัญญาเช่าตามฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เป็นข้อแรก เห็นว่า สัญญาเช่าซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้เฉพาะการเช่าที่ดิน โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพเท่านั้น สัญญาเช่าทั้งสามฉบับตามฟ้องเอกสารหมาย จ.4 จ.5 และ จ.6 เป็นสัญญาเช่ารถยนต์และเครื่องจักรกลซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในประเภทที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ต้องปิดอากรแสตมป์ สัญญาเช่าตามฟ้องทั้งสามฉบับจึงไม่เข้าลักษณะแห่งตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากรฉะนั้น แม้สัญญาเช่าตามฟ้องทั้งสามฉบับจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินประกันการเช่าตามสัญญาเช่าฉบับแรก778,260 บาท ตามสัญญาเช่าฉบับที่สอง 1,749,450 บาท และตามสัญญาเช่าฉบับที่สาม 1,873,650 บาท มาหักออกจากค่าเช่าที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยค่าเสื่อมราคาเบี้ยปรับ และค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าทั้งสามฉบับเสียก่อน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คาเธ่ย์ลีสแพลน จำกัด
จำเลย — บริษัท โอเรียลทอล คอนกรีต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ผล อนุวัตรนิติการ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 651/2544
#36517
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นนายหนึ่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในวันสุดท้ายที่อยู่ในระยะเวลาซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาได้ แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกนายหนึ่งและองค์คณะในศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้แล้ว คำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2537 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกันจำเลยทั้งสองร่วมกันลักเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต หรือมิฉะนั้นตามวันเวลาดังกล่าวจนกระทั่งถึงวันที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองร่วมกันรับของโจร โดยร่วมกันรับเอาไว้ ช่วยพาเอาไปเสียซื้อ รับจำนำ ช่วยซ่อนเร้นซึ่งรถยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกลักเอาไป แล้วนำไปซุกซ่อนไว้ที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดอันเป็นลักษณะลักทรัพย์ วันที่ 18 มิถุนายน 2537เวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน2 ย-1901 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับ แล้วนำไปติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 9 ห-7735กรุงเทพมหานคร แทนที่แผ่นป้ายทะเบียนเดิมที่แท้จริง จำเลยทั้งสองร่วมกันทำการปลอมแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปี 2537เลขที่ 0237237 ซึ่งนายทะเบียนจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าพนักงานตามกฎหมายออกให้แก่รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น-4670 กาญจนบุรี โดยทำให้ปรากฏตัวเลขและตัวอักษรจากข้อความว่า "น-4670" เป็น "2 ย-1901"และข้อความว่ายี่ห้อรถ "ดัทสัน" เป็นว่า "นิสสัน" ลงในแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปี ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่ออกโดยนายทะเบียนจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าพนักงานตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พันตำรวจโทอิทธิพล กิจสุวรรณ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุมนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร นายทะเบียนจังหวัดกาญจนบุรี กรมการขนส่งทางบก ผู้เสียหาย นายสำราญและประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลหนองโอ่งอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้และยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันของผู้เสียหายที่ถูกลักเอาไปและเครื่องอุปกรณ์ของรถยนต์แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลข 2 ย-1901 กรุงเทพมหานครจำนวน 2 แผ่น และแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปี 2537จำนวน 1 แผ่น เป็นของกลาง สำหรับรถยนต์พร้อมอุปกรณ์ที่เป็นของผู้เสียหายส่งมอบคืนผู้เสียหายไปแล้วขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 335, 357 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคสอง, 357 วรรคแรกเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ3 ปี ฐานรับของโจรจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ฐานรับของโจรจำคุก 5 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216หรือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายเวลายื่นฎีกาได้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นนายหนึ่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 อันเป็นวันสุดท้ายที่อยู่ในระยะเวลาซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายเวลายื่นฎีกาได้ แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกา การที่จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องลงวันที่ 14 กันยายน 2542 ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกนายหนึ่งและองค์คณะในศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการยื่นคำร้องของจำเลยที่ 1 ในครั้งนี้นั้นได้ล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 1จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมนั้น จำเลยที่ 1ใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและใช้แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมติดอยู่กับรถยนต์คันเดียวกันโดยมีเจตนาอย่างเดียวกันคือเพื่อให้ผู้อื่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 มีและใช้ขับอยู่ เป็นรถยนต์ที่จดทะเบียนและเสียภาษีประจำปีถูกต้องตามกฎหมายอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อจำเลยที่ 1 จะใช้รถยนต์โดยชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ในความผิดดังกล่าว 2 กระทง จึงมิชอบ และความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมต้องปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 แต่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ทั้งยังไม่ระบุข้อกฎหมายที่ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวด้วย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ผู้ใช้เอกสารราชการปลอมเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 แต่มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี เมื่อรวมโทษจำคุก 5 ปีของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจร เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด7 ปี ลดโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมพงษ์ หมอยาดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2544
#35093
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาการที่ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีโดยอ้างว่าสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสร้างขึ้นและผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในอีก คดีหนึ่งนั้น ผู้ร้องต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สิน ที่มีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 เมื่อผู้ร้องเป็นเพียงได้ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นและคดี ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดี อันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ทั้งหก ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าไปทำสวนหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินพิพาทผู้ร้องเป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นเองและผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 340/2541 ของศาลชั้นต้น จึงขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ หากผู้ร้องประสงค์จะได้รับความคุ้มครองระหว่างพิจารณาประการใดต้องไปดำเนินการในสำนวนที่ผู้ร้องเป็นคู่ความให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์และยกคำร้องขอทุเลาการบังคับ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องไม่ปรากฏเหตุผลแต่อย่างใดว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์และคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับของศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร และผู้ร้องประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างไรอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้วส่งคำร้องของผู้ร้องไปในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อมีคำสั่งต่อไป แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ ไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดีในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบแล้วให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลฎีกาได้พิพากษาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ทั้งหก ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าไปทำสวนหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งหกขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสร้างขึ้นเอง และผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 340/2541 ของศาลชั้นต้น จึงขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีนี้ได้ผู้ร้องต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีการบังคับคดีในคดีนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 กล่าวคือ จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้โดยตรง หากเป็นบุคคลอื่นใดก็ต้องเป็นผู้ที่ชอบจะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือที่ได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288, 289 และ 290อันเกี่ยวกับทรัพย์สินเช่นว่ามานั้น เมื่อผู้ร้องเป็นเพียงได้ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7สั่งว่าไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มงคล ตี่นาสวน กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ชาญชัย ตี่นาสวน
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ ตี่นาสวน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2544
#35092
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธและไม่แน่ชัดรับฟังไม่ได้ว่า จ. ลงชื่อในสัญญากู้นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จ. ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของ จ. จึงฟังได้ว่า จ. ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและลงชื่อในช่องผู้กู้ ดังนั้นปัญหาตามฎีกาของจำเลย จึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจรัส บุญชัยผู้ตาย ชำระเงินที่ผู้ตายกู้ไปจากโจทก์จำนวน 429,845.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยท้ากันเรื่องลายมือชื่อผู้ตายว่าปลอมหรือไม่ ผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานว่าไม่ใช่ลายมือชื่อปลอมจึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,845.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 355,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าไม่ใช่เรื่องคู่ความท้ากัน ยังต้องสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืน

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน429,845.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 355,000บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538) ไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธและไม่แน่ชัดรับฟังไม่ได้ว่านายจรัสลงชื่อในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อรับฟังไม่ได้นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า นายจรัสลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ประกอบทั้งผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนายจรัส ในสัญญากู้ยืมเงินกับลายมือชื่อในบัญชีลงเวลานักศึกษาช่องลายมือชื่อนายจรัสนั้น ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีนายปกรณ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่าลายมือในบัญชีลงเวลานักศึกษาดังกล่าวเป็นลายมือนายจรัสจึงฟังได้ว่านายจรัสได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและลงชื่อในช่องผู้กู้ ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง รสกรณ์ พรหมนิมิตร
จำเลย — นาง ปิ่น บุญชัย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย จรัส บุญชัย ผู้ตาย
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2544
#36516
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39 วรรคสามที่กำหนดหน้าที่ของผู้ประกันตนที่จะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป หากไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 39 วรรคท้าย เป็นคนละกรณีกับการที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกันตามมาตรา 41(4)ซึ่งบัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น และไม่จำต้องพิจารณาว่าผู้ประกันตนมีเจตนาที่จะไม่ส่งเงินสมทบหรือไม่ ดังนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกันความเป็นผู้ประกันตนย่อมสิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2537กำหนดส่งเงินสมทบเดือนละ 144 บาท ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 แจ้งว่าโจทก์ไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์2542 จึงสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โจทก์ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 41บัญญัติว่า ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน และสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงินสมทบ โจทก์ได้ขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันสามเดือน คือเดือนธันวาคม2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 แต่อ้างว่าระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ต้องไปสอนหนังสือที่ต่างประเทศและได้มอบหมายให้พนักงานของโจทก์นำส่งเงินสมทบ แต่พนักงานดังกล่าวไม่นำส่งภายในระยะเวลาไม่อาจฟังได้เนื่องจากโจทก์สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แล้ว ย่อมรู้สิทธิและหน้าที่ของตนที่ต้องนำส่งเงินสมทบทุกเดือนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น เมื่อโจทก์ขาดส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายดังกล่าวโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม 2541 โจทก์ไม่ได้ส่งเงินสมทบ จำเลยได้มีหนังสือเตือนให้โจทก์นำส่ง ซึ่งโจทก์ได้นำส่งเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มตามที่ถูกเตือน แต่สำหรับเดือนธันวาคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยไม่มีหนังสือเตือน และตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39 วรรคท้าย บัญญัติว่าเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบภายในระยะเวลาผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่าต้องการให้สิทธิแก่ผู้ประกันตนในการส่งเงินสมทบสามเดือนแต่เมื่อโจทก์ประสงค์จะส่งเงินสมทบ จำเลยก็มีหน้าที่ต้องรับเงินสมทบนั้น แต่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส.0704/1038 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 627(88)/2542 ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตามมาตรา 39 ต่อเนื่องจากเดิม

จำเลยให้การว่า โจทก์ขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงสิ้นสุดลงตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินสมทบจากโจทก์อีกขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าเท่าที่เคยปฏิบัติมาหากโจทก์ไม่ได้ส่งเงินสมทบภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39 วรรคสาม จำเลยจะมีหนังสือเตือนให้โจทก์ส่งเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 39วรรคท้าย แต่เมื่อโจทก์ขาดส่งเงินสมทบของเดือนธันวาคม 2541ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยกลับถือว่าความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ของโจทก์สิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 41(4) โดยไม่ได้มีหนังสือเตือนโจทก์ให้ส่งเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มเสียก่อนตามที่เคยปฏิบัติมา ถือว่าจำเลยเลือกปฏิบัติหรือปฏิบัติผิดขั้นตอนที่เคยปฏิบัติต่อโจทก์ จึงเป็นการมิชอบ เพราะถ้าจำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ โจทก์ก็คงนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมานั้น เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ประกันตนที่จะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน หากไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบภายในกำหนดก็ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 39 วรรคท้าย ซึ่งไม่มีบทบัญญัติตอนใดบัญญัติให้จำเลยต้องมีหนังสือเตือนให้ผู้ประกันตนที่ไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งเงินสมทบไม่ครบถ้วนให้ส่งเงินสมทบและเงินเพิ่ม แม้จำเลยจะเคยมีหนังสือเตือนโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ส่งเงินสมทบภายในกำหนด ก็ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่จะต้องเตือนโจทก์ทุกครั้งตลอดไปดังที่โจทก์อ้าง และการที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในกำหนดเวลาซึ่งจะต้องจ่ายเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39วรรคท้าย ก็เป็นคนละกรณีกับที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน เพราะถ้าผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกันมาตรา 41(4) บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39สิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใดกรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์มีเจตนาที่จะไม่ส่งเงินสมทบตามข้ออ้างของโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 39 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมพงษ์ จุ้ยศิริ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2544
#257560
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39 วรรคสาม ที่กำหนดหน้าที่ของผู้ประกันตนที่จะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป หากไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 39 วรรคท้าย เป็นคนละกรณีกับการที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกันตามมาตรา 41 (4) ซึ่งบัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น และไม่จำต้องพิจารณาว่า ผู้ประกันตามมีเจตนาที่จะส่งเงินสมทบหรือไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกันความเป็นผู้ประกันตนย่อมสิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส. ๐๗๐๔/๑๐๗๘ และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๖๒๗(๘๘) /๒๕๔๒ ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ ต่อเนื่องจากเดิม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? เห็นว่า การที่ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๓๙ วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ประกันตนที่จะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน หากไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบภายในกำหนด ก็ต้องเสียเงินเพิ่มเติมมาตรา ๓๙ วรรคท้าย ซึ่งไม่มีบทบัญญัติตอนใดบัญญัติให้จำเลยต้องมีหนังสือเตือนให้ผู้ประกันตน ที่ไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งเงินสมทบไม่ครบถ้วนให้ส่งเงินสมทบและเงินเพิ่ม แม้จำเลยจะเคยมีหนังสือเตือนโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ส่งเงินสมทบภายในกำหนด ก็ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่จะต้องเตือนโจทก์ทุกครั้งตลอดไปดังที่โจทก์อ้าง และการที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในกำหนดเวลาซึ่งจะต้องจ่ายเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๓๙ วรรคท้าย นั้น ก็เป็นคนละกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือน ติดต่อกัน เพราะถ้าผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน มาตรา ๔๑ (๑) บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตามมาตรา ๓๙ สิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์มีเจตนาที่จะส่งเงินสมทบตามข้ออ้างของโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ จุ้ยศิริ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
41 — พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 39,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอรรถพงษ์ กุลโชคครังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2544
#36428
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ม. จัดสรรพื้นคอนกรีตบนที่ว่างด้านหน้าอาคารของโจทก์และจำเลย รวมตลอดถึงด้านหน้าที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงเป็นทางสำหรับให้บุคคลที่ซื้อบ้านที่บริษัท ม. ได้จัดสรรขายใช้เข้าออกสู่ถนนพหลโยธินได้ การที่จำเลยให้พนักงานของจำเลยและลูกค้าที่มาติดต่อกับจำเลยใช้และนำกระถางต้นไม้วางบนพื้นที่ไปจนถึงทางเท้าริมถนนพหลโยธินเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้พื้นที่เข้าออกได้แม้เป็นการชั่วคราวแต่ก็เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่ให้เกิดเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 และยังเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตามมาตรา 1337 อีกด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2525 บริษัทมิตรโยธิน จำกัดได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7052 เป็นแปลงย่อยประมาณ 42 แปลงและจัดให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7052 ที่เหลืออยู่เป็นทางเข้าออกของที่ดินแปลงอื่นสู่ทางสาธารณะ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 119275และเป็นผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 119276 พร้อมอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นเลขที่ 1418/10 และเลขที่ 1418/9 โดยซื้อมาจากบริษัทมิตรโยธิน จำกัดโจทก์ประกอบอาชีพขายรถจักรยานยนต์ เมื่อประมาณปี 2533 ถึงปี 2534จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ย้ายเข้ามาอยู่อาคารพาณิชย์เลขที่ 1418/6 ถึงเลขที่ 1418/8 เพื่อประกอบธุรกิจ และอยู่ติดกับอาคารพาณิชย์ของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 4 มีสิทธิใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7052 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเท่าเทียมกันแต่จำเลยที่ 4 ใช้พื้นที่ว่างหน้าอาคารพาณิชย์ของจำเลยเป็นที่จอดรถเต็มพื้นที่โจทก์ขอร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลายครั้งว่า อย่านำรถยนต์มาจอดขวางทางเข้าออกจนมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 ร่วมกันเชิดจำเลยที่ 5 ให้เป็นผู้บงการออกคำสั่งให้พนักงานของจำเลยที่ 4นำกระถางต้นไม้มาวางขวางปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์ที่จะลงสู่ถนนพหลโยธินและจอดรถยนต์ปิดกั้นมิให้โจทก์และลูกค้านำรถยนต์เข้าออกสู่ร้านของโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 4 เว้นที่ว่างให้มีความกว้าง 2.50 เมตร ขนานกับทางเท้าที่ติดกับถนนพหลโยธินเพื่อให้โจทก์และลูกค้าโจทก์มีทางเข้าออกได้ แต่จำเลยทั้งห้ายังคงเพิกเฉย นอกจากนั้นบริษัทมิตรโยธิน จำกัด ได้จัดทำถนนซอยหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์และส่วนที่โจทก์ครอบครองกับหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4 ยาวประมาณ 18.50 เมตร กว้างประมาณ 4.50 เมตรเพื่อประโยชน์ของโจทก์และจำเลยที่ 4 ใช้ร่วมกัน หลังจากโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องแล้ว จำเลยใช้ถนนซอยหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 4เป็นที่จอดรถของจำเลยบริวาร ลูกค้าหรือผู้มาติดต่อจนแน่น โจทก์ไม่อาจใช้ถนนซอยดังกล่าวเข้าออกได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 4 เว้นช่องทางถาวรขนาดความกว้าง 2.50 เมตร ขนานและติดกับทางเท้าถนนพหลโยธินยกระดับตลอดความยาวหน้าที่ดินของจำเลยที่ 4 ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4บริวารและลูกค้า หรือผู้มาติดต่อกับจำเลยที่ 4 จอดรถหรือกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางการเข้าออกอาคารพาณิชย์ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายเป็นรายวัน วันละ 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 4 จะหาที่จอดรถให้พนักงานและลูกค้ารวมทั้งบริวารจนเป็นเหตุให้ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์และจนกว่าจำเลยทั้งห้าขนย้ายกระถางต้นไม้ออกจากทางที่วางขวางทางเข้าออกโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากมิใช่เจ้าของที่ดินที่พิพาท ที่พิพาทเป็นพื้นที่ว่างหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์และจำเลยที่ 4 ที่บริษัทมิตรโยธิน จำกัด เว้นไว้ในขณะปลูกสร้างตามกำหนดระยะร่นจากถนนพหลโยธิน ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อให้เจ้าของอาคารพาณิชย์ได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่หน้าอาคารเฉพาะของตนเองและทางพิพาทดังกล่าวบริษัทมิตรโยธิน จำกัด มิได้ยกให้เป็นทางสาธารณะหรือเป็นทางเข้าออกแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์และที่ดินตามที่โจทก์อ้าง เจ้าของอาคารพาณิชย์ทุกรายรวมทั้งโจทก์สามารถใช้ตะแกรงเหล็กวางที่ขอบถนนพหลโยธินนำรถแล่นผ่านทางหน้าอาคารขึ้นลงสู่ถนนพหลโยธินทางหน้าตึกแถวของตนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ทางพิพาทเข้าออก นอกจากนี้โจทก์ยังใช้พื้นที่ว่างหน้าอาคารพาณิชย์เป็นที่จอดรถเต็มพื้นที่ และเจ้าของอาคารพาณิชย์ข้างเคียงโจทก์ก็นำกระถางต้นไม้วางกั้นอาณาเขตหน้าอาคารพาณิชย์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ไม่เคยสั่งให้พนักงานของจำเลยที่ 4 นำกระถางต้นไม้ไปวางขวางทางเข้าออกตึกแถวของโจทก์ที่จะออกสู่ถนนพหลโยธิน หรือสั่งให้พนักงานของจำเลยที่ 4 จอดรถยนต์ปิดกั้นโจทก์และลูกค้ามิให้นำรถยนต์เข้าออกสู่ร้านของโจทก์ หรือถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เชิดให้ทำเช่นว่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ห้ามจำเลยที่ 4 และบริวาร ลูกค้า หรือผู้ที่มาติดต่อกับจำเลยจอดหรือกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางการเข้าออกของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ 4 กระทำซ้ำซึ่งการกระทำละเมิดดังกล่าว และให้จำเลยที่ 4 ชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือนวันละ 2,000 บาทนับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 4 จะหาที่จอดรถให้พนักงานและลูกค้า รวมทั้งบริวารจนเป็นเหตุให้ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์และจนกว่าจำเลยที่ 4 ขนย้ายกระถางต้นไม้ออกจากทางที่วางขวางทางเข้าออกของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 เว้นช่องทางถาวรขนาดความกว้าง 2.50 เมตร ขนานและติดกับทางเท้าริมถนนพหลโยธินตลอดหน้าที่ดินของจำเลยที่ 4 ห้ามจำเลยที่ 4 และบริวารลูกค้าหรือผู้มาติดต่อกับจำเลยที่ 4 จอดรถหรือกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางการเข้าออกช่องทางถาวรดังกล่าวของโจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ชำระค่าเสียหายเป็นรายวัน วันละ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า บริษัทมิตรโยธิน จำกัด เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7052ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ4 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา และได้นำที่ดินดังกล่าวไปจัดสรรเป็นแปลงย่อย44 แปลง ก่อสร้างบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นออกขายแก่บุคคลทั่วไปและที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 81 ตารางวาบริษัทมิตรโยธิน จำกัด จัดสร้างเป็นทางคอนกรีตผ่านหน้าที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงมีทางออกสู่ถนนพหลโยธิน โดยผ่านด้านข้างของที่ดินโฉนดเลขที่ 119279 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกจากโฉนดเลขที่ 7052 ส่วนพื้นที่ว่างด้านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 119275 ถึงเลขที่ 119279 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน(บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร บริษัทมิตรโยธิน จำกัด ได้จัดสร้างเป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 9 เมตร ทางเท้าริมถนนพหลโยธินกว้างประมาณ 1 เมตรและสูงกว่าพื้นถนนพหลโยธิน 10 นิ้ว และเชื่อมกับทางออกสู่ถนนพหลโยธินด้านข้างของที่ดินโฉนดเลขที่ 119279 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่119275 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 1418/9 และผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 119276 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 1418/10 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โจทก์ใช้พื้นที่วางด้านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 119277 ถึงเลขที่ 119279 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนพหลโยธินและเมื่อปี 2531 บริษัทมิตรโยธิน จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีเสร็จ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 7052 ยังเป็นชื่อของบริษัทมิตรโยธินจำกัด ต่อมาเมื่อปี 2533 จำเลยที่ 4 ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 119277 ถึงเลขที่ 119279 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 1418/6 ถึงเลขที่ 1418/8ซึ่งอยู่ติดกับอาคารพาณิชย์ของโจทก์ จำเลยที่ 4 ใช้พื้นที่ว่างด้านหลังอาคารจำเลยที่ 4 เป็นที่จอดรถของพนักงานและลูกค้าที่มาติดต่อจนเต็มพื้นที่และนำกระถางต้นไม้วางบนพื้นที่ว่างด้านหน้าอาคารระหว่างอาคารของโจทก์กับจำเลยที่ 4 ออกไปจนถึงทางเท้าริมถนนพหลโยธิน

ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาข้อต่อไปว่า ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องของการเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากความไม่สะดวกสบายของโจทก์เป็นการชั่วคราว ไม่ใช่ถาวรตลอดไป การที่จะถือว่าเป็นละเมิดจะต้องเป็นเรื่องถาวรตลอดไป บริเวณพื้นที่ว่างด้านหน้าอาคารของจำเลยที่ 4ที่พิพาท โจทก์มีสิทธิใช้สอยได้ แต่โจทก์และลูกค้าที่มาติดต่อโจทก์ไม่ใช้สอยบริเวณที่พิพาท กลับจะใช้เป็นทางเข้าออกอย่างเดียว จึงไม่ถือว่าเป็นการเดือดร้อนรำคาญถึงกับเป็นละเมิดต่อโจทก์ตามกฎหมายนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 บัญญัติว่า "การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย" และมาตรา 1337 บัญญัติว่า "บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบไซร้ ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน" ข้อเท็จจริงคดีนี้ตามที่กล่าวมาข้างต้นและคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 4มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ปรากฏว่า พื้นที่ว่างด้านหน้าอาคารของโจทก์และจำเลยที่ 4 เดิมบริษัทมิตรโยธิน จำกัด ผู้จัดสรรที่ดิน ได้จัดสร้างเป็นพื้นคอนกรีตเชื่อมกับทางออกสู่ถนนพหลโยธิน โจทก์ใช้พื้นที่ว่างด้านหน้าอาคารของจำเลยที่ 4 หรืออีกนัยหนึ่งพื้นที่พิพาทเข้าออกสู่ถนนพหลโยธินต่อมาจำเลยที่ 4 ได้นำกระถางต้นไม้วางบนพื้นที่พิพาทไปจนถึงทางเท้าริมถนนพหลโยธินและใช้พื้นที่พิพาทเป็นที่จอดรถของพนักงานของจำเลยที่ 4และลูกค้าที่มาติดต่อกับจำเลยที่ 4 จนเต็มพื้นที่เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้พื้นที่พิพาทเข้าออกสู่ถนนพหลโยธิน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่า การที่บริษัทมิตรโยธิน จำกัด จัดสรรพื้นคอนกรีตบนพื้นที่ว่างด้านหน้าอาคารของโจทก์และจำเลยที่ 4 รวมตลอดถึงผ่านด้านหน้าที่ดินที่จัดสรรทุกแปลงก็เพื่อให้บุคคลที่ได้ซื้อบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์และอาคารพาณิชย์ที่บริษัทดังกล่าวได้จัดสรร ใช้เข้าออกสู่ถนนพหลโยธินอันเป็นทางสาธารณะได้ การที่ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวหรือพื้นที่พิพาทโดยให้พนักงานของจำเลยที่ 4 และลูกค้าที่มาติดต่อกับจำเลยที่ 4 ใช้จนเต็มพื้นที่พิพาทและนำกระถางต้นไม้วางบนพื้นที่พิพาทไปจนถึงทางเท้าริมถนนพหลโยธินเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้พื้นที่พิพาทเข้าออกสู่ถนนพหลโยธินอันเป็นทางสาธารณะเช่นนี้ แม้โจทก์จะไม่สะดวกสบายเป็นการชั่วคราวตามที่จำเลยที่ 4 อ้างในฎีกาก็ตาม ก็น่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดความสะดวก หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้พื้นที่พิพาทของโจทก์เข้าออกสู่ถนนพหลโยธินอันเป็นทางสาธารณะการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 แล้ว ยังเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1337 อีกด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชิตพงศ์ ลีตระกูลวรรณา
จำเลย — นาย สกล ศรันย์เกตุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2544
#91356
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 แล้ว จึงต้องนำโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 264 มาใช้เป็นโทษของมาตรา 268 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ระบุมาตรา 264 มาด้วยเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียใหม่ให้ถูกต้องได้ แม้ว่าโจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 264 มาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘, ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ ๑ รับหมายเรียกแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับ แต่ยังจับตัวไม่ได้ ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘, ๘๓ ให้จำคุก ๖ เดือน

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์กับสามีได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้เขียนสัญญากู้และลงลายมือชื่อเป็นพยาน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์นำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๑๗๙๗ วางเป็นประกันเงินกู้ และให้โจทก์กับสามีลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความพร้อมทั้งให้มอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแก่จำเลยทั้งสองไว้ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยทั้งสองนำที่ดินของโจทก์ไปขายฝากแก่ จ. ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์ไม่เคยยินยอมให้จำเลยที่ ๒ กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจและไม่ได้ตกลงยินยอมในการขายฝากที่ดินของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๒ เบิกความรับว่า เป็นผู้กรอกข้อความเป็นผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจจริง โดยจำเลยที่ ๑ บอกให้กรอกข้อความและอ้างว่าได้แจ้งให้โจทก์กับสามีทราบแล้ว สาเหตุที่จำเลยที่ ๒ ยอมเป็นผู้รับมอบอำนาจเนื่องจากเห็นว่า โจทก์กับสามีได้มอบโฉนดที่ดินและเอกสารอื่น ๆ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไว้และบุคคลเหล่านั้นได้ตกลงกันว่า หากจำเลยที่ ๑ เดือดร้อนเรื่องเงิน โจทก์ยอมให้นำที่ดินไปขายฝากได้ เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้เขียนมีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า "ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๑๗๙๗ วางเป็นประกันเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว" ไม่มีข้อความว่ายินยอมให้จำเลยที่ ๑ นำที่ดินไปขายฝากต่อได้ อีกทั้งกำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้คืนเพียง ๒ เดือน ซึ่งโจทก์ยืนยันว่าไม่มีความประสงค์จะนำที่ดินไปขายฝากแก่ จ. และไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ไปทำสัญญาขายฝากที่ดินของตนแก่บุคคลภายนอก ฉะนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ ๒ กรอกข้อความ ในหนังสือมอบอำนาจ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์และไม่มีอำนาจที่จะทำได้ การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ และฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปอ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อยอมจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๑๗๙๗ ของโจทก์แก่ จ. การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง แต่เนื่องจากมาตรา ๒๖๘ มิได้ระวางโทษไว้ว่าจะให้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดอย่างไร แต่ได้บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๖๔ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ หรือมาตรา ๒๖๗ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบถึงการกระทำของจำเลยที่ ๒ เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ แล้ว จึงต้องนำโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๖๔ มาใช้เป็นโทษของมาตรา ๒๖๘ ซึ่งจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยไม่ได้ระบุมาตรา ๒๖๔ มาด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้เสียใหม่ให้ถูกต้องได้ แม้ว่าโจทก์จะมิได้ระบุมาตรา ๒๖๔ มาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๔, ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิวาเทวัญ หรือปริศนา กิจงาม
จำเลย — นายสุธน การิวัลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2544
#36427
เปิดฉบับเต็ม

อ. กับ ส. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินเงินผ่อนเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์2510 โดย อ. เข้าครอบครองปลูกบ้านในปี 2510 ต่อมา ส. จะแบ่งแยกที่ดินโอนแก่ อ. แต่การแบ่งแยกมีปัญหาเพราะมีการฟ้องร้องระหว่าง ส. กับเจ้าของเดิม คดีถึงที่สุดในปี 2514 และ ส. ถึงแก่ความตายในปี 2522การที่ ส. ยอมให้ อ. เข้าครอบครองปลูกบ้านจนกระทั่ง อ. ถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองต่อมา โจทก์จึงมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ส. จะปฏิบัติตามสัญญาโดยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241และมาตรา 193/27 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์เมื่อปี 2536 จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของพันตำรวจเอกอุดม มั่นวิเชียร จำเลยเป็นทายาทของนางสังวาลย์ หนูนารี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์2509 พันตำรวจเอกอุดมทำสัญญาซื้อขายที่ดินเงินผ่อนกับนางสังวาลย์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2099 บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 190 ตารางวา ในราคาตารางวาละ550 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 50,000 บาท และนางสังวาลย์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินที่จะซื้อให้แก่พันตำรวจเอกอุดมในวันที่ตกลงซื้อขายแล้ววันที่ 10 กันยายน 2509 พันตำรวจเอกอุดมชำระเงินค่าที่ดินให้อีก 30,000 บาทส่วนที่เหลือตกลงชำระเมื่อนางสังวาลย์ได้จดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่พันตำรวจเอกอุดมเรียบร้อยแล้ว พันตำรวจเอกอุดมได้เข้าปลูกบ้านเลขที่ 53/3 และสร้างรั้วกั้นโดยรอบเต็มเนื้อที่ดิน ต่อมาประมาณปี 2510 นางล้อม ช้างดีเป็นโจทก์ฟ้องนางสังวาลย์กับพวกเรื่องการแบ่งแยกที่ดินในส่วนที่นางสังวาลย์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับพันตำรวจเอกอุดมดังกล่าว คดีพิพาทกันถึงศาลฎีกาและมีการร้องเรียกต่ออธิบดีกรมที่ดินเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดกรมที่ดินมีคำสั่งให้ที่ดินตกเป็นของจำเลย ทำให้นางสังวาลย์ไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ในระหว่างมีข้อพิพาทต่อมาปี 2522 นางสังวาลย์ถึงแก่ความตาย วันที่ 9มกราคม 2523 จำเลยรับมรดกที่ดินในฐานะทายาทของนางสังวาลย์ วันที่ 18สิงหาคม 2523 จำเลยกับพวกจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 2099 เป็นโฉนดเลขที่ 160040 วันที่ 30 พฤษภาคม 2534จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในส่วนที่ดินที่จำเลยได้รับมรดกมาจากนางสังวาลย์เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 239992 พันตำรวจเอกอุดมได้ทวงถามให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2535 พันตำรวจเอกอุดมถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ติดต่อขอให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายครั้ง แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการ วันที่ 25 กันยายน 2535 โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเพื่อนัดหมายให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมกับรับชำระหนี้ค่าที่ดินในส่วนที่ยังค้างชำระ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนงแต่จำเลยไม่ยอมรับหนังสือ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 239992 เฉพาะส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 2 งาน 48 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนงและรับชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่โจทก์ค้างชำระในราคาตารางวาละ 550 บาทหากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระไปวางชำระหนี้ต่อศาลและให้ถือเอาคำพิพากษาและใบเสร็จรับเงินไปทำการจดทะเบียนโอนและแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า พันตำรวจเอกอุดมทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยเงินผ่อนไว้ต่อนางสังวาลย์ ชำระเงินในวันทำสัญญา 50,000 บาทจริงแต่ไม่ได้ชำระราคาในงวดที่สองจำนวน 30,000 บาท บันทึกการรับเงินท้ายสัญญาในช่องผู้ขายไม่ใช่ลายมือชื่อของนางสังวาลย์ ถือว่าพันตำรวจเอกอุดมผิดสัญญา นอกจากนี้นับแต่วันที่โจทก์อ้างว่าพันตำรวจเอกอุดมชำระเงินงวดที่สองในวันที่ 10 กันยายน 2510 ถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปี และนับแต่นางสังวาลย์ถึงแก่ความตายในปี 2522 พันตำรวจเอกอุดมมิได้ฟ้องทายาทของนางสังวาลย์ให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายใน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ส่วนที่โจทก์อ้างว่านางสังวาลย์ไม่อาจจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดได้เพราะนางล้อม ช้างดีฟ้องนางสังวาลย์เป็นอีกคดีหนึ่งนั้น ปรากฏว่านางล้อมฟ้องคดีตั้งแต่ปี 2510และศาลแพ่งได้พิพากษาในปีเดียวกัน นางสังวาลย์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดในส่วนของนางสังวาลย์ตั้งแต่ปีนั้น ส่วนคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนเมื่อปี 2514 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 777/2514 พันตำรวจเอกอุดมจึงมีสิทธิฟ้องให้นางสังวาลย์โอนที่ดินพิพาทได้ตั้งแต่ ปี 2510 อย่างช้าในปี 2514 แต่ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (มาตรา 193/30 แก้ไขใหม่)เนื่องจากพันตำรวจเอกอุดมผิดสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์และบริวารจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และขับไล่โจทก์กับบริวารออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความเพราะจำเลยไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากโจทก์ภายใน 1 ปีนับแต่พันตำรวจเอกอุดมถึงแก่ความตาย และไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากโจทก์ภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 239992 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอประเวศ(พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ ตามอาณาเขตที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.ล.1 เนื้อที่ 248 ตารางวา โดยให้รับชำระราคาที่ดินส่วนที่ค้างอยู่ในราคาตารางวาละ 550 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นยุติแล้วว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2509พันตำรวจเอกอุดม มั่นวิเชียร กับนางสังวาลย์ หนูนารีทำสัญญาซื้อขายที่ดินเงินผ่อนต่อกัน ตามเอกสารหมาย จ.2 ในวันทำสัญญาพันตำรวจเอกอุดมชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นางสังวาลย์จำนวน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระอีก 30,000 บาท ภายใน 6 เดือน นับจากวันทำสัญญา เงินที่เหลือนอกจากนั้นให้ชำระเมื่อนางสังวาลย์แบ่งแยกที่ดินตามสัญญาและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่พันตำรวจเอกอุดมแล้ว หากที่ดินขาดหรือเกินจากจำนวนที่ตกลงกัน ให้คิดราคาตารางวาละ 550 บาท โดยนางสังวาลย์ยินยอมให้พันตำรวจเอกอุดมเข้าครอบครองที่ดินตามสัญญาได้ พันตำรวจเอกอุดมเข้าครอบครองที่ดินตามสัญญาโดยปลูกบ้านเลขที่ 53/3 พร้อมกับทำรั้วเสร็จสิ้นในปี 2510 และเข้าอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวตลอดมาในปี 2522 นางสังวาลย์ถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นบุตรได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวและได้รังวัดแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 239992 ในชั้นรังวัดที่ดินปรากฏว่าที่ดินที่พันตำรวจเอกอุดมครอบครองมีเนื้อที่ 248 ตารางวา จำเลยฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์สรุปความว่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเริ่มนับอายุความต่างกัน ปัญหาจึงมีว่าจะเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดจึงจะถูกต้องจำเลยเห็นว่าอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้จะขายพร้อมจะแบ่งแยกที่ดิน แต่เนื่องจากการแบ่งแยกมีปัญหาเพราะมีการฟ้องร้องระหว่างนางสังวาลย์กับเจ้าของที่ดินเดิม คดีถึงที่สุดในปี 2514 ซึ่งเป็นเวลาที่นางสังวาลย์พร้อมจะแบ่งแยกที่ดินโอนขายให้แก่พันตำรวจเอกอุดม แต่นางสังวาลย์ไม่กระทำ จนมาถึงแก่ความตายในปี 2522 พันตำรวจเอกอุดมก็ไม่ฟ้องนางสังวาลย์หรือจำเลยซึ่งเป็นทายาทให้แบ่งแยกและโอนที่ดินเสียภายใน 10 ปี นับแต่ปี 2514 เพิ่งมาฟ้องในปี 2536 คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 อีกทั้งเมื่อนางสังวาลย์ถึงแก่ความตายในปี 2522 พันตำรวจเอกอุดมก็ไม่ได้ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทภายใน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 โจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทอีกต่อไปนั้นเห็นว่า ภายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขายนางสังวาลย์ยอมให้พันตำรวจเอกอุดมกับโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและปลูกบ้าน ทำรั้วอยู่อาศัยมาโดยตลอด โจทก์จึงมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่านางสังวาลย์หรือจำเลยซึ่งเป็นทายาทจะปฏิบัติตามสัญญาโดยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 และมาตรา 193/27 ดังนั้น แม้จะเริ่มนับอายุความตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 241 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อนันทิตา มั่นวิเชียร
จำเลย — นางสาว ลัดดา หนูนารี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2544
#41076
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจริงแต่ผลประกอบการในปี 2542 ขาดทุนน้อยกว่าปี 2541 และจำเลยยังได้เปิดสถานที่ขายคอนกรีตเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง แสดงว่ากิจการของจำเลยดีขึ้น การเลิกจ้างโจทก์เป็นเพียงนโยบายลดค่าใช้จ่ายเท่านั้นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักในปี พ.ศ. 2541 และ 2542จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมทั้งปรับโครงสร้างทางบุคลากรด้วยเพื่อให้กิจการของจำเลยอยู่ต่อไปได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นกรณีที่ต้องนำข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติแล้วว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนในปี พ.ศ. 2541 และ 2542และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คำฟ้องอุทธรณ์เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54ไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นกรณีมีเหตุสมควรและมีสาเหตุเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก 2 ปี ติดต่อกันจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่เป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมายและหากการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแล้วโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับเงินหรือเรียกร้องเงินค่าเสียหายจากจำเลยโปรดรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

โจทก์แถลงคัดค้าน

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 215,000 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว

จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์นี้

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจริง แต่ผลประกอบการของจำเลยในปี 2542 ขาดทุนน้อยกว่าปี 2541 และจำเลยยังได้เปิดสถานที่ขายคอนกรีตเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งแสดงว่ากิจการของจำเลยดีขึ้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นเพียงนโยบายลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักในปี 2541 และ 2542 จำเลยจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของจำเลยรวมทั้งปรับโครงสร้างทางบุคลากรด้วยเพื่อให้กิจการของจำเลยอยู่ต่อไปได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เป็นกรณีที่ต้องนำข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติแล้วว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนในปี 2541 และ 2542 และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่ศาลแรงงานกลางไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ทิศิตญา ศรีอ่อน
จำเลย — บริษัท เรดดี้มิกซ์ ไพโอเนียร์ คอนกรีต (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2544
#35091
เปิดฉบับเต็ม

คู่สัญญามีความประสงค์จะทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กันตามหมายเลขทะเบียนของรถยนต์เป็นสำคัญ แม้ตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยเป็นผู้ทำจะระบุเลขตัวถังของรถยนต์ผิดมาตลอดจนเกิดเหตุ แต่ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 2 ก็จ่ายเบี้ยประกันภัยมาตลอด เมื่อเกิดเหตุขึ้นจำเลยที่ 4 ก็จ่ายค่าเสียหายตามสัญญาทุกครั้ง มิได้ยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4ได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2

กรมธรรม์ประกันภัยระบุความรับผิดต่อความมรณะไว้ว่า"เกิน 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน" ดังนี้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 4 ไว้ในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งความเสียหายส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะได้รับจากจำเลยที่ 4 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้วและจำเลยที่ 4 ยังต้องรับผิดในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท ด้วย แต่ความรับผิดทั้งหมดเมื่อรวมความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้วต้องไม่เกินคนละ 100,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทนงศักดิ์ อุปชาย์ โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทอง นนทภา จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2536 นายทนงศักดิ์ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 8 ผ-3609 มีนางสาวทองนั่งซ้อนท้ายแล่นมาตามถนนนนทบุรี 1มุ่งหน้าไปสนามบินน้ำ เมื่อถึงที่เกิดเหตุใกล้ทางเข้าวัดแคนอกได้ถูกเฉี่ยวชนโดยรถยนต์บรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี ของจำเลยที่ 2 และที่ 3มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างเป็นผู้ขับด้วยความเร็วสูงส่ายไปมาด้วยความประมาท เป็นเหตุให้นายทนงศักดิ์และนางสาวทองถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 เสียค่าปลงศพ 40,800 บาท และขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,200 บาท10 ปี เป็นเงิน 264,000 บาท โจทก์ที่ 2 เสียค่าปลงศพและค่าใช้จ่าย 46,700บาท ขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,000 บาท 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุและนายจ้างของจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 304,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน286,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด หากต้องรับผิดโจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับเอาแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2โจทก์ทั้งสองเรียกค่าปลงศพสูงเกินควร ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิมิใช่ค่าปลงศพตามกฎหมาย และค่าขาดไร้อุปการะก็สูงเกินควร จำเลยที่ 2 ได้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองแล้วรายละ 12,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับฐานะของจำเลยที่ 3เคลือบคลุม และโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 3 ผิดตัว เพราะระบุชื่อในคำฟ้องไม่ถูกต้องเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของฝ่ายผู้ตาย ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสองไม่เกินรายละ 25,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสองมิใช่มารดาโดยชอบจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะ มิใช่มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสอง จำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากนี้จำเลยที่ 4 มิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และหากต้องรับผิด จำเลยที่ 4 คงรับผิดในวงเงินจำกัดไม่เกินรายละ 50,000 บาท เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ตายทั้งสองหรือมีส่วนประมาทด้วยมากกว่าจึงต้องเฉลี่ยความเสียหายตามส่วน ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสองไม่เกินรายละ 20,000 บาทแต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพราะมิใช่มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 4เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 268,300 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 274,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 16 ธันวาคม 2537) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนในวงเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รับผิดเพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทนงศักดิ์ อุปชาย์ โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโดย ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทอง นนทภา วันเกิดเหตุวันที่ 18 ธันวาคม 2536โจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งว่าขณะนายทนงศักดิ์ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 8 ผ-6309 มีนางสาวทองนั่งซ้อนท้ายมาตามถนนนนทบุรี 1มุ่งหน้าไปทางแยกสนามบินน้ำถึงที่เกิดเหตุบริเวณวัดแคนอกได้ถูกรถยนต์บรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี เฉี่ยวชน ทำให้คนทั้งสองถึงแก่ความตายทันที ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุได้หลบหนี และรถยนต์บรรทุกพ่วงดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยเอาประกันภัยไว้กับบริษัทจำเลยที่ 4 โจทก์ที่ 1 เสียเงินค่าปลงศพจำนวน 40,800 บาท และขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,200 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน264,000 บาท โจทก์ที่ 2 เสียเงินค่าปลงศพ จำนวน 46,700 บาท และขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดเป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท

จำเลยที่ 4 นำสืบว่า จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดเพราะในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้ ในกรมธรรม์ประกันภัยระบุหมายเลขเครื่องเลขที่ 3000449 ซึ่งเป็นของรถยนต์บรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-8860 นนทบุรี ส่วนรถยนต์คันเกิดเหตุเคยเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 แต่มีการยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบอายุการคุ้มครองและไม่ได้มีการต่ออายุสัญญาแต่อย่างใด ส่วนรถยนต์บรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน80-8860 นนทบุรี มีการต่ออายุสัญญามาตลอดเพียงแต่ระบุหมายเลขทะเบียนรถยนต์ผิดพลาดเป็นหมายเลขทะเบียนของรถยนต์คันเกิดเหตุหมายเลขทะเบียน80-7840 นนทบุรี หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 จึงขอเปลี่ยนหมายเลขตัวถังรถยนต์บรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-8860 นนทบุรี มาเป็นหมายเลขตัวถังของรถยนต์คันเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยที่ 4 ถือว่าเพิ่งรับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุนับแต่มีการเปลี่ยนหมายเลขตัวถังรถอันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว หากจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดก็รับผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายเท่านั้น

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2536 นายทนงศักดิ์ อุปชาย์ ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนนนทบุรี 1 โดยมีนางสาวทอง นนทภา นั่งซ้อนท้าย ต่อมาได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี จนเป็นเหตุให้นายทนงศักดิ์และนางสาวทองถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่าจำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-7840นนทบุรี หรือไม่ โจทก์ทั้งสองและนายวัฒนา ชิตโสภณ กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 ทำสัญญารับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี ไว้ตั้งแต่ปี 2534 และได้มีการต่อสัญญาประกันภัยเรื่อยมาจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2537 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.12จ.13 และ ล.2 ส่วนจำเลยที่ 4 มีนายไกรพันธ์ ผาสุข เบิกความว่า จำเลยที่ 4ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี จำเลยที่ 4เคยรับประกันภัยรถยนต์คันนี้ไว้ แต่สัญญาประกันภัยได้สิ้นสุดลงแล้วเพราะได้มีการยกเลิกกรมธรรม์และไม่ได้ต่ออายุสัญญาตามเอกสารหมาย ล.12 เห็นว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้นำสืบหักล้างเอกสารหมาย จ.12 ว่าไม่ ถูกต้องแต่อย่างใด ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีการระบุถึงการเกิดเหตุ 2 ครั้ง มีการดำเนินการเบิกจ่ายไปเรียบร้อยแล้วก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.12 ที่มาจากตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย ล.2 ระบุว่าเป็นการรับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน80-7840 นนทบุรี แม้ตามเอกสารดังกล่าวจะระบุเลขตัวถังเป็นเลข 3000449ซึ่งที่ถูกต้องเป็นเลข 3900228 ก็เป็นการกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นผู้ออกกรมธรรม์ประกันภัยแต่ผู้เดียว โดยที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยคือจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องด้วย และนายวัฒนากรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยืนยันว่า ได้ทำประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี ไว้ด้วยและมีการจ่ายเบี้ยประกันภัยมาตลอด เมื่อพิจารณาประกอบกับเอกสารหมาย ล.7เป็นไปรษณียบัตรซึ่งฝ่ายจำเลยที่ 4 ส่งไปให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยระบุข้อความไว้แต่เพียงว่าให้ไปทำสัญญาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน80-7840 ซึ่งจะหมดอายุวันที่ 3 เมษายน 2537 แสดงให้เห็นว่าคู่กรณีมีความประสงค์จะทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กันตามหมายเลขทะเบียนของรถยนต์เป็นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นแล้วคงจะต้องมีการระบุเลขตัวถังไว้ในหนังสือต่าง ๆ เป็นสำคัญด้วย แม้ตามสัญญาจะระบุเลขตัวถังของรถยนต์ผิดมาตลอดจนเกิดเหตุ แต่ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ก็จ่ายเบี้ยประกันภัยมาตลอด เมื่อเกิดเหตุขึ้นจำเลยที่ 4 ก็จ่ายค่าเสียหายตามสัญญาทุกครั้ง มิได้ยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งเมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของนายไกรพันธ์ซึ่งเป็นทนายของจำเลยที่ 4ที่ยอมรับว่าได้เคยรับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรีแล้วจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญารับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน80-7840 นนทบุรี คันเกิดเหตุคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยคือ ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 4 เคลือบคลุมหรือไม่ และเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่

ประเด็นว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 4 เคลือบคลุมหรือไม่นั้นจำเลยที่ 4 ให้การว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม เพราะโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-7840นนทบุรี ไว้จากผู้ใด จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดอย่างไร เป็นจำนวนเงินเท่าใด เห็นว่าโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องไว้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วย ความประมาท เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายทนงศักดิ์ขับล้มลง เป็นเหตุให้นายทนงศักดิ์และนางสาวทองถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับดังกล่าวตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้ใดก็ตาม แต่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น คือสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว โดยมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัย ดังนี้ ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือตามกรมธรรม์ประกันภัยทั่วไปอย่างไร เป็นจำนวนเงินเท่าใด นั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม

ประเด็นว่าเหตุรถชนเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้นโจทก์มีร้อยตำรวจเอกเสริมศักดิ์ รุ่งเรือง พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่าหลังเกิดเหตุพยานได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่กลางถนนพยานได้ทำแผนที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 และได้สอบปากคำพยานคือนายวิชา เตชะบัญ ตามรายงานสอบสวนเอกสารหมาย จ.6 ส่วนจำเลยที่ 1หลบหนีไป ปัจจุบันยังตามจับตัวไม่ได้ ซึ่งตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จุดที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดเฉี่ยวชนคือจุดหมายเลข 1 ซึ่งอยู่ในช่องเดินรถที่ 2ห่างจากเกาะกลางถนนประมาณ 50 เซนติเมตร เห็นว่าจากจุดเฉี่ยวชนดังกล่าวเชื่อได้ว่า ขณะที่รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ รถยนต์คันดังกล่าวกำลังแล่นคร่อมช่องเดินรถทั้งสองช่องทางดังที่ร้อยตำรวจเอกเสริมศักดิ์เบิกความทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไป โดยที่ฝ่ายจำเลยมิได้สืบโต้แย้งเกี่ยวกับปัญหานี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างและจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใดนั้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 รายการที่ 4 คนละ100,000 บาท และตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอีกคนละ 50,000บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 150,000 บาทจำเลยที่ 4 แก้ฎีกาว่าตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงคนละ 50,000 บาท เท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 รายการที่ 4 อันเป็นความรับผิดตามสัญญาข้อ 2.1 คือความรับผิดต่อความมรณะระบุไว้ว่า "เกิน 50,000 บาท ถึง 100,000 บาทต่อหนึ่งคน"เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 4ไว้ในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งความเสียหายส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะได้รับจากจำเลยที่ 4ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้ว และจำเลยที่ 4 ยังต้องรับผิดในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท ด้วย แต่ความรับผิดทั้งหมดเมื่อรวมความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้วต้องไม่เกิน 100,000บาท เท่ากับจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2อีก 50,000 บาท รวมแล้วจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองคนละ 100,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์ทั้งสองฎีกาขอให้จำเลยที่ 4 รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง จึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจำนวน 300,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีการวม 7,600 บาท แต่โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลมาจำนวน 14,935 บาท จึงเสียเกินมาจำนวน 7,335 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระแก่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนด้วยเป็นเงินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 ธันวาคม 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 7,335 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 4ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 867
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทัย จันพิลา กับพวก
จำเลย — นายปรีชา เผือกนิสสัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2544
#99180
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้ใด แต่ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง คือสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัย และ จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัย ดังนี้ ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ผู้ตายทั้งสองขับรถจักรยานยนต์แล่นมาตามถนนนนทบุรี 1 มุ่งหน้าไปสนามบินน้ำ เมื่อถึงที่เกิดเหตุใกล้ทางเข้าวัดแคนอกได้ถูกเฉี่ยวชนโดยรถยนต์บรรทุกพ่วงของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างเป็นผู้ขับด้วยความเร็วสูงส่ายไปมาด้วยความประมาทเป็นเหตุให้นายทนงศักดิ์ และ นางสาวทองถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 304,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 286,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 268,300 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 274,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2537) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนในวงเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รับผิดเพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับ จำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้ใดก็ตาม แต่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น คือสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว โดยมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัย ดังนี้ ถือว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแสดงโดยแจ้งชัดซึ่ง สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือตามกรมธรรม์ประกันภัยทั่วไปอย่างไร เป็นจำนวนเงินเท่าใดนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ทั้งสอง จึงไม่เคลือบคลุม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระแก่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนด้วยเป็นเงินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 7,335 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทัย จันพิลา กับพวก
จำเลย — นายปรีชา เผือกนิสสัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวินัย เรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2544
#36426
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่ดินชำระหนี้ค่ารับเหมาก่อสร้างอาคารแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สมคบกันโอนที่ดินไปเสียก่อนโดยจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน แม้โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินเพียงได้เข้าครอบครองก็ถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนโจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างปี 2526 ถึงปี 2529 โจทก์รับจ้างเหมาจำเลยที่ 1 ทำการก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์และอื่น ๆ ในโครงการหมู่บ้านปิ่นเจริญแต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระค่าก่อสร้าง จึงตกลงชำระหนี้ด้วยที่ดินโฉนดเลขที่ 112364 ถึงเลขที่ 112366 เนื้อที่แปลงละ 55 ตารางวา แทนโดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ในภายหลังเนื่องจากที่ดินทั้งสามแปลงยังติดจำนองสถาบันการเงิน จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ โจทก์ปลูกสร้างโกดังเก็บของและบ้านพักคนงานลงบนที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 8 ปีแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อนบุคคลอื่นด้วยต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2532 โดยมิได้มีการชำระเงินค่าซื้อขายกันจริง แต่เป็นการสมคบกันเพื่อไม่ให้โจทก์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ ปัจจุบันที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาตารางวาละไม่น้อยกว่า30,000 บาท เป็นเงิน 4,950,000 บาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าภาษีในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิดำเนินการได้เองโดยถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินขอให้มีคำสั่งออกใบแทนเพื่อให้คำพิพากษาเป็นผล และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1หลายแปลงโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ไม่ทราบว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมีภาระผูกพันหรือกรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน1,123,603 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 914,343 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยจำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,123,603 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นแรกตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1ยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตีใช้หนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเสนาะ หงษา และนายกฤษดา กฤษณาชูวงศ์ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างบ้านให้แก่จำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับโจทก์ เบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าก่อสร้างพยานทั้งสองเช่นเดียวกันจำเลยที่ 1 ยกที่ดินและบ้านตีใช้หนี้ให้แก่พยานทั้งสอง สำหรับโจทก์นั้นจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตีใช้หนี้ให้ ได้ความอีกว่าโจทก์ได้สร้างโกดังในที่ดินพิพาท ซึ่งพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.15 แล้วโกดังมีลักษณะปลูกสร้างอย่างถาวร หากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์อาศัยอยู่ชั่วคราวตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้จริง โจทก์คงไม่ก่อสร้างโกดังในลักษณะมั่นคงแข็งแรงเช่นนั้น พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 เชื่อว่า จำเลยที่ 1ยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงโดยไม่สุจริต และไม่เสียค่าตอบแทนหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนเห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.27นางจงกลนี นายอนุ และนางยุวดีต่างเคยเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1ทั้งสิ้น ในปี 2526 นางจงกลนีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ในปี 2532 นายอนุเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นมารดาของนางยุวดี นางจงกลนี และนายอนุเห็นได้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงทำกันในระหว่างเครือญาติด้วยกัน จำเลยที่ 2 เบิกความว่า การทำสัญญาซื้อขายได้ชำระราคาที่ดินโดยไม่มีการวางมัดจำแต่ตามคำเบิกความของนางยุวดีเอกสารหมาย จ.35นางยุวดีเคยเบิกความในคดีจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์คดีนี้ออกจากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงว่าการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ มีการวางเงินมัดจำเป็นเงิน50,000 บาท และตามคำเบิกความของนายอนุ ตามเอกสารหมาย จ.34ในคดีเดียวกันนายอนุเคยเบิกความว่า ไม่ทราบว่ามีสัญญาซื้อขายหรือไม่เกี่ยวกับการชำระเงิน จำเลยที่ 2 เบิกความว่า ชำระเงินสดคราวเดียว1,000,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวเก็บไว้ที่นางยุวดี แต่นางยุวดีเบิกความในคดีดังกล่าวข้างต้นตามเอกสารหมาย ล.35 ว่านางยุวดีพาจำเลยที่ 2 ไปเบิกเงินมาจากธนาคาร 3 ธนาคาร พยานจำเลยทั้งสองเบิกความขัดกันไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ตามแบบแสดงรายการการค้าเอกสารหมาย จ.23 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อกรมสรรพากรก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแต่ประการใดยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความว่าบริษัทจำเลยที่ 1 หยุดประกอบกิจการตั้งแต่ปี 2531 ตามเอกสารหมาย จ.24 จำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ไม่ห่างจากที่ดินพิพาทต้องทราบดีว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นของจำเลยที่ 1และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหมู่บ้านปิ่นเจริญ นอกจากนั้นจำเลยที่ 2ไม่มีหลักฐานใบเสร็จการชำระเงินมาแสดง จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2จะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สมคบกันโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงโดยจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทนแม้โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเพียงเข้าครอบครองก็ตาม แต่ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน4,950,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมชาย เลิศวัชรสารกุล
จำเลย — บริษัท ปิ่นเจริญ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2544
#69556
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 สมคบกันโอนที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน แม้โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เพียงเข้า ครอบครองก็ตาม แต่ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้อาศัยค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าภาษีในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิดำเนินการได้เอง โดยถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบโฉนดที่ดิน ขอให้มี คำสั่งออกใบแทนเพื่อให้คำพิพากษาเป็นผล และหากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดให้กระทำได้ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔,๙๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน ๑,๑๒๓,๖๐๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๑๔,๓๔๓ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อว่า จำเลยที่ ๑ ยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ สมคบกับจำเลยที่ ๒ โอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงโดยไม่สุจริต และไม่เสียค่าตอบแทนหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนัก เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ สมคบกันโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงโดยจำเลยที่ ๒ รับโอนโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน แม้โจทก์ยังไม่ได้ จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลง เพียงเข้าครอบครองก็ตาม แต่ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์จึงย่อมมีสิทธิเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับ จำเลยที่ ๒ และให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์กับ จำเลยที่ ๑ ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ หากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔,๙๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1299 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย เลิศวัชรสารกุล
จำเลย — บริษัทปิ่นเจริญ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ มีอาสา
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605 -ที่ 606/2544
#36425
เปิดฉบับเต็ม

บิดาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินให้โจทก์โดยรับรองว่าจะจัดให้มีทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะได้ ซึ่งเป็นข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่มีลักษณะคล้ายภารจำยอมอันเป็นทรัพยสิทธิเมื่อโจทก์ไม่จดทะเบียนการได้มาจึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก แต่ใช้ได้ในระหว่างคู่สัญญา ในฐานะบุคคลสิทธิ การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทเดินผ่านที่ดินที่จำเลยรับมรดกจากบิดาเกิน 10 ปี แม้เดิมโจทก์จะเข้าใจว่าเดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์มีเจตนาถือเอาทางพิพาทเป็นทางเดินผ่าน ถือได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาใช้เป็นทางเข้าออกของโจทก์ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอม

ทางพิพาทหากอยู่ตรงกลางที่ดินของจำเลย จะทำให้เสียที่ดินซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลย และใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนที่เหลือไม่ได้เท่าที่ควร การย้ายทางพิพาทจากที่เดิมไปอยู่ตรงสุดแนวที่ดินของจำเลย ย่อมไม่ทำให้ความสะดวกในการใช้ทางเดินของโจทก์ต้องลดน้อยลง จำเลยจึงสามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ที่ 4 สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 5 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60873, 60874, 60875 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60876, 60877 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60880, 60881 โจทก์ที่ 4 เดิมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60882 ต่อมาได้โอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 5 ส่วนจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60879, 60883, 60884, 60885, 60886, 60890, 60891 และ 26941 โจทก์ทั้งห้ากับราษฎรอื่นที่อาศัยอยู่ในซอยเจริญสุข ซอย 1 และซอยเจริญสุข ซอย 2 ได้ใช้ที่ดินของจำเลยทั้งสามเป็นทางเดินเข้าออกรวมทั้งใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกจากซอยดังกล่าวไปสู่ถนนพระรามที่ 4 ติดต่อกันเรื่อยมาโดยสงบและเปิดเผยเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ประมาณปลายปี 2535 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำกีดขวางทางเดินดังกล่าวโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่สามารถผ่านไปมาได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 60879, 60883, 60884, 60885, 60886, 60890, 60891 และ 26941 ของจำเลยทั้งสามเป็นทางภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 60873 ถึง 60877 และเลขที่ 60880 ถึง 60882 ของโจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนทางภารจำยอมในที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินเขตพระโขนง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำกีดขวางทางเดิน และจัดทำให้อยู่ในสภาพเดิมหากไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์ทั้งห้าร่วมกันรื้อถอนได้ โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแทนทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ได้ขออนุญาตจำเลยใช้ที่ดินพิพาททั้งแปดแปลงเป็นทางเข้าออกอีกทางหนึ่ง จำเลยได้อนุญาตให้โจทก์ใช้ไปก่อนชั่วคราว บุคคลอื่นที่โจทก์อ้างว่าได้ใช้ด้วยนั้นก็เป็นราษฎรอยู่ข้างเคียงเป็นการใช้โดยถือวิสาสะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 กับบริวารได้เข้าออกสู่สาธารณะได้ตามปกติดังเดิม และจัดทำทางเดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนปิดกั้น ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนทางภารจำยอม ที่ดินโฉนดเลขที่ 26941 เลขที่ 60840 (ที่ถูกคือเลขที่ 60890) เลขที่ 60879 เลขที่ 60883 ถึงเลขที่ 60886 และเลขที่ 60891 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 60873 ถึงเลขที่ 60877 และเลขที่ 60880 ถึงเลขที่ 60882 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยเปิดเป็นทางภารจำยอมกว้าง 4 เมตร อยู่ตรงกลางของโฉนดเลขที่ 26941 เลขที่ 60891 เลขที่ 60840 (ที่ถูกคือเลขที่ 60890) ลากไปทางทิศเหนือผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 60886 เลขที่ 60885เลขที่ 60884 เลขที่ 60883 เลขที่ 60879 จนจดที่ดินโฉนดเลขที่ 60877 และเลขที่ 60876 เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 60879 ด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 60877 และเลขที่ 60876 เลขที่ 60875 เลขที่ 60874 และเลขที่ 60873 ลงมาทางด้านทิศใต้ ส่วนที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 60882 เลขที่ 60881 และเลขที่ 60880 ให้ตกเป็นภารจำยอมโดยลากจากมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 60882 มาจดทางภารจำยอม กว้าง 4 เมตร ที่ลากมาจากทางด้านทิศใต้ให้แก่ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 กับบริวารตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.8 โดยให้ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินเขตพระโขนง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ยกฟ้องโจทก์ที่ 4

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่าประมาณปี 2510 จำเลยที่ 1 กับนายสมไชยหรือสมเชษฐ เตียงสกุล บิดาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26941 เอกสารหมาย จ.16 และได้มีการแบ่งแยกโฉนดออกเป็นแปลงย่อยจำนวน 27 แปลง ตามที่จำลองแผนที่ในเอกสารหมาย จ.16 แผ่นที่ 2 และได้ปลูกสร้างตึกแถวแบ่งขายให้แก่บุคคลทั่วไป โจทก์ที่ 1 ซื้อตึกแถวจำนวน 3 ห้อง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60873, 60874 และ 60875 เอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26 โจทก์ที่ 2 ซื้อตึกแถวจำนวน 2 ห้อง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60876 และ 60877 เอกสารหมาย จ.2 และจ.3 โจทก์ที่ 3 ซื้อตึกแถวจำนวน 2 ห้อง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60881 และ 60880 เอกสารหมาย จ.33 และ จ.34 และบิดาโจทก์ที่ 4ซื้อตึกแถว 1 ห้อง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60882

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสามตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ต่างเบิกความว่า ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวจากจำเลยทั้งสาม โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขณะเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 และบิดาจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้รับคำรับรองจากบิดาจำเลยที่ 2 ว่า ผู้ขายจะจัดให้ที่ดินที่ซื้อขายดังกล่าวมีทางเดินกว้างประมาณ 4 เมตร ออกสู่ถนนสาธารณะได้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยทั้งสามก็มิได้ทำทางเดินออกสู่สาธารณะให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 จึงได้ใช้บริเวณที่ว่างที่มีผู้เอาขยะมาทิ้งเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะตามแผนที่พิพาทบริเวณที่ระบายสีเหลืองเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ได้ใช้เป็นทางเดินและใช้เป็นทางเข้าออกของรถยนต์ แม้จำเลยที่ 1 จะเคยห้ามปรามโจทก์ที่ 1มิให้ใช้เส้นทางดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ก็ยังใช้เส้นทางดังกล่าวออกสู่ถนนสาธารณะตั้งแต่ปี 2511 จนถึงปี 2535 เป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามได้ปิดกั้นทางพิพาท เมื่อพิจารณาจากหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 แล้วเห็นว่า การที่บิดาจำเลยที่ 2 ได้รับรองว่าผู้ขายจะจัดให้ที่ดินที่ซื้อขายดังกล่าวมีทางเดินกว้างประมาณ 4 เมตร ออกสู่ถนนสาธารณะได้นั้น จึงเป็นข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีลักษณะคล้ายภารจำยอมอันเป็นทรัพยสิทธิ เมื่อไม่จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก แต่ก็เป็นอันใช้ได้ในระหว่างคู่สัญญา ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของบิดาด้วย ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวในฐานะบุคคลสิทธิ การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ใช้ทางพิพาทเดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสามเกินกว่า 10 ปี แม้เดิมโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 จะเข้าใจว่าเดินโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.5 แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 มีเจตนาถือเอาทางพิพาททั้งหมดเป็นทางเดินผ่านถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาใช้เป็นทางเข้าออกของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามจะขอย้ายทางภารจำยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ทางพิพาทซึ่งตกเป็นทางภารจำยอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เปิดทางภารจำยอมกว้าง 4 เมตร อยู่ตรงกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 26941, 60891 และ 60840 (ที่ถูก 60890) ลากไปทางทิศเหนือผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 60886, 60885, 60884, 60883, 60879 จนจดที่ดินโฉนดเลขที่ 60877 และ 60876 เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 60879 ด้านที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 60877, 60876, 60875, 60874 และ 60873 ลงมาทางทิศใต้ ส่วนที่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 60882,60881 และ 60880 ให้ตกเป็นภารจำยอม โดยลากจากมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 60882 มาจดทางภารจำยอมกว้าง 4 เมตร ที่ลากมาจากทางทิศใต้ นั้น เห็นว่าทางพิพาทจะอยู่ตรงกลางของที่ดินของจำเลยทั้งสามทั้งหมดทำให้เสียที่ดินทุกแปลงซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยทั้งสาม และการใช้ประโยชน์แก่ที่ดินในส่วนที่เหลือไม่ได้เท่าที่ควร แต่หากได้ย้ายทางพิพาทจากที่เดิมไปอยู่ตรงสุดแนวที่ดินของจำเลยทั้งสามด้านขวามือแล้ว ย่อมไม่ทำให้ความสะดวกในการใช้ทางเดินของโจทก์ทั้งที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ต้องลดน้อยลงซึ่งจำเลยทั้งสามสามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องดังกล่าวไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่อยู่นอกเหนือคำให้การไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 60879 และ 60886 ทั้งแปลงตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ตามฟ้องและให้เปิดทางภารจำยอม กว้าง 4 เมตร อยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 60890, 60891, 60883 และ 60884 โดยให้อยู่ติดแนวที่ดินด้านขวามือที่ระบายสีเหลืองของแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1392 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วารี ดาวประกายมงคลฯ กับพวก
จำเลย — นางสาว จำรัสศรี เตียงสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 600/2544
#35090
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสองกำลังลักเอามะม่วงอยู่ และกำลังจะนำมะม่วงที่เด็ดจากขั้วไว้แล้วออกไปนอกสวน ผู้เสียหายจึงเข้าจับกุมตัวจำเลยที่ 1เห็นได้ว่าเหตุการณ์ตอนนี้การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ยังดำเนินอยู่ไม่ขาดตอน จำเลยที่ 2 ซึ่งในตอนแรกได้วิ่งหลบหนีไปสักครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับถือท่อนไม้ไผ่ตรงเข้าเงื้อจะตีทำร้ายผู้เสียหาย และในทันทีนั้นได้พูดขู่ผู้เสียหายว่า "วางเมียผมเดี๋ยวนี้ หากไม่วางจะตีพ่อใหญ่ให้ตาย" ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2ได้พูดขู่เข็ญผู้เสียหายว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เสียหายปล่อยตัวจำเลยที่ 1 ให้พ้นจากการจับกุมอันเป็นการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2065/2541 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83 ริบไม้ไผ่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 5 ปี ริบไม้ไผ่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(3)(7)(12) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง)ให้จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองกำลังลักเอามะม่วงของผู้เสียหายอยู่นั้น ผู้เสียหายเห็นการกระทำจึงได้ตรงเข้าจับกุมตัวจำเลยที่ 1 ไว้ได้จากนั้นได้ลากตัวจำเลยที่ 1 มายังที่ที่มีสายไฟฟ้าวางอยู่เพื่อจะใช้สายไฟฟ้ามัดตัวไว้ส่วนจำเลยที่ 2 ได้วิ่งหลบหนีไปได้ประมาณ 15 เมตรแล้ววิ่งกลับมายังที่ที่ผู้เสียหายกำลังจับตัวจำเลยที่ 1 ไว้ ในมือจำเลยที่ 2 ถือท่อนไม้ไผ่ยาว 175 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เงื้อจะตีผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "วางเมียผมเดี๋ยวนี้ หากไม่วางจะตีพ่อใหญ่ให้ตาย" เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสองกำลังลักเอามะม่วงอยู่นั้นและกำลังจะนำมะม่วงที่เด็ดจากขั้วไว้แล้วนั้นออกไปนอกสวน ผู้เสียหายเห็นการกระทำจึงเข้าจับกุมตัวจำเลยที่ 1 จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ตอนนี้การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ยังดำเนินอยู่ยังไม่ขาดตอน จำเลยที่ 2 ซึ่งในตอนแรกได้วิ่งหลบหนีไปสักครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับถือท่อนไม้ไผ่ตรงเข้าเงื้อจะตีทำร้ายผู้เสียหาย และในทันทีนั้นได้พูดขู่ผู้เสียหายขึ้นว่า "วางเมียผมเดี๋ยวนี้ หากไม่วางจะตีพ่อใหญ่ให้ตาย" ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่า ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายทั้งนี้เพื่อให้ผู้เสียหายปล่อยตัวจำเลยที่ 1 ให้พ้นจากการจับกุมอันเป็นการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ได้บัญญัติถึงเจตนาของผู้กระทำไว้หลายประการด้วยกันที่จะถือว่าเป็นการชิงทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงแต่การใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือให้พ้นจากการจับกุมเท่านั้นไม่ ยังมีเจตนาในประการอื่นอีก หาเป็นดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจละม้าย สกลพิทักษ์เกี่ยวกับขนาดของไม้ไผ่ท่อนที่ใช้เป็นอาวุธแตกต่างกันเป็นพยานที่เชื่อถือไม่ได้นั้น เห็นว่า คำเบิกความดังกล่าวเป็นเพียงการเบิกความถึงรายละเอียดเล็กน้อยเป็นพลความ หาใช่สาระสำคัญไม่

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า คดีมีเหตุอันควรที่จะลงโทษจำเลยที่ 2ในสถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนดสิบปีอันเป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุดแล้วจึงไม่อาจลดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 ได้อีก ส่วนปัญหาในเรื่องการรอการลงโทษนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองได้ลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 ในชั้นที่สุดมีกำหนด 5 ปี เช่นนี้เป็นการลงโทษจำคุกเกินสองปีจึงไม่อาจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แก่จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย สุรชัย ภูยาดาว
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัฒน์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2544
#41075
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันและจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ด้วยเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสองบัญญัติว่าหนี้ในอนาคตก็ประกันได้ และมาตรา 707 บัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโจทก์ครั้งที่ 3 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินครั้งที่ 3 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 1,500,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์เป็นรายเดือน อย่างน้อยเดือนละ 37,000 บาท ภายในวันที่ 29 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 29 กันยายน 2538เป็นต้นไป ทั้งนี้ต้องชำระให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 60 เดือนหากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และยินยอมชดใช้ค่าเสียหายอัตราร้อยละ 5 ของหนี้ที่ค้างชำระโดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 2ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 579 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ทุกชนิดทุกประเภทที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าในวงเงิน 4,000,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่า หากโจทก์บังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมชำระส่วนที่ขาดอยู่แก่โจทก์จนครบถ้วน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 1 กันยายน 2538 สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์เมื่อโจทก์ทวงถามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ออกตั๋วตกลงชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นรายเดือน เริ่มชำระครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน2538 งวดต่อไปชำระทุกวันสิ้นเดือนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 2,500,000บาท และเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 12 กันยายน 2538 สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวน 1,500,000บาท แก่โจทก์เมื่อทวงถามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปีตกลงจะชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เดือนละครั้งเริ่มชำระครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน 2538 ครั้งต่อไปชำระทุกวันสิ้นเดือนภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วนโจทก์จึงมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,476,578.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 3,875,031 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 579 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินและไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องให้ไว้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2ไม่เคยค้ำประกันและไม่เคยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน4,407,826.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 3,875,031 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 2,742,559.82 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 579 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนคำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,500,000 บาทยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 37,000 บาททุกวันที่ 29 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 29 กันยายน 2538กำหนดชำระให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 60 เดือน หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.7 และ จ.9 ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 579 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 4,000,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.10 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1ทำบันทึกข้อตกลงและออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาว่าจะใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท เมื่อทวงถาม หากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามบันทึกข้อตกลงตั๋วสัญญาใช้เงิน และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.12 จ.14และ จ.15 และเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,500,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงและออกตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาว่าจะใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 1,500,000 บาท เมื่อทวงถามหากผิดนัดยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามบันทึกข้อตกลงและตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1ชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์จึงทวงถามจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้รับแล้วเพิกเฉย ตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.25 ยอดหนี้คำนวณเพียงวันฟ้องโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญากู้ฉบับแรกคิดเป็นต้นเงิน 1,375,031 บาท ดอกเบี้ย 215,446.63บาท ยอดหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ 2 คิดเป็นต้นเงิน 1,000,000บาท ดอกเบี้ย 152,082.19 บาท ยอดหนี้ตามสัญญากู้ฉบับที่ 3คิดเป็นต้นเงิน 1,500,000 บาท ดอกเบี้ย 165,267.12 บาทรวมยอดหนี้ตามสัญญากู้ทั้งสามฉบับเป็นเงินทั้งสิ้น 4,476,578.49บาท

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ในครั้งที่ 3เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 จำนวน 1,500,000 บาท นั้น จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ฉบับแรก เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2538จำนวนเงิน 1,500,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.7นั้น จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.9และทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1เอกสารหมาย จ.10 ซึ่งในสัญญาจำนองข้อ 1 มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลงแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้สินทุกชนิดของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ทั้งในเวลานี้และต่อไปในภายหน้าทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงิน4,000,000 บาท และในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน เอกสารหมาย จ.11 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจำนอง ข้อ 1 ก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นอีกในภายหน้าทั้งสิ้นแก่โจทก์ และโจทก์ตกลงรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้เพื่อเป็นประกันหนี้สินทุกชนิดทุกประเภทที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไป ในภายหน้าเป็นเงินจำนวน4,000,000 บาท นอกจากนี้ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.12 นั้นจำเลยที่ 2 ยังทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วยตามเอกสารหมาย จ.15ซึ่งในสัญญาค้ำประกันข้อ 1 มีข้อความระบุว่า ตามที่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์หรือได้นำตั๋วเงินซึ่งสั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 เองหรือสั่งจ่ายโดยบุคคลอื่นใดก็ตามไปขายลดหรือแลกเงินไปจากโจทก์เป็นครั้งคราวซึ่งเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าในจำนวนเงิน2,500,000 บาท ดังนี้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าวนั้นค้ำประกันรวมถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ด้วย เพราะจำนองเป็นวงเงิน 4,000,000บาท และค้ำประกันทั้ง 2 ครั้ง ก็เป็นเงิน 4,000,000 บาท เช่นกันซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ทั้ง 3 ครั้งแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองและทำหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.15 ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะกู้ยืมเงินโจทก์ครั้งที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.16ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้และมาตรา 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร ดังนั้น แม้ว่าสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ทำไว้ก่อนแต่ก็สามารถค้ำประกันหนี้การกู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานในอนาคตได้ จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่เกิดจากการผู้ยืมเงินครั้งที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.16 ด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวน 4,407,826.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18ต่อปี จากต้นเงิน 3,875,031 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681 ม. 707
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด
จำเลย — นายดนัย เลียวสวัสดิพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2544
#99266
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันและจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า หนี้ในอนาคตก็ประกันได้ และมาตรา 707 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนองอนุโลมตามควร ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ครั้งที่ 3 จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินครั้งที่ 3 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔,๔๗๖,๕๗๘.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๘๗๕,๐๓๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๗๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๔,๔๐๗,๘๒๖.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๘๗๕,๐๓๑ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดจำนวน ๒,๗๔๒,๕๕๙.๘๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๗๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทก์ในครั้งที่ ๓ นั้น จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ฉบับแรก จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ร่วม และทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งในสัญญาจำนองข้อ ๑ มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ ๒ ตกลงจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลงแก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้สินทุกชนิดของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ทั้งในเวลานี้และต่อไปในภายหน้าทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ ๒ ตกลงจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นอีกในภายหน้าทั้งสิ้นแก่โจทก์ และโจทก์ตกลงรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้ เพื่อเป็นประกันหนี้สินทุกชนิดทุกประเภทที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้น จำเลยที่ ๒ ยังทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย ซึ่งในสัญญาค้ำประกันมีข้อความระบุว่า ตามที่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินไปจากโจทก์หรือได้นำตั๋วเงินซึ่งสั่งจ่ายโดยจำเลยที่ ๑ เองหรือสั่งจ่ายโดยบุคคลอื่นใดก็ตามไปขายลดหรือแลกเงินสดไปจากโจทก์เป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นหนี้โจทก์อยู่ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าในจำนวนเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าวนั้นค้ำประกันรวมถึงหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ ๑ ด้วย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๑ วรรคสอง บัญญัติว่าหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้ และมาตรา ๗๐๗ บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา ๖๘๑ ว่าด้วยค้ำประกันนั้น ท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร ดังนั้น แม้ว่าสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ทำไว้ก่อน แต่ก็สามารถค้ำประกันหนี้การกู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานในอนาคตได้ จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินครั้งที่ ๓ ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๔,๔๐๗,๘๒๖.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๘๗๕,๐๓๑ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681 วรรคสอง ม. 707
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร จำกัด
จำเลย — นายดนัย เลียวสวัสดิพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา