คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2568
#721952
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินและเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านชำระหนี้จำนองได้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน แม้ผู้ร้องมิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านก่อนก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองเป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้าน เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับผู้ร้องในวงเงินจำนอง 10,300,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 5,300,000 บาท และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash จำนวน 5,000,000 บาท ก่อนเจ้าหนี้อื่น

ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 ร่วมกันกู้ยืมเงินผู้ร้อง 2 รายการ ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์ จำนวน 5,300,000 บาท และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash จำนวน 5,000,000 บาท โดยผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อประกันการชำระหนี้เงินกู้ทั้งสองสัญญาดังกล่าวในวงเงินจำนองจำนวน 10,300,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 กรมบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/127 มีชื่อจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อันเป็นทรัพย์หลักประกันที่จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านได้นำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home For Cash ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2563 สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 5 กรมบังคับคดี มีหนังสือขอให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 และให้ผู้ร้องแถลงวิธีการขายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าประสงค์จะให้ขายโดยปลอดการจำนองหรือขายโดยการจำนองติดไป ซึ่งสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อตกลงในข้อ 7 ว่า "...เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้..." และข้อ 7.6 ว่า "ผู้กู้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด... หรือถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้..." ทั้งตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 8 ก็ระบุว่า "ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นด้วยข้อกรรมสิทธิ์ของผู้จำนองในที่ดิน และทรัพย์จำนองนี้เมื่อใด หรือกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด" ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จึงเป็นการยึดตามหมายบังคับคดีอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงิน ข้อ 7 ทั้งสองฉบับ และเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านชำระหนี้จำนองได้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 8 แม้ผู้ร้องมิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านก่อนก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นนั้นเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดไว้แล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองก็เป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านผิดนัดผิดสัญญาแล้ว และผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/127 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 324 (1) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — นาย ช.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
สถาพร ดาโรจน์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2568
#717514
เปิดฉบับเต็ม

การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ของสำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และบริษัท อ. ร่วมกันตกลงระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการประนอมข้อพิพาทและวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้จัดให้มีการอนุญาโตตุลาการ มีผู้คัดค้านเป็นผู้เสนอข้อพิพาท ผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท อ. เป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 7.55 นาฬิกา นางประภัสสรขับรถยนต์ไปตามถนนพหลโยธินจากจังหวัดพะเยามุ่งหน้าไปทางอำเภอพาน ในช่องเดินรถด้านขวาเข้าสู่บริเวณทางเดินรถที่เกิดเหตุ อันเป็นช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นจุดกลับรถ ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่ด้านหน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวา ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา รถยนต์ของนางประภัสสรเอาประกันภัยภาคบังคับไว้กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) เป็นภริยาผู้ตาย และในประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ เพียงใด กับประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ที่ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนางประภัสสรหรือของผู้ตาย วินิจฉัยรวมกันไปว่า ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ต่างไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นพยาน และต่างก็มีผู้รับมอบอำนาจหรือผู้แทนมาให้ถ้อยคำเป็นพยานเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ต่างก็อ้างคำพิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย คดีหมายเลขแดงที่ อ.447/2564 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ กับนางประภัสสร จำเลย เป็นพยานหลักฐาน ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุรับฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุ นางประภัสสรขับรถยนต์ในช่องเดินรถด้านขวาด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่หน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทโดยเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นช่องเดินรถของนางประภัสสร โดยไม่ดูให้ดีเสียก่อนว่ามีรถยนต์ของนางประภัสสรแล่นตามหลังมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและเป็นระยะที่ไม่ปลอดภัย ด้วยความประมาทของนางประภัสสรและผู้ตายทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของนางประภัสสร เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พยานของคู่พิพาทไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังว่านางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านแต่ละรายต้องรับผิด นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (ยื่นเสนอข้อพิพาทวันที่ 27 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) และให้ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ฝ่ายหนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ฝ่ายหนึ่ง และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ฝ่ายหนึ่ง รับผิดค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายละหนึ่งส่วนเท่ากัน ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน ทั้งที่ได้วินิจฉัยว่า นางประภัสสรผู้เอาประกันภัยและผู้ตาย มีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน นั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่อนุญาโตตุลาการพิจารณาพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องซึ่งเป็นคู่พิพาทที่เสนอในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ แล้ววินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของนางประภัสสร และความประมาทเลินเล่อของผู้ตาย โดยทั้งนางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือนางประภัสสร และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเอง โดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของนางประภัสสรเป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงเอง ขัดต่อตรรกะ ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) และสมควรต้องเพิกถอนเสีย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและชี้ขาดข้อพิพาท ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 5,000 บาท สูงกว่าที่ผู้ร้องต้องชำระตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเห็นควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 1 (เชียงใหม่) ในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นอุทธรณ์ 3,750 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2)(ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสาธิต วคินเดชา
-
ชื่อองค์คณะ
ตุล เมฆยงค์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2568
#721949
เปิดฉบับเต็ม

การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ของสำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และบริษัท อ. ร่วมกันตกลงระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการประนอมข้อพิพาทและวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้จัดให้มีการอนุญาโตตุลาการ มีผู้คัดค้านเป็นผู้เสนอข้อพิพาท ผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท อ. เป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 7.55 นาฬิกา นางประภัสสรขับรถยนต์ไปตามถนนพหลโยธินจากจังหวัดพะเยามุ่งหน้าไปทางอำเภอพาน ในช่องเดินรถด้านขวาเข้าสู่บริเวณทางเดินรถที่เกิดเหตุ อันเป็นช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นจุดกลับรถ ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่ด้านหน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวา ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา รถยนต์ของนางประภัสสรเอาประกันภัยภาคบังคับไว้กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) เป็นภริยาผู้ตาย และในประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ เพียงใด กับประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ที่ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนางประภัสสรหรือของผู้ตาย วินิจฉัยรวมกันไปว่า ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ต่างไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นพยาน และต่างก็มีผู้รับมอบอำนาจหรือผู้แทนมาให้ถ้อยคำเป็นพยานเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ต่างก็อ้างคำพิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย คดีหมายเลขแดงที่ อ.447/2564 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ กับนางประภัสสร จำเลย เป็นพยานหลักฐาน ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุรับฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุ นางประภัสสรขับรถยนต์ในช่องเดินรถด้านขวาด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่หน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทโดยเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นช่องเดินรถของนางประภัสสร โดยไม่ดูให้ดีเสียก่อนว่ามีรถยนต์ของนางประภัสสรแล่นตามหลังมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและเป็นระยะที่ไม่ปลอดภัย ด้วยความประมาทของนางประภัสสรและผู้ตายทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของนางประภัสสร เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พยานของคู่พิพาทไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังว่านางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านแต่ละรายต้องรับผิด นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (ยื่นเสนอข้อพิพาทวันที่ 27 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) และให้ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ฝ่ายหนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ฝ่ายหนึ่ง และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ฝ่ายหนึ่ง รับผิดค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายละหนึ่งส่วนเท่ากัน ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน ทั้งที่ได้วินิจฉัยว่า นางประภัสสรผู้เอาประกันภัยและผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่อนุญาโตตุลาการพิจารณาพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องซึ่งเป็นคู่พิพาทที่เสนอในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ แล้ววินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของนางประภัสสร และความประมาทเลินเล่อของผู้ตาย โดยทั้งนางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือนางประภัสสร และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเอง โดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของนางประภัสสรเป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงเอง ขัดต่อตรรกะ ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) และสมควรต้องเพิกถอนเสีย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและชี้ขาดข้อพิพาท ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 5,000 บาท สูงกว่าที่ผู้ร้องต้องชำระตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเห็นควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 1 (เชียงใหม่) ในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นอุทธรณ์ 3,750 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ตุล เมฆยงค์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ท.ที่ 99/2568
#721976
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 แต่เป็นความผิดพลาดของโจทก์ทั้งสี่เอง ที่พิมพ์เลขโฉนดที่ดินในคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ผิดพลาดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้องขอได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) กับโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3118 ที่ออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 272 และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13246 ที่ออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3118 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 271, 272, 274 และ 275 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13405 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทแปลงที่ 5 เป็นทรัพย์มรดกของนาง ก. ตกได้แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 84 และโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 ส่วนที่ดินพิพาทแปลงที่ 6 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 13405 โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่ง ให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 ตามส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ว่า จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับของศาลโดยชอบแล้วแต่หาได้ปฏิบัติตามไม่ ในส่วนการเพิกถอนและทำนิติกรรมจดทะเบียนที่ดินพิพาททั้งหกแปลง โจทก์ทั้งสี่นำคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปดำเนินการแล้ว แต่ในส่วนของการขับไล่ซึ่งจำเลยทั้งสองและบริวารยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหกแปลง โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271), โฉนดที่ดินเลขที่ 13246 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 272), ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 274, โฉนดที่ดินเลขที่ 18446 (ออกตาม น.ส. 3. เลขที่ 275) บ้านเลขที่ 80 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13405 ในส่วนของโจทก์ทั้งสี่ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่า คำพิพากษาไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่สามารถขับไล่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ (เดิม) ได้ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำพิพากษาของศาลห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ย่อมมีความหมายว่าศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว ขอให้หมายเรียกเจ้าพนักงานบังคับคดีมาสอบถามและสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งหกแปลงของโจทก์ทั้งสี่

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ถึงที่ 5 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) โฉนดที่ดินเลขที่ 13246 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 272) ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 274, โฉนดที่ดินเลขที่ 18446 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 275) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 (ออกตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 84) พร้อมบ้านพิพาทเลขที่ 80 และส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 แต่เป็นความผิดพลาดของโจทก์ทั้งสี่เอง ที่พิมพ์เลขโฉนดที่ดินในคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ผิดพลาดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้องขอได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) กับโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — นาย ด. โดยนาย ว. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
วิเศษ นิ่มกุล
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ท.ที่ 95/2568
#721975
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 คดียังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาตาม ป.วิ.พ. ภาค 3 ลักษณะ 2 ฎีกาคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ในชั้นนี้ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ได้ ให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าเสียหาย ขอให้ศาลบังคับคดีหรือออกหมายจับจำเลย ฝากขังและจำขังจำเลยอย่างน้อย 24 วันขึ้นไป โดยห้ามประกันตัว และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีของโจทก์ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะฟ้องร้อง จึงให้ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วันนับแต่วันนี้

เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นเสนอรายงานต่อผู้พิพากษาว่า ศาลมีคำสั่งว่าหากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ (สั่งวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการแต่ประการใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่วางค่าธรรมเนียมศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่รับฟ้องโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 พ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 แล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องนี้พร้อมคำฟ้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คดียังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 3 ลักษณะ 2 ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ในชั้นนี้ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ได้ ให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 77/2568
#722907
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนทั้งสองเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ที่ 2 นายอำเภอดอยหล่อ ที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ ที่ 4 จำเลย ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทบริเวณด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งเดิมเป็นที่ดินผืนเดียวกัน มีเนื้อที่ร่วมกันประมาณ 8 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา โดยในปี 2522 เจ้าของที่ดินได้ขอออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 4101 และในปี 2553 โจทก์ที่ 1 ได้นำหลักฐาน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว ไปเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน แต่การออกโฉนดที่ดินและการจัดทำแผนที่เกิดความผิดพลาด ทำให้รูปแผนที่น้อยกว่าเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทบางส่วนเป็นที่ราชพัสดุ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทส่วนที่เหลือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงสอบสวนไกล่เกลี่ยคู่กรณี ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองครอบครอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทกรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ ชม. 1664 จึงเป็นที่ดินของรัฐ การคัดค้านแนวเขตบริเวณที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน อยู่ระหว่างดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านแนวเขตจึงเป็นการกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ให้ดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองมีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ต่อศาลปกครองเชียงใหม่แล้วนั้น คดีดังกล่าวศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจเป็นเหตุให้คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จำเลยที่ 2 นายอำเภอดอยหล่อ จำเลยที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ จำเลยที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินของรัฐประเภทที่ราชพัสดุ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 แต่การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของรัฐ จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท มิใช่ที่สาธารณประโยชน์ โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านการรังวัดสอบเขตโจทก์ทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2568
#722862
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง การประปานครหลวง ที่ 1 บจก. ว. ที่ 2 บริษัทประกันภัย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า โครงการหมู่บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้ก่อสร้าง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้างเพื่อป้องกันหรือลดมลพิษทางเสียง ควันและฝุ่น (PM 2.5) รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็ม กำหนดเวลาทำงานในส่วนต่าง ๆ ของโครงการก่อสร้าง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีนำมากล่าวอ้างไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว มิได้ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี อีกทั้งเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามสัญญาและได้รับการอนุมัติจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทุกประการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างสั่งให้ตอกเสาเข็มจนเสร็จก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการป้องกันความเสียหายเกินกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญญาและทำการก่อสร้างตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของผู้ฟ้องคดีเต็มจำนวนตามคำฟ้อง ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล้าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง กระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ฟ. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2568
#722875
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ที่ 1 บริษัท ว. จำกัด ที่ 2 บริษัท ท. จำกัด (มหาชน) ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ก่อสร้างถังเก็บน้ำใสพร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตอกเสาเข็มก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกับตัวบ้านของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอให้แก้ไขแบบในสัญญาจ้างเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ยอมแก้ไข ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก่อสร้างกำแพงโดยใช้ตาข่ายสูงคลุมการก่อสร้างและก่อสร้างในวันเวลาทำการ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ไม่จำต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างจากเหตุละเมิด จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชนอันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง กระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าวก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2568
#722874
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยว่าจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย เนื่องจากจำเลยเคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ แต่จำเลยยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งโดยยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง ภายหลังมีการตรวจสอบคุณสมบัติและมีประกาศจังหวัดยะลาให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง ขอให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองเบตงจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงใหม่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเสียหายเกิดจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองเบตง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า การใช้อำนาจของโจทก์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครอง ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ประกาศจังหวัดยะลาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศจังหวัดยะลายังไม่ถึงที่สุดและข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการวินิจฉัยในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลปกครองยะลาเห็นว่า จำเลยไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย แต่ยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง มีการตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยพบว่าจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลามีประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง จึงมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง การที่โจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่พร้อมดอกเบี้ย เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรณีปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล อันเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะจำเลยสมัครรับเลือกตั้ง จำเลยมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในมูลละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเบตง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองยะลา
โจทก์ — เทศบาลเมืองเบตง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2568
#722147
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บจก. ว. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 บริษัทประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างก่อสร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้าง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ทั้งการก่อสร้างดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กระทำในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้าง ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของเอกชน บ้านของผู้ฟ้องคดีมีความเสียหายอยู่ก่อนการก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดพิเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อความเสียหาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นกรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ค่าเสียหายที่เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา รวมทั้งผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา ทั้งการผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภคตามที่มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น เห็นว่า แม้การก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชน อันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้างกระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2568
#722873
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนยื่นฟ้อง เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 29 4/10 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีเข้าไปตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่า มีการก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ผู้ฟ้องคดีจึงไปลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการในโครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำถนนชนเกษม และโครงการปรับปรุงผิวถนนจราจรแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีการเวนคืนที่ดินหรือได้มีการตกลงซื้อขายหรือตกลงยินยอมอุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด จากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบและดำเนินการรื้อถอนท่อระบายน้ำรวมทั้งถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าก่อนดำเนินการก่อสร้างของโครงการดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีควรจะตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้ถูกต้องโดยขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนท่อระบายน้ำและถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดของผู้ฟ้องคดี หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถคืนที่ดินที่รุกล้ำให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนมานานแล้วแต่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยคัดค้านการก่อสร้างและซ่อมถนน รวมถึงไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ถนนของประชาชนแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำการก่อสร้างท่อระบายน้ำและปรับปรุงผิวจราจรซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนมานานแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เคยคัดค้านการก่อสร้างและซ่อมถนน รวมถึงไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ถนนของประชาชน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2568
#722859
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ 4 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างทางยกระดับใน "โครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง" ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในการก่อสร้างดังกล่าว แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อในการก่อสร้างสะพานและควบคุมงานก่อสร้าง ทำให้โครงสร้างสะพานเสียสมดุลและพังล้มทับโครงสร้างสะพานบริเวณเสาที่ 83 และเสาที่ 84 เสียหาย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และปิดทางเข้าหน้าถนนทั้งหมดรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์และธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ บจก. อ. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 3 และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีหน้าที่รับผิดชอบความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้าง บจก. อ. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นเพียงผู้บริหารโครงการตามแผนงานก่อสร้างของผู้รับจ้างให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาหรือควบคุมการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการก่อสร้างของจำเลยที่ 3 ที่เป็นผู้รับจ้าง โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วน ต้องรับผิดในความเสียหายโดยตรงร่วมกับจำเลยที่ 3 ต่อบุคคลภายนอก และจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนการก่อสร้างโครงการต้องร่วมรับผิดต่อวินาศภัย ทั้งจำเลยที่ 4 มิได้เข้าร่วมตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ และจำเลยที่ 4 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องให้กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาในคดีนี้ด้วย แต่ก็เป็นการฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าละเลยไม่ตรวจสอบการก่อสร้าง การออกแบบ ตรวจสอบวัสดุที่ใช้ก่อสร้างจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จำเลยที่ 4 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างสะพานใน "โครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง" โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการออกแบบ วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง และความผิดพลาดในการก่อสร้างอันเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้าง ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้างปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลติดตามการก่อสร้างของจำเลยที่ 3 ผู้รับจ้าง ทำให้โครงสร้างสะพานเสียสมดุลและพังล้มทับโครงสร้างสะพานบริเวณเสาที่ 83 และเสาที่ 84 เป็นเหตุให้ทรัพย์สิน รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดทั่วไป มิใช่การกระทำละเมิดที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท จ. จำกัด
จำเลย — บริษัท ธ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2568
#720419
เปิดฉบับเต็ม

นาย ศ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 20879 และเลขที่ 20880 โดยผู้ฟ้องคดีรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงทางพินัยกรรม ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีเหมืองสาธารณประโยชน์คั่นระหว่างกลาง ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบพบว่านายอำเภอแม่สายได้นำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงสาธารณประโยชน์ตั้งอยู่ เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 6.9 ตารางวา จนกระทั่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดีมีแนวเขตติดต่อกันและมีระวางแนวเขตติดกับแม่น้ำรวก โดยมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และมีการไต่สวนออกโฉนดที่ดินโดยตามหลักฐานทั้งหมดไม่ปรากฏว่ามีเหมืองสาธารณประโยชน์คั่นอยู่แต่อย่างใด และที่ดินทั้งสองแปลงเกิดที่งอกริมตลิ่งตามธรรมชาติก่อนมีที่งอกมีแนวเขตตามระวางที่ดินติดกับแม่น้ำรวก ต่อมาได้มีที่งอกออกไปจากชายตลิ่งของที่ดินทั้งสองแปลง โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20879 เกิดที่งอกออกไปจากชายตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำรวก 3 ด้าน และที่ดินโฉนดเลขที่ 20880 มีที่งอกออกไปจากชายตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำรวก 2 ด้าน ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649 แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายสาขาแม่สายมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ วิธีการ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 เป็นการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบโดยชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงไม่อาจฟังเป็นที่ยุติได้ว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 ทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบ เนื่องจากเป็นที่งอกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 20879 และเลขที่ 20880 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จึงไม่มีกรณีที่ต้องเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านหรือโต้แย้งการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็โดยอาศัยเหตุว่าการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นทับที่งอกที่เกิดจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20879 และ 20880 อันเป็นการมุ่งหมายให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในที่งอกริมตลิ่งเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวอันเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ศ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2568
#722141
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลสุขไพบูลย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีและนาง ส. ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงอีจานใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำหนองช้างตาย ต่อจากบิดามารดา ด้วยการทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำบ่อปลา ปลูกป่า ปลูกบัว และเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ปี 2515 ตามเอกสาร ภ.บ.ท. 5 ภ.บ.ท. 6 และใบตอบรับที่ทางราชการออกให้ ต่อมา เมื่อปี 2562 มีผู้นำชาวบ้านขอให้บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับใช้ทำประปาในหมู่บ้าน บิดาของผู้ฟ้องคดีจึงบริจาคที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ ให้เป็นสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อประมาณปี 2567 ผู้นำชาวบ้านได้ดำเนินการขุดลอกและถมที่ดินบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและครอบครัวเนื้อที่ 66 ไร่ ผู้ฟ้องคดีและลูกหลานได้คัดค้านแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เนื้อที่ 127 ไร่ 3 งาน 94.3 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพียง 10 ไร่ ส่วนนาง ส. ไม่ได้บริจาคที่ดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้นำชาวบ้านนำรถแบ็คโฮมาขุดดิน ถมที่นาและบ่อปลาของผู้ฟ้องคดีและครอบครัว ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งคืนที่ดินเนื้อที่ 56 ไร่ ทำการรังวัดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีใหม่ ขุดร่องระบายน้ำให้แก่ผู้ฟ้องคดีเหมือนเดิม กับขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2516 ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียึดถือครอบครองถูกเพิกถอนออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2531 ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินรอบอ่างเก็บน้ำหนองช้างตายด้านทิศใต้ประเภทที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 โดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ (ทค.) ที่ดินอยู่ระหว่างดำเนินการของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นม 8064 ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกและถมดินบริเวณอ่างเก็บน้ำภายในแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินข้างเคียงที่อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองช้างตายของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยก่อนจะวินิจฉัยประเด็นหลักดังกล่าวมีประเด็นที่ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนดงอีจานใหญ่ ซึ่งถูกเพิกถอนออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2531 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ประกอบกับผู้ฟ้องคดีรับว่า ได้ถือครองทำประโยชน์บนที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงอีจานใหญ่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ฟ้องคดี — นาย ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสุขไพบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2568
#720390
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 1 บริษัท ศ. จำกัด ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกไว้จากนาง ส. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการรับเหมางานตามโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขณะที่นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถยนต์มาตามถนนด้วยความระมัดระวังปฏิบัติตามกฎหมาย แต่บริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จัดให้มีเครื่องกั้นและสัญญาณไฟเตือน หรือไฟกระพริบ หรือกรวยกั้น หรือสัญลักษณ์ใดไว้ในที่บริเวณก่อนถึงการก่อสร้าง กลับปล่อยปละละเลยให้ถนนอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องไม่บำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน เป็นเหตุให้นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่สามารถมองเห็นทางที่กำลังทำการก่อสร้าง และไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นทางมีความชำรุดบกพร่อง ถนนเกิดการทรุดตัวลงล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์ทรุดตามถนน รถยนต์เสียหลักพลิกตะแคงได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งป้ายเตือนอันตรายพร้อมทั้งติดสัญญาณไฟจำกัดความเร็วของรถ หากนาย บ. ขับรถบรรทุกซึ่งมีน้ำหนักมากด้วยความเร็วตามป้ายควบคุมความเร็วกำหนดไว้ หรือขับด้วยความระมัดระวังก็สามารถเห็นป้ายเตือน รวมถึงเห็นสภาพพื้นผิวถนนทั้งฝั่งถนนคอนกรีตและฝั่งถนนดิน ย่อมขับรถบรรทุกผ่านได้อย่างปลอดภัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของผู้ควบคุมโครงการและเป็นผู้สั่งหยุดงานจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนและดูแลความปลอดภัยของถนน รวมถึงต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงนครสวรรค์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครสวรรค์เห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างดำเนินโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่จัดให้มีเครื่องกั้นและสัญญาณ ไฟเตือนหรือไฟกระพริบ หรือกรวยกั้น หรือสัญลักษณ์ใดไว้ในบริเวณก่อนถึงการก่อสร้าง ปล่อยปละละเลยให้ถนนเส้นทางดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องไม่บำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน เป็นเหตุให้นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่สามารถมองเห็นทางที่กำลังทำการก่อสร้าง ถนนเกิดการทรุดตัวล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์ทรุดตามถนน รถยนต์เสียหลักพลิกตะแคงได้รับความเสียหายหลายรายการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — บริษัท ป. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2568
#719060
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนาย ป. ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 ไว้พิจารณา สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เพื่อนำปักหลักเขตใหม่และตรวจสอบหลักเขตที่ดินเดิมของผู้ฟ้องคดี พบว่า ขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างศาลาประชาคมหมู่บ้าน โรงสีข้าว อาคารเก็บข้าว (ยุ้งข้าว) และเสาไฟฟ้า รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันออกติดกับทางสาธารณประโยชน์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถใช้ที่ดินทำประโยชน์หรือให้เช่าได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขนย้ายเศษวัสดุและปรับที่ดินให้มีสภาพเช่นเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ศาลาประชาคมและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ สร้างขึ้นในช่วงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโคกเนิน ต่อมาได้มีการปรับปรุงศาลาประชาคมหมู่บ้านตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตาม "โครงการไทยนิยม ยั่งยืน" ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาโดยตลอดเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินเมื่อปี 2544 ทั้งเมื่อมีการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน อีกทั้งผู้ฟ้องคดียังได้ล้อมรั้วลวดหนามกั้นระหว่างบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีกับที่ดินพิพาท ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีอาณาเขตเพียงใด การที่ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้วลวดหนามหลังจากวันรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตในการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดให้มีและบำรุงรักษาที่ประชุม และส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว ตลอดถึงการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความโต้แย้งกันว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของศาลาประชาคมหมู่บ้านและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นาย ป. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2568
#718904
เปิดฉบับเต็ม

นางสาว ส ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานเขต หนองแขม ที่ 1 กรุงเทพมหานคร ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินมีโฉนดซึ่งอยู่ในระหว่างการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงท้องถิ่น สายถนนมาเจริญและถนนบางบอน 5 พ.ศ. 2561 โดยอยู่ในขั้นตอนการจัดทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับสำนักงานจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งขาย (เวนคืน) และพบว่ามีการสร้างทางเดินเท้าของถนนเลียบคลองภาษีเจริญและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 24,000 วัตต์ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีด้านทางทิศใต้นอกแนวเขตเวนคืน คิดเป็นเนื้อที่ 12.25 ตารางวา โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณที่ยังไม่ได้ข้อยุติในกระบวนการเวนคืนว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือไม่ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเข้าออกที่ดินลำบากและมีอุปสรรคในการใช้ที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รื้อถอนทางเดินเท้าในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากรื้อถอนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย้ายหม้อแปลงไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เจ้าของที่ดินจึงไม่อาจขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า การติดตั้งเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ การติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งตลิ่งชันเห็นว่า คดีนี้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้มีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างทางเดินเท้าและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เมื่อคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในคดีของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้สำนักงานเขตหนองแขม ที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ 2 และการไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างว่ากระทำละเมิดก่อสร้างฟุตบาทและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทางด้านทิศใต้นอกแนวเขตเวนคืน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่าได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างฟุตบาทและการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานเขตหนองแขม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2568
#718851
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งรับราชการในสังกัดกองทัพบก กรณีจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ฝึกทหารใหม่ รู้เห็นและอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ครูนายสิบสั่งลงโทษพลทหาร ก. ผู้ตาย ด้วยท่าออกกำลังกาย (ท่าพีที) เป็นเวลานานเกินสมควรและให้นอนเต็นท์ภายนอกโรงเรือนนอนในสภาพที่เสื้อผ้าเปียกชื้นทั้งคืนในสภาพอากาศที่มีฝนตกและหนาวเย็นกว่าปกติ ทำให้พลทหาร ก. เจ็บป่วยและถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

จำเลยทั้งสองขอให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า จำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้โดยตรง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมาตรา 34 บัญญัติให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรรม

ศาลมณฑลทหารบกที่ 37 พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร และเกิดเหตุในบริเวณที่ตั้งหน่วยทหาร จึงถือเป็นกิจของทหารโดยแท้และมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร เห็นว่า หลักการพิจารณาเขตอำนาจของศาลทหารในเวลาปกติที่ยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เป็นหลักการพิจารณาเขตอำนาจศาลทหารในกรณีที่มีการฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาทั่วไปที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้คดีอาญานั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นใดโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ใช้บังคับ มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 34 บัญญัติว่า "ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย" อันเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ไว้โดยเฉพาะ และเป็นบทบัญญัติที่ตัดอำนาจศาลอื่นไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ จำเลยทั้งสองจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ โดยมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 6 มาตรา 36 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 34 บัญญัติให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหาร ในขณะกระทำความผิดด้วยโดยเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 37
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 5
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — ร้อยโท พ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2568
#718850
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กรมการปกครอง โจทก์ ยื่นฟ้อง นาย ว. จำเลย ว่า จําเลยได้ยื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านโดยรับรองตนเองว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยจําเลยได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ต่อมานายอำเภอเขมราฐตรวจสอบพบว่าจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จําคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คดีถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและเพิกถอนคำสั่งที่แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยจึงต้องถูกเรียกคืนเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยนำเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ มาคืน จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงอุบลราชธานีเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจําเลยซึ่งเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านและเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดโจทก์ให้คืนเงินค่าตอบแทนหรือเงินอื่น ๆ แก่โจทก์เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การเรียกให้คืนเงินเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามปกติทั่วไป เงินที่จําเลยได้รับไปมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่เจ้าหนี้ตามกฎหมายอาจเรียกคืนได้ มิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการปกครองโจทก์มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐคืนเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ คืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินดังกล่าว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง มิได้มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — กรมการปกครอง
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2568
#720189
เปิดฉบับเต็ม

กรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ ยื่นฟ้อง นาง ข. จำเลย ว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ตำแหน่งพัฒนาการอำเภอร้องกวาง รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอำนวยการสำนักงานพัฒนาชุมชน จำเลยยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้โจทก์พิจารณาลงโทษทางวินัยกับจำเลย ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทยมีมติให้ลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการ โจทก์จึงมีคำสั่งไล่จำเลยออกจากราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางมีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางของดเบิกบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพ พร้อมทั้งมีหนังสือถึงจำเลยให้คืนเงินบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยไม่คืนเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า มูลหนี้มาจากการชี้มูลความผิดของจำเลยซึ่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ทั่วไปและเงินที่จำเลยได้รับมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่โจทก์อาจเรียกคืนได้ตามกฎหมายเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นกรม อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไปเนื่องจากจำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 การที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมการพัฒนาชุมชน
จำเลย — นาง ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ