การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินและเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านชำระหนี้จำนองได้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน แม้ผู้ร้องมิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านก่อนก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองเป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 แต่เป็นความผิดพลาดของโจทก์ทั้งสี่เอง ที่พิมพ์เลขโฉนดที่ดินในคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ผิดพลาดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้องขอได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) กับโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ยกคำร้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 คดียังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาตาม ป.วิ.พ. ภาค 3 ลักษณะ 2 ฎีกาคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ในชั้นนี้ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ได้ ให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเอกชนทั้งสองเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ที่ 2 นายอำเภอดอยหล่อ ที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ ที่ 4 จำเลย ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทบริเวณด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งเดิมเป็นที่ดินผืนเดียวกัน มีเนื้อที่ร่วมกันประมาณ 8 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา โดยในปี 2522 เจ้าของที่ดินได้ขอออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 4101 และในปี 2553 โจทก์ที่ 1 ได้นำหลักฐาน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว ไปเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน แต่การออกโฉนดที่ดินและการจัดทำแผนที่เกิดความผิดพลาด ทำให้รูปแผนที่น้อยกว่าเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทบางส่วนเป็นที่ราชพัสดุ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทส่วนที่เหลือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงสอบสวนไกล่เกลี่ยคู่กรณี ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองครอบครอง
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทกรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ ชม. 1664 จึงเป็นที่ดินของรัฐ การคัดค้านแนวเขตบริเวณที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย
จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน อยู่ระหว่างดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านแนวเขตจึงเป็นการกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ให้ดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองมีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ต่อศาลปกครองเชียงใหม่แล้วนั้น คดีดังกล่าวศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจเป็นเหตุให้คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จำเลยที่ 2 นายอำเภอดอยหล่อ จำเลยที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ จำเลยที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินของรัฐประเภทที่ราชพัสดุ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 แต่การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของรัฐ จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท มิใช่ที่สาธารณประโยชน์ โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านการรังวัดสอบเขตโจทก์ทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง การประปานครหลวง ที่ 1 บจก. ว. ที่ 2 บริษัทประกันภัย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า โครงการหมู่บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้ก่อสร้าง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้างเพื่อป้องกันหรือลดมลพิษทางเสียง ควันและฝุ่น (PM 2.5) รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็ม กำหนดเวลาทำงานในส่วนต่าง ๆ ของโครงการก่อสร้าง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีนำมากล่าวอ้างไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว มิได้ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี อีกทั้งเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามสัญญาและได้รับการอนุมัติจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทุกประการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างสั่งให้ตอกเสาเข็มจนเสร็จก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการป้องกันความเสียหายเกินกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญญาและทำการก่อสร้างตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของผู้ฟ้องคดีเต็มจำนวนตามคำฟ้อง ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล้าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง กระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ที่ 1 บริษัท ว. จำกัด ที่ 2 บริษัท ท. จำกัด (มหาชน) ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ก่อสร้างถังเก็บน้ำใสพร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตอกเสาเข็มก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกับตัวบ้านของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอให้แก้ไขแบบในสัญญาจ้างเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ยอมแก้ไข ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก่อสร้างกำแพงโดยใช้ตาข่ายสูงคลุมการก่อสร้างและก่อสร้างในวันเวลาทำการ
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ไม่จำต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างจากเหตุละเมิด จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชนอันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง กระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าวก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยว่าจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย เนื่องจากจำเลยเคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ แต่จำเลยยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งโดยยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง ภายหลังมีการตรวจสอบคุณสมบัติและมีประกาศจังหวัดยะลาให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง ขอให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองเบตงจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงใหม่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเสียหายเกิดจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองเบตง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า การใช้อำนาจของโจทก์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครอง ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ประกาศจังหวัดยะลาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศจังหวัดยะลายังไม่ถึงที่สุดและข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการวินิจฉัยในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
ศาลปกครองยะลาเห็นว่า จำเลยไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย แต่ยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง มีการตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยพบว่าจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลามีประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง จึงมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง การที่โจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่พร้อมดอกเบี้ย เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรณีปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล อันเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะจำเลยสมัครรับเลือกตั้ง จำเลยมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในมูลละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บจก. ว. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 บริษัทประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างก่อสร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้าง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ทั้งการก่อสร้างดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กระทำในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้าง ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของเอกชน บ้านของผู้ฟ้องคดีมีความเสียหายอยู่ก่อนการก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดพิเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อความเสียหาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นกรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ค่าเสียหายที่เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา รวมทั้งผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา ทั้งการผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภคตามที่มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น เห็นว่า แม้การก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชน อันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้างกระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เอกชนยื่นฟ้อง เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 29 4/10 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีเข้าไปตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่า มีการก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ผู้ฟ้องคดีจึงไปลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการในโครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำถนนชนเกษม และโครงการปรับปรุงผิวถนนจราจรแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีการเวนคืนที่ดินหรือได้มีการตกลงซื้อขายหรือตกลงยินยอมอุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด จากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบและดำเนินการรื้อถอนท่อระบายน้ำรวมทั้งถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าก่อนดำเนินการก่อสร้างของโครงการดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีควรจะตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้ถูกต้องโดยขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนท่อระบายน้ำและถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดของผู้ฟ้องคดี หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถคืนที่ดินที่รุกล้ำให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนมานานแล้วแต่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยคัดค้านการก่อสร้างและซ่อมถนน รวมถึงไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ถนนของประชาชนแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำการก่อสร้างท่อระบายน้ำและปรับปรุงผิวจราจรซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนมานานแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เคยคัดค้านการก่อสร้างและซ่อมถนน รวมถึงไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ถนนของประชาชน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ 4 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างทางยกระดับใน "โครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง" ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในการก่อสร้างดังกล่าว แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อในการก่อสร้างสะพานและควบคุมงานก่อสร้าง ทำให้โครงสร้างสะพานเสียสมดุลและพังล้มทับโครงสร้างสะพานบริเวณเสาที่ 83 และเสาที่ 84 เสียหาย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และปิดทางเข้าหน้าถนนทั้งหมดรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์และธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ บจก. อ. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 3 และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีหน้าที่รับผิดชอบความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้าง บจก. อ. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง
ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นเพียงผู้บริหารโครงการตามแผนงานก่อสร้างของผู้รับจ้างให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาหรือควบคุมการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการก่อสร้างของจำเลยที่ 3 ที่เป็นผู้รับจ้าง โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วน ต้องรับผิดในความเสียหายโดยตรงร่วมกับจำเลยที่ 3 ต่อบุคคลภายนอก และจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนการก่อสร้างโครงการต้องร่วมรับผิดต่อวินาศภัย ทั้งจำเลยที่ 4 มิได้เข้าร่วมตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ และจำเลยที่ 4 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องให้กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาในคดีนี้ด้วย แต่ก็เป็นการฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าละเลยไม่ตรวจสอบการก่อสร้าง การออกแบบ ตรวจสอบวัสดุที่ใช้ก่อสร้างจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จำเลยที่ 4 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างสะพานใน "โครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง" โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการออกแบบ วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง และความผิดพลาดในการก่อสร้างอันเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้าง ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้างปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลติดตามการก่อสร้างของจำเลยที่ 3 ผู้รับจ้าง ทำให้โครงสร้างสะพานเสียสมดุลและพังล้มทับโครงสร้างสะพานบริเวณเสาที่ 83 และเสาที่ 84 เป็นเหตุให้ทรัพย์สิน รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดทั่วไป มิใช่การกระทำละเมิดที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
นาย ศ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 20879 และเลขที่ 20880 โดยผู้ฟ้องคดีรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงทางพินัยกรรม ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีเหมืองสาธารณประโยชน์คั่นระหว่างกลาง ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบพบว่านายอำเภอแม่สายได้นำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงสาธารณประโยชน์ตั้งอยู่ เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 6.9 ตารางวา จนกระทั่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดีมีแนวเขตติดต่อกันและมีระวางแนวเขตติดกับแม่น้ำรวก โดยมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และมีการไต่สวนออกโฉนดที่ดินโดยตามหลักฐานทั้งหมดไม่ปรากฏว่ามีเหมืองสาธารณประโยชน์คั่นอยู่แต่อย่างใด และที่ดินทั้งสองแปลงเกิดที่งอกริมตลิ่งตามธรรมชาติก่อนมีที่งอกมีแนวเขตตามระวางที่ดินติดกับแม่น้ำรวก ต่อมาได้มีที่งอกออกไปจากชายตลิ่งของที่ดินทั้งสองแปลง โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20879 เกิดที่งอกออกไปจากชายตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำรวก 3 ด้าน และที่ดินโฉนดเลขที่ 20880 มีที่งอกออกไปจากชายตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำรวก 2 ด้าน ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649 แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายสาขาแม่สายมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ วิธีการ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 เป็นการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบโดยชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงไม่อาจฟังเป็นที่ยุติได้ว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 ทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบ เนื่องจากเป็นที่งอกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 20879 และเลขที่ 20880 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จึงไม่มีกรณีที่ต้องเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านหรือโต้แย้งการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็โดยอาศัยเหตุว่าการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นทับที่งอกที่เกิดจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20879 และ 20880 อันเป็นการมุ่งหมายให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในที่งอกริมตลิ่งเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวอันเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลสุขไพบูลย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีและนาง ส. ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงอีจานใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำหนองช้างตาย ต่อจากบิดามารดา ด้วยการทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำบ่อปลา ปลูกป่า ปลูกบัว และเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ปี 2515 ตามเอกสาร ภ.บ.ท. 5 ภ.บ.ท. 6 และใบตอบรับที่ทางราชการออกให้ ต่อมา เมื่อปี 2562 มีผู้นำชาวบ้านขอให้บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับใช้ทำประปาในหมู่บ้าน บิดาของผู้ฟ้องคดีจึงบริจาคที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ ให้เป็นสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อประมาณปี 2567 ผู้นำชาวบ้านได้ดำเนินการขุดลอกและถมที่ดินบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและครอบครัวเนื้อที่ 66 ไร่ ผู้ฟ้องคดีและลูกหลานได้คัดค้านแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เนื้อที่ 127 ไร่ 3 งาน 94.3 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพียง 10 ไร่ ส่วนนาง ส. ไม่ได้บริจาคที่ดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้นำชาวบ้านนำรถแบ็คโฮมาขุดดิน ถมที่นาและบ่อปลาของผู้ฟ้องคดีและครอบครัว ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งคืนที่ดินเนื้อที่ 56 ไร่ ทำการรังวัดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีใหม่ ขุดร่องระบายน้ำให้แก่ผู้ฟ้องคดีเหมือนเดิม กับขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2516 ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียึดถือครอบครองถูกเพิกถอนออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2531 ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินรอบอ่างเก็บน้ำหนองช้างตายด้านทิศใต้ประเภทที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 โดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ (ทค.) ที่ดินอยู่ระหว่างดำเนินการของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นม 8064 ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกและถมดินบริเวณอ่างเก็บน้ำภายในแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินข้างเคียงที่อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองช้างตายของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยก่อนจะวินิจฉัยประเด็นหลักดังกล่าวมีประเด็นที่ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนดงอีจานใหญ่ ซึ่งถูกเพิกถอนออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2531 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ประกอบกับผู้ฟ้องคดีรับว่า ได้ถือครองทำประโยชน์บนที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงอีจานใหญ่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 1 บริษัท ศ. จำกัด ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกไว้จากนาง ส. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการรับเหมางานตามโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขณะที่นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถยนต์มาตามถนนด้วยความระมัดระวังปฏิบัติตามกฎหมาย แต่บริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จัดให้มีเครื่องกั้นและสัญญาณไฟเตือน หรือไฟกระพริบ หรือกรวยกั้น หรือสัญลักษณ์ใดไว้ในที่บริเวณก่อนถึงการก่อสร้าง กลับปล่อยปละละเลยให้ถนนอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องไม่บำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน เป็นเหตุให้นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่สามารถมองเห็นทางที่กำลังทำการก่อสร้าง และไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นทางมีความชำรุดบกพร่อง ถนนเกิดการทรุดตัวลงล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์ทรุดตามถนน รถยนต์เสียหลักพลิกตะแคงได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งป้ายเตือนอันตรายพร้อมทั้งติดสัญญาณไฟจำกัดความเร็วของรถ หากนาย บ. ขับรถบรรทุกซึ่งมีน้ำหนักมากด้วยความเร็วตามป้ายควบคุมความเร็วกำหนดไว้ หรือขับด้วยความระมัดระวังก็สามารถเห็นป้ายเตือน รวมถึงเห็นสภาพพื้นผิวถนนทั้งฝั่งถนนคอนกรีตและฝั่งถนนดิน ย่อมขับรถบรรทุกผ่านได้อย่างปลอดภัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของผู้ควบคุมโครงการและเป็นผู้สั่งหยุดงานจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนและดูแลความปลอดภัยของถนน รวมถึงต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแขวงนครสวรรค์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครสวรรค์เห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างดำเนินโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่จัดให้มีเครื่องกั้นและสัญญาณ ไฟเตือนหรือไฟกระพริบ หรือกรวยกั้น หรือสัญลักษณ์ใดไว้ในบริเวณก่อนถึงการก่อสร้าง ปล่อยปละละเลยให้ถนนเส้นทางดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องไม่บำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน เป็นเหตุให้นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่สามารถมองเห็นทางที่กำลังทำการก่อสร้าง ถนนเกิดการทรุดตัวล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์ทรุดตามถนน รถยนต์เสียหลักพลิกตะแคงได้รับความเสียหายหลายรายการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ นาย ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนาย ป. ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 ไว้พิจารณา สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เพื่อนำปักหลักเขตใหม่และตรวจสอบหลักเขตที่ดินเดิมของผู้ฟ้องคดี พบว่า ขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างศาลาประชาคมหมู่บ้าน โรงสีข้าว อาคารเก็บข้าว (ยุ้งข้าว) และเสาไฟฟ้า รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันออกติดกับทางสาธารณประโยชน์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถใช้ที่ดินทำประโยชน์หรือให้เช่าได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขนย้ายเศษวัสดุและปรับที่ดินให้มีสภาพเช่นเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ศาลาประชาคมและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ สร้างขึ้นในช่วงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโคกเนิน ต่อมาได้มีการปรับปรุงศาลาประชาคมหมู่บ้านตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตาม "โครงการไทยนิยม ยั่งยืน" ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาโดยตลอดเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินเมื่อปี 2544 ทั้งเมื่อมีการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน อีกทั้งผู้ฟ้องคดียังได้ล้อมรั้วลวดหนามกั้นระหว่างบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีกับที่ดินพิพาท ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีอาณาเขตเพียงใด การที่ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้วลวดหนามหลังจากวันรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตในการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดให้มีและบำรุงรักษาที่ประชุม และส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว ตลอดถึงการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความโต้แย้งกันว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของศาลาประชาคมหมู่บ้านและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
นางสาว ส ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานเขต หนองแขม ที่ 1 กรุงเทพมหานคร ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินมีโฉนดซึ่งอยู่ในระหว่างการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงท้องถิ่น สายถนนมาเจริญและถนนบางบอน 5 พ.ศ. 2561 โดยอยู่ในขั้นตอนการจัดทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับสำนักงานจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งขาย (เวนคืน) และพบว่ามีการสร้างทางเดินเท้าของถนนเลียบคลองภาษีเจริญและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 24,000 วัตต์ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีด้านทางทิศใต้นอกแนวเขตเวนคืน คิดเป็นเนื้อที่ 12.25 ตารางวา โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณที่ยังไม่ได้ข้อยุติในกระบวนการเวนคืนว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือไม่ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเข้าออกที่ดินลำบากและมีอุปสรรคในการใช้ที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รื้อถอนทางเดินเท้าในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากรื้อถอนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย้ายหม้อแปลงไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เจ้าของที่ดินจึงไม่อาจขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า การติดตั้งเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ การติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งตลิ่งชันเห็นว่า คดีนี้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้มีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างทางเดินเท้าและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เมื่อคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในคดีของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้สำนักงานเขตหนองแขม ที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ 2 และการไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างว่ากระทำละเมิดก่อสร้างฟุตบาทและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทางด้านทิศใต้นอกแนวเขตเวนคืน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่าได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างฟุตบาทและการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งรับราชการในสังกัดกองทัพบก กรณีจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ฝึกทหารใหม่ รู้เห็นและอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ครูนายสิบสั่งลงโทษพลทหาร ก. ผู้ตาย ด้วยท่าออกกำลังกาย (ท่าพีที) เป็นเวลานานเกินสมควรและให้นอนเต็นท์ภายนอกโรงเรือนนอนในสภาพที่เสื้อผ้าเปียกชื้นทั้งคืนในสภาพอากาศที่มีฝนตกและหนาวเย็นกว่าปกติ ทำให้พลทหาร ก. เจ็บป่วยและถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายอาญา
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
จำเลยทั้งสองขอให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า จำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้โดยตรง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมาตรา 34 บัญญัติให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรรม
ศาลมณฑลทหารบกที่ 37 พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร และเกิดเหตุในบริเวณที่ตั้งหน่วยทหาร จึงถือเป็นกิจของทหารโดยแท้และมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร เห็นว่า หลักการพิจารณาเขตอำนาจของศาลทหารในเวลาปกติที่ยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เป็นหลักการพิจารณาเขตอำนาจศาลทหารในกรณีที่มีการฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาทั่วไปที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้คดีอาญานั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นใดโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ใช้บังคับ มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 34 บัญญัติว่า "ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย" อันเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ไว้โดยเฉพาะ และเป็นบทบัญญัติที่ตัดอำนาจศาลอื่นไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ จำเลยทั้งสองจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ โดยมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 6 มาตรา 36 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 34 บัญญัติให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหาร ในขณะกระทำความผิดด้วยโดยเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ กรมการปกครอง โจทก์ ยื่นฟ้อง นาย ว. จำเลย ว่า จําเลยได้ยื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านโดยรับรองตนเองว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยจําเลยได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ต่อมานายอำเภอเขมราฐตรวจสอบพบว่าจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จําคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คดีถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและเพิกถอนคำสั่งที่แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยจึงต้องถูกเรียกคืนเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยนำเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ มาคืน จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแขวงอุบลราชธานีเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจําเลยซึ่งเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านและเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดโจทก์ให้คืนเงินค่าตอบแทนหรือเงินอื่น ๆ แก่โจทก์เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การเรียกให้คืนเงินเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามปกติทั่วไป เงินที่จําเลยได้รับไปมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่เจ้าหนี้ตามกฎหมายอาจเรียกคืนได้ มิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการปกครองโจทก์มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐคืนเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ คืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินดังกล่าว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง มิได้มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
กรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ ยื่นฟ้อง นาง ข. จำเลย ว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ตำแหน่งพัฒนาการอำเภอร้องกวาง รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอำนวยการสำนักงานพัฒนาชุมชน จำเลยยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้โจทก์พิจารณาลงโทษทางวินัยกับจำเลย ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทยมีมติให้ลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการ โจทก์จึงมีคำสั่งไล่จำเลยออกจากราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางมีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางของดเบิกบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพ พร้อมทั้งมีหนังสือถึงจำเลยให้คืนเงินบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยไม่คืนเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า มูลหนี้มาจากการชี้มูลความผิดของจำเลยซึ่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ทั่วไปและเงินที่จำเลยได้รับมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่โจทก์อาจเรียกคืนได้ตามกฎหมายเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นกรม อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไปเนื่องจากจำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 การที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม