คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568
#715643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้นมีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยที่จังหวัดนครราชสีมามีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 61 ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และนำไปออกโฉนดที่ดินได้ สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงเป็นการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความยังมีใจความสำคัญตกลงให้มีการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมแก่กัน กรณีจึงหาจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะเสียก่อนไม่ เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เป็นอันเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสมควรให้ถอนการบังคับคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 245 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารออกและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนที่ดินพิพาทตามแนวเส้นสีดำในแผนที่พิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มีนาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารจะออกและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186979, 292516, 292517, 63974 และ 256706 ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3758, 3759 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ ของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2564 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เกินกว่ามูลหนี้ที่จำเลยที่ 2 มีต่อโจทก์ และประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบ การยึดที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 3758 และ 3759 และที่ดินโฉนดเลขที่ 256706 ไม่ถูกต้องเนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพาณิชย์มีราคาประเมินไม่ต่ำกว่า 4,000,000 บาท และ 5,000,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ใช้สิทธิเกินส่วน ทั้งโจทก์ได้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาการซื้อขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2 กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เนื่องจากที่ดินดังกล่าวออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01ก.) แปลงเลขที่ 36, 37, 38 และ 39 เป็นเหตุให้สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามสัญญาซื้อขายมาเรียกค่าเสียหายและดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่เกินกว่าภาระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ กับมีคำสั่งงดการบังคับคดีและเพิกถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางประภาวัลย์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า มีเหตุให้งดหรือถอนการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วต่อมาได้อาศัยทรัพยสิทธิอันเกิดจากการจดทะเบียนสัญญาซื้อขายดังกล่าวฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โดยในระหว่างการพิจารณาเมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) เลขที่ 1950 และ 1310 ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาทำแผนที่พิพาทให้ปรากฏแนวเขตที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครอง กับแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ในการรังวัดทำแผนที่พิพาท ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาจัดทำบันทึกถ้อยคำระบุว่าได้ร่วมทำการรังวัดโดยให้โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำชี้แล้ว ที่ดินที่โจทก์นำชี้ทับที่ดินตามหนังสือขออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) เลขที่ 1856, 1310, 1309 และ 1950 สำหรับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ดังกล่าวได้ความว่าเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2521 ซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2521 และที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) 4 ฉบับ ได้แก่ เลขที่ 1856 ออกให้แก่นายพูนศักดิ์หรืออภิณัฐ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 เลขที่ 1309 ออกให้แก่นางปทุมมาศ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 เลขที่ 1310 ออกให้แก่จำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 และเลขที่ 1950 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้น มีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยที่จังหวัดนครราชสีมามีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และนำไปออกโฉนดที่ดินได้ ดังนี้ สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ยังมีใจความสำคัญในข้อ 1. ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ตกลงจะชำระเงิน 27,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2564 ข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงดำเนินการร้องขอเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาและโจทก์ตกลงส่งมอบคำร้องขอและเอกสารในการขอเพิกถอนหนังสือรับรองที่ดินพิพาทเป็นฉบับรับรองถูกต้องโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญา และข้อ 5. กำหนดว่า เมื่อกรมที่ดินได้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ตกลงส่งมอบเอกสารใด ๆ ที่แสดงถึงการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และตกลงให้สิทธิเรียกร้องใด ๆ จากการเพิกถอนดังกล่าวตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง จึงหาจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะเสียก่อนไม่ ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยยังไม่มีการสืบพยานเป็นกรณีที่ศาลยังมิได้ชี้ขาดว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่และต้องถือว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทยังมีผลสมบูรณ์ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. ยังยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจนถึงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทตามคำร้องของโจทก์ โจทก์จึงยังเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและเป็นผู้ทรงสิทธิในวัตถุแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่อาจทำให้สัญญาขายที่ดินพิพาทกลับสมบูรณ์ขึ้นได้ ทั้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. ก็คงเห็นได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. อันเป็นขั้นตอนของการคืนทรัพย์สินเท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ยังเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อไปดังที่อ้างไม่ คำแก้ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จึงเป็นอันเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสมควรให้ถอนการบังคับคดีตามคำขอของจำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 245 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 252 และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ถอนการบังคับคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 246 ม. 252
ป.ที่ดิน ม. 61
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวปณธิกาญจน์ ตั้งเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568
#721946
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วได้อาศัยทรัพยสิทธิอันเกิดจากการจดทะเบียนสัญญาซื้อขายดังกล่าวฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ต่อมาข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเป็นอันเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสมควรให้ถอนการบังคับคดีตามคำขอของจำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 245 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารออกและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนที่ดินพิพาทตามแนวเส้นสีดำในแผนที่พิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มีนาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารจะออกและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 186979, 292516, 292517, 63974 และ 256706 ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3758, 3759 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ ของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2564 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เกินกว่ามูลหนี้ที่จำเลยที่ 2 มีต่อโจทก์ และประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบ การยึดที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 3758 และ 3759 และที่ดินโฉนดเลขที่ 256706 ไม่ถูกต้องเนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพาณิชย์มีราคาประเมินไม่ต่ำกว่า 4,000,000 บาท และ 5,000,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ใช้สิทธิเกินส่วน ทั้งโจทก์ได้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาการซื้อขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2 กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เนื่องจากที่ดินดังกล่าวออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01ก.) แปลงเลขที่ 36, 37, 38 และ 39 เป็นเหตุให้สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิตามสัญญาซื้อขายมาเรียกค่าเสียหายและดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่เกินกว่าภาระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ กับมีคำสั่งงดการบังคับคดีและเพิกถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางประภาวัลย์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า มีเหตุให้งดหรือถอนการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วต่อมาได้อาศัยทรัพยสิทธิอันเกิดจากการจดทะเบียนสัญญาซื้อขายดังกล่าวฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ในระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาทำแผนที่พิพาทให้ปรากฏแนวเขตที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครอง กับแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาจัดทำบันทึกถ้อยคำระบุว่า ที่ดินที่โจทก์นำชี้ทับที่ดินตามหนังสือขออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) เลขที่ 1856,1310, 1309 และ 1950 สำหรับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ได้ความว่าเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2521 ซึ่งมีผลบังคับเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2521 และที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) 4 ฉบับ ได้แก่ เลขที่ 1856 ออกให้แก่นายพูนศักดิ์หรืออภิณัฐ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 เลขที่ 1309 ออกให้แก่นางปทุมมาศ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 เลขที่ 1310 ออกให้แก่จำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 และเลขที่ 1950 ออกให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2535 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้นมีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยที่จังหวัดนครราชสีมามีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และนำไปออกโฉนดที่ดินได้ ดังนี้ สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ยังมีใจความสำคัญในข้อ 1. ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ตกลงจะชำระเงิน 27,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2564 ข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงดำเนินการร้องขอเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาและโจทก์ตกลงส่งมอบคำร้องขอและเอกสารในการขอเพิกถอนหนังสือรับรองที่ดินพิพาทเป็นฉบับรับรองถูกต้องโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญา และข้อ 5. กำหนดว่า เมื่อกรมที่ดินได้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ตกลงส่งมอบเอกสารใด ๆ ที่แสดงถึงการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และตกลงให้สิทธิเรียกร้องใด ๆ จากการเพิกถอนดังกล่าวตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง จึงหาจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะเสียก่อนไม่ ที่โจทก์แก้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยยังไม่มีการสืบพยานเป็นกรณีที่ศาลยังมิได้ชี้ขาดว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะหรือไม่และต้องถือว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทยังมีผลสมบูรณ์ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. ยังยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจนถึงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทตามคำร้องของโจทก์ โจทก์จึงยังเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและเป็นผู้ทรงสิทธิในวัตถุแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่อาจทำให้สัญญาขายที่ดินพิพาทกลับสมบูรณ์ขึ้นได้ ทั้งสิทธิหน้าที่ของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2. ก็คงเห็นได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. อันเป็นขั้นตอนของการคืนทรัพย์สินเท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์ยังเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อไปดังที่อ้างไม่ คำแก้ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จึงเป็นอันเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสมควรให้ถอนการบังคับคดีตามคำขอของจำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 245 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 252 และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ถอนการบังคับคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 172 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2568
#717093
เปิดฉบับเต็ม

ค่าภาคหลวงแร่เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ โดยโจทก์เป็นผู้จัดเก็บและส่งเป็นรายได้ของรัฐภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว ผู้ถือประทานบัตร ผู้รับใบอนุญาตซื้อแร่ ผู้ครอบครองแร่อื่นที่ได้จากการแต่งแร่หรือผู้ประกอบโลหกรรม ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ ดังต่อไปนี้ (1) ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่ที่กำหนดไว้ในประทานบัตร..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า การชำระค่าหลวงแร่ย่อมมีได้แต่เฉพาะกรณีทำเหมืองแร่โดยได้รับประทานบัตรที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.แร่ ฯ มาตรา 43 เท่านั้น โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองมีสิทธิในแร่ที่ขุดได้ แต่ต้องแบ่งประโยชน์ให้แก่รัฐในรูปค่าภาคหลวงแร่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำและเอาแร่จากพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 ไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้โดยชอบตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงเรียกได้เฉพาะมูลค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่อาจเรียกค่าภาคหลวงแร่ซึ่งตามฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในแร่ส่วนที่ทำได้หลังพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ประทานบัตรสิ้นอายุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 907,503,687.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 847,754,420.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 847,754,420.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2560) ไม่เกิน 59,749,267.01 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 814,912,980.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2560) ต้องไม่เกิน 59,749,267.01 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นหน่วยราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน โม่ บด หรือย่อยหิน ทะเบียนโรงงานเลขที่ จ 3 - 3 (1) - 1/38 อด ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลสามัคคี อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ใบอนุญาตสิ้นอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2543 และมีการต่ออายุใบอนุญาตเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 19 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้รับโอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับประทานบัตรจากโจทก์เพื่อทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสมจำนวน 2 แปลง ได้แก่ (1) ประทานบัตรที่ 25215/15307 เป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ท้องที่ตำบลสามัคคี อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี มีอายุ 7 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2542 สิ้นอายุวันที่ 13 ตุลาคม 2549 เนื้อที่ 56 ไร่ 1 งาน 21 ตารางวา และได้รับอนุญาตให้ต่ออายุออกไปอีก 10 ปี จนสิ้นอายุวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองแร่ในประทานบัตรดังกล่าวถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขออนุญาตหยุดการทำเหมืองแร่สำหรับประทานบัตรดังกล่าวและเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จังหวัดอุดรธานีออกใบอนุญาตให้ ได้แก่ ใบอนุญาตที่ 1/2555 ให้หยุดการทำเหมืองแร่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ใบอนุญาตที่ 1/2557 ให้หยุดการทำเหมืองแร่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และใบอนุญาตที่ 1/2559 ให้หยุดการทำเหมืองแร่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 และ (2) ประทานบัตรที่ 25216/15315 เป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ท้องที่ตำบลสามัคคี อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 60 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา มีอายุ 10 ปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2542 สิ้นอายุวันที่ 6 ธันวาคม 2552 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 สิ้นอายุวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ก่อนสิ้นอายุประทานบัตรจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 25216/15315 โดยระบุว่าประทานบัตรแปลงนี้ได้ทำเหมืองไปแล้ว รวมเนื้อที่ 49 ไร่ 1 งาน 71 ตารางวา จึงได้สิทธิทำเหมืองต่อไปอีก 180 วัน จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2553 และเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใบอนุญาตมีแร่ไว้ในครอบครองต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี โดยอ้างว่าประทานบัตรที่ 25216/15315 สิ้นอายุ แต่มีหินที่เกิดจากการทำเหมืองยังไม่ได้ขนมาทำการโม่และจำหน่ายไม่หมด ซึ่งหินดังกล่าวยังไม่ได้ชำระค่าภาคหลวงแร่ เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วออกใบอนุญาตมีแร่ไว้ในครอบครองให้จำเลยที่ 1 ดังนี้ ใบอนุญาตที่ 1/2553 อนุญาตให้ครอบครองแร่ จำนวน 280,000 เมตริกตัน ใบอนุญาตที่ 1/2554 อนุญาตให้ครอบครองแร่จำนวน 215,239 เมตริกตัน เพื่อครอบครองแร่ที่เหลือต่อเนื่องจากใบอนุญาตฉบับที่ 1/2553 และใบอนุญาตที่ 1/2555 อนุญาตให้ครอบครองแร่จำนวน 155,439 เมตริกตัน เพื่อครอบครองแร่ที่เหลือต่อเนื่องจากใบอนุญาตฉบับที่ 1/2554 ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใบอนุญาตให้จำเลยที่ 2 รับช่วงทำเหมืองแร่ เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จังหวัดอุดรธานีออกใบอนุญาตให้วันที่ 4 มิถุนายน 2552 มีอายุถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2552 วันที่ 8 กันยายน 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ประทานบัตรของจำเลยที่ 1 พบว่าในส่วนประทานบัตรที่ 25216/15315 ของจำเลยที่ 1 มีการทำเหมืองแร่นอกเหนือพื้นที่ตามประทานบัตรด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำเหมืองแร่และขุดเอาแร่หินปูนอุตสาหกรรมไปจากพื้นที่ทำเหมืองหลังพ้นเวลา 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรที่ 25216/15315 สิ้นอายุ เป็นการทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการเข้าทำเหมืองแร่ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของจำเลยที่ 1 นอกจากจะต้องได้รับประทานบัตรชั่วคราวหรือประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 43 ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนปี 2560 ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำเหมืองในที่ใดไม่ว่าที่ซึ่งทำเหมืองนั้นจะเป็นสิทธิของบุคคลใดหรือไม่ เว้นแต่จะได้รับประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตร" ในการขอต่ออายุประทานบัตรก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 54 วรรคสี่ และวรรคห้าของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งวรรคสี่บัญญัติว่า "ประทานบัตรใดได้กำหนดอายุไว้ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี เมื่อผู้ถือประทานบัตรยื่นคำขอต่ออายุก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ รัฐมนตรีจะต่ออายุประทานบัตรให้อีกก็ได้ แต่เมื่อรวมกำหนดเวลาทั้งหมดต้องไม่เกินยี่สิบห้าปี" และวรรคห้าบัญญัติว่า "เมื่อผู้ถือประทานบัตรได้ยื่นคำขอต่ออายุตามความในวรรคสี่แล้ว แม้ประทานบัตรจะสิ้นอายุแล้ว ก็ให้ผู้นั้นทำเหมืองต่อไปได้เสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตร ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประทานบัตรสิ้นอายุ..." ยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 16 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 ที่บัญญัติว่า "อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ... (2) การเข้าทำประโยชน์เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่คราวละไม่เกินสิบปี โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตเก็บหาของป่าและไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงของป่าตามพระราชบัญญัตินี้ สำหรับแร่ ดินขาว หรือหิน แล้วแต่กรณี..." และกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. 2558 ที่กำหนดว่า ผู้ที่ประสงค์จะขออนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่าต้องยื่นคำขออนุญาตต่ออธิบดีกรมป่าไม้ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่พื้นที่ป่านั้นตั้งอยู่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพป่าที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมป่าไม้แล้วจัดทำความเห็นเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเสนอความเห็นประกอบก่อนเสนออธิบดีกรมป่าไม้เพื่อพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐมีดุลพินิจในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดทำเหมืองแร่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ซึ่งในการขอประทานบัตรและการต่ออายุประทานบัตรของจำเลยที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายจิระเดช พนักงานจำเลยที่ 1 ที่เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า ก่อนขอประทานบัตรที่ 25216/15315 จำเลยที่ 1 ต้องขอและได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้เสียก่อนเพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่จากโจทก์ ดังนั้น ก่อนประทานบัตรจะหมดอายุในวันที่ 6 ธันวาคม 2552 เพื่อความรวดเร็ว จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นขอต่ออายุหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่ป่าต่อกรมป่าไม้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 ไว้ก่อน จากนั้นประมาณ 5 เดือน พยานได้สอบถามความคืบหน้าทราบว่าอยู่ระหว่างรอคำสั่งจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 จำเลยที่ 1 จึงได้ยื่นขอต่ออายุประทานบัตรที่ 25216/15315 ต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี โดยจัดทำแผนผังโครงการทำเหมือง ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและลงนามรับรองเพื่อนำไปจัดทำรายงานการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเสนอให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาสั่งการตามขั้นตอน โดยระหว่างนี้ จำเลยที่ 1 ยังคงทำเหมืองแร่และโม่หินเรื่อยมาและได้นำใบเสร็จค่าไฟฟ้าที่ใช้ในโรงโม่ไปให้อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีคำนวณเสียค่าภาคหลวงแร่ทุกเดือน จนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2557 พยานได้รับแจ้งจากอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีว่าการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่ามีปัญหาเนื่องจากมีต้นไม้สูญหายไปจากพื้นที่ 196 ต้น และมีการปลูกป่าชดเชยไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 1 ไปปลูกป่าชดเชยและชำระค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ให้ถูกต้องเสียก่อน ระหว่างนี้ อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีจะไม่รับเงินค่าภาคหลวงแร่จนกว่าจำเลยที่ 1 จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้เสร็จสิ้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ปลูกป่าและชำระค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้แล้ว คิดเป็นค่าปลูกป่าชดเชย 749,436 บาท และค่าต้นไม้สูญหาย 679,229 บาท หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่าการพิจารณาขอต่ออายุประทานบัตรมีข้อขัดข้อง โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคำสั่งเห็นชอบตามที่กรมป่าไม้เสนอว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขการใช้พื้นที่ป่า ข้อ 12 เกี่ยวกับการปลูกป่าชดเชย และข้อ 17 เรื่องการปล่อยปละละเลยทำให้ต้นไม้ในพื้นที่ห้ามทำเหมืองสูญหายไป 196 ต้น เห็นควรให้ไปพิจารณาข้อมูลใหม่และขอเรียกเอกสารเพิ่มเติม ต่อมาเดือนสิงหาคม 2559 อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีแจ้งด้วยวาจาให้จำเลยที่ 1 หยุดทำเหมืองแร่และมีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำขอต่ออายุหนังสืออนุญาตการใช้พื้นที่ป่าต่อกรมป่าไม้และยื่นคำขอต่ออายุประทานบัตรต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีครบถ้วนทั้งสองแห่ง แต่จากคำเบิกความของนายจิระเดชพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องได้รับหนังสืออนุญาตการใช้พื้นที่ป่าไม้จากกรมป่าไม้เสียก่อนเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขออนุญาตต่ออายุประทานบัตรกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ไปยื่นขอต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองทั้ง ๆ ที่กรมป่าไม้ยังไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ จึงเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน แม้จำเลยที่ 1 ได้จัดทำแผนผังโครงการเสนอต่อกรมทรัพยากรธรณีเพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก็ดี หรือจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยื่นต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีตามกระบวนการขอต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองแร่ก็ดี ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องถูกต้องครบถ้วนอย่างที่อ้าง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยังคงทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประทานบัตรซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อไประหว่างรอผลการพิจารณาจากกรมป่าไม้และโจทก์ ย่อมไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการกระทำโดยชอบ ส่วนสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาคำขอล่าช้าก็เห็นได้ว่าเป็นผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ตามที่นายจิระเดชเบิกความว่า กรมป่าไม้ตรวจพบว่ามีต้นไม้หายไปจากพื้นที่จำนวนมากและจำเลยที่ 1 ปลูกป่าชดเชยไม่ครบ ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 นำค่าเสียหายไปชำระแก่กรมป่าไม้ก็เห็นได้ว่าเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว จึงต้องรับผิดต่อกรมป่าไม้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจยกเหตุความล่าช้าของหน่วยงานราชการเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ ส่วนที่โจทก์ยังคงรับชำระค่าภาคหลวงแร่จากจำเลยที่ 1 ต่อมานั้น ก็ได้ความจากนายธนวรรธน์ พยานโจทก์ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีช่วงปี 2557 ถึง 2560 ว่า เป็นเพราะเข้าใจว่าเป็นการชำระค่าภาคหลวงแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองเนื่องจากจำเลยที่ 1 มีการขอชำระเป็นคราว ๆ ครั้งละ 30,000 เมตริกตัน บ้าง 20,000 เมตริกตัน บ้าง แล้วแต่จะแจ้ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอื่น กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์รู้เห็นหรือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำเหมืองแร่ต่อไปทั้งที่ยังไม่ได้ต่ออายุประทานบัตรดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากครบ 180 วัน นับจากวันสิ้นอายุประทานบัตร จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ต่อ การทำเหมืองในพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 นับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2553 จนถึงเดือนสิงหาคม 2559 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งให้หยุดทำเหมืองแร่ จึงเป็นการทำเหมืองโดยไม่มีสิทธิใดอันจะอ้างได้โดยชอบ และเป็นการทำเหมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นการทำละเมิด นอกจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประทานบัตรทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ต่อ ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางสาววรรษมน ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการของโจทก์ที่เบิกความประกอบหนังสือเรื่องการประกอบกิจการเหมืองหินภายหลังประทานบัตรสิ้นอายุของสำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 สำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือถึงปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคาย 2 โครงการ พบว่า ผู้รับจ้างเหมาโครงการทั้งสองซื้อหินใหญ่แบบไม่คัดสายพานที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ได้มาจากแหล่งสัมปทานที่ถูกต้องจากจำเลยที่ 2 จำนวน 45,000 เมตริกตัน และต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ประทานบัตรของจำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 19 กันยายน 2559 คณะทำงานเข้าตรวจสอบพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 เนื้อที่ 60 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา เปรียบเทียบกับแผนที่ภาพสีที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2555 ถึงปี 2556 และปี 2558 ถึงปี 2559 พบมีร่องรอยการเปิดขยายพื้นที่ทำเหมืองเพิ่มเติมทางด้านทิศเหนือ ลักษณะเป็นบ่อ ความลึกประมาณ 12 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 และเมื่อครบกำหนดแล้ว กรมป่าไม้ก็ยังไม่ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังทำเหมืองแร่เพิ่มเติมเกินไปจากพื้นที่ประทานบัตรอีกประมาณ 15 ไร่ ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการเอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า แร่ที่มีการขุดเอาไปหลังครบกำหนด 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรหมดอายุมีปริมาณและราคาตามที่โจทก์คำนวณหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์คำนวณปริมาตรพื้นที่ทำเหมืองของจำเลยที่ 1 จากการรังวัดพื้นที่ในเขตประทานบัตรที่ 25216/15315 โดยวัดความกว้าง ความยาวของพื้นที่ กับวัดระดับความสูงเพื่อหาค่าความลึก จากนั้นนำค่าที่ได้มาจัดทำแผนที่ภูมิประเทศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ทำการรังวัด แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเส้นความสูงของแผนที่ภูมิประเทศตามคำขอต่ออายุประทานบัตรที่ 1/2552 ที่เคยรังวัดไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 คำนวณปริมาตรเป็นลูกบาศก์เมตรของพื้นที่ที่หายไปจากเดิม หักด้วยค่าความคลาดเคลื่อนทางธรณีวิทยา 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นปริมาณแร่หินปูนที่หายไป 7,617,629.92 เมตริกตัน ค่าความคลาดเคลื่อนทางธรณีวิทยาดังกล่าวจึงครอบคลุมสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหินทราย หินดินดาน โพรงหิน และสิ่งเจือปนอื่น ซึ่งในรายละเอียดขั้นตอนการรังวัดพื้นที่โจทก์มีนายอนุสรณ์ นายช่างรังวัดอาวุโส และนางสาวสุดาวรรณ ช่างรังวัดชำนาญงาน ผู้รังวัดพื้นที่ประทานบัตรมาเบิกความเป็นพยานอธิบายวิธีการใช้กล้องส่องสำรวจชนิดประมวลผลรวม โดยตั้งกล้องที่บริเวณจุดสูงสุดและมีจุดรับสัญญาณอยู่ที่จุดต่ำสุดเพื่อวัดระยะห่าง และมีนายปกร วิศวกรเหมืองแร่ชำนาญการ สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 2 ซึ่งเป็นผู้นำผลการรังวัดปริมาตรแร่หินมาคำนวณเป็นน้ำหนักแร่ มาเป็นพยานเบิกความอธิบายวิธีการคำนวณได้อย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน พยานโจทก์ทุกปากดังกล่าวล้วนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีความรู้ความชำนาญในการรังวัดและเป็นวิศวกรเหมืองแร่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสียในผลคดี เบิกความสอดคล้องต่อเนื่องกันโดยมีพยานเอกสารมาสนับสนุน ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหรือถามค้านให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าการรังวัดและคำนวณปริมาณแร่เพื่อนำมาคำนวณค่าภาคหลวงแร่เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยโดยให้คิดมูลค่าแร่ในอัตราเมตริกตันละ 105 บาท และเมตริกตันละ 180 บาท อัตราตามประกาศดังกล่าวเป็นการคิดค่าภาคหลวงแร่จากแร่บริสุทธิ์ที่ผ่านกระบวนการโม่เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แร่ดิบที่ยังไม่ผ่านการโม่ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเพื่อกำหนดค่าแร่ให้จำเลยทั้งสองรับผิดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงส่วนนี้โจทก์บรรยายกล่าวอ้างมาในคำฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองส่วนนี้จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ทั้งมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การคำนวณปริมาณแร่ที่ขาดหายไปจากพื้นที่หลังครบ 180 วัน นับจากวันที่ประทานบัตรหมดอายุจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 หยุดทำเหมืองถูกต้องแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาคหลวงแร่หรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งในส่วนค่าภาคหลวงแร่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ค่าภาคหลวงแร่เป็นเงินที่รัฐเรียกเก็บจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บและส่งเป็นรายได้ของรัฐภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว ผู้ถือประทานบัตร ผู้รับใบอนุญาตซื้อแร่ ผู้ครอบครองแร่อื่นที่ได้จากการแต่งแร่หรือผู้ประกอบโลหกรรม ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ ดังต่อไปนี้ (1) ต้องชำระค่าภาคหลวงแร่สำหรับแร่ที่กำหนดไว้ในประทานบัตร..." จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า การชำระค่าภาคหลวงแร่ย่อมมีได้แต่เฉพาะกรณีทำเหมืองแร่โดยได้รับประทานบัตรที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแร่ฯ มาตรา 43 เท่านั้น โดยผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองมีสิทธิในแร่ที่ขุดได้ แต่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้แก่รัฐในรูปค่าภาคหลวงแร่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำและเอาแร่จากพื้นที่ประทานบัตรที่ 25216/15315 ไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้โดยชอบตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงเรียกได้เฉพาะมูลค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่อาจเรียกค่าภาคหลวงแร่ ซึ่งตามฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในแร่ส่วนที่ทำได้หลังพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรสิ้นอายุ แต่สำหรับแร่จำนวน 262,220.43 เมตริกตัน เป็นแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้มาในช่วงระยะเวลา 180 วัน ที่จำเลยที่ 1 สามารถทำเหมืองได้หลังประทานบัตรสิ้นอายุ กับแร่จำนวน 280,000 เมตริกตัน ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีให้มีไว้ครอบครอง ถือเป็นแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้มาขณะทำเหมืองโดยชอบ จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียค่าภาคหลวงแร่แก่โจทก์ในแร่ทั้งสองจำนวนนี้รวมปริมาณ 542,220.43 เมตริกตัน ในอัตราร้อยละ 4 ของราคาประกาศ (105 บาท ต่อเมตริกตัน) หรือเท่ากับ 4.2 บาท ต่อเมตริกตัน เป็นเงิน 2,277,325.81 บาท ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามระเบียบกรมทรัพยากรธรณี ว่าด้วยการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง พ.ศ. 2545 กำหนดว่า การคำนวณปริมาณแร่ที่จะนำมาคิดค่าภาคหลวงแร่ให้พิจารณาจากอัตราการใช้ไฟฟ้าแต่ละเดือนนำมาคำนวณอัตราการผลิตแร่หินปูนบริสุทธิ์ซึ่งจะเป็นปริมาณแร่ที่แท้จริงในอัตราค่ากระแสไฟฟ้า 2.5 กิโลวัตต์ ต่อปริมาณแร่หินบริสุทธิ์ 1 เมตริกตัน ปริมาณแร่ที่โจทก์นำมาคำนวณค่าภาคหลวงแร่ไม่ใช่แร่บริสุทธิ์ แต่เป็นปริมาณหินดิบที่มีกรวดและทรายเจือปนจึงคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์มีนางสาววรรษมน พยานโจทก์ เบิกความอธิบายวิธีการคำนวณค่าภาคหลวงแร่ โดยตอบโจทก์ถามติงว่า การคิดค่าภาคหลวงแร่โดยอาศัยอัตราการใช้กระแสไฟฟ้าตามระเบียบกรมทรัพยากรธรณีว่าด้วยการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง พ.ศ. 2545 เป็นการคิดจากการทำเหมืองแร่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับข้อความเกี่ยวกับผู้ขอชำระค่าภาคหลวงแร่ตามระเบียบกรมทรัพยากรธรณี ว่าด้วยการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่หินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง พ.ศ. 2545 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า "ผู้ขอ" หมายถึง ผู้ถือประทานบัตรหรือผู้ถือประทานบัตรชั่วคราว และให้หมายความรวมตลอดถึงผู้รับช่วงการทำเหมืองด้วย ระเบียบดังกล่าวกำหนดมาเพื่อวางแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ ความชัดเจนในระบบการเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่และการตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมาย เมื่อแร่พิพาทคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้มาจากการทำเหมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงอยู่นอกเหนือการควบคุมตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ ย่อมไม่อาจนำวิธีการคำนวณปริมาณแร่จากอัตราการใช้ไฟฟ้าของโรงงานโม่ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการคำนวณปริมาณแร่ที่ได้จากการทำเหมืองแร่ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายมาใช้ได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 นำแร่ที่ขุดได้โดยไม่ชอบไปโม่ที่โรงงานที่จำเลยที่ 1 โอนกิจการให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วตามที่แจ้งต่ออุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีทั้งหมดหรือไม่ การคำนวณปริมาณแร่ที่ถูกขุดออกไปโดยละเมิดจากอัตราการใช้ไฟฟ้าจึงไม่น่าเชื่อถือ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาคหลวงแร่ได้เฉพาะแร่ที่จำเลยที่ 1 ทำได้ในช่วงที่ได้รับสัมปทานโดยชอบเท่านั้น จึงต้องนำค่าภาคหลวงแร่ที่จำเลยที่ 1 ชำระในส่วนของแร่ที่ขุดโดยไม่ได้รับอนุญาตมาหักออกจากค่าภาคหลวงแร่ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า แร่ในช่วงที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิทำเหมืองได้โดยชอบในระยะ 180 วัน นับแต่วันประทานบัตรสิ้นอายุจำนวน 262,220.43 เมตริกตัน กับแร่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองอีก 280,000 เมตริกตัน เมื่อนำไปหักออกจากแร่จำนวน 7,617,629.92 เมตริกตัน ที่จำเลยที่ 1 ขุดเอาไปตามปริมาณที่โจทก์คำนวณได้ จึงเป็นแร่ที่จำเลยที่ 1 ขุดเอาไปโดยไม่ได้รับอนุญาต 7,075,409.49 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าแร่ตามประกาศราคาของโจทก์ทั้งสิ้น 821,035,983.44 บาท แร่ในส่วนดังกล่าวนี้ จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาคหลวงให้แก่โจทก์ไปแล้ว ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบรับกันเป็นเงิน 6,123,002.58 บาท เมื่อนำไปหักออกจากค่าเสียหายแล้ว คงเหลือเงินค่าแร่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์อีก 814,912,980.86 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายเอนก อดีตกรรมการของจำเลยที่ 1 ว่า กิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกิจการในครอบครัว มีพยานกับพี่น้อง ได้แก่ นายอดิศักดิ์ และนายอรัญ เป็นกรรมการสลับกันไปมา ต่อมากิจการประสบปัญหาการเงิน ครอบครัวจึงให้นายอดิศักดิ์เข้าไปบริหารจัดการเพียงผู้เดียว โดยตกลงว่าหากนายอดิศักดิ์แก้ปัญหาหนี้สินสำเร็จจะยกกิจการเหมืองแร่และโรงโม่หินให้นายอดิศักดิ์ นายอดิศักดิ์จึงให้จำเลยที่ 2 รับช่วงกิจการเหมืองแร่และโรงโม่หินจากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2553 นายอดิศักดิ์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 2 โดยให้นางศิริวรรณ เป็นกรรมการ เหตุที่นายอดิศักดิ์ไม่เป็นกรรมการเองเนื่องจากสถาบันการเงินไม่ให้ความเชื่อถือ นางศิริวรรณเพียงแต่มีชื่อเป็นกรรมการจำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่นายอดิศักดิ์เป็นผู้ดำเนินกิจการทั้งสองบริษัทเพียงคนเดียว เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ประกอบพฤติการณ์ที่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้ซื้อ มี ใช้ ซึ่งวัตถุระเบิด โดยใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ซึ่งตามระเบียบการขอใบอนุญาตเช่นนี้จะต้องอ้างอิงว่าจะนำมาใช้กับประทานบัตรที่ยังไม่สิ้นอายุ ซึ่งคือ ประทานบัตรที่ 25215/15307 ที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองแร่ในประทานบัตรนี้ แต่ประทานบัตรดังกล่าวไม่มีการชำระค่าภาคหลวงแร่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ประทานบัตรสิ้นอายุ จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ยังคงดำเนินกิจการเหมืองแร่ โดยนำวัตถุระเบิดตามใบอนุญาตดังกล่าวไปใช้ในกิจการทำเหมืองตามประทานบัตรที่ 25216/15315 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 โอนกิจการโรงโม่และการทำเมืองแร่ตามประทานบัตรที่ 25216/15315 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตมีแร่ไว้ในครอบครองต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นหน้าที่จำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองแร่ และแร่ดังกล่าวเป็นแร่ที่ได้มาระหว่างการรับช่วงทำเหมือง ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 ที่ต้องชำระแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นเงินจำนวนมาก แสดงว่า โรงโม่ประกอบกิจการต่อเนื่องมาตลอด ซึ่งทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เองก็ยอมรับว่าเป็นค่าไฟฟ้าสำหรับโม่หินจากการขุดเหมืองโดยไม่ชอบของจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 รับโม่หินจากผู้ทำเหมืองแร่รายอื่นอีก นอกจากนี้ยังได้ความจากนางสาววรรษมน นิติกรปฏิบัติการของโจทก์เบิกความประกอบหนังสือของสำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 ว่า สำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 6 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคาย 2 โครงการ พบว่า ผู้รับจ้างเหมาโครงการทั้งสองซื้อหินใหญ่แบบไม่คัดสายพานที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ได้มาจากแหล่งสัมปทานที่ถูกต้องจำนวน 45,000 เมตริกตัน จากจำเลยที่ 2 ดังนั้น แม้ทางนำสืบของโจทก์จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในกระบวนการการขุดและนำแร่ออกจากเหมือง แต่จากพฤติการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในแร่พิพาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ขุดแร่อันเป็นทรัพยากรของชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการร่วมกันทำละเมิด จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเสียหายซึ่งเป็นหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 814,912,980.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2560) ต้องไม่เกิน 59,749,267.01 บาท หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
กงจักร์ โพธิ์พร้อม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2568
#717663
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา ถือว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในเวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 9 กันยายน 2565 อันเป็นเวลาแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 68 ประกอบข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 ข้อ 12 และข้อ 19 และประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ข้อ 7 เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลพิมพ์คำร้องของผู้คัดค้านดังกล่าวออกแล้วเสนอศาลมีคำสั่งในวันเดียวกัน กรณีจะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเข้าข้อมูลในระบบเพื่อแจ้งคำสั่งของศาลทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว ตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ข้อ 35 เมื่อผู้คัดค้านเลือกใช้ระบบนี้แล้วผู้คัดค้านก็ไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ อีกเพื่อหาทางรับทราบคำสั่งศาลด้วยวิธีอื่น ๆ ดังเช่นกรณีการยื่น การส่ง และการแจ้งคำสั่งในกรณีปกติที่เคยปฏิบัติ เนื่องจากเจตนารมณ์ของศาลยุติธรรมในการนำระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) มาใช้งานก็เพื่อการบริการและอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่ตัวความและทนายความ เมื่อตัวความและทนายความตัดสินใจเลือกใช้ระบบบริการออนไลน์ด้วยการลงทะเบียน และได้รับการยอมรับจากศาลชั้นต้นว่าให้เป็นผู้ใช้ระบบได้แล้ว ศาลชั้นต้นก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการในระบบบริการดังกล่าวให้ตลอดและเป็นไปตามเจตนารมณ์และความคาดหวังดังกล่าว ทั้งเพื่อมิให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความผิดพลาดในการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างศาลกับตัวความหรือทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้คัดค้านซึ่งเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 15.32 นาฬิกา ว่า ในช่อง การดำเนินการ/คำสั่งศาล/หมายเหตุ ของในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ยังไม่ปรากฏข้อความแจ้งคำสั่งศาลตามที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ 35 จึงจะถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบคำสั่งศาลแล้วหรือมีการแจ้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน เมื่อถึงวันนัดไต่สวน ผู้คัดค้านไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านขาดนัดพิจารณา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวน และให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน แต่ผู้คัดค้านมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาล วันที่ 21 กันยายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7050 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

วันที่ 29 กันยายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม และติดตามคำสั่งตลอด แต่ไม่ทราบคำสั่ง และศาลไม่ได้แจ้งคำสั่งให้ผู้คัดค้านทราบทางระบบบริการดังกล่าว ทำให้ผู้คัดค้านไม่ได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องตามคำสั่งศาล ผู้คัดค้านมิได้มีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ (ที่ถูก ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ว่า ผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติฟังได้ว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ผ่านทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นพิมพ์คำร้องออกจากระบบแล้วนำเสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ 9 กันยายน 2565 ว่า ให้นัดไต่สวน และให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ ให้แถลงภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำสั่งศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่า ผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 68 บัญญัติให้การยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสารที่คู่ความกระทำต่อศาล รวมทั้งการแจ้งคำสั่งของศาลไปยังคู่ความอาจดำเนินการโดยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และเมื่อข้อกำหนดนั้นได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ซึ่งข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ข้อ 12 มีความว่า การยื่นคำคู่ความอื่น ๆ หรือเอกสารทางคดีอื่นใด อันนอกจากคำฟ้องตั้งต้นคดี ตามที่ได้กำหนดไว้เพิ่มเติมในประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ให้นำขั้นตอนและวิธีการในการยื่นคำฟ้องมาบังคับใช้โดยอนุโลม และข้อ 19 มีความว่า ให้สำนักงานศาลยุติธรรมออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดนี้ ต่อมาสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ซึ่งข้อ 7 มีความว่า การยื่นคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางระบบ หากกระทำเสร็จสมบูรณ์นอกเวลาทำการปกติหรือนอกวันทำการปกติของศาล ให้ถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกหรือวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป ทั้งนี้ ให้ถือตามเวลาของระบบ ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในเวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 9 กันยายน 2565 อันเป็นเวลาแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป และตามข้อ 40 วรรคสาม เจ้าหน้าที่ศาลต้องพิมพ์คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ออกจากระบบโดยเร็วแต่ไม่เกินสามวันทำการนับแต่วันได้รับหลักฐานการชำระเงิน และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอต่อศาลโดยเร็ว เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้วให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลก็ได้พิมพ์คำร้องดังกล่าวออกแล้วเสนอศาลมีคำสั่งในวันเดียวกัน และตามข้อ 41 เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการนำเข้าข้อมูลคำสั่งศาลในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) เพื่อแจ้งคำสั่งของศาลให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ใช้ระบบทราบ เมื่อประกาศดังกล่าวมีข้อความกำหนดไว้เช่นนี้ กรณีจะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลก็ต่อเมื่อมีการแจ้งคำสั่งผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) แล้วทั้งนี้ตามข้อ 35 ซึ่งมีความว่า ผู้ใช้ระบบมีหน้าที่ติดตามผลคำสั่งเกี่ยวกับคำคู่ความและ/หรือเอกสารที่ผู้ใช้ระบบยื่นทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ดังนั้น ในกรณีนี้จะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเข้าข้อมูลในระบบเพื่อแจ้งคำสั่งของศาลทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ให้ผู้คัดค้านทราบ และเมื่อผู้คัดค้านเลือกใช้ระบบนี้แล้วผู้คัดค้านก็ไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ อีกเพื่อหาทางรับทราบคำสั่งศาลด้วยวิธีอื่น ๆ ดังเช่นกรณีการยื่น การส่ง และการแจ้งคำสั่งในกรณีปกติที่เคยปฏิบัติ เนื่องจากเจตนารมณ์ของศาลยุติธรรมในการนำระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) มาใช้งานก็เพื่อการบริการและอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่ตัวความและทนายความ เมื่อตัวความและทนายความตัดสินใจเลือกใช้ระบบบริการออนไลน์ด้วยการลงทะเบียน และได้รับการยอมรับจากศาลชั้นต้นว่าให้เป็นผู้ใช้ระบบได้แล้ว ศาลชั้นต้นก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการในระบบบริการดังกล่าวให้ตลอดและเป็นไปตามเจตนารมณ์และความคาดหวังดังกล่าว ทั้งเพื่อมิให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความผิดพลาดในการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างศาลกับตัวความหรือทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้คัดค้านซึ่งเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 15.32 นาฬิกา ว่า ในช่อง การดำเนินการ/คำสั่งศาล/หมายเหตุ ของในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ยังไม่ปรากฏข้อความแจ้งคำสั่งศาลตามที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ 35 จึงจะถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบคำสั่งศาลแล้วหรือมีการแจ้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองมีความเห็นยืนตามกันมาว่าผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 กันยายน 2565 ที่สั่งว่า ผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งตามคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ลงวันที่ 9 กันยายน 2565 ของผู้คัดค้านต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย น.
ผู้คัดค้าน — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นางสาวพัชมณ งามลำยวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวัชรินทร์ สงห้อง
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2568
#713895
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ข้อ 7 มีความว่า การยื่นคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางระบบ หากกระทำเสร็จสมบูรณ์นอกเวลาทำการปกติหรือนอกวันทำการปกติของศาล ให้ถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกหรือวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป ทั้งนี้ ให้ถือตามเวลาของระบบ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในเวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 9 กันยายน 2565 อันเป็นเวลาแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป และตามข้อ 40 วรรคสาม เจ้าหน้าที่ศาลต้องพิมพ์คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ออกจากระบบโดยเร็วแต่ไม่เกินสามวันทำการนับแต่วันได้รับหลักฐานการชำระเงิน และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอต่อศาลโดยเร็ว เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้วให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลก็ได้พิมพ์คำร้องดังกล่าวออกแล้วเสนอศาลมีคำสั่งในวันเดียวกัน และตามข้อ 41 เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการนำเข้าข้อมูลคำสั่งศาลในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) เพื่อแจ้งคำสั่งของศาลให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ใช้ระบบทราบ เมื่อประกาศดังกล่าวมีข้อความกำหนดไว้เช่นนี้ กรณีจะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลก็ต่อเมื่อมีการแจ้งคำสั่งผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) แล้ว ทั้งนี้ตามข้อ 35 ซึ่งมีความว่า ผู้ใช้ระบบมีหน้าที่ติดตามผลคำสั่งเกี่ยวกับคำคู่ความและ/หรือเอกสารที่ผู้ใช้ระบบยื่นทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ดังนั้น ในกรณีนี้จะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเข้าข้อมูลในระบบเพื่อแจ้งคำสั่งของศาลทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ให้ผู้คัดค้านทราบ และเมื่อผู้คัดค้านเลือกใช้ระบบนี้แล้ว ผู้คัดค้านก็ไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ อีกเพื่อหาทางรับทราบคำสั่งศาลด้วยวิธีอื่น ๆ ดังเช่นกรณีการยื่น การส่ง และการแจ้งคำสั่งในกรณีปกติที่เคยปฏิบัติ เนื่องจากเจตนารมณ์ของศาลยุติธรรมในการนำระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) มาใช้งานก็เพื่อการบริการและอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่ตัวความและทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้คัดค้านซึ่งเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 15.32 นาฬิกา ว่า ในช่อง การดำเนินการ/คำสั่งศาล/หมายเหตุ ของในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ยังไม่ปรากฏข้อความแจ้งคำสั่งศาลตามที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ 35 จึงจะถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบคำสั่งศาลแล้วหรือมีการแจ้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน เมื่อถึงวันนัดไต่สวน ผู้คัดค้านไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านขาดนัดพิจารณา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวน และให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน แต่ผู้คัดค้านมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาล วันที่ 21 กันยายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7050 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

วันที่ 29 กันยายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้อง ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ (ที่ถูก ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ว่า ผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติฟังได้ว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ผ่านทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นพิมพ์คำร้องออกจากระบบแล้วนำเสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ 9 กันยายน 2565 ว่า ให้นัดไต่สวน และให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ ให้แถลงภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำสั่งศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่า ผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 68 บัญญัติให้การยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสารที่คู่ความกระทำต่อศาล รวมทั้งการแจ้งคำสั่งของศาลไปยังคู่ความอาจดำเนินการโดยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และเมื่อข้อกำหนดนั้นได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ซึ่งข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ข้อ 12 มีความว่า การยื่นคำคู่ความอื่น ๆ หรือเอกสารทางคดีอื่นใด อันนอกจากคำฟ้องตั้งต้นคดี ตามที่ได้กำหนดไว้เพิ่มเติมในประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ให้นำขั้นตอนและวิธีการในการยื่นคำฟ้องมาบังคับใช้โดยอนุโลม และข้อ 19 มีความว่า ให้สำนักงานศาลยุติธรรมออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดนี้ ต่อมาสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ซึ่งข้อ 7 มีความว่า การยื่นคำคู่ความและ/หรือเอกสารทางระบบ หากกระทำเสร็จสมบูรณ์นอกเวลาทำการปกติหรือนอกวันทำการปกติของศาล ให้ถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกหรือวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป ทั้งนี้ ให้ถือตามเวลาของระบบ ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ในวันที่ 8 กันยายน 2565 เวลา 17 : 25 : 02 นาฬิกา จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในเวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 9 กันยายน 2565 อันเป็นเวลาแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป และตามข้อ 40 วรรคสาม เจ้าหน้าที่ศาลต้องพิมพ์คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ออกจากระบบโดยเร็วแต่ไม่เกินสามวันทำการนับแต่วันได้รับหลักฐานการชำระเงิน และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอต่อศาลโดยเร็ว เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้วให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลก็ได้พิมพ์คำร้องดังกล่าวออกแล้วเสนอศาลมีคำสั่งในวันเดียวกัน และตามข้อ 41 เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการนำเข้าข้อมูลคำสั่งศาลในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) เพื่อแจ้งคำสั่งของศาลให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ใช้ระบบทราบ เมื่อประกาศดังกล่าวมีข้อความกำหนดไว้เช่นนี้ กรณีจะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลก็ต่อเมื่อมีการแจ้งคำสั่งผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) แล้ว ทั้งนี้ตามข้อ 35 ซึ่งมีความว่า ผู้ใช้ระบบมีหน้าที่ติดตามผลคำสั่งเกี่ยวกับคำคู่ความและ/หรือเอกสารที่ผู้ใช้ระบบยื่นทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ดังนั้น ในกรณีนี้จะถือว่าผู้คัดค้านทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเข้าข้อมูลในระบบเพื่อแจ้งคำสั่งของศาลทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ให้ผู้คัดค้านทราบ และเมื่อผู้คัดค้านเลือกใช้ระบบนี้แล้ว ผู้คัดค้านก็ไม่จำต้องดำเนินการใด ๆ อีกเพื่อหาทางรับทราบคำสั่งศาลด้วยวิธีอื่น ๆ ดังเช่นกรณีการยื่น การส่ง และการแจ้งคำสั่งในกรณีปกติที่เคยปฏิบัติ เนื่องจากเจตนารมณ์ของศาลยุติธรรมในการนำระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) มาใช้งานก็เพื่อการบริการและอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่ตัวความและทนายความ เมื่อตัวความและทนายความตัดสินใจเลือกใช้ระบบบริการออนไลน์ด้วยการลงทะเบียน และได้รับการยอมรับจากศาลชั้นต้นว่าให้เป็นผู้ใช้ระบบได้แล้ว ศาลชั้นต้นก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการในระบบบริการดังกล่าวให้ตลอดและเป็นไปตามเจตนารมณ์และความคาดหวังดังกล่าว ทั้งเพื่อมิให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความผิดพลาดในการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างศาลกับตัวความหรือทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้คัดค้านซึ่งเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 15.32 นาฬิกา ว่า ในช่อง การดำเนินการ/คำสั่งศาล/หมายเหตุ ของในระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ยังไม่ปรากฏข้อความแจ้งคำสั่งศาลตามที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ 35 จึงจะถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบคำสั่งศาลแล้วหรือมีการแจ้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองมีความเห็นยืนตามกันมาว่าผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 กันยายน 2565 ที่สั่งว่า ผู้คัดค้านทิ้งคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งตามคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ลงวันที่ 9 กันยายน 2565 ของผู้คัดค้านต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย น.
ผู้คัดค้าน — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นางสาวพัชมณ งามลำยวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวัชรินทร์ สงห้อง
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1174/2568
#713893
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบคำขอรับสินเชื่อจำเลยระบุว่าสมัครด้วยบัตรเครดิต ไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงรับสินเชื่อซื้อสินค้าและรับสินเชื่อเป็นเงินสด ตามคำฟ้องเป็นการใช้บัตรเครดิตชำระราคาสินค้าและเบิกถอนเงินสด แม้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสินเชื่อที่ได้รับโดยใช้บัตรที่บริษัท จ. ออกให้จำเลย แต่สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามฟ้องไม่ได้เกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตของจำเลยซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินสดแล้วบริษัทออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยอ้าง ทั้งการที่จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสดตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากบริษัท จ. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,748 บาท มีกำหนด 24 เดือน จึงเป็นการชำระเงินผ่อนคืนทุนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยให้การแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้บัตรเครดิตตามความเข้าใจของจำเลยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. 193/33 (2) ก็ตาม แต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ประกอบกับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลตรวจสอบคำให้การของจำเลย หากศาลเห็นว่าคำให้การไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า หนี้สินเชื่อกู้ยืมตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 52,269.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 27,325.32 บาท นับถัดจากวันที่ 11 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 36,760.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 27,325.32 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มีนาคม 2564) ต้องไม่เกิน 15,508.63 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อจากบริษัท จ. ซึ่งตกลงรับจำเลยเป็นสมาชิกโดยออกบัตรสมาชิกหมายเลข 1133 0505 5811 xxxx ให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยนำบัตรสมาชิกดังกล่าวไปใช้ซื้อสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบริษัท จ. ในวงเงิน 12,290 บาท และวันที่ 9 เมษายน 2555 จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสด ระบุจำนวนเงิน 40,000 บาท ส่วนเงื่อนไขการรับเงินในช่องที่ระบุว่าธนาคารที่ต้องการให้โอนเงินเข้าบัญชี ไม่ได้ระบุว่าธนาคารใด ระบุเพียงสาขาห้วยยอด ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 327226xxxx โดยมีสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ธ. สาขาห้วยยอด ชื่อบัญชีจำเลย เลขที่บัญชี 327-2-26xxx-x แนบประกอบ ซึ่งตรงกับเลขที่บัญชีและสาขาที่ระบุในใบสมัครขอสินเชื่อเงินสดดังกล่าว และจำเลยยังลงลายมือชื่อในใบสมัครขอสินเชื่อเงินสดพร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและสำเนาบัตรระบุหมายเลขสมาชิกของจำเลย โจทก์รับโอนสินเชื่อของจำเลยจากบริษัท จ.

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติเพียงว่า ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือจะไม่สมบูรณ์ และการโอนนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอมด้วยในการโอนโดยทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ ไม่ได้บัญญัติว่าการโอนนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน ดังนั้น เมื่อบริษัท จ. โอนสิทธิเรียกร้องสินเชื่อให้แก่โจทก์ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวก็สมบูรณ์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการที่สองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามใบคำขอรับสินเชื่อจำเลยระบุในใบคำขอดังกล่าวว่าสมัครด้วยบัตรเครดิต ไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงรับสินเชื่อซื้อสินค้าและรับสินเชื่อเป็นเงินสดตามคำฟ้องเป็นการใช้บัตรเครดิตชำระราคาสินค้าและเบิกถอนเงินสด แม้จำเลยสามารถเบิกถอนเงินสินเชื่อที่ได้รับโดยใช้บัตรที่บริษัท จ. ออกให้จำเลย แต่สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามฟ้องไม่ได้เกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตของจำเลยซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินสดแล้วบริษัท จ. ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยอ้าง ทั้งการที่จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสดตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากบริษัท จ. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทดังกล่าวเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,748 บาท มีกำหนด 24 เดือน จึงเป็นการชำระเงินผ่อนคืนทุนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยให้การแล้วว่า หนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้บัตรเครดิตตามความเข้าใจของจำเลยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ก็ตาม แต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลตรวจคำให้การของจำเลย หากศาลเห็นว่าคำให้การไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า หนี้สินเชื่อกู้ยืมเงินตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์นำสืบว่า จำเลยชำระหนี้มาโดยตลอดนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2558 โดยยอดหนี้ลดลงมาตลอดจากต้นเงิน 50,000 บาท ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2558 เหลือ 27,325.32 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำนวน 1,000 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ที่ค้างชำระในส่วนของค่าธรรมเนียมอื่นแล้วจำเลยยังต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ 36,760.69 บาท ส่วนจำเลยให้การและนำสืบว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยชำระหนี้ดังกล่าว ได้ความจากว่าที่ร้อยตรีหญิงณัฐยา ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ว่า ใบแจ้งยอดบัญชีฉบับสุดท้ายที่ส่งให้แก่จำเลยลงวันที่ 11 ธันวาคม 2558 แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงไม่ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยอีก โดยมีข้อมูลการรับเงินครั้งสุดท้ายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำนวน 1,000 บาท แต่ไม่ทราบว่าใครจ่ายเงิน 1,000 บาท ดังนั้น เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดหนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2558 เป็นต้นมา แต่หลังจากโจทก์รับโอนหนี้ของจำเลยมาจากการรับโอนกิจการบัตรสินเชื่อเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 โจทก์อ้างว่ามีการจ่ายเงิน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ชำระหนี้ของจำเลย โดยไม่ทราบว่าใครจ่ายเงินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่จำเลยซึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลานานแล้ว แต่หลังจากโจทก์รับโอนหนี้ของจำเลยมาแล้ว กลับมีการจ่ายเงินเพียง 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ชำระหนี้ของจำเลย และโจทก์นำไปหักชำระค่าธรรมเนียมอื่นที่ค้างชำระ โดยโจทก์เป็นผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นมาเอง เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยและไม่สมเหตุผล จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยจ่ายเงิน 1,000 บาท ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2558 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 11 มีนาคม 2564 เกิน 5 ปี นับแต่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 306 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตรัง — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี หาญไพโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1174/2568
#717662
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามฟ้องไม่ได้เกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตของจำเลยซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินสดแล้วบริษัทออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยอ้าง การที่จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสดตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากบริษัท จ. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,748 บาท มีกำหนด 24 เดือน จึงเป็นการชำระเงินผ่อนคืนทุนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยให้การแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้บัตรเครดิตตามความเข้าใจของจำเลยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. 193/33 (2) ก็ตาม แต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ประกอบกับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลตรวจสอบคำให้การของจำเลย หากศาลเห็นว่าคำให้การไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า หนี้สินเชื่อกู้ยืมตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 52,269.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 27,325.32 บาท นับถัดจากวันที่ 11 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 36,760.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 27,325.32 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มีนาคม 2564) ต้องไม่เกิน 15,508.63 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อจากบริษัท จ. ซึ่งตกลงรับจำเลยเป็นสมาชิกโดยออกบัตรสมาชิกหมายเลข 1133 0505 5811 xxxx ให้แก่ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยนำบัตรสมาชิกดังกล่าวไปใช้ซื้อสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบริษัท จ. ในวงเงิน 12,290 บาท และวันที่ 9 เมษายน 2555 จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสด ระบุจำนวนเงิน 40,000 บาท ส่วนเงื่อนไขการรับเงินในช่องที่ระบุว่าธนาคารที่ต้องการให้โอนเงินเข้าบัญชี ไม่ได้ระบุว่าธนาคารใด ระบุเพียงสาขาห้วยยอด ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 327226xxxx โดยมีสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ธ. สาขาห้วยยอด ชื่อบัญชีจำเลย เลขที่บัญชี 327-2-26xxx-x แนบประกอบ ซึ่งตรงกับเลขที่บัญชีและสาขาที่ระบุในใบสมัครขอสินเชื่อเงินสดดังกล่าว และจำเลยยังลงลายมือชื่อในใบสมัครขอสินเชื่อเงินสดพร้อมกับแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและสำเนาบัตรระบุหมายเลขสมาชิกของจำเลย โจทก์รับโอนสินเชื่อของจำเลยจากบริษัท จ.

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามฟ้องไม่ได้เกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตของจำเลยซื้อสินค้าและเบิกถอนเงินสดแล้วบริษัท จ. ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยอ้าง การที่จำเลยสมัครขอรับสินเชื่อเงินสดตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยกู้ยืมเงินจากบริษัท จ. โดยมีข้อตกลงให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนแก่บริษัทดังกล่าวเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,748 บาท มีกำหนด 24 เดือน จึงเป็นการชำระเงินผ่อนคืนทุนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เมื่อจำเลยให้การแล้วว่า หนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้บัตรเครดิตตามความเข้าใจของจำเลยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ก็ตาม แต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลตรวจคำให้การของจำเลย หากศาลเห็นว่าคำให้การไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า หนี้สินเชื่อกู้ยืมเงินตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์นำสืบว่า จำเลยชำระหนี้มาโดยตลอดนับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2558 โดยยอดหนี้ลดลงมาตลอดากต้นเงิน 50,000 บาท ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2558 เหลือ 27,325.32 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำนวน 1,000 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ที่ค้างชำระในส่วนของค่าธรรมเนียมอื่นแล้วจำเลยยังต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ 36,760.69 บาท ส่วนจำเลยให้การและนำสืบว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยชำระหนี้ดังกล่าว ได้ความจากว่าที่ร้อยตรีหญิงณัฐยา ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ว่า ใบแจ้งยอดบัญชีฉบับสุดท้ายที่ส่งให้แก่จำเลยลงวันที่ 11 ธันวาคม 2558 แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้จึงไม่ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยอีก โดยมีข้อมูลการรับเงินครั้งสุดท้ายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำนวน 1,000 บาท แต่ไม่ทราบว่าใครจ่ายเงิน 1,000 บาท ดังนั้น เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดหนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2558 เป็นต้นมา แต่หลังจากโจทก์รับโอนหนี้ของจำเลยมาจากการรับโอนกิจการบัตรสินเชื่อเพาเวอร์บายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 โจทก์อ้างว่ามีการจ่ายเงิน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ชำระหนี้ของจำเลย โดยไม่ทราบว่าใครจ่ายเงินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่จำเลยซึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลานานแล้ว แต่หลังจากโจทก์รับโอนหนี้ของจำเลยมาแล้ว กลับมีการจ่ายเงินเพียง 1,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ชำระหนี้ของจำเลย และโจทก์นำไปหักชำระค่าธรรมเนียมอื่นที่ค้างชำระ โดยโจทก์เป็นผู้จัดทำเอกสารขึ้นมาเอง เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยและไม่สมเหตุผล จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยจ่ายเงิน 1,000 บาท ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2558 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 11 มีนาคม 2564 เกิน 5 ปี นับแต่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตรัง — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี หาญไพโรจน์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2568
#721945
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์...ยักยอก...ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" และมาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยเบียดบังเอารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ราคา 1,300,000 บาท ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปอันเป็นความผิดฐานยักยอกและโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ส่วนของโจทก์ร่วม ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 43 ให้อำนาจไว้ จำเลยจึงต้องคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในรถยนต์ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งคิดเป็นจำนวน 650,000 บาท เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 268, 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของผู้เสียหาย 750,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายโชติ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคแรก, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมเองให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง), 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 375,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 750,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยฎีกาว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ เป็นกรรมสิทธิ์และสินส่วนตัวของจำเลย โจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายข้างต้น เมื่อจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ ว่าเหตุใดจึงเป็นสินสมรส ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์มาจากที่ใด และทำไมมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ประกอบกับหากเป็นดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น จำเลยต้องรับผิดชดใช้ราคาแทนกึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 650,000 บาท ตามที่บรรยายฟ้อง มิใช่ 750,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องกับคำขอท้ายฟ้องในความผิดฐานยักยอกจึงขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเคลือบคลุม นั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่าเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของการกระทำความผิดฐานยักยอกว่า จำเลยได้รับมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ ราคา 1,300,000 บาท พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไว้ในครอบครองของจำเลยแทนโจทก์ร่วม แล้วจำเลยเบียดบังเอารถยนต์คันดังกล่าวซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรถยนต์ดังกล่าวในเรื่องที่ว่าเหตุใดจึงเป็นสินสมรส ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์มาจากที่ใด และทำไมมีราคาถึง 1,300,000 บาท นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และโจทก์ร่วมสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ราคาแทนกึ่งหนึ่งดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อฟ้องโจทก์ในความผิดฐานยักยอกชอบด้วยกฎหมายและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 750,000 บาท แก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์...ยักยอก...ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" และมาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยเบียดบังเอารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ ราคา 1,300,000 บาท ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปอันเป็นความผิดฐานยักยอกและโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ส่วนของโจทก์ร่วม ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ให้อำนาจไว้ จำเลยจึงต้องคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในรถยนต์ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งคิดเป็นจำนวน 650,000 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 750,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ายหนี้ค่ารถยนต์ดังกล่าวแทนโจทก์ร่วมไปกึ่งหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธินำมูลหนี้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษานั้น ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัยและจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 650,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นาย ช.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
โสภณ พรหมสุวรรณ
พรชัย พุ่มกำพล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568
#714813
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ดังนั้น ลักษณะสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องเป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จสิ้นไปและคู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งแล้ว เป็นสัญญาที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราดได้ทำการไกล่เกลี่ยเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ผู้ถูกร้องกับจำเลยทั้งสี่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสี่ตกลงจะชำระหนี้ต้นเงินกู้ 1,930,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โดยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ไม่เกิน 39 งวด นับแต่งวดสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไป โจทก์ยินยอมไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีใดต่อกันตามสัญญากู้เงินที่มีก่อนหน้านี้ และจะผูกพันต่อกันตามสัญญานี้ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงระงับข้อพิพาทในเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งมีมาก่อนวันทำสัญญาให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นฝ่ายยอมผ่อนผันเพียงฝ่ายเดียวแต่อย่างใด สัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 850 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,766,452 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,580,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,766,452 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,580,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา จำเลยทั้งสี่ทำสัญญากู้เงินโจทก์หลายครั้งหลายฉบับ ต่อมาจำเลยทั้งสี่ไปติดต่อศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัดตราดเพื่อขอให้ทำการไกล่เกลี่ย แต่ได้รับคำแนะนำให้ไปร้องขอที่สำนักงานอัยการจังหวัดตราด ครั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2562 โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ทำสัญญากันที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราด โดยมีสาระสำคัญว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา จำเลยทั้งสี่ทำสัญญากู้เงินโจทก์หลายฉบับ รวมหนี้เงินต้น 1,930,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยแล้วประมาณ 2,900,000 บาทเศษ ปัจจุบันจำเลยทั้งสี่มิได้ชำระดอกเบี้ย จึงเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ดังกล่าว และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันว่าจำเลยทั้งสี่ยอมผ่อนชำระหนี้ต้นเงินคืนแก่โจทก์เป็นงวดภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท และชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 39 งวด ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่ง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์รวม 7 งวด เป็นเงินรวม 350,000 บาท แล้วไม่ชำระอีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่ง เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ดังนั้น ลักษณะสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องเป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จสิ้นไปและคู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งแล้ว เป็นสัญญาที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดตราดได้ทำการไกล่เกลี่ยเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ผู้ถูกร้องกับจำเลยทั้งสี่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสี่ตกลงจะชำระหนี้ต้นเงินกู้ 1,930,000 บาท ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โดยผ่อนชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ไม่เกิน 39 งวด นับแต่งวดสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไป โจทก์ยินยอมไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ และคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีใดต่อกันตามสัญญากู้เงินที่มีก่อนหน้านี้ และจะผูกพันต่อกันตามสัญญานี้ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงระงับข้อพิพาทในเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งมีมาก่อนวันทำสัญญาให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นฝ่ายยอมผ่อนผันเพียงฝ่ายเดียวแต่อย่างใด สัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่ง จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งว่า มูลหนี้เดิมเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสี่กู้เงินไปจากโจทก์หลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา คิดเป็นต้นเงินกู้รวม 1,930,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และจำเลยทั้งสี่ได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปแล้วรวม 2,900,000 บาทเศษ แต่ยังมิได้ชำระต้นเงิน อีกทั้งในชั้นสืบพยานโจทก์เบิกความรับว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่ง จำเลยทั้งสี่ชำระผลตอบแทนการกู้เงินให้แก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2562 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงรับฟังได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งดังกล่าวว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และจำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 2,900,000 บาทเศษ ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จากจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ประกอบกับการเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมด เมื่อข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะแล้ว จำเลยทั้งสี่ไม่อาจเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้ ส่วนโจทก์ผู้ให้กู้ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย กรณีต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสี่ชำระให้แก่โจทก์ 2,900,000 บาทเศษ ไปหักชำระต้นเงินกู้ซึ่งไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วมีจำนวนมากกว่าหนี้ต้นเงินกู้ ย่อมไม่มีมูลหนี้เงินกู้ที่จะบังคับกันได้ตามกฎหมายอีกต่อไป และไม่ก่อให้เกิดหนี้ที่จะให้จำเลยทั้งสี่จะต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องเงินกู้กับโจทก์แต่อย่างใด เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความข้อพิพาททางแพ่งไม่มีมูลหนี้ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายเจนณรงค์ อุปเถย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ปรีชา เชิดชู
อัจฉรา วริวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2568
#720870
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ แม้การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10), 51 ความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา 25 (1), 58 และความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม ตามมาตรา 25 (2), 59 จะเป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษแตกต่างกันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทั้งสามข้อด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำความผิดทั้งสามข้อจึงเป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาหารไม่บริสุทธิ์ และอาหารปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่การกระทำความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 6, 25, 26, 27, 51, 58, 59 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (1) (2), 51, 58, 59 (ที่ถูก ต้องปรับบท มาตรา 6 (10) ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 59 (ที่ถูกต้องปรับบทมาตรา 25 (2) ด้วย) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรจำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย แม้ความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10) ตามฟ้องข้อ 2.1 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10), 51 ความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารไม่บริสุทธิ์ตามฟ้องข้อ 2.2 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (1), 58 และความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอมตามฟ้องข้อ 2.3 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (2), 59 จะเป็นความผิดที่มีองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษแตกต่างกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามฟ้องทั้งสามข้อดังกล่าวในวันเดียวกันและเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดและยี่ห้อเดียวกัน อีกทั้งไม่ปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทั้งสามข้อด้วยเจตนาต่างกัน การกระทำของจำเลยตามฟ้องทั้งสามข้อดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาหารไม่บริสุทธิ์ และอาหารปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ม. 6 (10) ม. 25 (1) ม. 25 (2) ม. 51 ม. 58 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายชัช โชชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายศรัณย์ พรหมสุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
วรรณดี วิไลรัตน์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
อำนวย โอภาพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568
#712892
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง

ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองอีกตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุกคนละ 32 ปี แต่ให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก 14 วรรคหนึ่ง (1))

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองไม่โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มแชร์และวงออมเงินใช้หรือเคยใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อว่า "ภ." และ "P." โจทก์ที่ 1 มีชื่อบัญชีผู้ใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ว่า "ม." และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. โจทก์ที่ 2 มีชื่อบัญชีผู้ใช้แอปพลิเคชันไลน์ว่า "พ." และเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร ก. บัญชีธนาคาร อ. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนายนิคม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2563 โจทก์ที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 5 ครั้ง เป็นเงินรวม 450,000 บาท และโจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 เละที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 4 ครั้ง เป็นเงินรวม 260,000 บาท สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องดังกล่าวมีบทกฎหมายเพื่อประสงค์จะคุ้มครองโจทก์ทั้งสองและบุคคลทั่วไป การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนร่วมรับรู้ในการกระทำทำความผิด หรือไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนในการเป็นผู้ใช้หรือสนับสนุนหรือรู้ในการกระทำผิดหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสองกระทำมีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ ซึ่งเป็นวิธีในการหลอกลวงอย่างหนึ่งของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใดๆที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองอีกตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม. กับพวก
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายพรรษวุฒิ ฉิมไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568
#717661
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการโพสต์ข้อความในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ชักชวนให้ฝากออมเงินพร้อมเสนอผลตอบแทนสูง โดยปกปิดความจริงว่าไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง แต่ใช้วิธีหมุนเวียนเงินจากผู้ฝากรายใหม่ไปจ่ายให้รายเก่า การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสองโดยหลงเชื่อกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนร่วมกับจำเลยทั้งสองในการกระทำความผิด หรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือรู้เห็นกับการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจฟ้อง

ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้น ความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อ และแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์และข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุกคนละ 32 ปี แต่ให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก 14 วรรคหนึ่ง (1))

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองไม่โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มแชร์และวงออมเงินใช้หรือเคยใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อว่า "ภ." และ "P." โจทก์ที่ 1 มีชื่อบัญชีผู้ใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ว่า "ม." โจทก์ที่ 2 มีชื่อบัญชีผู้ใช้แอปพลิเคชันไลน์ว่า "พ." จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2563 โจทก์ที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 5 ครั้ง เป็นเงินรวม 450,000 บาท และโจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 เละที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 4 ครั้ง เป็นเงินรวม 260,000 บาท สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมีบทกฎหมายเพื่อประสงค์จะคุ้มครองโจทก์ทั้งสองและบุคคลทั่วไป การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนร่วมรับรู้ในการกระทำความผิด หรือไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนในการเป็นผู้ใช้หรือสนับสนุนหรือรู้ในการกระทำผิดหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสองกระทำมีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ ซึ่งเป็นวิธีในการหลอกลวงอย่างหนึ่งของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้น ความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม. กับพวก
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายพรรษวุฒิ ฉิมไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568
#715035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียนสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 9

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 6, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 123/2565 ของศาลชั้นต้น และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 124/2565 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 746/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 66 กระทง จำเลยที่ 7 เป็นความผิด 4 กระทง ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 396 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ยกคำขอในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียงสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสิทธิรัตน์ ศรีธรธีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวรยศ เอกะกุล
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568
#717660
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียงสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้ว โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลย่อมมีอำนาจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 9

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 6, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 123/2565 ของศาลชั้นต้น และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 124/2565 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 746/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 66 กระทง จำเลยที่ 7 เป็นความผิด 4 กระทง ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 396 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ยกคำขอในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียงสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสิทธิรัตน์ ศรีธรธีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวรยศ เอกะกุล
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2568
#721944
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์แทน ซึ่งโจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยโดยตรงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และมาตรา 44 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เท่านั้น หากโจทก์ร่วมจะเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอย่างอื่นนอกจากการใช้ราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์ร่วมจะต้องใช้สิทธิโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีนี้ด้วย แม้จำเลยยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วม 11,500 บาท ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วมได้ เนื่องจากเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 43, 44, 44/1 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 1 กช xxxx หรือใช้ราคา 38,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยนำเงินมาวางต่อศาล 31,500 บาท เพื่อใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่โจทก์ร่วมบางส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 1 กช xxxx หรือใช้ราคาแทน 18,500 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยใช้ราคารถจักรยานยนต์แทน 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดราคารถจักรยานยนต์ที่จำเลยต้องใช้แทน 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่าคดีนี้โจทก์เรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ 38,500 บาท และจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่ายอมชำระเงินเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วมอีก 11,500 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 50,000 บาท เมื่อจำเลยวางเงินต่อศาลเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมแล้วจำนวน 31,500 บาท จำเลยจึงต้องชำระราคาใช้แทนแก่โจทก์ร่วม 18,500 บาท เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์แทน ซึ่งโจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 44 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เท่านั้น หากโจทก์ร่วมจะเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอย่างอื่นนอกจากการใช้ราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์ร่วมจะต้องใช้สิทธิโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีนี้ด้วย แม้จำเลยยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วม 11,500 บาท ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วมได้ เนื่องจากเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43, 44, 44/1 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดราคารถจักรยานยนต์ที่จำเลยต้องใช้แทน 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์ร่วมอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ตลอดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการหาเงินมาผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจะเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานและจำเลยผิดนัดหลายครั้งตามที่โจทก์ร่วมอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่จำเลยก็พยายามขวนขวายหาเงินมาชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมรวมเป็นจำนวนเงิน 31,500 บาท คงขาดราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ตามที่โจทก์ขอมาอีกเพียง 7,000 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยเป็นโทษจำคุกระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้วยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษก็ยากที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ และตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่าจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตนเป็นพลเมืองดี ประกอบกับจำเลยมีบุคคลในครอบครัวที่ต้องอุปการะดูแล การรอการลงโทษจำคุกไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า จึงรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น นับว่าชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 ม. 44/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
อภิชาต ภมรบุตร
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2568
#714139
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้คัดค้านหรือทนายความของผู้คัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 74 บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลโดยมิได้ส่งหมายนัดดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมาย ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 79 ทำให้การประกาศแจ้งวันนัดดังกล่าวไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่าง ๆ เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ แล้วอ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังใหม่ต่อไปตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 27 บัญญัติให้อำนาจไว้ และระยะเวลาอุทธรณ์จะเริ่มนับต่อเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังโดยชอบเท่านั้น เมื่อการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านฟังเป็นไปโดยไม่ชอบ ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงยังไม่เริ่มนับ และยังไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้านแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 76116 บางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านจนเสร็จและนัดฟังคำสั่งในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า นัดฟังคำสั่งวันนี้ ทนายผู้ร้องมาศาล ส่วนผู้คัดค้านทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา เนื่องจากการพิจารณาทำคำสั่งยังไม่แล้วเสร็จ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2565 เวลา 9 นาฬิกา ปิดประกาศแจ้งวันนัดให้ผู้คัดค้านทราบที่หน้าศาล เมื่อถึงวันนัดวันที่ 13 ธันวาคม 2565 เวลา 9 นาฬิกา ผู้ร้องและทนายผู้ร้องมาศาล ส่วนผู้คัดค้านไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องฟังและถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังตามกฎหมายแล้ว โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องนำรังวัด เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 3 งาน 00.6 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

วันที่ 16 มกราคม 2566 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องอ้างว่า เดิมศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9 นาฬิกา ในวันดังกล่าวทนายผู้คัดค้านมาศาล เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์แจ้งว่าสำนวนศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5) ยังไม่ส่งกลับมา หากกลับมาจะแจ้งให้ทราบ ทนายผู้คัดค้านจึงรีบเดินทางกลับเพราะมีธุระเตรียมคดีอื่น ในวันยื่นคำร้องนี้จึงตรวจพบว่าศาลอ่านคำพิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 โดยศาลปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบที่หน้าศาล ผู้คัดค้านไม่มีเจตนาที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาแต่เป็นเพราะไม่ทราบวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาเนื่องจากศาลไม่มีหมายนัดแจ้งให้ผู้คัดค้านมาฟัง จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องฟังและถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังวันที่ 13 ธันวาคม 2565 จึงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ผู้คัดค้านไม่อาจขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายให้แก่ผู้คัดค้าน ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 เป็นการไม่ชอบนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้คัดค้านได้บรรยายเหตุที่ผู้คัดค้านไม่มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 ไว้แล้วว่า ผู้คัดค้านไม่มีเจตนาที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาแต่เป็นเพราะไม่ทราบวันที่ศาลนัดเนื่องจากศาลไม่มีหมายนัดแจ้งให้ผู้คัดค้านมาฟัง โดยศาลปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบที่หน้าศาล จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน ดังนี้ ถือว่าผู้คัดค้านได้ยกปัญหาที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายให้แก่ผู้คัดค้านขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า การแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้คัดค้านหรือทนายความของผู้คัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลโดยมิได้ส่งหมายนัดดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมาย ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ทำให้การประกาศแจ้งวันนัดดังกล่าวไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่าง ๆ เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 แล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ แล้วอ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังใหม่ต่อไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 บัญญัติให้อำนาจไว้ และระยะเวลาอุทธรณ์จะเริ่มนับต่อเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังโดยชอบเท่านั้น เมื่อการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านฟังเป็นไปโดยไม่ชอบ ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงยังไม่เริ่มนับ และยังไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้านแต่อย่างใด เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาลและการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่อ่านให้ผู้คัดค้านฟัง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 ม. 79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย น.
ผู้คัดค้าน — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปาลทองแท่ง ศรุจชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวยุภา พรหมดวง
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2568
#717659
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้คัดค้านหรือทนายความของผู้คัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๗๔ บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลโดยมิได้ส่งหมายนัดดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมาย ขัดต่อ มาตรา ๗๙ ทำให้การประกาศแจ้งวันนัดดังกล่าวไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่าง ๆ เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ชอบที่จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ แล้วอ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังใหม่ต่อไปตามที่ มาตรา ๒๗ บัญญัติให้อำนาจไว้ และระยะเวลาอุทธรณ์จะเริ่มนับต่อเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังโดยชอบเท่านั้น เมื่อการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านฟังเป็นไปโดยไม่ชอบ ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงยังไม่เริ่มนับ และยังไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 76116 บางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านจนเสร็จและนัดฟังคำสั่งในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า นัดฟังคำสั่งวันนี้ ทนายผู้ร้องมาศาล ส่วนผู้คัดค้านทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา เนื่องจากการพิจารณาทำคำสั่งยังไม่แล้วเสร็จ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2565 เวลา 9 นาฬิกา ปิดประกาศแจ้งวันนัดให้ผู้คัดค้านทราบที่หน้าศาล เมื่อถึงวันนัดวันที่ 13 ธันวาคม 2565 เวลา 9 นาฬิกา ผู้ร้องและทนายผู้ร้องมาศาล ส่วนผู้คัดค้านไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องฟังและถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังตามกฎหมายแล้ว โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องนำรังวัด เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 3 งาน 00.6 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

วันที่ 16 มกราคม 2566 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องอ้างว่า เดิมศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9 นาฬิกา ในวันดังกล่าวทนายผู้คัดค้านมาศาล เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์แจ้งว่าสำนวนศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5) ยังไม่ส่งกลับมา หากกลับมาจะแจ้งให้ทราบ ทนายผู้คัดค้านจึงรีบเดินทางกลับเพราะมีธุระเตรียมคดีอื่น ในวันยื่นคำร้องนี้จึงตรวจพบว่าศาลอ่านคำพิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 โดยศาลปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบที่หน้าศาล ผู้คัดค้านไม่มีเจตนาที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาแต่เป็นเพราะไม่ทราบวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาเนื่องจากศาลไม่มีหมายนัดแจ้งให้ผู้คัดค้านมาฟัง จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องฟังและถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังวันที่ 13 ธันวาคม 2565 จึงพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ผู้คัดค้านไม่อาจขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายให้แก่ผู้คัดค้าน ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 เป็นการไม่ชอบนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้คัดค้านได้บรรยายเหตุที่ผู้คัดค้านไม่มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 ไว้แล้วว่า ผู้คัดค้านไม่มีเจตนาที่จะไม่มาฟังคำพิพากษาแต่เป็นเพราะไม่ทราบวันที่ศาลนัดเนื่องจากศาลไม่มีหมายนัดแจ้งให้ผู้คัดค้านมาฟัง โดยศาลปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบที่หน้าศาล จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน ดังนี้ ถือว่าผู้คัดค้านได้ยกปัญหาที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายให้แก่ผู้คัดค้านขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยปิดประกาศที่หน้าศาลแทนการส่งหมายให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการชอบด้วย มาตรา 79 หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ ตามมาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น และเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า การแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้คัดค้านหรือทนายความของผู้คัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนตามที่มาตรา 74 บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลโดยมิได้ส่งหมายนัดดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมาย ขัดต่อมาตรา 79 ทำให้การประกาศแจ้งวันนัดดังกล่าวไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่าง ๆ เฉพาะส่วนของผู้คัดค้านที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะมีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบ แล้วอ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังใหม่ต่อไปตามที่ มาตรา 27 บัญญัติให้อำนาจไว้ และระยะเวลาอุทธรณ์จะเริ่มนับต่อเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังโดยชอบเท่านั้น เมื่อการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ผู้คัดค้านฟังเป็นไปโดยไม่ชอบ ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงยังไม่เริ่มนับ และยังไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้าน เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านทราบโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาลและการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่อ่านให้ผู้คัดค้านฟัง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านฟังใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 ม. 79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย น.
ผู้คัดค้าน — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปาลทองแท่ง ศรุจชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวยุภา พรหมดวง
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568
#716303
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 ทวิ/1 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 187,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 10 เมษายน 2564 (ที่ถูก วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 436,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 507,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่กำหนดให้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 497,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถอยู่ในทางเดินรถทางโท เมื่อถึงทางร่วมทางแยกจะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าขณะนั้นมีรถคันอื่นในทางเดินรถทางเอกกำลังแล่นผ่านเข้าทางร่วมทางแยกหรือไม่ แต่จำเลยกลับขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกทันทีโดยไม่หยุดและรอให้รถที่แล่นมาตามทางเดินรถทางเอกผ่านไปเสียก่อน ทั้งที่มีป้ายเตือนให้หยุด จึงเฉี่ยวชนผู้ร้องที่ 1 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีผู้ร้องที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นมาในทางเดินรถทางเอก เป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 1 ขับมาได้รับความเสียหาย ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกับจำเลย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการใช้เส้นทางจราจรของสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับได้ความตามรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 2 อายุเพียง 7 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กส่วนต้นฉีกขาด ตับฉีกขาด เลือดออกในช่องท้อง โลหิตจางในภาวะเสียเลือด ผู้ร้องที่ 1 ขาดรายได้เนื่องจากต้องดูแลรักษาผู้ร้องที่ 2 ปัจจุบันผู้ร้องที่ 2 มีอาการกังวลตัวเอง เดินหลังค่อม สูญเสียบุคลิกภาพ หลังเกิดเหตุจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเพียงส่วนน้อย ไม่อาจชดเชยความเสียหายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้สำนึกในความผิดหรือพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตามสมควร แม้จำเลยอ้างว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีฐานะยากจน หรือเคยทำคุณงามความดีช่วยเหลือสังคม หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้โจทก์ระบุในฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ ขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยจึงขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งกำหนดให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ ก็เพื่อให้การใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัยและให้การป้องกันการกระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในเรื่องการตรวจสอบหรือทดสอบผู้ขับขี่ โดยปรับปรุงบทกำหนดโทษให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและส่งเสริมให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรทางบก ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์ลงโทษผู้ขับขี่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือทดสอบการขับขี่ หรือถูกห้ามไม่ให้ขับขี่เนื่องจากถูกพักใช้ ถูกเพิกถอน หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ และยังฝ่าฝืนขับรถจนเกิดเหตุร้ายแรงให้หนักขึ้น แต่กรณีนี้จำเลยผ่านการทดสอบการขับขี่โดยได้รับใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี และใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ซึ่งจำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ดังนั้น การที่จำเลยขาดต่อใบอนุญาตในช่วงเวลาเกิดเหตุ ถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 เมษายน 2566 ขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 127,000 บาทค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 50,000 บาท และค่าทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 187,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท จึงเกินคำขอ กับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 เป็นเงิน 30,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสองขอรับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ใบสั่งจ่ายเงินกลางที่ปรากฏในสำนวน จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากเงินที่จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับอัตราดอกเบี้ย เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา นอกจากนี้ แม้ในการยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้ร้องทั้งสองได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 แต่ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลที่พิจารณาคดีมีอำนาจกำหนดได้ตามดุลพินิจเมื่อคดีที่พิจารณาในศาลนั้น ๆ ได้สิ้นสุดลง ดังนั้นคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความ โดยอาจสั่งให้ใช้แทนกันหรือเป็นพับก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่กำหนดค่าฤชาธรรมให้ผู้ร้องทั้งสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 187,000 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 30,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง มาหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระในวันชำระหนี้นั้นเสียก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำหักชำระต้นเงินตามลำดับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 253
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 160 ทวิ/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
ผู้ร้อง — นางสาว น. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นางสาวณัฐกมล ปัญญาดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ปรีชา เชิดชู
อัจฉรา วริวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2568
#714432
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่า ข้อ 1 โจทก์ตกลงจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนทิศเหนือของเส้นสีน้ำเงินภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 โดยจำเลยจะชำระเงิน 40,000 บาท ตอบแทนค่าที่ดินแก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากจำเลยไม่ชำระภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับ ข้อ 2 จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินตามสัญญาข้อ 1 ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อ 3 ค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโจทก์และจำเลยตกลงจ่ายคนละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย คดีถึงที่สุด

วันที่ 22 มีนาคม 2566 โจทก์ยื่นคำร้องขอศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่พิพาทเพื่อให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 3 กำหนดว่าหากไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยมิได้กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง การบังคับตามคำพิพากษาตามยอมข้อนี้คือจำเลยถือคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 14535 ตามข้อ 1 ให้เป็นชื่อจำเลย โดยโจทก์ขอบังคับคดีในหนี้เงิน 40,000 บาท ตามข้อ 1 เท่านั้น ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจำเลยตามคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย เช่นนี้ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 295 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวณวิมล สนใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2568
#717687
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย เช่นนี้ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่า ข้อ 1 โจทก์ตกลงจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนทิศเหนือของเส้นสีน้ำเงินภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 โดยจำเลยจะชำระเงิน 40,000 บาท ตอบแทนค่าที่ดินแก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากจำเลยไม่ชำระภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับ ข้อ 2 จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินตามสัญญาข้อ 1 ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อ 3 ค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโจทก์และจำเลยตกลงจ่ายคนละครึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย คดีถึงที่สุด

วันที่ 22 มีนาคม 2566 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ขอศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่พิพาทเพื่อให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 3 กำหนดว่าหากไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยมิได้กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง การบังคับตามคำพิพากษาตามยอมข้อนี้คือจำเลยถือคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 14535 ตามข้อ 1 ให้เป็นชื่อจำเลย โดยโจทก์ขอบังคับคดีในหนี้เงิน 40,000 บาท ตามข้อ 1 เท่านั้น ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจำเลยตามคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยถือว่า คู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย เช่นนี้ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 295 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวณวิมล สนใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคำแหง เกตุมาก
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา