โจทก์แถลงนำยึดทรัพย์ของจำเลยรวมทั้งที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการอย่างใดหลังจากนั้นอีก จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโดยแสดงให้เห็นประจักษ์โดยการปิดประกาศไว้ที่ทรัพย์นั้นว่าได้มีการยึดทรัพย์นั้นแล้ว ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 (2) ตั้งแต่เมื่อใด เมื่อผู้ร้องเพิ่งทราบว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทไว้ตามหมายบังคับคดีในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องไปยื่นเรื่องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นชื่อผู้ร้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ซึ่งพ้นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดที่ดินพิพาทไว้แล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ในคดีนี้ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 วรรคหนึ่ง
ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว แม้ผู้ร้องจะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง ก็ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาจะบังคับคดีให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องหาได้ไม่
ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลายและต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายมีผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่สำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย และต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายอันมีผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่สำหรับทรัพย์สินทั้งหลายอันจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย และทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย ยังคงถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาทสามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ มีสิทธิขัดขวามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาท
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองหรืออยู่อาศัยไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนแก่กันไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินดังกล่าวและอ้างว่าเป็นของตน เท่ากับจำเลยยอมรับว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยย่อมมีสิทธิยึดถือ ใช้สอยบ้านพิพาทและสามารถยกการครอบครองขึ้นยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทหญิง ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ ว่า หลังจากโจทก์ร่วมเข้าแจ้งความต่อพยานให้ดำเนินคดีแก่ ท. และจำเลยทั้งหกกับพวก พยานสอบปากคำโจทก์ร่วมและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ท. กระทำความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ท. และจำเลยทั้งหกเข้ามอบตัวต่อพยาน พยานจึงแจ้งข้อหา ท. ว่า พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกว่า ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จากการสอบสวนพยานเชื่อว่าการที่ ท. ไปรับตัวโจทก์ร่วมมาจากมูลนิธิสว่างพุทธธรรมสถานไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งหก คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีแก่ ท. และจำเลยทั้งหก เห็นได้ว่า ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่า เหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองแต้ ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำเบิกความของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำโจทก์ร่วมและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ท. กระทำความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง การที่ ท. ไปรับตัวโจทก์ร่วมมาไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งหก ตามคำเบิกความดังกล่าวประกอบการแจ้งข้อหาและดำเนินคดีแก่ ท. และจำเลยทั้งหก เห็นได้ว่า ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าเหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองแต้ ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนการที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ ท. ว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกว่า ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เห็นได้ว่า ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าเหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ โดยไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุตั้งอยู่ที่ตำบลหนองสังข์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ เป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ และหากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การซึ่งตามคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับอายุความนั้น จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ/ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางประจำปี 2553 ถึงปี 2562 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เป็นกรณีฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ดังนั้น ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่า คดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินเดิมจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการจัดทำโครงการพิพาทเพื่อจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่คนทั่วไปตามที่โฆษณา โจทก์จะดำเนินการจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการรักษาความปลอดภัยโดยเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน เมื่อสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเป็นบริการส่วนหนึ่งของโครงการพิพาทที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจตามที่โจทก์จัดสรรจำหน่ายเป็นการค้าหากำไรดังที่โฆษณาไปก่อนแล้ว การเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายค้างชำระตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณะของโจทก์จึงถือเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าที่เรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำขึ้น อยู่ในบังคับต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิได้เพราะไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนอาญาสำหรับปัญหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้
เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาได้เพราะมิใช่คู่ความ แต่คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้วกรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง โดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ มีภาพโจทก์ร่วม ส. และ บ. พร้อมมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองแผ่นริมถนนสาธารณะสายพิษณุโลก - หล่มสัก ซึ่งมีผู้ใช้เส้นทางสัญจรจำนวนมาก ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่วไปที่สัญจรไปมาได้พบเห็นข้อความประกอบภาพโจทก์ร่วม และชี้นำให้เห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดหน้าที่ และยังช่วยเหลือผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งไม่ใช่การป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เพราะหากจำเลยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิด ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/33 จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แม้ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342
การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย เมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้แล้วพบว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแนวทางในการลดต้นทุนที่ลูกหนี้เสนอไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งยังได้ความว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 4 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้มา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีและดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี คดีย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่นและมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบผลของคดีและพิพากษาให้นับโทษต่อไปตามข้อเท็จจริงและคำขอของโจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่นและมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบผลของคดีและพิพากษาให้นับโทษต่อไปตามข้อเท็จจริงและคำขอของโจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญากู้เงินมีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ให้ถือว่าผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญาทั้งตามหนังสือต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันก็ระบุว่ากรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การที่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อการบังคับคดี ซึ่งถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญา ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้จำนองได้
การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดไว้แล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองเป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน