คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7605/2543
#91281
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในกรณีที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดนั้น ต้องนำ ป.วิ.พ.มาตรา 57 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นมีหน้าที่ต้องชำระค่าหุ้นให้บริษัทจำเลยเต็มมูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่เท่านั้น ผู้ร้องไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำ และแม้ผู้ร้องจะเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม ผลของคำพิพากษาคดีนี้หากพึงมีให้ต้องบังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ ก็หากระทบกระเทือนถึงผู้ร้องให้ต้องร่วมรับผิดด้วยไม่ และหากกรรมการอื่นของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายอันกระทบถึงประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้ร้องอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวต่างหาก เพราะเป็นข้อโต้แย้งสิทธิต่างหากจากคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลแห่งคดีนี้ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีเป็นจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 11,682,816.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ในต้นเงิน 7,391,848.23 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 26,685,479.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ในต้นเงิน 16,884,201.11 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 38,368,295.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ในต้นเงิน 24,276,049.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งห้า และทรัพย์สินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

ระหว่างที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยทั้งห้าเพื่อยื่นคำให้การนั้น นายอ้วนผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลยที่ 1 ขณะนี้มีปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจกรรมการจำเลยที่ 1 ที่ถูกต้อง เพราะมีการฟ้องกันตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 370/2542 ของศาลจังหวัดระนอง ระหว่าง บริษัทเชียงใหม่ไอยรา จำกัด กับพวกรวม 3 คน โจทก์ นางสาวศรีดาวจำเลย หากจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาคดีนี้ให้รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง จะทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่ได้ร่วมต่อสู้คดีด้วยต้องเสียหาย ทำให้ผู้ร้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยที่ผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ตามฟ้อง ผู้ร้องจึงขอเข้าเป็นจำเลยร่วม โดยใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ และไม่เป็นไปในทางการขัดสิทธิเดิมของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการหนึ่งในสามคนของบริษัทจำเลยที่ 1 และเป็นเพียงผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในกรณีที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดนั้น ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 และการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) บัญญัติให้บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจร้องสอดเข้ามาในคดีเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมได้ด้วยเหตุที่ตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นจะต้องได้ความว่า สิทธิของบุคคลนั้นถูกกระทบกระเทือน คือจะถูกผลของคำพิพากษาบังคับด้วยประหนึ่งว่าได้เป็นคู่ความในคดีโดยตรง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 22 ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทแล้ว แม้ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ร้องและผู้ถือหุ้นคนอื่นที่รวมเข้ากันเป็นบริษัทจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นคงมีหน้าที่ต้องชำระค่าหุ้นให้จำเลยที่ 1 เต็มมูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่เท่านั้น ผู้ร้องไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำ และแม้ผู้ร้องจะเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในกรอบแห่งวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เช่นกัน ผลของคำพิพากษาคดีนี้หากพึงมีให้ต้องบังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ ก็หากระทบกระเทือนถึงผู้ร้องให้ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยไม่ และหากกรรมการอื่นของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียหายอันกระทบถึงประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้ร้องอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องต้องไปว่ากล่าวต่างหาก เพราะเป็นข้อโต้แย้งสิทธิต่างหากจากคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลแห่งคดีนี้ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีเป็นจำเลยร่วม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายอ้วน เทพเสน
จำเลย — บริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายบุญสิน ฤกษ์สมบูรณ์ดี
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7604/2543
#35030
เปิดฉบับเต็ม

คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น คู่ความจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุที่ขาดนัดข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม)

คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่า จำเลยเพิ่งพบคำบังคับ โดยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกฟ้อง สอบถามคนในบ้านได้ความว่าเก็บคำบังคับแล้วลืมนำมาให้จำเลย ส่วนหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่มีผู้ใดทราบ หากทราบจำเลยจะต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ข้อความในคำขอดังกล่าวไม่ได้กล่าวแสดงเหตุละเอียดและชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไร ทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้วจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม)

คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม) กรณีต้องยกคำร้องอยู่แล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยให้ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 1,249,343.87 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ19 ต่อปีในต้นเงิน 1,099,828.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 2 ปี ต่อหนึ่งครั้ง ครั้งละ 2,528 บาทเริ่มชำระวันที่ 31 มีนาคม 2542 และต่อไปทุก 2 ปี จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,249,343.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีในต้นเงิน 1,099,828.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยแก่โจทก์ทุก 2 ปีต่อหนึ่งครั้ง ครั้งละ 2,528 บาท เริ่มชำระวันที่ 31 มีนาคม 2542เป็นต้นไปและต่อไปทุก 2 ปี จนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า แม้มีการปิดคำบังคับในวันที่ 17 ตุลาคม 2541 แต่จำเลยพบคำบังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม2541 จึงทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยสอบถามคนในบ้านได้ความว่าได้เก็บคำบังคับแล้วลืมนำมาให้จำเลย ส่วนหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์ไม่มีผู้ใดทราบ หากจำเลยทราบว่าถูกฟ้องจำเลยต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีจำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ได้เนื่องจากจำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับให้จำเลย ที่จำเลยอ้างว่าเพิ่งทราบคำบังคับเนื่องจากคนในบ้านเก็บและลืมนำคำบังคับมามอบให้จำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันจะมีเหตุให้จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนด 15 วัน จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกอุทธรณ์ของจำเลยโดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบและคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยระบุเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอล่าช้าไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ทำการไต่สวนก่อน นั้นเห็นว่า คำขอให้พิจารณาใหม่นั้นคู่ความจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุที่ขาดนัดข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม) ปรากฏว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่า จำเลยเพิ่งพบคำบังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2541 โดยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกฟ้อง สอบถามคนในบ้านได้ความว่า เก็บคำบังคับแล้ว ลืมนำมาให้จำเลย ส่วนหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่มีผู้ใดทราบ หากทราบจำเลยจะต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ ข้อความในคำขอดังกล่าวปรากฏชัดแจ้งแล้วว่าไม่ได้กล่าวแสดงเหตุละเอียดและชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไร ทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม)กรณีต้องยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยให้ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 วรรคท้ายเดิม ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสุรพล ศีลสังวรคุณ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7604/2543
#66296
เปิดฉบับเต็ม

คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น คู่ความจะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุที่ขาดนัดข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้าตามป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม)

คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวแต่เพียงว่า จำเลยเพิ่งพบคำบังคับ โดยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกฟ้อง สอบถามคนในบ้านได้ความว่าเก็บคำบังคับแล้วลืมนำมาให้จำเลย ส่วนหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่มีผู้ใดทราบ หากทราบจำเลยจะต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยมีทางชนะคดีโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ต่อโจทก์ ข้อความในคำขอดังกล่าวไม่ได้กล่าวแสดงเหตุละเอียดและชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไร ทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคท้าย (เดิม)

คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา208 วรรคท้าย (เดิม) กรณีต้องยกคำร้องอยู่แล้ว แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยให้ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 208 วรรคท้าย ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสุรพล ศีลสังวรคุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวรพจน์ อินทวดี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7590/2543
#66295
เปิดฉบับเต็ม

ความในมาตรา 8 แห่ง ป.ที่ดิน หมายถึง ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น จึงให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวนั้นได้ แต่ในเรื่องที่สาธารณประโยชน์อันเป็นของกลางสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้น ได้มี พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122บัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอ ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62วรรคสาม เห็นได้ว่า ป.ที่ดินมิได้ยกเลิกเพิกถอนอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอซึ่งมีอยู่ตามมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ดังนั้น การสอบสวนและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของนายอำเภอจึงชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2)
ป.วิ.อ. ม. 120
ป.ที่ดิน ม. 8
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางสมจิตต์ บุญสา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นายสมชัย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7589/2543
#99212
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานของจำเลยได้มีหนังสือชี้แจงโจทก์ มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทต้องใช้เวลาเรียกเก็บประมาณ 1 เดือน ถึง 3 เดือน ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าหนังสือดังกล่าวมิใช่เอกสารของพนักงานของจำเลยมีถึงโจทก์และมิได้ปฏิเสธว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่ประการใด แสดงว่า การเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับเช็คพิพาทตามปกติจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จว่าเรียกเก็บเงินได้หรือไม่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน หรือไม่เกินวันที่ 20 สิงหาคม 2537 และจำเลยต้องแจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในเวลาอันสมควร การที่จำเลยไม่แจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในระยะเวลาอันสมควรโดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยจากวันที่ 20 สิงหาคม 2537 ออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้มีวิชาชีพเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทแทนโจทก์กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 125,553.75 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 122,865.75 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างไร และโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร โจทก์นำเช็คมาเข้าบัญชีของโจทก์จริง แต่เช็คของโจทก์สูญหายไปในระหว่างการเรียกเก็บโดยมิใช่ความผิดของจำเลย แต่เมื่อเช็คสูญหาย จำเลยส่งสำเนาเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คแล้ว และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินตามเช็คจึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์และให้โจทก์เบิกถอนเงินได้ก่อนที่จะเรียกเก็บเงินได้ เพราะโจทก์เป็นลูกค้าที่ใช้บริการกับจำเลยด้วยดี แต่เมื่อเช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องคืนเงินให้แก่จำเลย จำเลยจึงหักเงินจากบัญชีของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 122,812.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2538) ต้องไม่เกิน 2,688 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 โจทก์นำเช็คพิพาทตามสำเนาเอกสารหมาย จ.4 เข้าบัญชีกระแสรายวันที่โจทก์เปิดบัญชีไว้กับธนาคารจำเลย สาขาพระราม 9 เพื่อให้จำเลยเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาท ต่อมาจำเลยนำเงินจำนวน 122,812.75 บาท เข้าบัญชีของโจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อพ้นกำหนด 45 วัน นับแต่วันนำเช็คพิพาทเข้าบัญชี ไม่ปรากฏว่าเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์สามารถเบิกเงินตามเช็คไปจากบัญชีของโจทก์ได้ แต่ถ้าเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้จำเลยเรียกเงินที่โจทก์เบิกไปแล้วคืนได้ ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2538 จำเลยได้หักเงินตามเช็คพิพาทออกจากบัญชีของโจทก์ เนื่องจากเช็คพิพาทเกิดการสูญหายระหว่างเรียกเก็บ และธนาคารอินเตอร์เนชั่นแนลอินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ยังมิได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มีนายชาญวิทย์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า จำเลยเพิ่งแจ้งให้โจทก์ทราบว่าเช็คพิพาทสูญหาย และหักเงินตามเช็คออกจากบัญชีโจทก์หลังจากที่โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทประมาณ 8 เดือน และพนักงานของจำเลยได้มีหนังสือชี้แจงโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทต้องใช้เวลาเรียกเก็บประมาณ 1 เดือน ถึง 3 เดือน ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าเอกสารหมาย จ.7 มิใช่เอกสารของพนักงานของจำเลยมีถึงโจทก์ และมิได้ปฏิเสธว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่ประการใด แสดงว่า การเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับเช็คพิพาทตามปกติจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จว่าเรียกเก็บเงินได้หรือไม่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน หรือไม่เกินวันที่ 20 สิงหาคม 2537 และจำเลยต้องแจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในเวลาอันสมควร การที่จำเลยไม่แจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในระยะเวลาอันสมควร โดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยจากวันที่ 20 สิงหาคม 2537 ออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้มีวิชาชีพเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทแทนโจทก์ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าจำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีของโจทก์ได้ และเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมีไม่พอจ่ายตามเช็ค แต่หากจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสมควร โจทก์อาจมีวิธีการเรียกเก็บเงินตามที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยตรงได้ เพราะผู้สั่งจ่ายเช็คเพิ่งปิดบัญชีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 ความประมาทเลินเล่อของจำเลย จึงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ทั้งหมด เพราะโจทก์เข้าใจว่าเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินได้แล้ว และจำเลยก็มิได้นำสืบให้ปรากฏว่า แม้จำเลยจะได้แจ้งการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบในเวลาอันควร โจทก์ก็ไม่มีทางเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทจากผู้สั่งจ่ายได้อยู่ดี จำเลยจึงต้องรับผิดในความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 122,812.75 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,688 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำทวีกิจ จำกัด
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ตุลยสิงห์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7584/2543
#39906
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นดุลพินิจของศาลถ้าเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก็เป็นดุลพินิจที่เห็นว่าจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ รู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้โดยไม่จำต้องกล่าวถึงข้อกฎหมายดังกล่าว

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรโดยบรรยายฟ้องถึงวันเวลาที่เกิดเหตุ และว่ามีคนร้ายลักเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำฟ้องโจทก์มิได้ระบุโดยชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดและสถานที่กระทำผิดอยู่ที่ใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องระบุถึงสถานที่เกิดเหตุในข้อต่อมาว่าเหตุทั้งหมดเกิดที่ใด และภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง และจำเลยได้เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ มิได้หลงต่อสู้ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2541 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองได้ร่วมกับนายสุรพลหรือแขก อัญโพธิ์ จำเลยที่ 1ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5432/2542 กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) ร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยวิธีสุดดมควัน (ข) ตามวันเวลาดังกล่าวมีคนร้ายลักเอารถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 1 ห - 7220 ราคา 45,000 บาท ของนายหนูเพียร ปราบภัย ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาเจ้าพนักงานจับนายสุรพลหรือแขกกับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลาง ทั้งนี้ นายสุรพลหรือแขกและจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นระหว่างวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 และนายสุรพลหรือแขกได้ร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวของผู้เสียหายไว้โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลอาจสามารถและตำบลหนองขาม อำเภออาจสามารถ และตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรีจังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 335, 357 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 1 ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับสารภาพว่า เสพเมทแอมเฟตามีน และร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 4 ปีรวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี 3 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เกิดวันที่ 27 พฤษภาคม2522 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1ประการแรกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้หยิบยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ขึ้นวินิจฉัยให้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 บัญญัติว่า"ผู้ใดอายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควร จะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้"จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเป็นดุลพินิจของศาลถ้าเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก็เป็นดุลพินิจที่เห็นว่า จำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ รู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้โดยไม่จำต้องกล่าวถึงข้อกฎหมายดังกล่าวทั้งเมื่อได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้วเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

ส่วนปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า "ข. ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ได้มีคนร้ายลักเอารถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 1 ห - 7220 ราคา 45,000 บาท ของนายหนูเพียรปราบภัย ผู้เสียหายไปโดยทุจริต" คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้ระบุโดยชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด และสถานที่กระทำผิดอยู่ที่ใด จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ ข. นอกจากโจทก์จะบรรยายฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 อ้างแล้วโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า เหตุเกิดตำบลอาจสามารถ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และในข้อ ค.ระบุว่า ภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1ได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1เป็นของกลาง และจำเลยที่ 1 ได้เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปโดยทุจริตคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ดีทั้งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมิได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาย อุเทน ปราบสิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7584/2543
#66294
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ.มาตรา 76 เป็นดุลพินิจของศาล ถ้าเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก็เป็นดุลพินิจที่เห็นว่า จำเลยที่ 1 อายุ 19 ปีเศษ รู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้โดยไม่จำต้องกล่าวถึงข้อกฎหมายดังกล่าว

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรโดยบรรยายฟ้องถึงวันเวลาที่เกิดเหตุ และว่ามีคนร้ายลักเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำฟ้องโจทก์มิได้ระบุโดยชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดและสถานที่กระทำผิดอยู่ที่ใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องระบุถึงสถานที่เกิดเหตุในข้อต่อมาว่าเหตุทั้งหมดเกิดที่ใด และภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง และจำเลยได้เป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ มิได้หลงต่อสู้ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5) ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายอุเทน ปราบสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายพิษณุ สอนง่าย
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7583/2543
#35142
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยรวมโทษจำคุกสำหรับความผิดทุกกระทงก่อนแล้วจึงลดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเฉพาะวิธีการลดโทษโดยนำโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ละกระทงมาลดโทษให้กึ่งหนึ่งก่อนแล้วจึงรวมโทษทุกกระทงเข้าด้วยกัน ไม่เป็นการแก้ไขบทความผิด จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในการกำหนดโทษจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2535 มาตรา 19, 22, 36, 47, 51, 53, 57 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16,19 วรรคหนึ่ง, 36, 47, 53 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำคุก 2 ปี ฐานมีซากของสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือนริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานมีอาวุธปืนฯ จำคุก 6 เดือนฐานพาอาวุธปืนฯ จำคุก 3 เดือน ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจำคุก 1 ปี และฐานมีซากของสัตว์ป่าคุ้มครองจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 15 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเฉพาะวิธีการลดโทษ โดยนำโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ละกระทงมาลดโทษให้กึ่งหนึ่งก่อนแล้วจึงรวมโทษทุกกระทงเข้าด้วยกัน ไม่เป็นการแก้ไขบทความผิดจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย โกเมศ เปรมปรี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7582/2543
#99215
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทั้งสามยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน แม้โจทก์ทั้งสามจะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสามก็กระทำได้เพียงใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาเท่านั้น แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม แต่การที่ศาลชั้นต้นกลับส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่า โจทก์ทั้งสามทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า "ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ให้ครบภายใน 7 วัน" ต่อมาเมื่อพ้น 7 วัน เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าโจทก์ทั้งสามมิได้มาติดต่อเพื่อขอชำระค่าขึ้นศาลภายใน 7 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสามว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งสามชอบหรือไม่ โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า อุทธรณ์โจทก์ทั้งสามมิใช่อุทธรณ์ให้ชนะคดีในประเด็นข้อพิพาท เป็นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์พิพาทไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสามไม่จำต้องปฏิบัติตาม จึงไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ให้ครบถ้วนภายใน 7 วัน แม้โจทก์ทั้งสามจะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสามก็กระทำได้เพียงใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาเท่านั้น แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว มิฉะนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาจะเป็นไปโดยไม่สะดวกและเรียบร้อย เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็สั่งจำหน่ายคดี โดยเห็นว่า โจทก์ทั้งสามทิ้งฟ้องอุทธรณ์นั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 150 ม. 174 (2) ม. 223 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละออง ฤทธิ์ดี กับพวก
จำเลย — พระภิกษุไวพจน์ อาบใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชาย จุลนิติ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7561/2543
#99216
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการขยายเครือข่ายการให้บริการและดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าเป็นการให้สัมปทานไปตามข้อสัญญาซึ่งกำหนดว่าผู้ขอเช่าใช้บริการจะต้องมาทำสัญญาเช่าใช้บริการกับจำเลย จำเลยจะให้ผู้เช่าใช้บริการทำสัญญาตามแบบพิมพ์ที่โจทก์กำหนดและจะต้องส่งสัญญาพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อของผู้ขอใช้บริการทั้งหลายเสนอต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าเช่าใช้บริการจากผู้ขอเอง ส่วนกรณีการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศเป็นบริการสาธารณะของโจทก์เองตามนโยบายของรัฐบาล โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าเช่าใช้บริการเอง แต่ผู้ขอเช่าใช้บริการระหว่างประเทศจะต้องมาทำสัญญากับจำเลยผ่านเครือข่ายวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าของจำเลย ซึ่งจำเลยจะจัดส่งสัญญาพร้อมหลักฐานของผู้ขอใช้บริการในลักษณะเช่นเดียวกันกับผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ภายในประเทศ ในการที่โจทก์จะเป็นผู้เรียกเก็บค่าเช่าใช้บริการเอง เพื่อความรอบคอบจำเลยควรที่จะตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จำเลยจะขอให้โจทก์เปิดใช้บริการทางไกลระหว่างประเทศ ทั้งนี้จะต้องตรวจสอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอที่นำมาประกอบสัญญาเป็นสำคัญ จำเลยจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบตรวจสอบหลักฐานได้โดยไม่ยากนัก จะอ้างแต่เพียงว่าได้กรอกข้อความตามที่ผู้ขอเช่าใช้บริการแจ้งมาและมีเอกสารต่าง ๆ ครบถ้วน โดยไม่จำต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหาได้ไม่ เพราะจำเลยจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบคนสุดท้ายก่อนที่จะเสนอโจทก์พิจารณาอนุมัติ ในเมื่อจำเลยเห็นโดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่าภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอรายนี้เลอะเลือนไม่ชัดเจนและไม่มีลายมือชื่อผู้ถือบัตร จำเลยย่อมสามารถระงับหรือขอให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่กลับไม่กระทำ จึงเป็นเหตุให้โจทก์พิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอใช้บริการทางไกลระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 148,588.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 142,470.10 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 148,588.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 142,470.10 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำละเมิดหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการขยายเครือข่ายการให้บริการและดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า เป็นการให้สัมปทานไปตามข้อสัญญาซึ่งกำหนดว่าผู้ขอเช่าใช้บริการจะต้องมาทำสัญญาเช่าใช้บริการกับจำเลย จำเลยจะให้ผู้เช่าใช้บริการทำสัญญาตามแบบพิมพ์ที่โจทก์กำหนด และจะต้องส่งสัญญาพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อของผู้ขอใช้บริการทั้งหลายเสนอต่อโจทก์ จำเลยมีหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าเช่าใช้บริการจากผู้ขอเอง ส่วนกรณีการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศเป็นบริการสาธารณะของโจทก์เองตามนโยบายของรัฐบาล โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าเช่าใช้บริการเอง แต่ผู้ขอเช่าใช้บริการระหว่างประเทศจะต้องมาทำสัญญากับจำเลยผ่านเครือข่ายวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าของจำเลย ซึ่งจำเลยจะจัดส่งสัญญาพร้อมหลักฐานของผู้ขอใช้บริการในลักษณะเช่นเดียวกันกับผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ภายในประเทศ ในการที่โจทก์จะเป็นผู้เรียกเก็บค่าเช่าใช้บริการเอง เพื่อความรอบคอบจำเลยควรที่จะตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จำเลยจะขอให้โจทก์เปิดใช้บริการทางไกลระหว่างประเทศ ทั้งนี้จะต้องตรวจสอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอที่นำมาประกอบสัญญาเป็นสำคัญ จำเลยจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบตรวจสอบหลักฐานได้โดยไม่ยากนัก จะอ้างแต่เพียงว่าได้กรอกข้อความตามที่ผู้ขอเช่าใช้บริการแจ้งมาและมีเอกสารต่าง ๆ ครบถ้วน โดยไม่จำต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหาได้ไม่ เพราะจำเลยจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบคนสุดท้ายก่อนที่จะเสนอโจทก์พิจารณาอนุมัติ ในเมื่อจำเลยเห็นโดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่าภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอรายนี้เลอะเลือนไม่ชัดเจนและไม่มีลายมือชื่อผู้ถือบัตร จำเลยย่อมสามารถระงับหรือขอให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่กลับไม่กระทำ จึงเป็นเหตุให้โจทก์พิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอใช้บริการทางไกลระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7560/2543
#99211
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งหกจะนำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่เมื่อส่งไม่ได้ โจทก์ทั้งหกก็ยังมีหน้าที่ต้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้ การที่โจทก์ทั้งหกเพิกเฉยไม่แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากห้องไม่มีเลขที่ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 166 เลขที่ดิน 121 ตำบลบางขุนพรม อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ด้านทิศใต้และห้ามยุ่งเกี่ยวกับห้องและที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจำนวน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากห้องไม่มีเลขที่ดังกล่าวและส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ทั้งหก ให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตของโจทก์ และลงนามรับรองแนวเขตที่โจทก์นำรังวัดสอบเขต หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งหกไม่ได้เป็นเจ้าของห้องไม่มีเลขที่ตามฟ้อง ห้องดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 166 ของโจทก์แต่อย่างใด หากแต่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 164 ตำบลบางขุนพรม อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ซื้อมาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมได้ครอบครองตลอดมา โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการครอบครองห้องดังกล่าว และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด จำเลยทั้งสองก็ได้เข้าครอบครองห้องดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากผู้ครอบครองเดิมติดต่อกันจนปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว และห้องดังกล่าวอาจนำออกให้เช่าได้ค่าเช่าเพียงเดือนละ 3,000 บาท เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกยื่นฎีกาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ภายในกำหนดที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา โดยนายสนิทผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์ทั้งหกเป็นผู้ยื่นฎีกาและลงลายมือชื่อทราบนัดให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ว่ารับฎีกา ให้ผู้ฎีกานำส่งสำเนาฎีกาให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไป ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ทั้งหกทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ต่อมาวันที่27 มิถุนายน 2543 นางวราภรณ์แทนหัวหน้าฝ่ายเดินหมายและประกาศ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เสนอรายงานของพนักงานเดินหมายต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 26 เดือนเดียวกัน พนักงานเดินหมายได้นำหมายนัดและสำเนาฎีกาไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว แต่ส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานของพนักงานเดินหมายดังกล่าวในวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ว่ารอฟังโจทก์ทั้งหกแถลง หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกได้ยื่นคำแถลงใด ๆ ต่อศาลชั้นต้น จนวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 นายประวัติหัวหน้างานรับฟ้องอุทธรณ์ฎีกา เสนอรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ให้รอฟังโจทก์ทั้งหกแถลง ระยะเวลาได้ผ่านมานานพอสมควรแล้ว โจทก์ทั้งหกยังไม่แถลงเข้ามา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปศาลฎีกาในวันเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ทั้งหกจะนำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่เมื่อส่งไม่ได้ โจทก์ทั้งหกก็ยังมีหน้าที่ต้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งไม่ได้ การที่โจทก์ทั้งหกเพิกเฉยไม่แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นเช่นนี้ จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายสมาน นานา
จำเลย — นายไพบูลย์ ณรงค์ชัยกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7559/2543
#39905
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้เป็นผู้ทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทกับบุคคลภายนอกแทนตัวการ แต่เป็นกรณีที่ผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้ทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทกับผู้ส่งโดยเป็นผู้ออกใบตราส่งในฐานะเป็นผู้ขนส่งเองโดยตรงจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนสินค้าพิพาทในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824

จำเลยส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้มีการเวนคืนใบตราส่งเป็นการทำการตามคำสั่งของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนจำเลยในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำขอของบริษัทฟินเนสเอ็นเตอร์ไพรส์จำกัด โดยมีข้อตกลงในเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินว่า เมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าลงเรือแล้ว ให้ผู้ขายเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารตัวแทนของโจทก์ได้ตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยผู้ขายและบริษัทฟินเนสเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตกลงมอบสินค้าทั้งหมดและใบตราส่ง กรมธรรม์ประกันภัย และเอกสารต่าง ๆ แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะผู้รับตราส่งอันมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการรับสินค้าตามใบตราส่ง บริษัทฟินเนสเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จะรับสินค้าได้ต่อเมื่อมีการชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์และได้รับโอนใบตราส่งจากโจทก์แล้ว สินค้าได้ถูกจัดส่งมาทางเรือโดยจำเลยเป็นผู้รับขนและตัวแทนเรือในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเล จำเลยได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กล่าวคือจำเลยซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาและส่งมอบสินค้าตามใบตราส่งให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งได้ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทฟินเนสเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งมิใช่ผู้ทรงใบตราส่งโดยที่มิได้มีการเวนคืนใบตราส่งและไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากโจทก์อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญารับขนต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย มิได้รับค่าสินค้าจากบริษัทฟินเนสเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัดและไม่สามารถรับหรือโอนขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่นเพื่อชำระค่าสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ผู้ขายไปแล้วได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเป็นจำนวน 3,904,980.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องแต่เป็นเพียงผู้รับมอบหมายตามประเพณีในธุรกิจรับขนของทางทะเลเท่านั้น และมิได้เป็นผู้ออกใบตราส่งตามฟ้อง จำเลยเพียงแต่ได้รับมอบหมายจากบริษัทฟอร์โมซา อินเตอร์เนชั่นแนล เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์จำกัด ผู้ขนส่งที่ประเทศไต้หวันให้ทำการส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งในประเทศไทย จึงไม่อยู่ในฐานะที่ต้องรับผิดตามสัญญาหรือละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 106,985.77 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่ไม่ให้เกิน 3,904,980.60 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลผิดสัญญารับขนและมูลละเมิด แต่คดีมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับมูลผิดสัญญารับขน ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าบริษัทฟอร์โมซาอินเตอร์เนชั่นแนล เฟรท ฟอร์เวิร์ดเดอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศไต้หวันเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทจากประเทศไต้หวันมายังประเทศไทยโดยเรือถัว ไต และเรือกัว ติง ตามใบตราส่งเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 โจทก์เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ทรงใบตราส่งดังกล่าวจำเลยมิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น แต่เป็นตัวแทนเรือในประเทศไทยของผู้ขนส่งดังกล่าว เมื่อสินค้าพิพาทมาถึงประเทศไทย จำเลยได้แจ้งให้บริษัทฟินเนสเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อสินค้าพิพาททราบต่อมามีการส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อไปโดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่งแก่ผู้ขนส่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 บัญญัติให้ตัวแทนในประเทศรับผิดแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศต่อบุคคลภายนอกก็แต่เฉพาะในกรณีที่ตัวแทนได้ทำสัญญากับบุคคลภายนอกแทนตัวการเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทกับบุคคลภายนอกแทนตัวการ แต่เป็นกรณีที่ผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้ทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทกับผู้ส่งโดยเป็นผู้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 ในฐานะเป็นผู้ขนส่งเองโดยตรง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนสินค้าพิพาทในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยในฐานะตัวแทนผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อซึ่งมิใช่ผู้รับตราส่งหรือผู้ทรงใบตราส่งและไม่ได้เวนคืนใบตราส่งหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งมอบสินค้าพิพาท และจำเลยในฐานะตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โดยลำพังเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลย จำเลยรับว่าจำเลยได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งให้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่งตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ก็ระบุว่า สำหรับการส่งมอบสินค้าโปรดยื่นใบตราส่งต่อจำเลย และได้ความว่า จำเลยได้ปล่อยสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อจริง และการที่จำเลยส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อและไม่ได้เวนคืนใบตราส่ง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทำการตามคำสั่งของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนจำเลยในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 824
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัทฟอร์โมซา คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7559/2543
#66291
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้เป็นผู้ทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทกับบุคคลภายนอกแทนตัวการ แต่เป็นกรณีที่ผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการเป็นผู้ทำสัญญารับขนสินค้าพิพาทกับผู้ส่งโดยเป็นผู้ออกใบตราส่งในฐานะเป็นผู้ขนส่งเองโดยตรง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนสินค้าพิพาทในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 824

จำเลยส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้มีการเวนคืนใบตราส่งเป็นการทำการตามคำสั่งของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนจำเลยในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 824
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทฟอร์โมซา คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7539/2543
#38456
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าที่ดินโจทก์ไม่ได้อยู่ในบริเวณที่ดินที่จะเวนคืนและยอมรับในหนังสือร้องเรียนว่าจำเลยที่ 4 กำหนดตำแหน่งที่ดินเวนคืนในที่ดินของโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม ดังนี้ เมื่อพิจารณาเอกสารประกอบกันแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯเมื่อพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้โดยไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยได้

การออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนแม้จะมีผลทำให้ที่ดินของโจทก์บางส่วนถูกเวนคืน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราชฯ ซึ่งใช้บังคับขณะตราพระราชกฤษฎีกาฯและมาตรา 5 วรรคสาม และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ การตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จึงเป็นไปโดยอำนาจแห่งกฎหมายไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดและยังเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบแล้วจำเลยที่ 4 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ และจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอำนาจให้กระทำหรือควบคุมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จึงมีสิทธิเข้าไปในที่ดินโจทก์เพื่อทำการสำรวจและทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินที่ต้องถูกเวนคืนที่แน่นอน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกค่าเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1851 และ669 ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และให้จำเลยร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์คือตัวโจทก์เบิกความยังไม่ทันจบปาก โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนโดยงดการสืบพยานโจทก์ไว้ก่อนและไต่สวนพยานโจทก์ได้ 5 ปาก จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย โดยนัดฟังคำสั่งและคำพิพากษาวันที่ 15 กันยายน2541 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 5 สิงหาคม 2541

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องและยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องขอพอแปลได้ว่าโจทก์ขอถอนอุทธรณ์จึงอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยังมีพยานสำคัญอีก 5 ปาก หากได้นำสืบแล้วจะได้ข้อเท็จจริงอันปราศจากข้อสงสัยว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินที่ถูกเวนคืนแน่นอน พยานหลักฐานของโจทก์มิใช่พยานหลักฐานฟุ่มเฟือยเกินสมควรหรือประวิงคดีให้ชักช้าหรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นที่ศาลจะมีอำนาจงดการสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ชอบที่จะให้โจทก์สืบพยานให้สิ้นกระแสความก่อนและโจทก์ยังนำสืบตัวโจทก์ซึ่งเป็นพยานปากแรกยังไม่เสร็จ ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา โดยพักการสืบพยานโจทก์คือตัวโจทก์ไว้ และในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ตัวโจทก์ยังเบิกความไม่ครบถ้วนจึงขาดข้อเท็จจริงสำคัญ ๆ ไปมาก หากโจทก์ได้ทำการสืบพยานของโจทก์ได้ครบถ้วน จะได้ความแน่นอนว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงชอบที่จะให้โจทก์สืบพยานโจทก์คือตัวโจทก์และพยานปากอื่นให้เสร็จก่อนแล้วศาลจึงค่อยมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี การวินิจฉัยคดีก็จะเป็นไปโดยเที่ยงธรรม เห็นว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 4.1 ว่า จำเลยได้ร่วมกันดำเนินการให้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 กันยายน2537 เป็นเนื้อที่ดินประมาณ 900 ไร่ ซึ่งรวมถึงที่ดินของโจทก์ดังกล่าวด้วยทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาจะใช้เป็นเครื่องมือในการบีบบังคับเอาที่ดินของโจทก์ทั้งที่รูปแผนที่ที่จำเลยทำขึ้นเพื่อการเวนคืนเป็นสถานที่ก่อสร้างสถานีขนส่งนั้นอยู่คนละแห่งกับที่ดินของโจทก์ด้วย ทั้งนี้โดยจำเลยรู้อยู่แล้ว แต่จำเลยก็ยังขืนดำเนินการเป็นการหลอกลวงรัฐบาลเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตย่อมไม่มีผลบังคับนั้นเมื่อพิจารณาตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลครั้งที่ 4/2536เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2536 ตามเอกสารหมาย ล.13 และแผนที่กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ตามเอกสารหมาย ล.14 แล้ว คณะกรรมการดังกล่าวได้ลงมติว่าทางด้านเหนือให้จำเลยที่ 4 ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าฯ บริเวณระหว่างคลองสี่กับคลองชลประทาน 6ห่างจากถนนบางขันธ์ทางด้านเหนือขึ้นไปประมาณ 1,500 เมตร ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเมื่อพิจารณาแผนที่เอกสารหมาย ล.14 แล้วจะเห็นได้ว่าบริเวณที่จะเวนคืนอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 1851 และ 669 เป็นบางส่วน แต่แผนที่ได้กำหนดเนื้อที่ที่จะเวนคืนไว้มากกว่าเนื้อที่ที่จะก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าชานเมืองกรุงเทพมหานครด้านทิศเหนือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นด้วย ต่อมาก็ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2537 และได้มีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วยตามเอกสารหมาย ล.17 เมื่อพิจารณาแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาตามเอกสารหมาย ล.17 แล้วเหมือนกันกับแผนที่กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามเอกสารหมาย ล.14 และเมื่อพิจารณาหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อรองนายกรัฐมนตรีพลตรีจำลอง ศรีเมือง ฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2538 ตามเอกสารหมายล.31 ของโจทก์แล้ว เห็นว่า ตามข้อความในหนังสือร้องเรียน โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าที่ดินทั้งสองแปลงคือโฉนดเลขที่ 1851 และ 669 ของโจทก์ไม่ได้อยู่ในบริเวณที่ดินที่จะเวนคืนเพื่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าชานเมืองกรุงเทพมหานครด้านทิศเหนือ แต่ยังยอมรับในหนังสือร้องเรียนว่าจำเลยที่ 4 กำหนดตำแหน่งที่ตั้งสถานีขนส่งสินค้าชานเมืองกรุงเทพมหานครด้านทิศเหนือในที่ดินซึ่งเป็นสวนผลไม้ของโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับระบบการจราจรของประเทศไทย และมีเนื้อหาว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงไม่มีความเหมาะสมที่จะตั้งสถานีขนส่งสินค้าโดยได้แนบสำเนาภาพถ่ายและแผนที่ที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาเลือกตำแหน่งที่ตั้งสถานีขนส่งแห่งใหม่ที่มีความเหมาะสมมากกว่าตำแหน่งที่กำหนดไว้ ดังนี้ เมื่อพิจารณาเอกสารประกอบกันแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 1851 และ 669 บางส่วนเป็นที่ดินที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2537 และตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมายล.17 เมื่อพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้โดยไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยได้ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ยังมีพยานอีก 5 ปาก ที่จะนำสืบให้เห็นว่าที่ดินของโจทก์มิใช่ที่ดินที่ถูกเวนคืนนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะสืบพยานอีก 5 ปากก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนซึ่งฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 1851 และ 669 เป็นที่ดินที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เอกสารหมาย ล.17ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประชุมกันครั้งที่ 4/2536เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2536 ที่ประชุมมีมติว่า ทางด้านเหนือให้จำเลยที่ 4ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าฯ บริเวณระหว่างคลองสี่กับคลองชลประทาน 6 ห่างจากถนนบางขันธ์ทางด้านเหนือขึ้นไปประมาณ 1,500 เมตร ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ตามเอกสารหมาย ล.13 ต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2537 และแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาตามเอกสารหมาย ล.17 โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือ เนื่องจากจำเลยที่ 4 มีความจำเป็นจะต้องก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าสาธารณะบริเวณด้านทิศเหนือของกรุงเทพมหานครรวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องในท้องที่ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินกิจการขนส่งสินค้าทางถนนด้วยรถยนต์และเพื่อรองรับปริมาณสินค้าและกระจายสินค้าไปยังท้องที่ต่าง ๆ ในการนี้สมควรกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ดังกล่าวเพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอนจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ และโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 ซึ่งใช้บังคับขณะตราพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 5วรรคสาม และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังนั้น การตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จึงเป็นไปโดยอำนาจแห่งกฎหมายไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด และยังเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบแล้ว แม้การออกพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะมีผลทำให้ที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 1851 และ 669 บางส่วนถูกเวนคืน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ ดังนั้น จำเลยที่ 4 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจที่จะกระทำการใด ๆ ที่ได้รับอำนาจให้กระทำหรือควบคุมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในคดีนี้ได้จึงมีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5และที่ 7 จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อโจทก์ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1ถึงที่ 5 และที่ 7 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5และที่ 7 มิให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1851 และ 669 ตำบลคลองสี่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยที่ 1ถึงที่ 5 และที่ 7 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 175
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 86
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 5 วรรคสาม ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีระ คงพันธ์
จำเลย — กระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
กนก พรรณรักษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7532/2543
#91278
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ร. ยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท บุตรของ ร. ทุกคนซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน การที่ ว. และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินมรดกจึงเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่น ๆ ว. ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทางด้านทิศเหนือของที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ร. ไปขายแก่โจทก์โดยที่ทายาททุกคนไม่ยินยอม การที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดย ว. ส่งมอบให้จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาท ในฐานะครอบครองแทนทายาทของ ร. เช่นเดียวกับ ว. เท่านั้น เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์ เมื่อต่อมาทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ร. ได้โอนขายที่ดินทั้งหมดซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ร. แก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิมาโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกของ ร. ทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเดิมนางรอย มารดาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองปี ๒๕๓๓ นางรอยถึงแก่ความตายที่ดินจึงเป็นมรดกแก่ทายาทคือนางสวงค์หรือวงศ์และจำเลยที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๒๕ โจทก์ซื้อที่ดิน จากนางวงค์แล้วรับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ยึดถือ และครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาปี ๒๕๒๗ โจทก์นำที่ดินพิพาทและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ค้ำประกันหนี้ไว้แก่นางน้อย อัตตาภิบาล ต่อมาทางราชการเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นโฉนด จำเลยที่ ๑ ใช้อุบายยืมโฉนดที่ดินจากนางน้อยแล้วนำไปประกอบการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางรอย ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้บุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจึงทราบว่า จำเลยที่ ๑ นำที่ดินมรดกของนางรอยรวมทั้งที่ดินพิพาทขายให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็น ส่วนของโจทก์และจำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมโดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ ๑๒ ไร่ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง โดยให้ขับไล่จำเลยที่ ๒ ออกจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายปีละ ๑๕,๐๐๐ บาท นับแต่ ปี ๒๕๓๖ เป็นต้นไป จนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาทกับให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในส่วนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินส่วนที่ทับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นทรัพย์มรดกของนางรอย และนางรอย มีบุตร ๘ คน รวมทั้งจำเลยที่ ๑ และนางวงค์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก นางวงค์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ นางรอยไม่เคยยกที่ดินพิพาทให้แก่บุตรคนใด เมื่อปี ๒๕๒๔ นางวงค์นำที่ดินทรัพย์มรดกของนางรอยไปประกันเงินกู้โจทก์ โดยให้ทำกินต่างดอกเบี้ยและมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาทายาทของ นางรอยตกลงให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๒ เพื่อนำเงินมาแบ่งกันระหว่างทายาท โดยจำเลยที่ ๑ ได้ชำระหนี้เงินกู้ของนางวงค์แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๒ ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต สัญญาซื้อขายและสัญญากู้ตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ที่ดินพิพาทปลูกข้าวได้ไม่เกินปีละ ๒,๕๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ในโฉนดที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้จำเลยทั้งสอง จัดการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ ๒ และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๑๕,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนกว่าจำเลยที่ ๒ และบริวารจะออกไปจาก ที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อนางรอย เป็นผู้ครอบครอง ทำประโยชน์ เมื่อนางรอยถึงแก่กรรมในปี ๒๕๒๓ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นมรดกตกแก่ทายาทคือบุตรทั้งแปดคน โดยจำเลยที่ ๑ และนางวงค์ บุตรของนางรอยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ปี ๒๕๒๕ นางวงค์ขายเฉพาะที่ดินพิพาทให้โจทก์และปี ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกนางรอยขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีด้วยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนางรอย บุตรของนางรอยทุกคนตกลงขายที่ดินมรดกรวมทั้งที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ เพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน คดีจึงมีประเด็นวานางวงค์มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปขายแก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางรอยที่ยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท ดังนั้นบุตรของนางรอยทุกคนซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน การที่นางวงค์และจำเลยที่ ๑ ครอบครองที่ดินมรดกจึงเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่น ๆ นางวงค์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทางด้านทิศเหนือของที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางรอยไปขายแก่โจทก์โดยที่ทายาททุกคนไม่ยินยอม การที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยนางวงค์ส่งมอบให้ จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะครอบครองแทนทายาทของนางรอยเช่นเดียวกับนางวงค์เท่านั้น เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์ เมื่อปรากฏต่อมาว่าทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว และจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกนางรอยได้ โอนขายที่ดินทั้งหมดซึ่งเป็นทรัพย์มรดกนางรอยแก่จำเลยที่ ๒ โดยมีค่าตอบแทน และจำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลภายนอก ได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิมาโดยสุจริต จำเลยที่ ๒ ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกนางรอยทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพลานหรือปลาน พินัยรัมย์
จำเลย — นางสมุน จินดาศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรถพร บู่สาลี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7531/2543
#38455
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายต้องนำบทบัญญัติกฎหมายซื้อขายมาใช้บังคับจำเลยที่ 1 เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยยังไม่ส่งมอบเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนแก่จำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ให้จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระราคาครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 2ชำระราคายังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ยังไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7ฐ-3386 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 ขายให้แก่จำเลยที่ 1 เองกับเพิกถอนแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 ยื่นต่อกรมการขนส่งทางบกและแสดงว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันยื่นแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวต่อกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และนายสมศักดิ์ ศักดิ์เจริญ เป็นผู้ครอบครอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาและให้ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบใบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 622,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7ฐ-3386 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอต่อกรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันยื่นแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์โอเปิล รุ่นแอสตร้า หมายเลขเครื่อง ซี 16 เอสอี 02 วี 66410 หมายเลขตัวถัง ดับบลิวโอแอล 000056พี - 8184920 ต่อกรมการขนส่งทางบกที่รับผิดชอบให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 454,537.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน454,537.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์โอเปิลแต่ผู้เดียวในประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ในเขตจังหวัดชลบุรี รถยนต์โอเปิลรุ่นแอสตร้าคันพิพาท เดิมเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 2ขายให้แก่โจทก์และในวันเดียวกันนั้น โจทก์ให้นายสมศักดิ์เช่าซื้อไป ต่อมานายสมศักดิ์ผิดสัญญาเช่าซื้อและคืนรถยนต์คันพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทต่อกรมการขนส่งทางบกในนามของจำเลยที่ 1 และขายให้แก่จำเลยที่ 1 เอง เจ้าพนักงานได้จดทะเบียนให้และออกแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นหมายเลข 7ฐ-3386 กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด จำเลยที่ 1 อ้างว่ารถยนต์คันพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปในราคา 573,000 บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อให้เสร็จสิ้นภายใน 3 งวดเดือน งวดเดือนละ 191,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.1 เห็นว่า สัญญาดังกล่าวกำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อไว้เพียง 3 งวดเดือน ผิดจากสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.9ที่โจทก์ทำกับนายสมศักดิ์ซึ่งกำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อไว้ถึง48 งวดเดือน ผิดปกติประเพณีของการเช่าซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เงื่อนไขของกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าเช่าซื้อน่าจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่าลูกค้าทั่วไปแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งตามเอกสารหมาย จ.9 ยังระบุว่าจำเลยที่ 1ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เงื่อนไขผ่อนชำระเงินเป็น 3 งวดโดยหมายเหตุไว้ด้วยว่า กรรมสิทธิ์ของรถยนต์ยังไม่ได้โอนให้แก่ผู้ซื้อจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน จึงเชื่อว่านิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ใช่ตัวการหรือตัวแทนอันจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทนดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นสัญญาซื้อขายที่กำหนดเงื่อนไขในการชำระราคาให้ผ่อนชำระเป็น 3 งวด สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ล.1 ทำขึ้นโดยเจตนาเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขาย จึงต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวด้วยการซื้อขายมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 155 วรรคสอง การขายรถยนต์คันพิพาทจำเลยที่ 1 ยังไม่ส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาทที่จะต้องใช้เพื่อการจดทะเบียน การซื้อรถยนต์ผู้ซื้อย่อมประสงค์ได้ทั้งตัวรถยนต์รวมทั้งหลักฐานทางทะเบียนว่าตนเป็นเจ้าของด้วย การที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ส่งมอบเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทได้อย่างเดียว แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระราคาครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 ชำระราคาแก่จำเลยที่ 1 ยังไม่ครบถ้วนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทจึงไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 การที่โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 459
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด
จำเลย — บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7531/2543
#99210
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขาย จึงต้องนำบทบัญญัติกฎหมายซื้อขายมาใช้บังคับ จำเลยที่ 1 เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยยังไม่ส่งมอบเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนแก่จำเลยที่ 2 ทั้งมีข้อตกลงตามสัญญาว่ากรรมสิทธิ์ของรถยนต์ยังไม่โอนให้แก่ผู้ซื้อจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ให้จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระราคาครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระราคายังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ยังไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๗ ฐ - ๓๓๘๖ กรุงเทพมหานคร กับเพิกถอนแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ ๑ ยื่นต่อกรมการขนส่งทางบก และแสดงว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันยื่นแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวต่อกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และนายสมศักดิ์ ศักดิ์เจริญ เป็นผู้ครอบครอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา และให้ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบใบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๖๒๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๗ ฐ - ๓๓๘๖ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำขอต่อกรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันยื่นแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวต่อกรมการขนส่งทางบกที่รับผิดชอบให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๕๔,๕๓๗.๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๔๕๔,๕๓๗.๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์โอเปิลแต่ผู้เดียวในประเทศไทย จำเลยที่ ๒ เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ในเขตจังหวัดชลบุรี รถยนต์โอเปิลรุ่นแอสตร้าคันพิพาท เดิมเป็นของจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๒ ขายให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันนั้น โจทก์ให้นายสมศักดิ์เช่าซื้อไป ต่อมานายสมศักดิ์ผิดสัญญาเช่าซื้อ และคืนรถยนต์คันพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทต่อกรมการขนส่งทางบกในนามของจำเลยที่ ๑ และขายให้แก่จำเลยที่ ๑ เอง เจ้าพนักงานได้จดทะเบียนให้และออกแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นหมายเลข ๗ ฐ - ๓๓๘๖ กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด จำเลยที่ ๑ อ้างว่า รถยนต์คันพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อไปโดยกำหนดชำระค่าเช่าซื้อให้เสร็จสิ้นภายใน ๓ งวดเดือน เห็นว่า สัญญาดังกล่าวกำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อไว้เพียง ๓ งวดเดือน ผิดจากสัญญาเช่าซื้อ ที่โจทก์ทำกับนายสมศักดิ์ซึ่งกำหนดระยะเวลาการชำระค่าเช่าซื้อไว้ถึง ๔๘ งวดเดือน ผิดปกติประเพณีของการเช่าซื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เงื่อนไขของกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าเช่าซื้อน่าจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ มากกว่าลูกค้าทั่วไป ทั้งตามสัญญาเช่าซื้อยังระบุโดยหมายเหตุไว้ด้วยว่า กรรมสิทธิ์ของรถยนต์ยังไม่ได้โอนให้แก่ผู้ซื้อจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน จึงเชื่อว่านิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวไม่ใช่ตัวการหรือตัวแทน แต่เป็นสัญญาซื้อขายที่กำหนดเงื่อนไขในการชำระราคาให้ผ่อนชำระเป็น ๓ งวด สัญญาเช่าซื้อทำขึ้นโดยเจตนาเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขาย จึงต้องนำบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวด้วยการซื้อขายมาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง การขายรถยนต์คันพิพาท จำเลยที่ ๑ ยังไม่ส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาทที่จะต้องใช้เพื่อการจดทะเบียน เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทให้อย่างเดียว แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จนกว่าจำเลยที่ ๒ จะชำระราคาครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๒ ชำระราคาแก่จำเลยที่ ๑ ยังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทจึงไม่ตกเป็นของจำเลยที่ ๒ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๙ การที่โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคสอง ม. 459
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด
จำเลย — บริษัทพระนครยนตรการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7473 -ที่ 7530/2543
#39904
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานจะต้องประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายละอย่างน้อย 1 คนรวมกันแล้วอย่างน้อยสามคนจึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแต่ในคำพิพากษาศาลแรงงานมีเพียงลายมือชื่อของผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบรวมกันเพียงสองคน ไม่ครบองค์คณะผู้พิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 17 จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ กรณีมีเหตุสมควรที่จะยกคำพิพากษาแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลแรงงานเพื่อให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสิบแปดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 58

โจทก์ทั้งห้าสิบแปดสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้าสิบแปดตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าสิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 18 ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษาผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี" กล่าวคือศาลแรงงานกลางจะต้องประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายละอย่างน้อย1 คน รวมกันแล้วอย่างน้อยสามคน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี แต่ปรากฏว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางคดีนี้มีเพียงลายมือชื่อของผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบรวมกันเพียงสองคนเท่านั้น ไม่ครบองค์คณะผู้พิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ กรณีมีเหตุสมควรที่จะยกคำพิพากษาแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาใหม่ให้ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชเนนทร์ สวาสดิ์มิตร
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7473/2543
#66288
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานจะต้องประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายละอย่างน้อย 1 คน รวมกันแล้วอย่างน้อยสามคนจึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี แต่ในคำพิพากษาศาลแรงงานมีเพียงลายมือชื่อของผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบรวมกันเพียงสองคน ไม่ครบองค์คณะผู้พิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522มาตรา 17 จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ กรณีมีเหตุสมควรที่จะยกคำพิพากษาแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลแรงงานเพื่อให้พิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ๔๓ นายชเนนทร์ สวาสดิ์มิตร
จำเลย — ๓ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7472/2543
#99209
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า การที่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามสิทธิของเจ้าของร่วมในโครงการอาคารชุด อาทิ สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล และที่จอดรถ ทำให้โจทก์ต้องหา สถานที่ออกกำลังกายและที่จอดรถแห่งใหม่ ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องที่โจทก์คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นว่าโจทก์ต้องเสียหายคิดเป็นเงินได้เท่าใด ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์อาศัยหลักเกณฑ์และวิธีใดในการคำนวณค่าเสียหายเป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้ว

ตามใบโฆษณาขายปรากฏใจความและรูปภาพอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมที่จำเลยโฆษณาขายแก่บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะมีรูปภาพสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล และอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น และมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า "สยามคอนโดมิเนียม อาคารชุดพักอาศัยที่ทันสมัยและสุนทรี? สถานที่ที่รวมความสุข สะดวกสบาย และความร่มรื่นสดชื่นใจทุกประการไว้ภายในบริเวณอาคารที่มีพร้อมทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล สนามเด็กเล่น? ตลอดจนมีที่จอดรถกว้างขวางให้ท่านและแขกเหรื่อของท่านจอดได้สบาย ๆ ถึง 600 คัน?" กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อบุคคลทั่วไปหรือลูกค้า ว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีสิ่งก่อสร้างดังกล่าวด้วยตามที่จำเลยออกโฆษณาขาย แม้ในหนังสือสัญญาขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจะไม่ปรากฏข้อความตามใบโฆษณาขายหรือข้อความให้ถือเอาโฆษณาขายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาก็ตาม การที่ต่อมาจำเลยได้จัดสร้างสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และสนามบาสเกตบอลตามที่ออกโฆษณาในใบโฆษณาขาย ย่อมเป็นพฤติการณ์ทำให้ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงให้ถือเอาใบโฆษณาขายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสัญญาขายโดยปริยาย เมื่อจำเลยไม่ได้ก่อสร้างอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่จำเลยนำออกโฆษณาตามใบโฆษณา กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ประพฤติผิดคำมั่นสัญญาต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ซื้อห้องชุดในอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมจากจำเลย โดยจำเลยได้โฆษณาให้คำมั่นว่า โครงการสยามคอนโดมิเนียมจะประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายพร้อมสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล สนามเด็กเล่นและอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น เป็นต้น อันถือได้ว่าคำโฆษณาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซึ่งจำเลยจะต้องจัดให้มีและคงอยู่ตราบเท่าที่ยังมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดที่จำเลยโฆษณาเสนอขาย ก่อนโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยโครงการของจำเลยดังกล่าวมีสระว่ายน้ำ 1 แห่ง สนามเทนนิส 2 สนาม และสนามบาสเกตบอล 1 สนามแล้ว ต่อมาจำเลยได้ทุบทำลายสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และสนามบาสเกตบอล และได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณดังกล่าว รวมทั้งที่จอดรถให้แก่ผู้อื่น ส่วนอาคารจอดรถจำเลยก็มิได้จัดการก่อสร้างขึ้นให้เป็นไปตามคำมั่นที่โฆษณาแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยประพฤติผิดคำมั่นสัญญา เอาเปรียบผู้บริโภคทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทำให้ห้องชุดของโจทก์มีราคาลดลง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,006,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คำโฆษณาที่โจทก์อ้างดังกล่าวไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย แต่เป็นเพียงข้อความโฆษณาจูงใจลูกค้าในทางธุรกิจการค้าของจำเลย ส่วนที่ดินบริเวณที่ตั้งของสระว่ายน้ำ สนามเทนนิสและสนามบาสเกตบอล มิใช่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด จึงมิใช่ทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินโครงการอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมโดยก่อสร้างห้องชุดโฆษณาขายแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งตามโครงการมีสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล และอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น ตามใบโฆษณาขายปรากฏใจความและรูปภาพอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมที่จำเลยโฆษณาขายแก่บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะมีรูปภาพสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล และอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น ปรากฏอยู่และมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า "สยามคอนโดมิเนียม อาคารชุดพักอาศัยที่ทันสมัยและสุนทรี? สถานที่ที่รวมความสุข สะดวกสบาย และความร่มรื่น สดชื่นใจทุกประการไว้ภายในบริเวณอาคารที่มีพร้อมทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามบาสเกตบอล สนามเด็กเล่น?ตลอดจนมีที่จอดรถกว้างขวางให้ท่านและแขกเหรื่อของท่านจอดได้สบาย ๆ ถึง 600 คัน?" กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อบุคคลทั่วไปหรือลูกค้าว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีสิ่งก่อสร้างดังกล่าวด้วยตามที่จำเลยออกโฆษณาขาย ดังจะเห็นได้จากการที่ต่อมาจำเลยได้จัดสร้างสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และสนามบาสเกตบอล ตามโครงการที่โฆษณาขายดังกล่าวนั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ก่อสร้างอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น แม้ในหนังสือสัญญาขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจะไม่ปรากฏข้อความตามใบโฆษณาขายหรือไม่ปรากฏข้อความให้ถือเอาในโฆษณาขายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาก็ตาม การที่ต่อมาจำเลยได้จัดสร้างสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และสนามบาสเกตบอล ตามที่ออกโฆษณาในใบโฆษณาขาย ย่อมเป็นพฤติการณ์ทำให้ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงให้ถือเอาใบโฆษณาขายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสัญญาขายโดยปริยาย เมื่อจำเลยไม่ได้ก่อสร้างอาคารจอดรถสูง 4 ชั้น จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่จำเลยนำออกโฆษณาขายอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมตามใบโฆษณาขาย กรณีถือได้ว่าจำเลยได้ประพฤติผิดคำมั่นสัญญาต่อโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยเอกเศรณี เพ็ญชาติ
จำเลย — บริษัทสยามแลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา