คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7703/2543
#66301
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา 135 ได้

เหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 คือถ้ามีเหตุดังกล่าวที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา 135 (2) ได้อีก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 91 ม. 135 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — างสาวอุมาพร แซ่เบ๊
ผู้ร้อง — างสาวภคนันท์หรือนวลลออ อภิมุขดิลกหรือปวรุตม์
จำเลย — ัทเดอะฟิฟท์สตรีท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสัญญา ภูริภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายวินัส เรืองอำพัน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2543
#34197
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเรียกและรับเงินไปจาก น. เป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาโดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่ น. ในคดีอาญาที่ น. ถูกฟ้องนั้น ครบองค์ประกอบตามผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ไปจูงใจผู้พิพากษาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ น. ก็ยังครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 143 แม้คำเบิกความของ น. ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่ น. ถูกฟ้อง ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกเงินจำนวน 20,000 บาท จากนายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โดยจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุเป็นลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอ่างทอง และจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างว่าตนเป็นพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองเรียกเงินจำนวนดังกล่าวสำหรับตนเองและผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์ โดยให้พิพากษารอการลงโทษจำคุกไว้และนายนพรัตน์หลงเชื่อจะจ่ายให้ แต่ต่อรองเหลือเพียง 13,000 บาท โดยจ่ายงวดแรกเป็นเงิน 7,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาทราบว่าจำเลยที่ 1 มิใช่พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง จึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมโดยให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 143 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำงานในตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้รับมอบหมายให้สืบเสาะและพินิจในคดีที่นายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ ซึ่งถูกฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายในคดีอาญาหมายเลขที่ 1144/2540 ของศาลชั้นต้นส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโดยวินิจฉัยว่าเป็นผู้เรียกรับหรือยอมจะรับเงินจากนายนพรัตน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์อันเป็นความผิดตามฟ้อง ซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่โจทก์มีนายนพรัตน์ พุ่มร่มไทรย์ นายบุญลือ พุ่มร่มไทรย์ บิดานายนพรัตน์และร้อยตำรวจโทสมนึก สุปิยะพาณิชย์ พนักงานสอบสวนคดีนี้เป็นพยานเบิกความประกอบกัน เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน และไม่มีเหตุอื่นที่จะร่วมกันสร้างพยานหลักฐานและมาเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามก็สอดคล้องกันในข้อสาระสำคัญ ประกอบกับลำดับของเหตุการณ์ก็เชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุผล อีกทั้งจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อเรียกรับเงินจากนายนพรัตน์และรายละเอียดอื่นสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสาม จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความตามที่รู้เห็นและประสบมาจริง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่าจำเลยที่ 2 นำสำนวนการสืบเสาะนายนพรัตน์ไปทำที่บ้านเพราะมีงานมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 แอบนำสำนวนการสืบเสาะดังกล่าวไปเรียกร้องเอาเงินจากนายนพรัตน์โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยนั้น ก็มีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยทั้งสอง ทั้งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำให้การไว้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจากนายนพรัตน์เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นายนพรัตน์ในคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของนายนพรัตน์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจากนายนพรัตน์โดยอ้างว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาเพื่อให้พิจารณารอการลงโทษในคดีที่นายนพรัตน์ถูกฟ้อง นายนพรัตน์ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีดังกล่าวโดยเฉพาะไม่ได้ระบุว่าผู้พิพากษาสองท่าน ท่านหนึ่งท่านใดที่เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีจะให้คุณให้โทษแก่นายนพรัตน์ได้ จึงนำมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ร่วมเรียกและรับเงินไปจากนายนพรัตน์เป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นโดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่นายนพรัตน์ในคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้องนั้น ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ไปจูงใจผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายนพรัตน์ ก็ยังครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 143 อยู่นั่นเองดังนั้น แม้คำเบิกความของนายนพรัตน์ไม่ได้ระบุชื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่นายนพรัตน์ถูกฟ้องก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมีฐานความผิดและรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ลงโทษจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาย สิงห์น้อย ชาวปลายนา หรือ ประสิทธิ์ เปาอินทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7692/2543
#37862
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจำหน่ายน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น ย่อมมีผลทำให้เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันที่จำเลยจำหน่ายได้รับความเสียหาย ทั้งคดีก่อนจำเลยเคยกระทำความผิดฐานเดียวกันกับคดีนี้มาก่อนแล้ว และศาลได้ให้โอกาสจำเลยกับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษให้ แต่จำเลยกับมากระทำผิดคดีนี้อีกระหว่างที่ศาลรอการลงโทษให้ แสดงว่าจำเลยไม่สำนึกในความผิดพฤติการณ์ จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมัน จำหน่ายน้ำมันเบนซินพิเศษไร้สารตะกั่วที่มีคุณภาพต่ำกว่าคุณภาพที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 4, 13, 21

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 655/2542 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 13 วรรคสาม, 21 ให้จำคุก 4 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือนบวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 655/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับคดีนี้รวมจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่า การที่จำเลยจำหน่ายน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น ย่อมมีผลทำให้เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันที่จำเลยจำหน่ายได้รับความเสียหายทั้งคดีก่อนจำเลยเคยกระทำความผิดฐานเดียวกันกับคดีนี้มาก่อนแล้ว และศาลได้ให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษให้ แต่จำเลยกลับมากระทำผิดคดีนี้อีกในระหว่างที่ศาลรอการลงโทษให้ แสดงว่าจำเลยไม่สำนึกในความผิดที่ศาลได้ปรานีโดยรอการลงโทษให้ พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ประเมิน พุ่มชะเอม
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7685/2543
#66300
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 2,500 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และจำเลยได้กระทำผิดคดีนี้อีกภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้มาท้ายฟ้อง แต่ก็เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาล ตาม ป.อ.มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงให้นำโทษจำคุก 3 เดือนที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๖๔

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า... ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจ ซึ่งได้อ่านให้จำเลยฟังแล้วและจำเลยมิได้คัดค้านรวมทั้งมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ๓ เดือน ปรับ ๒,๕๐๐ บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี และกำหนดเงื่อนไขให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๕๐/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ และจำเลยได้กระทำผิดคดีนี้อีกภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและมิได้ขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้มาท้ายฟ้อง แต่ก็เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ( ฉบับที่ ๑๐ ) พ.ศ. ๒๕๓๒ มาตรา ๔ จึงให้นำโทษจำคุก ๓ เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๒๕๐/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ รวมเป็นโทษจำคุก ๙ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘.

นายพอพันธุ์ คิดจิตต์ ผู้ช่วยฯ

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 78
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
เรืองสูง — นายเรวัตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายวิระพล เทียนบก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7670/2543
#39303
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ส่งใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ไปถึงจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดของสินค้าราคาและวิธีการชำระหนี้ ย่อมเป็นคำเสนอขายสินค้าเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ซื้อในเอกสารดังกล่าวแล้วส่งคืนให้โจทก์ย่อมเป็นการแสดงเจตนาสนองรับซื้อแทนจำเลยที่ 1 สัญญาซื้อขายเม็ดพลาสติกรายนี้จึงเกิดขึ้นมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยอมรับรู้ให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การค้าขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1มุ่งเอาการที่จำเลยที่ 1 เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ก่อนจึงจะถือว่าการซื้อขายสำเร็จไปแต่ละรายการ แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายทุกรายการไม่ชอบเพราะโจทก์ยังนำสืบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ดังที่กล่าวไว้ในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 อ้างขึ้นลอย ๆ ว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ โดยมิได้ยกเหตุผลใด ๆ มาประกอบข้ออ้างเลยว่า โจทก์นำสืบอย่างไรจึงถือว่านำสืบไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน25,166,971.22 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 23,451,428.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายรายการที่ 1 เป็นเงิน 8,721,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2539จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายรายการที่ 2 เป็นเงิน 2,308,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2538จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายรายการที่ 3 เป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของค่าสินค้า 6,771,600 บาท 8,464,500 บาท และ5,643,000 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน, 17 มิถุนายน และ 10กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2539 ตามลำดับ ค่าเสียหายรายการที่ 4 เป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าสินค้า5,643,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 10กันยายน 2538 ค่าเสียหายรายการที่ 6 เป็นเงิน 4,626,470.20 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายรายการที่ 7 เป็นเงิน 20,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางคงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 1ซื้อเม็ดพลาสติกจากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2538นายซุง มินฮอง ผู้จัดการทั่วไปของสำนักงานตัวแทนของโจทก์ในประเทศไทยได้ส่งใบโปรฟอร์มา อินวอยซ์ ตามเอกสารหมาย จ.14 ให้จำเลยที่ 1ทางโทรสาร และจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสแผนกจัดซื้อของ จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวในช่องผู้ซื้อ แล้วส่งเอกสารดังกล่าวไปให้นายซุง มินฮอง ในวันที่ 23 เดือนเดียวกัน ตามเอกสารหมาย จ. 15 ในเอกสารดังกล่าวมีข้อความแสดงว่าโจทก์เป็นผู้ส่งเอกสารถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่ามีสินค้าเม็ดพลาสติกชนิดวิสต้า5385 จำนวน 1,000 เมตริกตัน และเม็ดพลาสติกชนิดเวสต์เลค 1230 จำนวน 500 เมตริกตัน เสนอขายในราคาเมตริกตันละ 1,100ดอลลาร์สหรัฐ มีเงื่อนไขการชำระราคาโดยเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 ซึ่งตามเอกสารหมายจ.15 มีการแก้ไขเป็นภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน2538 โจทก์ได้ส่งใบโปรฟอร์มา อินวอยซ์ ไปให้จำเลยที่ 1 อีก 6 ฉบับแยกตามจำนวนสินค้าที่ทยอยส่งให้จำเลยที่ 1 เป็นงวด ๆ ตามเอกสารหมายจ.17 ถึง จ.22 จำเลยที่ 1 ได้รับสินค้างวดที่ 1 และงวดที่ 4 และชำระราคาให้โจทก์แล้ว ส่วนสินค้างวดอื่น ๆ จำเลยที่ 1 ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องนำสินค้าดังกล่าวออกขายให้แก่บุคคลอื่นในราคาต่ำกว่าที่ขายให้แก่จำเลยที่ 1ดังนี้ เห็นว่า การที่โจทก์ส่งใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ เอกสารหมาย จ.14ไปถึงจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดของสินค้าราคาและวิธีการชำระหนี้ย่อมเป็นคำเสนอขายสินค้าเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ซื้อในเอกสารดังกล่าวแล้วส่งคืนให้โจทก์ตามเอกสารหมายจ.15 ย่อมเป็นการแสดงเจตนาสนองรับซื้อแทนจำเลยที่ 1 สัญญาซื้อขายเม็ดพลาสติกรายนี้จึงเกิดขึ้นมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้วที่จำเลยที่ 1 อ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องนำใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์เสนอต่อนายอำนวย กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 พิจารณาก่อนว่าจะซื้อสินค้าหรือไม่ หากจะซื้อจำเลยที่ 2 จะจัดทำใบสั่งซื้อให้นายอำนวยลงชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 หรือทำสัญญาซื้อขายกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 อ้างและนำสืบเอาลอย ๆ เอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายครั้งก่อน ๆ ที่เป็นไปตามข้ออ้างดังกล่าว จำเลยที่ 1ก็มิได้นำมาแสดง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังทั้งการสั่งซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำเองเสมอไป จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานชั้นผู้ใหญ่อาจกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 ลงชื่อในเอกสารหมาย จ.14 เป็นการแจ้งให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รับใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ แล้วนั้นไม่มีเหตุผลสนับสนุน เพราะจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานชั้นผู้ใหญ่ย่อมมีความรู้และประสบการณ์เพียงพอที่จะทราบว่าการลงชื่อรับเอกสารกับการลงชื่อสั่งซื้อสินค้าย่อมมีข้อแตกต่างกัน หากจำเลยที่ 2 จะลงชื่อรับเอกสารจริงก็ควรเขียนข้อความระบุไว้เช่นนั้น หรือลงชื่อในบริเวณอื่นที่มิใช่ช่องผู้ซื้อ การที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้ซื้อแล้วส่งเอกสารดังกล่าวคืนให้โจทก์จึงเป็นการแสดงเจตนาซื้อสินค้าตามเอกสารนั้นจากโจทก์แทนจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนที่โจทก์จัดส่งใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ ตามเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.22 ไปให้จำเลยที่ 1 อีกครั้งเป็นเพียงการแยกสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันเป็นส่วน ๆ ตามที่จะจัดส่งเป็นงวด ๆเท่านั้น อันเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ เอกสารหมายจ.15 นั่นเอง และการติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 บางครั้งจำเลยที่ 2ก็ได้ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่มีไปถึงโจทก์โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิเสธด้วยเช่น ตามหนังสือแจ้งให้แยกทำใบเสนอราคาและการขนส่ง เอกสารหมายจ.31 หนังสือแจ้งกำหนดการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ตามเอกสารหมาย จ.33 และหนังสือขอแก้ไขข้อความในหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.35 ซึ่งเอกสารเหล่านี้ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ต่าง ๆ เท่ากับจำเลยที่ 1ยอมรับรู้ให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การค้าขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1มุ่งเอาการที่จำเลยที่ 1 เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ก่อนจึงจะถือว่าการซื้อขายสำเร็จไปแต่ละรายการนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ซื้อเม็ดพลาสติกจากโจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว

ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายทุกรายการไม่ชอบเพราะโจทก์ยังนำสืบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ดังที่กล่าวไว้ในคำฟ้องนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างขึ้นลอย ๆ ว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ โดยมิได้ยกเหตุผลใด ๆมาประกอบข้ออ้างเลยว่า โจทก์นำสืบอย่างไรจึงถือว่านำสืบไม่ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361 ม. 453 ม. 797 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แอลจีอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัท เอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7670/2543
#66299
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ส่งใบโปรฟอร์มาอินวอยซ์ไปถึงจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดของสินค้าราคาและวิธีการชำระหนี้ ย่อมเป็นคำเสนอขายสินค้าเสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ซื้อในเอกสารดังกล่าวแล้วส่งคืนให้โจทก์ ย่อมเป็นการแสดงเจตนาสนองรับซื้อแทนจำเลยที่ 1 สัญญาซื้อขายเม็ดพลาสติกรายนี้จึงเกิดขึ้นมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยอมรับรู้ให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การค้าขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1มุ่งเอาการที่จำเลยที่ 1 เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ก่อนจึงจะถือว่าการซื้อขายสำเร็จไปแต่ละรายการ แต่จำเลยที่ 1 มิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายทุกรายการไม่ชอบ เพราะโจทก์ยังนำสืบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ดังที่กล่าวไว้ในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 อ้างขึ้นลอย ๆว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ โดยมิได้ยกเหตุผลใด ๆ มาประกอบข้ออ้างเลยว่า โจทก์นำสืบอย่างไรจึงถือว่านำสืบไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361 ม. 453 ม. 797 ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลจีอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทเอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางสุวิชา นาควัชระ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7665/2543
#65928
เปิดฉบับเต็ม

การตกแต่งภายในมิใช่งานเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างของอาคาร การก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนย่อมเป็นความผิดสำเร็จในวันที่ทำการก่อสร้างโครงสร้างและส่วนประกอบของโครงสร้างแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งเจ็ดกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ต้องระวางโทษตามมาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 70 เป็นความผิดสำเร็จในวันที่การก่อสร้างโครงสร้างแล้วเสร็จ แต่โจทก์นำคดีอาญาฟ้องเกินกว่าห้าปี นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (4)

คดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑, ๖๕, ๗๐, ๗๒ ป.อ. มาตรา ๘๓ และให้ปรับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง ๖๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง , ๗๒ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๑ วรรคสอง, ๗๐ ป.อ. มาตรา ๓, ๑๗, ๘๓, ๙๕ (๔) ให้ปรับจำเลยทั้งเจ็ดคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท และให้ปรับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นรายวันวันละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อจำเลย แต่ละคน รวมคนละ ๗๔๙ วัน เป็นเงินคนละ ๗๔๙,๐๐๐ บาท รวมปรับจำเลยทั้งเจ็ดคนละ ๗๖๙,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑, ๖๕ (เดิม) , ๗๐, ๗๒ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๙, ๒๒, ๒๕ ปรับรายวันคนละ ๕๖๑ วัน เป็นเงินคนละ ๕๖๑,๐๐๐ บาท รวมปรับคนละ ๕๘๑,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๗ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การก่อสร้างอาคารผิดแบบแปลนของจำเลยทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ในแบบแปลน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อทำการก่อสร้างโครงสร้างอาคารและส่วนประกอบของโครงสร้างเช่น การฉาบปูน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนการตกแต่งภายในมิใช่งานเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างของอาคาร เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าการก่อสร้างโครงสร้างของอาคารผิดแบบแปลนเสร็จใน วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ความผิดของจำเลยทั้งเจ็ดจึงสำเร็จในวันดังกล่าวแล้ว โจทก์ต้องฟ้องคดีภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๕ คือภายในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๐ คดีโจทก์ ขาดอายุความแล้วตาม ป.อ. มาตรา ๙๕ (๔) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๖) แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฎีกาแต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ที่มิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเฟิสท์โฮเต็ล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7664/2543
#35143
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นพ่อค้าซื้อขายข้าวเปลือกต้องรู้เรื่องเครื่องชั่งเป็นอย่างดีการที่จำเลยนำเครื่องชั่งของกลางไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ซึ่งเป็นเครื่องชั่งที่มีการแก้ไขดัดแปลงโดยถอดนอตเดิมออกแล้วใช้นอตอื่นใส่แทนในลักษณะหลวมเป็นผลให้ผู้ซื้อจะได้สินค้าที่มีน้ำหนักมากกว่าที่เครื่องชั่งแสดง เชื่อว่าจำเลยมีเจตนาดัดแปลงแก้ไขเครื่องชั่งของกลางเพื่อเอาเปรียบในทางการค้า

ระหว่างการพิจารณาของศาลมี พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดพ.ศ. 2542 ใช้บังคับให้ยกเลิก พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด เดิมทุกฉบับตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติความผิดฐานกระทำการใด ๆ เพื่อให้เครื่องชั่งที่มีการให้คำรับรองแล้วแสดงน้ำหนักผิดไปจากที่ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงไว้ในมาตรา 75 และการใช้เครื่องชั่งโดยรู้ว่าเป็นเครื่องชั่งที่ถูกแก้เปลี่ยนไว้ในมาตรา 76 และมีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 32 วรรคหนึ่งและวรรคสองตามลำดับ จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

ส่วนการที่จำเลยมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้องไว้ แม้จะเป็นเครื่องชั่งที่มีการแก้ไขลดเครื่องชั่งที่ได้ทำการให้คำรับรองจากทางราชการก็ตามแต่ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มิได้บัญญัติความผิดในการมีเครื่องชั่งที่มีการแก้ไขลดดังกล่าวให้เป็นความผิดไว้โดยเฉพาะ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้องตามความประสงค์ไว้เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นและในพาณิชยกิจของจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31เท่านั้น ดังนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542จะบัญญัติให้การมีเครื่องชั่งที่มีการให้คำรับรองแล้วแสดงน้ำหนักผิดไปจากที่ได้ตรวจสอบความเที่ยงเป็นความผิดตามมาตรา 76 ก็ตามก็ไม่อาจลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466มาตรา 31 นั้น ได้มีพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542 บัญญัติความผิดฐานมีเครื่องชั่งโดยรู้ว่าเครื่องชั่งนั้นมีความเที่ยงผิดอัตราไว้ในมาตรา 79และมีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามมาตรา 31 จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2539 เวลากลางวันถึงวันที่ 18ธันวาคม 2540 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยโดยเจตนาลดเครื่องชั่งชนิดที่ 4 แบบตุ้มถ่วง พิกัดกำลัง 500 กิโลกรัมซึ่งเคยผ่านการตรวจสอบรับรองจากทางราชการมาแล้ว โดยการถอดนอตยึดแกนล้อเดิมออกแล้วใช้นอตอื่นใส่แทนในลักษณะหลวมใช้มือเปล่าหมุนออกได้ง่าย เพื่อสะดวกในการถอดแก้ไขให้คานแกนล้อเลื่อนไปมาได้เพื่อให้แกนล้อหมุนคานรับน้ำหนักใต้แท่นชั่ง อันทำให้น้ำหนักในขณะชั่งไม่ตรงตามความจริง ทำให้ผู้ชั่งได้เปรียบผู้ขายเวลาชั่งสินค้าซื้อขาย และภายหลังจำเลยได้กระทำผิดดังกล่าวจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2540เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยมีเครื่องชั่งที่จำเลยกระทำการลดเครื่องชั่งให้ผิดอัตราดังกล่าวไว้ในครอบครอง เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นและในพาณิชยกิจใด ๆ เพื่อเอาเปรียบในการค้าโดยฝ่าฝืนกฎหมายและเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยได้ใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราดังกล่าวชั่งข้าวเปลือกที่จำเลยรับซื้อจากชาวนา อันเป็นกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นและเป็นพาณิชยกิจ ซึ่งทำให้จำเลยได้เปรียบในทางการค้าเจ้าพนักงานยึดเครื่องชั่งที่จำเลยได้กระทำผิด กับยึดลูกตุ้มเหล็กขนาดต่าง ๆ3 ลูก ลูกถ่วง 1 ลูกที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง เหตุเกิดที่ตำบลนารุ่ง อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ตำบลใดไม่ปรากฏชัดและตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศีรสะเกษ เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31, 32, 38ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 270 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31, 32 วรรคสอง, 38ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงแก้ไขลดเครื่องชั่งจำคุก 3 ปี ฐานมีเครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในทางการค้า เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตราลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก 6 ปี การกระทำของจำเลยเป็นการเอาเปรียบเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากของชาวนาที่ต้องตรากตรำต่อการประกอบอาชีพกสิกรรม จึงไม่สมควรรอการลงโทษ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยกับพวก พร้อมยึดเครื่องชั่งที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับคำรับรองจากทางราชการแล้ว กับลูกตุ้มเหล็ก 3 ลูก และลูกถ่วง 1 ลูก เป็นของกลางคดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจตรีคมกริช ขวัญใจสกุล และสิบตำรวจโทชาติชาย ร่วมบุญ ผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความว่าได้ร่วมกันยึดเครื่องชั่งแบบตุ้มถ่วงชนิดที่ 4 ซึ่งอยู่บนรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80-8662สุรินทร์ โดยมีจำเลยเป็นผู้ขับ นอกจากนี้บนรถยนต์ยังมีข้าวเปลือก 31 กระสอบจำเลยรับว่าเป็นเจ้าของรถยนต์และเครื่องชั่งของกลาง นายสนอง ธีระบุตรรับว่าเป็นเจ้าของข้าวเปลือกจะเอาไปขายที่จังหวัดสุรินทร์ ร้อยตำรวจโทคมกริชได้ส่งเครื่องชั่งไปตรวจพิสูจน์เพื่อทราบว่าเป็นเครื่องชั่งที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในทางการค้าหรือไม่ กับมีนายอนันต์ สันทัดการ เจ้าพนักงานสำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ตรวจพิสูจน์เบิกความว่าเครื่องชั่งของกลางมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน เมื่อใช้ชั่งน้ำหนักแล้วผู้ซื้อจะได้เปรียบผู้ขาย เพราะผู้ซื้อจะได้ของที่ซื้อมากกว่าความเป็นจริง ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ เห็นว่าในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจทำการตรวจยึดเครื่องชั่งของกลางได้พบสมุดซื้อขายข้าวของจำเลยจำนวน 1 เล่ม ด้วย ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าได้ไปซื้อข้าวที่บ้านกล้วยกว้างอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ จริง นอกจากนี้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหา จำเลยยังรับว่าเครื่องชั่งของกลางเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อชั่งน้ำหนักรับซื้อข้าว โดยใช้เครื่องชั่งของกลางในการชั่งรับซื้อข้าวมาโดยตลอด จำเลยเป็นพ่อค้าซื้อขายข้าวเปลือกต้องมีเครื่องชั่ง จึงเชื่อว่าจำเลยต้องรู้เรื่องเครื่องชั่งเป็นอย่างดี อีกทั้งได้ความว่าจำเลยใช้เครื่องชั่งดังกล่าวเพื่อชั่งรับซื้อข้าวมาตลอดไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นมาใช้เครื่องชั่งดังกล่าวนอกจากตัวจำเลยเอง เชื่อว่าจำเลยดัดแปลงเครื่องชั่งด้วยการใส่นอตใหม่ การที่จำเลยใส่นอตใหม่ดัดแปลงเครื่องชั่งของกลางโดยไม่ทราบว่าเป็นการเอาเปรียบผู้ขายจึงขาดเหตุผล ดังนั้น เมื่อฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับในขณะที่ตรวจยึดเครื่องชั่งของกลางบนรถยนต์มีข้าวเปลือกจำนวน 31 กระสอบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้นำเครื่องชั่งของกลางไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาแล้วนำไปขายเอากำไรที่จังหวัดสุรินทร์การที่ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า เครื่องชั่งของกลางมีการแก้ไขดัดแปลงโดยถอดนอตเดิมออกแล้วใช้นอตอื่นใส่แทนในลักษณะหลวมสามารถใช้มือเปล่าหมุนออกได้ง่ายเพื่อสะดวกในการแก้ไขให้คานแกนล้อเลื่อนไปมาได้ทำให้แกนล้อหมุนคานรับน้ำหนักใต้แท่นชั่งรับน้ำหนักได้ไม่ตรงต่อความเป็นจริงโดยผู้ซื้อจะได้สินค้าที่มีน้ำหนักมากกว่าที่เครื่องชั่งแสดง พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ น่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาดัดแปลงแก้ไขเครื่องชั่งของกลางเพื่อเอาเปรียบในทางการค้า ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีว่าจำเลยไม่มีความรู้ในการดัดแปลงแก้ไขเครื่องชั่งก็ดี และจำเลยมักจะนำเครื่องชั่งไปไว้หลังรถยนต์ซึ่งอาจจะมีการกระแทกจนนอตของเครื่องชั่งหลวมและหลุดได้ก็ดีนั้น เห็นว่าข้อนำสืบดังกล่าวเป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัดพ.ศ. 2542 ใช้บังคับให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด เดิมทุกฉบับตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติความผิดฐานกระทำการใด ๆ เพื่อให้เครื่องชั่งที่มีการให้คำรับรองแล้วแสดงน้ำหนักผิดไปจากที่ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงไว้ในมาตรา 75 และมีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 32วรรคหนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยฐานดัดแปลงแก้ไขลดเครื่องชั่งจึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3วรรคหนึ่ง กระทงหนึ่ง การที่จำเลยใช้เครื่องชั่งโดยรู้ว่าเป็นเครื่องชั่งที่ถูกแก้เปลี่ยนซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 32วรรคสอง นั้น ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542มาตรา 76 มีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามมาตรา 32 วรรคสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270ด้วยอีกกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้องดังกล่าวไว้ แม้จะเป็นเครื่องชั่งที่มีการแก้ไขลดเครื่องชั่งที่ได้ทำการให้คำรับรองจากทางราชการก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466มิได้บัญญัติความผิดในการมีเครื่องชั่งที่ได้มีการแก้ไขลดดังกล่าวให้เป็นความผิดไว้โดยเฉพาะ จำเลยจึงคงมีความผิดฐานมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้องตามความประสงค์ไว้ เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นและในพาณิชยกิจของจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31เท่านั้น ดังนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542จะบัญญัติให้การมีเครื่องชั่งที่มีการให้คำรับรองแล้วแสดงน้ำหนักผิดไปจากที่ได้ตรวจสอบความเที่ยงเป็นความผิดตามมาตรา 76 ก็ตาม แต่เมื่อขณะกระทำความผิดกฎหมายมิได้บัญญัติให้การมีเครื่องชั่งดังกล่าวเป็นความผิดเกินไปกว่าความผิดตามมาตรา 31 ดังกล่าวนั้น กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 76 ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง อนึ่งความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31 นั้นได้มีพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542 บัญญัติความผิดฐานมีเครื่องชั่งโดยรู้ว่าเครื่องชั่งนั้นมีความเที่ยงผิดอัตราไว้ในมาตรา 79 และมีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามมาตรา 31 จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง การกระทำดังกล่าวยังเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 270 ด้วย"

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวง วัด พ.ศ. 2542 มาตรา 75, 76, 79 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 270 ฐานดัดแปลงแก้ไขลดเครื่องชั่งจำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องชั่งโดยรู้ว่าเครื่องชั่งนั้นมีความเที่ยงผิดอัตรา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตรา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 270 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด มาตรา 76 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก 3 ปี ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคแรก ม. 3 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสุข ดัชถุยาวัตร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7664/2543
#91283
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542 มาตรา 79 ซึ่งแก้ไขใหม่ มีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามกฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

การที่จำเลยมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นเครื่องชั่งที่มีการแก้ไขลดเครื่องชั่งที่ได้ทำการให้คำรับรองจากทางราชการอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542 มาตรา 76 ซึ่งแก้ไขใหม่ก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 อันเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ขณะจำเลยกระทำความผิดมิได้บัญญัติไว้เป็นความผิด จำเลยจึงคงมีความผิดฐานมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้องตามความประสงค์ไว้เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นและในพาณิชยกิจของจำเลย ตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 มาตรา 31 เท่านั้น ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มาตรา ๓๑, ๓๒, ๓๘ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๒๗๐ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มาตรา ๓๑, ๓๒ วรรคสอง, ๓๘ ป.อ. มาตรา ๒๗๐ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้นำเครื่องชั่งของกลางไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาแล้วนำไปขายเอากำไรที่จังหวัดสุรินทร์ โดยเครื่องชั่งของกลางมีการแก้ไขดัดแปลงถอดนอตเดิมออกแล้ว ใช้นอตอื่นใส่แทนในลักษณะหลวม สามารถใช้มือเปล่าหมุนออกได้ง่ายเพื่อสะดวกในการแก้ไข ให้คานแกนล้อเลื่อนไปมาได้ ทำให้แกนล้อหมุนคานรับน้ำหนักใต้แท่นซึ่งรับน้ำหนักได้ไม่ตรงต่อความเป็นจริงโดยผู้ซื้อจะได้สินค้าที่มีน้ำหนักมากกว่า ที่เครื่องชั่งแสดง น่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาดัดแปลงแก้ไขเครื่องชั่งของกลางเพื่อเอาเปรียบในทางการค้า อนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มี พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับให้ยกเลิก พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด เดิมทุกฉบับ ตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติความผิดฐานกระทำการใด ๆ เพื่อให้เครื่องชั่งที่มีการให้คำรับรองแล้วแสดงน้ำหนักผิดไปจากที่ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงไว้ในมาตรา ๗๕ และมีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยฐานดัดแปลงแก้ไขลดเครื่องชั่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง กระทงหนึ่ง การที่จำเลยใช้เครื่องชั่งโดยรู้ว่าเป็นเครื่องชั่งที่ถูกแก้เปลี่ยน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มาตรา ๓๒ วรรคสอง นั้น ปรากฏว่าตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๖ มีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๐ ด้วยอีกกระทงหนึ่ง

ส่วนการที่จำเลยมีเครื่องชั่ง ซึ่งไม่ถูกต้องดังกล่าวไว้ แม้จะเป็นเครื่องชั่งที่มีการแก้ไขลดเครื่องชั่งที่ได้ทำการให้คำรับรองจากทางราชการก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มิได้บัญญัติความผิดในการมีเครื่องชั่ง ที่ได้มีการแก้ไขลดดังกล่าวให้เป็นความผิดไว้โดยเฉพาะ จำเลยจึงคงมีความผิดฐานมีเครื่องชั่งซึ่งไม่ถูกต้องตาม ความประสงค์ไว้เพื่อใช้ในกิจการต่อเนื่องกับผู้อื่นและในพาณิชยกิจของจำเลย ตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มาตรา ๓๑ เท่านั้น ดังนั้น แม้ตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๕๔๒ จะบัญญัติให้การมีเครื่องชั่งที่มีการให้คำรับรองแล้วแสดงน้ำหนักผิดไปจากที่ได้ตรวจสอบความเที่ยงเป็นความผิดตาม มาตรา ๗๖ ก็ตาม แต่เมื่อขณะกระทำความผิดกฎหมาย มิได้บัญญัติให้การมีเครื่องชั่งดังกล่าวเป็นความผิดเกินไปกว่าความผิดตามมาตรา ๓๑ ดังกล่าวนั้น กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา ๗๖ ได้ ตาม ป.อ. มาตรา ๒ วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๔๖๖ มาตรา ๓๑ นั้น ได้มี พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติความผิดฐานมีเครื่องชั่งโดยรู้ว่าเครื่องชั่งนั้นมีความเที่ยงผิดอัตราไว้ในมาตรา ๗๙ และมีระวางโทษเป็นคุณกว่าโทษตามมาตรา ๓๑ จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง การกระทำดังกล่าวยังเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กับ ป.อ. มาตรา ๒๗๐ ด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๕, ๗๖, ๗๙ และ ป.อ. มาตรา ๒๗๐ ฐานดัดแปลงแก้ไขลดเครื่องชั่ง จำคุก ๑ ปี ฐานมีเครื่องชั่งโดยรู้ว่าเครื่องชั่งนั้นมีความเที่ยงผิดอัตรา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับ ป.อ. มาตรา ๒๗๐ ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๐ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๑ ปี และฐานใช้เครื่องชั่งที่ผิดอัตรา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กับ ป.อ. มาตรา ๒๗๐ ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.มาตราชั่ง ตวง วัด มาตรา ๗๖ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๔ ปี มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๓ ปี ริบของกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง ม. 3 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.มาตรา ชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 ม. 31 ม. 32
พ.ร.บ.มาตรา ชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2542 ม. 76 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสุข ดัชถุยาวัตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายโสภณ เคนวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายตามจิต โสตถิธรรม
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7663/2543
#34196
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการฯ มาตรา 27บัญญัติให้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.)ที่จะเสนอก.อ.ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการนอกจากตำแหน่งอัยการผู้ช่วยแต่จำเลยซึ่งเป็นอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดในฐานะผู้บังคับบัญชาของข้าราชการอัยการทั่วประเทศในการใช้อำนาจบริหารงานบุคคลยังมีอำนาจเสนอตารางประวัติการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อประกอบการพิจารณาในการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน ก.อ.รวมทั้งมีอำนาจเสนอเรื่องต่อก.อ. ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 การจัดทำตารางประวัติการปฏิบัติราชการเสนอที่ประชุมก.อ. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลย

อำนาจของอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดในเรื่องนี้มีลักษณะเป็นอำนาจในเชิงดุลพินิจที่อาจเลือกวินิจฉัยหรือเลือกกระทำได้หลายอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157นี้ นอกจากหมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการกระทำนอกขอบเขตแห่งอำนาจหรือโดยปราศจากอำนาจประการหนึ่ง ที่เป็นการกระทำฝ่าฝืนต่อวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการนั้นประการหนึ่ง และที่เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอีกประการหนึ่งแล้ว ยังหมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอีกด้วย

การใช้อำนาจดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาสั่งการหรือเลือกกระทำตามที่เห็นว่าเหมาะสมโดยศาลไม่แทรกแซงนั้น หมายความว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจไปในทางใดแล้ว ศาลต้องยอมรับการใช้ดุลพินิจนั้น แต่การใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย คือ ต้องมิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ มิใช่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ หรือโดยปราศจากเหตุผล

การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายนั้นมีการพิจารณาอาวุโสประกอบ การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการแก่ประธาน ก.อ. เพื่อแต่งตั้งอัยการพิเศษฝ่ายโดยเสนอชื่อบุคคลที่มีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์ไว้เป็นอันดับสูงกว่าโจทก์ถึงสามครั้งเพราะถือเอาสาเหตุที่จำเลยมีสาเหตุส่วนตัวกับโจทก์ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังกล่าวจำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นข้าราชการอัยการ เมื่อปี 2527 โจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขต 8 ในเดือนตุลาคม 2529 โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำกรม กองคดีอุทธรณ์ปฏิบัติราชการในหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่ายอุทธรณ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นเทียบเท่าอัยการพิเศษประจำเขตตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 แต่โจทก์ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติราชการตามตำแหน่งในกรมอัยการ โดยหลังจาก พ้นจากตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 8 แล้ว โจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ก.อ. รมน. ภาค 4) จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมอัยการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2530 หลังจากจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการแล้ว โจทก์ได้รับคำสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติราชการในหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่ายอุทธรณ์ และให้ช่วยราชการกองคดีฎีกา ขณะนั้นเงินเดือนโจทก์เต็มขั้นแล้ว คือรับเงินเดือนชั้น 4 ขั้น 16,975 บาท ต่อมามีการปรับเงินเดือนข้าราชการรวมทั้งข้าราชการอัยการในช่วงนี้โจทก์ได้กลับมาปฏิบัติราชการตามตำแหน่งที่กรมอัยการ ในการปรับเงินเดือนของข้าราชการอัยการ สำหรับปีงบประมาณ 2533 โจทก์ได้รับการเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสองขั้น คือชั้น 4 จากขั้น 19,250 บาท เป็นขั้น 21,050 บาท ตามบัญชีเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสองขั้นข้าราชการอัยการประจำปีงบประมาณ 2533 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีข้าราชการอัยการตั้งแต่ชั้น 4 ขึ้นไปได้เลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ สองขั้นจำนวนเก้าสิบสามราย คืออันดับที่ 1 ถึงที่ 93 สำหรับโจทก์อยู่ในอันดับที่ 20 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2533 มีการประชุมคณะกรรมการ อัยการ (ก.อ.) ครั้งที่ 4/2533 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ซึ่งจะว่างลงในปีงบประมาณ 2534 จำนวนเจ็ดตำแหน่ง จำเลยได้เสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการ เอกสารหมาย จ.21 แก่ประธาน ก.อ. ตามเอกสารหมาย จ.21 มีรายชื่อและประวัติการรับราชการของข้าราชการอัยการรวมยี่สิบเก้าคน อันดับที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นอัยการพิเศษฝ่ายอยู่แล้ว อันดับที่ 9 ถึงที่ 13 เป็นอัยการพิเศษประจำเขตอันดับที่ 14 เป็นรองอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย อันดับที่ 15 เป็นอัยการพิเศษประจำเขต อันดับที่ 16 และที่ 17 เป็นรองอัยการพิเศษฝ่าย อันดับที่ 18 เป็นรองอัยการพิเศษฝ่ายคือโจทก์ ข้าราชการอัยการที่มีชื่อตามเอกสารหมาย จ.21 อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์ แต่มีชื่อตามเอกสารหมาย จ.6 อยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์คืออันดับที่ 9 ถึงที่ 15 อนึ่ง ตามหนังสือรายชื่อพนักงานอัยการประจำปี 2533 เอกสารหมาย จ.19 ซึ่งรวบรวมโดยนายเฉลิม กองแก้ว บุคคลอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 อยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์เช่นกัน คือโจทก์อยู่ชั้น 4 ขั้น 21,050 บาท อันดับที่ 16 ส่วนบุคคลอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 อยู่อันดับที่ 22 ที่ 26 ที่ 28 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 32 และที่ 33 ตามลำดับ การจัดอันดับรายชื่อหากยึดตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.19 แล้ว โจทก์จะอยู่ในอันดับสูงกว่าอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ในที่สุดที่ประชุม ก.อ. มีมติให้ความเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการอัยการตามเอกสารหมาย จ.21 อันดับที่ 9 ถึงที่ 15 เป็นอัยการพิเศษฝ่าย ส่วนอันดับที่ 16 และที่ 17 ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขต สำหรับโจทก์ไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดตามรายงานการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 เอกสารหมาย จ.8 ได้มีผู้ใช้นามว่า "ข้าราชการชั้น 4 ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม" ร้องขอความเป็นธรรมต่อเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจำเลยได้มีหนังสือชี้แจงเรื่องนี้ต่อเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามหนังสือกรมอัยการที่ มท 1201/13705 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 เอกสารหมาย จ.7 ความว่า การจัดอาวุโสข้าราชการอัยการตามเอกสารหมาย จ.21 ถูกต้องแล้ว ส่วนการจัดอาวุโสข้าราชการอัยการตามเอกสารหมาย จ.19 ไม่ถูกต้อง วันที่ 28 สิงหาคม 2534 มีการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 8/2534 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายจำนวนสามตำแหน่งจำเลยได้เสนอบัญชีข้าราชการอัยการทำนองเดียวกันกับเอกสารหมาย จ.21 ในที่สุดที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายสามคน คือ นายดิเรก สุนทรเกตุ อัยการพิเศษประจำเขต 7 ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากรนายมนูญ จรูญพร อัยการพิเศษประจำเขต 2 ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง และนายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อัยการพิเศษประจำเขต 1 ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายอุทธรณ์ ตามรายงานการประชุม ก.อ.ครั้งที่ 8/2534 เอกสารหมาย ล.18 ทั้งสามคนมีชื่อยู่อันดับที่ 24 ที่ 25 และ ที่ 39 ตามเอกสารหมาย จ.6 ในปี 2535 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 เปลี่ยนอัตราเงินเดือนของข้าราชการอัยการใหม่จากที่ให้แบ่งเป็นหกชั้นเป็นแปดชั้น โดยให้ตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายและอัยการพิเศษประจำเขตซึ่งเคยได้รับเงินเดือนชั้น 4 เป็นได้รับเงินเดือนชั้น 6 และอัยการพิเศษประจำกรมซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นเทียบเท่าอัยการพิเศษประจำเขตได้รับเงินเดือนชั้น 5 โจทก์ถูกปรับให้ได้รับเงินเดือนชั้น 5 ขั้น 33,550 บาท โจทก์ร้องเรียนให้ ก.อ. แก้ไขให้ได้รับเงินเดือนชั้น 6 อ้างเหตุว่าโจทก์เคยเป็นอัยการพิเศษประจำเขตมาแล้ว และถูกจำเลยกลั่นแกล้งรวมทั้งขอให้ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่าย ตามเอกสารหมาย จ.22 ในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 8/2535 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.15 จำเลยในฐานะรองประธาน ก.อ. ทำหน้าที่ประธาน ก.อ. ได้ชี้แจงที่ประชุมว่า ปัจจุบันโจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมจึงต้องได้รับเงินเดือนชั้น 5 จำเลยชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตว่าก่อนหน้าที่จำเลยจะขึ้นรับตำแหน่งผู้บริหารมีนโยบายแต่งตั้งให้อัยการพิเศษประจำกรม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่าย ผลัดเปลี่ยนกันออกไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตเป็นเวลาสองปี และหมุนเวียนกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมปฏิบัติหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่าย แต่เมื่อจำเลยได้เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการ ซึ่งต่อมาเรียกอัยการสูงสุด จำเลยเห็นว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตไม่ควรเอามาหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันจึงกำหนดนโยบายใหม่ว่า เมื่อแต่งตั้งอัยการพิเศษประจำเขตแล้วจะไม่แต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมอีก เว้นแต่จะปรากฏว่าเป็นผู้ไม่เหมาะสม สำหรับระบบอาวุโสนั้นมิได้ยกเลิก เพียงแต่ปัจจุบันไม่อาจยึดถือเป็นหลักได้อย่างเคร่งครัดเหมือนเช่นเดิม เนื่องจากขณะนี้มีข้าราชการอัยการชั้น 4 ที่ได้รับเงินเดือนเต็มขั้นมาตั้งแต่ ปี 2524 ประมาณสองร้อยคน การเลื่อนตำแหน่งหรือแต่งตั้งโดยพิจารณาอาวุโสอย่างเดียวจะเป็นปัญหาในเรื่องการบริหารงานบุคคลสำหรับกรณีของโจทก์นั้น จำเลยชี้แจงว่า ขณะนี้ไม่มีตำแหน่งอัยการซึ่งรับเงินเดือนชั้น 6 ว่างและแม้จะมีอัตราว่างขึ้น ก็ยังมีผู้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกว่าที่ควรได้รับแต่งตั้งก่อนอยู่อีกหลายคน ในที่สุดที่ประชุมมีมติว่าการออกคำสั่งให้โจทก์รับเงินเดือนชั้น 5 ถูกต้องแล้ว และการแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งต้องเป็นไปตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 วันที่ 17 กันยายน 2535 มีการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 9/2535 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายจำนวนสองตำแหน่ง จำเลยได้เสนอบัญชีข้าราชการอัยการทำนองเดียวกับที่ได้เสนอในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 และครั้งที่ 8/2534 อีก ในการประชุมครั้งนี้จำเลยในฐานะ รองประธาน ก.อ. ทำหน้าที่ประธาน ก.อ. ที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายสองคน คือเรืออากาศตรีวิศิษฐ์ โลหิตนาวีอัยการพิเศษประจำเขต 2 ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีแรงงาน และนายเกษม ชาญไววิทย์ อัยการพิเศษประจำเขต 5 ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวงตามรายงาน การประชุม ก.อ. ครั้งที่ 9/2535 เอกสารหมาย ล.19 ทั้งสองคนมีชื่ออยู่อันดับที่ 29 และที่ 41 ตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2535 จำเลยได้มีคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 285/2535 ให้โจทก์พ้นจากการปฏิบัติราชการในหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงและให้ช่วยราชการสำนักงานคดีแรงงานตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2536 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

ปัญหานี้โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำผิดห้าประการ คือตามฟ้องข้อ 2 ก. ถึงข้อ 2 จ. ทั้งนี้ตามข้อ 2 ก. ข้อ 2 ข. และข้อ 2 ค. โจทก์อ้างว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์โดยจัดทำตารางประวัติการปฏิบัติราชการเสนอที่ประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 ครั้งที่ 8/2534 และครั้งที่ 9/2535 โดยจัดอันดับโจทก์ให้ต่ำกว่าคนอื่นซึ่งโจทก์มีอาวุโสสูงกว่าเพื่อมิให้โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายและเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องบริวารของจำเลย และ ก.อ. ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของจำเลยก็เลือกบุคคลตามรายชื่อที่จำเลยจัดในเอกสารดังกล่าวขึ้นรับตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ตามข้อ 2 ง. โจทก์อ้างว่า เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 เปลี่ยนอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการจากหกชั้นเป็นแปดชั้น โจทก์จะต้องได้รับเงินเดือนชั้น 6 แต่จำเลยกับพวกแกล้งจัดให้โจทก์รับเงินเดือนชั้น 5 โจทก์ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ ก.อ. จำเลยก็แกล้งเก็บเรื่องไว้ และข้อ 2 จ. โจทก์อ้างว่า จำเลยออกคำสั่งที่ 285/2535 ให้โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงไปดำรงตำแหน่งรองอัยการพิเศษฝ่ายคดีแรงงาน ซึ่งมีศักดิ์ศรีต่ำกว่าเพื่อแกล้งโจทก์ ดังนี้ เฉพาะข้ออ้างของโจทก์ตามฟ้องข้อ 2 ก. ข้อ 2 ข. และ ข้อ 2 ค. แต่ละข้อประกอบด้วยการกระทำสองส่วน ส่วนแรกคือข้ออ้างว่าจำเลยกับพวกแกล้งจัดทำตารางประวัติการปฏิบัติราชการเสนอต่อที่ประชุม ก.อ. โดยจัดอาวุโสโจทก์ให้ต่ำเพื่อแกล้งโจทก์และช่วยเหลือพวกพ้องบริวาร ของจำเลย และส่วนที่สองคือข้ออ้างว่าจำเลยกับ ก.อ. คนอื่นร่วมกันแต่งตั้งบุคคลที่จำเลยเสนอในเอกสารดังกล่าว สำหรับข้ออ้างส่วนที่สองศาลฎีกาเห็นว่า ก.อ. มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ คือ พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ซึ่งกำหนดให้ ก.อ. ใช้อำนาจ หน้าที่ดังกล่าวโดยการออกเสียงวินิจฉัยชี้ขาดในที่ประชุม อำนาจหน้าที่ ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ในเชิงดุลพินิจที่กฎหมายประสงค์ให้ผู้ใช้อำนาจหน้าที่นั้นมีอิสระอย่างแท้จริง การใช้อำนาจหน้าที่ลักษณะนี้ของ ก.อ. แต่ละคน เมื่อไม่มีการกระทำนอกขอบเขตแห่งอำนาจหรือโดยปราศจากอำนาจประการหนึ่ง เมื่อไม่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการนั้น ประการหนึ่ง และเมื่อไม่มีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอีกประการหนึ่งแล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่า ก.อ. แต่ละคนใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอันจะเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ความมีอิสระของ ก.อ. แต่ละคนนี้เทียบได้กับความมีอิสระของคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2532 ระหว่างนายประกิตสุขเกษม โจทก์ นายสอาด ปิยะวรรณ กับพวก จำเลย เมื่อไม่อาจถือได้ว่าการใช้อำนาจหน้าที่ของ ก.อ. เป็นไปโดยมิชอบดังกล่าวการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าร่วมกับ ก.อ. อื่นพิจารณาแต่งตั้งบุคคลอื่นที่จำเลยเสนอจึงไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาจึงไม่พิจารณาข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างในส่วนนี้

สำหรับข้ออ้างส่วนแรกของฟ้องข้อ 2 ก. ข้อ 2 ข. และข้อ 2 ค. ที่อ้างว่าจำเลยกับพวกแกล้งโจทก์โดยจัดทำตารางประวัติการปฏิบัติราชการเสนอที่ประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 ครั้งที่ 8/2534 และครั้งที่ 9/2535 โดยจัดอาวุโสโจทก์ต่ำกว่าความจริงเพื่อมิให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่าย และเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องบริวารของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งนอกจากตำแหน่งอัยการผู้ช่วยนั้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 27 ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธาน ก.อ. ที่จะเสนอ ก.อ. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและอำนาจของรัฐมนตรีนี้ ต่อมาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 27 ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 ข้อ 7 บัญญัติให้เป็นอำนาจของประธาน ก.อ. เห็นได้ว่าผู้ที่มี อำนาจเสนอให้ ก.อ. ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการนอกจากตำแหน่งอัยการผู้ช่วยเป็นอำนาจของรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธาน ก.อ. หรือประธาน ก.อ. แล้วแต่กรณี แต่แม้กระนั้น ศาลฎีกาก็ยังเห็นว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชาของข้าราชการอัยการทั่วประเทศในการใช้อำนาจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล อธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดแล้วแต่กรณียังมีอำนาจเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อประกอบการพิจารณาในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธาน ก.อ. หรือประธาน ก.อ. รวมทั้งมีอำนาจเสนอเรื่องต่อ ก.อ. ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 การจัดทำตารางประวัติการปฏิบัติราชการเสนอที่ประชุม ก.อ. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม กฎหมาย การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น ถ้าเป็นการมิชอบและอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดแล้วแต่กรณีมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว อธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดแล้วแต่กรณีย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้เช่นกัน อนึ่งเนื่องจากอำนาจของอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุด ในเรื่องนี้มีลักษณะเป็นอำนาจในเชิงดุลพินิจที่อาจเลือกวินิจฉัยหรือเลือกกระทำได้หลายอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดตามมาตรา 157 นี้ นอกจากหมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการกระทำนอกขอบเขตแห่งอำนาจหรือโดยปราศจากอำนาจประการหนึ่ง ที่เป็นการกระทำฝ่าฝืนต่อวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการนั้นประการหนึ่ง และที่เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอีกประการหนึ่งแล้ว ยังหมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอีกด้วย ส่วนที่จำเลยอ้างในคำแก้ฎีกาว่าการมีความเห็นเสนอต่อ ก.อ. ในฐานะผู้บริหารของสำนักงานอัยการสูงสุดรวมทั้งการเสนอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นการใช้อำนาจในทางบริหารและปกครองบังคับบัญชาซึ่งเป็นอำนาจของทางราชการฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ ศาลจึงไม่ควรรับฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2499 ที่ 358/2516 (ที่ถูก 355/2516) และที่ 568/2502 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จริงอยู่ อำนาจของอธิบดีกรมอัยการ หรืออัยการสูงสุดในเรื่องเหล่านี้เป็นอำนาจเกี่ยวกับการปกครองบังคับบัญชาข้าราชการอัยการ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อันเป็นอำนาจของทางราชการฝ่ายบริหารโดยเฉพาะการใช้อำนาจลักษณะนี้เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาจะพึงใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งการหรือเลือกกระทำตามที่เห็นว่าเหมาะสมโดยศาลไม่แทรกแซงซึ่งมีความหมายว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจไปในทางใดแล้ว ศาลต้องยอมรับนับถือโดยไม่รับฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมา แต่การใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย คือต้องมิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ หลักการยอมรับนับถือนี้มิใช่มีความหมายกว้างถึงขนาดว่าในเรื่องการปกครองบังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจหรือโดยปราศจากเหตุผล ซึ่งถือว่าเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสามฉบับที่จำเลยอ้างตรงกับรูปเรื่องคดีนี้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนรูปแบบของการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบนั้นมีได้หลายรูปแบบ ตามฟ้องข้อ 2 ก. ข้อ 2 ข. และข้อ 2 ค. โจทก์บรรยายว่า จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์เป็นส่วนตัว เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยได้ใช้กลอุบายอันเป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อความเจริญก้าวหน้าในการรับราชการ แล้วโจทก์แยกกล่าวถึงการกระทำที่อ้างว่าเป็นกลอุบายเป็นสามข้อ คือ โจทก์อ้างว่า ในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 ครั้งที่ 8/2534 และครั้งที่ 9/2535 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย จำเลยแกล้งโจทก์โดยร่วมกับพวกทำเอกสารตารางประวัติการปฏิบัติราชการนำเสนอต่อที่ประชุม ก.อ. โดยจัดให้ผู้ที่เคยมีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์อยู่ในอันดับอาวุโสสูงกว่าโจทก์เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยเลือกปฏิบัติแกล้งกีดกันคนที่จำเลยมีอคติมีความอาฆาตมาดร้ายเป็นส่วนตัวและช่วยเหลือพวกพ้องบริวารของตนอย่างไร้เหตุผลตามหลักคุณธรรม ในที่สุด ก.อ. ก็เลือกเอาบุคคลที่จำเลยเสนอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายทำให้โจทก์ถูกคนอาวุโสต่ำกว่าข้ามไป การบรรยายฟ้องของโจทก์ส่วนนี้เท่ากับอ้างว่า ในการประชุม ก.อ. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายทั้งสามครั้ง การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการโดยจัดให้ข้าราชการอัยการที่มีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์ให้อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์เป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์อย่างไร้ความสมเหตุสมผล เป็นการละเลยไม่พิจารณาข้อพิจารณาที่ต้องพิจารณา รวมทั้งเป็นการพิจารณาข้อพิจารณาที่ไม่พึงพิจารณา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอันถือว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และอ้างอีกว่า การปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยดังกล่าว จำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งครบองค์ประกอบเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามที่โจทก์อ้างในส่วนแรกของฟ้องข้อ 2 ก. ข้อ 2 ข. และ ข้อ 2 ค. หรือไม่ มีข้อวินิจฉัยสองประการ คือ ประการแรก การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 แก่ประธาน ก.อ. ในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 โดยจัดให้ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์ ทั้งที่ตามเอกสารหมาย จ.6 บุคคลดังกล่าวอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ก็ดี การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการต่อประธาน ก.อ. ในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 8/2534 และครั้งที่ 9/2535 โดยจัดอันดับ โจทก์ในลักษณะเดียวกับเอกสารหมาย จ.21 ก็ดี เป็นการใช้ดุลพินิจ โดยมิชอบหรือไม่ และประการที่สอง ถ้าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ จำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ข้อวินิจฉัยทั้งสองประการนี้ ศาลฎีกาจะได้แยกวินิจฉัยโดย ลำดับต่อไป

สำหรับข้อวินิจฉัยประการแรกที่เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบนั้นศาลฎีกาจะวินิจฉัยกรณีการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 4/2533 ก่อนมีข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาสามข้อ คือ ข้อแรก การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายมีการเสนอแต่งตั้งตามอาวุโสหรือไม่ ข้อที่สองหากมีการเสนอแต่งตั้งตามอาวุโสข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ตามตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 มีอาวุโสอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์หรือไม่ และข้อที่สามหากบุคคลดังกล่าวมีอาวุโสอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ เหตุใดจำเลยจึงจัดบุคคลดังกล่าวอยู่อันดับสูงกว่าโจทก์

ข้อเท็จจริงทั้งสามข้อนี้ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า อันดับอาวุโสนั้นเป็นประเพณีปฏิบัติกันมานานว่า บุคคลที่สอบได้ในเลขที่ที่สูงกว่าจะมีอาวุโสสูงกว่าเช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการ สำหรับอาวุโสของโจทก์เมื่อปี 2533 ตามหนังสือรายชื่อพนักงานอัยการประจำปี 2533 เอกสารหมาย จ.19 โจทก์อยู่อันดับที่ 16 ของชั้น 4 ตรงกับบัญชีเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสองชั้น ข้าราชการอัยการประจำปีงบประมาณ 2533 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งโจทก์อยู่อันดับที่ 20 ของข้าราชการอัยการทั้งหมด ส่วนข้าราชการอัยการ อันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ตามเอกสารหมาย จ.21 ทุกคนอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ เอกสารหมาย จ.6 ตรงกับรายชื่อพนักงานอัยการชั้น 4, 5 และ 6 ประจำปี 2533 เอกสารหมาย จ.19/1 เอกสารหมาย จ.19 เป็นการจัดทำโดยข้าราชการ อัยการด้วยกันเอง แต่ตามหลักปฏิบัติแล้ว สามารถใช้อ้างอิงได้อย่างถูกต้อง และใช้ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่อธิบดีกรมอัยการคนก่อน ๆ จำเลยใช้ระบบ อุปถัมภ์ในการบริหารงาน โดยเห็นแก่พรรคพวกคนสนิท ส่วนบุคคลที่มิใช่คนสนิทหรือบริวารและไม่สนองตอบนโยบายส่วนตัวของจำเลยก็จะกลั่นแกล้ง ดังเช่นอันดับที่ 15 นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.6 อยู่อันดับ ที่ 37 จำเลยเสนอทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัยการพิเศษประจำเขต 1 ไม่ถึงปี โดยเสนอให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายปรึกษาซึ่งเป็นตำแหน่ง ที่เป็น ก.อ. โดยตำแหน่ง เพราะนายสุชาติเป็นคนสนิท ซึ่งจำเลยวางตัวจะให้ดำรงตำแหน่งสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งนี้ก็เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งแก่ที่ประชุม ก.อ. ถ้าจะไม่แต่งตั้งโจทก์จะต้องมีเหตุผล ชี้แจง การแต่งตั้งบุคคลที่มีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์ ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.7 จำเลยมีหนังสือตอบเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ขอให้ตรวจสอบกรณีข้าราชการ อัยการร้องขอความเป็นธรรมว่า อันดับอาวุโสที่จัดทำและเสนอ ก.อ. ตาม เอกสารหมาย จ.21 ได้จัดทำโดยเรียงตามอาวุโสของตำแหน่งและถ้าตำแหน่ง เท่ากันจะเรียงตามอาวุโสบุคคล สำหรับตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตกับ รองอัยการพิเศษฝ่าย เรียงอัยการพิเศษประจำเขตอยู่อันดับก่อนรองอัยการพิเศษฝ่ายแต่ตามเอกสารหมาย จ.21 ปรากฏว่ามีบุคคลไม่เคยเป็นอัยการ พิเศษประจำเขตเลยคืออันดับที่ 14 นายสหาย ทรัพย์สุนทรกุล ซึ่งดำรง ตำแหน่งรองอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย โจทก์ทราบจากเพื่อนว่า จำเลยเคยพูดว่าจำเลยไม่เสนอโจทก์เป็นอัยการพิเศษฝ่าย เพราะจำเลยมิได้ แต่งตั้งโจทก์เป็นอัยการพิเศษประจำเขต นอกจากนี้โจทก์มีพยานเบิกความ เสริมข้อนี้คือนายณรงค์ วีระศิริ และนายพิมล รัฐปัตย์ โดยนายณรงค์ซึ่งเป็น ข้าราชการอัยการที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 12 ในเอกสารหมาย จ.21 เบิกความว่า จำเลยเคยบอกว่าจำเลยไม่เสนอโจทก์เป็นอัยการพิเศษฝ่าย เพราะจำเลยไม่ได้แต่งตั้งโจทก์เป็นอัยการพิเศษประจำเขต ส่วนนายพิมล ซึ่งเป็นข้าราชการอัยการที่เคยได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขต พร้อมโจทก์และย้ายมารับราชการในตำแหน่งรองอัยการพิเศษฝ่ายพร้อมโจทก์เบิกความว่า ระบบอาวุโสเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในการประกอบพิจารณาด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า ในข้อแรกที่ว่าการแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายมีการเสนอแต่งตั้งตามอาวุโสหรือไม่นั้นแม้จำเลยและนายสหาย ทรัพย์สุนทรกุล ซึ่งเป็นพยานจำเลยจะเบิกความว่า องค์ประกอบที่ต้องพิจารณาเป็นหลักคือความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบและประวัติการปฏิบัติราชการเทียบกับงานในตำแหน่งที่จะได้รับแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 27 โดยมิได้บัญญัติเรื่องอาวุโสไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าว ก็มิได้ห้ามมิให้คำนึงถึงอาวุโสของผู้ได้รับการแต่งตั้งเทียบกับอาวุโสของ ข้าราชการอัยการอื่นเสียเลย นายสหายก็เบิกความยอมรับว่า มีการนำระบบอาวุโสมาประกอบการพิจารณา เพียงแต่พิจารณาเป็นประการสุดท้ายตามหนังสือของสำนักงาน ก.พ. เท่านั้น นายกุณฑล ศรีเปารยะ พยานจำเลย อีกปากหนึ่งเบิกความว่า อันดับอาวุโสของข้าราชการอัยการมีความสำคัญในการเสนอความดีความชอบและแต่งตั้งโยกย้าย พยานจำเลยดังกล่าวจึงเจือสมพยานโจทก์ นอกจากนี้ ที่จำเลยมีหนังสือชี้แจงต่อเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเรื่องพนักงานอัยการร้องขอความเป็นธรรมเอกสารหมาย จ.7 ยืนยันว่าการจัดอาวุโสข้าราชการอัยการเอกสารหมาย จ.21 ถูกต้องแล้ว ก็แสดงว่าจำเลยยอมรับความมีอยู่ของระบบอาวุโส ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งตำแหน่ง อัยการพิเศษฝ่ายมีการพิจารณาอาวุโสประกอบด้วย สำหรับในข้อที่สองที่ว่าข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ตามตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 มีอาวุโสอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์หรือไม่ โจทก์เบิกความประกอบเอกสาร คือบัญชีเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสองขั้นข้าราชการอัยการประจำปีงบประมาณ 2533 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งระบุว่า ในปีงบประมาณ 2533 ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 มีอาวุโสอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ เอกสารหมาย จ.6 นี้ ตรงกับหนังสือรายชื่อพนักงานอัยการประจำปี 2533 เอกสารหมาย จ.19 และรายชื่อพนักงานอัยการ ชั้น 4, 5 และ 6 เอกสารหมาย จ.19/1 เอกสารเหล่านี้ โจทก์เบิกความ ยืนยันว่าถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ว่าตัวจำเลยจะเบิกความปฏิเสธ เอกสารดังกล่าวโดยอ้างว่าทำกันขึ้นมาเองและใช้ยันทางราชการไม่ได้ แต่ตัวจำเลยก็ยอมรับว่าในปีงบประมาณ 2533 โจทก์ได้รับการเลื่อนเงินเดือนสองขั้น ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.6 นอกจากนั้น พยานจำเลยปากนายสหายยังเบิกความยอมรับว่าเอกสารหมาย จ.6 เป็นบัญชีการเลื่อนเงินเดือนปีงบประมาณ 2533 จึงฟังได้ว่าเอกสารหมาย จ.6 ถูกต้องเอกสารหมาย จ.19 และ จ.19/1 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.6 ก็ย่อมรับฟังได้ว่าถูกต้องด้วย ดังนั้นจึงฟังได้ต่อไปว่า สำหรับปีงบประมาณ 2533 ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ตามตารางประวัติการปฏิบัติราชการ เอกสารหมาย จ.21 มีอาวุโสอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ สำหรับข้อที่สามที่ว่าเหตุใดจำเลยจึงจัดให้ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ดังกล่าวอยู่อันดับอาวุโสสูงกว่าโจทก์ซึ่งพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยโต้เถียงกันอยู่โดยพยานโจทก์เบิกความเป็นทำนองว่า เพื่อช่วยเหลือพวกของจำเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวโจทก์เบิกความยืนยันข้อนี้โดยยกตัวอย่างข้าราชการอัยการอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่าย ว่าข้าราชการอัยการรายนี้คือนายสุชาติ ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.6 อยู่อันดับ 37 เป็นบุคคลที่จำเลยวางตัวจะให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่อไป เนื่องจากเป็นคนสนิทของจำเลย จำเลยเสนอให้แต่งตั้งนายสุชาติเป็นอัยการพิเศษฝ่ายปรึกษาซึ่งเป็น ก.อ. โดยตำแหน่งและมีอาวุโสสูง ทั้งที่นายสุชาติ เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขต 1 ไม่ถึงปี ส่วนพยานจำเลยเบิกความว่าที่เสนอบุคคลดังกล่าวอยู่อันดับก่อนโจทก์ เพราะมีการเปลี่ยนนโยบาย คือเดิมถือว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตและตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมที่ทำหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่ายมีความสำคัญเท่ากันต่อมาจำเลยเปลี่ยนนโยบายใหม่เป็นว่า ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตมีความสำคัญและควรมีอาวุโสสูงกว่าอัยการพิเศษประจำกรมที่ทำหน้าที่ รองอัยการพิเศษฝ่าย จำเลยจึงเสนอการแต่งตั้งโดยจัดบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตไว้เป็นอันดับสูงกว่าโจทก์และบุคคล อันดับที่ 16 และที่ 17 ซึ่งดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมที่ทำหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่าย ศาลฎีกาเห็นว่าตามเอกสารหมาย จ.21 ปรากฏว่าข้าราชการอัยการทุกคนเว้นแต่อันดับที่ 14 เป็นข้าราชการ อัยการที่ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต และไม่ปรากฏว่ามีข้าราชการตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตคนใดถูกข้ามอาวุโสจากการเสนอของจำเลย สำหรับอันดับที่ 14 คือ นายสหาย แม้มิใช่ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตก็ได้ความว่ารักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับการเสนอแต่งตั้งอยู่แล้ว ตรงตามคำเบิกความของพยานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำเบิกความของพยานจำเลยว่า ที่จำเลยเสนอให้ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 ตามตารางการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 อยู่สูงกว่าโจทก์เพราะจำเลยเปลี่ยนนโยบายให้ตำแหน่งอัยการพิเศษ ประจำเขตมีอาวุโสสูงกว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมที่โจทก์ดำรงอยู่ โดยสรุปข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามประเพณีการแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายมีการพิจารณาอาวุโสของข้าราชการอัยการที่ได้รับการแต่งตั้งประกอบด้วย ในปีงบประมาณ 2533 ข้าราชการอัยการตามตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 อันดับที่ 9 ถึงที่ 15 อยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ แต่เมื่อจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการ จำเลย เปลี่ยนนโยบายใหม่ให้ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตที่เคยเป็นตำแหน่ง ที่สับเปลี่ยนกันได้กับตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมเป็นตำแหน่งที่สำคัญ และมีอาวุโสสูงกว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรม เป็นผลให้บุคคล ที่ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตอยู่ขณะนั้นคืออันดับที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ถูกจัดอันดับไว้สูงกว่าโจทก์ นอกจากนั้น มีการเสนอให้ข้าราชการอัยการอันดับที่ 14 ซึ่งรักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมายเพื่อรับตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย ข้าราชการอัยการดังกล่าวจึงถูกจัดอันดับไว้สูงกว่าโจทก์เช่นกัน

ปัญหาว่าการที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 แก่ประธาน ก.อ. ในการประชุมครั้งที่ 4/2533โดยจัดให้ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ถึงที่ 15 อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นมีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบหรือไม่ จึงอยู่ที่ว่าการจัดอันดับดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติโดยปราศจากความสมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นการละเลยไม่พิจารณาข้อพิจารณาที่ต้องพิจารณาหรือไม่ และเป็นการพิจารณาข้อพิจารณาที่ไม่พึงพิจารณาหรือไม่สำหรับกรณีอันดับที่ 14 คือนายสหายนั้น ได้ความจากนายสหาย ซึ่งเบิกความเป็นพยานจำเลยว่านายสหายได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านนี้มาแต่ต้นคือเมื่อมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ใช้ชื่อว่าสำนักงานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน (สคช.) ขึ้นเมื่อวันท่ 15 กันยายน 2525 นายสหายได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการเมื่อยกฐานะของสำนักงานโดยเปลี่ยนชื่อหัวหน้าหน่วยงานจากผู้อำนวยการ สคช. เป็นอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย หรือ อชก. นายสหายก็ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากไม่มีอัยการพิเศษประจำเขตคนใดสมัครใจมารับตำแหน่งนี้ เห็นได้ว่า การที่จำเลยเสนอให้นายสหายเข้ารับตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมายเป็นการใช้ดุลพินิจที่คำนึงถึงความเหมาะสมและคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้ได้รับการเสนอกับตำแหน่งที่จะได้รับการเสนอแต่งตั้ง การที่จำเลยจัดนายสหายเป็นอันดับสูงกว่าโจทก์เพื่อให้นายสหายอยู่ในอันดับที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่าย ทั้งที่นายสหายมีอาวุโสอยู่ต่ำกว่าโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยปราศจากความสมเหตุสมผล อีกทั้งมิใช่เป็นการพิจารณาข้อพิจารณาที่ไม่พึงพิจารณาการกระทำส่วนนี้ของจำเลยไม่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอันอยู่ภายในขอบเขตแห่งความชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการจัดให้ข้าราชการอัยการ อันดับที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ซึ่งดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษ ประจำเขตอยู่ขณะนั้นให้อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ในการบริหารงานบุคคลของกรมอัยการ จำเลยในฐานะอธิบดีกรมอัยการย่อมสามารถกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับตำแหน่งต่าง ๆ ได้ แม้ว่าอธิบดีกรมอัยการคนก่อนจะยึดนโยบายที่ถือว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตและตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมที่ทำหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่ายมีความสำคัญเท่าเทียมกันและสามารถสับเปลี่ยนแทนกันได้ เมื่อจำเลยมาเป็นอธิบดีกรมอัยการและมีความเห็นว่า ตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตมีความสำคัญและควรมีอาวุโสกว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมที่ทำหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่าย จำเลยย่อมกำหนดแนวนโยบายใหม่ได้เพียงแต่ว่าการเปลี่ยนแนวนโยบายดังกล่าวจะต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งความชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือต้องอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลซึ่งวิญญูชนสามารถยอมรับได้ว่ามิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจ รวมทั้งต้องจัดให้มีการคุ้มครองแก่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงตามควรแก่กรณีด้วย สำหรับกรณีนี้ แม้โจทก์จะดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมทำหน้าที่รองอัยการพิเศษฝ่าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีอาวุโสต่ำกว่าตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตตามแนวนโยบายของจำเลย แต่กรณีของโจทก์ต่างจากบุคคลอื่น ๆ ที่ดำรงตำแหน่งนี้ โดยโจทก์เคยดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตมาก่อนการย้ายมาดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมของโจทก์เป็นการย้ายมาก่อนหน้าการเปลี่ยนแนวนโยบายของจำเลยเป็นการย้ายมาในลักษณะดีขึ้นดังที่นายกุณฑลพยานจำเลยเบิกความว่า ในสมัยนายสุจินต์เป็นอธิบดีกรมอัยการ มีนโยบายว่าพนักงานอัยการตำแหน่งอัยการพิเศษประจำกรมที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด หากไม่เข้ากรุงเทพมหานครแล้วจะไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบเป็นพิเศษนายกุณฑลไม่เข้าไปรับราชการในกรุงเทพมหานครจึงไม่ได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษและไม่ได้รับตำแหน่งสูงสุดเท่าที่ควร ผิดกับการย้ายเข้ามาเป็นอัยการพิเศษประจำกรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตในสมัยจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการที่พยานจำเลยหลายปากเบิกความเป็นทำนองว่าเป็นการถูกย้ายเพื่อลงโทษหรือเพราะมีความไม่เหมาะสมดังเช่น นายสหายเบิกความว่า สมัยจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการ อัยการพิเศษประจำเขตที่เข้ามาจะต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่าย เว้นแต่มีความผิด เมื่อเป็นดังนี้โจทก์จึงควรมีโอกาสได้รับการเสนอแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายเช่นเดียวกับบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขตภายหลังโจทก์ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตอยู่ การที่จำเลยจัดข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ของตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 ซึ่งเป็นอัยการพิเศษประจำเขตภายหลังโจทก์แต่ยังดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขตอยู่ให้อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์ ทั้งที่บุคคลทั้งหกมีอาวุโส ต่ำกว่าโจทก์ ย่อมเป็นผลให้มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมระหว่างโจทก์ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขตในสมัยที่นายสุจินต์เป็นอธิบดีกรมอัยการกับบุคคลเหล่านั้นซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขตในสมัยจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการ การจัดอันดับของจำเลยกรณีนี้นอกจากเป็นผลให้มีการเลือกปฏิบัติโดยปราศจากความสมเหตุสมผลแล้ว ยังเป็นผลให้ประวัติการทำงานของโจทก์ และข้อพิจารณาที่ว่าโจทก์เคยดำรงตำแหน่งเป็นอัยการพิเศษประจำเขตมาแล้ว เช่นเดียวกับบุคคลเหล่านั้นถูกละเลยไม่ได้รับการพิจารณาอีกด้วย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ สำหรับการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 8/2534 และครั้งที่ 9/2535 จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการโดยจัดอันดับของโจทก์ในลักษณะเดียวกันจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอีกเช่นกัน

สำหรับข้อวินิจฉัยประการที่สองที่ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแยกวินิจฉัยเป็นสองข้อ ข้อแรกคือ จำเลยมีสาเหตุส่วนตัวกับโจทก์หรือไม่ และข้อที่สอง หากจำเลย มีสาเหตุส่วนตัวกับโจทก์ ในการเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการ โดยจัดบุคคลอื่นที่มีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์ไว้เป็นอันดับสูงกว่าโจทก์ เพราะจำเลยถือสาเหตุดังกล่าวหรือไม่

ในข้อแรกของข้อวินิจฉัยนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า สาเหตุส่วนตัวที่โจทก์อ้างว่า จำเลยมีต่อโจทก์ทั้งสามกรณีคือ กรณีโจทก์มีหนังสือถึงนายประเทืองเล่าเรื่องที่ภริยาจำเลยพูดให้โจทก์วิ่งเต้นเป็นอัยการจังหวัดสงขลา กรณีโจทก์ไปช่วยราชการกองทัพภาคที่ 4 หลังจากพ้นตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 8 แล้ว และกรณีโจทก์ดำเนินการจนมีคำสั่งฟ้องนายโสภณในคดีจ้างวานฆ่า นายปรีดี สำหรับกรณีที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีหนังสือเล่าเรื่องให้นายประเทือง ฟังเกี่ยวกับพฤติกรรมของภริยาจำเลยนั้นเห็นได้ว่า คำเบิกความของตัวโจทก์ และนางนิภานันท์ที่ว่า โจทก์มีหนังสือถึงนายประเทืองเล่าเรื่องที่จำเลยและภริยาเดินทางไปจังหวัดสงขลา และภริยาจำเลยพูดกับโจทก์ในลักษณะจะให้โจทก์วิ่งเต้นเพื่อที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการจังหวัดสงขลาโดยอาศัยอำนาจของจำเลยในฐานะเลขานุการ ก.อ. แล้วต่อมาจำเลยถูกปลดจากตำแหน่งเลขานุการ ก.อ. ส่วนโจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการจังหวัดสงขลาเป็นคำเบิกความที่มีเหตุผลน่ารับฟัง เพราะครอบครัวโจทก์ มีความสนิทสนมกับครอบครัวนายประเทืองพยานจำเลยเองก็มีหลายปากที่เบิกความถึงอิทธิพลของโจทก์ที่มีต่อนายประเทืองและครอบครัว ดังเช่น นายสหัส แสงฉายเบิกความว่า นายสหัสเคยดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต 9 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ในปีงบประมาณ 2523 นายสหัสขอเงินเดือนสองขั้นให้โจทก์ แต่ขอเป็นอันดับสุดท้ายเนื่องจากผลงานของโจทก์ไม่โดดเด่น เหตุที่ขอเงินเดือนสองขั้นให้โจทก์เพราะเกรงใจภริยานายประเทืองซึ่งขอร้องและเนื่องจากนายสหัสขอเงินเดือนสองขั้นให้โจทก์เป็นอันดับสุดท้ายนี้เอง นายสหัสจึงถูกย้ายมาเป็นอัยการพิเศษประจำกรมซึ่งต่ำกว่าตำแหน่งเดิม เมื่อเป็นดังนี้นายประเทืองย่อมรับฟังคำบอกเล่าของโจทก์ และเนื่องจากครอบครัวของโจทก์และครอบครัวของนายประเทืองสนิทสนมกันและโจทก์ให้ความเคารพยำเกรงนายประเทืองเช่นนี้ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์และนางนิภานันท์จะกล้าเบิกความเท็จโดยโยงให้นายประเทืองและภริยาเข้ามาเกี่ยวพันด้วยส่วนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือนายโอภาส อรุณินท์เบิกความสนับสนุนโจทก์ข้อนี้ว่า นายโอภาสทราบว่าโจทก์และจำเลยมีปัญหากันศาลฎีกาเห็นว่า นายโอภาสเป็นข้าราชการอัยการชั้นผู้ใหญ่โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการเป็นอัยการสูงสุดซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำเบิกความของนายโอภาสว่าโจทก์และจำเลยมีปัญหากันจริง ปัญหาระหว่างโจทก์จำเลยยังปรากฏจากคำเบิกความของพยานจำเลยเอง คือตัวจำเลยเบิกความถึงคดีที่พระสมุห์สมชัยฟ้องภริยาจำเลยที่ศาลชั้นต้นโดยกล่าวหาว่าจำเลยรับสินบนและพระสมุห์สมชัยนำข้อความดังกล่าวไปลงหนังสือพิมพ์ ต่อมาจำเลยและภริยาจำเลยร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดี แก่พระสมุห์สมชัยและหนังสือพิมพ์ในข้อหาหมิ่นประมาท โจทก์เข้าเป็น นายประกันในคดีดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยแสดงว่าโจทก์และ จำเลยมีข้อบาดหมางกันแบบเรื้อรัง ข้อบาดหมางดังกล่าวไม่ปรากฏว่า สืบเนื่องมาจากสาเหตุใด นอกจากกรณีโจทก์มีหนังสือถึงนายประเทือง ดังที่โจทก์และนางนิภานันท์เบิกความนั่นเอง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยและภริยาไม่เคยเดินทางไปจังหวัดสงขลาในช่วงที่จำเลยเป็นเลขานุการ ก.อ. โดยมีนายสหัส แสงฉาย และนายกุณฑล ศรีเปารยะเบิกความสนับสนุนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุการณ์ระหว่างโจทก์จำเลยเกิดขึ้นเป็นเวลานานเกือบยี่สิบปี พยานทั้งสองมิได้ฝังใจกับเหตุการณ์อย่างโจทก์และนางนิภานันท์พยานทั้งสองอาจจำเหตุการณ์คลาดเคลื่อนได้ข้อนำสืบของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีสาเหตุส่วนตัวกับโจทก์สืบเนื่องจากโจทก์มีหนังสือถึงนายประเทืองเล่าถึงเหตุการณ์ที่ภริยาจำเลยพูดให้โจทก์วิ่งเต้นเป็นอัยการจังหวัดสงขลาจริง ส่วนกรณีโจทก์ดำเนินการจนฟ้องผู้ต้องหาคดีจ้างวานฆ่านายปรีดี ซึ่งโจทก์เบิกความทำนองว่ามีการใช้เงินวิ่งเต้นเพื่อมิให้ฟ้องนายโสภณ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนหนึ่งจากการวิ่งเต้นดังกล่าว การที่โจทก์ดำเนินการจนฟ้องนายโสภณเป็นการไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยซึ่งทำให้จำเลยไม่พอใจโจทก์เป็นส่วนตัวนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในข้อที่ว่าจำเลยมีความเห็นว่าคำสั่งของนายศิริพงษ์อัยการพิเศษประจำเขต 8 คนเดิมที่เกษียณอายุราชการไปแล้วเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย คงได้ความตามที่ตัวโจทก์เบิกความ เพราะจำเลยเองก็เบิกความรับข้อนี้ อีกทั้งตามสำเนาหนังสือกรมอัยการที่ 1202/7162 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2528 เอกสารหมาย จ.29 จำเลยในฐานะรองอธิบดีกรมอัยการปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมอัยการแจ้งอัยการจังหวัดภูเก็ตว่า ตามที่อัยการจังหวัดภูเก็ต แจ้งว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นยืนยันตามความเห็นเดิมว่า อัยการพิเศษประจำเขต 8 ไม่มีอำนาจโดยชอบที่จะรื้อฟื้นคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตได้มีคำสั่งฟ้องนายโสภณขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกทั้ง ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม และไม่มีอำนาจนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมเข้ามาในสำนวนสอบสวนด้วยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ว่าราชการ จังหวัดภูเก็ตจึงส่งสำนวนคืนอัยการจังหวัดภูเก็ตโดยไม่ทำความเห็นแย้ง จึงขอให้กรมอัยการพิจารณาสั่งการนั้น กรมอัยการมีความเห็นยืนยัน ความเห็นเดิม จึงขอให้อัยการจังหวัดภูเก็ตแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้มีความเห็นแย้งอีกครั้งหนึ่ง ส่วนจำเลยจะได้รับผลประโยชน์เป็นส่วนตัว จากการวิ่งเต้นเพื่อให้นายโสภณหลุดพ้นจากคดีหรือไม่ ไม่มีผู้ใดยืนยันข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์เป็นส่วนตัวจากการวิ่งเต้นคดีนี้ แต่แม้กระนั้นศาลฎีกาก็ยังเห็นว่า เนื่องจากโจทก์จำเลยมีข้อบาดหมางกันมาก่อน คดีดังกล่าวผู้ต้องหามีอิทธิพล มีการใช้เงินและอิทธิพลวิ่งเต้นเพื่อให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นจากคดีด้วยวิธีการหลายรูปแบบดังที่พลตำรวจโทสล้างเบิกความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมงานกับพลตำรวจโทสล้างถูกย้ายไปยังท้องที่ทุรกันดารถึงสี่สิบสี่คนมีการลงข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการวิ่งเต้นซึ่งนำความเสื่อมเสียทั้งสถาบันและกระบวนการยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ระดับสูง การที่โจทก์ดำเนินการในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับความเห็นของจำเลยอย่างชัดแจ้งย่อมทำให้จำเลยไม่พอใจ สำหรับกรณีโจทก์ไปช่วยราชการที่กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งโจทก์เบิกความว่า จำเลยไม่พอใจโจทก์เนื่องจากจำเลยทำหนังสือเรียกตัวโจทก์กลับแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมกลับโดยขอให้กองทัพภาคที่ 4 ทำหนังสือขอตัวโจทก์ช่วยราชการต่อไปตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ว่าการไปช่วยราชการกองทัพภาคที่ 4 ของโจทก์จะเป็นการปฏิบัติราชการอย่างหนึ่ง ที่ไม่กระทบถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของจำเลย แต่จำเลยมีข้อบาดหมางกับโจทก์มาก่อน จำเลยย่อมรู้สึกว่าโจทก์แข็งขืน ตามบันทึกข้อความ ลงวันที่ 14 มกราคม 2531 เอกสารหมาย จ.5 เมื่อจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ พ้นจากหน้าที่กองคดีอุทธรณ์และให้ไปช่วยราชการกองคดีฎีกา โจทก์ เพียงแต่รับทราบผลการสับเปลี่ยนตำแหน่งเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย โจทก์โต้แย้งว่าโจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่ กอ. รมน. ภาค 4 ตามหนังสือของกรมอัยการ ซึ่งยังมิได้มีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงไปยัง กอ. รมน. ภาค 4 และแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 4 ยังมีความจำเป็นต้องให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ที่ กอ. รมน. ภาค 4 อยู่ จึงขอยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ กอ. รมน. ภาค 4 ต่อไปจนกว่า จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากกรมอัยการไปยังกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเห็นได้ว่า โจทก์กระทำในลักษณะปกป้องตัวเองจากคำสั่งของจำเลย ซึ่งแสดงถึง การเป็นปฏิปักษ์กันอยู่ในทีระหว่างโจทก์กับจำเลยสำหรับกรณีนี้ข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าจำเลยไม่พอใจโจทก์กรณีโจทก์ไปช่วยราชการที่กองทัพภาคที่ 4 ดังที่โจทก์เบิกความ จึงสรุปได้ว่า จำเลยมีสาเหตุส่วนตัวกับโจทก์จริง

ในข้อที่สองของข้อวินิจฉัยนี้ คือข้อที่ว่า ในการเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการโดยจัดบุคคลอื่นที่มีอาวุโสต่ำกว่าโจทก์ไว้เป็นอันดับสูงกว่าโจทก์ เพราะจำเลยถือเอาสาเหตุส่วนตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวหรือไม่ ในข้อนี้มีพยานโจทก์ห้าปากที่เบิกความสรุปได้ว่าจำเลยถือเอาสาเหตุส่วนตัวมากลั่นแกล้งโจทก์ในการจัดอันดับดังกล่าว คือโจทก์ นางนิภานันท์ นายยืนหยัด หม่อมหลวงอัมพร ชยางกูรและนายยง วัฒนสิน โดยโจทก์เบิกความยืนยันข้อนี้พร้อมทั้งยกกรณีของข้าราชการอัยการคนอื่นที่ไม่มีความก้าวหน้าเพราะจำเลยกลั่นแกล้งเนื่องจากสาเหตุส่วนตัว นางนิภานันท์ซึ่งเป็นภริยาโจทก์เบิกความว่าได้รับคำบอกเล่าข้อนี้จากโจทก์ นายยืนหยัดเบิกความว่าโจทก์ถูกจำเลยกลั่นแกล้ง ส่วนหม่อมหลวงอัมพรและนายยงเบิกความเป็นทำนองว่าโจทก์ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพราะจำเลยไม่ชอบเป็นส่วนตัวศาลฎีกาเห็นว่า ข้อสรุปจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าวเป็นข้อสรุปที่ได้จากการอนุมานของพยานในฐานะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์หรือรู้เห็นเหตุการณ์การปกครองบังคับบัญชาของจำเลยการอนุมานของพยานจะมีเหตุผลน่ารับฟังหรือไม่ จะต้องพิเคราะห์ ข้อพิจารณาอื่น ๆ ประกอบ คือ ความรู้ ความสามารถของโจทก์กับตำแหน่งที่โจทก์มีโอกาสได้รับการเสนอแต่งตั้ง อุปนิสัยในการปกครองบังคับบัญชาของจำเลย การปฏิบัติราชการของข้าราชการอัยการอื่น ๆ เทียบกับโจทก์ตลอดทั้งความเข้มแข็งของระบบ ก.อ. ที่จะประกันความ เป็นอิสระของข้าราชการอัยการจากการใช้อำนาจโดยพลการของ ผู้บังคับบัญชา ในเรื่องความรู้ความสามารถของโจทก์นั้น นอกจากคำเบิกความของตัวโจทก์เองซึ่งยืนยันว่า โจทก์มีความรู้ความสามารถไม่น้อยกว่าหรือมากกว่าบุคคลที่ข้ามอาวุโสโจทก์ไป โดยในสมัยที่คนอื่นเป็นอธิบดีกรมอัยการรวมแปดสมัย โจทก์มีความก้าวหน้าได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นบ่อยที่สุดในรุ่นและได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษประจำเขตก่อนใครในรุ่นแล้ว โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากรวมทั้ง นายพิมลและนายโอภาสเบิกความสนับสนุน พยานจำเลยเองก็เบิกความยอมรับข้อนี้ถึงสามปาก คือ นายสหายเบิกความว่า นายสหายรับราชการที่กรมอัยการในเวลาไล่เลี่ยกับโจทก์ไม่มีเรื่องเสียหาย นายสหัสเบิกความว่านายสหัสเคยเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ โจทก์ไม่มีเรื่องเสียหาย และ นายกุณฑลเบิกความว่า นายกุณฑลเคยดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงสงขลา โจทก์มาดำรงตำแหน่งนี้แทนนายกุณฑล โจทก์ เป็นคนดี ในสมัยอธิบดีกรมอัยการคนก่อนจำเลยทุกคน โจทก์มีความก้าวหน้า ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นข้าราชการอัยการที่มีความรู้ความสามารถโดยก่อนที่จำเลยจะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการ การรับราชการของโจทก์ก้าวหน้ามาโดยลำดับในเรื่องโอกาสได้รับการเสนอแต่งตั้ง คงได้ความตามที่โจทก์เบิกความประกอบเอกสารโดยพยานจำเลยมิได้เบิกความเป็นอย่างอื่น ว่า ในช่วงที่จำเลยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการจนถึงเกษียณอายุราชการ เป็นเวลาหกปีเศษ มีตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายว่างถึงยี่สิบสองตำแหน่ง และมีตำแหน่งรองอัยการสูงสุดว่างถึงสี่ตำแหน่ง เนื่องจากมีตำแหน่งที่โจทก์มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นจำนวนมากนี้เอง การที่โจทก์ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามอาวุโสจึงทำให้โจทก์ถูกข้ามอาวุโสมากโดยตามบัญชีรายชื่อพนักงานอัยการปี พ.ศ. 2536 เอกสารหมาย จ.20 โจทก์ถูกลดอาวุโสไปอยู่อันดับที่ 82 เป็นการลดอันดับอาวุโสถึงเจ็ดสิบกว่าอันดับ จึงเห็นได้ว่าการถูกข้ามอาวุโสของโจทก์นับว่าเป็นเรื่องรุนแรงดังที่พยานโจทก์ปากหม่อมหลวงอัมพรเรียกการรับราชการของโจทก์ว่ามีลักษณะถอยหลัง คือ หยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ข้าราชการอัยการรุ่นหลังเป็นชุด ๆ ได้รับการแต่งตั้งข้ามหน้าโจทก์ไป สำหรับคุณสมบัติของข้าราชการอัยการคนอื่นที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายได้ความจากคำเบิกความของนายสหายซึ่งเป็นพยานจำเลยว่า อัยการพิเศษประจำเขตทุกคนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายเว้นแต่มีความผิดหรือไม่เหมาะสม แสดงว่าในการเสนอแต่งตั้งของจำเลยมิได้มีการเลือกเฟ้นคุณสมบัติพิเศษหรือความเหมาะสมเฉพาะตัวของข้าราชการอัยการที่จะได้รับการเสนอแต่งตั้ง คงพิจารณาเฉพาะคุณสมบัติหรือความเหมาะสมทั่วไปซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีหรือมีแต่ด้อยกว่าข้าราชการอัยการอื่น ๆ ที่ได้รับการเสนอแต่งตั้งข้ามอาวุโสโจทก์ไป การที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและไม่ปรากฏว่าขาดคุณสมบัติหรือมีความไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งไม่ได้รับการเสนอแต่งตั้งเป็นเวลานานจนเป็นผลให้ถูกข้าราชการอัยการรุ่นหลังข้ามอาวุโสไปเป็นจำนวนมากเช่นนี้ นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้บังคับบัญชาหรือผู้เสนอแต่งตั้งที่ไม่มีอคติต่อโจทก์ข้อผิดปกติวิสัยนี้จะนำมาวิเคราะห์เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงถึงอุปนิสัยในการปกครองบังคับบัญชาของจำเลยการปฏิบัติราชการของข้าราชการอัยการอื่น ๆ เทียบกับโจทก์ตลอดทั้งความเข้มแข็งของระบบ ก.อ. แล้วข้อเท็จจริงเหล่านี้โจทก์เบิกความว่าพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยบริหารแบบมีอคติและเล่นพวกปรากฏตั้งแต่นายประเทืองลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการ ตอนนั้นข้าราชการอัยการแตกออกเป็นสองกลุ่มเพื่อชิงตำแหน่งกันกลุ่มหนึ่งมีนายสมชาย ปัทมสุคนธ์ ซึ่งสนับสนุนให้นายโกศล อนันต์พงษ์ เป็นอธิบดีกรมอัยการ อีกกลุ่มหนึ่งมีจำเลยซึ่งสนับสนุนให้นายสุจินต์ ทิมสุวรรณ เป็นอธิบดีกรมอัยการ เนื่องจากกลุ่มของจำเลยได้รับการสนับสนุนจากพันเอกสุจินดา คราประยูร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น กลุ่มของจำเลยจึงเป็นฝ่ายมีชัยโดยนายสุจินต์ได้เป็นอธิบดีกรมอัยการและจำเลยได้เป็นอัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา จำเลยมีบทบาทในการบริหารกรมอัยการเนื่องจากเคยเป็นเลขานุการ ก.อ. มีการจัดคนของจำเลยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆไว้ก่อน ส่วนนายสมชาย นายโกศลกับพวกถูกตั้งกรรมการสอบสวนและให้ออกจากราชการไป ข้าราชการอัยการทุกคนเกิดความเกรงกลัวโจทก์วางตัวเป็นกลางแต่พวกของจำเลยพยายามจัดให้โจทก์เป็นกลุ่มของนายสมชาย โจทก์เบิกความถึงการรับราชการไม่ก้าวหน้าของข้าราชการอัยการในสมัยจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุดว่าโดยมากเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย นอกจากกรณีของโจทก์แล้ว ยังมีกรณีของคนอื่นที่ไม่ก้าวหน้าเพราะจำเลยไม่ชอบ คือนายชัยวัฒน์ เกตุปรีชาสวัสดิ์ ซึ่งได้รับการเสนอให้เป็นรองอธิบดีกรมอัยการตั้งแต่ปี 2531 แต่จำเลยไม่ถูกใจจึงไม่ได้รับการแต่งตั้ง ปัจจุบันนายชัยวัฒน์อยู่ในตำแหน่งเดิมและถูกข้ามอาวุโสมีเพื่อนข้าราชการอัยการรุ่นเดียวกับโจทก์ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าในทางราชการบอกว่าในยุคที่จำเลยเป็นอัยการสูงสุดนี้ถ้าจะให้เจริญก้าวหน้าจะต้องทำตนแบบเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คือต้องทำตัวให้จำเลยพอใจและยอมรับด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นในโอกาสวันเกิดของจำเลยจะต้องจัดของขวัญเป็นทองคำหนักเก้าบาท วันขึ้นปีใหม่จะต้องจัดของขวัญเป็นทองคำหนักห้าบาท จะต้องจัดสัมมนาให้เป็นแบบพิธีโดยเชิญจำเลยและภริยาจำเลยพร้อมทั้งคณะไปร่วมงานจะต้องเชิญจำเลยไปตรวจงานบ่อย ๆ ภริยาข้าราชการอัยการที่อยู่ในท้องที่จะต้องพาภริยาจำเลยไปซื้อของโดยออกเงินค่าซื้อของให้ด้วยเมื่อเสร็จงานเลี้ยงแต่ละวันแล้วจะต้องเปิดวงเล่นไพ่เพื่อเอาใจภริยาจำเลย โดยมีเคล็ดลับการเล่นว่าต้องจัดงบประมาณไว้ให้ภริยาจำเลยเล่นได้ด้วย เรื่องเหล่านี้รู้กันทั่วไปในหมู่ข้าราชการอัยการ ข้าราชการอัยการที่กระทำดังกล่าวจะได้รับการยอมรับจากจำเลย และมีความเจริญก้าวหน้าทุกคน โจทก์ไม่เคยไปร่วมงานวันเกิดและวันขึ้นปีใหม่โจทก์ไม่เคยให้ของขวัญแก่จำเลย โจทก์ไม่ประสงค์จะเจริญก้าวหน้าเพราะกระทำเช่นนี้ โจทก์ยังเบิกความอีกว่าข้าราชการอัยการที่มีพฤติกรรมต่อต้านจำเลยหรือไม่เห็นด้วยกับจำเลยจะถูกจำเลยใช้กฎหมายเกี่ยวกับวินัยจัดการทุกราย เช่น นายยืนหยัด ใจสมุทรและนายณรงค์ วีระศิริ เป็นต้น นายยืนหยัดถูกงดบำเหน็จความชอบเพราะแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับจำเลย ส่วนนายณรงค์ทำแบบสอบถามข้าราชการอัยการเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างของกรมอัยการซึ่งจะเป็นการบั่นทอนอำนาจของจำเลยนายณรงค์ ถูกจำเลยขู่ว่าจะดำเนินการทางวินัย ส่วนข้าราชการอัยการที่ทำตามที่จำเลยขอ จำเลยจะพอใจ ส่วนระบบ ก.อ. นั้น โจทก์เบิกความว่า ก.อ. ทั้งสองประเภทอยู่ภายใต้การครอบงำของจำเลย โดย ก.อ. โดยตำแหน่งนั้น จำเลยจะจัดคนของจำเลยลงตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่เป็น ก.อ. ในตำแหน่ง คนที่มิใช่พรรคพวกของจำเลยจะไม่มีโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่เป็น ก.อ. โดยตำแหน่ง ส่วน ก.อ. ประเภทเลือกตั้ง ศูนย์อำนาจของจำเลยจะสั่งให้เลือกใคร บัตรเลือกตั้งแต่ละฉบับมีหมายเลข จำเลยสามารถรู้ได้ว่าข้าราชการอัยการคนใด เลือกบุคคลใดมีบางจังหวัดที่ไม่เลือกตามบัญชีรายชื่อของฝ่ายจำเลย ปรากฏว่าข้าราชการอัยการจังหวัดนั้นถูกย้ายทั้งจังหวัด เมื่อจำเลยพ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุด แล้วมีคนที่เคยได้รับเลือกตั้งสมัยจำเลยเป็นอัยการสูงสุดได้คะแนนรับเลือกไม่ถึงสิบคะแนน รวมทั้งจำเลยได้ชี้นำให้เลือกนายกมล วรรณประภา ซึ่งป่วยไม่สามารถทำงานได้แล้วเพื่อจำเลยจะได้ทำหน้าที่เป็นประธาน ก.อ. แทนแล้วครอบงำ ก.อ. นอกจากตัวโจทก์แล้ว ยังมีพยานโจทก์อีกสี่ปากที่เบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้คือ หม่อมหลวงอัมพร นายยืนหยัด นายณรงค์และนายยงพยานทั้งสี่เบิกความดังนี้ หม่อมหลวงอัมพรเบิกความว่า หม่อมหลวงอัมพรเคยดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราชเมื่อโจทก์เป็นอัยการพิเศษประจำเขต 8 หม่อมหลวงอัมพรเห็นว่าโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี โจทก์ไม่เคยเรี่ยไรเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาและให้ความเมตตาและปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะนั้นที่กรมอัยการมีการเรี่ยไรเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชามาส่งส่วยกันมาก ดังเช่นในปี 2531 หม่อมหลวงอัมพรได้ไปดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดอุทัยธานีซึ่งอยู่ในสำนักงานอัยการพิเศษประจำเขต 6 นายวิทยาปัตตพงศ์ อัยการพิเศษประจำเขต 6 ได้มาเรี่ยไรเงินจากอัยการจังหวัดที่อยู่ในเขตเพื่อนำไปซื้อของขวัญให้แก่จำเลยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่และวันเกิดประมาณจังหวัดละสองพันบาทถึงสองพันห้าร้อยบาทตามขนาดเล็กใหญ่ของจังหวัด สำหรับหม่อมหลวงอัมพรกำหนดหนึ่งพันห้าร้อยบาท ตามที่ระบุไว้ในหน้า 29 ของเอกสารหมาย จ.25 โจทก์มีนิสัยไม่ชอบส่งส่วยแบบนี้ การรับราชการของโจทก์จึงถอยหลัง คือมีข้าราชการอัยการรุ่นหลังแซงหน้าโจทก์ขึ้นไปเป็นชุด ชุดละสามสิบคนบ้างห้าสิบคนบ้าง ตามรายชื่อพนักงานอัยการชั้น 4, 5 และ 6 ประจำปี 2533 เอกสารหมาย จ.9 เมื่อปี 2533 โจทก์อยู่อันดับที่ 16 ส่วนนายวิทยาอยู่อันดับที่ 28 แต่ขณะนี้นายวิทยาเป็นรองอัยการสูงสุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโจทก์แล้วมีความก้าวหน้าทางราชการดีกว่าโจทก์มาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะจำเลยมีความชอบพอกับนายวิทยาเท่าที่หม่อมหลวงอัมพรสังเกตข้าราชการอัยการที่จำเลยชอบจะได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ในวงราชการกรมอัยการคนที่รับราชการแล้วไม่มีความก้าวหน้าเนื่องจากจำเลยไม่ชอบมีหลายคน เช่น นายชัยวัฒน์ กตุปรีชาสวัสดิ์ เป็นต้น ส่วนคนที่ได้รับใช้จำเลยที่บ้านหรือหาเสียงเป็น ก.อ. ให้แก่บุคคลที่จำเลยต้องการจะได้รับความดีความชอบในหน้าที่ราชการสำหรับกรณีของโจทก์ หม่อมหลวงอัมพรเห็นว่าโจทก์ ไม่ได้รับความเป็นธรรม นายยืนหยัดเบิกความว่า จำเลยเริ่มไม่พอใจนายยืนหยัดเมื่อปี 2525 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการช่วงชิงอำนาจกันระหว่าง ข้าราชการอัยการสองฝ่าย คือ ฝ่ายนายโกศล และนายสมชาย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมอัยการอยู่ฝ่ายหนึ่ง กับฝ่ายนายสุจินต์และจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะนั้นนายประเทืองใกล้เกษียณอายุราชการ นายยืนหยัดอยู่ฝ่ายของนายโกศล เมื่อฝ่ายนายสุจินต์ได้รับชัยชนะ นายสุจินต์ได้เป็นอธิบดีกรมอัยการส่วนฝ่ายนายโกศลถูกดำเนินการทางวินัยและถูกออกจากราชการสองคน สำหรับนายยืนหยัดกับพวกอีกห้าถึงหกคน ถูกย้ายไปถิ่นทุรกันดาร เช่นนายยืนหยัดถูกย้ายไปช่วยราชการที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจุดที่นายยืนหยัดเข้าใจว่าจำเลยเริ่มไม่พอใจ นายยืนหยัด แต่เนื่องจากนายสุจินต์เป็นคนไม่อาฆาตมาดร้าย ในปี 2526 นายยืนหยัดจึงได้ย้ายไปจังหวัดพัทลุง ต่อมา ปี 2529 นายยืนหยัดได้ย้ายมาเป็นอัยการพิเศษประจำกรม กองที่ปรึกษา ช่วงนี้นายยืนหยัดขัดแย้งกับจำเลยอีกครั้งเกี่ยวกับสหกรณ์ออมทรัพย์กรมอัยการ โดยเมื่อมีการประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตอนต้นปี 2530 ขณะนั้นจำเลยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมอัยการและเป็นรองประธานสหกรณ์ สมาชิกส่วนหนึ่งภายใต้การนำของนายคณิต ณ นคร เห็นว่ากรรมการได้โบนัสมากเกินไปจึงเปิดอภิปรายเพื่อขอให้ตัดโบนัส นายยืนหยัดได้ร่วมอภิปรายอย่างรุนแรง แต่คณะกรรมการก็ยังไม่ยอมลดโบนัส ในที่สุดมติที่ประชุมใหญ่มีความเห็นให้ลด นายยืนหยัดเชื่อว่าทำให้คณะกรรมการซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วยเสียหน้า จะเห็นได้จากเมื่อสมาชิกเสนอให้จำเลยเป็นกรรมการจำเลยก็ขอถอนตัว อันเป็นเหตุที่ทำให้นายยืนหยัดเข้าใจว่าจำเลยต้องการให้สหกรณ์ล้มด้วย ในที่สุดสมาชิกได้เสนอชื่อกรรมการชุดใหม่ซึ่งมีนายโอภาส อรุณินท์ เป็นประธานสหกรณ์ ส่วนนายยืนหยัดและนายคณิตเป็นรองประธาน วิกฤตการณ์ของสหกรณ์ดังกล่าวเชื่อว่าเป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจและเห็นว่าเป็นการหาคะแนน ก.อ. เมื่อนายยืนหยัดเข้าไปบริหารสหกรณ์ นายยืนหยัดได้พยายามทำความเข้าใจกับบรรดาสมาชิกโดยทำจุลสารชื่อ "หลักบ้าน" เพื่อที่จะสื่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกัน ในฉบับที่ 8 ของจุลสารนี้นายประเวศ มะกรวัฒนะกรรมการสหกรณ์ได้เขียนข้อความที่ชื่อว่า มหาภารตะยุทธ ภาคพิเศษโดยใช้ชื่อบุคคลในกรมอัยการเป็นชื่อตัวละคร นายบุญนิตย์ ชัยสิทธิ์อัยการพิเศษฝ่ายคดีธนบุรีทำหนังสือถึงจำเลยร้องเรียนว่าผู้เขียนข้อความดังกล่าวล้อเลียนนายบุญนิตย์ จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการส่งหนังสือดังกล่าวถึงนายโอภาสซึ่งเป็นประธานสหกรณ์ให้ชี้แจง นายโอภาสไม่ชี้แจงแต่กลับให้นายยืนหยัดนำข้อความที่นายโอภาสเขียนลงในจุลสารแสดงความน้อยใจ นายยืนหยัดได้นำลงในจุลสารฉบับต่อไปพร้อมทั้งได้เขียนข้อความลงในจุลสารด้วย ชื่อ "จุดเทียนคนละดวง" กล่าวถึงเรื่องธรรมะกับอธรรมและให้กำลังใจแก่นายโอภาสเพื่อให้ต่อสู้ต่อไป ในบทสรุปนายยืนหยัดได้ชวนให้ข้าราชการอัยการจุดเทียนขึ้นคนละดวงเพื่อขับไล่ความมืดมิดในกรมอัยการหลังจากนั้นนายประเวศได้ไปขอขมาจำเลยและนายบุญนิตย์ จำเลยก็ได้ยกโทษให้ส่วนนายยืนหยัดไม่ได้ไปขอขมาจำเลย เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่องที่ได้ทำไปถูกต้องแล้ว ในเดือนมกราคม ปี 2531 ได้มีคำสั่งให้นายยืนหยัดไปดำรงตำแหน่งอัยการอุทธรณ์กำแพงเพชร นายยืนหยัดเข้าใจว่าน่าจะมาจากสาเหตุที่ได้เขียนบทความลงในจุลสาร นายยืนหยัดได้ทำหนังสือทักท้วงเพื่อให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเนื่องจากมีความเดือดร้อนทางครอบครัวขณะเดียวกันนายเทอด เกียรติสุขเกษมอัยการพิเศษฝ่ายปรึกษาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายยืนหยัดได้ขอร้องให้นายยืนหยัดไปขอขมาจำเลย นายยืนหยัดเห็นในความหวังดีและเกรงใจนายเทอด จึงได้เข้าพบจำเลยพร้อมกับนายเทอดในที่ทำงานของจำเลย จำเลยได้พูดในลักษณะต่อว่าเกี่ยวกับเรื่องที่นายยืนหยัดได้เขียนข้อความเรื่องจุดเทียนคนละดวงยกย่องนายโอภาสในลักษณะนั้น โดยจำเลยพูดว่าทำให้ข้าราชการอัยการไม่เคารพจำเลย นายยืนหยัดบอกว่าไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นเพียงแต่เพื่อที่จะให้กำลังใจนายโอภาสและขอความกรุณาจากจำเลยเพื่อที่จะไม่ต้องย้าย แต่จำเลยยืนยันให้ย้ายไปก่อนเพื่อที่จะให้บุคคลทั่วไปเห็นว่านายยืนหยัดได้รับผลจากการกระทำดังกล่าวส่วนเรื่องที่จะย้ายกลับนั้นจำเลยจะพิจารณาในภายหลัง หลังจากรับตำแหน่งที่จังหวัดกำแพงเพชรได้ประมาณหนึ่งเดือนนายยืนหยัดกลับมาประชุมใหญ่สามัญประจำปีสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งจะมีการเลือกกรรมการชุดใหม่ด้วย มีสมาชิกมาประชุมมาก นายยืนหยัดทราบว่าจำเลยระดมคนเพื่อเอาอำนาจในสหกรณ์กลับคืน มีการอภิปรายกันอย่างรุนแรง ผลการลงคะแนนลับได้กรรมการฝ่ายละครึ่งจึงต้องร่วมกันบริหารและมีการโต้แย้งกันในเรื่องต่าง ๆ ตลอดมาเมื่อนายยืนหยัดรับราชการอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชรประมาณห้าเดือนได้รับคำสั่งให้กลับมาเป็นอัยการพิเศษประจำกรมกองคดีแรงงานประมาณเดือนตุลาคม 2531 ได้มีการย้ายนายคณิตไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีแรงงาน และได้ย้ายให้นายยืนหยัดไปเป็นอัยการพิเศษประจำกรมกองคดีแพ่ง นายยืนหยัดเข้าใจว่าจำเลยไม่ต้องการให้ตนอยู่ร่วมกับนายคณิต นายยืนหยัดทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธาน ก.อ. โดยเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่นายคณิตขอร้องนายยืนหยัดให้ถอนเรื่อง ต่อมามีการเลือกตั้ง ก.อ. ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองตำแหน่งนายยืนหยัดสนับสนุนนายคณิตโดยออกเอกสารถึงข้าราชการอัยการทั่วประเทศในนามของตนเองขอให้พิจารณาเลือกนายคณิตและตนเองและใช้คำขวัญว่า "เลือกยืนหยัดและ ดร.คณิต คิดถึงระบบคุณธรรม" เพื่อให้ข้าราชการอัยการได้สำนึกว่าในปัจจุบันไม่ได้ใช้ระบบคุณธรรม ผลปรากฏว่านายคณิตได้รับเลือกตั้งเป็น ก.อ. โดยได้คะแนนเป็นที่หนึ่ง ส่วนนายยืนหยัดได้คะแนนเป็นที่สี่ ผู้ได้คะแนนเป็นที่สองเป็นบุคคล ที่จำเลยสนับสนุนโดยใช้วิธีให้เลขานุการ ก.อ. โทรศัพท์แจ้งให้ข้าราชการ อัยการทราบ นายยืนหยัดทราบภายหลังว่าเหตุที่นายคณิตได้รับการ เลือกตั้งเนื่องจากมีผู้โทรเลขในนามจำเลยไปถึงอัยการพิเศษประจำเขตทั่วประเทศให้วางตัวเป็นกลาง หลังจากมีโทรเลขฉบับดังกล่าวแล้วได้มีอัยการพิเศษประจำเขตเข้ามาที่กรมอัยการเป็นจำนวนมากโดยจำเลยเรียกให้เข้ามาประชุมเพื่อที่จะแจ้งว่า โทรเลขที่ออกไปดังกล่าวนั้นจำเลยไม่ได้เป็นผู้ส่ง แต่ก็ล่าช้าไปเนื่องจากอัยการพิเศษประจำเขต ต่าง ๆ ได้ถ่ายเอกสารแจกให้ข้าราชการอัยการผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไปทั้งหมดแล้ว หลังจากนั้นนายยืนหยัดถูกคำสั่งให้ย้ายเป็นอัยการพิเศษประจำกรม กองคดีแพ่งธนบุรี ทำให้นายยืนหยัดได้รับความลำบากในการเดินทางเป็นอย่างมาก เนื่องจากบ้านอยู่ในเขตมีนบุรีและในช่วงระยะเวลาเพียงปีเศษนายยืนหยัดได้ถูกย้ายถึงสี่ครั้งนายยืนหยัดทราบจากนายโอภาสว่าจำเลยต้องการที่จะย้ายให้นายยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเครื่องบินลง แต่นายโอภาสคัดค้านว่าจะได้รับความเดือดร้อนมากเกินไป จึงย้ายไปแค่กองคดีแพ่งธนบุรี ขณะที่นายยืนหยัดอยู่กองคดีแพ่งธนบุรี นายสุรัตน์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายยืนหยัดได้บอกนายยืนหยัดว่าจำเลยได้โทรศัพท์ไปหานายสุรัตน์ว่าอย่าขอสองขั้นให้นายยืนหยัดและนายพิชัย โชติโรจน์ผล เพราะจำเลย ไม่ชอบ นายสุรัตน์ทำตามที่จำเลยขอร้องไม่ได้ จึงเสนอให้สองขั้นแก่ข้าราชการอัยการที่อยู่ที่กองคดีแพ่งธนบุรีทุกคน จำเลยติเตียนนายสุรัตน์ ลังจากนั้นไม่นานนายสุรัตน์ได้ฆ่าตัวตาย และภริยาของนายสุรัตน์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าเหตุที่นายสุรัตน์ฆ่าตัวตายเนื่องจาก สาเหตุที่ทำงาน เมื่อมีการเลือกตั้ง ก.อ. ชุดใหญ่ นายยืนหยัดจัดทีมเพื่อเสนอตัวเป็น ก.อ. อีกครั้งหนึ่ง มีตัวเองและนายคณิตด้วยคนหนึ่งปรากฏว่ามีบัญชีรายชื่อขึ้นมาอีก คณะหนึ่งทราบว่าเป็นของฝ่ายจำเลยและมีนายคณิตอยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าวนั้นด้วย นายคณิตบอกนายยืนหยัดว่าจำเลยได้ขอให้นายคณิตออกแถลงว่า นายคณิตไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของฝ่ายนายยืนหยัด แต่นายคณิตปฏิเสธ การเลือกตั้งปรากฏว่านายคณิตมีคะแนนเสียงเป็นที่หนึ่ง และข้าราชการอัยการบำนาญอีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกคือนายประเทือง กีรติบุตร ซึ่งนายยืนหยัดเป็นผู้เสนอก่อนวันเลือกตั้งฝ่ายจำเลยได้สั่งการให้มีการชี้นำให้เลือกตามบัญชีรายชื่อซึ่งไม่ใช่บัญชีรายชื่อของนายยืนหยัด นายยืนหยัดจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผ่านจำเลย จำเลยได้นำหนังสือร้องเรียนของนายยืนหยัดเข้าที่ประชุม ก.อ. และจำเลยในฐานะรองประธาน ก.อ. ได้อภิปรายโน้มน้าวให้ ก.อ. เห็นว่านายยืนหยัดเป็นผู้ก่อกวนเพื่อให้แตกความสามัคคี ในที่สุด ก.อ. มีมติให้ตั้งกรรมการสอบสวนนายยืนหยัดหลังจากการเลือก ก.อ. เสร็จสิ้นนายยืนหยัดทราบว่าจะมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจึงไปพบนายเสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีความสนิทสนมเป็นส่วนตัว นายเสนาะจะขอตัวนายยืนหยัดไปช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อว่าจำเลยจะไม่ตั้งกรรมการสอบสวนนายยืนหยัด นายยืนหยัดเห็นชอบด้วย นายเสนาะดำเนินการดังกล่าวหนังสือจากนายเสนาะขอตัวนายยืนหยัดไปช่วยราชการไปถึงจำเลยแล้วแต่จำเลยเก็บไว้ นายยืนหยัดจึงไปหารือกับนายเสนาะ นายเสนาะโทรศัพท์สอบถามจำเลยในขณะนั้นต่อหน้านายยืนหยัด และสรุปเรื่องให้นายยืนหยัดฟังว่าจำเลยบอกว่านายยืนหยัดเป็นคนไม่ดี หากจะให้ไปช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทยจะเป็นการสร้างปัญหาให้นายเสนาะนายเสนาะก็ยืนยันต่อจำเลยว่ารู้จักนายยืนหยัดเป็นอย่างดีและทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรแต่จำเลยได้ยืนยันว่าจะไม่ให้ นายยืนหยัดไปช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทยเว้นแต่จะโอนไปขาดเลย ในที่สุดนายยืนหยัดก็ไม่ได้ไปช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทยหรือโอนไปต่อมากรมอัยการได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น เกี่ยวกับความผิดทางวินัยของนายยืนหยัด โดยมีข้อกล่าวหาว่านายยืนหยัด เป็นผู้ทำหนังสือร้องเรียนถึงกระทรวงมหาดไทยว่ามีการโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรมเป็นผู้ทำหนังสือร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่ามีการชี้นำการเลือก ก.อ. เป็นผู้สนับสนุนในการที่นายประเวศเขียนบทความเรื่องมหาภารตะยุทธภาคพิเศษลงในจุลสารหลักบ้านและเป็นผู้นำหนังสือร้องเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในครั้งที่สองมาออกเลขหนังสือของกองคดีแพ่งธนบุรี ซึ่งเป็นการนำหนังสือส่วนตัวมาออกเลขของทางราชการ เป็นการผิดระเบียบงานสารบรรณ การกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และข้อหาอื่น ๆ อีกหลายข้อหาประธานคณะกรรมการสอบสวนครั้งนี้คือนายเกษม ชาญไววิทย์ครั้งแรกนายยืนหยัดคิดว่าการสอบสวนในครั้งนี้จะให้ความเป็นธรรมแก่ตน แต่นายสุชาติ ธรรมโชติ น้องเขยของนายยืนหยัดมาเล่าให้นายยืนหยัดฟังว่า นายสุชาติไปรับประทานอาหารร่วมกับนายเกษม และพรรคพวกได้ยินนายเกษมพูดคุยในวงสนทนาว่า กรมอัยการกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่พนักงานอัยการคนหนึ่งซึ่งผู้บังคับบัญชาต้องการจะไล่ออก นายสุชาติได้รับฟังเรื่องทั้งหมดแล้วสรุปได้ว่า พนักงานอัยการคนนั้นคือตัวนายยืนหยัดเอง หลังจากนั้นไม่นานคณะกรรมการดังกล่าวก็ได้สรุปสำนวนให้ความเห็นว่าการกระทำของนายยืนหยัดมีมูลเป็นความผิดตามข้อกล่าวหา กรมอัยการได้เสนอกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการชุดสอบสวนตามความผิดดังกล่าว นายยืนหยัดอ้างพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อแก้ข้อกล่าวหาแต่คณะกรรมการได้ไปหาพยานบุคคลมาหักล้างพยานหลักฐานของนายยืนหยัดทั้งหมด เช่น นายยืนหยัดอ้างถึงพยานบุคคลมาให้การว่าสมัยที่รับราชการอยู่ที่ต่างจังหวัดมีการเลือกตั้ง ก.อ. พยานได้รับการชี้นำให้เลือก ก.อ. ผู้นั้น คณะกรรมการก็นำพยานบุคคลมาหักล้างว่าไม่เป็นความจริง ในที่สุดคณะกรรมการก็ได้สรุปความเห็นว่านายยืนหยัดมีความผิดตามข้อกล่าวหาเห็นควรให้ออกจากราชการกรมอัยการได้ส่งสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปให้นายณรงค์อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีแพ่งธนบุรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายยืนหยัดในขณะนั้น นายณรงค์ได้บันทึกโต้แย้งความเห็นของคณะกรรมการทุกกรณี และเห็นว่านายยืนหยัดไม่มีความผิดทางวินัยแต่อย่างใดถ้าจะมีก็แต่เพียงที่นายยืนหยัดนำหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปลงเลขของกองคดีแพ่งธนบุรีเท่านั้น และโทษทางวินัยก็ไม่ควรเกินว่ากล่าวตักเตือน เมื่อส่งสำนวนกลับมาถึงจำเลยจำเลยได้บันทึกว่าเห็นควรให้ออกจากราชการตามความเห็นคณะกรรมการแล้วส่งสำนวนให้ ก.อ. พิจารณา นายยืนหยัดจึงได้ไปพบนายเสนาะอีกครั้งหนึ่ง และให้นายเสนาะนำไปพบพลตำรวจเอกประมาณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นซึ่งเป็นประธาน ก.อ. ด้วย นายยืนหยัด ชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ให้พลตำรวจเอกประมาณทราบโดยละเอียด นายยืนหยัด ทราบว่าพลตำรวจเอกประมาณได้ทำหนังสือส่วนตัวมาถึงจำเลยว่าอย่า ให้ลงโทษนายยืนหยัดถึงขั้นให้ออกเลย ต่อมาผลการประชุม ก.อ. ได้ลงมติว่าให้งดบำเหน็จความชอบแก่นายยืนหยัดเป็นเวลาสามปี นายยืนหยัดเบิกความถึงโครงสร้างของ ก.อ. ในขณะที่จำเลยดำรง ตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการในความหมายที่คนในกรมอัยการพูดกันว่า หมายถึง "กูเอง" หรือ "โกเมนเอง" คือ ก.อ. ก็คือหมายถึงตัวจำเลย นั่นเองเนื่องจาก ก.อ. ที่เป็นโดยตำแหน่งจะเป็นคนที่จำเลยเลือก เข้ามาเอง ส่วน ก.อ. ที่มาจากการเลือกตั้งก็คือ ก.อ. ที่กล่าวกันว่า มาจากบัญชีรายชื่อของฝ่ายจำเลย แม้จะมี ก.อ. ที่มาจากบัญชี รายชื่อของฝ่ายอื่นบ้าง เช่น นายคณิตและนายประเทืองแต่ก็เป็น เสียงข้างน้อย นายยืนหยัดและโจทก์เคยทำงานอยู่กองเดียวกัน นายยืนหยัดทราบเรื่องที่โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมตลอดมา นายณรงค์เบิกความว่านายณรงค์เป็นข้าราชการอัยการปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง นายณรงค์เคยเป็น อัยการพิเศษประจำเขต 9 ในระหว่างนั้นมีการเลือกตั้ง ก.อ. นายณรงค์ได้รับโทรเลขซึ่งอ้างว่าเป็นของจำเลยให้วางตัวเป็นกลาง แต่ต่อมาจำเลยแจ้งนายณรงค์ว่าโทรเลขดังกล่าวปลอม นายณรงค์ เข้าใจว่าการเลือกตั้ง ก.อ. ให้เป็นไปตามบัญชีรายชื่อเดิมที่คนสนิท ของจำเลยแจ้งให้ทราบมาแต่แรก หลังจากนั้นนายณรงค์เดินทาง เข้ามากรุงเทพมหานครเพื่อประชุมโดยมีจำเลยเป็นประธานในการ ประชุม จำเลยแจ้งว่าโทรเลขฉบับดังกล่าวเป็นโทรเลขปลอม ในระหว่างนั้นมีอัยการพิเศษประจำเขตคนหนึ่งแจ้งให้จำเลยทราบว่า ตนเองได้แจ้งผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับโทรเลขดังกล่าวแล้วและจำเลย ได้แจ้งให้ผู้ที่เข้ามาประชุมไปชี้แจงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบ ในที่สุด ผลการเลือกตั้ง ก.อ. ไม่เป็นไปตามบัญชีรายชื่อ โดยมีบุคคลซึ่งอยู่นอก บัญชีรายชื่อได้รับการเลือกเข้ามาด้วย การเลือก ก.อ. นั้นจะมีบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีคนใกล้ชิดของจำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้นมาและส่งมาให้ข้าราชการอัยการ ทั่วประเทศ และมีการวางตัวบุคคลที่จะไปเป็น ก.อ. เหตุที่ทำอย่างนี้ นายณรงค์เข้าใจว่าหากเป็นคนของฝ่ายของจำเลยเข้ามาเป็น ก.อ. ทั้งหมดแล้ว การบริหารงานในกรมอัยการก็จะเป็นไปด้วยความสะดวก และ หากมีคนค้านก็จะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นและคนที่ค้านก็จะได้รับผลเสียแก่ตัวเองด้วย จึงไม่มีใครกล้าคัดค้านจำเลยเคยตั้งให้นายณรงค์เป็นกรรมการพัฒนากฎหมายโดยมีนายสุชาติเป็นประธานและมีนายณรงค์เป็นประธานอนุกรรมการการแก้ไขกฎหมายปกครองและรัฐวิสาหกิจซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการฝ่ายอัยการนี้ด้วยฉบับหนึ่ง นายณรงค์ เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเนื่องจากการเลือกตั้ง ก.อ. ที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งแบบผูกขาดและมีการสืบทอดอำนาจกันได้ นายณรงค์จึงได้ส่งแบบสอบถามไปยังข้าราชการอัยการทั่วประเทศ เพื่อให้ออกความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำเลยได้เรียกประชุมด่วน เกี่ยวกับเรื่องนี้และกล่าวหานายณรงค์ว่าก่อความแตกแยก ต่อจากนั้น ก็ถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรรมการที่สอบสวนนายณรงค์คนหนึ่ง มีอาวุโสต่ำกว่านายณรงค์ มีผู้ถูกสอบสวนคนอื่นคัดค้านและมีการออก ข่าวทางหนังสือพิมพ์ นายณรงค์ชี้แจงต่อจำเลย จำเลยบอกว่าหากนายณรงค์คัดค้านก็จะปลดจากตำแหน่งเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย จำเลย บอกด้วยว่าคำสั่งปลดได้พิมพ์ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ลงชื่อ จำเลยยังพูดอีกว่า คุณณรงค์ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าถ้าผมต้องการอะไรต้องทำให้ได้ ในที่สุดนายณรงค์ ก็ถูกลงโทษทางวินัยในข้อหาทำให้เสียหายแก่ทางราชการ นายณรงค์คิดว่าจำเลยไม่พอใจเนื่องจากโครงสร้างใหม่ที่นายณรงค์ทำขึ้นกำหนดให้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.อ. ช่วงที่นายณรงค์เป็นอัยการพิเศษฝ่าย คดีแพ่งธนบุรีนั้น นายณรงค์เคยขอสองขั้นให้แก่นายพิชัย โชติโรจน์ผล เพราะเป็นผู้ที่ทำงานดีและอาวุโสอยู่ในอันดับที่ 1 แต่ปรากฏว่าจำเลย ไม่ให้โดยจำเลยบอกแก่นายณรงค์ว่า นายพิชัยเป็นผู้ที่ออกเงินค่าแสตมป์ ส่งบัตรสนเท่ห์เกี่ยวกับตัวจำเลยไปทั่วประเทศ ซึ่งนายณรงค์เห็นว่าเป็นการ นำเรื่องส่วนตัวมาพิจารณาซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และนายยงเบิกความว่า นายยงเคยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานอนุกรรมการพัฒนากฎหมาย ซึ่งมีหน้าที่ศึกษากฎหมายสิบเก้าฉบับ ที่ประชุมมอบหมายให้นายยงกับพวก ไปยกร่างกฎหมายระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ เพราะขณะนั้นมีปัญหา เกี่ยวกับเงินเดือนของข้าราชการอัยการที่ต่ำกว่าข้าราชการฝ่ายอื่นและ เกี่ยวกับระบบ ก.อ. ซึ่งเห็นกันว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน ระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ได้แนวความคิดมาประกอบ จึงให้ข้าราชการ อัยการทั่วประเทศแสดงความคิดเห็น โดยออกแบบสอบถามส่งไปให้ ข้าราชการอัยการประมาณห้าร้อยฉบับ มีคนเอาแบบสอบถามไปลงข่าว ทางหนังสือพิมพ์ว่าข้าราชการอัยการก่อหวอดเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง เงินเดือนเช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการ หนังสือพิมพ์บางฉบับลงข่าว พาดพิงถึงจำเลยว่าบริหารงานแบบรวมอำนาจเห็นแก่พวกพ้องไม่เป็นไปตามวิถีทางที่ถูกต้อง จำเลยโกรธมาก ได้เรียกประชุมข้าราชการอัยการระดับสูงและให้นายณรงค์ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการไปร่วมชี้แจงนายณรงค์ชี้แจงว่าการออกแบบสอบถามเป็นการประมวลความคิดเห็น ไม่ใช่มติ จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายเป็นผลให้คณะอนุกรรมการที่นายยงได้รับแต่งตั้งเป็นอันยกเลิกไปด้วยในวันรุ่งขึ้นได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนการกระทำของนายณรงค์ นายยงและคณะ ในข้อหาว่ากระทำการข้ามหน้าผู้บังคับบัญชา กระทำการก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของสื่อมวลชนและประชาชนไม่ถือตามระเบียบ แบบแผนของทางราชการและมีข้อหาอื่น ๆ อีก พร้อมทั้งมีหนังสือเวียนถึงข้าราชการอัยการระบุว่าการกระทำของนายยงเป็นความผิด จำเลยยังให้ สัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์ว่าการกระทำของนายยงเป็นความผิด ทั้ง ๆ ที่กรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้นยังไม่ได้เริ่มทำงาน นายยงจึงร้องเรียน ต่อนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของ สภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีให้นายยงไปช่วยราชการเป็นที่ปรึกษา กฎหมาย ต่อมา ก.อ. สั่งลงโทษนายยงในข้อหาไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เพราะออกแบบสอบถามโดยไม่ขออนุญาตก่อนนายยงรู้จักกับโจทก์มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน โจทก์เข้ารับราชการในกรมอัยการก่อนนายยงหลายปี โจทก์เป็นคนพูดตรงไปตรงมาโฉ่งฉ่าง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในฐานะที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย นายยงทราบว่า ข้าราชการอัยการทุกคนที่ทำให้จำเลยโกรธเคืองแล้ว จะถูกอาฆาตพยาบาทไม่มีทางก้าวหน้าได้ แม้การ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจะอยู่ในอำนาจของ ก.อ. แต่ความจริงแล้วอัยการ สูงสุดเป็นผู้มีบทบาทสำคัญใน ก.อ. มากที่สุด ก.อ. ส่วนใหญ่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย จำเลยจึงสามารถชี้นำ ก.อ. ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสี่ปากที่เบิกความสนับสนุนคำเบิกความของตัวโจทก์นี้ เบิกความตรงไปตรงมาว่าส่วนใดพยานได้รู้เห็นมาเอง ส่วนใดได้รับคำบอกเล่าจากผู้อื่นและส่วนใดเป็นการคาดคะเนของพยาน น่าเชื่อว่าพยานทั้งสี่ปากจะเบิกความไปตามความจริงโดยมิได้ปรักปรำจำเลยจริงอยู่นายยืนหยัด นายณรงค์และนายยงเคยถูกลงโทษทางวินัย ในสมัยจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุด แต่เหตุเพียงเท่านี้ ไม่น่าจะถึงกับทำให้พยานทั้งสามปากเบิกความเท็จหรือใส่ร้ายจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายยืนหยัดซึ่งมีข้อขัดแย้งกับจำเลยอย่างรุนแรง และยืดเยื้อ ถึงแม้นายยืนหยัดจะตอบโต้จำเลยในลักษณะกระทำตน เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยอย่างเปิดเผย แต่ก็เห็นได้ว่าวิธีการทุกอย่างที่ นายยืนหยัดใช้เป็นวิธีการต่อสู้แบบเปิดเผยและตรงไปตรงมาไม่ว่าการอภิปรายอย่างรุนแรงในที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ออมทรัพย์กรมอัยการให้คณะกรรมการซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วยลดโบนัส การเขียนบทความ ในจุลสารเชิญชวนให้ข้าราชการอัยการเรียกร้องความเป็นธรรมซึ่งดูเหมือนเป็นการตำหนิการบริหารงานของจำเลยว่ายังไม่โปร่งใส การทักท้วงให้จำเลยเปลี่ยนแปลงคำสั่งโยกย้ายไปจังหวัดกำแพงเพชรการช่วงชิงอำนาจในการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์กรมอัยการกับฝ่ายของจำเลย การจัดบัญชีรายชื่อเลือกตั้ง ก.อ. แข่งกับบัญชีรายชื่อที่คนของฝ่ายจำเลยเป็นผู้จัด โดยชูประเด็นระบบคุณธรรมซึ่งเท่ากับเป็นการตำหนิจำเลยอยู่ในทีว่าจำเลยปกครองบังคับบัญชาโดยไม่เป็นธรรม การร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าจำเลย ชี้นำไม่ให้ข้าราชการอัยการเลือก ก.อ. ตามบัญชีรายชื่อของนายยืนหยัดในการเลือกตั้ง ก.อ. ครั้งต่อมาซึ่งมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงและเป็นผลให้นายยืนหยัดถูกตั้งกรรมการสอบสวนและถูกลงโทษในที่สุดล้วนเป็นวิธีการที่เห็นได้ว่านายยืนหยัดรู้สึกว่าตนมีความชอบธรรมจะกระทำได้ ซึ่งความรู้สึกของนายยืนหยัดนี้ข้าราชการอัยการจำนวนไม่น้อยเห็นด้วยดังที่เห็นได้จากการ เลือกตั้ง ก.อ. จำนวนสองตำแหน่งที่นายยืนหยัดได้คะแนนเป็นที่สี่ ทั้งที่มิใช่เป็นข้าราชการอัยการระดับสูงและแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยอย่างเปิดเผย และที่เห็นได้จากการเลือกตั้ง ก.อ. ครั้งต่อมาที่มีบุคคลตามบัญชีรายชื่อของนายยืนหยัดได้รับเลือกเข้ามาด้วย ในการเบิกความนายยืนหยัดน่าจะเป็นบุคคลมีหลักการที่ไม่น่ามีสาเหตุส่วนตัวมาเป็นข้อปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากรวมทั้งนายยืนหยัดจึงมีเหตุผลน่ารับฟังอนึ่ง เนื่องจากพยานทั้งสี่สนับสนุนคำเบิกความของตัวโจทก์จึงทำให้คำเบิกความของตัวโจทก์ในส่วนที่มีคำเบิกความของพยานทั้งสี่สนับสนุนน่ารับฟังด้วย พยานจำเลยคงมีแต่นายสหายเบิกความเกี่ยวกับระบบ ก.อ. ว่า จำเลยไม่เคยชี้นำ ก.อ. และนายสหายเองก็เคยคัดค้านจำเลยในที่ประชุม ก.อ. เมื่อจำเลยเสนอให้เลื่อนเงินเดือนสองขั้นให้แก่นายชัยเกษม นิติสริริ แต่นายสหายก็มิได้เบิกความถึงรายละเอียดในส่วนสาระสำคัญที่พยานโจทก์เบิกความ ดังเช่นเกี่ยวกับโครงสร้างของระบบ ก.อ. ที่ตัวโจทก์เบิกความว่า การเลือกตั้ง ก.อ จำเลยสามารถตรวจสอบได้ว่าข้าราชการอัยการคนใดเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อที่จัดโดยพรรคพวกของจำเลยหรือไม่ รวมทั้งมีกรณีที่ข้าราชการอัยการถูกย้ายทั้งจังหวัดอันสืบเนื่องจากการไม่เลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อดังกล่าว ในเรื่องรายละเอียดเหล่านี้ในฐานะข้าราชการอัยการระดับสูงนายสหายย่อมทราบดี คำเบิกความของนายสหายจึงเป็นเพียงคำเบิกความตามความรู้สึกของข้าราชการอัยการที่ไม่เคยได้รับผลร้ายจากการปกครองบังคับบัญชาของจำเลยเท่านั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างคำเบิกความของพยาน โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงคงฟังได้ตามที่ตัวโจทก์และพยานโจทก์ปากอื่นเบิกความ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ ประการแรกเกี่ยวกับอุปนิสัยในการปกครองบังคับบัญชา ของจำเลยที่เป็นแบบอำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่า จำเลยมีแนวโน้มนำสาเหตุส่วนตัวมาเป็นข้อพิจารณาให้คุณให้โทษแก่ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ว่าในการเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสองขั้น การเลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งหรือการโยกย้ายรวมทั้งการลงโทษทางวินัย และจำเลยเคยใช้วิธีการนอกแบบแผน เช่น โดยการขอร้องให้ผู้ใต้บังคับ บัญชาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของข้าราชการอัยการที่จำเลยไม่พอใจ เป็นส่วนตัวไม่ให้เสนอให้บุคคลดังกล่าวได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน เป็นกรณีพิเศษสองขั้น เป็นต้น ประการที่สองเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ของข้าราชการอัยการอื่นและโจทก์ในสมัยจำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการหรือ อัยการสูงสุดมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าในสมัยนั้น ข้าราชการอัยการจำนวน ไม่น้อยพยายามสร้างความพอใจเป็นส่วนตัวแก่จำเลย เช่น การไปร่วมงาน วันขึ้นปีใหม่และวันเกิดของจำเลยรวมทั้งมีการขอความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชาให้ออกเงินเพื่อนำไปซื้อของขวัญที่มีราคาสูงให้แก่จำเลยในโอกาสดังกล่าว และมีข้าราชการอัยการบางคนไปรับใช้จำเลยที่บ้าน ข้าราชการที่สร้างความพอใจเป็นส่วนตัวแก่จำเลยเหล่านี้มีความก้าวหน้าในทางราชการทุกคน ส่วนโจทก์ไม่เคยสร้างความพอใจเป็นส่วนตัวแก่จำเลยในลักษณะดังกล่าวและประการที่สามเกี่ยวกับความเข้มแข็งของระบบ ก.อ. มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก.อ. ส่วนมากเป็นพรรคพวกของจำเลย ระบบ ก.อ. จึงไม่สามารถเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของข้าราชการอัยการจากการใช้อำนาจโดยพลการของจำเลยได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงสามประการนี้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อผิดปกติวิสัยที่โจทก์ไม่ได้รับการเสนอให้แต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายตลอดเวลาที่จำเลยเป็นอธิบดีกรมอัยการหรืออัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ถูกข้าราชการอัยการรุ่นหลังข้ามอาวุโสไปเป็น จำนวนมากทั้งที่โจทก์เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถแล้ว ทำให้เห็นได้ว่า ข้อสรุปที่ได้จากคำเบิกความของพยานโจทก์ที่อนุมานว่าจำเลยถือเอาสาเหตุ ส่วนตัวมากลั่นแกล้งโจทก์ในการจัดอันดับบุคคลที่อาวุโสต่ำกว่าโจทก์ให้อยู่ ในอันดับสูงกว่าโจทก์มีเหตุผลน่ารับฟังและเชื่อได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการสำหรับการประชุม ก.อ. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายทั้งสามครั้ง โดยเสนอชื่อบุคคลที่อาวุโสต่ำกว่าโจทก์ไว้เป็นอันดับสูงกว่าโจทก์ก็เพราะจำเลยถือเอาสาเหตุที่จำเลยมีสาเหตุส่วนตัวกับโจทก์

โดยสรุปในส่วนแรกของฟ้องข้อ 2 ก. ข้อ 2 ข. และข้อ 2 ค.ที่วินิจฉัยมาแล้วแต่ต้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติราชการเอกสารหมาย จ.21 แก่ประธาน ก.อ. ในการประชุม ก.อ.ครั้งที่ 4/2533 โดยจัดให้ข้าราชการอัยการอันดับที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 อยู่อันดับสูงกว่าโจทก์ทั้งที่ตามเอกสารหมาย จ.6 บุคคล ดังกล่าวอยู่อันดับต่ำกว่าโจทก์ก็ดี การที่จำเลยเสนอตารางประวัติการปฏิบัติ ราชการแก่ประธาน ก.อ. ในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 8/2534 และครั้งที่ 9/2535 โดยจัดอันดับทำนองเดียวกันกับการจัดตามเอกสารหมาย จ.21 ก็ดีเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ และในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังกล่าว จำเลยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็น เจ้าพนักงาน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,91 ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องข้อ 2 ง. และข้อ 2 จ. หรือไม่ โดยข้อ 2 ง. โจทก์อ้างว่า เมื่อมีการประกาศ ใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 เปลี่ยนจำนวนชั้นเงินเดือนข้าราชการอัยการจากหกชั้นเป็นแปดชั้น โจทก์ จะต้องได้รับเงินเดือนชั้น 6 แต่จำเลยกับพวกแกล้งโจทก์โดยจัดให้โจทก์ได้รับเงินเดือนชั้น 5 โจทก์ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ ก.อ. จำเลยก็แกล้งเก็บเรื่องไว้ และข้อ 2 จ. โจทก์อ้างว่าจำเลยออกคำสั่งที่ 285/2535 ให้โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งรองอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงรับผิดชอบกองคดีฎีกาไปดำรงตำแหน่งรองอัยการพิเศษฝ่ายคดีแรงงาน ซึ่งมีศักดิ์ศรีต่ำกว่า เพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดให้รับเงินเดือนหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 นายพิมล รัฐปัตย์ พยานโจทก์เบิกความว่าได้กระทำไปตามกฎหมายแล้วและนายโอภาส อรุณินท์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าโจทก์ต้องได้รับเงินเดือนชั้น 5 มิใช่ชั้น 6 และในส่วนที่เกี่ยวกับการออกคำสั่งที่ 285/2535 นายโอภาสเบิกความว่าทุกสำนักมีศักดิ์ศรีเท่ากันคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงได้ว่าการกระทำของจำเลยต่าง ๆเกี่ยวกับการจัดให้โจทก์ได้รับเงินเดือนและการออกคำสั่งของจำเลยให้ย้ายโจทก์ตามคำสั่งที่ 285/2535 เป็นไปตามปกติ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนอื่น ๆ รวมทั้งพยานหลักฐานของจำเลยไม่ต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัย เปลี่ยนแปลง จำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้องข้อ 2 ง. และข้อ 2 จ. ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในสองข้อหานี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละสองปีปรับกระทงละสองหมื่นบาทรวมสามกระทง จำคุกหกปี ปรับหกหมื่นบาทเนื่องจากจำเลยเคยทำคุณประโยชน์แก่ราชการและประเทศชาติมาไม่น้อยประกอบกับได้ความว่า หลังจากจำเลยเกษียณอายุราชการไปแล้วในการประชุม ก.อ. ครั้งที่ 10/2537 ที่ประชุม ก.อ. ได้มีมติแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายแล้ว และในปีงบประมาณ 2539 โจทก์ได้รับการเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษสามขั้น ย่อมทำให้อาวุโสของโจทก์กลับไปอยู่ใกล้เคียงกับที่เดิม ความเสียหายของโจทก์ได้รับการเยียวยาแก้ไขแล้วส่วนหนึ่ง จึงให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมีกำหนดสองปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 ม. 21 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภร ประศาสน์วินิจฉัย
จำเลย — นายโกเมน ภัทรภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7659/2543
#37861
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะกรรมการของบริษัทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทดังกล่าวเด็ดขาด ผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามจำนวนเงินในเช็ค ดังนี้ การที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเช็คตามฟ้องจากกองทรัพย์สินของบริษัทผู้ล้มละลายอย่างเต็มจำนวน มิได้หมายความว่าผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ในเช็คตามฟ้องแล้วกรณีไม่อาจถือว่าหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องได้ระงับและสิ้นผลผูกพันไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีจึงยังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 9 (ที่ถูกมาตรา 91) และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ หลังจากสืบโจทก์ได้ 1 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณาบริษัทซีฟโก้ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 2 กระทงให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก1 ปี นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4493/2541 ของศาลชั้นต้นคำขอนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูกไม่ต้องมีข้อความคำขอนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ10 เดือน รวม 20 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คของบริษัทฟาสท์ - แทรค บิลเดอร์ จำกัด จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คตามฟ้องจำเลยกระทำในฐานะกรรมการของบริษัทฟาสท์ - แทรค บิลเดอร์ จำกัดเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทฟาสท์ - แทรคบิลเดอร์ จำกัด เด็ดขาด และผู้เสียหายได้นำเช็คตามฟ้องไปยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามจำนวนเงินในเช็คแล้ว มูลหนี้ตามเช็คย่อมระงับสิ้นไป ถือว่าหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพัน คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 นั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฎีกาของจำเลย การที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเช็คตามฟ้องจากกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายอย่างเต็มจำนวนมิได้หมายความว่าผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ในเช็คตามฟ้องแล้ว ฉะนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องได้ระงับและสิ้นผลผูกพันไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว คดีนี้จึงยังไม่เลิกกันดังที่จำเลยฎีกา"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท ซีฟโก้ จำกัด
จำเลย — นาย วิกรม วิสุทธิบรรจง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7636/2543
#38457
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาฟังได้เพียงว่า มีการเสนอท้ากันในครั้งแรกจะให้ถือเอาผลคดีอาญาของศาลชั้นต้นเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ โดยทนายจำเลยขอไปศึกษาข้อเท็จจริงจากทนายจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเสียก่อน ในวันนัดต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันต่อศาลใหม่ว่าขอถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยไม่มีข้อตกลงให้ถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันตามที่เคยเสนอท้ากันไว้ แสดงว่าคู่ความไม่ประสงค์จะถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกัน คงเพียงแต่ให้ถือข้อเท็จจริงคดีนี้ตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาจึงไม่ใช่คำท้า

เมื่อไม่ปรากฏตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวว่าจำเลยที่ 4เป็นผู้ขุดตักดินที่พิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์การที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ได้เบิกความเป็นพยานในคดีนี้รับว่าเป็นผู้ขุดตักดินของโจทก์จริงมาฟัง จึงเป็นการฎีกาให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างนอกเหนือไปจากที่คู่ความตกลงกันไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีคำสั่งให้ลูกจ้างนำเครื่องจักรและรถขุดตักดินไปขุดตักดินบริเวณแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้ที่ดินและต้นยางพาราของโจทก์ทั้งสองพังทลายและโค่นล้มลงกว่า10 ต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน8,000 บาท และสัญญาว่าจะไม่เข้าไปขุดตักดินในบริเวณนั้นอีก ต่อมาระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2535 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดสัญญาโดยร่วมกันมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างนำเครื่องจักรและรถขุดตักดินบุกรุกเข้าไปขุดตักลักดินในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เนื้อที่ 1 ไร่เศษ คิดเป็นปริมาตรดินประมาณ 5,600 ลูกบาศก์เมตร ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 496,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของนางวรรณาและนางสุภาพรด้านทิศใต้ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสี่ไม่เคยเข้าไปขุดตักดินหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของนางวรรณาและนางสุภาพรอีกขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า ให้ถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1797/2535ของศาลชั้นต้น มาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายติดใจที่จะนำพยานเข้าสืบเรื่องค่าเสียหายเพียงประเด็นเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีอาญาที่คู่ความตกลงกัน ให้ถือเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ได้ร่วมกันทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีว่าข้อความที่คู่ความตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2537 และลงวันที่ 21ธันวาคม 2537 เป็นคำท้าหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่าเป็นคำท้าเมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้านั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2537 ว่าคู่ความแถลงร่วมกันว่าทนายจำเลยทั้งสี่ประสงค์จะศึกษาข้อเท็จจริงจากทนายจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1797/2535 ของศาลชั้นต้นเสียก่อนแล้วจะแถลงให้ศาลทราบว่าจำเลยทั้งสี่จะตกลงท้ากับโจทก์ทั้งสองให้ถือเอาผลของคดีอาญาเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้หรือไม่ ต่อมาปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2537 ว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า ขอถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1797/2535 ของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยทนายโจทก์ทั้งสองและทนายจำเลยทั้งสี่ยังติดใจนำพยานเข้าสืบในประเด็นเรื่องค่าเสียหายประเด็นเดียวเห็นว่า ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับฟังได้เพียงว่า มีการเสนอท้ากันในครั้งแรกจะให้ถือเอาผลคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1797/2535 ของศาลชั้นต้นเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ โดยทนายจำเลยทั้งสี่ขอไปศึกษาข้อเท็จจริงจากทนายจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเสียก่อน แล้วในวันนัดต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันต่อศาลใหม่ว่าขอถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1797/2535 ของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยไม่มีข้อตกลงให้ถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันตามที่เคยเสนอท้ากันไว้แสดงว่า คู่ความไม่ประสงค์จะถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ คงเพียงแต่ให้ถือข้อเท็จจริงคดีนี้ตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ใช่คำท้า และจะถือว่าโจทก์ทั้งสองต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีดังที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ฎีกาไม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นขอให้ถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญามาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขุดตักดินที่พิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฉะนั้น ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ได้เบิกความเป็นพยานในคดีนี้รับว่าเป็นผู้ขุดตักดินของโจทก์จริง จึงชอบที่จะนำคำรับของจำเลยที่ 4มาฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยนั้น จึงเป็นการฎีกาให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างนอกเหนือไปจากที่คู่ความตกลงกันไว้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายมากกว่าจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเดิมมีสภาพเป็นสวนยางมีลักษณะเป็นเนินสูง ระดับสูงสุดจากถนนประมาณ 20 เมตร ต้นยางสามารถกรีดให้น้ำยางมาแล้ว 10 กว่าปี นายสุรพล โชติธรรมโม ซึ่งสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายถูกขุดดินไปเป็นเนื้อที่ประมาณ1 งาน คิดเป็นปริมาตรเนื้อดิน 5,088 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นดินอัดแน่นหากนำดินที่มีปริมาตรเท่ากันมาทดแทน จะต้องเพิ่มปริมาตรเนื้อดินอีกร้อยละ 25 คิดเป็นจำนวนเนื้อดินทั้งสิ้น 6,360 ลูกบาศก์เมตร ราคาเนื้อดินในเขตอำเภอทุ่งสงลูกบาศก์เมตรละ 37 บาท เป็นเงิน 235,320 บาททั้งการปรับที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิมจะต้องใช้รถแทรกเตอร์ ซึ่งจะต้องสิ้นค่าใช้จ่ายเป็นเงินอีก 96,000 บาท และนายสุชาติ รักชาติ พนักงานสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอทุ่งสง พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบด้วยว่าต้นยางพาราของโจทก์ทั้งสองถูกโค่นล้มประมาณ 100 ต้น คิดเป็นค่าเสียหาย 31,548 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ไม่สืบหักล้างในข้อนี้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองเป็นค่าเนื้อดินและค่าแรงในการปรับถมดินให้อยู่ในสภาพเดิมเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายของต้นยางพาราที่โค่นล้มเป็นเงิน 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 110,000 บาท นั้น ยังต่ำไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองใหม่เป็นเงินจำนวน200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาด้วยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนน้อยไปนั้น เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองมากขึ้นเกือบเท่าตัวเช่นนี้ จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนทั้งหมดในทั้งสามศาลเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 ธันวาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 4ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เบญจมาศ จันทร์อุดม กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เลิศวัฒนาการโยธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7636/2543
#99374
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาฟังได้เพียงว่ามีการเสนอท้ากันในครั้งแรกจะถือให้เอาผลคดีอาญาของศาลชั้นต้นเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีโดยทนายจำเลยขอไปศึกษาข้อเท็จจริงจากทนายจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเสียก่อน ในวันนัดต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันต่อศาลใหม่ว่าขอถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาของศาลชั้นต้น มาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยไม่มีข้อตกลงให้ถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันตามที่เคยเสนอท้ากันไว้ แสดงว่าคู่ความไม่ประสงค์จะถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ คงเพียงแต่ให้ถือข้อเท็จจริงคดีนี้ตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงไม่ใช่คำท้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๙๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า ให้ถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญา หมายเลขดำที่ ๑๗๙๗/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น มาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายติดใจที่จะนำพยานเข้าสืบเรื่องค่าเสียหายเพียงประเด็นเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เป็นเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับฟังได้เพียงว่า มีการเสนอท้ากันในครั้งแรกจะให้ถือเอาผลคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๙๗/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้นเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ โดยทนายจำเลยทั้งสี่ขอไปศึกษาข้อเท็จจริงจากทนายจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเสียก่อน แล้วในวันนัดต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันต่อศาลใหม่ว่า ขอถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๙๗/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น มาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยไม่มีข้อตกลงให้ถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันตามที่เคยเสนอท้ากันไว้ แสดงว่า คู่ความไม่ประสงค์จะถือข้อเท็จจริงคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ คงเพียงแต่ให้ถือข้อเท็จจริงคดีนี้ตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ใช่คำท้า และจะถือว่าโจทก์ทั้งสองต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีดังที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกาไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเบญจมาศ จันทร์อุดม กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิศวัฒนาการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาย เหล็กกล้า
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2543
#37411
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนถือได้ว่า ค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์นั้นเป็นหนี้ที่กำหนด เวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคสอง หากจำเลยไม่ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดนับถัดแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ซึ่งจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แถลงขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันฟ้องตามที่ศาลแรงงานวินิจฉัยไว้ คำพิพากษาของศาลแรงงานที่พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง จึงผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นไปโดยจงใจโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ60,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ระหว่างทำงานกับจำเลยจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542เป็นเงิน 60,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอบังคับท้ายฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาตแล้ว โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน จึงถือได้ว่า ค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์นั้นเป็นหนี้ที่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ซึ่งหากจำเลยไม่ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ทันทีโดยโจทก์ไม่จำต้องทวงถามก่อน ฉะนั้น ค่าจ้างในเดือนพฤศจิกายน 2542 ของโจทก์จึงครบกำหนดที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542เมื่อจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับถัดแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปซึ่งจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แถลงขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 ธันวาคม 2542)ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 พฤศจิกายน2542) จึงผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้นเป็นไปโดยจงใจโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามคำขอบังคับท้ายฟ้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2542จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอก สุพพัต ศิริจันทร์
จำเลย — บริษัท ภูเก็ตบอทานิคส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2543
#39302
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนจึงถือได้ว่า ค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เป็นหนี้ที่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคสอง หากจำเลยไม่ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดนับถัดแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปซึ่งจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่งเมื่อโจทก์มิได้ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง จึงผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ เมื่อมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา7 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 60,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ระหว่างทำงานกับจำเลย จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30พฤศจิกายน 2542 เป็นเงิน 60,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอบังคับท้ายฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9ธันวาคม 2542 ซึ่งศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาตแล้ว โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน จึงถือได้ว่า ค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์นั้นเป็นหนี้ที่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ซึ่งหากจำเลยไม่ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ทันทีโดยโจทก์ไม่จำต้องทวงถามก่อน ฉะนั้น ค่าจ้างในเดือนพฤศจิกายน 2542ของโจทก์จึงครบกำหนดที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ในวันที่ 30พฤศจิกายน 2542 เมื่อจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับถัดแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปซึ่งจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แถลงขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 ธันวาคม 2542) ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2542) จึงผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่า การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้นเป็นไปโดยจงใจโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามคำขอบังคับท้ายฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกสุพพัต ศิริจันทร์
จำเลย — บริษัทภูเก็ตบอทานิคส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2543
#66297
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือนจึงถือได้ว่า ค่าจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์เป็นหนี้ที่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฎิทินตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคสอง หากจำเลยไม่ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดนับถัดแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปซึ่งจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันฟ้อง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง จึงผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ เมื่อมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกสุพพัต ศิริจันทร์
จำเลย — บริษัทภูเก็ตบอทานิคส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7619/2543
#37860
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยซื้อจาก ป. มารดาจำเลย จำเลยมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและยอมรับข้อเท็จจริงว่ามารดาจำเลยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์จริง ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย จำเลยต้องแสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยตามฟ้องมุ่งประสงค์เพื่อแย่งเอาสิทธิครอบครองของโจทก์มาเป็นของตนมิใช่กระทำในฐานะแทนผู้ใด หากพิสูจน์ไม่ได้ย่อมเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากนางประภาส เอี๋ยวสกุล มารดาจำเลย โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้านว่าผู้รังวัดปักหมุดหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยการครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินและเข้าไปปลูกสร้างคอกสุกรจำนวน 3 คอก และโรงเรือนชั่วคราวเป็นเพิงพักอาศัยจำนวน 1 หลังบนที่ดินของโจทก์ โจทก์เสียหายไม่อาจนำที่ดินดังกล่าวออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาทขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนโรงเรือนชั่วคราวทั้ง 6 หลังออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 154,500 บาท และต่อไปวันละ 500 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาจำเลยแต่ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2532 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและทำประโยชน์ จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่วันถูกแย่งการครอบครองค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 500 บาท จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินพิพาทอีกต่อไปกับให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อโจทก์ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อจำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2520 เรื่อยมาโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดสิทธิเรียกร้องเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทจำเลยใช้สอยโรงเรือนชั่วคราวในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของบิดาจำเลยที่โจทก์อนุญาตให้อยู่ในที่ดินพิพาทเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าบิดาจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนชั่วคราวทั้ง 6 หลังออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 345หมู่ที่ 2 ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายสมปอง ตันนาภัย เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยเป็นบุตรนางประภาสและนายถวิล เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2520 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 345 จากนางประภาสที่ดินแปลงดังกล่าวแบ่งแยกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 105 โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินและนำช่างรังวัดทำการรังวัดที่ดินเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยชี้แนวเขตที่ดินของนางประภาสส่วนที่คงเหลือ แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองการรังวัด ต่อมาจำเลยคัดค้านการรังวัดและยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ อ้างว่าครอบครองที่ดินกว่า 6 ปี ที่ดินแปลงดังกล่าวคือที่ดินพิพาท มีสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทำขึ้นบางส่วนตั้งอยู่ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยผู้ใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโจทก์มีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยซื้อจากนางประภาสมารดาจำเลยเมื่อปี 2520 จำเลยมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองการทำประโยชน์และยอมรับข้อเท็จจริงว่ามารดาจำเลยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์จริง ศาลชั้นต้นจึงกำหนดให้จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่นำสืบก่อนด้วยภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยเช่นนี้ จำเลยต้องแสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยตามฟ้องมุ่งประสงค์เพื่อแย่งเอาสิทธิครอบครองของโจทก์มาเป็นของตน มิใช่กระทำในฐานะแทนผู้ใด หากจำเลยพิสูจน์ไม่ได้จำเลยย่อมเป็นฝ่ายแพ้คดี ซึ่งจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนธันวาคม2532 จำเลยเดินทางจากกรุงเทพมหานครมาอาศัยบ้านมารดาเลขที่ 32หมู่ที่ 2 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาและได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับโจทก์จนทราบว่าโจทก์ไม่เสียภาษีประจำปี และที่ทำการของโจทก์ปิดกิจการไปนานแล้ว จำเลยจึงไม่อาจทำความตกลงเรื่องที่ดินพิพาทกับโจทก์ได้เมื่อเห็นว่าโจทก์ละทิ้งที่ดินพิพาทกว่า 10 ปี จำเลยจึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการปลูกพืชผลอาสินและเลี้ยงสุกร โดยสร้างคอกสุกรบนที่ดินพิพาท 2 คอกตั้งแต่ปี 2533 จำเลยมีพยานบุคคลเช่นนางคมคิด วงศ์พานิชนายมูล แซ่ตัน มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าวอันหมายถึงจำเลยแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยเปิดเผยทั้งยังหวงกันมิให้บุคคลอื่นเข้ายุ่งเกี่ยว แม้แต่นายมูลยังต้องทำหนังสือยืมใช้ที่ดินเป็นหลักฐานป้องกันมิให้เกิดการแย่งชิงที่ดินพิพาทจากจำเลยในภายหลัง หากความจริงเป็นดังที่จำเลยนำสืบ เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยควรแสดงสิทธิของตนแก่โจทก์และเจ้าพนักงานที่ดินเสียในขณะนั้นพร้อมกับโต้แย้งการรังวัดของโจทก์ว่าโจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอีกต่อไปจึงไม่อาจทำการรังวัดหรือทำการอื่นใดที่อาจทำให้จำเลยเสียสิทธิได้แต่จำเลยมิได้กระทำการดังกล่าวมานั้น ดังที่ปรากฏตามคำเบิกความจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ได้ให้ถ้อยคำต่อนายถิรวรรธ์ ทรงประจักษ์กุลช่างรังวัดไว้อย่างละเอียด ซึ่งไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท วันที่ 11 มีนาคม 2539 จำเลยคัดค้านการรังวัด ซึ่งไม่มีการกล่าวอ้างโดยชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท วันที่ 25 มีนาคม2539 จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาททางทิศใต้ เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าต้องปักหลักไม้ในคอกสุกร จำเลยจึงไม่ยอมให้รังวัดตามบันทึกถ้อยคำ ซึ่งก็ไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอีกเช่นกันจำเลยจบการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์ เคยปฏิบัติงานเป็นทนายความจังหวัดสุราษฎร์ธานีหลายปี ทั้งนี้ตามคำเบิกความของนายเพียรมาลยานนท์ น้องเขยจำเลย จำเลยย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของบันทึกถ้อยคำที่เจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการรังวัดจัดทำขึ้นว่าเป็นเอกสารสำคัญที่สามารถพิสูจน์สิทธิของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ จำเลยลงลายมือรับรองข้อความในบันทึกถ้อยคำจึงผูกมัดจำเลยมิให้โต้แย้งข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นใดพิเคราะห์ข้อความในบันทึกถ้อยคำตลอดแล้วเห็นว่าจำเลยนอกจากไม่โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว จำเลยยังแสดงออกถึงการยอมรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอยู่ด้วยการมาระวังชี้แนวเขตที่ดินของนางประภาสในส่วนที่ติดกับที่ดินพิพาท แม้จำเลยจะมิได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินก็ตาม ทั้งยังแสดงตนว่าได้ครอบครองที่ดินของนางประภาสผู้ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2530 เหตุที่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตหรือคัดค้านการรังวัดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 เนื่องจากต้องปรึกษาญาติพี่น้องก่อนจะดำเนินการต่อไป กระทั่งวันที่ 11 มีนาคม 2539 จำเลยจึงคัดค้านการรังวัดว่าหลักเขตที่ปักไว้หมายเลข 0001 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่ที่ดินพิพาท วันที่ 25 มีนาคม 2539 จำเลยยังยืนยันว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของนางประภาสได้มาระวังชี้แนวเขตให้ช่างทำแผนที่แสดงแนวเขตการคัดค้าน แต่แนวเขตที่จำเลยครอบครองอยู่ต้องปักหลักไม้ในคอกสุกร จำเลยจึงไม่ประสงค์ให้ทำการรังวัดปักเขตการมาระวังชี้แนวเขตดังที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการรังวัดนั้นย่อมหมายถึงการยืนยันแนวเขตที่ดินพิพาทและที่ดินของนางประภาสว่าอยู่จุดใดจึงจะถูกต้องต่อความเป็นจริง เมื่อจำเลยอ้างว่าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2532 แล้วไฉนจำเลยจึงต้องมาระวังชี้แนวเขตที่ดินของนางประภาสให้เกิดความยุ่งยากสับสนขึ้นมา และโดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏขณะนั้นว่าโจทก์โดยนายสมปองหุ้นส่วนผู้จัดการคือผู้นำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทให้ผู้รังวัดทำการรังวัด พฤติการณ์แสดงออกเด่นชัดว่าโจทก์อ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลยและบุคคลภายนอก แต่จำเลยไม่คัดค้านการกระทำของโจทก์ จนเหตุการณ์ล่วงเลยไปถึงวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยจึงยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เสมือนจำเลยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนครอบครองอยู่ก่อนการรังวัด แต่การยื่นคำขอนั้น เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้จำเลยได้เพราะจำเลยไม่นำหลักฐานการแสดงสิทธิมาประกอบคำขอทำให้มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าเหตุใดจำเลยไม่ดำเนินการยื่นคำขอหรือโต้แย้งสิทธิโจทก์เสียแต่วันที่มีการรังวัด การยื่นคำขอภายหลังจากโจทก์ดำเนินการรังวัดแล้ว จึงมีน้ำหนักเบาบางและไม่ชอบด้วยเหตุผลจนไม่อาจรับฟังเอาเป็นความสัตย์จริงได้ พฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยยอมรับสิทธิของโจทก์ปรากฏตามคำเบิกความของนายถิรวรรธ์ผู้ทำการรังวัดที่ดินพิพาทว่า ได้ดำเนินการปักหมุดทำหลักเขตโดยไม่มีเจ้าของที่ดินข้างเคียงข้างใดคัดค้านการแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยรับรองแนวเขตให้คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ไม่ยอมลงลายมือรับรอง จึงต้องทำบันทึกถ้อยคำบันทึกดังกล่าวจำเลยไม่กล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท นายถิรวรรธ์เป็นช่างรังวัดปฏิบัติงานตามหน้าที่ราชการที่ได้รับมอบหมายโดยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผลคดี คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนักที่รับฟังได้ แม้จำเลยจะนำพยานหลักฐานทั้งหลายมาแสดงว่า ได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2532 ตลอดจนกล่าวอ้างว่าพยานจำเลยมีเหตุผลดีกว่าฝ่ายโจทก์ดังที่ได้พรรณาไว้ในฟ้องฎีกาอย่างยืดยาวก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างตามความรู้สึกและเข้าใจของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วสรุปว่าพยานโจทก์เป็นเท็จนั้น ไม่อาจลบล้างการแสดงออกถึงการยอมรับสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539ให้หมดสิ้นไปได้ ขณะเดียวกันโจทก์นำสืบว่าครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่ปี 2520 และยินยอมให้นายถวิลบิดาจำเลยใช้ประโยชน์จากคอกสุกรที่ตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทเช่นนี้ย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีนายถวิลเป็นผู้ครอบครองแทนมาตั้งแต่ปี 2520 นายถวิลประกอบอาชีพเป็นผู้ค้าสุกรชำแหละที่ตลาดดังที่นางสมคิดเบิกความ คอกสุกรบนที่ดินพิพาทจึงเกี่ยวข้องกับอาชีพของนายถวิล ทั้งได้ความตามฎีกาของจำเลยว่าบ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่าจังหวัดพังงา อันเป็นบ้านที่นายถวิลและจำเลยอาศัยอยู่มีที่ดินหลังบ้านเพียงพอที่จะสร้างคอกสุกรเพื่อขังและชำแหละขายในตลาดสด จึงสอดรับกับทางนำสืบของโจทก์ว่านายถวิลจำต้องมีคอกสุกรในการประกอบอาชีพค้าสุกรชำแหละ เมื่อบ้านที่นายถวิลและจำเลยอาศัยตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 105 ใกล้ชิดติดกับที่ดินพิพาทโดยมีแนวเขตติดต่อกันทางทิศเหนือ ทั้งสภาพของที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่มีหญ้า วัชพืช ต้นมะพร้าว ต้นกล้วย ขึ้นอยู่ปะปนทั่วไป ไม่มีอาคารสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยถาวร จากสภาพของที่ดินพิพาทเช่นนี้การที่มีคอกสุกรตั้งอยู่จึงมิใช่เรื่องผิดปกติ และน่าเชื่อว่าคอกสุกรนั้นมีมาก่อนเนิ่นนานกว่าที่จำเลยอ้าง โดยพิจารณาจากความเก่าของวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ประกอบเป็นคอกสุกร เป็นต้น จำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธอย่างแจ้งชัดว่านายถวิลมิได้ใช้คอกสุกรบนที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยมิได้อยู่อาศัยกับบิดามารดาเป็นเวลานาน ความเป็นไปของที่ดินพิพาทว่าจะมีผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่หรือไม่ จำเลยจึงมิได้รู้เห็นด้วยตนเอง ดังนั้น ที่จำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ละทิ้งที่ดินพิพาทเป็นเวลากว่า 10 ปี จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยตราบใดที่นายถวิลบิดาจำเลยยังมีชีวิตอยู่นายถวิลคือผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์อยู่ตราบนั้น เสมือนโจทก์ครอบครองด้วยตนเองซึ่งจำเลยก็ต้องทราบความจริงข้อนี้ดี การเข้าปลูกสร้างคอกสุกรและใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทของจำเลย จึงเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ที่มอบให้แก่นายถวิล ทำให้จำเลยไม่อาจโต้แย้งโจทก์ในวันทำการรังวัดที่ดินพิพาทด้วยเหตุดังกล่าวจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหทวีกิจ
จำเลย — นาย นิกร นิติธรรมธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7617/2543
#99214
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 74,000 บาท และสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ไว้เพื่อชำระหนี้กู้ยืม จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยมอบเช็คให้แก่โจทก์ โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จึงไม่มีมูลหนี้ที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทได้ ตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืมหรือไม่ ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องโจทก์รับโอนเช็คมาจากผู้อื่นโดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองยกมาตรา 916 มาปรับแล้ววินิจฉัยให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยบทมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้องคำให้การ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗๖,๒๐๔.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐) ต้องไม่เกินจำนวน ๒,๒๐๔.๔๓ บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๖๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาร้อยเอ็ด ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๗๔,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาทดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๓ ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามเช็คหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๗๔,๐๐๐ บาท และสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ไว้เพื่อชำระหนี้กู้ยืม จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยมอบเช็คให้แก่โจทก์ โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน จึงไม่มีมูลหนี้ที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทได้ ตามคำฟ้องและคำให้การประเด็นข้อพิพาทมีเพียงว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืมหรือไม่ ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องโจทก์รับโอนเช็คมาจากผู้อื่นโดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๑๖ ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองยกมาตรา ๙๑๖ ขึ้นมาปรับ แล้ววินิจฉัยให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยบทมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้อง คำให้การ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์หรือไม่ ตามทางนำสืบโจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คพิพาทให้โจทก์ไว้ แต่กลับได้ความจากคำเบิกความโจทก์ว่าจำเลยมิได้นำเช็คพิพาทมามอบให้โจทก์ ผู้ที่มอบเช็คของจำเลยให้โจทก์ คือ เพื่อนพนักงานที่ทำงานด้วยกันเป็นผู้นำเช็คมามอบให้ โดยโจทก์ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร เพิ่งจะเบิกความตอบคำถามค้านว่า ผู้นำเช็คพิพาทมามอบคือ นายทองบุญ บุญวิเศษ ทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาเดียวกันกับโจทก์ นายทองบุญได้ลาออกและหลบหนีไปแล้ว และกลับเบิกความว่านายทองบุญเป็นผู้รับเงิน และมอบเช็คให้ไว้เป็นประกัน โจทก์ไม่เคยติดต่อกับจำเลยก่อนที่จะมีการมอบเงินให้นายทองบุญไป ครั้นเช็คถึงกำหนด โจทก์ก็ติดต่อทวงถามให้นายทองบุญนำเงินมาชำระ เพิ่งจะทวงถามเอาจากโจทก์ เมื่อนายทองบุญได้ออกไปจากธนาคารกรุงไทย จำกัด แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์เองกลับแสดงว่า จำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ เช็คพิพาทนายทองบุญมอบให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นหลักประกัน ทั้งก่อนการกู้ยืมและเช็คถูกปฏิเสธแล้วโจทก์ไม่เคยติดต่อและทวงถามให้จำเลยชำระเงิน เพิ่งมาทวงถามเมื่อนายทองบุญได้หลบหนีไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการทวงถามจากจำเลยหลังเช็คถึงกำหนดแล้วประมาณ ๒ เดือนเศษ สรุปแล้วโจทก์นำสืบได้ไม่สมฟ้อง เมื่อจำเลยเบิกความยืนยันว่าจำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์จึงต้องฟังว่าจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ดังฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 916
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณทิพา พาหุรักษ์
จำเลย — นายธวัช พุ่มเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายธนพงศ์ อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7616/2543
#91306
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 ไว้ 1 ปี ต่อมาจำเลยที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกที่รอไว้แก่จำเลยที่ 4 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นอันถึงที่สุด ตาม พ.ร.บ. วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยที่ 4 จะฎีกาต่อมาไม่ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำสั่งศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็หาทำให้คดีของจำเลยที่ 4 ซึ่งถึงที่สุดแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นไม่ถึงที่สุดไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามกำหนดนัด ทั้งยังไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก เป็นการผิดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ ๔ จึงให้ลงโทษจำคุกที่รอไว้แก่จำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๑ ปี

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำสั่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๑ ปี แต่โทษจำคุกให้รอการ ลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ ๔ ไว้ ๑ ปี ต่อมาจำเลยที่ ๔ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกที่รอไว้แก่จำเลยที่ ๔ และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง จำเลยที่ ๔ จะฎีกาต่อมาไม่ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำสั่งศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ก็ตาม ก็หาทำให้คดีของจำเลยที่ ๔ ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นไม่ถึง ที่สุดไปได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๔ มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ม. 216
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสุชาติ พงศ์สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายมานิตย์ ตันติวัชรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7615/2543
#91282
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 5 ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ กรณีเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนจะเป็นยาเสพติดอยู่ในประเภท 1 ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากัน จำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดให้โทษไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นความผิดคนละกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๙๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๙๒ ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ต้องโทษและพ้นโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๒๑๐/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น จริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๖๗ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก ๕ ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก ๑๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๙ ปี ริบเฮโรอีนของกลาง คืนธนบัตรจำนวน ๑๐๐ บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙ เม็ด น้ำหนัก ๐.๘๐ กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเฮโรอีนจำนวน ๓ ห่อ น้ำหนัก ๐.๒๑ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้จำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าว ๑ ห่อ น้ำหนัก ๐.๐๘ กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑๐๐ บาท โดยทั้งเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนต่างเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยสิ่งของดังกล่าวเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนที่มีอยู่บางส่วนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งข้อนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด ๕ ปี เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีของจำเลยในความผิดกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เนื่องจากโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี และฎีกาจำเลยที่อ้างว่าเพียงมีเฮโรอีนตามจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย ก็เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องด้วยข้อห้ามดังกล่าว อีกทั้งปัญหานี้จำเลยไม่เคยยกขึ้นว่ากล่าวกันมาก่อนโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ กรณีนับเป็นการต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกาอีกโสดหนึ่งด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถือเป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ยาเสพติดดังกล่าวแม้จะอยู่ในประเภท ๑ ด้วยกัน แต่ก็เป็นคนละชนิดกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันด้วย กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาในการครอบครองยาเสพติดที่เป็นคนละชนิดกันนั้นไว้ในลักษณะต่างกัน และจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องหรือตามสภาพของยาเสพติดแต่ละชนิดที่ประสงค์ในการมีอยู่ไม่เหมือนกันจึงต้องมีความผิดคนละกรรม คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ปรับบทลงโทษจำเลยมาสองกรรมนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางหรือนางสาวสมศรี กรฉ่ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายแชน ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา