คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7802/2543
#40478
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย (ขณะกระทำความผิดอายุ 17 ปีเศษ)มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,288,289(4)พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคสอง,72 วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมลงโทษจำคุกจำเลย 13 ปีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจนครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำ 5 ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนรวมกับการลงโทษจำคุกทางอาญาต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 83และมีความผิดในฐานพาอาวุธปืนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 อีกบทหนึ่ง แต่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง,72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 124

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289(4), 371พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288, 289(4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองการกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบกับมาตรา 52(2)ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกคนละ 25 ปีฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยเปิดเผยโดยไม่มีเหตุสมควรจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 26 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 13 ปีอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2)วรรคสามให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานีสำหรับจำเลยที่ 1 จนอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำเป็นเวลา 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งฝึกและอบรมมีกำหนด5 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้กำหนดระยะเวลาฝึกอบรมให้น้อยลงเฉพาะจำเลยที่ 1 ถูกลงโทษจำคุกด้วย ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดในฐานพาอาวุธปืนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกบทหนึ่ง แต่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 288, 289(4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 1ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานีจนครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปจำคุกไว้ในเรือนจำ 5 ปี ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมจากนั้นส่งตัวไปจำคุกยังเรือนจำเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนรวมกับการลงโทษจำคุกทางอาญา ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดในฐานพาอาวุธปืนฯตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกบทหนึ่ง แต่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วยจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 5 ปีจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 124 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้นเป็นการฎีกาดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 1 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มา จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2) ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย วิชาญ ปิยะพฤกษพรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7802/2543
#66303
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย (ขณะกระทำความผิดอายุ 17 ปีเศษ)มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 83, 288, 289 (4) พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามป.อ. มาตรา 91 รวมลงโทษจำคุกจำเลย 13 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจนครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำ 5 ปี เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนรวมกับการลงโทษจำคุกทางอาญาต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดในฐานพาอาวุธปืน ฯ ตาม ป.อ.มาตรา 371 อีกบทหนึ่ง แต่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง,72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ.มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการแก้เฉพาะบทมิได้พิพากษาแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลย ไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534มาตรา 124

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 104 (2) ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
และครอบครัว — แผนกคดีเยาวชน
จำเลย — ยวิชาญ ปิยะพฤกษพรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) นา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7799/2543
#35145
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่กลับแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายสองคนร่วมกันชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากผู้ให้เช่าซื้อไป เพื่อมิให้ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถจักรยานยนต์คืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อ นอกจากจะเป็นการกระทำที่มุ่งถึงประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้ให้เช่าซื้อแล้วยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการที่ต้องสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดตามที่จำเลยแจ้งความอีก พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่ร้อยตำรวจโทสรรชัย บัวลาด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่าเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยถูกคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธมีดจี้ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยเช่าซื้อมาจากบริษัทเมืองตากจำกัดโดยจำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้น จำเลยกระทำการดังกล่าวเพื่อมิให้บริษัทเมืองตาก จำกัด ยึดรถจักรยานยนต์คืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อ เหตุเกิดที่ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตากขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่กลับแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายสองคนร่วมกันชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อมาจากบริษัทเมืองตาก จำกัด ไป เพื่อมิให้บริษัทดังกล่าวยึดรถจักรยานยนต์คืนจากจำเลยเนื่องจากจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อนั้น นอกจากจะเป็นการกระทำที่มุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายของบริษัทที่ให้จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการที่ต้องสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดตามจำเลยแจ้งความอีกพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เหตุต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นาย เลา แซ่เฮ่อ
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7768/2543
#99163
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อโดยตรง การที่จำเลยร่วมเป็นผู้ชักนำให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลย และโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อผ่านจำเลยร่วมนั้น ไม่มีผลทำให้จำเลยร่วมเป็นตัวแทนของโจทก์แต่ประการใด เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหน้าที่ส่งมอบเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนให้เป็นชื่อโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์วันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 ไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการและให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกบริษัทสิริมนต์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนและดำเนินการโอนชื่อทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากทำไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการโอน ให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมการโอน กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์วันละ 1,200 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2539 ไปจนกว่ามีการโอนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ และให้ยกฟ้องจำเลยร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยดังนี้ ประเด็นที่ 1 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้วหรือไม่ กล่าวคือ จำเลยต้องส่งมอบเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อกันโดยตรงตามสัญญาเช่าซื้อและไม่มีข้อความหรือเอกสารอันใดที่แสดงให้เห็นถึงการที่โจทก์ตั้งจำเลยร่วมเป็นตัวแทนในการทำสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด การที่จำเลยร่วมเป็นผู้ชักนำให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลย และโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อผ่านจำเลยร่วมนั้น ไม่มีผลทำให้จำเลยร่วมเป็นตัวแทนของโจทก์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแก่จำเลยครบถ้วนแล้วจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยอ้างว่าได้มอบเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมไปโดยจำเลยร่วมไม่มีอำนาจรับไว้แทนโจทก์และความปรากฏว่าจำเลยร่วมไม่ยอมส่งมอบต่อให้โจทก์นั้น เมื่อจำเลยมีหน้าที่ที่จะส่งมอบเอกสารชุดโอนทะเบียนต่อโจทก์ จะอ้างว่าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกระทำได้หาได้ไม่

ประเด็นที่ 2 ค่าเสียหายมีเพียงใดและจำเลยร่วมจะต้องร่วมรับผิดในค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยดังฎีกาของจำเลยหรือไม่ นั้น เห็นว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะโจทก์ไม่ได้รับเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์จึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์ได้ และขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์จำเลยร่วมไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์จึงไม่มีความผูกพันใด ๆ ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาและกำหนดค่าเสียหายให้วันละ 1,200 บาท ชอบแล้ว ส่วนฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของจำเลยนอกจากนี้ ไม่ได้ยกขึ้นมาว่ากล่าวโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ ภาณุวัฒน์วณิชย์
จำเลย — บริษัทนครหลวงโชวา - ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทสิริมนต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7767/2543
#38460
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาจ้างเป็นครูดังกล่าวจึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่มิใช่สัญญาทางการปกครองแม้กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 1)ฯ ข้อ (1) จะกำหนดมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู แต่เมื่อสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาจ้างแรงงานโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้เงินอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 8 เพียงแต่ศาลแรงงานกลางจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาบังคับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้เท่านั้น พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพ มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างและลูกจ้างหรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง หรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้างอันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายที่ขจัดข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ จึงไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ที่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวก่อนฟ้องคดี โจทก์มีอำนาจฟ้อง

ในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเท่านั้นไม่จำต้องอ้างบทกฎหมายที่กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องมาด้วย ศาลก็มีอำนาจนำบทกฎหมายที่นอกเหนือจากที่โจทก์อ้างมาปรับกับข้อเท็จจริงตามฟ้องได้เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้น ที่ศาลแรงงานกลางนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ มาปรับแก่คดีนี้ จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 38,160 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,632 บาท ค่าจ้าง 7,768 บาท และค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 50,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 16พฤษภาคม 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท เมื่อวันที่ 25พฤษภาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามฟ้องให้โจทก์แล้ว สัญญาจ้างและพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มาตรา 63, 78 และ 97ได้กำหนดไว้ในทำนองเดียวกันว่าถ้ามีข้อขัดแย้งระหว่างครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการให้เสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดหากคู่กรณีไม่พอใจก็มีสิทธิอุทธรณ์ไปยังรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่กรณีเลือกทางระงับข้อพิพาทโดยอาศัยองค์กรดังกล่าวได้แต่ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจมิให้คู่กรณีนำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้โดยตรง หรือให้อำนาจคู่กรณีทำข้อตกลงยกเว้นอำนาจการพิจารณาคดีของศาลแรงงานได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิได้เสนอความผิดและสมควรลงโทษเลิกจ้างโจทก์ให้คณะกรรมการประนีประนอมและคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานพิจารณาก่อนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการทั้งพฤติการณ์ที่โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ใช้ความระมัดระวังปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบกันยังไม่ถึงขนาดเป็นความผิดร้ายแรงที่จำเลยมีสิทธิไม่จ่ายค่าชดเชยแต่เป็นพฤติการณ์ที่มีเหตุให้เลิกจ้างได้จึงไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 38,160 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,632 บาทแก่โจทก์ คำขอนอกนั้นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าสัญญาการเป็นครูเอกสารหมาย ล.4 ทำขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ. 2525 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนเป็นสัญญาทางการปกครอง ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน จึงไม่อาจจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาใช้บังคับ โจทก์ฟ้องโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องและศาลแรงงานกลางพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกันโดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาการเป็นครูเอกสารหมาย ล.4 จึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 กรณีนี้หาใช่เป็นสัญญาทางการปกครองดังจำเลยอ้างไม่ และแม้กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (1) จะกำหนดมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู แต่เมื่อสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาจ้างแรงงานโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามฟ้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8เพียงแต่ศาลแรงงานกลางจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาบังคับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้เท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งศาลแรงงานกลางจะให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องหรือไม่เพียงใดย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ. 2525 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น นอกจากนี้พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพเท่านั้น มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างลูกจ้าง หรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง หรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้างอันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่จะขจัดข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการดังนั้น พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 จึงมิใช่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โดยไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ก่อน และแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ตาม แต่การฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเท่านั้น หาจำต้องอ้างบทกฎหมายที่กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องมาด้วยไม่ หรือถ้าอ้างบทกฎหมายมาด้วย ศาลก็มีอำนาจนำบทกฎหมายนอกเหนือจากที่โจทก์อ้างมาปรับกับข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้น ที่ศาลแรงงานกลางนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525มาปรับแก่คดีนี้ จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สาลินี เพชรสุก
จำเลย — บริษัท อินทีวรกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7767/2543
#98332
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย จึงเป็นการจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 หาใช่เป็นสัญญาทางการปกครองไม่

แม้กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ (1) จะกำหนดมิให้ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู แต่เมื่อสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาจ้างแรงงาน คู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 เพียงแต่ศาลแรงงานจะนำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาบังคับใช้แก่คดีไม่ได้ และสิทธิของคู่สัญญาย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น

พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพเท่านั้น มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างลูกจ้าง หรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง หรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้าง อันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วย แรงงานสัมพันธ์ แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครู โดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่จะขจัดข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับ ผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 จึงมิใช่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ การฟ้องคดีจึงไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 กำหนดไว้ก่อน

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ตาม แต่การฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเท่านั้น หาจำต้องอ้างบทกฎหมายที่กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องมาด้วยไม่ หรือถ้าอ้างบทกฎหมายมาด้วย ศาลก็มีอำนาจนำบทกฎหมายนอกเหนือจากที่โจทก์อ้างมาปรับกับข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้น ที่ศาลแรงงานนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 มาปรับแก่คดีนี้ จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

แม้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 จะได้กำหนดให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณี (1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่ผู้รับใบอนุญาต (2) จงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับความเสียหาย (3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (4) ฝ่าฝืนระเบียบว่าด้วยจรรยา มรรยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครูตามที่คุรุสภากำหนด (5) ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัยและหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2526 และ (7) มีความประพฤติไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ แต่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสั่งลงโทษครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2526 ข้อ 2 กำหนดการลงโทษครูใหญ่หรือครูไว้ 5 สถานได้แก่ (1) ตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร (2) ภาคฑัณฑ์ (3) ตัดเงินเดือน (4) ลดเงินเดือนและ (5) ให้พ้นจากหน้าที่ ข้อ 3 กำหนดให้การสั่งลงโทษต้องให้เหมาะสมกับความผิด อย่าให้เป็นไปโดยพยาบาทหรือโดยโทสะจริต ข้อ 5 กำหนดว่า ถ้าปรากฏว่าเป็นการประพฤติผิดจรรยา มรรยาท หรือไม่ปฏิบัติตามวินัยหรือหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดเล็กน้อยไม่ถึงกับจะถูกลงโทษตัดเงินเดือนหรือลดเงินเดือน ก็ให้ผู้มีอำนาจลงโทษโดยการตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรหรือภาคฑัณฑ์ตามควรแก่กรณี และข้อ 7 กำหนดว่า ในกรณีที่ครูประพฤติผิดจรรยา มรรยาท หรือไม่ปฏิบัติตามวินัยหรือหน้าที่ซึ่งผู้มีอำนาจเห็นควรลงโทษร้ายแรงถึงขั้นให้พ้นจากหน้าที่ครู ให้ทำการสอบสวนและเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานพิจารณาวินิจฉัยก่อน เห็นได้ชัดแจ้งว่า การประพฤติผิดจรรยา มรรยาท วินัยและหน้าที่ หรือประพฤติที่ไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ มีระดับความร้ายแรงแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป จึงกำหนดให้ลงโทษแตกต่างกันไปตามระดับของความร้ายแรงนั้น

การที่จำเลยจะให้โจทก์พ้นหน้าที่ครูโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยต่อเมื่อการกระทำของโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการและระเบียบคุรุสภา ว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัยและหน้าที่ของครูโรงเรียนเอกชนและวินัยตามระเบียบประเพณีครู ต้องเป็นกรณีที่ร้ายแรงในระดับที่ใกล้เคียงกับการกระทำความผิดตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 (1) (2) และ (3) โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ใช้ความระมัดระวังปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบกันซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวที่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะมีสิทธิเลิกสัญญาการเป็นครูโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ในการคุมสอบ ปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบกัน ถือได้ว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๓๘,๑๖๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๗,๖๓๒ บาท ค่าจ้าง ๗,๗๖๘ บาท และค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๓๘,๑๖๐ บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๗,๖๓๒ บาท แก่โจทก์ คำขอนอกนั้นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า สัญญาการเป็นครูทำขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนเป็นสัญญาทางการปกครอง ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน จึงไม่อาจจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาใช้บังคับ โจทก์ฟ้องโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ กำหนดไว้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องและศาลแรงงานกลางพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาการเป็นครูจึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ กรณีนี้หาใช่เป็นสัญญาทางการปกครองดังจำเลยอ้างไม่ และแม้กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ ๑) ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ข้อ (๑) จะกำหนดมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู แต่เมื่อสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้เงินตามฟ้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ เพียงแต่ศาลแรงงานกลางจะนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาบังคับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้เท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งศาลแรงงานกลางจะให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องหรือไม่เพียงใดย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฎหมายอื่น นอกจากนี้พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ มีวัตถุประสงค์ควบคุมโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพเท่านั้น มิใช่กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างลูกจ้าง หรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง หรือแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้าง อันเป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครู โดยมีคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่จะขจัดข้อพิพาทระหว่างครูใหญ่หรือครูกับผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการ ดังนั้นพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงมิใช่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โดยไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ กำหนดไว้ก่อน และแม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ตาม แต่การฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นเท่านั้น หาจำต้องอ้างบทกฎหมายที่กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องมาด้วยไม่ หรือถ้าอ้างบทกฎหมายมาด้วย ศาลก็มีอำนาจนำบทกฎหมายนอกเหนือจากที่โจทก์อ้างมาปรับกับข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้น ที่ศาลแรงงานกลางนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาปรับแก่คดีนี้จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ?

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สามว่า โจทก์ทำผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัย และหน้าที่ของครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๖ และระเบียบคุรุสภา ว่าด้วย จรรยา มรรยาท และวินัยตามระเบียบประเพณีครู พ.ศ. ๒๕๒๖ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น เห็นว่า แม้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๓๔ จะได้กำหนดให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณี (๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่ผู้รับใบอนุญาต (๒) จงใจทำให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับความเสียหาย (๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (๔) ฝ่าฝืนระเบียบว่าด้วยจรรยา มรรยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครูตามที่คุรุสภากำหนด (๕) ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัยและหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๖ และ (๗) มีความประพฤติไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ แต่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสั่งลงโทษครูใหญ่หรือครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้อ ๒ กำหนดการลงโทษครูใหญ่หรือครูไว้ ๕ สถานได้แก่ (๑) ตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร (๒) ภาคฑัณฑ์ (๓) ตัดเงินเดือน (๔) ลดเงินเดือนและ (๕) ให้พ้นจากหน้าที่ ข้อ ๓ กำหนดให้การสั่งลงโทษต้องให้เหมาะสมกับความผิด อย่าให้เป็นไปโดยพยาบาทหรือโดยโทสะจริต ข้อ ๕ กำหนดว่า ถ้าปรากฏว่าเป็นการประพฤติผิดจรรยา มรรยาท หรือไม่ปฏิบัติตามวินัยหรือหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดเล็กน้อยไม่ถึงกับจะถูกลงโทษตัดเงินเดือนหรือลดเงินเดือน ก็ให้ผู้มีอำนาจลงโทษโดยการตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรหรือภาคฑัณฑ์ตามควรแก่กรณี และข้อ ๗ กำหนดว่า ในกรณีที่ครูประพฤติผิดจรรยา มรรยาท หรือไม่ปฏิบัติตามวินัยหรือหน้าที่ซึ่งผู้มีอำนาจเห็นควรลงโทษร้ายแรงถึงขั้นให้พ้นจากหน้าที่ครู ให้ทำการสอบสวนและเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานพิจารณาวินิจฉัยก่อน จากข้อกำหนดดังกล่าวเห็นได้ชัดแจ้งว่าการประพฤติผิดจรรยา มรรยาท วินัยและหน้าที่ หรือประพฤติที่ไม่เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ มีระดับความร้ายแรงแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป จึงกำหนดให้ลงโทษแตกต่างกันไปตามระดับของความร้ายแรงนั้น ตั้งแต่การตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรจนถึงขั้นลงโทษร้ายแรงให้พ้นจากหน้าที่ครู ดังนั้นการที่จำเลยจะให้โจทก์พ้นหน้าที่ครูโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยต่อเมื่อการกระทำของโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการและระเบียบคุรุสภา ว่าด้วยจรรยา มรรยาท วินัยและหน้าที่ของครูโรงเรียนเอกชนและวินัยตามระเบียบประเพณีครูนั้น ต้องเป็นกรณีที่ร้ายแรงในระดับที่ใกล้เคียงกับการกระทำความผิดตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๓๔ (๑) (๒) และ (๓) คดีนี้โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ใช้ความระมัดระวังปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบกัน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวที่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะมีสิทธิเลิกสัญญาการเป็นครูโดยไม่จ่ายค่าชดเชย จำเลยยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ตามฟ้อง?

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ในการคุมสอบ ปล่อยให้นักศึกษาลอกคำตอบข้อสอบกัน ถือได้ว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 31 ม. 35 ม. 54
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 1 (1)
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 9 ม. 28 ม. 66 ม. 78
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ม. 34 (1) (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสาลินี เพชรสุก
จำเลย — บริษัทอินทีวรกรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2543
#98624
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน นายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่ลูกจ้างเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 โดยให้ลูกจ้างหยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ฉะนั้นนายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพียงวันที่ 20 มกราคม 2542 เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้นอีกเพราะสัญญาแรงงาน สิ้นสุดลงและลูกจ้างพ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้างและไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างแล้ว

จำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2542 เป็นต้นไป โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2542 สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้

การที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วยกฎหมาย ก็มีผลเพียงทำให้ นายจ้างต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็มิใช่ค่าจ้าง เมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง การนับระยะเวลาทำงานของลูกจ้างก็สิ้นสุดลงด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วัน กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จนกว่าจำเลยจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒๕๗,๒๘๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๔,๓๐๒ บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๐,๐๐๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ ๓ ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใด สำหรับค่าจ้างในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ มีความหมายว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ และลูกจ้างก็มีหน้าที่ตอบแทนคือต้องทำงานให้แก่นายจ้างเช่นเดียวกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้บอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ โดยให้โจทก์หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เพียงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ เท่านั้น ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างหลังจากนั้นอีกเพราะสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างระหว่างวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๒ จากจำเลย เพราะโจทก์พ้นจากฐานะการเป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์โดยทำเป็นหนังสือเลิกจ้างระบุให้มีผลเป็นการเลิกจ้างนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. ๓ ทั้งนี้โดยโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ระบุไว้ ส่วนการที่จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่านั้น และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก็มิใช่ค่าจ้าง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย จึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป การนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ก็สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวด้วย มิใช่นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อนับระยะเวลาทำงานของโจทก์ถึงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี และคงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๒๕๗,๒๘๐ บาท คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นทั้งสองข้อข้างต้นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 ม. 575 ม. 582 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมณีนารถ เขียวพันธ์
จำเลย — บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี (โรงแรมมหานครกรุงเทพ) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7765/2543
#91284
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอกโจทก์ยินดีที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แต่ขอให้พิจารณางดเบี้ยปรับและลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วย และในตอนท้ายก็มีคำขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดสำหรับค่ารับรองของบุคคลภายนอกโดยงดเบี้ยปรับและลดเงินเพิ่ม คำอุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านการประเมินและไม่มีคำขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกเลิก การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอก ถือว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหาว่าค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอกของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำปัญหานี้มาฟ้องต่อศาล

การที่โจทก์ให้พนักงานและผู้บริหารโรงแรมและภัตตาคารของโจทก์รับประทานอาหารโดยไม่คิดมูลค่า เป็นการให้บริการตามความหมายในมาตรา 77/1 (10) แห่ง ป. รัษฎากร เพราะเป็นการกระทำอันอาจหาประโยชน์ อันมีมูลค่า ซึ่งมิใช่การขายสินค้าและถือเป็นการใช้บริการจากกิจการของตนเองโดยเฉพาะการให้พนักงานและ ผู้บริหารรับประทานอาหารไม่ใช่การนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการโดยตรง จะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) ไม่ได้โจทก์ จึงเป็นผู้ประกอบการและได้ให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องนำราคาค่าอาหารดังกล่าวมาเป็น มูลค่าของการให้บริการของโจทก์

แม้การให้บริการของโจทก์จะเข้าเงื่อนไขที่จะไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่ง ป. รัษฎากร แต่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 ส่วนภาระภาษีของโจทก์ตามการประเมินในคดีนี้เป็นภาษีของเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2541 ประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้กับคดีนี้ เพราะประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ใช้ในแต่ละปีภาษีหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายมาตราใดก็จะมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ระบุให้มีผลใช้เป็นต้นไป ไม่มีผลบังคับย้อนหลังไปในปีภาษี หรือเดือนภาษีที่ล่วงมาแล้ว ดังนั้นแม้โจทก์เพียงได้รับแจ้งการประเมินและยังไม่มีการชำระภาษีตามการประเมินโจทก์ก็ไม่ได้รับ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ยอมรับที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอก แต่ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกรณีดังกล่าวนี้ ส่วนกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารสวัสดิการพนักงานและผู้บริหารของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่าการให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารเป็นเรื่องสวัสดิการปกติของธุรกิจโรงแรมทุกแห่ง ไม่เข้าลักษณะคำนิยามคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดยกเลิกการประเมินการให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารเป็น ยอดขายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ว่าตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารดังกล่าวก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกการประเมินที่ถือว่าการให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารเป็นยอดขายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการที่โจทก์ให้พนักงานและผู้บริหารของโจทก์รับประทานอาหารรวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดยืนตามการประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินและพิจารณาลดเบี้ยปรับลง โจทก์ไม่พอใจ จึงอุทธรณ์ต่อศาล ขอให้เพิกถอนการประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้ศาลพิจารณางดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารทุกกรณี ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในเรื่องเบี้ยปรับกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารสวัสดิการพนักงานและผู้บริหารของโจทก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณางดเบี้ยปรับให้ แก่โจทก์ได้

โจทก์ลงบัญชีโดยเปิดเผย ไม่มีเจตนาหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากร แต่เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่มีความเห็นไม่ตรงกันว่าโจทก์ควรต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารสวัสดิการพนักงาน ผู้บริหารและค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอกของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ทั้งโจทก์ให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานในการ ตรวจสอบภาษีเป็นอย่างดี ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณางดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารทุกกรณีให้แก่โจทก์เป็นการเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 11840040/5/100219 ถึง เลขที่ 11840040/5/100226 ของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สฎ. /ฝ.1/2/41/4/48 ถึง เลขที่ สฎ. /ฝ.1/2/41/4/55 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า การประเมินเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์เป็นการประเมินที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้พิจารณาและวินิจฉัยโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1 เลขที่ 11840040/5/100219 ถึง เลขที่ 11840040/5/100226 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สฎ. /ฝ.1/2/41/4/48 ถึง เลขที่ สฎ. /ฝ.1/2/41/4/55 ลงวันที่ 11 กันยายน 2541 เฉพาะในส่วนเบี้ยปรับ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า สำหรับค่ารับรองบุคคลภายนอกบริษัทยินดีที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แต่ขอได้โปรดพิจารณางดเบี้ยปรับและ ลดเงินเพิ่มให้แก่บริษัทด้วย และในตอนท้ายก็มีคำขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดสำหรับค่ารับรองของบุคคลภายนอกโดยงดเบี้ยปรับและลดเงินเพิ่ม คำอุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งคัดค้านการประเมิน และทั้งไม่มี คำขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ วินิจฉัยยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารเลี้ยงรับรอง บุคคลภายนอก ถือว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหาว่าค่าอาหารเลี้ยงรับรอง บุคคลภายนอกของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำปัญหานี้มาฟ้องต่อศาลได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอกของโจทก์อยู่ในบังคับต้อง เสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ไว้ด้วย จึงชอบแล้ว

การที่โจทก์ให้พนักงานและผู้บริหารรับประทานอาหารโดยไม่คิดมูลค่านั้น เป็นการให้บริการตามความหมายในมาตรา 77/1 (10) แห่ง ป. รัษฎากร เพราะเป็นการกระทำอันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่า ซึ่งมิใช่การขายสินค้าและถือเป็นการใช้บริการจากกิจการของตนเองโดยเฉพาะ การให้พนักงานและผู้บริหารรับประทานอาหารไม่ใช่การนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการโดยตรง จะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1 (10) (ก) ไม่ได้ และตามมาตรา 77/2 (1) ก็บัญญัติว่า การให้บริการโดยผู้ประกอบการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งความหมายของผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (5) กำหนดว่า หมายความว่าบุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำ ดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนั้น จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการและได้ให้บริการอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่ง ป. รัษฎากรนั้น ประกาศดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แต่คดีนี้เกิดก่อนการใช้ประกาศฉบับนี้ เพราะเป็นภาษีของเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2541 ประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้กับคดีนี้ เพราะประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ใช้ในแต่ละปีภาษี หากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายมาตราใดก็จะมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ระบุให้มีผลใช้เป็นต้นไป ไม่มีผลบังคับย้อนหลังไปในปีภาษีหรือเดือนภาษีที่ล่วงมาแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์เพียงได้รับแจ้งการประเมินและยังไม่มีการชำระภาษีตามการประเมิน โจทก์ก็ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนค่าอาหารสวัสดิการพนักงานและค่าอาหารผู้บริหารต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ในส่วนค่าอาหารพนักงานและผู้บริหารจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เบี้ยปรับนั้นเป็นผลมาจากการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมิน หากโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีโจทก์ก็ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ การประเมินเบี้ยปรับก็ไม่อาจกระทำได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มค่าอาหารสวัสดิการพนักงานและผู้บริหาร ก็ย่อมต้องถือให้มีผลเป็นการอุทธรณ์เบี้ยปรับทั้งสองรายการดังกล่าวด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ลงบัญชีโดยเปิดเผยไม่ได้มีเจตนาหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกันว่าโจทก์ควรต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าอาหารสวัสดิการพนักงานผู้บริหารและค่าอาหารเลี้ยงรับรองบุคคลภายนอกของโจทก์หรือไม่เท่านั้น อีกทั้งโจทก์ได้ให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานในการตรวจสอบภาษีเป็นอย่างดี เช่นนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางงดเบี้ยปรับแก่โจทก์เสียทั้งสิ้นจึงเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 77/1 ( (5) ม. 77/2 (1) ม. 79 ม. 89
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะสมุยบีช จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7758/2543
#66350
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24 การนับเวลา ยื่นอุทธรณ์ 1 เดือน ต้องนับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 และสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ตามมาตรา 193/5 โจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 28 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า 22 ฉบับ ออกไปนอกราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการหลอกลวงโจทก์ โดยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าส่งออกตามใบขนสินค้าขาออกฯ ดังกล่าวจนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยในรูปของบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของ บัตรภาษี จำเลยที่ 3 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน จำเลยที่ 3 จึงได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชย ค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีจึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 3 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

จำเลยที่ 3 ให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทน โจทก์ทราบเรื่องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 แต่ฟ้องคดีวันที่ 5 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึง ขาดอายุความ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามมูลละเมิดหรือไม่เท่านั้น เมื่อคดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ฟังได้ว่าเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ลาภมิควรได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ลาภมิควรได้สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยที่ 3 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้ง ศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17, 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

ที่จำเลยที่ 3 แก้อุทธรณ์ว่า เอกสารชุดคำขอที่โจทก์อ้างส่งเป็นเอกสารที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีและนำบัตรภาษีของโจทก์ไปใช้แล้วนั้น เป็นคำแก้อุทธรณ์ที่ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 รับไปจากโจทก์ จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาตามที่กำหนดไว้ในบัตรภาษีให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้น และโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็น ผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าว หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคาและตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่รับบัตรภาษี

แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ตามพฤติการณ์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริต จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษีเพราะมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นมูลหนี้ลาภมิควรได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ให้คืนบัตรภาษีเมื่อใด ถือว่าโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษีนับแต่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๓๐ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้สำแดงข้อความเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ส่งออกสินค้าที่ผลิตใน ราชอาณาจักรไปต่างประเทศ และได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าได้ส่งออกดังกล่าวนั้น ต่อโจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยออกบัตรภาษีระบุชื่อของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นเงินรวม ๓,๐๙๓,๑๗๕.๗๔ บาท ต่อมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าไม่มีการส่งออกสินค้าที่จำเลยที่ ๑ สำแดงรายการไว้ในใบขนสินค้าดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๑ ทำเอกสารการส่งออกเท็จเพื่อยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากร โดยทุจริต จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จึงไม่มีสิทธิได้รับบัตรภาษี และต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้เพราะเหตุได้นำเอาไปใช้แล้วก็ต้องใช้ราคาคืนเงินตามมูลค่าในบัตรภาษีดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยร่วมกันคืนหรือ ใช้ราคาบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ได้รับบัตรภาษีโดยสุจริตและเชื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าการออกบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เป็นความบกพร่อง ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ซึ่งจำเลยที่ ๓ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งได้รับบัตรภาษีมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรโดยสุจริตคืนบัตรภาษีและใช้เงินตามมูลค่าของบัตรภาษีแก่โจทก์ ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนั้นคำนวณไม่ถูกต้อง คดีนี้จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ ๓ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโจทก์ทราบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ แต่ฟ้องคดีวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๕ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้รับเงินชดเชยค่าภาษี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันคืนบัตรภาษีที่มีมูลค่าในบัตรรวม ๓,๐๙๓,๑๗๕.๒๔ บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑ โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๔ ซึ่งการนับเวลายื่นอุทธรณ์ ๑ เดือน ต้องนับวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ และสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ตามมาตรา ๑๙๓/๕ ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์จะครบกำหนดในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยที่ ๓ ต้องคืนบัตรภาษีหรือเงินตามจำนวนมูลค่าบัตรให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้หรือไม่ และสิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า ๒๒ ฉบับ ออกไป นอกราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้นได้หลอกลวงโจทก์ โดยยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่อ้างว่าส่งออกตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้า ๒๒ ฉบับ จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยในรูปของบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบความจริงโจทก์จึงเรียกให้จำเลยที่ ๓ คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ ให้คืนเงินจำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ ๑ ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษี จำเลย ที่ ๓ ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้โอน กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับสิทธิ ตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีจำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ ๓ จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ ส่วนปัญหาเรื่องอายุความนั้น เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ขาดอายุความ เพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ต้องฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่รู้ ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ ขาดอายุความตามมูลละเมิดหรือไม่เท่านั้น เมื่อคดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ฟังได้ว่าเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ลาภมิควรได้ จึงไม่มีกรณีที่ให้ต้องวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ลาภมิควรได้ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยที่ ๓ จึงไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีได้ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๑๔๒ (๕) ส่วนที่จำเลยที่ ๓ แก้อุทธรณ์ว่า เอกสารชุดคำขอหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒ ถึง ๑๖, ๒๖, ๓๑, ๗๕, ๘๗, ๑๒๔, ๒๐๐ และ ๒๐๙ เป็นเอกสารที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ได้รับบัตรภาษีและนำบัตรภาษีของโจทก์ไปใช้แล้วนั้น เป็นคำแก้อุทธรณ์ที่ขัดกับคำให้การของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้รับบัตรภาษีที่มีมูลค่าจำนวน ๓๔๖,๐๙๙.๔๒ บาท และ ๑,๖๓๑,๔๘๗.๔๓ บาท ตามลำดับไปจากโจทก์แล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในการยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากรต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้รับสิทธิ ตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน ๓๔๖,๐๙๙.๔๒ บาท และ ๑,๖๓๑,๔๘๗.๔๓ บาท ที่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ รับไปจากโจทก์ จึงเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จะต้องคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า ๓๔๖,๐๙๙.๔๒ บาท และ ๑,๖๓๑,๔๘๗.๔๓ บาท ตามลำดับ หากคืนไม่ได้ ต้องชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๓๔๖,๐๙๙.๔๒ บาท และ ๑,๖๓๑,๔๘๗.๔๓ บาท ตามลำดับให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๖ เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๓

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ จะต้องร่วมกันชดใช้ราคาตามมูลค่าของบัตรภาษีและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่า ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้า ที่ส่งออกนั้น ต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลย ที่ ๑ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่หลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีจึงเป็น การกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นมูลหนี้ละเมิด จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องคืนบัตรภาษีดังกล่าว หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคาและตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่รับบัตรภาษี ส่วนจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ แม้ข้อเท็จจริง ฟังไม่ได้ว่าร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แต่การที่มีการออกบัตรภาษีโดยระบุชื่อจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้โอนบัตรภาษีให้นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ มีนิติสัมพันธ์อย่างใดกับจำเลยที่ ๑ เหตุใด จึงสามารถรับโอนบัตรภาษีมาได้โดยง่าย ที่จำเลยที่ ๓ อ้างว่า รับโอนบัตรภาษีมาโดยมีนายหน้าเป็นผู้ติดต่อ และกรรมการของจำเลยที่ ๓ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาก่อนนั้น ตามหลักในเรื่องการโอนสิทธิในบัตรภาษี จะต้องขออนุมัติจากอธิบดีและกระทำก่อนการออกบัตรภาษี จึงเชื่อว่าจำเลยที่ ๓ จะต้องมีการติดต่อกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาก่อนที่จะมีการออกบัตรภาษีแล้ว นอกจากนี้ ตัวจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เป็นหญิงอายุเพียง ๒๓ ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่จะแสดงให้เห็นว่าสามารถประกอบกิจการส่งออกสินค้าจนได้รับเงินชดเชย ค่าภาษีอากรเป็นจำนวนมากเช่นนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริต และเมื่อมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นมูลหนี้ลาภมิควรได้ จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษี แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ให้คืนบัตรภาษีเมื่อใด ถือว่าโจทก์เรียกให้จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ คืนบัตรภาษีนับแต่วันฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๑,๑๑๕,๕๘๘.๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดสำหรับดอกเบี้ยดังกล่าวจากเงินต้นที่ระบุในบัตรภาษีแต่ละฉบับนับแต่วันที่จำเลยที่ ๓ ได้รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไป และให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า ๓๔๖,๐๙๙.๔๒ บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๓๔๖,๐๙๙.๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดสำหรับดอกเบี้ยดังกล่าวจากเงินต้นที่ระบุในบัตรภาษีแต่ละฉบับ นับแต่วันที่จำเลยที่ ๔ ได้รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไป และให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๕ คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า ๑,๖๓๑,๔๘๗.๔๓ บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๑,๖๓๑,๔๘๗.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดสำหรับดอกเบี้ยดังกล่าวจากเงินต้นที่ระบุในบัตรภาษีแต่ละฉบับ นับแต่วันที่จำเลยที่ ๕ ได้รับบัตรภาษีแต่ละฉบับไป และให้จำเลยที่ ๕ ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 193/5 ม. 406
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 24 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิตย์อิมเพ็คซ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
สันติ ทักราล
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2543
#36415
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และ มาตรา 242ไม่มีผลเป็นการบังคับว่าในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย โจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ โจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุก็ได้

โจทก์คดีนี้พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญา ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลยและจำเลยลงชื่อรับว่าถูกต้องและเป็นจริงประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนโจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาล

คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้อง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใดคำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี จำเลยและทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าการนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะ จนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วยแต่เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลย เป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควร ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยจะยกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กำหนดระดับการลงโทษไว้โดยโทษจำคุกอยู่ใน (2) ส่วนโทษปรับอยู่ใน (4) ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งแต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้จึงไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 วางโทษจำคุก1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นั้นไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 12,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลย8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ6 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไว้ในความครอบครอง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การฟ้องคดีนี้ต้องมีพยานวัตถุและต้องนำวัตถุพยานของกลางมาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และมาตรา 242หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และมาตรา 242 ไม่มีผลเป็นการบังคับว่า ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยโจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ โจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุดังที่โจทก์คดีนี้พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลยและจำเลยลงชื่อรับว่า ถูกต้องและเป็นจริง ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย จ.3 ว่า ของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน โจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาลตามที่จำเลยฎีกา

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยในชั้นฝากขังระบุชื่อผู้ต้องหาว่า นายเจษฎา กู้คุ้มภัยเกิดเหตุที่หน้าบ้านเลขที่ 103/143 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอนกรุงเทพมหานคร ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.03 กรัมแต่ในคำฟ้องระบุว่านายเจษฎา กู้ประเสริฐ จำเลยสถานที่เกิดเหตุแขวงบางบอนและเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก 0.09 กรัม คำร้องขอฝากขังเป็นเอกสารประกอบคำฟ้อง เมื่อขัดแย้งกับคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้บังอาจมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม โดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เหตุเกิดที่แขวงบางบอนเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายเมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้องนั้น ร้อยตำรวจโทสุรวุฒิพนักงานสอบสวนเบิกความว่าเป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใด คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวนั่งพิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22 และ 23 และจำเลยเพิ่งตรวจพบในชั้นอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้มีการสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 21 ธันวาคม 2541 และมีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 19 มีนาคม 2542 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานจำเลยปากสุดท้ายคือนายกวี กู้ประเสริฐ ทนายจำเลยเบิกความด้วยตนเอง และตามบันทึกคำพยานทุกปากมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงคนเดียว จำเลยและทนายจำเลยได้ลงชื่อทุกครั้ง ฉะนั้นที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เพิ่งตรวจพบว่ามีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะในชั้นอุทธรณ์นั้นฟังไม่ขึ้นเพราะทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดีจำเลยทนายจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลยเป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควรย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยเพิ่งจะมายกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2517 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายปัญญา เนินลพจำเลย

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งโดยปรับจำเลย 8,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี เห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งนั้น ไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กำหนดระดับการลงโทษไว้โดยโทษจำคุกอยู่ใน (2) ส่วนโทษปรับอยู่ใน (4) ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับแต่รอการลงโทษจำคุกไว้ โทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงต่ำกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมโทษจำเลย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2535 ระหว่างนางดนยา หงสกุล โจทก์ นายศุภชัยพิพัฒน์ธนผล จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 198 ม. 212 ม. 226 ม. 227 ม. 241 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจษฎา กู้ประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2543
#40477
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241และมาตรา 242 ไม่มีผลเป็นการบังคับว่าในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย โจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยการนำพยานวัตถุมาศาลโจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุได้

โจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญา ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลย และจำเลยลงชื่อรับว่าถูกต้องและเป็นจริงประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีนโจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาลอีก

คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้อง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใดคำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาว่า การนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวนั่งพิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วยชอบหรือไม่ปรากฏว่าทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี จำเลยทนายจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลย เป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควรย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยจะยกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งโดยปรับจำเลย8,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 วางโทษจำคุก1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 เดือนริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 12,000 บาทลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงปรับจำเลย 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร จำนวน 24 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไว้ในความครอบครอง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การฟ้องคดีนี้ต้องมีพยานวัตถุและต้องนำวัตถุพยานของกลางมาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241และมาตรา 242 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 241 และมาตรา 242 ไม่มีผลเป็นการบังคับว่า ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยโจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ โจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุดังที่โจทก์คดีนี้พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลยและจำเลยลงชื่อรับว่า ถูกต้องและเป็นจริง ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย จ.3 ว่า ของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน โจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาลตามที่จำเลยฎีกา

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยในชั้นฝากขังระบุชื่อผู้ต้องหาว่า นายเจษฎา กู้คุ้มภัย เกิดเหตุที่หน้าบ้านเลขที่ 103/143ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานครตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.03 กรัม แต่ในคำฟ้องระบุว่านายเจษฎา กู้ประเสริฐ จำเลยสถานที่เกิดเหตุแขวงบางบอนและเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก 0.09 กรัม คำร้องขอฝากขังเป็นเอกสารประกอบคำฟ้อง เมื่อขัดแย้งกับคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1กันยายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้บังอาจมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม โดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ... เหตุเกิดที่แขวงบางบอน เขตบางบอนกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้องนั้นร้อยตำรวจโทสุรวุฒิพนักงานสอบสวนเบิกความว่า เป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใด คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวนั่งพิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คนที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 22 และ 23 และจำเลยเพิ่งตรวจพบในชั้นอุทธรณ์นั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้มีการสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 21ธันวาคม 2541 และมีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 19 มีนาคม 2542โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานจำเลยปากสุดท้ายคือนายกวี กู้ประเสริฐทนายจำเลยเบิกความด้วยตนเอง และตามบันทึกคำพยานทุกปากมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงคนเดียว จำเลยและทนายจำเลยได้ลงชื่อทุกครั้ง ฉะนั้นที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เพิ่งตรวจพบว่ามีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะในชั้นอุทธรณ์นั้นฟังไม่ขึ้นเพราะทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี จำเลย ทนายจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลย เป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควรย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยเพิ่งจะมายกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2517 ระหว่าง พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์นายปัญญา เนินลพ จำเลย

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งโดยปรับจำเลย 8,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งนั้น ไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กำหนดระดับการลงโทษไว้โดยโทษจำคุกอยู่ใน (2) ส่วนโทษปรับอยู่ใน (4) ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับแต่รอการลงโทษจำคุกไว้ โทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงต่ำกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมโทษจำเลย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2535 ระหว่างนางดนยา หงสกุล โจทก์ นายศุภชัยพิพัฒน์ธนผล จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 198 ม. 212 ม. 226 ม. 227 ม. 241 ม. 242
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจษฎา กู้ประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2543
#66302
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 241 และมาตรา 242 ไม่มีผลเป็นการบังคับว่าในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย โจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยการนำพยานวัตถุมาศาลโจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุได้

โจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญา ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลย และจำเลยลงชื่อรับว่าถูกต้องและเป็นจริงประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีน โจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาลอีก

คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้อง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใด คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาว่า การนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวนั่งพิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วยชอบหรือไม่ ปรากฎว่าทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี จำเลยทนายจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลย เป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควร ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยจะยกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งโดยปรับจำเลย 8,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 198 ม. 212 ม. 226 ม. 227 ม. 241 ม. 242
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเจษฎา กู้ประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวิกรม ศรีวิฑูรย์
ศาลอุทธรณ์ — นายอุกฤษฐ์ คล้ายสังข์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7745/2543
#38459
เปิดฉบับเต็ม

สภาพของที่ดินพิพาทมีไม้ยืนต้นปลูกอยู่เต็มพื้นที่ ลักษณะของการปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทเป็นการปลูกไม้ยืนต้นเป็นหลักที่ว่างระหว่างไม้ยืนต้นซึ่งใช้ปลูกพืชสวนครัวเป็นส่วนประกอบไปด้วยตามสภาพของที่ว่าง เช่นนี้ย่อมมิใช่การมุ่งหมายใช้ที่ดินพิพาทปลูกพืชไร่เป็นพืชหลัก เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในการปลูกไม้ยืนต้น มิได้เช่าทำนาหรือปลูกพืชไร่การเช่าที่ดินพิพาทจึงไม่อยู่ในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถอ้างการเช่าที่ดินพิพาทซึ่งไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อต่อสู้คดีว่าการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลา 6 ปีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 675,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12324,14187 และ 14188 ตำบลคลองตัน อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 5,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน2533 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 4 ออกจากที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 12324, 14187, 14188 ตำบลคลองตันอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 ชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 5,000 บาท ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะออกจากที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทโดยอยู่ในความควบคุมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายเอี่ยม วัฒนะเสรี และนายบุญมี นาเลิศ เป็นพยานเบิกความว่า ในตอนไปดูที่ดินพิพาทก่อนซื้อ ลักษณะที่ดินพิพาทเป็นสวนยกร่องปลูกต้นมะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง สามารถเก็บผลผลิตได้แล้วส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 และนายสมจิตร รัศมีเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากนางชื่นมารดาของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2523 เดิมเช่าทำนา แต่ทำได้ 3 ปี ไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนเป็นปลูกพืชล้มลุก เช่น พริก มะเขือ แตง และถั่ว ต่อมาปี 2534จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์ขอเปลี่ยนจากปลูกพืชล้มลุกเป็นสวนผลไม้ โจทก์ยินยอม จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงปลูกมะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง แต่เมื่อปี 2537 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มเก็บผลผลิตได้ โจทก์ขอแบ่งผลประโยชน์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 30,000 บาทต่อปี จำเลยที่ 2และที่ 3 ยืนยันชำระค่าเช่าปีละ 300 บาทต่อไร่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทในราคาไร่ละ 200,000 บาท โจทก์มีเหตุผลว่าซื้อในราคาดังกล่าวเพราะไม่ใช่ที่ดินเปล่าอันหมายถึงว่าเป็นที่ดินที่มีต้นไม้ที่อาจให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้นั่นเองประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นสวนผลไม้ มีมะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง ก่อนจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เก็บผลประโยชน์จากผลไม้ดังกล่าวแล้วประมาณ 2 ปี จึงเจือสมกับข้อนำสืบของพยานหลักฐานโจทก์เมื่อคำนวณระยะเวลาตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 ได้ปลูกต้นไม้ยืนต้นเมื่อประมาณปี 2527 ถึง 2528 ซึ่งให้ผลผลิตภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ต่อมาคือปี 2530 อันเป็นเวลา 2 ปีก่อนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทนั่นเอง พยานจำเลยเบิกความแต่เพียงลอย ๆไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้น่ารับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า จึงรับฟังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในการปลูกไม้ยืนต้น มิได้เช่าทำนาหรือปลูกพืชไร่การเช่าที่ดินพิพาทจึงไม่อยู่ในความควบคุมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่สามารถอ้างการเช่าที่ดินพิพาทซึ่งไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อต่อสู้คดีว่าการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนดเวลา 6 ปี ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิในฐานะผู้เช่าที่ดินพิพาท และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องมีหน้าที่ออกไปจากที่ดินพิพาท ที่จำเลยที่ 2และที่ 3 ฎีกาว่า นายเอี่ยม วัฒนะเสรี พยานโจทก์เบิกความว่า นายเอี่ยมกับนายไพฑูรย์เข้าไปดูที่ดินพิพาทมีการปลูกพืชล้มลุกอยู่เต็มพื้นที่เช่นถั่วฝักยาว รอบ ๆ ที่ดินมีการปลูกต้นมะพร้าวและมะม่วง นายเอี่ยมเป็นพยานของโจทก์ ย่อมไม่เบิกความเข้าข้างจำเลย จึงต้องฟังคำเบิกความของนายเอี่ยมเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยว่าในตอนโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท ยังมีพืชไร่ปลูกอยู่เต็มพื้นที่เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาท การเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการเช่าที่ดินเพื่อปลูกพืชไร่ โจทก์ต้องรับโอนซึ่งหน้าที่ในการให้เช่าที่ดินเพื่อปลูกพืชไร่อันอยู่ในการควบคุมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้นายเอี่ยมเบิกความว่ามีการปลูกพืชล้มลุกเช่นถั่วฝักยาว แต่นายเอี่ยมก็เบิกความว่า ในที่ดินพิพาทมีไม้ยืนต้นซึ่งให้ผลผลิตแล้ว ประกอบกับตามภาพถ่ายจำนวน 5 ภาพก็แสดงให้เห็นสภาพของที่ดินพิพาทมีไม้ยืนต้นปลูกอยู่เต็มพื้นที่ ลักษณะของการปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทเป็นการปลูกไม้ยืนต้นเป็นหลัก อาจมีที่ว่างระหว่างไม้ยืนต้นซึ่งใช้ปลูกพืชสวนครัวเป็นส่วนประกอบไปด้วยตามสภาพของที่ว่าง เช่นนี้ย่อมมิใช่การมุ่งหมายใช้ที่ดินพิพาทปลูกพืชไร่เป็นพืชหลักจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้อยู่ในความควบคุมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 5 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อัจฉรา อนันต์มานะ
จำเลย — นาย แดง ดวงผาสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7727/2543
#35144
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จ่าสิบตำรวจ น. เข้าไปติดต่อซื้อ เมทแอมเฟตามีน ในบ้านจำเลยที่ 2 พบจำเลยทั้งสามอยู่ในบ้าน จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3เป็นผู้รับเงินค่า เมทแอมเฟตามีน แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้เป็นผู้เจรจาจำหน่าย เมทแอมเฟตามีน และมิได้เป็นผู้ส่งมอบ เมทแอมเฟตามีน ให้แก่จ่าสิบตำรวจ น. ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 2 และร่วมอยู่ด้วยขณะที่มีการซื้อขาย เมทแอมเฟตามีน และเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง ย่อมส่อแสดงว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นด้วยในการกระทำความผิดฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรจำนวน 54,000 บาทที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้คืนธนบัตรจำนวน54,000 บาทที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ ปรากฏจากคำเบิกความของผู้จับกุมว่าพนักงานสอบสวนมิได้ยึดเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของกลางและเจ้าของได้รับคืนไปแล้ว คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 761 เม็ด น้ำหนักสารบริสุทธิ์ 10.519 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานตำรวจโดยวิธีการล่อซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ได้พร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3กับยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวและธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 48,000 บาทจากจำเลยที่ 1 และจำนวน 6,000 บาท จากภายในบ้านจำเลยที่ 2 เป็นของกลางปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจนิพนธ์ แสงเทียนเป็นพยานเบิกความว่ามูลเหตุที่มีการจับกุมจำเลยทั้งสามเนื่องจากก่อนเกิดเหตุสายลับแจ้งให้ทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 2พยานพยายามติดต่อขอซื้อ ในที่สุดมีการนัดหมายให้พยานไปรับเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 2 ในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ พยานกับร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์แย้มแสง และพวก จึงร่วมกันวางแผนจับกุมโดยรวบรวมธนบัตรรวม 54,000บาท จากเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมแล้วมอบให้พยานนำไปล่อซื้อ ขณะที่พยานเข้าไปในบ้านจำเลยที่ 2 พบจำเลยทั้งสามอยู่ในบ้าน จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบแก่พยาน พยานนับเมทแอมเฟตามีนได้761 เม็ด ระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ตกลงให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนพยานจึงส่งมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อทั้งหมดให้จำเลยที่ 3พยานเก็บเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินออกจากบ้านจำเลยที่ 2 เมื่อมาถึงทางเท้าหน้าบ้านพยานพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์กับพวกเข้าจับกุม ร้อยตำรวจเอกวีระศักดิ์เบิกความว่าขณะที่จ่าสิบตำรวจนิพนธ์เข้าไปซื้อเมทแอมเฟตามีนในบ้านจำเลยที่ 2 นั้นพยานยืนอยู่ที่หน้าบ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นร้านขายของชำพยานทำทีว่าจะมาซื้อของ พยานยืนรออยู่ประมาณ 20 นาที จ่าสิบตำรวจนิพนธ์เดินออกมาแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนเรียบร้อยแล้ว พยานกับพวกจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น พบธนบัตรที่ตัวจำเลยที่ 1แต่มีจำนวนไม่ครบ 54,000 บาท จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจในชุดจับกุมคนหนึ่งตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบเงินส่วนที่เหลือ จึงยึดไว้เป็นของกลางได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3ให้การปฏิเสธ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีข้อพิรุธพยานทั้งสองเข้าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ก็เพราะได้สืบสวนทราบว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติกรรมในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าในซอยนารถสุนทร เมื่อล่อซื้อก็ได้เมทแอมเฟตามีนจำนวนถึง 761 เม็ด และธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวจำเลยที่ 1 และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในบ้านจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้เป็นผู้เจรจาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จ่าสิบตำรวจนิพนธ์และมิได้เป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จ่าสิบตำรวจนิพนธ์ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 2 และร่วมอยู่ด้วยขณะที่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้รับเงินด้วยตนเอง ย่อมส่อแสดงว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นด้วยในการกระทำผิด ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ไม่รู้เรื่องอะไรของภรรยาทุกเรื่องไปไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 2 ค้าเมทแอมเฟตามีนร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลดโทษนั้น เห็นว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย สุชิน เชื้อกสิกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7722/2543
#99185
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักมาจะเป็นเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) , 188 , 91 , 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,023,759 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทชุง เชง พลาสติก (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ถอนคำให้การเดิมโดยให้การใหม่รับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสาม (ที่ถูกวรรคสอง) เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,023,759 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เงินของโจทก์ร่วมทั้งสามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ลักไป จำเลยที่ 1 ลักโดยหลอกให้นายลี กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมซึ่งไม่รู้หนังสือไทยลงชื่อในเช็ค ซึ่งเป็นเช็คของโจทก์ร่วม เช็คทั้งสามฉบับนำเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกเก็บเงิน เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วจำเลยที่ 2 ถอนไป 800,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 58,140 บาท จำเลยที่ 2 ถอนทีหลัง แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากเงินที่จำเลยที่ 1 ลักมา ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตร่วมกับจำเลยที่ 1 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) นั้น สำหรับความผิดตามมาตรา 335 (11) คือ ฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ว่าเงินที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักมาจะเป็นเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขข้อนี้ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — บริษัทชุง เชง พลาสติก (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นางสาวเพ็ญนภา ทองรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชุมพล อรรถเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7721/2543
#99186
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมกับ ส. และ ม. เป็นหุ้นส่วนกันในสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญอันมิได้จดทะเบียนทำธุรกิจในกิจการรับถมดินให้แก่จำเลย แต่จำเลยร่วมเพียงผู้เดียวทำสัญญาเป็นผู้รับจ้างถมดินให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 ส. และ ม. มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แม้บุคคลทั้งสองจะเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใด ๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ ส. และ ม. จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าว่าจ้างถมดินตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 สิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินจากจำเลยตามสัญญานี้จึงเป็นของจำเลยร่วมแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น จำเลยร่วมแต่เพียงผู้เดียวย่อมมีอำนาจโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 ให้แก่โจทก์ได้ เมื่อจำเลยร่วมได้ทำหนังสือลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินที่จำเลยร่วมมีสิทธิได้รับจากจำเลยให้แก่โจทก์ โดยจำเลยร่วมจะไม่ยกเลิกเพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามหนังสือยืนยันหนี้เอกสารหมาย จ. 5 และในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 จำเลยได้รับแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์แล้ว อันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของจำเลยร่วมในการรับเงินค่าจ้างถมดินจากจำเลยจึงตกเป็นของโจทก์ตั้งแต่นั้น จำเลยร่วมย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวอีกต่อไป ภายหลังจากนั้นจำเลยร่วมหามีสิทธิที่จะเพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวหาได้ไม่ ดังนั้นหนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างถมดินส่วนที่เหลือ ที่จำเลยร่วมทำให้ไว้ต่อจำเลยในภายหลังว่าไม่ประสงค์จะมอบหรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นมารับแทนโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์นั้นหามีผลไม่

จำเลยและจำเลยร่วมได้ร่วมกันทำบันทึกยอมให้จำเลยปรับจำเลยร่วมในกิจการรับถมดินภายหลังจากที่จำเลยร่วมโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินให้แก่โจทก์แล้วเพื่อเอาเปรียบโจทก์ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่อาจที่จะปรับโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ค่าจ้างถมดินที่นายสงัดโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 673,477 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ขอให้เรียกนายสงัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 503,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 503,727 บาท โดยให้จำเลยรับผิดร่วมเพียง 425,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาหุ้นส่วนทำธุรกิจเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญอันมิได้จดทะเบียนระหว่างจำเลยร่วมกับนายสุรินทร์และนายสมหมายในกิจการรับถมดินให้แก่จำเลย แต่จำเลยร่วมเพียงผู้เดียวทำสัญญาเป็นผู้รับจ้างถมดินให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 นายสุรินทร์และนายสมหมายมิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แม้บุคคลทั้งสองจะเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใด ๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ นายสุรินทร์และนายสมหมายจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าว่าจ้างถมดินตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 สิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินจากจำเลยตามสัญญานี้จึงเป็นของจำเลยร่วมแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น จำเลยร่วมแต่เพียงผู้เดียวย่อมมีอำนาจโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 ให้แก่โจทก์ได้ เมื่อจำเลยร่วมได้ทำหนังสือลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินที่จำเลยร่วมมีสิทธิได้รับจากจำเลยให้แก่โจทก์ โดยจำเลยร่วมจะไม่ยกเลิกเพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามหนังสือยืนยันหนี้เอกสารหมาย จ. 5 และในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 จำเลยได้รับแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์แล้วตามหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 อันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของจำเลยร่วมในการรับเงินค่าจ้างถมดินจากจำเลยจึงตกเป็นของโจทก์ตั้งแต่นั้น จำเลยร่วมย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวอีกต่อไป ภายหลังจากนั้นจำเลยร่วมหามีสิทธิที่จะเพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวหาได้ไม่ ดังนั้น หนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างถมดินส่วนที่เหลือเอกสารหมาย ล. 9 ที่จำเลยร่วมทำให้ไว้ต่อจำเลยในภายหลังว่าไม่ประสงค์จะมอบหรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นมารับแทนโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์นั้นหามีผลไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับวันละ 5,000 บาท เป็นเวลา 85 วัน เพราะเหตุที่โจทก์หรือจำเลยร่วมส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่ จำเลยก็อนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างงวดแรกจำนวน 750,000 บาทในวันที่ 16 กันยายน 2539 และโจทก์ได้รับเงินค่าจ้างถมดินจำนวนนี้แล้ว การที่โจทก์ส่งมอบงานงวดแรกซึ่งเป็นการถมดินเพียงครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมด และเหลือระยะเวลาอีกเพียง 2 วัน จะครบกำหนดตามสัญญาที่จะต้องถมดินให้เสร็จตามที่ตกลง ระยะเวลาที่เหลืออีกเพียง 2 วันเป็นระยะเวลาอันสั้น โอกาสที่โจทก์จะทำการถมดินให้เสร็จถูกต้องตามสัญญาย่อมเป็นไปได้ยากลำบากยิ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งหรือบอกสงวนสิทธิว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่ตกลงกันในเวลาที่รับชำระหนี้เลย หลังจากที่จำเลยยอมชำระหนี้โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว จำเลยยังยินยอมให้โจทก์ทำการถมดินในที่จำเลยอีกต่อไป และต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างประมาณ 1 เดือน จำเลยยังคงยินยอมให้จำเลยร่วมเบิกเงินทดรองล่วงหน้าอีกจำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือขอเบิกเงินทดรองล่วงหน้าและสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล. 7 การที่จำเลยยอมจ่ายเงินอีก 200,000 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์และจำเลยร่วมถมดินให้ การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง และจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 แล้ว คงยอมให้โจทก์ถมดินจนเสร็จในวันที่ 6 ธันวาคม 2539 จำเลยก็ไม่โต้แย้งทักท้วงแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งจะให้จำเลยร่วมทำหนังสือยอมให้ปรับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 ตามหนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างถมดินส่วนที่เหลือเอกสารหมาย ล. 9 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับโจทก์ฟ้องคดีนี้ อันเป็นวันที่จำเลยร่วมไม่มีสิทธิในหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะกระทำเช่นนั้นได้ ย่อมเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยและจำเลยร่วมได้ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อเอาเปรียบโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่อาจที่จะปรับโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิหักค่าปรับมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 วรรคหนึ่ง ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 1049
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอมรินทร์ ธนสารธิติ
จำเลย — บริษัทนิว เอส. เอ็ม. กรุ๊ฟ จำกัด
จำเลยร่วม — นายสงัด จันทร์แจ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7720/2543
#99187
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 118 หาได้บังคับให้ปิดหรือขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญาไม่ แม้ในขณะที่โจทก์อ้างส่งสัญญากู้เอกสารหมาย จ. 1 ต่อศาลจะยังมิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โจทก์ได้ขออนุญาตศาลปิดอากรแสตมป์ในตราสารนั้นเองเป็นเงิน 285 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ต้องปิดตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 5 ท้าย ป. รัษฎากร พร้อมทั้งขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว จึงต้องถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ครบถ้วนตามกฎหมาย ศาลย่อมรับฟังหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ. 1 เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ไม่จำต้องเสียเงินเพิ่มก่อนดังจำเลยอ้าง เพราะตามมาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" ฉะนั้น การที่จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรโดยชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 116 จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑๔๗,๐๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๑๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๐) ต้องไม่เกิน ๓๓,๐๒๒ บาท ตามที่ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ. ๑ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สัญญากู้เอกสารหมาย จ. ๑ ใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อนที่จะอ้างส่งเป็นพยานเอกสาร โจทก์เพิ่งจะยื่นคำร้องขอปิดอากรแสตมป์ต่อศาลชั้นต้นหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในวันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์จึงได้ปิดอากรแสตมป์ในวันดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ ที่ถูกแล้วโจทก์จะต้องไปดำเนินการเสียอากรและเงินเพิ่มอากรให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรเสียก่อนที่จะนำมาฟ้องและอ้างส่งศาล โดยจะต้องชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สรรพากรตามมาตรา ๑๑๖ แห่ง ป. รัษฎากร นั้น เห็นว่า ป. รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ หาได้บังคับให้ปิดหรือขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญาไม่ แม้ในขณะที่โจทก์อ้างส่งสัญญากู้เอกสารหมาย จ. ๑ ต่อศาลจะยังมิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โจทก์ได้ขออนุญาตศาลปิดอากรแสตมป์ในตราสารนั้นเองเป็นเงิน ๒๘๕ บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ต้องปิดตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ ๕ ท้าย ป. รัษฎากร พร้อมทั้งขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว จึงต้องถือว่าเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ครบถ้วนตามกฎหมาย ศาลย่อมรับฟังหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ. ๑ เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ไม่จำต้องเสียเงินเพิ่มก่อนดังจำเลยอ้าง เพราะตามมาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔" ฉะนั้น การที่จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรโดยชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๑๖ จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ฎีกาจำเลยข้อแรกฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 116 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพเราะ ศรีสิงห์
จำเลย — นายโก๊ะ มินิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมาน สวนปาน
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7704/2543
#99188
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีนำเรือเพื่อจะไปขุดคันดินที่กั้นระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของผู้ร้องเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ร้องนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองในที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการในทางอื่นต่อไป เจ้าพนักงานบังคับดคีไม่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้จำเลยรื้อถอนคันดินที่จำเลยทำขึ้นและทำคันดินด้านทิศตะวันออกให้เป็นสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนคันดินและทำคันดินให้เป็นสภาพเดิม จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำเรือขุดไปขุดคันดินซึ่งเป็นแนวเขตที่กั้นระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของผู้ร้อง เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ขอให้ระงับหรืองด หรือยกเลิกการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีนำเรือเพื่อจะไปขุดคันดินที่กั้นระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของผู้ร้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ร้องนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองในที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการในทางอื่นต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(สบโชค สุขารมณ์ - ชูชาติ ศรีแสง - ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์ จันทร์ศรี
ผู้ร้อง — นางกำเหนิด ชาวบ้านเกาะ
จำเลย — นางสวา ชาวบ้านเกาะ โดยนางเกศริน เอี่ยมสมบูรณ์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — หรือชาวบ้านเกาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7703/2543
#38458
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 91 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องดังนี้ ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 135 ได้ นอกจากนั้นเหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้นั้นล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 14 คือถ้ามีเหตุดังกล่าวก็ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 135(2) ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ได้พิพากษาให้จำเลยลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61

เจ้าหนี้รายที่ 1 เจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และเจ้าหนี้รายที่ 4 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่มีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้คัดค้านคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นให้เจ้าหนี้ทั้งสามรายมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าหนี้ทั้งสามได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ เพราะผู้ร้องเสียหายเนื่องจากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2542 แล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเพราะเหตุว่าผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ทั้งความจริงลูกหนี้ก็มิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 18 มีนาคม 2542 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 135(2) หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องดังกล่าวเพราะโจทก์จำเลยคบคิดกันฉ้อฉลให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายทั้งที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน และจำเลยเป็นบริษัทมีทุนจดทะเบียนถึง60,000,000 บาท และยังมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าไม่น้อยกว่า400,000,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ดังนี้ ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 135 ได้ นอกจากนี้แล้วเหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้นั้นล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 คือถ้ามีเหตุดังกล่าวที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) ได้อีกที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 91 ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุมาพร แซ่เบ๊
ผู้ร้อง — นางสาว ภคนันท์หรือนวลลออ อภิมุขดิลกหรือปวรัตม์
จำเลย — บริษัท เดอะฟิฟท์สตรีท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7703/2543
#39304
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 91 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 ได้

เหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 คือถ้ามีเหตุดังกล่าวที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายศาลก็จะพิพากษายกฟ้องแต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(2) ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ได้พิพากษาให้จำเลย (ลูกหนี้) เป็นบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 61

เจ้าหนี้รายที่ 1 เจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และเจ้าหนี้รายที่ 4 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่มีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้คัดค้านคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นให้เจ้าหนี้ทั้งสามรายมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เจ้าหนี้ทั้งสามได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 18 มีนาคม 2542 ต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ เพราะผู้ร้องเสียหายเนื่องจากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2542แล้วแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง เพราะเหตุว่าผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดทั้งความจริงลูกหนี้ก็มิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 18 มีนาคม 2542 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2542 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 7114/2539 ของศาลแพ่งลงวันที่ 10 พฤษภาคม2539 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้วมีความเห็นว่าผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 ให้ยกคำขอ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องดังกล่าว เพราะโจทก์จำเลยคบคิดกันฉ้อฉลให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย ทั้งที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน และจำเลยเป็นบริษัทมีทุนจดทะเบียนถึง 60,000,000 บาท และยังมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 400,000,000 บาท นั้น เห็นว่าแม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 91 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ดังนี้ ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 135 ได้ นอกจากนี้แล้วเหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้นั้นล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 คือถ้ามีเหตุดังกล่าวที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 135(2) ได้อีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 91 ม. 135 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุมาพร แซ่เบ๊
ผู้ร้อง — นางสาว ภคนันท์หรือนวลลออ อภิมุขดิลกหรือปวรุตม์
จำเลย — บริษัท เดอะฟิฟท์สตรีท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา