คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2543
#37859
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ที่ 15 ธันวาคม 2540 ทนายโจทก์และทนายจำเลยตกลงนัดวันสืบพยานไว้ล่วงหน้า 2 นัด คือวันที่ 22 มกราคมและ 23 กุมภาพันธ์ 2541 ชอบที่ทนายจำเลยจะเอาใจใส่ไม่นัดความซ้ำซ้อนหากพลั้งเผลอไปนัดวันซ้ำซ้อนก็ควรรีบร้องขอเลื่อนคดีแต่เนิ่น ๆ เพราะศาลชั้นต้นในคดีนี้อาจไม่ให้เลื่อนคดีก็ได้ ซึ่งทนายจำเลยก็ยังไปร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลชั้นต้นในคดีอื่นที่ตนนัดซ้ำซ้อนกับคดีนี้ไว้ได้ อีกทั้งวันที่ 22 มกราคม 2541 ทนายจำเลยก็หาได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาคดีในนัดหน้าต่อศาลชั้นต้นไม่ การที่เพิ่งมอบหมายให้ผู้รับมอบฉันทะมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 โดยอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความอยู่ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ และในวันใกล้เคียงกันก่อนหน้านี้ก็ติดว่าความอยู่ที่ศาลจังหวัดเชียงรายด้วย จึงจำต้องขอเลื่อนคดีเพื่อสะดวกแก่การเดินทางไปขึ้นศาลทางภาคเหนือในคราวเดียวกันแสดงว่าทนายจำเลยมุ่งแต่คำนึงถึงความสะดวกของตนฝ่ายเดียว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีชอบแล้ว

แม้กองมรดกของผู้ตายมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้วก็ไม่ตัดอำนาจของทายาทที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายไพโรจน์ ลิ่วมโนคุณ ดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์เป็นมารดาของนายสมศักดิ์ ลิ่วเจริญลาภ ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ไว้ต่อจำเลย โดยจำเลยรับประกันภัยรถยนต์เก๋งรับจ้าง ยี่ห้อโตโยต้าโคโรน่า คันหมายเลขตัวถังเอที 190-9004756 หมายเลขเครื่องยนต์4 เอ - เค 330809 ไว้จากนายสมศักดิ์ ลิ่วเจริญลาภ ในประเภทคุ้มครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเฉพาะลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ทั้งคันวงเงิน 350,000 บาท และในประเภทประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล คุ้มครองบุคคลที่กำลังขับรถยนต์ หรือผู้ขับที่กำลังขึ้นหรือลงจากรถยนต์คันที่เอาประกันภัย วงเงิน 50,000 บาท มีอายุสัญญาประกันภัย 1 ปี นับแต่วันที่ 5มกราคม 2537 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2538 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538เวลาประมาณ 3 นาฬิกา นายสมศักดิ์ผู้เอาประกันภัยขณะขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยถูกคนร้ายฆ่าตายและถูกชิงทรัพย์เอารถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปทั้งคัน แล้วคนร้ายทำให้รถคันที่เอาประกันภัยเสียหายโดยการเปลี่ยนแปลงสีรถ แก้ไขเลขเครื่องยนต์และขับฝ่าด่านตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจพลิกคว่ำเสียหายพังยับเยิน จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยต้องจัดการซ่อมแซมรถยนต์คันที่เอาประกันภัยก่อนส่งคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ต้องนำรถยนต์ไปซ่อมเอง เสียค่าซ่อมไปเป็นเงิน 130,540 บาท และโจทก์ยังสำรองจ่ายค่าติดตามรถคืนไปอีกไม่น้อยกว่า 6,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 6,000 บาท ผลจากการชิงทรัพย์ประกอบกับการจัดการสินไหมทดแทนที่ผิดพลาดและบ่ายเบี่ยงประวิงเวลาของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยวันละไม่ต่ำกว่า600 บาท นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ซ่อมเสร็จเป็นเวลา 440 วันคิดเป็นเงินค่าขาดประโยชน์ 264,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดในส่วนประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลอีก 50,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 450,540 บาท จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 23 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 23 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย64,765 บาท รวมเป็นเงิน 515,305 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 515,305 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงิน 450,540 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมอบอำนาจให้นายอภิรักษ์ รุ่งปลาทองดำเนินคดีแทนรถยนต์คันที่เอาประกันภัยมิได้สูญหายหรืออาจถือได้ว่าสูญหายไปชั่วขณะหนึ่งแล้วได้คืนมา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือทายาท และค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 30,000บาท โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าประกันภัยอุบัติเหตุเพราะเป็นการฆาตกรรมไม่อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครอง ค่าติดตามรถคืนหากมีก็ไม่เกิน 600 บาท ก่อนตายผู้เอาประกันภัยมีรายได้วันละไม่เกิน100 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 236,540 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน64,765 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน186,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 64,765 บาท เท่าที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าผู้ตายทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันพิพาทไว้กับจำเลยตามแบบกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงว่าจำเลยจะรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ในกรณีที่ถูกคนร้ายลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์โดยจำกัดวงเงินไว้จำนวน350,000 บาท ระหว่างอยู่ในระยะเวลาประกันภัย ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายแล้วชิงทรัพย์เอารถยนต์คันพิพาทไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ยึดรถยนต์คันพิพาทมาได้เพราะคนร้ายขับรถฝ่าด่านตรวจพลิกคว่ำเสียหาย ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกมีว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและทำการสืบพยานโจทก์ไป ทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่มีโอกาสถามค้านพยานโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า วันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์2541 นั้น ทนายโจทก์และทนายจำเลยตกลงนัดวันสืบพยานไว้ล่วงหน้าจากนัดครั้งก่อนไป 2 นัด คือในวันนัดสืบพยานโจทก์ที่ 15 ธันวาคม 2540จึงชอบที่ทนายจำเลยจะเอาใจใส่ ไม่นัดความซ้ำซ้อนกับคดีนี้ หากจะพลั้งเผลอไปนัดวันซ้ำซ้อนกับคดีนี้เข้าก็ควรที่จะรีบร้องขอเลื่อนคดีเสียแต่เนิ่น ๆเพราะศาลชั้นต้นในคดีนี้อาจไม่ให้เลื่อนคดีก็ได้ ซึ่งกรณีเช่นนี้ทนายจำเลยก็ยังมีทางไปร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลชั้นต้นในคดีอื่นที่ตนนัดซ้ำซ้อนกับคดีนี้ไว้ได้ แต่ปรากฏว่าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์2541 นั้น ยังมีวันนัดสืบพยานโจทก์อีกวันหนึ่งในวันที่ 22 มกราคม 2541แต่ทนายจำเลยก็หาได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาคดีต่อศาลชั้นต้นไม่ข้อที่อ้างว่าทนายจำเลยได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลชั้นต้นถึงเหตุขัดข้องในวันนัดดังกล่าวนั้น ทนายจำเลยก็ยอมรับว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ทนายจำเลยทำเป็นคำร้องยื่นเข้ามาในสำนวน แต่ทนายจำเลยก็มิได้นำพาที่จะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใดไม่ กลับอ้างว่าในทางปฏิบัติที่ผ่านมาไม่สู้จะมีการทำเช่นนี้ เพิ่งจะมอบหมายให้ผู้รับมอบฉันทะมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดครั้งหลัง โดยอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความอยู่ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่และในวันใกล้เคียงกันก่อนหน้านี้ทนายจำเลยก็ติดว่าความอยู่ที่ศาลจังหวัดเชียงรายด้วย ทนายจำเลยจึงจำต้องขอเลื่อนคดีเพื่อสะดวกแก่การเดินทางไปขึ้นศาลทางภาคเหนือในคราวเดียวกัน จึงแสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยมุ่งแต่คำนึงถึงความสะดวกของตนถ่ายเดียวเป็นที่ตั้ง มิได้สนใจต่อพันธะที่ตนมีต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้กองมรดกของผู้ตายมีผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ซึ่งปัญหานี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาอันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีการับวินิจฉัยให้ ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กองมรดกของผู้ตายจะมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของทายาทในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3.5.3 มีข้อตกลงว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์จำเลยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนที่จะต้องรับผิดตามสัญญาโดยผู้เอาประกันภัยต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลย ในกรณีได้รับรถยนต์กลับคืนมาข้อ 3.5.3.1 มีข้อตกลงว่าจำเลยยอมให้ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิขอรับรถยนต์คืน โดยผู้เอาประกันภัยต้องคืนเงินที่ได้รับชดใช้ไปทั้งหมดให้แก่จำเลย ถ้ารถยนต์นั้นเกิดความเสียหายจำเลยต้องจัดการซ่อมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยก่อนคืน จำเลยฎีกาว่าสัญญาประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.5เป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งออกและควบคุมโดยกรมการประกันภัยเพื่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยรับผิดตามความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันได้เสียเบี้ยประกันภัยแต่หากผู้เอาประกันไม่ได้ซื้อความคุ้มครองจะยกเอาเงื่อนไขแห่งสัญญามาใช้เต็มรูปแบบมิได้ คดีนี้ผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองรถยนต์เฉพาะประกันภัยค้ำจุนกับรถหายไว้เท่านั้น ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองในส่วนการชนไว้ด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในการซ่อมนั้น เห็นว่า นายอภิรักษ์ รุ่งปลาทองหัวหน้าส่วนอุบัติเหตุรถยนต์ของจำเลยเบิกความว่า สัญญาประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3.5.3.1 ไม่มีข้อความระบุว่าให้ใช้สำหรับการประกันภัยในประเภท 1 เท่านั้น นายณรงค์ศักดิ์ วุฒิสุทธิ์ นักวิชาการ 6 กรมการประกันภัยพยานโจทก์เบิกความว่า กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยต้องทำหนังสือแนบท้ายไว้ด้วยความเสียหายของรถยนต์คันพิพาทซึ่งเกิดจากคนร้ายขับและพลิกคว่ำนั้นถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์มิใช่อุบัติเหตุซึ่งตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองด้วยเห็นได้ว่าแม้สัญญาประกันภัยจะเป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งออกแบบและควบคุมโดยกรมการประกันภัย แต่คู่สัญญาอาจทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมโดยทำเป็นหนังสือแนบท้ายไว้ได้ เมื่อข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.5 ระบุไว้ชัดว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ แล้วได้รถยนต์คืนมา ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิขอรับรถคืน โดยคืนเงินที่ได้รับชดใช้ไปทั้งหมดแก่ผู้รับประกันภัยถ้ารถยนต์นั้นเกิดความเสียหาย ผู้รับประกันภัยต้องจัดการซ่อมก่อนคืนโดยไม่มีข้อยกเว้นความรับผิดไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าซ่อมรถยนต์คันพิพาทซึ่งเสียหายให้โจทก์ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานเป็นผู้ทำละเมิดชิงทรัพย์เอารถยนต์คันพิพาทไป หากแต่ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย ทั้งตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ปรากฏข้อตกลงชัดแจ้งในข้อ 3.7.5 ว่าการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองถึงความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ ดังนี้จำเลยหาต้องรับผิดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยมีว่า ค่าซ่อมรถและค่าใช้จ่ายในการรับรถคืน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้นั้นสูงเกินเหตุหรือไม่ เห็นว่ารถยนต์คันพิพาทเสียหายทั้งคันเพราะพลิกคว่ำ นายวิชัย ทองดอนปุ้ม ผู้จัดการอู่ซ่อมรถยนต์พยานโจทก์เบิกความว่าพยานได้จัดการซ่อมรถยนต์คันพิพาทเป็นเวลานานหลายเดือนเพราะรถยนต์คันพิพาทได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก เป็นเงินค่าซ่อมทั้งสิ้น 130,540 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการรับรถคืนมานั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้ทางโจทก์ไปรับรถคืนเอง อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจในการไปนำรถยนต์คันพิพาทจากอำเภอเขาสมิง จังหวัดตราดกลับมาที่กรุงเทพมหานครสิ้นเงินไป 6,000 บาท จำเลยไม่มีพยานมาสืบหักล้างว่าค่าใช้จ่ายมีไม่ถึงจำนวนดังที่โจทก์อ้าง ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าซ่อมรถเป็นเงิน 130,540 บาท และค่าใช้จ่ายในการรับรถคืนเป็นเงิน 6,000 บาท จึงชอบด้วยรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 136,540 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สี แซ่หลิ่ว
จำเลย — บริษัท ไทยศรีนครประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2543
#39903
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยมุ่งแต่คำนึงถึงความสะดวกของตนฝ่ายเดียวโดยมิได้สนใจต่อพันธะที่ตนมีต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีชอบแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้กองมรดกของผู้ตายมีผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหานี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีการับวินิจฉัยให้

แม้กองมรดกของผู้ตายจะมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้วก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของทายาทในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก

แม้สัญญาประกันภัยจะเป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งออกแบบและควบคุมโดยกรมการประกันภัย แต่คู่สัญญาอาจทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม โดยทำเป็นหนังสือแนบท้ายไว้ได้เมื่อข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยระบุไว้ชัดว่า ในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์แล้วได้รถยนต์คืนมาผู้เอาประกันภัยมีสิทธิขอรับรถคืน โดยคืนเงินที่ได้รับชดใช้ไปทั้งหมดแก่ผู้รับประกันภัย ถ้ารถยนต์นั้นเกิดความเสียหาย ผู้รับประกันภัยต้องจัดการซ่อมก่อนคืนโดยไม่มีข้อยกเว้นความรับผิดไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าซ่อมรถยนต์คันพิพาทซึ่งเสียหายให้โจทก์

โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานเป็นผู้ทำละเมิดชิงทรัพย์เอารถยนต์คันพิพาทไป หากแต่ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยทั้งตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ปรากฏข้อตกลงชัดแจ้งว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองถึงความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ ดังนี้จำเลยหาต้องรับผิดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาของนายสมศักดิ์ ลิ่วเจริญลาภผู้เอาประกันภัยรถยนต์ไว้ต่อจำเลย โดยจำเลยรับประกันภัยรถยนต์เก๋งรับจ้างไว้จากนายสมศักดิ์ ลิ่วเจริญลาภ ในประเภทคุ้มครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเฉพาะลักทรัพย์ ชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ทั้งคันวงเงิน 350,000 บาท และในประเภทประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลคุ้มครองบุคคลที่กำลังขับรถยนต์ หรือผู้ขับที่กำลังขึ้นหรือลงจากรถยนต์คันที่เอาประกันภัย วงเงิน 50,000 บาท มีอายุสัญญาประกันภัย1 ปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2538 เมื่อวันที่ 3มกราคม 2538 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา นายสมศักดิ์ผู้เอาประกันภัยขณะขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยถูกคนร้ายฆ่าตาย และถูกชิงทรัพย์เอารถยนต์คันที่เอาประกันภัยไปทั้งคัน แล้วคนร้ายทำให้รถคันที่เอาประกันภัยเสียหายโดยการเปลี่ยนแปลงสีรถ แก้ไขเลขเครื่องยนต์และขับฝ่าด่านตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจพลิกคว่ำเสียหายพังยับเยินจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยต้องจัดการซ่อมแซมรถยนต์คันที่เอาประกันภัยก่อนส่งคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ต้องนำรถยนต์ไปซ่อมเองเสียค่าซ่อมไปเป็นเงิน 130,540 บาท และโจทก์ยังสำรองจ่ายค่าติดตามรถคืนไปอีกไม่น้อยกว่า 6,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง6,000 บาท ผลจากการชิงทรัพย์ ประกอบกับการจัดการสินไหมทดแทนที่ผิดพลาดและบ่ายเบี่ยงประวิงเวลาของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยวันละไม่ต่ำกว่า 600 บาท นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ซ่อมเสร็จเป็นเวลา440 วัน คิดเป็นเงินค่าขาดประโยชน์ 264,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดในส่วนประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลอีก 50,000 บาทรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 450,540 บาท จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 23 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 23 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 64,765 บาท รวมเป็นเงิน515,305 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์515,305 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน450,540 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า รถยนต์คันที่เอาประกันภัยมิได้สูญหายหรืออาจถือได้ว่า สูญหายไปชั่วขณะหนึ่งแล้วได้คืนมา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือทายาท และค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 30,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าประกันภัยอุบัติเหตุเพราะเป็นการฆาตกรรมไม่อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครอง ค่าติดตามรถคืนหากมีก็ไม่เกิน 600 บาท ก่อนตายผู้เอาประกันภัยมีรายได้วันละไม่เกิน 100 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 236,540 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน186,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ตายทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันพิพาทไว้กับจำเลยตามแบบกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงว่า จำเลยจะรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ในกรณีที่ถูกคนร้ายลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์โดยจำกัดวงเงินไว้จำนวน 350,000 บาท ระหว่างอยู่ในระยะเวลาประกันภัย ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายแล้วชิงทรัพย์เอารถยนต์คันพิพาทไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์คันพิพาทมาได้เพราะคนร้ายขับรถฝ่าด่านตรวจพลิกคว่ำเสียหาย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกมีว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและทำการสืบพยานโจทก์ไป ทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่มีโอกาสถามค้านพยานโจทก์ เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่าวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 นั้น ทนายโจทก์และทนายจำเลยตกลงนัดวันสืบพยานไว้ล่วงหน้าจากนัดครั้งก่อนไป2 นัด คือในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 15 ธันวาคม 2540 จึงชอบที่ทนายจำเลยจะเอาใจใส่ไม่นัดความซ้ำซ้อนกับคดีนี้ หากจะพลั้งเผลอไปนัดวันซ้ำซ้อนกับคดีนี้เข้าก็ควรที่จะรีบร้อนขอเลื่อนคดีเสียแต่เนิ่น ๆเพราะศาลชั้นต้นในคดีนี้อาจไม่ให้เลื่อนคดีก็ได้ ซึ่งกรณีเช่นนี้ทนายจำเลยก็ยังมีทางไปร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลชั้นต้นในคดีอื่นที่ตนนัดซ้ำซ้อนกับคดีนี้ไว้ได้ แต่ปรากฏว่าก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 นั้น ยังมีวันนัดสืบพยานโจทก์อีกวันหนึ่งในวันที่ 22 มกราคม 2541 แต่ทนายจำเลยก็หาได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาคดีต่อศาลชั้นต้นไม่ ข้อที่อ้างว่าทนายจำเลยได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลชั้นต้นถึงเหตุขัดข้องในวันนัดดังกล่าวนั้น ทนายจำเลยก็ยอมรับว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ทนายจำเลยทำเป็นคำร้องยื่นเข้ามาในสำนวน แต่ทนายจำเลยก็มิได้นำพาที่จะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใดไม่ กลับอ้างว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาไม่สู้จะมีการทำเช่นนี้ เพิ่งจะมอบหมายให้ผู้รับมอบฉันทะมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดครั้งหลัง โดยอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความอยู่ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ และในวันใกล้เคียงกันก่อนหน้านี้ทนายจำเลยก็ติดว่าความอยู่ที่ศาลจังหวัดเชียงรายด้วย ทนายจำเลยจึงจำต้องขอเลื่อนคดีเพื่อสะดวกแก่การเดินทางไปขึ้นศาลทางภาคเหนือในคราวเดียวกัน จึงแสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยมุ่งแต่คำนึงถึงความสะดวกของตนถ่ายเดียวเป็นที่ตั้ง มิได้สนใจต่อพันธะที่ตนมีต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้กองมรดกของผู้ตายมีผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ซึ่งปัญหานี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กองมรดกของผู้ตายจะมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของทายาทในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกได้

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าซ่อมรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3.5.3 มีข้อตกลงว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ จำเลยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนที่จะต้องรับผิดตามสัญญา โดยผู้เอาประกันภัยต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลย ในกรณีได้รับรถยนต์กลับคืนมา ข้อ 3.5.3.1 มีข้อตกลงว่าจำเลยยอมให้ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิขอรับรถยนต์คืน โดยผู้เอาประกันภัยต้องคืนเงินที่ได้รับชดใช้ไปทั้งหมดให้แก่จำเลย ถ้ารถยนต์นั้นเกิดความเสียหายจำเลยต้องจัดการซ่อมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยก่อนคืน จำเลยฎีกาว่า สัญญาประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.5เป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งออกและควบคุมโดยกรมการประกันภัยเพื่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยรับผิดตามความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันได้เสียเบี้ยประกันภัย แต่หากผู้เอาประกันภัยไม่ได้ซื้อความคุ้มครองจะยกเอาเงื่อนไขแห่งสัญญามาใช้เต็มรูปแบบมิได้ คดีนี้ผู้เอาประกันภัยซื้อความคุ้มครองรถยนต์เฉพาะประกันภัยค้ำจุนกับรถหายไว้เท่านั้นไม่ได้ซื้อความคุ้มครองในส่วนการชนไว้ด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในการซ่อมนั้น เห็นว่า นายอภิรักษ์ รุ่งปลาทอง หัวหน้า ส่วนอุบัติเหตุรถยนต์ของจำเลยเบิกความว่า สัญญาประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.5ข้อ 3.5.3.1 ไม่มีข้อความระบุว่า ให้ใช้สำหรับการประกันภัยในประเภท 1เท่านั้น นายณรงค์ศักดิ์ วุฒิวิสุทธิ์ นักวิชาการ 6 กรมการประกันภัยพยานโจทก์เบิกความว่า กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยต้องทำหนังสือแนบท้ายไว้ด้วย ความเสียหายของรถยนต์คันพิพาทซึ่งเกิดจากคนร้ายขับและพลิกคว่ำนั้น ถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการลักทรัพย์ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ มิใช่อุบัติเหตุ ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองด้วย เห็นได้ว่า แม้สัญญาประกันภัยจะเป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งออกแบบและควบคุมโดยกรมการประกันภัยแต่คู่สัญญาอาจทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมโดยทำเป็นหนังสือแนบท้ายไว้ได้ เมื่อข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมายจ.5 ระบุไว้ชัดว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ แล้วได้รถยนต์คืนมา ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิขอรับรถคืน โดยคืนเงินที่ได้รับชดใช้ไปทั้งหมดแก่ผู้รับประกันภัยถ้ารถยนต์นั้นเกิดความเสียหาย ผู้รับประกันภัยต้องจัดการซ่อมก่อนคืนโดยไม่มีข้อยกเว้นความรับผิดไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าซ่อมรถยนต์คันพิพาทซึ่งเสียหายให้โจทก์

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานเป็นผู้ทำละเมิดชิงทรัพย์เอารถยนต์คันพิพาทไป หากแต่ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยทั้งตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ปรากฏข้อตกลงชัดแจ้งในข้อ 3.7.5ว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองถึงความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ ดังนี้ จำเลยหาต้องรับผิดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 136,540 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 867 ม. 877
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สี แซ่หลิ่ว
จำเลย — บริษัท ไทยศรีนครประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2543
#66287
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยมุ่งแต่คำนึงถึงความสะดวกของตนฝ่ายเดียวโดยมิได้สนใจต่อพันธะที่ตนมีต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีชอบแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้กองมรดกของผู้ตายมีผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหานี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีการับวินิจฉัยให้

แม้กองมรดกของผู้ตายจะมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของทายาทในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก

แม้สัญญาประกันภัยจะเป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งออกแบบและควบคุมโดยกรมการประกันภัย แต่คู่สัญญาอาจทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม โดยทำเป็นหนังสือแนบท้ายไว้ได้ เมื่อข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยระบุไว้ชัดว่า ในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ แล้วได้รถยนต์คืนมา ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิขอรับรถคืน โดยคืนเงินที่ได้รับชดใช้ไปทั้งหมดแก่ผู้รับประกันภัย ถ้ารถยนต์นั้นเกิดความเสียหาย ผู้รับประกันภัยต้องจัดการซ่อมก่อนคืนโดยไม่มีข้อยกเว้นความรับผิดไว้จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อค่าซ่อมรถยนต์คันพิพาทซึ่งเสียหายให้โจทก์

โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานเป็นผู้ทำละเมิดชิงทรัพย์เอารถยนต์คันพิพาทไป หากแต่ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาประกันภัย ทั้งตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ปรากฏข้อตกลงชัดแจ้งว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองถึงความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ ดังนี้ จำเลยหาต้องรับผิดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 867 ม. 877
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสี แซ่หลิ่ว
จำเลย — บริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7469/2543
#35029
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ประกันผัดส่งตัวจำเลยตามคำร้องและมีคำสั่งให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลภายในกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าผิดสัญญาประกันเมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำมาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15โดยต้องพิจารณาว่าการที่ผู้ประกันขอผัดส่งตัวจำเลยอันมีผลเช่นเดียวกับการขอขยายระยะเวลาต่อศาลชั้นต้นนั้นเป็นเรื่องที่มีพฤติการณ์พิเศษหรือไม่

ปู่ของจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นหลานชายคนโตต้องอยู่ร่วมประกอบพิธีทางศาสนาจนกว่าจะออกทุกข์ ผู้ประกันจึงไม่สามารถส่งตัวจำเลยต่อศาลได้นั้น เป็นเพียงเหตุผลทั่วไป หาใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยต่อศาลไม่ นอกจากนี้ผู้ประกันยังมิได้ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามสัญญาประกัน ทั้งที่ล่วงเลยกำหนดออกทุกข์ไปนานแล้ว เหตุผลที่ผู้ประกันยกขึ้นอ้างในคำร้องขอผัดส่งตัวจำเลยไม่ต้องด้วยเหตุตามกฎหมายที่จะอนุญาตได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ลงโทษจำคุกทั้งสองฐานรวม 7 ปี 6 เดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างฎีกาต่อมาจำเลยยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งไม่รับฎีกาของจำเลยและแจ้งให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลภายใน15 วัน ผู้ประกันยื่นคำร้องขอผัดส่งตัวจำเลยต่อศาลออกไปอีก 60 วันโดยอ้างว่าปู่ของจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยต้องอยู่ร่วมประกอบพิธีทางศาสนาจนกว่าจะเสร็จงานศพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีที่จะอนุญาตให้ผู้ประกันผัดส่งตัวจำเลยได้ต้องเป็นกรณีที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลคดีนี้ศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยและจำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 224 วรรคหนึ่ง คดีย่อมถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้วจึงไม่อาจอนุญาตให้ผู้ประกันผัดส่งตัวจำเลยตามคำร้องได้ให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยภายในวันที่ 11 ตุลาคม 2542 เวลา 10 นาฬิกา มิฉะนั้นถือว่าผู้ประกันผิดสัญญาประกัน

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลชั้นต้นออกหมายนัดถึงผู้ประกันสั่งให้ส่งตัวจำเลยต่อศาลภายใน 15 วัน ก่อนครบกำหนดนัดผู้ประกันยื่นคำร้องลงวันที่ 24 กันยายน 2542 ต่อศาลชั้นต้นขอผัดส่งตัวจำเลยมีกำหนด 60 วันแต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ประกันผัดส่งตัวจำเลยตามคำร้องและมีคำสั่งให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลภายในวันที่11 ตุลาคม 2542 มิฉะนั้นจะถือว่าผิดสัญญาประกัน

คงมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของผู้ประกันว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ผู้ประกันผัดส่งตัวจำเลยตามคำร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำมาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือต้องพิจารณาว่าการที่ผู้ประกันขอผัดส่งตัวจำเลยอันมีผลเช่นเดียวกับการขอขยายระยะเวลาต่อศาลชั้นต้นนั้นเป็นเรื่องที่มีพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ประกันลงวันที่ 24 กันยายน 2542 ว่าปู่ของจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2542 จำเลยซึ่งเป็นหลานชายคนโตต้องอยู่ร่วมประกอบพิธีทางศาสนาจนกว่าจะออกทุกข์ ผู้ประกันจึงไม่สามารถส่งตัวจำเลยต่อศาลได้ เห็นว่า เหตุที่ผู้ประกันยกขึ้นอ้างในคำร้องดังกล่าวเป็นเพียงเหตุผลทั่วไป หาใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยต่อศาลไม่นอกจากนี้แล้วจนถึงบัดนี้ผู้ประกันยังมิได้ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามสัญญาประกัน ทั้งที่น่าจะล่วงเลยกำหนดออกทุกข์ไปนานแล้ว เหตุผลที่ผู้ประกันยกขึ้นอ้างในคำร้องขอผัดส่งตัวจำเลยไม่ต้องด้วยเหตุตามกฎหมายที่จะอนุญาต ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 112
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — นายประกัน
โจทก์ — นางลัดดาวัลย์ เรืองฤทธิ์วัฒนา
จำเลย — นายวรพจน์ เรืองฤทธิ์วัฒนา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7469/2543
#66286
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ประกันผัดส่งตัวจำเลยตามคำร้องและมีคำสั่งให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลภายในกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าผิดสัญญาประกันเมื่อ ป.วิ.อ.มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำมาตรา 23 แห่ง ป.วิ.พ.มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ.มาตรา 15 โดยต้องพิจารณาว่าการที่ผู้ประกันขอผัดส่งตัวจำเลยอันมีผลเช่นเดียวกับการขอขยายระยะเวลาต่อศาลชั้นต้นนั้นเป็นเรื่องที่มีพฤติการณ์พิเศษหรือไม่

ปู่ของจำเลยถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นหลานชายคนโตต้องอยู่ร่วมประกอบพิธีทางศาสนาจนกว่าจะออกทุกข์ ผู้ประกันจึงไม่สามารถส่งตัวจำเลยต่อศาลได้นั้น เป็นเพียงเหตุผลทั่วไป หาใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ผู้ประกันไม่สามารถส่งตัวจำเลยต่อศาลไม่ นอกจากนี้ผู้ประกันยังมิได้ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามสัญญาประกัน ทั้งที่ล่วงเลยกำหนดออกทุกข์ไปนานแล้ว เหตุผลที่ผู้ประกันยกขึ้นอ้างในคำร้องขอผัดส่งตัวจำเลยไม่ต้องด้วยเหตุตามกฎหมายที่จะอนุญาตได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 112
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ประกัน — นางลัดดาวัลย์ เรืองฤทธิ์วัฒนา
จำเลย — ยวรพจน์ เรืองฤทธิ์วัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายโนรี จันทร์ทร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7467/2543
#37858
เปิดฉบับเต็ม

การให้การต่อสู้ว่าได้สิทธิภารจำยอมในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้นเป็นข้ออ้างที่รอนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นจึงต้องชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 เมื่อจำเลยให้การเพียงว่าก่อนซื้อที่ดินโจทก์ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินของโจทก์มาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ โดยมิได้อ้างว่าจำเลยครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้วมาด้วย ถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์โดยการครอบครอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทในส่วนนี้ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินของโจทก์โดยอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยให้เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยหรือนอกประเด็นข้อพิพาทต้องถือว่าปัญหาดังกล่าวตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์

แม้จำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศซึ่งรุกล้ำไปในแดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์เกินกว่า 10 ปี และต่อมาได้เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่ติดตั้งแทนและโจทก์รู้ถึงการทำละเมิดมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่การละเมิดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์คงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันฟ้องและปัจจุบันโจทก์ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ได้ หาอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์จะเป็นผู้รื้อถอนเองหรือว่าจ้างให้ผู้อื่นทำการรื้อถอนแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระเงินค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนดังกล่าวทั้งหมด

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดกันสาดดังกล่าวผู้ก่อสร้างได้ก่อสร้างไว้ในขณะสร้างตึกแถวก่อนที่โจทก์จะได้เข้ามาอยู่อาศัยและซื้อที่ดิน ซึ่งก่อนซื้อที่ดินโจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมายเนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ การที่จำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศและหลังคากันสาดไม่ทำให้โจทก์เสียหายและโจทก์ก็ทราบดี แต่ไม่คัดค้าน จึงไม่เป็นการละเมิดนอกจากนี้โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหลังคากันสาดบังแดดและฝนและรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่ปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 15902เลขที่ดิน 894 ตำบลสัมพันธวงศ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานครของโจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนเฉพาะเครื่องปรับอากาศโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่โจทก์ขอเป็นผู้รื้อถอนเอง หากจำเลยไม่ยอมรื้อ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ตำบลสัมพันธวงศ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง)กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากนายวีระพันธ์ คงสวัสดิ์เกียรติ เมื่อวันที่ 9พฤษภาคม 2527 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11194 โดยซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดจิวเต็กเซ้งเมื่อปี 2521 ที่ดินของโจทก์และของจำเลยอยู่ติดกัน ตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของจำเลยโดยด้านหลังตึกแถวอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ และด้านหลังตึกแถวของจำเลยดังกล่าวมีหลังคากันสาดและเครื่องปรับอากาศรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์ โดยหลังคากันสาดรุกล้ำประมาณ80 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เมตร และเครื่องปรับอากาศรุกล้ำประมาณ1 เมตร เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายที่ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมเกี่ยวกับหลังคากันสาดในที่ดินของโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยหรือนอกประเด็นหรือไม่เสียก่อน โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดยื่นออกมาจากส่วนด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยและติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้จำเลยรื้อถอนหลังคากันสาดและเครื่องปรับอากาศดังกล่าวจำเลยให้การต่อสู้มีใจความเป็นสำคัญว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดยื่นออกจากส่วนหลังของตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 และมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เพราะหลังคากันสาดดังกล่าวผู้ก่อสร้างได้ก่อสร้างไว้ในขณะสร้างตึกแถวดังกล่าวก่อนที่โจทก์จะได้เข้ามาอยู่อาศัยและซื้อที่ดินของโจทก์ ซึ่งก่อนซื้อที่ดินโจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมายเนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะการที่จำเลยติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็ดี หลังคากันสาดของจำเลยก็ดีโจทก์ก็ทราบดีมาโดยตลอดและไม่เคยคัดค้านจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ มีปัญหาว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินของโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 เห็นว่าการได้ภารจำยอมโดยอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งก็คือมาตรา 1382ดังนั้น การให้การต่อสู้ว่าได้สิทธิภารจำยอมในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นการรอนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นนั้น ข้ออ้างจะต้องชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ว่า บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะต้องอ้างว่าได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยแล้วยังจะต้องอ้างว่าด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้วด้วยถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่จำเลยให้การอ้างแต่เพียงว่าก่อนซื้อที่ดินโจทก์ทราบดีว่าจำเลยได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดินของโจทก์มาโดยตลอดและเป็นที่ดินที่ตกเป็นภารจำยอมตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ก่อสร้างตึกแถวได้กันไว้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ โดยมิได้อ้างว่าจำเลยครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้วมาด้วยทั้งการได้มาซึ่งภารจำยอมอันเป็นทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 อาจได้มาใน 2 กรณีด้วยกันคือ การได้มาโดยนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299ประการหนึ่ง และอาจได้มาโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 อีกประการหนึ่ง ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินของโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 ดังกล่าวหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ตามมาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382ดังกล่าว จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวนี้ในคดี ทั้งปัญหาดังกล่าวนี้ก็มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้สิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับหลังคากันสาดในที่ดินของโจทก์หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งจำเลยได้สิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับหลังคากันสาดในส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยหรือนอกประเด็นข้อพิพาท ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องรื้อถอนหลังคากันสาดที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์หรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้ปลูกสร้างต่อเติมหลังคากันสาดยื่นออกจากส่วนด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยรุกล้ำที่ดินของโจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์นั้นโจทก์เบิกความว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2536 โจทก์ตรวจพบว่าตึกแถวของจำเลยคือหลังคากันสาดรุกล้ำที่ดินของโจทก์และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หลังคากันสาดตามภาพถ่ายภาพที่ 1 เป็นของจำเลยแต่จะสร้างเมื่อใด ไม่ทราบตามคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ไม่ได้เห็นจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างต่อเติมหลังคากันสาดด้วยตนเองส่วนที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงต่อไปว่า หลังคากันสาดของจำเลยไม่ได้สร้างพร้อมกับกันสาดของบ้าน (ตึกแถว) ของโจทก์เพราะไม่ต่อกันและเป็นคนละตอนกันนั้น ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นเพียงการสันนิษฐานของโจทก์เองเท่านั้น สำหรับนายวีระพันธ์ คงสวัสดิ์เกียรติพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินคนเดิมก่อนขายให้แก่โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าได้รู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ก่อสร้างต่อเติมหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวของจำเลย โดยนายวีระพันธ์คงเบิกความแต่เพียงว่า ขณะขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ตึกแถวของจำเลยไม่มีหลังคากันสาดซึ่งเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่าตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ได้สร้างเสร็จเมื่อประมาณปี 2518 ซึ่งขณะนั้นห้างหุ้นส่วนจำกัดจิวเต็กเช้งเป็นผู้ซื้อ และจำเลยได้เข้าพักอาศัยอยู่ในตึกแถวดังกล่าวตั้งแต่ปี 2519 แล้ว ต่อมาปี 2521 จำเลยได้ซื้อที่ดินและตึกแถวดังกล่าว ขณะซื้อที่ดินและตึกแถวดังกล่าวหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวตามภาพถ่ายภาพที่ 1 มีอยู่ก่อนแล้ว และตอนจำเลยเข้าพักอาศัยอยู่ในตึกแถวดังกล่าว จำเลยไม่ได้ต่อเติมเปลี่ยนแปลงหลังคากันสาดดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากตัวจำเลยเบิกความยืนยันดังกล่าวแล้วจำเลยยังมีนายธีระชัย จิวัฒน์ธนากุล เบิกความสนับสนุนว่าพยานกับจำเลยเข้ามาอยู่อาศัยในตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยในปี 2518 ด้านหลังตึกแถวดังกล่าวมีหลังคากันสาดติดกับตัวอาคารอยู่ในสภาพเดิมจนปัจจุบัน โจทก์เข้ามาอยู่ในตึกแถวของโจทก์ซึ่งอยู่ติดกับตึกแถวของจำเลยหลังจากพยานกับจำเลยเข้ามาอยู่แล้วและเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวของจำเลยกับของโจทก์และของผู้อื่นสร้างพร้อมกับตึกแถวเป็นพื้นเดียวกันตลอดโดยไม่มีรอยต่อ แม้นายธีระชัยจะเป็นญาติกับจำเลยแต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุไม่ถูกกับโจทก์เป็นส่วนตัวมาก่อน จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามข้อเท็จจริงตามความเป็นจริง และจำเลยยังมีนายถาวร สีสดใส ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างของจำเลยมาเบิกความสนับสนุนอีกว่า ด้านหลังตึกแถวของจำเลยมีหลังคากันสาดยื่นออกไปประมาณ 20 ปีมาแล้ว กับมีนายสุชาติ หวังพีระวงศ์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าของที่ดินและตึกแถวเลขที่ 21 อยู่ใกล้กับตึกแถวของจำเลยมาเบิกความสนับสนุนโดยนายสุชาติเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังคากันสาดที่ติดกับตึกแถวได้สร้างพร้อมกับตึกแถวและเป็นแนวเดียวกันโดยไม่มีรอยต่อแม้นายสุชาติจะเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังคากันสาดตามภาพถ่ายไม่เหมือนกับเมื่อครั้งที่นายสุชาติอยู่อาศัยในตึกแถวเลขที่ 21 ก่อนขายให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามคำเบิกความของนายสุชาติดังกล่าวก็แสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่าหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวของจำเลยตามภาพถ่ายได้สร้างมาก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่เหมือนเดิมเท่านั้น ซึ่งกรณีไม่พอบ่งชี้ว่าหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวของจำเลยดังกล่าวได้สร้างขึ้นใหม่ ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา นอกจากนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอนตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11195ตามหมายเลข 2 ในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 2527 แผ่นที่ 3 และตึกแถวที่ปลูกในที่ดินโฉนดเลขที่ 11195 ดังกล่าว โดยด้านหน้าตึกแถวของโจทก์กับด้านหน้าตึกแถวของจำเลยอยู่ติดซอยเจริญพาณิชย์ เมื่อพิจารณาประกอบกับรูปจำลองแผนที่ตามสำเนาโฉนดที่ดินแล้ว เห็นได้ว่าตึกแถวของโจทก์ที่ปลูกในที่ดินของโจทก์กับตึกแถวของจำเลยที่ปลูกในที่ดินของจำเลยอยู่ติดต่อเป็นแนวเดียวกันรวมทั้งตึกแถวคูหาอื่น ๆ ด้วยโดยด้านหลังตึกแถวของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15901ซึ่งเดิมเป็นของนายวีระพันธ์ ส่วนด้านหลังตึกแถวของจำเลยอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ซึ่งเดิมเป็นของนายวีระพันธ์เช่นกัน และปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวจากนายสุชาติเมื่อปี 2519 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่านายวีระพันธ์เคยเสนอขายที่ดินให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ซื้อ นายวีระพันธ์จึงเสนอขายให้แก่โจทก์โดยมีข้อแม้ว่าหากโจทก์ไม่ซื้อก็จะไม่ขายที่ดินอีกแปลงให้แก่โจทก์และให้โจทก์ทุบกันสาดของโจทก์ที่ล้ำออกมาซึ่งเป็นกันสาดที่ได้สร้างมาก่อนหน้าที่โจทก์จะซื้อตึกแถวดังกล่าว จากคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าตึกแถวของโจทก์ที่ปลูกอยู่ติดกับตึกแถวของจำเลยมีหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวรุกล้ำที่ดิน ซึ่งเดิมเป็นของนายวีระพันธ์อยู่ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายวีระพันธ์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2527 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวจากนายสุชาติเมื่อปี 2519 แสดงว่าหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวดังกล่าวได้สร้างมาก่อนปี 2519 แล้วจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ช่วยสนับสนุนทำให้ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า หลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลย ได้สร้างไว้เมื่อประมาณปี 2518ก่อนที่จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวตามที่กล่าวข้างต้นมีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น พยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยนำสืบจึงมีน้ำหนักดียิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างต่อเติมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อสร้างต่อเติมหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ หากแต่จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวดังกล่าวมาในสภาพที่มีหลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวรุกล้ำที่ดินอยู่ก่อนแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวจากนายวีระพันธ์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2527 กรณีจึงรับฟังได้ว่าขณะโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวดังกล่าว หลังคากันสาดด้านหลังตึกแถวเลขที่ 17 ถึง 19 ของจำเลยรุกล้ำที่ดินของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว จำเลยจึงไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหลังคากันสาดบังแดดและฝนและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆในฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยดังกล่าวมาเปลี่ยนแปลง

ต่อไปจะได้วินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกซึ่งมีว่าจำเลยจะต้องรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าจำเลยได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นเวลาเกินกว่า10 ปีแล้ว โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จำเลยจึงได้สิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศในที่ดินของโจทก์โดยอายุความเช่นเดียวกับหลังคากันสาดของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วดังกล่าวข้างต้นว่า ตามคำให้การของจำเลยถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินของโจทก์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมในส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวนี้ในคดี ทั้งปัญหาดังกล่าวนี้ก็มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาที่ว่าจำเลยได้สิทธิภารจำยอมเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศในที่ดินของโจทก์โดยอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยให้เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยหรือนอกประเด็นข้อพิพาท ดังนี้ กรณีต้องถือว่าปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ อีกทั้งมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวในส่วนนี้ให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศขาดอายุความละเมิด 1 ปีหรือไม่เห็นว่า แม้จำเลยจะได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วและต่อมาได้เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่ติดตั้งแทนตั้งแต่ปี 2530และโจทก์รู้ถึงการทำละเมิดตั้งแต่ปี 2519 ตามที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่การละเมิดที่เครื่องปรับอากาศรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์คงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงวันฟ้องและปัจจุบัน โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรื้อถอนเครื่องปรับอากาศที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ได้ กรณีหาอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตามที่จำเลยให้การต่อสู้และอ้างในฎีกาไม่ คดีโจทก์ในส่วนดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ต่อไปจะได้วินิจฉัยปัญหาเป็นประการสุดท้ายตามที่โจทก์ฎีกาว่าขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่า ถ้าจำเลยไม่รื้อถอนเครื่องปรับอากาศให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 ทวิ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์ที่ครอบครอง ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว" ดังนี้โจทก์ชอบที่จะต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวจะขอรื้อถอนเองมิได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้โจทก์รื้อถอนเครื่องปรับอากาศเองนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1382 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธีระ จารุไพศาลกิจ
จำเลย — นาง ทิพวรรณ จิวัฒน์ธนากุล
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7458/2543
#36414
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เยาว์เป็นบุตรของนางด. กับนายป. ผู้ตาย ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และผู้ตายก็ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าโจทก์เป็นบุตรนายป. เพียงแต่ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามมาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 เท่านั้นเมื่อนายป. ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยผู้กระทำละเมิดเป็นเหตุให้นาย ป. ถึงแก่ความตาย กรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ในเรื่องครอบครัวได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อ ซึ่งนายประสิทธิ์ แป้นทอง บิดาโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู จึงขอคิดค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 1,500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การว่า นายประสิทธิ์กับนางดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทองบิดาและมารดาโจทก์ทั้งสามไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นายประสิทธิ์ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรและไม่มีคำพิพากษาของศาลที่แสดงว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสาม ศาลชั้นต้นบุญสุขหรือแป้นทองมารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสามได้ความว่า นางดวงจันทร์กับนายประสิทธิ์ แป้นทอง ผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและนายประสิทธิ์ไม่เคยจดทะเบียนรับรองว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงแต่ให้การรับรองโดยพฤตินัย ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความเพียงพอต่อการวินิจฉัยจึงให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์เป็นบุตรของนางดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง กับนายประสิทธิ์ แป้นทอง ผู้ตาย ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และผู้ตายก็ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของตนเพียงแต่ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดู คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627บัญญัติให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 เท่านั้นเมื่อนายประสิทธิ์ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยทั้งกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ในเรื่องครอบครัวก็ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ดังนั้น จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 มาใช้บังคับไม่ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาอ้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมานั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเท่านั้นส่วนการพิจารณาพิพากษาคดีต่าง ๆ ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1564
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย สิทธิศักดิ์ แป้นทอง เด็กหญิง กนกวรรณ แป้นทอง และเด็กชาย พลากร แป้นทอง
โจทก์ — โดย นาง ดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ไตรรงค์ เดชสุรางค์
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7458/2543
#39902
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เยาว์เป็นบุตรของนาง ด. กับนาย ป. ผู้ตายซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และผู้ตายก็ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าโจทก์เป็นบุตรนาย ป. เพียงแต่ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามมาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่า เป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลทำให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629เท่านั้น เมื่อนาย ป. ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลย ผู้กระทำละเมิดเป็นเหตุให้นาย ป. ถึงแก่ความตายกรณีดังกล่าว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ในเรื่องครอบครัวก็ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า จำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อ ซึ่งนายประสิทธิ์ แป้นทองบิดาโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นายประสิทธิ์ถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู จึงขอคิดค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 1,500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การว่า นายประสิทธิ์กับนางดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง บิดาและมารดาโจทก์ทั้งสามไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนายประสิทธิ์ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรและไม่มีคำพิพากษาของศาลที่แสดงว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสาม ศาลชั้นต้นสอบถามนางดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสามได้ความว่า นางดวงจันทร์กับนายประสิทธิ์ แป้นทองผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และนายประสิทธิ์ไม่เคยจดทะเบียนรับรองว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงแต่ให้การรับรองโดยพฤตินัย ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้นศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความเพียงพอต่อการวินิจฉัย จึงให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์เป็นบุตรของนางดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง กับนายประสิทธิ์ แป้นทอง ผู้ตาย ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และผู้ตายก็ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของตนเพียงแต่ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดู

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 เท่านั้น เมื่อนายประสิทธิ์ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยทั้งกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ในเรื่องครอบครัวก็ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ดังนั้น จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับไม่ได้ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาอ้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมานั้น เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเท่านั้นส่วนการพิจารณาพิพากษาคดีต่าง ๆ ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1564 ม. 1627 ม. 1629
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย สิทธิศักดิ์ แป้นทอง เด็กหญิง กนกวรรณ แป้นทอง
โจทก์ — และเด็กชาย พลากร แป้นทอง โดยนาง ดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ไตรรงค์ เดชสุรางค์
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7458/2543
#66285
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เยาว์เป็นบุตรของนาง ด.กับนาย ป.ผู้ตาย ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และผู้ตายก็ไม่ได้จดทะเบียนรับรองว่าโจทก์เป็นบุตร นาย ป.เพียงแต่ให้ใช้นามสกุลและให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และตามป.พ.พ. มาตรา 1564 บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายส่วนบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามมาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่า เป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลทำให้เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 เท่านั้น เมื่อนาย ป.ผู้ตายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลย ผู้กระทำละเมิดเป็นเหตุให้นาย ป.ถึงแก่ความตาย กรณีดังกล่าว ป.พ.พ.บรรพ 5 ในเรื่องครอบครัวก็ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 4มาใช้บังคับไม่ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1564 ม. 1627 ม. 1629
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายสิทธิศักดิ์ แป้นทอง เด็กหญิงกนกวรรณ
โดย — แป้นทอง และเด็กชายพลากร แป้นทอง
ผู้แทนโดยชอบธรรม — ดวงจันทร์ บุญสุขหรือแป้นทอง
จำเลย — ไตรรงค์ เดชสุรางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสุเมธ สุระคำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นายวิเชียร ใยยะธรรม
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2543
#39901
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณา ผู้เสียหายเบิกความบ่ายเบี่ยงเป็นทำนองช่วยเหลือจำเลย ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเท่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ซึ่งให้การในระยะกระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุ เพราะผู้เสียหายยังไม่มีโอกาสไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแม้เป็นพยานบอกเล่าแต่มีเหตุผลให้น่าเชื่อถือ

คำให้การของพยานโจทก์ที่ว่าได้ร่วมกระทำผิดด้วยกันกับจำเลยมิได้เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการซัดทอดนั้น ทั้งยังมีเหตุผลและสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย จึงมีน้ำหนักรับฟังได้

ฎีกาจำเลยที่ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีสำหรับเยาวชน ไม่สั่งสอบความประพฤติตามขั้นตอนของสถานพินิจ การสอบสวน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นการกระทำความผิดขณะจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ซึ่งเป็นเยาวชน เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนในศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลจังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2532มาตรา 3 ให้เปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนขึ้นในศาลจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2532 เป็นต้นไปจึงได้มีการโอนคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวแล้วตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 15 บัญญัติว่าในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องอายุ หรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป

เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวยจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ซึ่งความผิดอาญาได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจ ดำเนินการสอบสวนมาแล้วโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 แม้ภายหลังจะมีการโอนคดีมาพิจารณาพิพากษายังศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวก็ตาม ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

การสั่งสอบความประพฤติตามขั้นตอนของสถานพินิจไม่ใช่การดำเนินการชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลที่พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย โดยไม่ใช้ดุลพินิจให้นำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาใช้แทนการลงโทษทางอาญานั้น จึงเป็นอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104วรรคท้าย จะนำมาใช้ในกรณีศาลพิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าควรจะกักตัวหรือควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนตาม (1) หรือ (2) ต่อไป หลังจากที่เด็กหรือเยาวชนมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ศาลระบุในคำพิพากษาให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนด การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีอายุ 28 ปี จำคุก 7 ปี 6 เดือนการส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจนั้นเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม จึงให้ส่งตัวจำเลยไปเรือนจำจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเป็นไม่ปรับบทตามมาตรา 104 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2531 เวลากลางวันจำเลยกับนายพรชัย บุญรอด ร่วมกันชิงสร้อยคอทองคำ 1 เส้นราคา 6,000 บาท ของนายโกศล คำหวาน ผู้เสียหายไป โดยใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายว่าทันใดนั้น จะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตาย เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป ยึดถือเอาทรัพย์ไว้ หรือให้พ้นการจับกุมเหตุเกิดที่ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ต่อมาวันที่ 15กันยายน 2540 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำ 6,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 83 จำคุก15 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง คงจำคุก7 ปี 6 เดือน เนื่องจากขณะพิพากษาจำเลยมีอายุ 28 ปีแล้ว การส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจนั้น เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมจึงให้ส่งตัวจำเลยไปเรือนจำ โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 104 วรรคท้าย ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำ6,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยลดมาตราส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนายพรชัย บุญรอด จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 420/2531 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ร่วมกับพวกอีก 1 คนชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำราคา 6,000 บาท ของนายโกศล คำหวานผู้เสียหายโดยมีและใช้อาวุธปืน

ที่จำเลยฎีกาว่า คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเท่าคำเบิกความในชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า เมื่อคำเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงเป็นทำนองช่วยเหลือจำเลยก็ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเท่าคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งให้การในระยะกระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุพยานยังไม่น่าจะทันมีโอกาสไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น แม้จะเป็นพยานบอกเล่าแต่มีเหตุผลให้น่าเชื่อถือจึงมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าคำเบิกความที่บ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลยอย่างขัดต่อเหตุผล

ที่จำเลยฎีกาว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของนายพรชัยก็เป็นพยานซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกันจะรับฟังมาลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกัน เสียทีเดียวไม่ ทั้งตามคำให้การของนายพรชัยก็ว่าร่วมกระทำผิดด้วยกันกับจำเลยมิได้เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการซัดทอดนั้น แต่อย่างใดทั้งยังมีเหตุผลและสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักรับฟังได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีสำหรับเยาวชน คือ ไม่สั่งสอบความประพฤติตามขั้นตอนของสถานพินิจ การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ซึ่งคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นการกระทำความผิดขณะจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ซึ่งเป็นเยาวชนเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนในศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลจังหวัดสมุทรปราการพ.ศ. 2532 มาตรา 3 ให้เปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนขึ้นในศาลจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2532 เป็นต้นไปจึงได้มีการโอนคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวแล้ว ในข้อนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 15 บัญญัติว่า ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องอายุ หรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13 ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตามข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ซึ่งความผิดอาญาได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจดำเนินการสอบสวนมาแล้วโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 18 แม้ภายหลังจะมีการโอนคดีมาพิจารณาพิพากษายังศาลจังหวัดนนทบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวก็ตามก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ สำหรับการสั่งสอบความประพฤติตามขั้นตอนของสถานพินิจนั้นก็ไม่ใช่การดำเนินการชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน ดังนั้นพนักงานสอบสวนคดีนี้ดำเนินการสอบสวนมาชอบแล้ว

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 17 ปีเศษ แต่จำเลยไม่ได้รับสิทธิการพิจารณาโทษอย่างเยาวชนเลย การดำเนินคดีของจำเลยเมื่อจำเลยอายุครบ28 ปีนั้น ก็มิใช่ความผิดของจำเลย การที่ศาลจะนำวิธีพิจารณามาตรา 104 วรรคท้าย ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. 2534 มากำหนดโทษจำเลยให้เข้าเรือนจำจึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 104 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลที่พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญา หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ แต่ในคดีนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ใช้ดุลพินิจให้นำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาใช้แทนการลงโทษทางอาญานั้นจึงเป็นอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อนึ่ง ในการชิงทรัพย์ครั้งนี้ นายพรชัยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปซึ่งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรีมีวัตถุประสงค์จะลงโทษหนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี เป็นการไม่ชอบ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 เท่านั้น นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีอายุ 28 ปี การส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจนั้นเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม จึงให้ส่งตัวจำเลยไปเรือนจำ โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 วรรคท้ายนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามบทบัญญัติดังกล่าวจะนำมาใช้ในกรณีศาลพิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า ควรจะกักตัวหรือควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชน ตาม (1) หรือ(2) ต่อไป หลังจากที่เด็กหรือเยาวชนมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ศาลระบุในคำพิพากษาให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนด ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี และไม่ปรับบทตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 วรรคท้าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 195 ม. 225 ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 15 ม. 18 ม. 24 ม. 104
พ.ร.ฎ.กำหนดวันเปิดดำเนินการแผนกคดีเยาวชนในศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลจังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ.2532 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย นิเวศ ครุฑธะ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2543
#66284
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณา ผู้เสียหายเบิกความบ่ายเบี่ยงเป็นทำนองช่วยเหลือจำเลย ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเท่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ซึ่งให้การในระยะกระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุ เพราะผู้เสียหายยังไม่มีโอกาสไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น แม้เป็นพยานบอกเล่าแต่มีเหตุผลให้น่าเชื่อถือ

คำให้การของพยานโจทก์ที่ว่าได้ร่วมกระทำผิดด้วยกันกับจำเลยมิได้เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการซัดทอดนั้น ทั้งยังมีเหตุผลและสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย จึงมีน้ำหนักรับฟังได้

ฎีกาจำเลยที่ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินการตามวิธีพิจารณาคดีสำหรับเยาวชน ไม่สั่งสอบความประพฤติตามขั้นตอนของสถานพินิจ การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นการกระทำความผิดขณะจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ซึ่งเป็นเยาวชน เมื่อมี พ.ร.ฎ.กำหนดวันเปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนในศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลจังหวัดสมุทรปราการพ.ศ. 2532 มาตรา 3 ให้เปิดดำเนินการแผนกคดีเด็กและเยาวชนขึ้นในศาลจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2532 เป็นต้นไป จึงได้มีการโอนคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวแล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. 2534 มาตรา 15 บัญญัติว่า ในกรณีที่ปรากฎในภายหลังว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องอายุ หรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13 ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป

เมื่อคดีนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางกรวยจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ซึ่งความผิดอาญาได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจ ดำเนินการสอบสวนมาแล้วโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 แม้ภายหลังจะมีการโอนคดีมาพิจารณาพิพากษายังศาลจังหวัดนนทบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวก็ตาม ก็ไม่ทำให้การสอบสวนที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

การสั่งสอบความประพฤติตามขั้นตอนของสถานพินิจ ไม่ใช่การดำเนินการชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลที่พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญา หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย โดยไม่ใช้ดุลพินิจให้นำวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาใช้แทนการลงโทษทางอาญานั้น จึงเป็นอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 วรรคท้าย จะนำมาใช้ในกรณีศาลพิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าควรจะกักตัวหรือควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชน ตาม (1) หรือ (2) ต่อไป หลังจากที่เด็กหรือเยาวชนมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ศาลระบุในคำพิพากษาให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนด การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีอายุ 28 ปี จำคุก 7 ปี6 เดือน การส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจนั้นเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมจึงให้ส่งตัวจำเลยไปเรือนจำจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเป็นไม่ปรับบทตามมาตรา 104 วรรคท้าย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 195 ม. 225 ม. 226
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 15 ม. 18 ม. 24 ม. 104
พ.ร.ฎ.กำหนดวันเปิดดำเนินการแผนกคดีเยาวชนในศาลจังหวัดนนทบุรีและศาลจังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ.2532 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — ยนิเวศ ครุฑธะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชน — นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นางอรพินท์ เศรษฐมานิต
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุวัตร์ สุขเกษม
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2543
#37857
เปิดฉบับเต็ม

การใช้วิธีการยึดทรัพย์สินและการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 12มีกำหนด 10 ปี ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2526 ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่โจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ชำระภาษีอากรตามการประเมิน จำเลยที่ 1 มีอำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี การที่จำเลยที่ 1ยึดทรัพย์สินโจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแล้วจึงหมดสิทธิจะใช้วิธีการนี้กับโจทก์

ก่อนที่จะพ้น 10 ปี นับแต่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1ฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536 นั้น ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(2) เนื่องจากกำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เป็นเรื่องระยะเวลาที่จะบังคับแก่ผู้ที่ค้างชำระภาษีอากร ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่ใช่อายุความ กรณีไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดสมุทรปราการที่ 1743/2541 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ประกาศจังหวัดสมุทรปราการลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ให้ยึดทรัพย์สินและคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 85865 เลขที่ดิน 3617 หน้าสำรวจ 3124 เนื้อที่ 16 ตารางวาตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เลขที่ 189/48 และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 75,000 บาทแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งเจ็ดยึดไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะเพิกถอนคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์สิน

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1ตลอดจนคำสั่งให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ได้กระทำโดยชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 85865 เลขที่ดิน 3617 หน้าสำรวจ 3124 ตำบลปากคลองบางปลากดอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และสิ่งปลูกสร้างอาคาร 2 ชั้นเลขที่ 189/48 หมู่ที่ 3 ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์จังหวัดสมุทรปราการ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "การใช้วิธีการยึดอายัดทรัพย์สินและการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นั้น มีกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2526 ซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทราบการประเมินแล้วไม่ชำระจำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้อำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กับพวกยึดทรัพย์สินของโจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1ย่อมหมดสิทธิที่จะใช้วิธีการนี้บังคับแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์อ้างว่าคดีนี้ก่อนที่จะพ้น 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลายต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536 เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) จำเลยทั้งเจ็ดจึงชอบที่จะยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้แม้จะเกิน 10 ปีนั้น เห็นว่า กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271ดังกล่าว เป็นเรื่องระยะเวลาที่จะบังคับแก่ผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากรไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงไม่ใช่อายุความ กรณีไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดย่อมไม่อาจอ้างเหตุเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงได้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า การที่จำเลยที่ 1 กับพวกยึดทรัพย์สินของโจทก์ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 เป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ ประเสริฐกมลชัย
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2543
#39900
เปิดฉบับเต็ม

การใช้วิธีการยึดอายัดทรัพย์สินและการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นั้นมีกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2526ซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทราบการประเมินแล้วไม่ชำระ จำเลยที่ 1ชอบที่จะใช้อำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี การที่จำเลยที่ 1 กับพวกยึดทรัพย์สินของโจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะใช้วิธีการนี้บังคับแก่โจทก์

กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 เป็นเรื่องระยะเวลาที่จะบังคับแก่ผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากร ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่ใช่อายุความ กรณีไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1ได้ทำการตรวจสอบการเสียภาษีอากรของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทวีแสงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2520 ถึงวันที่ 30 กันยายน2520 และแจ้งว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทวีแสงยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบแล้วปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวมีต้องชำระภาษีเงินได้เพิ่มเติมเป็นเงิน47,414.65 บาท และจึงต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย 2 เท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 รวมเป็นเงินภาษีและเงินเพิ่ม 142,243.55 บาท หลังจากจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีแล้ว ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวไม่นำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 นอกจากนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวจ่ายเงินเดือนลูกจ้างโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและเงินเพิ่มเป็นเงิน 729.72 บาท จำเลยที่ 1 มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวแล้ว โดยมีหนังสือทวงถาม 2 ครั้ง ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่โจทก์เพิกเฉย ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2536จำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดและพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ส่งเรื่องให้จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการและในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 สั่งยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างรายห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทวีแสงดังกล่าวโดยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7เป็นผู้มายึดทรัพย์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งเจ็ดได้ยึดทรัพย์สินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของโจทก์เป็นการทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริง เพราะจำเลยทั้งเจ็ดทราบดีอยู่แล้วว่าหนี้ภาษีอากรค้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทวีแสงโดยโจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งเจ็ดได้กลายเป็นหนี้ที่จำเลยทั้งเจ็ดหมดสิทธิที่จะยึดและขายทอดตลาดเนื่องจากพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2526 อันเป็นวันแรกที่จำเลยทั้งเจ็ดอาจใช้สิทธิและอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้เป็นต้นไปแล้ว การที่จำเลยทั้งเจ็ดยึดทรัพย์สินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และประสงค์จะให้โจทก์เสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งจังหวัดสมุทรปราการที่ให้ยึดทรัพย์สินและคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 35,000 บาท แก่โจทก์และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งเจ็ดยึดไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในอัตราเดือนละ 5,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะเพิกถอนคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์สิน

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตลอดจนคำสั่งให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ได้กระทำโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 85865 เลขที่ดิน 3617 หน้าสำรวจ 3124 ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการและสิ่งปลูกสร้างอาคาร 2 ชั้น เลขที่ 189/48 หมู่ที่ 3 ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดว่า จำเลยทั้งเจ็ดยึดทรัพย์สินโจทก์ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 12 หรือไม่เห็นว่า การใช้วิธีการยึดอายัดทรัพย์สินและการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12นั้น มีกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14มิถุนายน 2526 ซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทราบการประเมินแล้วไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้อำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 กับพวกยึดทรัพย์สินของโจทก์ในวันที่ 19พฤศจิกายน 2541 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1ย่อมหมดสิทธิที่จะใช้วิธีการนี้บังคับแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์อ้างว่า คดีนี้ก่อนที่จะพ้น 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลายต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536 เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2)จำเลยทั้งเจ็ดจึงชอบที่จะยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้แม้จะเกิน 10 ปี นั้น เห็นว่า กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ดังกล่าวเป็นเรื่องระยะเวลาที่จะบังคับแก่ผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากรไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงไม่ใช่อายุความกรณีไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับ จำเลยทั้งเจ็ดย่อมไม่อาจอ้างเหตุเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงได้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า การที่จำเลยที่ 1 กับพวกยึดทรัพย์สินของโจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 เป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.รัษฎากร ม. 12
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ ประเสริฐกมลชัย
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2543
#66283
เปิดฉบับเต็ม

การใช้วิธีการยึดอายัดทรัพย์สินและการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นั้น มีกำหนดเวลา10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา 271โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2526 ซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทราบการประเมินแล้วไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้อำนาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี การที่จำเลยที่ 1 กับพวกยึดทรัพย์สินของโจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมหมดสิทธิที่จะใช้วิธีการนี้บังคับแก่โจทก์

กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12วรรคสี่ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา 271 เป็นเรื่องระยะเวลาที่จะบังคับแก่ผู้ที่ค้างชำระหนี้ภาษีอากร ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. จึงไม่ใช่อายุความกรณีไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.รัษฎากร ม. 12
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ ประเสริฐกมลชัย
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7428/2543
#36413
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้องโดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2532 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2532 เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยรวมค้างดอกเบี้ยเป็นเวลา 7 ปี 11 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 29,375 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 54,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 54,375 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริงโดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ และเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นรายเดือนเดือนละ 1,250 บาทจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุก ๆ เดือนตลอดมา สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์เมื่อปี 2532 จำเลยนำไปชำระให้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2535 หลังจากที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจำเลยก็ได้ทวงถามขอสัญญาที่ลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความคืน แต่โจทก์อ้างว่ายังหาไม่พบและหากฟังได้ว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้เงินกู้โจทก์ โจทก์ก็คงเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเท่ากับว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืม ฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยยังคงค้างชำระตามฟ้อง สิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระยังไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน54,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินจำนวน 3,240 บาทคำนวณหักออกจากจำนวนดอกเบี้ย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงขึ้นมาเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ทำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง ดังนั้นตามคำให้การของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาโต้เถียงขึ้นมา จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประสิทธิ์ วรพุฒิ
จำเลย — นาง หงษ์ ทาจวง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7428/2543
#39899
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาททำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาทไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยจึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ ตามคำให้การของจำเลย จำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตามแต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริง อัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2532 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2532 เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย รวมค้างดอกเบี้ยเป็นเวลา 7 ปี 11 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 29,375 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 54,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 54,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ และเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นรายเดือนเดือนละ 1,250 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุก ๆ เดือนตลอดมา สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยจึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์เมื่อปี 2532 จำเลยนำไปชำระให้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2535หลังจากที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจำเลยก็ได้ทวงถามขอสัญญาที่ลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความคืน แต่โจทก์อ้างว่ายังหาไม่พบ และหากฟังได้ว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้เงินกู้โจทก์ โจทก์ก็คงเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียง 5 ปี เท่านั้นขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเท่ากับว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืม ฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยยังคงค้างชำระตามฟ้อง สิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระยังไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 54,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน25,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินจำนวน 3,240 บาท คำนวณหักออกจากจำนวนดอกเบี้ย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงขึ้นมาเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาททำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาทไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้องดังนั้น ตามคำให้การของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตามแต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริง อัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาโต้เถียงขึ้นมา จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 172 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประสิทธิ์ วรพุฒิ
จำเลย — นาง หงษ์ ทาจวง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7428/2543
#66282
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาททำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ ตามคำให้การของจำเลยจำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตามแต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริง อัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตาม ป.พ.พ.มาตรา 653 วรรคหนึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 172 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ วรพุฒิ
จำเลย — นางหงษ์ ทาจวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายธนรรคฆ์ สินธารา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2543
#99207
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ เป็นอำนาจบริหารงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในตำแหน่งประธานศาลฎีกา และไม่มีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และองค์คณะซึ่งมีอำนาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติดังกล่าวของจำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2539 จ. นำร่างคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้โจทก์ดู และปรากฏจากสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวว่า คำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ 11 มีนาคม 2539 แสดงว่าคำพิพากษาศาลฎีกาได้ถูกเรียงเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 และวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลฎีกาได้เรียงคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จสิ้น ดังนั้น แม้จะไต่สวนคำร้องคัดค้านและได้ความดังคำคัดค้านก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และองค์คณะได้ดำเนินและเรียงเสร็จสิ้นก่อนโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านเสียไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 13 วรรคสอง การไต่สวนคำร้องคัดค้านจึงไม่อาจจะทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ 3 ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านของโจทก์และสั่งรวมไว้ในสำนวนไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๑๕๗ , ๑๖๔

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายยรรยงหรือไม่ เห็นว่า การจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือไม่ เป็นอำนาจบริหารงานในหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ และไม่มีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และองค์คณะซึ่งมีอำนาจอิสระในการพิจารณาพิพากษาตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจนำการกระทำดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ ๓

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะพิจารณาคดีแพ่งของโจทก์ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ นายจริงชัย เชาวเลิศสกุล นำร่างคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งไปให้โจทก์ดู และปรากฏสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้องฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๙ แสดงว่า คำพิพากษาศาลฎีกาได้ถูกเรียงเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๙ และวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๙ อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลฎีกาได้เรียงคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จสิ้น ดังนั้น แม้จะไต่สวนคำร้องคัดค้านและได้ความดังคำคัดค้านก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และองค์คณะได้ดำเนินและเรียงเสร็จสิ้นก่อนโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านเสียไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓ วรรคสอง การไต่สวนคำร้องคัดค้านจึงไม่อาจจะทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ ๓ ไม่ไต่สวนคำร้องคัดค้านและสั่งรวมไว้ในสำนวนไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 164
ป.วิ.พ. ม. 13 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ จองวิริยะวงศ์
จำเลย — นายชูชาติ ศรีแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ศาลอุทธรณ์ — นายองอาจ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7419/2543
#37856
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่ ว. โอนบ้านและที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และ ว. ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายของ ว. โดยเสน่หาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ และทรัพย์ที่โอนเป็นสินสมรสหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเป็นประเด็นขึ้นวินิจฉัยว่า การให้ดังกล่าวเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาและพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวอันเป็นประเด็นต่อเนื่องที่รวมอยู่ในประเด็นหลักที่ว่าทรัพย์ที่โอนเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

แม้ ว. ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องอุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมาย แต่โดยทางธรรมจรรยาซึ่งเป็นความรู้สึกผิดชอบภายในจิตใจที่เกิดจากพื้นฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เป็นบิดาว. ย่อมมีความผูกพันที่จะให้การเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเกิดมาโดยปราศจากความผิดใด ๆ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยเป็นสำคัญซึ่ง ว. ก็ได้จัดให้จำเลยได้รับการศึกษาและดูแลจำเลยตลอดมาจนกระทั่งว. ถึงแก่ความตาย การที่ ว. โอนบ้านและที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยและ ศ. ซึ่งเป็นมารดาของจำเลย โดยบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่ ว. มีอยู่ร่วมกับโจทก์ จึงเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาอันพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิบูลย์ชันสันติกุลวัฒน์ จดทะเบียนสมรสเมื่อ พ.ศ. 2494 จำเลยเป็นบุตรนายวิบูลย์อันเกิดจากนางสาวศิริเพ็ญ แซ่เจน ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ดินโฉนดเลขที่ 6284 และ 6285 อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครพร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายวิบูลย์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 นายวิบูลย์และนางสาวศิริเพ็ญได้คบคิดกันจดทะเบียนโอนให้จำเลย โดยบุคคลทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายวิบูลย์ และไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2539 นายวิบูลย์ถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบการกระทำดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2540 ได้บอกกล่าวให้จำเลยโดยนางสาวศิริเพ็ญผู้ใช้อำนาจปกครองโอนที่ดินกลับคืนให้โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขณะโอนที่ดินและบ้านมีราคา 3,000,000 บาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรม การให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6284 และ 6285ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และให้โอนที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอน

จำเลยให้การว่า นางสาวศิริเพ็ญผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยอยู่กินกับนายวิบูลย์สามีโจทก์และมีบุตรด้วยกันคือจำเลย นายวิบูลย์โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีโจทก์ฟ้องเกินหนึ่งปี คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 1905/8พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 6284 และ 6285 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อยกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วคดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่นายวิบูลย์โอนบ้านและที่ดินพิพาท อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และนายวิบูลย์ ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายวิบูลย์โดยเสน่หาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาเป็นประเด็นแรกว่าการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการให้ดังกล่าวเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาและพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เป็นการพิพากษานอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นคือ คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และทรัพย์ที่โอนเป็นสินสมรสหรือไม่เห็นว่า ข้อที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเป็นประเด็นขึ้นวินิจฉัยว่า การให้ดังกล่าวเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาและพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือไม่ ย่อมเป็นประเด็นต่อเนื่องที่รวมอยู่ในประเด็นหลักที่ว่าทรัพย์ที่โอนเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะโจทก์ฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวศาลจึงต้องวินิจฉัยในที่สุดว่า โจทก์เพิกถอนได้หรือไม่ เหตุนี้จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้ในชั้นชี้สองสถานฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาโต้แย้งต่อมาว่า การที่นายวิบูลย์โอนบ้านและที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยเสน่หา ไม่ถือว่าเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เห็นว่า แม้จำเลยเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายวิบูลย์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องอุปการะเลี้ยงดูก็ตาม แต่โดยทางธรรมจรรยาอันหมายถึงหน้าที่ทางศีลธรรมซึ่งเป็นความรู้สึกผิดชอบภายในจิตใจ ที่เกิดจากพื้นฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เป็นบิดาแล้ว นายวิบูลย์ย่อมมีความผูกพันที่จะให้การเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเกิดมาโดยปราศจากความผิดใด ๆ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยเป็นสำคัญ ซึ่งนายวิบูลย์ก็ได้จัดให้จำเลยได้รับการศึกษาและดูแลจำเลยตลอดมาจนกระทั่งนายวิบูลย์ถึงแก่ความตาย เหตุนี้การที่นายวิบูลย์โอนบ้านและที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่า เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลย ทั้งปัจจุบันจำเลยและนางสาวศิริเพ็ญซึ่งเป็นมารดาของจำเลยยังพักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทเจือสมกับหลักฐานที่ปรากฏในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรหมาย ล.25 และ ล.26 จึงถือได้ว่าเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(5)ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการที่ศาลยอมรับให้บิดาสามารถโอนบ้านและที่ดินพิพาทของภริยาชอบด้วยกฎหมายไปเป็นของบุตรนอกกฎหมาย กรณีย่อมต้องกระทบกระเทือนถึงศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า กรณีโอนทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่บุคคลอื่น จะถือว่าเป็นหน้าที่ธรรมจรรยาอันเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 1476(5) ที่คู่สมรสไม่อาจฟ้องเพิกถอนได้นั้น ศาลต้องพิเคราะห์ตามเหตุและผลที่ปรากฏในข้อเท็จจริงแต่ละกรณีเป็นราย ๆ ไปซึ่งต้องสอดคล้องด้วยหลักแห่งกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนดังเช่นกรณีนี้ ที่ศาลวินิจฉัยให้การโอนบ้านและที่ดินพิพาทของนายวิบูลย์เข้าข้อยกเว้นของมาตรา 1476(5) ก็หาใช่พิเคราะห์ถึงหน้าที่ธรรมจรรยาแต่เพียงประการเดียวไม่ หากแต่ได้พิเคราะห์ถึงการให้นั้นว่าพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เพราะโจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่านอกจากที่ดินพิพาทแล้ว นายวิบูลย์ยังมีที่ดินแปลงอื่นอีกปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินหมาย ล.1 ถึง ล.7 และหนังสือรับรองประเมินราคาที่ดินหมาย ล.8 ถึง ล.10 รวมทั้งหุ้นที่บริษัทธนบูลย์อีก 93 หุ้นตามเอกสารหมาย ล.11 ซึ่งได้มีการประเมินราคาทรัพย์สินไว้กว่า 16 ล้านบาท นอกจากนี้นายวิบูลย์ยังมีเงินสดอีกจำนวนหลายล้านบาท ตลอดจนทุนในบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม จำกัดตามเอกสารหมาย ล.16 และ ล.17 แสดงถึงฐานะและความเป็นอยู่ของนายวิบูลย์ที่มั่นคง ไม่ขาดแคลน นายวิบูลย์สามารถให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรอย่างเต็มที่ดังจะเห็นได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่า เมื่อบุตรคนใดเรียนจบ พร้อมที่จะมีครอบครัว โจทก์และนายวิบูลย์ก็จะยกบ้านและที่ดินให้บุตรเป็นรายบุคคล อย่างไรก็ตามบ้านพิพาทไม่ปรากฏว่าโจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ทั้งที่เป็นบ้านเก่าซึ่งปลูกมานานถึง 35 ปี และนายวิบูลย์ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2526 อันแสดงถึงเจตจำนงของนายวิบูลย์โดยชัดแจ้งว่า ต้องการสงวนบ้านและที่ดินพิพาทไว้ให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียว นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าบ้านและที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่นายวิบูลย์มีอยู่ร่วมกับโจทก์ จึงถือได้ว่าการให้ดังกล่าวนอกจากเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยาแล้วยังพอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เพราะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1476(5) นั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 (5) ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ลออ ชัยสันติกุลวัฒน์
จำเลย — เด็กหญิง ปวีณา ชัยสันติกุลวัฒน์ โดยนางสาว ศิริเพ็ญ แซ่เจน ผู้แทนโดยชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
สมพล สัตยาอภิธาน
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7412/2543
#38454
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2529 ให้ลูกหนี้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษานี้มาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม2538 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2)เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษานี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 17ตุลาคม 2540 จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความสะดุดหยุดลงย่อมไม่ต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 94(1) กรณีมิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาที่จะต้องนำเอาระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 มาปรับใช้แก่กรณีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 376/2529 จำนวนเงิน 1,412,585.90 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามมาตรา 107(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483เนื่องจากเป็นหนี้ที่อยู่ในฐานะหมดสิทธิในการบังคับคดีแล้ว ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 และมาตรา 153 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ประกอบมาตรา 271 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเจ้าหนี้จึงหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า หนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 376/2529นำมาขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2529 ให้ลูกหนี้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเกิดขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีกำหนดอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษานี้มาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2538 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษานี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2540 จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความสะดุดหยุดลง ย่อมไม่ต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1)กรณีมิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 376/2529 จะนำเอาระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าลูกหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาคิดถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2538 วันฟ้องคดีล้มละลายนี้รวมเป็นเงิน 1,289,686.11 บาท โดยรายการคำนวณยอดหนี้ลูกหนี้เอกสารหมาย จ.7 แยกเป็นต้นเงิน 637,058.72 บาท และดอกเบี้ย 652,627.39 บาท และปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายนี้ ลูกหนี้นำเงินมาชำระอีก 90,000 บาท ต้องนำมาหักยอดดอกเบี้ยค้างชำระคงเหลือหนี้เป็นเงิน 1,199,686.11 บาท และเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีในต้นเงิน 637,058.72 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (วันที่ 29 กรกฎาคม 2540)

อนึ่ง คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาในการอุทธรณ์หรือฎีกา ต้องเสียค่าขึ้นศาลอัตราเดียวกับค่ายื่นคำขอรับชำระหนี้ กล่าวคือ ให้คิดฉบับละ 25 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 179(2) ที่เจ้าหนี้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาชั้นละ 200 บาท จึงเสียเกินมา 350 บาท"

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 376/2529ของศาลชั้นต้น เป็นเงิน 1,199,686.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 637,058.72 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม2538 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 350 บาท แก่เจ้าหนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
โจทก์ — เจ้าหนี้
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พิชิต เจตวิถีสุข
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ