คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7392/2543
#99206
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่จำเลยที่ 1 กับพวก ทำกับโจทก์ เป็นสัญญาจะซื้อจะขายให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกันภายหน้า แม้ขณะทำสัญญาผู้จะขายยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือไม่มีทรัพย์สินสัญญาก็มีผลใชับังคับได้ เพราะเมื่อสัญญาถึงกำหนด หากผู้จะขายผิดสัญญา ผู้จะซื้อสามารถให้ผู้จะขายชดใช้ค่าเสียหายแทนการโอนทรัพย์สินที่จะขายกันได้

การที่จำเลยที่ 1 กับพวกได้เคยรวบรวมที่ดินเสนอขายให้ผู้อื่นมาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ทำไว้กับโจทก์มีผลใช้บังคับได้ จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 กับพวก เป็นผู้ชี้ช่องให้โจทก์เข้าทำสัญญาหรือจัดการให้โจทก์ได้ทำสัญญากับเจ้าของที่ดินอันจะถือว่าเป็นสัญญานายหน้าไม่

หนังสือสัญญานายหน้าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับพวกโดยเฉพาะอีกฉบับหนึ่งต่างหาก ไม่เกี่ยวกับโจทก์หรือเกี่ยวกับสัญญาจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กับพวก แต่ประการใด สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่เป็นนิติกรรมอำพรางหนังสือสัญญานายหน้า อันจะมีผลทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตกเป็นโมฆะ

เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวก ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียวกันให้กับโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลา ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ 1 กับพวก ต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และยังต้องรับผิดใช้เบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 88,336,164.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 85,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ และจำเลยที่ 2 ได้ถูกศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่าศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 4 ชำระแทน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เรื่องทิ้งฟ้องอุทธรณ์ที่ศาลฎีกาให้รวมสั่งในคำพิพากษานี้นั้น เห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นนิติกรรมอำพรางหนังสือสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย ล.2 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 ระบุไว้ว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ทั้งมีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตกลงจะขายและโจทก์ตกลงซื้อที่ดิน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศรีเทพ กิ่งอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ดินประมาณ 2,000ไร่ โดยตกลงซื้อขายในราคาไร่ละ 16,000 บาท รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินและรูปแผนที่ของที่ดินที่จะซื้อจะขายกันปรากฏตามเอกสารแนบท้ายรวม 30 แผ่น และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา กับยังมีข้อความเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้จะขายและผู้จะซื้อที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อกันไว้โดยละเอียดครบถ้วน กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นการตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตามสัญญากันจริง ทั้งตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดที่จะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นการอำพรางสัญญานายหน้าแต่อย่างใด ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบและอ้างในฎีกาว่า ขณะทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้ทราบดีแล้วว่าในจำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 2,000 ไร่ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาตกลงจะขายให้แก่โจทก์นั้นไม่มีที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวมอยู่ด้วยนั้น ก็เห็นว่า เมื่อสัญญาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาจะซื้อจะขายให้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกันภายหน้า แม้ขณะทำสัญญาผู้จะขายยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือไม่มีทรัพย์สินสัญญาก็มีผลใช้บังคับได้ เพราะเมื่อสัญญาถึงกำหนด หากผู้จะขายผิดสัญญาโอนทรัพย์สินให้ผู้จะซื้อไม่ได้ ผู้จะซื้อก็สามารถให้ผู้จะขายชดใช้ค่าเสียหายแทนการโอนทรัพย์สินที่จะขายกันได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เคยร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวบรวมที่ดินในลักษณะเช่นคดีนี้เสนอขายให้แก่ผู้อื่นมาแล้วดังนี้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์จึงมีผลใช้บังคับได้ กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงจะให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ชี้ช่องให้โจทก์ได้เข้าทำสัญญาหรือจัดการให้โจทก์ได้ทำสัญญากับเจ้าของที่ดินอันจะถือว่าเป็นสัญญานายหน้าไม่ ส่วนการที่จำเลยที่ 4 ทำหนังสือสัญญานายหน้ากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ตามเอกสารหมาย ล.2 นั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวพัชรี วิศวาจารย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ก่อนทำสัญญานางสาวพัชรีไม่รู้จักจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่รู้จักจำเลยที่ 4 มาประมาณ 3 ปี ก่อนหน้านั้นโจทก์กับจำเลยที่ 4 เคยติดต่อซื้อขายที่ดินกันมาหลายครั้งแล้ว ก่อนทำสัญญาจำเลยที่ 4 เป็นผู้แนะนำจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มารู้จักนางสาวพัชรี ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าในตอนแรกผู้ที่มาติดต่อขายที่ดินให้แก่โจทก์ก็คือจำเลยที่ 4 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 4 จึงไปติดต่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้นำที่ดินมาขายให้แก่โจทก์ เมื่อคำนึงถึงว่าโจทก์ต้องการซื้อที่ดินมีเนื้อที่จำนวนมากถึง 2,000 ไร่ ในราคาไร่ละ 16,000 บาท คิดเป็นเงินถึง 32,000,000 บาท จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จำเลยที่ 4 จะเรียกค่านายหน้าในการขายที่ดินให้แก่โจทก์ ดังจะเห็นได้จากที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการติดต่อซื้อที่ดินที่จะขายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญานายหน้าไว้กับจำเลยที่ 4 ตามหนังสือสัญญานายหน้าเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งตามหนังสือสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ให้สัญญาฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายหน้าฝ่ายหนึ่ง จึงแสดงให้เห็นว่า หนังสือสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย ล.2 ดังกล่าวเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 4 โดยเฉพาะอีกฉบับหนึ่งต่างหาก ไม่เกี่ยวกับโจทก์หรือเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.3 แต่ประการใด ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่เป็นนิติกรรมอำพรางหนังสือสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย ล.2 อันจะมีผลทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 ตกเป็นโมฆะตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้อีกต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวมาแล้วเปลี่ยนแปลง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีไม่เหมือนกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้มีใจความเป็นสำคัญว่า หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินเนื้อที่จำนวน 200 ไร่ เพื่อโอนขายให้แก่โจทก์ก่อนครบกำหนด 6 เดือนตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ยอมรับโอน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินมัดจำจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ทั้งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อีกด้วยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 3 ระบุไว้ความว่า ผู้จะขายจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้จะซื้อให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา และข้อ 4 ระบุไว้ความว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในข้อ 3 ผู้จะขายจะต้องทยอยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเริ่มตั้งแต่ส่วนที่อยู่ติดถนนสายบัวชุม-เพชรบูรณ์ และที่ดินจะต้องมีอาณาเขตติดต่อกัน ตามข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินไปเสนอขายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 200 ไร่ ก่อนครบกำหนด 6 เดือน ตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับโอนนั้น จะต้องปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 จะโอนขายให้แก่โจทก์อยู่ติดถนนสายบัวชุม-เพชรบูรณ์ แล้วที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกันด้วย จึงจะถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ในข้อนี้จำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินดังกล่าวจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ก็ได้ แต่จะต้องทยอยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ติดถนนเข้าไปเท่านั้น โจทก์จึงจะรับโอน ที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นที่ดินที่ระบายด้วยสีเหลืองลงในกรอบรูปสีน้ำเงินเอกสารหมาย จ.5 ที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าวหากนำไปโอนให้โจทก์ โจทก์ไม่รับโอนแน่ เนื่องจากที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าวไม่ติดถนนและที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 ทั้งหมด ไม่ใช่ที่ดินผืนเดียวกัน คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของนางสาวพัชรีพยานโจทก์ที่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินจำนวน 200 ไร่ มาเสนอขายแก่โจทก์ แต่ที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดถนนสายบัวชุม-เพชรบูรณ์ ติดต่อกันเป็นผืนเดียว โจทก์จึงไม่รับโอนเพราะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ที่ดินดังกล่าวบางแปลงติดถนน แต่ไม่เป็นผืนเดียวกัน ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินเนื้อที่จำนวน 200 ไร่ เพื่อโอนขายให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาแล้วตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา แต่เมื่อปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ติดถนนสายบัวชุม-เพชรบูรณ์ และไม่ได้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันหรืออีกนัยหนึ่งไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกัน กรณีจึงไม่เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น โจทก์ชอบที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับโอนได้ การที่โจทก์ไม่ยอมรับโอนที่ดินเนื้อที่จำนวน 200 ไร่ ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา และเมื่อปรากฏว่าครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ตามสัญญา กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ และปรากฏว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสี่ตามสิทธิของโจทก์ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 10 วรรคแรก แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินมัดจำจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 10 วรรคสอง และยังต้องรับผิดใช้เบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 9 อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 381 ม. 456 ม. 459
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแหลมทองฟาร์ม จำกัด
จำเลย — นายพิสิษฐ์ จารุพิชญพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายสินทร สิงห์นิมิตรตระกูล
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7391/2543
#37855
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิให้รับมรดกของ ว. และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของ ว. และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ตามฟ้องหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ 2 มิให้รับมรดกของ ว. และให้โจทก์ที่ 2ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. และตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและฟ้องแย้งขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งยังไม่แน่นอนว่าศาลจะเพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ฟ้องแย้งในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิบูลย์ เปี่ยมทิพย์มนัส โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายวิบูลย์กับโจทก์ที่ 1 นายวิบูลย์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2525 ศาลแพ่งมีคำสั่งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 439/2526 ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรของนายวิบูลย์กับโจทก์ที่ 1 นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกจำเลยที่ 1 มิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและรายงานการจัดการทรัพย์มรดกเพิ่งจัดทำครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2538 มีการปกปิดทรัพย์มรดกไว้หลายรายการไม่นำเงินรายได้มาแบ่งให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ร่วมกันโอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 และโอนให้บุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 5และคนอื่น ๆ รวมทั้งปิดบังทรัพย์มรดกทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์และมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์แทนให้กำจัดจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิให้รับมรดกของนายวิบูลย์และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 5

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่านับตั้งแต่ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์เปี่ยมทิพย์มนัส เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2526 จำเลยที่ 1 ได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและได้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยถูกต้องตามกฎหมายและด้วยความเป็นธรรมตลอดมา ทั้งนี้โดยความเห็นชอบของทายาททุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย จำเลยที่ 1 ได้มอบเงินจากกองมรดกให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นรายเดือนและรายปีหลายครั้งรวมเป็นเงิน 6,698,500บาท เงินจำนวนนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนละ608,954.54 บาท แต่โจทก์ที่ 2 ได้ใช้กลอุบายหลอกล่อเอาเงินทั้งหมดไปจากโจทก์ที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับส่วนแบ่ง โจทก์ที่ 1อายุมากแล้ว มีอาการหลงลืม อ่านภาษาไทยไม่ออก ส่วนโจทก์ที่ 2มีความประพฤติเสื่อมเสียชอบเล่นการพนัน ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้กำจัดโจทก์ที่ 2 มิให้รับมรดก ให้โจทก์ที่ 2ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 608,954.54 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4แต่ไม่รับฟ้องแย้งเพราะไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิให้รับมรดกของนายวิบูลย์ เปี่ยมทิพย์มนัส และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ดังนั้นสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายวิบูลย์และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ตามฟ้องหรือไม่ แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ 2 มิให้รับมรดกของนายวิบูลย์และให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์ที่ 2 จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายวิบูลย์ และต้องชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4ตามฟ้องแย้งหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้าย

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์และตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์แทน ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สำหรับโจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ และฟ้องแย้งขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์ เห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ที่ขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์ก็ต่อเมื่อศาลเพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์ตามฟ้องแล้ว ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าศาลจะเพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้ายเช่นเดียวกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรรณี เปี่ยมทิพย์มนัส กับพวก
จำเลย — นาย เสริมศักดิ์ เปี่ยมทิพย์มนัส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7391/2543
#99383
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิให้รับมรดกของ ว. และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของ ว. และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ตามฟ้องหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ 2 มิให้รับมรดกของ ว. และให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจาณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. และตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและฟ้องแย้งขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งยังไม่แน่นอนว่า ศาลจะเพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ฟ้องแย้งในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์ และมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์แทน ให้กำจัด จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิให้รับมรดกของนายวิบูลย์และให้เพิกถอน นิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 5

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้กำจัดโจทก์ที่ 2 มิให้รับมรดกให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 608,954.54 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นัยแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และขอให้ตั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิบูลย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แต่ไม่รับฟ้องแย้งเพราะไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิให้รับมรดกของนายวิบูลย์ เปี่ยมทิพย์มนัส และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ดังนั้นสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณามีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องถูกกำจัดมิให้ รับมรดกของนายวิบูลย์และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ตามฟ้องหรือไม่ แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ 2 มิให้รับมรดกของนายวิบูลย์และให้โจทก์ที่ 2 ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์ที่ 2 จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายวิบูลย์ และต้องชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสุดท้ายเช่นเดียวกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณี เปี่ยมทิพย์มนัส กับพวก
จำเลย — นายเสริมศักดิ์ เปี่ยมทิพย์มนัส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2543
#37410
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน การที่ศาลแรงงาน พิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็เพื่อวินิจฉัยตามคำท้าว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีการทดลองงานหรือไม่และการที่ศาลแรงงานพิเคราะห์คำว่า พนักงานทดลองงาน และคำว่าพนักงานสัญญาจ้าง ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนแต่มิใช่ เป็นการทดลองงานเป็นการวินิจฉัยคดีตามคำท้าว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานหรือไม่ ตรงตามคำท้าแล้ว

จำเลยแพ้คดีตามคำท้า โดยจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่สำหรับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจะมีมากน้อยเพียงใดนั้น ศาลแรงงานต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องให้แก่โจทก์โดยมิได้พิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ชอบสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานด้านเทคนิคได้รับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ40,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 17 มกราคม2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าโจทก์ขอคิดค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคิดจากอัตราค่าจ้างสุดท้ายเป็นเวลา 18 เดือน คิดเป็นเงิน 720,000 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 39 วัน คิดเป็นเงิน51,999 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 771,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ในวันพิจารณาและสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงท้ากันให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยสัญญาจ้างที่โจทก์อ้างส่งศาลแรงงานกลางประกอบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่จำเลยอ้างส่งศาลแรงงานกลางไว้พร้อมกับคำให้การว่าการที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์นั้นเป็นการว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือเป็นเพียงการทดลองงานโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน หากศาลแรงงานกลางเห็นว่า เป็นการรับโจทก์เข้าทดลองงานให้ถือว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การจำเลยโจทก์ยอมแพ้ แต่หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าเป็นการรับโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างมิใช่เป็นเพียงการทดลองงาน ให้ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ จำเลยยอมแพ้ศาลแรงงานกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 ประกอบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตามเอกสารหมาย จ.1 โดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่ไม่มีกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการทดลองงาน จึงมิใช่การทดลองงาน จำเลยต้องแพ้ตามคำท้า พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน771,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตรงตามคำท้าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยกเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 45.2 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าชดเชยกับยกเอาคำว่าพนักงานทดลองงานและพนักงานสัญญาจ้างตามเอกสารดังกล่าวมาวิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์โดยมีกำหนดระยะเวลามิใช่เป็นการทดลองงาน จึงไม่ตรงตามคำท้าที่ท้ากันให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างหรือเป็นเพียงการทดลองงาน เห็นว่า จำเลยให้การฉบับลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์2543 ว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน การที่ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.1 ก็เพื่อวินิจฉัยตามคำท้าว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีการทดลองงานหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำว่า พนักงานทดลองงานและคำว่าพนักงานสัญญาจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมายล.1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนแต่มิใช่เป็นการทดลองงานนั้นเป็นการวินิจฉัยคดีตามคำท้าว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานหรือไม่ นั่นเอง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงตรงตามคำท้าแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์จำนวน 771,999 บาท เต็มตามฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้คู่ความตกลงท้ากันว่า หากจำเลยแพ้คดีตามคำท้า ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์หมายความว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ตำแหน่งผู้จัดการโรงงานด้านเทคนิคโดยไม่มีการทดลองงานโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นถือว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายตามจำนวนในฟ้องแก่โจทก์ และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในข้อนี้ ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจะมีมากน้อยเพียงใดนั้น ศาลแรงงานกลางต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องให้แก่โจทก์โดยมิได้พิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องโดยให้ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุชิต หลิมอมรรัตน์
จำเลย — บริษัท พีซี-มอนทีเนย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2543
#39898
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานการที่ศาลแรงงานพิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็เพื่อวินิจฉัยตามคำท้าว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีการทดลองงานหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานพิเคราะห์คำว่าพนักงานทดลองงานและคำว่าพนักงานสัญญาจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่มิใช่เป็นการทดลองงานเป็นการวินิจฉัยคดีตรงตามคำท้าว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานหรือไม่แล้ว

คู่ความตกลงท้ากันว่าหากจำเลยแพ้คดีตามคำท้าถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ หมายความว่าเมื่อจำเลยแพ้คดีตามคำท้าแล้ว จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้สำหรับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมศาลแรงงานต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วย การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องให้แก่โจทก์ โดยมิได้พิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ชอบสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานด้านเทคนิค ได้รับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 40,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ขอคิดค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคิดจากอัตราค่าจ้างสุดท้ายเป็นเวลา18 เดือน คิดเป็นเงิน 720,000 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 39 วัน คิดเป็นเงิน 51,999 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 771,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ในวันพิจารณาและสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงท้ากันให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยสัญญาจ้างที่โจทก์อ้างส่งศาลแรงงานกลางประกอบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่จำเลยอ้างส่งศาลแรงงานกลางไว้พร้อมกับคำให้การว่า การที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์นั้นเป็นการว่าจ้างโจทก์นั้นเป็นการว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือเป็นเพียงการทดลองงานโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานหากศาลแรงงานกลางเห็นว่าเป็นการรับโจทก์เข้าทดลองงานให้ถือว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การจำเลยโจทก์ยอมแพ้ แต่หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าเป็นการรับโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างมิใช่เป็นเพียงการทดลองงาน ให้ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ จำเลยยอมแพ้ศาลแรงงานกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 ประกอบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตามเอกสารหมาย จ.1 โดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่ไม่มีกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการทดลองงานจึงมิใช่การทดลองงาน จำเลยต้องแพ้ตามคำท้าพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 771,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตรงตามคำท้าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางยกเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 45.2 อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าชดเชยกับยกเอาคำว่าพนักงานทดลองงานและพนักงานสัญญาจ้างตามเอกสารดังกล่าวมาวิเคราะห์แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์โดยมีกำหนดระยะเวลามิใช่เป็นการทดลองงาน จึงไม่ตรงตามคำท้าที่ท้ากันให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างหรือเป็นเพียงการทดลองงาน เห็นว่า จำเลยให้การฉบับลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์2543 ว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน การที่ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.1 ก็เพื่อวินิจฉัยตามคำท้าว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีการทดลองงานหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์คำว่า พนักงานทดลองงานและคำว่าพนักงานสัญญาจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมายล.1 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่มิใช่เป็นการทดลองงานนั้นเป็นการวินิจฉัยคดีตามคำท้าว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานหรือไม่นั่นเอง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงตรงตามคำท้าแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของจำเลยว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์จำนวน771,999 บาท เต็มตามฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้คู่ความตกลงท้ากันว่าหากจำเลยแพ้คดีตามคำท้า ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ หมายความว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ตำแหน่งผู้จัดการโรงงานด้านเทคนิค โดยไม่มีการทดลองงานโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2543 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้ สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นถือว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายตามจำนวนในฟ้องแก่โจทก์ และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในข้อนี้ ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจะมีมากน้อยเพียงใดนั้น ศาลแรงงานกลางต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องให้แก่โจทก์ โดยมิได้พิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้อง โดยให้ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49 ม. 52 ม. 54 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุชิต หลิมอมรรัตน์
จำเลย — บริษัท พีซี-มอนทีเนย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2543
#66280
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน การที่ศาลแรงงานพิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็เพื่อวินิจฉัยตามคำท้าว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีการทดลองงานหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานพิเคราะห์คำว่าพนักงานทดลองงานและคำว่าพนักงานสัญญาจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่มิใช่เป็นการทดลองงาน เป็นการวินิจฉัยคดีตรงตามคำท้าว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานหรือไม่แล้ว

คู่ความตกลงท้ากันว่าหากจำเลยแพ้คดีตามคำท้า ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ หมายความว่า เมื่อจำเลยแพ้คดีตามคำท้าแล้วจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมดังนี้ สำหรับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วย การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเต็มตามฟ้องให้แก่โจทก์ โดยมิได้พิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ชอบ สมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต หลิมอมรรัตน์
จำเลย — บริษัทพีซี-มอนทีเนย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7388/2543
#99205
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถระบุว่า เมื่อบริษัทโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้นซึ่งผู้เอาประกันภัย ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัทภายใน 7 วัน แสดงว่าโจทก์ จะเรียกให้ผู้เอาประกันภัยใช้เงินคืนแก่โจทก์ได้เฉพาะกรณีที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย เมื่อ ส. เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่จำเลยได้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ไปเฉี่ยวชน จ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก หาใช่จำเลยซึ่งเป็น ผู้เอาประกันภัยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปเฉี่ยวชน จ. และต้องรับผิดต่อ จ. ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลย ใช้จำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี รวมเป็นเงิน ๕๖,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์จะเรียกเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปคืนได้นั้น กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตอนท้ายระบุว่า เมื่อบริษัทได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์นี้ต่อผู้เอาประกันภัย เพราะกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้นซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายไปนั้นคืนให้บริษัทภายใน ๗ วัน แสดงว่าโจทก์จะเรียกให้ผู้เอาประกันภัยใช้เงินคืนแก่โจทก์ได้เฉพาะกรณีที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า นายสมคิดเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่จำเลยได้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ไปเฉี่ยวชนนายเจริญชัย หาใช่จำเลยซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปเฉี่ยวชนนายเจริญชัยและต้องรับผิดต่อนายเจริญชัยแต่อย่างใดไม่ กรณีไม่ต้องด้วยกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกให้จำเลยใช้จำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปคืน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นนี้ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอภิชาติ ปราบนอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพรชัย หวังประเสริฐกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7387/2543
#37854
เปิดฉบับเต็ม

ข้อยกเว้นการค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายค้น ของศาลว่า "ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 238 นั้น มิใช่จะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้ว เท่านั้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายกฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับ มิได้ จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวรับรองให้กฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าโดยเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ นี้แล้วก็ยังมีผลใช้บังคับได้ต่อไป ดังนั้น บทบัญญัติเรื่องการค้นในที่รโหฐานในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนย่อมใช้บังคับต่อไปได้

ก่อนการค้นบ้านผู้ต้องหาครั้งนี้ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุม ท. พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 95 เม็ดในเวลา 16 นาฬิกาเศษ การค้นในที่รโหฐานตามปกติจะต้องกระทำในเวลากลางวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้จะมืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดเป็นสิ่งของที่ขนย้ายหลบหนีได้ง่ายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนี้สถานีตำรวจอำเภอห้างฉัตรมิได้อยู่ ใกล้กับศาลชั้นต้น การไปขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นย่อมทำให้เนิ่นช้า กว่าจะเอาหมายค้นมาได้เมทแอมเฟตามีนอาจจะถูกโยกย้ายเสียก่อนแล้ว ดังนั้น จึงเข้าข้อยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ต้องหาถูกผู้ร้องจับกุมดำเนินคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และถูกขังระหว่างสอบสวนตามหมายขังระหว่างสอบสวนของศาลชั้นต้น ผู้ต้องหายื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541 เวลา 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นบ้านของผู้ต้องหาโดยไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลเป็นการกระทำที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 238 ขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ต้องหาว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 238ที่บัญญัติยกเว้นการค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลว่า"ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" นั้น หมายความว่าจะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติยกเว้นการค้นโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลขึ้นมาบังคับใช้ภายหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มีผลใช้บังคับแล้วหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 6 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญดังกล่าวบัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายกฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวนี้เองรับรองให้กฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าโดยเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป มิใช่จะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น ดังนั้น บทบัญญัติเรื่องการค้นในที่รโหฐานกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนย่อมยังใช้บังคับต่อไปได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ต้องหาอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาผู้ต้องหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ต้องหาข้อต่อไปว่า การค้นบ้านผู้ต้องหาเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าพันตำรวจเอกประยุทธ วะนะสุข ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตรกับพวกค้นบ้านผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้นของศาลก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 238 ได้บัญญัติยกเว้นให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลได้ตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งกฎหมายที่บัญญัติยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาล ได้แก่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 ในการค้นบ้านผู้ต้องหาครั้งนี้ ปรากฏว่าก่อนจะค้นบ้านผู้ต้องหาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ได้จับกุมนายทศพลอุ่นปัน ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 95 เม็ด นายทศพลให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากผู้ต้องหา ขณะจับกุมนายทศพลเป็นเวลา16 นาฬิกาเศษ พันตำรวจเอกประยุทธอ้างว่าไม่สามารถเดินทางไปขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นได้ทัน เพราะหากชักช้าจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายของกลาง เห็นว่า การค้นในที่รโหฐานตามปกติจะต้องกระทำในเวลากลางวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 ในขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้จะมืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดเป็นสิ่งของที่ขนย้ายหลบหนีได้ง่ายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนั้นพันตำรวจเอกประยุทธประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตรมิได้อยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น การไปขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นย่อมจะทำให้เนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ เมทแอมเฟตามีนของกลางอาจจะถูกโยกย้ายเสียก่อนแล้ว ดังนั้นกรณีจึงเข้าข้อยกเว้นให้ค้นได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4)ที่บัญญัติว่าเมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้นประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อนดังนั้น การค้นบ้านผู้ต้องหาจึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว และเมื่อฟังว่าการค้นบ้านผู้ต้องหาชอบแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาผู้ต้องหาข้ออื่นอีก ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 238
ป.วิ.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตร
ผู้ร้อง — ผู้ต้องหา
ผู้ร้อง — นาง นคร สัญญะเขื่อน
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7387/2543
#91277
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ปล่อยตัวโดยอ้างว่าการคุมขังเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 240 กำหนดให้ศาลไต่สวนพยานผู้ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวโดยด่วนก่อน เมื่อศาลเห็นว่าคำร้องมีมูล ศาลจึงจะสั่งให้ผู้คุมขังนำตัวผู้ถูกคุมขังไปศาล และเป็นหน้าที่ของผู้คุมขังต้องแสดงหลักฐานให้เป็นที่พอใจของศาลว่าการคุมขังเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้นก็จะสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ทั้งตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้คุมขังต้องนำพยานมาสืบ เพียงแต่ให้ผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่าเป็นการคุมขัง ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การไต่สวนและการระบุอ้างพยานในชั้นนี้จึงไม่จำต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในกฎหมายวิธีสบัญญัติเรื่องการสืบพยานในคดี ดังนั้น แม้ผู้คุมขังมิได้ยื่นคำคัดค้านและมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ก็ตาม ก็สามารถนำพยานเข้าไต่สวนและอ้างส่งเอกสารได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 เป็นบทบัญญัติรับรองให้กฎหมาย กฎ หรือ ข้อบังคับที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าโดยเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป มิใช่จะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังจากรัฐธรรมนูญฯ มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น ดังนั้น บทบัญญัติเรื่องการค้นในที่รโหฐานกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนย่อมยังใช้บังคับต่อไปได้

แม้พันตำรวจเอก ป. ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตร กับพวกค้นบ้านผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้นของศาลก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 238 ได้บัญญัติยกเว้นให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายที่บัญญัติยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาล ได้แก่ ป.วิ.อ. มาตรา 92

ก่อนจะค้นบ้านผู้ต้องหา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ได้จับกุม ท. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 95 เม็ด ท. ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ต้องหา ขณะจับกุม ท. เป็นเวลา 16 นาฬิกาเศษ การค้นในที่รโหฐานตามปกติจะต้องกระทำในเวลากลางวัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 96 ในขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้จะมืดแล้ว ประกอบกับยาเสพติดเป็นสิ่งของที่ขนย้ายหลบหนีได้ง่ายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนั้นพันตำรวจเอก ป. ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตรมิได้อยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น การไปขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นย่อมจะทำให้เนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้เมทแอมเฟตามีนของกลางอาจจะถูกโยกย้ายเสียก่อนแล้ว กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) ที่บัญญัติว่า เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน ดังนั้น การค้นบ้านผู้ต้องหาจึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ต้องหาถูกผู้ร้องจับกุมดำเนินคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และถูกขังระหว่างสอบสวนตามหมายขังระหว่างสอบสวนของศาลชั้นต้น ผู้ต้องหายื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๗ นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นบ้านของผู้ต้องหาโดยไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล เป็นการกระทำที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๘ ขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๗ นาฬิกา พันตำรวจเอกประยุทธ วะนะสุข กับพวกได้ไปค้นบ้านผู้ต้องหาโดยไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล แต่ได้ขอให้นายวุฒิพงศ์ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านและเด็กชายศรายุทธ บุตรผู้ต้องหาเป็นพยานในการค้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ ผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านตลอดจนบัญชีระบุพยาน และขณะไต่สวนพยานผู้ร้อง ศาลชั้นต้น มิได้ให้ทนายผู้ต้องหาถามค้านพยานของผู้ร้อง กระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ และมาตรา ๑๑๗ วรรคสอง เห็นว่า การร้องขอให้ปล่อยตัวโดยอ้างว่าการคุมขังเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐ กำหนดให้ศาลไต่สวนพยานผู้ยื่นคำร้องฝ่ายเดียว โดยด่วนก่อน เมื่อศาลเห็นว่าคำร้องมีมูล ศาลจึงจะมีคำสั่งให้ผู้คุมขังนำตัวผู้ถูกคุมขังไปศาล และเป็นหน้าที่ของผู้คุมขังต้องแสดงหลักฐานให้เป็นที่พอใจของศาลว่าการคุมขังเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้นศาลก็จะสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานผู้ต้องหาไปฝ่ายเดียว แล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้นัดไต่สวนพยานของผู้ร้องโดยให้ หัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตรเตรียมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจค้น จับกุม และฝากขังผู้ต้องหาไปแสดงต่อศาล รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๐ บัญญัติไว้ ทั้งตาม บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องนำพยานมาสืบ เพียงแต่ให้ผู้ร้องแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่าเป็นการคุมขังที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การไต่สวนและการระบุอ้างพยานในชั้นนี้จึงไม่จำต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในกฎหมายวิธีสบัญญัติ เรื่องการสืบพยานในคดี ดังนั้นแม้ผู้ร้องมิได้ยื่นคำคัดค้านและมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ก็ตาม ก็สามารถนำพยานเข้าไต่สวนและอ้างส่งเอกสารได้ตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ ปรากฏว่าในวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง ผู้ต้องหาและทนายผู้ต้องหาก็ไปฟังการพิจารณาด้วย ผู้ต้องหาและทนายผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิที่จะขอถามพยานของผู้ร้องได้ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาและทนายผู้ต้องหาแสดงความประสงค์ที่จะขอถามพยานผู้ร้องแต่ประการใด ดังนั้นที่ผู้ต้องหาอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่เปิดโอกาสให้ทนายผู้ต้องหาค้านพยานผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ต้องหาข้อสองต่อไปว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๘ ที่บัญญัติยกเว้นการค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลว่า "?ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" นั้น หมายความว่าจะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติยกเว้นการค้นโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ขึ้นมาบังคับใช้ภายหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีผลบังคับแล้วหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๖ แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญดังกล่าวบัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติ ดังกล่าวนี้เองรับรองให้กฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่มีอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าโดยเนื้อหาไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป มิใช่จะต้องมีการออกกฎหมายบัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น ดังนั้น บทบัญญัติเรื่องการค้นในที่รโหฐานกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนย่อมใช้บังคับต่อไปได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาข้อสามว่า การค้นบ้านผู้ต้องหาเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าพันตำรวจเอกประยุทธ วะนะสุข ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตรกับพวก ค้นบ้านผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้นของศาลก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๘ ได้บัญญัติยกเว้นให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายที่บัญญัติยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาลได้แก่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาอาญา มาตรา ๙๒ ในการค้นบ้าน ผู้ต้องหาครั้งนี้ปรากฏว่าก่อนจะค้นบ้านผู้ต้องหาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ได้จับกุมนายทศพล อุ่นปัน ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๙๕ เม็ด นายทศพลให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากผู้ต้องหา ขณะจับกุมนายทศพลเป็นเวลา ๑๖ นาฬิกาเศษ พันตำรวจเอกประยุทธอ้างว่าไม่สามารถเดินทางไปขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นได้ทัน เพราะหากชักช้าจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายของกลาง เห็นว่า การค้นในที่รโหฐานตามปกติจะต้องกระทำในเวลากลางวัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๖ ในขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้จะมืดแล้ว ประกอบกกับยาเสพติดเป็นสิ่งของที่ขนย้ายหลบหนีไปได้ง่ายโดยเฉพาะในเวลากลางคืน นอกจากนั้นพันตำรวจเอกประยุทธประจำอยู่ที่สถานีตำรวจอำเภอห้างฉัตรมิได้อยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น การไปขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นย่อมจะทำให้เนิ่นช้า กว่าจะเอาหมายค้นมาได้เมทแอมเฟตามีนของกลางอาจจะถูกโยกย้ายเสียก่อนแล้ว ดังนั้นกรณีจึงเข้า ข้อยกเว้นให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๒ (๔) ที่บัญญัติว่า เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้อง มีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน ดังนั้นการค้นบ้าน ผู้ต้องหาจึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแล้ว และเมื่อฟังว่าการค้นบ้านผู้ต้องหาชอบแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาผู้ต้องหาข้ออื่นอีก ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 6 ม. 238 ม. 240
ป.วิ.อ. ม. 92 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้างฉัตร
ผู้ต้องหา — นางนคร สัญญะเขื่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายเวียง ขวัญอ้นอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7382/2543
#38453
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7450ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านพิพาทพร้อมทรัพย์สินต่าง ๆ และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7450 กับชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียหายเดือนละ 380 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทภายใน 7 วัน ต่อมาโจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยได้คำนวณทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาทรวมเป็นเงิน 620,000 บาท คำสั่งของศาลชั้นต้นนี้จะชอบหรือไม่ประการใดคู่ความทุกฝ่ายรวมทั้งจำเลยต้องรู้ หากจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องชอบที่จะยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งในเรื่องนี้ใหม่หรือโต้แย้งคัดค้านไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในภายหลังได้ แต่หากไม่ดำเนินการจนเกิดความผิดพลาดขึ้นก็จะกลับมาปฏิเสธเพื่อให้พ้นความรับผิดมิได้

คดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่ชอบถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 และผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก

โจทก์อ้างแผนที่พิพาทซึ่งศาลชั้นต้นสั่งยกเลิกการจัดทำแล้วเป็นเพียงการอ้างเอกสารเป็นพยานเท่านั้น ส่วนศาลจะรับฟังหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล และการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7450จำเลยได้ปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินดังกล่าวของโจทก์บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 51 ตารางวา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งโจทก์อาจให้บุคคลอื่นเช่าเดือนละประมาณ 380 บาท คิดค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,880 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านพร้อมทรัพย์สินต่าง ๆ และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7450ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี กับชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 9,880 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 380 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่51 ตารางวา ซึ่งอยู่นอกโฉนดเลขที่ 7450 ที่ดินแปลงดังกล่าวให้เช่าได้ในราคาไม่เกินตารางวาละ 2 บาทต่อเดือน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ 9/9 และ9/10 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยทรัพย์สินและบริวารดังกล่าวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7450 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ของโจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 380 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาเกี่ยวกับเรื่องทุนทรัพย์ จำเลยฎีกาว่าเนื่องจากศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 620,000 บาทจำเลยจึงไม่ได้ขออนุญาตผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเพื่อรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้นั้น เห็นว่า ตอนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในวันที่ 26 ธันวาคม 2540 ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเช่นนั้น โดยศาลชั้นต้นสั่งแต่เพียงว่า "รับฟ้องอุทธรณ์สำเนาให้โจทก์แก้" ส่วนค่าขึ้นศาลเป็นเรื่องที่จำเลยได้ชำระต่อศาลเองโดยยึดถือคำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 21 กรกฎาคม 2537ที่สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทภายใน 7 วัน ต่อมาในวันที่ 8 กันยายน 2537 โจทก์จึงได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยได้คำนวณทุนทรัพย์ของที่ดินพิพาทตารางวาละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน620,000 บาท ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจะชอบหรือไม่ประการใดควรที่คู่ความทุกฝ่ายรวมทั้งจำเลยพึงจะได้กลั่นกรองด้วย ซึ่งถือว่าบุคคลทุกคนต้องรู้กฎหมายและหากจำเลยเห็นว่าเป็นการไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นได้พิจารณามีคำสั่งในเรื่องนี้เสียใหม่หรือชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในภายหลังได้ แต่หากจำเลยไม่ดำเนินการจนเกิดความผิดพลาดขึ้นดังกล่าว จำเลยจะกลับมาปฏิเสธเพื่อให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ข้อนี้ชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังแผนที่เป็นพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีได้จัดทำแผนที่พิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันนัดพร้อมคู่ความ(ทั้งสองฝ่าย) แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า แผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีฉบับดังกล่าวถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2537ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดชี้สองสถานไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2537เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถาน จำเลยแถลงคัดค้านเรื่องเนื้อที่ดินตามแผนที่พิพาทมากกว่าเนื้อที่ดินในโฉนด จึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า เมื่อไม่สามารถรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแผนที่พิพาทกลางดังกล่าวจึงให้ยกเลิกการทำแผนที่พิพาทกลางดังปรากฏตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 ธันวาคม 2537 ต่อมาโจทก์ได้อ้างนายวัฒนา วัลลดาทิตย์พนักงานที่ดินผู้จัดทำแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาล เพื่อเบิกความยืนยันถึงรายละเอียดและวิธีการจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าวตลอดจนเจ้าของที่ดินข้างเคียงประมาณ 2 ถึง 3 ราย ได้มาระวังแนวเขตแล้วด้วยพร้อมกันนั้นทนายโจทก์ได้ส่งเอกสารเป็นพยานต่อศาล กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าแผนที่พิพาทซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งยกเลิกแล้ว หรือเพียงแต่สั่งยกเลิกการจัดทำแผนที่พิพาทกลางใหม่หรือไม่ก็ตามแต่โจทก์ก็เพียงอ้างเป็นพยานเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น อันที่ศาลจะรับฟังหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ดุลพินิจของศาลและการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อนก็หาไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังแผนที่พิพาทดังกล่าวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ถือเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อคดีจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังรายละเอียดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้กล่าวไว้แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1) และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีกทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของจำเลยได้ด้วยเพราะเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดธรรมนิมิตต์
จำเลย — นาย ปิยะ แซ่ตั้งหรืออารยะรุ่งเจริญกิจ
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7382/2543
#91276
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดพร้อม คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงว่าแผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนนัดชี้สองสถานไป ครั้งถึงวันนัดชี้สองสถาน จำเลยแถลงคัดค้านเรื่องเนื้อที่ตามแผนที่พิพาทจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการทำแผนที่พิพาทกลาง ต่อมาโจทก์ได้อ้างพนักงานที่ดินผู้จัดทำแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาล เพื่อเบิกความยืนยันถึงรายละเอียดและวิธีการจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าว พร้อมกันนั้นทนายโจทก์ได้ส่งเอกสารแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาลด้วย กรณีจึงเห็นได้ว่า โจทก์เพียงแต่อ้างแผนที่พิพาทเป็นเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งศาลจะรับฟังหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลพินิจของศาลทั้งการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อน ฉะนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานเอกสาร ถือเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อคดีจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของจำเลยได้ด้วยเพราะเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านพิพาทเลขที่ ๙/๙ และ ๙/๑๐ ตำบลบ้านสวน พร้อมทรัพย์สินต่าง ๆ และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๐ จังหวัดชลบุรี กับชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๙,๘๘๐ บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๓๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ ๙/๙ และ ๙/๑๐ พร้อมด้วยทรัพย์สินและบริวารดังกล่าวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๔๕๐ ของโจทก์กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๓๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลเฉพาะส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์และจำเลยตามลำดับ

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังแผนที่พิพาทเป็นพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีได้จัดทำแผนที่พิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันนัดพร้อมคู่ความ (ทั้งสองฝ่าย) แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า แผนที่พิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีฉบับดังกล่าวถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนการนัดชี้สองสถานไป ครั้นถึงวันนัดชี้สองสถาน จำเลยแถลงคัดค้านเรื่องเนื้อที่ดินตามแผนที่พิพาทมากกว่าเนื้อที่ดินในโฉนดจึงขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทใหม่ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า เมื่อไม่สามารถรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำแผนที่พิพาทกลางดังกล่าวจึงให้ยกเลิกการทำแผนที่พิพาทกลาง ต่อมาโจทก์ได้อ้างนายวัฒนา วัลลดาทิตย์ พนักงานที่ดินผู้จัดทำแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาล เพื่อเบิกความยืนยันถึงรายละเอียดและวิธีการจัดทำแผนที่พิพาทดังกล่าวตลอดจนเจ้าของที่ดินข้างเคียงประมาณ ๒ ถึง ๓ ราย ได้มาระวังแนวเขตแล้วด้วย พร้อมกันนั้นทนายโจทก์ได้ส่งเอกสารแผนที่พิพาทมาเป็นพยานต่อศาลด้วย กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่า แผนที่พิพาทซึ่งศาลชั้นต้นได้สั่งยกเลิกแล้ว หรือเพียงแต่สั่งยกเลิกการจัดทำแผนที่พิพาทกลางใหม่หรือไม่ก็ตามแต่โจทก์ก็เพียงอ้างเป็นพยานเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น อันที่ศาลจะรับฟังหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ดุลพินิจของศาล และการอ้างเอกสารเป็นพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเอกสารที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลต้องรับรองความถูกต้องเสียก่อนก็หาไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ถือเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อคดีจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังรายละเอียดที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้กล่าวไว้แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้โดยอาจเข้าใจว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒ (๑) และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่อาจรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้อีก ทั้งศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของจำเลยได้ด้วยเพราะเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 224 ม. 242 (1) ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดธรรมนิมิตต์
จำเลย — นายปิยะ แซ่ตั้งหรืออารยะรุ่งเจริญกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายตามจิต โสตถิธรรม์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543
#99204
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ 2 สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล. 2 ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบ หนังสือเอกสารหมาย ล. 2 เป็นหนังสือที่ ว. มีถึง พ. เพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และ พ. บันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ 2 มิใช่หนังสือที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงมิใช่หนังสือเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ขัดกับข้อความที่จำเลยที่ 2 บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล. 2 ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล. 2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและหนังสือเอกสารหมาย ล. 2 ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 2 เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือ พ. ให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗,๓๘๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๘ ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานครบ ๓ ปี แต่ไม่ถึง ๖ ปีมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย จำนวน ๑๘๐ วันเป็นเงิน ๔๔,๒๘๐ บาท ระหว่างทำงานจำเลยหักเงินประกันไว้ ๒,๐๐๐บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินประกันจำนวน ๒,๐๐๐ บาทจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗,๓๘๐ บาท และค่าชดเชยจำนวน ๔๔,๒๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การด้วยวาจาว่า จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ แต่โจทก์หยุดงานไม่มาทำงานให้จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนเงินประกันรับว่ายังไม่ได้คืนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗,๓๘๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๘ ของเดือน เมื่อวันที่๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ นางสาววรจิตรา เจริญกุศล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหารซึ่งรับผิดชอบงานฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือขอเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.๒ ถึงนายไพรัช อุศศิลป์ศักดิ์ ผู้จัดการศูนย์ของจำเลยที่ ๑ เสนอความเห็นว่า เห็นควรเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ เรื่องการตอกบัตรมาทำงานและตอกบัตรเวลาเลิกงานมาทำงานสาย และมีการขาดงานหลายครั้ง นายไพรัชบันทึกความเห็นถึงจำเลยที่ ๒ ว่า "โจทก์ปฏิบัติบกพร่องต่อหน้าที่หลายครั้ง เห็นสมควรเลิกจ้างโจทก์ ส่วนจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ให้เป็นดุลพินิจของศาล" จำเลยที่ ๒ บันทึกความเห็นในเอกสารหมายล.๒ ว่า "ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่ โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง" โจทก์มาทำงานให้จำเลยที่ ๑ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๒แล้วไม่มาทำงานอีก ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาแจ้งให้โจทก์ทราบว่า นายจ้างเลิกจ้างโจทก์กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างมาให้โจทก์ดูก่อน ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์ แม้จำเลยที่ ๒ในฐานะกรรมการผู้จัดการยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเองก็ตามส่วนที่จำเลยที่ ๒ สั่งการในหนังสือที่ฝ่ายบุคคลเสนอขอเลิกจ้างว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้างโจทก์ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลก็มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้คนทั่วไปทราบว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน๔๔,๒๘๐ บาท เงินประกันการทำงาน ๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗,๓๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(๑) ...

(๒) ...

(๓) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ยังไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย..." และบัญญัติคำว่า เลิกจ้างไว้ในวรรคสอง ว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" หมายความว่า การเลิกจ้างนั้นต้องเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปนั้น มิใช่การเลิกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑มาตรา ๕ ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง

(๑) ...

(๒) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย" คดีนี้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ และจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ ๑ ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.๒ มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ ๒ สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล.๒ ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ ๒ ให้โจทก์ทราบ พิเคราะห์หนังสือเอกสารหมาย ล.๒ แล้ว เห็นว่า เป็นหนังสือที่นางสาววรจิตรามีถึงนายไพรัชเพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และนายไพรัชบันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ ๒ มิใช่หนังสือที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงมิใช่หนังสือเลิกจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ขัดกับข้อความที่จำเลยที่ ๒ บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล.๒ ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล.๒ แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและหนังสือเอกสารหมาย ล.๒ ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้างทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ ๒ เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือนายไพรัชให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุมาภรณ์ ปัญญารักษา
จำเลย — บริษัทกิติทิพย์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543
#267754
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินประกันจำนวน 2,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท และค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท เงินประกันการทำงาน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้

(1) ...

(2) ...

(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ยังไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย

หนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย..." และบัญญัติคำว่า เลิกจ้าง ไว้ในวรรคสอง ว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" หมายความว่า การเลิกจ้างนั้นต้องเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปนั้น มิใช่การเลิกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง

(1) ...

(2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและ

ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย" คดีนี้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ 2 สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล.2 ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบ พิเคราะห์หนังสือเอกสารหมาย ล.2 แล้ว เห็นว่า เป็นหนังสือที่นางสาววรจิตรามีถึงนายไพรัชเพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และนายไพรัชบันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ 2 มิใช่หนังสือที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงไม่ใช่หนังสือเลิกจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ขัดกับข้อความที่จำเลยที่ 2 บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล.2 ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล.2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและหนังสือเอกสารหมาย ล.2 ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 2 เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือนายไพรัชให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุมาภรณ์ ปัญญารักษา
จำเลย — บริษัทกิติทิพย์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7380/2543
#66356
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ประกันภัย ละเมิด รับช่วงสิทธิ (ชั้นขอให้พิจารณาใหม่) ++

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (10) "วันสืบพยาน" หมายความว่าวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน

โจทก์ยื่นคำฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้รับฟ้องและนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เวลา 9 นาฬิกา เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน2541 จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำให้การได้ภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 ฉะนั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นวันสืบพยานโจทก์นัดแรกนั้นแม้โจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ได้เพราะยังไม่พ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้เลื่อนคดีเพื่อรอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดเวลายื่นคำให้การหากจำเลยไม่ยื่นคำให้การ วันที่ 21 กรกฎาคม2541 จึงมิใช่ "วันสืบพยาน" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนี้แม้โจทก์จะมิได้ไปศาลในวันดังกล่าวโดยเข้าใจว่าวันนัดคลาดเคลื่อนไปเพราะความผิดพลาดของโจทก์ แต่ก็เป็นคนละเหตุที่จะให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๘๖,๑๗๗ บาท ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑เวลา ๙ นาฬิกา จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ เพราะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า โจทก์ไม่จงใจไม่มาศาลเพราะเข้าใจโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ เวลา ๙ นาฬิกา ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและมีคำสั่งเกี่ยวกับการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กับกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่แจ้งให้จำเลยทราบ

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาลตามกำหนดนัดเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมิได้ผิดหลง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความจึงชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่เพราะจะขอได้ต่อเมื่อมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า คำร้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ เวลา ๙ นาฬิกา จึงมิได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เวลา ๙ นาฬิกา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑(๑๐) "วันสืบพยาน" หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน แต่สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๑ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้รับฟ้องและนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑เวลา ๙ นาฬิกา ปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลเพิ่งส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำให้การได้ภายในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ฉะนั้นวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นวันสืบพยานโจทก์นัดแรกนั้น แม้โจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ได้ เพราะยังไม่พ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้เลื่อนคดีเพื่อรอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้วหรือเมื่อครบกำหนดเวลายื่นคำให้การหากจำเลยไม่ยื่นคำให้การ วันที่๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงมิใช่ "วันสืบพยาน" ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้ไปศาลในวันดังกล่าวโดยเข้าใจว่าวันนัดสืบพยานโจทก์คือวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑คลาดเคลื่อนไปเพราะความผิดพลาดของโจทก์เอง แต่ก็เป็นคนละเหตุที่จะให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ จึงถูกต้องแล้ว

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่มีคำสั่งให้โจทก์ขาดนัดพิจารณา แล้วพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (10) ม. 27 ม. 79 ม. 200 ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสิริวรรณ นาคะวิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7379/2543
#99213
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 537 และมาตรา 546 กำหนดให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อที่จะต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในรถยนต์พิพาทตามวัตถุประสงค์ของสัญญาเช่าซื้อ เมื่อฟังได้ว่า ฉ. ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อและรับมอบรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์นำจำเลยทั้งสองมาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทและสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ หลังจากโจทก์ยื่นฟ้อง ฉ. กับพวกว่าผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาท ให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ ขณะโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อนั้นสภาพรถยนต์พิพาทจอดซ่อมอยู่ในอู่ซ่อมรถโดยไม่มีกระบะท้ายต้องซ่อมเครื่องยนต์และใส่กระบะท้ายใหม่ จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ได้รับรถยนต์พิพาทไปใช้ประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงไม่อาจอ้างสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้

เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ได้ใช้หรือรับประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่อาจอ้างสัญญาเช่าซื้อมาฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม โจทก์ยึดรถยนต์พิพาทคืนไปในสภาพที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินค่าซ่อมไปแล้ว เป็นการได้ประโยชน์ในค่าซ่อมรถยนต์พิพาทโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกคืนค่าซ่อมรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในฐานลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๑๕,๑๑๐.๑๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้คืนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกันกับชำระเงิน ๑๗๐,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

จำเลยที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงิน ๑๗๐,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๗ (วันฟ้องแย้ง) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองคนละ ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่าเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓ นายฉลวย ไฝเนียม ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในราคา ๑,๑๙๘,๑๘๐ บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน นายฉลวยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ๑๗ งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ยื่นฟ้องนายฉลวยกับพวก ขอให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืน ให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ และชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์พิพาท วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกัน โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ขณะนั้นรถยนต์พิพาทซ่อมอยู่ที่อู่พจน์ชนกรกลการ จังหวัดชุมพร ต่อมาจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ชำระค่าซ่อมรถยนต์พิพาทเป็นเงิน ๑๗๐,๕๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ โจทก์ติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืนโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ครั้นวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องนายฉลวยกับพวก ให้นายฉลวยกับพวกร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๑๕๗,๗๓๑.๗๓บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ ๕,๗๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา และให้ส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ๔๕๔,๙๔๔.๔๔ บาท คดีถึงที่สุดโดยคู่ความไม่อุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์พิพาทย่อมมีหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อที่จะต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในรถยนต์พิพาทตามวัตถุประสงค์ของสัญญาเช่าซื้อ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา ๕๗๒ วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา ๕๓๗ และ มาตรา ๕๔๖ แห่ง ป.พ.พ. นายสมบัติ พุฒพลายงาม พยานโจทก์เบิกความว่านายฉลวยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อและรับมอบรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ นำจำเลยทั้งสองมาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทและสัญญาค้ำประกันกับโจทก์หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องนายฉลวยกับพวกว่าผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนโจทก์ และขณะโจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อนั้นรถยนต์พิพาทจอดซ่อมอยู่ที่อู่ เห็นได้ว่าสภาพรถยนต์พิพาทขณะจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อนั้นจอดอยู่ในอู่ซ่อมรถโดยไม่มีกระบะท้ายต้องซ่อมเครื่องยนต์และใส่กระบะท้ายใหม่ จำเลยที่ ๑ จึงยังไม่ได้รับรถยนต์พิพาทไปใช้ประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ แม้นายฉลวยนำจำเลยที่ ๑ มาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์แล้ว โจทก์ก็ยังดำเนินคดีแก่นายฉลวยกับพวกต่อไป กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว โจทก์จึงไม่อาจอ้างสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว

โจทก์ฎีกาเป็นข้อต่อไปว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์พิพาทแก่จำเลยที่ ๑ ตามฟ้องแย้งนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยมาแล้วว่า โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ ๑ ได้ใช้หรือรับประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่อาจอ้างสัญญาเช่าซื้อมาฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ ๑ ได้ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์พิพาท โจทก์ยึดรถยนต์พิพาทคืนไปในสภาพที่จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินค่าซ่อมไปแล้ว เป็นการได้ประโยชน์ในค่าซ่อมรถยนต์พิพาทโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้จำเลยที่ ๑ เสียเปรียบ จำเลยที่ ๑ มีสิทธิเรียกคืนค่าซ่อมรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในฐานลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๐๖ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 537 ม. 546 ม. 572 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีธนา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสันติชัย เลิศสุรวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิทักษ์ หลิมจานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธี คฤโฆษ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7370/2543
#37853
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจับกุมจำเลยทั้งห้า เจ้าพนักงานตำรวจซุ่มดูเห็นจำเลยที่ 1เดินออกจากกระท่อมไปหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บริเวณข้างเปลที่จำเลยที่ 5นอนอยู่ แล้วนำไปซุกซ่อนในถังซีเมนต์ซึ่งอยู่ห่างจากกระท่อมประมาณ18 เมตร เมื่อตรวจค้นกระบอกไม้ไผ่พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 82 เม็ดบรรจุอยู่ และพบจำเลยที่ 2 หลบซ่อนนอนหมอบอยู่ในสวนห่างจากถังซีเมนต์ประมาณ 15 เมตร มีถุงย่ามวางอยู่ห่างจากจำเลยที่ 2 ประมาณ2 เมตร ภายในถุงย่ามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นภายในกระท่อมพบจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 นอนหลับอยู่ดังนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางนอกกระท่อมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดคือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้มาอาศัยพักผ่อนภายในกระท่อมเท่านั้น พยานโจทก์มิได้เบิกความเลยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้กระทำการอย่างใดอันแสดงให้เห็นว่ารู้เห็นและร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็อยู่ภายในกระท่อม พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพว่าเสพเมทแอมเฟตามีนแต่ปฏิเสธว่ามิได้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91(ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 21 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2และที่ 3 ขณะกระทำความผิดอายุยังไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษในข้อหานี้ให้คนละหนึ่งในสาม และให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษในข้อหานี้ให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 และที่ 3ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคนละ 7 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3ไว้คนละ 7 ปี 1 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคนละ 14 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไว้คนละ 14 ปี 3 เดือนริบของกลาง

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3และที่ 4 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายส่วนข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งห้าได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 682 เม็ด โดยขณะร้อยตำรวจโทประเสริฐ มูฮำหมัดฮาซัน และจ่าสิบตำรวจวีรยุทธ นาควรรณกิจพยานโจทก์ซุ่มดูอยู่เห็นจำเลยที่ 1 เดินออกจากกระท่อมไปหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บริเวณข้างเปลที่จำเลยที่ 5 นอนอยู่ข้างกระท่อมแล้วนำไปซุกซ่อนในถังซีเมนต์ซึ่งอยู่ห่างจากกระท่อมประมาณ 18 เมตร เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นกระบอกไม้ไผ่พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 82 เม็ดบรรจุอยู่ และพบจำเลยที่ 2 หลบซ่อนนอนหมอบอยู่ในสวนห่างจากถังซีเมนต์ประมาณ15 เมตร มีถุงย่ามวางอยู่ห่างจากจำเลยที่ 2 ประมาณ 2 เมตร ภายในถุงย่ามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 600 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นภายในกระท่อมพบจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 นอนหลับอยู่ เห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางนอกกระท่อมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้มาอาศัยพักผ่อนภายในกระท่อมเท่านั้น พยานโจทก์มิได้เบิกความเลยว่าเห็นจำเลยที่ 3และที่ 4 ได้กระทำการอย่างใดอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4รู้เห็นและร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็อยู่ภายในกระท่อม พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 3และที่ 4 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในข้อหานี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นาย สุชาติหรือชาติ อยู่แบน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7351/2543
#35141
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ตรวจนับเงินที่พลตำรวจ ส. จะใช้ซื้อ เมทแอมเฟตามีน ก่อนจะโทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ กับได้ตกลงขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 และที่ 3นำมาให้แก่พลตำรวจ ส. แม้พลตำรวจ ส. จะยังมิได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 30 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปีจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 12 ปี6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ในข้อแรกว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ นอกจากโจทก์มีพลตำรวจสมพงษ์ ทับประสิทธิ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความยืนยันการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางว่า เมื่อได้ร่วมวางแผนกับพันตำรวจตรีเรวัต เฮงจำรัส และพวกแล้วพยานกับสายลับได้ไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ขณะไปเยี่ยมอาการป่วยของหลานที่โรงพยาบาลด่านช้าง โดยสายลับเป็นผู้ติดต่อและแนะนำพยานแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ขอดูและตรวจนับเงินที่พยานจะใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90,000 บาท ก่อนจะโทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้พยานและยังยืนยันถึงเหตุการณ์ตอนส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางว่า เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์นำเมทแอมเฟตามีนมายังที่นัดหมายในบริเวณโรงพยาบาลด่านช้างแล้วได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางกันในรถยนต์กระบะของพยาน โดยจำเลยที่ 1 เข้าไปนั่งที่เบาะด้านหน้าคู่กับพยาน ส่วนจำเลยที่ 2และที่ 3 ยืนอยู่บริเวณท้ายรถเมื่อจำเลยที่ 1 บอกแก่จำเลยที่ 2 ว่า จำนวนเงินที่พยานจะมอบให้ถูกต้องให้นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในรถได้ จำเลยที่ 3จึงมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งอยู่ในหมวกไหมพรมแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบต่อให้พยานแล้ว โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีเรวัตเป็นพยานเบิกความถึงการวางแผนให้พลตำรวจสมพงษ์กับสายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ที่โรงพยาบาลด่านช้าง และพยานกับพวกได้แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลดังกล่าว จนกระทั่งพลตำรวจสมพงษ์แจ้งทางวิทยุว่ากำลังจะมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันแล้ว พยานจึงเดินไปยังทางเดินของอาคาร 4 เห็นจำเลยที่ 1 กับพลตำรวจสมพงษ์นั่งอยู่ด้วยกันในรถยนต์กระบะส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนอยู่ข้างรถ ต่อมา 2 ถึง 3 นาทีได้ยินพลตำรวจสมพงษ์พูดผ่านวิทยุสื่อสารว่า ของคุณภาพดีครบจำนวนซึ่งเป็นสัญญาณว่าให้เข้าจับกุมพยานกับพวกจึงเข้าไปจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ขณะอยู่ในรถคันดังกล่าวคำเบิกความของพยานทั้งสองสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษแต่อย่างใด นอกจากนั้นในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2และที่ 3 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่พลตำรวจสมพงษ์ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 3ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแก่ผู้ซื้อ ยิ่งกว่านั้นในชั้นพิจารณา จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพตามคำฟ้องโดยมิได้นำพยานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงขายและเป็นผู้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำมาให้แก่พลตำรวจสมพงษ์ แม้พลตำรวจสมพงษ์จะยังมิได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ก็เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จแล้ว และจำเลยที่ 1เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานดังกล่าว หาใช่เป็นแต่เพียงพยายามกระทำความผิดหรือเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำผิดดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อต่อไปขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายนั้นมีจำนวนมากทั้งความผิดดังกล่าวเกี่ยวโยงกับความปลอดภัยของสาธารณชนและความมั่นคงของประเทศชาติ ถือได้ว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 25 ปี และลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกมีกำหนด 12 ปี6 เดือนนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวเกินกว่า 2 ปี จึงไม่อาจรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1ข้อนี้ ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง คนึงหรือจุย กาฬภักดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7332/2543
#91305
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยิง ด. ด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นของกลาง โดยอาวุธปืนที่ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 ซึ่งเป็นขนาดที่มีลำกล้องใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในปัจจุบันแต่เป็นอาวุธปืนที่ประกอบขึ้นเอง ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความแม่นยำ กระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงเป็นกระสุนลูกปรายยิงนัดเดียวถูกหลายคนหลายที่ และเม็ดลูกปรายมีขนาดใหญ่สามารถทำให้กระดูกของผู้เสียหายคนหนึ่งที่ถูกยิงถึงกับแตกและหักได้ ผู้เสียหายทั้งสามอยู่ห่างจำเลยออกไปไกลพอสมควร ในระยะที่เม็ดกระสุนลูกปรายกระจายตัวขยายวิถีกระสุนบานออกไปแล้ว ระยะยิงน่าจะห่างไม่น้อยกว่า 5 เมตรขึ้นไป หากจำเลยเพียงแต่ใช้อาวุธปืนขู่และห้าม ด.ไม่ให้เข้ามาหรือยิงขู่น่าจะเพียงพอที่จะยับยั้ง ด.ให้เกรงกลัวและหลบหนีไป แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพประหัตประหารแต่ควบคุมวิถีกระสุนไม่ได้ยิงสาดใส่เข้าไปในทิศทางที่มิได้มีแต่ ด. ที่จะเข้ามาทำร้ายจำเลยคนเดียว จึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การที่จำเลยยิงเข้าใส่กลุ่มคนต้องถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุคคลทุกคนในกลุ่มนั้น เพราะย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำอยู่แล้วว่า อาจทำให้ทุกคนที่ถูกกระสุนลูกปรายดังกล่าวถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสามไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๐, ๙๑, ๒๘๘, ๒๙๗ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๘, ๖๙ พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานพยายามฆ่าโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก ๑ ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๓ ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และความผิดฐาน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและ เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษปรับ ๖,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าตามวันเวลาเกินเหตุ จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด ๑๒ จำนวน ๑ กระบอกและกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกัน ๒ นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันพอสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าเป็นการทำที่เกิน สมควรแก่เหตุ เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน เมื่อ ด. ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ตั้งใจจะยิง เพื่อต้องการฆ่า ด. แต่ยิงไปโดยไม่ได้เล็งปืนว่าจะถูกส่วนใด เป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว หากจำเลยไม่ยิง ด. ก็อาจใช้ขวานฟันจำเลยเป็นอันตรายถึงตายได้ จึงถือว่าเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นความผิด ได้ความว่า จำเลยยิง ด. ด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นของกลาง โดยอาวุธปืนที่ใช้ยิง เป็นอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด ๑๒ ซึ่งเป็นขนาดที่มี ลำกล้องใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในปัจจุบัน แต่เป็นอาวุธปืนที่ประกอบขึ้นเอง ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความแม่นยำและ จากบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสามปรากฏอยู่ตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง น่าเชื่อว่า กระสุนปืนที่ใช้ยิงเป็นกระสุนลูกปราย เพราะยิงนัดเดียวถูกหลายคนหลายที่ และเม็ดลูกปรายจะต้องมีขนาดใหญ่ เพราะสามารถทำให้กระดูกของผู้เสียหายคนหนึ่งที่ถูกยิงถึงกับแตกและหักได้ กระสุนลูกปรายอย่างนี้ เมื่อเหนี่ยวไกยิง เม็ดลูกปรายก็จะพรั่งพรูออกไป ถ้าเป้าหมายที่ถูกยิงอยู่ใกล้เม็ดลูกปรายยังรวมตัวกันอยู่เป็นกระจุก ก็ทำให้ถูกเป้าหมาย ณ จุดใดจุดหนึ่งที่จ่อยิงเพียงที่เดียวได้ แต่ถ้าเป้าหมายที่ถูกยิงอยู่ไกล เม็ดลูกปรายกระจัดกระจายบานตัวออกไปแล้ว ก็จะทำให้ถูกกระสุนปืนหลาย ๆ แห่ง หลาย ๆ คนในคราวเดียวกันได้เหมือนอย่างที่ปรากฏอยู่ในคดีนี้ ย่อมแสดงว่า ผู้เสียหายทั้งสามจะต้องอยู่ห่างจำเลยออกไปไกลพอสมควร ในระยะที่เม็ดกระสุนลูกปรายกระจายตัวขยายวิถีกระสุนบานออกไปแล้ว ระยะยิงน่าจะห่างไม่น้อยกว่าที่จำเลยยืนยันคือประมาณ ๕ เมตรขึ้นไป ในระยะห่างดังกล่าวหากจำเลยเพียงแต่ใช้อาวุธปืนขู่และห้าม ด. ไม่ให้เข้ามาหรือยิงขู่น่าจะเพียงพอที่จะยับยั้ง ด. ให้เกรงกลัวและหลบหนีไป แต่การที่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นขนาดใหญ่ที่มีอานุภาพประหัตประหาร แต่ควบคุมวิถีกระสุนไม่ได้ยิงสาดใส่เข้าไปในทิศทางที่มิได้มีแต่ ด. ที่จะเข้ามาทำร้ายจำเลยคนเดียวแต่มีบุคคลอื่นอีกหลายคนรวมอยู่ด้วยเช่นนี้ เห็นได้ว่าอาจทำให้บุคคลอื่นอีกหลายคนนั้นถูกเม็ดกระสุนลูกปรายของจำเลยถึงแก่ความตายไปด้วยได้ จึงเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การที่จำเลยยิงเข้าใส่กลุ่มคนอย่างนั้น ต้องถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุคคลทุกคนในกลุ่มนั้น เพราะย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำอยู่แล้วว่า อาจทำให้ทุกคนที่ถูกกระสุนลูกปรายดังกล่าวถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้เสียหายทั้งสามไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ อีกกระทงหนึ่ง จำคุก ๑ ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน โดยไม่รอการลงโทษเฉพาะความผิดฐานนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 69 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายบุญเยี่ยม คงเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นางสาวกนกพรรณ คงวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
ชวลิต ศรีสง่า
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7331/2543
#37409
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบกันว่าก่อนจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับก่อนว่า ล. จะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบแก่จำเลยที่บริเวณคลองส่งน้ำด้านทิศเหนือของหมู่บ้านเพื่อ นำไปจำหน่ายในช่วงเวลาจับกุม จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์โดยจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ล้วงเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางในกระเป๋ากางเกงของตนออกมาทิ้งลงข้างตัว แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีแต่คำรับที่จำเลยที่ 2 เคยให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบเพื่อให้ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพเฉพาะ ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ใน ครอบครองเพื่อเสพ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 5 เม็ด ไม่มากเกินกว่าที่จะมีไว้ เพื่อเสพ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้เสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อนถูกจับกุมพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีของกลางเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนและ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเท่านั้น

จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 2 ในเหตุการณ์เดียวกันข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นอย่างเดียวกันและเป็นการนำสืบในข้อหาเดียวกันกับกรณีของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จึงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ซึ่งมีโทษเบากว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยทั้งสองได้เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ด้วยวิธีรับประทานเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีกหนึ่งคนได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยทั้งสองกับพวกไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือเฉพาะรายจากรัฐมนตรีตามกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 57, 66, 91, 102

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด เป็นของกลาง โดยจำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนมาแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอัมรินทร์ ถ่ายสูงเนิน ร้อยตำรวจตรีสวง มณีทิพย์ และสิบตำรวจตรีสุวรรณ สงสุแก ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า ก่อนจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับก่อนว่า นายล่อน ไม่ทราบนามสกุล ราษฎรหมู่บ้านโนนอุดมจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบแก่จำเลยทั้งสองที่บริเวณคลองส่งน้ำด้านทิศเหนือของหมู่บ้านดังกล่าวเพื่อนำไปจำหน่ายในช่วงเวลาจับกุมจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ โดยจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ล้วงเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางในกระเป๋ากางเกงของตนออกมาทิ้งลงข้างตัว ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 รับว่า จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายแก่กลุ่มวัยรุ่นที่งานวัดในหมู่บ้านหนองหลักตามบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.1 และร้อยตำรวจเอกคมสันต์ พันธ์รักษา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเหมือนกับในชั้นจับกุมตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวมีแต่คำรับที่จำเลยที่ 2 เคยให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากคำรับดังกล่าวมาสืบประกอบเพื่อให้ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพเฉพาะในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 5 เม็ด ไม่มากเกินกว่าที่จะมีไว้เพื่อเสพประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้เสพเมทแอมเฟตามีน มาก่อนถูกจับกุม ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพอาจเป็นจริงได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีของกลางเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2เสพเมทแอมเฟตามีน และมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเท่านั้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพียง 5 เม็ด และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้โอกาสได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 2 ในเหตุการณ์เดียวกันข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นอย่างเดียวกันและเป็นการนำสืบในข้อหาเดียวกันกับกรณีของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จึงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 เท่านั้น ซึ่งมีโทษเบากว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 เช่นเดียวกันกับกรณีของจำเลยที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทั้งสองข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 9 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 15 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนดคนละ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225 ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย เสกศักดิ์ สินทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7331/2543
#91275
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเพียงคำรับที่จำเลยที่ 2 เคยให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากคำรับดังกล่าวมาสืบประกอบเพื่อให้ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพเฉพาะในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพเท่านั้น อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 5 เม็ด ไม่มากเกินกว่าที่จะมีไว้เพื่อเสพได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีไว้ซึ่งของกลางเพื่อจำหน่าย กรณียังมี ข้อสงสัยตามสมควรจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง คดีจึงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วยกันฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 เท่านั้น ซึ่งมีโทษเบากว่าฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึง จำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ป.อ. มาตรา 83, 91 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีแต่คำรับที่จำเลยที่ 2 เคยให้การในชั้นจับกุมและ ชั้นสอบสวนโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากคำรับดังกล่าวมาสืบประกอบเพื่อให้ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพเฉพาะในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 5 เม็ด ไม่มากเกินกว่า ที่จะมีไว้เพื่อเสพ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้เสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อนถูกจับกุม ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพอาจเป็นจริงได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีของกลางเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเท่านั้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 2 ในเหตุการณ์เดียวกัน ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นอย่างเดียวกันและเป็นการนำสืบในข้อหาเดียวกันกับกรณีของจำเลยที่ 2 จึงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 เท่านั้น ซึ่งมีโทษเบากว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีแม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 เช่นเดียวกันกับกรณีของจำเลยที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 ป.อ. มาตรา 83, 91 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทั้งสองข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 9 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 15 เดือน และปรับคนละ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตาม ป.อ. มาตรา 56 มีกำหนดคนละ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเสกศักดิ์ สินทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา