คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2563
#664228
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะผู้ร้องและจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีไปโดยเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด กับพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพตาม ป.อ. มาตรา 335 ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ และให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ฒถ 6368 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนด จึงมีผลให้ต้องจำหน่ายคดีผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น โดยเด็ดขาด ถือได้ว่าผู้ร้องมิได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอีกต่อไป เมื่อในคดีที่ฟ้องใหม่โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถกระบะของกลางอีก ประกอบกับในคดีก่อน ผู้ร้องไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาเพื่อแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวที่สั่งริบทรัพย์สินของกลาง อันจะทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 36 จะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะที่มีการกระทำความผิด มิใช่เจ้าของทรัพย์สินภายหลังจากการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามรายการจดทะเบียนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง ภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดและศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถกระบะของกลางในขณะที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิด และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ และให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ฒถ 6368 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้อง โจทก์จึงฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ ส่วนผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะผู้ร้องและจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีไปโดยเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด กับพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ และให้ริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน ฒถ 6368 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนด จึงมีผลให้ต้องจำหน่ายคดีผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น โดยเด็ดขาด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องมิได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวอีกต่อไป แม้คดีที่โจทก์ฟ้องผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1407/2560 ของศาลชั้นต้น จะเป็นกรณีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ก็ตาม แต่ในคดีที่ฟ้องใหม่โจทก์ก็มิได้มีคำขอให้ริบรถกระบะของกลางอีก ประกอบกับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาเพื่อแสดงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าวที่สั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ อันจะทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะของกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะที่มีการกระทำความผิด มิใช่เจ้าของทรัพย์สินภายหลังจากการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1126/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2559 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และริบรถกระบะของกลางทั้งสองคัน คดีถึงที่สุดแล้ว และปรากฏตามรายการจดทะเบียนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลางในลำดับที่ 6 วันที่ครอบครองรถ 25 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิดและศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถกระบะของกลางอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 3 กระทำความผิด ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ตษ 7136 กรุงเทพมหานคร ของกลางได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
สุวิชา นาควัชระ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5233/2563
#655635
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมือเปล่ามาจากผู้คัดค้านและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เป็นผลเพียงให้ผู้ร้องไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1382 ได้ ไม่ใช่กรณีที่ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ และคดียังคงมีตัวผู้ร้องตามคำร้องและฟ้องแย้ง เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านยังโต้แย้งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทอยู่ คดีจึงยังมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือของผู้คัดค้าน ฟ้องแย้งหาตกไปไม่คำพิพากษาในคดีอาญาของศาลชั้นต้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีที่ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องเรียกมาเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย เมื่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าววินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในคดีนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคท้าย ม. 225 วรรคสอง ม. 252
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส.
ผู้คัดค้าน — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวพิมพ์อร พิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ เปลี่ยนขำ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5232/2563
#661465
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องมีคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งอยู่ในบังคับตามกฎหมายดังกล่าว แล้วต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ อันอาจทำให้ต้องแยกอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนเรื่องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกานั้น ย่อมจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งยังเปิดโอกาสให้คู่พิพาทฝ่ายที่ต้องการประวิงคดีใช้เป็นช่องทางนี้ได้ คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งของศาลตามพระราชบัญญัตินี้อันต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแล้ว

ส่วนคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น เมื่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 วรรคสอง (1) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดต้องมีต้นฉบับคำชี้ขาดหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาล แต่มิได้กำหนดให้ต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้องจากสถานทูตในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด กระทรวงการต่างประเทศของไทย หรือโนตารีปับลิกที่ผู้คัดค้านอ้างแต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องไม่มีสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องจากสถานทูตของ สหราชอาณาจักร หรือกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร หรือกระทรวงการต่างประเทศของไทย รวมทั้งโนตารีปับลิกมาแสดงต่อศาล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอนให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่

(1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

(4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาหรือ

(5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16

การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี"พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ คดีนี้ผู้ร้องมีคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งอยู่ในบังคับตามกฎหมายดังกล่าว การที่ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ อันอาจทำให้ต้องแยกอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนเรื่องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกานั้น ย่อมจะทำให้การพิจารณาคดีต้องล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งยังเปิดโอกาสให้คู่ความฝ่ายที่ต้องการประวิงคดีใช้เป็นช่องทางนี้ได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งของศาลตามพระราชบัญญัตินี้อันต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามมาตรา 45 วรรคท้ายแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านต่อไปว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 วรรคสอง (1) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดต้องมีต้นฉบับคำชี้ขาดหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องมาแสดงต่อศาล โดยมิได้กำหนดให้ต้องมีการรับรองสำเนาถูกต้องจากสถานทูตในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด กระทรวงการต่างประเทศของประเทศที่มีการทำคำชี้ขาด กระทรวงการต่างประเทศของไทย หรือโนตารีปับลิกดังที่ผู้คัดค้านอ้างแต่อย่างใด ทั้งประเด็นดังกล่าวผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างไว้ไม่ว่าในชั้นยื่นคำคัดค้านหรือชั้นสืบพยาน ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาลว่าประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรมีสนธิสัญญา อนุสัญญาหรือความตกลงร่วมกันโดยประเทศไทยยอมผูกพันตนเป็นภาคีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ในชั้นสืบสวนพยานผู้ร้องมีผู้รับมอบอำนาจมาเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำพยานว่า ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรเป็นภาคีแห่งอนุสัญญานิวยอร์ก หรืออนุสัญญากว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ พ.ศ.2501 ตามรายชื่อประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าว ผู้คัดค้านมิได้ถามค้านโต้แย้งพยานปากดังกล่าวหรือนำพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบหักล้างพยานของผู้ร้องในเรื่องนี้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสอง เมื่อได้ความดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156/1
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
-
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5231/2563
#661101
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคสอง (2) ยังต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในธุรกิจของจำเลยที่ 1 คือ เพื่อใช้ในการออกแบบ เขียนแบบ และงานด้านเอกสาร เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสี่ อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามปกติของโจทก์ทั้งสี่ และเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสี่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 อย่างไรก็ตาม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นการนำไปใช้ในการทำงานเกี่ยวกับเอกสารทั่วไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 นำไปใช้ในการออกแบบ เขียนแบบผลิตภัณฑ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 นำไปใช้ในการออกแบบซ่อมแซมเครื่องจักร และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 4 นำไปใช้ในการแปลภาษา โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเวอร์ชันที่ใช้สำหรับองค์กรบริษัท จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจผลิตอาหารและขนมของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้มีการนำไปใช้แสวงหากำไรจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์โดยตรง ดังนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 (1) เท่านั้น ซึ่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติแต่เพียงว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" โดยไม่ได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติใน ป.อ. ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้บังคับกับความผิดคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 30 (1) และ ป.อ. มาตรา 83 ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท กรณีจึงมีกำหนดอายุความหนึ่งปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 30, 61, 69, 74, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ 27 เครื่อง ของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับคนละ 100,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา โจทก์ที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 2000 โปรเฟสชั่นแนล (Microsoft Windows 2000 Professional) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เอ็กซ์พี โปรเฟสชั่นแนล (Microsoft Windows XP Professional) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ โปรเฟสชั่นแนล เอดิชั่น 2003 (Microsoft Office Professional Edition 2003) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ วิชวล สตูดิโอ 2005 ทีม สูท (Microsoft Visual Studio 2005 Team Suite) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 97 (Microsoft Office 97) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออโต้เดสค์ แม็คคานิคอล เดสค์ท็อป 6 และแนวทางสำหรับผู้ใช้ (Autodesk Mechanical Desktop 6 and User's Guide) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2544 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออโต้แคด 2010 และแนวทางสำหรับผู้ใช้ (AutoCAD 2010 and User's Guide) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออโต้แคด แม็คคานิคอล 2004 และแนวทางสำหรับผู้ใช้ (AutoCAD Mechanical 2004 and User's Guide) โฆษณาครั้งแรกเมื่อปี 2547 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ พรีเมี่ยม 2009 (SolidWorks Premium 2009) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ 2005 (SolidWorks 2005) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2547 โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ 2008 (SolidWorks 2008) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 โปรแกรมคอมพิวเตอร์โซลิดเวิร์คส์ 2009 (SolidWorks 2009) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พจนานุกรมไทยซอฟท์แวร์ เวอร์ชั่น 4.0 (Thaisoftware Dictionary 4.0) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 และโปรแกรมคอมพิวเตอร์พจนานุกรมไทยซอฟท์แวร์ เวอร์ชั่น 7.0 (Thaisoftware Dictionary 7.0) โฆษณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงงานทำขนมและประกอบเครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องมือกล โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทชนาสิน แมชชีนเนอรี่ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรเพื่อประกอบอาหารคนและสัตว์ แต่ปิดกิจการแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ลงโทษปรับจำเลยคนละ 100,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงว่า หนังสือมอบอำนาจที่ทำขึ้นโดยผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิกตามกฎหมายท้องถิ่นรับรองเป็นพยานในเอกสารดังกล่าวและมีใบสำคัญของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกามาแสดงว่าเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ โดยมีการรับรองด้วยว่าบุคคลที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีการสาบานตนพร้อมยืนยันว่าเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ดังนั้น นางสาวพรพิมลจึงเป็นผู้แทนในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยังมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัทเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฎีกาประการนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องจึงเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัว ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคสอง (2) นั้น เห็นว่า มาตรา 32 วรรคสอง (2) ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคหนึ่งที่ว่า "การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์" ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในธุรกิจของจำเลยที่ 1 คือ เพื่อใช้ในการออกแบบ เขียนแบบ และงานด้านเอกสาร เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสี่ อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามปกติของโจทก์ทั้งสี่ และเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสี่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 นำไปใช้ในการทำงานเกี่ยวกับเอกสารทั่วไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 นำไปใช้ในการออกแบบ เขียนแบบผลิตภัณฑ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 นำไปใช้ในการออกแบบซ่อมแซมเครื่องจักร และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 4 นำไปใช้ในการแปลภาษา โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเวอร์ชั่นที่ใช้สำหรับองค์กรบริษัท จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำซ้ำหรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจผลิตอาหารและขนมของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้มีการนำไปใช้แสวงหากำไรจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์โดยตรง ดังนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 (1) เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่เพื่อการค้ามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 บัญญัติแต่เพียงว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดอันยอมความได้" โดยไม่ได้กำหนดอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 หมวด 9 ว่าด้วยอายุความมาใช้บังคับกับความผิดคดีนี้ โดยคดีนี้ตามคำฟ้อง โจทก์ฟ้องข้อหาความผิดว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ด้วยการทำซ้ำ ดัดแปลงซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 30, 69, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 30 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท กรณีจึงมีกำหนดอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ดังนี้ ที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ทั้งสี่และเจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าตรวจค้นสถานที่ทำการของจำเลยที่ 1 ตามหมายค้นโดยพบการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ทั้งสี่ดังวินิจฉัยข้างต้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553 การที่โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จึงเป็นการมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมาศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด คดีโจทก์ทั้งสี่เป็นอันขาดอายุความตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ แต่ให้ริบเครื่องคอมพิวเตอร์ 27 เครื่อง ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 32 วรรคสอง (2) ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5201/2563
#682045
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนกระทำการไม่สุจริต สมคบกับผู้เสียหายที่ 1 บิดเบือน ปรุงแต่งข้อเท็จจริงทำให้คำให้การของผู้เสียหายทั้งสองสอดคล้องกัน ปรักปรำใส่ร้ายจำเลยโดยมีมูลเหตุจูงใจและผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องตามคำรับสารภาพ จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์และขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 310, 317, 392

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 392 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 8 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ จำคุก 20 วัน ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 2 ปี 4 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ คงจำคุก 10 วัน รวมจำคุก 10 ปี 34 เดือน 10 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายออกจากสารบบความ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานที่จำเลยอุทธรณ์และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า คำให้การและคำเบิกความของพยานโจทก์เป็นความเท็จทั้งสิ้น โดยต่างเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ไม่มีการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนกระทำการไม่สุจริตโดยสมคบกับผู้เสียหายที่ 1 บิดเบือน ปรุงแต่งข้อเท็จจริง สร้างเรื่องราวในคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองขึ้นมาให้สอดคล้องกัน ปรักปรำใส่ร้ายจำเลยโดยมีมูลเหตุจูงใจเรื่องเงินและผลประโยชน์ร่วมกัน การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาโดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ชอบ เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ความจริงแล้วไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำรับสารภาพ การที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า ไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือผู้เสียหายทั้งสองปรักปรำจำเลยนั้น จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวนภัสพร ศักดิ์เดชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยพร ควรอักษร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5178/2563
#680502
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 จำคุก 4 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของ ภ. ผู้เสียหายและ ก. ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทไม่เว้นระยะห่างให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน ทำให้รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันชนท้ายรถบรรทุกพ่วงที่จำเลยขับจนเป็นเหตุให้ ฐ. และ ก. ถึงแก่ความตาย ภ. ได้รับอันตรายสาหัส ย. ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อจำเลยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 นั้น เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง จึงต้องห้ามฎีกาในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15แม้คดีจะต้องห้ามฎีกาดังกล่าวมาข้างต้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดี โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้โดยการรอการลงโทษจำคุกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง น. ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของนาย ย. ซึ่งเป็นผู้เยาว์ นาง ส. ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของนาย ภ. ซึ่งเป็นผู้เยาว์ นาง จ. ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของนาย ฐ. ผู้ตาย และนางสาว ท. ผู้ร้องที่ 4 ซึ่งเป็นมารดาของเด็กชาย ก. ผู้ตายยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โดยให้เรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องที่ 2 และที่ 4

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 40,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลนาย ย. ผู้เสียหาย 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าดูแลรักษาพยาบาลนาย ภ. ผู้เสียหายนับแต่วันเกิดเหตุเป็นเวลา 30 ปี เป็นเงิน 4,419,000 บาท ค่าซื้อเครื่องมืออุปกรณ์กระติกน้ำร้อน เข็มฉีดอาหารและเครื่องปั่นอาหาร 4,788 บาท และค่าสินไหมทดแทนอันมิใช่ตัวเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,423,788 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพนาย ฐ. ผู้ตายเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพเด็กชาย ก. ผู้ตายเป็นเงิน 140,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ไม่สามารถคิดค่าเสียหายเป็นตัวเงินได้ 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 4

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 4,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 21 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 21 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 4 เป็นเงิน 860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 23 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 4 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ซึ่งยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทที่นาย ภ. ผู้เสียหายและเด็กชาย ก. ผู้ตายที่ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทโดยไม่เว้นระยะห่างให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน ทำให้รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันชนท้ายรถบรรทุกพ่วงที่จำเลยขับจนเป็นเหตุให้นาย ฐ. และเด็กชาย ก. ถึงแก่ความตาย นาย ภ. ได้รับอันตรายสาหัส และนาย ย. ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งมิใช่ผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยไว้เป็นยุติแล้วว่า จำเลยขับรถบรรทุกพ่วงด้วยความเร็วสูงและหยุดรถกะทันหันเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ขับตามมาชนท้ายรถบรรทุกพ่วงจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นผลจากการขับรถโดยประมาทของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อจำเลยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 นั้น เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง จึงต้องห้ามฎีกาในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดี โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดไว้ได้ จำเลยประกอบอาชีพสุจริตและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าปลงศพนาย ฐ. และเด็กชาย ก. ผู้ตายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 คนละ 10,000 บาท และหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยพยายามขวนขวายหาเงินนำมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้ร้องที่ 2 และที่ 4 เป็นจำนวนเงินที่สูงถึง 2,858,968 บาท แสดงว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำของจำเลยและพยายามบรรเทาผลร้ายจากการกระทำนั้นแล้ว ทั้งเหตุคดีนี้นาย ภ. และเด็กชาย ก. มีส่วนประมาทด้วย จำเลยมิได้ประมาทเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาท มิได้กระทำโดยเจตนา จึงมิใช่อาชญากรรมที่เป็นความผิดร้ายแรง เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในลักษณะนี้อีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 291 ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 247
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นาง น. กับพวก
ผู้ร้อง — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประทีป บุพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2563
#662248
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความที่ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างว่าความโดยคิดอัตราร้อยละของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 และประกาศข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ทั้งคดีนี้จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าส่วนกลางค้างชำระกับเจ้าของร่วมซึ่งเป็นชาวต่างชาติ โดยเรียกค่าทนายความเป็นสัดส่วนจำนวนที่แน่นอนเอาจากทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ซึ่งไม่เกินกว่าทุนทรัพย์ที่ได้รับตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ไม่สามารถกำหนดค่าเสียหายในการฟ้องเรียกร้องได้ตามอำเภอใจ ประกอบกับปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. หมวด 4 ในเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่ม มาตรา 222/37 ที่บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความนี้ สัญญาว่าจ้างคดีนี้จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 222/37
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไพฑูรย์ วรสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ประมวญ รักศิลธรรม
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5158/2563
#649847
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งถอนอายัดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้องนำมาวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา และผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 จนศาลมีคำสั่งปรับตามสัญญาประกัน โดยผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ก่อน ซึ่งมีความผูกพันทางแพ่งที่จะบังคับคดีกับที่ดินอันเป็นหลักประกันในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การยื่นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 ที่เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีนายณัฐพงศ์ เป็นผู้ประกัน นำที่ดินโฉนดเลขที่ 242020 วางเป็นหลักประกันในวงเงิน 450,000 บาท ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดหลักประกันเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2539 ต่อมานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 3 หลบหนีไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ผิดสัญญา ให้ปรับตามสัญญาเป็นเงิน 450,000 บาท ออกคำบังคับเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 และออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีงดดำเนินการ เนื่องจากที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันถูกยึดไว้แล้วในคดีล้มละลายคดีหมายเลขแดงที่ ล.25/2540 ของศาลแพ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้อง อ้างว่าจะนำเงินค่าที่ดินไปวางเป็นหลักประกันแทนโฉนดที่ดินต่อศาลชั้นต้น แล้วนำโฉนดที่ดินมาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง แต่ผู้ประกันผิดสัญญาจึงถูกผู้ร้องฟ้องบังคับให้โอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล โดยผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องแทนการชำระหนี้ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 22 ตุลาคม 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ในระหว่างเวลาประกาศเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ล.25/2540 ของศาลแพ่งยึดไว้แล้วเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะผู้มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว ศาลมีคำสั่งให้ถอนการยึดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 และคดีถึงที่สุด และต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินตรวจพบว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเคยถูกกรมสรรพากรยึดไว้ด้วยตามคำสั่งกรมสรรพากรลงวันที่ 27 มีนาคม 2555 แต่ถอนการยึดแล้ว ตามหนังสือถอนการยึดของกรมสรรพากรลงวันที่ 19 สิงหาคม 2558 และตามหนังสือแจ้งอายัดของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 กันยายน 2539 การบังคับคดีตามหนังสือแจ้งอายัดดังกล่าวสิ้นสุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดให้เนื่องจากเป็นการยึดซ้ำ ผู้ร้องจึงติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป และมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นขอให้มีหนังสือถอนอายัด ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นรายงานต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการยึดและบังคับกับทรัพย์หลักประกันต่อไป ตามหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งอายัดหลักทรัพย์ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2558

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแจ้งถอนอายัดไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งถอนอายัดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่ผู้ประกันของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขายตามสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้ร้องนำมาวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา และผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 จนศาลมีคำสั่งปรับตามสัญญาประกัน โดยผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ก่อน ซึ่งมีความผูกพันทางแพ่งที่จะบังคับคดีกับที่ดินอันเป็นหลักประกันในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 หลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ การยื่นฎีกาจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 244/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว.
ผู้ร้อง — ร้อยตรี อ.
ผู้ประกัน — นาย ณ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5155/2563
#662406
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย โดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเรียงโดยนักโทษซึ่งไม่มีอำนาจเรียงคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลย โดยเห็นว่าฎีกาของจำเลยเป็นการคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 เช่นนี้ หากจำเลยประสงค์จะให้ศาลรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 แต่จำเลยกลับยื่นฎีกาฉบับที่ 2 และที่ 3 ที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับฎีกาฉบับแรกซ้ำมาอีก ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับนี้ โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฯ อย่างไร แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นฎีกาฉบับที่ 4 ที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา แต่ฎีกาของจำเลยนี้ก็มีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับฎีกาของจำเลยฉบับแรก เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดของผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฯ เท่านั้น การยื่นฎีกาของจำเลยครั้งหลังนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในฎีกาฉบับแรกแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72, 72 ทวิ วรรคสอง ริบอาวุธปืนของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 512/2561 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผยไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผยไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 24 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 512/2561 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 8 ปี 27 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเรียงโดยนักโทษซึ่งไม่มีอำนาจเรียงคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าฎีกาของจำเลยเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 เช่นนี้ หากจำเลยประสงค์จะให้ศาลรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่จำเลยกลับยื่นฎีกาฉบับที่ 2 และที่ 3 ที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับฎีกาฉบับแรกซ้ำมาอีก ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองฉบับนี้ โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อย่างไร แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นฎีกาฉบับที่ 4 ที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา แต่ฎีกาของจำเลยนี้ก็มีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับฎีกาของจำเลยฉบับแรก เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดของผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เท่านั้น การยื่นฎีกาของจำเลยครั้งหลังนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในฎีกาฉบับแรกแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นางรฐา เขียวโสภณ เมฆชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5151/2563
#666588
เปิดฉบับเต็ม

แม้พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดข้อหายักยอก แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวโดยเห็นว่าหลักฐานไม่พอก็ตาม คำสั่งของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นที่พิจารณาสั่งไปตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันคดีนี้ให้ต้องพิจารณาไปตามนั้น เพราะการกระทำที่จะเป็นความผิดข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วย แต่คดีนี้จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จำเลย โดยมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยรู้จักกันมาก่อน ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ โจทก์รื้อถอนอาคารหลังเก่าบนที่ดินของจำเลยแล้วก่อสร้างร้านอาหาร โดยจำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้าง รวมทั้งมอบโต๊ะ เก้าอี้และอุปกรณ์เครื่องครัวให้โจทก์นำไปใช้ที่ร้าน หลังจากโจทก์เปิดร้านได้ 2 วัน ก็ปิดร้านพร้อมกับนำโต๊ะ เก้าอี้ สายไฟฟ้า ถังผสมปูน และทรัพย์สินอื่นไปไว้ที่บ้านโจทก์ วันที่ 23 เมษายน 2561 จำเลยไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหายักยอกและทำให้เสียทรัพย์ ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 หรือไม่ ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรฝางก็โดยอาศัยคำแจ้งความของจำเลย ทางพิจารณาได้ความว่า ก่อนที่จำเลยไปแจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์จำเลยตกลงลงทุนทำร้านอาหารบนที่ดินของจำเลยในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรื้อถอนอาคารหลังเก่า แล้วก่อสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อเปิดเป็นร้านอาหาร จำเลยเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้าง รวมทั้งมอบโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์เครื่องครัวให้โจทก์นำไปใช้ที่ร้าน แต่การก่อสร้างอาคารหลังใหม่ยังไม่แล้วเสร็จดี โจทก์เปิดร้านขายอาหารได้ 2 วัน ก็ปิดร้านพร้อมขนโต๊ะ เก้าอี้ สายไฟฟ้า ถังผสมปูนและทรัพย์สินอื่น ๆ ไปไว้ที่บ้านโจทก์ในอำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ พิเคราะห์แล้ว ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นในคดีที่จำเลยแจ้งความ แม้พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดข้อหายักยอก แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวโดยเห็นว่าหลักฐานไม่พอก็ตาม คำสั่งของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นที่พิจารณาสั่งไปตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันคดีนี้ให้ต้องพิจารณาไปตามนั้น เพราะที่จะเป็นความผิดข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วย แต่คดีนี้จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรฝางตามข้อความที่ระบุไว้ในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งความตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จำเลย โดยมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จดังโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายทองเพิ่ม จำศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5148/2563
#662633
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังเพื่อหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยนั้น จะนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักจากโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ได้ เมื่อจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยในวันดังกล่าว จึงต้องเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ คือวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จำเลยจึงถูกคุมขังมาเพียง 1 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางระยองในข้อหานำโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 72 (6) ลงโทษจำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2559 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ริบของกลาง โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 6 มิถุนายน 2562 โดยหักวันต้องขังในระหว่างพิจารณาให้จำเลย 1 วัน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้หักวันต้องขังแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยในวันดังกล่าว จึงต้องเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ คือ วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จะนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักจากโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จำเลยจึงถูกคุมขังมาเพียง 1 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายวีกิจ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
โสภณ บางยี่ขัน
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5134/2563
#662618
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม 2 ฉบับ อันเป็นการปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมต่างฉบับกัน ซึ่งโดยสภาพของการกระทำดังกล่าวจำเลยต้องปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมฉบับหนึ่งเสร็จ ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน แม้จำเลยกระทำต่อเนื่องกันและนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม 2 ฉบับ ไปใช้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนชื่อให้แก่โรงแรมแห่งเดียว ก็ไม่ทำให้เจตนาของจำเลยที่มีมาตั้งแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นเจตนาเดียวได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน

จำเลยเป็นผู้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 251 (เดิม) และใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 252 รวม 2 ครั้ง ซึ่งในการใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 จำเลยทำดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมและใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 251 (เดิม) ประกอบมาตรา 263 กระทงหนึ่ง แต่การใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 นั้น จำเลยมิได้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานขึ้นอีก คงใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมอันเดิม จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมอย่างเดียวตามมาตรา 252 อีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 251, 252, 264, 265, 268 และริบใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอมของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252 (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานและฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารราชการที่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี ริบใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอมของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน ฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตตามคำร้องลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมาย ให้รับฎีกาจำเลย ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252 (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานและฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงาน จำคุก 6 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารราชการที่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง (เดิม) จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 14 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน ฐานใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้จากการกระทำความผิดหลายกรรมเป็นความผิดกรรมเดียว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วางโทษจำคุกจำเลยสูงเกินไปและขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อนี้ให้จำเลยทราบ แต่เมื่อฎีกาในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมแต่ละฉบับเป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยมิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 และทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 อันเป็นการปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมต่างฉบับกัน ซึ่งโดยสภาพของการกระทำดังกล่าวจำเลยต้องปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมดังกล่าวทีละฉบับ ในทันทีที่จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมฉบับหนึ่งเสร็จ ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการสำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน แม้จำเลยกระทำต่อเนื่องกันและนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม 2 ฉบับ ไปใช้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนชื่อให้แก่โรงแรมแห่งเดียว ก็ไม่ทำให้เจตนาของจำเลยที่มีมาตั้งแต่ต้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นเจตนาเดียวได้ การกระทำของจำเลยที่ปลอมใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน 2 กระทง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม) และใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 รวม 2 ครั้ง ซึ่งในการใช้ดวงตราปลอมของเจ้าพนักงานประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 จำเลยทำดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมและใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 251 (เดิม) ประกอบมาตรา 263 กระทงหนึ่ง แต่การใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมประทับลงในใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 นั้น จำเลยมิได้ปลอมดวงตราของเจ้าพนักงานขึ้นอีก คงใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานปลอมอันเดิม จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ตราของเจ้าพนักงานปลอมอย่างเดียวตามมาตรา 252 อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยฐานปลอมดวงตราของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด รวม 2 กระทง จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึง 1.3 ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยใช้เอกสารราชการปลอม แต่ฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 และ 1.5 บรรยายว่า จำเลยใช้อ้างแสดงใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 23 ใบอนุญาตเลขที่ 6/2558 และใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม ทะเบียนเลขที่ 24 ใบอนุญาตเลขที่ 7/2558 ต่อนายสุวิทย์และนายภิรมย์ ต่างวันเวลากัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม รวม 2 กรรม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องโจทก์ ทั้งศาลชั้นต้นได้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมปลอม 2 ฉบับ ไปใช้แสดงต่อนายสุวิทย์ เป็นการกระทำ 2 กระทง และไปใช้แสดงต่อนายภิรมย์ เป็นการกระทำ 2 กระทง รวมเป็นความผิด 4 กระทงนั้น ไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.4 และ 1.5 ว่า จำเลยใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอันเป็นเอกสารปลอม 2 ฉบับ ต่อนายสุวิทย์ และต่อนายภิรมย์ อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมคราวละ 2 ฉบับ ในการกระทำคราวเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยต่อนายสุวิทย์กับต่อนายภิรมย์จึงเป็นการกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกัน อันถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว มิใช่เป็นการกระทำ 2 กรรม ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีผลต่อการพิพากษาลงโทษจำเลย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 (เดิม), 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 252 ประกอบมาตรา 263 ที่บัญญัติให้ลงโทษตามมาตรา 251 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252, 265 (เดิม), 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 252 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามอัตราโทษในมาตรา 251 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 252 ม. 263 ม. 268 ม. 251 (เดิม) ม. 265 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวัชรี พูลเกษม
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2563
#664251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับโอนเงินจาก ส. โดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่ ท. ขายให้ ส. แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของ ท. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับ ท. หรือ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของ ท. เท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับ ท. เพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับ ท. หรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับ ท. เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ท. แต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสิทธิเดชได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด ชนิดผงสีส้ม และชนิดเกล็ดสีขาวรวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 42.014 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 4 ใบ โดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน 1 ใบ เป็นของกลาง นายสิทธิเดชให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในราคา 65,000 บาท จากนายทศพล โดยนายทศพลให้นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีและโอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวยุวดี นายสิทธิเดชจึงได้โอนเงินดังกล่าวผ่านตู้ฝากเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้อย แล้วแจ้งการโอนให้นายทศพลทราบ จากนั้นนายทศพลนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ริมถนนเลียบคลองหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้นายสิทธิเดชมารับไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยนำสืบรับว่า บัญชีเงินฝากที่นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาทให้นั้น เป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยได้ถอนเงินดังกล่าว 8,000 บาทออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นเงินซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและไม่ทราบว่าใครโอนมา คงเข้าใจว่าเป็นเงินค่าแชร์นั้น ได้ความว่า เมื่อดูย้อนหลัง 6 เดือน ก่อนนายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวของจำเลย ยอดเงินที่โอนหรือฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยส่วนมากจะเป็นหลักร้อยบาท และมีหลักพันบาทซึ่งไม่เกิน 4,000 บาท อยู่บ้างเป็นระยะ ๆ ส่วนที่เกิน 4,000 บาท มีเพียง 14 ครั้ง และส่วนใหญ่แต่ละครั้งห่างกันหลายวัน โดยครั้งล่าสุดห่างจากวันที่นายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีนี้ของจำเลยถึง 21 วัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าใจว่าเงินที่นายสิทธิเดชโอนมานั้นเป็นเงินค่าแชร์ เพราะจำนวนเงินไม่เป็นไปตามปกติที่มีการฝากและโอนซึ่งเป็นหลักร้อยบาทและพันบาทต้น ๆ ทั้งจำเลยได้ใช้ระบบแจ้งเตือนการเข้าและออกของเงินในบัญชีไว้กับธนาคารผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงทราบในทันทีที่มีเงินดังกล่าวโอนเข้ามา การที่จำเลยรีบถอนเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 8,000 บาท ออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้นแสดงว่าจำเลยน่าจะทราบถึงที่มาของเงินนั้นจึงมิได้ติดใจสงสัยหรือตรวจสอบที่มาก่อน โดยเฉพาะจำเลยรับว่าเคยคบหากับนายทศพลอย่างคนรักและไม่รู้จักนายสิทธิเดชจึงเชื่อว่านายทศพลเป็นผู้มอบหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยให้นายสิทธิเดชและแจ้งให้นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งให้จำเลย เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ถึงการขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพลก็ไม่มีเหตุผลที่นายทศพลจะให้นายสิทธิเดชเป็นผู้โอนเงินให้จำเลยโดยตรง เพราะอาจทำให้จำเลยต้องมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดหรือรู้ถึงการกระทำความผิดของนายทศพลซึ่งปกติควรเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของตน ยิ่งกว่านั้นได้ความจากนายสิทธิเดชพยานจำเลยรับว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสิทธิเดชที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง มีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบันทึกไว้ด้วย โดยระบุชื่อว่า "เจ้โจ" ซึ่ง "โจ" คือชื่อเล่นของนายทศพล อันแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าได้เลิกคบหากับนายทศพลมาเป็นปีแล้ว จึงรับฟังไม่ขึ้น นอกจากที่นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยแล้ว ยังปรากฏว่าในเวลาเดียวกันนายสิทธิเดชได้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวยุวดีอีก 20,000 บาท และปรากฏว่าระหว่างจำเลยกับนางสาวยุวดีก็มีการโอนเงินไปมาระหว่างกันเป็นระยะ ๆ ในช่วงก่อนเกิดเหตุคดีนี้อันส่อแสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการรับโอนเงินจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยให้นางสาวยุวดียืมเงินนั้น เป็นการอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์ที่กระทำระหว่างกัน รับฟังไม่ได้ คดียังได้ความอีกว่า ในการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบอีก 29 รายการ มีทั้งสร้อยข้อมือ แหวน สร้อยคอ พระเลี่ยมกรอบซึ่งแม้ระบุว่าลักษณะคล้ายทองคำเพราะยังต้องมีการตรวจสอบก่อน แต่มีเหตุให้น่าเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทองคำเพราะมีการเก็บมิดชิดในตู้เซฟเช่นเดียวกับการเก็บรักษาของมีราคาสูงทั่วไป ทั้งยังมีทรัพย์สินอื่นอีกได้แก่ กล้องถ่ายรูป 3 กล้อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน โดยเฉพาะมีเงินสดอีกรวม 379,000 บาท เก็บในบ้านด้วย ซึ่งล้วนเป็นของมีค่าราคาสูง ในขณะที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่งใด ๆ ที่สามารถซื้อหาทรัพย์สินดังกล่าวมาได้ ที่จำเลยอ้างว่าทำธุรกิจแชร์ออนไลน์และขายของออนไลน์ก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุน รับฟังไม่ได้ และที่อ้างว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของบิดามารดาของจำเลย ก็ปรากฏว่าบิดามารดาของจำเลยประกอบอาชีพทำนาโดยเช่านาผู้อื่นทำ ที่อ้างว่าได้ค่าขายข้าวตามใบชั่งน้ำหนักและรับเงินค่าข้าวก็ปรากฏว่าในแต่ละรอบการขายข้าวซึ่งห่างกันหลายเดือนก็ได้เงินอย่างมากเพียง 100,000 บาทเศษ และที่อ้างว่าบิดามารดาของจำเลยมีอาชีพรับจ้างจัดสวนด้วย ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงลักษณะตัดหญ้าตกแต่งต้นไม้เล็กน้อย ไม่ใช่กิจการใหญ่โตที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก การที่บิดามารดาของจำเลยจะเก็บเงินจำนวนมากถึง 300,000 บาทเศษ ไว้ที่บ้านโดยไม่นำฝากธนาคารทั้งนี้บิดามารดาของจำเลยก็มีบัญชีเงินฝากธนาคารจึงไม่มีเหตุควรรับฟัง การเก็บเงินไว้เช่นนี้จึงส่อไปในทางไม่สุจริตหรือเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยรับโอนเงินจากนายสิทธิเดชโดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่นายทศพลขายให้นายสิทธิเดช แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของนายทศพล อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา5 (1) ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับนายทศพลหรือนายสิทธิเดชในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของนายทศพลดังวินิจฉัยมาแล้วเท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับนายทศพลเพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิด อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับนายทศพลหรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับนายทศพล เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายทศพลแต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายณัฐวุฒิ มังกรกิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2563
#662203
เปิดฉบับเต็ม

ในการพื้นฟูกิจการนั้น จำนวนหนี้และวิธีการชำระหนี้ เป็นสาระสำคัญที่ผู้ทำแผนต้องระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (3) (ข) เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ย่อมเป็นไปตามข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการนั้น และผู้บริหารแผน ย่อมมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติไปตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบ หากแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร กรณีจึงต้องปฏิบัติตามวิธีการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. การที่ผู้บริหารแผนออกประกาศกำหนดวิธีการชำระหนี้ในภายหลัง ด้วยวิธีการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผน และไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. โดยที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่ยินยอม จึงเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนและโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการได้

แม้หนี้ที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้แล้วก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องทั้งสองจะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นจำนวนเท่าใด ก็จะต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2559 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5646 และ 5647 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ที่ค้างทั้งสามงวดเป็นเงิน 2,011,111.78 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และ 1,968,056.84 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ขอให้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ลูกหนี้ในฐานะผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ประเภทเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามแผนฟื้นฟูกิจการแบ่งการชำระหนี้กลุ่มนี้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝาก อีกส่วนเป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินค่าหุ้น ตามแผนจะชำระคืนเมื่องบการเงินของลูกหนี้ไม่มีผลขาดทุนสะสม ผู้ร้องทั้งสองแจ้งว่าลูกหนี้แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองไปรับเงินโดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องทั้งสองนำสมุดเงินฝากเล่มเดิมที่ใช้เป็นหลักฐานมาเจาะรูเพื่อยกเลิกสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมแล้วเปิดบัญชีเล่มใหม่ตามยอดหนี้เพื่อชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องทั้งสองปฏิเสธที่จะทำลายสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมและไม่ประสงค์คืนสมุดบัญชีเงินฝาก เป็นเหตุให้ลูกหนี้ไม่จ่ายเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 จำนวน 70,758.73 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และจำนวน 70,794.25 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลล้มละลายกลางและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ลูกหนี้และผู้ร้องทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ทุนเรือนหุ้น และเงินฝากออมทรัพย์ รวมเป็นเงิน 18,795,437.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 16,610,731.66 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้เต็มตามขอและอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษา หนี้ทุนเรือนหุ้น และเงินฝากออมทรัพย์ รวมเป็นเงิน 18,393,054.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 16,255,473.66 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้เต็มตามขอตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (2) ซึ่งศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 1,684,975.56 บาท และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 1,646,923.58 บาท โดยแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ข้อแรกว่า การที่ผู้บริหารแผนออกประกาศกำหนดเงื่อนไขในการชำระหนี้แก่ผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองต้องนำสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมที่ใช้เป็นหลักฐานมาเจาะรูเพื่อยกเลิกสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมแล้วเปิดบัญชีเล่มใหม่ตามยอดหนี้เพื่อชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเสียก่อน เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น จำนวนหนี้และวิธีการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญที่ผู้ทำแผนต้องระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (3) (ข) เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่ปฏิบัติไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บทที่ 5 หลักการและวิธีการในการฟื้นฟูกิจการ มีข้อกำหนดในการชำระหนี้ ตามข้อ 5.4.1.1 หลักการทั่วไปในการปรับโครงสร้างหนี้และการชำระหนี้ตามแผน ระบุว่า "เว้นแต่จะกำหนดไว้โดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นในแผนนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้แผนนี้มีหลักการและวิธีการดังต่อไปนี้ (1) หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในข้อ 5.4.1.4..." ซึ่งข้อ 5.4.1.4 ระบุว่า "เงื่อนไขในการชำระหนี้เงินต้นจัดสรร (1) ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งถึงที่สุดในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งผู้ทำแผนได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ ให้ผู้บริหารแผน/สหกรณ์ฯ ตั้งพักเงินจำนวนใด ๆ ที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายนั้นไว้ในบัญชีสำรองเพื่อการชำระหนี้และเมื่อมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายนั้นแล้ว ให้ผู้บริหารแผน/สหกรณ์ฯ นำเงินที่ถูกตั้งพักในบัญชีเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้สำหรับรายดังกล่าวชำระหนี้ภายใน 30 วันทำการนับแต่วันที่ผู้บริหารแผน/สหกรณ์ฯ ได้รับคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้..." โดยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มิได้กำหนดวิธีการชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ว่าต้องดำเนินการอย่างไร จึงต้องปฏิบัติตามตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนที่แผนกำหนดไว้ในข้อ 5.4.1.5 เรื่อง สิทธิของเจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้เงินต้นจัดสรรในบัญชีออมทรัพย์ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งกำหนดว่า เจ้าหนี้ทุกกลุ่มยกเว้นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 9 และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 10 อาจมีหนังสือแจ้งความจำนงขอใช้สิทธิรับชำระหนี้เงินต้นจัดสรรโดยวิธีการฝากเงินต้นจัดสรรที่สหกรณ์ฯ ชำระดังกล่าวไว้กับสหกรณ์ฯและได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ถัวเฉลี่ยของธนาคาร... ข้อกำหนดส่วนนี้ก็เป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะเลือกเท่านั้น หากเจ้าหนี้ไม่เลือกตามข้อนี้แล้วผู้บริหารแผนก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 324 การที่ผู้บริหารแผนออกประกาศ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 ข้อ 2.2 กำหนดว่า สหกรณ์ฯ จะทำการโอนปิดบัญชีเงินฝากเดิม และยกเลิกการใช้งานทุกเล่ม (สีเขียว สีฟ้า และสีม่วง) และเปิดบัญชีเจ้าหนี้ตามแผนฯ ด้วยยอดหนี้สุทธิในข้อ 2.1 เป็นยอดยกมาบันทึกลงในสมุดยอดหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ (เล่มสีส้ม) ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4,5,7 และ 8 ซึ่งจะส่งมอบให้ในวันที่สมาชิกเจ้าหนี้เข้าไปรับเงินสดหรือสามารถขอรับได้ภายหลังกรณีโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร อันเป็นวิธีการที่มิได้กำหนดไว้ในแผน และไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยินยอม จึงเป็นการออกประกาศให้เจ้าหนี้คืนสมุดบัญชีเดิมแล้วออกสมุดบัญชีใหม่ในยอดเงินตามแผน โดยขัดต่อแผนฟื้นฟูกิจการ กระทบกระเทือนและโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการได้ ฎีกาของลูกหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิได้รับชำระหนี้งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใด ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น ที่ลูกหนี้อ้างว่า ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองไปแล้วก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการก็เป็นข้อที่ลูกหนี้จะต้องนำไปโต้แย้งคัดค้านในชั้นสอบสวนและพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้และศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่อาจนำข้ออ้างดังกล่าวมาโต้แย้งคัดค้านในชั้นขอให้ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการได้อีก ฎีกาข้อนี้ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ แต่การที่ผู้ร้องทั้งสองจะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใดจะต้องเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 และข้อ 5.4.1.3 ช) ในแผนระบุว่า หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ประเภทที่ 1 มูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝาก... ข้อ 2 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน สหกรณ์ฯ จะชำระภาระหนี้เงินต้นจัดสรรให้กับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากคิดเป็นอัตราร้อยละ 100 ของจำนวนเงินต้นที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ จะชำระเงินต้นจัดสรรให้เสร็จสิ้นภายใน 26 ปี นับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยแต่ละปีสหกรณ์ฯ จะชำระเงินต้นจัดสรรตามอัตราที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้าย 5 และแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปี... ซึ่งในเอกสารแนบท้าย 2 รายชื่อเจ้าหนี้ จำนวนภาระหนี้จัดสรร และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ ระบุให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับชำระหนี้ในยอดเงินต้นจากบัญชีออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ตามข้อ 5.4.1.3 ช) ข้อ 2 สำหรับผู้ร้องที่ 1 เงินต้นรวม 2 บัญชีเป็นเงินรวม 16,408,731.66 บาท และผู้ร้องที่ 2 เงินต้นรวม 2 บัญชีเป็นเงินรวม 16,053,437.66 บาท ตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในต้นเงินดังกล่าวในอัตราตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้าย 5 ซึ่งเมื่อคำนวนจากยอดเงินต้นตามอัตราที่กำหนดแล้วในสามงวดแรก ลูกหนี้ต้องจัดสรรคืนต้นเงินฝากให้ผู้ร้องทั้งสองในอัตราร้อยละ 10.7 คิดเป็นเงิน 1,755,734.29 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 1 และเป็นเงิน 1,717,717.83 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 2 ดังนั้น เมื่อในระหว่างพิจารณาลูกหนี้มอบเช็คเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้วเป็นเงินจำนวน 1,684,975.56 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 1 และจำนวน 1,646,923.58 บาท สำหรับผู้ร้องที่ 2 เงินที่ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิได้รับจึงคงขาดอยู่ 70,758.73 บาท และ 70,794.25 บาท ตามลำดับ ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย สำหรับดอกเบี้ยและค่าทนายความตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง และหนี้ค่าหุ้นนั้น แม้คำสั่งถึงที่สุดในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จะอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ก็ตาม แต่เมื่อตามแผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 5.4.1.3 ช) หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ข้อ 3 ระบุว่า เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามแผน และข้อ 4 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากตกลงปลดภาระหนี้ดอกเบี้ยคงค้าง ดอกเบี้ยระหว่างกาลตลอดจนค่าปรับ ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นใด ที่เกิดตามสัญญาและ/หรือตามกฎหมายจะได้รับการปลดหนี้ทั้งจำนวนทันทีที่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากครบถ้วนตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว โดยให้ถือว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินฝากได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น เช่นนี้ เมื่อแผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยและให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ตกลงปลดภาระหนี้ดอกเบี้ยคงค้าง ดอกเบี้ยระหว่างกาลตลอดจนค่าปรับ ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นใด ที่เกิดตามสัญญาและ/หรือตามกฎหมายแก่ลูกหนี้ ผู้ร้องทั้งสองซึ่งถูกจัดอยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 จึงไม่อาจเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยและค่าทนายความตามคำพิพากษาของศาลแพ่งแก่ผู้ร้องทั้งสองได้ ส่วนมูลหนี้ค่าหุ้น เมื่อแผน ข้อ 5.4.1.3 ช) ประเภทที่ 2 มูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินค่าหุ้น ระบุว่า 1 เงินต้นในส่วนที่เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาประเภทเงินค่าหุ้นที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ได้ยื่นขอรับชำระหนี้เสมือนหนึ่งเป็นเงินค่าหุ้นของสมาชิกที่ยังไม่ได้ฟ้องคดี โดยวิธีการคืนเงินค่าหุ้นให้เป็นไปตามที่กำหนดในบทที่ 6 ของแผนนี้ ซึ่ง บทที่ 6 หุ้นทุนของสหกรณ์ ข้อ 6.1 (1) ระบุว่า "หุ้นทุนเดิม คือหุ้นทุนที่สมาชิกมีอยู่ก่อนหรือ ณ วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามที่ปรากฏในงบการเงินของสหกรณ์ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2558 โดยสมาชิกหุ้นทุนเดิมจะถูกจำกัดสิทธิในการได้รับเงินค่าหุ้น ในส่วนของหุ้นทุนเดิมคืน จนกว่าจะปรากฏว่างบการเงินของสหกรณ์จะไม่มีการขาดทุนสะสมอีกต่อไป" กรณีจึงแสดงว่าแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้เงินค่าหุ้นหรือสมาชิกหุ้นทุนเดิมทุกรายจะได้รับเงินค่าหุ้นคืนเมื่อสหกรณ์ลูกหนี้ไม่มีการขาดทุนสะสมอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่างบการเงินของลูกหนี้ไม่มีการขาดทุนสะสมอีกต่อไปแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงยังคงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนนี้ในขณะนี้ หาใช่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินค่าหุ้นเสียทีเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,758.73 บาท ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 70,794.25 บาท นั้นชอบแล้ว ฎีกาของลูกหนี้และผู้ร้องทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 324
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 (3) (ข)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ค.
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
- นางสิริพร เปรมาสวัสดิ์ สุรมณี
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5088/2563
#662204
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี และกรณีนี้มาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาบริษัท ด. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก) แต่จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง 3 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี และกรณีนี้มาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ด.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายไพบูลย์ จันทร์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5065/2563
#662583
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอใช้สิทธิ์และเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เฉพาะในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่นำเงินที่ได้รับไปส่งคืนให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่โจทก์แจ้งเท่านั้น มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัด แต่อย่างใด การตกลงในเรื่องดอกเบี้ยไว้เช่นนี้ แม้จะชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ศาลจึงมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้เป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันแล้ว การกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น ถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วน ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการที่จำเลยเข้าไปทำสัญญาเช่าซื้อและขอรับเงินคืนจากโจทก์นั้นเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น ที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ให้สามารถขายรถยนต์ได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงยานพาหนะซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อนละ 10 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องมานั้น นับว่าเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีและชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 108,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 72,902 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 72,902 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 จำเลยเข้าร่วมโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกตามนโยบายรัฐบาล และได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ฆส 4495 กรุงเทพมหานคร กับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ในราคาเช่าซื้อ 576,303 บาท ตกลงผ่อนชำระ 84 งวด งวดละ 7,341 บาท ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2555 จำเลยยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกต่อโจทก์ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สมุทรสาคร โจทก์อนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืน 72,902 บาท จำเลยได้รับเงินดังกล่าวแล้ว ภายหลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันก่อนครบระยะเวลา 5 ปี ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและยึดรถที่เช่าซื้อนำออกขายทอดตลาดได้ในราคา 273,920 บาท และมีผลขาดทุนจากการประมูลขาย ไม่มีเงินเหลือเพื่อชำระคืน สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สมุทรสาครมีหนังสือลงวันที่ 16 เมษายน 2558 เรื่อง ให้ส่งคืนเงินที่ได้รับตามเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่ตามมาตรการรถยนต์คันแรกไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแจ้งแล้วเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 แต่จำเลยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหลืออัตราร้อยละ 10 ต่อปี มานั้น ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามคำขอใช้สิทธิ์ฯ และเงื่อนไขสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาล มีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เฉพาะในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่นำเงินที่ได้รับไปส่งคืนให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่โจทก์แจ้งเท่านั้น มิได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดแต่อย่างใด การตกลงในเรื่องดอกเบี้ยไว้เช่นนี้ แม้จะชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ศาลจึงมีอำนาจที่จะปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้เป็นจำนวนพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันแล้ว การกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น ถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วน ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า การที่จำเลยเข้าไปทำสัญญาเช่าซื้อและขอรับเงินคืนจากโจทก์นั้นเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้นที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์ให้สามารถขายรถยนต์ได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงยานพาหนะซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องมานั้น นับว่าเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีและชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายภูมินทร์ เมธาจิตติพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุวิมล ทัสสโร
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2563
#664271
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร และความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยกับพวกกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 4, 5, 6, 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2) (3), 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี ฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรและความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3), 25 จำคุก 4 ปี ฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกระทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กรและฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (3), 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) (2) (3) (4), 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกดังกล่าวออกเป็นสามกรรมต่างกัน และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยแต่ละการกระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ทั้งความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้จำเลยกับพวกกระทำความผิดในวันเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกันอันเป็นความผิดหลายพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันนำหรือพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร คงจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 วรรคหนึ่ง ม. 64 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางสาว ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมโน เทอดจิตธรรม
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5038 -ที่ 5043/2563
#662367
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 1 ต้องใช้คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูที่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานในการรับมอบเงินมัดจำจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ในการเรียกให้จำเลยมอบเงินมัดจำ จึงเป็นเอกสารสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องทั้งหกสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนเงิน 35,000 บาท (ที่ถูก 32,000 บาท) ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และนับโทษจำเลยต่อกันทั้งหกสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 352 วรรคแรก ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานยักยอกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานยักยอกซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน 1 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมที่มิได้เป็นกรรมเดียวกับฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 5,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อกันทั้งหกสำนวนนั้น ศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งหกสำนวนเป็นคดีเดียวกันและพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นรายกระทงแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 36 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานยักยอกและยกคำขอให้คืนเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานยักยอก 5 สำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวที่เหลืออีก 1 สำนวนเสียด้วย โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา คดีในความผิดฐานยักยอกจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งหกสำนวน ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธินั้นเองโดยให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกสำนวน เป็นความผิดรวม 6 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยให้ลดโทษจำคุกลงเหลือกระทงละ 6 เดือน จึงเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ 3 ไม่มีหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อในใบสัญญาจองรถยนต์ซึ่งโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทำปลอมขึ้น ดังนั้นแม้มีการปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 3 การกระทำก็ไม่เป็นความผิดก็ดี คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพู ไม่จำเป็นต้องมีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่ทำให้ลูกค้าเสียสิทธิในการจองซื้อรถยนต์ก็ดี จำเลยไม่มีเจตนาปลอมเอกสารเพียงแค่ทำเอกสารเท็จขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการยักยอกเงินมัดจำก็ดี และกระบวนการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อซึ่งพนักงานสอบสวนมิได้ให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อตัวอย่างต่อหน้าพนักงานสอบสวนทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในส่วนนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพู รวม 6 ฉบับ มิใช่เป็นต้นฉบับเอกสารจึงก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารได้หรือไม่ และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการจองซื้อรถยนต์ของบริษัทสยามนิสสัน สุโขทัย จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 นั้น ลูกค้าจะทำใบสัญญาจองรถยนต์กับจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขายของผู้เสียหายที่ 1 โดยใบสัญญาจองรถยนต์ดังกล่าวมีด้วยกัน 3 ฉบับ ฉบับสีขาวเป็นต้นฉบับมอบให้แก่ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน ฉบับสีชมพูเป็นคู่ฉบับ อีกฉบับหนึ่งเป็นคู่ฉบับสีน้ำตาลเก็บไว้ในเล่มเป็นหลักฐาน ลูกค้ามีหน้าที่ต้องชำระเงินมัดจำโดยจะระบุไว้ในใบสัญญาจองรถยนต์ดังกล่าว เมื่อจำเลยรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้วจะต้องนำเงินพร้อมคู่ฉบับสีชมพูมอบให้แก่นางสาวสรวงสุดา ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บัญชีและการเงิน เพื่อลงลายมือชื่อรับรองว่าได้รับเงินไว้ถูกต้องแล้ว จากนั้นจะมอบคู่ฉบับสีชมพูให้นางสาวอังคณา ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของผู้เสียหายที่ 1 ตรวจสอบความถูกต้องและลงลายมือชื่อกำกับจำนวนเงินมัดจำที่รับไว้เสียก่อน แล้วค่อยส่งเอกสารดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้จำเลยนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการทำเรื่องเสนอนายวสิษฐ์ให้มีคำสั่งอนุมัติส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้า เห็นว่า ตามทางปฏิบัติทั่วไปนั้น ข้อความในใบสัญญาจองรถยนต์ส่วนที่เป็นคู่ฉบับสีชมพูมีที่มาจากการเขียนข้อความผ่านกระดาษคาร์บอนจากส่วนที่เป็นต้นฉบับฉบับสีขาว รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ที่จองซื้อ ราคา จำนวนเงินมัดจำที่ชำระแล้ว กับส่วนที่เป็นของแถมและอุปกรณ์เพิ่มเติมซึ่งจะถูกต้องตรงกัน จำเลยต้องส่งมอบคู่ฉบับฉบับสีชมพูให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 พร้อมด้วยเงินมัดจำซึ่งจำเลยรับไว้จากลูกค้า ผู้เสียหายที่ 3 ทำการตรวจสอบจำนวนเงินที่รับมาว่าถูกต้องตรงกันเสียก่อน แล้วผู้เสียหายที่ 3 จึงลงลายมือชื่อไว้ในช่องพยานของเอกสารดังกล่าวโดยตรงด้วยปากกา เป็นการรับรองว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้รับเงินจากลูกค้าไว้ถูกต้องแล้ว จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็จะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งด้วยการลงลายมือชื่อกำกับไว้ในช่องจำนวนเงินมัดจำก่อนคืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้จำเลยนำไปใช้ดำเนินการขออนุมัติส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าต่อไป ด้วยเหตุนี้ คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูที่ผ่านการตรวจสอบของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวจึงถือเสมือนเป็นต้นฉบับเอกสารในส่วนที่ผู้เสียหายที่ 1 ยึดถือไว้ซึ่งจะต้องนำมาใช้ประกอบการทำเรื่องขออนุมัติส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าในขั้นตอนถัดไป เมื่อจำเลยรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้ว แต่มิได้เสนอคู่ฉบับเอกสารฉบับสีชมพูต่อผู้เสียหายที่ 3 กลับปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานต่อผู้เสียหายที่ 1 ว่า ได้รับเงินมัดจำไว้จากลูกค้าโดยตรวจสอบถูกต้องแล้ว และจำเลยเบียดบังเงินดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้นายวสิษฐ์อนุมัติการส่งมอบรถยนต์ไปโดยผิดหลง แม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ลูกค้าต้องเสื่อมสิทธิตามใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีขาวที่มีอยู่ แต่การที่นายวสิษฐ์อนุมัติให้ส่งมอบรถยนต์โดยที่ผู้เสียหายที่ 1 ยังมิได้รับเงินมัดจำตามใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพู ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความเสียหาย ทั้งยังทำให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับความเสียหายด้วย เพราะย่อมถูกเข้าใจว่าได้ตรวจสอบเรื่องการรับเงินมัดจำของจำเลยจากลูกค้าว่า จำเลยได้นำเงินมัดจำส่งมอบแก่ผู้เสียหายที่ 3 ไปโดยถูกต้องแล้ว พฤติการณ์ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ของจำเลยดังกล่าว จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และนอกจากผู้เสียหายที่ 1 ต้องใช้คู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูเป็นหลักฐานในการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 ยังใช้เอกสารดังกล่าวที่มีลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นหลักฐานในการรับมอบเงินมัดจำจากจำเลยด้วย จึงถือได้ว่าคู่ฉบับใบสัญญาจองรถยนต์ ฉบับสีชมพูเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ในการเรียกให้จำเลยมอบเงินมัดจำจึงเป็นเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 6 กระทง มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4983/2563
#662623
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านของจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ชักชวน แต่ขณะอยู่กับจำเลยที่ร้านก็ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาตลอดเวลา การที่จำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าใช้ร้านจำเลยเป็นสถานที่ติดต่อพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ออกจากร้านไปทำการค้าประเวณีเพื่อสำเร็จความใคร่ที่อื่น โดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบจากค่าสุราอาหารที่ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มพิเศษและลูกค้าต้องชำระค่าเสียเวลาให้แก่จำเลย ถือว่าจำเลยกระทำการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 จำเลยจึงมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ครบถ้วนแล้ว เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 (เดิม) การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบก็คือการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีนั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 26, 78 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 44, 148 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 317 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 35

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 44, 148 (เดิม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม, 11 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) (3) (5), 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสาม (เดิม) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง ปรับ 30,000 บาท ฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุก 10 ปี ส่วนฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก และฐานค้ามนุษย์ เป็นการกระทำโดยมีการกระทำความผิดดังกล่าวประกอบอยู่ด้วยกันโดยมีเจตนาเพื่อแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร 2 กระทง กระทงละ 8 ปี เป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้เฉพาะฐานดังกล่าวกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 15,000 บาท รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 36 ปี และปรับ 245,000 บาท กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 68,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 78 ยกฟ้องความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานเป็นนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง ฐานเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี และฐานเป็นธุระจัดหาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้เด็กนั้นกระทำการค้าประเวณี คงจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 153,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 15,000 บาท ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว รวมจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 168,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่า จำเลยมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจาร และมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีมาทำงานเป็นลูกจ้างพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารของจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ชักชวนให้มาทำงานตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ร้านก็ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาตลอดเวลา ดังนั้น การที่จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีค้าประเวณีโดยเป็นธุระจัดหา ชักพาไปเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการค้าประเวณี ด้วยการยอมรับการกระทำชำเราเพื่อสินจ้างโดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ด้วย การที่ในวันเกิดเหตุจำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ลูกจ้างพนักงานเสิร์ฟไปนั่งหน้าร้านคอยต้อนรับลูกค้า เมื่อนาย ร. และนาย อ. ลูกค้ามาที่ร้านจำเลยเพื่อดื่มสุราและรับประทานอาหาร จำเลยก็ให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คอยนั่งให้บริการแก่ลูกค้าที่โต๊ะอาหาร ถือว่าเป็นความผิดฐานยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (3) และเป็นความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) ซึ่งมีโทษอยู่ในมาตราเดียวกันคือมาตรา 78 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จากนั้นจำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าใช้ร้านจำเลยเป็นสถานที่ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้ลูกค้าพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ออกจากร้านไปทำการค้าประเวณีเพื่อสำเร็จความใคร่ที่อื่น โดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบจากการที่ลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านในค่าสุราอาหารที่ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มพิเศษและลูกค้าต้องชำระค่าเสียเวลาให้แก่จำเลยอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ถือว่าจำเลยกระทำการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ด้วย การที่จำเลยรู้เห็นยินยอมให้ลูกค้าพรากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 บิดาเพื่อการอนาจารเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปทำการค้าประเวณี จำเลยจึงมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารตามฟ้องแล้ว และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.4 และ 1.5 ในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ในความผิดฐานพรากเด็กในทำนองว่าจำเลยกระทำความผิดด้วยการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีค้าประเวณีและจำเลยรู้เห็นยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำการค้าประเวณีซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กตามที่กล่าวมาแล้ว โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าในการพรากเด็กจำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานที่ร้านจำเลย ดังนั้นกรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาทำงานที่ร้านจำเลยหรือไม่อย่างที่โจทก์ฎีกา นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 อีกด้วย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในข้อ 1.7 ในความผิดฐานนี้ว่า จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็กก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เนื่องจากตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 (เดิม) การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบก็คือการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีนั่นเอง ศาลจึงสามารถลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมจึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 12 ปี นอกจากนี้จำเลยยังมีความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (5) อีกด้วย ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดฐานพรากเด็ก ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกส่วนหนึ่งที่ลงโทษจำเลยจำคุก 12 ปี 16 เดือน และปรับ 168,333.33 บาท แล้ว คงลงโทษจำเลยจำคุก 20 ปี 16 เดือน และปรับ 168,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 282 วรรคสาม ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 วรรคหนึ่ง (3) ม. 26 วรรคหนึ่ง (5)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นางสาว ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายพิทักษ์ แสงสายัณห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2563
#690411
เปิดฉบับเต็ม

เดิมธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ห้องชุดทรัพย์จำนองได้โดยให้นําออกขายทอดตลาดนําเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัท บ. และบริษัท บ.โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์อีกทอดหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. เมื่อในคดีก่อนโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นําคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองห้องชุดทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าหนี้จำนองห้องชุดพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่และใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 552,889.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 283,457.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือห้องชุดเลขที่ 84/41 ชั้น 2 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด ด. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 110443, 110444 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 29279/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เดิมในคดีหมายเลขแดงที่ 29279/2540 ธนาคาร น. เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองอันเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนองเต็มตามสิทธิที่ธนาคาร น. มีอยู่ ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร น. และให้ธนาคาร น. มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ห้องชุดเลขที่ 84/41 ชั้น 2 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุด ด. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 110443, 110444 ทรัพย์จำนองโดยให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่ธนาคาร น. จนครบ หลังจากนั้นธนาคาร น. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์อีกต่อหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคาร น. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับธนาคาร น. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อในคดีก่อน โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวอีกต่อไป

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของธนาคาร น. โจทก์ในคดีก่อน นำคดีมาฟ้องจำเลยในคดีนี้อีก ถือว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้มีสิทธิบังคับจำนองห้องชุดทรัพย์จำนองเต็มตามสิทธิของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนองเดียวกันอีก คดีนี้จึงมีประเด็นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์จำนองนั้นหรือไม่ เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏว่า หนี้จำนองห้องชุดพิพาทได้ระงับสิ้นไป สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทจึงยังคงมีอยู่ และย่อมใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์จำนองต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 271 (เดิม)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ประมวญ รักศิลธรรม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา