คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3916/2563
#662197
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าก่อนตาย พ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 18/2524 ให้แก่ บ. ก็ตาม แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่ บ. มิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่ พ. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน พ. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมของ พ. ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าหลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ พ. ได้ตกลงให้ใส่ชื่อ บ. ในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และการที่ได้มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ บ. เป็นกรณีที่ทายาทของ พ. ให้ บ. ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยและบุตรของ พ. คนอื่นรวมอยู่ด้วย บ. เป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดแทนบุตรคนอื่นเท่านั้น บ. ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่ อ. อ. จึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาท สิทธิของโจทก์ผู้รับโอนต่อมาก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ ให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลย กับห้ามโจทก์และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายบุญเหลือ นายโบพัฒน์ นายพิทักษ์ นายวิทยา จำเลย และนางอุไร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมนางเพียน มารดาเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ต่อมานางเพียนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 หลังจากนั้นนายบุญเหลือได้นำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดเลขที่ 20218 เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวา โดยโฉนดที่ดินดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 และมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ 31 ตารางวา ตั้งแต่ก่อนออกโฉนดที่ดิน และเมื่อปี 2557 จำเลยฟ้องนายบุญเหลือขอแบ่งมรดกที่ดินพิพาทปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณา นายบุญเหลือถึงแก่ความตาย คดีดังกล่าวมีนางอุไรเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเหลือเข้าเป็นคู่ความแทน ต่อมาจำเลยขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และนางอุไรได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเป็นของนางอุไร ครั้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 นางอุไรทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในราคา 1,000,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ขับไล่ รื้อถอน และเรียกค่าเสียหายเอาแก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือนี้ ได้ความว่าเดิมเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยปรากฏตามคำเบิกความของนางอุไร ในคดีหมายเลขดำที่ 88/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 121/2560 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ที่ 1 นายวิทยาเป็นโจทก์ที่ 2 ฟ้องนางอุไร เป็นจำเลยที่ 1 โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 เรื่องเพิกถอนการฉ้อฉล ฯลฯ นางอุไรเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 เดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เป็นของนางเพียน มารดา ซึ่งซื้อมาด้วยเงินของนางเพียน ขณะนั้นนางอุไร จำเลยคดีนี้ และนายวิทยาอายุประมาณ 11 ถึง 14 ปี นางอุไรและพี่น้องรวมถึงจำเลยคดีนี้และนายวิทยาได้ร่วมกันปรับปรุงที่ดินเพื่อทำกินและปลูกต้นไม้ลงไว้ในที่ดิน จำได้ว่ามีมะพร้าว ต้นสน และกล้วย ซึ่งยังคงอยู่ในที่ดินจนถึงปัจจุบัน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า ภายหลังที่ซื้อที่ดินมา บิดามารดาจำเลยคดีนี้ นายวิทยา และนางอุไร ช่วยกันหักร้างถางพง แต่ขณะนั้นนางอุไรอายุยังน้อย คงช่วยเหลือเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ที่หักร้างถางพงและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นบิดามารดาและนายวิทยา จำเลยคดีนี้ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังเป็นอย่างอื่นโดยชัดเจน เมื่อคำนึงถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ขนาด สภาพของต้นมะพร้าวที่ถูกจำเลยตัดฟันในคดีนี้ คำเบิกความของนางอุไรมีส่วนให้รับฟังได้ นางอุไรเป็นน้องคนสุดท้อง ส่วนจำเลยเป็นน้องคนรองสุดท้อง อยู่ถัด ๆ กันไป หากการหักร้างถางพง นางอุไรช่วยเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ จำเลยก็คงช่วยได้ไม่มาก ไม่แตกต่างไปจากนางอุไรมากนัก เรื่องช่วยกันหักร้างถางพงคงเป็นเรื่องพ่อแม่และลูก ๆ ช่วยกันทำ ส่วนเงินที่ซื้อที่ดินเมื่อตอนนั้นลูกยังเป็นเด็กก็เชื่อว่าเป็นเงินของแม่และพ่อ อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินในเวลาต่อมานั้น จำเลยเบิกความได้ความว่า ขณะนางเพียนมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดิน 15 ไร่ ออกเป็น 3 ส่วน ให้จำเลย นายวิทยา และนางอุไร ครอบครองเป็นสัดส่วน โดยจำเลยครอบครองทางทิศเหนือ นายวิทยาครอบครองตรงกลาง นางอุไรครอบครองทางทิศใต้และให้แต่ละคนเก็บผลประโยชน์ในที่ดินจากการนำลูกมะพร้าวไปขาย สอดคล้องกับคำเบิกความของนางอุไร พยานโจทก์ที่เบิกความในคดีนี้ตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า แต่เดิมขณะที่บิดามารดาของพยานยังมีชีวิตอยู่ได้มีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นสัดส่วนให้จำเลย นายวิทยาและพยานครอบครองและทำประโยชน์เป็นสัดส่วน จำเลยครอบครองบริเวณทิศเหนือ เนื้อที่ 5 ไร่ นายวิทยาครอบครองตรงกลาง เนื้อที่ 5 ไร่ และพยานครอบครองบริเวณทิศใต้ เนื้อที่ 5 ไร่ คำเบิกความของจำเลยและนางอุไรสอดคล้องกัน และยังสอดคล้องกับการกระทำของจำเลยที่ได้ความว่า เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่นายบุญเหลือ พี่ชายคนโตไปขอออกโฉนดใส่ชื่อนายบุญเหลือพ้นกำหนดห้ามโอน 5 ปี แล้ว จากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน จำเลยก็ฟ้องนายบุญเหลือให้แบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยคอยติดตามดูแลรักษาสิทธิในที่ดินส่วนของตนตลอดมา เชื่อว่านางเพียนได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตรของตนแล้วตั้งแต่ก่อนนางเพียนถึงแก่ความตาย แต่เนื่องจากที่ดินยังไม่อาจออกหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ จึงเป็นไปได้ว่าการมอบที่ดินให้จำเลย นายวิทยา และนางอุไรครอบครองไปก่อน เป็นการครอบครองไปตามส่วนแบ่งของแต่ละคนที่ควรจะได้ ส่วนที่ดินส่วนที่ครอบครองเกินเลยไป เป็นการครอบครองแทนพี่น้องคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นที่รู้กันในบรรดาบุตรของนางเพียนทุกคนแล้ว ดังจะเห็นได้จากการฟ้องเรียกที่ดินของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น และจากการเบิกความของจำเลยตอบทนายจำเลยถามติงในคดีนี้ปรากฏว่า ที่จำเลยยื่นฟ้องขอแบ่งมรดกจากนายบุญเหลือในคดีดังกล่าวเพียง 2 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา เนื่องจากขณะนั้นพี่น้องทั้งหมดทั้งหกคนตกลงกันว่าต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้เป็นเนื้อที่เท่า ๆ กัน หากพี่น้องคนใดจะยกที่ดินให้แก่อีกคนหนึ่งก็ให้ไปดำเนินการในภายหลัง ซึ่งคำฟ้องของจำเลยดังกล่าวแม้จะบอกถึงลักษณะการได้ที่ดินมาคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็คงเป็นการเรียกไปตามความเข้าใจของจำเลยเอง คดีดังกล่าวนั้นภายหลังก็ได้ความว่านางอุไรรับปากว่าจะโอนที่ดินให้แก่จำเลย พฤติการณ์แห่งคดีสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอดฟังได้ว่า เดิมนางเพียนได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ให้แก่บุตร และจำเลยซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งของนางเพียนได้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือ โดยเจตนายึดถือเพื่อตนแล้ว ดังนี้ แม้จะได้ความว่าก่อนตายนางเพียนทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 เล่มที่ 17 เลขที่ 805 ที่ 18/2524 ให้แก่นายบุญเหลือ ก็ตาม แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังเป็นที่ดินของรัฐ การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเหลือมิใช่การตกทอดโดยทางมรดก จึงขัดกับพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามการที่นางเพียนได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน นางเพียนจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งสิทธิดังกล่าวถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมของนางเพียน ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าหลังจากนางเพียนถึงแก่ความตาย ทายาทของนางเพียนได้ตกลงให้ใส่ชื่อนายบุญเหลือในหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และการที่ได้มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของนายบุญเหลือเป็นกรณีที่ทายาทของนางเพียนให้นายบุญเหลือดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยและบุตรของนางเพียนคนอื่นรวมอยู่ด้วย นายบุญเหลือเป็นแต่เพียงมีชื่อในโฉนดแทนบุตรคนอื่นเท่านั้น นายบุญเหลือไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่นางอุไร นางอุไรจึงไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาท สิทธิของโจทก์ผู้รับโอนต่อมาก็คงมีสิทธิในทำนองเดียวกัน ปัญหาว่าที่ดินของจำเลยมีเพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ดิน น.ค. 3 นี้ ถือเป็นทรัพย์สินระหว่างพี่น้องชิ้นสำคัญ โดยทั่วไปพี่น้องทุกคนควรมีสิทธิเท่า ๆ กัน พี่น้องคนใดแม้ไม่ได้แสดงออกโดยชัดแจ้งว่าอยากได้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิทธิ หรือไม่อยากได้เสมอไป เพราะเขาเพียงแต่ไม่ประสงค์จะไปแก่งแย่งจนอาจนำมาซึ่งความบาดหมางกันในหมู่พี่น้องก็เป็นได้ สำหรับจำเลยไม่ปรากฏว่าได้อุปการะพ่อแม่หรือญาติเป็นพิเศษ ทั้งยังมีความน่าเชื่อว่า จำเลยได้ที่ดินจากนางเพียนแปลงอื่นไปบ้างแล้ว การจะได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ถึงหนึ่งในสามส่วนมากเกินไป โดยจำเลยเองก็เบิกความว่า พี่น้องทั้งหมดตกลงแบ่งที่ดินเนื้อที่เท่า ๆ กัน โดยที่บุตรนางเพียนนั้นนอกจากจะปรากฏตามบัญชีเครือญาติท้ายสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 100/2557 ของศาลชั้นต้น ว่ามี 6 คนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏตามถ้อยคำของจำเลยในสำนวนของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนว่า นางเพียน มีบุตร 7 คน โดยมีพี่คนรองจากนายบุญเหลืออีก 1 คน ชื่อนายธีรพงศ์ (เสียชีวิตมีบุตรชื่ออ้อย 1 คน) ดังนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ส่วนของจำเลยจึงเป็นหนึ่งในเจ็ดส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าว แม้เป็นที่ดินมีโฉนดที่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน และโจทก์มีชื่อในทะเบียนได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 20218 ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นที่ดินที่เป็นส่วนของจำเลยอยู่ทางทิศเหนือ เนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิจากนางอุไร สิทธิของผู้โอนมีอยู่เพียงใดดังได้กล่าวแล้ว โจทก์ผู้รับโอนก็มีสิทธิเพียงนั้น ไม่มีสิทธิดีกว่านางอุไร และย่อมมีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเอาแก่ที่ดินพิพาท ทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 2 ไร่ 76 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินส่วนของจำเลย โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์สุจริตหรือไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงไร โจทก์ฟ้องและเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 5 ไร่ มีต้นมะพร้าวอยู่ประมาณ 100 ต้น ปัจจุบันจำเลยได้ตัดต้นมะพร้าวดังกล่าวไปทั้งหมด ได้ตรวจดูแผนที่พิพาท ประกอบภาพถ่ายบริเวณที่ดินพิพาทแล้ว ตามแผนที่พิพาทยังปรากฏว่ามีสัญลักษณ์ต้นมะพร้าว ต้นกล้วยเหลืออยู่จำนวนไม่น้อย ส่วนภาพถ่ายต้นมะพร้าวที่ถูกจำเลยตัดและนำมาวางกองอยู่ในที่ดินพิพาทก็ไม่น่าจะถึง 100 ต้น ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ตัดฟันต้นมะพร้าวทั้งหมดตามที่โจทก์เบิกความ ส่วนค่าเช่าที่ดินโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นโดยชัดเจนว่า บริเวณที่ดินพิพาทมีราคาค่าเช่าเพียงใด และเมื่อฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของจำเลยเสีย 2 ไร่ 76 ตารางวา จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยตัดฟันต้นมะพร้าวเป็นเงิน 4,000 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ดินเดือนละ 500 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงไม่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฟ้องแย้งของจำเลยอีก แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนของฟ้องแย้งมาด้วย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาในส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่ด้านทิศใต้ โดยวัดจากแนวเขตที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่ด้านทิศใต้ขึ้นไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 55 ตารางวา และให้เหลือที่ดินทางด้านทิศเหนือเป็นส่วนของจำเลยไม่เกิน 2 ไร่ 76 ตารางวา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนของฟ้องแย้งทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฉ.
จำเลย — นาย ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสาวชลดา ประสิทธิอาภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายคมกฤช เทียนทัด
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3888/2563
#649865
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ส่วนคดีนี้ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) ถึงแม้ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) ด้วย แต่ศาลลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองคนหางานโดยเฉพาะ มิได้ลงโทษและกำหนดโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์แต่อย่างใด ฉะนั้น ในกรณีเช่นนี้จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งเพราะได้กระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกัน ตาม ป.อ. มาตรา 93 (13) ไม่ได้ ต้องเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 และถึงแม้คดีนี้ โจทก์จะขอเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 93 ซึ่งเป็นบทหนักมาก็ตาม ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทเบากว่าได้ ไม่เกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 93, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 (1) ให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 50,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561 หมายเลขแดงที่ อ.3564/2561 หมายเลขดำที่ อ.3710/2561 หมายเลขดำที่ อ.3882/2561 หมายเลขดำที่ อ.52/2562 หมายเลขดำที่ อ.162/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงานฯ (ที่ถูก และคุ้มครองคนหางานฯ) พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงานฯ (ที่ถูก และคุ้มครองคนหางานฯ) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 3 ปี ส่วนที่โจทก์ขอเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 อันเป็นการขอเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเพราะกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อศาลลงโทษจำเลยบทหนักตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงานฯ (ที่ถูก และคุ้มครองคนหางานฯ) ซึ่งเป็นกฎหมายบทหนัก จึงไม่อาจเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ได้ แต่ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3292/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3564/2561 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 50,000 บาท) คำขอนับโทษต่อในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3710/2561, อ.3882/2561, อ.52/2562 และ อ.162/2562 ของศาลชั้นต้น ให้ยกเนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานฉ้อโกงประชาชน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1022/2557 คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ขอเพิ่มโทษจำคุกเพราะจำเลยกลับมากระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดิมภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษคดีแรก จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษและนับโทษต่อ ตามคำให้การลงวันที่ 31 มกราคม 2562 แม้จำเลยหลบหนียังไม่ได้เริ่มรับโทษจำคุกในคดีแรกก็ดี แต่ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้หมายจับคดีแรกยังไม่ขาดอายุความ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดอีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ เข้าเกณฑ์เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 นั้น เห็นว่า ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ส่วนคดีนี้ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) ถึงแม้ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) ด้วย แต่ศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองคนหางาน โดยเฉพาะมิได้ลงโทษและกำหนดโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์แต่อย่างใด ฉะนั้น ในกรณีเช่นนี้จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งเพราะได้กระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) ไม่ได้ ต้องเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และถึงแม้คดีนี้ โจทก์จะขอเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 93 ซึ่งเป็นบทหนักมาก็ตาม ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทเบากว่าได้ ไม่เกินคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลลงโทษจำเลยเกินกว่าโทษที่จำเลยต้องรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือไม่ เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีเหล่านั้นมีความเกี่ยวพันกับคดีนี้อย่างไร ในอันที่จะวินิจฉัยว่าจะต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) หรือไม่ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92 ม. 93 (13) ม. 343 วรรคแรก (เดิม)
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสันทัศน์ นิภาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
วีรวิทย์ สายสมบัติ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2563
#682047
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่า เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด แหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริง คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงินเพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์มีพยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาพยานเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติเกือบ 30 ล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใดจึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ ซ. พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2522 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400 ล้านบาทเศษ โดย ซ. ทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของ ซ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่าย ฐ. กับพวก เช่นกัน ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับ ธ. เครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กรณียังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) เพราะการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.50/2558, ฟย.51/2558, ฟย.72/2558 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559, ฟย.12/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560, ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2554 (ที่ถูก พ.ศ.2542) มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (ที่ถูก และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินเพียงบทเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 (ที่ถูก จำเลย) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559 และ ฟย.12/2560 ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560 และ ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560, ฟย.53/2559 และ ฟย.64/2559 นั้น เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.53/2559 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.64/2559 ศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 มีอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในท้องที่สถานีตำรวจภูธรคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดจำนวนหนึ่ง กับสมุดบันทึกการขายยาเสพติดให้โทษอยู่ภายในรถ ส่วนคนขับคือนายนิพนธ์ หลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของนายนิพนธ์ พบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งกับสมุดบันทึกการค้ายาเสพติดให้โทษ หลังจากนั้นไปตรวจค้นบ้านพักที่นายนิพนธ์เช่าไว้อีกหลังหนึ่ง พบเมทแอมเฟตามีน 3,846,000 เม็ด กับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดน้ำหนักประมาณ 71 กิโลกรัม จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายนิพนธ์ได้ จากการสืบสวนขยายผลปรากฏว่า มีนายฐปนันทน์ กับพวกอยู่ในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษร่วมกับนายนิพนธ์ด้วย โดยเมื่อปี 2552 นายฐปนันทน์เคยถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 26,000 เม็ด แต่ภายหลังศาลพิพากษายกฟ้อง และหลังเกิดเหตุคดีนี้นนายฐปนันทน์หลบหนีไปอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เนื่องจากคดีนี้มีลักษณะเป็นขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ พนักงานสอบสวนจึงทำการขยายผลเพื่อจับกุมเครือข่ายที่ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติม พบว่ามีจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องด้วย โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามันนี่พาร์ค มาบุญครองเซ็นเตอร์ เลขที่บัญชี 788 – 2 – 09xxx – x ชื่อบัญชี นางสาวนารีรัตน์ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 เลขที่บัญชี 968 – 2 – 05xxx – x ชื่อบัญชี นางสาววัชราภรณ์ ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 2 ผ่านเครื่องเบิกถอนเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปาดังเบซาร์ บัญชีเลขที่ 386 – 2 – 13xxx - x ชื่อบัญชี นางเซีย จำนวนเงิน 310,000 บาท และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ผ่านเครื่องเบิกถอนเงินสดเข้าบัญชีดังกล่าวของนางเซีย จำนวนเงิน 600,000 บาท พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงิน เพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาปกติทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสอง มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีพันตำรวจเอกอุเทน พันตำรวจโทธนภัทร พันตำรวจตรีเกรียงไกร และพันตำรวจตรีจิฑาวัฒน์ ผู้ร่วมสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นพยานเบิกความประกอบกันสรุปได้ว่า หลังจากยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากได้ในรถยนต์ ในคอนโดมิเนียม และในบ้านเช่าของนายนิพนธ์ พร้อมสมุดบันทึกเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษเป็นของกลางแล้ว ทางเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการสืบสวนทราบว่าเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายนิพนธ์มีตัวการใหญ่ที่ร่วมอยู่ในขบวนการอีก 2 คน คือ นายพีรยุทธ์ และนายฐปนันทน์ ซึ่งตกลงแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายฐปนันทน์ทำหน้าที่ดูแลด้านการเงินและหาลูกค้ารายย่อย ด้วยการว่าจ้างให้บุคคลใกล้ชิดและบุคคลอื่นเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารสำหรับใช้โอนเงินค่ายาเสพติดให้โทษ โดยมีนายธัชพล ช่วยดูแลด้านการเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวมธุรส ได้ขณะเบิกถอนเงินสดจากเครื่องเบิกถอนเงินสดพร้อมยึดบัตรเบิกถอนเงินสด 22 ใบ มีชื่อนางสาววลัยพรรณ เป็นเจ้าของบัญชี 10 บัญชี นางสาววลัยพรรณให้การว่า นายฐปนันทน์ว่าจ้างให้นางสาววลัยพรรณเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้สำหรับโอนเงินที่ได้จากเครือข่ายยาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก เมื่อพยานโจทก์ตรวจสอบความเชื่อมโยงการทำธุรกรรมทางการเงินของบัญชีเงินฝากในเครือข่ายยาเสพติดให้โทษ พบว่าบัญชีเงินฝากของนางสาววลัยพรรณมีการโอนไปยังกลุ่มบัญชีเงินฝากของนางสาวเจนจิรา นางสาวกัญญา นางสาวศิริพรรณ และจำเลยทั้งสอง เมื่อตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวของบัญชีพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามันนี่พาร์ค มาบุญครองเซ็นเตอร์ เลขที่บัญชี 788 – 2 – 09xxx – x ของจำเลยที่ 2 ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปังดังเบซาร์ บัญชีเลขที่ 386 – 2 – 13xxx – x ของนางเซีย เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 จำนวน 310,000 บาท และมีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 2 เลขที่บัญชี 968 – 2 – 05xxx – x ของจำเลยที่ 1 ไปยังบัญชีดังกล่าวของนางเซีย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 จำนวน 600,000 บาท ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสี่ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติ โดยในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 23 มกราคม 2555 บัญชีของจำเลยที่ 1 มีเงินหมุนเวียนถึง 22,000,000 บาทเศษ ส่วนบัญชีของจำเลยที่ 2 มีเงินหมุนเวียนช่วงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นจำนวนมากถึง 28,000,000 บาทเศษ โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใด จึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของนางเซีย พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400,000,000 บาทเศษ โดยนางเซียทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของนางเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่ายนายฐปนันทน์กับพวกเช่นกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายธัชพล ซึ่งเป็นเครือข่ายร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก ที่ดูแลบัญชีการเงินค่ายาเสพติดให้โทษ โดยจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายธัชพล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนกับนางสาวเจนจิราคนรักของนายธัชพล และจำเลยทั้งสองรู้จักกัน ขณะจำเลยที่ 2 ไปทำธุรกรรมที่ตู้เบิกถอนเงินสดของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 1 ก็อยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีความสนิทคุ้นเคยกันดี ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า รับจ้างเปิดบัญชีให้กับนายธัชพลเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์ โดยได้รับค่าจ้างบัญชีละ 30,000 บาท และได้รับค่าจ้างในการทำธุรกรรมครั้งละ 1,000 บาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) แม้พยานโจทก์ปากนางสาวบุญญาภา รวมทั้งพยานในชั้นสอบสวนบางปากไม่ได้ซัดทอดถึงจำเลยทั้งสอง ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัย เนื่องจากการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวกเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ถูกนายธัชพลซึ่งมีอาชีพค้าขายผักเมืองหนาวใช้ให้ไปติดต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและไม่ได้โอนเงินค่ายาเสพติดให้โทษ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายและข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ กับข้อที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า นายธัชพลขอร้องให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้โทษ และในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมานำสืบให้เห็นสมจริง อีกทั้งเป็นข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลและขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559 และ ฟย.12/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้ว และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560 และ ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้วเช่นกัน จึงต้องนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวตามคำขอของโจทก์

อนึ่ง ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.50/2558 ของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับมาในคำแก้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วจริง จึงต้องนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ของศาลชั้นต้น เพิ่มอีกคดีหนึ่งด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/2 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางพรชนก ณ ถลาง
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2563
#662376
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมใบสมัครบัตรเครดิตและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนของโจทก์ร่วม ใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกบัตร โดยจำเลยใช้เอกสารของผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยปลอมขึ้นไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมกับแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วมได้ออกบัตรเครดิตและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยใช้โจทก์ร่วมเป็นเครื่องมือในการออกบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงของโจทก์ร่วมในนามของผู้เสียหายที่ 2 ให้แก่จำเลย เพื่อจำเลยจะนำไปใช้ชำระค่าสินค้าค่าบริการและเบิกถอนเงินสดในนามของผู้เสียหายที่ 2 แทนตัวจำเลยเอง ซึ่งมีผลทำให้ผู้เสียหายที่ 2 อาจต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ร่วมแทนจำเลย เมื่อจำเลยได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองใบดังกล่าวไปใช้ จึงเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ

จำเลยใช้บัตรเครดิตและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนของผู้อื่นไปเบิกถอนเงินสดเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าสินค้าและค่าบริการเท่ากับจำเลยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 2 หลอกลวงร้านค้าและโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยได้ไปซึ่งตัวสินค้าและบริการจากผู้ถูกหลอกลวงจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งพนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 268, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335, 341, 342 ให้จำเลยคืนเงิน 124,934.74 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (ที่ถูก ยกเว้นเฉพาะมาตรา 188 (เดิม))

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคหนึ่ง, 268 วรรคหนึ่ง, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335 (1), 341 และ 342 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมกับฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่ม) ของผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 37 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน เป็นจำคุก 18 ปี 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเครดิตธนชาต วีซ่าแพลทินั่ม) ของผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 25 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่ม) ของผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรวงเงินสดหมุนเวียนแฟลชการ์ด) ของผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 22 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน เป็นจำคุก 11 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรวงเงินสดหมุนเวียนแฟลชการ์ด) ของผู้อื่นโดยมิชอบและฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นจำคุก 7 ปี รวมจำคุก 53 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 26 ปี 9 เดือน แต่เนื่องจากความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมกับโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกมีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เป็นเงิน 44,500 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 269/5, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7, 334 (เดิม), 335 (1) วรรคแรก (เดิม), 341 (เดิม), 342 (1) (เดิม) ฐานลักทรัพย์และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นกระทงละ 3 เดือน รวม 84 กระทง (37+25+22) เป็นจำคุก 21 ปี รวมจำคุก 21 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 15 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 124,934.74 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 เวลากลางวัน จำเลยลักสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ฉบับ หนังสือรับรองการทำงานบริษัทคิวโกว์ จำกัด ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ฉบับ สำเนาสมุดบัญชีและใบบันทึกรายการสมุดคู่ฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลข 281212xxxx ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ชุด และในวันเดียวกันนั้นจำเลยปลอมใบสมัครบัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่มและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ดของโจทก์ร่วมขึ้นทั้งฉบับโดยกรอกข้อมูลของผู้เสียหายที่ 2 และลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 2 ในแบบพิมพ์ ใบสมัครบัตรดังกล่าว ปลอมหนังสือยินยอมให้เปิดเผยข้อมูล จำนวน 2 ฉบับ โดยลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 2 ในช่องผู้ให้ความยินยอม ปลอมสำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ฉบับ ปลอมสำเนาสมุดบัญชีและใบบันทึกรายการสมุดคู่ฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลข 281212xxxx ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ชุด โดยลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 2 รับรองความถูกต้องของสำเนาเอกสารเหล่านั้นแล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมขึ้นทั้งหมดไปใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมพร้อมกับแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายที่ 2 ขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงออกบัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลตินั่ม หมายเลข 4628 5600 0043 xxxx และบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ด หมายเลข 5331 5300 0313 xxxx ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด และใช้เบิกเงินสดในวงเงินบัตรละ 100,000 บาท จำเลยได้รับบัตรทั้งสองใบไปแล้ว และนำบัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่มไปใช้ชำระค่าสินค้าค่าบริการ รวม 37 ครั้ง ใช้เบิกถอนเงินสดในเวลากลางวัน 25 ครั้ง ในเวลากลางคืน 1 ครั้ง รวมเป็นเงิน 257,870.59 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับคืนแล้ว 194,624.85 บาท คงเหลือ 63,245.74 บาท ส่วนบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ดจำเลยนำไปใช้เบิกถอนเงินสดในเวลากลางวัน 22 ครั้ง ในเวลากลางคืน 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 149,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับคืนแล้ว 87,311 บาท คงเหลือ 61,689 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์อันได้แก่ บัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่มและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ดตามฟ้องไม่ใช่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพราะผู้เสียหายที่ 2 มิได้สมัครใจขอใช้บริการบัตรดังกล่าวกับโจทก์ร่วม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/6, 269/7 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว การที่จำเลยปลอมใบสมัครบัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่มและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ดของโจทก์ร่วม หลังจากนั้นนำใบสมัครดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกบัตรต่อพนักงานของโจทก์ร่วมเพื่อให้ดำเนินการออกบัตรให้แก่จำเลย โดยจำเลยใช้เอกสารหนังสือให้เปิดเผยข้อมูล สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาสมุดบัญชีและใบบันทึกรายการสมุดคู่ฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หมายเลข 281212xxxx ของผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมกับแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายที่ 2 เป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้พนักงานของโจทก์ร่วมหลงเชื่อนำข้อมูลตามใบสมัครซึ่งเป็นเอกสารปลอมส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมพิจารณา หลังจากพิจารณาแล้วโจทก์ร่วมได้ออกบัตรเครดิตธนชาติแพลทินั่ม หมายเลข 4628 5600 0041 xxxx และบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ด หมายเลข 5331 5300 0313 xxxx ตามฟ้องให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยใช้โจทก์ร่วมเป็นเครื่องมือ ในการออกบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงของโจทก์ร่วมในนามของผู้เสียหายที่ 2 ให้แก่จำเลยเพื่อจำเลยจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดอื่น ๆ เช่น นำไปใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และเบิกถอนเงินสดในนามของผู้เสียหายที่ 2 แทนตัวของจำเลยเอง ซึ่งมีผลทำให้ผู้เสียหายที่ 2 อาจต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมแทนจำเลย เมื่อจำเลยได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองใบดังกล่าวนี้ไปใช้จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/6 และ 269/7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/6 และ 269/7 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อมาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 124,934.74 บาท แก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว สำหรับการใช้บัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่มและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ดไปเบิกถอนเงินสดเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนการใช้บัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่มไปชำระค่าสินค้าและค่าบริการเท่ากับจำเลยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 2 หลอกลวงร้านค้าและโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยได้ไปซึ่งตัวสินค้าและบริการจากผู้ถูกหลอกลวง จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนจากการใช้บัตรเครดิตธนชาตวีซ่าแพลทินั่ม 63,245.74 บาท และบัตรวงเงินสดหมุนเวียนธนชาตแฟลชการ์ด 61,689 บาท รวม 124,934.74 บาท แก่โจทก์ร่วมมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติเกี่ยวกับการคำนวณระยะเวลาจำคุกว่า ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นกระทงละ 3 เดือน รวม 84 กระทง เป็นจำคุก 21 ปี จึงเป็นผลร้ายแก่จำเลย ต้องรวมทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 252 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 126 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และโทษฐานอื่น ๆ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 5 ปี 132 เดือน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยรวม 5 ปี 132 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188 (เดิม) ม. 264 (เดิม) ม. 268 ม. 269/5 ม. 269/6 ม. 269/7 ม. 334 (เดิม) ม. 335 (เดิม) ม. 341 (เดิม) ม. 342 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ธนาคาร ธ.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอาคม นิตยาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3868 -ที่ 3869/2563
#662542
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงถือว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ตามมาตรา 132 (1) ประกอบมาตรา 246 แต่มาตรา 132 ไม่ใช่บทบัญญัติเด็ดขาดว่าศาลจะต้องจำหน่ายคดีเสมอไป เพียงแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุผลอันสมควรและความยุติธรรม

เมื่อปรากฏว่าขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ ได้เสียค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 200,000 บาท 37,482 บาท 95,162 บาท และ 35,162 บาท ชี้ให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งคำคู่ความให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเงินเพียง 500 บาท แล้ว ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งคำคู่ความจึงเป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อย ตามพฤติการณ์ดังกล่าว แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 จะทิ้งอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่ากรณียังไม่สมควรจำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความได้ว่ากล่าวกันในเนื้อหาแห่งคดีกันต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 7 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 7 และให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3

คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 27 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สิน เอกสารหมาย ร.40 ทั้ง 25 รายการ พร้อมดอกผล และตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.74 ทั้ง 2 รายการ พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องภายใน 7 วัน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลถือว่าทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2)

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมการส่งหมายชั้นอุทธรณ์ที่วางไว้ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำหน่ายคดีผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า รับอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์ (ที่ถูก ผู้ร้อง) แก้ ปิดได้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 (ที่ถูก ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4) นำส่งภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 นางสาวอมรรัตน์ เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม รายงานศาลชั้นต้นว่า คู่ความที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้วางเงินค่านำส่งคำคู่ความ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้จัดการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องภายในกำหนด 7 วัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคท้าย ทั้งกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นเวลาที่สมควร การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงถือว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ตามมาตรา 132 (1) ประกอบมาตรา 246 ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 กล่าวอ้างมาในฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งเสมียนทนายความว่า ไม่ต้องวางเงินค่านำหมายในวันนี้ ศาลอาจสั่งให้ส่งหรือไม่ส่งก็ได้ รอให้ศาลสั่งก่อนค่อยมาวางเงินค่านำหมายในภายหลัง ให้จดเบอร์โทรศัพท์ไปแล้วโทรศัพท์มาถามคำสั่ง ต่อมาเสมียนทนายความโทรศัพท์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลได้ความว่า รับอุทธรณ์แล้ว เรียบร้อยไม่มีอะไร ไม่ได้สั่งอะไร ทำให้เสมียนทนายความและทนายความผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 เชื่อโดยสุจริตว่าการยื่นอุทธรณ์เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วไม่ต้องดำเนินการสิ่งใดอีก ไม่ต้องนำหมาย รอการพิจารณาและฟังผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความดังกล่าวก็ตาม แต่ก็หาทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ต้องตรวจดูคำสั่งของศาลชั้นต้นอีกไม่ อย่างไรก็ตามแม้ถือว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทิ้งอุทธรณ์ แต่มาตรา 132 ที่ให้อำนาจศาลที่จะจำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นไม่ใช่บทบัญญัติเด็ดขาดว่าศาลต้องจำหน่ายคดีเสมอไป เพียงแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุผลอันสมควรและความยุติธรรม สำหรับกรณีของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 นี้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นอุทธรณ์นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 200,000 บาท 37,482 บาท 95,162 บาท และ 35,162 บาท ชี้ให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งคำคู่ความให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเงินเพียงจำนวน 500 บาท แล้ว ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งคำคู่ความจึงเป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อย ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 จะทิ้งอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่ากรณียังไม่สมควรจำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความได้ว่ากล่าวกันในเนื้อหาแห่งคดีกันต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจิราพร คกาทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2563
#662374
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 และมาตรา 36 (3) บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่งและให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด และตามข้อบังคับของโจทก์กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นตัวแทนของโจทก์ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ โดยให้มีอำนาจใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ที่ทำละเมิดต่ออาคารชุดหรือทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ดังนั้น การฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการโจทก์ หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ไม่ ส. เป็นเพียงเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการโจทก์ ทั้งไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ ส. จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ หาก ส. เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ก็ต้องแจ้งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ การที่ ส. มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการแจ้งเรื่องให้โจทก์ดำเนินการแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ยกมาปรับใช้แก่คดีและไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 โดย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ต้องร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตัวเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการฟ้องร้องตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 75 แต่ ส. มิได้ร้องขอให้ศาลตั้งตัวเองเป็นผู้แทนโจทก์เฉพาะการ และฟ้องคดีแทนโจทก์เสียเอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 57,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 56,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,050 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด นาย ส. ผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์เป็นเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมการโจทก์ โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รักษาการผู้จัดการโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 เคยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าช่าง แต่ถูกโจทก์เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นชอบชำระค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 56,000 บาท ตามที่นาย จ. เจ้าหน้าที่การเงินเสนอเบิกจ่ายและจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้ว โดยจำเลยที่ 4 ทำหนังสือขอลาออกจากงาน ให้ไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นนาย ส. ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า นาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นาย ส. ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ มิได้ฟ้องเป็นการส่วนตัวในฐานะที่นาย ส. เป็นเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ จึงต้องพิจารณาอำนาจฟ้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวข้อ 6. กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลเป็นตัวแทนของโจทก์ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามข้อบังคับข้อ 4.4 ให้มีอำนาจทำนิติกรรมกับบุคคลอื่น และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ใช้สิทธิเรียกร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ประนีประนอมยอมความทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ที่ทำการละเมิดต่ออาคารชุดหรือทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด รวมทั้งดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ข้อบังคับของโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 และมาตรา 36 (3) ที่บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่งและให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด ดังนั้นการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการโจทก์หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ไม่ นาย ส. เป็นเพียงเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการโจทก์ รวมทั้งไม่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อบังคับของโจทก์ให้เจ้าของร่วมหรือกรรมการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ นาย ส. จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ หากนาย ส. เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่จำเลยที่ 4 โดยมิชอบ นาย ส. ต้องแจ้งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ การที่นาย ส. เคยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการแจ้งเรื่องให้โจทก์ดำเนินการแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในเรื่องดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับใช้ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีเช่นนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 โดยนาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการต้องร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตัวเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะการเพื่อดำเนินการฟ้องร้องตลอดจนการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 แต่นาย ส. มิได้ดำเนินการร้องขอให้ศาลแต่งตั้งตนเองเป็นผู้แทนโจทก์เฉพาะการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 75 แต่นาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์เสียเองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาว่านาย ส. ในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์อาจใช้สิทธิฟ้องเองเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อนาย ส. มิได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมและกรรมการโจทก์ฟ้องคดีนี้เสียเอง หากแต่งตั้งเรื่องฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ จึงไม่มีประเด็นปัญหาดังกล่าวให้ต้องพิจารณา ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะมิได้หยิบยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

อนึ่ง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของจำเลยทั้งสาม เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงและเนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาและไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 ประกอบมาตรา 252

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 75
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 36 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ศ. โดยนาย ส. เจ้าของร่วมและกรรมการ
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — -
ศาลอุทธรณ์ — -
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3851/2563
#656689
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ได้มี พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2541 โดยมาตรา 5 วรรคสอง ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ดังนั้น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจึงเป็นองค์การมหาชนที่แยกออกจากระบบราชการ หาใช่ส่วนราชการที่สังกัดกระทรวง ทบวง กรมของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไปไม่ และตาม ป.อ. มาตรา 1 (16) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงาน" หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนี้ เมื่อ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 มิได้กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ตรวจข้อมูลข่าวสารก็หาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ ผู้เสียหายจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น แม้จำเลยจะดูหมิ่นผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยดูหมิ่นผู้เสียหายในฐานะบุคคลธรรมดา ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าตาม ป.อ. มาตรา 393 (เดิม) แล้ว ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่โจทก์ฟ้องคดีและได้ตัวจำเลยมายังศาลเกิน 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 และนับโทษจำเลยต่อจากคดีหมายเลขดำ 3314/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 (เดิม) จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่ขอให้นับโทษต่อ เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ส่วนจำเลยเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน คงมีปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหาย เป็นการดูหมิ่นหรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่นหมายถึงการดูถูก เหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว และการที่บุคคลกล่าวถ้อยคำใดจะมีความหมายอย่างไรนั้นต้องแล้วแต่พฤติการณ์แวดล้อมประกอบด้วยว่ามุ่งหมายให้เข้าใจไปในทางใด ซึ่งเหตุที่จำเลยกล่าวข้อความข้างต้นต่อผู้เสียหายสืบเนื่องมาจากจำเลยมาขอรับเอกสารที่ขอไว้ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ แต่เห็นว่าเอกสารที่ได้รับไม่ตรงตามที่ขอ จึงกล่าวถ้อยคำดังกล่าวข้างต้นต่อผู้เสียหาย ซึ่งตามฟ้อง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหาย ที่โจทก์เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นมี 4 ข้อความ ข้อความแรก ที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า "รู้เปล่า คุณเอาเปรียบคนอื่น เพราะปล่อยให้เขารับผิดชอบ แต่คุณไม่ยอมรับผิดชอบเลย" ข้อความดังกล่าวเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แวดล้อมประกอบแล้ว จะเห็นได้ว่าจำเลยในภาวะเช่นนั้นอาจรู้สึกว่าไม่ได้รับการให้บริการดีเท่าที่ควร จึงกล่าวในเชิงตัดพ้อ เป็นการตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายในทำนองว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียหายก็คือผู้รับบริการเป็นการเอาเปรียบต่อผู้รับบริการ แม้ใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้เสียหาย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวจึงยังไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย ข้อความที่ 2 จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า "คุณห่วยแตกอย่างนี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ผมเข้าใจในโลกปัจจุบันในยุคแบบคนแม่งเอากันแล้วก็เลี้ยงลูกไปตัวใครตัวมัน อายุแบบนี้ ที่คุณก็ทำเหมือนคนอื่นแบบนี้แล้วก็ปล่อยให้แม่งเดือดร้อนไป คุณก็เสวยความเป็นสุขของอารมณ์ของคุณ ผมด่ากลับอย่างนี้แล้วคุณจะรู้ว่ามันสนองความใคร่ทางอารมณ์ของคุณแบบนี้กับคนอื่นโดยใช้อำนาจของกฎหมาย" ถ้อยคำดังกล่าวจำเลยกล่าวต่อผู้เสียหาย มีความมุ่งหมายถึงผู้เสียหาย โดยมีความหมายเปรียบเทียบทำนองว่า ผู้เสียหายก็เหมือนกับคนอื่นที่ไม่มีความรับผิดชอบ และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางที่ผิด ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหายเพื่อสนองอารมณ์ความสุขของผู้เสียหาย อันมิใช่เป็นเพียงถ้อยคำที่ตัดพ้อต่อว่า แต่มีลักษณะเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท เปรียบเปรย ให้ผู้เสียหายได้รับความอับอาย จึงเป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่นผู้เสียหาย ข้อความที่ 3 จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า "ถือว่าคุณมี ดีเอ็นเอ เลว ๆ แบบเดียวกันที่ใช้อำนาจและไม่แคร์ความเดือดร้อนของผู้รับบริการ" ดังนี้ คำว่าเลวมีความหมายว่า ต่ำ ทราม ถ้อยคำดังกล่าวโดยรวมย่อมมีความหมายถึงผู้เสียหายว่า มีลักษณะที่ต่ำ ทราม อย่างเดียวกันกับผู้บังคับบัญชา ที่ใช้อำนาจในทางไม่ถูก และไม่สนใจความเดือดร้อนของผู้ที่มารับบริการ อันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท ทำให้ผู้เสียหายต้องได้รับความอับอายแล้ว จึงเป็นถ้อยคำที่ดูหมิ่นผู้เสียหาย และข้อความที่ 4 จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า "ถามว่าคุณบ้าหรือเปล่า สติดีอยู่ไหม อยู่มหาวิทยาลัยทำได้แค่นี้" ถ้อยคำดังกล่าวเป็นลักษณะเปรียบเปรย ประชดประชัน เมื่อฟังโดยรวมแล้วคงมีความหมายไปในทางที่ไม่ดีว่า ผู้เสียหายเป็นคนโง่เขลา ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่สมกับการศึกษาที่มีมา อันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท ทำให้ผู้เสียหายต้องได้รับความอับอาย จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายแล้วเช่นกัน ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กล่าวถึงผู้เสียหาย แต่เป็นการตัดพ้อต่อว่าระบบการให้บริการข้อมูลข่าวสารของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไม่ได้มุ่งหมายดูหมิ่นผู้เสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยรับว่าพูดถ้อยคำดังกล่าวต่อหน้าผู้เสียหาย ซึ่งเมื่อรับฟังโดยรวมแล้ว มิใช่เป็นเพียงการตัดพ้อต่อว่าระบบการให้บริการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเท่านั้น แต่ยังมีความหมายในทางที่ไม่ดีต่อผู้เสียหาย ผู้บังคับบัญชา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานนั้นด้วย โดยใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยเสียดสีในทำนองว่า บุคคลเหล่านั้นต่างก็เป็นคนไม่ดีเหมือน ๆ กัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท ทำให้ผู้เสียหายต้องได้รับความอับอาย อันเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกล่าวถ้อยคำตามฟ้องต่อผู้เสียหาย อันเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ได้มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2541 และให้ใช้พระราชบัญญัติศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 แทน ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 5 วรรคสอง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่นดังนั้น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจึงเป็นองค์การมหาชนที่แยกออกจากระบบราชการ หาใช่ส่วนราชการที่สังกัดกระทรวง ทบวง กรมของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) ที่บัญญัติว่า "เจ้าพนักงาน" หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราวและไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนี้ เมื่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 มิได้กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ตรวจข้อมูลข่าวสาร ก็หาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ผู้เสียหายจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่าจำเลยดูหมิ่นผู้เสียหาย จำเลยก็ยังไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และเนื่องจากถ้อยคำดังกล่าวเป็นการวิจารณ์การทำงานของผู้เสียหาย ซึ่งตามฟ้องเป็นการกล่าวต่อผู้เสียหายโดยตรง มิได้บรรยายว่ามีลักษณะเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยดูหมิ่นผู้เสียหายในฐานะบุคคลธรรมดา ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยพูดถ้อยคำดูหมิ่นต่อหน้าผู้เสียหาย อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 (เดิม) ไว้แล้ว ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 (เดิม) นั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 (เดิม) กฎหมายกำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้ จำเลยกระทำความผิด วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ฟ้องคดีและได้ตัวจำเลยมาศาลชั้นต้น วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 เกินระยะเวลา 1 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด คดีของโจทก์จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (16) ม. 95 (5) ม. 136 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายนวกฤด จงชาณสิทโธ
ศาลอุทธรณ์ — นายเปรมศักดิ์ ชื่นชวน
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3823/2563
#663416
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายมี ส. และผู้เสียหายร่วมลงลายมือชื่อเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้เสียหายยินยอมชำระเงินให้แก่ ส. ซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงของบริษัท ด. โดยเอกสารดังกล่าวมีหัวกระดาษและตราสัญลักษณ์ของบริษัท ด. ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ทำให้บุคคลทั่วไปเห็นแล้วเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวทำขึ้น แม้ความจริงบริษัทดังกล่าวไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงนั้นกับผู้เสียหาย แต่การที่พวกของจำเลยซึ่งไม่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงกลับทำสัญญาบันทึกข้อตกลงดังกล่าวกับผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงแล้วนำไปใช้อ้างต่อพันตำรวจตรี น. เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ยอมความโดยชอบ ทำให้คดีในส่วนอาญาระงับโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แม้จะมิใช่เอกสารที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับและใช้เอกสารสิทธิปลอม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการตรวจค้นผู้เสียหาย แล้วนำสัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายกลับมาลงบันทึกประจำวันโดยแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานอันเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นหลักฐานว่า ส. พวกของจำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงและผู้เสียหายเป็นผู้ละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ แต่ตกลงค่าเสียหายได้โดยผู้เสียหายยินยอมชดใช้เป็นเงิน และทุกฝ่ายจะไม่เอาความกันภายหลังทั้งทางแพ่งและทางอาญา แม้จะกระทำต่างเวลากันแต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าพวกของจำเลยได้รับมอบอำนาจมาและมีอำนาจกระทำการแทนเจ้าของลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในการเรียกรับเงินค่าเสียหายและตกลงยอมความกับผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267, 268, 309, 310, 337 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1091/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (ที่ถูก (เดิม)), 267 (ที่ถูก (เดิม)), 309 วรรคสอง (ที่ถูก (เดิม)), 310 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)), 337 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 2 ปี รวม 2 กระทง คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1091/2560 หมายเลขแดงที่ 1203/2561 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ฐานกรรโชกทรัพย์ และโทษจำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.5

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า บริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตราสโมสรฟุตบอลทีมลิเวอร์พูล ซึ่งนำมาใช้กับชุดกีฬา ในการดูแล ป้องกันและปราบรามการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย ขณะเกิดเหตุบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด มอบอำนาจให้บริษัทฮิลล์ ริสค์ คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายมาร์ค นางสาวชิดชนก นางสาววิศรัลยา เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทนริศ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสระบัว ร่วมกับพวกตั้งด่านตรวจบนถนนหมายเลข 359 บริเวณหมู่ที่ 7 ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมามีนายสุชาติ กับพวกอีก 4 คน ได้แก่ จำเลย นายฉลองศักดิ์ จ่าสิบเอกหรือนายคำนึงหรือกฤษณพล และนายอัสดง นำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ซึ่งนายสุชาติกับพวกดังกล่าวร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีนันทพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสระบัวว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายอัสดงซึ่งรับมอบอำนาจต่อมาจากนายคริสโตเฟอร์ ผู้รับมอบอำนาจของบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าสโมรสรฟุตบอลทีมลิเวอร์พูลมาแสดงต่อพันตำรวจโทนริศ เพื่อขอเข้าร่วมในการตั้งด่านตรวจสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และตั้งจุดตรวจอยู่ห่างจากด่านของเจ้าพนักงานตำรวจประมาณ 50 ถึง 60 เมตร ครั้นเวลา 16.30 นาฬิกา นายอุ่นเรือน ผู้เสียหาย กับนางโสภา ภริยา และนายกิตติศักดิ์ บุตรชาย ขับรถกระบะกลับจากซื้อสินค้าเบ็ดเตล็ด และชุดกีฬามีตราเลียนแบบเครื่องหมายการค้าสโมสรฟุตบอลทีมลิเวอร์พูลอันเป็นสินค้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด รวม 10 ชุด ที่ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ มาถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ ได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้จอดรถ จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาตรวจดูที่กระบะท้ายรถ เห็นชุดกีฬาดังกล่าวจึงเรียกให้ผู้เสียหายเลื่อนรถไปจอดที่จุดตรวจค้นของจำเลยกับพวก นายสุชาติแสดงเอกสารยืนยันว่าตนเองเป็นผู้รับมอบอำนาจของบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด ข่มขู่ผู้เสียหายและนายกิตติศักดิ์ว่าหากไม่ยอมชำระเงิน 50,000 บาท จะดำเนินคดีในข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าของบริษัทดังกล่าว นายกิตติศักดิ์ต่อรองลงเหลือ 35,000 บาท จากนั้นนายกิตติศักดิ์นั่งรถไปกับจำเลยเพื่อเบิกถอนเงินจากตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติแล้วมอบให้จำเลยกับพวก จากนั้นจึงมีการทำสัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหาย แล้วนายสุชาติกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจตรีนันทพลเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานถึงเรื่องที่นายสุชาติเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้เจรจาตกลงยอมรับค่าเสียหายจำนวน 35,000 บาท จากผู้เสียหายอันเป็นการยอมความกัน สำหรับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.5 กับความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหาย มีนายสุชาติและผู้เสียหายร่วมลงลายมือชื่อของตนเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้เสียหายยินยอมชำระเงินให้แก่นายสุชาติซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงของบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด จำนวน 35,000 บาท เนื่องจากละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าตราสโมสรฟุตบอลทีมลิเวอร์พูลด้วยการมีชุดกีฬาที่เลียนแบบเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเอกสารดังกล่าวมีหัวกระดาษและตราสัญลักษณ์ของบริษัทเดอะ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ แอนด์ แอธเลติกกราวด์ส ลิมิเต็ด เจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ทำให้บุคคลทั่วไปเห็นแล้วเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวทำขึ้น แม้ความจริงบริษัทดังกล่าวไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงนั้นกับผู้เสียหาย แต่การที่พวกของจำเลยซึ่งไม่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง กลับทำสัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายกับผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงแล้วนำไปใช้อ้างต่อพันตำรวจตรีนันทพล เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้ยอมความโดยชอบ ทำให้คดีในส่วนอาญาระงับโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แม้จะมิใช่เอกสารที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นการทำปลอมเอกสารสิทธิขึ้นทั้งฉบับและใช้เอกสารสิทธิปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 มาตรา 265 และมาตรา 268 ถึงแม้จะไม่ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน และทำสัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายแล้วนำไปแจ้งให้เจ้าพนักงานลงบันทึกในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยกับพวกร่วมกันตรวจค้นสินค้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า เมื่อพบว่าผู้เสียหายมีสินค้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า จำเลยกับพวกร่วมกันเรียกเงิน 50,000 บาท จากผู้เสียหาย เมื่อนายกิตติศักดิ์บุตรผู้เสียหายต่อรองกับจำเลยเพื่อขอลดจำนวนเงินค่าเสียหาย จำเลยยอมลดเงินเหลือ 35,000 บาท จากนั้นจำเลยกับพวกขับรถพานายกิตติศักดิ์ไปถอนเงินจากตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ แล้วพานายกิตติศักดิ์ไปที่สถานีตำรวจ และจำเลยเป็นผู้ขอเงิน 35,000 บาท จากนายกิตติศักดิ์ก่อนลงจากรถ แล้วพานายกิตติศักดิ์ไปพบผู้เสียหายที่ร้านค้าข้างสถานีตำรวจ จากนั้นกลุ่มของจำเลยจึงนำเอกสาร มาให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าร่วมรู้เห็นเป็นใจกับพวกของจำเลยกระทำความผิดมาตั้งแต่แรก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.4 การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการตรวจค้นผู้เสียหาย แล้วนำสัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายกลับมาลงบันทึกประจำวันโดยแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานอันเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นหลักฐานว่า นายสุชาติ พวกของจำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเป็นผู้เสียหายและนายอุ่นเรือนเป็นผู้ละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ โดยผู้รับมอบอำนาจช่วงตรวจพบสินค้าละเมิดสิทธิอยู่ในความครอบครองของนายอุ่นเรือน แต่ตกลงค่าเสียหายกันเองโดยผู้ละเมิดยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท และทุกฝ่ายจะไม่เอาความกันภายหลังทั้งทางแพ่งและทางอาญา แม้จะกระทำต่างเวลากันแต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าพวกของจำเลยได้รับมอบอำนาจมาและมีอำนาจกระทำการแทนเจ้าของลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในการเรียกรับเงินค่าเสียหายและตกลงยอมความกับผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลยในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามฟ้องข้อ 1.3 และ 1.4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ความผิดดังกล่าวกับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.5 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ฐานกรรโชกทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 137 (เดิม) ม. 265 (เดิม) ม. 267 (เดิม) ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายวีรวัฒน์ เพ็ชรสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3819/2563
#662631
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองถมดินและปลูกสร้างอาคารในทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับที่พลเมืองใช้ร่วมกัน จนทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้สัญจรเข้าออกสู่ทางหลวงแผ่นดิน และใช้เป็นช่องทางระบายน้ำที่ท่วมขังให้ไหลลงสู่ห้วยสวนพริก เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังบ้านของโจทก์ทั้งสามจนได้รับความเสียหาย อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสามในอันที่จะใช้ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และถือว่าโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 360

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 360

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 30)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 39179 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 39194, 39195 และ 39196 และโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 39190, 39191, 39192 และ 39193 โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินมาจากนางสุมาลี ซึ่งประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 และบริษัทอวยชัย แลนด์ส แอนส์ เฮ้าส์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และจำเลยที่ 2 ยังเป็นกรรมการของบริษัทอวยชัย แลนด์ส แอนส์ เฮ้าส์ จำกัด เดิมนายซัด เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4082 ทิศใต้จดที่ดินของโจทก์ทั้งสาม นายชัดยกที่ดินทางทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำดินมาถมทางสาธารณประโยชน์ที่เกิดเหตุปิดกั้นบ้านโจทก์ทั้งสามและปลูกสร้างอาคารชั้นเดียวปิดกั้นบนที่ดินทางสาธารณประโยชน์ที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองถมดินและปลูกสร้างอาคารในทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจนทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้สัญจรเข้าออกสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 และใช้เป็นช่องทางระบายน้ำที่ท่วมขังให้ไหลลงสู่ห้วยสวนพริก เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังบ้านของโจทก์ทั้งสามจนได้รับความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสามในอันที่จะใช้ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และถือว่าโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายสุวนัย ตุลยภักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธราธร ศิลปะโอสถ
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3807/2563
#662036
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกไปซื้อซิมการ์ดเพื่อนำไปใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำและประกอบวัตถุระเบิด แล้วมีขบวนการก่อการร้ายนำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปใช้ก่อเหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยสะสมอาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินเพื่อก่อการร้าย ฐานสนับสนุนการทำและประกอบวัตถุระเบิด และฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย แต่เมื่อจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสามฐานนี้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 86, 91, 135/1, 135/2, 135/3, 209 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 55, 78 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) (3) วรรคหนึ่ง, 135/2 (2) ประกอบมาตรา 86, 135/3, 209 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 1 ปี ฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยสะสมอาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินเพื่อก่อการร้าย จำคุก 2 ปี ฐานสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทำประกอบวัตถุระเบิด จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย จำคุก 5 ปี รวมโทษคงจำคุก 9 ปี 4 เดือน และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า มีคณะบุคคลหลายกลุ่มเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ก่อความไม่สงบเพื่อแบ่งแยกดินแดนจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ให้เป็นรัฐอิสระจากประเทศไทย โดยสมคบกันเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ปกปิดวิธีดำเนินการ ทำการสะสมกำลังพลและอาวุธ ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ฆ่า พยายามฆ่าเจ้าพนักงานและประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ของทางราชการและประชาชนทั่วไป ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้มีคนร้ายนำรถจักรยานยนต์ที่ซุกซ่อนวัตถุระเบิดไว้ไปจอดที่บริเวณสถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์ และที่บริเวณลานจอดรถหน้าร้านสวัสดิการภายในสถานีตำรวจภูธรสะเดา จากนั้นทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และในช่วงเวลาเดียวกันได้มีคนร้ายได้ใช้รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บว 5164 นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นรถกระบะที่คนร้ายปล้นและฆ่าเจ้าของทรัพย์ไปจอดไว้ข้างโรงแรมโอลิเวอร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา แล้วทำให้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้เป็นกลุ่มของนายอับดุลเลาะ โดยมีนายอับดุลอาซิ เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คันก่อเหตุระเบิดที่สถานีตำรวจภูธรสะเดา พบซิมการ์ดหมายเลข 09 3xxx x735 และ 09 3xxx x752 ที่คนร้ายใช้ในการจุดระเบิดในที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านสวัสดิการสถานีตำรวจภูธรสะเดา ส่วนที่เกิดเหตุบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์พบซิมการ์ดหมายเลข 09 3xxx x739 ที่คนร้ายใช้ในการจุดระเบิด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่นั้น แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นขณะจำเลยกระทำความผิดมาเป็นพยาน แต่โจทก์มีร้อยโทต่อตระกูล เจ้าพนักงานผู้ซักถามจำเลยเบิกความประกอบผลการดำเนินตามกรรมวิธีและภาพถ่าย ได้ความว่า ตั้งแต่ก่อนจับกุมมีการสืบทราบว่า จำเลยเป็นสมาชิกของขบวนการกลุ่มแบ่งแยกดินแดนรัฐปัตตานี โดยมีนายบูคอรี เป็นผู้ชักนำให้จำเลยเข้าร่วมขบวนการโดยวิธีสาบานตนหรือซูมเปาะห์ หลังจากทำพิธีสาบานตนเสร็จแล้วจะมีการฝึกหน่วยทหารขนาดเล็กหรือขั้นปอเนาะที่อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ใช้ระยะเวลาในการฝึกประมาณ 15 วัน หลังจากได้รับการฝึกแล้ว จำเลยเริ่มลงมือ 3 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงเดือนกันยายน 2557 ร่วมกันปล้นรถยนต์แล้วนำไประเบิดที่เทศบาลตำบลมะกรูด อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 มีการทำร้ายร่างกายและชิงรถกระบะเพื่อนำไปประกอบลอบวางระเบิดที่ข้างฐานตำรวจตระเวนชายแดน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และครั้งที่ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2560 จำเลยร่วมกับคนร้ายลอบวางระเบิดใส่ฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษแต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ข้อมูลการซักถามทั้งหมดได้มาจากคำบอกเล่าของจำเลยที่ให้การไว้โดยละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่จริง สอดคล้องกับบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งการที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินการหรือผู้ต้องสงสัยในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ก่อนพนักงานสอบสวนเพราะขณะนั้นจำเลยยังไม่ได้ถูกจับกุม ทั้งการสอบปากคำโดยผู้ดำเนินการก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบและเป็นการสอบปากคำจำเลยในเบื้องต้นเท่านั้น หากจำเลยมิได้ให้ถ้อยคำดังกล่าวจริง ร้อยโทต่อตระกูลคงไม่สามารถบันทึกข้อความขึ้นมาเองได้เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จึงเชื่อว่าจำเลยให้ถ้อยคำด้วยความสมัครใจ และร้อยโทต่อตระกูลได้อ่านข้อความให้จำเลยฟังแล้วก่อนที่จำเลยจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้อ่านข้อความ จำเลยถูกซ้อมและบังคับให้ลงชื่อในผลการดำเนินตามกรรมวิธีนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุน และจำเลยไม่เคยแจ้งให้แพทย์ พนักงานสอบสวน หรือแม้กระทั่งบุคคลในครอบครัวของจำเลยทราบในทันทีที่พบกัน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญอันควรแจ้งให้ทราบ บ่งชี้เป็นข้อพิรุธว่าจำเลยถูกซ้อมและถูกบังคับจริงหรือไม่ จึงทำให้ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าเป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนรัฐปัตตานีของกลุ่มนายบูคอรี โดยมีพฤติการณ์กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก สำหรับความผิดฐานสนับสนุนการก่อการร้ายและสนับสนุนความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น โจทก์มีพันตำรวจเอกดุสิต ดาบตำรวจไพวัลย์ และร้อยตำรวจเอกสุริวงค์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมสืบสวนเป็นพยานเบิกความไปตามลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงกันได้ความว่า เหตุระเบิดทั้งสามแห่ง ในท้องที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา คนร้ายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นตัวจุดระเบิด ซึ่งจากการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุหน้าสถานีตำรวจภูธรปาดังเบซาร์ พบซิมการ์ดหมายเลข 09 3xxx x739 และเหตุระเบิดบริเวณหน้าร้านสวัสดิการสถานีตำรวจภูธรสะเดา พบซิมการ์ดหมายเลข 09 3xxx x735 และหมายเลข 09 3xxx x752 ในที่เกิดเหตุ โดยมีการนำซิมการ์ดทั้งสามเลขหมายไปตรวจสอบทราบว่าซื้อมาจากร้านเอ็นโมบาย นายนเรศเจ้าของร้านตรวจสมุดบันทึกการขายแล้วแจ้งว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 มีชาย 2 คน เป็นผู้ที่มาซื้อซิมการ์ดทั้งสามหมายเลขดังกล่าวไปพร้อมกับซิมการ์ดหมายเลขอื่นอีกรวม 6 อัน นายนเรศขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของชายทั้งสองแล้ว แต่ชายทั้งสองแจ้งว่าไม่ได้นำมาและบอกแต่เพียงว่าชื่อนายมาหดี อยู่ที่ตำบลเปลี่ยน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา พร้อมกับให้หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อไว้คือ หมายเลข 08 9297 xxxx และหลังจากนายนเรศขายซิมการ์ดทั้งหกอันให้แก่ชายทั้งสองคนไปแล้ว นายนเรศโทรศัพท์ไปยังหมายเลข 08 9297 xxxx ที่ให้ไว้ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และจากการสืบสวนพบว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 มีผู้โทรศัพท์จากหมายเลข 09 3715 xxxx เข้าไปยังหมายเลข 09 3xxx x752 จำนวน 1 ครั้ง โดยซิมการ์ดหมายเลข 09 3715 xxxx ถูกจำหน่ายมาจากร้านอามิเน๊าะเทเลคอม นางอามิเน๊าะเจ้าของร้านแจ้งว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 มีชาย 2 คน มาขอซื้อซิมการ์ด 6 อัน แต่ลูกจ้างของร้านขายให้เพียง 3 อัน เพราะซื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ร้านอามิเน๊าะ เทเลคอมพบว่าชายทั้งสองคนที่มาซื้อซิมการ์ดใช้รถจักรยานยนต์ หมายเลข งทม สงขลา 756 เป็นพาหนะโดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเมื่อนำภาพจำเลยจากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ไปให้นายนเรศดูแล้วยืนยันว่า บุคคลในภาพเป็นคนเดียวกันกับที่มาซื้อซิมการ์ด 6 อัน จากร้านของนายนเรศในวันเดียวกัน โดยมีนายนเรศเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าวยืนยันว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีชาย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่บริเวณหน้าร้านแล้วเดินเข้ามาภายในร้าน นายนเรศจำได้ว่า ชายคนที่เข้ามาเลือกซื้อซิมการ์ดคือจำเลย โดยมีรายการซื้อขายซิมการ์ดประกอบเป็นหลักฐาน เมื่อนายนเรศดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ได้มาจากร้านอามิเน๊าะเทเลคอมแล้วยืนยันว่าชายทั้งสองคน ที่อยู่ในกล้องวงจรปิดเป็นบุคคลคนเดียวกับชายทั้งสองที่มาซื้อซิมการ์ดจากร้านของนเรศจริง แม้นายนเรศจะเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนในครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 ว่า คนร้ายเป็นบุคคลอื่น ก็หาเป็นข้อพิรุธไม่เพราะเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจนำรูปภาพของบุคคลอื่น ๆ มาให้ดูหลายรูปจึงอาจทำให้นายนเรศเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ แต่เมื่อนายนเรศได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว จากนั้นมีการสอบปากคำเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2558 นายนเรศจึงได้ขอแก้ไขคำให้การเดิมและให้การใหม่ยืนยันว่า จำเลยคือหนึ่งในคนร้ายที่มาติดต่อขอซื้อซิมการ์ดกับตนเองตามที่เบิกความตอบคำถามค้านและคำถามติง ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันมองเห็นหน้ากันได้ชัดเจนและจำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่มาติดต่อขอซื้อซิมการ์ดกับนายนเรศไม่ได้ปิดบังใบหน้า โดยนายนเรศกับจำเลยใช้เวลาพูดคุยกันอยู่นานพอสมควรจึงมีเวลาพอที่จะจดจำกันได้ เชื่อว่านายนเรศจดจำจำเลยได้จริงดังที่เบิกความ อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสืบสวนดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจเอกไวยวิทย์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน ปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่เบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยแต่ประการใด เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็น ที่จำเลยนำสืบว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่บ้าน ไม่เคยไปที่ร้านเอ็นโมบายและร้านอามิเน๊าะเทเลคอมมาก่อน ส่วนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟสีดำ หมายเลขทะเบียน งทม สงขลา 756 บิดาของจำเลยขายไปตั้งแต่ปี 2556 แล้วนั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ คงมีเพียงบิดาและภริยาจำเลยเบิกความในทำนองช่วยเหลือจำเลย โดยไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ทำให้มีน้ำหนักรับฟังน้อย และนอกจากนี้จำเลยยังให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนโดยมีข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุลอบวางระเบิดได้มีนายอดินัน มาหาและขอให้จำเลยไปซื้อซิมการ์ด 7 อัน จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปชวนนายซับรี ไปซื้อซิมการ์ดด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าจำเลยให้การไว้เช่นนั้นจริงเพราะการให้การดังกล่าวมีนายสุริยัน ทนายความร่วมฟังการสอบสวนและลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ อันเป็นการเจือสมกับพยานโจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังมั่นคงยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกไปซื้อซิมการ์ดที่ร้านเอ็นโมบายและร้านอามิเน๊าะเทเลคอมเพื่อนำไปใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำประกอบวัตถุระเบิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยสะสมอาวุธ จัดหา หรือรวบรวมทรัพย์สินเพื่อก่อการร้าย ฐานสนับสนุนการทำและประกอบวัตถุระเบิด และฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย แต่เมื่อจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสามฐานนี้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องลงโทษฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคแรก, 135/2 (2) ประกอบมาตรา 86, 135/3, 209 วรรคแรก (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 1 ปี ฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยสะสมอาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินเพื่อก่อการร้าย ฐานสนับสนุนการทำและประกอบวัตถุระเบิด และฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานเป็นอั้งยี่ คงจำคุก 8 เดือน ฐานสนับสนุนการก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย เพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 90 ม. 135/1 ม. 135/2 ม. 135/3
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายธวัช เรนเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอภิญญา แพทย์พงษ์
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3761/2563
#666592
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยบรรยายฟ้องเป็นข้อ 1 (ก) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าผู้อื่นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสามฐานนี้ เห็นได้ว่าเป็นเจตนาอันเดียวกันคือต้องการใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยกับพวกก็ต้องร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองเสียก่อน ทั้งวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองกับวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำยังเป็นวัตถุระเบิดลูกเดียวกันและกระทำคราวเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในมาตราเดียวกันตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 จึงเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสามฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38 (ที่ถูก 55), 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองกับฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ 2 ลูก แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิด 2 ลูก ที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยกับพวก จากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิด 2 ลูก ดังกล่าว ขว้างใส่กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสามกับพวกโดยมีเจตนาฆ่า ระเบิดลูกแรกตกห่างจากผู้เสียหายที่ 3 ประมาณ 1 เมตร แต่ไม่ระเบิด ส่วนระเบิดลูกที่สองตกกระแทกโต๊ะหินอ่อนและกระดอนตกระเบิดขึ้นตรงหน้าผู้เสียหายที่ 3 สะเก็ดระเบิดทำให้ผู้เสียหายทั้งสามได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนยึดเศษท่อพีวีซีสีฟ้า 1 ชิ้น และเส้นลวดตัดยาว 21 เส้น จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบจัดทำขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำ มีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ และมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยบรรยายฟ้องเป็นข้อ 1 (ก) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้พยายามฆ่าผู้อื่นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสามฐานนี้เห็นได้ว่าเป็นเจตนาอันเดียวกันคือต้องการใช้วัตถุระเบิดในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิด พยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยกับพวกก็ต้องร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองเสียก่อน ทั้งวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองกับวัตถุระเบิดที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำยังเป็นวัตถุระเบิดลูกเดียวกันและกระทำคราวเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกันตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 จึงเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์ให้ความผิดทั้งสามฐานนี้เป็นกรรมเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ซึ่งปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองกับฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 78 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามโจทก์มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดบทลงโทษจำเลยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 81 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสยมพร วงศ์พยัคฆ์
- นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ธราธร ศิลปโอสถ
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2563
#657078
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/6 ถึงมาตรา 123/8 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะริบทรัพย์สินได้โดยโจทก์ไม่ต้องมีคำขอเช่นเดียวกับที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 บัญญัติเป็นมาตรการไว้ในมาตรา 31 และ 32 เมื่อการริบทรัพย์สินเป็นโทษตาม ป.อ. ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด หากโจทก์ประสงค์จะให้ศาลริบทรัพย์สินใดของจำเลยทั้งสองก็ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง และมีคำขอท้ายฟ้องให้ริบด้วย ถึงแม้โจทก์จะนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลรับฟังได้ว่าเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยได้กระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 33 (2) ก็ตาม แต่การนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับเงินของจำเลยทั้งสองว่ายึดหรืออายัดไว้เป็นของกลางหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด และไม่ต้องมีคำขอท้ายฟ้องให้ริบเงินใด ๆ ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ามีการยึดหรืออายัดเงินใด ๆ ที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยได้กระทำความผิด และคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลสั่งริบเงินของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจริบเงินของจำเลยทั้งสองในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ได้ อีกทั้งไม่อาจนำมาตรการริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเงิน 1,822,494 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งกำหนดมูลค่าของสิ่งที่ริบเป็นเงิน 62,724,776 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทรวม 11 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 66 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงของจำเลยที่ 1 คงจำคุกไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 44 ปี และริบเงินจำนวน 1,822,494 ดอลลาร์สหรัฐ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน กับให้กำหนดมูลค่าของสิ่งที่ศาลสั่งริบดังกล่าวอันเป็นมาตรการสำหรับคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเพิ่มขึ้นอีกมาตรการหนึ่งด้วย โดยกำหนดมูลค่าเป็นเงินจำนวน 62,724,776 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ กับฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 11 กระทง และลงโทษจำเลยที่ 2 รวม 10 กระทง กระทงละ 4 ปี เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ริบเงินจำนวน 1,822,494 ดอลลาร์สหรัฐ และที่ให้กำหนดมูลค่าของสิ่งที่ศาลสั่งริบดังกล่าว ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรียกโดยย่อว่า ททท. เป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตามสัญญาจ้างที่ จ.495/2545 ลงวันที่ 11 กันยายน 2545 กำหนดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2549 ขณะดำรงตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (The Bangkok International Film Festival) หรือบีเคเคไอเอฟเอฟ ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง จำเลยที่ 1 ยังเป็นที่ปรึกษาของ ททท. จำเลยที่ 2 เป็นบุตรสาวของจำเลยที่ 1 และผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร HSBC PLC ในสหราชอาณาจักร ธนาคาร HSBC International Limited ในหมู่เกาะไอยล์ ออฟ เจอร์ซีย์ ธนาคารซิตี้แบงค์ และธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ในสาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่มีการรับโอนเงินตามฟ้อง สืบเนื่องจากหนังสือพิมพ์เสนอข่าวกระทรวงยุติธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกาจับกุมนายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาฐานละเมิดกฎหมายว่าด้วยการกระทำคอรัปชั่นในต่างประเทศ โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกาพบว่าบุคคลทั้งสองจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ททท. เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ระหว่างปี 2546 ถึงปี 2550 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 88 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลความผิดทางอาญาตามฟ้อง สำหรับโครงการเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2550 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในความผิดที่เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คู่ความไม่ได้ฎีกาในเรื่องนี้ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 25 สิงหาคม 2558 ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น มีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 52 บัญญัติว่า "บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด" การจะพิจารณาว่าอัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 รับผิดชอบคดีนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ตามมาตรา 97 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่ออัยการสูงสุดได้รับรายงานและเอกสาร พร้อมทั้งความเห็นจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามวรรคหนึ่งแล้ว เห็นว่ารายงาน เอกสาร และความเห็นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุดแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยให้ระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณีนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานขึ้นโดยมีผู้แทนจากแต่ละฝ่ายจำนวนฝ่ายละเท่ากันเพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไป..." แม้บทบัญญัตินี้กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดี แต่ก็ไม่มีบทห้ามมิให้อัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานอัยการอื่นเป็นผู้ฟ้องคดีแทน ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะยื่นฟ้องมีกฎหมายกำหนดว่าการมอบหมายให้ฟ้องคดีของอัยการสูงสุดต้องระบุพนักงานอัยการคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า "อัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดี" ประกอบกับนายตระกูล อัยการสูงสุด มีคำสั่งในใบต่อความเห็นและคำสั่ง อ.ก. 14 ว่า "ดำเนินคดีอาญาฟ้องนางจุฑามาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนางสาวจิตติโสภา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ตามฐานความผิดและบทกฎหมาย มอบหมายและจัดการตามที่ ผตอ. เสนอ" ตามหนังสือลงวันที่ 26 สิงหาคม 2559 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมา จึงเป็นกรณีที่อัยการสูงสุดออกคำสั่งภายในมอบหมายให้พนักงานอัยการอื่นเป็นผู้ฟ้องคดีแทน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ซึ่งจำเลยทั้งสอง ไม่เคยโต้แย้งเรื่องการมอบหมายดังกล่าว การที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 ดำเนินคดีนี้แทน จึงชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 ย่อมมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในฐานะ "พนักงานอัยการ" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (5) ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามคำร้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 แก้ไขชื่อโจทก์เป็น "อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2" เป็นการขอแก้ไขในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงแก้ไขในรายละเอียดเพื่อให้ชื่อโจทก์ตรงตามความจริงเท่านั้น มิใช่แก้ไขเรื่องอำนาจฟ้องแต่อย่างใด โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือหลงต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง และมาตรา 164 ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ริบเงิน 1,822,494 ดอลลาร์สหรัฐ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และกำหนดมูลค่าของสิ่งที่ศาลสั่งริบเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า เมื่อรับฟังว่าต้องนำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาบังคับใช้กับคดีนี้ตามเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น และกฎหมายดังกล่าวมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์สินไว้ตามมาตรา 123/6 ถึงมาตรา 123/8 แต่ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลที่จะริบทรัพย์สินได้โดยโจทก์ไม่ต้องมีคำขอเช่นเดียวกับที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 บัญญัติเป็นมาตรการไว้ในมาตรา 31 และ 32 เมื่อการริบทรัพย์สินเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด หากโจทก์ประสงค์จะให้ศาลริบทรัพย์สินใดของจำเลยทั้งสองก็ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง และมีคำขอท้ายฟ้องให้ริบด้วย ถึงแม้โจทก์จะนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลรับฟังได้ว่าเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาโดยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (2) ก็ตาม แต่การนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับเงินของจำเลยทั้งสองว่ายึดหรืออายัดไว้เป็นของกลางหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด และไม่ต้องมีคำขอท้ายฟ้องให้ริบเงินใด ๆ ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ามีการยึดหรืออายัดเงินใด ๆ ที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยได้กระทำความผิด และคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลสั่งริบเงินของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจริบเงินของจำเลยทั้งสองในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ได้ อีกทั้งไม่อาจนำมาตรการการริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเงิน 1,822,494 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งกำหนดมูลค่าของสิ่งที่ริบเป็นเงิน 62,724,776 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 123/6 ม. 123/7 ม. 123/8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาง จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
ลาชิต ไชยอนงค์
วิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3743 -ที่ 3744/2563
#704639
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 13 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 13 กระทง เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 285 ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 279 วรรคแรก (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายฐปนรรฆณ์ พยุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3734/2563
#664231
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะเข้ารับการจัดที่ดินต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรเข้าถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด อีกทั้งที่ดินพิพาทมีการโต้แย้งการครอบครองระหว่างโจทก์และจำเลย และยังไม่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ผู้ใด การที่จำเลยไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องยาวนาน 35 ปี เพื่อประกอบการขอออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ถึงหากจะเป็นความเท็จ โจทก์ซึ่งยังไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทย่อมไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการกระทำของจำเลย จึงไม่ไช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (ที่ถูก (เดิม)) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารสิทธิ มีเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ในช่วงประมาณปี 2542 ถึง 2543 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในบริเวณที่ดินพิพาท (ที่ดิน ส.ป.ก.) สำหรับฟ้องข้อ 1.1 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.3 จำเลยแจ้งต่อนายพฤทธิ์ เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จังหวัดชลบุรี เพื่อพิจารณาออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ว่าจำเลยเข้าไปจับจองที่ดิน ตำบลเกาะจันทร์ หมู่ที่ 7 กับหมู่ที่ 13 เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทตั้งแต่ประมาณ 35 ปี มาแล้ว และทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนโจทก์นำสืบกล่าวอ้างว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายพินิจ นางแน่งน้อย และนายใช่ แล้วมอบหมายให้จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินแทน กับมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) มาแสดงยืนยัน แต่หลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตาม ภ.บ.ท.5 มิใช่หลักฐานแสดงสิทธิในที่ดิน คงเป็นเพียงการรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาแสดง ทั้งต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อเกษตรกรรม โดยทางนำสืบทั้งโจทก์และจำเลยต่างรับกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้น หากเป็นกรณีที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลอื่น ตามที่กล่าวอ้างก็เป็นการซื้อขายที่ดินของรัฐไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันต่อรัฐได้ และหากประสงค์จะขอเข้ารับการจัดที่ดินต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการคัดเลือกเกษตรกรเข้าถือครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และ 36 ทวิ ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ พ.ศ.2535 ซึ่งไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดิน รวมทั้งได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 หรือไม่ เพราะเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือมีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพเท่านั้น แม้จะมีข้อผ่อนผันให้ผู้มีที่ดินจำนวนมากสามารถกระจายสิทธิให้แก่บุคคลอื่นได้ก็ตาม อีกทั้งยังปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีการโต้แย้งการครอบครอง ระหว่างโจทก์และจำเลย และยังไม่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้แก่ผู้ใด จึงเป็นกรณีที่จะต้องมีการพิสูจน์ต่อไปว่าผู้ใดอยู่ในฐานะที่จะได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ที่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ การที่จำเลยไปแจ้งต่อนายพฤทธิ์ เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จังหวัดชลบุรี ว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องยาวนาน 35 ปี เพื่อประกอบการขอออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ถึงหากจะเป็นความเท็จ โจทก์ซึ่งยังไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทย่อมไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการกระทำของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายทางอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706/2563
#654571
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 216 และมาตรา 221 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ยื่นเป็นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่มีผลให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 216 ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นางสาวนันธิดา พลชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3694/2563
#649860
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นฟ้องโดยระบุชื่อบุคคลที่เป็นจำเลยว่า ก. หรือ จ. ซึ่ง จ. เป็นชื่อจำเลย กับระบุอายุ ที่อยู่เลขบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. แต่เพียงผู้เดียวมาในฟ้อง ทั้งยังขอให้มีการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องแก่ ก. แต่เพียงผู้เดียวด้วยเป็นเพราะโจทก์เข้าใจว่า ก. และจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ขอแก้ฟ้องเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นจำเลยเป็น จ. หลังจากโจทก์ทราบว่า ก. และจำเลยเป็นคนละคนกัน จึงไม่เป็นการขอแก้ฟ้องโดยเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องในส่วนนี้จึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามฟ้องมีรายละเอียดที่แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะดำเนินคดีแก่นางสาวกนกหรือนุญา จันทะนา ซึ่งเป็นคนละคนกับจำเลยที่มีชื่อว่านางสาวจันจิรา จันทะนา การที่โจทก์ขอแก้ฟ้องในภายหลังโดยระบุว่าจำเลยคือนางสาวจันจิรา จันทะนา เป็นการเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นจำเลย เห็นว่า ฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2557 ระบุชื่อบุคคลที่เป็นจำเลยว่า นางสาวกนกหรือนุญาหรือจันจิรา ก่อนโจทก์ขอแก้ฟ้องโจทก์ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 มกราคม 2558 มีใจความว่า ก่อนฟ้องโจทก์เข้าใจว่านางสาวกนก และนางสาวจันจิรา เป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่ตามคำขอเปิดบัญชีของนางสาวจันจิราที่ทนายจำเลยนำมาทำให้โจทก์ทราบว่านางสาวกนกและนางสาวจันจิราเป็นคนละคนกัน โจทก์ขอไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนและจะมาแถลงต่อศาลให้นัดหน้า ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 มีใจความว่า เหตุที่ฟ้องระบุชื่อจำเลยถึงสามชื่อเพราะจำเลยใช้ชื่อหลายชื่อ ไม่ชัดเจนว่าชื่อใดแน่ บัดนี้โจทก์ทราบแน่ชัดแล้วว่าจำเลยชื่อนางสาวจันจิรา จึงขอแก้ฟ้องเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นจำเลยเป็นนางสาวจันจิรา แต่เพียงผู้เดียว เหตุผลที่โจทก์ขอแก้ฟ้องดังกล่าวสอดคล้องกับที่โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์เข้าใจว่านางสาวกนกและนางสาวจันจิราเป็นบุคคลคนเดียวกัน ตามอุทธรณ์ของจำเลย ฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2562 จำเลยก็กล่าวถึงที่มาของการที่จำเลยออกเช็คให้นางสาวกนกหรือนุญาซึ่งเป็นพี่เพื่อให้นำไปมอบแก่โจทก์โดยจำเลยไม่เคยพบกับโจทก์ทั้งยอมรับว่าเหตุดังกล่าวทำให้โจทก์เข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวกนกหรือนุญา จึงฟ้องคดีโดยระบุชื่อบุคคลที่เป็นจำเลยว่า นางสาวกนกหรือนุญาหรือจันจิรา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องโดยระบุชื่อบุคคลที่เป็นจำเลยว่า นางสาวกนกหรือนุญารวมมากับชื่อนางสาวจันจิราซึ่งเป็นชื่อจำเลยกับระบุอายุ ที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวประชาชนของนางสาวกนกหรือนุญาแต่เพียงผู้เดียวมาในฟ้อง ทั้งยังขอให้มีการส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องแก่นางสาวกนกหรือนุญาแต่เพียงผู้เดียวด้วยเป็นเพราะโจทก์เข้าใจว่านางสาวกนกหรือนุญาและจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันนั่นเอง ดังนั้น การที่โจทก์ขอแก้ฟ้องเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นจำเลยเป็นนางสาวจันจิรา หลังจากโจทก์ทราบว่านางสาวกนกหรือนุญาและจำเลยเป็นคนละคนกันแล้ว จึงไม่เป็นการขอแก้ฟ้องโดยเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องในส่วนนี้จึงหาเป็นการไม่ชอบไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องดังกล่าวมีผลให้จำเลยถูกฟ้องในวันนั้น ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาที่ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเป็นไปโดยชอบเพราะไม่ได้เป็นการเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นจำเลยดังได้วินิจฉัยมา แต่กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยมาตั้งแต่แรกภายในกำหนดอายุความ จำเลยจึงอ้างไม่ได้ว่าเพิ่งถูกฟ้องนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นางสาวอรพรรณ สกลพัฒนศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3676/2563
#663404
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 มิได้บังคับให้ฟ้องต้องบรรยายระบุเจาะจงวันที่และเดือนซึ่งเกิดการกระทำผิด ทั้งเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือรายละเอียด กฎหมายบัญญัติเพียงให้โจทก์กล่าวมาพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุเวลาการกระทำผิดของจำเลยว่าประมาณปีใด โดยฟ้องโจทก์บรรยายด้วยว่า ไม่ปรากฏแน่ชัดถึงวันที่และเดือนที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่เกี่ยวกับเวลาเท่าที่จะบรรยายได้ มิได้ประสงค์เอาเปรียบในเชิงคดี การที่จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยรายละเอียดจะนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในชั้นพิจารณาต่อไป แสดงว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์ได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก (เดิม แก้ไขปี 2550)) และมาตรา 277 วรรคสาม (ที่ถูก ที่แก้ไขใหม่ปี 2558) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 50 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 7 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เด็กหญิง พ. ผู้เสียหาย เป็นบุตรนาย ธ. กับนางสาว อ. นาย ธ. เป็นบุตรนาง ส. จำเลยเป็นสามีใหม่นาง ส. ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านของนาง ส. วันที่ 12 มีนาคม 2561 นางสาว อ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโดยกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้งที่บ้านของนาง ส. ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยตามหมายจับนำส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยตามฟ้อง ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการที่ว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุเจาะจงวันที่และเดือนที่จำเลยกระทำผิด ทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่สามารถต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 มิได้บังคับให้ฟ้องต้องบรรยายระบุเจาะจงวันที่และเดือนซึ่งเกิดการกระทำผิด ทั้งเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือรายละเอียด กฎหมายบัญญัติเพียงให้โจทก์กล่าวมาพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระบุเวลาการกระทำผิดของจำเลยว่าประมาณปีใด โดยฟ้องโจทก์บรรยายด้วยว่า ไม่ปรากฏแน่ชัดถึงวันที่และเดือนที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่เกี่ยวกับเวลาเท่าที่จะบรรยายได้ มิได้ประสงค์เอาเปรียบในเชิงคดี การที่จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยรายละเอียดจะนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในชั้นพิจารณาต่อไป แสดงว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์ได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางวาสนา พูลโภคา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3651/2563
#662370
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่บริษัท ซ. แทนจำเลยที่ 1 เพื่อที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จะได้เข้าทำสัญญาบริหารงานร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์กับบริษัท ซ. และจำเลยที่ 1 จะได้ทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น โจทก์ทั้งสองจึงเป็นตัวแทนในการชำระเงินของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่บริษัท ซ. และจำเลยทั้งสองคืนเงินบางส่วนแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมเรียกเงินที่ชำระไปแทนในส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาตัวแทนได้ แม้การเป็นตัวแทนจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,553,026 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,442,164 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,553,026 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,442,164 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และมีนายสมศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนด้วย จำเลยที่ 2 กับนายสมศักดิ์จดทะเบียนหย่ากันเมื่อปี 2559 นายสมศักดิ์เป็นน้องของโจทก์ที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 2 กับนายสมศักดิ์เป็นสามีภริยากันแล้วได้มาทำงานกับบริษัทของโจทก์ที่ 1 ต่อมาบริษัทของโจทก์ที่ 1 เลิกกิจการ โจทก์ที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 และนายสมศักดิ์ให้ทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับคัดเลือกให้ทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจากบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) และจดทะเบียนตั้งห้างจำเลยที่ 1 วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 โจทก์ที่ 1 ซื้อแคชเชียร์เช็คจ่ายแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด เป็นเงิน 1,398,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมการทำสัญญา เงินประกันความเสียหายและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญากับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาบริหารงานร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์กับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิให้ทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่นอีก 1 สาขา จากบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ที่ 2 และที่ 1 ซื้อแคชเชียร์เช็คจ่ายแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 100,000 บาท และ 4,501,200 บาท ตามลำดับ เป็นค่ามัดจำการสมัครเป็นผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและค่าธรรมเนียมการทำสัญญาของจำเลยที่ 2 และวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาบริหารงานร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์กับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จะได้เข้าทำสัญญาบริหารงานร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นสโตร์กับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 1 จะได้ทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เช่นนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นตัวแทนในการชำระเงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็นำสืบว่าโจทก์ทั้งสองได้ซื้อแคชเชียร์เช็คจ่ายแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยมีใบเสร็จรับเงินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่าเช็คจำนวนเงิน 1,398,000 บาท จ่ายให้แก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ตามความประสงค์ของโจทก์ที่ 1 เอกสารการซื้อแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 1 เป็นผู้ซื้อแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 100,000 บาท และ 4,501,200 บาท จ่ายให้แก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักฐานสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า หลังจากบริษัทของโจทก์ที่ 1 เลิกกิจการ โจทก์ที่ 1 สอบถามจำเลยที่ 2 กับนายสมศักดิ์ว่าจะทำอะไรเลี้ยงครอบครัว จำเลยที่ 2 จึงมีความคิดจะทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น โจทก์ที่ 1 จึงบอกว่าจะให้เงินลงทุนเพื่อทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่นร้านที่ 1 และมอบเช็คจำนวนเงิน 1,398,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาได้รับสิทธิให้ทำร้านที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงบอกโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 ทำกิจการร้านเซเว่นอีเลฟเว่นร้านที่ 2 โดยบอกว่าเงินลงทุน 4,501,200 บาท เป็นของบุตร ส่วนเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้มอบให้เป็นเงินลงทุนหาเลี้ยงครอบครัว จำเลยที่ 2 จึงรับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไปทำสัญญากับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แต่ตามแคชเชียร์เช็คเป็นกรณีที่สั่งจ่ายแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เบิกความว่าเป็นการยืมเงินจากโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด แต่กลับเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองให้ความช่วยเหลือจำเลยทั้งสองในการชำระเงินแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญากับบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) แล้ว และจำเลยทั้งสองคืนเงินบางส่วน โจทก์ทั้งสองย่อมเรียกเงินที่ชำระไปแทนในส่วนที่เหลือจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาตัวแทนได้ แม้การเป็นตัวแทนจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 กรณีมิใช่การกู้ยืมจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองรับว่ากู้ยืมหรือไม่ หรือการกู้ยืมมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย การที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลล่างทั้งสองปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายไม่ถูกต้อง แต่การปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเป็นหน้าที่ของศาล ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองบางส่วน ยังมิได้คืนเงิน 1,442,164 บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองยังมิได้คืนเงิน 1,442,164 บาท และโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 816 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล. กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวสุธาทิพย์ วิวัฒนางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2563
#662696
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการซื้อที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่เคยไปดูที่ดินพิพาท และหลังจากซื้อที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทไว้ แสดงให้เห็นว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนอง โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและรับจดทะเบียนจำนอง แสดงว่าพนักงานเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเอกสารต่าง ๆ ถูกต้อง ทั้งโจทก์ยังเป็นมารดาจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าใจโดยสุจริตว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ แม้หนังสือมอบอำนาจจะเป็นเอกสารปลอม แต่การที่โจทก์มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้ และจำเลยที่ 1 ยังมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ไว้ประกอบหนังสือมอบอำนาจ ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสที่จะนำโฉนดที่ดินไปทำนิติกรรมใด ๆ นอกเหนือวัตถุประสงค์ของโจทก์ได้ ถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ โจทก์ต้องรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9700 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมด้วย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9700 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9700 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา จำเลยที่ 1 บุตรโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ เพื่อเป็นประกันเงินกู้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 กระทำการแทนรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 จดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 700,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เพิ่มวงเงินจำนอง 300,000 บาท และครั้งที่ 3 วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เพิ่มวงเงินจำนองอีก 500,000 บาท ซึ่งการจำนองครั้งที่ 3 นี้ ไม่มีการมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยอีก 8 แปลง เนื้อที่ตั้งแต่ 88 ตารางวา ถึง 1 ไร่ 17 ตารางวา เพื่อจัดสรรที่ดิน โดยที่ดินแปลงเดิมคงเหลือที่ดินเพื่อทำเป็นทางเข้าออกผ่านที่ดินแปลงย่อยทุกแปลง ต่อมาจำเลยที่ 3 มีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ทวงถามให้โจทก์ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี รวมเป็นเงิน 2,361,574 บาท โจทก์จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่ริม และต่อมามีหนังสือลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวส่งให้แก่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่ริมและจำเลยทั้งสามทราบ เพราะโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 แต่สำนักงานที่ดินแจ้งว่า ให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาล และโจทก์แจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรแม่ริม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกรับว่าเป็นผู้ปลอมหนังสือมอบอำนาจและปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการซื้อที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่เคยไปดูที่ดินพิพาท และหลังจากซื้อที่ดินพิพาทก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทไว้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองดังกล่าว ซึ่งกระทำที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่ริม โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ และรับจดทะเบียนนิติกรรมจำนอง แสดงว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เชื่อว่าเอกสารต่าง ๆ ถูกต้อง ทั้งโจทก์ยังเป็นมารดาจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าใจโดยสุจริตว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ แม้หนังสือมอบอำนาจจะเป็นเอกสารปลอม แต่การที่โจทก์มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เก็บรักษาไว้และจำเลยที่ 1 ยังมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์ สำหรับประกอบใบมอบอำนาจด้วย ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสที่จะนำโฉนดที่ดินไปทำนิติกรรมใด ๆ นอกเหนือวัตถุประสงค์ของโจทก์ได้ จึงถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ โจทก์ต้องยอมรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 822
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายก้องภพ รัตนสุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2563
#662241
เปิดฉบับเต็ม

เงินค้างจ่ายที่อยู่ในศาล ผู้มีสิทธิรับเงินต้องเรียกเอาเงินหรือขอรับเงินที่ตนมีสิทธิจะได้รับจากศาลและต้องมารับเงินตามที่เรียกหรือขอด้วย หรือในกรณีที่ศาลออกเช็คให้ผู้มีสิทธิรับเงินแทนการจ่ายเป็นเงินสด ผู้มีสิทธิรับเงินก็ต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากผู้มีสิทธิรับเงินเพียงแต่แถลงขอรับเงินจากศาล แต่ไม่มารับเงินตามที่ขอหรือมิได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลอนุญาต เงินค้างจ่ายดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 (เดิม) จำเลยจะขอให้ศาลออกเช็คฉบับใหม่แทนเช็คฉบับเดิมเพื่อสั่งจ่ายเงินที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้วมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวเลขที่ 132 พร้อมส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 2,120,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะส่งมอบอาคารคืนโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยเป็นกรณีพิเศษ 150,000 บาท เงินประกันการทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์ 1,280,999 บาท โดยสั่งจ่ายเป็นเช็คจำนวน 2 ฉบับ มอบให้แก่จำเลยในวันที่ 17 มิถุนายน 2553 และมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ขอให้ศาลชั้นต้นออกเช็คฉบับใหม่แทนเช็คฉบับเดิมที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเพื่อคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง 150,000 บาท และเงินประกันการทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนรวม 1,280,999 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้ออกเช็คแทนการจ่ายเป็นเงินสด จำเลยในฐานะผู้มีสิทธิต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เมื่อจำเลยมิได้นำเช็คที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารภายใน 5 ปี จึงถือเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาล โดยที่ศาลมีหน้าที่จะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 (เดิม) จึงไม่สามารถเปลี่ยนเช็คให้จำเลยได้ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกเช็คสั่งให้ใช้เงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งและเงินประกันการทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแทนเช็คฉบับเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 (เดิม) บัญญัติว่า "บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" เมื่อพิจารณาคำว่า "เรียกเอา" ประกอบกับคำว่า "บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาล" แล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าผู้มีสิทธิรับเงินจะต้องเรียกเอาเงินหรือขอรับเงินที่ตนมีสิทธิจะได้รับจากศาลและต้องมารับเงินตามที่เรียกหรือขอด้วยหรือในกรณีที่ศาลออกเช็คแทนการจ่ายเป็นเงินสดผู้มีสิทธิรับเงินก็ต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากผู้มีสิทธิรับเงินเพียงแต่แถลงขอรับเงินจากศาลแต่ไม่มารับเงินตามที่ขอหรือมิได้นำเช็คที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เงินที่ศาลจะต้องจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิดังกล่าวก็จะยังคงอยู่ที่ศาลและถือเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง 150,000 บาท และเงินประกันการทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน 1,280,999 บาท ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 โดยสั่งจ่ายเป็นเช็คสองฉบับ คือ เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 040xxxx ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 จำนวนเงิน 156,000 บาท และเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 038xxxx ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จำนวนเงิน 1,280,999 บาท ให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยได้รับเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 แต่จำเลยไม่ได้นำเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง และเงินประกันการทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่ศาลสั่งคืนจึงเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาล การที่จำเลยยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง และเงินประกันการทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่สั่งคืน และรับเช็คจากศาลแล้ว แต่มิได้นำเช็คที่ศาลออกให้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้สิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นออกเช็คคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้ง เงินประกันการทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์ให้จำเลยก็ไม่มีผลทำให้เงินดังกล่าวสิ้นสภาพจากการเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือเป็นเงินที่อยู่กับธนาคารดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยไม่ได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาต เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 (เดิม) จำเลยจะขอให้ศาลออกเช็คฉบับใหม่แทนเช็คฉบับเดิมเพื่อสั่งจ่ายเงินที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้วมิได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกเหนือจากนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยต้องกันมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัด จ.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบวรวิทย์ เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
อรรณพ วิทูรากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา