คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7175/2543
#66267
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องฎีกาของจำเลยมี ส.ทนายความ เป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียงและผู้พิมพ์ โดย ส.มิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยมิได้มีคำสั่งให้ ส.ยื่นใบแต่งทนายความเข้ามาให้ถูกต้องเสียก่อนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 232 และมาตรา 18 กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา เมื่อปรากฏว่าจำเลยทิ้งฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 174จึงเป็นการล่วงเลยเวลา ที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 174 ม. 232 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฐิติกร จำกัด
จำเลย — นายสกล วรรณสูตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7172/2543
#35139
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาโฉนดที่ดินที่มีเจ้าหน้าที่ที่ดินรับรองความถูกต้องมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์คนเดียว จำเลยย่อมได้รับการสันนิษฐานจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนเดียว การที่โจทก์อ้างว่า ย. มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่ง โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องอย่างไรการที่โจทก์มีเพียงโจทก์ที่ 6 เบิกความว่าทราบเรื่อง ย. ร่วมซื้อที่ดินกับจำเลยเมื่อปี 2524 แต่ก็ได้ความจากที่ทนายโจทก์ทั้งหกถามติงและทนายจำเลยถามค้านว่าตั้งแต่ปี 2524 ย. ไปอยู่บ้านจำเลย โจทก์ที่ 6 ไม่เคยไปบ้านจำเลยดังนั้น โจทก์ที่ 6 อาจไม่ได้พบ ย. เลย ที่โจทก์ที่ 6 เบิกความว่ารู้เรื่อง ย. ร่วมกับจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจึงไม่น่าเชื่อ คำเบิกความนอกจากนั้นเป็นการเบิกความลอย ๆ คำเบิกความของโจทก์ที่ 6 ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังว่าโฉนดที่ดินพิพาทไม่ถูกต้องจึงต้องฟังตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าโฉนดที่ดินเป็นเอกสารที่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายเยี้ยง แซ่เฮ็ง โจทก์ที่ 2ถึงที่ 6 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเยี้ยง ประมาณปี 2507 นายเยี้ยงอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันรวม 2 คนเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2524 จำเลยกับนายเยี้ยงร่วมกันซื้อที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 5580 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากนางมลิวัลย์และนายช่วง สัมมาบัติ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2524 จำเลยกับนายเยี้ยงร่วมกันซื้อที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดที่ดินดังกล่าวเพิ่มอีกจากนายรังสรรค์สัมมาบัติ โดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันที่ดินที่ซื้อมาทั้งสองแปลงดังกล่าวได้แบ่งแยกออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 23582 และ 5580ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่แปลงละ 2 งาน 11 ตารางวา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2538 นายเยี้ยงถึงแก่กรรมโจทก์ทั้งหกขอให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ทั้งหก แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 23582 และ 5580ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กันให้แก่โจทก์ทั้งหกส่วนหนึ่ง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียว นายเยี้ยงไม่เคยร่วมซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จึงไม่มีกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย หากฟังว่านายเยี้ยงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยแล้วบุตรของจำเลยทั้งสองคนที่เกิดจากนายเยี้ยงย่อมมีสิทธิรับมรดกเท่ากับโจทก์ทั้งหกด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งหกฎีกาว่า นายเยี้ยง แซ่เฮ็ง มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งนั้น ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงเพียงคนเดียว โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติว่า"เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร" เมื่อตามสำเนาโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่ดินรับรองความถูกต้องมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์คนเดียวก็ย่อมได้รับการสันนิษฐานจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวว่า จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคนเดียว การที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่านายเยี้ยงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่ง โจทก์ทั้งหกจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไม่บริสุทธิ์หรือไม่ถูกต้องอย่างไรแต่โจทก์ทั้งหกมีเพียงโจทก์ที่ 6 คนเดียวเบิกความว่าโจทก์ที่ 6 ทราบเรื่องนายเยี้ยงร่วมซื้อที่ดินกับจำเลยเมื่อปี 2524 และก่อนตายนายเยี้ยงบอกโจทก์ที่ 6 ว่าเป็นผู้หาเงินซื้อที่ดินทั้งสองแปลงด้วยตนเอง แต่โจทก์ที่ 6 ตอบทนายโจทก์ทั้งหกถามติงว่า ครั้งหลังสุดที่นายเยี้ยงมาอยู่กินกับโจทก์ที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ที่ 6 คือประมาณก่อนปี 2524 หลังจากนั้นนายเยี้ยงไม่เคยมาที่บ้านของโจทก์ที่ 6 อีก เนื่องจากทะเลาะกับโจทก์ที่ 1 เรื่องนายเยี้ยงมีภริยาน้อยแล้วจึงไปอยู่บ้านจำเลย และตอบทนายจำเลยถามค้านว่าก่อนปี 2538 โจทก์ที่ 6ไม่เคยไปบ้านจำเลย ก่อนตายนายเยี้ยงไม่ได้สั่งเสียเกี่ยวกับการจัดงานศพ คำเบิกความของโจทก์ที่ 6 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2524 ถึงปี 2538โจทก์ที่ 6 อาจไม่ได้พบกับนายเยี้ยงเลย ที่โจทก์ที่ 6 เบิกความว่ารู้เรื่องนายเยี้ยงร่วมกับจำเลยซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงไม่น่าเชื่อ ส่วนที่อ้างว่าก่อนตายนายเยี้ยงบอกโจทก์ที่ 6 ว่า เป็นผู้หาเงินซื้อที่ดินทั้งสองแปลงด้วยตนเองก็เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหรือหลักฐานอื่นใดสนับสนุนให้มีน้ำหนักว่านายเยี้ยงได้พูดจริงหรือไม่ และหากนายเยี้ยงพูดจริง ข้อเท็จจริงเป็นดังที่นายเยี้ยงพูดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ที่ 6 ดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังว่าโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับเป็นเอกสารที่ถูกต้องนั่นคือจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคนเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เช็งเล้า แซ่โง้ว กับพวก
จำเลย — นาง ประนอมหรือนางสาวประนอม ชื่นชม
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7169/2543
#39890
เปิดฉบับเต็ม

การออกใบลดหนี้ใหม่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/10 นั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าจะออกใบลดหนี้ได้ต้องเป็นเรื่องมีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากผิดข้อตกลง สินค้าชำรุดเสียหายหรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริงหรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด หรือมีการคืนสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 82/10 เท่านั้น

โจทก์ออกใบลดหนี้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสเพราะโจทก์ส่งสินค้าให้ผู้ซื้อแล้วแต่ยังไม่อาจติดตั้งได้จึงออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้ผู้ซื้อ โจทก์ออกใบลดหนี้ให้โรงพยาบาลนราธิวาสเพราะผู้ซื้อได้ทำใบอนุมัติเบิกจ่ายรวมสินค้าทั้งหมด แต่โจทก์ส่งสินค้าแยกรายการ จึงออกใบกำกับภาษีรวมสินค้าให้ใหม่และโจทก์ออกใบลดหนี้ให้สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เพราะผู้ซื้อไม่สามารถเบิกจ่ายจากปีงบประมาณต่างงบกัน โจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้ใหม่ ส่วนที่โจทก์ออกใบลดหนี้ให้โรงพยาบาลควนขนุนก็เพราะผู้ซื้อไม่สามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณปี 2537ได้โดยจะต้องเบิกจ่ายจากปีงบประมาณ 2538 ซึ่งเป็นปีถัดไปโจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อใหม่ การออกใบลดหนี้ของโจทก์ในกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการออกเพื่อยกเลิกใบกำกับภาษีที่ออกไว้เดิม หลังจากออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อใหม่แล้วจึงมิใช่กรณีดังที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10(1)(2)(3)(4) ดังนั้นการที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีและออกใบลดหนี้ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนตุลาคม 2537 โดยโจทก์ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 362,662 บาท เนื่องจากโจทก์ได้ยกเลิกใบกำกับภาษีเดิม ออกใบลดหนี้และออกใบกำกับภาษีให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีโรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลนราธิวาส และโรงพยาบาลสระบุรี โรงพยาบาลตาคลี โรงพยาบาลควนขนุน รวมใบลดหนี้จำนวน 11 ฉบับ เนื่องจากลูกค้าซึ่งเป็นส่วนราชการไม่สามารถนำใบเสร็จฉบับเดิมไปขอเบิกเงินได้ โจทก์จึงออกใบเสร็จฉบับใหม่ให้แทน ซึ่งยอดขายและจำนวนภาษีถูกต้อง ดังนั้น การที่จำเลยประเมินภาษีของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าโจทก์แสดงยอดซื้อผิดพลาดต่ำไปแต่แสดงภาษีซื้อไว้ถูกต้อง ใบลดหนี้ที่โจทก์ออกมีใบลดหนี้จำนวน 7 ฉบับ รวมเป็นเงิน 2,460,528.04 บาทภาษีขาย 172,236.96 บาท ไม่เป็นไปตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากรโจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีที่ได้นำส่งไปแล้ว โจทก์เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า การออกใบลดหนี้ของโจทก์เป็นการไม่ถูกต้องเพราะการออกใบลดหนี้ของโจทก์ให้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส โรงพยาบาลนราธิวาส สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี และโรงพยาบาลควนขนุน นั้น มิใช่เป็นเหตุแห่งกรณีที่โจทก์จะออกใบลดหนี้ได้ตามนัยมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งมิใช่กรณีที่จะมีเหตุการออกใบลดหนี้ได้ตามประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 18) เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10(1)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิออกใบลดหนี้และไม่มีสิทธินำใบลดหนี้จำนวนมูลค่าสินค้าอันเป็นยอดขายรวมจำนวน 2,460,528.04 บาทภาษีขายจำนวน 172,236.96 บาท ดังกล่าวข้างต้นมาขอคืนโดยคำนวณหักภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีตุลาคม 2537 ได้ ส่วนกรณีการออกใบลดหนี้ของโจทก์ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลตาคลี นั้น เป็นใบลดหนี้ตามนัยมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากรคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจึงพิจารณาหักภาษีขายรวมเป็นเงิน 2,543.22 บาท ตามยอดขายอันเป็นมูลค่าสินค้ารวมจำนวน 36,331.78 บาท ให้โจทก์แล้ว และได้ปรับปรุงยอดขายสินค้าของโจทก์ซึ่งได้แสดงไว้ในแบบ ภ.พ.30 ปรากฏว่าโจทก์แสดงรายการภาษีขายขาดไปจำนวน 172,236.94 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามนัยมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากรโดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ โดยเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสำหรับใบลดหนี้ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส โจทก์ได้ส่งสินค้าและออกใบกำกับภาษี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536แต่ยังไม่สามารถติดตั้งเครื่องมือทำฟันได้จนวันที่ 6 สิงหาคม 2537โจทก์จึงได้ออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้กับสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสเพื่อใช้แทนใบกำกับภาษีชุดเดิม และต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2537โจทก์จึงทำใบลดหนี้พิพาทในคดีนี้เพื่อยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและใบลดหนี้ของโรงพยาบาลนราธิวาส โจทก์ส่งสินค้าให้กับโรงพยาบาลนราธิวาสตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 2สิงหาคม 2537 โดยโจทก์ออกใบกำกับภาษีให้กับโรงพยาบาลนราธิวาสในวันส่งสินค้า ต่อมาจึงทราบจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่าโรงพยาบาลได้ทำใบอนุมัติรวมสินค้าทั้งหมด แต่โจทก์ส่งสินค้าแยกรายการจึงขอให้โจทก์ออกใบกำกับภาษีรวม เพื่อที่จะได้ทำตั้งเบิกต่อไป ในวันที่ 25 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้กับโรงพยาบาลนราธิวาส และในวันเดียวกันโจทก์ทำใบลดหนี้ เพื่อยกเลิกใบกำกับภาษีที่ออกให้เมื่อส่งสินค้าทั้งสองฉบับสำหรับสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี โจทก์ส่งสินค้าให้เมื่อวันที่ 27มิถุนายน 2537 และได้ออกใบกำกับภาษีให้ในวันเดียวกัน ต่อมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดว่าไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ทัน จะต้องเบิกจ่ายจากปีงบประมาณต่างงบกัน ขอให้โจทก์ออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้กับสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี โจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2537 และต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ออกใบลดหนี้ให้กับสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เพื่อยกเลิกใบกำกับภาษีลงวันที่ 27 มิถุนายน 2537สำหรับโรงพยาบาลควนขนุน โจทก์ส่งสินค้าให้กับโรงพยาบาลในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2537 และออกใบกำกับภาษีให้ในวันเดียวกันต่อมาได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่าไม่สามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณปี 2537 ได้ จึงขอให้โจทก์ออกใบกำกับภาษีให้ใหม่เพื่อจะได้เบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2538 ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้กับโรงพยาบาลพร้อมกับใบลดหนี้ยกเลิกใบกำกับภาษีลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2537

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการออกใบลดหนี้ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าการออกใบลดหนี้ใหม่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/10 นั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าจะออกใบลดหนี้ได้ต้องเป็นเรื่องมีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากผิดข้อตกลงสินค้าชำรุดเสียหายหรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด หรือมีการคืนสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 82/10เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้อง ปรากฏว่าโจทก์ออกใบลดหนี้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เพราะโจทก์ส่งสินค้าให้ผู้ซื้อแล้วแต่ยังไม่อาจติดตั้งได้ จึงออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้ผู้ซื้อ และสาเหตุที่โจทก์ออกใบลดหนี้ให้โรงพยาบาลนราธิวาสเพราะผู้ซื้อได้ทำใบอนุมัติเบิกจ่ายรวมสินค้าทั้งหมด แต่โจทก์ส่งสินค้าแยกรายการ โจทก์จึงออกใบกำกับภาษีรวมสินค้าให้ใหม่และที่โจทก์ออกใบลดหนี้ให้สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เพราะผู้ซื้อไม่สามารถเบิกจ่ายจากปีงบประมาณต่างงบกัน โจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้ใหม่ ส่วนที่โจทก์ออกใบลดหนี้ให้โรงพยาบาลควนขนุนก็เพราะผู้ซื้อไม่สามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณปี 2537ได้โดยจะต้องเบิกจ่ายจากปีงบประมาณ 2538 ซึ่งเป็นปีถัดไปโจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อใหม่ ซึ่งเหตุผลต่าง ๆ ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นมิใช่กรณีดังที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10(1)(2)(3)(4)ดังนั้น การที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีและออกใบลดหนี้ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ประจำเดือนตุลาคม 2537 ของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/10 ม. 86/10
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 18) ม. 82/10 (1) ม. 82/10 (3) ม. 82/10 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจำเริญแพทย์ภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7169/2543
#66266
เปิดฉบับเต็ม

การออกใบลดหนี้ใหม่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/10 นั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าจะออกใบลดหนี้ได้ต้องเป็นเรื่องมีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากผิดข้อตกลง สินค้าชำรุดเสียหายหรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด หรือมีการคืนสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 82/10 เท่านั้น

โจทก์ออกใบลดหนี้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสเพราะโจทก์ส่งสินค้าให้ผู้ซื้อแล้วแต่ยังไม่อาจติดตั้งได้จึงออกใบกำกับภาษีชุดใหม่ให้ผู้ซื้อ โจทก์ออกใบลดหนี้ให้โรงพยาบาลนราธิวาส เพราะผู้ซื้อได้ทำใบอนุมัติเบิกจ่ายรวมสินค้าทั้งหมด แต่โจทก์ส่งสินค้าแยกรายการ จึงออกใบกำกับภาษีรวมสินค้าให้ใหม่และโจทก์ออกใบลดหนี้ให้สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เพราะผู้ซื้อไม่สามารถเบิกจ่ายจากปีงบประมาณต่างงบกัน โจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้ใหม่ ส่วนที่โจทก์ออกใบลดหนี้ให้โรงพยาบาลควนขนุน ก็เพราะผู้ซื้อไม่สามารถเบิกจ่ายจากงบประมาณปี 2537ได้โดยจะต้องเบิกจ่ายจากปีงบประมาณ 2538 ซึ่งเป็นปีถัดไป โจทก์จึงออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อใหม่ การออกใบลดหนี้ของโจทก์ในกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการออกเพื่อยกเลิกใบกำกับภาษีที่ออกไว้เดิม หลังจากออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อใหม่แล้ว จึงมิใช่กรณีดังที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10 (1) (2) (3) (4) ดังนั้น การที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีและออกใบลดหนี้ดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/10 ม. 86/10 ม. 82/10 (1)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีการค้า (ฉบับที่ 18)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจำเริญแพทย์ภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7168/2543
#38447
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ต้องกระทำโดยเสียงข้างมากคือตั้งแต่ 8 คนขึ้นไป แต่หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องคดีมีคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ลงชื่อในฐานะผู้มอบอำนาจเพียง7 คน แม้กรรมการมัสยิดโจทก์อีก 1 คนจะลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจด้วยแต่ก็เป็นเพียงการลงชื่อในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น หาได้ลงชื่อในฐานะเป็นผู้มอบอำนาจไม่ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จึงเป็นการดำเนินงานที่มิได้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามฯ เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและปราศจากอำนาจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ2,300 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์เรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ต่อไปอีก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ยื่นฟ้องโดยมาตรา 9 บัญญัติว่า ในการดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิด และมีระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนกิจของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ. 2492 ข้อ 4 ระบุว่า คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจะพึงมีได้แห่งละไม่เกิน 15 คน กอร์ปด้วยอิหม่ามคอเต็บ บิหลั่นเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง อิหม่ามเป็นประธานกรรมการคอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีนายชาตรีแอนดาริส เป็นอิหม่าม นายอาหะหมัด แอนดริส เป็นคอเต็บ นายวิสูตรดอเลาะกองเสล็ม เป็นบิหลั่น และมีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจากการเลือกตั้งอีก 12 คน คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดโจทก์จึงมีทั้งหมดรวม 15 คน การดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์จึงต้องกระทำโดยเสียงข้างมากคือตั้งแต่ 8 คนขึ้นไป แต่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ มีคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ลงชื่อในฐานะผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้เพียง 7 คน ถึงแม้ว่านายกวีศักดิ์แอนดาริส กรรมการมัสยิดโจทก์อีก 1 คน จะลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย แต่ก็เป็นเพียงการลงชื่อไปในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจเท่านั้นนายกวีศักดิ์หาได้ลงชื่อไปในฐานะเป็นผู้มอบอำนาจแต่อย่างใดไม่ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จึงเป็นการดำเนินงานที่มิได้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามพ.ศ. 2490 ดังกล่าว เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและปราศจากอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ปัญหานี้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์และจำเลยมิได้ฎีกา แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์จึงไม่ต้องวินิจฉัยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มัสยิดดารุสสลาม
จำเลย — นาง ซาลาเมาะ มีมูซอ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พูนศักดิ์ จงกลนี
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7168/2543
#91268
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. มัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 มาตรา 9 บัญญัติว่า ในการดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิด และมีระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนกิจของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ. 2492 ข้อ 4 ระบุว่า คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจะพึงมีได้แห่งละไม่เกิน 15 คน กอร์ปด้วยอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดโจทก์มีทั้งหมดรวม 15 คน การดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์จึงต้องกระทำโดยเสียงข้างมากคือตั้งแต่ 8 คน ขึ้นไป แต่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้มีคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ลงชื่อในฐานะผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้เพียง 7 คน ถึงแม้ว่ากรรมการมัสยิดโจทก์อีก 1 คน จะลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย แต่ก็เป็นเพียงการลงชื่อในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจ หาได้ลงชื่อในฐานะเป็นผู้มอบอำนาจไม่ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จึงเป็นการดำเนินงานที่มิได้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 29 และ 29/1 หมู่ที่ 1 แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร และเสาที่ปักอยู่ตามถนนกับรั้วลวดหนามออกจากที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 200 ตารางวา หากให้บุคคลอื่นเช่าโดยไม่คิดค่าหน้าดินจะได้ค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละ 2,300 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 2,300 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์เรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ต่อไปอีก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 พ.ร.บ. มัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 ซึ่งยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โดยมาตรา 9 บัญญัติว่า ในการดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิด และมีระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนกิจของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ.2492 ข้อ 4 ระบุว่า คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด จะพึงมีได้แห่งละไม่เกิน 15 คน กอร์ปด้วยอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่นเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง อิหม่ามเป็นประธานกรรมการ คอเต็บเป็นรองประธานกรรมการ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีนายชาตรีเป็นอิหม่าม นายอาหะหมัดเป็นคอเต็บ นายวิสูตรเป็นบิหลั่น และมีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจากการเลือกตั้งอีก 12 คน คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดโจทก์จึงมีทั้งหมดรวม 15 คนการดำเนินงานของคณะกรรมการมัสยิด โจทก์จึงต้องกระทำโดยเสียงข้างมากคือตั้งแต่ 8 คน ขึ้นไป แต่ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ ตามเอกสารหมายจ.3 มีคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ลงชื่อในฐานะผู้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้เพียง 7 คน ถึงแม้ว่านายกวีศักดิ์ กรรมการมัสยิดโจทก์อีก 1 คน จะลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย แต่ก็เป็นเพียงการลงชื่อไปในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น นายกวีศักดิ์หาได้ลงชื่อไปในฐานะเป็นผู้มอบอำนาจแต่อย่างใดไม่ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินงานที่มิได้เป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมการมัสยิดโจทก์ ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. มัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 ดังกล่าว เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและปราศจากอำนาจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ปัญหานี้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์และจำเลยมิได้ฎีกา แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์จึงไม่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.มัสยิดอิสลาม พ.ศ.2490 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มัสยิดดารุสสลาม
จำเลย — นางซาลาเมาะ มีมูซอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พูนศักดิ์ จงกลนี
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7140/2543
#35024
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อจากการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางกับจ่าสิบตำรวจ ส. กับพวก จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างจำเลยที่ 1 ข. และเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อ การเจรจาซื้อขายตกลงกันเรียบร้อยก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเข้ามายังที่เกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 2เข้าไปดูเงินที่ใช้ล่อซื้อที่ท้ายรถยนต์ของจ่าสิบตำรวจ ส. ก็เพราะ ข. ให้จำเลยที่ 2ไปดูเพื่อให้แน่ใจว่าเงินยังอยู่ หลังจากที่ ข. ไปตรวจนับมาแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางก็เพราะข. ใช้ให้ไปเอา ซึ่งต้องถือว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข. ยังเป็นผู้ครอบครองอยู่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมายังที่เกิดเหตุเป็นเพียงการนำมาแทน ข. โดยจำเลยที่ 2 ทำตามที่ ข. สั่ง มิได้มีเจตนายึดถือเพื่อตนการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 และ ข. กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 9,995 เม็ดคำนวณเป็นเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์หนัก 245 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสองกับพวกเพื่อจำหน่าย และได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับซึ่งล่อซื้อในราคา 750,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15,66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 เท่านั้น มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามมาตรา 83 ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อจากการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางกับจ่าสิบตำรวจสุรศักดิ์ อินทชัยและสิบตำรวจตรีอำนาจ พันธ์สระน้อย มาโดยตลอด ส่วนจำเลยที่ 2 เพิ่งเข้ามาร่วมในวันเกิดเหตุโดยก่อนถูกจับ จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างได้ขับรถจักรยานยนต์คนละคันกับนายขาวไม่ทราบนามสุกล ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางที่นำไปซ่อนไว้หลังกระจกในฟ้องน้ำของห้องเช่าหมายเลข 108 โรงแรมสะปำอินน์เข้ามายังที่เกิดเหตุด้วยกัน จำเลยที่ 2 เข้าไปดูเงินที่ใช้ล่อซื้อที่ท้ายรถยนต์ของจ่าสิบตำรวจสุรศักดิ์ เมื่อดูเงินแล้วนายขาวบอกให้จำเลยที่ 2 ไปนำเมทแอมเฟตามีนจากที่นายขาวนำไปซ่อนไว้มาให้ จำเลยที่ 2 ก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปตามลำพังประมาณ 10 นาที แล้วนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมา เมื่อจ่าสิบตำรวจสุรศักดิ์เปิดดูพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน จึงให้สัญญาแก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งซุ่มดูอยู่เข้าจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่นายขาวเจ้าของผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางหลบหนีไปได้ ดังนี้ เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ระหว่างจำเลยที่ 1 นายขาวและเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อแต่อย่างใด การเจรจาซื้อขายตกลงกันเรียบร้อยก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเข้ามายังที่เกิดเหตุแล้ว การที่จำเลยที่ 2เข้าไปดูเงินที่ใช้ล่อซื้อที่ท้ายรถยนต์ จ่าสิบตำรวจสุรศักดิ์ก็เพราะนายขาวให้จำเลยที่ 2 ไปดู เพื่อให้แน่ใจว่าเงินยังอยู่ หลังจากที่นายขาวไปตรวจนับมาแล้วครั้งหนึ่งส่วนการที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางที่หลังกระจกห้องน้ำห้องหมายเลข 108 โรงแรมสะปำอินน์ นั้นก็เพราะนายขาวใช้ให้ไปเอา ซึ่งต้องถือว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นนายขาวยังเป็นผู้ครอบครองอยู่ การที่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมายังที่เกิดเหตุนั้น เป็นเพียงการนำมาแทนนายขาว โดยจำเลยที่ 2 ทำตามที่นายขาวสั่งเท่านั้นมิได้มีเจตนายึดถือเพื่อตนการกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 และนายขาวกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 หาใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามมาตรา 83 ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53, 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกไว้ 33 ปี4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ชานุวัตรหรือชานุวัฒน์ สารภี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7140/2543
#66264
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อจากการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางกับจ่าสิบตำรวจ ส.กับพวก จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างจำเลยที่ 1 ข.และเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อ การเจรจาซื้อขายตกลงกันเรียบร้อยก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเข้ามายังที่เกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปดูเงินที่ใช้ล่อซื้อที่ท้ายรถยนต์ของจ่าสิบตำรวจ ส. ก็เพราะ ข. ให้จำเลยที่ 2 ไปดูเพื่อให้แน่ใจว่าเงินยังอยู่ หลังจากที่ ข. ไปตรวจนับมาแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางก็เพราะ ข. ใช้ให้ไปเอาซึ่งต้องถือว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข. ยังเป็นผู้ครอบครองอยู่จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมายังที่เกิดเหตุเป็นเพียงการนำมาแทน ข. โดยจำเลยที่ 2 ทำตามที่ ข. สั่ง มิได้มีเจตนายึดถือเพื่อตน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 และ ข. กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.อ.มาตรา 86

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายชานุวัตรหรือชานุวัฒน์ สารภี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2543
#36412
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แสดงตนต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับศพ ฉ. ผู้ตาย โดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ที่แจ้งให้โจทก์นำมาแสดงไม่มี แต่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับศพไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ก่อนที่โจทก์จะกลับมาแต่โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิในการรับศพผู้ตายออกจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับศพผู้ตายไป จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คงมีเฉพาะคำฟ้องของโจทก์ส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ซึ่งหากฟังได้เป็นความจริงย่อมเป็นการเอาโลงดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามคำฟ้องส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายฉลอง เศวตนันทน์ ผู้ตายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์นำผู้ตายเข้ารักษา ณ โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 และผู้ตายถึงแก่ความตายในวันเดียวกัน เมื่อโจทก์ขอรับศพผู้ตายโดยเตรียมหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ตามระเบียบการนำศพออกจากโรงพยาบาล จำเลยที่ 1 อ้างว่า ต้องให้โจทก์นำหลักฐานต้นฉบับใบสำคัญการสมรสไปแสดงด้วยจึงจะรับศพได้ ปรากฏว่า ในระหว่างที่โจทก์กลับไปนำต้นฉบับใบสำคัญการสมรส จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไปแสดงตนต่อจำเลยที่ 1 ขอรับศพผู้ตายโดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัว-ประชาชนของจำเลยที่ 3 (ใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน) ต่อจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ที่แจ้งให้โจทก์นำไปแสดงไม่มี แต่จำเลยที่ 1กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แล้วจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกจากโรงพยาบาลไป โจทก์ติดต่อทวงถามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ตายไปเป็นเงิน 4,365 บาท ค่าซื้อโลงเป็นเงิน 4,000 บาท ค่าจองวัดเมืองมางเพื่อจัดงานศพและเตรียมซื้อดอกไม้สดและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการจัดงานศพเป็นเงิน 20,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ เพราะโจทก์ได้แจ้งบรรดาญาติมิตรของผู้ตายและของโจทก์ทราบเพื่อไปร่วมงานศพ ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน500,000 บาท และการกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์เสื่อมเสียสุขภาพจิตโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 728,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2538 คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 49,239.46 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งห้าต้องชำระให้โจทก์จำนวน777,604.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารวมกันชำระเงินจำนวน 777,604.46บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 728,365 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 172 ให้รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1ดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วนคดีนี้ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 5 ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แสดงตนต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับศพนายฉลองเศวตนันทน์ ผู้ตายโดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของโรงพยาบาลจำเลยที่ 1ที่แจ้งให้โจทก์นำมาแสดงไม่มี แต่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับศพไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ก่อนที่โจทก์จะกลับมา ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิในการรับศพผู้ตายออกจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับศพผู้ตายไป จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างว่าต้องจองวัดและซื้ออุปกรณ์เพื่อจัดงานศพเป็นเงิน 20,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์เป็นเงิน500,000 บาท และค่าเสียหายต่อสุขภาพจิตของโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาทคงมีเฉพาะคำฟ้องของโจทก์ ส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ซึ่งหากฟังได้เป็นความจริงย่อมเป็นการเอาโลงดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามคำฟ้องส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่โลงที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เป็นผู้เตรียมมามีราคาเพียง 4,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง สมควรให้โจทก์นำคดีส่วนนี้ไปฟ้องยังศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลไปฟ้องยังศาลแขวงภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นภาพรรณ เศวตนันทน์
จำเลย — โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2543
#39889
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นภริยา ฉ. ผู้ตายอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แสดงตนต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับศพผู้ตาย โดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ที่แจ้งให้โจทก์นำมาแสดงไม่มี แต่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไป เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิในการรับศพผู้ตายออกจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับศพผู้ตายไป จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์

ส่วนคำฟ้องของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หากฟังได้เป็นความจริงย่อมเป็นการเอาโลงดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามคำฟ้องส่วนนี้ แต่โลงที่โจทก์กล่าวอ้างมีราคาเพียง 4,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์นำคดีส่วนนี้ไปฟ้องยังศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายฉลอง เศวตนันทน์ผู้ตายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 โจทก์นำผู้ตายเข้ารักษา ณ โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 และผู้ตายถึงแก่ความตายในวันเดียวกัน เมื่อโจทก์ขอรับศพผู้ตายโดยเตรียมหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ตามระเบียบการนำศพออกจากโรงพยาบาล จำเลยที่ 1 อ้างว่า ต้องให้โจทก์นำหลักฐานต้นฉบับใบสำคัญการสมรสไปแสดงด้วยจึงจะรับศพได้ ปรากฏว่า ในระหว่างที่โจทก์กลับไปนำต้นฉบับใบสำคัญการสมรส จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไปแสดงต่อจำเลยที่ 1 ขอรับศพผู้ตายโดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 (ใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน)ต่อจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของจำเลยที่ 1ที่แจ้งให้โจทก์นำไปแสดงไม่มี แต่จำเลยที่ 1 กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แล้วจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกจากโรงพยาบาลไป โจทก์ติดต่อทวงถามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ตายไปเป็นเงิน 4,365 บาท ค่าซื้อโลงเป็นเงิน 4,000 บาทค่าจองวัดเมืองมางเพื่อจัดงานศพและเตรียมซื้อดอกไม้และอุปกรณ์ต่าง ๆในการจัดงานศพเป็นเงิน 20,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 500,000 บาท และการกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์เสื่อมเสียสุขภาพจิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน200,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 728,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2538 คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 49,239.46 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งห้าต้องชำระให้โจทก์จำนวน 777,604.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 777,604.46 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 728,365 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ประกอบมาตรา 172 ให้รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1ดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว โดยคำพิพากษาศาลฎีกาส่วนคดีนี้ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 5ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 2

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชอบหรือไม่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แสดงตนต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับศพนายฉลอง เศวตนันทน์ ผู้ตาย โดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ที่แจ้งให้โจทก์นำมาแสดงไม่มีแต่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1 กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับศพไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ได้นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ก่อนที่โจทก์จะกลับมา ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิในการรับศพผู้ตายออกจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 รับศพผู้ตายไป จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างว่าต้องจองวัดและซื้ออุปกรณ์เพื่อจัดงานศพเป็นเงิน 20,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และค่าเสียหายต่อสุขภาพจิตของโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท คงมีเฉพาะคำฟ้องของโจทก์ ส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ซึ่งหากฟังได้เป็นความจริงย่อมเป็นการเอาโลงดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ตามคำฟ้องส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งหมดนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่โลงที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เป็นผู้เตรียมมามีราคาเพียง 4,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง สมควรให้โจทก์นำคดีส่วนนี้ไปฟ้องยังศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีฟ้องเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลไปฟ้องยังศาลแขวงภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 148 ม. 172
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นภาพรรณ เศวตนันทน์
จำเลย — โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2543
#98574
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นภริยา ฉ.ผู้ตายอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5แสดงตนต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับศพผู้ตาย โดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 ที่แจ้งให้โจทก์นำมาแสดงไม่มี แต่โรงพยาบาลจำเลยที่ 1กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไป เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ไม่มีสิทธิในการรับศพผู้ตายออกจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับศพผู้ตายไป จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์

ส่วนคำฟ้องของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า จำเลย 2 ถึงที่ 4 นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ 1 หากฟังได้เป็นความจริงย่อมเป็นการเอาโลงดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามคำฟ้องส่วนนี้ แต่โลงที่โจทก์กล่าวอ้างมีราคาเพียง 4,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์นำคดีส่วนนี้ไปฟ้องยังศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายฉลอง เศวตนันทน์ ผู้ตายเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๓๘ โจทก์นำผู้ตายเข้ารักษา ณ โรงพยาบาลจำเลยที่ ๑ และผู้ตายถึงแก่ความตายในวันเดียวกัน เมื่อโจทก์ขอรับศพผู้ตายโดยเตรียมหลักฐานเอกสารต่างๆตามระเบียบการนำศพออกจากโรงพยาบาล จำเลยที่ ๑ อ้างว่า ต้องให้โจทก์นำหลักฐานต้นฉบับใบสำคัญการสมรสไปแสดงด้วยจึงจะรับศพได้ ปรากฏว่า ในระหว่างที่โจทก์กลับไปนำต้นฉบับใบสำคัญการสมรส จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไปแสดงตนต่อจำเลยที่ ๑ขอรับศพผู้ตายโดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ ๓(ใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน) ต่อจำเลยที่ ๑เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ที่แจ้งให้โจทก์นำไปแสดงไม่มีแต่จำเลยที่ ๑ กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ แล้วจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกจากโรงพยาบาลไป โจทก์ติดต่อทวงถามให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ตายไปเป็นเงิน ๔,๓๖๕ บาท ค่าซื้อโลงเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ค่าจองวัดเมืองมางเพื่อจัดงานศพและเตรียมซื้อดอกไม้สดและอุปกรณ์ต่างๆ ในการจัดงานศพเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทการกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และการกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์เสื่อมเสียสุขภาพจิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทรวมค่าเสียหายที่จำเลยทั้งห้าต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น ๗๒๘,๓๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๘คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๔๙,๒๓๙.๔๖ บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งห้าต้องชำระให้โจทก์จำนวน ๗๗๗,๖๐๔.๔๖ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน๗๗๗,๖๐๔.๔๖ บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน๗๒๘,๓๖๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ ประกอบมาตรา๑๗๒ ให้รับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑ดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว โดยคำพิพากษาศาลฎีกาส่วนคดีนี้ปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๒มีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ ๕ ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๕ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค ๒

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ แสดงตนต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ ๑ เพื่อขอรับศพนายฉลอง เศวตนันทน์ ผู้ตาย โดยแสดงหลักฐานเพียงใบแทนบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ ๓ เท่านั้น ส่วนหลักฐานอื่นตามระเบียบของโรงพยาบาลจำเลยที่ ๑ ที่แจ้งให้โจทก์นำมาแสดงไม่มี แต่โรงพยาบาลจำเลยที่ ๑กลับมอบศพผู้ตายให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ โดยมีจำเลยที่ ๔ เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับศพไปนอกจากนั้นจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ ๑ ก่อนที่โจทก์จะกลับมา ดังนี้ เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่มีสิทธิในการรับศพผู้ตายออกจากโรงพยาบาลจำเลยที่ ๑ อย่างไร อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวล-กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ รับศพผู้ตายไป จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างว่าต้องจองวัดและซื้ออุปกรณ์เพื่อจัดงานศพเป็นเงิน๒๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายต่อสุขภาพจิตของโจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คงมีเฉพาะคำฟ้องของโจทก์ส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากฟังได้เป็นความจริงย่อมเป็นการเอาโลงดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ถึงที่ ๔ ตามคำฟ้องส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่โลงที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เป็นผู้เตรียมมามีราคาเพียง ๔,๐๐๐ บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง สมควรให้โจทก์นำคดีส่วนนี้ไปฟ้องยังศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ นำศพผู้ตายใส่ในโลงที่โจทก์เป็นผู้เตรียมมานำออกไปจากโรงพยาบาลไปฟ้องยังศาลแขวงภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 148 ม. 172
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภาพรรณ เศวตนันทน์
จำเลย — โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — (อ่านไม่ออก)
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2543
#35138
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อในโฉนดที่พิพาทแทนโจทก์เท่านั้น และการนำสืบเช่นนี้ยังเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วยซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อปี 2530 นางแก้ว คงแสงดาวกับนางสาคร ยิ้มย่อง บริจาคที่ดินเนื้อที่ 8 ไร่ ให้สร้างวัดโจทก์ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพระภิกษุในวัดเป็นกรรมการผู้ดูแลวัด และจำเลยที่ 2เป็นผู้ทำบัญชีรับจ่ายของโจทก์ จำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างวัดโจทก์ แต่เนื่องจากด้านหน้าโบสถ์มีพื้นที่แคบ นางสวงค์ บุญญะสิทธิ์ จึงบริจาคที่พิพาทโฉนดเลขที่ 27374 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่3 งาน 9 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดหน้าโบสถ์ให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับบริจาคและลงชื่อในโฉนดถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์2533 ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยพลการ การซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ และวันที่ 13 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2ขายที่พิพาทต่อไปให้แก่จำเลยที่ 3 การซื้อขายจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะนิติกรรมการโอนที่วัดจะทำได้โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น โจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 โอนที่พิพาทคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 เพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2กับที่ 3 เป็นโมฆะให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายทั้ง 2 ครั้ง และให้จำเลยที่ 3คืนโฉนดที่พิพาทแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทหรือไม่ และการซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27374 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2531 มีพระครูโอภาสธัญญกิจเป็นเจ้าอาวาส ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27374 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 งาน 9 ตารางวาจำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสวงค์ บุญญะสิทธิ์โดยมีสัดส่วนตามจำนวนเนื้อที่ที่พิพาท ต่อมามีการแบ่งแยกเฉพาะที่พิพาทออกเป็นสัดส่วน โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ วันที่ 18 มีนาคม 2535จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 13 ธันวาคม2537 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 รายละเอียดตามสารบัญจดทะเบียน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าการที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่พิพาทเป็นการถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์นั้น เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) หรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลดังกล่าวก็เพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้มีชื่อในโฉนดที่พิพาทแทนโจทก์เท่านั้น และการนำสืบเช่นนี้ยังเป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วยซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารไม่ กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยทั้งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดคลองหนึ่ง
จำเลย — พระภิกษุ หลุย ผาสุข หรือพระปลัด หลุย อติภัทโท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7058/2543
#35023
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์มีความประสงค์จะประมูลซื้อทรัพย์จำนองจริง และเป็น ผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองรายนี้ได้ในราคาสูงสุด แต่มีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหลายรายการทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สับสนโดยนำราคาที่จะต้องเข้าประมูลในคดีอื่นมาประมูลซื้อในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในราคาอันเป็นคุณสมบัติของทรัพย์ แต่ความสำคัญผิดของผู้ซื้อทรัพย์เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการแสดงเจตนาเข้าประมูลซื้อทรัพย์โดยไม่ตรวจสอบราคาให้ถูกต้อง ผู้ซื้อทรัพย์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 จึงไม่มีเหตุที่จะยกเลิก การขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 96,829.27บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 81,412.06บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1984 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ตามคำบังคับของศาลชั้นต้น โจทก์จึงยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ในราคา 100,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้

วันที่ 29 มกราคม 2542 โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้อง ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์ผู้ซื้อทรัพย์ประสงค์จะประมูลซื้อทรัพย์จำนองคดีนี้ในราคาเพียง 60,000 บาท แต่ในวันดังกล่าวมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหลายรายทำให้ผู้ซื้อทรัพย์หลงพลาดและสับสน จึงนำราคาที่ต้องเข้าประมูลซื้อทรัพย์ในคดีอื่นมาประมูลซื้อทรัพย์ในคดีนี้แทน

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่อศาลชั้นต้นว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีทุกประการผู้ซื้อทรัพย์ได้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งเท่ากับราคาประเมินในขณะยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ประกอบกับไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงได้เคาะไม้ขายไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ซื้อทรัพย์มิได้เข้าประมูลซื้อทรัพย์โดยผิดพลาดสับสน ประกอบกับมูลเหตุที่ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดไม่ใช่การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดี และไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการขายทอดตลาด ให้ยกคำขอ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้ประมูลซื้อทรัพย์ในราคาที่สูงไม่สมเหตุผลแต่อย่างใด และที่ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าได้ประมูลซื้อทรัพย์ในราคา 100,000 บาท เพราะหลงพลาดและสับสน ความจริงผู้ซื้อทรัพย์จะซื้อในราคา 60,000 บาท นั้น เห็นว่า กรณีนี้เป็นความผิดของผู้ซื้อทรัพย์เอง เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนเร้นอยู่ในใจของผู้ซื้อทรัพย์ว่าจะซื้อทรัพย์ดังกล่าวในราคา 60,000 บาท แต่อย่างใด เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่ได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์โดยไม่สุจริตและฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการขายทอดตลาด พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า "มีเหตุสมควร" ที่จะยกเลิกการทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ซื้อทรัพย์ได้ยอมรับมาในคำแถลงฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2542 ของผู้ซื้อทรัพย์ว่า ในวันขายทอดตลาดผู้ซื้อทรัพย์มีความประสงค์จะประมูลซื้อทรัพย์จำนองในคดีนี้จริง และเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองรายนี้ได้ในราคาสูงสุด 100,000 บาท เพียงแต่ผู้ซื้อทรัพย์อ้างมาในคำแถลงว่าผู้ซื้อทรัพย์ประสงค์จะประมูลซื้อทรัพย์จำนองคดีนี้ในราคา 60,000 บาท แต่เนื่องจากวันดังกล่าวมีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหลายรายการทำให้ผู้ซื้อทรัพย์หลงพลาดและสับสนโดยนำราคาที่จะต้องเข้าประมูลในคดีอื่นซึ่งเลื่อนการขายออกไปมาประมูลซื้อในคดีนี้ข้อเท็จจริงตามคำแถลงของผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในราคาอันเป็นคุณสมบัติของทรัพย์จำนองคดีนี้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ความสำคัญผิดของผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ซื้อทรัพย์ในการแสดงเจตนาเข้าประมูลซื้อทรัพย์จำนองรายนี้ โดยไม่ตรวจสอบราคาให้ถูกต้อง ผู้ซื้อทรัพย์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้น มาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 จึงไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรายนี้ ตามที่ผู้ซื้อทรัพย์ขอได้ ปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ไม่ต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่อาจมีผลให้เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษานี้ได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 158
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสองเดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
โจทก์ — ผู้ซื้อทรัพย์
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกประยุทธ เทียมทัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7058/2543
#66262
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์มีความประสงค์จะประมูลซื้อทรัพย์จำนองจริง และเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองรายนี้ได้ในราคาสูงสุด แต่มีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหลายรายการทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สับสนโดยนำราคาที่จะต้องเข้าประมูลในคดีอื่นมาประมูลซื้อในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในราคาอันเป็นคุณสมบัติของทรัพย์ แต่ความสำคัญผิดของผู้ซื้อทรัพย์เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการแสดงเจตนาเข้าประมูลซื้อทรัพย์โดยไม่ตรวจสอบราคาให้ถูกต้อง ผู้ซื้อทรัพย์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 158 จึงไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการขายทอดตลาด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 158
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ซื้อทรัพย์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — จ่าอากาศเอกประยุทธ เทียมทัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7049 -ที่ 7057/2543
#37407
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วกำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัด พร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธี ปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 เมื่อจำเลยยอมรับในคำร้องว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ในหนังสือจดทะเบียนของจำเลยจึงเป็นที่ตั้งสำนักงานอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68,1111 แม้จำเลย จะมีที่ทำการอยู่ที่บ้านเลขที่ 33 ก็เป็นกรณีจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งการส่งหมายเรียกให้จำเลยโดยการปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 ประกอบ มาตรา 79 ต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มาและศาลแรงงานได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีของ โจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40 จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด แต่จำเลยยื่นคำร้องพ้นกำหนด กรณีจึงต้องยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 10 สิงหาคม 2542 เวลา 14 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าวส่งให้จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายณ บ้านเลขที่ 106/33 ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ตามที่โจทก์ทั้งเก้าระบุไว้ในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ครั้นถึงวันเวลานัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีของโจทก์ทั้งเก้าไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งเก้าตามคำฟ้อง

วันที่ 16 พฤษภาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องว่า บ้านเลขที่ 106/33ที่ศาลแรงงานกลางส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายนั้นเป็นเพียงที่อยู่ในหนังสือจดทะเบียนของจำเลย ไม่ใช่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการของจำเลย ที่ทำการหรือที่อยู่ที่แท้จริงของจำเลยตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 33 อาคารดอกเตอร์เจอร์ฮาร์ดลิงค์ชั้น 14 ซอยเลิศนาวา ถนนกรุงเทพกรีฑา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่ที่โจทก์ที่ 1 ทำงานอยู่กับจำเลยและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลย การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินต่อมาหลังจากนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากได้มีการพิจารณาคดีใหม่ โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้รับค่าชดเชยเพราะโจทก์ที่ 1 ลาออกเอง ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางสั่งคำร้องของจำเลยว่า ตามคำร้องจำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบโดยอ้างว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ และอ้างว่าหากมีการพิจารณาคดีใหม่โจทก์ที่ 1จะไม่ได้รับค่าชดเชย คำร้องฉบับนี้จึงเป็นคำแถลงให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลในวันนัดพิจารณาซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้ามาสู้คดีได้ อันเป็นการแถลงเพื่อให้ศาลแรงงานมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามมาตรา 40, 41 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งต้องแถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือวันที่จำเลยทราบคำสั่งนั้น จำเลยทราบถึงผลแห่งคดีตั้งแต่วันยึดทรัพย์ (วันที่ 7 ตุลาคม 2542) ทั้งได้ยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารและศาลอนุญาตให้ถ่ายเอกสารวันที่ 28 เมษายน 2543 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 แต่มิได้แถลงให้ศาลทราบภายใน 7 วัน จึงไม่เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไป โดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้นจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เท่านั้น คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ทั้งเก้าไว้พิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางได้กำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดพร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 37 เมื่อจำเลยยอมรับในคำร้องว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ในหนังสือจดทะเบียนของจำเลยจึงเป็นที่ตั้งสำนักงานอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68, 1111 แม้จำเลยจะมีที่ทำการอยู่ที่บ้านเลขที่ 33 อาคารดอกเตอร์เจอร์ฮาร์ดลิงค์ ชั้น 14 ก็เป็นกรณีจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งการส่งหมายเรียกให้จำเลยโดยการปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 ประกอบมาตรา 79 จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มาและศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีของโจทก์ทั้งเก้าไปฝ่ายเดียวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40 จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด เมื่อจำเลยยื่นคำร้องพ้นกำหนด กรณีจึงต้องยกคำร้องที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวน จึงเป็นการถูกต้องแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 68 ม. 1111
ป.วิ.พ. ม. 74 ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปิยะลักษณ์ ชุมสารทูล
จำเลย — บริษัท ซิกนุม ไฟร์โปรเทคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7049 -ที่ 7057/2543
#91267
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น

ศาลแรงงานมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วได้กำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัด พร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 เมื่อจำเลยยอมรับในคำร้องว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ในหนังสือจดทะเบียนของจำเลย จึงเป็นที่ตั้งสำนักงานอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 68, 1111 แม้จำเลยจะมีที่ทำการอยู่ที่บ้านเลขที่ 33 ก็เป็นกรณีจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง การส่งหมายเรียกให้จำเลยโดยการปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 ประกอบมาตรา 79 จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้วเมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 การที่จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด เมื่อจำเลยยื่นคำร้องพ้นกำหนด กรณีจึงต้องยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 10 สิงหาคม 2542 เวลา 14 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าวส่งให้จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 ตามที่โจทก์ทั้งเก้าระบุไว้ในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ครั้นถึงวันเวลานัดปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาคดีของโจทก์ทั้งเก้าไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งเก้าตามคำฟ้อง

วันที่ 16 พฤษภาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางสั่งคำร้องของจำเลยว่า ตามคำร้องจำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบโดยอ้างว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ และอ้างว่าหากมีการพิจารณาคดีใหม่โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้รับค่าชดเชย คำร้องฉบับนี้จึงเป็นคำแถลงให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลในวันนัดพิจารณาซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจเข้ามาสู้คดีได้ อันเป็นการแถลงเพื่อให้ศาลแรงงานมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามมาตรา 40, 41 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งต้องแถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือวันที่จำเลยทราบคำสั่งนั้น จำเลยทราบถึงผลแห่งคดีตั้งแต่วันยึดทรัพย์ (วันที่ 7 ตุลาคม 2542) ทั้งได้ยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารและศาลอนุญาตให้ถ่ายเอกสารวันที่ 28 เมษายน 2543 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 แต่มิได้แถลงให้ศาลทราบภายใน 7 วัน จึงไม่เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไป โดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น

คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ทั้งเก้าไว้พิจารณาแล้วศาลแรงงานกลางได้กำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัด พร้อมกับส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 เมื่อจำเลยยอมรับในคำร้องว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ในหนังสือจดทะเบียนของจำเลยจึงเป็นที่ตั้งสำนักงานอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68, 1111 แม้จำเลยจะมีที่ทำการอยู่ที่บ้านเลขที่ 33 อาคารดอกเตอร์เจอร์ฮาร์ดลิงค์ ชั้น 14 ก็เป็นกรณีจำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง การส่งหมายเรียกให้จำเลยโดยการปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ 106/33 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 ประกอบมาตรา 79 จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีของโจทก์ทั้งเก้าไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 จำเลยขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด เมื่อจำเลยยื่นคำร้องพ้นกำหนด กรณีจึงต้องยกคำร้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนจึงเป็นการถูกต้องแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 68 ม. 1111
ป.วิ.พ. ม. 74 ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะลักษณ์ ชุมสารทูล กับพวก
จำเลย — บริษัทซิกนุม ไฟร์โปรเทคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7048/2543
#112370
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๓๓๗,๖๐๙.๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะจำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก่อความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๓๗,๖๐๙.๖๒ บาท จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิด พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๓๓๗,๖๐๙.๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๑) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างโจทก์ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ข้อพิพาทแรงงาน คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานได้มีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ วรรคสอง แล้ว อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ จึงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑?

พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัล ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายอาบ นครพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวสุวรรณา มีนะโยธิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7043 -ที่ 7047/2543
#37406
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นกรรมการลูกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานกว่า 300 คนได้นัดหมายกันไม่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและพร้อมใจกันผละงานไปพบ จ. ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการของผู้ร้องเพื่อขอให้จ่ายค่าจ้างในเวลา15 นาฬิกา เป็นการวางแผนตระเตรียมกันมาก่อนโดยมีผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของสหภาพแรงงานเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเมื่อ จ. ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทุกข้อแล้ว ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกไม่พอใจ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้กล่าวสบประมาทการบริหารงานของผู้ร้องและหมิ่นประมาท จ. จากนั้นผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้รวมตัวไม่ยอมกลับเข้าทำงานและเรียกร้องให้พนักงานที่ไม่ได้เข้าร่วมให้หยุดงานด้วยโดยมีการข่มขู่ ด่าว่า และจดชื่อพนักงานที่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและไม่เข้าร่วมในการหยุดงานในวันเกิดเหตุ การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้องอันเป็นกรณีร้ายแรงด้วย แม้ผู้คัดค้านทั้งห้าจะเป็นกรรมการลูกจ้างและอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมชอบที่จะขออนุญาตศาลแรงงานเพื่อเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าได้

เดิมผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างระหว่างเวลา 15-17 นาฬิกาเมื่อผู้ร้องปิดงานและต่อมาเมื่อผู้ร้องเปิดงานอีกครั้ง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งแรกผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12-13 นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานอื่นต่างรับค่าจ้างไปจากผู้ร้อง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งที่สองผู้ร้องยังคงกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12-13 นาฬิกา การกระทำดังกล่าวของผู้ร้องถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างกระทำผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นก่อนจึงมีเหตุอันควรปรานี ยังไม่สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าแต่การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง สมควรลดอัตราค่าจ้างผู้คัดค้านทั้งห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5

ผู้ร้องทั้งห้าสำนวนยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นลูกจ้างและเป็นกรรมการลูกจ้าง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำงานผู้ร้องได้กำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12 - 13 นาฬิกา แต่ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้ขัดขวางขู่เข็ญมิให้พนักงานอื่นไปรับค่าจ้าง ต่อมาระหว่างทำงานเวลา15 นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้ชักชวนและขู่เข็ญพนักงานให้ร่วมผละงานกับผู้คัดค้านทั้งห้าจนผู้ร้องต้องหยุดงานถึงเวลา 17 นาฬิกาเป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้ร้องอย่างร้ายแรง ทั้งขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้แสดงกริยาวาจาหยาบคายก้าวร้าวดูหมิ่นนายจรินทร์ เดชธิดา ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการและบุคคลของผู้ร้อง นอกจากนี้ผู้คัดค้านทั้งห้าได้กระทำตนเป็นปรปักษ์และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้ร้องโดยออกหนังสือโจมตีผู้ร้องในทางเสื่อมเสียและใช้ถ้อยคำอันไม่สมควรเป็นพฤติการณ์ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ ขอให้อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้า

ผู้คัดค้านทั้งห้ายื่นคำคัดค้านว่า นับแต่ปี 2533 ผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างเวลาทุกวันที่ 7 และ 22 ของเดือนใน 15 - 17 นาฬิกา ต่อมาในเดือนตุลาคม 2540 ผู้ร้องปิดงานเนื่องจากมีข้อพิพาทแรงงานที่ไม่อาจตกลงกันได้และในวันที่ 22 เมษายน 2541 ผู้ร้องได้เปิดงานโดยรับพนักงานเดิมกลับเข้าทำงาน แต่หลังจากเปิดงานแล้ว ผู้ร้องเปลี่ยนเวลาจ่ายค่าจ้างเป็นระหว่างเวลา 12 - 13 นาฬิกา อันเป็นเวลาพักเที่ยง โดยเจตนากลั่นแกล้งมิให้ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานอื่นได้รับความสะดวกในเวลาพักเที่ยง ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ในวันเกิดเหตุผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานอื่นจึงรวมตัวกันโดยสมัครใจเพื่อใช้สิทธิปกป้องผลประโยชน์ของตนให้ผู้ร้องนำเงินค่าจ้างมาจ่ายระหว่างเวลา 15 - 17 นาฬิกา แต่ผู้ร้องปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านทั้งห้ามิได้ชักชวนขู่เข็ญให้พนักงานอื่นร่วมกันผละงาน มิได้จงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย มิได้ใช้กริยาวาจาหยาบคายด่าทอนายจรินทร์ เดชธิดา ไม่เคยออกหนังสือโจมตีผู้ร้องหรือมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้ร้อง ทั้งการขอเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2541 ในผลใช้บังคับจึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าได้

ผู้คัดค้านทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งห้าว่า ผู้ร้องจะขออนุญาตจากศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน" และมาตรา 123 บัญญัติว่า"ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเว้นแต่บุคคลดังกล่าว

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างโดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง หรือ

(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(5) กระทำการใด ๆ เป็นการยุยง สนับสนุนหรือชักชวนให้มีการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาด

คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความทุกฝ่าย แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นกรรมการลูกจ้างเหตุคดีนี้เกิดในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานกว่า 300 คน ได้นัดหมายกันไม่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและพร้อมใจกันผละงานไปพบนายจรินทร์เพื่อขอให้จ่ายค่าจ้างในเวลา 15 นาฬิกา จึงเป็นการวางแผนตระเตรียมกันมาก่อนโดยมีผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของสหภาพแรงงานเป็นผู้นำการเคลื่อนไหว เมื่อนายจรินทร์ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทุกข้อแล้ว ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกไม่พอใจโดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้กล่าวสบประมาทการบริหารงานของผู้ร้องและหมิ่นประมาทนายจรินทร์ จากนั้นผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้รวมตัวไม่ยอมกลับเข้าทำงานและเรียกร้องให้พนักงานที่ไม่ได้เข้าร่วมให้หยุดงานด้วยโดยมีการข่มขู่ ด่าว่าและจดชื่อพนักงานที่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและไม่เข้าร่วมในการหยุดงานในวันเกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าการกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง บทที่ 5 ข้อ 13 และ ข้อ 22 อันเป็นกรณีร้ายแรงด้วย แม้ผู้คัดค้านทั้งห้าจะเป็นกรรมการลูกจ้างและอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมชอบที่จะขออนุญาตศาลแรงงานกลางเพื่อเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเดิมผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างระหว่างเวลา 15 - 17 นาฬิกา เมื่อผู้ร้องปิดงาน และต่อมาเมื่อผู้ร้องเปิดงานอีกครั้ง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งแรกผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12 - 13 นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานอื่นต่างรับค่าจ้างไปจากผู้ร้อง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งที่สอง ผู้ร้องยังคงกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12 - 13 นาฬิกา การกระทำดังกล่าวของผู้ร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างกระทำผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งห้ากระทำการตามคำร้องของผู้ร้องจึงมีเหตุอันควรปรานี ยังไม่สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้า ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้านั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าดังที่ได้วินิจฉัยแล้วเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง จึงเห็นสมควรลดอัตราค่าจ้างร้อยละ 10 ของอัตราค่าจ้างผู้คัดค้านทั้งห้ารวม 6 เดือน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดอัตราค่าจ้างร้อยละ 10 ของอัตราค่าจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าตามที่ปรากฏในคำร้องรวม 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 123
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท พาร์ การ์เม้นท์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาว สุธาสินี แก้วเหล็กไหล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สละ เทศรำพรรณ
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7043 -ที่ 7047/2543
#91266
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นกรรมการลูกจ้าง เหตุคดีนี้เกิดในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานกว่า 300 คน ได้นัดหมายกันไม่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและพร้อมใจกันผละงานไปพบ จ. ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการของผู้ร้องเพื่อขอให้จ่ายค่าจ้างในเวลา 15 นาฬิกา เป็นการวางแผนตระเตรียมกันมาก่อน โดยมีผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของสหภาพแรงงานเป็นผู้นำการเคลื่อนไหว เมื่อ จ. ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตาม ข้อเรียกร้องทุกข้อแล้ว ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกไม่พอใจโดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้กล่าวสบประมาทการบริหารงานของผู้ร้องและหมิ่นประมาท จ. จากนั้นผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้รวมตัวไม่ยอมกลับเข้าทำงานและเรียกร้องให้พนักงานที่ไม่ได้เข้าร่วมให้หยุดงานด้วยโดยมีการข่มขู่ ด่าว่าและจดชื่อพนักงานที่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและไม่เข้าร่วมในการหยุดงานในวันเกิดเหตุ การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง อันเป็นกรณีร้ายแรงด้วย แม้ผู้คัดค้านทั้งห้าจะเป็นกรรมการลูกจ้างและอยู่ ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมชอบที่จะขออนุญาตศาลแรงงานเพื่อเลิกจ้าง ผู้คัดค้านทั้งห้าได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

เดิมผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างระหว่างเวลา 15 - 17 นาฬิกา เมื่อผู้ร้องปิดงานและต่อมาเมื่อผู้ร้องเปิดงานอีกครั้ง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งแรกผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12 - 13 นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานอื่นต่างรับค่าจ้างไปจากผู้ร้อง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งที่สอง ผู้ร้องยังคงกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา 12 - 13 นาฬิกา การกระทำดังกล่าวของผู้ร้องถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างกระทำผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งห้ากระทำการตามคำร้องของผู้ร้องจึงมีเหตุอันควรปรานี ยังไม่สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้า แต่การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงาน ของผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรลดอัตราค่าจ้างร้อยละ 10 ของอัตราค่าจ้างผู้คัดค้านทั้งห้ารวม 6 เดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่าผู้คัดค้านที่ ๑ ถึงที่ ๕

ผู้ร้องทั้งห้าสำนวนยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นลูกจ้างและเป็นกรรมการลูกจ้าง เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันทำงานผู้ร้องได้กำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา ๑๒ - ๑๓ นาฬิกา แต่ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้ขัดขวางขู่เข็ญมิให้พนักงานอื่นไปรับค่าจ้าง ต่อมาระหว่างทำงานเวลา ๑๕ นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้ชักชวนและขู่เข็ญพนักงานให้ร่วมผละงานกับผู้คัดค้านทั้งห้าจนผู้ร้องต้องหยุดงานถึงเวลา ๑๗ นาฬิกา เป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้ร้องอย่างร้ายแรง ทั้งขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้แสดงกริยาวาจาหยาบคายก้าวร้าวดูหมิ่นนายจรินทร์ เดชธิดา ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการและบุคคลของผู้ร้อง นอกจากนี้ผู้คัดค้านทั้งห้าได้กระทำตนเป็นปรปักษ์และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้ร้องโดยออกหนังสือโจมตีผู้ร้องในทางเสื่อมเสียและใช้ถ้อยคำอันไม่สมควร เป็นพฤติการณ์ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ ขอให้อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้า

ผู้คัดค้านทั้งห้ายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าได้

ผู้คัดค้านทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งห้าว่า ผู้ร้องจะขออนุญาตจากศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕๒ บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน" และมาตรา ๑๒๓ บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว

(๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(๒) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(๓) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างโดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง หรือ

(๔) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๕) กระทำการใด ๆ เป็นการยุยง สนับสนุนหรือชักชวนให้มีการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาด คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความทุกฝ่ายแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นกรรมการลูกจ้างเหตุคดีนี้เกิดในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานกว่า ๓๐๐ คน ได้นัดหมายกันไม่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและพร้อมใจกันผละงานไปพบนายจรินทร์เพื่อขอให้จ่ายค่าจ้างในเวลา ๑๕ นาฬิกา จึงเป็นการวางแผนตระเตรียมกันมาก่อนโดยมีผู้คัดค้านทั้งห้าซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของสหภาพแรงงานเป็นผู้นำการเคลื่อนไหว เมื่อนายจรินทร์ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทุกข้อแล้ว ผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกไม่พอใจโดยผู้คัดค้านที่ ๑ ได้กล่าวสบประมาทการบริหารงานของผู้ร้องและหมิ่นประมาทนายจรินทร์ จากนั้นผู้คัดค้านทั้งห้ากับพวกได้รวมตัวไม่ยอมกลับเข้าทำงานและเรียกร้องให้พนักงานที่ไม่ได้เข้าร่วมให้หยุดงานด้วยโดยมีการข่มขู่ ด่าว่าและจดชื่อพนักงานที่ยอมรับค่าจ้างในช่วงพักเที่ยงและไม่เข้าร่วมในการหยุดงานในวันเกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง บทที่ ๕ ข้อ ๑๓ และ ข้อ ๒๒ อันเป็นกรณีร้ายแรงด้วย แม้ผู้คัดค้านทั้งห้าจะเป็นกรรมการลูกจ้างและอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมชอบที่จะขออนุญาตศาลแรงงานกลางเพื่อเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งห้าฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าเดิมผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างระหว่างเวลา ๑๕ - ๑๗ นาฬิกา เมื่อผู้ร้องปิดงานและต่อมาเมื่อผู้ร้องเปิดงานอีกครั้ง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งแรกผู้ร้องกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา ๑๒ - ๑๓ นาฬิกา ผู้คัดค้านทั้งห้าและพนักงานอื่นต่างรับค่าจ้างไปจากผู้ร้อง เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างครั้งที่สอง ผู้ร้องยังคงกำหนดจ่ายค่าจ้างระหว่างเวลา ๑๒ - ๑๓ นาฬิกา การกระทำดังกล่าวของผู้ร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างกระทำผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งห้ากระทำการตามคำร้องของผู้ร้องจึงมีเหตุอันควรปรานี ยังไม่สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้า ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งห้านั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้คัดค้านทั้งห้าฟังขึ้น แต่การกระทำของผู้คัดค้านทั้งห้าดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว เป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง จึงเห็นสมควรลดอัตราค่าจ้างร้อยละ ๑๐ ของอัตราค่าจ้างผู้คัดค้านทั้งห้ารวม ๖ เดือน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดอัตราค่าจ้างร้อยละ ๑๐ ของอัตราค่าจ้างผู้คัดค้านทั้งห้าตามที่ปรากฏในคำร้องรวม ๖ เดือน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52 ม. 123
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทพาร์ การ์เม้นท์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุธาสินี แก้วเหล็กไหล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สละ เทศรำพรรณ
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7042/2543
#35022
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ห้ามพนักงานขับรถของจำเลยนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว มิใช่เป็นเพียงมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายของจำเลยเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่รถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยไว้ล่วงหน้าอีกด้วย การที่โจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นระยะเวลานานถึง 6 วัน โดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบ ทั้ง ๆ ที่โจทก์คาดหมายได้ว่าหากโจทก์ขออนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ธุระส่วนตัวในกรณีนี้จำเลยก็จะไม่อนุญาต การกระทำของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการจงใจอย่างแจ้งชัดที่จะฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลที่ไม่ใส่ใจต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยแม้สาเหตุที่โจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้จะสืบเนื่องมาจากมารดาของโจทก์ป่วยหนักและถึงแก่กรรมก็ตาม ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ทราบว่า มารดาของโจทก์ป่วยหนักและโจทก์ต้องการไปเยี่ยมมารดามาก่อนอยู่แล้ว โจทก์ย่อมมีระยะเวลาเตรียมตัวจัดหาพาหนะในการเดินทางได้ล่วงหน้า มิใช่เหตุจำเป็นกะทันหัน หรือเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะต้องนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้โดยพลการ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 119(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งพนักงานขับรถได้รับค่าจ้างวันละ 219 บาท เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 ต่อมาวันที่ 9ธันวาคม 2542 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย กรณีโจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว การกระทำของโจทก์มิใช่กรณีร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 9,855 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชยจำนวน 39,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์จงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำหน้าที่พนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นรายวันวันละ 219 บาท โจทก์มีหน้าที่ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภฉ 1393 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งของนายมัตซูซากิ ผู้บริหารอาวุโสของจำเลย โจทก์เคยขออนุญาตนายมัตซูซากิ นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ธุระส่วนตัวแต่ไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งว่ามารดาของโจทก์ป่วยหนักกำลังจะเสียชีวิต โจทก์จึงขับรถยนต์คันดังกล่าวไปเยี่ยมมารดาของโจทก์ที่จังหวัดชัยภูมิโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยวันที่ 4 ธันวาคม 2542 มารดาของโจทก์ถึงแก่กรรม และวันที่ 7 ธันวาคม 2542 โจทก์นำรถยนต์ส่งคืนจำเลย ณ ที่พักของนายมัตซูซากิ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ห้ามพนักงานขับรถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในธุระส่วนตัวหรือนำกลับไปจอดที่บ้าน แต่ระเบียบข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการลดค่าใช้จ่ายของจำเลยเท่านั้น จึงมิใช่เป็นกรณีร้ายแรง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 39,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่เห็นว่าระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ห้ามพนักงานขับรถของจำเลยนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวนั้น มิใช่เป็นเพียงมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายของจำเลยเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่รถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยไว้ล่วงหน้าอีกด้วย เนื่องจากการที่พนักงานขับรถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้โดยพลการนั้น นอกจากรถยนต์ของจำเลยจะเสียหายจากการเสื่อมสภาพ โดยไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์แก่กิจการของจำเลยแล้ว ยังเสี่ยงต่อความเสียหายที่ร้ายแรงจากอุบัติเหตุหรือความเสียหายประการอื่น ๆ อีกด้วยการที่โจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นระยะเวลานานถึง 6 วัน โดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่จะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์เคยขออนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ธุระส่วนตัวแต่ไม่ได้รับอนุญาตมาแล้ว โจทก์ย่อมต้องคาดหมายได้ว่าหากโจทก์ขออนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ธุระส่วนตัวในกรณีนี้จำเลยก็จะไม่อนุญาตอีกเช่นเดียวกันการกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการจงใจอย่างแจ้งชัดที่จะฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง หรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลที่ไม่ใส่ใจต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าสาเหตุที่โจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ดังกล่าวนั้นจะสืบเนื่องมาจากมารดาของโจทก์ป่วยหนักและถึงแก่กรรมก็ตาม สาเหตุดังกล่าวก็เป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์ นอกจากนี้ก็ปรากฏตามบันทึกคำให้การของโจทก์ ซึ่งโจทก์และจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์ได้ขอลาหยุดพักผ่อนประจำปีระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2542 เพื่อไปเยี่ยมมารดาที่ป่วยหนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบว่ามารดาของโจทก์ป่วยหนักและโจทก์ต้องการไปเยี่ยมมารดามาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2542 อยู่แล้ว โจทก์ย่อมมีระยะเวลาเตรียมตัวจัดหาพาหนะในการเดินทางได้ล่วงหน้า มิใช่เหตุจำเป็นกะทันหันหรือเหตุสุดวิสัยอย่างใดที่จะต้องนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้โดยพลการเช่นนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4)ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยในกรณีร้ายแรงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุระศักดิ์ แพงชัยภูมิ
จำเลย — บริษัท ไทยนิชิมัตสุก่อสร้าง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา