คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2543
#99232
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ทางด้านโรงแรมย่อมจะต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก แม้ในการยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาวางศาลเป็นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200,000 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียม ที่จะต้องใช้แทนโจทก์อีก 250,970 บาท แต่จำนวนดังกล่าวไม่น่าจะถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากนักสำหรับจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 5 นั้น ศาลชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งอนุญาตขยาย ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 มาแล้วถึง 4 ครั้ง จำเลยที่ 1 จึงมีเวลาจัดหาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเป็น เวลานานถึง 3 เดือนเศษ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าช่วงเวลานั้น จำเลยที่ 1 ยังคงประกอบธุรกิจการโรงแรมอยู่จึงน่าจะมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวด้วย ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ขวนขวายก็น่าเชื่อว่าสามารถจัดหาค่าธรรมเนียมมาวางศาลโดยไม่จำต้องรอให้ลูกค้าต่างประเทศโอนเงินมาตามที่อ้าง พฤติการณ์น่าจะเป็นข้ออ้างเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้าเท่านั้น ถือไม่ได้ว่า มีพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ในอันที่จะให้ศาลสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาจ้างทำของจำนวน 63,991,485.20 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 62,612.521.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 5 ครั้ง โดยในวันครบกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ในครั้งที่ 4 คือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 5 อ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถที่จะหาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้ทัน จึงต้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 7 วัน นับแต่วันครบกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 5 ออกไปได้อีก 7 วัน ตามที่ขอ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างงานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโรงแรม เอ็ม. พี. โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท และอาคารสตาฟเฮาส์โครงการโรงแรมแคลเรียน เอ็ม. พี. รีสอร์ท มีมูลค่ารวมกันเป็นเงินจำนวนมากถึง 276,083,000 บาท แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ทางด้านโรงแรมย่อมจะต้องมีเงินทุนตหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก แม้ในการยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาวางศาลเป็นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200,000 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้แทนโจทก์อีก 250,970 บาท แต่จำนวนเงินดังกล่าวไม่น่าจะถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากนักสำหรับจำเลยที่ 1 ทั้งก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เป็นครั้งที่ 5 นั้น ศาลชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 มาแล้วถึง 4 โดยในครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นได้อนุญาตขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 จึงมีเวลาจัดหาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา คือ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 จนถึงวันดังกล่าวรวมเป็นเวลานานถึง 3 เดือนเศษ ซึ่งเป็นเวลามากพอที่จะหาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้ นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านเป็นอย่างอื่นว่าในช่วงเวลานั้นจำเลยที่ 1 ก็ยังคงประกอบธุรกิจการโรงแรมอยู่จึงน่าจะมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวด้วย ดังนั้นหากจำเลยที่ 1 จะขวนขวายจัดหาเงินค่าธรรมเนียม มาวางศาลก็น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 สามารถกระทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกค้าต่างประเทศโอนเงินมาให้ตามที่อ้างมาในคำร้อง ตามพฤติการณ์น่าจะเป็นข้ออ้างเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้าเท่านั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 23 ในอันที่จะให้ศาลมีอำนาจสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้อีก

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 5 ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโชคทวีวิศวกิจ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็ม.พี.โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7012/2543
#40475
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารฉบับพิพาทไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความแต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตามค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงหาได้เกินคำขอไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 345,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,149.92 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 346,149.92 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยกู้ยืมเงินและค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง เมื่อประมาณปลายปี 2536 จำเลยที่ 1เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ เพียงแต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน 2 ชื่อและต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน 1 ชื่อ เพื่อรับรู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ ต่อมาวันที่ 12มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 2 ชำระเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว โจทก์นำเอกสารที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความโดยจำเลยทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 345,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมในเอกสารหมาย จ.2 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในเอกสารหมาย จ.3

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 345,000 บาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เอกสารหมายจ.2 และ จ.3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เห็นว่า เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่าคดีนี้โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความ แต่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 167 บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดีให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตามค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงชอบแล้วหาได้เกินคำขอไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 ม. 167
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อรพรรณ วานิชกูล
จำเลย — นาง ปราณี นุ่มพรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7012/2543
#98570
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารฉบับพิพาทไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความ แต่ ป.วิ.พ.มาตรา 167เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตาม ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงหาได้เกินคำขอไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน๓๔๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑,๑๔๙.๙๒ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๔๖,๑๔๙.๙๒ บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยกู้ยืมเงินและค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๕ บาทต่อเดือน ไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ เพียงแต่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน๒ ชื่อ และต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน ๑ ชื่อเพื่อรับรู้ว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินจากโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๒ชำระเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว โจทก์นำเอกสารที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความ โดยจำเลยทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน๓๔๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อเป็นผู้ก็ยืมในเอกสารหมาย จ.๒ และจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในเอกสารหมาย จ.๓

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๓๔๕,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เอกสารหมายจ.๒ และ จ.๓ ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่าเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๓ ไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า คดีนี้โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความ แต่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๗ บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดี ให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตาม ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงชอบแล้วหาได้เกินคำขอไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 ม. 167
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรพรรณ วานิชกูล
จำเลย — นางปราณี นุ่มพรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายไพมาส เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2543
#99228
เปิดฉบับเต็ม

ห.ได้ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ถือได้ว่า ห. สละเจตนายึดถือการครอบครอง การครอบครองของ ห. ย่อมสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคแรก แม้โจทก์ได้ซื้อและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดิน มาตรา 31 แต่เมื่อโจทก์ได้ครอบครองมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองและห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1134 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไปจดทะเบียนโอนชื่อทางทะเบียนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กำหนด และจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจันทร์หอมหรือหอม สุทธิวิเศษ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1134 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การที่นางหอมได้ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ จึงถือว่านางหอมสละเจตนาครอบครองโดยไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป การครอบครองที่ดินพิพาทของนางหอมย่อมสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคแรก แม้โจทก์ได้ซื้อและยึดถือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนต่อมาในระยะเวลาห้ามโอน โจทก์ก็ยังไม่ได้สิทธิครอบครอง เนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป. ที่ดิน มาตรา 31 แต่เมื่อโจทก์ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนแล้ว โจทก์ย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนนั้น คือภายหลังวันที่ 27 มกราคม 2529 โจทก์ซึ่งมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนดังกล่าวจึงมีสิทธิที่จะหวงห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมารบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ ทั้งมีสิทธิจะให้ปลดเปลื้องการรบกวนนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 วรรคแรก เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าเกี่ยวข้องและรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องห้ามจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิให้กระทำการดังกล่าวแล้วได้ ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากทายาทของนางหอมดังฎีกาของจำเลยร่วมไม่ หากแต่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องจากสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ ป.พ.พ. มาตรา 1374 บัญญัติรับรองอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ และกรณีของโจทก์ก็มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของนางหอมและต่อมาได้เปลี่ยนลักษณะการครอบครองเป็นการครอบครองเพื่อตนเองไม่เพราะนางหอมได้สละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว การครอบครองของนางหอมย่อมสิ้นสุดลง เมื่อนางหอมถึงแก่ความตายจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่จะตกทอดให้ทายาทสืบสิทธิครอบครองได้อีก โจทก์มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของนางหอม หากแต่ยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองนับตั้งแต่พ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยร่วมจึงไม่อาจอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง และมาตรา 1381 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 31
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1377 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ หาญพิพัฒน์
จำเลย — นายดาบตำรวจประยงค์ สุทธิวิเศษ กับพวก
จำเลยร่วม — นางวรนุช กลิ่นแกล้วณรงค์
สุทธิวิเศษ — นางจันทร์หอมหรือหอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7010/2543
#99234
เปิดฉบับเต็ม

ในคู่มือการใช้บัตรเครดิต ผู้ถือบัตรหลักสามารถมอบเครดิตของตนให้ได้เฉพาะสมาชิกในครอบครัว ด้วยการสมัครให้เป็นสมาชิกบัตรเสริม นอกจากนี้การแจ้งยอดค่าใช้จ่ายของบัตรหลักและบัตรเสริมกำหนดให้แจ้งแก่ผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น ดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดชอบในการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเสริมซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกบัตรเสริมแก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรหลักจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของบัตรเสริมเสมือนกับเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรของตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๘๓,๘๗๔.๓๖ บาท และจำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๘๒,๗๓๔.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๔๔,๗๙๔.๑๗ บาท และต้นเงิน ๔๔,๑๙๐.๖๕ บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๖๑๒.๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๔ และจำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๔๕,๒๖๙.๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๔๔,๑๙๐.๖๕ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๒ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอใช้บัตรเครดิตของโจทก์ และขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยใช้วงเงินเดียวกัน โจทก์อนุมัติวงเงินการใช้บัตรเครดิตให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองได้รับบัตรเครดิตไปจากโจทก์และนำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดหลายครั้ง โจทก์แจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวยกเลิกบัตรเครดิตและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือบอกกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ สัญญานี้จึงเลิกกันวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๐ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ในหนี้บัตรเสริมต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอใช้บัตรเครดิตรายละเอียดที่ระบุในคำขอ เช่น ประวัติ ที่อยู่ อาชีพ รายได้ สถานที่ส่งใบเรียกเก็บเงินตลอดจนการชำระเงิน ล้วนเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับผู้ขอบัตรหลักคือจำเลยที่ ๑ ส่วนรายละเอียดของผู้ขอบัตรเสริมคือจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นเพียงข้อมูลเท่าที่จำเป็นเพื่อทราบว่าเป็นใคร เกี่ยวข้องกับผู้ขอบัตรหลักอย่างไร ในการอนุมัติโจทก์ได้พิจารณาอนุมัติโดยคำนึงถึงข้อมูล ความสามารถในการชำระเงินของจำเลยที่ ๑ ผู้ขอบัตรหลักซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงเท่านั้น วงเงินของบัตรเสริมก็ใช้ร่วมกับวงเงินของบัตรหลักที่โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ หากปราศจากบัตรหลักแล้วย่อมไม่อาจทำสัญญาขอใช้บัตรเสริมได้โดยลำพัง ทั้งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อรับรองไว้ในคำขอว่า จำเลยที่ ๑ ยินยอมผูกพันตามระเบียบและเงื่อนไขของโจทก์ที่กำหนดไว้ทุกประการซึ่งในคู่มือการใช้บัตร ผู้ถือบัตรหลักสามารถมอบเครดิตของตนให้ได้เฉพาะสมาชิกในครอบครัว ด้วยการสมัครให้เป็นสมาชิกบัตรเสริม ดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดชอบในการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเสริมซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์ออกบัตรเสริมแก่จำเลยที่ ๒ ผู้เป็นสามี จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรหลักจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของบัตรเสริมเสมือนกับเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรของตนเอง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแยกต่างหากจากกันไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ในหนี้ของจำเลยที่ ๒ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 194
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอนงค์ เชาวนะหรือลอยมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวิทย์ เศวตสุนทร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7007/2543
#35135
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำรถจักรยานยนต์เคลื่อนออกมาจากคอกเก็บรถหลังจากตัดต่อสายไฟสายตรงของสวิสต์กุญแจปิดเปิดเครื่องยนต์แล้ว โดยนำห่างออกมาจากคอกเก็บประมาณ 3 เมตร เข้าองค์ประกอบคำว่า "เอาทรัพย์ไป"แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์

คนที่ขับรถของจำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์มาส่งจำเลยกับพวกที่บ้านของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุและหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ได้ขับวนเวียนในลักษณะคล้ายกับจะตามหาจำเลยกับพวกเท่านั้น คนที่ขับรถดังกล่าวไม่ได้ร่วมกับจำเลยกับพวกลักทรัพย์ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกในการลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 335, 336 ทวิ, 358 ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น.-1041 อำนาจเจริญ กรรไกรคีมตัดเหล็กและไขควงปากแบนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง)ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 358 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ จำคุก 6 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี4 เดือน ริบกรรไกรคีมตัดเหล็กและไขควงปากแบนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพียงแต่ถูกตัดสายไฟยังไม่ได้เคลื่อนย้ายออกจากที่จอด จึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่ารถจักรยานยนต์จอดอยู่ห่างจากคอกเก็บรถจักรยานยนต์ประมาณ 3 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยลงชื่อรับรองความถูกต้องก็ระบุไว้ในข้อ 11 ว่ารถจักรยานยนต์ที่เก็บไว้ในคอกที่เก็บถูกคนร้ายลักออกมาจากคอก นำห่างออกมาประมาณ 3 เมตรเศษ และตามภาพถ่ายนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ภาพที่ 4 ก็ระบุว่าผู้ต้องหาแสดงท่าตอนร่วมกับนายพวงที่หลบหนีนำรถเคลื่อนออกมาจากคอกเก็บรถหลังจากกุญแจล็อกคอรถหักและตัดต่อสายไฟสายตรงของสวิตช์กุญแจปิดเปิดเครื่องยนต์แล้ว นำห่างออกมาจากคอกเก็บประมาณ 3 เมตรเศษ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถจักรยานยนต์ถูกนำออกมาจากที่เก็บแล้วประมาณ 3 เมตร อันเป็นองค์ประกอบคำว่า "เอาทรัพย์ไป"แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แล้ว ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 ทวิ มานั้น เห็นว่า คนที่ขับรถของจำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อมาส่งจำเลยกับพวกที่บ้านของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุ และหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ได้ขับวนเวียนในลักษณะคล้ายกับจะตามหาจำเลยกับพวกเท่านั้น คนที่ขับรถของจำเลยดังกล่าวไม่ได้ร่วมกับจำเลยกับพวกลักทรัพย์ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกในการลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 ทวิ คงมีความผิดตามมาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง เท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมกับโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงเหลือจำคุก 4 เดือนรวมเป็นโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย บุญชูหรือชู ภูผิวฟ้า
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7007/2543
#99235
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนออกมาจากคอกเก็บรถในระยะห่างประมาณ 3 เมตร หลังจากตัดต่อสายไฟสายตรงของสวิตช์กุญแจเปิดปิดเครื่องยนต์เข้าองค์ประกอบคำว่า "เอาทรัพย์ไป" แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์

คนที่ขับรถของจำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์มาส่งจำเลยกับพวกที่บ้านของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุและหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ได้ขับวนเวียนในลักษณะคล้ายกับจะตามหาจำเลยกับพวกเท่านั้น คนที่ขับรถดังกล่าวไม่ได้ร่วมกับจำเลยกับพวกลักทรัพย์ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกในการลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ คงมีความผิดตามมาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ, 358 ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 1041 อำนาจเจริญ กรรไกรคีมตัดเหล็กและไขควงปากแบนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง) ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 358

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพียงแต่ถูกตัดสายไฟยังไม่ได้เคลื่อนย้ายออกจากที่จอด จึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่ารถจักรยานยนต์จอดอยู่ห่างจากคอกเก็บรถจักรยานยนต์ประมาณ 3 เมตร และตามภาพถ่ายนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ก็ระบุว่า ผู้ต้องหาแสดงท่าตอนร่วมกับนายพวงที่หลบหนีนำรถเคลื่อนออกมาจากคอกเก็บรถหลังจากกุญแจล็อกคอรถหักและตัดต่อสายไฟสายตรงของสวิตช์กุญแจปิดเปิดเครื่องยนต์แล้ว นำห่างออกมาจากคอกเก็บประมาณ 3 เมตรเศษ อันเป็นองค์ประกอบคำว่า "เอาทรัพย์ไป" แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 แล้ว

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มานั้น เห็นว่า คนที่ขับรถของจำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อมาส่งจำเลยกับพวกที่บ้านของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุ และหลังจากเกิดเหตุแล้วก็ได้ขับวนเวียนในลักษณะคล้ายกับจะตามหาจำเลยกับพวกเท่านั้น คนที่ขับรถของจำเลยดังกล่าวไม่ได้ร่วมกับจำเลยกับพวกลักทรัพย์ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกในการลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ คงมีความผิดตามมาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง?
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายบุญชูหรือชู ภูผิวฟ้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวสุวนี นภาภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6992/2543
#35134
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์มาแต่ต้น และศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้เรียกเก็บตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขัดขืนไม่ยอมเสียอันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องโจทก์เสียได้ คดีนี้ความเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงล่วงเลยเวลาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะย้อนสำนวนไปสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเสียให้ถูกต้อง เมื่อจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจ ที่จะสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ให้ครบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หมู่ที่ 3 เลขที่ 27 ตำบลสากเหล็กอำเภอเมืองพิจิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก) จังหวัดพิจิตรโจทก์เคยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเปลี่ยนเป็น น.ส.3 ก. แล้ว แต่จำเลยคัดค้านอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออก น.ส.3 ก. ให้แก่โจทก์ได้ ขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรในการรังวัดที่ดินน.ส.3 เลขที่ 27 หมู่ที่ 3 ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก) จังหวัดพิจิตร ของโจทก์ หากจำเลยไม่ถอนคำคัดค้านขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยต่อไป และห้ามมิให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์นำชี้ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยกินเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ จำเลยจึงต้องคัดค้านแนวเขตที่ดินที่โจทก์นำชี้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยถอนการคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรในการนำรังวัดที่ดิน น.ส.3 สารบบเลขที่ 27 ตำบลสากเหล็กอำเภอเมืองพิจิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก) จังหวัดพิจิตรของโจทก์ หากจำเลยไม่ถอนคำคัดค้านก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์โจทก์มิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนในศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียมิใช่สั่งให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์มาแต่ต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งให้เรียกเก็บตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขัดขืนไม่ยอมเสียอันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องโจทก์เสียได้ คดีนี้ความเพิ่งจะปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงล่วงเลยเวลาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะย้อนสำนวนไปสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเสียให้ถูกต้องและเมื่อจำเลยเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ให้ครบได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้วฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุษกร รัตนนคร
จำเลย — นาง ใส วาบสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
วินัย วิมลเศรษฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6992/2543
#111199
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ที่ดิน

++ โปรดดูย่อจากหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม

++ เล่มที่ 9 หน้า 170 ++

++ ขอดูชุดพิเศษโปรดติดต่อห้องบริการเอกสารสำเนาคำพิพากษา (ห้องสมุด) ชั้น 4, 5 ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เรื่อง ที่ดิน

จำเลย ฎีกาคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ลงวันที่ ๑๕ เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๒

ศาลฎีกา รับวันที่ ๑๕ เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๓

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) หมู่ที่ ๓ เลขที่ ๒๗ ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก)จังหวัดพิจิตร โจทก์เคยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเปลี่ยนเป็น น.ส.๓ ก.แล้ว แต่จำเลยคัดค้านอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออก น.ส.๓ ก. ให้แก่โจทก์ได้ขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรในการรังวัดที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๒๗ หมู่ที่ ๓ ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก) จังหวัดพิจิตร ของโจทก์ หากจำเลยไม่ถอนคำคัดค้านขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยต่อไป และห้ามมิให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์นำชี้ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยกินเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ จำเลยจึงต้องค้ดค้านแนวเขตที่ดินที่โจทก์นำชี้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยถอนการคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตรในการนำรังวัดที่ดิน น.ส.๓ สารบบเลขที่๒๗ ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก) จังหวัดพิจิตร ของโจทก์ หากจำเลยไม่ถอนคำคัดค้านก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่๒๗ ตำบลสากเหล็ก อำเภอเมืองพิจิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอสากเหล็ก) จังหวัดพิจิตร โดยมารดายกให้เมื่อปี ๒๕๑๘ ตามสำเนา น.ส.๓เอกสารหมาย จ.๑ เนื้อที่ทั้งหมด ๑๐ ไร่เศษ ทิศเหนือติดที่ดินนายประสิทธิ์นายยอง ทิศใต้ติดที่ดินโจทก์ ทิศตะวันออกติดที่ดินนายเนตร นางปลั่ง (บิดามารดาจำเลย) กับที่ดินนายจันทร์ นางหยวก ทิศตะวันตกติดที่ดินนายสมชายหลังจากรับให้ที่ดินมาแล้ว โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ทั้งแปลงโดยให้ผู้อื่นเช่า และไม่มีผู้ใดคัดค้าน โจทก์ชำระค่าภาษีที่ดินมาโดยตลอดตามเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๓ ต่อมาปี ๒๕๓๗ โจทก์ขอรังวัดเพื่อเปลี่ยนเป็นน.ส.๓ ก ตามคำขอรังวัด (ท.ด.๙) เอกสารหมาย จ.๔ เจ้าพนักงานที่ดินออกไปรังวัดตามที่โจทก์นำชี้ ซึ่งโจทก์ชี้ตามความจริงและได้ปักหลักไว้ทั้ง๔ ทิศ ทางทิศตะวันออกโจทก์นำชี้ไปตามแนวถนนในภาพถ่ายหมาย จ.๕ซึ่งอยู่ภายในแนวระหว่างต้นไม้กับนามิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่บริเวณกลุ่มต้นไม้ใหญ่ แต่เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจะให้จำเลยลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียง จำเลยไม่ยอมอ้างว่าโจทก์บุกรุกเข้าไปในที่ดินจำเลย ทำให้การรังวัดยุติลงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เจ้าพนักงานที่ดินไกล่เกลี่ยแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ จึงให้โจทก์ดำเนินการทางศาลภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ไกล่เกลี่ยครั้งสุดท้าย หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่เจ้าพนักงานที่ดินกำหนด เจ้าพนักงานที่ดินจะยกเลิกคำขอรังวัดนั้นเสีย โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้

จำเลยนำสืบว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเผือก ชุ่มเย็นตาของจำเลย ต่อมาตกเป็นของนายเนตร นางปลั่ง บิดามารดาของจำเลย แล้วตกเป็นของจำเลยกับพี่น้องบางส่วน กับตกเป็นของนางวิสุนีรัตนนคร มารดาของโจทก์บางส่วน เพราะนางปลั่งตีใช้หนี้ให้ประมาณ๒๐ ไร่ สำหรับส่วนที่เป็นของจำเลยกับพี่น้องทิศเหนือติดที่ดินนายตุ๊นางเพิ่ม ทิศใต้ติดที่ดินนางวิสุนี (มารดาโจทก์) ทิศตะวันออกติดที่ดินนายปลั่ง นายฉาบ ทิศตะวันตกติดที่ดินนายฉาบ นางวิสุนี มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา จำเลยเคยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออก น.ส.๓ ให้และขอให้มารดาโจทก์ช่วยระวังแนวเขต ครั้งแรกมารดาโจทก์รับปากจะช่วยแต่ต่อมามารดาโจทก์ได้ขอที่ดินเพิ่มส่วนที่เป็นทางเดินด้วย ซึ่งจำเลยไม่ยอมจึงตกลงกันไม่ได้ เดิมระหว่างที่ดินโจทก์กับจำเลยมีคันนาสองคัน ตรงกลางเป็นคลองชักน้ำเข้านากั้นระหว่างที่ดินทั้งสองแปลง ฝ่ายจำเลยทำนาด้านเหนือคลอง ส่วนโจทก์อยู่ด้านใต้คลอง ต่อมาฝ่ายโจทก์ทำลายคันนาทั้งสองและคลองทิ้งไปจนเป็นที่ดินผืนเดียวกัน และทำคันนาใหม่ล้ำมาในที่ดินจำเลย จำเลยตรวจ น.ส.๓ ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกให้ เห็นว่าทับที่ดินของจำเลย เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดจำเลยจึงไม่ยอมลงลายมือชื่อ เดิม น.ส.๓ ของโจทก์มีเนื้อที่ ๑๑ ไร่๙๐ ตารางวา แต่ที่รังวัดใหม่ได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น ๑๗ ไร่ ๑ งาน๔๕ ตารางวา มากกว่าเดิมถึง ๖ ไร่ ๕๓ ตารางวา เพราะโจทก์นำรังวัดล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย จำเลยได้รับมอบหมายจากญาติพี่น้องให้คัดค้านเพียงผู้เดียว

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วว่า ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่เท่าใดมีอาณาเขตติดกับที่ดินของจำเลยด้านไหน เมื่อโจทก์ไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอรังวัดเพื่อเปลี่ยนน.ส.๓ เป็น น.ส.๓ ก. จำเลยได้โต้แย้งคัดค้านอย่างไร มีผลทำให้โจทก์เสียหาย ไม่สามารถเปลี่ยนหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินจาก น.ส.๓ เป็นน.ส.๓ ก. ได้ อันเป็นการบรรยายฟ้องโดยชัดแจ้ง ซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง แล้ว หาจำต้องกล่าวในฟ้องด้วยว่า การคัดค้านของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และจำเลยไม่มีสิทธิคัดค้านอย่างไร ส่วนจำนวนเนื้อที่ตาม น.ส.๓ ของโจทก์ที่มีมากกว่าที่ระบุไว้ในคำฟ้องก็เป็นเรื่องที่ปรากฏขึ้นภายหลังในชั้นพิจารณา หาทำให้ฟ้องโจทก์ที่สมบูรณ์อยู่แล้วกลายเป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการนำรังวัดที่ดินของโจทก์หรือไม่ นอกจากตัวโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า ที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๒๗ หมู่ที่ ๓ ตำบลสากเหล็กอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ของโจทก์ซึ่งมารดาโจทก์ยกให้เมื่อปี๒๕๑๘ มีสภาพเป็นที่นา อาณาเขตทิศเหนือติดที่ดินนายประสิทธิ์ นายยองทิศใต้ติดที่ดินโจทก์อีกแปลงหนึ่ง ทิศตะวันออกติดที่ดินนายเนตร นางปลั่งบิดามารดาของจำเลย กับที่ดินนายจันทร์ นางหยวก ส่วนทิศตะวันตกติดที่ดินนายสมชาย ตามภาพถ่ายหมาย จ.๕ โจทก์เข้าครอบครองตั้งแต่ได้รับยกให้โดยให้ผู้อื่นเช่าทำนา ส่วนที่ดินของจำเลยอยู่ในบริเวณกลุ่มต้นไม้ใหญ่ด้านขวามือตามภาพถ่ายหมาย จ.๕ ภาพแรก แล้วโจทก์ยังมีนางไหมพุกยอด ผู้เช่าที่ดินโจทก์และนายจันทร์ กองยอด ซึ่งมีที่ดินติดกับที่ดินพิพาทต่างเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มีสภาพเป็นที่นา ซึ่งเมื่อดูตามภาพถ่ายหมาย จ.๕ ภาพแรกแล้วจะเห็นว่าบริเวณที่เป็นที่นามีอาณาเขตติดต่อเป็นแปลงเดียวกัน แยกออกจากที่ดินบริเวณต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นที่ปลูกบ้านของฝ่ายจำเลยอย่างเห็นได้ชัด ที่จำเลยนำสืบว่า เดิมที่ดินของโจทก์และจำเลยมีคันนาสองคันตรงกลางเป็นคลองกั้นเป็นอาณาเขต จำเลยทำนาด้านเหนือคลอง โจทก์อยู่ด้านใต้คลอง ต่อมาฝ่ายโจทก์ได้ทำลายคันนาและคลองทิ้งแล้วทำคันนาขึ้นใหม่ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ทั้งตามบันทึกเอกสารหมาย จ.๗ ที่จำเลยให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการรังวัดสอบเขต กลับรับว่าจำเลยมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่เคยขอหรือเก็บค่าเช่านา ทั้งที่จำเลยรู้จักผู้เช่านาแปลงพิพาทเป็นอย่างดี อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และแม้ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์นำชี้จะมีเนื้อที่ ๑๗ ไร่เศษ มากกว่าที่ระบุไว้ใน น.ส.๓ ถึง๖ ไร่เศษ ก็อาจเนื่องจากจำนวนเนื้อที่ที่ระบุใน น.ส.๓ เดิมคลาดเคลื่อนไม่แน่นอน เมื่อมีการนำชี้และรังวัดกันจริง ๆ จึงทำให้ผลที่ออกมาแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ กรณีหาได้ชี้ให้เห็นว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย น่าเชื่อว่าโจทก์มิได้นำชี้รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะคัดค้านการขอรังวัดที่ดินของโจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยถอนคำคัดค้านดังกล่าวของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์มิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนในศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย มิใช่สั่งให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์มาแต่ต้น และศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งให้เรียกเก็บตามจำนวนทุนทรัพย์จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขัดขืนไม่ยอมเสียอันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องโจทก์เสียได้คดีนี้ความเพิ่งจะปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงล่วงเลยเวลาที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะย้อนสำนวนไปสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเสียให้ถูกต้อง และเมื่อจำเลยเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ให้ครบได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาทแทนโจทก์.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุษกร รัตนนคร
จำเลย — นางใส วาบสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
วินัย วิมลเศรษฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6991/2543
#37851
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีอ้างเหตุเลิกจ้างโจทก์ไว้หลายประการก็ตามหากเหตุเลิกจ้างประการใดไม่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้าง ย่อมแสดงว่าในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นจำเลยคงติดใจเลิกจ้างโจทก์เฉพาะสาเหตุที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น ไม่ได้ติดใจที่จะนำสาเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้มาเป็นเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์อีก ที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเหตุเลิกจ้างอื่นตามที่จำเลยให้การไว้ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยรับทำงานที่เหมือนกับงานของโรงพยาบาลจำเลยที่โรงพยาบาลอื่นจำเลยได้ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้เลิกประพฤติผิดระเบียบข้อบังคับมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่โจทก์ได้ประพฤติผิดระเบียบข้อบังคับซ้ำอีก จำเลยจึงมีหนังสือตักเตือนห้ามมิให้โจทก์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับโจทก์รับทราบหนังสือตักเตือนแล้ว โจทก์กลับกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีกนอกจากนี้โจทก์ละทิ้งความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ทอดทิ้งผู้ป่วยละทิ้งการให้การรักษาอันเป็นความผิดต่อจรรยามารยาทของการเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและกิจการของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงทำให้โรงพยาบาลของจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน75,000 บาท ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 4,998 บาท ค่าทำงานในวันหยุดเป็นเงิน 833 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน4,998 บาทแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกข้อความซึ่งจำเลยระบุเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ไว้ในหนังสือดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนโดยชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาวินิจฉัย มิใช่เป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวนตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดและแม้ว่าจำเลยจะให้การต่อสู้คดีอ้างเหตุเลิกจ้างโจทก์ไว้ในคำให้การหลายประการก็ตาม หากเหตุเลิกจ้างที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ประการใดไม่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.3 ย่อมแสดงว่าในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น จำเลยคงติดใจเลิกจ้างโจทก์เฉพาะสาเหตุที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.3 เท่านั้น ไม่ได้ติดใจที่จะนำสาเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.3 มาเป็นเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์อีก คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ติดใจนำเหตุเลิกจ้างอื่น ๆที่ไม่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.3 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างอื่นตามที่จำเลยให้การไว้ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

หนังสือเลิกจ้างไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยเกี่ยวกับการที่โจทก์ไปทำงานกับโรงพยาบาลอื่น ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้วและจำเลยได้มากระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก จำเลยจึงขอเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือนแต่อย่างใด ที่จำเลยอ้างว่าหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้แล้วจึงไม่อาจรับฟังได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เทเรซา สิทธิผล
จำเลย — บริษัท การแพทย์ตะวันออก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6983/2543
#99370
เปิดฉบับเต็ม

วิธีการจำหน่ายปุ๋ยของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ออกใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยระบุชื่อหรือไม่ระบุชื่อตามแต่ลูกค้ากำหนด เพื่อให้ลูกค้านำไปเบิกปุ๋ยจากโกดังของจำเลยที่ 1 และเมื่อมีผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้าไปเบิกปุ๋ยจากโกดังของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็จะจ่ายสินค้าให้โดยไม่จำต้องตรวจดูว่าผู้มาขอรับสินค้าเป็นผู้ที่สั่งซื้อหรือไม่ ดังนี้ มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อปุ๋ยจากจำเลยที่ 2 ได้นำใบสั่งจ่ายสินค้าซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ไปขอรับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามสัญญาในอันที่จะต้องมอบปุ๋ยให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบปุ๋ยสูตร ๑๖ - ๒๐ - ๐ ตราไอยรา จำนวน ๑๗๘ ตัน ตันละ ๔,๖๐๐ บาท และปุ๋ย ๔๖ - ๐ - ๐ ตราไอยรา จำนวน ๖๒ ตัน ตันละ ๕,๖๐๐ บาท หากส่งมอบไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน ๑,๑๖๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๒ ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยเคมีและวัสดุภัณฑ์การเกษตร วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายปุ๋ยของจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๑ จะออกใบสั่งสินค้าให้ลูกค้าโดยระบุชื่อหรือไม่ระบุชื่อตามแต่ลูกค้ากำหนดเพื่อนำไปเบิกจากโกดังของจำเลยที่ ๑ เมื่อมีผู้นำใบเบิกสินค้ามาขอรับสินค้าแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็จะจ่ายสินค้าให้แก่ผู้มาขอรับ ต่อมาโจทก์นำใบสั่งจ่ายสินค้าไปขอรับปุ๋ยพิพาทจากจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่จ่ายปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบปุ๋ยพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามทางปฏิบัติเมื่อจำเลยที่ ๑ ออกใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้ว หากมีผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้าไปเบิกปุ๋ยจากโกดังของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ก็จะจ่ายสินค้าให้โดยไม่จำต้องตรวจดูว่าผู้มาขอรับสินค้าเป็นผู้ที่สั่งซื้อหรือไม่ ดังนี้มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อปุ๋ยจากจำเลยที่ ๒ ได้นำใบสั่งจ่ายสินค้าไปขอรับปุ๋ยจากจำเลยที่ ๑ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงต้องผูกพันตามสัญญาในอันที่จะต้องมอบปุ๋ยให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ วรรคสอง?

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบปุ๋ยสูตร ๑๖ - ๒๐ - ๐ ตราไอยรา จำนวน ๑๗๘ ตัน และปุ๋ยสูตร ๔๖ - ๐ - ๐ ตราไอยรา จำนวน ๖๒ ตัน แก่โจทก์ หากส่งมอบปุ๋ยดังกล่าวไม่ได้ให้โจทก์ชำระราคาค่าปุ๋ยแทนเป็นเงิน ๑,๑๖๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบปุ๋ยหรือชำระราคา ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ทองบัวศิริไล
จำเลย — บริษัทดี เค เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวชิระ เนตรน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายสบโชค สุขารมณ์
ชื่อองค์คณะ
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6982/2543
#91264
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องในคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องเป็นไปตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 6 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 172 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ โจทก์ในคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่จำต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 วรรคสอง ดังนี้หากโจทก์บรรยายฟ้องให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับก็เพียงพอที่จะให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดดังกล่าวแล้ว หากจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องในส่วนใด ศาลอาจสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ และจำเลยมีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในส่วนคำฟ้องที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้ ตามข้อกำหนดดังกล่าวข้อ 6 วรรคสอง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของ ข้อกำหนดดังกล่าวว่าประสงค์จะให้คู่ความแพ้ชนะกันในเนื้อหาแห่งคดี ไม่ถือเอาข้อบกพร่องในการบรรยายฟ้อง อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความมาเป็นข้อแพ้ชนะในคดี ดังนี้ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้สั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง แสดงว่าศาลเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของ ป.รัษฎากรกำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคล คนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่ รับมอบคนละ 30 บาท

โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายหรือ บ. ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของธนาคารโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ในการดำเนินคดี แก้ต่างคดีของโจทก์ ฟ้องแย้ง ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความรวมทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีล้มละลาย ในศาลทั่วราชอาณาจักร ต่อบุคคล นิติบุคคล กลุ่มคณะบุคคลใด ๆ ที่ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ต่อโจทก์ และกระทำการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 ถึง 8 โดยให้ผู้รับมอบอำนาจคนใด คนหนึ่งมีอำนาจกระทำการดังกล่าวแทนโจทก์ในนามโจทก์ได้ การมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้ต่างคนกระทำกิจการแยกกันได้ ค่าอากรแสตมป์จึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่ รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7(ค) ท้าย ป.รัษฎากรดังกล่าว เมื่อตามหนังสือ มอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจ 2 คน คนใดคนหนึ่งทำการฟ้องคดีแพ่งและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท รวมจำนวน 60 บาท

โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย แม้โจทก์ได้ไป เสียอากรแสตมป์และเงินเพิ่มสำหรับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเพื่อให้มีผลเป็นตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 117 ก็ตาม แต่โจทก์ได้ดำเนินการดังกล่าวภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิพากษาคดีไปแล้ว โจทก์มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์เสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำหนังสือ มอบอำนาจนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสี่ก็ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ปิดอากรแสตมป์ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจจึงเป็น ตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในป.รัษฎากร มาตรา 118 กรณีย่อมฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจ ส. ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 172
ป.รัษฎากร ม. 117 ม. 118
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำกัด — บริษัทพรีเมียร์อินดัสตรี้ส์ จำกัด หรือบริษัทพรีเมียร์อินดัสตรี้ส์
จำเลย — หรือบริษัทณัฐโชติ อินดัสตรี้ส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2543
#36410
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัด รูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน105,188.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 104,535 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ครั้นโจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงนำพยานเข้าสืบต่อมาจนเหลือพยานปากสุดท้าย แต่จำเลยไม่มาศาลและมิได้นำพยานเข้าสืบตามกำหนดศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เหลือและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 104,535 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามความในมาตรา 208 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยบรรยายข้อเท็จจริงถึงสาเหตุแห่งการขาดนัดพิจารณาว่าเป็นเพราะเหตุใดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่เพียงว่า "กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้อง" โดยไม่ระบุถึงเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่อาจยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าคำสั่งยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่เพียงว่า "กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้อง" โดยไม่กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงว่าเป็นเพราะเหตุใด กรณีจึงไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541 และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัด รูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยเป็นประการใดก็ตาม คดีของจำเลยย่อมจะไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้เช่นเดิมฎีกาของจำเลยดังเช่นคดีนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 104 ม. 208 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มงคล สาธิตสวัสดิ์
จำเลย — นาย โยธิน ศรีศุภวิชากิจ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2543
#40474
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษาจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัดรูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยเป็นประการใดก็ตาม คดีของจำเลยย่อมจะไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยเช่นนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน105,188.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 104,535 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ครั้นโจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงนำพยานเข้าสืบต่อมาจนเหลือพยานปากสุดท้าย แต่จำเลยไม่มาศาลและมิได้นำพยานเข้าสืบตามกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานที่เหลือ และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน104,535 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามความในมาตรา 208 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยบรรยายข้อเท็จจริงถึงสาเหตุแห่งการขาดนัดพิจารณาว่าเป็นเพราะเหตุใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่เพียงว่า "กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ยกคำร้อง" โดยไม่ระบุถึงเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่อาจยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่เพียงว่า "กรณีไม่อาจพิจารณาใหม่ได้ ยกคำร้อง" โดยไม่กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงว่าเป็นเพราะเหตุใด กรณีจึงไม่อาจพิจารณาใหม่ได้จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2541และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัด รูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยเป็นประการใดก็ตาม คดีของจำเลยย่อมจะไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยดังเช่นคดีนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษาให้ยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 104 ม. 226 ม. 240 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มงคล สาธิตสวัสดิ์
จำเลย — นาย โยธิน ศรีศุภวิชากิจ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2543
#66256
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษา จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าวซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 226 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่กลับมายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ทั้งที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเพราะเหตุขาดนัด รูปคดีจึงไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายของจำเลยเป็นประการใดก็ตาม คดีของจำเลยย่อมจะไม่มีทางขอให้พิจารณาใหม่ได้เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยเช่นนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 104 ม. 226 ม. 240 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล สาธิตสวัสดิ์
จำเลย — นายโยธิน ศรีศุภวิชากิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6970/2543
#91263
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อขายอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) กำหนดให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ดังนั้นการที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุ แห่งการกระทำต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดต่อบทกฎหมายมาตราเดียวกันเป็นการกระทำกรรมเดียว ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จึงต้องปรับบทความผิดตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เมื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 1 แล้ว แต่ไม่ถึง 20 กรัม จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอีกต่อไป เนื่องจากเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนเดียวกันกับมีไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งต้องปรับบทความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับบท ลงโทษมาตรา 67 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก และการริบเมทแอมเฟตามีนก็ไม่อาจริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้เพราะ ไม่ได้ลงโทษตามาตรา 89 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 จึงต้องริบตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๓ ทวิ, ๖๒, ๘๙, ๑๐๖, ๑๐๖ ทวิ, ๑๑๖ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๖ ป.อ. มาตรา ๙๑ และริบเมทแอมเฟตามีนให้แก่กระทรวงสาธารณสุขกับริบเฮโรอีนของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โจทก์จะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ริบตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘๙ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง มาตรา ๖๖ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย ลงโทษจำคุก ๑๒ ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย ลงโทษจำคุก ๘ ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยต้องโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิตจึงกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบเมทแอมเฟตามีนให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ ทวิ อีกบทหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามมาตรา ๘๙ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุก ๙ ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบด้วย มาตรา ๕๓ แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก ๖ ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน รวมจำคุก ๓๙ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? อนึ่ง ขณะที่จำเลยกระทำความผิด จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ในประเภท ๑ คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๑.๗๒๕ กรัม ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อขาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับลงวันที่ ๑๓๕ (พ.ศ. ๒๕๓๙) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศ ลำดับที่ ๒๐ ระบุชื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนั้น การที่จำเลยมีเมทแอมฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกันและถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำผิดต่างกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดต่อบทกฎหมายมาตราเดียวกันเป็นการกระทำกรรมเดียว ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จึงต้องปรับบทความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๑.๗๒๕ กรัม ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น เมื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ แล้ว แต่ไม่ถึง ๒๐ กรัม จึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๗ ไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศอีกต่อไป เนื่องจากเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนเดียวกันกับมีไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งต้องปรับบทความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับบทลงโทษมาตรา ๖๗ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก และการริบเมทแอมเฟตามีนก็ไม่อาจริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้เพราะไม่ได้ลงโทษตามมาตรา ๘๙ แห่ง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๓ คงจำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 89 ม. 106 ทวิ ม. 116
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67 ม. 89 ม. 102
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางช่อทิพย์หรือปรานอม มธุรพจน์ตระกูลหรือสิทธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายปราโมทย์ ธรรมพนิชวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6957/2543
#38445
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าหากจำเลยมีหนี้สินความรับผิดชอบใดต่อโจทก์ ยอมให้โจทก์หักเงินในบัญชีเดินสะพัดของจำเลย หากเงินในบัญชีไม่พอจำเลยยอมให้โจทก์นำหนี้ตามจำนวนต้องรับผิดชอบลงในบัญชีเดินสะพัดได้ มิใช่การเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำให้มูลหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเปลี่ยนเป็นหนี้อันเกิดจากบัญชีเดินสะพัด

การวินิจฉัยเรื่องอายุความจึงต้องพิจารณาจากมูลหนี้เดิมจากการใช้บัตรเครดิต เมื่อจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 9 มีนาคม2536 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ตกลงเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์และยินยอมปฏิบัติตามประเพณีและวิธีปฏิบัติของธนาคารโจทก์ทุกประการการสั่งจ่ายหรือการถอนเงินในบัญชีดังกล่าวจำเลยตกลงใช้เช็คของโจทก์เป็นหลักฐานแห่งการหักทอนบัญชีเดินสะพัดต่อกัน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัด ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน89,299.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปีจากต้นเงิน82,802.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์มิใช่มูลหนี้อันเกิดจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยแต่เป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลย จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำนวนเงินที่ค้างชำระ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี ส่วนที่เกินจากนั้นขาดอายุความและคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี และมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 36,138.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2532 จำเลยขอเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ที่สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ และจำเลยได้ขอใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมีข้อตกลงยอมให้โจทก์นำหนี้ที่ค้างชำระในบัญชีบัตรเครดิตไปลงในบัญชีเดินสะพัดได้ นับตั้งแต่วันที่ 17เมษายน 2534 เป็นต้นมา จำเลยไม่เคยใช้เช็คเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์หนี้ในบัญชีเดินสะพัดเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 9 มีนาคม 2536 ยอดหนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม2541 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 88,802.07 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหานี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้จากพยานหลักฐานในสำนวนศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่ายอดหนี้ตามฟ้องเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตซึ่งโจทก์โอนมาลงในบัญชีเดินสะพัด เห็นว่า แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจะมีข้อตกลงว่า หากจำเลยมีหนี้สินความรับผิดชอบใดต่อโจทก์จำเลยยอมให้โจทก์หักเงินในบัญชีเดินสะพัดของจำเลยหากเงินในบัญชีไม่พอจำเลยยอมให้โจทก์นำหนี้ตามจำนวนที่จำเลยต้องรับผิดชอบลงในบัญชีเดินสะพัดได้ก็ตาม ข้อตกลงนี้มิใช่การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำให้มูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตเปลี่ยนเป็นหนี้อันเกิดจากบัญชีเดินสะพัด การวินิจฉัยในเรื่องอายุความจึงต้องพิจารณาจากมูลหนี้เดิมอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตปรากฏว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2536 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 เกินกว่า 2 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 349 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว รสสุคนธ์ บุญยสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6952/2543
#35019
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่จัดการและดูแลทรัพย์สินของสถานธนานุเคราะห์ได้ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงในทางพิจารณาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์สินที่รับจำนำไว้ และมีหน้าที่นำทรัพย์สินมาให้ผู้จำนำไถ่คืน ส่วนจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ผู้จัดการมีหน้าที่รับจำนำและมีหน้าที่ให้การไถ่ถอนทรัพย์สินแก่ประชาชนที่นำทรัพย์สินไปจำนำ ผู้จำนำจะต้องนำทรัพย์สินที่จะจำนำมายื่นให้จำเลยที่ 2ตรวจดูสภาพทรัพย์สินและตีราคา แล้วจำเลยที่ 2 จะเขียนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินรวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ แล้วส่งให้พนักงานข้อมูลพิมพ์ตั๋วจำนำอันเป็นการยืนยันว่าการตรวจสภาพและตีราคาทรัพย์จำนำ เป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 2 ทั้งหลังจากทราบเหตุคดีนี้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานสรุปว่าจำเลยที่ 2กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีทุจริตต่อหน้าที่ โดยร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดคนเดียวโดยจำเลยที่ 2 อ้างข้อเท็จจริงต่าง ๆ เป็นข้อต่อสู้คดีได้โดยถูกต้อง ดังนั้นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 จึงมิได้หลงต่อสู้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า สถานธนานุเคราะห์เป็นหน่วยงานของกรมประชาสงเคราะห์กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดำเนินการเกี่ยวกับการรับจำนำทรัพย์สินจากผู้ที่นำมาจำนำ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานเก็บรักษาของสถานธนานุเคราะห์ 4มีหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์สินที่รับจำนำจากผู้ที่นำมาจำนำจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสถานธนานุเคราะห์ 4 มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับรับจำนำทรัพย์สินและดูแลรักษาทรัพย์สินของสถานธนานุเคราะห์ 4 เมื่อระหว่างวันที่ 24 เมษายน 2539เวลากลางวัน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่จัดการและดูแลทรัพย์ของสถานธนานุเคราะห์ 4 ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ โดยทุจริตนำตั๋วจำนำของสถานธนานุเคราะห์ 4 มากรอกข้อความว่า มีผู้นำสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือทองคำชนิดต่าง ๆ กัน มาจำนำในราคาต่าง ๆ กัน แล้วจำเลยทั้งสองรับเงินตามตั๋วจำนำดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ซึ่งความจริงแล้วไม่มีทรัพย์สินที่นำมาจำนำและบุคคลที่มีชื่อดังกล่าวมิได้นำทรัพย์สินมาจำนำและมิได้รับเงินที่จำนำแต่อย่างใดโดยกระทำครั้งละหลายรายการรวม 56 ครั้ง คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,477,100 บาท การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้สถานธนานุเคราะห์ สำนักงานธนานุเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกกระทงละคนละ 5 ปีสำหรับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี 6 เดือน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม56 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 เพียงว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญ และทำให้จำเลยที่ 2 หลงต่อสู้หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าตามข้อเท็จจริงในทางพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้เป็นผู้ออกตั๋ว แต่ความจริงมีพนักงานอื่นเป็นผู้พิมพ์ตั๋ว และมีพนักงานจ่ายเงินอีกต่างหาก และทุกครั้งที่มีการจำนำก็ต้องมีตัวทรัพย์จำนำ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 หลงต่อสู้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์สินที่รับจำนำไว้ และมีหน้าที่นำทรัพย์สินมาให้ผู้จำนำไถ่คืนโดยเป็นพนักงานประจำสถานธนานุเคราะห์ 4 ส่วนจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ผู้จัดการสถานธนานุเคราะห์ดังกล่าว มีหน้าที่รับจำนำและมีหน้าที่ให้การไถ่ถอนทรัพย์สินแก่ประชาชนที่นำทรัพย์สินไปจำนำด้วย ส่วนวิธีการจำนำนั้น ผู้จำนำจะต้องนำทรัพย์สินที่จะจำนำมายื่นให้แก่ผู้จัดการคือจำเลยที่ 2 เพื่อตรวจดูสภาพทรัพย์สินและตีราคา เมื่อตรวจดูสภาพแล้วผู้จัดการคือจำเลยที่ 2 จะเขียนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินรวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ แล้วส่งให้พนักงานข้อมูลพิมพ์ตั๋วจำนำ โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรูปพรรณของทรัพย์สินที่จำนำ ราคาจำนำและที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนของผู้จำนำ อันเป็นการยืนยันว่าการตรวจสภาพและตีราคาทรัพย์จำนำ เป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 2 ทั้งหลังจากทราบเหตุคดีนี้แล้ว คณะกรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้น ซึ่งเมื่อคณะกรรมการดังกล่าวสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้วได้ทำรายงานสรุปว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีทุจริตต่อหน้าที่ โดยร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.317ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องคนเดียว จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำด้วย เพราะต้องไปตรวจสุ่มคุณภาพและราคาทรัพย์ของสถานธนานุเคราะห์ต่าง ๆ จำเลยที่ 2 ป่วย ไปทำงานที่สถานธนานุเคราะห์เพียงสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 วัน จำเลยที่ 2 ทำงานตามระเบียบทุกอย่างไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2ได้นำสืบโดยอ้างข้อเท็จจริงต่าง ๆ เป็นข้อต่อสู้คดีได้โดยถูกต้อง ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณา จึงหาต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2หาได้หลงต่อสู้คดีดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เสมอ มีผลกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6952/2543
#66255
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่จัดการและดูแลทรัพย์สินของสถานธนานุเคราะห์ได้ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์สินที่รับจำนำไว้ และมีหน้าที่นำทรัพย์สินมาให้ผู้จำนำไถ่คืน ส่วนจำเลยที่ 2ทำหน้าที่ผู้จัดการมีหน้าที่รับจำนำและมีหน้าที่ให้การไถ่ถอนทรัพย์สินแก่ประชาชนที่นำทรัพย์สินไปจำนำ ผู้จำนำจะต้องนำทรัพย์สินที่จะจำนำมายื่นให้จำเลยที่ 2ตรวจดูสภาพทรัพย์สินและตีราคา แล้วจำเลยที่ 2 จะเขียนข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินรวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ แล้วส่งให้พนักงานข้อมูลพิมพ์ตั๋วจำนำอันเป็นการยืนยันว่าการตรวจสภาพและตีราคาทรัพย์จำนำ เป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 2 ทั้งหลังจากทราบเหตุคดีนี้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานสรุปว่าจำเลยที่ 2กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีทุจริตต่อหน้าที่ โดยร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดคนเดียวโดยจำเลยที่ 2 อ้างข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นข้อต่อสู้คดีได้โดยถูกต้อง ดังนั้นข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 จึงมิได้หลงต่อสู้คดี

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเสมอ มีผลกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรัถยา สัตยาบัน
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6951/2543
#35133
เปิดฉบับเต็ม

การเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตนั้นต้องดูสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญว่าเป็นรถยนต์นั่งหรือไม่มิใช่ถือเอาแชสซีส์ของรถยนต์เป็นสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ประเภทกระบะบรรทุก และเจ้าพนักงานสำนักงานขนส่งได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วเห็นว่าถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ส่วนกรณีที่รถยนต์ของกลางได้มีผู้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งในเวลาต่อมานั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์ของกลางให้มีสภาพเป็นรถยนต์นั่ง ลำพังแต่การกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำเข้าอะไหล่มาประกอบเป็นรถยนต์แล้วขายไป หาเพียงพอที่จะให้ จำเลยทั้งสองเสียภาษีสรรพสามิตตามฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1, ที่ 2 กับพวกที่หลบหนีร่วมกันครอบครองรถยนต์ประเภทนั่งตรวจการณ์ส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า เซิฟ สีแดง โดยจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ร่วมกันนำแชสซีส์และเครื่องยนต์ดังกล่าว ซึ่งนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผ่านศุลกากรถูกต้องแล้วมาผลิตเป็นรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นโดยมิได้เสียภาษีสรรพสามิตและมิได้รับการยกเว้นใด ๆ ซึ่งภาษีสรรพสามิต และจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันขายรถยนต์คันดังกล่าวให้ผู้มีชื่อ ต่อมาจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 รู้ว่ารถยนต์นั้นเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิต และมิได้รับการยกเว้นใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 161, 162

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, ที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161, 162ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีลงโทษปรับคนละสามเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน1,050,570 บาท ความผิดฐานขายสินค้าที่มิได้เสียภาษีลงโทษปรับคนละหกเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน 2,101,140 บาท รวมลงโทษปรับคนละ 3,151,710 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตประเภทรถยนต์นั่งตรวจการณ์ส่วนบุคคลตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2เอาแชสซีส์ของรถยนต์โตโยต้า รุ่นเซิฟ มาประกอบเป็นรถยนต์ของกลางถือได้ว่าเป็นการประกอบรถยนต์นั่งตามฟ้อง แม้ประกอบเป็นรถยนต์กระบะก็ต้องเสียภาษีตามลักษณะของรถยนต์นั่ง ข้อนี้ เห็นว่าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ตามเอกสารหมาย จ.17 นั้น ได้ระบุไว้ว่ารถยนต์นั่ง หมายความว่า รถยนต์เก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบสำหรับเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวรด้านข้าง และหรือด้านหลังคนขับ มีประตู หรือหน้าต่างและมีที่นั่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด ส่วนรถยนต์กระบะ หมายความว่า รถยนต์ที่มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับ และตอนหลังเป็นกระบะบรรทุกซึ่งเปิดโล่งจนถึงท้ายรถโดยไม่มีหลังคาถ้อยคำที่ปรากฏตามตัวอักษรดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยแจ้งชัดว่าการเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตนั้น ต้องดูสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญว่าเป็นรถยนต์นั่งหรือไม่ มิใช่ถือเอาแชสซีส์ของรถยนต์เป็นสำคัญดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ประเภทกระบะบรรทุกตามเอกสารหมาย จ.16 และเจ้าพนักงานสำนักงานขนส่งจังหวัดสมุทรสาครได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วเห็นว่าถูกต้อง จึงอนุญาตให้จดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 ก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ส่วนกรณีที่รถยนต์ของกลางได้มีผู้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งในเวลาต่อมานั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นเลยว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์ของกลางให้มีสภาพเป็นรถยนต์นั่งดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น ลำพังแต่การกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำเข้าอะไหล่มาประกอบเป็นรถยนต์ แล้วขายไปหาเพียงพอที่จะให้จำเลยทั้งสองเสียภาษีสรรพสามิตตามฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 161 ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง สุดาภรณ์ วสุโสภณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ