คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7330/2543
#91274
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว คงจ่ายแต่เฉพาะสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้าง เงินดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หรือในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลา สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงไม่เป็นค่าจ้าง

นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และไม่จ่ายค่าจ้างให้ตั้งแต่วันดังกล่าว การเลิกจ้างจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 ในวันที่จำเลยเลิกจ้าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ยังไม่มีผลใช้บังคับ การที่ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยเพียงใด จึงเป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 (3) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเป็นเวลา ๒๘ ปี ๕ เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวนสามร้อยวัน เป็นเงิน ๓๑๖,๔๕๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวนเก้าสิบวัน เป็นเงิน ๙๔,๙๓๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย ๓๑๖,๔๕๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๙๔,๙๓๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยจำนวนหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เป็นเงิน ๑๘๙,๘๗๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน ๖๓,๒๙๐ บาท แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จำเลยเลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชย ๑๘๙,๘๗๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๖๓,๒๙๐ บาท ให้โจทก์แล้ว และเป็นการจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างมีผลในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวันนั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๒ ได้ให้ความหมายคำว่า ค่าจ้าง ไว้ว่า หมายความว่า "เงิน หรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึงเงินหรือเงินและสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลาด้วย?" จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และไม่ให้โจทก์ทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว คงจ่ายแต่เฉพาะสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่านั้น เงินดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หรือในวันหยุดซึ่งโจทก์ไม่ได้ทำงานและในวันลา สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงไม่เป็นค่าจ้าง จำเลยไม่ให้โจทก์ทำงานตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และไม่จ่ายค่าจ้างให้ตั้งแต่วันดังกล่าว การเลิกจ้างจึงมีผลตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ หาใช่เลิกจ้างในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ ดังโจทก์อุทธรณ์ไม่ เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ในวันที่จำเลยเลิกจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังไม่มีผลใช้บังคับ การที่โจทก์จะได้ค่าชดเชยเพียงใด จึงเป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ (๓) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเลิกจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เป็นเงิน ๑๘๙,๘๗๐ บาท และจำเลยจ่ายให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มอีก คำพิพากษาศาลแรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 2
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 2 ม. 46 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประภา อนันตสมบูรณ์
จำเลย — บริษัท เอ็ม เอ็ม ซี สิทธิผล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7329/2543
#35028
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและศาลได้นำคำให้การรับสารภาพดังกล่าวมาใช้ประกอบการวินิจฉัยลงโทษจำเลย คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และการที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 97 กึ่งหนึ่งนั้น กรณีต้องถือว่าส่วนของการเพิ่มคือกึ่งหนึ่งส่วนของการลดคือหนึ่งในสาม ส่วนของการเพิ่มจึงมากกว่าส่วนของการลด ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 54

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดจำนวน 860 บาทของกลาง เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3207/2540 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้กับขอให้คืนธนบัตรจำนวน 120 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 15 ปี บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3207/2540 ของศาลแขวงพระนครใต้เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้รวมจำคุก 15 ปี1 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินสดจำนวน 860 บาท ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนธนบัตรจำนวน 120 บาทที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.4ศาลต้องลดโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและศาลได้นำคำให้การรับสารภาพดังกล่าวมาใช้ประกอบการวินิจฉัยลงโทษจำเลยดังนั้น คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นสมควรแก้ไขโดยลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และการที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่งนั้นกรณีต้องถือว่าส่วนของการเพิ่มคือกึ่งหนึ่ง ส่วนของการลดคือหนึ่งในสาม ดังนั้นส่วนของการเพิ่มจึงมากกว่าส่วนของการลด ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษแก่จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และส่วนของการเพิ่มโทษมากกว่าส่วนของการลดโทษเห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 54 รวมจำคุก 10 ปี 1 เดือน ไม่ริบเงินสดจำนวน 860 บาท ของกลางโดยให้คืนแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย นฤนาทหรือราชันย์ ปิยะภัทร์หรือขิยะภัทร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7329/2543
#66278
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและศาลได้นำคำให้การรับสารภาพดังกล่าวมาใช้ประกอบการวินิจฉัยลงโทษจำเลย คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมจึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามป.อ.มาตรา 78 และการที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่งนั้น กรณีต้องถือว่าส่วนของการเพิ่มคือกึ่งหนึ่งส่วนของการลดคือหนึ่งในสาม ส่วนของการเพิ่มจึงมากกว่าส่วนของการลด ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่เพิ่มไม่ลดตาม ป.อ.มาตรา 54

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนฤนาทหรือราชันย์ ปิยะภัทร์หรือขิยะภัทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางพฤษภา พนมยันตร์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7320/2543
#35140
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง แต่ปรากฏในฎีกาของจำเลยเองว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้คดีความผิดฐานฉ้อโกงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีความผิดฐานฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2)(4)

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงเพราะจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายให้จนเป็นที่พอใจแล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 ปี ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าหางานในต่างประเทศได้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือนในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี เพียงกระทงเดียว

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น เพราะจำเลยหลอกลวงนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวและพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ไปแล้วเมื่อวันที่ 3กันยายน 2542 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เห็นว่า แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น แต่ก็ปรากฏในฎีกาของจำเลยเองว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้คดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)(4)ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้นเพราะจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายให้จนเป็นที่พอใจแล้ว และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันไม่ให้จำเลยกลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 60,000 บาทอีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 30,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นาง พจนีย์ เรียมปิติ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7320/2543
#39897
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีก่อน แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นอกจากคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว คดีดังกล่าวยังเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เวลาประมาณ18 นาฬิกา ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้นางสาวฐิตารีย์ พูลเพิ่มผล คนหางาน เพื่อไปทำงานในต่างประเทศที่ประเทศสิงคโปร์ โดยเรียกค่าบริการจากนางสาวฐิตารีย์ 35,000 บาทเป็นค่าตอบแทน ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยหลอกลวงนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายว่าสามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายไปทำงานในหน้าที่ช่วยทำอาหารหรือเสริฟอาหารในร้านขายอาหารไทยในประเทศสิงคโปร์ได้ แต่จะต้องเสียค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้จำเลย 35,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จความจริงจำเลยไม่สามารถส่งผู้เสียหายไปทำงานดังกล่าวได้ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อยอมมอบเงินให้จำเลยไป 35,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82, 91 ตรี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าหางานในต่างประเทศได้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เพียงกระทงเดียว

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543ของศาลชั้นต้น เพราะจำเลยหลอกลวงนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวและพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เห็นว่า แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น แต่ก็ปรากฏในฎีกาของจำเลยเองว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้คดีหมายเลขแดงที่ 23/2543ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2)(4)

ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า สมควรรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันไม่ให้จำเลยกลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 60,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นาง พจนีย์ เรียมปิติ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7320/2543
#66277
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามป.อ.มาตรา 341 ในคดีก่อน แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นอกจากคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว คดีดังกล่าวยังเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2)(4)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นางพจนีย์ เรียมปิติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายอดิศร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7312/2543
#91273
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารผู้ให้กู้ ตามคำสั่งและประกาศของโจทก์ที่ 57/2537 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2537 ประกอบคำสั่งและประกาศของโจทก์ที่ 126/2539 ที่ใช้บังคับขณะทำสัญญากู้เงินรายนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี และเรียกจากลูกต้าทั่วไปที่ไม่ผิดเงื่อนไขในอัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี คือ ร้อยละ 14.5 ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี จากประกาศดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ มิใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่กำหนดไว้เพียงร้อยละ 16.5 ต่อปี ตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยในสัญญากู้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราลูกค้าผิดเงื่อนไข มิใช่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปเช่นนี้ จึงเป็นการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ และเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมด ส่วนเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 416 บาท ซึ่งโจทก์นำมาสมทบรวมเข้ากับต้นเงินกู้ที่ค้างชำระก็กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราเดียวกับที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญากู้ด้วยซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดอกเบี้ยของจำนวนเงินดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ เช่นกัน โจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเท่านั้น แม้ในสัญญากู้เงินจะมิได้ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ขณะทำสัญญาเป็นเท่าใดแต่ก็มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของผู้ให้กู้ ซึ่งตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2541 ที่ใช้บังคับขณะทำสัญญา กู้เงินรายนี้ ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ทั้งในกรณีลูกค้าปกติทั่วไปที่ไม่ผิดนัด และลูกค้าที่ผิดนัดผิดเงื่อนไขไว้โดยชัดแจ้ง การที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราใดย่อมจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในประกาศของโจทก์ซึ่งสามารถตรวจดูได้ การที่โจทก์ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกเก็บจากจำเลยทั้งสองขณะทำสัญญาว่าเป็นเท่าใด หาทำให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองไม่ชัดเจนไม่มีผลบังคับดังศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน ๑,๖๔๘,๑๗๙.๐๕ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๑๗ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๓๔๖,๐๐๔.๐๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๙๐๘๘ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ?

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ ซึ่งขณะทำสัญญาร้อยละ ๑๙ ต่อปี ที่กำหนดในสัญญากู้เงินขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะหรือไม่ สำหรับอัตราดอกเบี้ย ในสัญญากู้เงินซึ่งระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารผู้ให้กู้นั้น ตามคำสั่งและประกาศของโจทก์ที่ ๕๗/๒๕๓๗ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๗ ประกอบคำสั่งและประกาศของโจทก์ที่ ๑๒๖/๒๕๓๙ ที่ใช้บังคับขณะทำสัญญากู้เงินรายนี้ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดฉบับลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้ ในอัตราไม่เกินร้อยละ ๑๙ ต่อปี และเรียกลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดเงื่อนไขในอัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี คือ ร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ ๒ ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี จากประกาศดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ มิใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่กำหนดไว้เพียงร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ตามประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยในสัญญากู้อัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราลูกค้าผิดเงื่อนไข มิใช่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปเช่นนี้ จึงเป็นการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์ไม่เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ และเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมด ส่วนเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน ๔๑๖ บาท ที่โจทก์นำมาสบทบรวมเข้ากับต้นเงินกู้ที่ค้างชำระก็กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราเดียวกับที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญากู้ด้วยเท่ากับอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ดอกเบี้ยของจำนวนเงินดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะเช่นกัน โจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเท่านั้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า การที่ในสัญญากู้เงินระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ โดยไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนว่าร้อยละเท่าใดจะทำให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ไม่มีผลบังคับหรือไม่ เห็นว่า แม้ในสัญญากู้เงินจะมิได้ระบุไว้ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดขณะทำสัญญาเป็นเท่าใดแต่ก็มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของผู้ให้กู้ ซึ่งตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ ที่ใช้บังคับขณะทำสัญญากู้เงินรายนี้ ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ทั้งในกรณีลูกค้าปกติทั่วไปที่ไม่ผิดนัด และลูกค้าที่ผิดนัดผิดเงื่อนไขไว้โดยชัดแจ้ง การที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราใดย่อมจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในประกาศของโจทก์ ซึ่งสามารถตรวจดูได้ การที่โจทก์ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกเก็บจากจำเลยทั้งสองขณะทำสัญญาว่าเป็นเท่าใด หาทำให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองไม่ชัดเจน ไม่มีผลบังคับดังศาลชั้นต้นวินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๔๔๒,๔๖๔.๒๙ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๔๕,๕๘๘.๐๒ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๑ ของต้นเงินจำนวน ๔๑๖ บาท นับแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๑ และอัตราร้อยละ ๑๗ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้นำเงินที่จำเลยทั้งสองชำระให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๒ รวม ๒๒,๒๐๐ บาท ตามการ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ.๒๑ หักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้จากต้นเงิน ๙๔๕,๕๘๘.๐๒ บาท และต้นเงิน ๔๑๖ บาท ดังกล่าวข้างต้น หากยังเหลือให้หักชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปฐมชัย รัตนเสรีเกียรติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7294/2543
#66353
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ให้การไว้แล้วว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเรียกร้องค่าเสียหายสูงจากความจริงมาก จึงเท่ากับจำเลยให้การปฏิเสธเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องแล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีภาระการพิสูจน์

บริษัทผู้ขายสินค้าให้แก่จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าโดยเรือเอ ไอ นิโคลัส วัน จากเมืองกาดานส์ ประเทศโปแลนด์ มาให้แก่จำเลยในประเทศไทยตามสัญญาจ้างเหมาระวางบรรทุก เมื่อเรือเอ ไอ นิโคลัส วัน มาถึงปลายทางแล้ว โจทก์หรือตัวแทนเรือของโจทก์จะต้องแจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งทราบเพื่อนำเรือลำเลียงมารับสินค้า หากไม่จัดเรือลำเลียงมาจะต้องเสียค่าเรือจอดรอ

ในเรื่องค่าเสียหายซึ่งโจทก์มีภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์นำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายไม่ได้แน่ชัด ศาลจึงกำหนด ค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควร

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177 ม. 183 ม. 222
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแฮริสันส์ แฮมเบอร์ก จี เอ็ม บี เอช
จำเลย — บริษัทสหวิริยาพาณิชย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7293/2543
#99226
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ รับขนของทางทะเล ประกันภัย รับช่วงสิทธิ ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลททาง online ++

++

++

++

++ คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิจากบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้เอาประกันภัยจำนวน 582,295.18บาท และรับช่วงสิทธิจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ ผู้เอาประกันภัยอีกรายหนึ่งจำนวน 35,390.02 บาท มาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นคดีเดียวกัน

++ การพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์ต้องถือทุนทรัพย์ในการรับช่วงสิทธิแต่ละรายแยกกัน เมื่อทุนทรัพย์ที่โจทก์รับช่วงสิทธิจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์มาฟ้องเป็นคดีนี้ มีจำนวนไม่เกิน 50,000 บาท คดีในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

++ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า กากเม็ดทานตะวันไม่ได้สูญหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายและไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องถือว่าข้อเท็จจริงได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้โจทก์จะฎีกาต่อมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

++

++ สำหรับกรณีโจทก์รับช่วงสิทธิจากบริษัทศิริผลมหานคร จำกัดนั้น ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยกากถั่วเหลืองจากบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ที่จำเลยเป็นผู้ขนส่งโดยใช้เรือเตาฮัวหลิงจากเมืองแดนดอง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังท่าเรือในประเทศไทย เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้รับตราส่งต่อมาเมื่อเรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงท่าเรือในประเทศไทย ปรากฏว่าบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ได้รับมอบกากถั่วเหลืองไม่ครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 โดยขาดไป 123.57เมตริกตัน โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน582,295.15 บาท ให้แก่บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2537 และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยผู้ขนส่ง

++

++ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กากถั่วเหลืองที่ขนส่งได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งทางทะเลอันจะทำให้จำเลยผู้ขนส่งต้องรับผิดสำหรับความสูญหายดังกล่าวต่อบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้รับตราส่งหรือไม่ เพียงใด

++ เห็นว่า โจทก์มีใบตราส่งเอกสารหมาย จ.16ถึง จ.19 ใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.8 ถึง 11 และหนังสือรับรองการตรวจสอบน้ำหนักเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 มาแสดงว่าบริษัทเซรอยฟู๊ด เลียนนิ่ง เซรีลส์ แอนด์ ออยล์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ตจำกัด ผู้ส่งได้ส่งกากถั่วเหลืองจำนวน 4,773.150 เมตริกตัน มาให้บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ทางเรือเดินทะเลชื่อเตาฮัวหลิง โดยผู้แทนเรือเตาฮัวหลิงของจำเลยผู้ขนส่งได้ลงชื่อออกใบตราส่งเอกสารหมายจ.16 ถึง จ.19 ระบุว่า กากถั่วเหลืองดังกล่าวได้บรรทุกบนเรือในลักษณะเทกอง (IN BULK) รวมน้ำหนัก 4,773.150 เมตริกตัน ตั้งแต่วันที่28 กันยายน 2536 แม้จะได้ความว่า การขนส่งรายนี้เป็นการขนส่งแบบF.I.O.S.T. ซึ่งผู้ส่งมีหน้าที่บรรทุกของลงเรือด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองก็ตาม แต่ก่อนการบรรทุกกากถั่วเหลืองลงเรือก็ได้มีการตรวจสอบน้ำหนักของกากถั่วเหลืองโดยนำไปชั่งน้ำหนักบนตาชั่งที่ตรวจสอบแล้วและชั่งน้ำหนักได้ 4,773.150 เมตริกตัน ปรากฏตามหนังสือรับรองการตรวจสอบน้ำหนักของสำนักงานตรวจสอบสินค้านำเข้าและส่งออกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนสาขาเลียนนิ่ง เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 การที่เรือเตาฮัวหลิงของจำเลยผู้ขนส่งออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 ให้แก่ผู้ส่งสินค้าโดยระบุว่าผู้ส่งสินค้าได้ส่งกากถั่วเหลืองลงเรือแล้วในลักษณะเทกอง และระบุจำนวนน้ำหนักไว้ชัดเจนว่ากากถั่วเหลืองมีน้ำหนักจำนวน4,773.150 เมตริกตัน ตรงกับน้ำหนักที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการตรวจสอบน้ำหนักเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.15 และใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.11 ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ระบุโดยผู้ส่ง

++ จึงเชื่อได้ว่าผู้ส่งของได้ส่งมอบกากถั่วเหลืองลงเรือเตาฮัวหลิงครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งคือจำนวน 4,773.150 เมตริกตัน แต่ต่อมาเมื่อเรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงประเทศไทย นายสราวุธ ภู่เจริญยศ พนักงานของบริษัท พี แอนด์ เอ แอดจัสเม้นท์ จำกัด ซึ่งโจทก์ว่าจ้างให้สำรวจความเสียหายของสินค้าพยานโจทก์เบิกความว่า นายสราวุธได้ทำการสำรวจกากถั่วเหลืองแล้ว ปรากฏว่ากากถั่วเหลืองที่ขนถ่ายออกจากเรือทั้งหมดมีน้ำหนัก 4,649.58 เมตริกตัน ขาดจำนวนจากใบตราส่งไป123.57 เมตริกตัน หรือร้อยละ 2.59 ตามรายงานการสำรวจพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.22 และ จ.24

++ นายสราวุธเป็นพนักงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจรับจ้างสำรวจความสูญหายและเสียหายของสินค้าไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

++ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กากถั่วเหลืองที่ขนส่งได้สูญหายขาดจำนวนไปในระหว่างการขนส่งทางทะเลซึ่งจำเลยผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายดังกล่าวต่อผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความสูญหายของสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันตามสัญญาประกันภัยทางทะเลไป โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิดังกล่าวของผู้เอาประกันมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยผู้ขนส่งสินค้านั้นได้

++ ส่วนปัญหาว่า เรียกร้องได้เพียงใดนั้น

++ แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายสราวุธประกอบรายงานการสำรวจเอกสารหมาย จ.22 และ จ.24 ว่า ในการขนถ่ายสินค้าใช้เครื่องตักก้ามปูตักกากถั่วเหลืองจากเรือลงรถยนต์บรรทุกแล้วแล่นไปชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน การขนถ่ายโดยวิธีการใช้เครื่องตักดังกล่าวทำให้กากถั่วเหลืองร่วงหล่นสูญเสียไปบ้างเล็กน้อยซึ่งผู้รับตราส่งต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนนี้เอง เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าลงจากเรือตามข้อตกลงในการขนส่งแบบ F.I.O.S.T. ก็ตามแต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้หักค่าเสียหายส่วนนี้ให้แล้ว โดยหักเป็นความเสียหายส่วนแรกที่ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองตามเงื่อนไขการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 จำนวนร้อยละ 1 ของน้ำหนักสินค้าทั้งหมดซึ่งคิดเป็นจำนวน 47.731 เมตริกตัน ออกจากน้ำหนักสินค้าขาดจำนวนทั้งหมด คงเหลือน้ำหนักสินค้าขาดจำนวนสุทธิ 75.839 เมตริกตัน คำนวณเป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องทั้งสิ้น 582,295.15 บาท รายละเอียดปรากฏตามหนังสือเรียกร้องเอกสารหมาย จ.29 และ จ.30 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยกากถั่วเหลืองให้ไว้แก่บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้รับตราส่ง จำนวน๔,๗๗๓.๑๕ เมตริกตัน ที่ขนส่งทางทะเลมาจากเมืองแดนดอง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเรือเตาฮัวหลิง มีข้อสัญญาว่า หากกากถั่วเหลืองที่ขนส่งได้รับความเสียหายหรือสูญหายอย่างหนึ่งอย่างใด โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่งในวงเงินประกันภัย สินค้าดังกล่าวบริษัทเซรอยฟู้ด เลียนนิ่ง เซรีลส์ แอนด์ ออยล์ อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต จำกัดผู้ส่ง ได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทศิริผลมหานคร จำกัดผู้รับตราส่งในประเทศไทย เมื่อเรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงท่าเรือที่จังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ ปรากฏว่าจำเลยส่งมอบกากถั่วเหลืองให้แก่ผู้รับตราส่งไม่ครบ โดยขาดน้ำหนักไป ๑๒๓.๕๗เมตริกตัน คิดเป็นเงิน ๗๙๐,๖๔๖.๕๘ บาท ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยผู้ขนส่ง ผู้รับตราส่งได้ทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าเสียหาย๕๘๒,๒๙๕.๑๕ บาท แก่ผู้รับตราส่ง และเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๖โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยกากเม็ดทานตะวันให้ไว้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ ผู้รับตราส่ง จำนวน ๑๓,๗๑๘กระสอบ น้ำหนัก ๗๒๙.๘๐ เมตริกตัน ที่ขนส่งทางทะเลจากเมืองดาเลียนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเรือยงเหนียน เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่กรุงเทพมหานคร สินค้าดังกล่าวบริษัทชางชุนแมชชินเนอรี่ เคมีคัลส์แอนมินเนอรัลส์ อิมปอร์ตแอนด์เอ็กปอร์ต จำกัด ผู้ส่ง ได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งเพื่อมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง เรือยงเหนียนเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ ปรากฏว่ากากเม็ดทานตะวันขาดไป ๑๘๕ กระสอบ น้ำหนัก ๘,๘๗๐ กิโลกรัม คิดเป็นค่าเสียหาย๓๕,๓๙๐.๐๒ บาท ผู้รับตราส่งเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่ผู้รับตราส่งแล้วจำเลยไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๖๒๓,๑๙๑.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๗,๖๘๕.๑๗ บาท นับแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทจากผู้ส่งตามฟ้อง แต่เป็นการขนส่งโดยมีข้อตกลงแบบ F.I.O.S.T. ซึ่งผู้ขายหรือผู้ส่ง ณ ประเทศต้นทางมีหน้าที่รับผิดชอบนำสินค้าบรรทุกลงเรือเองเมื่อเรือบรรทุกสินค้ามาถึงปลายทาง ผู้รับตราส่งหรือตัวแทนเป็นผู้รับผิดชอบขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือโดยผู้ขนส่งไม่เกี่ยวข้อง หากสินค้าสูญหายหรือเสียหายระหว่างการนำสินค้าลงเรือหรือขนถ่ายขึ้นจากเรือ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดชอบ เรือเตาฮัวหลิงที่บรรทุกกากถั่วเหลืองเดินทางมาถึงจังหวัดสมุทรปราการ ผู้รับตราส่งเป็นผู้ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือจนหมดระวาง สินค้าไม่ได้สูญหายระหว่างการขนส่ง หากกากถั่วเหลืองสูญหาย๑๒๓.๕๗ เมตริกตัน คิดเป็นร้อยละ ๒.๘ ของสินค้าทั้งหมด จำเลยไม่ต้องรับผิด เรือยงเหนียนซึ่งบรรทุกกากเม็ดทานตะวันมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานคร ผู้รับตราส่งได้ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือจนหมดระวางผู้รับตราส่งได้รับกากเม็ดทานตะวันครบตามจำนวนแล้ว ไม่มีการสูญหายหากกากเม็ดทานตะวันสูญหายจริง โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์เพราะมีเงื่อนไขว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดส่วนแรกอัตราร้อยละ ๐.๔๕ ของจำนวนสินค้าทั้งหมด โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน๖๒๓,๑๙๐.๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน๖๑๗,๖๘๕.๑๗ บาท นับแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม๓๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยกากถั่วเหลืองน้ำหนัก ๔,๗๗๓.๑๕ เมตริกตัน ให้ไว้แก่บริษัทศิริผลมหานครจำกัด ผู้รับตราส่งที่ขนส่งทางทะเลจากเมืองแดนดอง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยยอมรับผิดภายในวงเงินประกันตามกรมธรรม์ประกันภัยหมาย จ.๔ ถึง จ.๗ สัญญาว่าจะคุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าที่ได้รับประกันภัยในระหว่างการขนส่ง ในการขนส่งสินค้าดังกล่าวบริษัทเซรอยฟู้ด เลียนนิ่ง เซรีลส์ แอนด์ ออยล์ อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ตจำกัด ผู้ส่งได้ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้าโดยใช้เรือเตาฮัวหลิงเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งในประเทศไทย สินค้าได้รับการตรวจสอบน้ำหนักจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อนขนส่งตามเอกสารหมาย จ.๑๒ถึง จ.๑๕ เมื่อสินค้าได้บรรทุกลงเรือแล้วจำเลยจึงออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งตามเอกสารหมาย จ.๑๖ ถึง จ.๑๙ จำเลยได้รับมอบสินค้าไว้ครบถ้วนตามจำนวน ตามใบตราส่งและได้รับเงินค่าระวางที่ต้นทางแล้ว วันที่ ๑๒ตุลาคม ๒๕๓๖ เรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงท่าเรือจังหวัดสมุทรปราการโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท พี แอนด์ เอ แอดจัสเม้นท์ จำกัด เป็นผู้สำรวจสินค้าได้มีการขนถ่ายสินค้าตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ เมื่อขนถ่ายสินค้าจากระวางเรือหมดแล้ว รวมน้ำหนักที่ชั่งได้ ๔,๖๔๙.๕๘ เมตริกตันสูญหายน้ำหนัก ๑๒๓.๕๗ เมตริกตัน บริษัทที่สำรวจได้แจ้งให้นายท้ายเรือเตาฮัวหลิงทราบตามเอกสารหมาย จ.๒๐ และ จ.๒๑ ผู้รับตราส่งจึงมอบหมายให้บริษัทจอนห์สัน แอนด์ ฮิกกิ้นส์ จำกัด เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยโดยผ่านบริษัทโกลด์ซิป จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยเพื่อให้ชำระค่าเสียหายจำนวน ๗๙๐,๖๔๖.๕๘ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๒๗จ.๒๘ จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่งเป็นเงิน๕๘๒,๒๙๕.๑๘ บาท และเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยกากเม็ดทานตะวันจำนวน ๑๓,๗๑๘ กระสอบ ไว้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ ผู้รับตราส่งที่ขนส่งทางทะเลโดยใช้เรือยงเหนียนของจำเลยจากเมืองดาเลียน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งในประเทศไทยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๓๕ และ จ.๓๖ โดยสัญญาว่าจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่ง การขนส่งบริษัทชางชุนแมชชินเนอรี่เคมีคัลส์ เมทัลส์ แอนด์ มินเนอรัลส์ อิมปอร์ตแอนด์เอ็กปอร์ต จำกัด ผู้ส่งได้ว่าจ้างให้จำเลยเป็นผู้ขนส่งโดยใช้เรือยงเหนียน จำเลยได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.๓๙ และ จ.๔๐วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ เรือยงเหนียนเดินทางมาถึงท่าเรือจังหวัดสมุทร-ปราการ โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทแอสโซซิเอทเต็ด มารีน เซอร์เวย์เยอร์(ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้สำรวจสินค้าขณะมีการขนถ่าย พบว่ากากเม็ดทานตะวันสูญหายจำนวน ๑๘๕ กระสอบ คิดเป็นน้ำหนัก ๘,๗๗๐ กิโลกรัมบริษัทที่สำรวจได้แจ้งให้นายท้ายเรือทราบตามเอกสารหมาย จ.๔๑ และจ.๔๒ และรายงานสำรวจเอกสารหมาย จ.๔๓ และ จ.๔๔ ผู้ส่งได้เรียกร้องค่าเสียหายผ่านบริษัทคอตนั่ม ชิปปิ้ง จำกัด ตัวแทนของจำเลยจำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับตราส่งเป็นเงิน๓๕,๓๙๐.๐๒ บาท

จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งกากเม็ดถั่วเหลืองของผู้ส่งโดยใช้เรือเตาฮัวหลิงประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและขนส่งกากเม็ดทานตะวันของผู้ส่งโดยใช้เรือยงเหนียนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังผู้รับตราส่งในประเทศไทย การขนส่งสินค้าดังกล่าวมีข้อตกลงแบบ F.I.O.S.T. หมายถึงผู้ขายหรือผู้ส่งเป็นผู้มีหน้าที่นำสินค้าลงเรือหรือขนถ่ายจากที่เก็บสินค้าของผู้ส่งลงเรือของจำเลย โดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนถ่าย เมื่อสินค้าลงเรือแล้วผู้ส่งเป็นผู้ปิดฝาระวางเรือและประทับตราที่ฝาระวางเรือต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยมีหน้าที่ขนส่งสินค้ามอบให้แก่ผู้รับตราส่งในประเทศไทยเท่านั้น จะรับผิดชอบต่อความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งเท่านั้น การขนส่งแบบ F.I.O.S.T. ไม่ถือว่าผู้ขนส่งยอมรับปริมาณและน้ำหนักของสินค้า เมื่อเรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครแล้ว บริษัทโกลด์ชิป จำกัด ผู้แทนเรือได้ติดต่อกรมศุลกากรเพื่อทำการเปิดฝาระวางเรือ เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ตรวจสอบผนึกดวงตราที่ฝาระวางเรือ พบว่าดวงตราอยู่ในสภาพเรียบร้อยตามเอกสารหมาย ล.๑๕ แสดงว่าสินค้าที่ขนส่งมากับเรือเตาฮัวหลิงไม่ได้สูญหายระหว่างการขนส่ง แต่ผู้ส่งที่ต้นทางส่งมอบสินค้าไม่ครบจำนวน และการขนถ่ายกากถั่วเหลืองที่ปลายทางมีกากถั่วเหลืองร่วงหล่น นอกจากนี้ความร้อนในระวางเรือก็ทำให้น้ำหนักของกากถั่วเหลืองหายไป จำเลยจะรับผิดชอบในความเสียหายของกากถั่วเหลือง ๑ หน่วยต่อ ๑๐,๐๐๐ บาท กากถั่วเหลืองบรรทุกลงเรือจำนวน ๒ ระวาง ถือว่าเป็น ๒ หน่วยการขนส่ง จึงรับผิดไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนการขนส่งกากเม็ดทานตะวันโดยใช้เรือยงเหนียน เมื่อเรือยงเหนียนได้เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครแล้ว ผู้รับตราส่งได้รับมอบกากเม็ดทานตะวันมากกว่าที่ระบุไว้ตามเอกสารหมาย ล.๔ ล.๕ และ จ.๓๙

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิจากบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้เอาประกันภัยจำนวน ๕๘๒,๒๙๕.๑๘บาท และรับช่วงสิทธิจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ ผู้เอาประกันภัยอีกรายหนึ่งจำนวน ๓๕,๓๙๐.๐๒ บาท มาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นคดีเดียวกัน การพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์ต้องถือทุนทรัพย์ในการรับช่วงสิทธิแต่ละรายแยกกัน เมื่อทุนทรัพย์ที่โจทก์รับช่วงสิทธิจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์มาฟ้องเป็นคดีนี้ มีจำนวนไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท คดีในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า กากเม็ดทานตะวันไม่ได้สูญหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายและไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องถือว่าข้อเท็จจริงได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้โจทก์จะฎีกาต่อมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

สำหรับกรณีโจทก์รับช่วงสิทธิจากบริษัทศิริผลมหานคร จำกัดนั้น ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยกากถั่วเหลืองจากบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ที่จำเลยเป็นผู้ขนส่งโดยใช้เรือเตาฮัวหลิงจากเมืองแดนดอง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังท่าเรือในประเทศไทย เพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้รับตราส่งต่อมาเมื่อเรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงท่าเรือในประเทศไทย ปรากฏว่าบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ได้รับมอบกากถั่วเหลืองไม่ครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๖ ถึง จ.๑๙ โดยขาดไป ๑๒๓.๕๗เมตริกตัน โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน๕๘๒,๒๙๕.๑๕ บาท ให้แก่บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ และรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยผู้ขนส่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กากถั่วเหลืองที่ขนส่งได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งทางทะเลอันจะทำให้จำเลยผู้ขนส่งต้องรับผิดสำหรับความสูญหายดังกล่าวต่อบริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ผู้รับตราส่งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๖ถึง จ.๑๙ ใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.๘ ถึง ๑๑ และหนังสือรับรองการตรวจสอบน้ำหนักเอกสารหมาย จ.๑๒ ถึง จ.๑๕ มาแสดงว่าบริษัทเซรอยฟู๊ด เลียนนิ่ง เซรีลส์ แอนด์ ออยล์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ตจำกัด ผู้ส่งได้ส่งกากถั่วเหลืองจำนวน ๔,๗๗๓.๑๕๐ เมตริกตัน มาให้บริษัทศิริผลมหานคร จำกัด ทางเรือเดินทะเลชื่อเตาฮัวหลิง โดยผู้แทนเรือเตาฮัวหลิงของจำเลยผู้ขนส่งได้ลงชื่อออกใบตราส่งเอกสารหมายจ.๑๖ ถึง จ.๑๙ ระบุว่า กากถั่วเหลืองดังกล่าวได้บรรทุกบนเรือในลักษณะเทกอง (IN BULK) รวมน้ำหนัก ๔,๗๗๓.๑๕๐ เมตริกตัน ตั้งแต่วันที่๒๘ กันยายน ๒๕๓๖ แม้จะได้ความว่า การขนส่งรายนี้เป็นการขนส่งแบบF.I.O.S.T. ซึ่งผู้ส่งมีหน้าที่บรรทุกของลงเรือด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองก็ตาม แต่ก่อนการบรรทุกกากถั่วเหลืองลงเรือก็ได้มีการตรวจสอบน้ำหนักของกากถั่วเหลืองโดยนำไปชั่งน้ำหนักบนตาชั่งที่ตรวจสอบแล้วและชั่งน้ำหนักได้ ๔,๗๗๓.๑๕๐ เมตริกตัน ปรากฏตามหนังสือรับรองการตรวจสอบน้ำหนักของสำนักงานตรวจสอบสินค้านำเข้าและส่งออกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนสาขาเลียนนิ่ง เอกสารหมาย จ.๑๒ ถึง จ.๑๕ การที่เรือเตาฮัวหลิงของจำเลยผู้ขนส่งออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๑๖ ถึง จ.๑๙ ให้แก่ผู้ส่งสินค้าโดยระบุว่าผู้ส่งสินค้าได้ส่งกากถั่วเหลืองลงเรือแล้วในลักษณะเทกอง และระบุจำนวนน้ำหนักไว้ชัดเจนว่ากากถั่วเหลืองมีน้ำหนักจำนวน๔,๗๗๓.๑๕๐ เมตริกตัน ตรงกับน้ำหนักที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการตรวจสอบน้ำหนักเอกสารหมาย จ.๑๒ ถึง จ.๑๕ และใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.๘ ถึง จ.๑๑ ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ระบุโดยผู้ส่ง จึงเชื่อได้ว่าผู้ส่งของได้ส่งมอบกากถั่วเหลืองลงเรือเตาฮัวหลิงครบจำนวนตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งคือจำนวน ๔,๗๗๓.๑๕๐ เมตริกตัน แต่ต่อมาเมื่อเรือเตาฮัวหลิงเดินทางมาถึงประเทศไทย นายสราวุธ ภู่เจริญยศ พนักงานของบริษัท พี แอนด์ เอ แอดจัสเม้นท์ จำกัด ซึ่งโจทก์ว่าจ้างให้สำรวจความเสียหายของสินค้าพยานโจทก์เบิกความว่า นายสราวุธได้ทำการสำรวจกากถั่วเหลืองแล้ว ปรากฏว่ากากถั่วเหลืองที่ขนถ่ายออกจากเรือทั้งหมดมีน้ำหนัก ๔,๖๔๙.๕๘ เมตริกตัน ขาดจำนวนจากใบตราส่งไป๑๒๓.๕๗ เมตริกตัน หรือร้อยละ ๒.๕๙ ตามรายงานการสำรวจพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๒๒ และ จ.๒๔ นายสราวุธเป็นพนักงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจรับจ้างสำรวจความสูญหายและเสียหายของสินค้าไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กากถั่วเหลืองที่ขนส่งได้สูญหายขาดจำนวนไปในระหว่างการขนส่งทางทะเลซึ่งจำเลยผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายดังกล่าวต่อผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความสูญหายของสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันตามสัญญาประกันภัยทางทะเลไป โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิดังกล่าวของผู้เอาประกันมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยผู้ขนส่งสินค้านั้นได้ ส่วนปัญหาว่าเรียกร้องได้เพียงใดนั้น แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายสราวุธประกอบรายงานการสำรวจเอกสารหมาย จ.๒๒ และ จ.๒๔ ว่า ในการขนถ่ายสินค้าใช้เครื่องตักก้ามปูตักกากถั่วเหลืองจากเรือลงรถยนต์บรรทุกแล้วแล่นไปชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน การขนถ่ายโดยวิธีการใช้เครื่องตักดังกล่าวทำให้กากถั่วเหลืองร่วงหล่นสูญเสียไปบ้างเล็กน้อยซึ่งผู้รับตราส่งต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนนี้เอง เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าลงจากเรือตามข้อตกลงในการขนส่งแบบ F.I.O.S.T. ก็ตามแต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้หักค่าเสียหายส่วนนี้ให้แล้ว โดยหักเป็นความเสียหายส่วนแรกที่ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองตามเงื่อนไขการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ ถึง จ.๗ จำนวนร้อยละ ๑ ของน้ำหนักสินค้าทั้งหมดซึ่งคิดเป็นจำนวน ๔๗.๗๓๑ เมตริกตัน ออกจากน้ำหนักสินค้าขาดจำนวนทั้งหมด คงเหลือน้ำหนักสินค้าขาดจำนวนสุทธิ ๗๕.๘๓๙ เมตริกตัน คำนวณเป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องทั้งสิ้น ๕๘๒,๒๙๕.๑๕ บาท รายละเอียดปรากฏตามหนังสือเรียกร้องเอกสารหมาย จ.๒๙ และ จ.๓๐ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ในส่วนที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส.ที.เอ.อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์ ให้ยกฎีกาของโจทก์และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้ทั้งหมดแก่จำเลยและโจทก์ตามลำดับ ส่วนค่าทนายความให้เป็นพับ โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับคดีในส่วนที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาจากบริษัทศิริมหาผล จำกัด ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกันและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในส่วนนี้แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒๐,๐๐๐ บาท.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไชน่าโอเชียนชิปปิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7292/2543
#38452
เปิดฉบับเต็ม

มาตรฐานของความปลอดภัยในการจัดตั้งสระว่ายน้ำจะต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต จำเลยเป็นเจ้าของสระว่ายน้ำเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยเก็บค่าบริการจากผู้มาใช้บริการก็ต้องยึดถือตามมาตรฐานนั้นด้วย ยิ่งก่อนหน้านี้ก็มีผู้มาใช้บริการจมน้ำในสระว่ายน้ำของจำเลยมาแล้ว จำเลยยิ่งควรต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น แต่จำเลยมิได้ปรับปรุงแก้ไข ถือว่าละเว้นปฏิบัติในสิ่งซึ่งตามวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสระว่ายน้ำควรต้องปฏิบัติ แม้จำเลยจะปิดประกาศไว้ที่สระว่ายน้ำว่าผู้มาใช้บริการสระว่ายน้ำ ผู้ปกครองของผู้มาใช้บริการสระว่ายน้ำจะต้องเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบด้วยตนเองก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นจากความรับผิด เมื่อจำเลยไม่ระมัดระวังทำให้ไม่มีผู้เข้าช่วยเหลือเด็กชาย ภ. ซึ่งจมน้ำได้ทันท่วงทีและถูกต้อง ทั้งไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จะปฐมพยาบาล ทำให้สมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานานจนสมองพิการจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย

หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว เด็กชาย ภ. มีอาการทางสมองพิการ แขนขาชักเกร็งไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องให้ยาลดอาการทางสมองและหากมีอาการเกร็งก็ต้องทำกายภาพบำบัดทุกวันเด็กชาย ภ. จะต้องอยู่ในสภาพช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่นนั้นตลอดไปค่าดูแลรักษาที่จะต้องใช้จ่ายต่อไปจึงเป็นค่าใช้จ่ายอันต้องเสียไปเนื่องจากการกระทำละเมิดให้เสียหายแก่ร่างกายในอนาคตเป็นคนละส่วนกับค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้จ่ายไปก่อนแล้วและไม่เป็นการกำหนดค่าเสียหายซ้ำซ้อนกัน ทั้งเมื่อเด็กชาย ภ. อยู่ในสภาพไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ย่อมเสียความสามารถประกอบการงานโดยสิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย หาใช่ไกลเกินเหตุไม่ โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายในการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กชายภนาวัฒน์ จิตเจือจุน จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ประกอบกิจการสระว่ายน้ำดำรงศิลป์ ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 2กรกฎาคม 2537 เด็กชายภนาวัฒน์ได้ไปใช้บริการที่สระว่ายน้ำของจำเลยและจมน้ำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ไม่จัดเครื่องอุปกรณ์และพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้ประจำสระเป็นเหตุให้เด็กชายภนาวัฒน์ขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ทำให้สมองพิการไม่สามารถทำการงานและช่วยเหลือตนเองได้ ต้องอยู่ในความดูแลของผู้อื่น โจทก์ได้ทำการรักษาพยาบาลตลอดมาแต่อาการยังไม่ดีขึ้น สิ้นค่ารักษาพยาบาลไป 233,258 บาท เด็กชายภนาวัฒน์ต้องสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานโดยสิ้นเชิง โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,233,258 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลจำนวน 233,258 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 50,000 บาท แก่โจทก์ จนกว่าเด็กชายภนาวัฒน์จะหายเป็นปกติหรือถึงแก่กรรม กับให้จำเลยชำระค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานจำนวน 2,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่บิดาผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กชายภนาวัฒน์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการสระว่ายน้ำดำรงศิลป์เพื่อสอนเด็กนักเรียนว่ายน้ำ เปิดสอนเวลา 8 นาฬิกา ถึง 16.30นาฬิกา มีครูฝึกสอนตามระเบียบ หลังจากนั้นจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปมาใช้บริการจนถึง 18 นาฬิกา โดยผู้ปกครองต้องมาดูแลเอง และผู้ที่จะลงสระน้ำต้องว่ายน้ำเป็น ในวันเกิดเหตุโจทก์พาเด็กชายภนาวัฒน์มาลงสระว่ายน้ำหลัง 18 นาฬิกา เป็นช่วงสระปิดและครูฝึกสอนกลับแล้วระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ดูแลเด็กชายภนาวัฒน์ โจทก์กลับไปนอนอ่านหนังสือพิมพ์และดื่มเครื่องดื่มทั้งที่ทราบว่าเด็กชายภนาวัฒน์ป่วยอยู่ เด็กชายภนาวัฒน์เป็นตะคริวและจมน้ำ คนทำความสะอาดของจำเลยพบเห็นได้ช่วยเหลือขึ้นมาและนำส่งโรงพยาบาล โจทก์ทราบดีว่าไม่มีครูฝึกสอนอยู่ หากโจทก์คอยเฝ้าดูแลแม้เด็กชายภนาวัฒน์จะจมน้ำก็เป็นเวลาเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายแต่โจทก์หาได้ใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นไม่ ความเสียหายจึงเกิดเพราะความประมาทของโจทก์ จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุม กล่าวคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานโดยสิ้นเชิง โจทก์มิได้บรรยายว่าเป็นค่าอะไรบ้าง จึงไม่สามารถให้การแก้คดีได้ถูกต้องทั้งค่ารักษาพยาบาลไม่น่าจะเกิน 2,000 บาท ส่วนค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานโดยสิ้นเชิงนั้น ขณะเกิดเหตุเด็กชายภนาวัฒน์กำลังเรียนหนังสือยังไม่ได้ประกอบอาชีพ หากจะเสียหายก็ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 450,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 112,500 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน900,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน150,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของสระว่ายน้ำดำรงศิลป์ โดยเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป วันธรรมดาเปิดบริการตั้งแต่เวลา 16.30 นาฬิกาถึง 18 นาฬิกา วันหยุดราชการเปิดบริการตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา ค่าบริการเด็กคนละ 15 บาทผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2537 โจทก์พาเด็กชายภนาวัฒน์ซึ่งว่ายน้ำเป็นแล้วไปว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำของจำเลย ระหว่างอยู่ในสระเด็กชายภนาวัฒน์ได้จมน้ำ เป็นเหตุให้สมองขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง มีอาการพิการทางสมอง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ขณะเกิดเหตุที่สระว่ายน้ำของจำเลยไม่มีพนักงานคอยดูแลความปลอดภัยของผู้ที่มาลงสระ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องเรื่องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตเคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2 ตอนท้ายว่า "โจทก์ได้ทำการรักษาพยาบาลเด็กชายภนาวัฒน์มาโดยตลอด แต่อาการของเด็กชายภนาวัฒน์ยังคงไม่ดีขึ้น" และบรรยายในคำขอท้ายฟ้องข้อ 2ว่า "ให้จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลในอัตราเดือนละ 50,000 บาท" ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องทั้งหมดแล้วสามารถเข้าใจว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาท ทำให้เด็กชายภนาวัฒน์มีอาการพิการทางสมองจนบัดนี้อาการยังไม่ดีขึ้น ขอให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตเดือนละ 50,000 บาท คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า คำฟ้องเรื่องค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานเคลือบคลุมหรือไม่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 ย่อหน้าที่ 2 ว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อที่ไม่จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้ประจำสระ ทำให้เด็กชายภนาวัฒน์จมน้ำขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานเป็นเหตุให้สมองพิการ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้2,000,000 บาท เป็นคำฟ้องที่บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้นฟังไม่ขึ้นทั้งสองประการ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กชายภนาวัฒน์ จิตเจือจุน ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์และนางพเยาว์เป็นสามีภรรยากันตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.1 และเด็กชายภนาวัฒน์เป็นบุตรของโจทก์และนางพเยาว์ จึงเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่าโจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายภนาวัฒน์ อันเป็นการนำสืบในประเด็นที่โจทก์อ้าง หาใช่นำสืบนอกประเด็นดังจำเลยฎีกาไม่ และเมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบหักล้าง คดีจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กชายภนาวัฒน์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สี่ว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เด็กชายภนาวัฒน์ได้รับอันตรายแก่กายหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ขณะเกิดเหตุที่สระว่ายน้ำของจำเลยไม่มีอุปกรณ์ชุดปฐมพยาบาลและไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการโจทก์มีนายณรงค์ ขาวนวล เจ้าหน้าที่ควบคุมสระว่ายน้ำของการกีฬาแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดจันทบุรี มาเบิกความว่าตามประเพณีปฏิบัติของการให้บริการสระว่ายน้ำและระเบียบของการกีฬาแห่งประเทศไทยสระว่ายน้ำต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำสระว่ายน้ำเพื่อดูแลความปลอดภัยและต้องมีอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต นอกจากนี้ข้อบังคับกรุงเทพมหานครเอกสารหมาย จ.18 ก็กำหนดว่าการจัดตั้งสระว่ายน้ำจะต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและชุดปฐมพยาบาลด้วยแสดงว่ามาตรฐานของความปลอดภัยในการจัดตั้งสระว่ายน้ำจะต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต จำเลยเป็นเจ้าของสระว่ายน้ำเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป โดยเก็บค่าบริการจากผู้มาใช้บริการ จำเลยจะต้องยึดถือตามมาตรฐานนั้นด้วย แม้ว่าเทศบาลเมืองจันทบุรีหรือจังหวัดจันทบุรีจะไม่มีระเบียบหรือข้อบังคับก็ตาม ยิ่งก่อนหน้านี้ก็มีผู้มาใช้บริการจมน้ำในสระว่ายน้ำของจำเลยมาแล้ว จำเลยยิ่งควรต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น แต่จำเลยก็มิได้ปรับปรุงแก้ไข ถือว่าจำเลยละเว้นปฏิบัติในสิ่งซึ่งตามวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสระว่ายน้ำควรต้องปฏิบัติ และตามพฤติการณ์ที่ผ่านมาก็มีผู้ได้รับอันตรายจากการมาใช้บริการสระว่ายน้ำของจำเลย จำเลยควรจะต้องใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยละเว้นเสีย ทำให้ไม่มีผู้เข้าช่วยเหลือเด็กชายภนาวัฒน์ได้ทันท่วงทีและถูกต้อง ทั้งไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จะปฐมพยาบาล ทำให้สมองของเด็กชายภนาวัฒน์ขาดออกซิเจนเป็นเวลานานจนสมองพิการ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยเป็นเหตุให้เด็กชายภนาวัฒน์ได้รับอันตรายแก่กาย แม้จำเลยจะได้ปิดประกาศไว้ที่สระว่ายน้ำว่าผู้มาใช้บริการสระว่ายน้ำ ผู้ปกครองของผู้มาใช้บริการสระว่ายน้ำจะต้องเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบด้วยตนเอง ประกาศดังกล่าวก็ไม่ทำให้เป็นข้อแก้ตัวที่จะทำให้จำเลยพ้นจากความรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายโจทก์มีเพียงใด สำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้นปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7ว่าค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้นเป็นเงิน 233,258 บาท แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1กำหนดให้ 150,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ แสดงว่าโจทก์พอใจแล้ว ส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคตนายแพทย์นันทวัฒน์ พัฒนพิรุฬหกิจ ผู้รักษาเด็กชายภนาวัฒน์เบิกความว่าหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว เด็กชายภนาวัฒน์มีอาการทางสมองพิการแขนขาชักเกร็งไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องให้ยาลดอาการทางสมองและหากมีอาการเกร็งก็ต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน อาการของเด็กชายภนาวัฒน์ไม่มีทางหายเป็นปกติ จึงเชื่อว่าเด็กชายภนาวัฒน์จะต้องอยู่ในสภาพช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่นนั้นตลอดไป ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอีกนานตามสภาพเช่นนี้ค่าดูแลรักษาเด็กชายภนาวัฒน์ที่จะต้องใช้จ่ายต่อไป จึงเป็นค่าใช้จ่ายอันต้องเสียไปเนื่องจากการกระทำละเมิดให้เสียหายแก่ร่างกายในอนาคต ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่ารักษาพยาบาลของเด็กชายภนาวัฒน์ที่โจทก์ได้จ่ายไปก่อนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตให้โจทก์ 450,000 บาท ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดค่ารักษาพยาบาลและค่ารักษาพยาบาลในอนาคตให้โจทก์นั้น หาใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายซ้ำซ้อนกันดังที่จำเลยฎีกาไม่ และการกำหนดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตดังกล่าวก็เป็นจำนวนพอสมควรแล้วสำหรับค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานนั้น เห็นว่า เด็กชายภนาวัฒน์อยู่ในสภาพไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ย่อมเสียความสามารถประกอบการงานโดยสิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยหาใช่ไกลเกินเหตุดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ 300,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นจำนวนพอสมควรแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 444
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรรณลพ จิตเจือจุน ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ภนาวัฒน์ จิตเจือจุน
จำเลย — นาง ดำรงศิลป์ หทัยวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2543
#38451
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบอำนาจของโจทก์มอบอำนาจให้กระทำการหลายครั้งโดยมีผู้รับมอบอำนาจสองคน เชื่อมด้วยสันธาน "และ/หรือ" หมายความว่ามอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยอาจร่วมกระทำการหรือกระทำกิจการแยกกันก็ได้ จึงอยู่ในบังคับทั้งข้อ 7(ข)และ(ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้องปิดแสตมป์ตามข้อ 7(ค) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าคำนวณได้เป็นเงิน 60 บาท โจทก์ปิดแสตมป์มาเพียง 30 บาท เป็นการไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 103 โจทก์จะใช้ใบมอบอำนาจฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

ประเด็นว่า ท. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ โจทก์นำสืบด้วยพยานหลักฐานอื่นนอกจากใบมอบอำนาจได้ แต่ประเด็นว่าตราประทับในหนังสือมอบอำนาจเป็นตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โจทก์จำเป็นต้องใช้ใบมอบอำนาจเป็นพยานเพื่อการเปรียบเทียบตราประทับในใบมอบอำนาจกับตราสำคัญที่จดทะเบียนไว้ เมื่อใบมอบอำนาจต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน การที่โจทก์จะนำสืบโดยวิธีเปรียบเทียบย่อมกระทำไม่ได้ รับฟังไม่ได้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำโดยชอบ ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้การปฏิเสธในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเท่ากับว่าจำเลยที่ 3 ยอมรับว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยถูกต้องโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์การมอบอำนาจ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ เพราะเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ด้วยได้ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน5,827,813.56 บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 4,373,942.04 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จถ้าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทนจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน4,373,942.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ถึงกำหนดชำระค่าสินค้า ดังนี้ นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2537ของต้นเงิน 45,772.46 บาท นับตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2537 ของต้นเงิน145,401.11 บาท นับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2537 ของต้นเงิน364,429.16 บาท นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2537 ของต้นเงิน186,489.98 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2537 ของต้นเงิน247,875.77 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2537 ของต้นเงิน320,365.70 บาท นับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2537 ของต้นเงิน258,670.47 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2537 ของต้นเงิน147,276.83 บาท นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2537 ของต้นเงิน316,061.74 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2537 ของต้นเงิน151,863.17 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2537 ของต้นเงิน319,638.96 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2537 ของต้นเงิน153,354.33 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 ของต้นเงิน194,356.51 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2537 ของต้นเงิน367,297.19 บาท นับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2537 ของต้นเงิน166,457.76 บาท นับตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 ของต้นเงิน77,656.32 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2537 ของต้นเงิน147,927.29 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2537 ของต้นเงิน167,859.89 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2537 ของต้นเงิน162,182.47 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2537 ของต้นเงิน161,473.81 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ของต้นเงิน166,495.64 บาท นับตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2537 ของต้นเงิน105,035.48 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แทน โดยให้รับผิดในต้นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารหมาย จ.2 ปิดแสตมป์บริบูรณ์หรือไม่ใบมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าบริษัทโนมูระเทรดดิ้ง (ไทย) จำกัด โดยนายทาคาโอะ โนดะ กรรมการผู้มีอำนาจขอมอบอำนาจให้นายประเสริฐ ภัครเจริญชัย และ/หรือนายสุรชัยเตรียมชนะ เป็นผู้รับมอบอำนาจของข้าพเจ้า โดยให้มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง และคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจกับบริษัทเอส.เอ็น.วี.เมทอล (1986) จำกัด ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาสำเพ็ง และนายสมชาย เอื้อเกษมสิน จนคดีถึงที่สุด และในการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดังต่อไปนี้" ฯลฯ ข้อความเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้กว้างมาก โดยให้มีอำนาจกระทำการได้มากมายหลายครั้งกล่าวคือ ฟ้องคดีแพ่งได้หลายคดี และยังฟ้องคดีอาญาได้อีกหลายคดีทั้งผู้ถูกฟ้องที่ระบุไว้ 3 ราย อาจถูกฟ้องแยกคดีจากกันได้ด้วย ในส่วนของผู้รับมอบอำนาจมี 2 คน เชื่อมด้วยสันธาน "และ/หรือ" แสดงว่า "และ" ก็ได้"หรือ" ก็ได้ กรณี "และ" หมายความว่า 2 คนร่วมกันกระทำต้องด้วยข้อ 7(ข)ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีความว่า"มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกระทำการมากกว่าครั้งเดียว"ต้องปิดแสตมป์ 30 บาท กรณี "หรือ" ย่อมกระทำแยกกันได้ คือ นายประเสริฐอาจฟ้องคดีหนึ่ง นายสุรชัยอาจฟ้องอีกคดีหนึ่ง จึงต้องด้วยข้อ 7(ค)ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ดังกล่าว ซึ่งมีความว่า "มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้"ต้องปิดแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่รับมอบ คนละ 30 บาท ผู้รับมอบ 2 คนก็ต้องปิดแสตมป์ 60 บาท ข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ไม่อาจตีความว่าเมื่อนายประเสริฐกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้ว นายสุรชัยจะกระทำการใด ๆ ไม่ได้เลย หรือเมื่อนายสุรชัยกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้ว นายประเสริฐจะกระทำการใด ๆ ไม่ได้เลย กล่าวคือ กรณีเชื่อมด้วย"หรือ" หาได้มีความหมายว่า คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียวสุดแต่ผู้รับมอบอำนาจจะเลือกในระหว่างกันเอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้ ใบมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จึงอยู่ในบังคับทั้งข้อ 7(ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต้องปิดแสตมป์ตามข้อ 7(ค) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่า คำนวณได้เป็นเงิน 60 บาท โจทก์ปิดแสตมป์มาเพียง 30 บาท เป็นการไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา 103 โจทก์จะใช้ใบมอบอำนาจฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ตามความในประมวลรัษฎากรมาตรา 118 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การต่อสู้ในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีว่านายทาคาโอะ โนดะ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจและตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ จึงเกิดภาระแก่โจทก์ที่ต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการมอบอำนาจกระทำโดยชอบแล้ว เห็นว่า กรณีนายทาคาโอะ โนดะใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ โจทก์ย่อมนำสืบด้วยพยานหลักฐานอื่น ใบมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ปัญหาข้อนี้ แต่กรณีตราประทับในหนังสือมอบอำนาจใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โจทก์จำเป็นต้องใช้ใบมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นพยาน เพื่อการเปรียบเทียบตราประทับในใบมอบอำนาจกับตราสำคัญที่จดทะเบียนไว้ เมื่อใบมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเสียแล้ว การที่โจทก์จะนำสืบโดยวิธีเปรียบเทียบดังกล่าวย่อมกระทำไม่ได้ และตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 มีเงื่อนไขว่าการกระทำในนามโจทก์จะต้องประทับตราสำคัญด้วย ส่งผลให้รับฟังไม่ได้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำโดยชอบแล้วการที่นายประเสริฐผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งนายบรรพตไชยนันทน์ เป็นทนายความ แล้วนายบรรพตลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3ไม่ได้ให้การปฏิเสธในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเท่ากับว่าจำเลยที่ 3ยอมรับว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่จำต้องพิสูจน์ใด ๆ เกี่ยวกับการมอบอำนาจแม้จะมีผลเป็นว่าการตั้งตัวแทนไม่ได้ทำเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798เนื่องจากใบมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 รับฟังเป็นพยานไม่ได้ ก็ไม่ทำให้การที่นายประเสริฐฟ้องจำเลยที่ 3 แทนโจทก์เสียไป เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วเท่ากับว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม แต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ผิดนัดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ฟ้องเช่นนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ด้วยได้ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 3ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 มิถุนายน2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2ให้จำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โนมูระเทรดดิ้ง (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เอส.เอ็น.วี.เมทอล (1986) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2543
#98672
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดี มีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้า บริษัท น. โดย ท. กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้ ก. และ / หรือ ข. เป็นผู้รับมอบอำนาจ โดยให้มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจกับบริษัท อ. ธนาคาร ก. และ ส. จนคดีถึงที่สุด และในการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ ดังต่อไปนี้? เป็นการมอบอำนาจให้มีอำนาจกระทำการได้หลายครั้ง กล่าวคือ ฟ้องคดีแพ่งได้หลายคดี และยังฟ้องคดีอาญาได้อีกหลายคดีทั้งผู้ถูกฟ้องที่ระบุไว้ 3 ราย อาจถูกฟ้องแยกคดีจากกันได้ด้วย ในส่วนของผู้รับมอบอำนาจมี 2 คน เชื่อมด้วยสันธาน "และ / หรือ" จึงอยู่ในบังคับทั้งข้อ 7 (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้องปิดแสตมป์ ตามข้อ 7 (ค) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่า คำนวณได้เป็นเงิน 60 บาท โจทก์ปิดแสตมป์มาเพียง 30 บาท โจทก์จึงใช้ใบมอบอำนาจฉบับนี้เป็นหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 118

จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีว่า ท. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจ และตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ จึงเกิดภาระแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการมอบอำนาจกระทำโดยชอบแล้ว

ท.จะใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ ใบมอบอำนาจย่อมไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ปัญหาข้อนี้ แต่ตราประทับในหนังสือมอบอำนาจใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โจทก์จำเป็นต้องใช้ ใบมอบอำนาจเป็นพยาน เพื่อการเปรียบเทียบตราประทับในใบมอบอำนาจกับตราสำคัญที่จดทะเบียนไว้ เมื่อใบมอบอำนาจต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเสียแล้ว และตามหนังสือรับรองมีเงื่อนไขว่าการกระทำในนามบริษัทโจทก์จะต้องประทับตราสำคัญด้วย จึงรับฟังไม่ได้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยได้กระทำโดยชอบแล้ว

เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ก็ได้ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับ ลูกหนี้ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายประเสริฐ ภัทรเจริญชัยและ / หรือ นายสุรชัย เตรียมชนะ ฟ้องคดีแทน เมื่อระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ซื้อสินค้าประเภทสังกะสีแผ่นเรียบจากโจทก์ ๒๒ ครั้ง รวมเป็นค่าสินค้าทั้งสิ้น ๔,๔๘๘,๑๖๙.๕๘ บาท จำเลยที่ ๑ ได้รับสินค้าไปครบถ้วนแล้ว และจะต้องชำระค่าสินค้าภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ส่งสินค้าแต่ละครั้ง ครั้นถึงกำหนดจำเลยที่ ๑ ชำระค่าสินค้าบางส่วนเป็นเงิน ๔๓๑,๖๔๙.๔๗ บาท คงค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ออกเช็ค ๗ ฉบับ ชำระหนี้ แต่เช็คทั้งหมดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ และเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าสินค้า ที่จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสิ้นเชิง จำเลยที่ ๓ ออกหนังสือค้ำประกันให้โจทก์ไว้ว่าหากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าสินค้า จำเลยที่ ๓ จะชำระแทนในวงเงินไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี รวมค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ๑,๔๕๓,๘๗๐.๕๒ บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงิน ๕,๘๒๗,๘๑๒.๕๖ บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ในต้นเงิน ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ ๓ ชำระแทนจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า นายทาคาโอะ โนดะ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจ ทั้งตราประทับในหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อ กรมทะบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ นายประเสริฐ ภัทรเจริญชัย และนายสุรชัย เตรียมชนะ จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี เพราะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นโมฆะ หากจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดคงรับผิดไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันที่ถึงกำหนดชำระค่าสินค้าเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้แทน โดยให้รับผิดในต้นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าสินค้าที่ซื้อจากโจทก์รวม ๔,๓๗๓,๙๔๒.๐๔ บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารหมาย จ.๒ ปิดแสตมป์บริบูรณ์หรือไม่ ใบมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าบริษัทโนมูระเทรดดิ้ง (ไทย) จำกัด โดยนายทาคาโอะ โนดะ กรรการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้นายประเสริฐ ภัทรเจริญชัย และ / หรือ นายสุรชัย เตรียมชนะ เป็นผู้รับมอบอำนาจของข้าพเจ้า โดยให้มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง และคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจ กับบริษัท เอส. เอ็น. วี เมทอล (๑๙๘๖) จำกัด ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำเพ็ง และนายสมชาย เอื้อเกษมสิน จนคดีถึงที่สุด และในการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ ดังต่อไปนี้" ฯลฯ ข้อความเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้กว้างมาก โดยให้มีอำนาจกระทำการได้มากมายหลายครั้ง กล่าวคือ ฟ้องคดีแพ่งได้หลายคดีและยังฟ้องคดีอาญาได้อีกหลายคดี ทั้งผู้ถูกฟ้องที่ระบุไว้ ๓ ราย อาจถูกฟ้องแยกคดีจากกันได้ด้วย ในส่วนของผู้รับมอบอำนาจมี ๒ คน เชื่อมด้วยสันธาน "และ / หรือ" แสดงว่า "และ" ก็ได้ "หรือ" ก็ได้ กรณี "และ" หมายความว่า ๒ คน ร่วมกันกระทำ ต้องด้วยข้อ ๗ (ข) ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีความว่า "มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว" ต้องปิดแสตมป์ ๓๐ บาท กรณี "หรือ" ย่อมกระทำแยกกันได้ คือนายประเสริฐอาจฟ้องคดีหนึ่ง นายสุรชัยอาจฟ้องอีกคดีหนึ่ง จึงต้องด้วยข้อ ๗ (ค) ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ดังกล่าว ซึ่งมีความว่า "มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้" ต้องปิดแสตมป์ตามรายตัวบุคคลที่รับมอบ คนละ ๓๐ บาท ผู้รับมอบ ๒ คน ก็ต้อง ปิดแสตมป์ ๖๐ บาท ข้อความในใบมอบอำนาจของโจทก์ไม่อาจตีความว่า เมื่อนายประเสริฐกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้ว นายสุรชัยจะกระทำการใด ๆ ไม่ได้เลย หรือเมื่อนายสุรชัยกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้ว นายประเสริฐจะกระทำการใด ๆ ไม่ได้เลย กล่าวคือ กรณีเชื่อมด้วย "หรือ" หาได้มีความหมายว่า คนใดคนหนึ่งเป็น ผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียว สุดแต่ผู้รับมอบอำนาจจะเลือกในระหว่างกันเอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้ ใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.๒ จึงอยู่ในบังคับทั้งข้อ ๗ (ข) และ (ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้องปิดแสตมป์ตามข้อ ๗ (ค) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่า คำนวณได้เป็นเงิน ๖๐ บาท โจทก์ปิดแสตมป์มาเพียง ๓๐ บาท เป็นการไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตามนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๓ โจทก์จะใช้ใบมอบอำนาจฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การต่อสู้ในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีว่า นายทาคาโอะ โนดะ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจ และตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ จึงเกิดภาระแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการมอบอำนาจกระทำโดยชอบแล้ว เห็นว่า กรณีนายทาคาโอะ โนดะ ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์หรือไม่ โจทก์ย่อมนำสืบด้วยพยานหลักฐานอื่นใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.๒ ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ปัญหาข้อนี้ แต่กรณีตราประทับในหนังสือ มอบอำนาจใช่ตราสำคัญของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โจทก์จำเป็นต้องใช้ใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ.๒ เป็นพยาน เพื่อการเปรียบเทียบตราประทับในใบมอบอำนาจกับตราสำคัญที่จดทะเบียนไว้ เมื่อใบมอบอำนาจเอกสาร หมาย จ.๒ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเสียแล้ว การที่โจทก์จะนำสืบโดยวิธีเปรียบเทียบดังกล่าวย่อมกระทำไม่ได้ และตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑ มีเงื่อนไขว่าการกระทำในนามโจทก์จะต้องประทับตราสำคัญด้วย ส่งผลให้รับฟังไม่ได้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กระทำโดยชอบแล้ว การที่นายประเสริฐผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งนายบรรพต ไชยนันทน์ เป็นทนายความ แล้วนายบรรพตลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้อง จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คดีสำหรับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้ให้การปฏิเสธในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเท่ากับว่าจำเลยที่ ๓ ยอมรับว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่จำต้องพิสูจน์ใด ๆ เกี่ยวกับการมอบอำนาจ แม้จะมีผลเป็นว่าการตั้งตัวแทนไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๘ เนื่องจากใบมอบอำนาจ เอกสารหมาย จ. ๒ รับฟังเป็นพยานไม่ได้ ก็ไม่ทำให้การที่นายประเสริฐฟ้อง จำเลยที่ ๓ แทนโจทก์เสียไป เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว เท่ากับว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม แต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกหนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ผิดนัดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ฟ้องเช่นนี้ได้ หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะฟ้องเฉพาะผู้ค้ำประกันโดยไม่ฟ้องลูกหนี้ด้วยได้ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้เป็นลูกหนี้ ร่วมกับลูกหนี้ก็ตาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 118
ป.พ.พ. ม. 798
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโนมูระเทรดดิ้ง (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เอส. เอ็น. วี. เมทอล (1986) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประพาฬ อนมาน
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2543
#37408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขับรถยนต์ของโจทก์ลงจากอาคารจอดรถของจำเลยแล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อ น. พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถ โจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถแก่จำเลย โดยโจทก์ทราบดีว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ และโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าวันเกิดเหตุมีการนำรถขึ้นไปจอดโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับการยกเว้นและโจทก์ควรจะแจ้งความจริงดังกล่าวให้ น. ทราบขณะยื่นบัตรจอดรถนั้นมิใช่กรณีที่ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ตอนแรก กรณีจะต้องได้ความว่าผู้กระทำผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง โจทก์แสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อ น. เพื่อจอดรถโดยไม่ต้องเสียค่าจอดรถเท่านั้น โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลยโจทก์หาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกง และมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2526 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่พนักงานเก็บเงิน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ7,730 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยกว่า 3 ปี ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 13,914 บาท ค่าชดเชยจำนวน46,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยนับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์นำรถยนต์เข้าจอดในอาคารจอดรถของจำเลย ทั้งที่โจทก์ทราบว่าต้องชำระเงินตามที่จำเลยกำหนดแต่โจทก์กลับทุจริตนำบัตรจอดรถที่มีการประทับตราของจำเลยเพื่อแสดงว่าเป็นแขกซึ่งเข้ามาจัดงานเลี้ยงอันได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าจอดรถตามที่จำเลยเรียกเก็บ แสดงต่อพนักงานเก็บเงินโดยไม่ต้องชำระค่าจอดรถการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดอาญาฉ้อโกงรายได้ค่าจอดรถ จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน46,380 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์กระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงจำเลยผู้เป็นนายจ้างและจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามหรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง"คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขับรถยนต์ของโจทก์ลงจากอาคารจอดรถของจำเลยแล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14ต่อนายนุกูล สุพร พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถโจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถแก่จำเลย โดยโจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ และโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าวันเกิดเหตุมีการนำรถขึ้นไปจอดโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์ควรจะแจ้งความจริงดังกล่าวให้นายนุกูลทราบขณะยื่นบัตรจอดรถ เห็นว่า การกระทำผิดฐานฉ้อโกงตามที่จำเลยให้การและอุทธรณ์ขึ้นมานั้น มิใช่กรณีที่ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิแต่เป็นความผิดตามมาตรา 341 ตอนแรก คือกรณีจะต้องได้ความว่าผู้กระทำผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงคดีนี้ได้ความว่าโจทก์แสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อนายนุกูลเพื่อจอดรถโดยไม่ต้องเสียค่าจอดรถเท่านั้น โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลยโจทก์หาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกง และมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววัฒณี ศรีวาณัติ
จำเลย — บริษัท เอเซียโฮเต็ล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สละ เทศรำพรรณ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2543
#91272
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ (ลูกจ้าง) ขับรถยนต์ของโจทก์ลงจากอาคารจอดรถของจำเลย (นายจ้าง) แล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อ น. พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถ โจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถแก่จำเลย โจทก์ทราบดีว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ และโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าวันเกิดเหตุมีการนำรถขึ้นไปจอดโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับการยกเว้น และโจทก์ควรจะแจ้งความจริงดังกล่าวให้ น. ทราบขณะยื่นบัตรจอดรถนั้น เป็นกรณีที่โจทก์แสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อ น. เพื่อจอดรถโดยไม่ต้องเสียค่าจอดรถเท่านั้น โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลย โจทก์หาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงและมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน 13,914 บาท ค่าชดเชยจำนวน 46,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยนับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 46,380 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ขับรถยนต์ของโจทก์ลงจากอาคารจอดรถของจำเลยแล้วแสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อนายนุกูลพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าบริการจอดรถ โจทก์จึงไม่เสียค่าจอดรถแก่จำเลย โดยโจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีข้อห้ามมิให้พนักงานนำรถขึ้นไปจอดบนอาคารจอดรถ และโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าวันเกิดเหตุมีการนำรถขึ้นไปจอดโดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์ควรจะแจ้งความจริงดังกล่าวให้นายนุกูลทราบขณะยื่นบัตรจอดรถ การกระทำผิดฐานฉ้อโกงตามที่จำเลยให้การและอุทธรณ์ขึ้นมานั้นมิใช่กรณีที่ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ แต่เป็นความผิดตามมาตรา 341 ตอนแรก คือกรณีจะต้องได้ความว่าผู้กระทำผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง คดีนี้ได้ความว่าโจทก์แสดงบัตรจอดรถที่มีตราประทับว่าบริการแผนกจัดเลี้ยง 14 ต่อนายนุกูลเพื่อจอดรถโดยไม่ต้องเสียค่าจอดรถเท่านั้น โจทก์ได้รับผลเพียงการบริการจอดรถจากจำเลย โจทก์หาได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยไม่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกง และมิได้เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยว่าที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าค่าจอดรถที่จำเลยเสียหายมีมูลค่าเท่าใด และรายได้จากอาคารจอดรถมิใช่รายได้หลักของจำเลย อาคารจอดรถมีไว้บริการให้แก่แขกที่มาใช้บริการของโรงแรม การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฉ้อโกงและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการที่ศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในการนำสืบมาวินิจฉัย และนำเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นมาพิจารณา ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณานั้น เห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของโจทก์มิได้เป็นการกระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงจำเลย และมิได้จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้น แม้จำเลยจะได้รับความเสียหายหรือไม่ดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ป.อ. ม. 341
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววัฒณี ศรีวาณัติ
จำเลย — บริษัทเอเซียโฮเต็ล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สละ เทศรำพรรณ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7263/2543
#38450
เปิดฉบับเต็ม

มติของคณะกรรมการการแพทย์ สำนักงานประกันสังคมเป็นเพียงการตอบข้อหารือในเรื่องการจ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ตามที่โรงพยาบาล ม. หารือไป มิใช่คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จำเลยจะส่งมติดังกล่าวไปให้โรงพยาบาลม. อันเป็นสถานพยาบาลที่โจทก์เลือกเพื่อเข้ารับการรักษาตามสิทธิก็ไม่มีผลบังคับให้โรงพยาบาล ม. ต้องปฏิบัติตาม ทั้งไม่มีผลตัดสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาจนเต็มจำนวนหากโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกได้ มติของคณะกรรมการการแพทย์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนในปี 2539 โจทก์เลือกโรงพยาบาลมเหสักข์เป็นสถานพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลตามสิทธิ ต่อมาโจทก์ป่วยมีอาการของโรคหัวใจเต้นผิดปกติ โรงพยาบาลมเหสักข์ได้ส่งโจทก์ไปโรงพยาบาลศิริราชเพื่อทำการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ เนื่องจากโรงพยาบาลมเหสักข์ไม่สามารถทำการผ่าตัดให้ได้โรงพยาบาลศิริราชไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวจึงให้โจทก์ทดรองจ่ายซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวไปก่อน หลังทำการผ่าตัดเสร็จแล้วโรงพยาบาลศิริราชได้มีหนังสือแจ้งให้โรงพยาบาลมเหสักข์จ่ายค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์คืนให้แก่โจทก์ แต่โรงพยาบาลมเหสักข์ไม่ยอมจ่าย ต่อมาคณะกรรมการการแพทย์สำนักงานประกันสังคม ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลมเหสักข์แจ้งมติคณะกรรมการการแพทย์ว่าโจทก์ต้องรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การแพทย์ดังกล่าวเอง ขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการการแพทย์และมีคำสั่งว่าโจทก์ในฐานะผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในการรับการรักษาพยาบาลเต็มจำนวน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่เคยมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ให้โจทก์ปฏิบัติแต่อย่างใด คงมีแต่มติคณะกรรมการการแพทย์ที่ตอบข้อหารือของโรงพยาบาลมเหสักข์และตามหนังสือร้องเรียนของโจทก์เท่านั้น อันมิใช่คำสั่งของจำเลยหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มติของคณะกรรมการการแพทย์ดังกล่าวเป็นการตอบข้อหารือในเรื่องการจ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคของโรงพยาบาลมเหสักข์ให้แก่โจทก์อันเป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 15(4) มิใช่คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จำเลยจะส่งมติดังกล่าวไปให้โรงพยาบาลมเหสักข์ก็ไม่มีผลบังคับให้โรงพยาบาลมเหสักข์ต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งไม่มีผลตัดสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาจนเต็มจำนวนหากโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกได้ ดังนั้น มติของคณะกรรมการการแพทย์ตามหนังสือที่ รส. 0709/6625 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ข้อ 2 ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปิติ คุณกุลวรนันทน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7263/2543
#91271
เปิดฉบับเต็ม

มติของคณะกรรมการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม ที่ให้โรงพยาบาล ม. จ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดโรคตามอัตราที่กำหนดให้แก่โจทก์นั้นเป็นเพียงการตอบข้อหารือตามที่โรงพยาบาล ม. หารือไป มิใช่คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จำเลยจะส่งมติดังกล่าวไปให้โรงพยาบาล ม. ก็ไม่มีผลบังคับให้โรงพยาบาล ม. ต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งไม่มีผลตัดสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาเต็มจำนวน หากโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกได้ ดังนี้มติของคณะกรรมการแพทย์จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการการแพทย์ตามหนังสือที่ รส. 0709/6625 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ข้อ 2 และมีคำสั่งว่าโจทก์ในฐานะผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในการรับการรักษาพยาบาลเต็มจำนวน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ มติคณะกรรมการการแพทย์ตามหนังสือที่ รส. 0709/6625 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ข้อ 2 เป็นการวินิจฉัยตามข้อหารือของจำเลยในเรื่องเกี่ยวกับการจ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคของโรงพยาบาลมเหสักข์ให้แก่โจทก์ และวินิจฉัยตามข้อร้องเรียนของโจทก์ซึ่งนายวสันต์เป็นผู้ร้องเรียนแทนโจทก์ไปยังจำเลย เมื่อคณะกรรมการการแพทย์มีมติดังกล่าวแล้วจำเลยได้รับเอามติดังกล่าวส่งไปให้โรงพยาบาลมเหสักข์ และส่งให้แก่นายวสันต์ผู้แทนโจทก์ด้วย ทำให้โรงพยาบาลมเหสักข์ไม่จ่ายค่าอุปกรณ์การรักษาให้แก่โจทก์ ดังนั้น มติคณะกรรมการการแพทย์ดังกล่าวจึงถือเป็นการกระทำของจำเลยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ เป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์อันพึงมีพึงได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ได้รับค่ารักษาพยาบาลจนเต็มจำนวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า มติคณะกรรมการการแพทย์ดังกล่าวเป็นการตอบข้อหารือในเรื่องการจ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคของโรงพยาบาลมเหสักข์ให้แก่โจทก์อันเป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 15 (4) มิใช่คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จำเลยจะส่งมติดังกล่าวไปให้โรงพยาบาลมเหสักข์ ก็ไม่มีผลบังคับให้โรงพยาบาลมเหสักข์ต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งไม่มีผลตัดสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาจนเต็มจำนวนหากโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่เรียกได้ ดังนั้น มติคณะกรรมการการแพทย์ตามหนังสือที่ รส. 0709/6625 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ข้อ 2 ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิติ คุณกุลวรนันทน์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7252/2543
#38449
เปิดฉบับเต็ม

ในเรื่องเช่าทรัพย์ ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่า ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การรับว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์จริง ทั้งสองฝ่ายก็ย่อมต้องผูกพันตามสัญญาเช่า จำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์ไม่ต่ออายุสัญญาสัญญาเช่าย่อมระงับสิ้นไป โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าได้ ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับวัด ช. ตามที่จำเลยกล่าวอ้างจะมีอยู่อย่างไรก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะกรณีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาในสัญญาเช่าเท่านั้น จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบเพื่อฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยชอบหรือไม่ และการที่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในเรื่องค่าเสียหายจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ แม้โจทก์ยังคงมีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่ก็ปรากฏว่าคู่ความได้แถลงรับกันแล้วว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นเป็นค่าเสียหายที่คิดคำนวณจากฐานค่าเช่าเดิม ประกอบกับในเรื่องค่าเสียหายนั้น ศาลมีอำนาจวินิจฉัยและกำหนดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความในประเด็นข้อนี้อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิจารณาให้โจทก์ชนะคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุ จำเลยเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนจากโจทก์เพื่ออยู่อาศัย คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 39 ตารางวา ค่าเช่าปีละ 1,170 บาท โดยมีข้อตกลงว่าระหว่างอายุสัญญาเช่าหากโจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ของรัฐ ให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2538แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินราชพัสดุโฉนดเลขที่ 227 แขวงชนะสงครามเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5,727.78 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ต่อไปเป็นเงินเดือนละ 112 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไป

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินธรณีสงฆ์โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท สัญญาเช่าตกเป็นโมฆะโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงร่วมกันว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นเงินเดือนละ 112 บาท เป็นค่าเสียหายที่คิดมาจากค่าเช่าปีละ 1,345 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 10 ซอยกษาปณ์ถนนจักรพงษ์ (แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร) และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 227 แขวงชนะสงครามเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,727.78 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2ตุลาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ต่อไปในอัตราเดือนละ 112 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2520โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุ โฉนดเลขที่ 227 แขวงชนะสงครามเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ได้ให้จำเลยเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่ออยู่อาศัยคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 39 ตารางวา ซึ่งก็คือที่ดินพิพาทคดีนี้หลังจากทำสัญญาเช่าแล้วจำเลยได้ปลูกบ้านไม้ 1 หลังในที่ดินพิพาทและต่อมาได้รื้อถอนบ้านไม้ออกแล้วปลูกเป็นอาคารคอนกรีต 3 ชั้น 1 หลังโจทก์ได้ต่ออายุสัญญาเช่าให้จำเลยเป็นรายปีเรื่อยมาและในปี 2536 โจทก์ขึ้นค่าเช่าเป็นปีละ 1,345 บาท หรือเดือนละ 112 บาท ครั้นปี 2537โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ไม่อาจต่ออายุสัญญาเช่าให้จำเลยได้อีก แต่โจทก์ยอมผ่อนผันให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทจนกว่าทางราชการจะเข้าใช้ประโยชน์ ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทภายในวันที่ 17มิถุนายน 2539 แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และจำเลยเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่เห็นว่า คดีนี้คงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำฟ้องและคำให้การจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ และค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด สำหรับประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ในเรื่องเช่าทรัพย์นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าผู้ให้เช่าจะต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า ดังนั้นเมื่อจำเลยให้การรับว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์จริงทั้งสองฝ่ายย่อมต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่จำเลยได้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับโจทก์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์ไม่ต่ออายุสัญญาเช่าให้จำเลยอีกต่อไป สัญญาเช่าจึงเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทในฐานะผู้ให้เช่าย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าได้จำเลยจะมาโต้เถียงว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่าจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาจะมีอยู่อย่างไรก็มิใช่ข้อสำคัญ เพราะกรณีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาในสัญญาเช่าเท่านั้น จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบในประเด็นข้อนี้เพื่อฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยชอบหรือไม่อีก และการที่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ด้วย สำหรับประเด็นเรื่องค่าเสียหายนั้น ตามคำฟ้องโจทก์ได้ขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยมาเป็นเงินเดือนละ 112 บาท จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ข้อนี้ จึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ แม้โจทก์จะยังคงมีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องข้อนี้ แต่ก็ปรากฏว่าคู่ความได้แถลงรับกันแล้วว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเดือนละ 112 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายที่คิดคำนวณจากฐานค่าเช่าเดิมปีละ 1,345 บาท ประกอบกับในเรื่องค่าเสียหายนั้น ศาลมีอำนาจวินิจฉัยและกำหนดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของคู่ความในประเด็นข้อนี้อีกต่อไปเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไปนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นาย ประสิทธิ์ วงศ์แม้นเทพ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7251/2543
#35027
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่จำเลยกำหนด โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามโครงการดังกล่าว แต่จำเลยยอมรับใบสมัครของโจทก์ไว้แล้วพิจารณาอนุมัติให้โจทก์ลาออก โดยให้โจทก์ได้รับเฉพาะเงินประกันบำเหน็จและเงินเพิ่มพิเศษเท่านั้นส่วนเงินบำเหน็จพิเศษไม่อนุมัติให้ จ่าย ตามที่โจทก์ขอ และเมื่อโจทก์ขอให้จำเลยพิจารณาคำขอของโจทก์อีกครั้งจำเลยยังคงยืนยันไม่จ่ายเงินส่วนนี้ซึ่งโจทก์ก็มิได้แสดงเจตนาว่าจะไม่ลาออกแต่กลับรับเงินส่วนที่จำเลยอนุมัติให้จ่ายไปเรียบร้อยแล้วโดยมิได้โต้แย้งสงวนสิทธิใด ๆ ไว้ ถือว่าโจทก์ยังคงตกลงลาออกตามเจตนาเดิมที่แสดงไว้ในใบสมัครและสนองรับข้อเสนอดังกล่าวของจำเลย โดย ไม่ ขอรับเงินบำเหน็จพิเศษตามที่ระบุขอไว้ในใบสมัครอีกต่อไป การที่ จำเลยรับใบสมัครที่มีคำขอให้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษแก่โจทก์ เช่นเดียวกับผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นการรับไว้พิจารณาเท่านั้น หาใช่จำเลยยอมรับข้อเสนอของโจทก์และตกลงจ่ายเงินตามที่โจทก์ขอแล้วไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 37,984 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือนต่อมาจำเลยมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับตามเอกสารท้ายฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2541โจทก์ยื่นใบสมัครตามโครงการดังกล่าวโดยมีอายุงานไม่ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โจทก์จึงระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในใบสมัครว่าขอให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดทุกประการแม้อายุงานในธนาคารยังไม่ครบ 15 ปี จำเลยแจ้งโจทก์ให้ทราบด้วยวาจาว่าจำเลยอนุมัติแล้วสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับตามที่ระบุไว้ในใบสมัคร โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของจำเลยกล่าวคือ โจทก์มีอายุงาน10 ปี 1.5 เดือน มีสิทธิได้รับเงินประกันบำเหน็จเงินเพิ่มพิเศษ เงินบำเหน็จพิเศษ โจทก์ได้รับเงินประกันบำเหน็จและเงินเพิ่มพิเศษแล้วแต่จำเลยไม่ยอมจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษตามเงื่อนไขเป็นเงิน 189,920 บาทโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดจำนวน 189,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2531 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 38,510 บาท เมื่อปี2541 จำเลยจัดให้มีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ตามเอกสารหมายจ.1 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าโครงการดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.2 แต่เนื่องจากโจทก์มีอายุงานยังไม่ครบ 15 ปีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงได้ทำคำเสนอขอให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่จำเลยกำหนดไว้สำหรับพนักงานที่มีอายุงานครบ 15 ปีขึ้นไปจำเลยอนุมัติให้โจทก์ลาออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 โดยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจ่ายเฉพาะเงินประกันบำเหน็จและเงินเพิ่มพิเศษ แต่ไม่จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษเท่ากับจำเลยบอกปัดคำเสนอของโจทก์และเป็นการทำคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัวโจทก์มิได้โต้แย้งสงวนสิทธิที่จะไม่ลาออกหากไม่ได้รับเงินบำเหน็จพิเศษ และได้รับเงินที่จำเลยพิจารณาจ่ายให้ตามเอกสารหมาย จ.4 ไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาสนองรับคำเสนอใหม่ของจำเลยยอมรับเงินตามที่จำเลยเสนอเป็นการตอบแทนในการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จพิเศษ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า กรณีที่โจทก์รับเงินประกันบำเหน็จและเงินเพิ่มพิเศษจากจำเลย มิใช่การแสดงเจตนารับคำเสนอใหม่ของจำเลย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษที่เกิดขึ้นตามสัญญาต่างตอบแทนตั้งแต่ต้นให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่จำเลยกำหนด โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยื่นใบสมัครและไม่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามโครงการดังกล่าว แต่จำเลยยังยอมรับใบสมัครของโจทก์ไว้แล้วพิจารณาอนุมัติให้โจทก์ลาออก โดยให้โจทก์ได้รับเฉพาะเงินประกันบำเหน็จและเงินเพิ่มพิเศษเท่านั้น ส่วนเงินบำเหน็จพิเศษไม่อนุมัติให้จ่ายตามที่โจทก์ขอ และเมื่อโจทก์ขอให้จำเลยพิจารณาคำขอของโจทก์อีกครั้งจำเลยยังคงยืนยันไม่จ่ายเงินส่วนนี้ซึ่งโจทก์ก็มิได้แสดงเจตนาว่าจะไม่ลาออก แต่กลับรับเงินส่วนที่จำเลยอนุมัติให้จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว โดยมิได้โต้แย้งสงวนสิทธิใด ๆ ไว้ถือว่าโจทก์ยังคงตกลงลาออกตามเจตนาเดิมที่แสดงไว้ในใบสมัครเอกสารหมาย จ.2 และสนองรับข้อเสนอดังกล่าวของจำเลย โดยไม่ขอรับเงินบำเหน็จพิเศษตามที่ระบุขอไว้ในใบสมัครอีกต่อไป ส่วนที่จำเลยรับใบสมัครเอกสารหมาย จ.2 ที่มีคำขอให้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษแก่โจทก์เช่นเดียวกับผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนนั้นเป็นเพียงการรับใบสมัครของโจทก์ไว้ และจะพิจารณาคำขอของโจทก์ในโอกาสต่อไปเท่านั้น หาใช่จำเลยยอมรับข้อเสนอของโจทก์และตกลงจ่ายเงินตามที่โจทก์ขอแล้วไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 354 ม. 355 ม. 356 ม. 357 ม. 366
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญชัย เรืองวิวัฒนพันธุ์
จำเลย — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7251/2543
#66275
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่จำเลยกำหนด โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามโครงการดังกล่าว แต่จำเลยยอมรับใบสมัครของโจทก์ไว้แล้วพิจารณาอนุมัติให้โจทก์ลาออก โดยให้โจทก์ได้รับเฉพาะเงินประกันบำเหน็จและเงินเพิ่มพิเศษเท่านั้นส่วนเงินบำเหน็จพิเศษไม่อนุมัติให้จ่ายตามที่โจทก์ขอ และเมื่อโจทก์ขอให้จำเลยพิจารณาคำขอของโจทก์อีกครั้ง จำเลยยังคงยืนยันไม่จ่ายเงินส่วนนี้ซึ่งโจทก์ก็มิได้แสดงเจตนาว่าจะไม่ลาออก แต่กลับรับเงินส่วนที่จำเลยอนุมัติให้จ่ายไปเรียบร้อยแล้วโดยมิได้โต้แย้งสงวนสิทธิใด ๆ ไว้ ถือว่าโจทก์ยังคงตกลงลาออกตามเจตนาเดิมที่แสดงไว้ในใบสมัครและสนองรับข้อเสนอดังกล่าวของจำเลย โดยไม่ขอรับเงินบำเหน็จพิเศษตามที่ระบุขอไว้ในใบสมัครอีกต่อไป การที่จำเลยรับใบสมัครที่มีคำขอให้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษแก่โจทก์เช่นเดียวกับผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นการรับไว้พิจารณาเท่านั้น หาใช่จำเลยยอมรับข้อเสนอของโจทก์และตกลงจ่ายเงินตามที่โจทก์ขอแล้วไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 354 ม. 355 ม. 356 ม. 357 ม. 366
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย เรืองวิวัฒนพันธุ์
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเสรี เพศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543
#39896
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีเป็นอันขาดอายุความ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้

แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยและภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงและมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลย สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 91, 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 คนละ 150,000 บาท ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายธีระวัฒน์ สีขอน ผู้เสียหายที่ 1นายอุตสาห์ โคตรศรีเมือง ผู้เสียหายที่ 2 นางบุญมี สีขอน ผู้เสียหายที่ 3และนางเกษา สุกเพ็ง ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงโดยให้เรียกเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 จำคุก 3 ปี และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 83 จำคุก 3 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมแล้วจำคุก 6 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 คนละ 150,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียจากสารบบความ

คดีคงมีปัญหาในชั้นนี้เฉพาะโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์ร่วมทั้งสี่ทราบว่าจำเลยทั้งสองฉ้อโกงไม่เกินวันที่ 17 พฤศจิกายน2537 หลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสี่จึงติดตามทวงถามเอาเงินคืนจากจำเลยทั้งสองตลอดมาหลายครั้งเป็นเวลาอีก 8 เดือน จึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 อันเกินกำหนดอายุความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนแล้ว สิทธิในการนำคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องย่อมระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยทั้งสองจึงย่อมหยิบยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้คดีนี้ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538และโจทก์ร่วมที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษซึ่งยังไม่เกิน 3 เดือน นับแต่ที่โจทก์ร่วมที่ 2 รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่า จำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินไปบางส่วนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 แล้ว โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4พอใจไม่ประสงค์จะเอาผิดแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของโจทก์ร่วมลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ถือเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) ทำให้สิทธินำคดีอาญาฐานฉ้อโกงของโจทก์มาฟ้องย่อมระงับไปนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยทั้งสอง และภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์ จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง และมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยทั้งสอง ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลยทั้งสองสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

อนึ่ง แม้จำเลยทั้งสองจะได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จนเป็นที่พอใจแล้ว โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองต่อไป และได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ขอถอนคำร้องทุกข์ ประกอบกับเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 2เป็นภริยาจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุ และปัจจุบันยังรับราชการครูอยู่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีด้วยก็เนื่องจากเป็นภริยาของจำเลยที่ 1ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรปรับโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2คนละ 1 ปี ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 6,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ธีระวัฒน์ สีขอน กับพวก
จำเลย — นาย หิรัญหรือชนินทร์ บุตรจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา