คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543
#66274
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้

แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลย และภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง และมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพล
โจทก์ร่วม — นายธีระวัฒน์ สีขอน กับพวก
จำเลย — นายหิรัญหรือชนินทร์ บุตรจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายจิรเวทย์ อุนนะนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายมณฑล เกตุไทย
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7236/2543
#38448
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างสัญญาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนการขายฝากที่ดินที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์และให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปให้แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยแล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันโดยเจตนาของคู่สัญญา มีผลให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยชอบ กรณีมิใช่การขอเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1056

เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป ทั้งได้มีการตกลงกันให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นภายหลังเลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ที่ดินของจำเลยได้ จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวได้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสามโฉนดระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 60558, 60559 และ 60560ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับวันที่ 13 กันยายน 2537

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นให้ยุติตามฟ้อง คำให้การและคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2536 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน มีวัตถุประสงค์สร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โจทก์ลงหุ้นเป็นค่าก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ลงหุ้นเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 60558 ถึง 60560 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ตามเอกสารหมายจ.1 วันที่ 12 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญกับโจทก์ตามเอกสารหมายจ.18 หรือ ล.7 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินที่ทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วหรือไม่เห็นว่า สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนเอกสารหมาย จ.1โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระหว่างสัญญาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.18หรือ ล.7 หลังจากได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2537 ตามเอกสารหมาย จ.12 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปจำนวน1,156,000 บาท ให้แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยที่ 1 แล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นอันเลิกกันโดยเจตนาของคู่สัญญา มีผลให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยชอบกรณีมิใช่การขอเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1056 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัย เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป ทั้งตามเอกสารหมายจ.12 ที่โจทก์มีถึงจำเลยที่ 1 ได้ระบุว่า ได้มีการตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,156,000 บาท ที่โจทก์ได้ใช้ไปอันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นภายหลังเลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ได้การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 327 ม. 1056 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุนทร ธรเจริญศรี
จำเลย — นาย ชลิต คงคาวิเศษกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7236/2543
#99381
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกัน โดยโจทก์ลงหุ้นเป็นเงินค่าก่อสร้างจำเลยลงหุ้นเป็นที่ดิน ต่อมาจำเลยขายฝากที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ระหว่างสัญญาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนการขายฝากที่ดินที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์และให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปให้แก่โจทก์ อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยแล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเลิกกัน โดยชอบ กรณีมิใช่การขอเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1056

เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป ทั้งได้มีการตกลงกันให้จำเลยชำระเงินที่ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นภายหลัง เลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของ ห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ที่ดินของจำเลยได้ จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงมีสิทธิโอนขายที่ดิน ดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสามโฉนด ระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๕๕๘, ๖๐๕๕๙ และ ๖๐๕๖๐ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๖ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนมีวัตถุประสงค์สร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โจทก์ลงหุ้นเป็นค่าก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ลงหุ้นเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๕๕๘ ถึง ๖๐๕๖๐ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่าสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ระหว่างสัญญา จำเลยที่ ๑ ได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ หลังจากได้รับหนังสือ ดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปจำนวน ๑,๑๕๖,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยที่ ๑ แล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันโดยเจตนาของคู่สัญญามีผลให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยชอบ กรณีมิใช่การบอกเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๖ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป อีกทั้งการตกลงกันให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๑๕๖,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธอื่นภายหลังเลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ ที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ ๑ ได้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพิกถอนที่การโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1056 ม. 1061
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร ธรเจริญศรี
จำเลย — นายชลิต คงคาวิเศษกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปรีดี รุ่งวิสัย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7235/2543
#99225
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานเดินหมายได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งห้าตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งนี้หนังสือรับรองและ แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าวเป็นหลักฐานเบื้องต้นของทางราชการที่แสดงว่าจำเลยทั้งห้ามีถิ่นอยู่อันเป็นภูมิลำเนา ณ ที่นั้น จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่นำสืบว่าได้ย้ายจากภูมิลำเนาตามหลักฐานดังกล่าวแต่พยานหลักฐานจำเลยทั้งห้าฟังไม่ได้ว่าได้ย้ายจากภูมิลำเนาตามหลักฐานดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งห้ายังคงมีภูมิลำเนาอยู่ตามหนังสือรับรองและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งห้า ณ ภูมิลำเนาดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบ เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดถือว่าจำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยังมีภูมิลำเนาที่แน่นอนตามสถานที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะส่งหมายนัดโดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นปิดประกาศหน้าศาลแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 5 โดยไม่ได้ส่งหมายโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงไม่ชอบ จะถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วยังไม่ได้ ทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ชอบที่จะต้องเพิกถอนเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

การส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้นไม่พบจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงทำการปิดหมายไว้ เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มาศาล จึงเป็นกรณีมิอาจติดต่อส่งหมายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยวิธีธรรมดาได้ ที่ศาลชั้นต้นปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่หน้าศาลจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 79 แล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์จึงเป็นการจงใจขาดนัดพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามหนังสือค้ำประกันและหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยทั้งห้าไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกับหมายนัดสืบพยานโจทก์ โดยเอกสารดังกล่าวส่งไปยังที่อยู่ตามฟ้องซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งห้าในขณะนั้นจำเลยทั้งห้าไม่ทราบคำฟ้องและกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ จึงไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำนวนหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้องโดยหนี้เบิกเงินเกินบัญชีมีการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ส่วนหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน และหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้มีการชำระไปแล้ว

โจทก์คัดค้านว่า หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กับหมายนัดสืบพยานโจทก์ได้ส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยทั้งห้าโดยชอบแล้ว โจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยทั้งห้าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานเดินหมายได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามหนังสือรับรอง สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กับที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าในประการแรกว่า จำเลยทั้งห้าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานเดินหมายได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งห้าตามหนังสือรับรองและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรซึ่งเป็นหลักฐานเบื้องต้นของทางราชการที่แสดงว่าจำเลยทั้งห้ามีถิ่นที่อยู่อันเป็นภูมิลำเนา ณ ที่นั้น จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งห้าได้ย้ายจากภูมิลำเนาตามหลักฐานดังกล่าว แต่พยานหลักฐานจำเลยทั้งห้าฟังไม่ได้ว่าได้ย้ายจากภูมิลำเนาตามหลักฐานดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องฟังว่า จำเลยทั้งห้ายังคงมีภูมิลำเนาอยู่ตามหนังสือรับรองและแบบรับรองรายการทะเบียนราฏฎร การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งห้า ณ ภูมิลำเนาดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการกระบวนพิจารณาที่ชอบ เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่าจำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พนักงานเดินหมายได้เดินทางไปยังสถานที่ที่ระบุตามหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 พบตึกแถวติดป้ายชื่อจำเลยที่ 1 ส่วนการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 5 พนักงานเดินหมายพบคนในบ้านแจ้งว่าจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ตามรายงานการเดินหมายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยังมีภูมิลำเนาที่แน่นอนตามสถานที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งให้ส่งหมายนัดโดยวิธีอื่นตามมาตรา 79 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นปิดประกาศที่หน้าศาลแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 5 โดยไม่ได้ดำเนินการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงไม่ชอบ กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วยังไม่ได้ ทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นต่อมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ซึ่งการส่งหมายนัดให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 โดยไม่ชอบนั้นเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ชอบที่จะต้องเพิกถอนเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

แต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น ได้ความตามรายงานการเดินหมายว่าไม่พบจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงทำการปิดหมายไว้ เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 2 และที่ 4 ก็ไม่มาศาล จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจติดต่อส่งหมายให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วยวิธีธรรมดาได้ ที่ศาลชั้นต้นปิดประกาศแจ้งวันนัดสืบพยานให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่หน้าศาล จึงชอบด้วยมาตรา 79 แล้ว เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นปิดประกาศวันนัดที่หน้าศาลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทราบเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันแล้ว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทราบนัดโดยชอบ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ จึงเป็นการจงใจขาดนัดพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 5 แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — บริษัทเวิลด์เท็คโนโลยี่โคออเปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7233 -ที่ 7234/2543
#99229
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่าจำเลยออกเช็คพิพาทมอบให้ผู้เสียหายซึ่งคือโจทก์ร่วม เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่โจทก์ร่วมเองกลับยืนยันรับข้อเท็จจริงในฎีกาของโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมลงนามในฐานะผู้ให้กู้แทนบริษัทลัวเซียร์-ไทย จำกัด จึงต้องถือว่าบริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด เป็นผู้ทรงและ มีสิทธิได้รับเงินตามเช็คพิพาทที่จำเลยออกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ แม้ตามข้อเท็จจริงโจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทลัวเซียร์-ไทย จำกัด ได้ ก็ไม่อาจแปลเจตนาว่ากระทำแทนผู้เสียหายในกรณีเช่นนี้ได้ โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่าจำเลยออกเช็ครวม ๒ ฉบับ มอบให้นางสุพัตรา ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับเข้าบัญชีเงินฝากเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) (๒) (๕)

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ระหว่างพิจารณานางสุพัตรา ผู้เสียหายทั้งสองสำนวนขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) (๕) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้จำคุกกระทงละ ๑ ปี เรียงกระทงลงโทษรวม ๒ กระทง เป็นจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์ร่วมแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมและมีอำนาจฟ้องหรือไม่เสียก่อน ในปัญหานี้โจทก์ร่วมอ้างในฎีกาว่า จากการนำสืบของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน บริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาข้อตกลงว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดหาธนาคารมาเป็นผู้ค้ำประกันงานโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกโดยโจทก์ร่วมจ่ายเงินในนามกรรมการผู้จัดการบริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด ให้แก่จำเลย สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย และเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยออกเช็คให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้ ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถหาธนาคารมาค้ำประกันได้ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าใช้จ่ายพร้อมค่าเสียหายแก่ บริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด ซึ่งจำเลยยินยอมให้โจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมในฐานะกรรมการบริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้กู้ และจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ โจทก์ร่วมมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการกระทำในฐานะเป็นตัวแทนเชิดของ บริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ มอบให้ นางสุพัตรา แสงอร่าม ผู้เสียหายซึ่งคือโจทก์ร่วม เพื่อชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย แต่โจทก์ร่วมเองกลับยืนยันรับข้อเท็จจริงในฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมลงนามในฐานะผู้ให้กู้แทน บริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด จึงต้องถือว่าบริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด เป็นผู้ทรงและมีสิทธิได้รับเงินตามเช็คพิพาท ทั้งสองฉบับที่จำเลยออกเพื่อชำระหนี้ แม้ตามข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการแทนบริษัทลัวเซียร์ - ไทย จำกัด ได้ ก็ไม่อาจแปลเจตนาว่า กระทำแทนผู้เสียหายในกรณีเช่นนี้ได้ โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวจึงไม่ใช่ผู้เสียหายคดีนี้ไม่มีสิทธิจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีอำนาจฟ้อง คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมประการอื่นอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสุพัตรา แสงอร่าม
จำเลย — นายวิวัฒน์ ตั้งจาตุรนต์รัศมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุเทพ เจตนาการณ์กุล
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7205/2543
#35026
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องตกลงชำระเงินที่เหลือจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลย ดังนี้สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนได้เกิดขึ้นแล้วทันทีเพียงแต่ผู้ร้องต้องชำระเงินที่เหลือตอบแทนให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาด้วยเท่านั้นการที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจจะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทน หามีผลทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไปไม่ การที่ผู้ร้องยังคงมีสิทธิเช่นนี้เมื่อผู้ร้องได้ชำระเงินที่เหลือตอบแทนนั้นถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนเหนือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 โจทก์จึงหามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 38133 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 131/187 เนื้อที่ 16 ตารางวา บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองตกลงชำระค่าที่ดินที่เหลือ 209,922 บาท แก่จำเลย หากจำเลยผิดนัดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หรือหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยตกลงชำระเงิน 295,078 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยผิดนัดและไม่อาจโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 38063 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 131/152 บนที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3662/2540 ให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้อง โจทก์ยึดทรัพย์ภายหลังจากที่ผู้ร้องมีสิทธิตามคำพิพากษา ผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ขอให้เพิกถอนการยึดและปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า น่าสงสัยว่าหนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นการสมยอมกัน ผู้ร้องยังมิได้ชำระค่าที่ดินที่ยังค้างอยู่แก่จำเลยตามคำพิพากษาผู้ร้องจึงยังไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38063 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 131/152 ที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 49/40 ของศาลชั้นต้นและก่อนที่โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องตกลงชำระเงินที่เหลือจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลย แต่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า ผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนได้เกิดขึ้นแล้วทันทีเพียงแต่ผู้ร้องต้องชำระเงินที่เหลือตอบแทนให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาด้วยเท่านั้น การที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจจะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทน หามีผลทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไปไม่ การที่ผู้ร้องยังคงมีสิทธิเช่นนี้เมื่อผู้ร้องได้ชำระเงินเหลือตอบแทนนั้น ถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนเหนือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300โจทก์จึงหามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 287 ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มาฆะ ติยานนท์ กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ผิน ประคองทรัพย์
จำเลย — บริษัท กฤษติญาเอสเตท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7205/2543
#66273
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องตกลงชำระเงินที่เหลือจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลย ดังนี้สิทธิของผู้ร้องตามคำพิพากษาที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนได้เกิดขึ้นแล้วทันที เพียงแต่ผู้ร้องต้องชำระเงินที่เหลือตอบแทนให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาด้วยเท่านั้นการที่ผู้ร้องยังไม่ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยมีผลเพียงทำให้ผู้ร้องยังไม่อาจจะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตอบแทน หามีผลทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาหมดไปไม่ การที่ผู้ร้องยังคงมีสิทธิเช่นนี้เมื่อผู้ร้องได้ชำระเงินที่เหลือตอบแทนนั้น ถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนเหนือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 โจทก์จึงหามีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอันเป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 287 ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาฆะ ติยานนท์ กับพวก
ผู้ร้อง — นายผิน ประคองทรัพย์
จำเลย — บริษัทกฤษติญาเอสเตท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7200/2543
#39895
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือมิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินอื่น ๆ เนื่องจากการเลิกจ้างโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นคำฟ้องที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และโจทก์อาจฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานมาในคดีเดิมได้เพราะจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ไม่ฟ้อง เมื่อคดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่มีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีเดิม จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามมิให้โจทก์รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แต่ในส่วนค่าเสียหายของโจทก์จากการไม่ได้ค่าจ้างนับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างตลอดมาถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเลิกจ้าง แล้วรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาศาลแรงงานและในวันเดียวกันจำเลยมีคำสั่งให้เลิกจ้างโจทก์อีกนั้น ถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจ้างไม่ยอมให้โจทก์ทำงานโดยตรง และโจทก์เพิ่งเกิดสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ตั้งแต่ศาลแรงงานมีคำพิพากษาในคดีก่อนที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์ แล้วให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกับที่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอีก จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ไม่อาจฟ้องขอรวมมาในคดีเดิมได้ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกมาเป็นค่าจ้างในส่วนนี้ไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เมื่อจำเลยมีคำสั่งที่ให้ไล่โจทก์ออกจากงานต้องถือว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ไปในตัวตั้งแต่วันที่มีคำสั่งไล่ออกมิใช่วันที่จำเลยมีคำสั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาของศาล คำสั่งพักงานโจทก์เป็นคำสั่งให้พักงานเพื่อรอการผลการสอบสวนของจำเลยเมื่อจำเลยสอบสวนเสร็จและมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน ต้องถือว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ไปในตัวตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออก และผู้มีอำนาจสั่งพักงานลูกจ้างตามระเบียบของจำเลย แต่กรณีของโจทก์ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ดังกล่าวเนื่องจากศาลเป็นผู้มีคำสั่งนั้นล้วนเป็นอุทธรณ์ในเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเป็นฟ้องซ้ำ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พุทธศักราช 2471 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 41,060 บาท เมื่อวันที่ 15มิถุนายน 2538 จำเลยมีคำสั่งที่ 82/2538 ให้พักงานโจทก์เพื่อรอผลการสอบสวนโจทก์ทางวินัยไว้จนกว่าจะพิจารณาชี้ขาดความผิดเสร็จสิ้นวันที่ 1 กันยายน 2538 จำเลยมีคำสั่งที่ 109/2538ให้ไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยอ้างว่าโจทก์จงใจทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยอันเป็นการกระทำผิดวินัยของพนักงานตามระเบียบ 204 (ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด) ว่าด้วยการพนักงานของชุมนุมสหกรณ์พ.ศ. 2535 ข้อ 23(2)(3)(4)(5)(6) และข้อ 25.1 (1)(2)(5)ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่เคยกระทำผิดระเบียบวินัยข้อบังคับแบบแผนของจำเลยแต่อย่างใด ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม2540 ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีความผิดตามที่จำเลยกล่าวหา ให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 109/2538 ลงวันที่ 1 กันยายน2538 ที่เลิกจ้างโจทก์ และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ และอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้างโดยให้นับอายุการทำงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยถูกเลิกจ้าง คดีถึงที่สุด จำเลยมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา กล่าวคือ จำเลยต้องออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 82/2538 และ 109/2538 แล้วรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยต่อไป แต่จำเลยไม่ดำเนินการออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ 82/2538 ที่สั่งพักงานโจทก์ ซึ่งจำเลยได้ออกระเบียบที่ 204ว่าด้วยการพนักงานของชุมนุมสหกรณ์ พ.ศ. 2535 ข้อ 26 มีข้อความสรุปว่า พนักงานผู้ใดถูกสั่งให้พักงานให้จำเลยงดจ่ายเงินเดือนและเงินอื่นใดที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานผู้นั้นจนกว่าจะพิจารณาชี้ขาดว่าพนักงานนั้นไม่มีความผิดก็ให้จำเลยจ่ายเงินเดือนและเงินอื่นใดที่พนักงานพึงได้รับย้อนหลังตั้งแต่วันถูกสั่งพักงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินเดือนที่จำเลยยังไม่ได้จ่ายย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน2538 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2541 เป็นเวลา 2 ปี 9 เดือน 10 วันในอัตราค่าจ้างเดือนละ 41,060 บาท รวมเป็นเงิน 1,368,666 บาทแต่จำเลยไม่ยอมจ่ายให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 82/2538 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2538 และจ่ายค่าจ้างค้างชำระจำนวน 1,368,666 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลได้พิพากษาถึงที่สุดให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง โดยนับอายุการทำงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยถูกเลิกจ้างคำขออื่นให้ยก เท่ากับว่าศาลได้วินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายระหว่างถูกเลิกจ้างรวมถึงค่าจ้างที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งหมดในคดีนี้ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกัน ต้องฟ้องเรียกร้องให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกันฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ และฟ้องโจทก์ในเรื่องให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 82/2538 เป็นฟ้องซ้ำเนื่องจากในคดีก่อนโจทก์ได้บรรยายฟ้องตามคำสั่งดังกล่าวและศาลได้วินิจฉัย คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ไม่มีสิทธินำประเด็นดังกล่าวมาฟ้องจำเลยอีก จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษารับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้ว การที่จำเลยมิได้สั่งยกเลิกคำสั่งพักงานที่ 82/2538 เพราะคำพิพากษามิได้ระบุไว้และจำเลยถือว่าคำสั่งให้พักงานสิ้นผลไปตั้งแต่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกแล้ว จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานเท่ากับว่ายกเลิกคำสั่งพักงานไปในตัว จึงไม่จำต้องมีคำสั่งให้ยกเลิกการพักงานอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 109/2538 ที่ให้โจทก์ออกจากงานเพื่อนำไปสู่การขอบังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือมิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินโบนัสเงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานเพื่อนำไปสู่การขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างโจทก์ถูกพักงานตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยการพนักงานของชุมนุมสหกรณ์ พ.ศ. 2535 ข้อ 26 ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องในคดีก่อน เป็นการฟ้องคนละประเด็นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำเมื่อจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วเท่ากับจำเลยได้ยกเลิกคำสั่งพักงานโจทก์โดยปริยาย จึงไม่จำต้องมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 82/2538 อีก เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วเท่ากับจำเลยเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์โดยปริยาย ซึ่งระเบียบชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด ว่าด้วยการพนักงานของชุมนุมสหกรณ์ พ.ศ. 2535 ข้อ 26ระบุว่า หากพนักงานถูกสั่งให้พักงาน ให้ชุมนุมสหกรณ์งดจ่ายเงินเดือนและเงินอื่นใดไว้ก่อนจนกว่าจะพิจารณาชี้ขาดความผิดทางวินัยหากผู้ถูกสั่งพักงานไม่มีความผิดให้ชุมนุมสหกรณ์จ่ายเงินเดือนและเงินอื่นใดที่พนักงานพึงได้รับย้อนหลังตั้งแต่วันถูกสั่งพักงานโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 25มีนาคม 2541 เป็นเวลา 2 ปี 9 เดือน 10 วัน อัตราค่าจ้างเดือนละ41,060 บาท รวมเป็นเงิน 1,368,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวน 1,368,666บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าคำสั่งพักงานและระเบียบของจำเลยว่าด้วยการพนักงานขอชุมนุมสหกรณ์ พ.ศ. 2535 ข้อ 26 มีอยู่ก่อนแล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อนทั้งในคดีก่อนโจทก์ฟ้องกลับเข้าทำงานและขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างถูกเลิกจ้างย่อมครอบคลุมถึงประเด็นในคดีนี้ เมื่อในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นค่าเสียหายระหว่างถูกเลิกจ้างย่อมรวมถึงค่าจ้างในคดีนี้ด้วยจึงเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 82/2538 ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำเนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องเรื่องนี้ในคดีก่อนและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้นเห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือมิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินอื่น ๆ เนื่องจากการเลิกจ้างโดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์และจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นคำฟ้องที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และโจทก์อาจฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2538มาในคดีเดิมของศาลแรงงานกลางได้ เพราะจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538แต่โจทก์ไม่ฟ้อง เมื่อคดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่มีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีเดิม จึงเป็นฟ้องซ้ำซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์รื้อร้องฟ้องกันอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31

แต่ในส่วนค่าเสียหายของโจทก์จากการไม่ได้ค่าจ้างนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2538 ตลอดมาถึงวันที่ 25 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งที่ 20/2541 ยกเลิกคำสั่งที่ 109/2538 แล้วรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางดังกล่าว และในวันเดียวกันจำเลยมีคำสั่งที่ 21/2541 ให้เลิกจ้างโจทก์อีกนั้นถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจ้างไม่ยอมให้โจทก์ทำงานโดยตรง และโจทก์เพิ่งเกิดสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ตั้งแต่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคดีก่อนให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 109/2538 ที่เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 แล้วให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแต่จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกับที่รับโจทก์กลับเข้าทำงานเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 อีก จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ไม่อาจฟ้องขอรวมมาในคดีเดิมได้ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกมาเป็นค่าจ้างในส่วนนี้ไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามบทกฎหมายดังกล่าว

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองที่ว่า เมื่อจำเลยมีคำสั่งที่ 109/2538ให้ไล่โจทก์ออกจากงาน ต้องถือว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ที่ 82/2538 ไปในตัวตั้งแต่วันที่มีคำสั่งไล่ออก มิใช่วันที่จำเลยมีคำสั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาของศาล อุทธรณ์ข้อสามที่ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 82/2538 เป็นคำสั่งให้พักงานเพื่อรอผลการสอบสวนของจำเลย เมื่อจำเลยสอบสวนเสร็จและมีคำสั่งที่ 109/2538 ไล่โจทก์ออกจากงาน ต้องถือว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งที่ 82/2538 ไปในตัวตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกคือวันที่ 1 กันยายน 2538 และอุทธรณ์ข้อสุดท้ายที่ว่า ผู้มีอำนาจสั่งพักงานลูกจ้างตามระเบียบของจำเลยที่ 204 ว่าด้วยการพนักงานของชุมนุมสหกรณ์ พ.ศ. 2535 ข้อ 26 คือ บุคคลผู้มีอำนาจตามข้อ 24 แต่กรณีของโจทก์ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ดังกล่าวเนื่องจากศาลเป็นผู้มีคำสั่งนั้น ล้วนเป็นอุทธรณ์ในเรื่องที่ได้วินิจฉัยไปแล้วข้างต้นว่าเป็นฟ้องซ้ำ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2538 ให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพันธ์ สุวรรณวัฒนะ
จำเลย — ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สละ เทศรำพรรณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7200/2543
#66272
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือมิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินอื่น ๆ เนื่องจากการเลิกจ้าง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นคำฟ้องที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และโจทก์อาจฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานมาในคดีเดิมได้ เพราะจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ไม่ฟ้อง เมื่อคดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่มีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีเดิม จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามมิให้โจทก์รื้อร้องฟ้องกันอีก ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31แต่ในส่วนค่าเสียหายของโจทก์จากการไม่ได้ค่าจ้างนับแต่วันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างตลอดมาถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเลิกจ้าง แล้วรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาศาลแรงงาน และในวันเดียวกันจำเลยมีคำสั่งให้เลิกจ้างโจทก์อีกนั้นถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจ้างไม่ยอมให้โจทก์ทำงานโดยตรง และโจทก์เพิ่งเกิดสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ตั้งแต่ศาลแรงงานมีคำพิพากษาในคดีก่อนที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์ แล้วให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกับที่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอีก จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งโจทก์ไม่อาจฟ้องขอรวมมาในคดีเดิมได้ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกมาเป็นค่าจ้างในส่วนนี้ไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เมื่อจำเลยมีคำสั่งที่ให้ไล่โจทก์ออกจากงานต้องถือว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ไปในตัวตั้งแต่วันที่มีคำสั่งไล่ออกมิใช่วันที่จำเลยมีคำสั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาของศาล คำสั่งพักงานโจทก์เป็นคำสั่งให้พักงานเพื่อรอผลการสอบสวนของจำเลย เมื่อจำเลยสอบสวนเสร็จและมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน ต้องถือว่าเป็นการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งพักงานโจทก์ไปในตัวตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออก และผู้มีอำนาจสั่งพักงานลูกจ้างตามระเบียบของจำเลย แต่กรณีของโจทก์ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ดังกล่าวเนื่องจากศาลเป็นผู้มีคำสั่งนั้นล้วนเป็นอุทธรณ์ในเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเป็นฟ้องซ้ำ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพันธ์ สุวรรณวัฒนะ
จำเลย — ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สละ เทศรำพรรณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7199/2543
#39894
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 96ประกอบมาตรา 86 และ 89 กำหนดให้การฟ้องคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีสรรพสามิตจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ทำการคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายและต้องได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาด้วย แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีสรรพสามิตแล้วโจทก์ได้คัดค้านการประเมินหรือได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

แม้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 จะได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิตให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 2ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมสรรพสามิตได้มอบหมายให้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 หรือเจ้าหน้าที่คนใดในกรมศุลกากรเป็นผู้รับคำคัดค้านหรือรับอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิต จำเลยที่ 2 การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อกองวิเคราะห์ราคา กรมศุลกากร ยังฟังไม่ได้ว่ายื่นอุทธรณ์ต่อผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าอากรขาเข้าเงินเพิ่มอากรพิเศษ ภาษีสรรพสามิต เงินเพิ่มสรรพสามิตแก่โจทก์จำนวน 5,348,747 บาท และให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 5,255,212 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินราคาสินค้าของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและราคาสินค้าที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินนั้นก็เป็นราคาสินค้าอันแท้จริงในท้องตลาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์ได้ชำระไปจำนวน 5,255,212 บาทพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 96ประกอบมาตรา 86 และ 89 กำหนดให้การฟ้องคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีสรรพสามิตจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ทำการคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายและต้องได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาด้วยแต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า หลังจากโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีสรรพสามิตแล้วโจทก์ได้คัดค้านการประเมินหรือได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 แต่อย่างใดเลย เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตโดยได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิต จำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อโจทก์เห็นว่าแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าไม่ถูกต้อง โจทก์จึงอุทธรณ์ไปยังกองวิเคราะห์ราคากรมศุลกากรภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมินแล้ว เห็นว่า แม้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 จะได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิตให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมสรรพสามิตได้มอบหมายให้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 หรือกองใด หรือเจ้าหน้าที่คนใดในกรมศุลกากรเป็นผู้ที่รับคำคัดค้านหรือรับอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 เลย การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่ายื่นอุทธรณ์ต่อผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 86 ม. 89 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไฮ เลฟ - เวล โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สันติ ทักราล
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7199/2543
#66271
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 96 ประกอบมาตรา 86 และ 89 กำหนดให้การฟ้องคดีเกี่ยวกับการประเมินภาษีสรรพสามิตจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ทำการคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายและต้องได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาด้วย แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินให้ชำระภาษีสรรพสามิตแล้วโจทก์ได้คัดค้านการประเมินหรือได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

แม้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 จะได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิตให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแทนจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าอธิบดีกรมสรรพสามิตได้มอบหมายให้กรมศุลกากรจำเลยที่ 1 หรือเจ้าหน้าที่คนใดในกรมศุลกากรเป็นผู้รับคำคัดค้านหรือรับอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยที่ 2 การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อกองวิเคราะห์ราคา กรมศุลกากร ยังฟังไม่ได้ว่ายื่นอุทธรณ์ต่อผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 86 ม. 89 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไฮ เลฟ - เวล โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สันติ ทักราล
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2543
#39893
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และมาตรา 23จึงต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เสียภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้รับเป็นอุทธรณ์เพิ่มเติม ก็เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 23 คำสั่งศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ เพราะมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการยื่นคำคู่ความ ซึ่งมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามมาตรา 246ประกอบมาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน63,781.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน63,781.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2และที่ 3 มีเฉพาะข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้รับอุทธรณ์เพิ่มเติมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เห็นว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2และที่ 3 จะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และมาตรา 23 ซึ่งคดีนี้จำเลยที่ 2และที่ 3 จะต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เสียภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ การที่จำเลยที่ 2และที่ 3 ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เช่นนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้รับเป็นอุทธรณ์เพิ่มเติมได้ก็ตาม แต่เมื่อเป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 23 ดังกล่าว คำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเพราะมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการยื่นคำคู่ความ ซึ่งมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 246 ประกอบมาตรา 142(5) ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้รับอุทธรณ์เพิ่มเติมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย ปัญญา ธูปกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2543
#66270
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 และมาตรา 23 จึงต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เสียภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้รับเป็นอุทธรณ์เพิ่มเติม ก็เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 23 คำสั่งศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ เพราะมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.เกี่ยวกับการยื่นคำคู่ความ ซึ่งมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามมาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 (5)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายปัญญา ธูปกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาววรพรรณ ชังพิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7197/2543
#35025
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การเพียงว่า พ. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนเนื้อที่ 1 งานในโฉนดเลขที่ 4866 ให้แก่ ย. สามีจำเลย และที่ดินดังกล่าวต่อมาทำการแบ่งแยกเป็นที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 10442 จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า ย. และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจาก พ. หรือที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ ย. และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันที่จำเลยให้การว่า ย. ซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ก็ได้ความว่า ย. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยภายหลัง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับเมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรส ย. กับจำเลยจึงไม่ใช่สามีภริยากันตามกฎหมาย คำให้การดังกล่าวไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและ ย. ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาอันเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยและ ย. ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กิน ฉันสามีภริยากันถือว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับ ย. ทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นฎีกา ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 เนื้อที่1 งาน โดยซื้อมาจากนางสาวสมพงษ์ แซ่อุ่ย เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว จำเลยได้ขออาศัยนางสาวสมพงษ์เจ้าของเดิมเพื่อปลูกบ้านโดยจำเลยตกลงจะรื้อถอนบ้านออกไปทันทีที่เจ้าของเดิมต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น ต่อมานางสาวสมพงษ์ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน จึงแจ้งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินจำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 35 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยขออาศัยที่ดินพิพาทจำเลยเป็นภริยาของนายยี อุชชิน ซึ่งเป็นพี่ชายของนางสาวสมพงษ์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2495 หลังจากนายยีอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้วนายยีได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนางเพี้ยน วงษ์ชิต เมื่อซื้อมาแล้วนายยีและจำเลยได้ปลูกบ้านพักอาศัย หลังจากนายยีถึงแก่ความตายจำเลยได้ปลูกบ้านหลังใหม่ จำเลยครอบครองเป็นเวลากว่า 40 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์เป็นหลานของนางสาวสมพงษ์ การที่นางสาวสมพงษ์ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนางสาวสมพงษ์ และพิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางเจียน ภู่พันธ์ ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายกัง แซ่อุ่ย บิดาของนางสาวสมพงษ์ แต่เนื่องจากนายกังเป็นคนสัญชาติจีนไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้จึงใส่ชื่อนายยีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมานายยีพาจำเลยและบุตรเข้ามาอาศัยปลูกบ้านหลังจากนั้นนางสาวสมพงษ์รับมรดกที่ดินพิพาทโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางสาวสมพงษ์และบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 35 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10442 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การเพียงว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2495นางเพี้ยน วงษ์ชิต ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนเนื้อที่ 1 งาน ในโฉนดเลขที่ 4866 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ให้แก่นายยีอุชชิน สามีจำเลย และที่ดินดังกล่าวต่อมาทำการแบ่งแยกเป็นที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 10442 จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า นายยีและจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนางเพี้ยนหรือที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่นายยีและจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน ที่จำเลยให้การว่านายยีซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยก็ได้ความว่านายยีอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยภายหลังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสนายยีจำเลยจึงไม่ใช่สามีภริยากันตามกฎหมาย คำให้การดังกล่าวไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและนายยีร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยและนายยีร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันถือว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับนายยีทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยนั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วันดี สุขโชติ
จำเลย — นาง มะลิ ทาอำไพ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7197/2543
#66269
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การเพียงว่า พ.ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนเนื้อที่ 1 งานในโฉนดเลขที่ 4866 ให้แก่ ย.สามีจำเลย และที่ดินดังกล่าวต่อมาทำการแบ่งแยกเป็นที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 10442 จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า ย.และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจาก พ.หรือที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ ย.และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันที่จำเลยให้การว่า ย.ซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ก็ได้ความว่าย.อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยภายหลัง ป.พ.พ.บรรพ 5 ใช้บังคับ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรส ย.กับจำเลยจึงไม่ใช่สามีภริยากันตามกฎหมาย คำให้การดังกล่าวไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยและ ย.ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาอันเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยและ ย.ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันถือว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับ ย.ทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันดี สุขโชติ
จำเลย — นางมะลิ ทาอำไพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายจำนงค์ เตือนวีระเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2543
#91270
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนถึง 68 เม็ด ไว้ในครอบครอง เมื่อนำมาฟังประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เสพติดเมทแอมเฟตามีน เชื่อได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างขัดแย้งกันบ้างเป็นเพียงพลความ จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยจำเลยเห็นว่าเป็นการขัดกันในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ มาในฎีกา โดยมิได้มีรายละเอียดแสดงให้เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอย่างไรบ้าง ฎีกาข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำนวน ๖๘ เม็ด น้ำหนักรวม ๔.๗๖ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๖ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจได้นำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านของจำเลย และจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้ โดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน ๖๘ เม็ด อยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยเป็นของกลาง และจำเลยยอมรับว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.๑ ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยถูกจับกุมโดยกะทันหันพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยยังไม่มีโอกาสคิดไตร่ตรองหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความจริง ตามบันทึกการจับกุมดังกล่าว จำเลยได้ให้การรับสารภาพเป็นรายละเอียดว่าเมทแอมเฟตามีน ๖๘ เม็ด ของกลาง จำเลยซื้อมาจากชายไทยไม่ทราบชื่อและที่อยู่ในราคา เม็ดละ ๖๒ บาท เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่วัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในหมู่บ้านในราคาเม็ดละ ๘๐ บาท โดยจำหน่ายมานานประมาณ ๒ เดือนแล้ว จำเลยจะรับมาครั้งละ ๑๐๐ เม็ด จำหน่าย ๗ ถึง ๘ วัน ก็หมด แล้วจึงรับมาใหม่ ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยได้สืบทราบมา บันทึกการจับกุมดังกล่าว จำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่า เจ้าพนักงานตำรวจ ผู้จับกุมจำเลยทำขึ้นโดยมิชอบแต่อย่างใด ทั้งยังได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ด้วย จึงใช้ยันจำเลยได้ หากจำเลยเป็น ผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องให้การรับสารภาพเช่นนั้น ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เสพติดเมทแอมเฟตามีน การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนถึง ๖๘ เม็ด ไว้ในครอบครอง เมื่อฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุม จึงเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างขัดแย้งกันบ้างเป็นเพียงพลความ จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยจำเลยเห็นว่าเป็นการขัดกันในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่าจำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ มาในฎีกา โดยมิได้มีรายละเอียดแสดงให้เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอย่างไรบ้าง ฎีกาข้อนี้ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ม. 226 ม. 227
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายกิมเหลียง โสดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางแววมณี ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7186/2543
#37852
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อทราบว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายจนถูกจับกุม และถูกพนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลาง แต่ยังคงทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้เช่าซื้อดำเนินการขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคืนจากพนักงานสอบสวน โดยมิได้บอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อรวมทั้งยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางแล้ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ร้องย่อมเห็นได้ว่าการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางน่าจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อที่จะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อไปและได้รับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางไปจากผู้ร้องในภายหลัง ซึ่งมีลักษณะเป็นการร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยลูกจ้างผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวงฯ และริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน81-7781 สระบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 81-7781 สระบุรี ของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ รถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 81-7781 สระบุรี ให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างผู้เช่าซื้อหรือไม่ ผู้ร้องมีนายชวลิต บุญยงค์ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องเบิกความว่าหลังจากผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อและรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางไปจากผู้ร้องแล้ว ผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้อง 24 งวด เป็นเงิน1,210,656 บาท และผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 25 โดยยังค้างชำระค่าเช่าซื้อ 605,328 บาท ตามบัญชีชำระค่าเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.5ผู้ร้องเพิ่มทราบเรื่องรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่ให้เช่าซื้อของกลางถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลกลางดงยึดไว้เมื่อเดือนมกราคม2540 เนื่องจากผู้เช่าซื้อมีหนังสือถึงผู้ร้องขอหนังสือมอบอำนาจจากผู้ร้องเพื่อขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคันดังกล่าวคืนจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลกลางดง และเบิกความตอบคำถามค้านว่าในกรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาผู้ร้องจะพิจารณาประวัติการชำระเงินของผู้เช่าซื้อเป็นสำคัญ หากผู้เช่าซื้อมีประวัติการชำระเงินดี ผู้ร้องก็จะให้เช่าซื้อต่อไปเห็นว่า ผู้ร้องทราบว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายจนถูกจับกุม และถูกพนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลาง แต่ก็ยังคงทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้เช่าซื้อดำเนินการขอรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางคืนจากพนักงานสอบสวน โดยมิได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อ นอกจากนี้ที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้อง 24 งวด แต่เมื่อพิจารณาจากบัญชีชำระค่าเช่าซื้อเอกสารหมายร.5 ปรากฏว่าการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 18 ถึง 24 รวมทั้งสิ้น 7 งวด เป็นการชำระภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางแล้ว แต่ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อต่อมาอีกตามพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ร้องย่อมเห็นได้ว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางน่าจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แก่ผู้เช่าซื้อที่จะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อไปและได้รับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางไปจากผู้ร้องในภายหลังซึ่งมีลักษณะเป็นการร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยลูกจ้างผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้แก่ผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง
ผู้ร้อง — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์พูลพิพัฒน์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุนันท์ พรมมา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176/2543
#39892
เปิดฉบับเต็ม

การนับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/12(เดิม 169) ให้นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป

ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนเมื่อจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินในเดือนใด สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระในเดือนนั้นก็เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยค้างชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินนั้นได้เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20245เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 จำเลยได้เช่าที่ดินดังกล่าวมีกำหนด3 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท ครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 14พฤศจิกายน 2535 แล้วจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าและไม่ยอมออกไปจากที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และให้ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2532ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน คิดเป็นเงิน70,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20245 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินที่เช่าอีกต่อไป และให้ชำระค่าเช่าที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระเกิน5 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20245 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าเช่าที่ดินขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 14พฤศจิกายน 2532 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 5 ปี10 เดือน เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าเกินกว่า 5 ปี ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า การนับอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 (เดิม 169)ให้นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์นั้นเป็นรายเดือน เดือนละ1,000 บาท เมื่อจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินในเดือนใด สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระในเดือนนั้นก็เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยค้างชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินนั้นได้เป็นต้นไป ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าเช่าที่ดินที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2534 ถึงเดือนกรกฎาคม 2538 ก่อนวันฟ้อง(วันที่ 19 ธันวาคม 2538) ยังไม่เกิน 5 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 169 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุจินดา กาญจนฤทัย
จำเลย — นาย ไสว จำปาซ่อนกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176/2543
#66268
เปิดฉบับเต็ม

การนับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 (เดิม 169)ให้นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป

ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เมื่อจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินในเดือนใด สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระในเดือนนั้นก็เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยค้างชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินนั้นได้เป็นต้นไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 (16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุจินดา กาญจนฤทัย
จำเลย — นายไสว จำปาซ่อนกลิ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวธัญสุตา ถายะพิงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายปรีดี รุ่งวิสัย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7175/2543
#39891
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องฎีกาของจำเลยมี ส. ทนายความ เป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียงและผู้พิมพ์ โดย ส. มิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยมิได้มีคำสั่งให้ ส. ยื่นใบแต่งทนายความเข้ามาให้ถูกต้องเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 และมาตรา 18กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา เมื่อปรากฏว่าจำเลยทิ้งฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 จึงเป็นการล่วงเลยเวลา ที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 350,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 144,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน1 ปี กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7ตุลาคม 2540 และ 9 ธันวาคม 2540

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ลงวันที่ 11 ธันวาคม2540 อ้างเหตุเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อมีการยึดทรัพย์ เนื่องจากจำเลยที่ 1ไม่ได้อาศัยอยู่บ้านเลขที่ตามฟ้อง เพียงแต่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านแทนญาติและพักอยู่ที่อื่นตลอดมาตั้งแต่ปี 2536 หากจำเลยที่ 1 ต่อสู้คดี จำเลยที่ 1มีโอกาสชนะคดีโจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นภูมิลำเนาที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งตรงตามสำเนาทะเบียนบ้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจึงชอบแล้วและไม่ผิดระเบียบไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ยกคำร้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 1 ว่าด้วยการอุทธรณ์มาใช้บังคับกับการฎีกาโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 232 บัญญัติว่า "เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าศาลปฏิเสธไม่ส่ง ให้ศาลแสดงเหตุที่ไม่ส่งนั้นไว้ในคำสั่งทุกเรื่องไป"และมาตรา 18 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออก หรืออ่านไม่เข้าใจ หรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น" เมื่อปรากฏว่าคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 1 มีนายสุวรรณ รัตนเมือง เป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาผู้เรียงและผู้พิมพ์ โดยที่นายสุวรรณ รัตนเมือง มิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้ด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1โดยมิได้มีคำสั่งให้นายสุวรรณยื่นใบแต่งทนายความเข้ามาให้ถูกต้องเสียก่อน ทั้งที่เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องตรวจฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาศาลฎีกา การที่จำเลยที่ 1 ไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นสั่ง โดยนายสุวรรณในฐานะทนายจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้วถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174 จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่ควรจะปฏิบัติ ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาดังกล่าว ฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 174 ม. 232 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฐิติกร จำกัด
จำเลย — นาย สกล วรรณสูตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา