คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7042/2543
#66261
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ห้ามพนักงานขับรถของจำเลยนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว มิใช่เป็นเพียงมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายของจำเลยเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่รถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยไว้ล่วงหน้าอีกด้วย การที่โจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นระยะเวลานานถึง 6 วัน โดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบ ทั้ง ๆ ที่โจทก์คาดหมายได้ว่าหากโจทก์ขออนุญาตนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ธุระส่วนตัวในกรณีนี้จำเลยก็จะไม่อนุญาต การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการจงใจอย่างแจ้งชัดที่จะฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างหรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลที่ไม่ใส่ใจต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยแม้สาเหตุที่โจทก์นำรถยนต์ของจำเลยไปใช้จะสืบเนื่องมาจากมารดาของโจทก์ป่วยหนักและถึงแก่กรรมก็ตาม ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ทราบว่า มารดาของโจทก์ป่วยหนักและโจทก์ต้องการไปเยี่ยมมารดามาก่อนอยู่แล้ว โจทก์ย่อมมีระยะเวลาเตรียมตัวจัดหาพาหนะในการเดินทางได้ล่วงหน้ามิใช่เหตุจำเป็นกะทันหัน หรือเหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะต้องนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้โดยพลการ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยมีสิทธิที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระศักดิ์ แพงชัยภูมิ
จำเลย — บริษัทไทยนิชิมัตสุก่อสร้าง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทูร วิมลเศรษฐ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7041/2543
#99230
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันชำระค่าเสียหายเนื่องจากรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์สูญหายไป จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และอ้างเหตุว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อได้ประกันภัยไว้กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอให้เรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัยจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม อันเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำให้การของจำเลยร่วมจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยทั้งสาม เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ และยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอชำระค่าเสียหายน้อยลง และขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยด้วย เช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยร่วมยังเป็นคู่ความในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามและจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้เฉพาะโจทก์โดยไม่ได้ มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้แก่จำเลยร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 235 และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสามพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา และที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไปโดยมิได้มีคำสั่งให้แก้ไขเกี่ยวกับกระบวนพิจารณา ดังกล่าวเสียก่อน กับที่ศาลชั้นต้นไม่นัดให้จำเลยร่วมมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยมิชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 และต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามฎีกาต่อมายังมิได้ผ่านการพิจารณาและพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิที่จะฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้แก่จำเลยร่วม แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามรูปคดีและยกฎีกาของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 298,890.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 215,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 สิงหาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระค่าเสียหายเนื่องจากรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์สูญหายไป จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้และอ้างเหตุว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อได้ประกันภัยไว้กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอให้เรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม อันเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำให้การของจำเลยร่วมจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยทั้งสาม เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ และยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอชำระค่าเสียหายน้อยลง และขอให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยด้วย เช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยร่วมยังเป็นคู่ความในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม และจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้เฉพาะโจทก์โดยไม่ได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้แก่จำเลยร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 235 และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสามพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา และที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไปโดยมิได้มีคำสั่งให้แก้ไขเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาดังกล่าวเสียก่อน กับที่ศาลชั้นต้นไม่นัดให้จำเลยร่วมมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปโดยมิชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 และต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามฎีกาต่อมายังมิได้ผ่านการพิจารณาและพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิที่จะฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามให้แก่จำเลยร่วม แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกฎีกาของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 235 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเดอะ ควอลิตี้คาร์เพ็ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพยนต์ ฉุยฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7040/2543
#37405
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า ทนายจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเรื่องนี้ก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวันจึงไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเหตุให้ปรากฏแล้วว่าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การเพราะเหตุใด แต่ตัวจำเลยกลับเพิ่งแต่งตั้งทนายความเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่แต่งตั้งทนายก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวัน ดังจำเลยอ้าง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าตัวจำเลยไม่สนใจ ต่อการดำเนินคดี จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยทราบนัดสืบพยานครั้งแรกโดยชอบแล้วไม่มาศาลและมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีออกไปตามคำร้องของโจทก์และปิดหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทราบแล้วแต่จำเลยมิได้ดำเนินการใด ๆ การที่ทนายความของจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นในวันดังกล่าว ทนายจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้ว กลับให้ ตัวจำเลยนำคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมายื่น และยื่นคำร้องขอ เลื่อนคดีเข้ามาด้วยในวันเดียวกันนี้ ซึ่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ มิได้แสดงเหตุให้ปรากฏและก่อนหน้านี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขออนุญาต ขยายระยะเวลายื่นคำให้การมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นการยื่น เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,012,594.06บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,922,122.85บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและทนายจำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลจังหวัดราชบุรี ซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมิได้อ้างเหตุไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การตามกฎหมาย จึงให้ยกคำร้องและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยได้แสดงเหตุที่ตนมิได้ยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 แล้ว หรือไม่ เห็นว่าตามคำร้องดังกล่าวจำเลยอ้างว่า ทนายจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเรื่องนี้ก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวัน จึงไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเหตุให้ปรากฏแล้วว่าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การเพราะเหตุใด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้มีการปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 ตัวจำเลยกลับเพิ่งแต่งตั้งทนายความเมื่อวันที่ 2มีนาคม 2541 ซึ่งพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่แต่งตั้งทนายก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวันดังจำเลยอ้าง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าตัวจำเลยไม่สนใจต่อการดำเนินคดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การนั้นชอบแล้ว

จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีนั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบ สำหรับปัญหานี้เห็นว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานครั้งแรกวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีออกไปตามคำร้องของโจทก์เป็นวันที่ 23 มิถุนายน 2541 และปิดหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทราบแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 แต่จำเลยมิได้ดำเนินการใด ๆการที่ทนายความของจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นในวันดังกล่าวทนายจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้ว กลับให้ตัวจำเลยนำคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมายื่นและยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเข้ามาด้วยในวันเดียวกันนี้ ซึ่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมิได้แสดงเหตุให้ปรากฏดังได้วินิจฉัยมาแล้วและก่อนหน้านี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การมาแล้วครั้งหนึ่งแต่เนื่องจากเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย มนตรี เลิศวิกัย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7040/2543
#39888
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า ทนายจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเรื่องนี้ก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวันจึงไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเหตุให้ปรากฏแล้วว่า จำเลยมิได้ยื่นคำให้การเพราะเหตุใดแต่ตัวจำเลยกลับเพิ่งแต่งตั้งทนายความเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่แต่งตั้งทนายก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวันดังจำเลยอ้าง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าตัวจำเลยไม่สนใจต่อการดำเนินคดี จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยทราบนัดสืบพยานครั้งแรกโดยชอบแล้วไม่มาศาลและมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีออกไปตามคำร้องของโจทก์และปิดหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยก็มิได้ดำเนินการใด ๆ ทนายความของจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าตนติดว่าความที่ศาลอื่นในวันดังกล่าวทนายจำเลยกลับให้ตัวจำเลยนำคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นในวันนัด ซึ่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การก็มิได้แสดงเหตุให้ปรากฏ และก่อนหน้านี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,012,594.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 1,922,122.85 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และทนายจำเลยขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลจังหวัดราชบุรี ซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมิได้อ้างเหตุไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การตามกฎหมาย จึงให้ยกคำร้องและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยได้แสดงเหตุที่ตนมิได้ยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา199 แล้ว หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องดังกล่าวจำเลยอ้างว่าทนายจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเรื่องนี้ก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวัน จึงไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนดถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเหตุให้ปรากฏแล้วว่าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การเพราะเหตุใด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีนี้การปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 ตัวจำเลยกลับเพิ่งแต่งตั้งทนายความเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2541 ซึ่งพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่แต่งตั้งทนายก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวันดังจำเลยอ้าง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าตัวจำเลยไม่สนใจต่อการดำเนินคดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การนั้นชอบแล้ว

จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีนั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบ สำหรับปัญหานี้เห็นว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานครั้งแรกวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแต่ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีออกไปตามคำร้องของโจทก์เป็นวันที่ 23มิถุนายน 2541 และปิดหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทราบแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 แต่จำเลยมิได้ดำเนินการใด ๆการที่ทนายความของจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นในวันดังกล่าวทนายจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้ว กลับให้ตัวจำเลยนำคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมายื่น และยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเข้ามาด้วยในวันเดียวกันนี้ ซึ่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การมิได้แสดงเหตุให้ปรากฏดังได้วินิจฉัยมาแล้วและก่อนหน้านี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดีดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย มนตรี เลิศวิกัย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7040/2543
#66260
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า ทนายจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความเรื่องนี้ก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวัน จึงไม่สามารถยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเหตุให้ปรากฏแล้วว่า จำเลยมิได้ยื่นคำให้การเพราะเหตุใด แต่ตัวจำเลยกลับเพิ่งแต่งตั้งทนายความเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ.มาตรา 177 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่แต่งตั้งทนายก่อนวันครบกำหนดยื่นคำให้การเพียงหนึ่งวันดังจำเลยอ้าง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่าตัวจำเลยไม่สนใจต่อการดำเนินคดี จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยทราบนัดสืบพยานครั้งแรกโดยชอบแล้วไม่มาศาลและมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีออกไปตามคำร้องของโจทก์และปิดหมายแจ้งวันนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยก็มิได้ดำเนินการใดๆ ทนายความของจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าตนติดว่าความที่ศาลอื่นในวันดังกล่าวทนายจำเลยกลับให้ตัวจำเลยนำคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ และคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นในวันนัด ซึ่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การก็มิได้แสดงเหตุให้ปรากฏ และก่อนหน้านี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมนตรี เลิศวิกัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิชัย นาคขาว
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7039/2543
#35021
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า ถ้าศาลชั้นต้นให้จำเลยสืบพยานก็จะทราบข้อเท็จจริงในคดีที่จะทำให้จำเลยชนะคดีได้ โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายให้ชัดแจ้ง เพียงแต่กล่าวอ้างถึงคำร้องจำเลยที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยาน จำเลยให้เป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์จำเลย ทั้งมิได้กล่าวรายละเอียดตามคำร้องคัดค้านดังกล่าวมาในอุทธรณ์ด้วย จึงไม่อาจจะนำเอารายละเอียดในคำร้องนั้นมาประกอบอุทธรณ์จำเลยให้ชัดแจ้งได้ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน208,650 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 208,650 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 มีว่าจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสามโดยชัดแจ้งแล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าถ้าศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1สืบพยานก็จะทราบข้อเท็จจริงในคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ชนะคดีได้โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายให้ชัดแจ้งเพียงแต่กล่าวอ้างถึงคำร้องจำเลยทั้งสามฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541 ที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสามให้เป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ทั้งมิได้กล่าวรายละเอียดตามคำร้องคัดค้านดังกล่าวมาในอุทธรณ์ด้วย จึงไม่อาจจะนำเอารายละเอียดในคำร้องนั้นมาประกอบอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ให้ชัดแจ้งดังจำเลยที่ 1 ฎีกา อุทธรณ์จำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว

แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาและจำเลยที่ 1 ได้ต่อสัญญาจ้างโฆษณาฉบับที่สองตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอส.พี.เอส.แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท พิชัยญาติ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7039/2543
#66259
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า ถ้าศาลชั้นต้นให้จำเลยสืบพยานก็จะทราบข้อเท็จจริงในคดีที่จะทำให้จำเลยชนะคดีได้ โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายให้ชัดแจ้ง เพียงแต่กล่าวอ้างถึงคำร้องจำเลยที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานจำเลยให้เป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์จำเลย ทั้งมิได้กล่าวรายละเอียดตามคำร้องคัดค้านดังกล่าวมาในอุทธรณ์ด้วย จึงไม่อาจจะนำเอารายละเอียดในคำร้องนั้นมาประกอบอุทธรณ์จำเลยให้ชัดแจ้งได้ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา225 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.พี.เอส.แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทพิชัยญาติ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวิไล นภานุเคราะห์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7038/2543
#99631
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจะชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือเกินเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้ในหมาย แต่เมื่อพิจารณาจากคำสั่งกรมบังคับคดีประกอบกับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ซื้อทรัพย์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เห็นได้ว่ามิได้มีการบังคับตายตัวว่าถ้าหากผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระราคาภายในกำหนดเวลาแล้วให้ถือว่าสัญญาซื้อขายที่ดินต้องเลิกกันทันทีหรือผู้ซื้อทรัพย์หมดสิทธิซื้อที่ดินพิพาทและจะต้องริบเงินมัดจำเสมอไป หากแต่ให้อยู่ในดุลพินิจของอธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อรองอธิบดีกรมบังคับคดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดีในขณะนั้นมีคำสั่งเห็นชอบกับบันทึกของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เห็นควรให้รับเงินส่วนที่เหลือจากผู้ซื้อทรัพย์ และผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จึงเท่ากับผู้ซื้อทรัพย์ได้ทำการชำระราคาทรัพย์ครบถ้วนชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 515 แล้ว ย่อมได้สิทธิในที่ดินพิพาทแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 เมื่อที่ดินแปลงที่ซื้อถูกเวนคืนทั้งหมด และกรมทางหลวงได้วางเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดีแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10412 และเลขที่ 87208 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ฟ้องบังคับจำนองและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 87208 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลซื้อได้และได้ชำระเงินร้อยละ 25 ของราคาที่ประมูลได้ไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

ต่อมาผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า โจทก์และจำเลยรู้ก่อนการขายทอดตลาดแล้วว่าที่ดินที่ขายทอดตลาดอยู่ในบริเวณแนวเขตทางหลวงทั้งแปลงตาม พ.ร.ฎ.กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินฯ แต่ไม่ให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นการไม่สุจริต ผู้ซื้อทรัพย์เข้าประมูลซื้อเพราะความสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์อันเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการวางเงินส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 และมีคำสั่งให้การขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นโมฆะ กับให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า กรมทางหลวงได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงดังกล่าวที่ถูกเวนคืนวางไว้ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลาง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้มีสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 ธันวาคม 2537 ว่า ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าว ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และให้สำนักงานวางทรัพย์กลางจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวแก่ผู้ซื้อทรัพย์ จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว

วันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์ขอให้รอการจ่ายเงินค่าทดแทนไว้ก่อน เจ้าพนักงานวางทรัพย์มีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินไว้ตามที่จำเลยที่ 2 ขอ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานวางทรัพย์ดังกล่าว และให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์จ่ายเงินค่าทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมในวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 และนัดฟังคำสั่งในวันที่ 28 กรกฎาคม 2538

วันที่ 23 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ผู้ซื้อทรัพย์ชำระเงินส่วนที่เหลือภายหลังจากวันที่กำหนดในหมายแจ้ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีสั่งรับชำระเงินดังกล่าวจึงมิชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยอมรับการชำระเงินที่เหลือร้อยละ 75 และถือว่าการขายทอดตลาดระงับลง กับให้ริบเงินมัดจำและสั่งให้เจ้าพนักงานวางทรัพย์จ่ายเงินค่าทดแทนที่กรมทางหลวงวางไว้แก่จำเลยที่ 2

วันที่ 25 กรกฎาคม 2538 ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบการฝ่าฝืน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2537 คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ทั้งศาลได้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2538 แล้ว จึงให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานวางทรัพย์ที่ให้รอการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ไว้และให้รีบดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์รับไปตามระเบียบตามคำสั่งลงวันที่ 7 ธันวาคม 2537 ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานวางทรัพย์ได้จ่ายเงินให้ผู้ซื้อทรัพย์ไปตามคำสั่งศาลแล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2538

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2538 แล้วสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์คืนเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่เจ้าพนักงานวางทรัพย์เพื่อจ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไป

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งของเจ้าพนักงานวางทรัพย์ที่ให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสำเนาคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 174/2532 เรื่อง การขายทรัพย์ในคดีแพ่งและคดีล้มละลาย ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาทรัพย์ที่ซื้อส่วนที่เหลือร้อยละ 75 จำนวน 566,250 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 นั้น ในข้อ 8 ได้กำหนดไว้ว่า ในกรณีผู้ซื้อไม่มาชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบภายในเวลากำหนดให้ทำบันทึกเสนออธิบดีหรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมายเพื่อพิจารณาว่าสมควรริบเงินที่วางไว้ (ถ้ามี) แล้วนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่หรือไม่ หากให้ขายทอดตลาดใหม่ให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 88 เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า ปกติแล้วหากไม่ได้วางเงินที่เหลือภายในกำหนดเวลาในหมาย ก็จะต้องริบเงินมัดจำและประกาศขายทอดตลาดใหม่ และเบิกความตอบทนายผู้ซื้อทรัพย์ถามค้านว่าการวางเงินเกินกำหนดเวลา ไม่เป็นกฎตายตัว แล้วแต่ดุลพินิจ เมื่อพิจารณาคำสั่งกรมบังคับคดีและคำเบิกความดังกล่าวประกอบกันแล้ว กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า มิได้มีการบังคับตายตัวว่าถ้าหากผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดไม่ชำระราคาทรัพย์ที่ซื้อได้ภายในกำหนดเวลาแล้วจะต้องมีการยกเลิกการขายและริบเงินมัดจำเสมอไป หากแต่ให้อยู่ในดุลพินิจของอธิบดีกรมบังคับคดีหรือรองอธิบดีกรมบังคับคดีผู้ได้รับมอบหมายที่จะพิจารณาว่าสมควรริบเงินมัดจำแล้วนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่หรือไม่ อีกชั้นหนึ่ง ทั้งตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2530 ก็มีข้อความที่เป็นสาระสำคัญเพียงว่า ถ้าหากผู้ซื้อทรัพย์ไม่นำเงินส่วนที่เหลือร้อยละ 75 ของราคาทรัพย์ที่ซื้อได้มาชำระภายในกำหนดเวลา ยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำที่ได้วางไว้ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด ผู้ซื้อทรัพย์ยอมรับผิดชอบชดใช้ให้เต็มตามจำนวนที่ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลไว้ในครั้งก่อนและยอมเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการขายทอดตลาดครั้งหลังนั้นด้วยเท่านั้น มิได้มีข้อความใดในทำนองว่าถ้าหากผู้ซื้อทรัพย์ไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือภายในกำหนดเวลาแล้วให้ถือว่าสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ซื้อทรัพย์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเลิกกันทันทีหรือผู้ซื้อทรัพย์เป็นอันหมดสิทธิซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด คดีนี้แม้ปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาทรัพย์ที่ซื้อส่วนที่เหลือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเกินกำหนดเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาทรัพย์ที่ซื้อส่วนที่เหลือดังกล่าวนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบันทึกเสนออธิบดีกรมบังคับคดีมีใจความว่า ข้ออ้างของผู้ซื้อทรัพย์มีเหตุผลพอรับฟังได้ จึงเห็นควรรับเงินส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 เป็นเงิน 566,250 บาท และคืนเงินค่าเวนคืนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 523,440 บาท ไปตามขอ จึงเสนอมาเพื่อโปรดพิจารณาสั่ง รองอธิบดีกรมบังคับคดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดี มีคำสั่งในวันเดียวกันว่าเห็นชอบ จึงเห็นได้ว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ได้ทำบันทึกความเห็นเสนออธิบดีกรมบังคับคดีและรองอธิบดีกรมบังคับคดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งดังกล่าวมานั้นเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจและหลักเกณฑ์ตามคำสั่งกรมบังคับคดี ที่ 174/2532 กรณีจึงถือได้ว่า ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาทรัพย์ที่ซื้อส่วนที่เหลือร้อยละ 75 ของราคาทรัพย์ที่ซื้อจำนวน 566,250 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ครบถ้วนชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 515 แล้ว ดังนี้ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมได้สิทธิในที่ดินพิพาทแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้ซึ่งเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทและเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทที่ต้องเวนคืนที่กรมทางหลวงวางไว้ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลาง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 515 ม. 1330
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรสวรรค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543
#36411
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลย เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งการที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยจึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขายและมิใช่คู่ความในคดีก่อน อันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 160

คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องมิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลย อันจะเป็นประเด็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของผู้ร้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของนายเขียว โภคพันธ์ สามีผู้ร้องเมื่อนายเขียวตายจึงตกได้แก่ผู้ร้อง จำเลยที่ 1 มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2บุตรผู้ร้องที่บ้านของผู้ร้อง ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1 รับอาสาไปดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทเป็น น.ส.3 ก. หรือโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้ จำเลยที่ 1 พาผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสิงหนคร และให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารต่าง ๆ 2 ครั้งต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2539 ผู้ร้องทราบจากนางเอี่ยมศรี แซ่ฟง บุตรผู้ร้องอีกคนหนึ่งว่าที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและจำนองไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำกัด ผู้ร้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้วจึงทราบว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 เนื้อที่ 1 งาน 47 ตารางวา เดิมมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ผู้ร้องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์และเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างนั้นในวันที่ 14 มีนาคม 2540 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26พฤศจิกายน 2540 ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1เป็นโมฆะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกลับคืนให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพันหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะคดีถึงที่สุดแล้วย่อมใช้ยันโจทก์ได้ และผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 โดยสุจริต มิใช่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่4617/2540 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1ฉ้อฉลผู้ร้องให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ผู้ร้องบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 แล้วถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก ดังนี้แสดงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขาย และมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 160 คำร้องขอของผู้ร้องบรรยายไว้เพียงว่า ก่อนนำยึดที่ดินพิพาทโจทก์ทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดที่ดินพิพาทไว้แล้วเท่านั้น มิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 อันจะเป็นประเด็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 160 ม. 181
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 172 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เพ็ง บัวศรี
ผู้ร้อง — นาง นุ้ย โภคพันธ์
จำเลย — นาย สถาพร เพชรจำเริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543
#39887
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยเมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งการที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขายและมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160

คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องมิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะเป็นประเด็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของผู้ร้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของนายเขียว โภคพันธ์ สามีผู้ร้องเมื่อนายเขียวตายจึงตกได้แก่ผู้ร้องจำเลยที่ 1 มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 บุตรผู้ร้องที่บ้านของผู้ร้อง ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1รับอาสาไปดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทเป็น น.ส.3 ก.หรือโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้จำเลยที่ 1 พาผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสิงหนคร และให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารต่าง ๆ 2 ครั้ง ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2539 ผู้ร้องทราบจากนายเอี่ยมศรี แซ่ฟง บุตรผู้ร้องอีกคนหนึ่งว่าที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและจำนองไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำกัดผู้ร้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้วจึงทราบว่า จำเลยที่ 1หลอกลวงให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 เนื้อที่ 1 งาน47 ตารางวา เดิมมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ผู้ร้องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์และเมื่อวันที่ 5 กันยายน2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนั้นในวันที่ 14มีนาคม 2540 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกลับคืนให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพันหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะคดีถึงที่สุดแล้วย่อมใช้ยันโจทก์ได้ และผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 โดยสุจริตมิใช่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลผู้ร้องให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1ผู้ร้องบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 181 แล้ว ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก ดังนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งการที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขาย และมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 คำร้องขอของผู้ร้องบรรยายไว้เพียงว่าก่อนนำยึดที่ดินพิพาทโจทก์ทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดที่ดินพิพาทไว้แล้วเท่านั้น มิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 อันจะเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 160 ม. 181
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 172 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เพ็ง บัวศรี
ผู้ร้อง — นาง นุ้ย โภคพันธ์
จำเลย — นาย สถาพร เพชรจำเริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543
#98573
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลย เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขายและมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 160

คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องมิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะเป็นประเด็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๓๖๖๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิใช่เป็นของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นของผู้ร้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.๑) ของนายเขียว โภคพันธ์ สามีผู้ร้องเมื่อนายเขียวตายจึงตกได้แก่ผู้ร้องจำเลยที่ ๑ มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ ๒ บุตรผู้ร้องที่บ้านของผู้ร้อง ต่อมาปี๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ รับอาสาไปดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทเป็น น.ส.๓ ก.หรือโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้ จำเลยที่ ๑ พาผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสิงหนคร และให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารต่างๆ ๒ ครั้งต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ ผู้ร้องทราบจากนางเอี่ยมศรี แซ่ฟง บุตรผู้ร้องอีกคนหนึ่งว่าที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของและจำนองไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำกัด ผู้ร้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้วจึงทราบว่า จำเลยที่ ๑หลอกลวงให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ ๑ ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่๓๖๖๗ เนื้อที่ ๑ งาน ๔๗ ตารางวา เดิมมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ผู้ร้องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ต่อมาวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์และเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างนั้นในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๐ ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกลับคืนให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะคดีถึงที่สุดแล้วย่อมใช้ยันโจทก์ได้ และผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ โดยสุจริต มิใช่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ ๑เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๖๑๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ฉ้อฉลผู้ร้องให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๑ ผู้ร้องบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๘๑ แล้ว ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะแต่เริ่มแรกดังนี้ แสดงว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขาย และมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๑๖๐ คำร้องขอของผู้ร้องบรรยายไว้เพียงว่า ก่อนนำยึดที่ดินพิพาทโจทก์ทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดที่ดินพิพาทไว้แล้วเท่านั้น มิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยที่ ๑ อันจะเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 160 ม. 181
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 172 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ง บัวศรี
ผู้ร้อง — นางนุ้ย โภคพันธ์
จำเลย — นายสถาพร เพชรจำเริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเจริญ เกื้อทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7036/2543
#35137
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 78 วรรคหนึ่งหมายความว่า งานใดเข้าลักษณะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 หรือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 และยังได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ใช้บังคับ ก็คงให้ได้รับความคุ้มครองต่อไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนมาตรา 78 วรรคสองหมายความว่า งานใดที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวแต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ก็ให้งานนั้นได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537แต่ทั้งนี้นับแต่วันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มีผลใช้บังคับไม่ใช่นับแต่วันที่งานนั้นได้สร้างขึ้น

การพิจารณาว่าหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์ซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อกลางปี 2534 มีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 แม้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะไม่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักเกณฑ์นั้นไม่มีอยู่ เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ ในการพิจารณาว่างานใดมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 หรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นด้วย

หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์เป็นตำราเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยวางรากฐานการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรชั้นประถมศึกษา มีเนื้อหาสาระของตัวอย่างการคิดและวิเคราะห์ แบบทดสอบคิดเลขเร็ว และโจทก์ปัญหาในภาคผนวกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะในสายการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยให้นักเรียนมีแนวการคิดและมีการวิเคราะห์หาคำตอบได้รวดเร็ว และดัดแปลงวิธีการคิดให้เป็นแนวทางของตนเองได้ ทั้งเป็นงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจในการคิดเลข มีความสัมพันธ์กันตามลำดับความง่ายยากตามขั้นตอน จูงใจให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อให้มีความสามารถในการคิดเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การที่โจทก์นำตัวเลขรูปภาพสัญลักษณ์ โจทก์ปัญหาและเครื่องหมายต่าง ๆ กันมาปรับใช้โดยมีวิธีการคิดตามลำดับเพื่อให้เข้ากับหลักสูตรและพัฒนาเสริมสร้างทักษะในการเรียนตามวัยของเด็กนักเรียนในลำดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6โดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์จากการใช้สอนในโรงเรียนมาเป็นเวลานานหลายปี เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์งานของโจทก์เพื่อให้นักเรียนสามารถคิดคำนวณเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยแสดงออกซึ่งการริเริ่มของโจทก์เองอันเป็นงานวรรณกรรมตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานดังกล่าว หาใช่เป็นเพียงความคิด ขั้นตอนกรรมวิธี ระบบวิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการการค้นพบ หรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ อันไม่ได้รับความคุ้มครองแต่อย่างใดไม่ หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วจึงเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

แม้สัญญาจะระบุชื่อสัญญาว่า "หนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์"แต่มีข้อความในรายละเอียดกำหนดจำนวนตำราคณิตคิดเลขเร็วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ให้จำเลยที่ 1 พิมพ์ กำหนดเดือนและปีที่เริ่มจำหน่าย และการคิดเงินค่าลิขสิทธิ์ โจทก์มิได้ลงนามในฐานะผู้ขายและจำเลยที่ 1 มิได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงเท่านั้น จากการคิดค่าแห่งลิขสิทธิ์เป็นรายเล่มและกำหนดจำนวนพิมพ์ของหนังสือแต่ละเล่ม แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำงานมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ตามมาตรา 13(4) และ 14แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่ข้อตกลงในการซื้อขายลิขสิทธิ์โดยโจทก์มีเจตนาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมทั้งหกเล่มของโจทก์และแนบสำเนาสัญญามาท้ายฟ้องซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์ก็ตาม ก็เป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนของโจทก์ โจทก์มีเจตนาที่แท้จริงเพียงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์

แม้หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์จะมีการปรับปรุงใหม่โดยโจทก์และนักวิชาการของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่เป็นการปรับปรุงโดยเปลี่ยนรูปแบบปกหนังสือใหม่และจัดรูปแบบหนังสือโดยแยกคำเฉลยออกพิมพ์ต่างหาก ส่วนเนื้อหาของหนังสือยังเหมือนเดิม หนังสือที่ปรับปรุงใหม่จึงไม่ใช่เป็นงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่หรือดัดแปลงโดยปรับปรุงงานเดิมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ แต่เป็นงานสร้างสรรค์หรืองานวรรณกรรมเดียวกันกับหนังสือฉบับเดิมนั่นเอง หนังสือที่ปรับปรุงใหม่จึงมิใช่เป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1จึงไม่มีสิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ปรับปรุงใหม่ออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยพิมพ์ออกจำหน่ายในฐานะที่เป็นนายจ้างของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมหนังสือประกอบการเรียนการสอนชื่อแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6รวม 6 เล่ม ก่อนปี 2535 โจทก์จึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวจำเลยทั้งสองได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมทั้งหกเล่มของโจทก์ เพื่อนำไปพิมพ์จำหน่ายเพื่อการค้าของจำเลยทั้งสอง โดยมีข้อตกลงให้จำเลยทั้งสองพิมพ์ออกจำหน่ายแต่ละเล่มได้จำนวนเพียงเล่มละ 3,000 เล่ม เท่านั้นแต่สัญญาซื้อขายทำผิดแบบแห่งนิติกรรม จึงเป็นโมฆะ และมีผลใช้ได้เพียงเป็นหลักฐานอนุญาตให้จำเลยทั้งสองใช้สิทธิพิมพ์งานของโจทก์แต่ละเล่มออกจำหน่ายได้จำนวนเพียงเล่มละ 3,000 เล่ม เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองต้องจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 61,200 บาท จำเลยทั้งสองได้พิมพ์หนังสือดังกล่าวออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2535 เป็นต้นมาแต่จำเลยทั้งสองไม่เคยแจ้งยอดจำหน่ายหนังสือทั้งหมดให้โจทก์ทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ทราบจากสำเนาเอกสารสำคัญแสดงว่าจำเลยทั้งสองพิมพ์เกินกว่าจำนวนเล่มละ 3,000 เล่ม แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงห้ามจำเลยทั้งสองพิมพ์หรือเผยแพร่หนังสือที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไปแต่จำเลยทั้งสองยังฝ่าฝืนด้วยการจำหน่ายหนังสือทั้งหกเล่มต่อมาอีกจนถึงปี2540 การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหาย ค่าตอบแทนร้อยละ 10ของราคาที่ปกหนังสือซึ่งคาดว่าจะขายได้ต่ำสุดในแต่ละเล่มจำนวนเล่มละ10,000 เล่มต่อปี ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2540 คิดเป็นเงินจำนวนปีละ 204,000บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,224,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายจนถึงวันฟ้องจำนวนเพียง 1,000,000 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองยุติการพิมพ์หรือเผยแพร่งานวรรณกรรมของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อต้นปี 2525 โจทก์นำผลงานทางวิชาการคือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาที่ 1 ถึงปีที่ 6 มาให้จำเลยที่ 1พิจารณาในที่สุดโจทก์ก็ตกลงขายผลงานดังกล่าวให้จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองได้จ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ไปแล้ว จำเลยทั้งสองได้จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวโดยมีชื่อของโจทก์อยู่ออกจำหน่ายเนื่องจากเป็นหนังสือใหม่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย จึงจำหน่ายได้จำนวนไม่มาก นอกจากนี้โจทก์ได้ส่งผลงานทางวิชาการคณิตศาสตร์เป็นส่วนประกอบในการขอเลื่อนตำแหน่งอาจารย์ 2 ขึ้นเป็นอาจารย์ 3 ต่อมาเมื่อปลายปี 2536 โจทก์ได้ลาออกจากราชการครูแล้วมาเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนเดือนละ 30,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้ติดต่อนายบุญเหลือ พูลทอง ข้าราชการบำนาญระดับ 10 มาร่วมงานกับจำเลยทั้งสองในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ นายบุญเหลือได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุงผลงานทางคณิตศาสตร์ดังกล่าวให้ดีขึ้น โจทก์ได้นำผลงานเดิมมาปรับปรุงแก้ไขโดยตลอดแล้วมอบให้จำเลยทั้งสองจัดพิมพ์ออกจำหน่ายติดต่อกันเรื่อยมาด้วยเหตุนี้จำเลยที่ 2 จึงได้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิชาการและบุคลากร โดยโจทก์ต้องช่วยปฏิบัติหน้าอื่นอีกด้วย เช่น การออกเผยแพร่และจำหน่ายหนังสือต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 รวมทั้งหนังสือของโจทก์สัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองจัดพิมพ์หนังสือทั้งหกเล่มออกจำหน่ายได้โดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องแจ้งยอดพิมพ์ให้โจทก์ทราบ งานสร้างสรรค์ของโจทก์เป็นเพียงแบบฝึกหัดให้คิดเลขเร็วหรือเป็นเพียงทฤษฎีทางคณิตศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง จำเลยทั้งสองในฐานะนายจ้างมีสิทธินำงานออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงาน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น เมื่อโจทก์มีหนังสือห้ามจำเลยทั้งสองพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ จำเลยที่ 2 ได้โต้แย้งไปว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้สร้างสรรค์งานขึ้น จึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองงดใช้ชื่อโจทก์ที่ปกหนังสือจำเลยทั้งสองก็ได้งดใช้แล้วเพราะได้มอบงานให้อาจารย์ท่านอื่นทำแทนคงมีชื่อของโจทก์เฉพาะงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นก่อนเดือนมิถุนายน 2539 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้เงินจำนวน 489,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองยุติการพิมพ์หรือเผยแพร่หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือ "แบบฝึกคณิตคิดเลขเร็ว" สำหรับการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 รวม 6 เล่มเมื่อกลางปี 2534 โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้นเอง เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในสถานศึกษาต่าง ๆ ไม่ใช่การเขียนขึ้นในหน้าที่ราชการ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วที่โจทก์เขียนขึ้น 6 เล่มตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 และ จ.8ถึง จ.13 เป็นงานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าโดยอำนาจแห่งบทเฉพาะกาลตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 78 งานสร้างสรรค์ที่โจทก์อ้างว่ามีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่บัญญัติว่า "การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิดหรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิดหลักการการค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์" หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 และ จ.8 ถึง จ.13 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ จึงเป็นงานอันไม่มีลิขสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ในข้อนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 78 บัญญัติว่า "งานอันมีลิขสิทธิ์อยู่แล้วตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้

งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้"

ดังนี้ มาตรา 78 วรรคหนึ่งมีความหมายว่า งานใดเข้าลักษณะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521และยังได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ใช้บังคับ ก็คงให้ได้รับความคุ้มครองต่อไปตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนมาตรา 78 วรรคสองหมายความว่างานใดที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ใช้บังคับและไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวแต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ก็ให้งานนั้นได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แต่ทั้งนี้นับแต่วันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มีผลใช้บังคับ ไม่ใช่นับแต่วันที่งานนั้นได้สร้างขึ้น หาได้หมายความว่าการพิจารณาว่างานที่ได้สร้างขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ใช้บังคับดังเช่นหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วของโจทก์มีลิขสิทธิ์หรือไม่จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ การพิจารณาว่างานดังกล่าวของโจทก์ซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อกลางปี 2534 มีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้องใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521ปรับแก่กรณี แม้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 จะไม่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ตามแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักเกณฑ์นั้นไม่มีอยู่ เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ ในการพิจารณาว่างานใดมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 หรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นด้วยปรากฏว่าหนังสือของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 และ จ.8ถึง จ.13 เป็นตำราเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยหนังสือดังกล่าววางรากฐานการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรชั้นประถมศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มทักษะที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ แม่นยำ และรวดเร็วสามารถคิดวิธีทำและหาคำตอบได้ในเวลาอันรวดเร็ว วางพื้นฐานของความรู้ให้มีความต่อเนื่องกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 หนังสือของโจทก์มีเนื้อหาสาระของตัวอย่างการคิดและวิเคราะห์แบบทดสอบคิดเลขเร็ว และโจทก์ปัญหาในภาคผนวกเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างทักษะในสายการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยให้นักเรียนมีแนวการคิดและมีการวิเคราะห์หาคำตอบได้รวดเร็ว และดัดแปลงวิธีการคิดให้เป็นแนวทางของตนเองได้ ทั้งเป็นงานที่ทำให้เกิดความเข้าใจในการคิดเลข มีความสัมพันธ์กันตามลำดับความง่ายยากตามขั้นตอน จูงใจให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อให้มีความสามารถในการคิดเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้นการที่โจทก์นำตัวเลข รูปภาพสัญลักษณ์ โจทย์ปัญหา และเครื่องหมายต่าง ๆกันมาปรับใช้โดยมีวิธีการคิดตามลำดับเพื่อให้เข้ากับหลักสูตรและพัฒนาเสริมสร้างทักษะในการเรียนตามวัยของเด็กนักเรียนในลำดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์จากการใช้สอนในโรงเรียนมาเป็นเวลานานหลายปี เป็นการริเริ่มสร้างสรรค์งานของโจทก์เพื่อให้นักเรียนสามารถคิดคำนวณเลขได้รวดเร็วยิ่งขึ้นถือได้ว่าเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยแสดงออกซึ่งการริเริ่มของโจทก์เองอันเป็นงานวรรณกรรม ตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์สร้างสรรค์งานดังกล่าวแล้วหาใช่เป็นเพียงความคิด หรือขั้นตอนหรือกรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงานหรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบหรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์อันไม่ได้รับความคุ้มครองแต่อย่างใดไม่ หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 และ จ.8 ถึง จ.13 จึงเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต่อไปว่า โจทก์ได้ทำสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์เป็นผู้อ้างส่งต่อศาล โดยจำเลยไม่ส่งต้นฉบับต่อศาลและไม่คัดค้านเอกสารดังกล่าว จึงเป็นการที่คู่ความยอมรับในสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ในสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุถึงชื่อสัญญาว่า "หนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์" และมีข้อความในรายละเอียดกำหนดให้จำเลยที่ 1 พิมพ์ตำราคณิตคิดเร็วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 จำนวนของแต่ละระดับชั้นเล่มละ3,000 เล่ม เริ่มจำหน่ายเดือนมกราคม 2535 และคิดเงินค่าแห่งลิขสิทธิ์ในหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ที่พิมพ์ขึ้นแต่ละเล่มดังนี้ คือ หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1เล่มละ 3.50 บาท เป็นเงิน 10,500 บาท ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เล่มละ 3.90บาท เป็นเงิน 11,700 บาท ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่มละ 2.80 บาท เป็นเงิน8,400 บาท ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่มละ 3 บาท เป็นเงิน 9,000 บาทชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่มละ 3.30 บาท เป็นเงิน 9,900 บาท และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่มละ 3.90 บาท เป็นเงิน 11,700 บาท เป็นเงินรวมทั้งหมดจำนวน61,200 บาท เอกสารดังกล่าวมิได้มีการลงนามโจทก์ในฐานะผู้ขาย และจำเลยที่ 1ก็มิได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงเท่านั้นจากการคิดค่าแห่งลิขสิทธิ์เป็นรายเล่ม และกำหนดให้พิมพ์หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เพียงเล่มละ 3,000 เล่ม แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ตามมาตรา 13(4) และ 14 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 จึงมิใช่ข้อตกลงในการซื้อขายลิขสิทธิ์โดยโจทก์มีเจตนาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแม้โจทก์จะบรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมทั้งหกเล่มของโจทก์และแนบสำเนาสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 มาท้ายคำฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 จะระบุว่าเป็นหนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์ก็ตาม ก็เป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนของโจทก์ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาขายลิขสิทธิ์ ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1เป็นสัญญาขายลิขสิทธิ์เพียงแต่ชื่อ แต่เจตนาที่แท้จริงของโจทก์และจำเลยที่ 1เป็นการที่โจทก์เพียงอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วเท่านั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ หาใช่สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า การที่โจทก์เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 1 ซึ่งในระหว่างนั้นมีการปรับปรุงหนังสือตามเอกสารหมายจ.2 ถึง จ.7 เป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 นั้น เป็นการที่โจทก์ได้สร้างสรรค์งานขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อันทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเป็นผู้มีสิทธินำงานตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 ออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้นหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปลายปี 2536 และโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ในระหว่างที่มีการจัดพิมพ์หนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 ดังนี้เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าหนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 เป็นงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ในฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์เบิกความว่าหลังจากการพิมพ์หนังสือเมื่อเดือนมกราคม 2535 แล้วจำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่าควรปรับปรุงหน้าปกและราคาหนังสือใหม่ ส่วนเนื้อหายังเหมือนเดิม ต่อมาในปี 2538 โจทก์จึงเห็นหนังสือที่จำเลยทั้งสองปรับปรุงหน้าปกและราคาใหม่ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 ส่วนจำเลยที่ 2เบิกความว่าหนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 พิมพ์ขึ้นภายหลังจากที่โจทก์มาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่เนื่องจากหนังสือตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 ขายไม่ค่อยดี หลังจากนั้นโจทก์และนายวิจิตร เพชรแดงซึ่งเป็นนักวิชาการของจำเลยที่ 1 ก็ได้ร่วมกันปรับปรุงหนังสือตามเอกสารหมายจ.2 ถึง จ.7 ออกมาเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 ในหนังสือใหม่มีข้อแตกต่างจากเดิม 5 ประการ คือ ปกไม่เหมือนเดิม ราคาหนังสือใหม่สูงกว่าคำเฉลยแยกพิมพ์ต่างหาก นายบุญเหลือเขียนคำนิยมให้ และมีการปรับปรุงเนื้อหาไม่มาก คำเบิกความของจำเลยที่ 2 เจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 นั้น มีการปรับปรุงโดยเปลี่ยนรูปแบบปกหนังสือใหม่มีการจัดรูปแบบหนังสือโดยแยกคำเฉลยออกพิมพ์ต่างหาก ส่วนเนื้อหาของหนังสือยังเหมือนเดิม หนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 จึงไม่ใช่เป็นงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่หรือดัดแปลงโดยปรับปรุงงานเดิมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญแต่อย่างใดแต่เป็นงานสร้างสรรค์หรืองานวรรณกรรมเดียวกันกับหนังสือตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 นั่นเอง ดังนั้น หนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 จึงมิใช่เป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์คือหนังสือตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.13 ออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยพิมพ์จำหน่ายในฐานะที่เป็นนายจ้างของโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2521 มาตรา 7 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 204,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 4 ม. 7 ม. 13 (4) ม. 14 ม. 15
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นิภาพร สัจจปิยะนิจกุล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์ ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7036/2543
#91265
เปิดฉบับเต็ม

และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2534 มาตรา 26

การพิจารณาว่างานซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อกลางปี 2534 มีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้องใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ปรับแก่กรณี แม้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะไม่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักเกณฑ์นั้นไม่มีอยู่ เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ ในการพิจารณาว่างานใดมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 หรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นด้วย

ในสัญญามีข้อความระบุถึงชื่อสัญญาว่า "หนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์" และมีข้อความในรายละเอียดกำหนดให้จำเลยที่ 1 พิมพ์ตำราคณิตคิดเร็วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 จำนวนของแต่ละระดับชั้นเล่มละ 3,000 เล่ม เริ่มจำหน่ายเดือนมกราคม 2535 และคิดเงินค่าแห่งลิขสิทธิ์ในหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ที่พิมพ์ขึ้นแต่ละเล่ม เอกสารดังกล่าวมิได้มีการลงนามโจทก์ในฐานะผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อจึงเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงเท่านั้น จากการคิดค่าแห่งลิขสิทธิ์เป็นรายเล่ม และกำหนดให้พิมพ์หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เพียงเล่มละ 3,000 เล่ม แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ ตามมาตรา 13 (4) และ 14 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงข้างต้นจึงมิใช่ข้อตกลงในการซื้อขายลิขสิทธิ์โดยโจทก์มีเจตนาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมหนังสือประกอบการเรียนการสอนชื่อแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 รวม 6 เล่ม ก่อนปี 2535 โจทก์จึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2535 จำเลยทั้งสองได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมทั้งหกเล่มของโจทก์ เพื่อนำไปพิมพ์จำหน่ายเพื่อการค้าของจำเลยทั้งสอง โดยมีข้อตกลงให้จำเลยทั้งสองพิมพ์ออกจำหน่ายแต่ละเล่มได้จำนวนเพียงเล่มละ 3,000 เล่ม เท่านั้น แต่สัญญาซื้อขายทำผิดแบบแห่งนิติกรรม จึงเป็นโมฆะ และมีผลใช้ได้เพียงเป็นหลักฐานอนุญาตให้จำเลยทั้งสองใช้สิทธิพิมพ์งานของโจทก์แต่ละเล่มออกจำหน่ายได้จำนวนเพียงเล่มละ 3,000 เล่ม เท่านั้น แต่โจทก์ทราบจากสำเนาเอกสารสำคัญแสดงว่า จำเลยทั้งสองพิมพ์เกินกว่าจำนวนเล่มละ 3,000 เล่มแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยุติการพิมพ์หรือเผยแพร่งานวรรณกรรมของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้เงินจำนวน 489,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองยุติการพิมพ์หรือเผยแพร่หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่างานของโจทก์ซึ่งได้สร้างขึ้นเมื่อกลางปี 2534 มีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้องใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นคือ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ปรับแก่กรณี แม้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะไม่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักเกณฑ์นั้นไม่มีอยู่ เพราะหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปในการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ ในการพิจารณาว่างานใดมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 หรือไม่ จึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทั่วไปนั้นด้วย หนังสือของโจทก์เป็นตำราเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยหนังสือดังกล่าววางรากฐานการเรียนการสอนเป็นขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรชั้นประถมศึกษา มีเนื้อหาสาระของตัวอย่างการคิดและวิเคราะห์ จึงเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

ในสัญญาโอนขายลิขสิทธิ์มีข้อความระบุถึงชื่อสัญญาว่า "หนังสือสัญญาขายลิขสิทธิ์" และมีข้อความในรายละเอียดกำหนดให้จำเลยที่ 1 พิมพ์ตำราคณิตคิดเร็วสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 จำนวนของแต่ละระดับชั้นเล่มละ 3,000 เล่ม เริ่มจำหน่ายเดือนมกราคม 2535 และคิดเงินค่าแห่งลิขสิทธิ์ในหนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ที่พิมพ์ขึ้นแต่ละเล่ม เอกสารดังกล่าวมิได้มีการลงนามโจทก์ในฐานะผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ลงนามในฐานะผู้ซื้อ เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกข้อตกลงเท่านั้น จากการคิดค่าแห่งลิขสิทธิ์เป็นรายเล่ม และกำหนดให้พิมพ์หนังสือแบบฝึกคณิตคิดเลขเร็วชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เพียงเล่มละ 3,000 เล่ม แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ ตามมาตรา 13 (4) และ 14 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น ข้อตกลงนี้จึงมิใช่ข้อตกลงในการซื้อขายลิขสิทธิ์โดยโจทก์มีเจตนาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 204,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กันยายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ และกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 4 ม. 7 ม. 13 (4) ม. 14 ม. 15
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 6 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภาพร สัจจปิยะนิจกุล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวัส ติงสมิตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7027/2543
#35136
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อที่ถือว่าเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาทมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 และรับฟังไม่ได้ว่ามีการทำสัญญาเช่าซื้อกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ฉะนั้น หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อย่อมไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย

เมื่อวันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงินอันถือว่าเป็นวันที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้ยังบังคับตามกฎหมายไม่ได้เช่นนี้การออกเช็คของจำเลยจึงมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย และการกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 จำเลยจึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ให้จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้เช่าซื้อรถขุดจากบริษัทผู้เสียหายรวม 2 คันด้วยกัน คันแรกเช่าซื้อเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ล.1 คันที่สองคือครั้งที่เกิดเหตุคดีนี้จำเลยเช่าซื้อเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2537 ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2เช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยออกให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 เมื่อเช็คถึงกำหนดผู้เสียหายนำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว สำหรับสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่ายังมิได้ปิดอากรแสตมป์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.2 ที่ถือว่าเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาทมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และรับฟังไม่ได้ว่ามีการทำสัญญาเช่าซื้อกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572ฉะนั้น หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อย่อมไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อวันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงินอันถือว่าเป็นวันที่จำเลยออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้ยังบังคับตามกฎหมายไม่ได้เช่นนี้การออกเช็คของจำเลยจึงมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย และการกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 จำเลยจึงไม่มีความผิด ปัญหาที่ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งมิได้ปิดอากรแสตมป์ อันทำให้เป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกาโต้แย้งปัญหานี้โดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจนำขึ้นมาเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยมาดั่งนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยก็ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปอีก เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นาง บุญภี สุดสาคร
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2543
#38446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกที่ดินของ อ. ขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้คดี ต่อมาศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง และมีการบังคับคดีโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสองมาฟ้องขอให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์ในฐานะเจ้าของรวม ซึ่งแม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมจะเป็นการฟ้องเกี่ยวเนื่องกับที่ดินแปลงเดียวกัน แต่ข้อที่ว่าเมื่อมีการแบ่งที่ดินพิพาทโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมแล้วโจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิเรียกให้แบ่งที่ดินพิพาทอย่างไรหรือไม่ยังไม่มีคำวินิจฉัย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้เกิดขึ้นใหม่หลังจากดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีเดิมเสร็จแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ทั้งสองชอบจะไปใช้สิทธิขอบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี โดยโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 10 ส่วน จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอุบลชาครียรัตน์ โจทก์มีความประสงค์จะขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ออกจากที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงแจ้งให้จำเลยทราบแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอุบลแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 10 ส่วน หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้น ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอุบลซึ่งมีผู้รับมรดกร่วมกันอยู่หลายคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ดังนั้น ผู้รับมรดกคนใดคนหนึ่งจะฟ้องขอให้แบ่งส่วนใดส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตนโดยเฉพาะนั้นไม่ได้ตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2482 นอกจากนี้ก่อนที่นางอุบลจะถึงแก่ความตายนางอุบลได้สั่งว่าเมื่อนางอุบลถึงแก่ความตายให้นำที่ดินพิพาทออกขายนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท ซึ่งบิดาโจทก์ทั้งสองทราบเรื่องดังกล่าวดี โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางอุบล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำคู่ความประกอบกับคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองและจำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอุบล ชาครียรัตน์ ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10328ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 10 ส่วน สำหรับวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้สืบเนื่องจากคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540ของศาลชั้นต้น โดยคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองอ้างในฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นทายาทของนางอุบล ชาครียรัตน์ ซึ่งมีสิทธิรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีของนางอุบลจำนวน 1 ใน 8 ส่วน จึงขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอุบลแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากแบ่งไม่ได้ให้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองตามส่วน จำเลยให้การต่อสู้คดี คดีตกลงกันได้โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1 ใน 10 ส่วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว และได้มีการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาโดยการใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้วในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า การฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ว่าการฟ้องในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540ของศาลชั้นต้น จะเป็นการฟ้องเกี่ยวเนื่องกับที่ดินแปลงเดียวกัน แต่ประเด็นที่วินิจฉัยในคดีทั้งสองเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่าง กล่าวคือ ประเด็นในคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้นมีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 ของนางอุบลตามฟ้องหรือไม่ ส่วนประเด็นในคดีนี้มีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 จะมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยข้อนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363, 1364 ซึ่งเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่มีข้อวินิจฉัยตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้น มีเฉพาะคำวินิจฉัยให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับมรดกเท่านั้น ส่วนข้อที่ว่าเมื่อมีการแบ่งที่ดินพิพาทโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมแล้วโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของรวมจะมีสิทธิเรียกให้แบ่งที่ดินพิพาทอย่างไรหรือไม่ ยังไม่มีคำวินิจฉัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงเกิดขึ้นใหม่หลังจากดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้นเสร็จแล้วดังนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยจะเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วก็ถือไม่ได้ว่าการฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองชอบที่จะไปใช้สิทธิขอบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีดังกล่าวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อวินิจฉัยดังนี้จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสอง รวมทั้งไม่ต้องวินิจฉัยข้อต่อสู้ในคำแก้ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า ฎีกาข้อ 4 ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจดำเนินการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 305/2540 ของศาลชั้นต้นได้ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว เจนเนตร ชาครียรัตน์ กับพวก
จำเลย — พลอากาศเอก ชัยศาสตร์ ชาครียรัตน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง อุบล ชาครียรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2543
#35020
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ต้องทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานเพื่อตอบแทนค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่โจทก์ กลับเอาเวลาที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยไปว่าความให้แก่ จ. ซึ่งฟ้อง ผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาทอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ จำเลย เป็นการสนับสนุนให้พนักงานของจำเลยฟ้องร้องกันเอง ก่อให้เกิด การแตกความสามัคคีระหว่างพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลย การกระทำของโจทก์ดังกล่าว นอกจากจะเสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ซึ่งจะต้องทำงานให้แก่จำเลยแล้ว ยังทำให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงาน หลายคนของจำเลยต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การกระทำของโจทก์ จึงเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายข้อบังคับ คำสั่งและระเบียบ แบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยตามข้อบังคับของจำเลยด้วย เมื่อโจทก์ กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิลงโทษ โจทก์ได้ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวงพ.ศ. 2501 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยปัจจุบันเป็นนิติกร 8ฝ่ายกฎหมาย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ กรณีโจทก์ได้ร่างคำฟ้องคดีอาญาให้แก่นายจำลอง สังข์เมือง ฟ้องนายสมชาย สอนกลิ่น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายจำลองในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นการสนับสนุนให้พนักงานฟ้องร้องกันเอง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีและอาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกระด้างกระเดื่อง ต่อผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่สงบในสังคมแรงงานและการบริหารงานของจำเลยที่ 1 ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนต้องเสียเวลาในเรื่องนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อหน่วยงาน กับเป็นเหตุให้เสียการปกครองบังคับบัญชา จึงเข้าข่ายกระทำผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อ 7(1) และข้อ 7(12) แห่งข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2536โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่า คำสั่งจำเลยที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเสนอลงนามนั้นไม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานกล่าวคือ ไม่มีการสืบสวนเพื่อทราบข้อเท็จจริงก่อนตามข้อบังคับข้อ 8 ไม่มีการแจ้งข้อหาหรือคำกล่าวโทษให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อหาได้ตามควรแก่กรณี นอกจากนี้การสอบสวนไม่มีการชี้ชัดหรือมีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ไม่มีเหตุผลหรือน้ำหนักเพียงพอที่จะพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 เพิกถอนคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เอาเวลาปฏิบัติงานไปทำงานส่วนตัว ถือได้ว่าเป็นการไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามข้อบังคับว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 7(1) และ (4)ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1ตำแหน่งนิติกร 8 ฝ่ายกฎหมาย โจทก์รับเป็นทนายความให้แก่นายจำลองสังข์เมืองหัวหน้าแผนกเครื่องวัดไฟฟ้า กองอุปกรณ์จำหน่าย ฝ่ายแผนผังและอุปกรณ์งานจำหน่ายของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ร่างฟ้องและรับเป็นทนายความให้นายจำลองฟ้องนายสมชายผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาท เพราะเห็นว่านายจำลองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายสมชาย เป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งนายสมชาย ที่จำเลยอ้างว่าการกระทำของโจทก์เป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกความสามัคคี อาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่สงบในสังคมแรงงานทำให้เสียการปกครองนั้น เป็นเรื่องที่กริ่งเกรงเข้าใจกันไปเอง การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดทางวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1 และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อ 7(1)(12)แห่งข้อบังคับของจำเลยที่ 1 พ.ศ. 2533 ที่แก้ไขแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ทำผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1 และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ. 2533ที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 7(1) และ (12) หรือไม่ และมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1ต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันและเวลาทำงานเพื่อตอบแทนค่าจ้าง ที่จำเลยที่ 1จ่ายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่โจทก์กลับเอาเวลาที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ 1ไปว่าความให้แก่นายจำลองซึ่งฟ้องนายสมชายผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาทอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการสนับสนุนให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ฟ้องร้องกันเองก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7(12) และการกระทำของโจทก์ดังกล่าว นอกจากจะเสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งจะต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ยังทำให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนของจำเลยที่ 1ต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่งและระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ 1ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 7(1) ด้วย เมื่อโจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 ข้อ 7(1) และ (12) จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิลงโทษโจทก์ได้ คำสั่งที่จำเลยที่ 1 ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์นั้นชอบด้วยข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คนึง คงสมจิตต์
จำเลย — การไฟฟ้านครหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2543
#98568
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ต้องทำงานให้แก่จำเลยในวันและเวลาทำงานเพื่อตอบแทนค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่โจทก์กลับเอาเวลาที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยไปว่าความให้แก่ จ.ซึ่งฟ้องผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาทอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลย เป็นการสนับสนุนให้พนักงานของจำเลยฟ้องร้องกันเอง ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลย การกระทำของโจทก์ดังกล่าว นอกจากจะเสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งจะต้องทำงานให้แก่จำเลยแล้ว ยังทำให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนของจำเลยต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่งและระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยตามข้อบังคับของจำเลยด้วย เมื่อโจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิลงโทษโจทก์ได้ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.๒๕๐๑ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าการ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยปัจจุบันเป็นนิติกร ๘ ฝ่ายกฎหมาย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๒ได้มีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์ กรณีโจทก์ได้ร่างคำฟ้องคดีอาญาให้แก่นายจำลองสังข์เมือง ฟ้องนายสมชาย สอนกลิ่น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายจำลองในข้อหาหมิ่นประมาท เป็นการสนับสนุนให้พนักงานฟ้องร้องกันเอง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีและอาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่สงบในสังคมแรงงานและการบริหารงานของจำเลยที่ ๑ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนต้องเสียเวลาในเรื่องนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ใด ๆต่อหน่วยงาน กับเป็นเหตุให้เสียการปกครองบังคับบัญชา จึงเข้าข่ายกระทำผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ ๑ และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อ ๗ (๑) และข้อ ๗ (๑๒) แห่งข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ.๒๕๓๓ แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๔ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๖ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่า คำสั่งจำเลยที่ ๑ ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเสนอลงนามนั้นไม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน กล่าวคือ ไม่มีการสืบสวนเพื่อทราบข้อเท็จจริงก่อนตามข้อบังคับข้อ ๘ ไม่มีการแจ้งข้อหาหรือคำกล่าวโทษให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อหาได้ตามควรแก่กรณี นอกจากนี้การสอบสวนไม่มีการชี้ชัดหรือมีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ไม่มีเหตุผลหรือน้ำหนักเพียงพอที่จะพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หรือจำเลยที่ ๒ เพิกถอนคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เอาเวลาปฏิบัติงานไปทำงานส่วนตัว ถือได้ว่าเป็นการไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดตามข้อบังคับว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ.๒๕๓๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๗ (๑)และ (๔) ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.๒๕๐๑ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ตำแหน่งนิติกร ๘ ฝ่ายกฎหมาย โจทก์รับเป็นทนายความให้แก่นายจำลอง สังข์เมืองหัวหน้าแผนกเครื่องวัดไฟฟ้า กองอุปกรณ์จำหน่าย ฝ่ายแผนผังและอุปกรณ์งานจำหน่ายของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์ร่างฟ้องและรับเป็นทนายความให้นายจำลองฟ้องนายสมชายผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาท เพราะเห็นว่านายจำลองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายสมชาย เป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งนายสมชาย ที่จำเลยอ้างว่าการกระทำของโจทก์เป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกความสามัคคี อาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่สงบในสังคมแรงงานทำให้เสียการปกครองนั้น เป็นเรื่องที่กริ่งเกรงเข้าใจกันไปเอง การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดทางวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ ๑ และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงานตามข้อ ๗ (๑) (๑๒) แห่งข้อบังคับของจำเลยที่ ๑พ.ศ.๒๕๓๓ ที่แก้ไขแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ มีว่า โจทก์ทำผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ ๑ และไม่รักษาความสามัคคีระหว่างพนักงาน ตามข้อบังคับการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงาน พ.ศ.๒๕๓๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๗ (๑) และ (๑๒) หรือไม่ และมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ในวันและเวลาทำงานเพื่อตอบแทนค่าจ้าง ที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่โจทก์กลับเอาเวลาที่ต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปว่าความให้แก่นายจำลองซึ่งฟ้องนายสมชายผู้บังคับบัญชาในข้อหาหมิ่นประมาทอันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นการสนับสนุนให้พนักงานของจำเลยที่ ๑ ฟ้องร้องกันเองก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างพนักงานอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ ๗ (๑๒) และการกระทำของโจทก์ดังกล่าว นอกจากจะเสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ซึ่งจะต้องทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว ยังทำให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงานหลายคนของจำเลยที่ ๑ ต้องมาเสียเวลาเกี่ยวกับเรื่องนี้การกระทำของโจทก์จึงเป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่งและระเบียบแบบแผนให้เกิดผลดีแก่จำเลยที่ ๑ ตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ข้อ๗ (๑) ด้วย เมื่อโจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ ข้อ๗ (๑) และ (๑๒) จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิลงโทษโจทก์ได้ คำสั่งที่จำเลยที่ ๑ลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์นั้นชอบด้วยข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคนึง คงสมจิตต์
จำเลย — การไฟฟ้านครหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประมวญ รักศิลธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7015/2543
#40476
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี โดยต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในภาค 3 ลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) คดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจแล้วว่าจำเลยและ ศ. เป็นจำเลยอุทธรณ์ที่มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลและให้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและ ศ. ได้

โจทก์มีหน้าที่นำส่งและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและ ศ. ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโจทก์ทราบคำสั่งแล้วเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเลิกสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1183 ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 185,106 บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ในระหว่างการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา และนางศิริวรรณองอาจสกุลเดช ภริยา มาทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่นางศิริวรรณมีกรรมสิทธิ์เพื่อบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอ ไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งสำเนาให้จำเลยและนางศิริวรรณ องอาจสกุลเดช แก้จะคัดค้านประการใดให้ยื่นภายใน 15 วัน ให้โจทก์นำส่งภายใน7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์ยื่นต่อศาลภายใน 3 วัน โดยอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับดังกล่าวมีข้อความว่าข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้วและศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์นั้นเอง ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานว่าพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลสั่งนานแล้ว โจทก์มิได้มาดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์และนำส่งหมายแต่อย่างใด โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า เป็นกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์คำคัดค้านคำสั่งภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และโจทก์ทราบคำสั่งของศาลแล้ว ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีหน้าที่นำส่งและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและนางศิริวรรณ องอาจสกุลเดชภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทราบคำสั่งแล้วเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีต่อมาจนพ้นกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลโดยนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นเวลานานถึง 15 วัน ถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 สมควรจำหน่ายคดีของโจทก์ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีข้อพิพาท การพิจารณาชี้ขาดคดีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 170วรรคสอง และมาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เดิมเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วและอยู่ในชั้นบังคับคดี ดังนั้น เมื่อมีการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี จึงเป็นกรณีจะต้องตั้งต้นพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ขึ้นใหม่ในระหว่างคู่ความโดยเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วกระบวนพิจารณาถัดจากนั้นศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีทั้งนี้ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในภาค 3ลักษณะ 1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกล่าวคือ ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ในกรณีของคดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจแล้วว่า จำเลยและนางศิริวรรณองอาจสกุลเดช เป็นจำเลยอุทธรณ์ที่มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลและให้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและนางศิริวรรณ องอาจสกุลเดช ภายใน 7 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งมานั้นจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ถนิม น้อยวัฒนะ
จำเลย — นาย พัฒนา องอาจสกุลเดช
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7015/2543
#66258
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี โดยต้องดำเนินการตามบทบัญญัติในภาค 3ลักษณะ 1 แห่ง ป.วิ.พ. กล่าวคือ ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) คดีนี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจแล้วว่าจำเลยและ ศ.เป็นจำเลยอุทธรณ์ที่มีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำสำเนาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลและให้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและ ศ.ได้

โจทก์มีหน้าที่นำส่งและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยและ ศ. ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้น โจทก์ทราบคำสั่งแล้วเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวถนิม น้อยวัฒนะ
จำเลย — นายพัฒนา องอาจสกุลเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — อ่านไม่ออก
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7014/2543
#99231
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกายกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 5 ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ของจำเลยที่ 1 จึงมี ผลเท่ากับว่าหลังจากครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 และ ศาลชั้นต้นสั่งรับมานั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดอายุอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 63,991,485.20 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,612,521.20 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 63,991,485.20 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,612,521.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม (ชั้นอุทธรณ์) แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 5 ครั้ง โดยในวันครบกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ในครั้งที่ 4 คือ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 5 ออกไปอีก 7 วัน ตามที่ขอ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 5 ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2543 ในคดีนี้ จึงมีผลเท่ากับว่าหลังจากครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 และศาลชั้นต้นสั่งรับมานั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดอายุอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 3555/2542 จึงไม่ชอบ ด้วยกระบวนพิจารณา ชอบที่ศาลฎีกาจะยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเสีย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมา จึงไม่เป็นฎีกาที่ศาลฎีกา จะรับไว้พิจารณา ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ 3555/2542 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจาก ที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โชคทวีวิศวกิจ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็ม. พี. โฮเต็ล แอลด์ รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา